กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กองบังคับการปราบปรามกา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 27 Jan 2026 01:21:13 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปอท. ผนึก ปปง. ส่งมอบทรัพย์สินแก๊งสแกมเมอร์ ‘Huione Pay’ 46 ล้านบาท เตรียมเฉลี่ยคืนผู้เสียหาย เปิดยื่นคำร้องขอรับเงินคืนภายใน 17 มี.ค. นี้ https://thestandard.co/huione-pay-scam-assets-victims/ Tue, 27 Jan 2026 01:21:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1169833 ภาพการแถลงข่าวของ บก.ปอท. และ ปปง. ส่งมอบทรัพย์สินแก๊งสแกมเมอร์ Huione Pay มูลค่า 46 ล้านบาท

วานนี้ (26 มกราคม) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผ […]

The post ปอท. ผนึก ปปง. ส่งมอบทรัพย์สินแก๊งสแกมเมอร์ ‘Huione Pay’ 46 ล้านบาท เตรียมเฉลี่ยคืนผู้เสียหาย เปิดยื่นคำร้องขอรับเงินคืนภายใน 17 มี.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการแถลงข่าวของ บก.ปอท. และ ปปง. ส่งมอบทรัพย์สินแก๊งสแกมเมอร์ Huione Pay มูลค่า 46 ล้านบาท

วานนี้ (26 มกราคม) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. พร้อมด้วย กมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงาน ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการส่งมอบทรัพย์สินที่ยึดได้จากเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้เสียหาย รวมมูลค่ากว่า 46 ล้านบาท

 

การแถลงข่าวในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากปฏิบัติการ SKYFALL เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งตำรวจ บก.ปอท. ได้เข้าทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ที่มีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนให้ร่วมลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน และฟอกเงินผ่านระบบHuione Pay

 

โดยจากการสืบสวนขยายผล เจ้าหน้าที่ตรวจพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายบัญชีม้านิติบุคคล 2 บริษัท ซึ่งมีนักบัญชีหญิงชาวไทยรับจ้างจดทะเบียนและเปิดบัญชีธนาคารเพื่อส่งมอบข้อมูลบัญชีพร้อมซิมการ์ดให้กับกลุ่มนายทุนชาวจีนแลกกับค่าจ้าง

 

เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ และสามารถจับกุมนักบัญชีหญิงรายดังกล่าวได้ในพื้นที่ย่านห้วยขวาง รวมถึงจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนระดับสั่งการได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิขณะเดินทางเข้าประเทศ ส่งผลให้ ปปง. มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้ตรวจสอบ รวม 31 รายการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท

 

ทัตพิชา ชัยทัต ผู้อำนวยการกองคดี 4 ปปง. เปิดเผยถึงขั้นตอนการเยียวยาผู้เสียหายว่า ขณะนี้สำนักงาน ปปง. ได้เปิดให้ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการดังกล่าว ยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์คืน โดยมีกำหนดระยะเวลาภายใน 90 วัน นับจากวันที่ประกาศ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 17 มีนาคม 2569

 

ทั้งนี้ ผู้เสียหายสามารถตรวจสอบรายชื่อบัญชีธนาคารของกลุ่มคนร้ายที่ถูกยึดอายัดได้จากประกาศในราชกิจจานุเบกษา และสามารถยื่นคำร้องได้ผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1. ยื่นด้วยตนเองที่สำนักงาน ปปง. 2. ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และ 3. ยื่นผ่านระบบเว็บไซต์ของสำนักงาน ปปง.

The post ปอท. ผนึก ปปง. ส่งมอบทรัพย์สินแก๊งสแกมเมอร์ ‘Huione Pay’ 46 ล้านบาท เตรียมเฉลี่ยคืนผู้เสียหาย เปิดยื่นคำร้องขอรับเงินคืนภายใน 17 มี.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. เตรียมเสนอบทลงโทษผู้ให้บริการโทรคมนาคม ลอบส่งเน็ตข้ามแดนสระแก้ว-ปอยเปต เอื้อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ https://thestandard.co/nbtc-punish-telecom-border-internet/ Tue, 27 Jan 2026 01:03:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1169818 เจ้าหน้าที่ กสทช. กำลังประชุมหารือมาตรการป้องกันการลอบส่งอินเทอร์เน็ตข้ามแดน

วานนี้ (26 มกราคม) ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ […]

The post กสทช. เตรียมเสนอบทลงโทษผู้ให้บริการโทรคมนาคม ลอบส่งเน็ตข้ามแดนสระแก้ว-ปอยเปต เอื้อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ กสทช. กำลังประชุมหารือมาตรการป้องกันการลอบส่งอินเทอร์เน็ตข้ามแดน

วานนี้ (26 มกราคม) ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีว่า ขณะนี้ สำนักงาน กสทช. อยู่ระหว่างรอรับมอบพยานหลักฐานฉบับสมบูรณ์จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และสถานีตำรวจภูธรคลองลึก จังหวัดสระแก้ว เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิด กรณีลักลอบให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มมิจฉาชีพ

 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา บก.ปอท. ได้รับการแจ้งเตือนจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งถึงความผิดปกติของการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยตรวจพบหมายเลข IP Address ที่จดทะเบียนใช้งานในประเทศไทย ถูกนำไปเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้รับโอนเงินในลักษณะบัญชีม้าแถวที่ 1 ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร แต่พิกัดการใช้งานจริงกลับอยู่ในประเทศกัมพูชา

 

ซึ่งสอดคล้องกับฐานข้อมูลการรับแจ้งความคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทาง บก.ปอท. จึงได้ประสานขอความร่วมมือมายังสำนักงาน กสทช. เป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อขอหมายค้นและร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบจุดติดตั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (โหนด) ในตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 จนนำไปสู่การตรวจพบการกระทำผิดดังกล่าว ซึ่งขัดต่อมาตรการภาครัฐที่ห้ามมิให้นำ IP Address ของไทยไปให้บริการในต่างประเทศ

 

ไตรรัตน์ กล่าวต่อว่า ล่าสุด สำนักงาน กสทช. ได้เรียกประชุมหน่วยงานภายในที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมทั้งหมด เพื่อเตรียมสรุปสำนวนและเสนอบทลงโทษกรณีผู้ให้บริการโทรคมนาคมกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบกิจการ ต่อคณะกรรมการ กสทช. พิจารณา โดยเน้นย้ำถึงความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย

 

ซึ่งในช่วงเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว สำนักงาน กสทช. ได้สนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยงที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีไปแล้วถึง 3 กรณีสำคัญ ได้แก่ 1. การลักลอบวางท่อลากสายสัญญาณไปยังฝั่งประเทศเมียนมา บริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตรงข้ามพื้นที่ชเวก๊กโก 2. การตรวจสอบแหล่งจำหน่ายกล้องวงจรปิดย่านลาดพร้าว 101 กรุงเทพฯ ที่มีการลักลอบขายซิมการ์ดต่างประเทศพ่วงอุปกรณ์และใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงมีการแอบอ้างเอกสารราชการ และ 3. กรณีล่าสุดที่จังหวัดสระแก้วตามการประสานของ บก.ปอท.

 

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมอย่างเคร่งครัด โดยจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อตัดวงจรการสนับสนุนแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

The post กสทช. เตรียมเสนอบทลงโทษผู้ให้บริการโทรคมนาคม ลอบส่งเน็ตข้ามแดนสระแก้ว-ปอยเปต เอื้อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กกล.บูรพา ผนึก ตร.-กสทช. บุกค้นบ้านพัก อ.อรัญประเทศ ลักลอบส่งสัญญาณเน็ตเข้ากัมพูชา โยงขบวนการไซเบอร์ https://thestandard.co/aranyaprathet-illegal-internet-cambodia/ Fri, 23 Jan 2026 09:28:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1168653 เจ้าหน้าที่ กกล.บูรพา ตำรวจ และ กสทช. ตรวจสอบตู้ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผิดกฎหมายบริเวณชายแดน อรัญประเทศ

​เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา กองกำลังบูรพา ร่วมกับต […]

The post กกล.บูรพา ผนึก ตร.-กสทช. บุกค้นบ้านพัก อ.อรัญประเทศ ลักลอบส่งสัญญาณเน็ตเข้ากัมพูชา โยงขบวนการไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ กกล.บูรพา ตำรวจ และ กสทช. ตรวจสอบตู้ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผิดกฎหมายบริเวณชายแดน อรัญประเทศ

​เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา กองกำลังบูรพา ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว และ กสทช. ลงพื้นที่ตรวจสอบการลักลอบส่งสัญญาณโทรคมนาคมข้ามแดนผ่านสายสื่อสารในพื้นที่ ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นผลจากการสืบสวนขยายผลของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)

 

จากการตรวจสอบพบตู้จุดส่งต่อสัญญาณบริเวณบ้านเลขที่ 142/2 หมู่ 1 ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีคนไทยในพื้นที่เป็นเจ้าของ และให้บริษัทเอกชนเป็นผู้เช่าพื้นที่ติดตั้งตู้เซิร์ฟเวอร์ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตปล่อยสัญญาณไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสืบสวนเพิ่มเติม รวมทั้งได้ประสานงานให้บริษัทเอกชนเจ้าของเครือข่ายเข้าชี้แจงสาเหตุและที่มาของสัญญาณดังกล่าว เนื่องจากมีหลักฐานเชื่อมโยงการใช้โครงข่ายนี้หลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์

 

พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า การป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของกองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบกนอกจากการป้องกันอธิปไตย ทั้งในด้านการปราบปรามยาเสพติด การจับกุมการลักลอบเข้าเมือง และที่สำคัญขณะนี้ก็คือการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในการปราบปราม Cyber Scam ซึ่งกองทัพบกดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนขยายผลทางเทคนิค และการสกัดกั้นกลุ่มขบวนการที่มักใช้ช่องทางชายแดนเป็นเส้นทางผ่าน

 

สำหรับในกรณีดังกล่าวที่พบการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปยังประเทศกัมพูชานั้น เรามีกฎหมายที่ควบคุมและบังคับใช้อยู่แล้ว รวมถึงมีมติของ กสทช. ซึ่งมีคำสั่งห้ามส่งสัญญาณในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย และถ้าพบว่าเป็นการลักลอบดำเนินการก็จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ฐานประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันกองกำลังบูรพาได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงกำลังเร่งสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อจับกุมเครือข่ายขบวนการที่อาจยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ให้หมดสิ้นไป

