กองทัพอากาศสหรัฐฯ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กองทัพอากาศสหรัฐฯ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 06 Apr 2026 10:49:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ผ่าปฏิบัติการ 36 ชั่วโมง ช่วยชีวิตนักบินสหรัฐฯ เครื่องบินรบตกในอิหร่าน เกิดอะไรขึ้นบ้าง? https://thestandard.co/iran-us-pilot-rescue/ Mon, 06 Apr 2026 10:49:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1195241 ภาพกราฟิกประกอบข่าว 'ผ่าปฏิบัติการ 36 ชั่วโมง ช่วยชีวิตนักบินสหรัฐฯ เครื่องบินรบตกในอิหร่าน'

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันความสำเร็จในภารกิจค้นแ […]

The post ผ่าปฏิบัติการ 36 ชั่วโมง ช่วยชีวิตนักบินสหรัฐฯ เครื่องบินรบตกในอิหร่าน เกิดอะไรขึ้นบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกประกอบข่าว 'ผ่าปฏิบัติการ 36 ชั่วโมง ช่วยชีวิตนักบินสหรัฐฯ เครื่องบินรบตกในอิหร่าน'

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันความสำเร็จในภารกิจค้นและช่วยเหลือนักบิน 1 นาย ของเครื่องบินขับไล่ F-15E ที่สูญหายไปหลังเครื่องบินถูกยิงตกเหนือจังหวัดอิสฟาฮาน ในพื้นที่ห่างไกลทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน

 

เหตุการณ์ถือเป็นครั้งแรกที่เครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกโดยฝ่ายศัตรูในรอบกว่า 20 ปี

 

โดยนักบินยศพันเอกรายนี้ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธแห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ รอดชีวิตมาได้ หลังจากดีดตัวออกจากเครื่องบิน ก่อนจะเอาตัวรอดด้วยการหลบซ่อนอยู่บนภูเขานานกว่า 36 ชั่วโมง

 

ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือนี้ เกิดขึ้นทันทีท่ามกลางความเร่งด่วนและความเสี่ยงสูง โดยมีการส่งหน่วยคอมมานโดกว่า 100 นาย พร้อมเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์กว่าสิบลำเข้าร่วม

 

ภารกิจสุดระทึกนี้ เกือบจะพบกับความล้มเหลว ในขณะที่อิหร่านพยายามขัดขวางและตั้งค่าหัวกว่า 6 หมื่นดอลลาร์ เพื่อล่าตัวนักบินอเมริกันแบบเป็นๆ

 

และนี่คือเบื้องหลังปฏิบัติการสุดอันตรายที่เกิดขึ้น

 

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในอิหร่านที่ยังตึงเครียด ปรากฏรายงานที่ทำให้รัฐบาลวอชิงตันต้องตกตะลึง หลังเครื่องบินขับไล่ F-15E ของกองทัพสหรัฐฯ ถูกยิงตกในพื้นที่เทือกเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน เมื่อช่วงเช้าของวันศุกร์ (3 เมษายน) โดยนักบิน 2 นาย ถูกบังคับให้ดีดตัวออกจากเครื่อง ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินพร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์ ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือในทันที

 

นักบิน 1 นายได้รับการช่วยเหลือภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ แม้เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยที่นำนักบินไปส่งยังที่ปลอดภัยจะได้รับความเสียหายจากการถูกยิงด้วยอาวุธขนาดเล็ก จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ในที่สุดก็ลงจอดอย่างปลอดภัยในดินแดนที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ

 

ขณะที่เครื่องบินอีกลำ คือ A-10 Thunderbolt II หรือเรียกสั้นๆ ว่า Warthog ก็ถูกโจมตีได้รับความเสียหาย ทำให้นักบินต้องดีดตัวออกจากเครื่องบินเหนืออ่าวเปอร์เซียและได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย

 

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐฯ กลับไม่พบตัวพันเอกผู้เป็นนักบิน F-15E อีก 1 นาย โดยเขาสูญหายในดินแดนของศัตรู และมีอาวุธเป็นปืนพก พร้อมกับเครื่องส่งสัญญาณสื่อสารและระบุตำแหน่งแบบเข้ารหัส

