กองทุนบำเหน็จบำนาญ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กองทุนบำเหน็จบำนาญ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 02 Apr 2026 11:40:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 วรงค์ชงยกเลิกกองทุนบำนาญ สส.-สว. ชี้เอาเปรียบประชาชนจ่ายภาษีเลี้ยงดูตลอดชีพ https://thestandard.co/warong-proposes-scrap-mp-senator-pension/ Thu, 02 Apr 2026 11:40:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1194180 นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม อภิปรายประเด็นการยกเลิกกองทุนบำนาญ สส. และ สว.

นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี […]

The post วรงค์ชงยกเลิกกองทุนบำนาญ สส.-สว. ชี้เอาเปรียบประชาชนจ่ายภาษีเลี้ยงดูตลอดชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม อภิปรายประเด็นการยกเลิกกองทุนบำนาญ สส. และ สว.

นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้ลุกขึ้นอภิปรายประเด็นซึ่งอยู่ในความสนใจของสาธารณชน คือการ ‘ยกเลิกบำนาญของ สส. และ สว.’ หลังจากเคยเปิดประเด็นเรื่องงบอาหารกลางวัน สส. มาแล้ว

 

ล่าสุดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 2 เมษายน เมื่อเข้าสู่วาระรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา นพ. วรงค์อภิปรายว่า ถ้าเรียกกองทุนนี้ว่า ‘กองทุนสวัสดิการของอดีต สส. และ สว.’ เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ

 

“ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า กองทุนนี้อย่างไรก็เป็นกองทุนที่ติดลบ และถือเป็นกองทุนอภิสิทธิ์ เพราะสภาฯ เสนอเอง และพิจารณากฎหมายเอง และผู้ที่ใกล้ชิดก็เป็นผู้ออกระเบียบเอง และพูดได้อย่างเต็มปากว่า เป็นกองทุนที่เอาภาษีของประชาชนมาดูแลมากที่สุดในทุกๆ กองทุนที่สภาฯ เคยพิจารณา” นพ. วรงค์กล่าว

 

นพ. วรงค์อภิปรายว่า หลายคนออกมาชี้แจงว่าเป็นการจ่ายเงินสมทบโดยให้ สส. และ สว. จ่าย เดือนละ 3,500 บาท แต่เมื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ของสวัสดิการ 5 สิทธิ ทั้งเงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) ค่ารักษาพยาบาล ตรวจร่างกาย เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร กรณีทุพพลภาพ และกรณีถึงแก่กรรม สำหรับการจ่ายรายเดือนที่ 3,500 บาทถือเป็นผลประโยชน์ที่ทะลุฟ้า ทะลุเพดาน ที่ไม่มีกองทุนไหนให้สวัสดิการมากมายเช่นนี้

 

“ผมมองว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป ดังนั้นอะไรที่ลดได้ก็ลด อะไรตัดได้ก็ควรตัด ไม่อย่างนั้นกองทุนนี้ก็จะถังแตก เพราะเมื่อดูรายงานค่าใช้จ่ายแล้ว พบว่าปี 2566 ก็ติดลบที่ 19 ล้านบาท ปี 2567 ติดลบที่ 23 ล้านบาท”

 

นพ. วรงค์ยังได้ยกสิทธิประโยชน์บำนาญ สส. และ สว. ขึ้นมาอภิปรายว่า สมัยรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น หากเป็น สส. ตั้งแต่ 1 เดือน ถึงไม่เกิน 1 ปี และเกิดการยุบสภา จะได้บำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิตที่ 21,300 บาท ซึ่งตนมองว่าเอาเปรียบประชาชนเกินไป ได้รับการเลี้ยงดูตลอดชีวิต

 

“ยิ่งสมัยนี้ สส.อายุยังน้อย 20 กว่า 30 กว่าหากเกิดการยุบสภา ประชาชนต้องเลี้ยงดูตลอดชีวิต เผลอๆ บางคนรัฐต้องเลี้ยงดูมากกว่า 40 ปี ซึ่งปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจ่ายบำนาญว่าหากเป็น สส.ไม่ถึง 1 ปีจะได้รับบำนาญที่ 4 เท่าระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง”