The post กกล.บูรพา ผนึก ตร.-กสทช. บุกค้นบ้านพัก อ.อรัญประเทศ ลักลอบส่งสัญญาณเน็ตเข้ากัมพูชา โยงขบวนการไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. ปูพรมชายแดนสระแก้ว สกัดอินเทอร์เน็ตข้ามแดน ตัดวงจรบัญชีม้า-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ https://thestandard.co/nbtc-blocks-border-internet-scams/ Wed, 21 Jan 2026 10:14:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1167805 กสทช. ปูพรม ชายแดนสระแก้ว สกัดอินเทอร์เน็ตข้ามแดน ตัดวงจรบัญชีม้า-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันนี้ (21 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง […]

The post กสทช. ปูพรมชายแดนสระแก้ว สกัดอินเทอร์เน็ตข้ามแดน ตัดวงจรบัญชีม้า-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. ปูพรม ชายแดนสระแก้ว สกัดอินเทอร์เน็ตข้ามแดน ตัดวงจรบัญชีม้า-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันนี้ (21 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) บูรณาการกำลังร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.), สถานีตำรวจภูธรคลองลึก และ กองกำลังบูรพา ลงพื้นที่ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ตรวจสอบจุดเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อสกัดกั้นการลักลอบส่งสัญญาณข้ามพรมแดน

 

ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจาก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตรวจพบความผิดปกติของหมายเลขไอพี (IP Address) ที่จดทะเบียนในประเทศไทย แต่ถูกนำไปใช้งานในประเทศกัมพูชา เพื่อทำธุรกรรมโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคารของบัญชีม้าแถวที่ 1 ซึ่งเชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงประชาชนของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

 

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ย้ำว่าการนำ IP Address ของไทยไปให้บริการในต่างประเทศ เป็นการฝ่าฝืนมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หากพบผู้รับใบอนุญาตรายใดฝ่าฝืน จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2568 มาตรา 67 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

​”สำนักงาน กสทช. จะเดินหน้าตรวจสอบและลงพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และตัดวงจรการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมที่ผิดกฎหมาย” ไตรรัตน์ กล่าว

The post กสทช. ปูพรมชายแดนสระแก้ว สกัดอินเทอร์เน็ตข้ามแดน ตัดวงจรบัญชีม้า-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจ ปคม. จับผู้ต้องหาค้ามนุษย์เครือข่ายหลอกคนไทยไปเล่าก์ก่าย สารภาพเป็นคนสนิท-ผู้ช่วย ‘บอสชาวจีน’ คุมคนไทย https://thestandard.co/human-trafficking-laogai-arrest/ Fri, 10 Oct 2025 02:48:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1128835 ค้ามนุษย์ เล่าก์ก่าย

วานนี้ (9 ตุลาคม) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการ […]

The post ตำรวจ ปคม. จับผู้ต้องหาค้ามนุษย์เครือข่ายหลอกคนไทยไปเล่าก์ก่าย สารภาพเป็นคนสนิท-ผู้ช่วย ‘บอสชาวจีน’ คุมคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค้ามนุษย์ เล่าก์ก่าย

วานนี้ (9 ตุลาคม) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ได้ติดตามจับกุมผู้ต้องหาในคดีค้ามนุษย์เครือข่ายหลอกลวงคนไทยไปทำงานที่เล่าก์ก่าย ประเทศเมียนมา เพิ่มเติมได้อีก 1 ราย คือ จิตรา อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาคนสำคัญที่เป็นผู้ช่วยหัวหน้าทีมชาวจีนในการควบคุมกลุ่มคนไทยที่ถูกหลอกไปทำงาน

 

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ต.ณรงเวทย์ จิวเดช สว.กก.2 บก.ปคม. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปคม. ได้สืบทราบว่า จิตรา ซึ่งเป็น คนสนิทของเฟยหยาง บอสชาวจีน หัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเป็นผู้ช่วยหัวหน้าทีมชาวจีนที่ควบคุมคนไทย ได้หลบหนีกลับมาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ จึงได้เข้าแสดงหมายจับและจับกุมตัวได้บริเวณริมถนนภายในหมู่บ้าน ม.9 ต.ดงพลอง อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์

 

จิตรา ถูกแจ้งข้อหา สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยเป็นธุระจัดหา พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งบุคคลใด โดยข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ฉ้อฉล หลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ… เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ การเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีลักษณะคล้ายทาสฯ

 

จากการสอบสวน จิตรา ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยยอมรับว่าตนถูกแฟนหนุ่มชาวจีนชักชวนให้มาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายเฟยหยางในการควบคุมสั่งการกลุ่มคนไทยที่ถูกหลอกมาทำงานแอดมินตอบแชต ซึ่งถูกกักขังและบังคับใช้แรงงาน

 

ผู้ต้องหาถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคม. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

คดีนี้สืบเนื่องมาจากการสืบสวนขบวนการหลอกลวงคนไทยไปทำงานที่เล่าก์ก่าย ประเทศเมียนมา เมื่อปี 2567 ซึ่งมีกลุ่มคนจีนเป็นหัวหน้า และได้มีการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีค้ามนุษย์ไปแล้วจำนวน 5 ราย และยังมีผู้ต้องหาบางรายอยู่ระหว่างการหลบหนี

 

ย้อนไปเมื่อปี 2566 ทางการเมียนมาได้ร่วมกับรัฐบาลจีน เปิดปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มของเฟยหยาง ชาวจีน ในเมืองเล่าก์ก่าย และพบ คนไทยรวม 266 ราย ซึ่งภายหลังการคัดแยกพบว่าเป็น เหยื่อการค้ามนุษย์ 8 ราย ที่ถูกหลอกให้ไปทำงานแอดมินตอบแชต โดยถูกกักขังและบังคับใช้แรงงาน ได้รับค่าตอบแทนประมาณ 25,000-50,000 บาทต่อเดือน

The post ตำรวจ ปคม. จับผู้ต้องหาค้ามนุษย์เครือข่ายหลอกคนไทยไปเล่าก์ก่าย สารภาพเป็นคนสนิท-ผู้ช่วย ‘บอสชาวจีน’ คุมคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุกทลาย ‘ซุปเปอร์มาร์เก็ตศูนย์เหรียญ’ ย่านเยาวราช พบสินค้ากว่าร้อยละ 80 นำเข้าผิดกฎหมาย รมช.สาธารณสุข ลั่นเอาผิดถึงที่สุด https://thestandard.co/raid-on-zero-dollar-supermarket/ Thu, 07 Aug 2025 12:15:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1104986

วันนี้ (7 สิงหาคม) เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้ว […]

The post บุกทลาย ‘ซุปเปอร์มาร์เก็ตศูนย์เหรียญ’ ย่านเยาวราช พบสินค้ากว่าร้อยละ 80 นำเข้าผิดกฎหมาย รมช.สาธารณสุข ลั่นเอาผิดถึงที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (7 สิงหาคม) เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำโดยชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าตรวจสอบ ‘เฮงเฮง ซุปเปอร์มาเก็ต’ ย่านเยาวราช หลังพบพฤติการณ์เป็น ‘ซุปเปอร์มาร์เก็ตศูนย์เหรียญ’ ที่ลักลอบนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนโดยไม่เสียภาษีอย่างถูกต้อง

 

ผลการตรวจสอบพบว่า สินค้าภายในร้านกว่าร้อยละ 80 เป็นสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมายและไม่ผ่านการตรวจสอบจาก อย. โดยมีการกระทำความผิดตามกฎหมายถึง 5 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.อาหาร, พ.ร.บ.ยา, พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร, พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ และ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งเรื่องให้ บก.ปคบ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

ชัยชนะ เปิดเผยว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการตรวจสอบซุปเปอร์มาร์เก็ตศูนย์เหรียญและร้านสุกี้หมาล่าอย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มที่ร้านย่านรัชดาภิเษก และจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันไม่ให้ร้านค้าเหล่านี้กลายเป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มจีนเทา พร้อมทั้งจะเร่งแก้ไขช่องว่างทางกฎหมายเพื่อสั่งปิดร้านที่กระทำผิดซ้ำซากได้อย่างเด็ดขาด

 

นอกจากนี้ ยังได้ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมศุลกากรให้ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันสินค้าผิดกฎหมายไม่ให้เข้ามาในประเทศได้ และจะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์ที่ปล่อยปละละเลยให้มีซุปเปอร์มาร์เก็ตศูนย์เหรียญอย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน

The post บุกทลาย ‘ซุปเปอร์มาร์เก็ตศูนย์เหรียญ’ ย่านเยาวราช พบสินค้ากว่าร้อยละ 80 นำเข้าผิดกฎหมาย รมช.สาธารณสุข ลั่นเอาผิดถึงที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บก.ปอศ. มีคำสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้อง ‘ดร. วิน อุดมรัชตวนิชย์’ ในกรณีที่ ก.ล.ต. เคยกล่าวโทษเกี่ยวกับหุ้น TIGER ปัจจุบันกระบวนการทางกฎหมายสิ้นสุดแล้ว https://thestandard.co/win-udomrachatawanich-no-charge/ Wed, 06 Aug 2025 03:59:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1104187 win-udomrachatawanich-no-charge

บก.ปอศ. มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการถึง ‘คำสั่งเด็ดขาดไ […]

The post บก.ปอศ. มีคำสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้อง ‘ดร. วิน อุดมรัชตวนิชย์’ ในกรณีที่ ก.ล.ต. เคยกล่าวโทษเกี่ยวกับหุ้น TIGER ปัจจุบันกระบวนการทางกฎหมายสิ้นสุดแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
win-udomrachatawanich-no-charge

บก.ปอศ. มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการถึง ‘คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี’ สำหรับ ดร. วิน อุดมรัชตวนิชย์ ในทุกข้อกล่าวหาที่สำนักงาน ก.ล.ต. เคยแจ้งไว้ และกระบวนการทางกฎหมายได้สิ้นสุดลงแล้ว

 

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีข่าวกล่าวโทษ ดร. วิน อุดมรัชตวนิชย์ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ในกรณีเกี่ยวข้องกับการสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (TIGER) นั้น

 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 บก.ปอศ. ได้มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการถึง ‘คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี’ สำหรับ ดร. วิน ในทุกข้อกล่าวหาที่ ก.ล.ต. เคยแจ้งไว้ และกระบวนการทางกฎหมายได้สิ้นสุดลงแล้ว

 