 

สถานะของเขาถูกกำหนดให้เป็น ‘DUSTWUN’ ซึ่งเป็นศัพท์ทางการทหารที่หมายถึง สถานะในการการปฏิบัติหน้าที่คือ “ไม่ทราบที่อยู่ (Whereabouts Unknown)”

 

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง CIA จึงได้เริ่มปฏิบัติการปล่อยข่าวหลอก โดยเผยแพร่ข่าวภายในอิหร่านว่า กองทัพสหรัฐฯ พบตัวนักบินแล้วและกำลังเคลื่อนย้ายเขาออกจากประเทศ

 

นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐฯ ยังได้ดำเนินการเพิ่มเติมด้วยการส่งสัญญาณรบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และทิ้งระเบิดถนนสายสำคัญรอบๆ บริเวณที่นักบินหายตัวไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนเข้าใกล้

 

ในวันต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้เวลาช่วงเช้าอยู่ในห้องติดตามสถานการณ์กับพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ก่อนที่ทรัมป์ จะได้รับข้อมูลอัปเดตจาก CIA ว่าสามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนของนักบิน ที่สูญหายหลังตกลงไปในพื้นที่เทือกเขาทางใต้ของเมืองอิสฟาฮานได้

 

ความเร่งด่วนของภารกิจช่วยเหลือทำให้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอื่นๆ ที่วางแผนไว้ถูกระงับชั่วคราว และหันไปทุ่มความพยายามในภารกิจช่วยเหลือนักบินอเมริกันเพื่อไม่ให้กลายเป็นตัวประกันของอิหร่าน

 

ขณะที่นักบินรายนี้ ซึ่งได้รับการฝึกฝนเทคนิคการเอาชีวิตรอด การหลบหนี การต่อต้าน และการหลบเลี่ยง (Survival, Evasion, Resistance and Escape : SERE) หากถูกยิงตกหลังแนวข้าศึก พยายามหาทางรอดจากอิหร่านด้วยการหลบซ่อนตัว

 

โดยเขาข้อเท้าแพลงและต้องซ่อนตัวอยู่ในรอยแยกบนยอดเขา และเมื่อมีโอกาสจึงได้ส่งข้อความขอความช่วยเหลือ ด้วยการติดต่อทางวิทยุไปยังกองทัพสหรัฐและยืนยันตัวตน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่า หน่วยคอมมานโดที่เข้าไปช่วยเหลือจะไม่ตกอยู่ในกับดัก

 

ภารกิจสุดอันตรายเกือบล้มเหลว

 

ปฏิบัติการค้นหาเดินหน้าอย่างตึงเครียดและแข่งกับเวลา โดยเฮกเซธโทรศัพท์รายงานความคืบหน้าให้ทรัมป์ทราบเป็นระยะ ในขณะที่หน่วยคอมมานโดสหรัฐฯ และกองทัพอิหร่านพร้อมด้วยกองกำลังติดอาวุธ ต่างแข่งกันหาตัวนักบินรายนี้

 

อิหร่านแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า ต้องการจับตัวนักบินอเมริกันแบบเป็นๆ และตั้งเงินรางวัลค่าหัวเขาสูงถึง 66,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.1 ล้านบาท)

 

โดยคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่ได้รับการยืนยัน ปรากฏให้เห็นกลุ่มติดอาวุธขณะกำลังพยายามค้นหาตัวนักบินอเมริกัน

 

ทางด้าน CIA ได้ติดตามจนทราบพิกัดที่แน่นอนของนักบิน ซึ่งอยู่ในพื้นที่รอยแยกบนภูเขา และได้ส่งข้อมูลต่อไปยังเพนตากอน

 

ทรัมป์เผยว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่วางแผนปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งนี้ ได้เฝ้าติดตามตำแหน่งของนักบิน ‘ตลอด 24 ชั่วโมง’

 

“เจ้าหน้าที่ (นักบิน) คนดังกล่าว ถูกศัตรูของเราไล่ล่า และพวกเขากำลังเข้ามาใกล้ขึ้นทุกชั่วโมง” ทรัมป์ กล่าว

