กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กอล์ฟ-ฟักกลิ้งฮีโร่/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 05 Apr 2023 04:41:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แต่งครับ (Marry Me) เพลงแอบรักฟังสนุกที่อยากขอแต่งงานตั้งแต่แรกเห็นจาก Lipta Feat. F.HERO https://thestandard.co/marry-me-lipta-feat-f-hero/ Wed, 05 Apr 2023 04:41:36 +0000 https://thestandard.co/?p=773168

หลังจากที่สองหนุ่มวง Lipta คัตโตะ-อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุ […]

The post แต่งครับ (Marry Me) เพลงแอบรักฟังสนุกที่อยากขอแต่งงานตั้งแต่แรกเห็นจาก Lipta Feat. F.HERO appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากที่สองหนุ่มวง Lipta คัตโตะ-อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล และ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ ร่วมกันสร้างสรรค์บทเพลงยอดฮิตติดกระแสอย่าง ทักครับ, จะถ่ายรูปเธอให้ถึงสัก 1000 ใบ, ก๊อก ก๊อก ฯลฯ จนทำให้ชื่อของพวกเขาเป็นที่กล่าวถึงอย่างล้นหลามในรอบปีที่ผ่านมา ล่าสุด Lipta กลับมาพร้อมกับผลงานล่าสุดในชื่อ แต่งครับ (Marry Me) พร้อมชวนศิลปินฮิปฮอปมากฝีมืออย่าง กอล์ฟ-ณัฐวุฒิ ศรีหมอก (กอล์ฟ F.HERO) มาร่วมฟีเจอริงเป็นครั้งแรก 

 

 

แต่งครับ (Marry Me) คือผลงานที่สองหนุ่ม Lipta รับหน้าที่แต่งเนื้อร้องและทำนองร่วมกัน โดยยังเป็นเพลงแอบรักฟังสนุก มีเมโลดีที่ไพเราะชวนติดหู และกรูฟให้เราได้โยกไปตามจังหวะ เสริมด้วยท่อนแรปของ กอล์ฟ F.HERO ที่ยังคงหยิบจับสิ่งรอบตัวมาร้อยเรียงเป็นไรม์เท่ๆ อย่างเช่นท่อน “Asgard ยังมี Thor และผมจะรอคุณมีใจ” หรือ “จะให้เช็กรายรับ จะขับรถไปรับ จะเลิกเป็น Playboy ให้ลงข่าวไทยรัฐ” ซึ่งทำให้ตัวเพลงสนุกสนานและเปี่ยมสีสันมากขึ้นกว่าเดิม  

 

ส่วนเนื้อหาของเพลงเล่าถึงอาการตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ รู้สึกว่าคนนี้แหละคือคนที่ใช่ และพร้อมที่จะเลิกมองใครอื่น ยอมปรับตัวให้เป็นคนที่ดีขึ้น เพื่อขอเธอแต่งงานด้วยในทันที 

 

ขณะที่เรื่องราวในมิวสิกวิดีโอก็สนุกสนานไม่แพ้ตัวเพลง โดยครั้งนี้สองหนุ่ม Lipta ได้สองพี่น้องมากเสน่ห์อย่าง มายด์-ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล (WJMild) และ มีน-วิชญาพร จิรเวชสุนทรกุล (WJMean) มาร่วมรับบทนางเอกมิวสิกวิดีโอ กับเรื่องราวของชายหนุ่มที่รับหน้าที่ให้ไปติดตั้งกล้องวงจรปิดในบ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งพาให้เขาได้มาพบกับสองพี่น้องมากเสน่ห์ จนเขาตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น และฝันว่าได้แต่งงานกับทั้งคู่ และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข ก่อนที่จะพบความจริงว่าเรื่องราวทั้งหมดคือความฝัน 

 

นอกจากนี้ สองหนุ่ม Lipta ยังชวน จีเนียส-โนวา มาคูก์เลีย ศิลปินรุ่นใหม่มาแรงแห่งค่าย Kicks Records มาร่วมสร้างสรรค์ท่าเต้นง่ายๆ น่ารักๆ มาให้แฟนเพลงได้ร่วมกันเต้นตามผ่านโซเชียลมีเดียอีกด้วย  

 

รับชมมิวสิกวิดีโอ แต่งครับ (Marry Me) ได้ที่

 

The post แต่งครับ (Marry Me) เพลงแอบรักฟังสนุกที่อยากขอแต่งงานตั้งแต่แรกเห็นจาก Lipta Feat. F.HERO appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: 9 ปีที่ผ่านมา ค่ายเพลง What The Duck ทำอย่างไรถึงปั้นศิลปินสู่แถวหน้าได้ต่อเนื่อง https://thestandard.co/cracked-what-the-duck/ Tue, 07 Mar 2023 12:32:36 +0000 https://thestandard.co/?p=759702 What The Duck

ค่ายเพลง What The Duck คือหนึ่งในค่ายเพลงไทยที่ประสบควา […]

The post CRACKED: 9 ปีที่ผ่านมา ค่ายเพลง What The Duck ทำอย่างไรถึงปั้นศิลปินสู่แถวหน้าได้ต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
What The Duck

ค่ายเพลง What The Duck คือหนึ่งในค่ายเพลงไทยที่ประสบความสำเร็จสูงสุด จากการปลุกปั้นศิลปินขึ้นมาประดับวงการมากมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเพลงกระแสหลักและซีนอินดี้ ไม่ว่าจะเป็น สิงโต นำโชค, THE TOYS, Whal & Dolph หรือตัวแม่คนล่าสุดอย่าง BOWKYLION ที่เพิ่งมีคอนเสิร์ตใหญ่ผ่านไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และล่าสุดพวกเขาเพิ่งฉลองครบรอบ 9 ปีในการก่อตั้งค่ายไปหมาดๆ

 

คำถามคือค่ายเพลงเล็กๆ ที่ออกจะดูอินดี้ในตอนต้น ทำไมถึงสามารถพาศิลปินหลายๆ เบอร์ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินแถวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง พวกเขาใช้วิธีหรือแนวคิดแบบไหนในการสร้างงานและสร้างศิลปินตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา?

 

What The Duck

ภาพ: What The Duck

 

ยุคสร้างตัวของค่ายเพลงเป็ด

What The Duck เริ่มต้นโดย 3 ผู้บริหารคือ มอย-สามขวัญ ตันสมพงษ์, บอล-ต่อพงศ์ จันทบุบผา และ ออน-ชิชญาสุ์ กรรณสูต ซึ่งทุกคนมีไอเดียตรงกันว่าอยากสร้างพื้นที่อิสระให้กับศิลปินและนักดนตรีรุ่นใหม่ที่มีใจรักและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อแสดงความสามารถและผลิตผลงานเพลงในรูปแบบของตัวเองโดยไม่ปิดกั้นและแบ่งแยกแนวเพลง จึงเกิดเป็นค่ายเพลงที่ชื่อ What The Duck ในปี 2014 

 

ศิลปินในยุคแรกเริ่มของค่ายไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นคือ สิงโต นำโชค ที่ปัจจุบันเขาเองก็เป็นหนึ่งในศิลปินแถวหน้าของวงการ

 

ภาพ: MThai

 

แต่นอกจากบทบาทศิลปินของเขาจะโดดเด่นแล้ว ค่าย What The Duck เองยังต่อยอดตัวเขาในสายงานอื่นๆ ให้คนได้รู้จักตัวตนเขามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแสดง พิธีกร หรือการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำอัลบั้มภาษาอังกฤษ ทั้งยังเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้สัมภาษณ์กับ BBC Radio และแรงกระเพื่อมแรกที่เกิดขึ้นคือการทำให้ สิงโต นำโชค ได้แสดงศักยภาพของเขาในด้านอื่นๆ ให้แฟนเพลงได้เห็น โดยเฉพาะการพูดคุยตอบโต้ในบทสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษล้วนแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ผู้คนให้ความสนใจ

 

ในช่วงนั้นเอง What The Duck ยังดูแลและพัฒนาศิลปินให้เติบโตไปในสายงานอื่นๆ ด้วย เช่น แป้งโกะ ที่ในขณะนั้นเองเธอก็ได้ปล่อยผลงานเพลงและแสดงละครกับทางช่อง one31 ไปด้วย หรือการดูแลศิลปินอย่าง เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ ที่บทบาทการเป็นศิลปินเดี่ยวของเขาชัดเจนขึ้นมากเมื่อเข้ามาทำงานกับ What The Duck ควบคู่ไปกับงานแสดง รวมไปถึงในช่วงเริ่มพวกเขายังสร้างเพลงฮิตระดับ 100 ล้านวิวได้เป็นเพลงแรกของค่ายนั่นคือเพลง การเดินทาง ของ ชาติ สุชาติ

 

ภาพ: What The Duck

 

การมาถึงของ THE TOYS ศิลปินที่ไม่มีขนบตายตัว

ด้วยแนวคิดหลักของค่ายเพลง What The Duck ที่ยึดถือคือการเป็นตัวเลือกของผู้ฟังที่ต้องการความแตกต่าง และเป็นพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่ที่มีของได้มาแสดงศักยภาพและสร้างความสนุกกันอย่างเต็มที่ ในปี 2017 ค่ายเพลงนี้จึงได้ฤกษ์เปิดตัวศิลปินอย่าง THE TOYS หรือ ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน ผู้สร้างความแตกต่างในระดับปรากฏการณ์ให้กับวงการเพลงไทย

 

จากศิลปินอิสระที่ทำเพลงเอง การมาถึงของ THE TOYS ในฐานะศิลปินค่าย What The Duck นับเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงของวงการดนตรีไทยไปโดยสิ้นเชิง สายตาที่เฉียบแหลมของผู้บริหารที่มองเห็นศักยภาพทางดนตรีของเขา ตั้งแต่การเล่นกีตาร์ได้อย่างมีเอกลักษณ์และเก่งกาจ การสร้างดนตรีที่ไม่มีแบบแผน การร้องแรปรัวๆ ที่ยากจะร้องตามได้ ทั้งหมดนี้คือความหวือหวาใหม่ของดนตรีไทยกระแสหลัก และ THE TOYS ก็กลายเป็นไอคอนทางดนตรีคนใหม่ที่ครองใจคนได้ทั้งประเทศ

 

นอกจากนั้น การที่ What The Duck เลือกที่จะปล่อยให้ THE TOYS เป็นในแบบที่เขาเป็นในทุกครั้งเวลาปรากฏตัวบนสื่อ ทั้งสไตล์การแต่งตัว คาแรกเตอร์ที่ไม่มีใครเหมือน หรือบทสนทนาที่บางทีก็งง บางทีก็ไม่เข้าใจ จนสร้างการพูดถึงไปทั่ว นับเป็นอีกหนึ่งหมัดสำคัญที่ทำให้ชื่อของ THE TOYS เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ด้วยความไม่มีขนบตายตัว และคาดเดาไม่ได้

 

 

การมาเยือนของ F.HERO ที่เขย่าวงการ

What The Duck สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการอีกครั้งจากการได้ศิลปินแรปเปอร์อย่าง F.HERO หรือ กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ มาร่วมงาน ซึ่งนับเป็นอีกโมเมนต์สำคัญที่สุดในวงการเพลงไทยเลยก็ว่าได้ เพราะเขาได้ทำอัลบั้มแรกในชีวิตของเขาอย่าง INTO THE NEW ERA ในปี 2019 ที่จัดเต็มชนิดที่เรียกว่าไม่มีใครมุทะลุทำเพลงถึง 32 เพลง และมีศิลปินตบเท้ามาร่วมงานด้วยถึง 51 ชีวิต และทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์อีกกว่า 18 คน!

 

นับเป็นมหกรรมสร้างสรรค์ศิลปะทางดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ทั้งยังสร้างเพลงฮิตมากมายทั้ง เสือสิ้นลาย (Feat. P-Hot, YOUNGOHM, FYMME) ที่มียอดวิวสูงถึง 244 ล้านครั้งบน YouTube หรือเพลงอย่าง มีแค่เรา (Feat. LAZYLOXY, OG-ANIC) ที่มียอดวิวกว่า 193 ล้านครั้ง รวมถึง F.HERO ยังพาศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ มาร่วมงานได้อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น BamBam, หงา คาราวาน, อิ้งค์ วรันธร, Tattoo Colour, พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ เป็นต้น

 

นอกจากอัลบั้ม INTO THE NEW ERA แล้ว เขายังมีผลงานเพลงอย่าง จำเก่ง ร่วมกับ Tilly Birds และเพลง จำเลยรัก ร่วมกับ Txrbo ที่เป็นเพลงฮิตระดับปรากฏการณ์หลัก 100 ล้านวิวอีกด้วย นับว่าเป็นก้าวกระโดดสำคัญอีกครั้งของ What The Duck และ F.HERO ที่สร้างทั้งผลงานที่ยอดเยี่ยมและประสบความสำเร็จไปพร้อมๆ กัน

 

ภาพ: MILK!

 

MILK! การสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับศิลปินไทย

นอกเหนือจากค่ายหลักอย่าง What The Duck แล้ว ในปี 2020 ค่ายนี้ยังเปิดแพลตฟอร์มย่อยของตัวเองที่ชื่อว่า MILK! ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็น Artist Service Platform กับการเฟ้นหาศิลปินอิสระที่น่าสนใจมาร่วมงาน โดยไม่ได้วางตัวเองเป็นฐานะของ ‘ค่ายเพลง’ แต่ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มในการช่วยนำเสนอผลงาน พัฒนา สนับสนุน เพื่อให้ศิลปินเหล่านั้นเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง คงเอกลักษณ์และตัวตนของตัวเองให้ได้มากที่สุด

 

หนึ่งในสิ่งที่ 3 ผู้บริหารเล็งเห็นเหมือนกันกับการเปิดตัวแพลตฟอร์มนี้คือ ศิลปินอิสระหลายๆ เบอร์นั้นมีฝีมือ แต่มีปัญหาร่วมคือ ‘ทุน’ ในการทำผลงาน รวมถึงวิธีคิด ขายงาน หรือพาเพลงของพวกเขาไปสู่หูผู้ฟังได้มากขึ้นอย่างไร ทั้งยังสนับสนุนพวกเขาในทุกๆ มิติ เพื่อต่อยอดศิลปินอิสระเหล่านี้ให้กลายเป็นศิลปินมืออาชีพได้ ซึ่งในยุคแรกนั้นก็มีศิลปินอย่าง Loserpop, Quicksand Bed และ Varis หรือในยุคถัดๆ มาก็มีศิลปินอย่าง Aimzillow, minekuk, H I N A N O, Gencry, Fluffypak, mute. หรือ PURPEECH ก็ตาม ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นศิลปินที่มีชื่อเป็นที่รู้จักในวงการเพลงปัจจุบัน

 

เส้นทางของศิลปินอิสระจากแพลตฟอร์มย่อยก็คล้ายๆ กับการที่เป็นใบเบิกทางให้พวกเขาได้ลองทำงานอาชีพ ‘ศิลปิน’ อย่างจริงจัง เรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้กับการทำงานของตัวเอง และมีศิลปินหลายๆ เบอร์ที่ได้รับการทาบทามเพื่อทำงานต่อร่วมกันในค่ายหลักอย่าง What The Duck เช่น Uncle Ben หรือ Loserpop ก็ตาม ซึ่งในปีนี้เองค่าย MILK! ก็กำลังจะพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นค่ายเพลงอย่างเต็มตัวแล้ว

 

ภาพ: What The Duck

 

BOWKYLION ข้อพิสูจน์ความเชื่อที่ค่ายมีให้ศิลปิน

BOWKYLION คือหนึ่งในความสำเร็จสูงสุดจาก What The Duck ของการผลิตศิลปินเข้าสู่อุตสาหกรรมเพลงไทย ศิลปินหญิงเดี่ยวแห่งยุคที่แฟนเพลงปวารณาเธอให้เป็น ‘ตัวมัม’ คนใหม่ไปแล้วอย่างแท้จริง ด้วยแนวเพลงที่เป็นเอกลักษณ์กับเพลงป๊อปอาร์แอนด์บี เนื้อหาชวนเศร้าที่กลั่นกรองออกมาจากชีวิตจริงของเธอ จนปัจจุบันเพลงอย่าง ‘วาดไว้ (recall)’ กลายเป็นเพลงระดับ 100 ล้านวิวเพลงใหม่ของบ้านเรา

 

หลังจากที่ BOWKYLION เติบโตจากเส้นทางสายดนตรีมาตั้งแต่สมัยมัธยม เริ่มคัฟเวอร์เพลงของศิลปินคนอื่นๆ จนเริ่มมีชื่อเสียง และเดินทางเข้าสู่บ้าน What The Duck เธอคือผู้หญิงที่ไม่เคยหยุดผลิตผลงาน และค่อยๆ เก็บหอมรอมริบชื่อเสียงของเธอมาเรื่อยๆ จนถึงเพลง ลงใจ เมื่อปี 2019 ที่เป็นสัญญาณแรกของความฮิต ถึงขนาดส่งให้เธอเป็นศิลปินหญิงที่มีคนฟังสูงสุดบน Spotify ไทยในปี 2020 ก่อนจะเริ่มสร้างเพลงฮิตอื่นๆ ให้ตามมา

 

มีผลงานที่ดีคงไม่พอให้ได้รับความสนใจจากแฟนๆ เพราะช่วงเวลาที่น่าสนใจมากๆ ของเธอคือการที่ค่าย What The Duck เริ่มปรับภาพลักษณ์ของ BOWKYLION ช่วงเพลง บานปลาย (best wishes) ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2021 หรือเพลง ทราบแล้วเปลี่ยน (attention please) ในช่วงต้นปี 2022 คือการตัดสินใจครั้งสำคัญของค่ายที่อยากเห็นโบกี้เป็นศิลปินที่สามารถขายตัวตน คาแรกเตอร์ และงานเพลงไปพร้อมๆ กันได้ เราจึงได้เห็นโบกี้ในมุมใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เพียงศิลปิน แต่เธอยังเป็นผู้หญิงที่แฝงเสน่ห์ของตัวเองไว้อีกมากมาย ทั้งความขี้เล่น ความสวย หรือความเซ็กซี่ที่แฟนเพลงเองก็ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นเธอในมุมเหล่านี้เมื่อปรากฏตัวสู่สาธารณชนในโอกาสต่างๆ

 

ภาพ: What The Duck

 

กรณีของ BOWKYLION นี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา What The Duck ยึดมั่นความเชื่อที่ว่าศิลปินเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน ค่ายจึงเชื่อมั่นในตัวตนและความสามารถของศิลปิน 100% และค่ายเพลงจะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนที่ดี เพื่อส่งให้ศิลปินก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแรง การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ครั้งนี้ส่งให้เธอเป็นศิลปินหญิงแถวหน้าของวงการไปเรียบร้อยแล้ว และยังมีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ๆ มากมายทั้ง Gucci Beauty, MCM หรือผลิตภัณฑ์อย่าง NESCAFÉ, Bata หรือ est ก็ตาม

 

วง Mirrr / ภาพ: What The Duck

 

ศูนย์รวมศิลปินมากสไตล์ ที่ได้รับความสนใจจากแฟนเพลง

นอกเหนือจาก THE TOYS แล้ว ปัจจุบัน What The Duck ดูแลศิลปินอยู่ทั้งหมด 29 เบอร์ด้วยกัน มีศิลปินหลากสไตล์รวมตัวกันอยู่ และล้วนเป็นศิลปินที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน มีสไตล์ดนตรีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และได้รับการตอบรับจากแฟนๆ อย่างดี

 

ตั้งแต่ศิลปินอินดี้คู่หูรุ่นใหม่อย่าง Whal & Dolph (วาฬ แอนด์ ดอล์ฟ) ที่ปลุกกระแสอินดี้ให้กลับมาครองตลาดเพลงไทย พร้อมขึ้นแท่นวงดนตรีอันดับ 1 ที่ครองใจคนฟัง Gen Z ได้ หรือการปั้นศิลปินหญิงอินเตอร์ Valentina Ploy (วาเลนติน่า พลอย) ก็นับว่าเป็นอีกผลงานอันยอดเยี่ยมของ What The Duck ที่อยากขยายตลาดเพลงสู่ระดับ Global มากยิ่งขึ้น ด้วยจำนวนยอดสตรีมที่สูงกว่า 20 ล้านครั้งตั้งแต่เพลงแรก หรืออย่างล่าสุดชื่อของ De Flamingo เองก็ได้รับการพูดถึงในวงกว้างจากการร่วมแสดงคอนเสิร์ตในฐานะศิลปินแบ็กอัพให้กับ แจ็คสัน หวัง ทั้งทัวร์ในประเทศไทย รวมไปถึงเวิลด์ทัวร์ด้วย!

 

YourMOOD / ภาพ: What The Duck

 

นอกจากนี้ยังมี Mirrr และศิลปินอย่าง YourMOOD หรือ บอย-สุรัตน์ รุ่งพิทธิกุล ศิลปินภายใต้สังกัดย่อย WHOOP Music ของ THE TOYS ก็กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน จากปรากฏการณ์เพลง ‘ลาก่อน’ ที่ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นอีกคลื่นลูกใหม่ในวงการเพลงที่น่าจับตามอง ไม่เพียงรูปลักษณ์ที่น่ามอง แต่การแสดงบนเวทีเองก็มีความฉูดฉาดอย่างมาก และเขาอาจเป็นศิลปินแถวหน้าคนต่อไปจากค่ายนี้ก็ย่อมเป็นไปได้

 

ด้วยความเชื่อในตัวศิลปินว่าจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่อัดแน่นไปด้วยต้วตนและสไตล์ของพวกเขาได้อย่างเต็มที่ บวกกับกลยุทธ์การสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแรง จึงทำให้ What The Duck ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวตนของค่ายขึ้นมาได้ในที่สุด และตลอดระยะ 9 ปี เราเชื่อว่าค่ายเพลงเป็ดนี้คือหนึ่งในผู้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมดนตรีไทยไปโดยสิ้นเชิง

The post CRACKED: 9 ปีที่ผ่านมา ค่ายเพลง What The Duck ทำอย่างไรถึงปั้นศิลปินสู่แถวหน้าได้ต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป ‘หมูปิ้งฮีโร่’ ข้าวเหนียวหมูปิ้งของ ‘คนไม่อยากไร้ค่า’ โดย กอล์ฟ F.HERO https://thestandard.co/f-hero-sticky-rice-with-grilled-pork/ Fri, 27 Mar 2020 11:03:50 +0000 https://thestandard.co/?p=347331

ในวันที่ต้องเปลี่ยนจากจับไมค์และปากกาทำเพลง มาจับ ‘ไม้ป […]

The post ชมคลิป ‘หมูปิ้งฮีโร่’ ข้าวเหนียวหมูปิ้งของ ‘คนไม่อยากไร้ค่า’ โดย กอล์ฟ F.HERO appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในวันที่ต้องเปลี่ยนจากจับไมค์และปากกาทำเพลง มาจับ ‘ไม้ปิ้งหมู’ ขายข้าวเหนียวหมูปิ้งฮีโร่ ณัฐวุฒิ ศรีหมอก หรือ ‘กอล์ฟ F.HERO’ ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตเขากำลังลำบาก ตรงกันข้าม เขาคงรู้สึกผิดมหันต์ หากต้องปล่อยให้ลูกเมียหาเลี้ยงผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก

 

ถ่ายทำ: ณัฐพงศ์ กุลพันธ์

The post ชมคลิป ‘หมูปิ้งฮีโร่’ ข้าวเหนียวหมูปิ้งของ ‘คนไม่อยากไร้ค่า’ โดย กอล์ฟ F.HERO appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ผมเป็นคนขอโทษลูกบ่อย ถ้ารู้ว่าผิด เราไม่อายที่จะขอโทษ” บทเรียนจากความเป็นพ่อของ กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ https://thestandard.co/golf-f-hero/ Thu, 05 Dec 2019 09:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=309831

ถ้าได้ติดตามเฟซบุ๊ก @ฟักกลิ้ง ฮีโร่ จะเห็นได้ทันทีว่า น […]

The post “ผมเป็นคนขอโทษลูกบ่อย ถ้ารู้ว่าผิด เราไม่อายที่จะขอโทษ” บทเรียนจากความเป็นพ่อของ กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าได้ติดตามเฟซบุ๊ก @ฟักกลิ้ง ฮีโร่ จะเห็นได้ทันทีว่า นอกจาก กอล์ฟ-ณัฐวุฒิ ศรีหมอก จะเป็นแรปเปอร์ที่เขียนเพลงได้งดงามราวบทกวี เขายังเป็น ‘พ่อ’ ที่รัก เอาใจใส่น้องชูใจ (ณอร ศรีหมอก) ลูกสาววัย 4 ขวบ และคอยบอกเล่าเรื่องราวน่ารัก น่าประทับใจที่เกิดขึ้นให้แฟนคลับได้รับรู้กันอยู่เสมอ 

 

แต่อย่างที่ใครบอกไว้ว่า การเป็น ‘พ่อ’ และ ‘แม่’ คนไม่เคยเป็นเรื่อง่าย กอล์ฟในฐานะคุณพ่อมือใหม่ก็ยังมีหลายครั้งที่ทำผิดพลาด เข้าใจผิด และเผลอทำร้ายจิตใจอันแสนบริสุทธิ์ของลูกไปโดยไม่รู้ตัว 

 

THE STANDARD POP ได้คัดข้อความส่วนหนึ่งที่กอล์ฟเคยให้สัมภาษณ์ถึงบทเรียนสำคัญที่บอกให้รู้ว่า ไม่ใช่แค่เด็กต้องเรียนรู้ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ คนเป็นพ่อและแม่ก็ต้องเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับลูกในทุกๆ วัน และที่สำคัญคือต้องเรียนรู้ที่จะกล่าวคำ ‘ขอโทษ’ ให้เป็น เพราะไม่ว่าใครก็ล้วนเคยทำผิดพลาดมาด้วยกันทั้งนั้น 

 

คุณมักจะเขียนเรื่องของน้องชูใจลงในเฟซบุ๊กอยู่บ่อยๆ ว่าคนเป็นพ่อไม่ใช่แค่สอนลูกอย่างเดียว แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะได้เติบโตไปพร้อมๆ กับลูกด้วย 

ทั้งเติบโตขึ้นแล้วก็ผิดพลาดไปพร้อมๆ กับลูกด้วย อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนชอบล้ม เพราะฉะนั้นคุณสมบัติที่จำเป็นคือการขอโทษ ผมเป็นคนขอโทษลูกบ่อย ถ้ารู้ว่าเราเลี้ยงเขามาแบบผิดหรือทำผิด เราไม่อายที่จะขอโทษ และเขาก็ได้เรียนรู้ความสำคัญของคำคำนี้ ตอนนี้เขาพูดเป็นด้วยนะว่า “ป๊ะป๋าทำผิดกับแม่ ป๊ะป๋าขอโทษแม่หรือยัง” เราก็ต้องขอโทษ เพราะนี่คือลูกคนแรก และนี่คือการเป็นพ่อครั้งแรกของเรา มันมีหลายเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อน 

 

ยกตัวอย่าง ผมเคยเลี้ยงชูใจแบบให้ขนมตลอด อยากหยิบอะไรก็หยิบ วันหนึ่งพอเราไม่ให้แล้วเขางอแง ก็ต้องมาดูว่า อ๋อ เพราะเราเคยให้เขามาตลอดไง วันหนึ่งพอเราไม่ให้จะไปบอกว่าเขาเอาแต่ใจไม่ได้ อันนี้เราผิด เราก็ยอมรับด้วยการขอโทษ “โอเค ป๊ะป๋าเคยให้หนูหยิบอะไรก็ได้ไปกินเอง แต่จากนี้ไปหนูเห็นว่าหนูกำลังอ้วนขึ้น สุขภาพกำลังไม่ดี เอาอย่างนี้นะ จากนี้ป๊ะป๋าจะจัดเรียงการกินใหม่ ที่ผ่านมาป๊ะป๋าเลี้ยงไม่ดีเอง ป๊ะป๋าขอโทษ”

