กล้ามเนื้อ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กล้ามเนื้อ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 24 Jun 2026 05:50:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Muscle Health: รักษามวลกล้ามเนื้อ เคล็ดลับชะลอวัยเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน https://thestandard.co/life/muscle-health-longevity-aging/ Wed, 24 Jun 2026 05:50:27 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1222151 หญิงสาวออกกำลังกายเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและสุขภาพที่ดี

ยิ่งรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ยิ่งเป็นหัวใจสำคัญของก […]

The post Muscle Health: รักษามวลกล้ามเนื้อ เคล็ดลับชะลอวัยเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หญิงสาวออกกำลังกายเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและสุขภาพที่ดี

ยิ่งรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ยิ่งเป็นหัวใจสำคัญของการชะลอวัยอย่างยั่งยืนเพราะวงการเวชศาสตร์ชะลอวัยมองว่าการคงไว้ซึ่งมวลกล้ามเนื้อ และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพระยะยาว

 

หากไปถามผู้เชี่ยวชาญด้าน Longevity ในยุคนี้ว่าปัจจัยอะไรสำคัญที่สุดต่อการแก่ชราไปตามวัยอย่างมีคุณภาพ คำตอบจากหมอและผู้เชี่ยวชาญด้าน Longevity อาจไม่ใช่อาหารเสริมราคาแพงหรือเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือ การรักษามวลกล้ามเนื้อให้คงอยู่กับเราไปนานที่สุด

 

สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) อธิบายว่า เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า Sarcopenia ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรง การทรงตัว ระบบเผาผลาญ และความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ยิ่งสูญเสียกล้ามเนื้อมาก ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและคุณภาพชีวิตที่ลดลงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยจึงเริ่มมองว่ากล้ามเนื้อไม่ใช่เรื่องของรูปร่างเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของอายุขัยและสุขภาพระยะยาว การเดินให้มากขึ้น ออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน และกินโปรตีนให้เพียงพอ จึงกลายเป็นนิสัยพื้นฐานที่ได้รับการแนะนำอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ แพทย์ด้าน Longevity จำนวนมากจึงมองว่า การรักษามวลกล้ามเนื้อไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้ดูฟิตหรือรูปร่างดีเท่านั้น แต่เป็นการรักษา Healthspan หรือช่วงชีวิตที่ยังแข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้ให้นานที่สุด

The post Muscle Health: รักษามวลกล้ามเนื้อ เคล็ดลับชะลอวัยเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นอกจากบูสต์พลัง เพิ่มกล้ามเนื้อ ‘Creatine’ ช่วยบำรุงสมองได้จริงหรือ? https://thestandard.co/creatine-brain-muscle-benefits/ Tue, 19 May 2026 08:46:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1208828 ภาพประกอบแสดงครีเอทีนกับบทบาทในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและบำรุงสมอง

หากพูดถึง ‘ครีเอทีน’ (Creatine) หลายคนอาจยังนึกถึงอาหาร […]

The post นอกจากบูสต์พลัง เพิ่มกล้ามเนื้อ ‘Creatine’ ช่วยบำรุงสมองได้จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงครีเอทีนกับบทบาทในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและบำรุงสมอง

หากพูดถึง ‘ครีเอทีน’ (Creatine) หลายคนอาจยังนึกถึงอาหารเสริมของสายเวตหรือคนที่จริงจังกับการเพิ่ม Performance ในการออกกำลังกาย แต่ในช่วงหลัง ชื่อของมันกลับเริ่มถูกพูดถึงในบริบทใหม่มากขึ้น ตั้งแต่เรื่องภาวะสมองล้าไปจนถึงการดูแลสมรรถภาพร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น จนทำให้งานวิจัยเกี่ยวกับครีเอทีนเริ่มขยายออกไปไกลกว่าเรื่องกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว

 

‘Creatine’ สารที่ร่างกายสร้างเองได้ แต่กำลังถูกเสริมมากขึ้นในสายสุขภาพ

 

ปกติแล้วร่างกายสามารถสร้างครีเอทีนได้เองบางส่วน และได้รับเพิ่มเติมจากอาหารบางชนิด เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ ปลาแซลมอน หรือทูน่า แต่ปริมาณที่นิยมใช้ในงานวิจัยด้านการออกกำลังกายมักอยู่ที่ประมาณ 3-5 กรัมต่อวัน ซึ่งอาจได้รับค่อนข้างยากจากอาหารเพียงอย่างเดียวในชีวิตประจำวัน

 

โดยเฉลี่ยแล้ว เนื้อแดงและปลาบางชนิดอาจให้ครีเอทีนราว 3-5 กรัมต่อ 1 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับชนิดอาหารและวิธีปรุง ซึ่งแน่นอนว่าการจะกินให้ถึงระดับดังกล่าวต่อวันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้อาหารเสริมครีเอทีนกลายเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่าในการใช้ชีวิตจริง โดยปัจจุบัน Creatine Monohydrate ยังคงเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีงานวิจัยด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับค่อนข้างชัดเจน

 

เมื่อสมองก็ต้องการ ‘พลังงาน’ ไม่ต่างจากกล้ามเนื้อ

 

เหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์เริ่มสนใจเรื่องสมองมากขึ้น เป็นเพราะสมองถือเป็นหนึ่งในอวัยวะที่ใช้พลังงานสูงที่สุดของร่างกาย ในขณะที่กล้ามเนื้อใช้ครีเอทีนเพื่อช่วยรองรับการออกแรงหนัก สมองเองก็ต้องใช้พลังงานจำนวนมากสำหรับการประมวลผล ความจำ และการทำงานด้านความคิดเช่นกัน

 

กลไกนี้เองที่ทำให้เริ่มมีการศึกษาว่า ครีเอทีนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการพลังงานของสมอง โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเกิดภาวะสมองล้าจากการทำงานหนัก

 

แล้วงานวิจัยล่าสุดบอกอะไร?