 

ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดใส่ขบวนรถของกลุ่มติดอาวุธอิหร่านเพื่อสกัดกั้นการรุกคืบไปใกล้พิกัดของนักบินรายนี้

 

ปฏิบัติการค้นหาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ภายใต้ความมืดมิด หน่วยคอมมานโดสหรัฐฯ ที่แทรกซึมเข้าไปในอิหร่านอย่างลับๆ ปีนขึ้นไปบนสันเขาความสูง 2,100 เมตร ก่อนจะเข้าช่วยเหลือนักบินชาวอเมริกันที่ซ่อนตัวอยู่ออกมาได้อย่างปลอดภัยและนำตัวเขาไปยังจุดนัดพบลับก่อนรุ่งสางของวันอาทิตย์ (5 เมษายน)

 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเครื่องบินขนส่ง MC-130 จำนวน 2 ลำ ที่ใช้ขนส่งหน่วยคอมมานโดเข้าไปในอิหร่าน และจอดอยู่ในสนามบินร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากเมืองอิสฟาฮาน ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 50 กิโลเมตร กลับประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องจนทำให้ไม่สามารถบินขึ้นได้

 

จุดที่เครื่องบินจอดอยู่นั้น เรียกได้ว่าแทบจะอยู่ใต้จมูกของกองทัพอิหร่านเลยทีเดียว ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้หน่วยคอมมานโดและนักบินอเมริกันที่ได้รับการช่วยเหลือ เผชิญความเสี่ยงที่จะติดอยู่หลังแนวข้าศึก

 

วินาทีคับขันดังกล่าว ทำให้ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจเดิมพันด้วยความเสี่ยงสูง สั่งการให้ส่งเครื่องบินเพิ่มเข้าไปในอิหร่านเพื่อช่วยเหลือหน่วยคอมมานโดและนักบิน ซึ่ง Reuters รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าว ว่าเครื่องบินที่ถูกส่งไปเพิ่มเป็นเครื่องบินแบบใบพัดที่มีขนาดเล็กกว่า MC-130 มาก และมีน้ำหนักเบา สามารถลงจอดในสนามบินขนาดเล็กได้

 

ขณะที่การนำตัวหน่วยคอมมานโดและนักบินออกจากอิหร่าน ใช้วิธีแบ่งเป็นกลุ่มย่อยและทยอยนำตัวออกมาทีละกลุ่มเป็นระยะๆ ซึ่งการตัดสินใจนี้ทำให้หน่วยคอมมานโดต้องรออยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดเป็นเวลาหลายชั่วโมง

 

“ถ้าจะมีช่วงเวลาที่แบบ ‘ตกใจสุดขีด’ ก็คือช่วงนั้นแหละ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้สัมภาษณ์ Reuters โดยให้เครดิตกับการตัดสินใจที่ฉับไวว่าเป็นสิ่งที่ช่วยกอบกู้สถานการณ์ไว้ได้

 

การเดิมพันดังกล่าวได้ผล หน่วยคอมมานโดพร้อมทั้งนักบินได้รับการช่วยเหลือออกมาจากอิหร่านได้ทั้งหมด ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ จำเป็นต้องทำลายเครื่องบิน MC-130 2 ลำ ที่ขึ้นบินไม่ได้ พร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์อีก 4 ลำ แทนที่จะเสี่ยงทิ้งอุปกรณ์สำคัญไว้เบื้องหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของระบอบการปกครองอิหร่าน

 

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีการเปิดเผยชื่อนักบินที่ได้รับการช่วยเหลือ แต่มีรายงานจากแหล่งข่าวว่าเขาถูกส่งตัวไปรักษาที่คูเวต โดยทรัมป์เปิดเผยว่า “นักบินรายนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส” แต่มั่นใจว่า “เขาจะปลอดภัย”

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าต้นทุนของภารกิจช่วยเหลือครั้งนี้ อาจสูงถึง 300-500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 9.7 พันล้านบาท – 1.6 หมื่นล้านบาท) จากความเสียหายของเครื่องบินที่ถูกทำลาย ซึ่งเครื่องบิน MC-130 นั้นมีมูลค่าลำละกว่า 100 ล้านดอลลาร์