 

สำหรับเกณฑ์การดำรงตำแหน่ง 16 ปีไม่ถึง 20 ปี จะได้รับบำนาญตลอดชีวิตที่ 35,600 บาท ตั้งแต่ 20 ปีไม่ถึง 24 ปี ได้รับบำนาญ 39,100 บาท และหากเป็น สส.ตั้งแต่ 24 ปีขึ้นไปจะได้รับบำนาญ 42,700 บาทตลอดชีพ

 

“นี่คือสิทธิประโยชน์ที่กองทุนนี้โดยพวกเราเอง ดำเนินการกันเอง ตั้งงบกันเอง และยกมือกันเอง สนับสนุนกันเอง เชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้” นพ. วรงค์กล่าว

 

นอกจากนี้ นพ. วรงค์ยังได้กางแผนงบประมาณกองทุนฯ ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันว่า ตั้งแต่ปี 2558 ใช้งบประมาณลดลง เพราะมี คสช. เข้ามา และลดสิทธิประโยชน์ และปี 2567 มีการแก้ไขระเบียบเพราะมีการใช้เงินมากขึ้น ทำให้ปี 2568 งบประมาณไม่พอใช้จึงจำเป็นต้องตั้งงบกลางมาเลี้ยงดูสมาชิกกว่า 500 ล้านบาท

 

นพ. วรงค์กล่าวว่า  การเก็บเงินสมาชิกที่เดือนละ 3,500 บาท สส. 500 คน สว. 200 คน 1 เดือนได้ 29 ล้านบาท หากเทียบที่กองทุนประกันสังคม สัดส่วนการนำเงินรัฐมาอุดหนุนนั้นต่างกันมากกว่า 13-15 เท่า ตัวเลขของอดีตสมาชิกที่มีสิทธิ 3,832 คน มีสมาชิกที่ยื่นบำนาญ 1,291 คน งบส่วนนี้ตีไปกว่า 500 ล้านบาท หักอดีตสมาชิกทั้ง 3,832 คนยื่นขอรับเงินบำนาญหมดทุกคน กองทุนนี้จะต้องจ่ายกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

 

“กองทุนนี้จะเป็นกองทุนที่แบกรับภาระคิดเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์มากที่สุดในประเทศ ภายใต้สภาวะอย่างนี้ เรา สส. สว. เป็นนักการเมืองที่อาสาเข้ามา วันที่ไม่มีตำแหน่ง ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราจนตลอดชีพเชียวหรือ ผมว่าประชาชน เพื่อนข้าราชการ รับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงอยากให้พวกเราในฐานะผู้มีส่วนได้เสียลองช่วยกันเสียสละยกเลิกบำนาญ สิทธิประโยชน์อื่นผมพอรับได้ แต่บำนาญที่เป็นภาระที่ประชาชนต้องเอาภาษีมาเลี้ยงดู ผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้” นพ. วรงค์กล่าว

The post วรงค์ชงยกเลิกกองทุนบำนาญ สส.-สว. ชี้เอาเปรียบประชาชนจ่ายภาษีเลี้ยงดูตลอดชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม Mark-to-Market คือหัวใจสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลประกันสังคม? เมื่อกำไร 8 หมื่นล้านบาท อาจฉายภาพได้ไม่ครบ https://thestandard.co/social-security-fund-mark-to-market-profit/ Tue, 27 Jan 2026 06:55:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1170004 ภาพกราฟิกแสดงการวิเคราะห์ข้อมูลผลตอบแทนกองทุนประกันสังคม เปรียบเทียบระหว่างระบบบัญชีแบบ Mark-to-Market และ Statutory reporting กับตัวเลขกำไร 8 หมื่นล้านบาท

การรายงานผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนประกันสังคมไทย คือ อี […]