 

รู้สึกอย่างไรบ้างเวลาเห็นน้องชูใจเขียนแทนตัวคุณด้วยคำว่า HERO ที่เหมือนว่าตัวเขาเองก็มีคุณเป็นแบบอย่าง และมีความสนใจงานด้านดนตรีเหมือนกัน 

ผมมองเรื่องการทำงานเป็นหลักนะ งานในบ้านกับงานนอกบ้านไม่เหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่งานช่วงนี้ของผมจะเป็นงานนอกบ้านเป็นหลัก เพราะฉะนั้นลูกจะเห็นผมทำงานค่อนข้างเยอะตลอดเวลา 

 

บางทีเขาตามไปดูเราเล่นคอนเสิร์ต ก็คงจะมีแรงบันดาลใจของเขาสักอย่าง ซึ่งก็น่าภูมิใจว่าเขาเห็นแล้วอยากเป็นเหมือนเรา แต่ผมรู้ว่าตอนเด็กก็คือฝันตอนเด็ก ในอนาคตเขาจะอยากเป็นอะไรผมไม่รู้ และจะสนับสนุนทุกอย่าง แต่แค่รู้ว่าเขาชอบดนตรีแค่นี้ก็ดีใจมากแล้ว 

 

เมื่อเป็นช่วงที่ทำงานเยอะ เราก็จะเห็นหลายครั้งที่คุณเล่าให้ฟังว่าน้องชูใจร้องไห้เพราะคิดถึงคุณ

ความยาก ณ จุดนี้คือเรามีคนต้องดูแลเยอะแยะเต็มไปหมด มีลูกน้อง มีทีมที่ต้องดูแลก็จะเป็นห่วงทุกคนว่า ถ้าเรารับงานน้อยลงแล้วเขาจะไม่พอกิน แต่ในขณะเดียวกัน พอรับงานเยอะขึ้นผมก็เป็นห่วงที่บ้าน เพราะเขาก็ต้องการเรา ลูกก็คิดถึงเรา 

 

สิ่งที่พยายามทำอยู่ตอนนี้คือการปรับสมดุลให้ทีมงานและที่บ้านโอเค อาจจะมีเหลื่อมล้ำกันอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพยายามจัดการและปรับสมดุลให้มันพอดีให้เร็วที่สุด

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า 

The post “ผมเป็นคนขอโทษลูกบ่อย ถ้ารู้ว่าผิด เราไม่อายที่จะขอโทษ” บทเรียนจากความเป็นพ่อของ กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟักกลิ้ง ฮีโร่ การเติบโตอย่างอิสระของก้อนดินที่ฝันจะกลายเป็นดวงดาว https://thestandard.co/golf-into-the-new-era/ Wed, 06 Nov 2019 10:58:35 +0000 https://thestandard.co/?p=301487

“ผมอยากฝากสิ่งนี้ไว้ ว่าครั้งหนึ่งมันเคยมีศิลปินฮิปฮอปค […]

The post ฟักกลิ้ง ฮีโร่ การเติบโตอย่างอิสระของก้อนดินที่ฝันจะกลายเป็นดวงดาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ผมอยากฝากสิ่งนี้ไว้ ว่าครั้งหนึ่งมันเคยมีศิลปินฮิปฮอปคนนี้”

“ตัวตายเดี๋ยวก็ลืม แต่งานผมอยากให้อยู่”

 

Into The New Era อัลบั้มเต็มที่รอคอยมายาวนานกว่า 17 ปี อัลบั้มที่อัดแน่นไปด้วยไรม์แห่งชีวิต จากอดีตแรปเปอร์วัยคะนองที่ชูนิ้วกลาง พร้อมสบถ และพุ่งชนใส่ทุกอย่าง วันนี้เขาได้เติบโตขึ้นในฐานะศิลปินที่ผลิตเพลงได้ทุกรูปแบบ ผ่านการฟีเจอริงร่วมกับศิลปินมาแล้วแทบทุกแนวเพลง

 

และไม่ว่าผู้คนจะมองภาพ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ว่าอย่างไร แต่อย่างเดียวที่เขายืนยันและร้องบอกไว้ในซิงเกิลเปิดอัลบั้ม Into The New Era คือ “โปรดจดจำเขาเอาไว้ในแบบที่เขาเป็น”

The post ฟักกลิ้ง ฮีโร่ การเติบโตอย่างอิสระของก้อนดินที่ฝันจะกลายเป็นดวงดาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ปฐมบทการสร้างตำนาน จากอัลบั้ม Into the New Era https://thestandard.co/into-the-new-era-f-hero/ Fri, 25 Oct 2019 15:14:25 +0000 https://thestandard.co/?p=298433 กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่

ถ้าเปรียบการพูดคุยกับ กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ เมื่อ 1 ปีก่ […]

The post กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ปฐมบทการสร้างตำนาน จากอัลบั้ม Into the New Era appeared first on THE STANDARD.

]]>
กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่

ถ้าเปรียบการพูดคุยกับ กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ เมื่อ 1 ปีก่อน เป็นการเปิด ‘บาดแผล’ ของลูกผู้ชายวัยกลางคน ที่ตัดสินใจกระโดดออกจากเซฟโซนและ ‘บ้าน’ ที่ชื่อก้านคอคลับ 

 

ผ่านการล้มแล้วลุกวนเวียนซ้ำๆ นับครั้งไม่ถ้วน เพื่อสร้างพื้นที่ที่ตัวเขาสามารถยืนด้วยสองขาของตัวเองให้ได้เป็นครั้งแรกในชีวิต

 

การกลับมาพูดคุยกับเขาอีกครั้งในวันที่อัลบั้ม Into the New Era เสร็จสมบูรณ์ ก็คงเป็นการเก็บเกี่ยวดอกผลแห่งความตั้งใจที่เขาทุ่มเททุกสิ่งที่มีในชีวิต กลั่นออกมาเป็น 27 ผลงานเพลงที่จะถูกบันทึกเอาไว้ในฐานะหนึ่งในอัลบั้มแห่งประวัติศาสตร์ของวงการเพลงไทยไปอีกนาน

 

แม้จะได้รับคำชื่นชมมากมาย แต่นี่เป็นเพียง ‘ปฐมบท’ แห่งการเดินทางที่กอล์ฟเปรียบเทียบเหมือนการยกภูเขามาตั้งเอาไว้เพื่อรอการแกะสลัก เพื่อสร้างผลงานในอัลบั้มต่อๆ ไปที่จะเป็นการจารึกประวัติศาสตร์ และสร้าง ‘ตำนาน’ ของ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ขึ้นมาจากปลายปากกาของเขาเอง

 

(อ่านบทสัมภาษณ์ของกอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ครั้งก่อนได้ที่ thestandard.co/golf-fukkinghero/)

 

กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่

 

จากที่คุยกันครั้งก่อนตอนเริ่มต้นใหม่ๆ คุณเคยผ่านช่วงไม่มีเพลงไปโชว์ บางงานมีคนดูแค่ 3 คน แต่ล่าสุดคุณมีงานจ้าง 15 งานในเดือนกันยายน และอีก 25 งานในเดือนตุลาคม ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรคุณบ้างกับสิ่งที่ต้องเผชิญตลอด 1 ปีที่ผ่านมา 

จริงๆ แล้วผมถือว่ายังไม่ได้โชว์ที่ดีมากนะครับ เพราะยังเล่นเพลงคนอื่นเสียเยอะ ตลอดโชว์เรายังเล่นเพลงตัวเองได้แค่ 4-5 เพลง เรามีเพลงที่เยอะขึ้นจริง แต่ยังไม่ระดับที่เรียกว่าเพอร์เฟกต์ จำนวนที่มากขึ้นถือว่าเป็นผลตอบรับที่ดีจากการที่เราทำงานมาขนาดนี้ แต่ไม่ถึงขั้นมั่นใจว่าเดือนหน้าจะยังเป็นแบบนี้ได้อีก 

 

สุดท้ายผมยังรู้สึกไม่ได้พอใจกับยอดโชว์ที่เยอะ แต่ข้างในยังกลวง รู้ว่าตัวเองยังอ่อนยวบยาบ เพราะไม่สามารถเอาคนดูอยู่ได้ในทุกโชว์ รู้ตัวเองว่าทำได้ดีในงานมหาวิทยาลัย ร้านเล่นดนตรีสดที่คนฟังเพลงแมสๆ หรืองานวัดในต่างจังหวัดไปเลย แต่ถ้าเป็นงานที่บรรยากาศไฮมากๆ แบบทองหล่อเรายังเอาไม่อยู่ 

 

และที่ผมกลัวที่สุดคือการรับงานเฟสติวัลฮิปฮอปที่ต้องเล่นกับแรปเปอร์ทั้งหลายแหล่ เพราะรู้ว่าถ้าโชว์เราขึ้นไปจะจืดทันที ผมเป็นศิษย์ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนก้านคอคลับ เฮียโจ้ (โจอี้ บอย) จะสอนเรื่องความวาไรตี้ เพราะเราคือเอ็นเตอร์เทนเนอร์ ทำยังไงก็ได้ให้คนรู้สึกสนุก ผมได้วิชาตรงนี้มาเต็มๆ ทำให้ข้อดีคือเราเล่นเพลงได้หลากหลายมากๆ ตั้งแต่ อีดีเอ็ม ฮิปฮอป ป๊อป ร็อก ลูกทุ่ง สามช่า แต่ถ้าเป็นงานที่ชัดเจนมากๆ ว่าคนดูต้องการฮิปฮอป แรปเปอร์ ผมยังไม่มีโชว์ที่ชัดขนาดนั้น

 

เพลงในอัลบั้ม Into the New Era ถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์นี้ด้วยหรือเปล่า 

เป็นไปได้นะครับ เพราะว่าเพลงที่ปล่อยออกมาแบ่งได้ประมาณ 3-4 แบบ คือแบบเรียลโอลด์สคูล แบบที่สองคือแรปกับดนตรีสดแนวป๊อปหรือร็อก แบบที่สามคือสมัยใหม่ใส่ออโต้จูน และแบบป๊อปไปเลยก็มี นั่นคือเหตุผลที่ผมเริ่มปล่อยเพลงอย่างเสือสิ้นลายเป็นเพลงลำดับต้นๆ เพื่อที่จะได้มีเพลงไปโชว์ในคลับ แล้วเพลงก็ทำหน้าที่ของมันได้ดี ผมยังรู้สึกดีทุกครั้งที่ เฮ้ย เพลงนี้เป็นเพลงของเรา ยิ่งเป็นท่อนที่เราเขียนเองแล้วคนร้องได้ทั้งนั้น โอ้โห นี่ไง ที่พยายามทำมาทั้งหมดมันทำให้มีวันนี้ได้จริงๆ ว่ะ 

 

กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่

 

คุณเขียนบรรยายความรู้สึกตอนปล่อยเพลง F.HERO ไว้ว่า เป็นเพลงที่ปลอดโปร่งจากยอดวิวที่สุด เป็นความรู้สึกที่ปลอดโปร่งขนาดไหน จากที่หลายเพลงก่อนหน้านั้นคุณซีเรียสกับยอดวิวค่อนข้างมาก

ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยจริงๆ ครับ เพลงในอัลบั้มฝั่ง Into จะเป็นแบบนี้เยอะ คือปลอดโปร่งจากความสำเร็จของมัน อยากทำอะไรก็ทำเลย แน่นอนว่ายอดวิวไม่ได้พุ่งปรู๊ดปร๊าด เพราะเนื้อหามันเป็นอย่างนั้น ไม่มีทางแมสแน่ๆ แต่ที่น่าตกใจคือมันขึ้นเทรนด์อันดับ 2 ใน YouTube เพราะมันมีคำว่า -วย อยู่ 2 ครั้งในเพลง 

 

ผิดกับเพลงมีแค่เราที่ได้ 1 ล้านวิวใน 12 ชั่วโมง แต่ไม่ขึ้นเทรนด์เลย ชี้วัดได้หลายอย่างว่า อ๋อ มันไม่จำเป็นที่ความนิยม หรือการพูดปากต่อปากของคนจะต้องอยู่กับแมสเสมอไป แต่อยู่ในเพลงที่ฟังแล้วเหมือนโดนตบหน้าได้เช่นเดียวกัน

 

เชื่อไหมว่านับจากเพลง เสือสิ้นลาย มา เพลง FHERO เป็นเพลงแรกที่ผมเข้าไปอ่านคอมเมนต์ ก่อนหน้านั้นผมไม่เข้าไปอ่านเลย เพราะรู้ว่าโดนด่าแน่ๆ แล้วจะทำให้ตัวเองหมดกำลังใจ และผมรู้ว่าจะเข้าไปอ่านในเพลงนี้เพื่อเอากำลังใจ เพราะรู้ว่าแฟนเพลงของผมจะชอบ แล้วมันก็ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางนั้นจริงๆ 

 

มิวสิกวิดีโอเพลง FHERO – ฟักกลิ้ง ฮีโร่ Ft. OHM Cocktail 

 

คอมเมนต์ที่เห็นบ่อยๆ คือ พวกเขาคิดถึงเพลงแบบนี้ของฟักกลิ้ง ฮีโร่

จริงๆ แล้วผมไม่เคยเปลี่ยนไปไหน เพียงแต่ว่าอย่างที่บอก อันดับแรกคือที่ต้องกินก่อน ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีเงินมาทำสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากแรปเพลงนี้ก็ต้องแรปเพลงที่มันแมสด้วย ยืนยันว่าผมเคารพเพลงแมสมากเลยนะ เพราะรู้ว่าถ้าไม่มีเพลงแมส ผมจะไม่มีปัญญามาทำอะไรอย่างนี้เด็ดขาด การค้นพบในวันนี้คือ แมสเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลปะเช่นเดียวกัน

กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่

 

ความรู้สึกเวลาแจกอวัยวะเพศในเพลง FHERO ณ ช่วงเวลานี้ แตกต่างกับการแจกอวัยวะในช่วงวัยรุ่นที่กำลังคึกคะนองอย่างไรบ้าง

เมื่อก่อนชูนิ้วกลางเพราะอยากเป็นอันเดอร์กราวด์ และรู้สึกว่ามันขวางโลกดี แต่วันนี้พูดเพราะเราหมายความอย่างนั้นจริงๆ คือเป็นนิ้วกลางที่ชูให้เฉพาะคนที่เป็นศัตรู แล้วบอกว่า “จะงัดหรือเปล่าล่ะ” พวกเหล่า Haters ทั้งหลายแหล่ มีเยอะแยะเต็มไปหมด โดยที่บางคนยิ้มให้เราก็มี แต่เรารู้ว่ายิ้มนั้นมันน่ากลัว

 

มีเรื่องหนักใจแค่นิดหน่อยคือตอนจะปล่อยลง YouTube แล้วต้องคิดว่าควรทำอย่างไรดี ควรจะทำคลีนเวอร์ชันไหม เพราะผมค่อนข้างเกรงใจพ่อแม่ของเด็ก ใน YouTube ใครเข้าไปฟังก็ได้ แต่คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่ามันไม่ควรโดนดูดออก แทนที่เราจะกันตัวเองออกจากสังคม ก็พยายามทำให้ดีที่สุดด้วยการขึ้นคำเตือนไปดีกว่า ตอนแรกคิดว่าดราม่าแน่นอน แต่ปรากฏว่าไม่มี เฮ้ย เราใกล้ชิดกับคำนี้ขนาดนี้เลยเหรอ ล้อเล่นนะครับ (หัวเราะ) 

 

นอกจากคำเตือน พอจะมีคู่มือการใช้สำหรับเด็กๆ ที่จะได้ยินคำนี้เพิ่มบ้างไหม

ผมคิดว่าผู้ปกครองมีส่วนสำคัญอย่างมาก เชื่อไหมครับว่าผมเปิดเพลงนี้ในบ้านโดยที่ลูกผมก็นั่งฟังอยู่ ผมคิดว่าตอนนี้ไม่ใช่ยุคที่จะปิดหูแล้วบอกว่า อย่าฟังคำนี้นะลูก หรือขู่ว่าอย่าทำแบบนี้ เดี๋ยวตุ๊กแกมากินตับ เราคุยกันตามความจริงได้นะว่าสิ่งนี้คืออะไร ถ้าทำไปจะเกิดอะไรขึ้น แล้วเขารับผลที่ตามมาได้ไหม 

 

เช่น ถ้าเขาพูดคำนี้ ก็จะถูกมองว่าไม่เหมาะสมกับวัย แล้วลูกผมก็ไม่ใช่คนพูดคำหยาบ สมมติร้องเพลงหนึ่งอยู่แล้วมีคำหยาบขึ้นมา เขาก็เปลี่ยนคำของเขาเอง เพราะรู้ว่าไม่ควรพูด

 

ประโยคในเพลงที่บอกว่า “เกลียดสิ่งที่กูเป็น ดีกว่าให้รักสิ่งที่ปลอม” มีความสำคัญกับคุณอย่างไร 

อย่างแรกเลยคือ คนอื่นมักจะคิดว่าผมเป็นโอลด์สคูล เป็นแรปเปอร์เพื่อชีวิต เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ พอผมไปทำเพลงกับ YOUNGOHM ก็จะโดนคนบอกเลยว่า มึงมันปลอม แต่ไม่เลยครับ ผมมีความสุขกับเพลง YOUNGOHM มาก ผมมีความสุขกับออโต้จูนมาก ความเรียลของผมคือผมรู้ว่าชอบสามช่า ผมชอบลูกทุ่ง ผมรู้ว่านี่คือ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ แล้วทำไมถึงจะต้องไปกลัวเวลาคนอื่นมาบอกว่าเราเป็นอะไร

 

เปิดเผยไปเลยว่ากูป๊อปมากๆ เลยจ้า ชอบฟัง The TOYS ชอบฟัง Plastic Plastic ชอบน้องอิ้งค์ วรันธรมากเลย BNK48 กูก็เต้น โอชิน้องปัญด้วย ถ้าจะป๊อปแล้วทำไมต้องกลัวคนอื่นด่า ในอัลบั้มนี้ก็จะทำทุกสิ่งที่ผมชอบเลย ไม่มีอะไรที่มันน่าอาย และถ้าใครจะเกลียดที่ผมเป็นแบบนี้ เกลียดไปเลย 

กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่

 

การเห็นลิสต์ 27 เพลงในอัลบั้มที่มีชื่อตัวเองอยู่ข้างคำว่าฟีเจอริง ให้ความรู้สึกแตกต่างกับเวลาเห็นชื่อตัวเองอยู่ข้างหลังคำว่าฟีเจอริงมากขนาดไหน

การอยู่ข้างหน้าก็เป็นการแบกอะไรอีกอย่างเหมือนกันนะ เพราะการมีคำว่าฟีเจอริงตามมาหมายความว่าไม่ใช่ F.HERO คนเดียว แปลว่าเรายังต้องพึ่งคนอื่นอยู่อีกเยอะมากเลยในการสร้างบรรยากาศ 

 

มันน่าตกใจเวลาที่เราขอให้ใครมาร่วมงานแล้วเขามักจะโอเคเกือบ 100% เหมือนที่ผ่านมาเราไปทำให้เขา ทุกคนเลยพร้อมร่วมมือหมดเลย แปลว่าสิ่งที่เราทำมาก่อนหน้านี้ ที่รู้สึกว่าไม่ได้เงินหรอก จริงๆ แล้วผลตอบแทนไม่ได้มาในรูปแบบนั้น แต่มันมาในรูปการให้ใจกัน ศิลปินเกือบครึ่งจาก 50 กว่าคนที่มาร่วมงานเขาไม่เอาค่าตัวนะครับ หรือบางคนก็เอาน้อยที่สุด คิดแค่ราคาทุน ทุกคนพร้อมจะช่วยเราหมดจริงๆ 

 

ผมค้นพบว่าสิ่งที่ผมเป็นได้ดีที่สุดคือการเป็นน้ำ แล้วเปลี่ยนรูปไปเป็นอะไรก็ตามที่ภาชนะนั้นใส่ นี่คือกุญแจหลักของอัลบั้มนี้ การมองว่าศิลปินท่านนี้คือองค์ประกอบที่จำเป็นต้องมาอยู่ในเพลงนี้ ท่อนนี้ ผมรู้ว่าถ้าให้โปรดิวเซอร์คนนี้มาเจอกับนักร้องคนนี้แล้วจะโอเค รู้สึกคนนี้คนบีตได้ดีกว่า คนนี้เล่นกีตาร์ได้ดีกว่า หรือถ้าคนนี้แรปแล้วเหมาะกว่าผม ผมก็จะใช้ อะไรก็ตามที่ทำให้ได้สิ่งที่ดีสุดผมก็จะทำ

 

มิวสิกวิดีโอเพลง เสือสิ้นลาย ฟักกลิ้ง ฮีโร่ Ft. P-Hot, YOUNGOHM, FYMME (Prod. By DeejayB)

 

ถ้าเปรียบเทียบตัวเองตอนนี้เป็นน้ำ เมื่อก่อนเปรียบเทียบตัวเองเป็นอะไร

เป็นฉี่มั้งครับ (หัวเราะ) หรืออาจจะเป็นน้ำเน่า เป็นน้ำที่ขังอยู่กับที่ แต่ตอนนี้ไหลแล้ว เป็นน้ำประปาที่ใช้ง่าย เป็นน้ำประปาที่แมสสุดๆ เปิดมาก็เจอ และที่สำคัญคือเป็นน้ำประปาดื่มได้ที่ทำประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

 

กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่

 

เวลาเลือกคนมาร่วมงานด้วย นอกจากเรื่องความเหมาะสม มีปัจจัยอื่นๆ เช่น ความฝัน ความชอบส่วนตัว มาเกี่ยวข้องด้วยไหม

แล้วแต่คนเหมือนกันนะครับ อย่างน้าแอ๊ด คาราบาว พี่ปู พงษ์สิทธิ์ แม่แอ๊ด สุนทรี สุนทรี เวชานนท์ หรือ อ.ไข่ มาลีฮวนน่า นี่คือความฝัน หรืออย่างพี่ลุลานี่ก็เป็นความฝัน ผมชอบเสียงเขามาก เคยคุยกันไว้นานแล้ว แต่ก็ไม่เคยได้ร่วมงานกันสักที 

 

ซึ่งการได้ฟังเสียงของแต่ละคนมาอยู่ในเพลงเรานะครับ โห มันสุดยอดมาก ผมอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ รู้แต่ว่ามันพิเศษ และคิดว่าคนที่ได้ฟังเพลงทั้งหมดก็จะเข้าใจได้เหมือนกัน 

 

ตอนคุยกันครั้งก่อน คุณพูดว่าช่วงทำเพลงแรกๆ เหมือนพาตัวเองไปทดลอง ไปล้มให้มากที่สุด หลังจากนั้นได้แผลเพิ่มมาอีกมากขนาดไหน กว่าจะออกมาเป็นอัลบั้ม Into the New Era ที่สมบูรณ์แบบที่เราได้ฟังกัน

ไม่ได้ล้มเรื่องเดิมๆ แต่ก็ยังอยากล้มเรื่องใหม่อยู่เรื่อยๆ เช่น ไปทำงานกับวง Baby Metal มา การได้ไปเจอ ได้ไปเห็นวัฒนธรรมการทำงานของมืออาชีพต่างชาติหลายๆ คน หรือแม้กระทั่งการทำงานกับแบมแบม GOT7 ก็รู้ว่า อ๋อ ค่ายเพลงที่เกาหลี ที่ญี่ปุ่นเขาทำงานกันแบบนี้

 

จนทำให้รู้สึกว่าต่อไปผมอยากล้มกับการทำอัลบั้มอินเตอร์ด้วยการใช้ภาษาไทย ซึ่งเดี๋ยวมันล้มหนักอีกแน่ๆ แต่อยากลอง อันนี้ค่ายก็เพิ่งรู้เมื่อกี้เหมือนกัน (หัวเราะ) จะเป็นอัลบั้ม EP. 5 เพลง ไปอัดมาแล้วเพลงหนึ่งด้วยกับแรปเปอร์ประเทศเกาหลี ที่คิดว่าต้องใช้เงินเยอะมาก 5 เพลงนี้อาจจะแพงกว่า 27 เพลงในอัลบั้มนี้อีก  

 

ตามปกติเรามักจะได้ยินว่าหลังทำอัลบั้มเต็มเสร็จ หลายคนเลือกที่จะหยุดพักเพื่อสร้างแรงบันดาลใจหรือเติม Input ให้กับตัว  

ผมไม่มีอะไรทำนอกจากงานครับ ชีวิตผมมีแค่งานกับครอบครัวเท่านั้นที่อยากอยู่ด้วย ตอนนี้ผมไม่อยากไปทำอย่างอื่นเลย อยากอยู่กับลูก หรือไม่ก็ทำเพลงอยู่ในสตูดิโอ นี่คือความผ่อนคลายของผมนะ จากความเคร่งเครียด กดดันที่ต้องไปเล่นคอนเสิร์ต แต่อยู่ในสตูดิโอนี่มีความสุขทุกครั้ง เหมือนมีเพื่อนมาหา กินข้าวกัน เสร็จแล้วเข้าไปทำเพลง เฮ้ย ได้มาเพลงหนึ่งแล้ว มีความสุข

 

กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่

 

ทุกๆ เพลงของคุณจะมีใส่ชื่อโปรดิวเซอร์เอาไว้ด้านหลัง และเหมือนว่าเพลงฮิปฮอปจะเป็นวงการเดียวที่ทำแบบนี้

สาเหตุก็เพราะว่าส่วนผสมในเพลงฮิปฮอป 50% มาจากแรปเปอร์ อีก 50% มาจากบีตที่เป็นงานของโปรดิวเซอร์ จึงจำเป็นต้องให้เครดิตเขาด้วย แต่โปรดิวเซอร์ไทยน่าสงสาร เพราะเขาไม่ได้ Loyalty ซึ่งถ้าเทียบกับงานเมืองนอก ถ้าทำเพลง 100 ล้านวิว เขามีกินได้ตลอดชีวิตเลย เพราะจะมีผลตอบแทนตามมาเรื่อยๆ 

 

แต่โปรดิวเซอร์ฮิปฮอปบ้านเราได้เงินก้อนหนึ่งแล้วก็จบไป ทำให้แต่ละคนจำเป็นต้องทำงานเยอะมากในแต่ละปี ซึ่งก็จะมีอายุการใช้งานของมัน อย่างน้อยที่สุดผมก็อยากให้เครดิตเขาไว้ เผื่อว่าถ้าชอบเพลงนี้ NINO เป็นโปรดิวเซอร์ก็สนับสนุนเขาต่อนะ เรากำลังพยายามหาทางที่จะทำให้โปรดิวเซอร์ได้ประโยชน์มากกว่านี้อยู่ แต่ก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะเกิดขึ้นในประเทศเรา

 

เมื่อก่อนตอนเป็นสิงห์เหนือเสือใต้ คุณเคยร้องท่อนหนึ่งเอาไว้ในเพลง GOOD ว่า “สักวันคุณครูจะเห็นกับตา ว่าศิษย์ไม่เอาอ่าวจะคว้าดาวให้หมดฟ้า มาอยู่ที่พื้นบาทาแล้วก็เหยียบ” แต่ตอนนี้หลายๆ เพลงในอัลบั้มบอกว่า คุณจะขึ้นไปเป็นดาวเสียเอง การเป็นดาวสำคัญกับคุณอย่างไร