ดร. วิน ระบุว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ตนได้รับผลกระทบอย่างมากในด้านชื่อเสียงและหน้าที่การงาน แม้จะมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเองมาโดยตลอด แต่ก็เคารพกระบวนการยุติธรรม และรอให้กระบวนการเป็นผู้พิสูจน์

 

“ผมยังคงยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์ และจริยธรรมในวิชาชีพ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คำชี้แจงนี้จะช่วยคืนความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมให้แก่ผม เพื่อให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง” ดร. วิน กล่าว

 

ทั้งนี้ กรณีที่มีการนำข่าวที่เกี่ยวกับคดีดังกล่าวนี้นำกลับมาเผยแพร่อีกครั้งในช่องทางสื่อออนไลน์นั้นเป็นข้อมูลเก่า ซึ่งปัจจุบัน บก.ปอศ. ได้มีคำสั่งเด็ดขาด ‘ไม่ฟ้อง’ ดร. วิน อุดมรัชตวนิชย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

The post บก.ปอศ. มีคำสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้อง ‘ดร. วิน อุดมรัชตวนิชย์’ ในกรณีที่ ก.ล.ต. เคยกล่าวโทษเกี่ยวกับหุ้น TIGER ปัจจุบันกระบวนการทางกฎหมายสิ้นสุดแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุกทลายโกดังทุนจีนซุกวัตถุอันตราย-เครื่องสำอางเถื่อน ยึดของกลางกว่า 20 ล้านบาท https://thestandard.co/raid-illegal-hazardous-products/ Tue, 22 Jul 2025 08:02:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1098422 raid-illegal-hazardous-products

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำคว […]

The post บุกทลายโกดังทุนจีนซุกวัตถุอันตราย-เครื่องสำอางเถื่อน ยึดของกลางกว่า 20 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
raid-illegal-hazardous-products

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงผลการบุกทลายโกดังขนาดใหญ่ในเขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ที่ลักลอบซุกซ่อนวัตถุอันตรายใช้ในครัวเรือนและเครื่องสำอางเถื่อนที่นำเข้าจากต่างประเทศผิดกฎหมาย เพื่อจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 

 

พ.ต.อ. อนุวัฒน์ รักษ์เจริญ รองผู้บังคับการ ปคบ. เปิดเผยว่า การเข้าตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากกรณีที่มีผู้เสียชีวิตจากการสูดดมก๊าซพิษที่สันนิษฐานว่าเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์แก้ไขการอุดตันของท่อ ทำให้ พล.ต.ต. พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการ ปคบ. สั่งการให้เร่งสืบสวนจับกุมร้านค้าที่ลักลอบจำหน่ายผลิตภัณฑ์อันตรายดังกล่าว จนกระทั่งสืบทราบถึงสถานที่จัดเก็บสินค้าผิดกฎหมายนี้

 

จากการนำหมายค้นศาลอาญามีนบุรีเข้าตรวจค้น พบแรงงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งกำลังบรรจุสินค้าลงกล่องพัสดุเพื่อเตรียมจัดส่งให้ลูกค้า โดยของกลางที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วยวัตถุอันตรายยี่ห้อ SEAWAYS หลายรายการ 

 

อาทิ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า, ทำความสะอาดพื้น, ขจัดคราบสกปรก, ทำความสะอาดอเนกประสงค์, ล้างเครื่องซักผ้า, ขจัดท่ออุดตัน, ทำความสะอาดห้องครัว, ทำความสะอาดห้องน้ำ และกำจัดเชื้อราในครัวเรือน นอกจากนี้ยังพบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางยี่ห้อ Dr. Leo ได้แก่ ครีมบำรุงผิว และป้องกันแสงแดด

 

พ.ต.อ. วีระพงษ์ คล้ายทอง ผู้กำกับการ 4 บก.ปคบ. กล่าวว่า จากการสอบสวน อุทุมวัลย์ เจ้าของสถานที่ ให้การยอมรับว่าสินค้าทั้งหมดเป็นของนายทุนชาวจีนที่มาเช่าโกดังเพื่อเก็บสินค้าและจ้างแรงงานต่างชาติบรรจุสินค้าส่งให้ลูกค้าที่สั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อลูกค้าชาวไทยสั่งซื้อ ข้อมูลจะถูกส่งไปยังร้านค้าในประเทศจีน จากนั้นร้านค้าจะส่งข้อมูลลูกค้าและสถานที่จัดส่งกลับมายังโกดัง พนักงานจะพิมพ์ข้อมูลลูกค้าพร้อมสินค้าบรรจุลงกล่องเพื่อจัดส่ง โดยโกดังไม่ทราบว่ามีร้านค้าใดบ้าง การดำเนินงานเช่นนี้มีมาประมาณ 3 ปี มียอดการส่งสินค้าแต่ละวันประมาณ 7,000 – 9,000 ชิ้น โดยได้ค่าจ้างบรรจุสินค้าชิ้นละ 5 – 7 บาท

 

พ.ต.ท. รุตินันท์ สัตยาชัย สารวัตร กก.4 บก.ปคบ. เสริมว่า จากการตรวจสอบการนำเข้าผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายยี่ห้อ SEAWAYS พบว่ามีทั้งผลิตภัณฑ์ที่ไม่แจ้งข้อเท็จจริง ไม่ขึ้นทะเบียน และบางรายการมีการยื่นคำขอจดทะเบียน แต่ไม่พบข้อมูลการนำเข้าผ่านด่าน อย. แต่อย่างใด ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายเหล่านี้ต้องขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตทั้งการผลิต นำเข้า หรือครอบครอง 

 

เนื่องจากบางชนิดอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม ส่วนการนำเข้าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางยี่ห้อ Dr. Leo ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 จนถึงปัจจุบัน ไม่พบข้อมูลการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจากบริษัทผู้ขออนุญาตนำเข้าแต่อย่างใด

 

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา มีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายไม่แจ้งข้อเท็จจริง, มีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน, ขายวัตถุอันตรายที่ไม่แสดงฉลากภาษาไทยและมีการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง, ขายเครื่องสำอางที่ไม่มีเลขจดแจ้ง, ขายเครื่องสำอางที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง และนำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ ณ ด่านตรวจสอบเครื่องสำอาง

 

ด้าน นพ. รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้กล่าวเตือนผู้บริโภคให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมวัตถุอันตรายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเน้นย้ำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากภาษาไทย มีเลขทะเบียนวัตถุอันตรายอย่างถูกต้อง และเครื่องสำอางต้องมีฉลากภาษาไทยพร้อมเลขจดแจ้ง อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาหรือเห็นแก่สินค้าราคาถูกเกินปกติ เพราะอาจเสี่ยงต่อการได้สินค้าปลอม ไม่มีคุณภาพ หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิตจากสารระเหยได้

The post บุกทลายโกดังทุนจีนซุกวัตถุอันตราย-เครื่องสำอางเถื่อน ยึดของกลางกว่า 20 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย. – ปคบ. ทลายโรงงานน้ำกระท่อมเถื่อนสมุทรปราการ ยึดของกลางกว่า 2,000 ขวด https://thestandard.co/illegal-kratom-drink-raid/ Wed, 09 Jul 2025 04:10:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1094592 illegal-kratom-drink-raid

วานนี้ (8 กรกฎาคม) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร […]

The post อย. – ปคบ. ทลายโรงงานน้ำกระท่อมเถื่อนสมุทรปราการ ยึดของกลางกว่า 2,000 ขวด appeared first on THE STANDARD.

]]>
illegal-kratom-drink-raid

วานนี้ (8 กรกฎาคม) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมมือกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้บุกเข้าทลายโรงงานลักลอบผลิตและจำหน่ายน้ำหวานผสมใบกระท่อมรายใหญ่

 

เจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าตรวจสอบอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ลักลอบผลิตเครื่องดื่มน้ำหวานผสมใบกระท่อม ยี่ห้อ ‘Seven-Eight’ ผลการตรวจสอบพบผลิตภัณฑ์น้ำหวานกว่า 2,000 ขวด จำนวน 13 รสชาติ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 200,000 บาท

 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบยาแก้ไอและยาแก้ปวดที่ถูกนำมาผสมกับน้ำกระท่อม ซึ่งเป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มที่รู้จักกันในชื่อ ‘4 คูณ 100 โดยสินค้าเหล่านี้มีการโฆษณาและจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และมีการจัดส่งให้ผู้บริโภคในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง

 

จากการเข้าตรวจสอบภายในโรงงาน พบชายไทย 4 ราย พร้อมอุปกรณ์การผลิต อาทิ ถังต้มน้ำใบกระท่อมขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมด และควบคุมตัวผู้กระทำผิดเพื่อสอบสวนขยายผลต่อไป

 

นพ.วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการ อย. ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระทำความผิดในครั้งนี้มีสองประเด็นหลัก 

 

  1. การผลิตอาหารที่ห้ามผลิตและจำหน่าย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
  2. การจำหน่ายยาที่ไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510

 

หากประชาชนพบเห็นหรือมีเบาะแสการลักลอบผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต้องสงสัยว่าผิดกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน อย. 1556, อีเมล [email protected], ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ.กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

 

บุกจับโรงงานน้ำกระท่อมผิดกฎหมายยี่ห้อ Seven-Eight บุกจับโรงงานน้ำกระท่อมผิดกฎหมายยี่ห้อ Seven-Eight บุกจับโรงงานน้ำกระท่อมผิดกฎหมายยี่ห้อ Seven-Eight บุกจับโรงงานน้ำกระท่อมผิดกฎหมายยี่ห้อ Seven-Eight

อ้างอิง :

The post อย. – ปคบ. ทลายโรงงานน้ำกระท่อมเถื่อนสมุทรปราการ ยึดของกลางกว่า 2,000 ขวด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจร่วมกับปศุสัตว์ทลายโกดังนายทุนจีน ยึดไส้หมูเถื่อน เสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภค มูลค่า 10 ล้านบาท https://thestandard.co/police-raid-illegal-pork-warehouse/ Tue, 29 Apr 2025 01:21:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1069255

วานนี้ (28 เมษายน) ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำควา […]

The post ตำรวจร่วมกับปศุสัตว์ทลายโกดังนายทุนจีน ยึดไส้หมูเถื่อน เสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภค มูลค่า 10 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (28 เมษายน) ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เข้าตรวจค้นและยึด ‘ไส้หมูหมักเกลือเถื่อน’ ที่ลักลอบนำเข้าจากประเทศจีน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ภายในโกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร หลังพบสภาพการจัดเก็บผิดหลักสุขอนามัย ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง เสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภค เบื้องต้นคาดมีนายทุนชาวจีนอยู่เบื้องหลัง