The post ทำไม Mark-to-Market คือหัวใจสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลประกันสังคม? เมื่อกำไร 8 หมื่นล้านบาท อาจฉายภาพได้ไม่ครบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการวิเคราะห์ข้อมูลผลตอบแทนกองทุนประกันสังคม เปรียบเทียบระหว่างระบบบัญชีแบบ Mark-to-Market และ Statutory reporting กับตัวเลขกำไร 8 หมื่นล้านบาท

การรายงานผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนประกันสังคมไทย คือ อีกหนึ่งในปัญหาที่บอร์ดลงทุนเล็งเห็นและให้คำแนะนำตลอด 20 เดือนที่ผ่านมา แต่ขาดอำนาจสั่งการจากฝ่ายบริหาร จึงยังคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

 

ระบบการรายงานผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคมไทยในปัจจุบันยังเป็น Statutory reporting มาตรฐานการบัญชีไทยโดยมีลักษณะสำคัญคือ

 

– เน้นการรับรู้กำไร–ขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง (Realized)

 

– ไม่สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของพอร์ต (Economic value / Mark-to-market)

 

– ไม่รายงานผลการดำเนินงานบนฐานสินทรัพย์ของทั้งกองทุน

 

แนวทางนี้แตกต่างจากกองทุนบำเหน็จบำนาญชั้นนำทั่วโลก อาทิ กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลนอร์เวย์ กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลญี่ปุ่น บริษัทลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ บริการบำนาญแห่งชาติของเกาหลีใต้

 

ตามประเด็นถกเถียงที่ว่า กำไรที่รับรู้ 80,000 ล้านบาท ในปี 2568 ของกองทุนประกันสังคม และผลตอบแทน 6.31% ตัวเลขนี้ไม่สามารถตีความเป็นผลตอบแทนของกองทุนทั้งหมดได้

 

กองทุนประกันสังคมมีสินทรัพย์ลงทุนรวมประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท หากผลตอบแทนของกองทุนทั้งหมดอยู่ที่ 6.31% จริงตามเอกสารรายงานที่ทางสำนักงานนำเสนอต่อบอร์ด

 

ผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจควรอยู่ที่ประมาณ 176,680 ล้านบาท กล่าวคือ มีผลตอบแทนขาดหายไป 96,680 ล้านบาท เนื่องจากหลักเกณฑ์ Realized return/loss recognition only ที่ใช้ไม่เป็นสากลและทำให้เกิดความสับสน

 

ผลที่ตามมาคือ ผลตอบแทนที่รับรู้ไม่ครอบคลุมผลตอบแทนของกองทุนทั้งหมดในกรณีที่มี Unrealized gain และก็อาจจะดูเกินจริงหากมี Unrealized loss ตัวเลขผลตอบแทนจึงสะท้อนจังหวะการขายสินทรัพย์มากกว่าประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตโดยรวม ไม่สามารถใช้ประเมินสภาพที่แท้จริงของกองทุนได้

 

เหตุผลที่ Mark-to-market reporting มีความจำเป็น เพื่อประเมินผลตอบแทนบนฐานสินทรัพย์ทั้งหมดของกองทุน และแสดงมูลค่าที่แท้จริง ณ เวลานั้น อีกทั้งยังทำให้เห็นความเสี่ยงและความผันผวนของมูลค่าสินทรัพย์ได้ชัดเจนขึ้น

 

ประเด็นที่อาจจะโยงมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของสินทรัพย์นอกตลาดที่โดยธรรมชาติของสินทรัพย์ประเภทนี้ไม่มี Mark-to-market อย่างสม่ำเสมอ อาทิ เช่นอสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนทางเลือก ยิ่งต้องชัดเจนว่าจะใช้ต้นทุนเดิมหรือราคาประเมิน ความถี่ในการประเมินมูลค่า และสมมติฐานสะท้อนสภาพตลาดจริงหรือไม่ การประเมินที่ไม่สอดคล้องกันก่อให้เกิด Valuation asymmetry และบดบังความเสี่ยงที่แท้จริงของพอร์ต

 

