กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กองบัญชาการตำรวจสอบสวน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 21 Jul 2026 05:38:01 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 บช.ก. ล็อกเป้า 2 ‘ตัวการใหญ่’ ตำแหน่งสูงกว่าพิชิต คดีทุจริตสอบท้องถิ่น นัดถก 22 ก.ค. เคาะออกหมายจับเพิ่ม https://thestandard.co/cib-local-exam-corruption-warrants/ Tue, 21 Jul 2026 05:38:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1233225 ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังพิจารณาเอกสารคดีทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น

วันนี้ (20 กรกฎาคม) แหล่งข่าวภายในกองบัญชาการตำรวจสอบสว […]

The post บช.ก. ล็อกเป้า 2 ‘ตัวการใหญ่’ ตำแหน่งสูงกว่าพิชิต คดีทุจริตสอบท้องถิ่น นัดถก 22 ก.ค. เคาะออกหมายจับเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังพิจารณาเอกสารคดีทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น

วันนี้ (20 กรกฎาคม) แหล่งข่าวภายในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดีทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบและรัดกุม ก่อนที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา โดยหากพยานหลักฐานมีความครบถ้วนและแน่นหนาเพียงพอ พนักงานสอบสวนจะดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมทันที

 

ทั้งนี้ ในวันพุธที่ 22 กรกฎาคมนี้ คณะทำงานสืบสวนสอบสวนจะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อประเมินความพร้อมและน้ำหนักของพยานหลักฐานทั้งหมด ก่อนตัดสินใจดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยเป้าหมายสำคัญของชุดสืบสวนในขณะนี้ คือการขยายผลไปให้ถึงกลุ่มผู้ที่มีบทบาทสำคัญหรือผู้บงการระดับสูงของขบวนการ

 

สำหรับกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาชุดเดิมจำนวน 11 รายนั้น แหล่งข่าวระบุว่า ทุกคนต่างให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี และสามารถเรียกตัวมาสอบสวนเพื่อประกอบคำให้การได้ตลอดเวลา โดยในส่วนของคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มดังกล่าว พนักงานสอบสวนได้ส่งมอบเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนตามอำนาจหน้าที่เรียบร้อยแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางยังคงเดินหน้าสืบสวนขยายผลในอีกแนวทางหนึ่งอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นไปที่การดำเนินคดีกับบุคคลที่มีบทบาทสำคัญระดับสูงกว่าเดิม ซึ่งขณะนี้มีเป้าหมายหลักอยู่จำนวน 2 ราย ที่พบว่ามีตำแหน่งระดับสูงกว่า พิชิต

 

ทั้งนี้ การจะดำเนินการออกหมายจับหรือแจ้งข้อกล่าวหาได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเพียงพอและน้ำหนักของพยานหลักฐาน หากพยานหลักฐานสามารถเชื่อมโยงถึงความผิดได้อย่างชัดเจน ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีการอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม แต่หากพยานหลักฐานยังไม่ถึงเกณฑ์ พนักงานสอบสวนจะรวบรวมสำนวนทั้งหมดส่งให้ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการต่อไป

 

แหล่งข่าวย้ำทิ้งท้ายว่า การดำเนินคดีอาญากับบุคคลระดับผู้บริหารหรือผู้มีตำแหน่งสูง จำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานที่รัดกุมเป็นพิเศษ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด และสามารถรองรับการพิจารณาในชั้นศาลได้อย่างสมบูรณ์

The post บช.ก. ล็อกเป้า 2 ‘ตัวการใหญ่’ ตำแหน่งสูงกว่าพิชิต คดีทุจริตสอบท้องถิ่น นัดถก 22 ก.ค. เคาะออกหมายจับเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
คดีทุจริตสอบท้องถิ่นคืบหน้ากว่า 70% ‘พ.ต.อ.อุเทน’ เผยพบร่องรอยทุจริตช่วงส่งผลสอบ ยัน 3 หน่วยงานหลักยังบริสุทธิ์ https://thestandard.co/local-exam-corruption-progress/ Mon, 20 Jul 2026 07:51:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1232874 ภาพ พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แถลงความคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (20 กรกฎาคม) พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน โฆษกคณะกรรมการต […]

The post คดีทุจริตสอบท้องถิ่นคืบหน้ากว่า 70% ‘พ.ต.อ.อุเทน’ เผยพบร่องรอยทุจริตช่วงส่งผลสอบ ยัน 3 หน่วยงานหลักยังบริสุทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แถลงความคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (20 กรกฎาคม) พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย (คณะกรรมการย่อยที่มี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการชุดใหญ่ที่มี ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน) ได้เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 3 เพื่อติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น

 

พ.ต.อ.อุเทน เปิดเผยว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เอกสารในคดี ตลอดจนการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปแล้วรวม 7 ปาก พบว่ากระบวนการจัดสอบในครั้งนี้มีช่องโหว่สำคัญซึ่งคณะกรรมการฯ ได้เสนอแนะให้ตั้งประเด็นตรวจสอบเชิงลึกรวม 30 ประเด็น โดยเฉพาะข้อพิรุธสำคัญที่พบว่า การทุจริตเกิดขึ้นในขั้นตอนหลังจากกระบวนการสอบเสร็จสิ้นลงแล้ว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนที่เกิดการทุจริตจริงนั้นยังอยู่ระหว่างการสรุปมติอย่างเป็นทางการ

 

สำหรับโครงสร้างและกระบวนการจัดสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น พ.ต.อ.อุเทน ชี้แจงว่ามีหลายหน่วยงานร่วมเกี่ยวข้องกันเป็นลำดับ

 

  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.): แจ้งความต้องการและอัตรากำลังที่ว่าง
  • คณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น: กำหนดกรอบโครงสร้างและอัตราตำแหน่ง
  • คณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.): ทำหน้าที่จัดสอบ ซึ่งอาจดำเนินการเองหรือว่าจ้างสถาบันอุดมศึกษา/หน่วยงานภายนอกเข้ามาดำเนินการในบางขั้นตอนตามระเบียบ จากนั้นจึงประกาศผลและส่งรายชื่อผู้สอบผ่านกลับไปยัง อปท. เพื่อเรียกบรรจุตามขั้นตอน

 

พ.ต.อ.อุเทน ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทั้ง 3 หน่วยงานข้างต้นยังไม่ถือว่ามีความผิด เนื่องจาก ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งการให้ลงพื้นที่ตรวจสอบในเชิงลึกอย่างละเอียดเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ชัดเจนภายในระยะเวลา 3 วัน ก่อนที่จะสรุปข้อเท็จจริงเสนอต่อคณะกรรมการฯ ในวันที่ 24 กรกฎาคม และนำเสนอต่อ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ภายในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ตามลำดับ

 

ปัจจุบัน การทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 70% ซึ่งพยานหลักฐานและผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดที่คณะกรรมการฯ รวบรวมได้ จะถูกนำไปใช้ประกอบในสำนวนคดีอาญาที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

 

ทั้งนี้ พ.ต.อ.อุเทน ได้เน้นย้ำถึงขอบเขตการทำงานว่า คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรและตัวบุคคลเท่านั้น โดยจะ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การดำเนินคดีอาญา การแจ้งข้อกล่าวหา หรือการสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งภารกิจในส่วนดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)

The post คดีทุจริตสอบท้องถิ่นคืบหน้ากว่า 70% ‘พ.ต.อ.อุเทน’ เผยพบร่องรอยทุจริตช่วงส่งผลสอบ ยัน 3 หน่วยงานหลักยังบริสุทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สอบสวนกลางส่งทีมประกบ ป.ป.ช. ไต่สวนทุจริตสอบท้องถิ่น กางแผนล็อกเป้าเครือข่ายภาคกลาง-ภาคใต้ คาดสรุปสิ้น ก.ค. นี้ https://thestandard.co/cib-nacc-local-exam-corruption/ Sat, 18 Jul 2026 11:29:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1232304 พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แถลงข่าวคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (18 กรกฎาคม) พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญช […]

The post สอบสวนกลางส่งทีมประกบ ป.ป.ช. ไต่สวนทุจริตสอบท้องถิ่น กางแผนล็อกเป้าเครือข่ายภาคกลาง-ภาคใต้ คาดสรุปสิ้น ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แถลงข่าวคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (18 กรกฎาคม) พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนและดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น โดยระบุว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้รับคำสั่งโดยตรงจากนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเด็ดขาด จึงได้บูรณาการความร่วมมือและประสานงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน

 

ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย บช.ก., สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกร่วมกัน

 

พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของกลุ่มผู้กระทำความผิดที่มีพฤติการณ์ชัดเจนแล้วนั้น ปัจจุบัน บช.ก. มีฐานข้อมูลและอยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลอยู่จำนวนหนึ่ง โดยพบว่าเป็นกลุ่มเครือข่ายที่มีความเคลื่อนไหวหนาแน่นในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลาง

 

สำหรับประเด็นสำคัญกรณีการตรวจพบรายชื่อผู้เข้าสอบที่มีคะแนนสอบผิดปกติเป็นจำนวนสูงถึง 5,924 ราย ตามที่ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาชี้แจงข้อมูลไปก่อนหน้านี้นั้น ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมีฐานข้อมูลเบื้องต้นของกลุ่มดังกล่าวครบถ้วนแล้วจากคณะทำงานตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการปฏิบัติการทางคดีอาญา พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องรอการดำเนินการและมาตรการทางปกครองจากกระทรวงมหาดไทย ในการประกาศเพิกถอนสิทธิ์ผู้เข้าสอบกลุ่มนี้อย่างเป็นทางการเสียก่อน

 

ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินคดีอาญากับกลุ่มผู้เข้าสอบทั้ง 5,924 ราย ภายหลังจากถูกกระทรวงมหาดไทยเพิกถอนสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ ชี้แจงว่า อาจจะมีบางส่วนที่เห็นว่าตนเองเสียสิทธิประโยชน์และเลือกที่จะเข้าพบเพื่อให้การกับสำนักงาน ป.ป.ช. โดยตรง ซึ่งหากผู้เข้าสอบรายใดให้การถ้อยคำที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีและสามารถขยายผลไปถึงตัวการใหญ่ได้ ก็อาจจะได้รับการพิจารณากันไว้เป็นพยานในคดี แต่หากบุคคลใดปรากฏพยานหลักฐานมัดตัวแน่นหนาว่ามีเจตนาทุจริตด้วยการจ่ายเงินเพื่อซื้อข้อสอบ บุคคลนั้นจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดในฐานะผู้ถูกกล่าวหา

 

เนื่องจากผู้กระทำความผิดในขบวนการทุจริตนี้ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่รัฐ คดีหลักจึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นหลัก ล่าสุด บช.ก. ได้ส่งข้าราชการตำรวจฝีมือดีจำนวนหนึ่งเข้าไปสนับสนุน เพื่อให้ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็นผู้ช่วยคณะไต่สวนร่วมอย่างเป็นทางการ ทำหน้าที่เร่งรัดการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน

 

