การกักขังหน่วงเหนี่ยว Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การกักขังหน่วงเหนี่ยว/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 25 Oct 2023 06:21:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ห้ามจำคุก-กักขัง-บันทึกประวัติอาชญากรรม เมื่อ ‘โทษปรับเป็นพินัย’ มีผลบังคับใช้วันนี้ https://thestandard.co/crime-change-to-will-imprisonment-detention-criminal-history-record/ Wed, 25 Oct 2023 06:21:50 +0000 https://thestandard.co/?p=858268 โทษปรับเป็นพินัย

วันนี้ (25 ตุลาคม) นับเป็นวันแรกของการบังคับใช้ ‘พระราช […]

The post ห้ามจำคุก-กักขัง-บันทึกประวัติอาชญากรรม เมื่อ ‘โทษปรับเป็นพินัย’ มีผลบังคับใช้วันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โทษปรับเป็นพินัย

วันนี้ (25 ตุลาคม) นับเป็นวันแรกของการบังคับใช้ ‘พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565’ ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงกฎหมายในการกำหนดโทษทางอาญาหรือมาตรการลงโทษ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความร้ายแรงของการกระทำความผิด เพื่อไม่ให้บุคคลต้องรับโทษเกินสมควร โดยมีการเปลี่ยนโทษปรับทางอาญาและโทษปรับทางปกครองมาเป็นโทษปรับเป็นพินัย

 

THE STANDARD ชวนประชาชนไปทำความรู้จักกับกฎหมายใหม่ใกล้ตัวฉบับนี้ เพื่อให้รู้เท่าทันการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่

 

โทษปรับเป็นพินัย

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post ห้ามจำคุก-กักขัง-บันทึกประวัติอาชญากรรม เมื่อ ‘โทษปรับเป็นพินัย’ มีผลบังคับใช้วันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วันทนา’ ป้าถูกล็อกคอระหว่างรอพบนายกฯ แจ้งความกลับชุดรักษาความปลอดภัย ทำร้ายร่างกาย กักขัง กลั่นแกล้งให้รับโทษอาญา https://thestandard.co/wantana-reported-the-security/ Tue, 14 Mar 2023 08:30:17 +0000 https://thestandard.co/?p=762719

วันนี้ (14 มีนาคม) ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจ […]

The post ‘วันทนา’ ป้าถูกล็อกคอระหว่างรอพบนายกฯ แจ้งความกลับชุดรักษาความปลอดภัย ทำร้ายร่างกาย กักขัง กลั่นแกล้งให้รับโทษอาญา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 มีนาคม) ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันทนา โอทอง อายุ 62 ปี บุคคลซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าควบคุมตัว จนเกิดภาพเหตุการณ์ชุลมุนขึ้นตามสื่อโซเชียล โดยเกิดก่อนนายกฯ ลงพื้นที่ตรวจติดตามแนวทางในการพัฒนาอำเภอบ้านโป่ง ที่ศาลาประชาคมเทศบาลเมืองบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

 

วันทนากล่าวว่า มาแจ้งความตำรวจชุดจับกุมที่ปรากฏในคลิปจากการทำร้ายร่างกาย ละเมิดสิทธิส่วนตัว และกักขังหน่วงเหนี่ยวตนเองที่ไปรอขอเข้าพบนายกฯ ร้องเรียนเรื่องอาชีพค้าขายซึ่งประสบภาวะลำบาก โดยตอนเกิดเหตุนายกฯ ยังเดินทางมาไม่ถึง ตนจึงออกมาเดินที่ลานจอดรถและได้พบกับเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว จึงถูกถามว่ามาทำอะไร เมื่อบอกว่ามารอร้องเรียนนายกฯ ตำรวจได้บอกให้ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจท้องที่และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด 

 

ซึ่งตนไปมาหมดแล้ว แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดยตำรวจไม่ฟังและมีตำรวจชาย 2 นายเข้ามาประชิดตัว ตนเองห้ามว่าอย่าเข้ามา แต่กลับโดนขู่และบีบที่ข้อมือจนปวด จากนั้นตำรวจหญิงเข้ามาโอบตัวทันทีโดยไม่มีการสอบถาม ตนพยายามดิ้นรน หายใจไม่ออก เพราะถูกอุดปาก อุดจมูก จนเป็นลมล้มลง เป็นจังหวะที่เจ้าหน้าที่กางร่มบังไม่ให้มีใครเห็นหรือบันทึกภาพที่เจ้าหน้าที่กระทำกับตน 

 

เบื้องต้นตนได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว แขนบวมจากการอักเสบ ขาบวมเป็นแผลถลอก แพทย์สั่งให้หยุดทำงาน ตนเองที่ประกอบอาชีพค้าขายจุดดังกล่าวจึงขาดรายได้

 

วันทนายืนยันว่า วันที่เกิดเหตุไม่ได้ตั้งใจมาประท้วงหรือนัดหมายรวมตัววางแผนกับกลุ่มหญิงเสื้อดำอีก 2 รายที่มีแนวคิดเห็นต่างทางการเมือง แต่ยอมรับว่าเมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุได้พบหญิงกลุ่มดังกล่าวจริง แต่ตนไม่ได้สร้างความวุ่นวาย ตะโกนด่าทอ หรือชูสัญลักษณ์ใดๆ