ณ ตอนนั้นมันคือเด็กที่ไม่ค่อยเข้าใจและไม่ได้คิดอะไรหรอก ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าผมเป็นดินอยู่เสมอ แต่สักวันก็อยากทำให้มันสำเร็จ สังเกตดูว่าดาวลูกไก่จะกลายเป็นดาวได้ก็ต่อเมื่อลูกไก่กระโดดเข้ากองไฟไปแล้ว ผมคิดว่าวันหนึ่งผมจะกลายเป็นดาวเมื่อโดนไฟเผา 

 

เมื่อจบชีวิตไป ผมอยากให้คนจำงานของผมเป็นดั่งดาว ตัวตายจากไปเดี๋ยวคนก็ลืม แต่ผมอยากฝากสิ่งนี้ไว้ ว่าครั้งหนึ่งเคยมีศิลปินฮิปฮอปที่สร้างผลงานเหล่านี้เอาไว้อยู่ สิ่งที่ผมอยากให้กลายเป็นดาวก็คืองานของผมนี่ล่ะ

 

เพลง บนพระจันทร์ – ฟักกลิ้ง ฮีโร่ Ft. อ.ไข่ มาลีฮวนน่า (Prod. By ธิติวัฒน์ รองทอง)

 

อัลบั้มนี้คุณร่วมงานกับศิลปินมากกว่า 50 คน แต่ทำไมไม่มีชื่อของ โจอี้ บอย หนึ่งในคนที่คุณเคารพรักมากที่สุดอยู่ในนั้น

ขอบคุณครับที่ถาม เพราะคนชอบคิดเรื่องประเด็นดราม่าทั้งหลาย จริงๆ ที่ไม่มีพี่โจ้ก็เพราะผมเพิ่งทำเพลงกับแกมาตลอด 10 กว่าปี ตั้งแต่ก้านคอคลับจนทะลุปรุโปร่งแล้ว ถ้าทำอีกผมจะรู้สึกว่ามันเดินซ้ำทางเดิม ผมอยากลองเริ่มจากจุดเริ่มต้นที่ศูนย์ใหม่เลย 

 

แต่ไม่ได้ตัดขาดกันไปไหน วันก่อนผมก็เพิ่งไปเล่นคอนเสิร์ตในงานเดียวกับเฮียมา เฮียบอกอย่างเดียวว่ามึงจะออกได้ไง พี่น้องมันลาออกจากกันไม่ได้หรอก ถึงจะออกจากก้านคอคลับ แต่ผมก็ยังเป็นน้องเฮียเสมอ  

 

คุณบอกเอาไว้ว่า ถ้าปล่อยให้ท้องฟ้าลิมิต ทุกชีวิตจะเติบโตได้อย่างอิสระ ก่อนที่จะคิดแบบนี้ได้ เคยวางกรอบอะไรให้ตัวเองไม่สามารถเติบโตอย่างที่ใจคิดได้บ้าง

เป็นเพดาน เป็นกรอบอะไรหลายๆ อย่าง เช่น เรายังไม่มีเงินขนาดนั้น เรายังไม่มีโอกาสขนาดนั้น แต่ตอนนี้กรอบมันเปิดออกแล้ว เหมือนเมื่อก่อนผมเป็นพืชที่อยู่ในกล่อง ตอนนี้ย้ายออกมาลงกระถางที่เติบโตไปตามยถากรรม 

 

ถามว่ามันอิสระได้ทั้งหมดจริงๆ ไหม ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เพราะต่อให้เป็นต้นไม้ใหญ่ที่สุดในโลกก็สูงได้ไม่เท่าฟ้า ณ จุดหนึ่งก็คงทำเท่าที่กำลังไหว ยังต้องให้ความเกรงใจกฎเกณฑ์หลายๆ อย่างอยู่ คำว่าอิสระไม่ได้แปลว่าจะทำอะไรก็ได้ โดยไม่แคร์คนอื่น 

 

ยิ่งเป็นต้นไม้ที่ไม่ได้อยู่ในกล่อง ยิ่งต้องระวังศัตรูพืชทั้งหลายให้ดี เพราะเราต้องดูแลตัวเองจริงๆ แล้ว เป็นการเติบโตตามธรรมชาติที่ถ้าฟ้าฝนแล้งขึ้นมาจะทำอย่างไร จะต้องแข็งแรงกว่านี้หรือเปล่า ต้องสร้างภูมิคุ้มให้ตัวเองเพิ่มไหม ถ้าวันไหนไม่มีแดดขึ้นมาจะสังเคราะห์แสงอย่างไร ยิ่งต้องเป็นต้นไม้ที่คิดอย่างสุขุมและรอบคอบยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่

 

เมื่อก่อนเคยคิดว่าคนเราเติบโตขึ้นได้จากอะไร ณ วันที่อายุ 37 ปี ยังมีอะไรที่ทำให้คุณเติบโตขึ้นได้อีกบ้าง

ผมค้นพบว่าการทำงานกับเด็กรุ่นใหม่เป็นเรื่องสนุกและทำให้เราเติบโต การเติบโตในทิศทางของผมคือ ผมอยากศึกษาสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน เช่น การแรปสัดส่วน 6/8 ในเพลง FHERO ที่ได้อัตตาจากรายการ The Rapper ซีซัน 2 มานั่งสอนผมเหมือนอาจารย์คนหนึ่ง ทั้งที่อายุน้อยกว่าผมเป็น 20 ปี เรามักจะคิดว่าผู้ใหญ่ต้องเป็นคนสอนเด็ก โดยไม่ปล่อยให้เด็กสอนเขากลับ ผมรู้สึกว่าเป็นความคิดที่ผิดในยุคนี้ ไม่เกี่ยวหรอกว่าเราเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เรามีสิทธิ์เป็นคนถูกสอนได้ เพราะเราคือมนุษย์เช่นเดียวกัน 

 

เหมือนเอาตัวตนไปให้เขาทำลาย ผมไม่เคยว่าในสิ่งที่พวกเขาทำ เพราะเขาเก่งในสิ่งที่รู้จริงๆ และก็ค้นพบว่าสุดท้ายเราไม่ได้เก่งไปกว่าเขาเลย เวลาผมได้ยินคนด่าออโต้จูน ด่าอะไรต่างๆ ก็จะรู้สึกว่า คุณฟังแล้วอาจจะไม่ชอบไม่เป็นไร แต่ เฮ้ย คุณรู้หรือเปล่าว่าที่ด่าอยู่น่ะมันทำยากนะ เขาควรได้รับการ Respect ในสิ่งที่ทำ 

 

การยอมรับจากว่า สุดท้ายแล้วคุณเองก็ไม่ได้เก่งกว่าใคร มีความสำคัญอย่างไรกับคนที่ยุคหนึ่งเคยคิดว่าตัวเองเก่งว่าใครๆ มาก่อน 

มันคือการคิดเพื่อให้รู้ว่า เมื่อขึ้นสูงแล้วจะลงอย่างไรไม่ให้เจ็บตัว อันนี้เป็นเรื่องน่าสนใจที่ผมเพิ่งค้นพบในช่วงหลัง จากยุคหนึ่งที่คิดว่าตัวเราเก่ง เราก็พยายามขึ้นไปให้สูงสุดฟ้า ไม่เคยคิดหาทางลง แล้วผลก็คือดิ่ง หล่นลงมาดังตุ้บ แล้วเราจะเจ็บปวดมากๆ แต่เมื่อเราเริ่มยอมรับว่าเราไม่เก่ง เราจะเริ่มหาทางสโลปที่ไม่ตกลงมาแบบเดิม เราจะค่อยๆ หาทางลง การหาทางขึ้นสูงว่ายากแล้วนะ การหาทางลงไม่ให้เจ็บตัวยากยิ่งกว่า 

 

เป็นเรื่องยาก แต่ต้องค่อยๆ เรียนรู้ อยู่ๆ ให้ยกอัตตาออกไปเลยเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะอัตตาเราเคยสูงขนาดนั้น แต่วันหนึ่งพอไปเจอคนที่เก่งกว่าเรา โห ไม่ไหว ถ้าไม่ยอมรับเราจะเจ็บปวดมากๆ ก็ค่อยๆ ปลงกันไป วันหนึ่งต้องเป็นวันของเขา ทุกคนต้องแพ้ ไม่มีใครชนะได้ตลอดกาล สำคัญคือถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไร เราต้องแพ้ให้เป็นนะ 

 

ดูสิวันนี้ใช้ออโต้จูนสู้เด็กไม่ได้ แล้วถ้าวันหนึ่งคนเขาฟังออโต้จูนกันหมดล่ะจะทำอย่างไร แต่ยังพยายามทำให้เต็มที่สุด พยายามไปให้สูงที่สุดอยู่นะ เพียงแค่ก็หาทางลงรอไว้ก่อนเลย เพื่อวันหนึ่งจะได้กลับบ้านแบบไม่เจ็บปวด ไม่โหยหาเหมือนเมื่อก่อน

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ปฐมบทการสร้างตำนาน จากอัลบั้ม Into the New Era appeared first on THE STANDARD.

]]>
F.Hero ย่ำเท้าไปบนโลกที่ชีวิตโดนกระทืบซ้ำในพาร์ต Into อัลบั้ม Into The New Era https://thestandard.co/f-hero-into-the-new-era/ Tue, 22 Oct 2019 13:52:20 +0000 https://thestandard.co/?p=297646

แม้จะมีคนพูดไปแล้วหลายครั้ง แต่เรา (ที่ฟังไปแค่พาร์ตแรก […]

The post F.Hero ย่ำเท้าไปบนโลกที่ชีวิตโดนกระทืบซ้ำในพาร์ต Into อัลบั้ม Into The New Era appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้จะมีคนพูดไปแล้วหลายครั้ง แต่เรา (ที่ฟังไปแค่พาร์ตแรก) ก็ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงยืนยันอีกครั้งว่า Into The New Era ของ กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ คือหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดในปีนี้ หรือยิ่งไปกว่านั้น นี่คืองานอันยอดเยี่ยมที่ผู้คนจะจดจำในระดับตำนานนับจากนี้ 

 

คำแนะนำอย่างแรกสำหรับคนที่ยังไม่ได้ฟังมาก่อน เราขอให้ไล่ฟังทุกเพลงแบบไม่กดข้าม เพราะกอล์ฟได้บรรจงจัดวางและเรียงลำดับเพลงทั้งหมดเอาไว้อย่างถูกต้องครบถ้วนตามหน้าที่ที่ ‘อัลบั้ม’ หนึ่งควรจะเป็น 

 

เนื่องจากพาร์ต Into คืออัลบั้มที่บันทึกทุกอารมณ์ของชีวิตเอาไว้แบบอัดแน่น ข้นคลั่ก เราเชื่อว่าสิ่งที่ได้หลังจากฟังพาร์ตนี้จะแตกออกเป็นหลายทาง ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ประสบการณ์ และความรู้สึก ณ ขณะนั้นของแต่ละคน 

 

ถ้าฟังพาร์ตนี้ในช่วงชีวิตกำลังเซไปเซมาแบบไล่ไปทีละเพลงต่อเนื่อง 1 ชั่วโมงนิดๆ จะให้อารมณ์เหมือนถูกกอล์ฟกระโดดถีบยอดอกลงไปนอนกองที่พื้น กระทืบซ้ำจนได้สติ แล้วค่อยๆ ฉุดให้ลุกขึ้น ช่วยปัดฝุ่นที่เปื้อนกางเกง โอบไหล่ ปลอบใจ บอกว่าเขาผ่านเรื่องพวกนี้มาหมดแล้ว และสักวันหนึ่งเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตเราก็จะผ่านพ้นไปเช่นกัน

 

และทำให้เรานึกถึงตอนหนึ่งในซีรีส์ Game of Thrones ว่าจริงๆ แล้ว The King in the North อาจจะไม่ใช่คนแบบ จอน สโนว์ ที่ไม่รู้อะไรสักอย่าง แต่เป็น ‘ฟัก’ ลูกกลมๆ ที่ ‘กลิ้ง’ ลงมาจากดอย จนกลายเป็น ‘ฮีโร่’ ที่รับรู้ความเป็นไปของชีวิต ของโลก ของสรรพสิ่ง แล้วตกตะกอนออกมาเป็นงานศิลปะได้อย่างสวยงาม

 

ตอนนี้ขอเก็บพาร์ต The New Era ไว้ฟังทีหลัง เพราะยังอยากโดนกระโดดถีบและกระทืบซ้ำให้สาแก่ใจอีกสักนิด ก่อนที่จะโดดเข้าไปสู่พาร์ตแห่ง ‘ยุคสมัยใหม่’ ของ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ในเวลาต่อไป 

 

สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือภาษาไทยไม่ใช่ภาษาสากลที่คนเข้าใจได้ทั้งโลก ทำให้เราไม่มีโอกาสประกาศให้วงการเพลงทั้งโลกได้รับรู้ว่า มี ‘แรปเปอร์’ ที่ชื่อ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ สร้างสรรค์ผลงานเพลงระดับมาสเตอร์พีซออกมาได้จากการใช้ชีวิตอยู่ในดินแดน ‘สารขัณฑ์’ แห่งนี้

 

Respect!

 

1. FHERO Ft. Ohm Cocktail

 

 

กอล์ฟเลือกใช้เพลงนี้เปิดอัลบั้มเพื่อแนะนำตัวด้วยการบอกให้ทุกคนลืมภาพบางอย่างที่ติดตัวมา และโปรดจดจำเขาเอาไว้ในแบบที่เขาเป็น เล่าเรื่องผ่านเสียงเพลงและภาพมิวสิกวิดีโอในห้องพิพากษาที่กอล์ฟเป็นผู้ต้องหา และมี โอม (ปัณฑพล ประสารราชกิจ) เป็นทนายช่วยว่าความ ที่ต้องบอกว่าเป็นมิวสิกวิดีโอที่เข้ากับบริบทและเนื้อเพลงที่เขาต้องการจะสื่อออกมาได้ดีจริงๆ

 

ไม่ว่าคุณจะเคยจดจำเขาในแบบไหน เป็นโค้ชรายการแรป เป็นนักแสดงตลก เป็นแรปเปอร์รุ่นใหญ่ เป็นคนทำเพลง เป็นเจ้าพ่อฟีเจอริง เป็นคนขายหม่าล่า เป็นสามีและคุณพ่อที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว เป็นชายคนหนึ่งที่กำลังทำในสิ่งที่เขารัก

 

เพลงนี้คือเพลงที่ยืนยันว่าเขาคือแรปเปอร์ตั้งแต่เกิดจนตัวตาย คือชายที่จะใช้ไมโครโฟนเปลี่ยนโลก คือดินที่ ‘เฮียโจ้’ ปั้นและสักวันจะกลายเป็นดาว คือคนที่ยอมให้คนเกลียดในสิ่งที่เป็นจริงๆ มากกว่ารักในตัวตนที่เขาปลอม 

 

เพลงที่บอกว่าทุกคนจะต้องจำบทเพลงที่มีชื่อของเขาสลักอยู่ด้านหน้า ไม่ใช่แค่ด้านหลังคำว่า ‘ฟีเจอริง’ อีกต่อไป (อ่านบทความที่เราเขียนถึงเพลง FHERO แบบเต็มๆ ได้ที่ thestandard.co/f-hero/)

 

2. You Don’t Know What I’ve Been Through Ft. KH (Prod. By KH) 

 

 

ต่อเนื่องจากเพลง FHERO กอล์ฟเลือกขยายตัวตนมากกว่าการบอกว่าเขาคือใคร ด้วยการฉายภาพให้รู้ว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ตัวเขาต้อง ‘ผ่าน’ อะไรมาบ้างอย่างละเอียดยิบ

 

ตั้งแต่อ่านหนังสือไปกี่เล่ม กินยาแก้ปวดไปกี่เม็ด หมดปากกาไปกี่ด้าม ฉีกกระดาษไปกี่แผ่น ถูกคนดูไล่ให้ไปตกปลา อยู่กับคำเหยียดหยาม บางครั้งก็ฝืนยิ้มร่าเริง บางครั้งก็หลบไปซ่อน บางครั้งก็อยากกระโดดลงมาจากตึกสูง 10 ชั้น มีเพียงความศรัทธา หน้าที่ ค่าเทอม ค่าน้ำ ค่าบ้านของคนในครอบครัวและอีกหลายชีวิตที่เขาต้องดูแล ที่ทำให้เขาอดทนฝ่ามรสุมแห่งชีวิตมาได้ถึง 37 ฝน  

 

เนื้อเพลงและดนตรีเต็มไปด้วยความกดดัน หนักหน่วง แต่ได้น้ำเสียงฟังสบายของ ขันเงิน เนื้อนวล แห่งวง Thaitanium มาเบรกกราฟอารมณ์ของเพลงที่กำลังพุ่งขึ้นสูงด้วยความรู้สึกของคนที่ตกตะกอนและคลี่คลายเหตุการณ์หลายๆ อย่างในชีวิตได้อย่างลงตัว 

 

3. คาด-ตะ-กอน (Expecutioner) (Prod. By P8D) 

 

 

เป็นอีกหนึ่งเพลงที่กอล์ฟใช้วิธีการเล่าเรื่องได้อย่างชาญฉลาด เปรียบเทียบความคาดหวังเป็นเหมือนฆาตกรที่คอยดักซุ่มทำลายชีวิตและจิตใจเราอยู่ในมุมมืด เวิร์สแรกพูดถึงความคาดหวังในความรักที่ดูเหมือนไม่หนักมาก แต่ก็เต็มไปด้วยไรม์คมๆ โดยเฉพาะท่อน 

 

“คดีนี้รักเป็นแค่พยาน มีมึงเป็นเหยื่อ ความจริงเป็นตุลาการ มันคือยาเบื่อ ฆ่าทิ้งแล้วอันตรธาน มันคือความคาดหวังที่ใจเราสร้าง เราดลบันดาลเอง” 

 

ก่อนเข้าสู่เวิร์สสองที่เข้มข้นขึ้น บอกว่าความคาดหวังคือฆาตกรที่พรากเด็กหนุ่มช่างฝันในวัยเด็กที่ “เริ่มต้นเดินทางตั้งแต่ตัวเลขซีโร่ เริ่มเก็บเลเวล ค่อยๆ มีเกราะ มีโล่” และกลายเป็นคนกระหายเลือดเมื่อรู้จักเพื่อนที่ชื่อ ‘อีโก้’ 

 

และมาคลี่คลายด้วยเวิร์สสามที่เราชอบมากๆ ตั้งแต่การบอกว่ารอดจากความหวังเพราะคิดถึงพ่อแม่ ต่อสู้ด้วยการปลงอนิจจังและให้อภัย และจบด้วยความจริงแบบโลกไม่สวย เพราะเข้าใจว่าแม้จะทำได้ในระดับหนึ่ง สุดท้าย ‘ความคาดหวัง’ ก็จะกลับมาจัดการกับเราต่ออยู่ดี 

 

ความน่าสนใจอีกหนึ่งอย่างคือ คาด-ตะ-กอน เป็นเพลงเดียวที่กอล์ฟร้องทั้งท่อนแรปและท่อนฮุกเองทั้งหมดแบบไม่มีคนมาฟีเจอริง และยังได้ P8d หรือนุ้ย P9d ที่เคยอยู่ในวัยเกรี้ยวกราดจนถูกหลายคนตั้งคำถาม และกอล์ฟเองก็เคยออกมาปรามด้วยความเป็นห่วงมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป แสดงให้เห็นถึงการเติบโตในลักษณะคลี่คลายและเต็มไปด้วยความสบายใจของแรปเปอร์รุ่นน้องคนนี้ได้เป็นอย่างดี 

 

4. A Better Tomorrow Ft. Amp, Chitswift, Repaze (Prod. By Chatchon Sol)

 

 

ต่อเนื่องจากการต่อสู้กับความคาดหวังของตัวเองมาสู่การต่อสู้กับ ‘คำพูด’ มากมายจากเหล่า Hater ที่พุ่งเข้ามาใส่ แต่กอล์ฟเลือกที่จะต่อสู้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย ประชดประชัน มากกว่าหักหาญให้ตายกันไปข้างหนึ่ง แม้ในเพลงจะมีการสบถพ่นคำว่า ‘-uck you’ ออกมาเล็กน้อย แต่เป็นการชูนิ้วกลางที่ยียวนกวนประสาท รู้สึกน่ารักน่าเอ็นดูมากกว่าสมควรโกรธ 

 

แล้วบอกว่าต่อให้ใครจะ ‘นิยาม’ เขาอย่างไรก็ไม่สำคัญ ตราบเท่าที่เขารู้ว่าตัวเองเป็นใคร และมีหน้าที่จับปากกา จับไมค์ พ่นไรม์ออกมาก็พอ ส่วนพาร์ตดุดัน เดือดดาล กอล์ฟยกให้กับแรปเปอร์รุ่นน้องทั้ง Chitswift และ Repaze ที่อยู่ในช่วงต้องต่อสู้พิสูจน์ตัวเองตามประสาคนหนุ่มสาวออกมาแสดงจุดยืนให้ทุกคนที่ประสบประมาทรู้ว่า 

 

ทุกคนล้วนมีการต่อสู้ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และชีวิตของพวกเขาก็ผ่านอะไรมามากเกินกว่าที่จะให้ใครมานิยามหรือกำหนดสิ่งที่ควรจะเป็นแทนพวกเขา โดยเฉพาะเก่ง Repaze ที่โชว์ทั้งสกิลการแรป ฟลิป โฟลว์ และคำคมๆ ไม่สนใครหน้าไหนได้อย่างเด็ดขาด สะใจ และคิดว่าอนาคตเขาต้องไปได้อีกไกลแน่นอน

 

5. Takin’ Over Ft. Twopee Southside (Prod. By Nino) 

 

 

เพลงที่เดือดที่สุดในอัลบั้ม เดือดตั้งแต่ตอนต้นที่กอล์ฟถามว่า “ฮิปฮอปในประเทศนี้ใครครองวะ” แล้วโต้ง Twopee ตอบว่า “ก็พวกกูไง ไอ้เหี้ย” 

 

เนื้อเพลงช่วงแรกเต็มไปด้วยความมั่นใจ อหังการ ที่กอล์ฟและโต้งตอบโต้พวกโค้ชคีย์บอร์ดที่ให้ Hate Speech เป็นอาวุธอย่างรุนแรงหนักหน่วงแบบไม่มียั้ง แสดงให้เห็นพลังงานพลุ่งพล่านของแรปเปอร์รุ่นใหญ่ที่ยังคุกรุ่นไม่ต่างจากช่วงที่ยังคึกคะนอง และพร้อมดึงออกมาใช้ได้ตลอดเวลา 

 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือแทนที่จะใช้กราฟอารมณ์ที่กำลังพุ่งขยี้อารมณ์สบถคำใส่เหล่า Hater ให้ถึงที่สุด แต่พวกเขาเลือกที่จะใช้เนื้อเพลงช่วงหลังเพื่อแสดงความเคารพต่อศิลปินฮิปฮอปทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ 

 

ตั้งแต่ อ.จู JUU4E, AA Crew, Joey Boy, KH, T.O.B, IG, UrboyTJ, ปู่จ๋าน ลองไมค์, P9d, Illslick, Rastafah, AZN, Rap Against Dictatorship, Rap is Now, Thaikoon, Already Deadd ไปจนถึงแรปเปอร์ทุกคนที่ยังทำเพลงอยู่ แม้จะไม่ทำเงินหรือไม่มีชื่อเสียงก็ตาม 

 

กับอีกหนึ่งท่อนที่ทำให้แฟนคลับ ‘สิงห์เหนือเสือใต้’ ประทับใจมาก คือตอนที่โต้ง Twopee ร้องว่า “ผ่านมา 10 ปี วันนี้กูแรปกับสิงห์เหนือ กูรู้สึกเหมือน New เสือใต้ Shout out to Beeazy” 

 

เป็นเพลงที่ใช้พลังงาน ความพลุ่งพล่าน พูดทุกอย่างที่อยากสื่อ และความเคารพทุกคนที่คิดถึงได้อย่างคุ้มค่าจริงๆ 

 

 

6. Half of It Ft. Annalè (Prod. By Lukell, Juan Cariza, Taalib Johnson, Trevon Trapper, Al Manerson)

 

 

สลับจากเพลงที่เต็มไปด้วยพลังงานมาเป็นโหมดเพลงฮิปฮอปอาร์แอนด์บีที่รวมโปรดิวเซอร์มืออาชีพระดับโลกเอาไว้เพียบ เนื้อเพลงยังคงพูดถึงปัญหาหนักๆ ในชีวิตที่มีเพียงคนที่ประสบปัญหาเหมือนกันเท่านั้นจึงจะเข้าใจ แต่ด้วยดนตรีที่ฟังสบาย พร้อมกับเนื้อเพลงช่วงท้ายๆ ที่ให้ความรู้สึกคลี่คลาย ปล่อยวาง ราวกับบอกว่าพร้อมแล้วที่จะเผชิญกับทุกสิ่งด้วยความเข้าใจที่มากขึ้นในบทเพลงต่อๆ ไป 

 

และกอล์ฟก็ยังไม่ทิ้งลายความเป็น ‘นายแห่งถ้อยคำ’ ด้วยการแต่งไรม์คมๆ อย่าง 

 

“กูตื่นเพราะไซเรน แล้วบอกตัวเองให้ใจเย็น กลับไปทำงานข้างในเลน แล้วค่อยไปพักข้างในเมรุ”

 

“ต้องมีสักอย่างที่มันดีขึ้น ไม่มีสิ่งใดแย่หมด มึงไม่อาจตัดสินหนังสือได้จากการมองแค่ปก เพราะกูอาจเป็นตรีโกณมิติในคราบสูตรคูณแม่หก” 

 

“เก็บทุกความเจ็บปวดมาเป็นพลังคอยผลักดัน ข้างหน้ามีครกกับภูเขา และกูนี่แหละจะผลักมัน” ที่ทำให้เราอยากลุกขึ้นปรบมือให้เขาเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้จริงๆ 

 

 

7. Alarms (สวัสดีวันจันทร์) Ft. ปู พงษ์สิทธิ์ (Prod. By ธิติวัฒน์ รองทอง & Nino)

 

 

เพลงแรกในอัลบั้มที่ปล่อยออกมาเมื่อ 1 ปีก่อน และเป็นเพลงที่บอกได้ชัดเจนที่สุดว่าทุกสิ่งที่เขาทำ ทุกสิ่งที่เขาสู้นั้นเขาทำไปเพื่ออะไร โดยมีเสียงนาฬิกาปลุกที่น่ารำคาญ เสียงทรงพลังของ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ และเสียงเล็กๆ ของน้องชูใจที่พูดว่า “ปะป๊า ตื่นได้แล้วค่ะ” ช่วยเสริมให้น้ำหนักการต่อสู้ของชีวิตหนักหน่วงยิ่งขึ้นไปอีก 

 

เป็นเพลงที่มีลำดับการเล่าเรื่องไม่ซับซ้อน แต่เต็มไปด้วยความจริงอันแสนอึดอัดและน่ากลัว บางช่วงฟังแล้วก็รู้สึกฮึกเหิม ได้รับการปลุกใจ แต่บางช่วงก็ให้ความรู้สึกเศร้าว่าหลายครั้งชีวิตก็โหดร้ายกับเราเหลือเกิน 

 