โดยคาดว่าภายในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ บช.ก. จะสามารถส่งมอบและสรุปรายงานความคืบหน้าทางคดีในส่วนที่รับผิดชอบได้ทั้งหมด และหากการตรวจสอบข้อกฎหมายรวมถึงพยานหลักฐานต่างๆ เสร็จสิ้นรัดกุมแล้ว สอบสวนกลางเตรียมที่จะเปิดปฏิบัติการขยายผลกวาดล้างผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้ต่อไป

The post สอบสวนกลางส่งทีมประกบ ป.ป.ช. ไต่สวนทุจริตสอบท้องถิ่น กางแผนล็อกเป้าเครือข่ายภาคกลาง-ภาคใต้ คาดสรุปสิ้น ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ บอกบุญคุณกองไว้ตรงนั้น สั่งคัดกรองคณะทำงานรัฐมนตรีเข้ม หลังโยงคดีโกงสอบท้องถิ่น https://thestandard.co/anutin-staff-screening-fraud/ Tue, 14 Jul 2026 07:21:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1230486 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล น […]

The post นายกฯ บอกบุญคุณกองไว้ตรงนั้น สั่งคัดกรองคณะทำงานรัฐมนตรีเข้ม หลังโยงคดีโกงสอบท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สามารถจับกุมตัวจ่าสิบตรี ดร.พิชิต, ดร.วิน และน้องสาวของ ดร.วิน ผู้ต้องหา 3 คน ในคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า ได้รับรายงานจากตำรวจแล้ว โดยขณะนี้ให้ตำรวจสอบสวนเบื้องต้นและดำเนินคดี พร้อมระบุว่า เรื่องนี้ไม่ต้องแถลงข่าวแล้ว เพราะสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้ง 3 คนแล้ว

 

ส่วนจะต้องมีการคัดกรองทีมงานของรัฐมนตรีหรือไม่ หลังพบว่าหนึ่งในผู้ต้องหาเคยเป็นคณะทำงานของรัฐมนตรี อนุทิน กล่าวว่า ตนได้กำชับว่า เวลาจะแต่งตั้งใครให้ดำรงตำแหน่งหลัก ตำแหน่งรอง หรือตำแหน่งที่ปรึกษา จากนี้ไปต้องคัดกรองให้เต็มที่ โดยจะให้ผู้ใหญ่ในคณะรัฐมนตรีตรวจสอบทั้งหมด ซึ่งในช่วงที่มีการแต่งตั้งนั้น ยังไม่มีปัญหา จึงต้องยึดข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนั้น

 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่มีชื่อบุคคลในกระบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นเกี่ยวข้องกับบุคคลในพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่า หากเกี่ยวข้องกับใคร ก็โดนหมด

 

เมื่อถามว่า หากเป็นคนระดับแกนนำก็โดนด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า “แน่นอน ยิ่งถ้าเป็นคนของพรรค ก็ไม่มีเว้น อย่าว่าแต่คนของผมหรือคนของใคร ก็ต้องจัดการตามกฎหมาย ถูกดำเนินคดี”

 

ส่วนจะต้องพิจารณาเรื่องการแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือทีมงานของรัฐมนตรี ต้องมีการคัดกรองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีการคัดกรองความประพฤติอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้คนในพรรคก็โดนไปหลายยกแล้ว จึงต้องเพิ่มความระมัดระวัง

 

“ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ตอบแทนบุญคุณใคร ทุกคนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้ เพราะฉะนั้นเจ้าบุญคุณในอดีตก็ถือว่ากองไว้ตรงนั้น ไม่ต้องเอามาเป็นบุญคุณ ถือเสียว่าผมเป็นคนตั้ง รัฐมนตรีก็ไม่สามารถแต่งตั้งใครด้วยความเกรงใจ หรือเป็นหนี้บุญคุณ ก้าวหน้าจนมาเป็นถึงรัฐมนตรีแล้ว ยังมาตั้งทีมคณะทำงาน 20-30 คน บ้าแล้ว”

 

เมื่อถามว่า ไม่กังวลใช่หรือไม่ว่าแรงเหวี่ยงจะมาถึงนายกรัฐมนตรี อนุทิน กล่าวว่า ตนเองก็กังวล บรรดารัฐมนตรีทั้งหลาย ว่า มาเป็นรัฐมนตรีแล้ว ทำไมจะต้องมีคณะทำงานและที่ปรึกษาอะไรเยอะแยะ ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ต้องเป็นรัฐมนตรี

The post นายกฯ บอกบุญคุณกองไว้ตรงนั้น สั่งคัดกรองคณะทำงานรัฐมนตรีเข้ม หลังโยงคดีโกงสอบท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเส้นทางการเงินมัดตัวปลัดภูเก็ตโยงคดีทุจริตเรียกรับสินบนสอบ อส. และคดีที่ดิน ส.ค.1 https://thestandard.co/phuket-palad-bribery-land-exam/ Tue, 30 Jun 2026 11:50:42 +0000 https://thestandard.co/phuket-palad-bribery-land-exam/ ภาพแถลงข่าวการจับกุมปลัดจังหวัดภูเก็ตคดีทุจริตเรียกรับสินบน

วันนี้ (30 มิถุนายน) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช […]

The post เปิดเส้นทางการเงินมัดตัวปลัดภูเก็ตโยงคดีทุจริตเรียกรับสินบนสอบ อส. และคดีที่ดิน ส.ค.1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแถลงข่าวการจับกุมปลัดจังหวัดภูเก็ตคดีทุจริตเรียกรับสินบน

วันนี้ (30 มิถุนายน) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับสูง ร่วมกันแถลงผลการจับกุม รุ่งเรือง ปลัดจังหวัดภูเก็ต ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 พฤติการณ์เรียกรับเงินช่วยเหลือสอบราชการและแก้เอกสารที่ดิน

 

การจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อกล่าวหาว่ารุ่งเรืองมีพฤติการณ์เป็นตัวกลางเรียกรับเงินจากเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) จำนวน 3 ราย รายละ 300,000 บาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้สอบบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่นได้

 

อังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการฯ จาก DSI เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากคดีสอบเข้าราชการแล้ว ยังมีผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมได้เข้าร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต ว่าถูกปลัดจังหวัดรายนี้เรียกรับเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือแก้ไขเอกสาร ส.ค.1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิการครอบครองที่ดิน โดยมีบุคคลที่สามเป็นนายหน้าพาเข้าพบ เมื่อผู้เสียหายตกลงและโอนเงินให้ตามเลขบัญชีที่ผู้ต้องหาระบุ กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ตามที่ตกลงไว้

 

พ.ต.อ.สุพจน์ ระบุว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินในคดีที่ดิน พบความเชื่อมโยงกับคดีเรียกรับเงิน อส. อย่างชัดเจน โดยพบว่ารุ่งเรืองได้สั่งการให้เจ้าของโรงแรมโอนเงิน 1 ล้านบาท ไปยังบัญชีของ 1 ใน 3 อส. ที่เคยจ่ายเงินให้ตน เพื่อเป็นการคืนเงินที่เคยเรียกรับมา จากนั้นรุ่งเรืองได้สั่งให้ อส. รายดังกล่าวทอนเงินส่วนต่างจำนวน 100,000 บาท เข้าบัญชีของเลขานุการส่วนตัว และให้เลขานุการกดเป็นเงินสดนำมามอบให้ตนเอง

 

จากพยานหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงกัน เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าจับกุมรุ่งเรืองเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 (ฐานเป็นคนกลางเรียกรับผลประโยชน์) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 175 พร้อมทั้งแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในคดีเรียกรับเงินจากเจ้าของโรงแรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และ 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 

สำหรับการดำเนินการตรวจสอบกรณีทุจริตสอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ตำรวจชี้แจงว่า คดีนี้เป็นคนละส่วนกับคดีโกงข้อสอบหลักที่สำนักงาน ป.ป.ช. รับผิดชอบอยู่ อย่างไรก็ตาม การสืบสวนจะดำเนินควบคู่กันไป หากพบความเชื่อมโยงจะมีการขยายผลต่อไป

 

ในประเด็นข้อสงสัยเรื่องแรงจูงใจทางการเมือง กรณีที่ผู้ต้องหาเพิ่งกลับมารับตำแหน่งได้เพียง 1 วันก่อนถูกจับกุม วิรุฟห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้กรมฯ มีคำสั่งให้ปลัดจังหวัดและข้าราชการที่เกี่ยวข้องรวม 5 ราย เข้ามาช่วยราชการส่วนกลางเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อครบกำหนดตามระเบียบจึงต้องส่งตัวกลับต้นสังกัด ซึ่งผลการสอบสวนทางวินัยพบมูลความผิดเพียงพอ และเตรียมมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าดำเนินคดีทางอาญาเสียก่อนเนื่องจากพยานหลักฐานมีความรัดกุม

 

ทั้งนี้ คณะทำงานร่วมบูรณาการทุกฝ่ายขอยืนยันว่า การดำเนินคดีดังกล่าวเป็นผลจากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเส้นทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ และไม่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองในพื้นที่แต่อย่างใด ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องพฤติกรรมคุกคามเจ้าหน้าที่ อส. หญิงนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยอมรับว่าเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการสืบสวน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้

The post เปิดเส้นทางการเงินมัดตัวปลัดภูเก็ตโยงคดีทุจริตเรียกรับสินบนสอบ อส. และคดีที่ดิน ส.ค.1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รอง ผบช.ก. บินด่วนลงพื้นที่สงขลา สอบปลัดภูเก็ตคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ด้านเจ้าตัวหน้าเครียด-ยังไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล https://thestandard.co/phuket-palad-corruption-probe/ Sat, 27 Jun 2026 05:25:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1223655 พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา

วันนี้ (27 มิถุนายน) พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้ […]

The post รอง ผบช.ก. บินด่วนลงพื้นที่สงขลา สอบปลัดภูเก็ตคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ด้านเจ้าตัวหน้าเครียด-ยังไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา

วันนี้ (27 มิถุนายน) พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เดินทางมายังสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีและเข้าสอบปากคำ รุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น หลังจากวานนี้ (26 มิถุนายน) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ CIB นำหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 เข้าจับกุม

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในห้องพนักงานสอบสวน ชั้น 1 ของ สภ.เมืองสงขลา ทันทีที่ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ เดินเข้าไปภายในห้องสอบสวน รุ่งเรืองมีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด และมีท่าทีเงียบขรึมตลอดช่วงการสอบปากคำ โดยใช้เวลานานประมาณ 30 นาที

 

ภายหลังเสร็จสิ้นการสอบปากคำ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ได้เดินออกจากห้องสอบสวน โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงความเชื่อมโยงของคดีดังกล่าวว่าเป็นคดีค้างเก่าหรือมีความเกี่ยวข้องกับประเด็นการทุจริตการสอบที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้หรือไม่ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของคดีได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบข้อมูลให้มีความชัดเจนมากที่สุด พร้อมยืนยันว่าจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

 

ส่วนประเด็นการสอบปากคำเพิ่มเติมในวันนี้ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ กล่าวว่า เป็นเพียงการสอบถามข้อมูลในรายละเอียดบางประเด็นเท่านั้น แต่ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมากนัก

The post รอง ผบช.ก. บินด่วนลงพื้นที่สงขลา สอบปลัดภูเก็ตคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ด้านเจ้าตัวหน้าเครียด-ยังไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองปราบฯ เปิดขบวนการโกงสอบท้องถิ่น เงินสะพัดกว่า 4 พันล้าน พบเส้นทางเงินโยงปี 67 จ่อฟันอาญาข้อหา ‘อั้งยี่-ซ่องโจร’ https://thestandard.co/local-exam-cheating-ring-busted/ Fri, 26 Jun 2026 08:19:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1223270 ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามกำลังตรวจสอบเอกสารหลักฐานในคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (26 มิถุนายน) พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม […]

The post กองปราบฯ เปิดขบวนการโกงสอบท้องถิ่น เงินสะพัดกว่า 4 พันล้าน พบเส้นทางเงินโยงปี 67 จ่อฟันอาญาข้อหา ‘อั้งยี่-ซ่องโจร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามกำลังตรวจสอบเอกสารหลักฐานในคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (26 มิถุนายน) พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ชุดคลี่คลายคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ได้เปิดเผยความคืบหน้าเชิงลึกของคดี โดยระบุว่า จุดเริ่มต้นของการสืบสวนเกิดจากการร้องเรียนของผู้เข้าสอบบางส่วนที่ไม่ได้รับการบรรจุตามที่ตกลงไว้กับขบวนการนายหน้า ทั้งที่การสอบดังกล่าวมีผู้สมัครสูงกว่า 400,000 คน แต่เปิดรับเพียง 6,000 อัตรา

 

​จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก เจ้าหน้าที่พบว่ามีผู้เข้าสอบที่ยอมจ่ายเงินให้กับเครือข่ายทุจริตจำนวนสูงถึง 9,000 คน โดยมีอัตราค่าดำเนินการเรียกเก็บตั้งแต่ 300,000 ถึง 900,000 บาทต่อราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมที่หมุนเวียนในขบวนการนี้มากกว่า 4,000 ล้านบาท

 

ชุดสืบสวนได้แกะรอยจนพบฐานปฏิบัติการของขบวนการดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี จดทะเบียนในนาม บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 10 ราย พร้อมตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตได้เป็นจำนวนมาก โดยพบว่าขบวนการนี้มี พิชิต เป็นผู้สั่งการระดับสูง และมีฉัตรพิศุทธิ์ ทำหน้าที่ประสานงานรับเอกสารจากสนามสอบ

 

​สำหรับวิธีการทุจริตหรือแผนประทุษกรรม ขบวนการจะนำกระดาษคำตอบฉบับจริงมาถ่ายสำเนาและเปรียบเทียบกับเฉลย จากนั้นใช้ปากกาสีแดงขีดในช่องคำตอบที่ถูกต้องเพื่อทำสัญลักษณ์ ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ไขปรับคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ แล้วจึงทำการสแกนเอกสารที่ถูกปลอมแปลงกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการติดตามตัวบุคคลสำคัญอีก 1 ราย ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลคะแนนของผู้ที่จ่ายเงินบันทึกลงในแฟลชไดรฟ์ เพื่อนำส่งให้บริษัทที่นนทบุรี

 

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขบวนการนี้น่าจะดำเนินการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากตรวจสอบพบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหามีความเคลื่อนไหวสอดคล้องกับช่วงเวลาการจัดสอบย้อนหลังไปถึงปี 2567 อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญในการขยายผลคือ ระเบียบราชการที่กำหนดให้เก็บรักษากระดาษคำตอบฉบับจริงไว้ที่โกดังของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพียง 2 ปี ก่อนทำการทำลายทิ้ง ทำให้ยากต่อการตรวจสอบย้อนหลังในปีก่อนหน้า

 

​ในด้านการดำเนินคดี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เตรียมแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในความผิดฐาน อั้งยี่และซ่องโจร เนื่องจากมีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดเป็นขบวนการ รวมทั้งจะดำเนินคดีกับผู้ที่นำข้อมูลความลับของกระทรวงมหาดไทยออกไปเผยแพร่ ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ ส่วนความผิดในมิติอื่น ๆ จะอยู่ในอำนาจการพิจารณาไต่สวนของสำนักงาน ป.ป.ช.

 

​ทางด้าน พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ได้ประสานขอรับมอบพยานหลักฐาน โดยเฉพาะกระดาษคำตอบจาก ป.ป.ช. มาวิเคราะห์เพื่อขยายผล ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายของวันนี้ได้มีการเรียกประชุมคณะชุดสืบสวนสอบสวนเพื่อบูรณาการข้อมูลทั้งหมด โดยเชื่อมั่นว่าจะมีความชัดเจนในหลายประเด็นทางคดีมากขึ้นภายในวันที่ 29 มิถุนายนนี้

The post กองปราบฯ เปิดขบวนการโกงสอบท้องถิ่น เงินสะพัดกว่า 4 พันล้าน พบเส้นทางเงินโยงปี 67 จ่อฟันอาญาข้อหา ‘อั้งยี่-ซ่องโจร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองปราบฯ จ่อเรียกทุกฝ่ายคดีโกงสอบท้องถิ่น ชี้พยานหลักฐานต้องรัดกุมก่อนออกหมายจับ https://thestandard.co/local-exam-fraud-investigation/ Fri, 26 Jun 2026 04:54:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1223123 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามในเครื่องแบบ

วันนี้ (26 มิถุนายน) ความคืบหน้าการสืบสวนคดีทุจริตสอบแข […]

The post กองปราบฯ จ่อเรียกทุกฝ่ายคดีโกงสอบท้องถิ่น ชี้พยานหลักฐานต้องรัดกุมก่อนออกหมายจับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามในเครื่องแบบ

วันนี้ (26 มิถุนายน) ความคืบหน้าการสืบสวนคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น พ.ต.อ. เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (ผกก.2 บก.ป.) เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามความคืบหน้าทางคดีว่า เบื้องต้นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้กำหนดกรอบทิศทางการทำงานอย่างชัดเจนแล้ว โดยจะพิจารณาเรียกบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดสอบทั้งหมดเข้ามาสอบปากคำอย่างละเอียด

 

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะถูกเรียกตัวมาให้ข้อมูล ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ในฐานะผู้จัดทำข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR), กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.), โรงพิมพ์ข้อสอบ ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ รวมถึงกลุ่มข้าราชการจำนวน 10 ราย ที่ปรากฏภาพในคลิปวิดีโอขณะเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม ตลอดจนกลุ่มผู้เสียหาย เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมารวบรวมประกอบสำนวนคดีให้มีความรัดกุมมากที่สุด

 

ส่วนกรณีที่ปรากฏคลิปเสียงสนทนาระหว่างชายและหญิง ซึ่งมีการระบุชื่อเรียกขานว่า นายกฤต และ นางส้ม โดยเนื้อหาในคลิปมีการแอบอ้างว่ามีส่วนร่วมในขบวนการทุจริตข้อสอบและมีความสนิทสนมกับบุคคลระดับสูงนั้น พ.ต.อ.เนติวิทย์ ระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและพิสูจน์ทราบตัวบุคคล หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจริงตามที่กล่าวอ้าง จะพิจารณาเรียกตัวเข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติมในทันที โดยขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการกับทุกบุคคลที่เกี่ยวข้องให้เร็วที่สุด เนื่องจากเป็นคดีสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและอยู่ในความสนใจของประชาชนอย่างมาก

 

นอกจากนี้ ผกก.2 บก.ป. ยังได้เปิดเผยถึงการยกระดับการทำงานว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เตรียมพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานร่วมขึ้นมาดำเนินการสอบสวนคดีนี้โดยเฉพาะ ซึ่งจะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จาก กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)

 

เนื่องจากก่อนหน้านี้ บก.ปปป. ได้ลงพื้นที่สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานมาแล้วระยะหนึ่ง การบูรณาการกำลังในครั้งนี้จะทำให้ บก.ป. สามารถนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาประกอบโครงสร้างสำนวนคดีให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการออกหมายจับผู้กระทำความผิด พ.ต.อ.เนติวิทย์ ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มีการขออำนาจศาลออกหมายจับบุคคลใด เนื่องจากพนักงานสอบสวนยังคงอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกมิติให้ครบถ้วนรอบด้าน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรัดกุมที่สุดก่อนที่จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

The post กองปราบฯ จ่อเรียกทุกฝ่ายคดีโกงสอบท้องถิ่น ชี้พยานหลักฐานต้องรัดกุมก่อนออกหมายจับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบช.ก. รับคำสั่งนายกฯ ส่ง ‘กองปราบฯ’ ตั้งแท่นทำคดีอาญาโกงสอบท้องถิ่น เอาผิดขั้นสุดแก๊งปลอมเอกสาร https://thestandard.co/pm-orders-crime-suppression-local-exam-fraud/ Thu, 25 Jun 2026 02:37:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1222516 ภาพโต๊ะทำงาน มีคอมพิวเตอร์และเอกสารวางอยู่

วานนี้ (24 มิถุนายน) พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญ […]

The post ผบช.ก. รับคำสั่งนายกฯ ส่ง ‘กองปราบฯ’ ตั้งแท่นทำคดีอาญาโกงสอบท้องถิ่น เอาผิดขั้นสุดแก๊งปลอมเอกสาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโต๊ะทำงาน มีคอมพิวเตอร์และเอกสารวางอยู่

วานนี้ (24 มิถุนายน) พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยความคืบหน้าภายหลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหากรณีการทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง

 

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ในที่ประชุม นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการอย่างเด็ดขาดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการกวาดล้างขบวนการดังกล่าว โดยแบ่งแนวทางการปฏิบัติงานออกเป็น 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วย

 

  • คดีหลักด้านการทุจริต: ให้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการดำเนินการสืบสวนและไต่สวนตามอำนาจหน้าที่
  • การตรวจสอบภายในหน่วยงาน: สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเร่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และต้องรายงานผลความคืบหน้าให้ทราบในทันที
  • การดำเนินคดีอาญา: หากตรวจสอบพบพยานหลักฐานที่ชี้ชัดว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงหรือแก้ไขเอกสาร ให้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่งภารกิจในส่วนนี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)

 

ผบช.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้มอบหมายและสั่งการให้คณะพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เตรียมความพร้อมสำหรับรับผิดชอบคดีดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ กระบวนการทางกฎหมายจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทยเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจากข้อสรุปในที่ประชุม คาดการณ์ว่าทางกระทรวงมหาดไทยจะส่งตัวแทนเข้าแจ้งความภายในวันที่ 24 มิถุนายน

 

ด้าน พล.ต.ต. พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) กล่าวยืนยันว่า ได้รับนโยบายจาก ผบช.ก. ให้กองบังคับการปราบปรามเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบสำนวนคดีดังกล่าว โดยในเบื้องต้นได้มีคำสั่งมอบหมายให้พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (กก.2 บก.ป.) เป็นผู้รับดำเนินการ