ส่วนกรณีที่ปรากฏโพสต์ในเฟซบุ๊กของตนเองในทำนองเชิญชวนให้มารวมตัวรับนายกฯ วันทนายอมรับว่าโพสต์จริงแต่ไม่ได้ชวนให้มาประท้วง ส่วนตัวได้ข้อมูลมาว่าคนที่มารอรับจะได้เงินค่าตอบแทนเป็นค่าน้ำมันรถและค่าอาหาร ซึ่งตนไม่ได้ขัดขวาง แต่ส่วนตัวไม่รับเงินจากใคร

 

วันทนากล่าวด้วยว่า ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เข้าใจว่าตำรวจทำตามหน้าที่ แต่ไม่น่าทำรุนแรงขนาดนี้ นายกฯ เป็นคนของประชาชน น่าจะต้องรับฟังความเห็นของประชาชนด้วย

 

ด้านทนายความระบุว่า จะแจ้งข้อหากับตำรวจชุดจับกุมทั้งหญิงและชายที่ปรากฏตามคลิปวิดีโอในข้อหาทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา ส่วนคดีที่วันทนาถูกแจ้งความ ยืนยันว่ามีหลักฐานต่อสู้คดี

 

The post ‘วันทนา’ ป้าถูกล็อกคอระหว่างรอพบนายกฯ แจ้งความกลับชุดรักษาความปลอดภัย ทำร้ายร่างกาย กักขัง กลั่นแกล้งให้รับโทษอาญา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น 5 ราย กักขังคนทำงาน หลอกคนชาติเดียวกัน ประสานสถานทูตส่งตัวดำเนินคดีต่อ https://thestandard.co/arrest-japanese-call-center-gang/ Mon, 12 Dec 2022 02:48:46 +0000 https://thestandard.co/?p=722602

วานนี้ (11 ธันวาคม) พ.ต.อ. นเรนทร์ เครื่องสนุก ผู้กำกับ […]

The post ตำรวจจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น 5 ราย กักขังคนทำงาน หลอกคนชาติเดียวกัน ประสานสถานทูตส่งตัวดำเนินคดีต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (11 ธันวาคม) พ.ต.อ. นเรนทร์ เครื่องสนุก ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล (สน.) คันนายาว รับการประสานจากสถานทูตประเทศญี่ปุ่นว่ามีชาวญี่ปุ่นถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ที่บ้านแห่งหนึ่งในเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ทราบชื่อภายหลังคือ ยูกิ โองาวะ โดยถูกหลอกให้ทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อหลอกชาวญี่ปุ่นด้วยกัน ต่อมายูกิหลบหนีออกมาจากบ้านที่เกิดเหตุและเข้าขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่

 

ตำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่จากสถานทูตญี่ปุ่นเข้าตรวจสอบในบ้านดังกล่าว พบชาวญี่ปุ่นจำนวน 5 ราย คือ โคทาโร คาวาบาตะ, จุนยา ฮิโรตะ, เคนจิ นารามูระ, ซาโตชิ โทโมนาริ และ ทาคาฟูมิ ซูซูกิ อยู่ภายในบ้านที่เกิดเหตุ จึงจับกุมตัวชาวญี่ปุ่นทั้ง 5 คนไว้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และสอบสวนยูกิ (ผู้เสียหาย) โดยมีล่าม ตำรวจญี่ปุ่น และเจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่น ร่วมสอบปากคำ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหา

 

ซึ่งของกลางที่ตรวจยึดได้มีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง, เครื่องพรินต์เตอร์ 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง, แท็บเล็ต 1 เครื่อง, เอกสารรายชื่อผู้เสียหายที่ประเทศญี่ปุ่นจำนวนหลายรายการ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย คือร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น หรือกระทำการใดเพื่อให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพทางร่างกาย และประสานกับเจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่นเพื่ออำนวยความสะดวกในส่วนที่ต้องดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีของประเทศญี่ปุ่นตามกฎหมายต่อไป

The post ตำรวจจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น 5 ราย กักขังคนทำงาน หลอกคนชาติเดียวกัน ประสานสถานทูตส่งตัวดำเนินคดีต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เราเรียนรู้อะไรจาก เอ็ม ชัยชนะ ไลฟ์สดทำร้ายแฟนสาว เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นอาวุธ ป้องกันอย่างไร https://thestandard.co/facebook-live-girlfriend-assault-lesson-learned/ https://thestandard.co/facebook-live-girlfriend-assault-lesson-learned/#respond Mon, 23 Apr 2018 13:33:47 +0000 https://thestandard.co/?p=85858

2 ปีที่แล้ว (ม.ค.-ก.พ. 2016) เฟซบุ๊ก (Facebook) เพิ่มฟี […]

The post เราเรียนรู้อะไรจาก เอ็ม ชัยชนะ ไลฟ์สดทำร้ายแฟนสาว เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นอาวุธ ป้องกันอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