 

ทางด้านสื่อของรัฐบาลอิหร่าน ยังได้เผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอที่อ้างว่า เป็นซากเครื่องบินอเมริกันหลายลำที่ถูกทำลายโดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ

 

โดยวิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว Fars ของอิหร่าน แสดงให้เห็นซากที่ไหม้เกรียมของเครื่องบิน MC-130 2 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ MH-6 Little Bird อีก 4 ลำ

 

ขณะที่กองทัพอิหร่านอ้างว่า “ภารกิจล่อลวงและหลบหนีของทหารอเมริกันที่สนามบินร้างทางตอนใต้ของอิสฟาฮานนั้นถูกขัดขวางอย่างสิ้นเชิง”

 

โดยสื่อทางการอิหร่านรายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ยิงโดรนของสหรัฐฯ ตกเหนืออิสฟาฮาน ในขณะที่กำลังค้นหานักบินที่หายไป

 

ภาพ : Social Media/via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post ผ่าปฏิบัติการ 36 ชั่วโมง ช่วยชีวิตนักบินสหรัฐฯ เครื่องบินรบตกในอิหร่าน เกิดอะไรขึ้นบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทอ.ไทยจัดฝึกทางอากาศ ‘Cope Tiger 2026’ กระชับความร่วมมือกองทัพมิตรประเทศ ยิ่งใหญ่สุดในอาเซียน ระหว่าง 15-27 มี.ค.นี้ https://thestandard.co/cope-tiger-2026/ Mon, 09 Mar 2026 05:20:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1185686 ภาพกราฟิกการฝึกร่วมผสมทางอากาศ ‘Cope Tiger 2026’ ของ ทอ.ไทย สหรัฐฯ และสิงคโปร์

วันนี้ (9 มีนาคม) กองทัพอากาศไทยเตรียมจัดการฝึกร่วมผสมท […]

The post ทอ.ไทยจัดฝึกทางอากาศ ‘Cope Tiger 2026’ กระชับความร่วมมือกองทัพมิตรประเทศ ยิ่งใหญ่สุดในอาเซียน ระหว่าง 15-27 มี.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกการฝึกร่วมผสมทางอากาศ ‘Cope Tiger 2026’ ของ ทอ.ไทย สหรัฐฯ และสิงคโปร์

วันนี้ (9 มีนาคม) กองทัพอากาศไทยเตรียมจัดการฝึกร่วมผสมทางอากาศครั้งใหญ่ของภูมิภาคอาเซียน ‘Cope Tiger 2026’ โดยร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา และกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 15-27 มีนาคม 2569 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารและยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศร่วมกัน

 

การฝึกครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ด้านการบินรบ รวมถึงการประสานการปฏิบัติการระหว่างประเทศพันธมิตรให้มีความพร้อมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Together We Fly, Stronger We Stand’ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือและความเป็นหนึ่งเดียวของกองทัพอากาศทั้งสามประเทศ

 

นอกจากนี้ การฝึก Cope Tiger ยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีและความไว้วางใจระหว่างกองทัพอากาศของประเทศพันธมิตร ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านยุทธวิธีการบินและการปฏิบัติการทางทหารสมัยใหม่

 

สำหรับพื้นที่การฝึกในครั้งนี้ ประกอบด้วยหลายพื้นที่สำคัญของกองทัพอากาศไทย ได้แก่

 

  • กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา
  • กองบิน 2 จังหวัดลพบุรี
  • สนามฝึกใช้อาวุธชัยบาดาล
  • กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

 

การฝึกร่วมผสม Cope Tiger 2026 นับเป็นหนึ่งในการฝึกทางอากาศระดับนานาชาติที่มีความสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความพร้อมรบ การประสานงานระหว่างมิตรประเทศ และยกระดับขีดความสามารถของกองทัพอากาศไทยในเวทีความร่วมมือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาค

The post ทอ.ไทยจัดฝึกทางอากาศ ‘Cope Tiger 2026’ กระชับความร่วมมือกองทัพมิตรประเทศ ยิ่งใหญ่สุดในอาเซียน ระหว่าง 15-27 มี.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ทอ.ไทย-สหรัฐฯ พบกันที่ฮาวาย ย้ำสัมพันธ์สองประเทศ ร่วมมือฝึก–ศึกษา เสริมศักยภาพไซเบอร์-อวกาศ-ช่วยเหลือมนุษยธรรม https://thestandard.co/thai-us-air-force-chiefs-hawaii/ Wed, 20 Aug 2025 02:32:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1109137

วานนี้ (19 สิงหาคม) ตามวันเวลาท้องถิ่นของรัฐฮาวาย สหรัฐ […]

The post ผบ.ทอ.ไทย-สหรัฐฯ พบกันที่ฮาวาย ย้ำสัมพันธ์สองประเทศ ร่วมมือฝึก–ศึกษา เสริมศักยภาพไซเบอร์-อวกาศ-ช่วยเหลือมนุษยธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (19 สิงหาคม) ตามวันเวลาท้องถิ่นของรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา พล.อ.อ. พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้เข้าพบกับ พล.อ.อ. เควิน บี ชไนเดอร์ ผู้บัญชาการกองทัพอากาศสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก ที่รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เพื่อกระชับความสัมพันธ์และหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในหลายมิติระหว่างกองทัพอากาศและกองทัพอากาศสหรัฐฯ

 

พล.อ.อ. พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศได้กล่าวขอบคุณกองทัพอากาศสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก สำหรับการสนับสนุนภารกิจของกองทัพอากาศในด้านต่างๆ

 

ขณะที่ พล.อ.อ. เควิน บี ชไนเดอร์ ได้กล่าวย้ำถึงความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้น และขอบคุณความร่วมมือระหว่างกองทัพทั้งสอง รวมทั้งชื่นชมบทบาทของไทยในฐานะพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก โดยในระหว่างการหารือมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน ในด้านการฝึก การศึกษา และการพัฒนาขีดความสามารถกำลังทางอากาศในด้านต่างๆ อาทิ ด้านไซเบอร์ ด้านอวกาศ และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย

 

ทั้งนี้ความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานจากอดีต ถึงปัจจุบันและสืบเนื่องต่อไปในอนาคตนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งความร่วมมือที่มีร่วมกันนั้นจะส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป

The post ผบ.ทอ.ไทย-สหรัฐฯ พบกันที่ฮาวาย ย้ำสัมพันธ์สองประเทศ ร่วมมือฝึก–ศึกษา เสริมศักยภาพไซเบอร์-อวกาศ-ช่วยเหลือมนุษยธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
F-47 โครงการลับ เครื่องบินรบยุคที่ 6 ของ กองทัพอากาศสหรัฐฯ https://thestandard.co/f-47-the-sixth-gen-fighter/ Sun, 23 Mar 2025 11:33:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1055361

Boeing คือผู้ชนะและได้รับเลือกให้ผลิตเครื่องบินขับไล่ยุ […]

The post F-47 โครงการลับ เครื่องบินรบยุคที่ 6 ของ กองทัพอากาศสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Boeing คือผู้ชนะและได้รับเลือกให้ผลิตเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6 ที่ตั้งชื่อว่า F-47 ภายใต้โครงการ Next Generation Air Dominance หรือ NGAD ซึ่งเอาชนะแบบแผนของ Lockheed Martin ไปได้ โครงการนี้วางแผนที่จะพัฒนาเครื่องบินขับไล่เพื่อทดแทน F-22 ภายในทศวรรษที่ 2030 ซึ่งจะกลายมาเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุด

 

แม้ว่าจะเพิ่งประกาศมาเมื่อสองวันก่อน แต่มีการเปิดเผยว่าต้นแบบของ F-47 นั้นขึ้นบินและทดสอบมากว่า 5 ปีแล้ว ซึ่งนั่นหมายถึงทั้งสองบริษัทต่างมีเครื่องบินต้นแบบที่ทำการบินให้กับ กองทัพอากาศสหรัฐฯ ทดสอบและประเมินค่ามานานหลายปีก่อนที่จะมีการเลือกผู้ชนะในครั้งนี้