ข้อสรุป Statutory reporting มาตรฐานการบัญชีไทย บอกเพียงว่า กองทุนรับรู้กำไรจากสินทรัพย์ที่ขายแล้วเท่าใด ในขณะที่ Mark-to-market reporting บอกได้ว่ากองทุนทั้งหมดมีมูลค่าแท้จริงเท่าใด

 

สำหรับกองทุนประกันสังคมซึ่งเป็นกองทุนระยะยาวและมีขนาดใหญ่มาก คำถามหลังจึงสำคัญกว่าอย่างชัดเจน

 

สุดท้าย รายการผลตอบแทนการลงทุน นอกจากควรสะท้อนมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดตามมาตรฐานสากลแล้ว ก็ควรจะทำให้อ่านง่าย และใกล้ real-time ที่สุดที่จะเป็นไปได้ มากกว่าการรายงานที่เน้นเป็นตัวหนังสือ หรือแผนภาพที่ไม่ได้สะท้อนข้อมูลสำคัญได้อย่างละเอียด เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีไม่ได้เป็นข้อจำกัด อยากให้ทุกคนลองเปรียบเทียบการรายงานของ Norges Bank Investment Management กับกองทุนประกันสังคมไทย หากยังมองไม่เห็นภาพค่ะ

 

รายงานกองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลนอร์เวย์ที่เน้นเนื้อหา Interactive และ Real-time แสดงผลตอบแทนทั้งปัจจุบันและย้อนหลังตั้งแต่กองทุนจัดตั้งตาม Mark-to-market reporting อีกทั้งยังแสดงข้อมูลการลงทุนทั้งหมดแบ่งย่อยในสินทรัพย์ต่างๆ และมูลค่าที่แท้จริงในขณะนั้นของแต่ละ Position และทั้งกองทุนในภาพรวม

 

ขณะที่รายงานของกองประกันสังคมไทยที่เนื้อหาเป็น PDF และเน้นการรายงานเป็นตัวหนังสือ แสดงผลตอบแทนตาม Statutory reporting มาตรฐานบัญชีไทย และไม่ Real-time

 

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพตรงกันและมองไปข้างหน้าว่า กองทุนประกันสังคมไทยที่ดีขึ้นหน้าตาการลงทุนควรจะเป็นอย่างไร ขอชวนมาทำความรู้จักกับกองทุนบำเหน็จบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลก 20 อันดับแรก และภาพรวมก่อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2024-2025 คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลนอร์เวย์ (Government Pension Fund of Norway) ที่กลายเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยแซงหน้า กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลญี่ปุ่น (GPIF) ซึ่งครองตำแหน่งแชมป์โลกมากกว่า 20 ปี

 

กองทุนบำเหน็จบำนาญ 300 อันดับแรกของโลกมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกันถึง 24.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2024 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเติบโต 7.8% จากปีก่อนหน้า อิงจากข้อมูลของ Thinking Ahead Institute

 

การกระจายการลงทุนตามภูมิภาค

 

อเมริกาเหนือ: 47.2% ของสินทรัพย์ทั้งหมด (เป็นผู้นำ)

 

ยุโรป: 23.7% (มีบทบาทสำคัญในการลงทุนที่ยั่งยืน)

 

เอเชีย-แปซิฟิก: 25.5%

 

ประเภทของกองทุน

 

Defined Benefit (DB): 59.4% – กองทุนที่จ่ายผลประโยชน์ตามสูตรที่กำหนด

 

Defined Contribution (DC): 27.7% – กองทุนที่เติบโตเร็วกว่า (+14.3% ในปี 2024)

 

Reserve Funds: ส่วนที่เหลือ

 

แนวโน้มสำคัญ

 

การรวมศูนย์: กองทุนใหญ่เติบโตเร็วกว่ากองทุนเล็ก

 

การลงทุนในต่างประเทศ: กองทุนหลายแห่งลงทุนมากกว่า 50% ในต่างประเทศ

 

เทคโนโลยี AI: กองทุนกำลังนำ AI มาใช้ในการบริหารความเสี่ยง

 

Private Equity: กองทุนหลายแห่งเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

 

ความท้าทาย

 

ความผันผวนของตลาด

 

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

 

การจัดการความเสี่ยงที่ซับซ้อนขึ้น

 

กองทุน 20 อันดับแรกบริหารสินทรัพย์รวมกันมากกว่า 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 42.4% ของกองทุนทั้งหมด 300 อันดับ มีใครทราบมั้ยว่ากองทุนประกันสังคมไทยจัดอยู่ในอันดับที่เท่าไรตามขนาดสินทรัพย์รวม?