2 ปีที่แล้ว (ม.ค.-ก.พ. 2016) เฟซบุ๊ก (Facebook) เพิ่มฟีเจอร์การไลฟ์สด (Live Streaming) ให้ผู้ใช้บนแพลตฟอร์มได้ใช้งานกันครั้งแรก โดยมีจุดประสงค์และความ ‘มุ่งหวัง’ ให้ผู้ใช้ เพื่อน และครอบครัวได้ร่วมแบ่งปันช่วงเวลาต่างๆ ร่วมกันแบบเรียลไทม์ รวมถึงเป็นช่องทางให้คนดัง บุคคลสาธารณะได้ติดต่อสื่อสารกับแฟนๆ อย่างใกล้ชิด

 

ปัจจุบัน Facebook Live กลายเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมต่อผู้คนเข้าถึงกันแบบเรียลไทม์ได้ตามที่เฟซบุ๊กหวังไว้จริง ผู้ผลิตสื่อและแบรนด์จำนวนมากใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้สื่อสารกับคนดูและผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกันมันยังถูกนำไปใช้ในเชิงไม่สร้างสรรค์ด้วย โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เราสามารถพบเห็นหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเต้นประกอบดนตรีรีวิวครีม สบู่ หรือโปรโมตเว็บพนันกันเป็นปกติจนชินตา

 

ยังไม่นับรวมคอนเทนต์ความรุนแรงผิดกฎหมายรูปแบบอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก เช่น ไลฟ์สดหนังลามก-อนาจาร, ลักลอบฉายหนังผิดลิขสิทธิ์, ขายสินค้าเถื่อนผิดกฎหมาย เรื่อยไปจนถึงไลฟ์สดฆ่าตัวตาย ทารุณกรรมสัตว์ หรือทำร้ายร่างกายมนุษย์ด้วยกัน

 

โดยเฉพาะกรณีหลังสุดที่กำลังเป็นประเด็นร้อนของสังคมไทยในตอนนี้ หลังวันอาทิตย์ที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุ เอ็ม-ชัยชนะ ศิริชาติ นักเทรดหุ้น อดีตแอดมินเพจ Global Fx Investment ไลฟ์สดทำร้ายร่างกายแฟนสาวด้วยการใช้สิ่งของทุบตีและด่ากราดด้วยถ้อยคำหยาบคายบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก

 

แม้ว่าสุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมกู้ภัยจะบุกเข้าไปจับกุมตัวผู้ก่อเหตุพร้อมให้ความช่วยเหลือหญิงเคราะห์ร้ายก่อนเหตุการณ์บานปลายและเลวร้ายกว่าเดิมได้ทันการณ์ แต่ภาพของหญิงสาวคนดังกล่าวในสภาพอิดโรย ใบหน้าฟกช้ำจ้ำเลือดไร้เสื้อผ้าปกคลุมร่างกายก็ถูกเผยแพร่กระจายไปบนโลกออนไลน์แล้ว ผ่านสายตาผู้ใช้ที่ไม่อาจทราบแน่ชัดว่าในจำนวนนี้มี ‘เด็ก’ หรือเยาวชนปะปนรวมอยู่มากน้อยแค่ไหน?…

 

https://www.youtube.com/watch?v=enBk0X87OKk

 

เมื่อเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียถูกใช้เป็นอาวุธแพร่คอนเทนต์ความรุนแรง

มิถุนายนปีที่แล้ว BuzzFeed เปิดสถิติอย่างไม่เป็นทางการของการใช้เฟซบุ๊ก สตรีมมิงไลฟ์สดเหตุการณ์ความรุนแรงทุกรูปแบบในสหรัฐอเมริกา (การกราดยิง, ข่มขืน, ฆาตกรรม, รังแกเด็ก, ทรมาน, ฆ่าตัวตาย และการพยายามฆ่าตัวตาย) พบว่ามีเหตุการณ์ไลฟ์สดความรุนแรงเกิดขึ้นมาแล้วมากกว่า 45 ครั้ง หรือเฉลี่ยทุกๆ เดือนจะมีการไลฟ์สดเหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านี้มากถึง 2 ครั้ง!

 

ขณะที่ประเทศไทย แม้จะไม่มีการเก็บสถิติอย่างเป็นทางการ แต่เหตุการณ์ความรุนแรงบนเฟซบุ๊กที่ตกเป็นข่าวในครั้งนี้น่าจะนับรวมเป็นเหตุการณ์ใหญ่ครั้งที่ 5 แล้ว ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วเกิดเหตุสื่อมวลชนใช้ช่องทางไลฟ์สดรายงานเหตุชายวัย 65 ปี ผูกคอฆ่าตัวตายบนเสาส่งสัญญาณ กรณีประท้วง คสช. ยกเลิกใช้ ม.44 กับวัดพระธรรมกาย, เมษายนปีเดียวกันเกิดเหตุสลดคุณพ่อวัย 21 ปีฆ่าลูกสาววัย 11 เดือน พร้อมไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กก่อนฆ่าตัวตายตาม

 

ตามมาด้วยวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงผ่านไลฟ์สดในทำนองเดียวกัน เมื่อนางสาวนิตยา สวัสดิวรรณ หญิงสาววัย 18 ปี ว่าจ้างวินมอเตอร์ไซค์ถ่ายคลิปไลฟ์สดช่วงเวลาที่เธอฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดจากสะพานพระราม 8 ลงแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่นานมานี้พนักงานโตโยต้า สาขาบ้านโพธิ์ ไลฟ์สดยิงตัวตาย