 

กองทัพอากาศสหรัฐฯ

 

F-47 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Next Generation Air Dominance หรือที่เรียกย่อๆ ว่า NGAD ซึ่งเป็นแนวคิดของสำนักโครงการวิจัยขั้นสูงเพื่อการป้องกันประเทศ หรือ DARPA (Defense Advanced Research Projects Agency) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยเทคโนโลยีทางทหารใหม่ๆ ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และเราอาจจะรู้จักกันในฐานะองค์กรผู้คิดค้นและให้กำเนิดอินเทอร์เน็ตนั่นเอง โดย DARPA เสนอแนวคิดโครงการนี้ในปี 2014 ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นการประกาศโครงการพัฒนาเครื่องบินต้นแบบ (X Plane) ในปี 2015 ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และการนำแนวคิดนี้ไปบรรจุในแผนงานระยะยาวของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในชื่อ Air Superiority 2030

 

ที่จริงแล้ว NGAD นั้นไม่ใช่การพัฒนาเครื่องบินรบอย่างเดียว แต่ DARPA ระบุว่าคือการพัฒนาระบบการรบหลายๆ ระบบเพื่อทำงานร่วมกัน โดยเครื่องบินรบที่มีนักบินเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่เรียกว่า Penetrating Counter-Air หรือ PCA ซึ่งก็คือเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6 อย่าง F-47 ที่ Boeing ได้รับสัญญาในครั้งนี้ โดย PCA จะต้องทำงานร่วมกับเครื่องบินที่ไม่มีนักบินหรือโดรนที่พัฒนาเป็นองค์ประกอบที่เรียกว่า Collaborative Combat Aircraft หรือ CCA ซึ่งในปัจจุบันมี 2 บริษัทที่สร้างเครื่องบินต้นแบบเพื่อแข่งขันกันอยู่คือ YFQ-44A Fury ของ Anduril Industries และ YFQ-42A Gambit ของ General Atomic ซึ่งยังรอผลว่าใครจะเป็นผู้ชนะ

 

เมื่อการพัฒนาเสร็จเรียบร้อย F-47 ซึ่งมีนักบินจะทำหน้าที่เป็นยานแม่ที่ควบคุมโดรนหนึ่งในสองแบบที่คัดเลือกแบบกันอยู่ระหว่าง YFQ-42A และ YFQ-44A เพื่อให้ทำภารกิจบางอย่างแทนไม่ว่าจะเป็นการลาดตระเวน การปล่อยอาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศหรืออากาศสู่พื้น หรือภารกิจการข่าวอื่นๆ ซึ่งทำให้นักบินและเครื่องบินขับไล่เพียงแค่ลำเดียวสามารถสร้างอำนาจการยิงและปฏิบัติภารกิจได้เหมือนเครื่องบินหลายลำ ซึ่งนี่คือคุณสมบัติแรกของ F-47 และเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6

 

 

อีกคุณสมบัติที่สำคัญก็คือคุณสมบัติตรวจจับได้ยากหรือ Stealth ซึ่งจะต้องมีมากกว่าเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 อย่าง F-22 หรือ F-35 นอกจากนั้นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเปิดเผยว่า F-47 จะมีความเร็วมากกว่ามัค 2 ซึ่งถือว่าเร็วกว่าเครื่องบินขับไล่แทบทุกแบบในปัจจุบัน นอกจากนั้นจากการเปิดเผยของกองทัพอากาศสหรัฐฯ มีข้อมูลว่า F-47 จะมีพิสัยบินไกลกว่า F-22 อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้นจะซ่อมบำรุงได้ง่ายกว่า ใช้คนน้อยกว่า ใช้โครงสร้างพื้นฐานน้อยกว่า รวมถึงจะมีราคาถูกกว่า F-22 ที่ราคาแพงกว่าลำละ 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐด้วย ซึ่งข้อสุดท้ายนี้ยังเป็นคำถามว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะแทบไม่มีโครงการไหนของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่งบไม่บานปลาย ไม่ช้า และค่าตัวไม่ถูกกว่ารุ่นก่อนหน้าเลย

 

อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศสหรัฐฯ ยืนยันว่าต้นแบบของ F-47 นั้นทำการบินมา 5 ปี รวมหลายร้อยชั่วโมงบินแล้วอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครรู้ ซึ่งการให้ผู้ผลิตพัฒนาต้นแบบและทดสอบการบินอย่างเข้มข้นไปพร้อมกับการพัฒนาแบบแผนและการทดสอบแนวคิดในการออกแบบเครื่องบินจะช่วยลดความผิดพลาดและช่วยทดสอบว่าแนวคิดที่ออกแบบในคอมพิวเตอร์จะสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและความล่าช้าของโครงการลง เพื่อไม่ให้ต้องมาแก้ไขปัญหาหลังจากยืนยันการออกแบบและอยู่ในขั้นตอนการผลิตแล้วแบบ F-35

 

แต่ข้อมูลทั้งหมดนี้ก็คือทั้งหมดที่เรารู้ เพราะโครงการนี้ยังถือเป็นความลับสุดยอดของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดใดๆ ให้กับสาธารณชนทราบมากกว่าไปภาพร่างที่ตั้งอยู่ในห้องทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเป็นแบบที่เห็นแต่ด้านหน้าของเครื่องบินเท่านั้น ไม่เหมือนในตอนพัฒนา F-22 หรือ F-35 ที่เราได้เห็นต้นแบบของเครื่องบินมาแข่งขันกันตั้งแต่ต้น ดังนั้นกว่าจะมีข้อมูลออกมาเพิ่มเติมก็คงต้องรอจนกว่าการออกแบบจะเสร็จสิ้นและเริ่มทำการผลิต

 

นอกจากนั้น สิ่งที่หลายคนสนใจก็คือ สหรัฐฯ จะขาย F-47 ให้ต่างประเทศหรือไม่ เพราะสหรัฐฯ ก็ปฏิเสธไม่ขาย F-22 ให้กับใคร แม้จะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด เรื่องนี้ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเองในการแถลงข่าวว่าอาจจะพิจารณาขาย F-47 ให้กับประเทศพันธมิตร แต่จะต้องเป็นรุ่นที่ลดคุณสมบัติให้ไม่เท่ากับที่สหรัฐฯ มี อาจจะลดราว 10% เพราะไม่แน่ใจว่าพันธมิตรเหล่านั้นจะเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ไปเรื่อยๆ หรือไม่ ซึ่งก็เป็นการตอบคำถามสไตล์ทรัมป์ที่กำลังใช้ทุกทางไล่กดดันพันธมิตรของสหรัฐฯ อยู่ในขณะนี้

 

 

แต่ก็อีกหลายปีกว่า F-47 จะเข้าประจำการจริง ซึ่งยังมีเวลาและยังต้องรอว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้างในภูมิรัฐศาสตร์ของโลก เพียงแต่หนึ่งในความคาดหวังของทรัมป์ที่กล่าวมาก็คือ เขาจะต้องเปิดตัว F-47 ต่อสายตาคนทั้งโลกก่อนที่เขาจะหมดวาระลงในอีกไม่กี่ปีนี้ เพื่อส่งสัญญาณไปยังประเทศที่เป็นศัตรูกับสหรัฐฯ ว่าสหรัฐฯ มีการพัฒนาขีดความสามารถทางการทหารที่ก้าวหน้ากว่าใคร เหมือนคำกล่าวของเสนาธิการกองทัพอากาศสหรัฐฯ (เทียบได้กับผู้บัญชาการทหารอากาศ) ที่บอกว่า ด้วย F-47 เราจะเสริมความเข้มแข็งให้กับจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อโลก สร้างความเหนือกว่าศัตรูของสหรัฐฯ ให้ไม่สามารถเทียบเคียงกับสหรัฐฯ ได้ และเมื่อศัตรูเหล่านั้นมองขึ้นมาบนฟ้า พวกเขาจะมองไม่เห็นอะไรนอกจากความพ่ายแพ้ที่จะรอคนที่กล้าท้าทายสหรัฐฯ อยู่ เพราะคำว่ากำลังทางอากาศทุกที่ทุกเวลานั้นไม่ใช่แค่แรงบันดาลใจ แต่เป็นคำสัญญาที่ทำได้จริง