เริ่มต้นตั้งแต่เสียงนาฬิกาปลุกดังในตอนเช้า ตามมาด้วยกิจวัตรประจำวัน ความเจ็บปวด เลือดกำเดา กรดไหลย้อน ใบแจ้งหนี้ และความจำเป็นในชีวิต ความหนักหน่วงที่มากขึ้นตามแสงอาทิตย์ที่ไม่เคยอ่อนข้อ วนเวียนเป็นวัฏจักรที่เหล่า ‘วัวงาน’ ไม่อาจพักหรือหลีกหลบ เพราะรู้ดีว่าเรายังมีเวลาได้นอนเต็มๆ อีกครั้งใน ‘โลงศพ’ รออยู่ 

 

 

8. ใหญ่แล้วอดเอา Ft. สุนทรี เวชานนท์, MVL & ปู่จ๋าน ลองไมค์ (Prod. By MVL)

 

 

เพลงที่ทำให้เรารู้สึกอิจฉาชาวเหนือเป็นที่สุด เพราะมีเพียงคนที่เข้าใจภาษาคำเมืองแบบทะลุปรุโปร่งเท่านั้นที่จะเสพสุนทรียะและเข้าถึงแก่นแท้ศิลปินจากแดนเหนือทั้ง 4 คนขับร้องออกมาได้ดีที่สุด 

 

โดยมีกอล์ฟ, เป้ วง Mild และปู๋จ๋าน ลองไมค์ เป็นตัวแทนของ ‘ละอ่อน’ ชาวเหนือที่เคยดื้อ ไม่ฟังคำที่แม่สอน กระทั่งวันที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา ผ่านชีวิต ผ่านผู้คน และเรื่องราวมากมาย จึงเข้าใจว่าคำสอนที่พวกเขาเคยมองว่าไร้สาระ แท้จริงแล้วมีค่ามากแค่ไหน 

 

นอกจากพาร์ตแรปของกอล์ฟที่ทำได้ดีตามมาตรฐานอยู่แล้ว เราชอบที่ได้เห็นเป้ วง Mild ที่เราคุ้นเคยในการเป็นนักร้องและแรปเปอร์เพลงรักมาแรปถึง ‘ชีวิต’ แบบเข้มๆ ให้ฟังกันเต็มๆ โดยเล่นคำเกี่ยวกับอาหารในภาษาเหนือ ทั้งไส้อั่ว, จิ๊นหมู, พริกหนุ่ม, ก้านผักไผ่ ไปจนถึงแกงบะเขือส้ม ที่ตอนเด็กๆ เคยไม่ชอบ แต่รู้แล้วว่าดีเท่าไรแล้วที่ได้กิน เพราะในชีวิตสอนให้เขารู้ว่า ‘ดอกเบี้ย’ ในธนาคารเอามาทำแกงอะไรไม่ได้สักอย่างเลย   

 

ส่วนปู่จ๋านก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงความเอกอุด้านการใช้ภาษาคำเมืองชนิดหาตัวจับยากได้อย่างยอดเยี่ยม รวมทั้งจังหวะจะโคนสนุกสนาน ผสมกับคำในท่อนที่เล่นคำกับคำว่า ผีเอาซ่อน, โปเกมอน, แม่ตบง่อน และรถเครื่องฮ่อน ที่ลงตัวแบบสุดๆ

 

อีกองค์ประกอบที่ทำให้เพลงนี้สมบูรณ์ก็คือเสียงของ แม่แอ๊ด-สุนทรี เวชานนท์ ที่เราคุ้นเคยในเพลง ‘สาวเชียงใหม่’ ที่กอล์ฟเลือกใช้เป็นตัวแทนคำสอนและความปรารถนาดีของแม่ที่ดีให้กับลูกทุกคน โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า “ลูกหล้าใหญ่แล้วหื้ออดเอา” ที่ฟังแค่ครั้งเดียวก็ทำให้คิดถึงคำสอนที่แม่เคยให้ไว้และติดหูเราไปอีกนาน  

 

 

9. ไม่จีรัง Ft. แอ๊ด คาราบาว (Prod. By ธิติวัฒน์ รองทอง & Nino)

 

 

ถ้ามองว่าพาร์ต Into ของกอล์ฟเป็นเพลงแรป ‘เพื่อชีวิต’ แล้วจะขาดคนที่เป็นเหมือน ‘สัญลักษณ์’ ของเพลงเพื่อชีวิตของไทยที่ชื่อ ยืนยง โอภากุล ไปได้อย่างไร 

 

โดยเฉพาะในเพลงที่พูดถึงความ ‘ไม่จีรัง’ ของสิ่งต่างๆ ที่ย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา มีเพียง ‘ผลงาน’ และสิ่งที่ทำเท่านั้นที่จะยังคงอยู่ให้ผู้คนจดจำและพูดถึงเราต่อไป ตัวตนและน้ำเสียงที่ฟังจากดาวอังคารก็รู้ว่าใครเป็นคนร้องของ แอ๊ด คาบาราว คือจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้เพลงนี้สมบูรณ์แบบที่สุด 

 

เป็นอีกหนึ่งเพลงที่เนื้อเพลงพูดถึง ‘ชีวิต’ ด้วยมุมมองที่เข้าใจและผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (เหมือนฟังคำแม่สอนจากเพลงที่แล้วก็คิดได้มากขึ้น) เข้าใจว่าชีวิตมีความเจ็บปวด แต่ก็เจ็บปวดได้ไม่นาน เข้าใจว่าไม่มีชัยชนะและความพ่ายแพ้ใดอยู่กับเราไปตลอด เข้าใจว่าชีวิตที่เหลืออยู่นั้นแสนสั้น สุดท้ายทุกคนจะจากไปตามกงเกวียนกำเกวียน เข้าใจว่าชีวิตที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบันคือสิ่งสวยงามที่สุด 

 

เข้าใจว่า “โลกความเป็นจริง ไม่มีสิ่งใดจีรัง ค้ำฟ้าใด ไม่ต่างกับเธอฉัน ทุกสิ่งดีร้าย ล้วนก็ต้องจากไป เจ็บปวดสุขสันต์ แค่ตอนนี้เท่านั้น ตอนที่ยังหายใจ” 

 

 

10. Fantasy Ft. Tattoo Colour (Prod. By Nino & Ruzzy) 

 

 

พักจากเพลงชีวิตหนักๆ มาเป็นพาร์ตความรักสนุกสนาน ฟังสบาย ยียวนตามสไตล์ที่เราคุ้นเคยจากหลายๆ เพลงของฟักกลิ้ง ฮีโร่ และ Tattoo Colour เนื้อเพลงรวมๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน นอกจากการพูดถึงความแฟนตาซีในโลกจินตนาการของคนรักที่มักจะผูกเรื่องราวใหญ่โตและคิดว่าเราคอยหาทางนอกใจไปมีคนใหม่อยู่เสมอ 

 

ความน่าสนใจของเพลงนี้คือกอล์ฟไม่ได้แค่พาเราไปสำรวจจินตนาการของคนรัก แต่พาเรากระโจนเข้าไปสู่ความแฟนตาซีหลายๆ อย่าง มาผสมผสานจังหวะและคำคล้องจอง นำมาสร้างโลกที่เต็มไปด้วยป๊อปคัลเจอร์ที่เราคุ้นเคยได้อย่างสนุกสนานน่าเหลือเชื่อ

 

ลองคิดถึงเพลงที่จับเอา ไททานิก, นิยายฤทธิ์มีดสั้น, ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน, รองเท้าแก้วคริสตัลในซินเดอเรลลา, ณเดชณ์, ทมยันตี, นิทานลูกหมูสามตัว, ทีมพากย์พันธมิตร, ละครเล่ห์รักยาใจ, หนังของหว่อง กาไว, Sin City, คิทตี้, บิทชี่, โทนี่ จา, พริตตี้, หอคอยบาเบล, เพลงของอเดล และจักรวาลมาร์เวล มาไว้ในเพลงเดียวกัน ถ้าไม่ใช่ฟักกลิ้ง ฮีโร่ เราก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีใครทำแบบนี้ได้อีก 

 

 

11. Leave Me Ft. Ink Waruntorn & NICECNX (Prod. By T-BIGGEST)

 

 

ต่อด้วยเพลงรักที่เต็มไปด้วยความเข้าใจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าด้วยการบอกลาและให้คนรักตัดใจกับความรักที่ไม่มีทางไปต่อได้ เป็นเพลงที่มีท่อนแรปเพียงแค่ท่อนเดียว และให้น้ำหนักไปกับเสียงร้องใสๆ มีเสน่ห์ และดนตรีซินธ์ป๊อป แบบที่ถ้าไม่ดูเครดิตเพลง เราสามารถคิดได้เลยว่าเพลงนี้เป็นของอิ้งค์ที่มีกอล์ฟไปฟีเจอริงด้วยซ้ำ

 

ซึ่งต้องชื่นชมในความกล้าและยอมลดบทบาทของตัวเองให้อยู่ในพื้นที่จำกัดและจำเป็นกับเพลงจริงๆ ของกอล์ฟ เพราะการเปิดพื้นที่ให้อิ้งค์และ NICECNX ได้โชว์เสียงร้องและสไตล์ดนตรีของตัวเองแบบเต็มๆ คือเสน่ห์สำคัญที่ทำให้เพลงนี้กลายเป็น ‘ป๊อป’ ฟังสบายที่มีโอกาสฮิตติดหูคนได้ง่ายๆ 

 

กอล์ฟเหมือนจอมยุทธบรรลุวิทยายุทธขั้นสูงสุดที่รู้ว่าเมื่อไรควรใช้พลัง เมื่อไรควรผ่อน และเขาก็ยังเฉียบขาดเมื่อถึงเวลาแสดงวรยุทธด้วยท่อนแรปที่ไม่ต้องเยอะ แต่คมคาย มีประโยคที่ว่า

 

“โบกมือลาแล้ว Goodbye บินไป เธอควรกลับสวรรค์อย่าหลงแดนดินใด ฉันแค่มีข้าวสารพอกรอกหม้อกินไป และความรักของเธอมีค่าเกินจะผูกข้อตีนใคร เรื่องปีนไปเด็ดดอกฟ้ามันแค่นิยายสามบาท เรื่องจริงคือดอกกุหลาบลำต้นมันมีหนามบาด เรื่องจริงคือฉันเข็ดหลาบกับรักที่หายไม่กลับมา และเรื่องจริงคือความรักแท้นั้นตัวฉันหมดศรัทธา”

 

เหมือนเป็นหลวงจีนหอไตรในเรื่อง 8 เทพอสูรมังกรฟ้า ที่เก็บตัวเงียบแล้วค่อยออกมาใช้วิชาจัดการกับปัญหาเมื่อถึงเวลาที่จำเป็นจริงๆ 

 

 

12. อยู่ที่ใจ Ft. Wanyai แว่นใหญ่ (Prod. By Nino) 

 

 

ต่อด้วยเพลงรักอีกหนึ่งเพลงที่โดดเด่นมากๆ ตั้งแต่เสียงของแว่นใหญ่ และท่อนฮุกฟังสบาย แต่ยากเหลือเกินที่จะหาคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว 

 

“กลับไปแล้วต้องเสียใจ เริ่มต้นใหม่แต่เหงาและเดียวดาย อยู่ที่ใจเธอนั้นที่รู้ดี ไม่มีใครตอบเธอได้อย่างหวัง กลับไปเพื่อมีน้ำตา เริ่มต้นใหม่ไขว่คว้าหารักจริง อยู่ที่ใจเธอนั้นที่รู้ดี เลือกอะไรก็ขอให้เลือกเพื่อตัวเอง” 

 

บอกเล่าในมุมมองของคนที่สามในฐานะ ‘ที่ปรึกษา’ ที่มักจะกลายเป็น ‘หมา’ อยู่เสมอ เมื่อมีเพื่อนเอาปัญหาหัวใจมาเล่าให้ฟัง เนื้อเพลงเต็มไปด้วยมุมมองที่เข้าใจคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรักที่สับสนและไม่อาจหาทางออกได้ด้วยตัวเอง 

 

พร้อมกับให้คำแนะนำอย่างตั้งใจ ไม่เบื่อหน่าย ไม่ตัดสินใจผิดถูก ค่อยๆ ให้คนฟังรับรู้ความปรารถนาดี มองเห็นความรักในแบบที่ควรจะเป็นอย่างช้าๆ และท่อนปิดท้ายที่เราชอบมากๆ ด้วยประโยค

 

“ทะเลทุกข์กว้างไร้ประมาณ กลับมาจะพบฝั่ง” ของอิตเต็งไต้ซือ จากนิยายเรื่อง มังกรหยก ของกิมย้ง ปรมาจารย์ที่กอล์ฟหลงใหล แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นเพลงแบบไหน เขาสามารถใส่ความเชื่อและความชอบของตัวเองสอดแทรกลงไปได้เสมอ 

 

 

13. บนพระจันทร์ Ft. อ.ไข่ มาลีฮวนน่า (Prod. By ธิติวัฒน์ รองทอง)

 

 

เป็นเพลงเดียวในอัลบั้มที่เราอยากกดข้ามมากที่สุดเมื่อเพลงนี้วนมาถึง 

 

ไม่ใช่ว่าเพลงนี้ไม่ดี แต่เป็นเพราะเพลงนี้ดีเกินไป ซื่อสัตย์เกินไป ส่วนตัวเกินไป และจริงจนน่ากลัวเกินกว่าที่เราจะกล้าฟังเพลงนี้ซ้ำๆ โดยกลั้นน้ำตาไม่ให้ซึมออกมาได้ 

 

เพลงที่มีเพียงแค่กีตาร์โปร่ง เสียงฮาร์โมนิกา เสียงของ อ.ไข่ จากวงมาลีฮวนน่า ประสบการณ์ของกอล์ฟ และความเศร้าที่ทำให้เราคิดถึงใครบางคนที่มักจะหลงลืมเขาอยู่บ่อยๆ เป็นองค์ประกอบอันแสนจับใจในเพลงนี้ 

 

คิดว่ากอล์ฟต้องต่อสู้กับความรู้สึกภายในของตัวเองอย่างหนักจึงสร้างเพลงนี้ออกมาได้ เราไม่ได้รู้สึกด้วยซ้ำว่าเขา ‘แต่ง’ เพลงนี้ขึ้นมา เพราะสิ่งที่เขาทำคือเอามีดกรีดหัวใจ คั้นประสบการณ์ส่วนที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต บีบออกมาเป็นเลือด แล้วค่อยจุ่มหมึก จรดปากกาเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง 

 

เป็นเพลงที่กอล์ฟพูดถึงคุณพ่อที่จากไป และความรู้สึกผิดในใจซึ่งกลายเป็นตราบาปที่เขาไม่มีวันลบออก ซึ่งเราต้องขอขอบคุณเขาจากใจจริงที่อนุญาตให้เราเข้าไปสำรวจส่วนหนึ่งที่ลึกที่สุดในชีวิตเขาได้มากขนาดนี้ 

 

กอล์ฟเคยให้สัมภาษณ์กับผมว่า ความรู้สึกผิดในใจทำให้เขาเคยคิดอยาก ‘คืน’ ชีวิตให้กับคุณพ่อ แต่เราขออนญาตคิดแทนไปเองว่าอย่างน้อยที่สุด คุณพ่อของเขาที่กำลังเฝ้ามองจากพระจันทร์จะต้องภูมิใจในตัวลูกคนนี้มากๆ ที่สามารถเขียนเพลงแทนใจที่ทำให้ลูกๆ อีกหลายคนกลับไปคิดถึงคุณพ่อและคุณแม่ขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป 

 

และเสียงของ อ.ไข่ และเนื้อเพลงของกอล์ฟ คือความมหัศจรรย์ของวงการเพลงไทยอย่างแท้จริง 

 

 

14. Michael Collins Ft. Boy Lomosonic (Prod. By ประทีป สิริอิสสระนันท์) 

Hidden Track ที่มีกิมมิกเล่นกับคนดูตั้งแต่การทิ้งช่วงเวลา 2.55 นาทีก่อนเข้าเพลง เพื่อแทนความรู้สึกที่เงียบงันบนอวกาศที่ ไมเคิล คอลลินส์ ต้องเผชิญระหว่างเฝ้ายาน รวมทั้งการเฝ้าดู นีล อาร์มสตรอง และบัซ อัลดริน จารึกประวัติศาสตร์ด้วยการประทับรอยเท้าไว้บนดวงจันทร์ 

 

กอล์ฟเคยพูดถึงความรู้สึกของ ไมเคิล คอลลินส์ อยู่หลายครั้ง และคิดจะเขียนเรื่องของเขาลงไปในเพลง FHERO ที่ใช้แนะนำตัวด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายเขาเลือกใช้ชีวิตของนักบินอวกาศที่ไม่มีใครจดจำมาเป็นบทสรุปชีวิตของเขาและพาร์ต Into ในอัลบั้มนี้แทน 

 

สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากๆ ในเพลงนี้คือการที่กอล์ฟเลือกพูดถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ด้วยความเคารพ และสัมผัสได้ถึงความเศร้าที่ไม่อาจทำตามความฝัน ได้แต่นั่งมองพระจันทร์ทั้งที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม และในฐานะแรปเปอร์ที่มีความฝันและอยากสร้างตำนานของตัวเองขึ้นมา 

 

กอล์ฟเลือกที่จะใช้ปากกาของเขา ‘เขียน’ ประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ โดยใช้ตัวเขาแทนค่าสมการที่ ไมเคิล คอลลินส์ ต้องเจอ และเลือกที่จะไม่นั่งมองอยู่เฉยๆ แต่จะขอเสี่ยงชีวิตออกไปปักธงบนดวงจันทร์ด้วยตัวเอง

 

“กระโดดออกจากหน้าต่างยานแล้วเสี่ยงโชคไปเลย กดวิทยุไปบอกเพื่อนเอายานกลับโลกไปเลย ระเบิดให้แสงสว่างจ้าให้ช่วงโชติไปเลย ดีกว่าไม่อยู่ในความทรงจำใครเลย” 

 

หากจะมีใครสักคนที่เข้าใจความรู้สึกถูกลืมของ ไมเคิล คอลลินส์ ได้ดีที่สุดก็คงจะต้องเป็นคนที่เคยถูกปรามาส ร่วมสร้างผลงานกับผู้คนมากมายแต่ไม่มีใครจดจำ ถึงขนาดเรียกตัวเองว่าเป็น ‘กะหรี่’ วงการอย่างเขานี่ล่ะ ที่จะเข้าถึงแก่นแท้ความเจ็บปวดนั้นได้ดีที่สุด 

 

และตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่เขาจะไม่นั่งอยู่เฉยๆ หยิบปากกาขีดเส้นทางของตัวเองขึ้นมาใหม่ ให้โลกต้องจดจำเขาในฐานะ ‘ตำนาน’ ที่จะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post F.Hero ย่ำเท้าไปบนโลกที่ชีวิตโดนกระทืบซ้ำในพาร์ต Into อัลบั้ม Into The New Era appeared first on THE STANDARD.

]]>
POP of The Week: บันเทิงทั่วไทยคัดสรรในรอบสัปดาห์ที่ 19-25 ตุลาคม https://thestandard.co/pop-of-the-week-19-25-oct-19/ Fri, 18 Oct 2019 13:16:50 +0000 https://thestandard.co/?p=296789

#เวิร์กฮาร์ดเพลย์ฮาร์ด เด้อค่ะเด้อ วันศุกร์ปลายสัปดาห์จ […]

The post POP of The Week: บันเทิงทั่วไทยคัดสรรในรอบสัปดาห์ที่ 19-25 ตุลาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>

#เวิร์กฮาร์ดเพลย์ฮาร์ด เด้อค่ะเด้อ วันศุกร์ปลายสัปดาห์จงรีบเคลียร์งาน จากนั้นรีบแชตไปนัดแนะเพื่อนแล้วบอกว่า “ฉันอยากบันเทิง” ส่วนจะบันเทิงอย่างไรให้แฮปปี้ THE STANDARD POP คัดสรรหลากหลายโปรแกรมบันเทิงไทยชั้นดีที่ไม่ควรพลาดตลอดสัปดาห์ถัดจากนี้เตรียมไว้ให้แล้ว 

 

 

F.Hero: Into The New Era (Music Album)

 

ระหว่างหยุดยาวเสาร์-อาทิตย์นี้ “พอจะมีเวลาสัก 2 ชั่วโมงไหมครับ” กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ แรปเปอร์แถวหน้าที่แม้คุณไม่ใช่แฟนเพลงสายแรปก็ยังต้องรู้จักเขา เอ่ยชวนคนไทยทั้งประเทศให้ได้ลองฟังผลงาน Into The New Era อัลบั้มเต็มชุดแรกในชีวิตที่รอคอยมายาวนานกว่า 17 ปี 

 

อัลบั้มเต็มของชีวิตที่อัดแน่นไปด้วยไรม์แห่งชีวิตแบบ 27 เพลง 51 ศิลปิน 18 โปรดิวเซอร์ที่ก้าวเท้าเข้ามาร่วมงานด้วยหัวใจ โดยอัลบั้มจะแบ่งออกเป็น 2 พาร์ต คือ Into ที่นำเสนองานเพลงฮิปฮอปในสไตล์ ‘ดั้งเดิม’ ที่หลายคนคุ้นเคยในจังหวะการเติบโตของเขามาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และ The New Era ที่เขาตั้งใจจะพาแฟนเพลงปลดล็อกตัวตนแล้วมุ่งหน้าสู่ยุคใหม่ 

 

อัลบั้มเต็มของเขาวางแผงไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะควักเงินซื้อดีไหม “พอจะมีเวลาสัก 2 ชั่วโมงไหมครับ” กอล์ฟโพสต์เอ่ยชวนเอาไว้ในเฟซบุ๊กแฟนเพจของตนเอง “ขอเชิญรับฟังอัลบั้มใหม่แบบ Long Play เหมือนในซีดีร่วมกัน และนี่คือ…”

 

Part 1: Into

 

Part 2 : The New Era

 

อัลบั้มที่แรปเปอร์ชื่อ F.Hero อยากให้คุณใช้หัวใจพิสูจน์มันเสียก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าควรจะมีอัลบั้มนี้ไว้ในครอบครองหรือไม่ 

ภาพ: www.facebook.com/FukkingHero/

 

 

 

ไบค์แมน 2 (Film) 

 

หนังไทยสายคอเมดี้ที่ต่อยอดความสนุกหลังจากที่ ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก ภาคแรกได้รับเสียงชื่นชมว่าทำดีดูเพลิน พีช-พชร จิราธิวัฒน์ ยังกลับมาเป็นศักรินทร์คนดีคนเดิม เพิ่มเติมคือเรื่องราววายป่วงของคน ‘รุ่นพ่อตา’ กับ ‘รุ่นปู่’ ที่เปิดศึกเพราะไม่ถูกชะตากัน 

 

หนังได้ เต๋า-สมชาย เข็มกลัด มาเป็นพ่อตาจอมหวงลูกสาวของ จ๋าย (ฝน-ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล) ร่วมด้วย ค่อม ชวนชื่น ในบทเดิมสุดฮาอย่าง ปรีชา คุณปู่หัวหน้าแก๊งตูดหมึก สมทบด้วย โรเบิร์ต สายควัน, โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน และเจนนิเฟอร์ คิ้ม ที่ยังคงกลับมารับบท สุรีย์ แม่ของศักรินทร์ โดยหนังจะเข้าฉาย 23 ตุลาคมนี้

 

คลิกชมตัวอย่างหนัง ไบค์แมน 2 

 

 

ดวงใจ ของปาล์มมี่ (Music Video) 

 

หลังจากปล่อย Lyric Video เพลง ดวงใจ ที่ชวนแฟนเพลงมาแข่งจ้องตากับปาล์มมี่ ล่าสุดก็ได้เวลาชมมิวสิกวิดีโอตัวเต็มที่ผู้ชมจะได้ซึมซับทั้งตัวเพลงเพราะหู ขณะที่เรื่องราวภาพเคลื่อนไหวก็จับใจและเข้าถึง มิวสิกวิดีโอเล่าเรื่องผ่านความเชื่อเกี่ยวกับเทศกาลลอยกระทงที่ว่า ถ้าคนรักลอยกระทงคู่กันได้จนถึงอีกฝั่ง หมายความว่าทั้งสองคือคู่แท้ของกันและกัน ขณะเดียวกันตัวละครก็พาเราตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว ‘ความรัก’ สำหรับคุณ…คืออะไร 

 

เพลง ดวงใจ ที่ได้ อัตตา เหมวดี ผู้กำกับรุ่นใหม่ที่มีผลงานน่าสนใจอย่างเพลง รถคันเก่า ของ อะตอม ชนกันต์, ติดตลก ของ โอ๊ต ปราโมทย์, ชั่วคราว ของ Supergoods, ก็เพราะว่าชอบเธอ ของ BNK48, ฝากไว้กับดาว และ ไม่รู้ทำไม ของวง Whal & Dolph ฯลฯ ซึ่งเพลงล่าสุดของปาล์มมี่ เขาก็ยังคงตีความบทเพลงออกมาได้อย่างน่าสนใจและเข้ากันดีเหลือเกินกับคาแรกเตอร์ของงานเพลงที่ส่งกลิ่นไทยๆ ของปาล์มมี่ในยุคนี้ 

 

คลิกชมมิวสิกวิดีโอ ดวงใจ

 

 

 

Maleficent: Mistress of Evil (Film)

 

Disney สานต่อความสำเร็จในระดับปรากฏการณ์ของ Maleficent ภาคแรกที่เข้าฉายในปี 2014 ซึ่งเคยหยิบเอาเรื่องราวเทพนิยายอย่าง Sleeping Beauty มาปัดฝุ่นตีความใหม่จนหนังทำเงินทั่วโลกไปมหาศาล กลับมาคราวนี้ แอนเจลินา โจลี ยังคงกลับมารับบทเด่นเป็นนางฟ้าปีศาจได้อย่างสวยสะกด งามสง่า เช่นเดียวกับที่ แอล แฟนนิง กลับมารับบทเจ้าหญิงออโรราในวัยที่เติบโตขึ้นได้อย่างสมวัย ไฮไลต์ของภาคนี้น่าจะอยู่ที่การมาถึงคู่ต่อกรอย่าง ราชินีอิงกริด (รับบทโดย มิเชล ไฟเฟอร์) ที่พล็อตเรื่องพาผู้ชมออกไปจากเรื่องราวดั้งเดิมในฉบับเทพนิยายอย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นแม้หนังจะขับเคลื่อนไปด้วยตัวละครหญิงที่สง่าไปคนและแบบ แต่บอกเลยว่าเรื่องราวในหนังจะดาร์กและโหดขึ้นในแบบที่มันจะไม่ใช่งานที่เหมาะสำหรับแฟนๆ สายเทพนิยายชวนฝันสักเท่าไร

 

 

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ (Streaming: Netflix)   

 

เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนเคยประทับใจ เคยยิ้ม และเสียน้ำตาให้กับเรื่องราวของ เหมยลี่ และคุณลุง ‘หล่อทะลุแป้ง’ และไหนๆ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ก็เพิ่งจะฉลองครบรอบ 10 ปีไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 เป็นเรื่องดีเหมือนกันนะถ้าวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้ทั้งสาวโสด หนุ่มโสด และคนมีคู่ที่ตอนนี้ไม่โสดจะย้อนเวลากลับไปดูหนังเรื่องนี้กันอีกครั้ง แล้วก็ไม่ต้องไปตามหาที่ไหนไกล เพราะตอนนี้มีให้ชมแล้วใน Netflix ไม่แน่ว่าพอดูจบคุณอาจจะกลับมาฮัมเพลง โปรดส่งใครมารักฉันที ของวง Instinct แบบติดปากอีกครั้งก็เป็นได้ 