 

นี่ยังไม่นับรวมไลฟ์สดความรุนแรงอื่นๆ อีกมากมายที่อาจจะตกเป็นข่าวหรือไม่ได้ถูกนำเสนอ ทั้งกรณีการชกต่อย ท้าตบตีทำร้ายร่างกายที่รวมๆ กันแล้วน่าจะเกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมากไม่แพ้สถิติที่ BuzzFeed รวบรวมไว้แน่นอน

 

กรณีการไลฟ์สดฆ่าตัวตาย THE STANDARD เคยได้รับคำตอบจาก พ.ต.หญิง ดร.พนมพร พุ่มจันทร์ ว่าผู้ที่ก่อเหตุอาจจะมีความต้องการอยากบอกผู้คนให้รู้ถึงความเจ็บปวดที่เกิด หรืออยากให้คนเห็นคุณค่าของตนเอง มีความต้องการให้อีกฝ่ายเข้ามารับรู้ รวมทั้งสังคม (อ่านต่อได้ที่ thestandard.co/facebook-live-suicide)

 

ส่วนเหตุการณ์การทำร้ายร่างกายแล้วไลฟ์สดนั้น แม้เราจะไม่อาจทราบแน่ชัดว่าผู้ก่อเหตุความรุนแรงต่างๆ มีแรงจูงใจมาจากสาเหตุใด บันดาลโทสะ, คลุ้มคลั่งจากสารเสพติด, ต้องการประจานต่อหน้าสาธารณชนให้เหยื่ออับอาย หรือทุกสาเหตุรวมๆ กัน แต่อย่างน้อยที่สุดเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในบทเรียนครั้งสำคัญของสังคมไทยที่ทุกคนควรจะได้เรียนรู้เพื่อเลี่ยงการเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต

 

 

บทเรียนที่สังคมไทยควรเรียนรู้ เมื่อช่องทางถ่ายทอดสดอยู่ในมือคนทุกคน ผลที่ตามมาอาจย้อนกลับมาทำลายคุณเอง

THE STANDARD ติดต่อไปยัง อาจารย์มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อกรณีดังกล่าว และได้รับคำตอบว่า ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ไลฟ์สดความรุนแรงควรจะรีบแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าระงับเหตุโดยเร็ว และไม่ใช้วิธีแชร์ต่อคอนเทนต์

 

“การใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้วโดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงกับเพศหญิง เมื่อเราอยู่ในยุคสื่อสังคมออนไลน์ หรือการเผยแพร่คอนเทนต์ด้วยการไลฟ์สด การกระทำเช่นนี้ก็ยิ่งเป็นการประจานทั้งผู้ก่อเหตุและผู้ถูกกระทำ รวมถึงเผยแพร่ความรุนแรงออกไปในวงกว้างด้วย

 

“สำหรับผม นอกจากจะไม่อยากให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถูกกระทำซ้ำขึ้นอีกหรือลอกเลียนแบบในอนาคต ผมมองว่าในฐานะผู้บริโภคที่อยู่บนโลกออนไลน์ก็ควรจะมีส่วนช่วยระงับเหตุการณ์ความรุนแรงให้เร็วที่สุดด้วยการไม่ใช่ช่วยกันแชร์ต่อ แต่อาจจะแจ้งตำรวจหรือแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องให้เข้าไปช่วยระงับปัญหาแทน”

 

มองในมุมของคนทำสื่อ อาจารย์มานะมองว่าสื่อมวลชนกระแสหลักเองก็ควรจะมีส่วนร่วมต่อการระงับการเผยแพร่คอนเทนต์ความรุนแรงทุกรูปแบบด้วย เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่ควรจะระมัดระวังการใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น เนื่องจากผลของการกระทำทุกอย่างจะสะท้อนมาถึงตัวคุณเองในอนาคต

 

“เหรียญมันมีสองด้าน แม้สื่อมวลชนกระแสหลักจะบอกว่าตนนำเสนอคลิปไลฟ์สดความรุนแรงพวกนี้เพื่อเป็นการเตือนผู้พบเห็น แต่การเผยแพร่คลิปความรุนแรงออกไปก็เท่ากับเป็นการกระจายความรุนแรงในวงกว้างด้วย ฉะนั้นสื่อควรจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจจะทำให้ผู้ที่พบเห็นทำตามได้

 

“นอกจากคนแชร์ คนที่ชอบไลฟ์ก็ควรจะได้เรียนรู้ด้วยว่าอย่าใช้เครื่องมือสื่อสารหรือแพลตฟอร์มในทางที่ไม่เหมาะสมซึ่งจะมีผลย้อนกลับมาทำร้ายตัวคุณเองในอนาคต เข้าใจว่าบางครั้งคุณอาจจะอยู่ในอารมณ์โกรธ โมโห หรือต้องการแก้แค้น แต่เมื่อคุณได้กระทำบางอย่างแล้วเผยแพร่มันออกไปบนโลกออนไลน์ มันก็จะยิ่งเป็นการตอกย้ำความผิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้หนักขึ้นด้วย ฉะนั้นจะโพสต์หรือถ่ายทอดสดอะไรก็ต้องคิดให้ดี อย่าให้สิ่งที่คุณทำส่งผลกระทบกับตัวคุณในอนาคต ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้กระทำเองหรือเป็นแค่คนที่อยู่ในเหตุการณ์แล้วถ่ายทอดสด มันก็ก่อให้เกิดปัญหากับตัวเองได้เช่นเดียวกัน