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุข้อกล่าวหาที่แน่ชัดได้ เนื่องจากต้องรอให้นิติกรหรือตัวแทนฝ่ายกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษและระบุรายละเอียดฐานความผิดอย่างเป็นทางการเสียก่อน จึงจะสามารถเดินหน้าตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไปได้อย่างสมบูรณ์

 

The post ผบช.ก. รับคำสั่งนายกฯ ส่ง ‘กองปราบฯ’ ตั้งแท่นทำคดีอาญาโกงสอบท้องถิ่น เอาผิดขั้นสุดแก๊งปลอมเอกสาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจทลายโกดังทุนจีน สมุทรปราการ ยึดอาหาร-เครื่องสำอางเถื่อนลวงขายออนไลน์กว่า 1 ล้านชิ้น มูลค่าทะลุ 12 ล้าน https://thestandard.co/chinese-warehouse-samut-prakan-raid/ Wed, 10 Jun 2026 05:34:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1216689 เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบสินค้าเถื่อนจำนวนมากภายในโกดังที่ถูกทลายในจังหวัดสมุทรปราการ

วันนี้ (10 มิถุนายน) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เ […]

The post ตำรวจทลายโกดังทุนจีน สมุทรปราการ ยึดอาหาร-เครื่องสำอางเถื่อนลวงขายออนไลน์กว่า 1 ล้านชิ้น มูลค่าทะลุ 12 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบสินค้าเถื่อนจำนวนมากภายในโกดังที่ถูกทลายในจังหวัดสมุทรปราการ

วันนี้ (10 มิถุนายน) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการเข้าทลายโกดังจัดเก็บและกระจายสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง และวัตถุอันตรายผิดกฎหมาย ซึ่งลักลอบจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยสามารถตรวจยึดของกลางรวม 26 รายการ จำนวนรวมทั้งสิ้น 1,073,327 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 12,061,000 บาท

ดูภาพข่าว ▼ 

​ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องมาจากมาตรการเฝ้าระวังการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้คุณภาพบนช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของ กองกำกับการ 4 บก.ปคบ. ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจยึดได้ทำการสืบสวนจนพบข้อมูลผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปยี่ห้อดังหลายรายการ มีพฤติการณ์แสดงเลขสารบบอาหาร (อย.) ปลอม โดยนำเลขของผลิตภัณฑ์อื่นมาแสดงบนฉลากเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ลวงให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าเป็นสินค้าที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน คณะพนักงานสืบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติหมายค้นจากศาลแขวงสมุทรปราการ เข้าตรวจค้นโกดังเก็บสินค้าแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

 

​จากการเข้าตรวจค้นภายในโกดัง เจ้าหน้าที่สามารถจำแนกของกลางที่ตรวจยึดได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย กลุ่มแรกคือผลิตภัณฑ์อาหารปลอมที่สวมเลข อย. ของผู้อื่นรวม 9 รายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์กาแฟยี่ห้อ Phonenix Roastz จำนวน 175,000 ชิ้น ผลิตภัณฑ์กาแฟลาเต้ยี่ห้อ Golden Elephant จำนวน 20,400 ชิ้น เครื่องดื่มไวท์เทนนิ่ง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทโปรไบโอติก

 

กลุ่มที่สองคือผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่แสดงฉลากภาษาไทยจำนวน 4 รายการ เช่น ผลิตภัณฑ์มัทฉะเจแปนรวมกว่า 24,000 ชิ้น และคอลลาเจนเปปไทด์ กลุ่มที่สามคือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่แสดงฉลากไม่ถูกต้องและไม่แสดงภาษาไทยรวม 12 รายการ ซึ่งพบผ้าอนามัยยี่ห้อ Care GAGA มีจำนวนสูงถึง 508,240 ชิ้น รวมถึงโฟมล้างหน้า ครีมมาส์กหน้า แผ่นตรวจสอบค่าความเป็นกรดด่างในช่องคลอด และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอื่นๆ นอกจากนี้ยังตรวจยึดกล่องบรรจุภัณฑ์เปล่าเตรียมแพ็คของยี่ห้อต่างๆ อีกจำนวน 200,000 ชิ้น

 

​จากการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมพบว่า คลังสินค้าดังกล่าวมีการบริหารจัดการในลักษณะระบบ เก็บ แพ็ค ส่ง หรือ Fulfillment โดยมี กุย (สงวนนามสกุล) พนักงานสัญชาติจีน ทำหน้าที่ดูแลอาคาร ซึ่งได้ให้การรับสารภาพว่า ของกลางทั้งหมดเป็นของกลุ่มนายทุนชาวจีนที่จะคอยติดตามสินค้าที่เป็นกระแสและเป็นที่นิยมในสื่อสังคมออนไลน์ของไทย ก่อนจะสั่งผลิตและนำเข้าลักลอบมาจากประเทศจีนเพื่อมาจัดเก็บไว้ที่โกดังแห่งนี้ รอรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าชาวไทยแล้วจึงดำเนินการจัดส่ง โดยมียอดการจัดส่งเฉลี่ยวันละ 200 ถึง 300 ชิ้น และเปิดดำเนินการมาแล้วเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน

 

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ตั้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ในฐานความผิดขายอาหารปลอม และขายอาหารที่ไม่มีฉลากภาษาไทย รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ฐานขายเครื่องสำอางที่ไม่มีฉลากภาษาไทย ซึ่งมีอัตราโทษขั้นสูงจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 100,000 บาท

 

​พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้กล่าวแสดงความห่วงใยและแจ้งเตือนไปยังประชาชนผู้บริโภคว่า แม้การซื้อขายสินค้าออนไลน์จะให้ความสะดวกสบาย แต่ก็กลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มมิจฉาชีพและกลุ่มทุนข้ามชาติฉวยโอกาสนำสินค้าปลอมแปลงและไร้มาตรฐานเข้ามาจำหน่าย ซึ่งสินค้าที่สวมเลข อย. หรือไม่มีฉลากภาษาไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดจากกระบวนการผลิตที่ปนเปื้อนและไม่ได้มาตรฐาน

 

พร้อมส่งคำเตือนไปยังผู้ประกอบการห้ามนำสินค้าลักษณะนี้มาจำหน่ายเด็ดขาด เนื่องจากทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางจะบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดในการกวาดล้างและขยายผลจับกุมขบวนการดังกล่าวจนถึงที่สุด ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิดสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ปคบ. 1135 หรือผ่านทางเพจเฟบุก ปคบ. เตือนภัยผู้บริโภค ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบสินค้าเถื่อนจำนวนมากภายในโกดังที่ถูกทลายในจังหวัดสมุทรปราการ 1เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบสินค้าเถื่อนจำนวนมากภายในโกดังที่ถูกทลายในจังหวัดสมุทรปราการ 2เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบสินค้าเถื่อนจำนวนมากภายในโกดังที่ถูกทลายในจังหวัดสมุทรปราการ 3เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบสินค้าเถื่อนจำนวนมากภายในโกดังที่ถูกทลายในจังหวัดสมุทรปราการ 4เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบสินค้าเถื่อนจำนวนมากภายในโกดังที่ถูกทลายในจังหวัดสมุทรปราการ 5เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบสินค้าเถื่อนจำนวนมากภายในโกดังที่ถูกทลายในจังหวัดสมุทรปราการ 6เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบสินค้าเถื่อนจำนวนมากภายในโกดังที่ถูกทลายในจังหวัดสมุทรปราการ 7เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบสินค้าเถื่อนจำนวนมากภายในโกดังที่ถูกทลายในจังหวัดสมุทรปราการ 8

The post ตำรวจทลายโกดังทุนจีน สมุทรปราการ ยึดอาหาร-เครื่องสำอางเถื่อนลวงขายออนไลน์กว่า 1 ล้านชิ้น มูลค่าทะลุ 12 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม https://thestandard.co/de-cyber-police-obscene-live-platforms/ Mon, 25 May 2026 07:16:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1210644 ภาพเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอีและตำรวจไซเบอร์แถลงข่าวกรณีไลฟ์สดอนาจาร

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ไชยชนก ชิดชอบ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตร […]

The post ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอีและตำรวจไซเบอร์แถลงข่าวกรณีไลฟ์สดอนาจาร

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ไชยชนก ชิดชอบ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ประชุมร่วมกับตัวแทนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ภายหลังเกิดเหตุการไลฟ์สดเนื้อหาลามกอนาจารบนโลกออนไลน์ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านหลายบัญชีผู้ใช้งาน และบางกรณีดำเนินต่อเนื่องนาน 8-10 ชั่วโมงโดยไม่ถูกระงับ

 

ในการประชุม มีตัวแทนจากบริษัท Meta เข้าร่วมในระดับ Director of Public Policy ประจำภูมิภาคเอเชียใต้และอาเซียน เพื่อรับฟังข้อมูลจากภาครัฐไทย และหารือแนวทางป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาผิดกฎหมายในอนาคต

 

ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA ชี้แจงความคืบหน้าว่า กระทรวงดิจิทัลฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจพบการไลฟ์สดลักษณะลามกอนาจารรวมอย่างน้อย 5 บัญชี และได้รวบรวมข้อมูลส่งให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4)

 

พร้อมทั้งมีการตรวจสอบความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มตามมาตรา 15 โดยไชยชนก ชิดชอบได้สั่งการให้แพลตฟอร์มเร่งส่งข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายละเลยการระงับเนื้อหาหรือไม่ ซึ่งหากพบความบกพร่อง อาจนำไปสู่การดำเนินคดีทั้งต่อผู้โพสต์และผู้ให้บริการร่วมกัน

 

ETDA ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ฎ. การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งหนังสือถึง Meta เพื่อขอข้อมูลสำคัญ อาทิ ข้อมูลบัญชีต้นทาง เครือข่ายการกระจายเนื้อหา ระบบตรวจจับ (Detection) และระบบระงับการเผยแพร่ (Take Down) ทั้งแบบอัตโนมัติและการใช้บุคลากร

 

ทั้งนี้ การระงับเนื้อหาอย่างรวดเร็วเป็นมาตรการสำคัญ แต่กฎปัจจุบันที่กำหนดกรอบเวลา 24 ชั่วโมงอาจไม่ทันต่อสถานการณ์จริง จึงอยู่ระหว่างการทบทวนเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมกับประเภทความเสี่ยงของเนื้อหา

 

ด้านกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รายงานว่า ศูนย์เฝ้าระวังสื่อสังคมออนไลน์ตรวจพบการไลฟ์สดลักษณะดังกล่าวรวม 33 บัญชีในวันเกิดเหตุ และเพิ่มอีก 2 บัญชีในวันถัดมา โดยพบว่าบางส่วนเป็นบัญชีอวตาร ใช้ภาพปลอมหรือภาพบุคคลอื่นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

 

นอกจากนี้ ยังพบการแนบลิงก์ระหว่างการไลฟ์ ซึ่งอาจเข้าข่ายฟิชชิงเพื่อหลอกลวงหรือขโมยข้อมูลผู้ใช้งาน รวมถึงมีการนำเนื้อหาไปเผยแพร่ซ้ำในเว็บไซต์ลามก และใช้เป็นช่องทางโฆษณาชักชวนเล่นพนันออนไลน์