 

ย้อนกลับไปชมตัวอย่าง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ฉบับออริจินัลกันอีกครั้งเพื่อปลุกความอยากดู

 

 

รักฉุดใจนายฉุกเฉิน My Ambulance (Drama)

 

พายุแห่งความรักระหว่าง หมอเป้ง ทานตะวัน หมอฉลาม และบะหมี่ กำลังเข้มข้นออกรส ขณะเดียวกันอีกเส้นเรื่องความแค้นของไทก็กำลังขมวดปมขึ้นทุกที EP.13 ที่จะออกอากาศในคืนวันศุกร์และเสาร์นี้ เวลา 20.10 น. จึงเป็นช่วงเวลาที่หลายคนบอกว่าจะพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เอาเป็นว่ารีบเคลียร์งานแล้วนัดเพื่อน บอกเลยว่าดูคนเดียวมันไม่ได้อารมณ์เท่าชวนเพื่อนมาจัดตี้ดูละคร ส่วนใครจะอยู่ทีมใคร ทีมหมอเป้ง ทีมทานตะวัน ทีมหมอฉลาม ก็ตามชอบใจเลยจ้า 

 

คลิกชมตัวอย่าง EP.13 ได้ที่นี่

 

 

ภาพ: www.facebook.com/NadaoSeries/

 

The post POP of The Week: บันเทิงทั่วไทยคัดสรรในรอบสัปดาห์ที่ 19-25 ตุลาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ โชว์เดือด โชว์แรปไทยในเพลง PA PA YA!! ร่วมกับ Babymetal วงไอดอลเมทัลที่น่ารักและดุดันที่สุดในญี่ปุ่น https://thestandard.co/fukkinghero-pa-pa-ya/ Sun, 30 Jun 2019 13:04:34 +0000 https://thestandard.co/?p=266888

นับว่าเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีไทย เมื […]

The post กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ โชว์เดือด โชว์แรปไทยในเพลง PA PA YA!! ร่วมกับ Babymetal วงไอดอลเมทัลที่น่ารักและดุดันที่สุดในญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับว่าเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีไทย เมื่อ F.HERO หรือกอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ คือศิลปินไทยคนล่าสุดที่ได้ร่วมงานกับศิลปินระดับโลกในเพลง PA PA YA!! ฟีเจอริงร่วมกับ Babymetal วงไอดอลเมทัลจากประเทศญี่ปุ่น และกอล์ฟเพิ่งขึ้นไปยืนเปิดตัวอย่างโดดเด่นเคียงข้างสมาชิกทุกคนในคอนเสิร์ตที่โยโกฮามา อารีนา 

 

Babymetal คือวงดนตรีที่นิยามตัวเองว่า Kawaii Metal เพราะพื้นฐานเสียงดนตรีนั้นเป็นแนวเมทัลที่มีวงเมทัลฮาร์ดคออย่าง Kimi Band อยู่เบื้องหลัง ส่วนเบื้องหน้าเป็นหน้าที่ของ ซูซูกะ นาคาโมโตะ หรือ Su-metal, โมอะ คิคุจิ หรือ Moametal และยูอิ มิซุโนะ หรือ Yuimetal (ลาออกจากวงในปี 2017 จากปัญหาสุขภาพ) ซึ่งแต่เดิมเป็นยูนิตย่อยของวงไอดอล Sakura Gakuin ที่ผสมผสานระหว่างความน่ารักของหน้าตาและความดุดันของน้ำเสียงที่ครองใจแฟนๆ ทั่วโลก 

 

โดยเริ่มเดบิวต์ซิงเกิลแรก Babymetal x Kiba of Akiba ในปี 2012 และได้ขึ้นไปโชว์ในงาน Summer Sonic Festival ในฐานะศิลปินที่มีอายุน้อยที่สุดในงาน 2 ปีหลังจากนั้นก็มีสตูดิโออัลบั้มแรก Babymetal มาพร้อมกับเพลงฮิตอย่าง Death, Megitsune, Gimme Chocolate!!, Doki Doki ☆ Morning ฯลฯ ที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมอย่างมากจนสามารถจัดเวิลด์ทัวร์ได้อย่างรวดเร็วในปี 2014 

 

ก่อนที่จะส่งสตูดิโออัลบั้มที่ 2 Metal Resistance ในปี 2016 ที่ยืนยันความสามารถและส่งให้พวกเธอก้าวขึ้นสู่คำว่า ‘ระดับโลก’ อย่างเต็มตัว ล่าสุดพวกเธออยู่ในช่วงทำอัลบั้มที่ 3 Metal Galaxy ที่จะปล่อยในเดือนตุลาคม 2019 ซึ่งเพลง PA PA YA!! ที่กอล์ฟมีส่วนร่วมก็อยู่ในอัลบั้มนี้ด้วยเช่นกัน 

 

กอล์ฟได้เล่าผ่านเฟซบุ๊ก @FukkingHero ถึงจุดเริ่มต้นบิ๊กโปรเจกต์ไทย-ญี่ปุ่นครั้งนี้ว่าได้รับการติดต่อจาก คีย์ โคบายาชิ ผู้จัดการวงและโปรดิวเซอร์เจ้าของฉายา Kobametal ให้เขามาร่วมทำเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ‘ส้มตำ’ โดยเวอร์ชันเดโมที่กอล์ฟได้ฟังนั้นมีเพียงแค่การ ‘ว้าก’ คำว่า Pa Pa Ya 

 

หลังจากนั้นกอล์ฟเสนอความคิดว่าน่าจะเพิ่มพาร์ตดนตรีหมอลำเข้าไปในเพลงด้วย พร้อมกับชวน แม็ก-ธิติวัฒน์ รองทอง โปรดิวเซอร์คู่ใจที่เคยร่วมงานกับกอล์ฟในเพลง สวัสดีวันจันทร์ มาร้อยเรียงเสียงขลุ่ยและพิณอีสานให้ผสานไปกับดนตรีหนักๆ แบบฮาร์ดเมทัล 

 

ส่วนกอล์ฟก็กลับมาเขียนท่อนแรปภาษาไทยให้ผสานกับคอนเซปต์หลักของเพลงที่พูดถึงเส้นทางค้นหาตัวเองและการพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ถึงขีดสุด โดยเนื้อเพลงของกอล์ฟที่มีคำว่ามะละกอ, หมอลำร็อก, ส้มตำ, นัว, แซ่บตุ๊กตุ๊ก ช่วยสร้างสีสันให้กลับเพลง

 

กอล์ฟนับว่าเป็นแขกรับเชิญคนแรกที่ได้ร่วมฟีเจอริงกับวง Babymetal ซึ่งในตอนแรกเขาถูกโจมตีด้วย Hate Speech จากแฟนคลับ เพราะความคิดว่าที่แรปเปอร์โนเนมคนนี้คือใคร จะคู่ควรได้อย่างไรกับศิลปินไอดอลที่พวกเขารัก แต่ทันทีที่เสียงเพลง PA PA YA!! ณ โยโกฮามา อารีนา สิ้นสุด บทเพลงของกอล์ฟก็เปลี่ยนข้อสงสัยกลายเป็นคำขอบคุณและชื่นชม พร้อมยืนยันให้รู้อีกครั้งว่าแรปเปอร์ไทยอยู่ ณ ส่วนไหนของพาร์ตดนตรีก็ได้บนโลกใบนี้ 

 

การร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณที่ดีของวงการเพลงไทยในประเทศญี่ปุ่น เพราะต้นสังกัดของวง Babymetal คือค่าย Toy’s Factory ที่มีศิลปินร่วมค่ายอย่าง Sekai no Owari, Five New Old, Mr.Children, Yuzu ฯลฯ และเป็นค่ายเดียวกับที่เพิ่งประกาศเซ็นสัญญาร่วมกับเพื่อนสนิทของกอล์ฟอย่าง แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ไปเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งผลงานของศิลปินไทยทั้งแสตมป์และกอล์ฟน่าจะเป็นใบเบิกทางสำคัญที่เปิดโอกาสให้กับศิลปินไทยในประเทศญี่ปุ่นในอนาคต 

 

และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือการร่วมงานกันระหว่างกอล์ฟและวง Babymetal ในครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้สาวๆ Babymetal มาโชว์ทั้งความน่ารักและพลังเสียงที่ดุดันให้แฟนๆ ชาวไทยได้ชมกันแบบสดๆ เร็วนี้ๆ ก็ได้!

 

ฟังเพลง PA PA YA!! – Babymetal Feat. F.HERO ได้ที่

open.spotify.com/album/47eKHrlEABeTfs0DG9bpaQ

 

ภาพประกอบ: FukkingHero / Facebook

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ โชว์เดือด โชว์แรปไทยในเพลง PA PA YA!! ร่วมกับ Babymetal วงไอดอลเมทัลที่น่ารักและดุดันที่สุดในญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟักกลิ้ง ฮีโร่, LAZYLOXY, OG-ANIC การรวมตัวของแรปเปอร์สองรุ่นที่เรียนรู้ว่าโลกใบนี้ไม่ได้ ‘มีแค่เรา’ อีกต่อไป https://thestandard.co/fucking-hero-lazyloxy-og-anic/ https://thestandard.co/fucking-hero-lazyloxy-og-anic/#respond Sun, 17 Feb 2019 02:31:34 +0000 https://thestandard.co/?p=201015

เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว THE STANDARD ได้พูดคุยกับ กอล์ฟ-ฟั […]

The post ฟักกลิ้ง ฮีโร่, LAZYLOXY, OG-ANIC การรวมตัวของแรปเปอร์สองรุ่นที่เรียนรู้ว่าโลกใบนี้ไม่ได้ ‘มีแค่เรา’ อีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว THE STANDARD ได้พูดคุยกับ กอล์ฟ-ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ถึงการตัดสินใจลาออกจากค่ายก้านคอคลับ มาเป็นศิลปินคนใหม่ของค่าย What The Duck ที่เขาได้ทดลองล้มลุกคลุกคลานด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก (อ่านบทสัมภาษณ์ได้ที่นี่)

 

หลังจากนั้นเขาแสดงผลลัพธ์ของการทดลองผ่านเพลงอย่าง Alarms (สวัสดีวันจันทร์), Yup, เสือสิ้นลาย และ มีแค่เรา ผลงานล่าสุดที่เขาชวนท็อป LAZYLOXY และ บิ๊ก OG-ANIC รุ่นน้องจากเวที The Rapper เจ้าของเพลง เป็นไรไหม ที่ฮิตถล่มทลายกวาดยอดวิวจากยูทูบไปแล้ว 149 ล้านวิว มาร่วมฟีเจอริง

 

กอล์ฟยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเหตุผลหนึ่งเพราะเขาไม่สามารถทำเพลงแบบนั้นออกมาได้ และเขาต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากแรปเปอร์รุ่นใหม่ที่อายุห่างกันเกือบ 2 เท่า เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไปในอนาคต

 

ตอนแรกเราอยากชวนเขาพูดคุยเรื่องชีวิตที่ ‘มีแค่เรา’ ตามชื่อเพลงที่พวกเขาช่วยกันทำขึ้นมา แต่บทสนทนาที่ลากยาวไปถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการทำเพลงให้ ‘แมส’ มากขึ้นของกอล์ฟ รวมทั้งการปรับตัวของศิลปินรุ่นใหม่อย่างท็อปและบิ๊ก ที่ถึงแม้เพลงของเขาจะประสบความสำเร็จมากเท่าไร แต่ลึกๆ ในจิตใจพวกเขาก็ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะยืนหยัดรับทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้อยู่ดี

 

เรานึกถึงคำพูดของกอล์ฟ ที่เปรียบเทียบแรปเปอร์เป็นเหมือน ‘หมาป่า’ รักความสันโดษจากบทสัมภาษณ์ครั้งก่อน ตอนนี้เวลาอาจเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ที่บรรดาหมาป่าต้องวางอัตตาและเรียนรู้ว่าโลกกว้างใบนี้ ‘ไม่ได้มีแค่เรา’ แต่ประกอบขึ้นจากผู้คนและองค์ประกอบมากมาย ที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมๆ กันให้ได้

 

หากว่าหมาป่าเหล่านั้นต้องการ ‘เลี้ยงชีพ’ ด้วยการเป็นแรปเปอร์ที่ตัวเองรักได้จริงๆ

 

มิวสิกวิดีโอเพลง มีแค่เรา

 

ดูเหมือนทิศทางของวงการฮิปฮอปกำลังเติบโตได้ดีขึ้น จากที่เคยคุยกันครั้งที่แล้วกอล์ฟบอกว่าจุดประสงค์ที่เข้าไปเป็นโค้ชในรายการ The Rapper เพราะอยากผลักดันให้วงการเพลงฮิปฮอปพัฒนา แรปเปอร์สามารถเลี้ยงตัวเองเป็นอาชีพได้ ผ่านไป 6 เดือนหลังจบรายการ เราก็ได้เห็นแรปเปอร์รุ่นใหม่มีโชว์ มีผลงานเพลงใหม่ๆ ออกมาเต็มไปหมด

กอล์ฟ: เป็นยุคที่สนุกสนานและหอมหวานมากเลยครับ ผมได้เจอกับแรปเปอร์ใหม่ๆ ที่ฝึกแค่ปีเดียวแล้วเก่งเลยหลายคน คิดว่ากำลังดีขึ้นเรื่อยๆ อีกสักพักน่าจะเป็นช่วงที่บูมขึ้นมาจริงๆ อย่างเพลงเป็นไรไหมของสองคนก็เป็นตัวแสดงให้เห็นว่าตลาดของเพลงฮิปฮอปกำลังไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ท็อป: ถ้าคิดจากวัยรุ่นผมว่าเพลงฮิปฮอปอาจจะกลายเป็นเมนสตรีมแล้วจริงๆ ก็ได้นะ ดูจากท็อปเทนในเพลย์ลิสต์ของสตรีมมิงต่างๆ ก็จะเห็นว่ามีเพลงฮิปฮอปอยู่ในนั้น เราแค่ต้องมองทิศทาง หาความเป็นไปได้ แล้วย้ำไปอีกว่าถ้าทำเพลงแบบนี้คนน่าจะชอบ น่าจะประสบความสำเร็จ

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะมีแนวคิดหนึ่งในการทำเพลงที่ชัดเจนมากๆ ว่าจะสนใจความนิยมได้ขึ้นชาร์ตไปทำไม ตั้งใจทำเพลงที่แสดงถึงตัวตนของศิลปินออกมาสิ  

กอล์ฟ: สิ่งสำคัญจริงๆ คือยอดวิว แล้วชาร์ตคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดวิวของเราเพิ่มขึ้น เดี๋ยวนี้สามารถวัดเป็นตัวเลขได้หมดเลยว่าเพลงเราได้รับความนิยมหรือไม่ โดยไม่ต้องไปมอนิเตอร์อย่างอื่นนอกจากยอดวิว ซึ่งสิ่งนั้นมันเป็นปัจจัยไปถึงคนจ้างงานที่การันตีกับเขาได้ เพลงนี้หรือศิลปินคนนี้กำลังมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราสนใจมากกว่ายอดวิวหรือการขึ้นชาร์ต ก็คือเงินจากงานจ้างที่เราสามารถเอาไปเลี้ยงชีพได้นั่นเอง

 

นอกจากข้อดีที่ทำให้วัดได้ง่าย มีข้อเสียอะไรเกิดขึ้นบ้างไหมเมื่อเรามองไปที่ยอดวิวเป็นหลัก เช่น ไม่สามารถใส่เนื้อเพลงบางท่อน ความคิดเห็นบางอย่างที่อยากนำเสนอ เพราะคิดว่าถ้าใส่แล้วคนอาจจะไม่ชอบ และทำให้ยอดวิวลดลง

 

กอล์ฟ: มีเคสที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้เลยตอนทำมิวสิกวิดีโอ ที่มีเงื่อนไขบางอย่างที่ถ้าใส่ลงไปแล้วยูทูบจะปรับอัลกอริทึมให้คนเห็นวิดีโอน้อยลง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญกับค่ายมากเหมือนกันนะ ผมก็ได้แต่กราบกรานเขาว่าเห็นใจผมเถอะครับ เพราะยอดวิวเป็นเรื่องสำคัญที่ผมค่อนข้างเป็นกังวลมากจริงๆ

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมอาจจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้ แต่ ณ วันนี้ผมแคร์มากๆ เพราะสิ่งที่ทำให้ผมอยู่ได้คือเงิน และผมต้องการมัน กระทั่งอายุขนาดท็อปกับบิ๊กยังต้องการเลย แล้วผมไม่ใช่เด็กแล้ว โตมา 36 ปี จนรู้แล้วว่าผมทำสิ่งนี้เพื่ออะไร เพราะฉะนั้นถ้าจุดประสงค์ในเพลงนี้ของผมคือต้องการยอดวิว เพื่อให้เพลงดัง เพื่อต่อยอดไปหางานจ้าง ผมก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ยอดวิวผมขึ้นไปให้ได้

 

 

เริ่มมีความชัดที่ชัดเจนขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร

 

กอล์ฟ: ตั้งแต่ลาออกจากก้านคอคลับมาทำเพลงเอง เพราะว่าสุดท้ายถ้าไม่มีงานจ้างไม่ใช่แค่เราที่ลำบาก เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้ว ยังมีทีมงาน ซาวด์เอ็นจิเนียริง ฯลฯ พอออกมาเป็นหัวหน้า คนที่เราต้องคิดถึงคือลูกน้องกับครอบครัว หมดเวลาเอาสิ่งที่ตัวเองอยากทำเป็นที่ตั้งแล้ว ถ้าตัดสินว่าจะออกมาทำเองต้องไม่ลังเลที่จะเสียสละความต้องการของตัวเองออกไปให้ได้

 

ท็อป: พวกผมก็คิดแบบนั้นอยู่ตลอดนะ บิ๊กก็อยากทำเพลงอันเดอร์กราวด์ อยากทำเรกเก้ แต่ก็ถูกหยุดเอาไว้บ้าง เพราะรู้สึกว่าเพลงแบบนี้ยังเอาไปขายไม่ได้ ยังไม่เปิดกว้างเท่าไร เราค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ แล้วเปลี่ยนไปทีละนิดดีกว่า อย่างผมเคยคิดว่าไม่อยากมีเพลงที่เกี่ยวกับความรักเลย แต่สุดท้ายก็อย่างที่เห็นครับ (หัวเราะ)

 

บิ๊ก: ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังอินกับแนวเพลงที่พูดถึงเรื่องความรักอยู่ ยังไม่เปิดกว้างขนาดนั้น ซึ่งพวกเราสามารถทำได้ โดยที่ยังสนุก และไม่ได้ถึงขั้นฝืนใจตัวเองไปทำ เพราะผมกับท็อปคิดเหมือนพี่กอล์ฟคือ ผมทำเพลงเพื่อเมกมันนี่ให้ได้ ผมคิดว่าการหาเงินได้จากสิ่งที่เราชอบ และสามารถเลี้ยงดูตัวเอง เลี้ยงดูครอบครัวได้นั่นคือสิ่งที่เรียลที่สุดแล้ว

 

อย่างกอล์ฟรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นการฝืนตัวเองบ้างไหม เพราะถ้าดูจากเมื่อก่อน กอล์ฟคือศิลปินที่ชัดเจนในการทำเพลงที่แสดงออกถึงตัวตนของตัวเองแบบชัดเจนมากๆ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นเริ่มคิดถึงยอดวิวเพิ่มเข้ามา

 

กอล์ฟ: ไม่ฝืนเลยครับ ผมชอบสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ขณะนี้มากที่สุดในชีวิตแล้ว ชอบในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจในขณะนี้ว่านี่คือโลก นี่คือจุดตรงกลางที่สมดุลที่สุดแล้วที่ได้เกิดมาเป็นศิลปิน ได้ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนี้เป็นอาชีพได้อย่างจริงจัง เลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงคนอื่นได้ แล้วก็ได้เจอโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่โลกแห่งความฝันที่เราคิดว่าทุกอย่างจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ในแบบที่เราต้องการ

 

บิ๊ก: ทุกอย่างที่ทำตอนนี้มันคือสิ่งที่รู้สึกว่าพวกเราสามารถทำได้ และจากนี้เราก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่พวกเราอยากทำจริงๆ ทีละนิด

 

ท็อป: ตอนนี้เราก็พยายามทำให้แมสน้อยลงแล้วเหมือนกันนะ

 

กอล์ฟ: สวนทางกันเลย ผมมีแต่พยายามทำให้แมสมากขึ้นเรื่อยๆ (หัวเราะ)

 

ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าตัวกอล์ฟในวัยเด็กที่กำลังคึกคะนองจะรู้สึกอย่างไรบ้าง ถ้าได้มาเห็นตัวเองในตอนนี้

 

กอล์ฟ: คุณถามเหมือนกำลังรู้สึกผิดหวังในตัวผมอยู่เลย (หัวเราะ) เด็กคนนั้นคงถามนะว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มันคงไม่กังขาอะไรและยอมรับในสิ่งที่เป็น และผมจะบอกมันว่า เดี๋ยวมึงก็เข้าใจ ชีวิตมันเป็นไปอย่างนั้นเอง สุดท้ายทุกคนต้องเปลี่ยน อีก 10 ปีข้างหน้าผมก็คงไม่ใช่คนนี้ หรือพรุ่งนี้ผมอาจจะไม่ใช่ ทุกคนต้องเปลี่ยนไปตามช่วงวัยของมัน

 

เพราะฉะนั้นในเรื่องรู้สึกผิดหวังไม่มีแน่ๆ แต่จะมีความรู้สึกเสียดายที่เพิ่งมาเข้าใจเรื่องนี้เมื่ออายุ 36 ปีแล้ว แต่ถามว่าอยากแก้ไขไหม ก็ไม่ เพราะในความเป็นจริง บันไดทุกขั้นที่เราเหยียบขึ้นไปแล้วมันดีเสมอ ถ้าวันก่อนผมไม่เคยทำตัวแบบนั้น เขียนเพลงแบบนั้น ท็อปกับบิ๊กอาจจะไม่ชอบขี้หน้าผม และไม่ได้รู้สึกอยากมาทำงานกับผมก็ได้

 

บิ๊ก: ผมแค่เสียดายอย่างหนึ่งว่าเริ่มแรปช้าเกินไป เห็นบางคนเริ่มตั้งแต่ 14-15 ทำไมเราไม่เอะใจ และเริ่มฝึกจริงจังตั้งแต่ตอนนั้น

 

กอล์ฟ: ถ้ากูเอะใจนะ กูเริ่มตั้งแต่ 8 ขวบแล้ว (หัวเราะ)  

 

การที่กอล์ฟเหยียบบันไดมาหลายขั้น ผ่านความเจ็บปวด ล้มลุกคลุกคลานมาหลายครั้ง คิดว่าประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดจะส่งผลอะไรกับตัวน้องๆ ที่อาจจะไม่ได้ผ่านเรื่องราวพวกนั้นบ้างไหม การเป็นศิลปินจำเป็นต้องผ่านการลองผิดลองถูก เพื่อสังเคราะห์ประสบการณ์ออกมาเป็นผลงานของตัวเองมากขนาดไหน

 

กอล์ฟ: ไม่เกี่ยวเลย ผมว่าเขาเก่งในทางที่เขาเข้าใจอยู่แล้ว ณ ขณะที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้ เขาคือกระบี่มือหนึ่ง ตอนผมทำงานกับเขาแค่ 3-4 ชั่วโมงก็รู้แล้วว่าไอ้ 2 คนนี้เก่ง มันมีสติรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และกำลังทำอะไรนั่นคือบรรลุแล้ว มีคนบอกว่าไฟมันร้อน ก็รู้ว่าไฟมันร้อน ไม่ต้องลองเอามือไปจับเองก็ได้

 

 

ครั้งก่อนคุยกันว่าแรปเปอร์เหมือนหมาป่าที่รักสันโดษ แต่วันหนึ่งถ้าฮิปฮอปกลายเป็นเมนสตรีมขึ้นมาจริงๆ อาจเกิดปรากฏการณ์ที่ฝูงหมาป่าเริ่มต่อสู้กันเอง แต่วันนี้เราก็เห็นว่ามีการฟีเจอริงระหว่างแรปเปอร์เกิดขึ้นมากมายหลายเพลง

 

กอล์ฟ: (เอนหลังพิงโซฟา แล้วหัวเราะ) ไอ้ที่รวมกันมันก็รวมไง แต่มันก็เรื่องปกติครับ เรื่องถูกกันหรือไม่ถูกกันมันเป็นเรื่องธรรมดาตามธรรมชาติอยู่แล้ว

 

ท็อป: ไม่นับเรื่องถูกกันหรือไม่ถูกกัน ผมว่าเวลามีการแข่งขันเป็นเรื่องดีนะ เพราะช่วยผลักดันให้คุณภาพของเพลงพัฒนาขึ้นไปอีก ในใจลึกๆ ผมก็มีเป้าหมายตลอดว่าถ้าเราอยากแซงคนนี้ขึ้นไปให้ได้ ยิ่งมีคนดูมาช่วยตัดสิน ก็ยิ่งทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่าเราจะเก่งขึ้นได้อย่างไร และควรจะทำอะไรต่อไป

 

กอล์ฟ: มึงตั้งเป้าด้วยเหรอวะ กูไม่มีเลย ทุกวันนี้คิดแค่ว่าอยากทำเพลงแข่งกับความไม่สำเร็จของตัวเอง ทำเพลงแข่งกับสิ่งที่ยังรู้สึกว่าขาด ทำเพลงเพื่อเติมให้เต็มว่าเราจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ และหาเลี้ยงทุกคนได้แค่นั้นเลย

 

ท็อป: อย่าง YOUNGOHM ผมก็คิดนะ ว่าถ้าเราเขียนเพลงเพื่อชีวิต แล้วเราจะแซงโอมขึ้นไปได้ไหมวะ

 

กอล์ฟ: มึงเคยบอกมันแบบนี้ไหมเนี่ย

 

ท็อป: คิดในใจเฉยๆ ครับ (หัวเราะ)

 

บิ๊ก: เมื่อก่อนผมเคยเป็นหนักเลยนะ ตั้งเป้าตลอดว่าต้องตามคนนี้ให้ทัน ชอบเขามากต้องทำตามเขาไป แต่พอถึงจุดหนึ่ง กลายเป็นว่าผมหาความสุขจากการทำเพลงไม่ได้เลย เพราะเอาแต่ตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เลยเลิกคิดทั้งหมด ตั้งใจทำเพลงให้ดี เต็มที่ก็เปรียบเทียบกับตัวเองเมื่อปีที่แล้ว อย่างน้อยให้ดีกว่าตัวเองในอดีตก็พอ

 

 

ขอย้อนกลับไปตอนที่พวกคุณรู้จักกันครั้งแรก ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้ารายการ The Rapper จนได้มาทำเพลงด้วยกันตอนนี้ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้นระหว่างกันบ้าง

 

กอล์ฟ: ที่ชัดๆ ที่คิดตอนแรก 2 คนนี้เป็นคนที่เก่งเมโลดี้ เขาช่ำชองเรื่องเมโลดิกแรปมาก อย่างรอบเพลง ขอใจเธอแลกเบอร์โทร ของบิ๊ก ทุกวันนี้ยังคิดอยู่เลยว่ามันจีเนียสมาก ที่ทำให้เราลืมต้นฉบับเพลงเก่าไปได้เลย อันนี้เป็นเรื่องความสามารถที่มองเห็นตอนแรก

 