 

“ในอดีตสื่อมวลชนจะมีกองบรรณาธิการคอยกลั่นกรองเนื้อหา แม้กระทั่งการถ่ายทอดสดก็มีรถโมบายล์ที่ค่อยควบคุมว่าภาพไหนนำเสนอได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่ถ่ายทอดสดก็ออกอากาศได้ทุกอย่าง มันจึงมีกรอบกติกาการทำงานของสื่อมวลชนอยู่ แต่ในวันนี้ที่ใครๆ ก็สามารถเป็นสื่อมวลชนได้ คุณคือผู้ที่ทำหน้าที่เป็น ‘กองบรรณาธิการ’ ของตัวเอง ฉะนั้นกรอบหรือจรรยาบรรณการตัดสินใจมันจึงขึ้นอยู่กับคนถ่ายทอดสด คนที่ไลฟ์สดควรจะรำลึกอยู่เสมอว่า คอนเทนต์ที่คุณเผยแพร่ออกไปนั้นมีผลกระทบกับคุณและคนอื่นในโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็ว”

 

เฟซบุ๊กหรือเจ้าของแพลตฟอร์มมีวิธีดูแลพื้นที่ชุมชนของตนอย่างไร

ในฐานะเจ้าของบ้าน เฟซบุ๊กทราบดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนผู้ใช้งานของตน พวกเขารู้ว่าผู้ใช้บางรายใช้ฟีเจอร์การไลฟ์สดในทางที่ผิด รวมไปถึงการเผยแพร่เนื้อหาความรุนแรงรวมถึงการฆ่าตัวตาย ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบ

 

พฤศจิกายนปีที่แล้ว เฟซบุ๊กเคยออกมาเปิดเผยว่าบริษัทได้นำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาประยุกต์ใช้กับการมอนิเตอร์แพลตฟอร์มเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานที่มีแนวโน้มจะฆ่าตัวตาย โดยอาศัยการตรวจจับรูปแบบการโพสต์ข้อความหรือการไลฟ์วิดีโอสดที่มีแนวโน้มนำไปสู่การฆ่าตัวตายก่อนแจ้งผู้ดูแลในท้องที่ (ตำรวจ)  รวมถึงจัดตั้งทีมเฝ้าระวังหลายพันคนจากทั่วทุกมุมโลกร่วมกันสอดส่องสังคมผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก และตรวจจับกรณีการฆ่าตัวตายและทำร้ายตัวเองได้แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมงเพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันการณ์

 

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่เหมือนถูกจะคลี่คลายไปเปลาะหนึ่งกลับถูกนำกลับมายกระดับความสำคัญขึ้นให้เห็นชัดอีกครั้งในช่วงที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ขึ้นให้การต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา (สภาคองเกรส) ในยกที่ 2 กรณีเฟซบุ๊กกับความโปร่งใสและการใช้ข้อมูลผู้บริโภค

 

เมื่อ เดวิด แม็กคินลีย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา พรรครีพับลิกัน เวสต์เวอร์จิเนีย ตั้งคำถามถึงมาร์กว่า เจ้าตัวจะมีวิธีบริหารแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กอย่างไรให้คอนเทนต์จำพวกการขายสิ่งของผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสารเสพติดถูกกำจัดให้สิ้นซากจากระบบ

 

มาร์กตอบว่า ตนเห็นด้วยที่คอนเทนต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมเหล่านั้นควรจะต้องถูกกำจัดให้หมดไป ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดอาจจะต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ใช้เฟซบุ๊กช่วยแจ้งทีมงานและกด Report เข้ามายังระบบ เพราะลำพังการใช้ทีมงานนั่งมอนิเตอร์เฟซบุ๊กทั่วโลกก็อาจจะไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง แต่ในอนาคตปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาช่วยปิดกั้นช่องโหว่นี้ได้อย่างหมดจด

 

“ปัจจุบันเมื่อมีผู้ใช้งานกดรายงานโพสต์ เราก็จะทำการตรวจสอบและกำจัดทันที เมื่อคอนเทนต์มากกว่า 10,000 ล้าน หรือ 100,000 ล้านชิ้นถูกแชร์บนระบบในทุกๆ วัน ถึงแม้จะมีผู้คนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบกว่า 20,000 คนก็ไม่สามารถสอดส่องได้ครบถ้วน สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำคือการสร้างเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ให้มากขึ้น เพื่อตรวจสอบค้นหาโพสต์เหล่านั้นและจัดการกับมันได้อย่างมั่นใจ”

 

 

จากกรณีข้างต้น THE STANDARD ได้ติดต่อไปยัง นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และกรรมการบริษัท ที่ปรึกษากฎหมาย ไพบูลย์ จำกัด เพื่อขอความเห็นเพิ่มเติม