 

ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนตัวบุคคลเบื้องหลังทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ตัวตนและขยายผล โดยยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) และมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี

 

ขณะเดียวกัน บช.สอท. ระบุว่าได้ประสานงานกับ Meta เพื่อขอข้อมูลทางเทคนิคและบัญชีที่เกี่ยวข้อง พร้อมแชร์รูปแบบพฤติกรรมของผู้กระทำผิด เพื่อพัฒนาระบบตรวจจับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยอมรับว่าผู้กระทำผิดมีการใช้เทคนิคหลบเลี่ยง เช่น การปกปิดใบหน้าและการดัดแปลงเนื้อหา

 

ขณะที่ ไชยชนกกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาเชิงระบบของการกำกับดูแลเนื้อหาออนไลน์ในปัจจุบัน ทั้งในด้านความรวดเร็วของการแพร่กระจายข้อมูล และข้อจำกัดของมาตรการลบเนื้อหาในกรอบเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของเนื้อหาแต่ละประเภท

 

พร้อมย้ำว่า รัฐจะยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้ครอบคลุมทั้งผู้สร้างคอนเทนต์ ผู้เผยแพร่ และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง หากพบการละเลยการระงับเนื้อหาหลังรับทราบเหตุ อาจต้องรับผิดร่วมตามกฎหมาย พร้อมเตือนว่า การเผยแพร่ แชร์ หรือส่งต่อเนื้อหาลามกอนาจารในระบบคอมพิวเตอร์ถือเป็นความผิดตามกฎหมายเช่นเดียวกัน และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการมีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี

 

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างบูรณาการข้อมูลร่วมกัน เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลเนื้อหาออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์มากขึ้น

The post ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
​ ทลายแก๊งทำยาแมวเถื่อน ‘Emune’ ผสมน้ำ-แป้งเพิ่มราคา เข้าข่ายทารุณกรรมสัตว์ทางอ้อม https://thestandard.co/illegal-cat-medicine-emune-bust/ Sat, 16 May 2026 05:51:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1207886 เจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมปศุสัตว์แถลงข่าวพร้อมของกลางยาแมวเถื่อนยี่ห้อ Emune ที่ถูกยึดได้

วันนี้ (16 พฤษภาคม) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่ […]

The post ​ ทลายแก๊งทำยาแมวเถื่อน ‘Emune’ ผสมน้ำ-แป้งเพิ่มราคา เข้าข่ายทารุณกรรมสัตว์ทางอ้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมปศุสัตว์แถลงข่าวพร้อมของกลางยาแมวเถื่อนยี่ห้อ Emune ที่ถูกยึดได้

วันนี้ (16 พฤษภาคม) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการเชิงรุกในการทลายแหล่งผลิตและจำหน่ายยารักษาสัตว์เถื่อนยี่ห้อดังในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบนำยาสัตว์มาเจือจางผสมเพิ่มปริมาณเพื่อลดต้นทุน ก่อนนำไปเร่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

 

ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้รับการประสานงานจากกรมปศุสัตว์ กรณีมีเบาะแสการร้องเรียนบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งจดทะเบียนประกอบกิจการขายส่งอาหารสัตว์ แต่กลับมีพฤติการณ์ลักลอบนำเข้ายารักษาโรคสัตว์กลุ่มยาต้านไวรัส สำหรับรักษาโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบติดต่อในแมว (FIP) โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบแน่ชัดถึงสถานที่จัดเก็บและโรงงานที่ใช้ผลิตยาเถื่อนยี่ห้อ Emune (ระบุสรรพคุณอ้างว่าเป็นยาต้านไวรัส GS-441524) จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สนธิกำลังนำหมายค้นของศาลแขวงสมุทรปราการ เข้าตรวจค้นโรงงานแห่งหนึ่งในตำบลบางเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

 

โดยพบทรงพันธ์ อายุ 35 ปี แสดงตนเป็นเจ้าของสถานที่ ผลการตรวจค้นสามารถยึดของกลางได้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ยาไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยายี่ห้อ Emune ทั้งแบบบรรจุกล่องพร้อมขายและยังไม่บรรจุกล่อง เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต อาทิ เครื่องตอกเม็ดยา เครื่องผนึกฝา สารเคมี บรรจุภัณฑ์ และฉลาก รวมมูลค่าของกลางกว่า 1,000,000 บาท

 

จากการสอบสวนเชิงลึกพบพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิด โดยกลุ่มผู้ต้องหาไม่ได้เพียงแค่ลักลอบนำเข้ายารักษาโรคสัตว์เถื่อนมาจำหน่ายผ่านเพจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์เท่านั้น แต่ยังใช้วิธีลดต้นทุนเพื่อเพิ่มกำไรสูงสุด ด้วยการนำยาที่ลักลอบนำเข้ามาเจือจางผสมเพิ่มเอง โดยยาชนิดน้ำจะถูกนำมาผสมกับน้ำเปล่า ส่วนยาชนิดเม็ดจะถูกนำมาผสมแป้งแล้วอัดเม็ดใหม่ เพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าให้มากขึ้นหลายเท่าตัว

 

ซึ่งกระบวนการผลิตเหล่านี้ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ไม่ถูกสุขลักษณะ และไม่มีการควบคุมปริมาณตัวยาที่ชัดเจน ส่งผลให้ยาไม่ได้ผลในเชิงการรักษา และอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายของสัตว์เลี้ยง เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ในฐานผลิต ขาย หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต, ฐานผลิตหรือขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา และฐานโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้กล่าวเน้นย้ำถึงปฏิบัติการครั้งนี้ว่า เป็นการกวาดล้างผู้ฉวยโอกาสที่นำความรักความห่วงใยของประชาชนที่มีต่อสัตว์เลี้ยง หรือกลุ่มทาสแมว มาเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ส่วนตน ซึ่งการกระทำผิดในลักษณะนี้ ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง แต่ยังถือเป็นการทารุณกรรมสัตว์ทางอ้อม เพราะสัตว์ที่กำลังเจ็บป่วยแทนที่จะได้รับการรักษา กลับต้องมาเสี่ยงต่ออาการที่ทรุดหนักลงจากการได้รับยาที่ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่ปลอดภัย หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ปคบ. 1135

 

ทางด้าน น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และ ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้กล่าวเสริมในทิศทางเดียวกันว่า ปัจจุบันปัญหายาสัตว์ปลอมหรือยาที่ไม่ขึ้นทะเบียนมีการแพร่ระบาดทางสื่อออนไลน์เป็นระยะ ซึ่งยาเหล่านี้ไม่ทราบแหล่งที่มาแน่ชัด มักมีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง และจำหน่ายในราคาสูง จึงขอเตือนสัตวแพทย์และเจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ตรวจสอบการขึ้นทะเบียนยาตามกฎหมายอย่างรอบคอบผ่านเว็บไซต์ของ อย. หรือแอปพลิเคชันหมอพร้อม และควรเลือกซื้อยาจากสถานที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากพบเบาะแสการกระทำผิดสามารถแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ของกรมปศุสัตว์ หรือสายด่วน อย. 1556 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมปศุสัตว์แถลงข่าวพร้อมของกลางยาแมวเถื่อนยี่ห้อ Emune ที่ถูกยึดได้ 1เจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมปศุสัตว์แถลงข่าวพร้อมของกลางยาแมวเถื่อนยี่ห้อ Emune ที่ถูกยึดได้ 2เจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมปศุสัตว์แถลงข่าวพร้อมของกลางยาแมวเถื่อนยี่ห้อ Emune ที่ถูกยึดได้ 3เจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมปศุสัตว์แถลงข่าวพร้อมของกลางยาแมวเถื่อนยี่ห้อ Emune ที่ถูกยึดได้ 4

The post ​ ทลายแก๊งทำยาแมวเถื่อน ‘Emune’ ผสมน้ำ-แป้งเพิ่มราคา เข้าข่ายทารุณกรรมสัตว์ทางอ้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสิมันต์จี้รัฐบาลตามคดีฟอกเงินเครือข่ายฮุ่ยวันเพย์ ขู่ฟ้อง ม. 157 รมว. ยุติธรรมหากละเว้นตรวจจับ ฮุน โต https://thestandard.co/rangsiman-questions-justice-minister-hui-one-pay-money-laundering-case/ Thu, 14 May 2026 07:43:05 +0000 https://thestandard.co/rangsiman-questions-justice-minister-hui-one-pay-money-laundering-case/ รังสิมันต์จี้รัฐบาลตามคดีฟอกเงินเครือข่ายฮุ่ยวันเพย์

สส. พรรคประชาชนตั้งกระทู้ถามความคืบหน้าคดีเครือข่ายฮุ่น […]

The post รังสิมันต์จี้รัฐบาลตามคดีฟอกเงินเครือข่ายฮุ่ยวันเพย์ ขู่ฟ้อง ม. 157 รมว. ยุติธรรมหากละเว้นตรวจจับ ฮุน โต appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสิมันต์จี้รัฐบาลตามคดีฟอกเงินเครือข่ายฮุ่ยวันเพย์

สส. พรรคประชาชนตั้งกระทู้ถามความคืบหน้าคดีเครือข่ายฮุ่นวันเพย์ (Huione Pay) และกลุ่มสแกมเมอร์ พร้อมเตือนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่า อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หากรับทราบข้อมูลความเชื่อมโยงของผู้ถือหุ้นระดับสูงอย่างฮุน โต แต่ไม่มีการขยายผลทางคดี

 

รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามทั่วไปถึงนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการปราบปรามสแกมเมอร์และการฟอกเงินของเครือข่ายบริษัทฮุ่ยวันเพย์ โดยมี พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ตอบกระทู้แทน

 

รังสิมันต์ได้นำเสนอแผนผังของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางที่แสดงเส้นทางการฟอกเงินในคดีสกายฟอล (Skyfall) ซึ่งระบุความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทฮุ่ยวันเพย์กับกลุ่มทุนสีเทาในกองทุน CAI พร้อมตั้งคำถามถึงความคืบหน้าในการออกหมายแดง (Red Notice) ของตำรวจสากลเพื่อจับกุมเบน สมิธ การดำเนินการสืบทรัพย์ ตลอดจนการขยายผลตรวจสอบเครือข่ายนักการเมืองในประเทศไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

 

พล.ต.ท.รุทธพลชี้แจงว่า คดีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับ ยิม เลียก โดยมีพยานหลักฐานยืนยันว่าเป็นเครือข่ายเดียวกับ เบน สมิธ และบริษัทฮุ่ยวันเพย์ การดำเนินการของภาครัฐแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือคดีอาญาและการยึดทรัพย์ ในส่วนของคดีอาญามีการดำเนินการ 3 คดี ได้แก่

 

การออกหมายจับเครือข่าย ยิม เลียก ภรรยา และพวกรวม 42 คน ซึ่งจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 30 คน และได้ส่งฟ้องต่ออัยการพิเศษ แม้ ยิม เลียก และภรรยาจะหลบหนี แต่ได้มีการประสานงานเพื่อออกหมายแดงแล้ว