แต่สิ่งที่ทำให้ตกใจคือ พอร่วมงานกันจริงๆ ในเพลง มีแค่เรา พวกเขามีความชัดเจนมากกว่าเด็กปกติในวัย 18-20 ปี พอพูดไปปุ๊บเขารู้เลยว่าเราต้องการอะไร แล้วนั่งคุยกันแบบมืออาชีพเลย ซึ่งผมทึ่งเรื่องนี้มากกว่าฝีมือการแรปอีกนะ ทึ่งในความมืออาชีพของพวกเขา

 

กับอีกเรื่องเขาเปิดและกล้าที่จะบอกความจริงกันและกัน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมากในการทำงานกับทีม ผมเคยไปได้ยินท็อปบอกบิ๊กว่า เฮ้ย คำนั้นของมึงอะไม่ขายหรอก เราก็รู้สึกว่า โห แรงสัตว์ (หัวเราะ) แต่บิ๊กพูดกลับมาว่า เออ ไม่ขายเหรอวะ งั้นแก้ จบ มันไม่มีอีโก้ใส่กัน มันรู้เลยว่าเพื่อนรู้สึกแบบนี้ และพูดกับมันแบบนี้เพราะความหวังดี ไม่ใช่คิดว่า เก่งกว่ากูเหรอไงวะ ไม่แก้ตามที่มึงบอกหรอก แต่สองคนนี้ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกันทั้งคู่เลย  

 

ท็อปกับบิ๊กล่ะ มองกอล์ฟในฐานะแรปเปอร์ไว้แบบไหนบ้าง

 

ท็อป: ผมมองพี่เขาเป็นเลเจนด์เลยนะ ถ้าพูดเรื่องสาย lyrics พี่เขาที่สุดในประเทศแล้ว

 

บิ๊ก: มันยากมากที่จะแรปไม่มีเมโลดี้ แต่คนแรปตามได้ทั้งประเทศ แล้วไม่เคยคิดเลยว่าจะมีที่ได้มานั่งคุย ได้มาทำเพลงกับพี่เขาแบบนี้

 

ท็อป: แต่มีตกใจตอนที่เขาเปลี่ยนสไตล์ตั้งแต่เพลง เสือสิ้นลาย โดยเฉพาะเพลง มีแค่เรา ผมทึ่งมากเลยนะที่เขาใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป ใช้ออโต้จูนแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน แล้วเอามาผสมกับสไตล์ของพวกเรา ตื่นเต้นที่เขาทดลองทำอะไรใหม่ๆ วันข้างหน้าผมก็อาจจะอยากทำเพลงแบบโอลด์สคูลขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

 

ในอดีต ก่อนตัดสินใจเอาเทคนิคออโต้จูนมาใช้ เคยมีสักแว่บไหมที่คิดว่ากอล์ฟไม่ชอบเทคนิคนี้ เลยไม่คิดเอามาใส่ในเพลงของตัวเองมาก่อน

ถ้าสมัย 10 ปีก่อนคงเป็น แต่ ณ ขณะนี้ไม่เลย ตอนนี้ Real me คืออยากทำอะไรก็ทำ อะไรที่ทำแล้วมีความสุขทำไปเลย ทำด้วยความคิดที่ว่าถ้าเราทำอย่างพวกมันไม่ได้ อย่าไปดูถูกพวกมัน ถ้าเราทำสไตล์อย่างเขาไม่ได้ดี เราจะไปบอกเขาว่าไม่ดีไม่ได้ ซึ่งผมคิดแบบนี้กับทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องการเมือง (หัวเราะ) ถ้าไม่เข้าใจทุกอย่างอย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์

 

ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และจะไม่เอามาทำเพลงแล้วในตอนนี้ เพราะการเมืองทำให้เรารู้สึกว่าทำไมเราเป็นอย่างนี้วะ ยิ่งรู้ยิ่งไม่เข้าใจ คงต้องรอสักวันหนึ่งที่คิดว่าเข้าใจเรื่องนี้ดีพอ อาจจะกลับมาทำอีกครั้ง แต่ตอนนี้ตอบไม่ได้เลย เพราะไม่เข้าใจจริงๆ

 

ท็อปกับบิ๊กเคยคิดบ้างไหมว่าเราอาจต้องหันไปพูดเรื่องสังคม การเมือง ที่เนื้อหาเข้มข้นขึ้นมาบ้าง

 

บิ๊ก: ตอนนี้ยังไม่มี เพราะผมไม่อยากทำเพลงสื่อแนวคิดที่อาจก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงกันเท่าไร รู้สึกว่าเราไม่ถนัด ไม่เข้าใจมากพอและอยากพูดเรื่องที่กำลังพูดตอนนี้มากกว่า

 

ท็อป: เพลงที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็มีทั้งคนชอบ ไม่ชอบ คนเถียงกันอยู่แล้ว (หัวเราะ)

 

กอล์ฟ: มันตื่นมาดูข่าวหรือเปล่า รู้หรือเปล่าว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว (หัวเราะ)

 

 

เป็นเรื่องน่ากังวลบ้างไหม หลายคนมักจะมองว่าศิลปินรุ่นใหม่มักจะหลีกเลี่ยงไม่เอาเรื่องการเมืองมาพูด

 

กอล์ฟ: บ้า ไม่จริง ไม่รู้จัก Liberate P (ประเทศกูมี) เหรอ ผมบอกได้เลยว่าแรปเปอร์ครึ่งต่อครึ่ง หรือมากกว่านั้นนะที่พูดเรื่องสังคม การเมือง คุณยังไม่ได้ไปคุยกับ เก่ง Repaze, ไม่ได้คุยกับต๊อบ Blacksheep ยังไม่ได้คุยกับอีกหลายคน บิ๊กกับท็อปเป็นเพียงอีกแนวหนึ่ง ซึ่งการเมืองเรื่องหนักๆ อาจจะไม่ใช่แนวของเขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด และมันไม่จริงเลยที่ใครจะวิพากษ์วิจารณ์ว่า ศิลปินรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมือง ผมว่าแม่งโคตรเยอะ และผมว่าเด็กรุ่นนี้มันพร้อมหวดมากกว่ารุ่นผมด้วยซ้ำนะ เพราะมันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

 

ท็อป: ที่ผมทำเพลงแมสอยู่ทุกวันนี้ ใจลึกๆ จริงๆ ผมก็อยากให้เพลงพวกนั้นขึ้นมาด้วยนะ เราอาจจะไม่ได้พูดเรื่องแบบนั้น แต่ก็เชื่อว่าเพลงของเราที่มันแมสกว่า เข้าถึงคนฟังมากกว่า จะช่วยเปิดโอกาสให้คนฟังเพลงฮิปฮอปมากขึ้น อย่างน้อยเวลาคนเข้ามาฟังเพลงที่เขาแบ่งไว้ใน category ฮิปฮอป ที่เขาอาจจะกดเข้ามาฟังเพลงแมสของเรา แต่นั่นแหละ การที่เข้ามาแสดงว่าเขามีโอกาสที่จะได้ฟังเพลงฮิปฮอปหนักๆ ที่ถูกจัดอยู่ในหมวดเดียวกับพวกเราแน่ๆ

 

พูดถึงเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ รู้สึกอย่างไรบ้างที่นอกจากตัวเนื้อเพลง เดี๋ยวนี้เราจะเห็นคนคอมเมนต์ทำนองว่า เริ่มเบื่อเสียงออโต้จูนที่เอาเข้ามาใส่ในฮิปฮอปกันแล้ว

 

กอล์ฟ: ผมรู้สึกตลก เพราะคนที่บอกว่าเกลียดเสียงออโต้จูน บางคนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฮิปฮอปคืออะไร แน่นอนว่าผมไม่ได้รู้จักฮิปฮอปดีกว่าใครหรอก รู้แค่ว่าผมแรปเป็น เขียนเป็น ไม่ได้เก่งกว่าใคร แล้วผมก็ไม่กล้ามานั่งวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้ออโต้จูนเหมือนเป็นโปรดิวเซอร์ระดับโลก มาบอกว่า กูแม่งรักฮิปฮอป ตายเพื่อฮิปฮอปได้ ใช้เทคนิคแบบนี้แล้ววงการฮิปฮอปจะเสีย โถ ไอ้สัตว์ มึงรู้จักฮิปฮอปดีกว่ากูจริงๆ เหรอ

 

แล้วไม่ใช่แค่เรื่องเพลง มันไปถึงท่าเต้น ที่บางคนบอกว่าเด็กพวกนี้เต้นไม่เหมือนชาวฮิปฮอป ผมเคยไปนั่งดูเลยนะ โห มึงเต้นจังหวะอะไรวะ การโยก ท่าทาง มันเหมือนว่าเราต่างกันตั้งแต่ข้อต่อของกระดูก ที่ทำให้เราเต้นแบบนั้นไม่ได้ เพียงแค่เราไม่รู้สึกว่า การที่พวกเขาเป็นอย่างนั้นแล้วผิด มันคือเรื่องที่เขาเติบโตมาและรู้จริงในสิ่งที่เขาเป็น นี่คือสิ่งที่พวกมันรู้ดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่เราต้อง Respect ถ้าเราทำไม่ได้ แล้วเรามีสิทธิ์ไปด่าอะไรมันวะ มันยังไม่มายุ่งอะไรกับพวกเราเลย

 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดในวัย 36-37 ตอนนี้คือ ผมเปิดทั้งหมด ลองทำดูทั้งหมดเลย ลดอัตตาทุกอย่าง รุ่นใหญ่แล้วยังไงวะ ก็เราทำเพลงขายแบบเขาไม่ได้ คิดแบบนี้ไม่ได้ ร้องแบบนี้ไม่ได้ ก็ต้องกล้าเข้าไปขอให้เด็กเข้ามาช่วย จุดนี้มันโตพอที่จะไม่ได้สนใจเรื่องรุ่นใหญ่หรือเรื่องเล็กอะไรแล้ว

 

 

ท็อปกับบิ๊กจะรู้สึกโกรธ เสียใจ เจ็บปวดมากขนาดไหน เวลาเห็นคอมเมนต์โจมตีแบบนี้

 

ท็อป: ตอนแรกซึมไปเลยครับ รู้สึกแย่มาก อย่างผมไม่ได้โดนแค่เรื่องเพลง โดนเรื่องนิสัย โดนหาว่าหยิ่งบ้าง

 

กอล์ฟ: อ๋อ กระแสที่คุณไม่ยอมไปถ่ายรูปกับเขา

 

ท็อป: จริงๆ ผมถ่ายนะพี่ ถ้าใครรู้จักผม ผมไม่ใช่ไม่ชอบการถ่ายรูปนะ แต่ผมไม่ชอบความวุ่นวายมากกว่า บางทีมีแฟนคลับมารอถ่ายรูปเป็นพันคน เราอยากถ่ายรูปให้ครบ แต่มันก็มีเรื่องเวลาที่ต้องควบคุม เพราะบางทีเราต้องรีบกลับไปพักผ่อน เพราะต้องมีไฟลต์บินแต่เช้า ก็มีขอไม่ให้ถ่ายเซลฟี ผลก็อย่างที่เห็น

 

กอล์ฟ: อันนี้นึกออกนะ ของผมเวลาถ่ายจะขอให้เขาต่อคิวมาเลย แล้วจะมีคนชอบมาแซง ผมก็จะบอกทีมงานว่า ขอไม่ถ่ายกับคนที่แซงคิวนะ นี่เกือบจะมีเรื่องมา 3-4 รอบ

 

ท็อป: ใช่พี่ แล้วคนที่มาด่าเราส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่แซงคิวนั่นแหละ อย่างที่บอกช่วงแรกก็ซึมเลย แต่ตอนหลังพยายามเลิกสนใจคอมเมนต์พวกนี้ไปเลย ต้องคิดว่าโดนด่าก็เป็นสีสันในชีวิตดี

 

บิ๊ก: ผมอ่านทุกคอมเมนต์เลยนะ ไม่ว่าจะดีหรือลบ ชอบขำคอมเมนต์ที่มาด่าเราโดยไม่มีสาเหตุ อยู่ดีๆ ก็มาพิมพ์ว่า กาก เสี่ยว แรปห่วย บางทีคนพวกนี้อาจจะไม่ได้ออกมาข้างหน้าเลยก็ได้ อยู่แค่ในบ้านแล้วก็พิมพ์คอมเมนต์อย่างเดียว ก็สนุกดี

 

ท็อป: ล่าสุดไปงาน Rap is Now มา แล้วมีรูปที่สาวชูป้ายถ่ายรูปผมไปลง แล้วผมกดแชร์ไป ก็มีคนมาด่ากันเพียบเลยว่า เห็นเป็นผู้หญิงล่ะสิเลยยอมถ่าย อ้าว ก็แน่นอนสิ คุณคิดถูกแล้ว จะมาว่าผมทำไม ถ้าเป็นคุณก็ทำเหมือนกัน

 

กอล์ฟ: ขนาดกูยังอยากทำเลย (หัวเราะ)

 

ก่อนจะมองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องตลกได้ เคยรู้สึกแย่ไปถึงขนาดว่า ทำไมการเป็นศิลปินต้องยาก หรือทำไมเราต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยบ้างไหม

 

ท็อป: เคยๆ ถึงขนาดไม่อยากไปออกทัวร์ด้วยซ้ำนะ ผมรักแฟนคลับผมนะ แต่ผมก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ ก็คิดว่าไม่อยากพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่อาจทำให้เราโดนด่า หรือเกลียดเรามากขึ้นไปอีก เพราะบางทีเวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา อันไหนได้หรือไม่ได้ ผมก็จะพูดออกมาตรงๆ เลย

 

บิ๊ก: ของมึงไม่ได้เรียกว่าตรง เขาเรียกว่าห่าม (หัวเราะ)

 

 

กอล์ฟ: ตอนนี้ยังใหม่ เดี๋ยววันหนึ่งก็จะเข้าใจ อันนี้เป็นแค่ก้าวแรกๆ ของพวกเขา แต่สำหรับผมที่เล่นโซเชียลมีเดียเป็นอาชีพ เพราะทุกวันนี้เฟซบุ๊กทำเงินให้ผมมากกว่าที่ผมร้องเพลง ผมมีคนติดตามเฟซบุ๊กกับทวิตเตอร์เกือบสองล้าน ในอินสตาแกรมอีกเกือบล้าน ทุกอย่างมันเป็นมูลค่า ผมรู้ว่าผมต้องโพสต์อะไรที่คนอยากเห็น ถามว่าผมทะเลาะกับเมียไหม ผมด่าลูกไหม ผมทำ แต่ผมไม่โพสต์ ผมโพสต์ในเรื่องที่คนอยากเห็นผมทำ อันนี้คือโลกแห่งความเป็นจริง ใช้สิ่งพวกนี้เป็นแค่เครื่องมือแต่ไม่ให้มันมาบงการชีวิตเรา

 

ตอนนี้น้องๆ ทำดีที่สุดแล้วสำหรับความใหม่ของเขา และพยายามประคับประคองอารมณ์ตัวเองให้นิ่งและเสถียรได้ขนาดนี้ ผมเคยอ่านเรื่องที่ท็อปไป Big Mountain แล้วมีคนมาสะกิดขอถ่ายรูปตลอดเวลา ซึ่งผมเคยเป็นแบบนั้นเลย ไอ้ห่า ยุ่งกับกูอยู่ได้ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปดูคอนเสิร์ตวะ

 

แต่วันหนึ่งผมก็เข้าใจว่า อาชีพอย่างเราได้เงินมากกว่าเขา เราทำงานครั้งเดียวได้เงินเท่ากับคนแบกหามเป็นเดือน เราขายเรื่องพวกนี้ไปหมดแล้ว ทุกอย่างคือราคาที่เขาจ่ายมาโดยที่เราไม่รู้ตัว พอเข้าใจก็โอเค งั้นไม่ดูคอนเสิร์ต เพราะเราได้เงินมากพอที่จะไม่ดูคอนเสิร์ตก็ได้ ทุกอย่างไม่มีอะไรฟรี อยู่ที่ว่าพร้อมจะแลกหรือเปล่า

 

ในวัยเท่านี้ท็อปกับบิ๊กคิดว่าพร้อมที่จะแลกบางอย่างของตัวเองกับสิ่งที่กอล์ฟพูดมามากขนาดไหน

 

บิ๊ก: ผมพร้อมอยู่แล้วครับ ที่ไปออกรายการ The Rapper ตอนแรกก็คิดแค่ว่าอยากให้เพลงเลี้ยงเราได้เหมือนที่ไปทำงานออฟฟิศ ซึ่งทุกอย่างมีเงื่อนไขของมัน พนักงานออฟฟิศมีเงื่อนไขของพนักงานออฟฟิศ ศิลปินก็มีเงื่อนไขของศิลปิน ถ้าเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้แล้ว อะไรที่แลกได้ก็ต้องยอม

ท็อป: ผมก็พร้อมครับ แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำได้ขนาดนั้นหรือเปล่า (หัวเราะ) ตอนนี้ยังพยายามประคับประคองอยู่ และจะพยายามทำให้ดีขึ้นในอนาคต

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ฟักกลิ้ง ฮีโร่, LAZYLOXY, OG-ANIC การรวมตัวของแรปเปอร์สองรุ่นที่เรียนรู้ว่าโลกใบนี้ไม่ได้ ‘มีแค่เรา’ อีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fucking-hero-lazyloxy-og-anic/feed/ 0
คำขวัญวันเด็กประจำปี 2562 คิดและเขียนโดยเหล่าคนบันเทิงไทย https://thestandard.co/thai-entertainment-motto-for-childrens-day/ https://thestandard.co/thai-entertainment-motto-for-childrens-day/#respond Fri, 11 Jan 2019 17:28:15 +0000 https://thestandard.co/?p=178726

คำขวัญวันเด็กกลายเป็นสีสันและธรรมเนียมคู่ ‘วันเด็ก’ ทุก […]

The post คำขวัญวันเด็กประจำปี 2562 คิดและเขียนโดยเหล่าคนบันเทิงไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

คำขวัญวันเด็กกลายเป็นสีสันและธรรมเนียมคู่ ‘วันเด็ก’ ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมไปแล้ว และไม่ว่าคุณจะโดนใจหรือไม่ โดนใจกับคำขวัญที่คิดโดยผู้นำประเทศ แต่สำหรับวงการบันเทิงไทยที่เต็มไปด้วยคนทำงานสร้างสรรค์ ซึ่งผลงานและความคิดล้วนแล้วแต่ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน ถ้าอย่างนั้นไหนลองดูหน่อยว่าถ้าเหล่าไอดอลของ ‘เด็กไทย’ มีโอกาสคิด ‘คำขวัญวันเด็กในแบบตนเอง’ พวกเขาอยากจะสื่อสารและบอกอะไรกับเยาวชนไทยในปี 2562 กันบ้าง

 

หมายเหตุ: คำขวัญวันเด็กแรกเกิดขึ้นในปี 2499 ในสมัยที่ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีใจความว่า “จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม”

 

ขณะที่คำขวัญวันเด็กล่าสุดประจำปี 2562 โดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีใจความว่า “เด็ก เยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาติ”

 

 

ภาพประกอบ: Anongnarth V.

The post คำขวัญวันเด็กประจำปี 2562 คิดและเขียนโดยเหล่าคนบันเทิงไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thai-entertainment-motto-for-childrens-day/feed/ 0
กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ในวันที่ก้าวออกจาก ‘ก้านคอคลับ’ เพื่อเติบโตด้วยตัวเอง https://thestandard.co/golf-fukkinghero/ https://thestandard.co/golf-fukkinghero/#respond Sat, 21 Jul 2018 13:55:11 +0000 https://thestandard.co/?p=109120

ถ้านับจากวันแรกที่เราได้ยินชื่อ Fucking Hero ในฐานะแรปเ […]

The post กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ในวันที่ก้าวออกจาก ‘ก้านคอคลับ’ เพื่อเติบโตด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้านับจากวันแรกที่เราได้ยินชื่อ Fucking Hero ในฐานะแรปเปอร์สุดคะนองที่พร้อมพุ่งชนกับทุกอย่าง วันนี้มีหลายอย่างในตัวเขาเปลี่ยนไป ตั้งแต่การวางอีโก้ในการทำงาน การเรียนรู้จากแรปเปอร์รุ่นใหม่ การทดลองล้มแล้วลุกด้วยตัวเอง ไปจนถึงลูกสาววัย 3 ขวบ ที่ทำให้เขาใจเย็นและเรียนรู้ที่จะพูดคำว่า ‘ขอโทษ’ มากขึ้น

 

ถ้าดูจากงานโชว์ การพูดจาหยอกล้อกันในรายการ The Rapper รวมทั้งรอยสักบนแขนที่ กอล์ฟ-ณัฐวุฒิ ศรีหมอก หรือฟักกลิ้ง ฮีโร่ ตัดสินใจสลักคำว่า ‘JOEY BOY’ เอาไว้ ทำให้เรานึกภาพไม่ออกว่าวันหนึ่งเขาจะตัดสินใจขอลาออกจากค่ายก้านคอคลับ และบอกลาหนึ่งในผู้ชายที่เขารักและเคารพที่สุดในชีวิต เพื่อออกมาทำเพลงด้วยตัวเองโดยไม่มี ‘เฮียโจ้’ คอยประคองเป็นครั้งแรกในชีวิต อีกทั้งยังตัดสินใจเปลี่ยนชื่อ (ภาษาอังกฤษ) ที่ใช้มาตลอด 15 ปี เป็น F.HERO เพื่อความสบายใจของทุกคน

 

นี่คือการตัดสินใจครั้งสำคัญ เพื่อเดินจาก ‘คอมฟอร์ตโซน’ อันแสนสะดวกสบายโดยที่ไม่มีอะไรการันตีความสำเร็จ และทันทีที่เขาก้าวขาออกมา เขาก็ล้มแล้วล้มอีกมานับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับเป็นการล้มที่สนุก และอยากล้มให้ได้มากที่สุด เพื่อสักวันจะได้ยืนอย่างมั่นคงด้วยขาของตัวเอง

 

ล่าสุดเขาตัดสินใจย้ายเข้าสู่ค่าย What The Duck ค่ายขนาดเล็กพอดีตัวที่เขารู้สึกปลอดโปร่งเมื่อได้ร่วมงานกัน และเพิ่งปล่อยเพลง Alarms (สวัสดีวันจันทร์) ออกมาทักทายคนฟังเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

 

จุดประสงค์หลักๆ ที่ทำให้คุณตัดสินใจเข้ามาร่วมในรายการ The Rapper คืออะไร

ที่ผมเข้ามารายการนี้ จุดประสงค์หลักใหญ่คือ ผมอยากเห็นทุกคนไปด้วยกัน ผมน่าจะเป็นคนเดียวในรายการนี้ที่รู้จักทุกตำแหน่ง ผมเคยร่วมกับบริษัทโต๊ะกลม เคยร่วมงานกับ Rap is Now และคิดว่าผมต้องอยู่ในรายการ เพราะผมอยากให้ 2 ทีมนี้มาเจอกัน เพราะมันน่าจะได้เคมีอะไรที่แปลกใหม่

 

มีภาพในใจเอาไว้หรือเปล่าว่าต้องไปไกลถึงขนาดไหน

อย่างน้อยอยากให้การเป็นศิลปินฮิปฮอป เป็นแรปเปอร์ที่พวกเขาทำอยู่คือเป็นอาชีพได้ ในยุคแรกๆ มีเพื่อนของผมหลายคนที่อาจจะเก่งกว่าผมด้วยซ้ำ แต่ว่าไม่มีที่ซัพพอร์ต ทุกครั้งที่จัดคอนเสิร์ตเราจะเจอแต่หน้าซ้ำๆ เดิมๆ เป็นเพื่อนแล้วชวนกันมาดู วนๆ อยู่แค่นี้ คนอื่นก็ไม่ได้รับการเปิดประตูให้เข้าไป เพราะคิดว่าอยู่กันแค่นี้ก็พอแล้ว ใครไม่เข้าใจก็ช่างมัน แล้วก็อยู่กันแบบคนชายขอบ ทำเป็นอาชีพไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ด้วยวัยและเวลา สุดท้ายก็ทำให้เขาเลิกแรปไปเอง ซึ่งมันน่าเสียดายบุคลากรพวกนี้มากๆ เลยนะ

 

ผมเคยไปคุยกับหลุยส์ Rap is Now (ธชา คงคาเขต a.k.a. 1-Flow ผู้ต่อตั้ง Rap is Now และพิธีกรรายการ The Rapper) เขาบอกว่า พวกเราเป็นหมาป่าพี่ เราเข้าใจกันแค่นี้แหละ แต่สิ่งที่ผมพยายามบอกหลุยส์คือ เราจะเป็นหมาป่าอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะเมื่อเรายึดอีโก้แล้วไม่ยอมเปิดประตูให้คนอื่นเข้ามา เราจะอยู่ในประเทศนี้แบบคนชายขอบ สุดท้ายต้องเลิกแรปไปทีละคนสองคน เพราะไม่สามารถทำอาชีพนี้ได้

 

แรปเปอร์คนไหนที่รู้สึกว่าน่าเสียดายที่สุดที่เขาต้องเลิกแรปไปในยุคนั้น

ผมเสียดายวงชื่อ เอเซี่ยน (AZN) เสียดาย DC Clan โอ้ พรรคพวกอันเดอร์กราวด์หลายคน ที่บางคนก็ไปเป็นตากล้อง บางคนก็เลิกทำเพลงไปเลย ซึ่งถ้ามาอยู่ในยุคนี้ผมว่าพวกมันมาแข่ง The Rapper แน่ๆ แล้วตอนนี้น่าจะมีงานเยอะมาก เพราะมันเก่งมากเลยนะ

 

นอกจากประสบการณ์ที่ใช้ในการโค้ชผู้เข้าแข่งขันในทีม มีเรื่องไหนบ้างที่ตัวคุณเองก็ได้รับกลับมาจากแรปเปอร์รุ่นใหม่ด้วยเหมือนกัน

เยอะแยะเต็มไปหมดครับ ผมได้เห็นวิธีการสื่อสารละครเวทีแบบแรปเป็นครั้งแรกจาก Puppup (ปุ๊บปั๊บ-กชกร เสน่หา) ผมได้เห็นวิธีการแรปใหม่ๆ ของ CD Guntee (กันต์ธีร์ ปิติธัญ) และ Poppa (อภิวัฒน์ ชินอักษร) ที่ผมไม่มีทางแรปแบบนั้นได้ เพราะผมเป็นโอลด์สคูล ส่วนเขาคือรุ่นใหม่ มันจะมีวิธีการโฟลว์อีกแบบ แม้กระทั่ง Diamond (วรัญญ์ เครือบุตร) ที่เป็นเด็กมากๆ ก็ทำให้ผมเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานแรปเปอร์ที่เด็กมากๆ อายุแค่ 15 ปี เขาก็จะมีวิธีการทำงานที่แตกต่างไป จะใช้วิธีเดียวกับที่โค้ชรุ่นพี่เขาไม่ได้ เพราะความรับผิดชอบเขาอาจจะยังไม่ได้โตเต็มที่ขนาดนั้น เราก็ต้องมีวิธีการวางแผนอีกแบบ ทำให้เข้าใจวิธีคิดของแรปเปอร์รุ่นใหม่มากขึ้น

 

มีผู้เข้าแข่งขันคนไหนในรายการบ้างที่มองเห็นภาพของตัวเองคุณเองสมัยเด็กๆ ซ้อนทับขึ้นมา