The post F-47 โครงการลับ เครื่องบินรบยุคที่ 6 ของ กองทัพอากาศสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผยภาพแรก B-21 Raider บนอากาศ เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนรุ่นใหม่ของสหรัฐฯ https://thestandard.co/b-21-raider-continues-flight-test-production/ Fri, 24 May 2024 11:39:11 +0000 https://thestandard.co/?p=937371 B-21 Raider

กองทัพอากาศสหรัฐฯ เผยภาพแรกของ B-21 Raider ขณะบินอยู่บน […]

The post เผยภาพแรก B-21 Raider บนอากาศ เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนรุ่นใหม่ของสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
B-21 Raider

กองทัพอากาศสหรัฐฯ เผยภาพแรกของ B-21 Raider ขณะบินอยู่บนอากาศ เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีพิสัยไกลแบบสเตลธ์รุ่นใหม่ของสหรัฐฯ โดยนอกจากภาพดังกล่าวแล้ว ยังมีภาพของเครื่องบินขณะกำลังเทกออฟและอยู่ในโรงเก็บเครื่องบินที่ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ดส์ในรัฐแคลิฟอร์เนียด้วย

 

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-21 จัดเป็นโครงการที่ข้อมูลหลายอย่างยังเป็นความลับ โดยเริ่มทดสอบระบบบนพื้นและทดสอบบินในช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2023 และมีกำหนดเข้าประจำการในช่วงกลางทศวรรษ 2020

 

ข้อมูลจาก Defense Visual Information Distribution Service ระบุว่า ภาพขณะ B-21 Raider บินอยู่บนอากาศและอยู่ในโรงเก็บนั้นถ่ายเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่วนรูปขณะเทกออฟถ่ายเมื่อเดือนมกราคม

 

แอนดรูว์ ฮันเตอร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการทบวงทหารอากาศสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่จากกองบินทดสอบที่ 412 ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ดส์ เผยว่า โปรแกรมทดสอบ B-21 กำลังไปได้สวยและเป็นไปตามโปรแกรมที่ออกแบบมา ซึ่งช่วยให้ทีมงานเรียนรู้เกี่ยวกับคุณลักษณะเฉพาะของเครื่องบินทิ้งระเบิดนี้ ส่วนข้อมูลที่ว่า B-21 ผ่านการทดสอบบินไปแล้วกี่ครั้งนั้นยังไม่มีการเปิดเผย

 

สำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิด B-21 Raider พัฒนาโดย Northrop Grumman บริษัทผู้ผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ออกแบบมาสำหรับปฏิบัติภารกิจบินโจมตีด้วยระเบิดแบบทั่วไปและระเบิดนิวเคลียร์ โดยมีความกว้างจากปลายปีกสองข้างอยู่ที่ประมาณ 140 ฟุต ซึ่งเล็กกว่า B-2 Spirit ที่มีช่วงปีกกว้าง 172 ฟุต 

 

กองทัพอากาศสหรัฐฯ มีแผนจัดซื้อเครื่องบินทิ้งระเบิด B-21 อย่างน้อย 100 ลำ เพื่อแทนที่ฝูงบิน B-1 Lancer 45 ลำ และฝูงบิน B-2 จำนวน 20 ลำที่จะทยอยปลดประจำการช่วงทศวรรษหน้า

 

เมื่อเข้าประจำการแล้ว ฐานปฏิบัติการและศูนย์ฝึกหลักของ B-21 จะอยู่ที่ฐานทัพอากาศเอลล์สเวิร์ธในรัฐเซาท์ดาโกตา นอกจากนี้ยังมีฐานทัพอากาศไวต์แมนในรัฐมิสซูรีและฐานทัพอากาศดีเยสในรัฐเท็กซัสเป็นบ้านของ B-21 จำนวนหนึ่งด้วย

 

 

ภาพ: USAF / Cover Images via Reuters

อ้างอิง: 

The post เผยภาพแรก B-21 Raider บนอากาศ เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนรุ่นใหม่ของสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>