 

การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปอศ. พบว่ามีการลักลอบนำเข้าสินค้าไส้หมูหมักเกลือจากจีนเข้ามาจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย โดยกระจายสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์และส่งขายให้กับโรงงานผลิตไส้กรอกต่างๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆ ได้

 

เจ้าหน้าที่ได้เร่งรัดสืบหาเบาะแสจนทราบว่าสินค้าผิดกฎหมายนี้ถูกจัดเก็บไว้ที่โกดังในพื้นที่ตำบลอ้อมน้อย จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายค้นและประสานกรมปศุสัตว์เพื่อเข้าตรวจสอบร่วมกัน

 

จากการตรวจสอบภายในโกดังพบว่าเป็นพื้นที่เปิดโล่ง สกปรก มีเศษฝุ่นและใบไม้จำนวนมาก พร้อมทั้งพบถังและถุงกระสอบปุ๋ยยูเรียวางอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบซากไส้สัตว์เน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งตกค้างอยู่บนโต๊ะ ซึ่งคาดว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมสินค้าก่อนส่งออกจำหน่าย อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบภายในถังต่างๆ พบไส้สัตว์ ซึ่งคาดว่าเป็นไส้หมูหมักเกลือ บรรจุอยู่ในถุงกระสอบภายในถังรวมจำนวน 514 ถัง แต่ละถังมีน้ำหนักประมาณ 80 กิโลกรัม รวมมูลค่าประเมินกว่า 10 ล้านบาท สภาพการจัดเก็บเป็นไปอย่างผิดหลักสุขอนามัยอย่างยิ่ง

 

ในขณะเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ไม่พบผู้ใดมาแสดงตนเป็นผู้ดูแลหรือผู้เช่าสถานที่ดังกล่าว จึงประสานติดต่อกับเจ้าของโกดัง จนได้ข้อมูลว่าสินค้าทั้งหมดเป็นของชายสัญชาติจีนชื่อเฉิน (Mr.CHEN) ซึ่งเป็นผู้เช่าโกดังดังกล่าว โดยแจ้งวัตถุประสงค์ในการเช่าเพียงว่าใช้เป็นสถานที่เก็บและแปรรูปอาหารสด เช่น ไส้สัตว์อบเกลือ เพื่อส่งร้านอาหารต่างๆ

 

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้อายัดไส้หมูหมักเกลือทั้งหมดไว้เป็นของกลาง และเก็บตัวอย่างสินค้าดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ชนิดของสัตว์และตรวจหาเชื้อโรคระบาด เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าโดยผิดกฎหมาย

The post ตำรวจร่วมกับปศุสัตว์ทลายโกดังนายทุนจีน ยึดไส้หมูเถื่อน เสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภค มูลค่า 10 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจบุกจับ ‘จีนเทา’ กลางห้างย่านประตูน้ำ ยึดสินค้าแบรนด์เนมปลอมและขนมกว่า 2 หมื่นชิ้น https://thestandard.co/pratunam-fake-goods-raid/ Mon, 28 Apr 2025 05:50:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1068987 pratunam-fake-goods-raid

วันนี้ (28 เมษายน) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับกา […]

The post ตำรวจบุกจับ ‘จีนเทา’ กลางห้างย่านประตูน้ำ ยึดสินค้าแบรนด์เนมปลอมและขนมกว่า 2 หมื่นชิ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
pratunam-fake-goods-raid

วันนี้ (28 เมษายน) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) จับกุม หยางจิน (Mr.Yang Jin) อายุ 48 ปี สัญชาติจีน ได้ที่ร้านค้าไม่ติดชื่อ ภายในห้างสรรพสินค้าย่านประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร ในข้อหา ‘ร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม และเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร’

 

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอศ. ได้รับคำสั่งให้สืบสวนการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 พบว่ามีชาวจีนลักลอบจำหน่ายสินค้าปลอม เช่น เสื้อผ้าและเครื่องประดับแบรนด์หรู รวมถึงขนมนำเข้าจากจีน ซึ่งปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่จดทะเบียนแล้ว ภายในร้านค้าในห้างย่านประตูน้ำ จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่าบัญชีธนาคารที่รับชำระค่าสินค้าคือชื่อของ หยางจิน เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานและขอหมายค้นจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

 

เมื่อเข้าตรวจค้นพบหยางจินแสดงตัวเป็นเจ้าของสินค้า และให้การรับสารภาพว่าสินค้าทั้งหมดเป็นของตนเอง โดยร่วมกับเพื่อนชาวจีนอีกหนึ่งคน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้ร่วมกระทำความผิดต่อไป

 

จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางเป็นสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วกว่า 27,856 ชิ้น และนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

ตำรวจบุกจับ ‘จีนเทา’ ประตูน้ำ ตำรวจบุกจับ ‘จีนเทา’ ประตูน้ำ ตำรวจบุกจับ ‘จีนเทา’ ประตูน้ำ ตำรวจบุกจับ ‘จีนเทา’ ประตูน้ำ

The post ตำรวจบุกจับ ‘จีนเทา’ กลางห้างย่านประตูน้ำ ยึดสินค้าแบรนด์เนมปลอมและขนมกว่า 2 หมื่นชิ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงอุตฯ ตรวจโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ ขีดเส้นใต้ 7 วัน แจงรายละเอียดขายเหล็กตึก สตง. พบมีตัวแทนบริษัทรับหน้า มีจังหวะโต้เดือด https://thestandard.co/steel-inspection-deadline/ Wed, 02 Apr 2025 12:44:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1059886 steel-inspection-deadline

วันนี้ (2 เมษายน) ที่จังหวัดระยอง ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัย […]

The post กระทรวงอุตฯ ตรวจโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ ขีดเส้นใต้ 7 วัน แจงรายละเอียดขายเหล็กตึก สตง. พบมีตัวแทนบริษัทรับหน้า มีจังหวะโต้เดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
steel-inspection-deadline

วันนี้ (2 เมษายน) ที่จังหวัดระยอง ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ คณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าทีมตรวจสุดซอย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.), เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) และเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมสังเกตการณ์ในการเข้าตรวจสอบ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตเหล็กไม่ผ่านมาตรฐาน แล้วนำไปก่อสร้างอาคาร สตง.

 

ก่อนที่จะเข้าไปตรวจสอบภายในนั้น ทางทีมงานได้มีการนำบิลค่าไฟมาตรวจสอบเพื่อเปรียบเทียบในช่วงที่บริษัทยังคงดำเนินกิจการอยู่ และช่วงที่บริษัทถูกให้ระงับการดำเนินกิจการ มีจำนวนค่าไฟที่แตกต่างกันมากน้อยขนาดไหน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายนตอนที่บริษัทยังคงดำเนินกิจการอยู่นั้น มีค่าไฟอยู่ที่ 134 ล้านบาท ส่วนช่วงเดือนธันวาคมหลังบริษัทได้มีการสั่งระงับกิจการในวันที่ 19 ธันวาคม ค่าไฟจะลดลงเหลืออยู่ที่ 73 ล้านบาท 

 

ในส่วนปี 2568 เดือนมกราคมซึ่งเป็นเดือนที่มีการระงับการผลิตตลอดทั้งเดือนจำนวนค่าไฟได้ลดลงเหลืออยู่จำนวน 1.2 ล้านบาท และในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นเดือนที่ได้มีการระงับการผลิตเช่นเดียวกัน ค่าไฟได้ลดลงมาเหลือที่ 6.4 แสนบาท โดยบิลค่าไฟดังกล่าวนี้จะสามารถบ่งชี้ได้ว่า หลังจากมีคำสั่งให้มีการระงับการผลิตเหล็ก ทางบริษัทมีจำนวนตัวเลขในการจ่ายค่าไฟเหลือเดือนละเท่าไร 

 

จากนั้นทีมงานชุดตรวจสอบได้เดินทางไปยัง บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ซึ่งอยู่บริเวณด้านในสุดของเขตประกอบอุตสาหกรรม โดยก่อนที่จะเดินทางเข้าไปตรวจสอบ ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการเข้าไปพูดคุยกับทางตัวแทนบริษัท เพื่อขอใช้อำนาจเข้าไปตรวจสอบเหล็กที่ได้มีการอายัดเอาไว้ว่าได้มีการแกะหรือลักลอบนำไปจำหน่ายหรือไม่ และจะขอตรวจสอบโรงงานผลิตเหล็กว่าได้มีการเปิดใช้งานหลังมีคำสั่งให้หยุดผลิตหรือไม่

 

นอกจากนี้ทางคณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังขอเอกสารบิลค่าไฟในเดือนมีนาคมกับทางบริษัท เพื่อจะนำมาเปรียบเทียบกับจำนวนค่าไฟที่ได้มาก่อนหน้านี้ว่ามีตัวเลขใกล้เคียงกันกับช่วงที่บริษัทได้มีการระงับการผลิตหรือไม่ และขอเอกสารจัดซื้อจัดจ้างว่าที่ได้มีการส่งไปขาย สตง. เป็นเหล็กล็อตไหน และมีจำนวนเท่าไร 

 

ทางตัวแทนบริษัทยินดีที่จะให้ความร่วมมือ และให้สื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบในโรงงานด้วย ส่วนเรื่องเอกสารการซื้อขายเหล็กจะขอรวบรวมส่งภายใน 7 วัน เนื่องจากทางบริษัทไม่ได้มีการขายตรงกับทาง สตง. แต่เป็นการขายผ่านเอเจนซี ซึ่งเป็นพ่อค้าคนกลางอีกที

 

ต่อมาทางคณะชุดตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ของบริษัท และสื่อมวลชน ได้เข้าไปตรวจสอบโกดังเก็บเหล็กที่ได้มีการอายัดเอาไว้ พร้อมยืนยันว่าตั้งแต่กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการสั่งอายัดไม่ให้นำเหล็กเหล่านี้ออกจำหน่าย ทางบริษัทก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งกับเหล็กจำนวนดังกล่าวเลย และขอยืนยันว่าเหล็กทั้งหมดที่ได้มีการอายัดเอาไว้นั้นยังอยู่ครบทุกเส้น 

 