 

นายไพบูลย์มองว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงจริยธรรมของคนใช้สื่อและเทคโนโลยีในทางที่ผิดในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันเขาเชื่อว่าหากรัฐบาลไทยและเฟซบุ๊กมีการประสานงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดก็จะช่วยลดปัญหาการเผยแพร่เนื้อหาความรุนแรงบนโลกออนไลน์ลงได้แน่นอน

 

“ปัจจุบันคนมีปัญหาด้านจริยธรรมการใช้เทคโนโลยีพอสมควร เนื่องจากเทคโนโลยีเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นสื่อประชาสัมพันธ์สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งตัวรัฐบาลไทยเองก็น่าจะร่วมมือกับเฟซบุ๊กแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ดังนั้นก็ควรจะแก้ไขโดยด่วน”

 

ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคมปีที่แล้ว ได้มีการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ออกมาทั้งหมด 21 มาตรา โดยมาตรา 16 ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ระบุไว้ว่า ผู้ใดนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทําให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท (มาตรานี้น่าจะตรงกับกรณีของนายชัยชนะมากที่สุด)

 

นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า “ที่น่ากังวลคือ แม้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ฉบับ 2560 จะมีการประกาศมาตรการปิดบล็อกโดยกระบวนการทำงานและการพิจารณาของ ‘คณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์’ ตามมาตรา 20 แต่ปรากฏว่าหลังจากที่ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ประกาศใช้มาแล้วปีกว่าๆ ก็ยังไม่มีการประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเลย ทำให้การบังคับใช้กฎหมายด้านการควบคุมการเผยแพร่สื่อพวกนี้ไม่เกิดประสิทธิภาพ

 

“ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลและกระทรวงดิจิทัลจะต้องประสานงานกับเฟซบุ๊กเพื่อทำงานร่วมกัน เนื่องจากเฟซบุ๊กเองก็มีกลไกระงับการเผยแพร่คอนเทนต์ความรุนแรงได้ทันทีและพร้อมจะให้ความช่วยเหลือค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่เพราะหน่วยงานภาครัฐของเราไม่ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิด มันจึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น เราจึงควรจะต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ เพราะเฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญและมีอิทธิพลต่อการใช้งานของเรามากๆ”

 

จะเห็นได้ว่าปัญหา นายชัยชนะ ศิริชาติ ทำร้ายแฟนสาวในครั้งนี้ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสังคมไทย ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานระดับรัฐบาลหรือผู้ใช้อย่างเรา ก็ควรจะหามาตรการและทางออกแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็คงไม่ต่างจากเรือที่ลอยวนอยู่ในอ่างไม่สามารถสลัดหลุดจากวังวนนี้ได้เสียที

 

จนในที่สุดเหตุการณ์นาย ก. ไลฟ์สดทำร้ายนาง ข. นาย ง. หรือนาง ช. ไลฟ์สดพยายามฆ่าตัวตายผ่านเฟซบุ๊กก็คงจะเวียนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบ

 

อ้างอิง:

The post เราเรียนรู้อะไรจาก เอ็ม ชัยชนะ ไลฟ์สดทำร้ายแฟนสาว เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นอาวุธ ป้องกันอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-live-girlfriend-assault-lesson-learned/feed/ 0
ขังลูกอีกแล้ว! พ่อแม่อเมริกันขังลูกบุญธรรม 4 คนในห้องมืดและบังคับอดอาหารนานครั้งละ 12 ชั่วโมง https://thestandard.co/couple-charged-with-keeping-four-adopted-children-locked-in-the-dark-without-food/ https://thestandard.co/couple-charged-with-keeping-four-adopted-children-locked-in-the-dark-without-food/#respond Fri, 23 Feb 2018 06:40:22 +0000 https://thestandard.co/?p=72525

เจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐแอริโซนาบุกเข้าจับกุม นายเบนิโต กู […]

The post ขังลูกอีกแล้ว! พ่อแม่อเมริกันขังลูกบุญธรรม 4 คนในห้องมืดและบังคับอดอาหารนานครั้งละ 12 ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐแอริโซนาบุกเข้าจับกุม นายเบนิโต กูเตียร์เรซ (Benito Gutierrez) และนางแครอล กูเตียร์เรซ (Carol Gutierrez) สองสามีภรรยาวัย 69 และ 64 ปี หลังถูกตั้งข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวบรรดาลูกบุญธรรมทั้ง 4 คนของพวกเขาในห้องมืด บังคับให้อดอาหารนานกว่าครั้งละ 12 ชั่วโมง และปัสสาวะใส่กระป๋องขนาดเล็กแทนการเข้าห้องน้ำ

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเผยอีกว่า เด็กทุกคนต่างถูกขังอยู่ภายในห้องที่ล็อกประตูจากด้านนอก พวกเขาทั้งหมดเป็นพี่น้องกันโดยกำเนิดและเป็นเด็กเรียนดี พวกเขาแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่พ่อแม่บุญธรรมของพวกเขากระทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ปกติ ซึ่งทั้งนายเบนิโตและนางแครอลต่างเคยผ่านการตรวจเช็กประวัติก่อนการรับบุตรบุญธรรมมาแล้ว และไม่เคยมีประวัติถูกแจ้งดำเนินคดีมาก่อน