 

คดีต่อมาคือกรณีของเบน สมิธ และภรรยา ในข้อหาฉ้อโกงหลอกลวงลงทุนมูลค่า 900 ล้านบาท ซึ่งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ได้ออกหมายจับและประสานออกหมายตำรวจสากล

 

คดีสุดท้ายเป็นการร้องทุกข์ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้ดำเนินคดีฐานฟอกเงินกับบุคคล 5 ราย ได้แก่ ยิม เลียก, วิรินยา ยิมจ์, เบน สมิธ, แคทธารียา บีเวอร์ และ สุภารัตน์ สง่าเมือง ซึ่งพนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมากเพื่อเตรียมส่งสำนวนฟ้องต่ออัยการและศาล

 

สำหรับการยึดและอายัดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐาน ปปง. ได้ดำเนินการแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการยึดทรัพย์สินของกลุ่ม ยิม เลียก, เบน สมิธ และพวก รวม 68 รายการ มูลค่า 12,000 ล้านบาท และครั้งที่สองศาลได้สั่งยึดอายัดเพิ่มเติมอีก 34 รายการ มูลค่า 8,200 ล้านบาท รวมผลการดำเนินการยึดทรัพย์ทั้งสิ้น 103 รายการ คิดเป็นมูลค่า 20,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์ต่อไป

 

ส่วนการดำเนินการกับบริษัทฮุ่ยวันเพย์ เป็นความร่วมมือระหว่างกองปราบปราม ปอศ. และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) โดยคดีเริ่มต้นจากการแจ้งความของผู้เสียหายวัย 75 ปี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สามารถยึดทรัพย์กลุ่มผู้ต้องหาได้ 46 ล้านบาท ปัจจุบันพนักงานสืบสวนได้ส่งสำนวนฟ้องให้พนักงานอัยการและคดีอยู่ในชั้นศาลอาญา

 

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.รุทธพล ยอมรับว่ามีข้อจำกัดด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากทางการกัมพูชาไม่จัดส่งข้อมูลรายละเอียดผู้ถือหุ้นของบริษัทฮุ่ยวันเพย์ซึ่งตั้งอยู่ในกัมพูชา ทำให้หน่วยงานของไทยสามารถดำเนินการได้เฉพาะในขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยเท่านั้น

 

รังสิมันต์ได้โต้แย้งคำชี้แจงดังกล่าว โดยระบุว่าระยะเวลาผ่านไปกว่า 9 เดือนแต่ยังไม่มีความคืบหน้าในการขยายผลเพื่อนำทรัพย์สินมาคืนผู้เสียหาย ประกอบกับมีรายงานข่าวว่าบริษัทฮุ่ยวันเพย์ในกัมพูชาได้ปิดตัวและโยกย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินไปแล้ว

 

นอกจากนี้ คำชี้แจงเรื่องการประสานงานออกหมายแดงยังคงเป็นข้อมูลเดิมตั้งแต่ก่อนการยุบสภา รังสิมันต์จึงตั้งคำถามถึงกรณีที่ฮุน โต หลานชายของฮุน เซน ออกมายอมรับว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทฮุ่ยวันเพย์ ว่าทางการไทยได้มีการพิจารณาออกหมายจับหรือหมายแดงบุคคลดังกล่าวแล้วหรือไม่ รวมถึงทวงถามความคืบหน้าในการทลายเครือข่ายสีเทาและนักการเมืองที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

 

พล.ต.ท.รุทธพลชี้แจงเพิ่มเติมว่า กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ได้ตรวจพบบริษัทที่ทำธุรกรรมกับฮุ่ยวันเพย์ถูกแจ้งความดำเนินคดีกว่า 70 คดี มีมูลค่าความเสียหาย 193 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุดในจังหวัดสมุทรปราการและจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเน้นย้ำว่าการดำเนินคดีต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจนก่อนนำขึ้นสู่ศาล ไม่สามารถอ้างอิงข้อมูลจากแชทบอทปัญญาประดิษฐ์ได้

 

ส่วนกรณีของฮุน โต ข้อมูลที่จะนำมารองรับการอภิปรายในสภาจำเป็นต้องเป็นข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบยืนยันอย่างเป็นทางการ สำหรับการปราบปรามเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ 3 ชุดขึ้นมาดำเนินการเรื่องนี้ และพร้อมประสานงานขอข้อมูลจากสมาชิกรัฐสภาเพื่อนำไปใช้ประกอบการทำงาน

 

ในช่วงท้าย รังสิมันต์ระบุว่าตนพร้อมส่งมอบพยานหลักฐานทั้งหมดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรัฐสภาทันที พร้อมเตือนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่า หากรับทราบข้อมูลว่าฮุน โต เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทฮุ่ยวันเพย์แต่ไม่มีการขยายผลเพื่อเอาผิด อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมาย ซึ่งตนพร้อมที่จะดำเนินการฟ้องร้องตามมาตรา 157 หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายต่อกรณีดังกล่าว

The post รังสิมันต์จี้รัฐบาลตามคดีฟอกเงินเครือข่ายฮุ่ยวันเพย์ ขู่ฟ้อง ม. 157 รมว. ยุติธรรมหากละเว้นตรวจจับ ฮุน โต appeared first on THE STANDARD.

]]>
​ ตำรวจจับหนุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สวมเครื่องแบบตำรวจวิดีโอคอลหลอกเหยื่อ สารภาพเตรียมหนีกบดานปอยเปต https://thestandard.co/police-arrest-call-center-scammer-poipet/ Wed, 13 May 2026 02:21:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1206498 ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สวมเครื่องแบบตำรวจหลอกเหยื่อ

วานนี้ (12 พฤษภาคม) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โด […]

The post ​ ตำรวจจับหนุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สวมเครื่องแบบตำรวจวิดีโอคอลหลอกเหยื่อ สารภาพเตรียมหนีกบดานปอยเปต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สวมเครื่องแบบตำรวจหลอกเหยื่อ

วานนี้ (12 พฤษภาคม) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) สามารถสกัดจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเข้าจับกุม อมรเทพ หรือ ต้า อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ 333/2568 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2568

 

ในฐานความผิด 6 ข้อหาหนัก ได้แก่ ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กร

 

อาชญากรรมข้ามชาติ, อั้งยี่, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณแขวงและเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

พฤติการณ์แห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจากช่วงกลางปี 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. ได้รับแจ้งความร้องทุกข์จากประชาชนหลายราย กรณีถูกกลุ่มมิจฉาชีพขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง โดยคนร้ายใช้วิธีการแต่งกายสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วทำการวิดีโอคอลข่มขู่เหยื่อให้เกิดความหวาดกลัวจนหลงเชื่อโอนเงินให้

 

จากการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่สามารถทลายเครือข่ายดังกล่าวและจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้แล้วหลายราย ครอบคลุมทั้งกลุ่มบัญชีม้า กลุ่มพนักงานโทรศัพท์หลอกลวง และกลุ่มฟอกเงิน พร้อมทั้งได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาที่เหลือ รวมถึงระดับหัวหน้าขบวนการซึ่งเป็นชาวจีน

 

ล่าสุด จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาที่หลบหนีได้กระจายตัวกบดานตามภูมิลำเนา และสืบทราบว่า อมรเทพ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหารายสำคัญที่หลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทย กำลังเตรียมการเดินทางหลบหนีกลับไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา อีกครั้ง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้วางกำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด กระทั่งสามารถแสดงตัวเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้สำเร็จ ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย

 

จากการสอบสวนเบื้องต้น อมรเทพได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยเปิดเผยว่าตนเพิ่งเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 และกำลังเตรียมตัวเดินทางกลับไปทำงานต่อที่ประเทศกัมพูชาแต่มาถูกสกัดจับได้เสียก่อน

 

สำหรับบทบาทในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น ผู้ต้องหารับสารภาพว่าในระยะแรกตนถูกหลอกให้เปิดบัญชีม้า ก่อนที่จะผันตัวเข้าไปร่วมขบวนการอย่างเต็มตัว โดยรับหน้าที่แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำการวิดีโอคอลไปข่มขู่ผู้เสียหายโดยตรงเพื่อหลอกลวงทรัพย์สิน

The post ​ ตำรวจจับหนุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สวมเครื่องแบบตำรวจวิดีโอคอลหลอกเหยื่อ สารภาพเตรียมหนีกบดานปอยเปต appeared first on THE STANDARD.

]]>
​’สนธิญา’ ยื่นหนังสือ ผบ.ตร. จี้โอนคดีคลังแสง หมิงเฉิน ให้ บช.ก. หรือ DSI ลุยสางปมแก๊งจีนเทาสวมสิทธิ-ฟอกเงินข้ามชาติ https://thestandard.co/sonthiya-asks-transfer-mingchen-case/ Tue, 12 May 2026 05:17:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1206221 สนธิญา สวัสดี ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

วันนี้ (12 พฤษภาคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สนธ […]

The post ​’สนธิญา’ ยื่นหนังสือ ผบ.ตร. จี้โอนคดีคลังแสง หมิงเฉิน ให้ บช.ก. หรือ DSI ลุยสางปมแก๊งจีนเทาสวมสิทธิ-ฟอกเงินข้ามชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สนธิญา สวัสดี ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

วันนี้ (12 พฤษภาคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สนธิญา สวัสดี ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้พิจารณาสั่งการโอนสำนวนคดีของ หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาสัญชาติจีนที่ถูกจับกุมพร้อมคลังอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ไปอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือพิจารณาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากมองว่าคดีดังกล่าวมีความซับซ้อน ซ่อนเงื่อน และมีแนวโน้มขยายผลเชื่อมโยงไปในหลายพื้นที่

 

​สนธิญา ได้ระบุถึงสาระสำคัญของข้อเรียกร้องในครั้งนี้ว่ามีเหตุผลหลัก 3 ประการ ประกอบด้วย การขอให้โอนคดีไปยังหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่าง บช.ก. หรือ DSI รวมถึงการเรียกร้องให้เร่งตรวจสอบขบวนการปลอมแปลงสถานะทางสัญชาติและการสวมสิทธิทำบัตรประจำตัวประชาชนให้กับกลุ่มทุนจีนสีเทา โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเชียงดาว และอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตนเคยยื่นเรื่องร้องเรียนให้มีการตรวจสอบไว้ก่อนหน้านี้

 

จากข้อมูลเชิงลึกพบว่า หมิงเฉิน ซัน มีความเชื่อมโยงกับพื้นที่อำเภอเชียงดาวอย่างชัดเจน จึงเชื่อได้ว่าผู้ต้องหารายนี้ไม่ได้ดำเนินการหรือเตรียมก่อเหตุเพียงลำพัง แต่ทำเป็นขบวนการองค์กรอาชญากรรม เข้าข่ายความผิดฐานอั้งยี่ซ่องโจร ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายอีกหลายฉบับ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศ

 