จากนั้นทางคณะทำงานได้ขอตัดตัวอย่างเหล็กที่ได้มีการอายัดเอาไว้ โดยเฉพาะเหล็กที่มีขนาด 32 มิลลิเมตร ที่ตรงกับเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างอาคาร สตง. ไปตรวจสอบอีกครั้งที่สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย แม้ก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการเก็บตัวอย่างเหล็กชนิดดังกล่าวไปตรวจกับสถาบันเหล็กมาแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งผลก็ออกมาว่าไม่ผ่านมาตรฐานทั้ง 2 ครั้ง

 

ต่อมาระหว่างที่ทางคณะทำงานฯ ได้มีการพูดคุยกับตัวแทนของบริษัท ก็เกิดการโต้เถียงกันเล็กน้อย เนื่องจากทางตัวแทนบริษัทขอให้ทางคณะทำงานนำตัวอย่างเหล็กที่ถูกอายัดเอาไว้ไปส่งตรวจกับสถาบันยานยนต์ ควบคู่กับสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ตรวจแค่สถาบันเหล็กฯ เพียงสถาบันเดียว พร้อมนำเอกสารมาโชว์ต่อหน้าสื่อมวลชนว่ามาตรฐานสารโบรอนของทั้ง 2 สถาบันมีความแตกต่างกัน โดยของสถาบันเหล็กกล้ามีมาตรฐานอยู่ที่ 0.0009-0.0025% ส่วนของสถาบันยานยนต์จะมีมาตรฐานค่าโบรอนอยู่ที่ 0.0004-0.0066% เพราะหากดูค่ามาตรฐานของทั้ง 2 สถาบันแล้ว สถาบันยานยนต์จะมีมาตรฐานค่าโบรอนที่ดูต่ำกว่า 

 

แม้ทางคณะทำงานจะได้มีการอธิบายต่อหน้าว่าตอนแรกที่บริษัทได้มีการไปขอมาตรฐาน มอก. ก็ได้นำเหล็กไปตรวจสอบกับสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย แต่ทำไมถึงไม่ยอมรับผลการตรวจสอบของสถาบันดังกล่าว แต่ถ้าหากทางบริษัทจะอยากให้ทางเจ้าหน้าที่นำไปตรวจสอบทั้ง 2 สถาบัน ทางคณะทำงานก็ไม่ติดขัด เพราะจะได้ให้ความเป็นธรรมกับทางบริษัทด้วย 

 

ทางคณะทำงานได้ชี้แจงด้วยว่า ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการนำตัวอย่างเหล็กไปตรวจสอบกับสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยถึง 2 ครั้ง ซึ่งผลก็ได้ต่ำกว่ามาตรฐานทั้ง 2 ครั้ง ตัวแทนบริษัทตอบว่า ความจริงก็ยอมรับ ไม่ได้ไม่ยอมรับ แต่ครั้งต่อไปเพียงแค่อยากให้ตรวจคู่ขนานกัน นี่คือสิ่งที่อยากขอความเป็นธรรม เพราะทั้ง 2 สถาบันมีมาตรฐานค่าโบรอนที่ต่างกัน ซึ่งถ้าหากผลออกมาจากทั้ง 2 สถาบันจะต่ำกว่ามาตรฐานทั้งคู่

 

นอกจากนี้สื่อมวลชนก็ได้มีการสอบถามกับทางตัวแทนบริษัทในประเด็นอื่นๆ ต่อว่า ทางบริษัทมีความกังวลใจหรือไม่ หลังทางคณะทำงานได้เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งทางตัวแทนบริษัทได้ยืนยันว่า ไม่ได้มีความกังวลอะไรเลย เนื่องจากทางบริษัทได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้คณะทำงานและสื่อมวลชนเข้าตรวจสอบ

 

พร้อมกับขอยืนยันว่าตั้งแต่ที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการสั่งระงับการผลิต และอายัดเหล็กที่ไม่ผ่านค่ามาตรฐาน ทางบริษัทก็ได้มีการระงับการผลิตเหล็กตั้งแต่วันที่ได้มีการออกคำสั่ง ส่วนเหล็กที่ถูกอายัดไว้ในโกดัง ทางบริษัทไม่เคยเข้าไปยุ่งและไม่เคยเข้าไปแตะต้องอะไรเลย

 

ส่วนประเด็นที่มีคนเห็นรถบรรทุกฝุ่นแดงซึ่งเป็นส่วนผสมของการผลิตเหล็กเข้าออกที่โรงงาน ทางบริษัทขอชี้แจงเรื่องนี้ว่า ฝุ่นแดงที่มีการบรรทุกเข้าออกโรงงาน เป็นฝุ่นแดงที่เก็บไว้ตั้งแต่เปิดโรงงานในช่วงปี 2554 ซึ่งไม่ได้นำออกมาผลิตเหล็กแต่อย่างใด เพราะทางบริษัทเคารพกฎของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ได้มีการระงับการผลิต แต่ทางกระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้มีการออกคำสั่งว่าห้ามให้มีการขนย้ายฝุ่นแดงเข้าออกโรงงาน ซึ่งประเด็นนี้ก็ถือว่าตัวของบริษัทไม่ได้ทำอะไรผิด

 

เมื่อถามถึงว่า บริษัททราบเรื่องนี้หรือยังว่าเหล็กที่ได้มีการจำหน่ายออกไปแล้วไปสร้างอาคาร สตง. ผลปรากฏว่าไม่ผ่านอยู่ 2 ไซส์ คือเหล็กข้ออ้อยไซส์ 20 มม. กับ 32 มม. ตัวแทนบริษัทตอบว่า เพิ่งทราบจากข่าวว่าเหล็กที่ได้นำไปสร้างอาคาร สตง. เป็นเหล็กของบริษัท ซิน เคอ หยวน เพราะก่อนหน้านี้ทางบริษัทไม่ทราบเลยว่าได้มีการจำหน่ายไปให้กับเอเจนซี ซึ่งถือว่าเป็นพ่อค้าคนกลาง จากนั้นทางพ่อค้าคนกลางได้ไปจัดจำหน่ายให้กับผู้รับเหมารายไหนต่ออีกทอด 

 

แต่ยืนยันว่าหลังจากที่ได้มีการผลิตเหล็กเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางโรงงานก็ได้มีการตรวจคุณภาพตั้งแต่ต้น พอนำไปขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ฝั่งพ่อค้าคนกลางก็จะมีการตรวจค่ามาตรฐานซ้ำอีกรอบ ซึ่งถ้าหากผ่านมาตรฐานก็จะนำไปจำหน่ายให้กับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง และก่อนที่จะนำเหล็กไปสร้างนั้น ทางผู้รับเหมาก็จะมีการตรวจสอบอีกขั้นก่อนจะนำเหล็กไปใช้ 

 

ด้านทนายความของบริษัท ซิน เคอ หยวน กล่าวเพิ่มเติมว่า เหล็กของอาคาร สตง. ที่ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการนำไปตรวจสอบ แล้วพบว่าเหล็กของบริษัท ซิน เคอ หยวน ไม่ผ่านค่ามาตรฐาน ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าเหล็กของบริษัทที่ได้นำไปก่อสร้างอาคาร ระหว่างนั้นเหล็กอาจจะไปโดนความร้อน โดนปูน หรือส่วนผสมในการก่อสร้าง จนทำให้มีการส่งผลต่อคุณภาพของเหล็ก และก็ยังไม่รู้ว่าในโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. มีการใช้เหล็กของบริษัทในอัตราสัดส่วนเท่าไร ทั้งนี้ ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

 

จากนั้นเวลา 15.50 น. คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้แถลงต่อสื่อมวลชน ภายหลังนำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด 

ฐิติภัสร์ระบุว่า ครั้งนี้เราเข้ามาตรวจ 2 เรื่อง ดังนี้

 

  1. เข้ามาตรวจสอบเหล็กที่ยึดอายัดของกลางไว้ยังอยู่หรือไม่ สรุปได้ว่าเหล็กยังอยู่ครบ 

 

  1. ตรวจสอบว่ามีการลักลอบหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้บิลค่าไฟที่เคลื่อนไหวแต่ละเดือนจะบอกได้ด้วยตัวมันเอง ซึ่งได้ตรวจสอบเดือนมีนาคมล่าสุดแล้วพบว่าค่าไฟอยู่ที่ 6.4 ล้านบาท มากกว่าเดือนกุมภาพันธ์ที่ค่าไฟอยู่ที่ 6.4 แสนบาท 

 

นอกจากนี้ยังได้ตรวจสอบรอบๆ โรงงาน เราพบความผิดปกติเรื่องฝุ่นแดงที่มีมากถึง 43,000 ตัน แต่ที่แจ้งมาในระบบมีเพียง 2556-2565 มีเพียง 2,245 ตันเท่านั้นเอง เรื่องนี้อาจเข้าข่ายความผิดแจ้งข้อมูลเท็จกับเจ้าหน้าที่จะมีการพิจารณาดำเนินคดี ส่วนประเด็นที่ว่าบริษัทขนฝุ่นแดงออกจากบริษัทไปนั้น ฐิติภัสร์ยืนยันว่ามีการขนออกจริง โดยทางอุตสาหกรรมจังหวัดระยองเป็นคนอนุญาต เรื่องนี้ได้แจ้งให้ท่านรัฐมนตรีเอกนัฏทราบ ท่านก็บอกว่ามีความผิดปกติ ดังนั้นจึงต้องตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบต่อไปว่าทางโรงงานขนไปที่ไหน รวมถึงผู้สอบผู้ที่อนุญาตให้ขนฝุ่นแดงอีกด้วย

 

ฐิติภัสร์กล่าวต่อว่า จากนี้ นนทิชัย ลิขิตาภรณ์ ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 1 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ส่งหนังสือให้บริษัทส่งข้อมูลชี้แจงรายละเอียดการขายเหล็กทั้งหมดของไซส์ 20 มิลลิเมตร และไซส์ 32 มิลลิเมตร ซึ่งจะให้ย้อนข้อมูลไปจนถึง ปี 2563 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับการเริ่มก่อสร้างตึก สตง. โดยข้อมูลนี้ต้องแจ้งกลับมาภายใน 7 วัน และหากไม่ส่งข้อมูลให้ทางเจ้าหน้าที่จะมีโทษจำคุก 3 เดือน ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ฐิติภัสร์ยังบอกอีกว่า ความจริงก็ไม่รู้ว่าทางบริษัทจะชี้แจงข้อมูลย้อนหลังได้หรือไม่ เพราะของล็อตก่อนหน้านี้ที่มีปัญหาก็ชี้แจงได้แค่ว่าขายออกไปให้เพียงแค่เจ้าเดียวเท่านั้น โดยจะมีหนังสือไปถึง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จํากัด รวมทั้ง สตง. ให้ชี้แจงด้วยว่าซื้อเหล็กมาจากที่ใดหรือกลุ่มเอเจนซีใด 