มีวิธีเขียนไรม์ของต๊อบ Blacksheep เป็นวิธีคิดที่ผมชอบใจ และวัยหนุ่มเคยคิดว่าจะทำแบบเขา แต่ ณ ขณะนี้ก็ไม่ได้คิดแบบนั้นทั้งหมดแล้ว แต่ต๊อบคือภาพวัยหนุ่มของผม อีกคนคือ เก่ง Repaze ที่รู้สึกว่าใกล้เคียงกันทั้งอุปลักษณะและนิสัยใจคอ

 

มีเรื่องไหนที่เป็นห่วงคนเหล่านี้บ้างไหม เมื่อเขาต้องใช้การแรปและเพลงฮิปฮอปเป็นอาชีพจริงๆ ในอนาคต

ไม่ห่วงคนเหล่านี้แต่ห่วงรุ่นต่อไป เพราะรุ่นนี้เขารู้หมดแล้ว เขาคือฝูงหมาป่าที่ไม่ได้มาจากรายการ เขาทำมาก่อนแล้วค่อยเข้ามาในรายการเท่านั้นเอง แต่จากนี้ไปที่มันกำลังจะเป็นกระแสเข้าสู่ความแมส รุ่นต่อไปที่กำลังจะมาต่างหากที่น่าเป็นห่วง เพราะมันมีความเป็นกระแสนิยมมากๆ มันก็จะยิ่งหาตัวตนกันยากมากขึ้น แต่ผมเชื่อนะว่าถ้าเรารักในสิ่งนี้จริงๆ สุดท้ายไม่ว่าอย่างไรเขาจะหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเจอแน่ๆ

 

 

ในฐานะแรปเปอร์ที่เริ่มต้นจากอันเดอร์กราวด์มากๆ คุณรู้สึกอย่างไรกับการที่การแรปกำลังจะกลายเป็นแมสขึ้นมา

บางคนเขาไม่ชอบรายการ The Rapper เพราะว่ามันไม่ใช่แค่รายการประกวดร้องเพลงที่จะมาร้องเพลงอะไรก็ได้ พอเป็นแรปมันเลยมีคัลเจอร์ มีเรื่องราว มีประวัติศาสตร์อยู่ในนั้น รุ่นที่โตหน่อยเขาก็กลัวว่า เอ๊ะ เอาแรปมาทำเป็นตลก เอามาดราม่า ร้องไห้ มันผิดคัลเจอร์ไปไหม แต่สำหรับผมนะ สิ่งที่ปลื้มปีติดีใจที่สุดคือ การเปิดประตูให้ฝูงหมาป่าได้เข้าไปใกล้คน และคนได้เข้าใกล้ฝูงหมาป่า มันอาจจะมีเรื่องที่ผิดไปจากคัลเจอร์เดิมบ้าง แต่สุดท้ายต้องยอมรับว่า ที่นี่คือประเทศไทย เราก็ควรจะต้องอยู่อย่างที่เราเป็น

 

คำว่า Keep It Real ของผมคือการเป็นตัวเรา ไม่ได้ปลอมเป็นใคร สุดท้ายผมอยากให้คนเข้าใจว่า เด็กฮิปฮอปไทยเจอกัน เขาทักทายกันด้วยการยกมือไหว้ สวัสดีครับพี่เหมือนกับคนทั่วไป ไม่ได้มา Hey! Yo! What’s Up! แบบนั้น แล้วประตูบานนี้มันกำลังเปิด คนเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าไรม์คืออะไร 8 บาร์คืออะไร อะไรคือไซเฟอร์ (Cypher การแรปต่อกันไปเรื่อยๆ แบบฟรีสไตล์) คนเข้าใจว่าฮิปฮอปไม่ได้แรปสดได้ทุกคน ผมยินดีมากที่เรากำลังพูดภาษาเดียวกันมากขึ้น ผมเห็นภาพแม่ผมเปิดยูทูบดูเคนน้อย (ธีรศานติ์ ปวงกันทะ) แล้วก็เชียร์เคนน้อยมากๆ ผมเลยรู้สึกว่าสุดท้ายแล้วยังไงวะ เราจะ Keep It Real ในแบบที่เขาเป็น หรือจะ Keep It Real ในแบบที่เราเป็นกันแบบนี้

 

กลัวไหมว่าเมื่อฝูงหมาป่าเพิ่มจำนวนมากขึ้น จะเกิดปรากฏการณ์กัดกินกันเอง หรือต่อสู้กันเองขึ้นมา

ณ ขณะที่มีน้อย มันก็ต้องสู้กันเองอยู่แล้ว หมาป่าเป็นสัตว์ต้องสู้ หมาป่าไม่ได้รักสงบ และจริงๆ หมาไม่ได้อยู่เป็นฝูงด้วยซ้ำ หมาป่าชอบอยู่ตัวเดียว มันเลยอีโก้โคตรๆ คนจะมาอยู่ในวงการนี้ได้ต้องมีอีโก้ แน่นอนว่าทำงานกับคนอีโก้มากเข้า มันต้องมีอีโง่ขึ้นมา ในบางเรื่องมันก็กัดกันฉิบหายวายป่วง เขาถึงบอกว่า วงการนี้มันสามัคคีกันยาก ภาพที่เห็นว่าเรารักกันขนาดนี้ บางกลุ่มที่ไม่รักกับเราก็มี มันเป็นเรื่องปกติอยู่ในสังคมทั่วไปอยู่แล้ว ผมว่าการเปลี่ยนให้ทุกคนมารักกันเป็นเรื่องในอุดมคติ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่อย่างน้อยตอนนี้แค่ให้ทุกคนมีงานทำก่อน ผมโอเคแล้ว

 

คุณมีวิธีจัดการอย่างไร เมื่อวันหนึ่งอีโก้ของคุณเปลี่ยนเป็นอีโง่ขึ้นมา  

อย่างแรก เราจำเป็นต้องมีอีโก้ครับ อีโก้เป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับการทำงาน แต่ ณ อายุหนึ่งที่ผมโตพอที่ต้องไปทำเพลงโฆษณา ตอนนี้ผมเปิด House Music ที่เอาเพลงฮิปฮอปมาทำเพลงโฆษณา ผมก็จำเป็นต้องเอาอีโก้วางไว้ข้างๆ ตัว อีโง่กับอีโก้ต้องแยกจากกันตรงนี้ ต้องดูว่าตำแหน่ง ณ ตอนนั้นของเราคืออะไร เล่นไปตามตำแหน่ง อีโก้จะดีเมื่อเราเล่นตามตำแหน่งที่เหมาะสม

 

ยกตัวอย่างทำงานโฆษณาลูกค้าเป็นคนเคาะทุกอย่าง เราคือโปรดิวเซอร์เพลงโฆษณา หน้าที่ของเราคือบรรลุโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ อีโก้ของเราตอนนี้คือ ต้องทำยังไงก็ได้ให้ทำตามโจทย์นั้น ไม่ใช่บอกว่า เฮ้ย อันนี้คือเพลงของกู ลูกค้ามาเกี่ยวอะไรวะ อ้าว ถ้าคิดแบบนี้มึงก็อย่าไปรับงานมาตั้งแต่แรกสิ ถ้าคิดแบบนั้นสิ่งที่เรายึดจะกลายเป็นอีโง่ทันทีเลย ถ้าเราอยู่ในตำแหน่งที่ต้องทำเพื่อคนอื่นแต่ดันอยากทำเพื่อตัวเอง  

 

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะวางอีโก้ของตัวเองกับการทำเพลงโฆษณาได้

ก็เอาเรื่องอยู่ ใช้เวลาทะเลาะกับลูกค้าอยู่พักใหญ่เหมือนกันนะ แต่ตอนนี้คือบรรลุแล้ว

 

 

เคยคุยกับยอดฝีมือในการทำเพลงโฆษณา 2 คน คือ ตุล อพาร์ตเม้นต์คุณป้า และต้า Paradox คนหนึ่งบอกว่า การทำเพลงโฆษณาคือการทำลายวรยุทธ แต่อีกคนหนึ่งบอกว่า การทำเพลงโฆษณาคือการพัฒนาวรยุทธของตัวเอง สำหรับคุณเป็นแบบไหนมากกว่ากัน

ผมขอคิดโจทย์นี้ให้รอบคอบก่อน ต้องดูว่าทั้ง 2 คน พูดด้วยนัยแบบไหน 2 คนนี้ คือยอดฝีมือและคืออาจารย์ของผมด้วยนะ และที่ทั้งคู่พูดมาน่าสนใจมาก (คิดนาน) สำหรับผมนะ การทำเพลงโฆษณาคือการทำให้หนังจีนดูเป็นรูปธรรมมากขึ้น คนมักจะถามว่าพวกจอมยุทธเขาทำมาหากินอะไร ทำไมสามารถท่องไปทั่วยุทธภพได้โดยมีเงินดื่มสุราไปได้เรื่อยๆ ผมว่าเพลงโฆษณาคือสิ่งที่ทำให้จอมยุทธทำแบบนั้นได้ในโลกของความเป็นจริง แล้วถ้าจะเปรียบนะ เพลงโฆษณานี่คือสุดยอดคัมภีร์การทำมาหากินของจอมยุทธ เพราะในโลกที่เพลงขายไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คุณจะมีกินได้ก็จากเพลงโฆษณานี่แหละ

 

กลับมาตอบโจทย์ยอดฝีมือพูดไว้ จริงๆ แล้วสิ่งที่ทั้ง 2 คนพูดคือจุดเดียวกัน คนหนึ่งคือการทำลายวรยุทธที่หมายถึงการล้างอัตตาตัวเอง ในการทำเพลงโฆษณาเราจำเป็นต้องลืมว่าเราเคยเป็นใครให้ได้ก่อน เพื่อบรรลุวรยุทธขั้นต่อไปให้ได้ สุดท้ายการทำลายวรยุทธของพี่ตุลกับการพัฒนาวรยุทธของพี่ต้ามันมีจุดเริ่มต้นเหมือนกันเลยคือลืมอัตตา วางตัวตน เพื่อบรรลุสุดยอดเคล็ดวิชาให้ได้

 

เชื่อว่าก่อนจะบรรลุเคล็ดวิชาการทำเพลงโฆษณาแบบนี้ ตามวิถีของจอมยุทธคุณต้องเคยผ่านช่วงธาตุไฟแตกซ่านมาก่อน

ช่วงธาตุไฟแตกคือ ผมไม่สามารถกลับมาทำเพลงได้เลย เพราะผมไม่มีโจทย์จากตัวเองอีกต่อไป ผมทำเพลงโฆษณาเยอะจนเรียกร้องหาโจทย์จากลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในการทำงานมันง่ายมากเลยนะ โปรดักต์คุณคืออะไร อยากพูดเรื่องไหน คีย์เวิร์ดคืออะไร เดี๋ยวผมเอาไปแทรกในเพลงให้ พอวันหนึ่งอยากทำเพลงของตัวเองขึ้นมา ธาตุไฟแตกเลยจริงๆ เว้ย มันกลับมาเป็นตัวเองไม่ได้ เขียนเพลงไม่ออก เพราะตั้งโจทย์ให้ตัวเองไม่ได้แล้ว

 

อยู่มาวันหนึ่งไปเจอ The TOYS (ธันวา บุญสูงเนิน) ช่วงที่ผมกำลังงงๆ ว่าจะทำยังไงดี แล้วเหมือนมันมาจี้จุดหยิมต๊ก (จุดชีพจรสำคัญที่มีผลต่อการเดินลมปราณ) ผมเว้ย คือทอยเป็นคนพูดไม่เก่ง สื่อสารก็ไม่เข้าใจ แต่อย่างเดียวที่ทอยเป็นฮีโร่คือเวลานั่งอยู่หลังคอมแล้วทำเพลงแม่งเก่งสัตว์ๆ

 

ผมบอกทอยว่า กูกำลังเขียนเพลงไม่ได้ กูขอเพลงอะไรก็ได้ของมึง แล้วทอยเปิดเพลง  นอนได้แล้ว (Sleep Now) ให้ฟัง แล้วผมบอกทอยแค่ว่า กำหนดจังหวะมาให้หน่อย อยากให้แรปแบบไหน ปกติผมจะเป็นคนกำหนดเอง แต่คราวนี้อยากลอง ทอยก็บอกเอาปึ้กๆๆ ตะดื่ดๆ แล้วให้มีเสียงก๊อกๆ อ่ะพี่ ฉิบหายแล้ว อะไรของมันวะ (หัวเราะ) แต่เอาเว้ย ไม่เคยทำงานอย่างนี้ ลองดู เขียนตามจังหวะที่มันบอก ปรากฏว่าเราสนุกกับการเขียนเพลงอีกครั้ง แทนที่เราจะไปห่วงว่าลูกค้าจะให้ความหมายอะไร ไปห่วงเรื่องจังหวะอย่างเดียวดูบ้าง แล้วมันคิดขึ้นมาได้ง่ายมากเลย ง่ายแบบ เฮ้ย อย่างนี้ก็ได้เหรอวะ หรือที่ผ่านมามันคือการกังวลของเราไปเองทั้งหมดเลย เรายึดมั่นถือมั่นในเรื่องนี้มากเกินไป พอกลับมาที่ตัวเราจริงๆ ลองไม่ได้ต้องคิดถึงอย่างอื่น คิดแค่จังหวะ ปล่อยให้มันไหลไปตามธรรมชาติ สุดท้ายก็กลับมาทำงานได้ตามปกติ

 

เพลง นอนได้แล้ว (Sleep Now)

 

ก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ธาตุไฟแตกเกิดขึ้นมาในชีวิตคุณกี่ครั้ง และทะลวงจุดผ่านมาได้อย่างไร

น่าจะมีอีกหนึ่งครั้งคือ ตอนทำอัลบั้มสอง (สิงห์เหนือเสือใต้ II พ.ศ. 2548) ก่อนนั้นผมอยู่เชียงราย รู้จักฮิปฮอปว่าคือแรปไทย คือโจอี้ บอย ไม่รู้จักฮิปฮอปเมืองนอกเลย ไม่รู้จัก Dr. Dre ไม่รู้จัก Snoop Dogg ไม่รู้จักการแต่งตัว ไม่รู้จักวัฒนธรรม ตอนทำอัลบั้มหนึ่งก็ทำแบบแก้วเปล่ามากๆ พออัลบั้มสองเริ่มมีชื่อเสียง เริ่มไปศึกษาเพิ่มเติม แล้วเห็น Bone Thugs-n-Harmony ดูดปุ๊น คิดว่าการดูดปุ๊นทำให้เขียนเพลงดี ปุ๊นคือแก่นแท้ของฮิปฮอป ปรากฏว่าดูดไปดูดมาติด แต่เขียนเพลงยังไงก็เขียนออกมาไม่ได้ ทำไมวะ Snoop Dogg เขียนได้เราก็ต้องเขียนได้ดิ สุดท้ายอัลบั้มสองไม่เสร็จตามเวลา เพราะผมเขียนเพลงไม่ได้

 

วันหนึ่งก็โทร.ไปบอกแม่ สารภาพกับแม่ว่าผมดูดกัญชา แต่จากนี้สัญญาว่าจะไม่ดูด แล้วก็เลิกกัญชากลับมาเขียนอัลบั้มสองได้ เป็นการธาตุไฟแตกเพราะพยายามเดินตามเขา เพราะคิดว่านั่นคือเรียล แต่จริงๆ แล้วการพยายามเรียลก็คือการปลอมอย่างหนึ่ง เราเข้าใจแล้วว่าธรรมชาติเราไม่ใช่คนดูดกัญชา ดูดแล้วไม่สนุกจะดูดทำไมวะ เพราะฉะนั้นเรียลที่สุดคือการเป็นตัวเอง ถ้าอ่านหนังสือแล้วเขียนเพลงได้ ทำไมต้องกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเป็นแรปเปอร์กระจอก แรปเปอร์บ้าหนังจีนแล้วต้องดูกระจอกเหรอวะ อะไรที่ทำให้เราทำงานง่าย สิ่งนั้นย่อมดีกว่าอยู่แล้ว ก็ค่อยๆ ฟื้นฟูธาตุไฟตัวเองกลับมาได้

 

 

ตอนอัลบั้มสองคิดว่าแก่นแท้ฮิปฮอปคือกัญชา แล้วหลังจากนั้นพบว่าแก่นแท้ของฮิปฮอปคืออะไรอีกบ้าง

ก่อนหน้านั้นเห็น Eminem ทำเพลงด่าคนอื่น ก็คิดว่าแก่นแท้ของฮิปฮอปคือการด่า เราก็ทำเพลงด่าคนอื่นเละเทะเลย ซึ่งพอมาคิดตอนนี้แม่งคือเด็กมากอะ ด่านักการเมืองทั้งที่เราไม่ได้เข้าใจอะไรเลย แต่คิดว่าด่าแล้วเท่ พูดคำหยาบบนเวทีแล้วเท่ แจกอวัยวะ รวยๆๆๆ เราก็ทำ ต่อมาคิดว่าแก่นแท้คือกัญชาก็ดูดกัญชาตามเขา สุดท้ายแม่งก็ไม่ใช่

 

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เพลง ราตรีสวัสดิ์ เป็นที่รู้จัก คิดว่าแก่นแท้ของฮิปฮอปคือการเมืองเว้ย เราต้องเลือกข้างการเมืองอะไรสักอย่าง แล้วก็ทำเพลงเพื่อปฏิวัติ เรียกร้องประชาธิปไตย ทำแต่เพลงการเมือง พอไปถึงจุดหนึ่งก็ไปเจอว่าจริงๆ แล้วมึงไม่ได้เข้าใจอะไรเกี่ยวกับการเมืองเลย มึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่านโยบายเขามีอะไรแล้วก็เฮตามเขาไป เข้าใจว่าตัวเองเท่มาก และสิ่งที่ไปเข้าข้างเขาน่ะ มึงรู้ได้ยังไงว่ามันถูก สุดท้ายเรารู้ว่าทุกอย่างมีนัยซ่อนเร้นหมด โอเค แก่นแท้ของฮิปฮอปไม่ใช่การเมือง 

 

เพลง บทกวีของลูกปืน

 

ต่อมาแก่นแท้ของฮิปฮอปต้องเป็นการจรรโลงโลกเว้ย ยุคหนึ่งก็ทำเพลงแบบสวยสดงดงาม เรารักกันเถอะ อย่าไปหาเงินเลย ความรักสำคัญที่สุด คิดว่าต้องทำเพลงเพื่อจรรโลงจิตใจคน พอเวลาผ่านไปก็ไม่ใช่อีก โลกไม่ได้สวยขนาดนั้น จน ณ ขณะนี้ผมคิดว่าแก่นแท้ของฮิปฮอปคือการทำสิ่งที่เราเห็น เข้าใจและอธิบายมันออกมา ทุกอย่างมาจากสิ่งที่ตัวเรารู้สึกจริงๆ เท่านั้นเอง

 

ย้อนกลับไปที่รายการ The Rapper ที่บอกว่า รู้สึกยินดีกับแรปเปอร์รุ่นใหม่ที่มีโอกาสมากขึ้น นอกเหนือจากนั้นแอบมีความรู้สึกอิจฉาคนเหล่านี้แทรกอยู่บ้างไหม ในฐานะคนที่ต้องพยายามเปิดโอกาสให้ตัวเองมาตลอด

ถ้าเรื่องนั้นไม่อิจฉาเลย เพราะรู้ว่าทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมัน ยุคผมมีความดีที่ยุคนี้ไม่มี ยุคนี้ก็มีความดีที่ยุคก่อนไม่มี ยุคผมถึงเรฟเฟอเรนซ์ไม่เยอะอย่างเขา ไม่ได้เสิร์ชหายูทูบได้ทุกอย่าง แต่ตอนนั้นผมมีความสุขกับการได้นั่งอ่านปกเทป ดูว่าใครเป็นโปรดิวเซอร์ ใครเป็นคนแต่งเพลง ผมถึงได้วิชาอย่างที่เด็กยุคนี้ไม่มีทางได้รับ ผมศึกษางานของพี่โป้ โยคีเพลย์บอย ศึกษางานของ Zentrady (หนึ่งในนามปากกาของ บอย-ตรัย ภูมิรัตน) ฯลฯ ผมรู้จักนักแต่งเพลงเยอะมาก เพราะฉะนั้นเราโชคดีขนาดไหนที่ได้รู้พวกนี้

 

ถ้ามีเรื่องที่อิจฉาก็คือ ผมดันเริ่มต้นที่จะทำอัลบั้มเองช้ากว่า น้องๆ เขาแซงเราไปไกลมากแล้ว มีรอบหนึ่งในรายการ The Rapper ที่ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งร้องเพลงปู่จ๋านได้ ร้องเพลง UrBoyTJ ได้ ร้องเพลงโต้ง Twopee ได้ แต่เขาร้องเพลงเราไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าเรามีเพลงอะไร มันตกใจที่ได้รู้ว่า ฉิบหายแล้ว เราเป็นโค้ชคนเดียวที่มานั่งอยู่ตรงนี้ แต่ไม่มีเพลงประสบความสำเร็จเลย แล้วจะเอาอะไรมาสอนเขา เลยเริ่มคิดว่าไม่ได้ว่ะ ต้องเริ่มทำอะไรบางอย่างที่เป็นของเราบ้างแล้ว

 

แต่ก่อนหน้านั้นคุณก็มีเพลงที่ทำมาตลอด และประสบความสำเร็จหลายเพลงอยู่เหมือนกัน

ก่อนหน้านั้นผมทำเพลงเยอะ ฟีเจอริงเยอะ แต่ไม่เคยมีอะไรชัดเจนเลย เหมือนต้นไม้ที่มีใบ้ไม้เต็มไปหมด แต่ไม่มีราก จุดยืนของเราคืออะไร ผมฟีเจอริงได้ทุกแนวเพลง ลูกทุ่ง ฮิปฮอป ป๊อป ร็อก ฮิปฮอป เรกเก้ ธรรมชาติของเราคือแรปตรงไหนก็ได้ แต่รากฐานคืออะไรล่ะ อยากแรปพรีเซนต์อะไร TwoPee มีเพลงแบบเขา TJ ก็มีเพลงคือ TJ ปู่จ๋านคือเหนือปนลูกทุ่ง แล้วเราล่ะคือใคร

 

 

ซึ่งเราจะได้เห็นรากของคุณในอัลบั้มที่กำลังทำอยู่ตอนนี้

จะได้เห็นในอัลบั้มที่สามครับ ตอนนี้คืออัลบั้มแรก (หัวเราะ) อัลบั้มนี้จะมี 20 เพลง เป็นอัลบั้มที่ผมจะทำผิดพลาด อยากทำอะไรทำไปก่อน แต่มีสลอตให้ 20 เพลง อย่างน้อยมันต้องมีสักเพลงที่ทำงานให้ค่าย What The Duck เขาบ้างล่ะวะ (หัวเราะ) เลยเพิ่มชอยส์ให้ตัวเองว่าอยากทำอะไรทำ อยากทำงานที่เลือกมา แล้วล้มให้เยอะที่สุด การล้มจะเป็นครูที่ดีมากในการสอนว่า อัลบั้มที่สองต้องทำอะไร แล้วค่อยๆ ปอกเปลือกมันออกให้เหลือรูปทรงที่งดงาม แล้วค่อยตกตะกอนเป็นรากฐานจริงๆ ในอัลบั้มที่สาม นี่คือสิ่งที่วางแผนไว้ตอนนี้

 

แต่จากที่ผ่านมาทั้งหมด คุณเองก็น่าจะผ่านการล้มมาหลายครั้ง ยังไม่รู้สึกเบื่อกับการที่จะต้องมาล้มอีกบ้างเหรอ

ใครบอกว่าผมเคยล้ม ผมเพิ่งจะมาล้มตอนนี้เอง เมื่อก่อนอยู่ก้านคอคลับ มีเฮียโจ้คอยประคองตลอด เราเป็นสมาชิกในวง เฮียมีงานให้ตลอดทุกเดือน โจอี้บอยอยู่มา 20 ปี ไม่เคยกระแสดับ เฮียให้ค่าจ้างงานหนึ่งเท่าเงินเดือนถ้าเราทำงานประจำเลยนะ เพราะฉะนั้นเราจะห่วงอะไรล่ะ อยากทำอะไรก็ไปทำสิ อยากฟีเจอริงกับใครก็ไป อย่างนี้เรียกว่าล้มไม่ได้ ตอนนี้ต่างหากที่ผมเพิ่งกระโดดออกมาล้มเองจริงๆ

 

ผมเริ่มล้มมาสักพักแล้วเหมือนกันนะ ผมตัดสินใจลาออกโดยไม่บอกใคร และไม่รู้จะไปไหนมานาน วันหนึ่งขึ้นไปโชว์กับเฮียตามปกติ มองคนเฮกันลั่น ร้องเพลงของเฮีย แล้วรู้สึกว่า เฮ้ย เพลงเราอยู่ตรงไหนวะ มันมาช่วงเดียวกับรายการ The Rapper ที่คนนั้นร้องเพลงเราไม่ได้ นี่กูทำอะไรอยู่วะ ปีนี้ 36 แล้ว จะเริ่มเมื่อไร ต้องเริ่มตอนนี้เท่านั้น

 

แล้วก็เริ่มวางแผนว่าต้องทำอะไร อ๋อ ต้องมีโชว์ของตัวเอง จะเล่นเพลงอะไรดีวะ มีเพลงของมึงกี่เพลงที่คนจะสนุกไปด้วยได้ แอบรวบรวมทีมไปเล่นเอง ล้มแล้วล้มอีก บางงานคนเดินออกจนเหลือแค่ 3 คน ไม่ได้เว้ย ต้องปรับ แก้แล้วแก้อีกให้ได้โชว์ 1 ชั่วโมงที่เป็นของตัวเองจริงๆ

 

ส่วนอัลบั้มเคยทำเองที่ไหนล่ะ ก็คิดวิธีมีสลอต 20 เพลง ใช่ไหม เอาอย่างนี้แล้วกันเปิด Studio28 สตูดิโอทำเพลงที่ใหญ่มาก วางเงินไว้วันละ 60,000 บาท เรียกโปรดิวเซอร์เข้ามา เรียกคนแต่งเพลงเข้ามา เรียกนักร้องเข้ามา จ่ายสด ณ วันนั้น ยกตัวอย่างวันนี้อยากให้ลิเดียมาร้อง ให้เวลาตั้งแต่เที่ยง ลิเดียมา 2 ทุ่ม ต้องมีเพลงให้ลิเดียร้อง เหมือนการพนัน แล้วปรากฏว่าวันนั้นเสียพนัน เพลงที่ได้ออกมาก็ไม่ใช่เพลงที่ชอบ เสียเงินไปหมดเลย แต่บางวันมันก็เวิร์กเว้ย อย่างเพลง Alarms (สวัสดีวันจันทร์) ที่พี่ปู (พงษ์สิทธิ์ คำภีร์) มาร้องให้ก็ทดลองวิธีใหม่แล้วก็เวิร์กจริงๆ

 

อย่าบอกนะว่ากับคนอย่างปู พงษ์สิทธิ์ คุณก็โทร.บอกให้เขามาร้อง โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีเพลงให้เราจริงๆ หรือเปล่า