​นอกจากนี้ ข้อเรียกร้องยังระบุถึงความกังวลว่าคดีนี้อาจมีความเชื่อมโยงลึกซึ้งไปถึงเครือข่ายบุคคลต่างชาติ ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการเคลื่อนไหวข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทย

 

สนธิญาจึงเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการกำลังเพื่อเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายนี้ทั้งหมด เพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินอย่างเด็ดขาด

 

โดยหลังจากยื่นหนังสือต่อ ผบ.ตร. ในวันนี้แล้ว สนธิญามีกำหนดการที่จะเดินทางไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายใน 2 วัน เพื่อขอให้ขยายผลตรวจสอบบุคคลและหน่วยงานรัฐที่อาจมีส่วนรู้เห็นหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

 

​ในตอนท้าย สนธิญา ได้กล่าวย้ำว่า ปัญหาของกลุ่มทุนจีนสีเทาและเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคที่รัฐบาลไทยต้องเร่งจัดการอย่างจริงจังและเด็ดขาด เนื่องจากกลุ่มอาชญากรเหล่านี้มักใช้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นฐานปฏิบัติการหลัก และใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อการเดินทางและดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ภาครัฐจึงจำเป็นต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจนในการกวาดล้างและขยายผลจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อทวงคืนความสงบสุขและความมั่นคงของชาติ

The post ​’สนธิญา’ ยื่นหนังสือ ผบ.ตร. จี้โอนคดีคลังแสง หมิงเฉิน ให้ บช.ก. หรือ DSI ลุยสางปมแก๊งจีนเทาสวมสิทธิ-ฟอกเงินข้ามชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
​ สอบสวนกลางร่วมสางคดีทุนจีนซุกคลังแสงชลบุรี ผบช.ก. สั่งเจาะเส้นทางเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ ย้ำยังไม่โอนคดีให้กองปราบฯ https://thestandard.co/chinese-turkistan-arms-cache-chonburi/ Mon, 11 May 2026 09:02:52 +0000 https://thestandard.co/chinese-turkistan-arms-cache-chonburi/ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

ความคืบหน้ากรณีที่ พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคั […]

The post ​ สอบสวนกลางร่วมสางคดีทุนจีนซุกคลังแสงชลบุรี ผบช.ก. สั่งเจาะเส้นทางเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ ย้ำยังไม่โอนคดีให้กองปราบฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

ความคืบหน้ากรณีที่ พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายหน่วยงาน ขยายผลจากการเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ของชาวต่างชาติพลิกคว่ำ เข้าทำการตรวจค้นบ้านพักของ หมิงเฉิน ซัน ชายสัญชาติจีน อายุ 31 ปี ในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จนนำไปสู่การตรวจพบวัตถุระเบิด อาวุธปืนสงคราม และระเบิดสังหารชนิดกับดักจำนวนมหาศาลซุกซ่อนอยู่นั้น

 

วันนี้ (11 พฤษภาคม) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ได้เปิดเผยถึงแนวทางการสืบสวนว่า ขณะนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ลงมาเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์และกำกับดูแลคดีนี้ด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระดับชาติ

 

ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าร่วมบูรณาการการสืบสวน โดยจะมุ่งเน้นไปที่การแกะรอยข้อมูลทางโทรศัพท์มือถือและการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด

 

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันได้มีการแบ่งมอบหน้าที่การทำงานอย่างชัดเจน โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2, กองบัญชาการตำรวจนครบาล รวมถึงชุดปฏิบัติการด้านความมั่นคง ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เพื่อนำพยานหลักฐานและข้อมูลข่าวสารทั้งหมดมาประกอบกัน ก่อนที่จะประเมินและสรุปแรงจูงใจว่า ผู้ต้องหารายนี้มีวัตถุประสงค์ใดในการครอบครองอาวุธร้ายแรงในประเทศไทย

 

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ขอยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ ส่วนข้อสงสัยที่ว่าผู้ต้องหาเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายข้ามชาติหรือไม่นั้น ขณะนี้ทางตำรวจมีข้อมูลเบื้องต้นบางส่วนแล้ว แต่ยังไม่อยากด่วนสรุปหรือฟันธง จนกว่าพยานหลักฐานจะชัดเจน

 

อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยืนยันว่า ในขั้นตอนปัจจุบัน สำนวนคดีดังกล่าวยังคงอยู่ในความรับผิดชอบของกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 2 เนื่องจากหน่วยงานในพื้นที่ยังคงมีศักยภาพในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังไม่มีการพิจารณาโอนสำนวนคดีมาให้ทางกองบังคับการปราบปรามรับผิดชอบแต่อย่างใด จนกว่าจะมีการประเมินสถานการณ์เพิ่มเติมในอนาคต

The post ​ สอบสวนกลางร่วมสางคดีทุนจีนซุกคลังแสงชลบุรี ผบช.ก. สั่งเจาะเส้นทางเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ ย้ำยังไม่โอนคดีให้กองปราบฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัยการนัดส่งฟ้อง ‘บอสมิน-บอสแซม’ คดีดิไอคอนกรุ๊ป ด้านมิน ร้องขอความเมตตา วอนศาลพิจารณาตามกรอบเวลาที่ร่วมงานจริงปีครึ่ง https://thestandard.co/min-sam-the-icon-group-case/ Mon, 27 Apr 2026 05:45:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1201478 แฟ้มภาพ: มิน พีชญา และ แซม ยุรนันท์ ผู้ต้องหาคดี The iCon Group

วันนี้ (27 เมษายน) จากกรณีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ […]

The post อัยการนัดส่งฟ้อง ‘บอสมิน-บอสแซม’ คดีดิไอคอนกรุ๊ป ด้านมิน ร้องขอความเมตตา วอนศาลพิจารณาตามกรอบเวลาที่ร่วมงานจริงปีครึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพ: มิน พีชญา และ แซม ยุรนันท์ ผู้ต้องหาคดี The iCon Group

วันนี้ (27 เมษายน) จากกรณีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุด (ถนนรัชดาภิเษก) ได้กำหนดนัดหมายในเวลา 09.00 น. เพื่อส่งตัวฟ้อง พีชญา วัฒนามนตรี หรือ บอสมิน และ ยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ บอสแซม สองนักแสดงซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน กรณีบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด ต่อศาลอาญา หลังจากที่ทั้งสองได้ขอเลื่อนการเข้าพบอัยการจากกำหนดเดิมเมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมานั้น

 

ล่าสุด พีชญา วัฒนามนตรี หรือ มิน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านแอปพลิเคชัน TikTok ส่วนตัว เพื่อชี้แจงถึงสถานการณ์และความรู้สึกของตนเองก่อนเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย โดยระบุว่า สาเหตุที่หายหน้าไปจากสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา เป็นการไปพักฟื้นและเยียวยาจิตใจจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในชีวิต พร้อมยอมรับว่ารู้สึกตกใจที่ต้องกลับมาเผชิญกับการพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาลอีกครั้ง เนื่องจากมีความเข้าใจว่าตนเองได้หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาไปแล้ว ภายหลังจากที่มีคำสั่งไม่ฟ้องเมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา

 

พีชญา ยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่อง ตนได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการแถลงข่าว การเดินทางไปศาลอาญา หรือการเข้าให้ปากคำที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) แม้ในช่วงเวลาที่ทางบริษัทจะไม่ได้ออกมาชี้แจงใดๆ ก็ตาม ตนยังคงยืนหยัดที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของตนเองมาโดยตลอด

 

ในประเด็นด้านข้อกฎหมาย พีชญา เปิดเผยว่า ตนได้ใช้สิทธิในฐานะประชาชนยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมพร้อมแนบพยานหลักฐานต่อพนักงานอัยการไปแล้วหลายฉบับ โดยฉบับล่าสุดยื่นไปเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งใจความสำคัญคือการเรียกร้องให้รอผลการตัดสินคดีหลักของบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป ก่อน เพื่อให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นที่ประจักษ์ แต่หากมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องดำเนินการฟ้องร้องตนในขณะนี้ ตนขอวิงวอนให้พิจารณาฟ้องร้องตามสัดส่วนความเป็นจริง โดยยึดจากระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ที่ตนได้เข้ามาร่วมงานกับบริษัท ไม่ใช่การเหมารวมระยะเวลา 6-7 ปี ตั้งแต่บริษัทเปิดทำการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง

 

“อธิบายภาษาง่ายๆ เหมือนมินทำงานบริษัทหนึ่ง แล้วบริษัทเกิดเรื่อง แต่มินเพิ่งเข้ามาทำงานกับเขาได้แค่ปีครึ่ง แต่บริษัทเปิดมาแล้ว 6-7 ปี บริษัทถูกฟ้อง แต่มินถูกเหมารวมไปด้วย อย่างน้อยถ้าจะฟ้องมิน ก็ขอให้ฟ้องในจำนวนครั้งจำนวนปีที่ถูกต้อง ตามความเป็นจริงบนหลักฐานที่มีในมือ” พีชญา กล่าว

 

สำหรับการเดินทางเข้าพบพนักงานอัยการในวันนี้พีชญา ยืนยันความพร้อมที่จะให้ข้อมูลและรับทราบข้อกล่าวหาตามกระบวนการ และเมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาล ตนขอความเมตตาในการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) ออกมาต่อสู้คดีและหาหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง โดยให้คำมั่นว่าจะไม่หลบหนีอย่างแน่นอน เนื่องจากมีหลักแหล่งที่อยู่ชัดเจน และการหลบหนีจะก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาลต่อชีวิตและครอบครัว

 

ในช่วงท้าย พีชญา ได้กล่าวขอบคุณประชาชนและแฟนคลับที่อดทนรอคอยและส่งกำลังใจให้ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้และเข้มแข็งอีกครั้ง ไม่ว่าเส้นทางนี้จะยากลำบากหรือยาวนานเพียงใด พร้อมฝากความหวังถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาคดีนี้ด้วยความเป็นธรรมและเมตตา ซึ่งภายหลังคลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่ ได้มีแฟนคลับและผู้ติดตามเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจนักแสดงสาวเป็นจำนวนมาก

The post อัยการนัดส่งฟ้อง ‘บอสมิน-บอสแซม’ คดีดิไอคอนกรุ๊ป ด้านมิน ร้องขอความเมตตา วอนศาลพิจารณาตามกรอบเวลาที่ร่วมงานจริงปีครึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
​รัฐบาลยกระดับปราบนอมินี สกัดฟอกเงิน เผยไตรมาสแรกลดกลุ่มเสี่ยง 60% ดึง 21 หน่วยงานลงนามสกัดธุรกิจสีเทา 29 เม.ย.นี้ https://thestandard.co/thai-government-nominee-crackdown/ Sun, 26 Apr 2026 02:35:57 +0000 https://thestandard.co/thai-government-nominee-crackdown/ ภาพอินโฟกราฟิกมาตรการรัฐบาล ปราบนอมินีและธุรกิจสีเทา แสดงตัวเลขลดลง 60% พร้อมระบุดีเดย์ 29 เม.ย. เชื่อม 21 หน่วยงาน