 

ส่วนที่ทางบริษัทอยากให้ทดสอบเหล็ก 2 สถาบันคู่ขนานนั้น หัวหน้าคณะทำงานฯ ระบุว่า เราไม่มีการตรวจโดยสถาบันยานยนต์ เรายึดมาตรฐานสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยเท่านั้น แต่ที่ทางบริษัทอยากให้ตรวจ 2 ที่นั้นก็มองว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก

 

ด้านตัวแทนของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด วันนี้เข้ามาฟังการแถลงผลการตรวจสอบโรงงานด้วย หลังจากแถลงผลแล้วเสร็จทางตัวแทนให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม เจ้าตัวบอกว่าเบื้องต้นขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ตึก สตง. ถล่ม ตอนนี้ขอตั้งข้อสังเกตมี 3 ประเด็น

 

  1. ค่าโบรอนที่ต้องขอให้มีการตรวจสอบทั้ง 2 สถาบัน คือสถาบันเหล็กกล้า และสถาบันยานยนต์เพราะทั้งคู่อยู่ในกรอบของมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) แต่กลับกันค่าโบรอนของสถาบันเหล็กกำหนดค่าโบรอนที่สูงกว่า มอก. กำหนด มองว่าสถาบันยานยนต์มีการตรวจที่แม่นยำกว่า 

 

  1. ตั้งข้อสังเกตว่าการเก็บตัวอย่างเหล็กของเจ้าหน้าที่ไปเก็บจากศากเหล็กโดยชี้ที่รูป โดยนำรูปตัวอย่างเหล็กเส้นจากที่เกิดเหตุมาชี้ให้สื่อโดยบอกว่า เลขเหล่านี้ถูกนำไปใช้แล้วมองว่าหากนำมาตรวจถ้าเหล็กอาจจะเปลี่ยนไปหรือไม่

 

  1. ตั้งข้อสังเกตเรื่องการเก็บฝุ่นแดง ที่เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างไปซึ่งทางโรงงานมีการขอแบ่งครึ่งนึงไว้เป็นหลักฐานแต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ให้ ตามจริงก็ให้ความร่วมมือทุกอย่างแต่ก็อยากได้รับความเป็นธรรมอยากให้ทุกอย่างโปร่งใส 

 

ส่วนข้อมูลที่จะทำมาชี้แจงภายใน 7 วันขอไปตรวจสอบก่อน ยืนยันว่าข้อมูลทุกอย่างมีครบถ้วน ทั้งข้อมูล เอเจนซีซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 รายบวกลบ ยืนยันไม่ได้ขายเหล็กไปที่ไซต์งานโดยตรง แต่เป็นการขายผ่านเอเจนซีโดยทุกล็อตจะมีรายละเอียดและ QC ทุกอย่าง ส่วนรูปภาพที่เห็นตามสื่อทางบริษัทเองไม่สามารถบอกหรือเจาะจงได้ว่าเหล็กเหล่านี้มาจากล็อตไหนต้องตรวจสอบอีกครั้ง

 

ส่วนเรื่องฝุ่นแดงยอมรับว่ามีการขนออกจริง โดยขออนุญาตจากอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง เนื่องจากฝุ่นแดงมีสารซิงก์จะสามารถนำไปหลอมและสร้างมูลค่าได้ ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าฝุ่นแดงที่เกิดจากที่ลงระบบไว้กว่า 4 หมื่นตันมาจากไหนตัวแทนแจงว่า “ยังไม่รู้ขอไปตรวจสอบก่อน แต่อยู่ในขั้นตอนกระบวนการภายในแน่นอนไม่ได้เอามาจากไหน”

 

กระทรวงอุตฯ ตรวจโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ กระทรวงอุตฯ ตรวจโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ กระทรวงอุตฯ ตรวจโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ กระทรวงอุตฯ ตรวจโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ กระทรวงอุตฯ ตรวจโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ กระทรวงอุตฯ ตรวจโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ กระทรวงอุตฯ ตรวจโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ กระทรวงอุตฯ ตรวจโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ กระทรวงอุตฯ ตรวจโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ กระทรวงอุตฯ ตรวจโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’

The post กระทรวงอุตฯ ตรวจโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ ขีดเส้นใต้ 7 วัน แจงรายละเอียดขายเหล็กตึก สตง. พบมีตัวแทนบริษัทรับหน้า มีจังหวะโต้เดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวบตัวโค้ชฟุตซอลโรงเรียนดัง ล่วงละเมิดนักเรียนนานกว่า 8 เดือน https://thestandard.co/school-coach-arrest/ Tue, 11 Feb 2025 13:00:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1040886 school-coach-arrest

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุ […]

The post รวบตัวโค้ชฟุตซอลโรงเรียนดัง ล่วงละเมิดนักเรียนนานกว่า 8 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
school-coach-arrest

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) นำกำลังจับกุม ธีรวัฒน์ จานแบน หรือ โค้ชตูน อายุ 35 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 883/2568 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ข้อหากระทำอนาจารเด็กและพรากเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร และบังคับขู่เข็ญหรือชักจูงให้เด็กประพฤติมิชอบ โดยจับกุมตัวได้ที่สนามกีฬาวิทยาลัยเทคโนโลยีทักษิณาบริหารธุรกิจ ถนนรามอินทรา แขวงและเขตคันนายาว กรุงเทพฯ

 

โดยผู้ต้องหารายนี้ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมกระทำอนาจารนักเรียนชายที่เป็นนักกีฬาในทีมของตัวเอง แล้วตั้งกล้องถ่ายคลิปวิดีโอบันทึกเก็บไว้ โดยทำเช่นนี้มานานกว่า 8 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีก่อน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีเด็กนักเรียนตกเป็นเหยื่อ 3 ราย โดยเหยื่อส่วนใหญ่จำยอมไม่กล้าขัดขืน เพราะถูกผู้ต้องหาใช้ตำแหน่งและอำนาจในการควบคุมนักกีฬาสั่งบังคับ เนื่องจากผู้ต้องหามีตำแหน่งเป็นโค้ชนักกีฬาทีมฟุตซอลโรงเรียนราชวินิตมัธยม ซึ่งโด่งดังในแวดวงกีฬานักเรียนเป็นอย่างมาก จากการพาทีมคว้าแชมป์ฟุตซอลกรมพลศึกษา 3 ปีซ้อน

 

ต่อมากลุ่มเด็กนักเรียนที่ตกเป็นเหยื่อเริ่มทนแบกรับพฤติกรรมของผู้ต้องหาไม่ไหว นำเรื่องไปบอกให้ผู้ปกครองทราบ ก่อนพากันเข้าร้องขอความช่วยเหลือกับทางตำรวจ ปคม. จนมีการรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับ และนำมาสู่การตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว

 

หลังจากการจับกุมและขยายผลเข้าตรวจค้นห้องพัก เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลาง ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ประกอบด้วยโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง, ไอแพด 1 เครื่อง, เสื้อยืดและกางเกงขาสั้น 1 ชุด

 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลภายในโทรศัพท์มือถือและไอแพดของผู้ต้องหา พบภาพนิ่งและคลิปวิดีโอลามกอนาจารของเด็กนักเรียนชายหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักกีฬาฟุตซอลของทีม ตำรวจจึงตรวจยึดทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน

 

จากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การภาคเสธ เบื้องต้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคม. ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

The post รวบตัวโค้ชฟุตซอลโรงเรียนดัง ล่วงละเมิดนักเรียนนานกว่า 8 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจตรวจค้นโรงงานทุนจีนลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 10 ตัน พร้อมจับกุม 2 ชาวจีนผู้ดูแล https://thestandard.co/police-raid-chinese-factory/ Mon, 27 Jan 2025 08:28:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1034939 police-raid-chinese-factory

วานนี้ (26 มกราคม) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับกา […]

The post ตำรวจตรวจค้นโรงงานทุนจีนลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 10 ตัน พร้อมจับกุม 2 ชาวจีนผู้ดูแล appeared first on THE STANDARD.

]]>
police-raid-chinese-factory

วานนี้ (26 มกราคม) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ร่วมกันจับกุม กัว อายุ 55 ปี สัญชาติจีน และ หลี่ อายุ 42 ปี สัญชาติจีน กระทำความผิดฐาน ‘ร่วมกันครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามบัญชี 5.2 ของเสียเคมีวัตถุ (Chemical Waste) ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556’

 

พร้อมตรวจยึดของกลาง

  1. กองผลิตภัณฑ์จากการบดย่อยที่ปนเปื้อนโลหะหนัก ปริมาณประมาณ 0.5 ตัน
  2. กองผลิตภัณฑ์จากการบดย่อยที่ปนเปื้อนโลหะหนัก ปริมาณประมาณ 1 ตัน
  3. สิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากการแยกที่ปนเปื้อนโลหะหนัก ปริมาณประมาณ 10 ตัน

 

สถานที่จับกุม โรงงานในพื้นที่หมู่ 9 ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

 

สืบเนื่องจากกรมศุลกากรได้ตรวจยึดและอายัดตู้คอนเทนเนอร์นำเข้าจากต่างประเทศ 10 ตู้ ปริมาณ 256 ตัน ซึ่งเป็นการสำแดงเท็จ ลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทำการสืบสวนพบว่าบริษัทที่เป็นผู้นำเข้าตั้งอยู่ในอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และจากการเฝ้าติดตามบริษัทในกลุ่มเครือโรงงานที่ตั้งอยู่ในอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี

 

ซึ่งเคยถูกจับกุมและมีคำสั่งจากเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมให้หยุดประกอบกิจการแล้วนั้น พบว่าเมื่อได้มีการเคลื่อนย้ายของต้องสงสัยขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นของกลางในคดีและถูกอายัดไว้เข้ามาในบริเวณโรงงานที่ตั้งในอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกันกับโรงงานข้างต้น

 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมเข้าตรวจสอบโรงงานในพื้นที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่าในบริเวณโรงงานพบวัตถุอันตรายจำนวนมาก และพบ หลี่ แสดงตัวเป็นผู้จัดการโรงงานที่ครอบครองกองวัตถุอันตรายดังกล่าว ส่วน กัว แสดงตัวเป็นผู้จัดการโรงงานเจ้าของพื้นที่ที่กองวัตถุอันตรายของกลางวางอยู่ และผู้ต้องหาทั้ง 2 คนแจ้งว่าไม่ได้มีการขออนุญาตแต่อย่างใด