ไม่ครับๆ ของพี่ปูเป็นเคสแบบนี้ คือทางค่ายวอร์เนอร์ มิวสิคเรียกให้ผมเป็นหนึ่งในทีมทำเพลงให้พี่ปู แต่เพลงไม่ผ่าน แล้ววันหนึ่งไปร้องเพลงที่นครปฐม บังเอิญเจอพี่ปู แกเดินมาคุยบอกว่า “ไม่ต้องเสียใจนะที่เพลงไม่ผ่าน เราคุยแบบตัวผู้กับตัวผู้คุยกัน น้องไปทำเพลงมาหนึ่งเพลง เดี๋ยวพี่ไปร้องให้” โจทย์มันมาจากแค่นั้นเลย คืออัลบั้มนี้ต้องมีเพลงที่เราต้องร้องกับพี่ปู ก็บอกแม็ก (ธิติวัฒน์ รองทอง) นักแต่งเพลงไปแบบนี้ พอแม็กส่งเพลงมาปุ๊บ โคตรโดนเลย วันรุ่งขึ้นนัดพี่ปูมาร้อง พี่ปูบอกว่าอาจจะมาได้ตีหนึ่งจะรอไหม เรารอ ก็เปิดห้องที่สตูดิโอรอไว้ตั้งแต่เที่ยง ทำเพลง ทำอย่างอื่นรอไปก่อน เพิ่มเงินขยายเวลาห้องอัดไปถึงตีหนึ่งให้พี่ปูมาร้อง มันเป็นวิธีการทำงานแบบไหนก็ไม่รู้ แต่เรากำลังสนุกกับการทำแบบนี้ สนุกกับการล้ม และการทำอะไรแบบที่ไม่เคยทำมากๆ

 

ตอนนี้อัตราการเดิมพัน ชนะกับแพ้ เดิมพันฝั่งไหนมากกว่ากัน

ตอนนี้ชนะเยอะกว่า ผมมีเพลงในมือประมาณ 6 เพลง มีไม่สำเร็จแค่ 2 เพลง เพราะส่วนใหญ่คนที่เลือกมาทำงานด้วย เรารู้จักเขาดีอยู่แล้ว  

 

ตอนที่เสียเดิมพัน เงินค่าห้อง 60,000 บาท รวมทั้งค่าทีมงานในวันนั้นที่หายไปฟรี ทำให้หน้าภรรยาหรือน้องชูใจลอยขึ้นมาบ้างหรือเปล่า  

เสียวสิ แต่สุดท้ายมันเป็นเงินที่เรากันไว้สำหรับเรื่องนี้ เราไม่ได้ใช้เงินที่บ้าน เงินก้อนนี้เราเก็บไว้สำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ซึ่งสุดท้ายมันจะกลายเป็นสมบัติของที่บ้านด้วยในที่สุด แต่อย่างที่บอกว่า เราไม่ได้วางแผนแค่ชั่วข้ามคืน เราวางแผนมานานแล้ว

 

 

เรื่องลาออกจากก้านคอคลับได้บอกให้โจอี้บอยรู้เป็นคนแรกหรือเปล่า

บันทึกไว้ ณ วันให้สัมภาษณ์คือ 18 กรกฎาคม 2561 ผมยังไม่ได้ไปคุยกับเฮียโจ้เรื่องการลาออกแบบนั่งคุยกันอย่างเป็นทางการเลยนะ มีแต่ไลน์คุยกันเรื่องนี้บ้าง คิดว่าอย่างน้อยวันที่ 23 กรกฎาคม ที่เป็นวันสุดท้ายของการแข่ง The Rapper อาจจะมีโอกาสได้คุย

 

คิดนานไหมกว่าจะกล้าไลน์ไปบอกเขาว่าเราอยากขอลาออก

ไม่ได้ไลน์ไปบอก แต่แกไลน์มาถาม คือแกรู้เรื่องอยู่แล้ว แกรู้ทุกอย่าง แล้วถามว่าเมื่อไรมึงถึงจะบอกกู แต่เรารู้สึกว่าเราทำใจไม่ได้ที่จะพูดออกมาว่าขอลาออก เราเดินไปพูดกับแกไม่ได้ เราพยายามแล้ว เคยพยายามนัดกินข้าวกับแก 2 คน แต่ก็มีเรื่องให้คลาดกันตลอด แต่สุดท้ายทุกคนก็รู้ เพราะผมไม่ได้คุยกับแก แต่ก็คุยกับผู้จัดการ คุยกับทุกคนว่าผมจะลาออก ตอนนี้ผมเซ็นกับค่าย What The Duck นะ

 

วันที่พี่โจ้ไลน์มาถามรู้สึกอย่างไร

โล่งใจครับ เพราะแกไม่ได้ด่าหรือว่าอะไรเราแม้แต่คำเดียว เสียใจไหมอันนี้ผมไม่รู้นะ แต่ถามว่าคิดร้ายไหม ไม่มีความร้ายอยู่ในนั้นเลยสักนิดเดียว มีแต่ความหวังดี มีแต่ความเป็นห่วง มีแต่ความรักอยู่ในนั้น

 

สำหรับเราคิดว่ามันต้องเป็นเรื่องใหญ่มากเหมือนกันนะ กับการที่คนที่เคารพคนคนหนึ่งถึงกับยอมสักชื่อของเขาเอาไว้บนแขน แล้วต้องตัดสินใจเดินออกมาเพื่อเติบโตด้วยตัวเอง

สุดท้ายแล้วรอยสักชื่อพี่โจ้ก็ยังอยู่ ผมไม่ได้เดินออกมาแบบต้องลบรอยสักปานแดงปานดำ เช่นเดียวกับที่พี่โจ้ก็จะยังอยู่ในใจของเราเหมือนเดิม ตอนจะลาออกเมียผมก็บอกว่าจะบ้าเหรอ อยู่กับเฮียสบายจะตาย มั่นคงอยู่แล้วจะออกมาทำไม ทำไมไม่คิดถึงลูกบ้าง แต่ผมกลับรู้สึกว่า การเกาะเฮียแดกไปตลอดอย่างนั้นต่างหากที่ไม่มั่นคง

 

การไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองต่างหากคือความไม่มั่นคงของจริง มึงไม่มีสมบัติพัสถานอะไรที่หามาได้เองโดยไม่มีเฮียช่วย ทุกบาททุกสตางค์เฮียช่วยหาหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่มั่นคงที่สุดคือมึงต้องหาแดกด้วยตัวเอง แล้วถ้าเรายังทำกับเฮียอยู่ มันจะไม่สำเร็จ เรามีความรู้สึกอย่างนั้น เพราะอยู่กับเฮียแล้วทุกอย่างสบายไปหมด เราจะไม่ได้ลองทำอะไรแบบนี้ อย่างเรื่องเอาเงินไปวางเพื่อทำเพลงแบบนั้น เฮียคงด่าฉิบหาย ว่าทำไมไม่วางแผนให้ดีก่อน มึงจะบ้าเหรอ ทำไมทำแบบนั้น ซึ่งผมกำลังสนุกกับวิธีแบบนี้ ผมคงเป็นเหมือนลูกคนเล็กที่ชอบเอาแต่ใจตัวเอง คราวนี้แหละจะได้เอาแต่ใจตัวเองให้ถึงที่สุด วันหนึ่งอาจจะได้รู้ว่า นี่ไงสิ่งที่เขาพูดมันถูกนะ ที่มึงคิดมาทั้งหมดมันผิดจริงๆ

 

ถ้าวันหนึ่งรู้แล้วว่าความคิดของเรามันผิดจริงๆ วันนั้นจะกลับไปหาเฮียอีกครั้งได้หรือเปล่า

ผมคิดว่าเมื่อออกมาแล้วทางเดียวที่ผมจะไปต่อคือต้องสำเร็จ ผิดในที่นี้คือล้ม และต้องเรียนรู้จนกว่าจะทำสำเร็จ ไม่ใช่ล้มแล้วบอกว่า เฮียครับ ผมผิดไปแล้ว ผมขอกลับมาหาเฮีย ไม่ใช่ จากนี้ไปทางเส้นเดียวคือต้องสำเร็จเท่านั้น ล้มแล้วปรับปรุง เฮียคอยบอกเอาไว้แล้วไงว่ามันผิด เข้าใจแล้วปรับปรุง เดินเอง ล้มเอง ลุกเอง แล้วไปต่อด้วยตัวเอง

 

 

ทำไมถึงต้องเป็นค่าย What The Duck

ก่อนหน้านี้มีหลายที่คิดว่าเขาก็พร้อมจะรับเรา แต่ที่เป็น What The Duck เริ่มจากวันที่มาคุยกับทอยเรื่องทำเพลงไม่ได้ แล้วได้คุยกับพี่บอล Scrubb (ต่อพงศ์ จันทบุบผา ผู้บริหารค่าย What The Duck) เรื่องลาออก เล่าเหตุการณ์ให้เขาฟัง พี่บอลก็นัดให้ไปคุยกับพี่มอย (สามขวัญ ตันสมพงษ์ ผู้บริหารอีกคนหนึ่งของค่าย What The Duck) แล้วทุกอย่างง่ายมาก ปลอดโปร่งมากเลย เขาไม่ถามในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ ไม่ได้ถามว่าถ้าบ้านผมเป็นพรีเซนเตอร์ต้องแบ่งให้ค่ายเท่าไร เขาถามแค่เรื่องเพลง เรื่องงานโชว์ นอกนั้นอะไรที่เป็นชื่อเสียง สมบัติพัสถานเขาไม่ยุ่งเลย แล้วที่นี่ทำงานกันเร็ว ทีมงานอายุน้อยแต่ขยันและมีประสิทธิภาพ แล้วเรารู้สึกว่าที่นี่พอดีตัว เราไม่ต้องการใหญ่กว่านี้ ไม่ต้องการเล็กกว่านี้

 

จุดเริ่มต้นของเพลง Alams (สวัสดีวันจันทร์) ที่ใช้เปิดตัวกับค่าย What The Duck มาจากอะไร

แม็ก ธิติวัฒน์ คนแต่งเพลงเป็นคนคิดมาจากวันหนึ่งเขาเห็นตารางงานของผมที่มีงานแทบทุกวัน บางวันไม่ได้นอน แต่ก็ต้องอดหลับอดนอนทำ เขาเลยคิดว่าเรื่องนาฬิกาปลุกนี่แหละสำคัญ เราเชื่อว่าไม่มีใครที่ชอบนาฬิกาปลุก เกลียดเสียงมันทุกคน เพราะทุกคนอยากหลับต่อให้สบาย แต่เราต้องยอมแลกความสบายกับอะไรสักอย่าง ซึ่งบางครั้งมันไม่ใช่เพื่อเรา แต่เพื่อคนที่เรารักที่รออยู่ข้างหลัง

 

ปกติคุณเกลียดเสียงนาฬิกาปลุกมากขนาดไหน

เกลียดฉิบหายเลยครับ เกลียดการทำงานตอนเช้ามากๆ แต่เลือกไม่ค่อยได้ วันที่แม็กส่งเพลงมาให้ฟัง ผมกำลังนั่งรถไปทำงานแล้วผมนั่งร้องไห้ มันใช่มากเลย ยิ่งตรงกับช่วงลาออกมันยิ่งต้องพยายาม จากนี้ไปจะไม่สบายเหมือนเดิม ยิ่งมีลูกเมียที่ต้องรับผิดชอบ ทำยังไงถึงจะออกมาได้โดยที่ลูกเมียไม่ลำบาก ก็ต้องพยายามเข้าไปอีก พยายามล้ม พยายามลอง พยายามรู้ทุกอย่างจนเราเหนื่อยมาก แต่ลูกเมียต้องสบาย

 

เพลง Alarms (สวัสดีวันจันทร์)

 

ลูกสาวอย่างน้องชูใจ มีโอกาสได้รับรู้ความลำบากที่คุณพยายามทำทุกอย่างเพื่อเขามากขนาดไหน

ผมเชื่อว่าคนที่มีครอบครัวจะเข้าใจตรงกันคือ ส่วนมากผู้ชายจะไม่เอาเรื่องทุกข์ร้อนเข้าบ้าน ตอนพ่อผมเสีย แล้วรู้สึกว่าพ่อเสียเพราะเรา ตอนนั้นผมอยากฆ่าตัวตายมาก อยากเอาชีวิตคืนให้พ่อ แต่หันไปดูแม่ที่ยังอยู่ หันไปเจอลูกเมียที่ยังอยู่ ถ้าเราแสดงความอ่อนแอให้ทุกคนเห็น บ้านจะไม่สามารถอยู่ได้ เพราะเราเป็นเสาหลักของครอบครัว

 

ทุกวันผมต้องแอบไปนั่งร้องไห้ในห้องน้ำ ออกมาร่าเริงเหมือนว่า พ่อตายเหรอ ไม่เป็นไร ทุกคนลุกขึ้นมา ทุกคนไม่เป็นไร แต่ในใจมันดิ่งมาก บางวันก่อนเข้าบ้านก็นั่งร้องไห้คนเดียว พอเข้าบ้านก็ต้องยิ้ม ไม่ให้ใครเห็นว่าเศร้า คิดอย่างเดียวว่าต้องทำให้แม่รู้สึกดีขึ้น ต้องทำให้เมียที่กำลังเสียขวัญดีขึ้น เราล้มไม่ได้ เราต้องประคองทุกคน และจากนี้ไปถ้าล้มต้องรีบลุก

 

ในภาวะซึมเศร้ามากๆ การต้องแสดงออกว่าเข้มแข็ง ในทางหนึ่งมันคือการไดรฟ์ให้ความรู้สึกในใจของคนนั้นยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม

ใช่ครับ แต่ถ้ามันทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ผมยอมนะ มันมีอะไรที่ผมยอมมากกว่านั้นอีกเยอะแยะมากมาย สุดท้ายต่อให้ชีวิตเราจะพังแค่ไหน แต่ชีวิตคนในบ้านต้องดี

 

คุณมักจะเขียนเรื่องของน้องชูใจลงในเฟซบุ๊กอยู่บ่อยๆ ว่าคนเป็นพ่อไม่ใช่แค่สอนลูกอย่างเดียว แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะได้เติบโตไปพร้อมๆ กับลูกด้วย

ทั้งเติบโตขึ้นแล้วก็ผิดพลาดไปพร้อมๆ กับลูกด้วย อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนชอบล้ม เพราะฉะนั้นคุณสมบัติที่จำเป็นคือการขอโทษ ผมเป็นคนขอโทษลูกบ่อย ถ้ารู้ว่าเราเลี้ยงเขามาแบบผิดหรือทำผิด เราไม่อายที่จะขอโทษ และเขาก็ได้เรียนรู้ความสำคัญของคำคำนี้ ตอนนี้เขาพูดเป็นด้วยนะว่า “ป๊ะป๋าทำผิดกับแม่ ป๊ะป๋าขอโทษแม่หรือยัง” เราก็ต้องขอโทษ เพราะนี่คือลูกคนแรก และนี่คือการเป็นพ่อครั้งแรกของเรา มันมีหลายเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

 

ยกตัวอย่าง ผมเคยเลี้ยงชูใจแบบให้ขนมตลอด อยากหยิบอะไรก็หยิบ วันหนึ่งพอเราไม่ให้แล้วเขางอแง ก็ต้องมาดูว่า อ๋อ เพราะเราเคยให้เขามาตลอดไง วันหนึ่งพอเราไม่ให้จะไปบอกว่าเขาเอาแต่ใจไม่ได้ อันนี้เราผิด เราก็ยอมรับด้วยการขอโทษ “โอเค ป๊ะป๋าเคยให้หนูหยิบอะไรก็ได้ไปกินเอง แต่จากนี้ไปหนูเห็นว่าหนูกำลังอ้วนขึ้น สุขภาพกำลังไม่ดี เอาอย่างนี้นะ จากนี้ป๊ะป๋าจะจัดเรียงการกินใหม่ ที่ผ่านมาป๊ะป๋าเลี้ยงไม่ดีเอง ป๊ะป๋าขอโทษ”

 

 

จากคนที่เคยใช้ชื่อ ‘HERO’ มาตลอด 15 ปี เมื่อก่อนคุณเคยนิยามคำนี้ไว้ว่าอย่างไร แล้วเมื่อเวลาผ่านไปนิยามของคำนี้เปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า

เมื่อก่อนฮีโร่คือคนที่เหนือมนุษย์ แล้วมาช่วยคุ้มครองมนุษย์อีกที แต่ขณะนี้ฮีโร่คือมนุษย์ธรรมดาที่เสียสละให้คนอื่น เมื่อก่อนผมก็เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นฮีโร่ เพลงกูต้องเปลี่ยนโลก ทำไมกูจะหยุดสงครามด้วยเพลงไม่ได้ แต่โตขึ้นมาก็รู้ว่าเราหยุดคนอื่นไม่ได้หรอก การเป็นฮีโร่ต้องเริ่มจากตัวเอง ไม่ใช่ผดุงความยุติธรรมด้วยการชี้หน้าด่าว่า เฮ้ย มึงเป็นคนเลว นักการเมืองขี้โกง ตำรวจขี้โกง แต่ในขณะเดียวกัน พอกลับบ้านไปเรายังขับรถบนทางเท้า เรายังดูหนังโป๊ในเว็บเถื่อน แบบนี้ไม่ใช่แล้ว ไม่ต้องเริ่มจากที่ไหน ง่ายๆ เลย เมื่อไรก็ตามที่เลิกดูหนังจากเว็บเถื่อน เมื่อไรก็ตามที่แยกขยะแล้วทิ้งลงถัง แค่นั้นก็เป็นฮีโร่แล้ว

 

ทำไมถึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อที่เคยใช้มาตลอดเหลือแค่ F.HERO

มันเริ่มจากคลิปรีแอ็กชันของฝรั่งที่เปิดมาเจอชื่อผมแล้วเขาบอกว่า ทำไมผมถึงใช้ชื่อนี้ ชื่อไม่ดี ถ้าเป็นเขาจะไม่ใช้ชื่อนี้เด็ดขาด เลยรู้สึกว่า เออว่ะ ตอนเด็กๆ เราคิดแค่ว่าคำนี้มันคะนองปากดี ไม่คิดว่าชื่อเราจะไปไกลและส่งผลเสียให้คนอื่น วันหนึ่งผมไปเล่นที่ห้างแห่งหนึ่ง เขาปิดลานไอซ์สเกตแล้วขึ้นป้ายว่าจะมีคอนเสิร์ตของ Fucking Hero สิ่งที่เขาได้รับคือมีผู้ปกครองโทรศัพท์มาบอกว่า ผมพาลูกมาที่นี่ประจำ คุณคิดยังไงถึงเอาคำว่า Fuck ขึ้นแบบนี้ มันมีผลกระทบจริงๆ เหมือนให้ลูกสาวเราไปพูดคำว่า ‘รวย’ เราก็ไม่อยากเหมือนกัน เมื่อก่อนเราคิดว่าควรมีอิสระ อยากใช้ชื่ออะไรต้องได้ใช้ แต่ตอนนี้ถ้าอิสระของเรามันไปเบียดเบียนความรู้สึกคนอื่น เราเปลี่ยนเป็น F.Hero เฉยๆ ก็ได้ เรายอม

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อน มีคนมาบอกให้คุณเปลี่ยนชื่อล่ะ

ก็ ‘รวย’ เลยครับ (หัวเราะ)

The post กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ในวันที่ก้าวออกจาก ‘ก้านคอคลับ’ เพื่อเติบโตด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/golf-fukkinghero/feed/ 0
สิ้นสุดการรอคอยกับเทปแรกรายการ The Rapper วันนี้! https://thestandard.co/the-rapper-thailand/ https://thestandard.co/the-rapper-thailand/#respond Mon, 09 Apr 2018 06:29:28 +0000 https://thestandard.co/?p=82844

หลังจากเปิดตัวเรียกน้ำย่อยตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ในที่สุด […]

The post สิ้นสุดการรอคอยกับเทปแรกรายการ The Rapper วันนี้! appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากเปิดตัวเรียกน้ำย่อยตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ในที่สุดเราจะได้พบกับรายการค้นหาแรปเปอร์รุ่นใหม่มาประดับวงการฮิปฮอปกับรายการ The Rapper ที่ได้ อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต (a.k.a. Joey Boy) และขันเงิน เนื้อนวล (a.k.a. ‘K.H.’ King of da Hustle) 2 ตัวพ่อแห่งวงการฮิปฮอปกลับมายืนอยู่บนเวทีเดียวกันอีกครั้งในฐานะโปรดิวเซอร์ที่มาร่วมเฟ้นหาและพัฒนาเหล่าแรปเปอร์รุ่นน้องที่มีความฝันจะขึ้นมาเดินบนเส้นทางเดียวกัน

 

ย้อนไปเมื่อ 18 ปีก่อนนี้ทั้งคู่เคยเป็นสมาชิกของ AA Crew กลุ่มฮิปฮอปอันเดอร์ที่รวมตัวจี๊ดแห่งวงการในยุคร่วมกับ เดย์-จำรัส ทัศนละวาด (a.k.a. ‘S.D.’ Sunny Day), เวย์-ปริญญา อินทชัย (a.k.a. ‘P. Cess’), J.R.O.C และ อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต (a.k.a. Joey Boy) เป็นเสมือนพี่ใหญ่ในวงการตอนนั้น รวมทั้งอีกหลายคนที่มาร่วมกันทำอัลบั้มใต้ดินและช่วยกันบุกเบิกเพลงแรปให้เริ่มเป็นที่รู้จัก จนทำให้เพลง Hea Woy!, FLIP และ YED ของพวกเขากลายเป็นเพลงประจำชาติของงานปาร์ตี้และคนรักเพลงฮิปฮอปไปโดยปริยาย และกลายเป็นหนึ่งในตำนานแห่งยุค 2000

 

ก่อนที่ในปี 2002 จะเกิดปัญหาภายในระหว่างทั้ง 2 คน จนทั้งคู่ต้องแยกกันออกมาทำค่ายเพลงของตัวเองอย่างจริงจังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดย โจอี้ บอย ไปเปิดก้านคอคลับ ส่วนขันเงินและเพื่อนๆ ก็ไปพัฒนาวงและค่าย Thaitanium Entertainment ต่อไป ถึงแม้ทั้ง 2 คนจะไม่ได้กลับมาร่วมงานกันอีก แต่สิ่งที่ทั้ง 2 คน ยังไม่เคยหยุดคือการสร้างสรรค์ผลงานเพลงดีๆ และสนับสนุนศิลปินฮิปฮอปรุ่นใหม่ๆ ออกมาให้คนได้รู้จักในวงกว้าง

 

และในรายการ The Rapper พวกเขาจะร่วมมือกับแรปเปอร์รุ่นน้องอีก 4 คน อย่าง กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่, UrboyTJ, Twopee Southside และปู่จ๋าน ลองไมค์ ที่รับหน้าที่โค้ชประจำทีม โดยมีเหล่าแรปเปอร์ที่เคยสร้างชื่อปลุกให้เวที Rap is Now ลุกเป็นไฟทั้ง KQ, Kennoi, Repaze, Darkface, Hassadin, Blacksheep ฯลฯ และเหล่าแรปเปอร์ที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศมาร่วมกันจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ร่วมกันบนเวทีนี้

 

 

รายการ The Rapper จะเริ่มออกอากาศตอนแรกในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561 ทางช่อง Workpoint 23 เวลา 20.15 น. ชมตัวอย่างรายการได้ที่ www.facebook.com/TheRapperTH/videos/379146369225436/?t=10

The post สิ้นสุดการรอคอยกับเทปแรกรายการ The Rapper วันนี้! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-rapper-thailand/feed/ 0
การกลับมาเจอกันในรอบ 17 ปี ของขันเงิน และโจอี้ บอย บนเวที The Rapper https://thestandard.co/therapperu/ https://thestandard.co/therapperu/#respond Tue, 07 Nov 2017 03:00:35 +0000 https://thestandard.co/?p=41270

     กลิ่นบรรยากาศเก่าๆ ลอยมาเตะจมูกทันท […]

The post การกลับมาเจอกันในรอบ 17 ปี ของขันเงิน และโจอี้ บอย บนเวที The Rapper appeared first on THE STANDARD.

]]>

     กลิ่นบรรยากาศเก่าๆ ลอยมาเตะจมูกทันทีที่เห็นรูปของ 2 แรปเปอร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการฮิปฮอปไทยอย่าง ขันเงิน เนื้อนวล และ โจอี้ บอย กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งบนเวที The Rapper หลังจากที่ทั้งคู่เคยเป็นเสมือนเพื่อนรักและเคยมีผลงานร่วมกันมาตั้งแต่สมัย 17 ปีก่อน ในฐานะ AA Crew โปรเจกต์ฮิปฮอปในตำนานแห่งปี 2000

     AA Crew คือการรวมตัวของศิลปินฮิปฮฮปวัยรุ่นในยุคนั้นอย่าง ขันเงิน (a.k.a. ‘K.H.’ King of da Hustle), เดย์-จำรัส ทัศนละวาด (a.k.a. ‘S.D.’ Sunny Day), เวย์-ปริญญา อินทชัย (a.k.a. ‘P. Cess’), J.R.O.C และ อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต (a.k.a. Joey Boy) ที่เป็นเสมือนพี่ใหญ่ในวงการตอนนั้น รวมทั้งอีกหลายคนที่มาร่วมกันทำอัลบั้มใต้ดินและช่วยกันบุกเบิกเพลงแรปให้เริ่มเป็นที่รู้จัก จนทำให้เพลง HEA WOY!, FLIP และ YED ของพวกเขากลายเป็นเพลงประจำชาติของงานปาร์ตี้และคนรักเพลงฮิปฮอปไปโดยปริยาย

     ก่อนที่ในปี 2002 จะเกิดปัญหาภายในระหว่างทั้ง 2 คน จนทั้งคู่ต้องแยกกันออกมาทำค่ายเพลงของตัวเองอย่างจริงจังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยโจอี้ บอย ไปเปิดก้านคอคลับ ส่วนขันเงินและเพื่อนๆ ก็ไปพัฒนาวงและค่าย Thaitanium Entertainment ต่อไป ถึงแม้ทั้ง 2 คนจะไม่ได้กลับมาร่วมงานกันอีก แต่สิ่งที่ทั้ง 2 คน ยังไม่เคยหยุดคือการสร้างสรรค์ผลงานเพลงดีๆ และสนับสนุนศิลปินฮิปฮอปรุ่นใหม่ๆ ออกมาให้คนได้รู้จักในวงกว้าง

     และในปี 2017 พวกเขาได้มายืนข้างกันอีกครั้ง ในฐานะกรรมการรายการ The Rapper ของช่อง Workpoint ที่นับเป็นเวทีการประกวดแรปเปอร์ครั้งแรกอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยจะร่วมมือกับศิลปินฮิปฮอปรุ่นน้องอย่าง กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่, UrboyTJ, Twopee Southside และปู่จ๋าน ลองไมค์ ค้นหาคนที่จะมาเป็น The Rapper ในครั้งนี้

     ตัวรูปแบบรายการยังไม่มีการเปิดเผย เรายังบอกไม่ได้ว่าจะมีโอกาสได้เห็นทั้ง 2 คน ร้องเพลงด้วยกันบนเวทีหรือมีผลงานด้วยกันจริงๆ หรือเปล่า แต่จากแคปชันในอินสตาแกรมของโจอี้ บอย ที่บอกว่า “Nice to meet you, Rapper! ดีใจที่ได้เจอมึงอีก..KH”

     ก็ทำให้พวกเราได้แต่หวังว่าจะได้เห็นภาพบรรยากาศเก่าๆ แบบนั้นอีกครั้ง และบอกได้แค่ว่าพวกเราเองก็ดีใจที่ได้เห็นทั้ง 2 คนกลับมาเจอกันจริงๆ

     หมายเหตุ: สำหรับแรปเปอร์รุ่นใหม่ ตอนนี้ทางรายการได้ขยายเวลาออดิชันไปถึงวันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/TheRapperTH

 

Photo: joeybangkokboy/Instagram

The post การกลับมาเจอกันในรอบ 17 ปี ของขันเงิน และโจอี้ บอย บนเวที The Rapper appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/therapperu/feed/ 0