วันนี้ (26 เมษายน) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐ […]

The post ​รัฐบาลยกระดับปราบนอมินี สกัดฟอกเงิน เผยไตรมาสแรกลดกลุ่มเสี่ยง 60% ดึง 21 หน่วยงานลงนามสกัดธุรกิจสีเทา 29 เม.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกมาตรการรัฐบาล ปราบนอมินีและธุรกิจสีเทา แสดงตัวเลขลดลง 60% พร้อมระบุดีเดย์ 29 เม.ย. เชื่อม 21 หน่วยงาน

วันนี้ (26 เมษายน) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล ขยายผลเชิงรุก และเพิ่มความรัดกุมของกฎหมาย เพื่อสกัดการนำนิติบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ ทั้งการฟอกเงินและการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย สร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใสและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมในระยะยาว

 

การดำเนินการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากมาตรการภายใต้นโยบาย Quick Big Win ที่เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งมีการกำหนดให้กลุ่มเสี่ยงต้องยื่นหลักฐานทางการเงินเพิ่มเติมก่อนจดทะเบียน ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลง 60% เหลือ 1,373 บริษัท จาก 3,511 บริษัทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ขณะที่มาตรการยืนยันการลงทุนที่เริ่มใช้เมื่อ 1 เมษายน 2569 ยังช่วยลดความเสี่ยงได้ต่อเนื่อง โดยช่วงวันที่ 1-23 เมษายน 2569 พบบริษัทกลุ่มเสี่ยงเพียง 175 บริษัท ลดลง 75% จาก 658 บริษัทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

จากนี้ ภาครัฐจะเร่งดำเนินการใน 3 ด้าน ได้แก่ การสืบสวนเชิงลึกเครือข่ายนอมินี การลงพื้นที่ตรวจสอบและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าวที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อปิดช่องทางการกระทำผิดอย่างรอบด้าน โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568-23 เมษายน 2569

 

  1. ตรวจสอบพบกลุ่มเสี่ยง 11 ราย เชื่อมโยงกับนิติบุคคลกว่า 300 ราย ก่อนส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อขยายผลและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
  2. ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 27 พื้นที่ ครอบคลุม 10 จังหวัด พร้อมส่งต่อข้อมูลไปยัง 9 หน่วยงานเพื่อขยายผลและดำเนินคดี
  3. ตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าว รวม 4,372 ราย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไป

 

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมยกระดับความร่วมมือผ่านการลงนามระหว่าง 21 หน่วยงาน ในวันที่ 29 เมษายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล สร้างกลไกการทำงานร่วมกันด้านเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปราม เสริมความรัดกุมของมาตรการทางกฎหมาย และเสริมความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี

The post ​รัฐบาลยกระดับปราบนอมินี สกัดฟอกเงิน เผยไตรมาสแรกลดกลุ่มเสี่ยง 60% ดึง 21 หน่วยงานลงนามสกัดธุรกิจสีเทา 29 เม.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร.เผยคดีสินบนทองคำ 246 บาท ซับซ้อน ส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาแล้ว รอ ปปป. แถลงรายละเอียดพรุ่งนี้ https://thestandard.co/police-gold-bribe-case-update/ Fri, 17 Apr 2026 05:14:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1198504 พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงความคืบหน้าคดีสินบนทองคำ 246 บาท

วันนี้ (17 เมษายน) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ. กิต […]

The post ผบ.ตร.เผยคดีสินบนทองคำ 246 บาท ซับซ้อน ส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาแล้ว รอ ปปป. แถลงรายละเอียดพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงความคืบหน้าคดีสินบนทองคำ 246 บาท

วันนี้ (17 เมษายน) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่วานนี้ (16 เมษายน) พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรองผู้บังคับการกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 4 ลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล เข้ายื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้าคดีสินบนทองคํา 246 บาท ว่า เป็นการยื่นหนังสือและรับตามขั้นตอน โดยมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายรับเพื่อเสนอความคิดเห็น ซึ่งกระบวนการทางคดี กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กองบัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง ได้ตั้งคณะพนักงานสอบสวนและดําเนินการสอบสวนเรื่อยมา

 

ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้รับรายงานว่าทางคณะพนักงานสอบสวนได้ส่งสํานวนให้อัยการพิจารณาแล้ว คดีดังกล่าวมีความละเอียดและซับซ้อน จึงจําเป็นต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมมากที่สุด ซึ่งรายละเอียดต่างๆ ในเรื่องการสอบสวน ขอให้ไปสอบถามทางคณะพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ซึ่งจะมีการแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้

 

เมื่อถามถึงกรณีที่วันนี้ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ มอบหมายให้ทนายความส่วนตัวยื่นฟ้องเอาผิด พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้ถูกกล่าวหามักจะยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ตํารวจชุดทํางานในคดี แต่ขอยืนยันว่าทางคณะพนักงานสอบสวนดําเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

The post ผบ.ตร.เผยคดีสินบนทองคำ 246 บาท ซับซ้อน ส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาแล้ว รอ ปปป. แถลงรายละเอียดพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. ผนึกกำลัง บช.น. กางแผนรับมือสงกรานต์ 69 ชูเทคโนโลยี AI สแกนใบหน้าสกัดจับผู้ต้องหา-คุมเข้มความปลอดภัยทั่วกรุง https://thestandard.co/bangkok-police-ai-songkran-safety/ Fri, 10 Apr 2026 03:58:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1196610 ชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. และ ผบช.น. แถลงข่าวแผนรักษาความปลอดภัยช่วง สงกรานต์ 2569 โดยใช้ AI

วานนี้ (9 เมษายน) ที่ ศูนย์บัญชาการกรุงเทพมหานคร (BMA C […]

The post กทม. ผนึกกำลัง บช.น. กางแผนรับมือสงกรานต์ 69 ชูเทคโนโลยี AI สแกนใบหน้าสกัดจับผู้ต้องหา-คุมเข้มความปลอดภัยทั่วกรุง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. และ ผบช.น. แถลงข่าวแผนรักษาความปลอดภัยช่วง สงกรานต์ 2569 โดยใช้ AI

วานนี้ (9 เมษายน) ที่ ศูนย์บัญชาการกรุงเทพมหานคร (BMA Command Center) อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และคณะผู้บริหาร ร่วมกันแถลงข่าวมาตรการดูแลความปลอดภัยช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569

 

การปฏิบัติงานในครั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาช่วยยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 10–16 เมษายน 2569 ผ่านศูนย์ BMA Command Center

 

โดยผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้สั่งการให้มีการนำข้อมูลมาประมวลผลในรูปแบบ Dashboard เพื่อให้ผู้บริหารและผู้บัญชาการเหตุการณ์สามารถมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ และนำไปสู่การตัดสินใจสั่งการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

 

ไฮไลต์สำคัญของการรักษาความปลอดภัยในปี 2569 คือการนำระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ผสานเข้ากับเทคโนโลยี AI อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้ระบบตรวจจับและจดจำใบหน้า ในพื้นที่จัดงานหลักอย่างถนนข้าวสารและถนนสีลม ซึ่งระบบดังกล่าวได้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลหมายจับของ CIB เพื่อคัดกรองและเฝ้าระวังบุคคลอันตราย หากพบผู้ต้องสงสัย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจภาคสนามให้เข้าตรวจสอบทันที

 

ขณะเดียวกัน ได้มีการปรับปรุงระบบนับจำนวนคนให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดย AI จะทำการตัดการนับซ้ำในกรณีที่มีผู้เข้าร่วมงานเดินเข้า-ออกหลายครั้ง เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ความหนาแน่นของประชาชน แบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันปัญหาความแออัดเกินขีดจำกัดของพื้นที่

 

ทั้งนี้ ผลสัมฤทธิ์จากการทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเมื่อช่วงสงกรานต์ปี 2568 พบว่า จากจำนวนผู้ร่วมงานกว่า 725,000 คนในพื้นที่ข้าวสารและสีลม ระบบสามารถตรวจพบบุคคลตามหมายจับได้ถึง 256 หมายจับ และนำไปสู่การจับกุมได้จริง 7 หมาย สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีระบบกล้อง CCTV ครอบคลุมทั่วเมืองกว่า 65,000 ตัว โดยเฉพาะในพื้นที่จัดงานสำคัญ เช่น ถนนข้าวสาร (194 ตัว), ถนนสีลม (158 ตัว), ถนนโชคชัย 4 (392 ตัว), ถนนวัดเวฬุวนาราม (278 ตัว) และถนนทวีวัฒนา (139 ตัว) นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการเชื่อมโยงสัญญาณกล้องจากพื้นที่จัดงาน เช่น บรรทัดทอง จามจุรีสแควร์ และพัฒน์พงศ์ เข้าสู่ศูนย์ BMA Command Center อีกด้วย

 

ในมิติของการแพทย์ฉุกเฉินและการบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์แห่งนี้ได้นำบทเรียนจากปีที่ผ่านมามาปรับปรุง โดยได้เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยเปราะบางพร้อมปักหมุดพิกัดที่พักอาศัยลงในแผนที่ เพื่อให้ทีมกู้ภัยสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งทาง ผบช.น. ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติงานกับ กทม. ในการรักษาเส้นทางฉุกเฉินอย่างเข้มงวด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนงดปิดกั้นเส้นทางจราจร เพื่อให้รถพยาบาลสามารถปฏิบัติงานได้อย่างไร้รอยต่อ

 

สำหรับมาตรการด้านอื่นๆ กทม. ได้จัดตั้งกองอำนวยการร่วมในพื้นที่ เตรียมความพร้อมหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน รถดับเพลิง จุดบริการประชาชน และกำหนดเวลาสิ้นสุดการเล่นน้ำไม่เกิน 22.00 น. ในทุกพื้นที่ พร้อมกันนี้ ผู้ว่าฯ กทม. ได้แสดงความห่วงใยถึงปัญหาสุขภาพจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยเตือนให้ประชาชนระวังโรคลมแดด (Heatstroke) ดื่มน้ำให้เพียงพอ และแนะนำให้ลงทะเบียนล่วงหน้าสำหรับการเข้าร่วมงานในพื้นที่เอกชนบางแห่ง เพื่อควบคุมความหนาแน่น

 

ในช่วงท้าย ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวย้ำว่า กทม. ไม่มีนโยบายลดกำลังเจ้าหน้าที่ แต่เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้สามารถปรับกำลังจากส่วนกลางไปเสริมการทำงานในพื้นที่หน้างานได้มากขึ้น เพื่อการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่รวดเร็วที่สุด

 

หากประชาชนพบเหตุด่วนเหตุร้าย สามารถแจ้งสายด่วนตำรวจ 191, เจ็บป่วยฉุกเฉิน 1669 และเหตุเพลิงไหม้หรือสาธารณภัย 199 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

The post กทม. ผนึกกำลัง บช.น. กางแผนรับมือสงกรานต์ 69 ชูเทคโนโลยี AI สแกนใบหน้าสกัดจับผู้ต้องหา-คุมเข้มความปลอดภัยทั่วกรุง appeared first on THE STANDARD.

]]>