The post ทำไม Mark-to-Market คือหัวใจสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลประกันสังคม? เมื่อกำไร 8 หมื่นล้านบาท อาจฉายภาพได้ไม่ครบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นเปิดช่องให้แรงงานต่างชาติลงทะเบียนเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญภายใน ต.ค. นี้ เว้นคนเข้ามาทำงานน้อยกว่า 5 ปี https://thestandard.co/japan-to-enroll-all-foreign-residents-in-national-pension-system/ Sun, 09 Jun 2024 11:31:03 +0000 https://thestandard.co/?p=943206

กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นออกนโยบายเปิดช่องให้แรงงานต่างชาติท […]

The post ญี่ปุ่นเปิดช่องให้แรงงานต่างชาติลงทะเบียนเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญภายใน ต.ค. นี้ เว้นคนเข้ามาทำงานน้อยกว่า 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นออกนโยบายเปิดช่องให้แรงงานต่างชาติที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ลงทะเบียนเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยมีเป้าหมายสร้างความมั่นคงให้ประชากรในระยะยาว

 

Nikkei Asia รายงานว่า ปัจจุบันในญี่ปุ่นมีแรงงานชาวต่างชาติอาศัยอยู่กว่า 3 ล้านคนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคนที่มีอายุระหว่าง 20-59 ปีจะต้องลงทะเบียนในระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญเพื่อรับสวัสดิการต่างๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าถึงกองทุนได้ทุกคน 

 

เห็นได้จากการสำรวจพบว่า สัดส่วนของแรงงานชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นที่ไม่ได้ลงทะเบียนอยู่ที่ 4.4% สูงกว่าคนญี่ปุ่นในกลุ่มอายุเดียวกันมากถึง 4.4% สะท้อนให้เห็นว่า ยังมีพนักงานหลายกลุ่มอาชีพที่ไม่ได้ลงทะเบียนกองทุนบำเหน็จบำนาญ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นจึงเตรียมแก้ไขระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญให้ลงทะเบียนได้ง่ายขึ้น เพื่อเปิดรับแรงงานต่างชาติที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ โดยมีเป้าหมายให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในญี่ปุ่นทุกคนลงทะเบียนเข้าไปอยู่ในระบบ

 

ทั้งนี้ หากไม่ลงทะเบียนก็จะไม่สามารถรับผลประโยชน์ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเกษียณอายุ 65 ปี จะไม่สามารถรับเงินช่วยเหลือด้านทุพพลภาพ ซึ่งหากอ้างอิงข้อมูลของสถาบันวิจัยประชากรและประกันสังคมแห่งชาติ ตั้งเป้าให้ชาวต่างชาติจะต้องเข้าสู่ระบบ 7.29 ล้านคนภายในปี 2050 

 

ส่วนแรงงานชาวต่างชาติที่วางแผนจะทำงานในญี่ปุ่นเป็นเวลาระยะสั้นน้อยกว่า 5 ปี ก็จะได้รับการยกเว้นให้เข้ากองทุน 

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเริ่มออกนโยบายสั่งให้ประชากรตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไปทุกสัญชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ลงทะเบียนในกองทุนบำเหน็จบำนาญมาตั้งแต่ปี 2019 ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงให้กับประชากรในระยะยาว

 

อ้างอิง:

 

The post ญี่ปุ่นเปิดช่องให้แรงงานต่างชาติลงทะเบียนเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญภายใน ต.ค. นี้ เว้นคนเข้ามาทำงานน้อยกว่า 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>