 

เหตุเข้าช่วยเหลือเด็กเหล่านี้เกิดขึ้น หลังจากเกิดกรณีของนายเดวิดและนางลูอิส เทอร์ปิน คู่สามีภรรยาจากรัฐแคลิฟอร์เนียที่กักขัง ล่ามโซ่ และทรมานลูกๆ ทั้ง 13 คนไว้ภายในบ้านราว 1 เดือนก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลให้องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนแสดงความกังวลกับเรื่องสิทธิเด็กและการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันหลักที่สำคัญของสังคม

 

อ้างอิง:

The post ขังลูกอีกแล้ว! พ่อแม่อเมริกันขังลูกบุญธรรม 4 คนในห้องมืดและบังคับอดอาหารนานครั้งละ 12 ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/couple-charged-with-keeping-four-adopted-children-locked-in-the-dark-without-food/feed/ 0
พ่อแม่อเมริกันปฏิเสธข้อหากักขังและทรมานลูกๆ 13 คนในบ้าน https://thestandard.co/california-couple-deny-torturing-shackled-siblings/ https://thestandard.co/california-couple-deny-torturing-shackled-siblings/#respond Fri, 19 Jan 2018 11:16:03 +0000 https://thestandard.co/?p=63645

สองสามีภรรยาชาวอเมริกันที่ถูกจับหลังกักขังลูกๆ 13 คนไว้ […]

The post พ่อแม่อเมริกันปฏิเสธข้อหากักขังและทรมานลูกๆ 13 คนในบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

สองสามีภรรยาชาวอเมริกันที่ถูกจับหลังกักขังลูกๆ 13 คนไว้ในบ้านที่แคลิฟอร์เนีย ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหากักขังและทรมานเด็ก ขณะที่ตำรวจพบหลักฐานมัดตัวเพิ่มเติม ด้านลูกสาวที่โทรแจ้งตำรวจเล่าว่าเธอวางแผนหนีออกจากบ้านมานานถึง 2 ปี


นายเดวิด และนางหลุยส์ เทอร์ปิน ถูกตั้งข้อหากระทำทารุณ ข่มเหง และกักขังหน่วงเหนี่ยวลูกๆ ตั้งแต่ปี 2010 โดยจำนวนนี้มี 6 คนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ นอกจากนี้นายเดวิดยังถูกตั้งข้อหากระทำอนาจารต่อเด็กด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

 


ไมเคิล เฮสตริน อัยการเขตริเวอร์ไซด์ เปิดเผยว่า เดิมทีสองสามีภรรยาคู่นี้จะลงโทษลูกๆ โดยการจับมัดด้วยเชือก ก่อนที่จะเปลี่ยนไปล่ามโซ่ไว้กับเตียงแทน การทำโทษจะมีระยะเวลานานนับสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือนและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยจะมาจากความผิดหลายรูปแบบ เช่น หากพ่อแม่พบว่าเด็กล้างมือเหนือข้อมือขึ้นไป พวกเขาก็จะถูกล่ามโซ่โทษฐานเล่นน้ำ

 

 

นายเดวิด และนางหลุยส์ ถูกตำรวจจับกุมหลังลูกสาว วัย 17 ปี ได้หนีออกจากบ้านและโทรแจ้งตำรวจ โดยตำรวจพบว่าพี่น้องของเธออยู่ในสภาพอิดโรยและขาดอาหารอย่างรุนแรง ขณะที่บางคนยังถูกล่ามโซ่อยู่

 


ล่าสุดลูกๆ ทั้ง 13 คนซึ่งมีอายุระหว่าง 2-29 ปี ยังคงนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยเด็กอายุ 2 ปี มีน้ำหนักปกติ ขณะที่เด็กอายุ 12 ปี มีน้ำหนักเท่ากับเด็กอายุ 7 ปีโดยเฉลี่ย ส่วนลูกสาวคนโตมีน้ำหนักเพียง 37 กิโลกรัม เนื่องจากขาดอาหารอย่างรุนแรง

 

เฮสตรินเปิดเผยด้วยว่า ลูกสาวคนที่แจ้งความเล่าว่าเธอวางแผนหนีออกจากบ้านตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน และในวันที่เธอหนีออกมานั้น มีน้องคนหนึ่งที่คิดหนีตามมาด้วย แต่เธอเกิดความกลัวและเปลี่ยนใจหลังจากที่ปีนออกจากหน้าต่างแล้ว

The post พ่อแม่อเมริกันปฏิเสธข้อหากักขังและทรมานลูกๆ 13 คนในบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/california-couple-deny-torturing-shackled-siblings/feed/ 0
ตำรวจแคลิฟอร์เนียตั้งข้อหาสามีภรรยาที่กักขังลูกๆ ทั้ง 13 คนแล้ว https://thestandard.co/13-children-and-siblings-parents-charged/ https://thestandard.co/13-children-and-siblings-parents-charged/#respond Wed, 17 Jan 2018 03:22:22 +0000 https://thestandard.co/?p=62781

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุ […]