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อหาดังกล่าว จากนั้นควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนำส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธร (สภ.) พนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากการตรวจสอบพบขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก อยู่ระหว่างตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

The post ตำรวจตรวจค้นโรงงานทุนจีนลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 10 ตัน พร้อมจับกุม 2 ชาวจีนผู้ดูแล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกภพ สายไหมต้องรอด ได้ประกันตัวปมให้ข้อมูลเท็จคดีดิไอคอนกรุ๊ป เผยที่ผ่านมาพยายามคัดกรองข้อมูลอย่างดีแล้ว https://thestandard.co/akepob-bail-the-icon-group/ Fri, 22 Nov 2024 14:03:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1011830

วันนี้ (22 พฤศจิกายน) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำคว […]

The post เอกภพ สายไหมต้องรอด ได้ประกันตัวปมให้ข้อมูลเท็จคดีดิไอคอนกรุ๊ป เผยที่ผ่านมาพยายามคัดกรองข้อมูลอย่างดีแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 พฤศจิกายน) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจขออำนาจศาลออกหมายจับ เอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจเฟซบุ๊กสายไหมต้องรอด ในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีโพสต์ข้อมูลเท็จในระบบคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับเงินดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับคดีดิไอคอนกรุ๊ป โดยเอกภพถูกสอบปากคำนานกว่า 4 ชั่วโมง และต่อมาได้รับการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน 

 

เวลา 19.00 น. เอกภพเปิดเผยว่า คดีนี้เป็นคดีที่กลุ่มผู้ต้องหาคดีดิไอคอนกรุ๊ปมอบหมายทนายความให้มาแจ้งความตนเองในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งตนเองให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และตนเองนำข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปทั้งหมดแล้ว ทั้งบันทึกการสนทนานานกว่า 1 ชั่วโมง และข้อความต่างๆ ที่ตำรวจแจ้งว่าข้อมูลเป็นประโยชน์ เป็นข้อมูลอีกด้าน

 

ส่วนตัวมองว่าที่ตำรวจขอออกหมายจับเป็นเพียงกระบวนการของตำรวจ พร้อมขอบคุณตำรวจที่ให้ประกันตัว โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 50,000 บาท

 

ส่วนพยานที่ตนเองเคยพามาได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว เพื่อเป็นตัวอย่างให้ใครก็ตามที่จะส่งข้อมูลมาให้ตนเองแต่ให้ข้อมูลเท็จ หรือไปให้ข้อมูลกับผู้อื่นอีกแบบหนึ่ง คนแบบนี้ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด ซึ่งมีอีกหลายคนที่เตรียมดำเนินคดี โดยเฉพาะใครก็ตามที่พูดหรือทำให้ตนเองเสียหาย รวมถึงทนายความของ บอสพอล-วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ตนเองก็จะส่งของขวัญไปให้ก่อนปีใหม่แน่นอน 

 

นอกจากนี้เอกภพยังยืนยันด้วยว่า ตัวเองและทีมงานเพจสายไหมต้องรอดพยายามคัดกรองตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว และเมื่อเห็นว่าสิ่งที่มีอาจเป็นประโยชน์กับตำรวจจึงมาให้การกับตำรวจ และยังยืนยันว่าไม่เคยรับเงินไม่ว่าจะกรณีใดทั้งสิ้น 

The post เอกภพ สายไหมต้องรอด ได้ประกันตัวปมให้ข้อมูลเท็จคดีดิไอคอนกรุ๊ป เผยที่ผ่านมาพยายามคัดกรองข้อมูลอย่างดีแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจขอศาลออกหมายจับ ‘เอกภพ สายไหมต้องรอด’ หลังโพสต์ข้อมูลเงินดิจิทัลคดีดิไอคอนกรุ๊ป https://thestandard.co/warrant-issued-ekkapop-digital-money-case/ Fri, 22 Nov 2024 09:19:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1011657

วันนี้ (22 พฤศจิกายน) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำคว […]

The post ตำรวจขอศาลออกหมายจับ ‘เอกภพ สายไหมต้องรอด’ หลังโพสต์ข้อมูลเงินดิจิทัลคดีดิไอคอนกรุ๊ป appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 พฤศจิกายน) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจขออำนาจศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ในการออกหมายจับ เอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจเฟซบุ๊กสายไหมต้องรอด ในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีโพสต์ข้อมูลเท็จในระบบคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับเงินดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับคดีดิไอคอนกรุ๊ป

 

ทันทีที่ตำรวจทำเรื่องขอหมายจับ ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปทางเอกภพ ซึ่งเปิดเผยว่ายังไม่ทราบเรื่องหมายจับ และขณะนี้กำลังเดินทางไปที่ บก.ปอท. เพื่อให้ถ้อยคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตามคำเชิญในเวลา 15.00 น. 

The post ตำรวจขอศาลออกหมายจับ ‘เอกภพ สายไหมต้องรอด’ หลังโพสต์ข้อมูลเงินดิจิทัลคดีดิไอคอนกรุ๊ป appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุมตัว ‘บอสพอล’ ดิไอคอนกรุ๊ป ส่งศาลฝากขัง ทนายความยืนยันวันนี้ไม่มีการยื่นประกันตัว https://thestandard.co/boss-paul-detained-no-bail/ Fri, 18 Oct 2024 03:48:22 +0000 https://thestandard.co/?p=997481

วันนี้ (18 ตุลาคม) เวลา 09.15 น. ที่กองบังคับการปราบปรา […]

The post คุมตัว ‘บอสพอล’ ดิไอคอนกรุ๊ป ส่งศาลฝากขัง ทนายความยืนยันวันนี้ไม่มีการยื่นประกันตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (18 ตุลาคม) เวลา 09.15 น. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ตำรวจคุมตัว บอสพอล-วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ผู้บริหารบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ออกจากตึกศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ขึ้นรถตำรวจไปส่งตัวฝากขังที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งทันทีที่ควบคุมตัวออกมาตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาขึ้นรถทันที มีรถนำขบวน 1 คัน และปิดท้ายขบวน 1 คัน

 

ด้าน วิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของวรัตน์พล เปิดเผยว่า วันนี้จะยังไม่มีการยื่นขอประกันตัวบอสพอล เนื่องจากเมื่อวานนี้ (17 สิงหาคม) เห็นคำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาในคดีเดียวกันแล้ว ซึ่งศาลให้เหตุผลว่าคดีดังกล่าวกลุ่มผู้ต้องหามีลักษณะกระทำการเป็นขบวนการ หากอนุญาตให้ประกันตัวเกรงว่าจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน

 

สำหรับสาเหตุที่ต้องมีการควบคุมตัวบอสพอลไปฝากขังในวันนี้เนื่องจากการสอบปากคำของพนักงานสอบสวนไม่แล้วเสร็จ บอสพอลต้องการให้ปากคำเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด เปิดทำการถูกต้อง และผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดบริสุทธิ์

 

โดยเมื่อวานนี้ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้เข้ามาสอบปากคำเกี่ยวกับกรณีปรากฏคลิปเสียงที่มีลักษณะเรียกรับผลประโยชน์ในสื่อโซเชียล ซึ่งวรัตน์พลให้ข้อมูลว่าคลิปเสียงดังกล่าวนั้นเป็นเสียงของตนเองจริง แต่ยืนยันว่าไม่เคยจ่ายสินบนให้หน่วยงานใดตามที่มีการถูกกล่าวอ้าง โดยในส่วนที่มีการพูดถึงเทวดานั้นยืนยันว่าเทวดาที่หมายถึงคือเทวดาจริงๆ ไม่ใช่เทวดาบนโลกมนุษย์

 

วิฑูรย์กล่าวถึงกรณีที่ เอกภพ เหลืองประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยข้อมูลว่า เคยมีคนใกล้ชิดของผู้บริหารระดับสูงของดิไอคอนกรุ๊ป แปลงทรัพย์สินที่มีเป็นสกุลเงินดิจิทัลเพื่อจ่ายสินบนนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทมี 1 หมื่นล้านบาท หากจะนำไปจ่ายเป็นเงินสินบนทั้งหมดคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 

เบื้องต้นตรวจสอบแล้วพบว่าบุคคลที่เอกภพอ้างอิงถึงนั้นไม่ใช่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับดิไอคอนกรุ๊ปแต่อย่างใด โดยตนเองขอฝากถึงเอกภพว่าหากมีการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงอาจถูกแจ้งข้อหาให้การเท็จได้

 

ทั้งนี้ วิฑูรย์ยังระบุว่า หากจะมีการยื่นขอประกันตัววรัตน์พลหลังจากนี้อาจจะต้องเพิ่มหลักทรัพย์จากที่ตั้งไว้ที่ 2 ล้านบาท แต่ต้องพิจารณาก่อนว่าจะใช้หลักทรัพย์เท่าใด

 

The post คุมตัว ‘บอสพอล’ ดิไอคอนกรุ๊ป ส่งศาลฝากขัง ทนายความยืนยันวันนี้ไม่มีการยื่นประกันตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปปง. สั่งอายัดทรัพย์สิน บอสพอล – กันต์ กันตถาวร กับพวก หลังมีพฤติการณ์กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน รวมทรัพย์สินกว่า 125 ล้านบาท https://thestandard.co/boss-paul-kan-assets-frozen/ Tue, 15 Oct 2024 13:39:42 +0000 https://thestandard.co/?p=996271

วันนี้ (15 ตุลาคม) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน […]

The post ปปง. สั่งอายัดทรัพย์สิน บอสพอล – กันต์ กันตถาวร กับพวก หลังมีพฤติการณ์กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน รวมทรัพย์สินกว่า 125 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (15 ตุลาคม) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ได้รับรายงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ราย บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเกี่ยวกับความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527

 

และจากการตรวจสอบรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมในกรณีดังกล่าว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในกรณีดังกล่าวและกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน เลขาธิการ ปปง. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 48 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

 

ออกคำสั่งที่ ย. 214/ 2567 ให้อายัดทรัพย์สินของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด, วรัตน์พล วรัทย์วรกุล, ณิชพน ทองมี, ฐิตตญา หงษ์อุปถุมภ์ไชย และ กันต์ กันตถาวร ซึ่งเป็นทรัพย์สินประเภทเงินในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์, เงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน, เงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์, เงินในบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และสินทรัพย์ดิจิทัล จำนวน 11 รายการ รวมราคาประเมินทั้งสิ้นประมาณ 125,548,076.99 บาท พร้อมดอกผลไว้ชั่วคราว มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน

 

ทั้งนี้ สำนักงาน ปปง. ขอแจ้งเตือนว่า ทรัพย์สินอื่นที่อยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนั้น หากผู้ใดโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น

 

หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงของการได้มาแหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือมีการได้มา ครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สิน โดยรู้ในขณะที่ได้มา ครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สินนั้นว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ย่อมมีความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

The post ปปง. สั่งอายัดทรัพย์สิน บอสพอล – กันต์ กันตถาวร กับพวก หลังมีพฤติการณ์กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน รวมทรัพย์สินกว่า 125 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ สั่งรวมคดีหลอกขายทองคำ ให้ตำรวจสอบสวนกลางเป็นศูนย์คลี่คลายคดี เตรียมเรียกดารา-อินฟลูเอ็นเซอร์กว่า 20 คนให้ปากคำ https://thestandard.co/pol-gen-kittirat-orders-consolidation-of-gold-fraud-cases/ Tue, 01 Oct 2024 04:14:38 +0000 https://thestandard.co/?p=990040

วันนี้ (1 ตุลาคม) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ […]

The post พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ สั่งรวมคดีหลอกขายทองคำ ให้ตำรวจสอบสวนกลางเป็นศูนย์คลี่คลายคดี เตรียมเรียกดารา-อินฟลูเอ็นเซอร์กว่า 20 คนให้ปากคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (1 ตุลาคม) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดหลอกขายทองคำไม่ได้คุณภาพ โดยระบุว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) แล้วว่ามีการจับกุมผู้กระทำผิด 2 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นตัวการใหญ่ 

 

วันนี้จะนำตัวไปฝากขังโดยคัดค้านการประกันตัว นอกจากนี้ได้สั่งการให้ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ ผบก.ปคบ. ดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา และจากนี้ไปให้ขยายผลว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้อง มีพฤติกรรมในการกระทำผิดเข้าข้อกฎหมายใด ซึ่งต้องไม่มีการยกเว้น ละเว้น หรือช่วยเหลือเด็ดขาด เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกและประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ เสียเงินเสียทองเป็นจำนวนมาก จากนี้ไปก็จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยจะรวบรวมข้อเท็จจริงรวมถึงหลักฐาน และออกหมายเรียกหากพบว่ามีการกระทำความผิดเพิ่มเติม

 

นอกจากนี้ยังได้สั่งการทุกพื้นที่เพื่อให้รับแจ้งความ เพราะมั่นใจว่ามีผู้เสียหายหลายคนที่ไม่ได้อยู่แค่ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งผู้เสียหายสามารถไปแจ้งความที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่กรุงเทพฯ เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับความเสียหาย และคดีนี้จะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะมอบหมายให้ตำรวจสอบสวนกลางเป็นผู้รับผิดชอบในคดีนี้ ส่วนจะต้องโอนคดีมาที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือไม่ ขอดูรายละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากต่างกรรมต่างวาระ

 

ด้าน พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.) เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะขยายและรวบรวมหลักฐานกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีชื่อเสียงและอินฟลูเอ็นเซอร์ที่ทำหน้าที่ไลฟ์ขายของไม่ต่ำกว่า 20 คน ก็จะต้องถูกเชิญมาให้ปากคำทั้งหมด เบื้องต้นอาจมีความผิดเข้าข่ายหลาย พ.ร.บ. ขึ้นอยู่กับว่าเข้าไปเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน

 

ส่วนที่บอกว่าได้ค่าจ้าง แต่อ้างว่าไม่รู้ว่าเป็นสินค้าไม่ได้มาตรฐาน พล.ต.ต. วิทยา กล่าวว่า ประเด็นนี้ต้องตรวจสอบว่าเหตุผลฟังขึ้นหรือไม่ แต่ทุกอย่างจะต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ถ้ามีพฤติการณ์ใดที่เข้าข่ายความผิดก็จะดำเนินคดีทุกรายและต้องดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา ผิดก็คือผิด ห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องและช่วยเหลือเด็ดขาด

 

รวมทั้งเรื่องเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของผู้ต้องหา ตรงนี้ได้เชิญสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาร่วมตรวจสอบแล้ว ส่วนทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ อยู่ระหว่างประสานเพื่อตรวจสอบว่าเป็นทรัพย์สินที่แปรสภาพหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา บก.ปคบ. ได้เฝ้าติดตามข่าวสารและพฤติกรรมของผู้ต้องหามาโดยตลอด

The post พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ สั่งรวมคดีหลอกขายทองคำ ให้ตำรวจสอบสวนกลางเป็นศูนย์คลี่คลายคดี เตรียมเรียกดารา-อินฟลูเอ็นเซอร์กว่า 20 คนให้ปากคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กวนมือทุกขวด’ ตำรวจ ปคบ. บุกทลายโรงงานผลิตแชมพูและครีมนวดผมยี่ห้อดังปลอม พบกวนในกะละมัง ใส่ขวดเก่าวางขายใหม่ตามตลาด กทม.-นนทบุรี-ราชบุรี https://thestandard.co/dismantling-counterfeit-shampoo-factory/ Fri, 03 May 2024 06:12:39 +0000 https://thestandard.co/?p=929573

วันนี้ (3 พฤษภาคม) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผ […]

The post ‘กวนมือทุกขวด’ ตำรวจ ปคบ. บุกทลายโรงงานผลิตแชมพูและครีมนวดผมยี่ห้อดังปลอม พบกวนในกะละมัง ใส่ขวดเก่าวางขายใหม่ตามตลาด กทม.-นนทบุรี-ราชบุรี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 พฤษภาคม) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) พล.ต.ต. วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.) พร้อมด้วย เภสัชกรวีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการทลายแหล่งผลิตแชมพู ครีมนวดผม และครีมอาบน้ำปลอมยี่ห้อดังต่างๆ ที่ตระเวนขายตามตลาด

 

หลังสามารถจับกุม ดำรงเดช อายุ 31 ปี พร้อมของกลางรวมกว่า 779 ชิ้น มูลค่ากว่า 1 แสนบาท ได้ที่บ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 9 ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 

 

พล.ต.ต. วิทยา กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มผู้ค้านำแชมพู ครีมนวดผม และครีมอาบน้ำยี่ห้อต่างๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ปลอม ไม่ได้มาตรฐาน มาวางขายตามตลาดและแหล่งชุมชนในราคา 3 ขวด 100 บาท

 

ซึ่งถูกกว่าความเป็นจริงจนมีผู้ซื้อไปใช้เป็นจำนวนมาก เสี่ยงอาจเกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงเป็นอย่างมาก จึงจัดกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบหาเบาะแสจนทราบสถานที่แหล่งผลิต เป็นบ้านพักหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่บางบัวทอง ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังดังกล่าว

 

โดยทันทีที่เจ้าหน้าที่ไปถึง พบผู้ต้องหาแสดงตัวเป็นเจ้าของบ้าน เมื่อตรวจสอบภายในบ้านอย่างละเอียดพบผลิตภัณฑ์แชมพู ครีมนวดผม และครีมอาบน้ำปลอมยี่ห้อดังสูตรต่างๆ ที่เตรียมนำไปวางจำหน่ายจำนวน 129 ชิ้น สารตั้งต้นที่ใช้ผลิต อาทิ เคมีภัณฑ์ชนิดผงและเหลว หัวน้ำหอมและขวดบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วสำหรับเตรียมบรรจุเครื่องสำอางกวนขาย จำนวน 667 ขวด อุปกรณ์การผลิตจำพวกไม้พาย ถังพลาสติก เหยือก กระบวย หม้อ ไดร์เป่าลมร้อน จำนวน 10 ชิ้น จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

 

พ.ต.อ. วีระพงษ์  คล้ายทอง ผู้กำกับการ 4 บก.ปคบ. กล่าวว่า จากการสอบสวน ดำรงเดชรับว่าตนเองศึกษาวิธีการผลิตมาจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนจะทดลองผลิตแล้วนำไปจำหน่าย ส่วนขวดบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ซื้อต่อมาจากร้านรับซื้อของเก่าในพื้นที่สายไหม ราคากิโลกรัมละ 50 บาท โดยนำมาทำความสะอาดให้ดูเหมือนของใหม่

 

วัตถุดิบในการผลิตซื้อมาจากร้านขายเคมีภัณฑ์หลายแห่งย่านวงเวียนใหญ่และบริเวณตลาดบางบัวทอง จากนั้นจึงนำส่วนผสมทั้งหมดมากวนผสมเองในถัง แล้วนำไปกรอกใส่ขวดส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อาทิ ตลาดเพชรเกษม ย่านบางแค กรุงเทพมหานคร, ตลาดระแหง, ตลาดอิคิวซัง จังหวัดนนทบุรี, ตลาดโพหัก, ตลาดบ้านโป่ง, ตลาดโพธาราม จังหวัดราชบุรี, ตลาดอ้อมใหญ่ จังหวัดนครปฐม และตลาดนัดเพนียดท้องช้างเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

ผู้ต้องหาระบุต่อว่า ราคาที่ขายหากเป็นช่วงโปรโมชันจะขายอยู่ที่ 3 ขวด 100 บาท หากขายปลีกแยกเป็นขวด จะอยู่ที่ 39-59 บาท ซึ่งจะถูกกว่าของแท้ 3-4 เท่า โดยจะแจ้งผู้ซื้อว่าเป็นสินค้ามีตำหนิ ขวดไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากโรงงาน แต่ละวันจะขายได้ประมาณ 100-150 ขวด มีรายได้เดือนละ 60,000 บาท ทำมาแล้วประมาณ 1 ปี

 

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาผลิตเครื่องสำอางที่มิได้จดแจ้ง, ขายเครื่องสำอางที่มิได้จดแจ้ง, ผลิตเครื่องสำอางปลอมและผลิตเครื่องสำอางฉลากแสดงข้อความที่ไม่ตรงต่อความจริง

 

 

 

 

The post ‘กวนมือทุกขวด’ ตำรวจ ปคบ. บุกทลายโรงงานผลิตแชมพูและครีมนวดผมยี่ห้อดังปลอม พบกวนในกะละมัง ใส่ขวดเก่าวางขายใหม่ตามตลาด กทม.-นนทบุรี-ราชบุรี appeared first on THE STANDARD.

]]>