The post ตำรวจแคลิฟอร์เนียตั้งข้อหาสามีภรรยาที่กักขังลูกๆ ทั้ง 13 คนแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุให้เข้าช่วยเหลือพี่น้อง 13 คนที่ถูกกังขังและบังคับให้อดอาหาร ภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในเมืองเพอร์ริส (Perris) แคลิฟอร์เนีย ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพบว่า พวกเขาถูกใส่กุญแจมือ ล่ามโซ่ไว้กับเตียงนอนและอยู่ในสภาพที่ผอมโซ ไร้ชีวิตชีวา

 

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายเดวิดและนางหลุยส์ เทอร์ปิน พ่อและแม่ของเด็กทั้ง 13 คน พร้อมตั้งข้อหาทรมาน กังขังหน่วงเหนี่ยวและกระทำให้ผู้อื่นตกอยู่ในภาวะที่อาจอันตรายถึงแก่ชีวิต โดยในบรรดาทั้ง 13 คน 6 คนยังไม่บรรลุนิติภาวะ ในขณะที่อีก 7 คนที่เหลืออายุ 18 ปีขึ้นไปแล้ว

 

 

สำนักข่าว ABC News ได้สอบถามไปยังพ่อแม่ของนายเดวิดที่อาศัยอยู่ที่เวสต์เวอร์จิเนียว่า พอจะทราบถึงสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายเจมส์และนางเบ็ตตี้ เทอร์ปิน เผยว่า ตนรู้สึกตกใจมากถึงสิ่งที่ลูกชายและลูกสะใภ้ทำกับหลานๆ ของเขาแบบนั้น โดยพวกเขาไม่เข้าใจเลยว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

 

ด้าน คิมเบอร์รี มิลลิแกน เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม วัย 50 ปี ระบุว่า เธอเคยเห็นแค่เพียงเด็กทารกที่นางหลุยส์มักจะอุ้มอยู่เสมอ และเด็กคนอื่นๆ อีก 3 คน ในขณะที่ไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยินเสียงของเด็กอีก 9 คนเลย ทั้งๆ ที่ย้ายมาอาศัยที่บ้านหลังนี้เป็นเวลาได้เกือบ 2 ปีแล้ว

 

โดยในเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายเดวิดและนางหลุยส์พบภาพถ่ายรูปกับลูกๆ หลายภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาแห่งความสุขภายในครอบครัว ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการกักขังและบังคับให้ลูกๆ อดอาหารเป็นระยะเวลานานหลายปี

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องได้ที่

 

อ้างอิง:

The post ตำรวจแคลิฟอร์เนียตั้งข้อหาสามีภรรยาที่กักขังลูกๆ ทั้ง 13 คนแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/13-children-and-siblings-parents-charged/feed/ 0
ตำรวจแคลิฟอร์เนียบุกจับสองสามีภรรยา หลังกักขังตัวประกัน 13 คนภายในบ้านพัก https://thestandard.co/discover-13-children-and-siblings-chained/ https://thestandard.co/discover-13-children-and-siblings-chained/#respond Tue, 16 Jan 2018 03:33:07 +0000 https://thestandard.co/?p=62471

นายเดวิด อัลเลน เทอร์ปิน วัย 57 ปี และนางหลุยส์ แอนนา เ […]

The post ตำรวจแคลิฟอร์เนียบุกจับสองสามีภรรยา หลังกักขังตัวประกัน 13 คนภายในบ้านพัก appeared first on THE STANDARD.

]]>

นายเดวิด อัลเลน เทอร์ปิน วัย 57 ปี และนางหลุยส์ แอนนา เทอร์ปิน วัย 49 ปี ถูกจับกุมภายในบ้านพักที่แคลิฟอร์เนีย หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งให้เข้าทำการช่วยเหลือบรรดาคนที่ถูกกักขังไว้ภายในบ้านของพวกเขาถึง 13 คน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกใส่กุญแจมือและล่ามโซ่ไว้กับเตียงนอน

 

 

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเผยว่า ผู้ถูกกักขังทั้ง 13 คนมีอายุระหว่าง 2-29 ปี ซึ่งคาดว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นพี่น้องกัน และคนที่แจ้งเหตุเป็นเด็กผู้หญิงอายุเพียง 10 ขวบ ที่แอบใช้โทรศัพท์มือถือที่พบภายในบ้านหลังนั้นแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเธอระบุว่าพี่น้องอีก 12 คนของเธอถูกพ่อแม่กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกาย และบังคับให้อดอาหาร

 

 

“พวกเขาส่วนใหญ่อยู่ในภาวะขาดสารอาหารและเนื้อตัวค่อนข้างสกปรก” เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผย ก่อนที่จะนำตัวทั้ง 13 คนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลท้องถิ่นใกล้เคียง ส่วนนายเดวิดและนางหลุยส์ยังไม่สามารถให้เหตุผลของการกระทำดังกล่าวได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวและจะเร่งสอบสวนหาสาเหตุต่อไป

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องได้ที่

 

Photo: AFP

อ้างอิง:

The post ตำรวจแคลิฟอร์เนียบุกจับสองสามีภรรยา หลังกักขังตัวประกัน 13 คนภายในบ้านพัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/discover-13-children-and-siblings-chained/feed/ 0