 

สิ่งที่มีข้อมูลรองรับชัดเจนที่สุดในปัจจุบัน ยังเป็นเรื่องการเพิ่ม Performance ในการออกแรงความเข้มข้นสูง รวมถึงการดูแลมวลกล้ามเนื้อเมื่อใช้ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบแรงต้าน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

 

ส่วนประเด็นด้านสมอง แม้งานวิจัยช่วงหลังจะเริ่มให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจมากขึ้น แต่งานรีวิวล่าสุดจากทีมวิจัยของ Manchester Metropolitan University และ Maastricht University ในปี 2026 ระบุว่า “หลักฐานในปัจจุบันยังมีจำนวนไม่มาก และผลลัพธ์ยังไม่สอดคล้องกันเพียงพอที่จะสรุปได้ชัดเจนในคนทั่วไปที่สุขภาพดี”

 

อย่างไรก็ตาม บางการศึกษาพบว่า กลุ่มที่มีระดับครีเอทีนต่ำอยู่เดิม เช่น ชาวมังสวิรัติ อาจตอบสนองต่อการเสริมได้ชัดกว่าในบางกรณี

 

สุดท้ายแล้ว แม้ครีเอทีนจะมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงในคนสุขภาพดีเมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคไต หรือกำลังใช้ยาบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้เสมอ

 

อ้างอิง:

The post นอกจากบูสต์พลัง เพิ่มกล้ามเนื้อ ‘Creatine’ ช่วยบำรุงสมองได้จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขรหัสลับ ‘สมดุลฮอร์โมน’ กุญแจสร้างพลังขับเคลื่อนทุกจังหวะชีวิต สู่เป้าหมายสุขภาพดีแบบ Longevity [Advertorial] https://thestandard.co/unlock-hormone-balance-longevity/ Thu, 30 Apr 2026 03:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1201897 ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน

เวลาพูดถึง ‘ฮอร์โมน’ คนทั่วไปมักเชื่อมโยงกับเรื่องใกล้ต […]

The post ไขรหัสลับ ‘สมดุลฮอร์โมน’ กุญแจสร้างพลังขับเคลื่อนทุกจังหวะชีวิต สู่เป้าหมายสุขภาพดีแบบ Longevity [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน

เวลาพูดถึง ‘ฮอร์โมน’ คนทั่วไปมักเชื่อมโยงกับเรื่องใกล้ตัวอย่างฮอร์โมนที่ทำให้เกิดสิว ฮอร์โมนความสุข รวมไปถึง ฮอร์โมนเพศ แต่ความจริงแล้วฮอร์โมนในร่างกายมีมากกว่า 50 ชนิด ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารเคมีจากต่อมต่างๆ เพื่อประสานการทำงานของเซลล์ อวัยวะ และระบบต่างๆ ให้สมดุล ตั้งแต่การนอนหลับ การเติบโต การย่อยอาหาร ไปจนถึงอารมณ์ หากฮอร์โมนเกิดความไม่สมดุล อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยที่เราไม่รู้ตัว  

 

ลองสังเกตดูก็ได้ว่า พออายุเปลี่ยนไป จากที่เคยมีพลังทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง กลายเป็นหมดพลังตั้งแต่บ่าย หรือจากที่เคยหลับสนิทก็ตื่นกลางดึกอยู่บ่อยๆ ไปจนถึงสายออกกำลังกายอาจเริ่มสังเกตว่าการสร้างกล้ามเนื้อเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมากๆ เพราะหนึ่งในตัวแปรสำคัญคือ ‘ฮอร์โมน’ ที่เปลี่ยนแปลงไป

 

การเข้าใจและรู้จัก ‘ฮอร์โมน’ อย่างลึกซึ้ง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราสามารถวางแผนสุขภาพและออกแบบชีวิตได้อย่างที่ต้องการ โดยเฉพาะปัจจุบัน คนให้ความสำคัญกับสุขภาพของตัวเองในเชิงรุกมากขึ้น หันมาดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งกายและใจที่เน้นการป้องกันก่อนป่วย ‘Longevity’ จึงกลายเป็นเรื่องของคนทุกวัยที่อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน 1

 

ภัทราลักษณ์ คงถาวร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท  เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด บอกว่า โจทย์ที่ท้าทายคือ ทำอย่างไรเราถึงจะมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

 

“เวลาที่เราพูดว่า ป้องกันย่อมดีกว่ารอให้เจ็บป่วยค่อยรักษา หัวใจสำคัญคือ การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกายก่อน ซึ่งตัวชี้วัดสุขภาพและคุณภาพชีวิตเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เรามักมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการนอน สมดุลของอารมณ์ พลังงานในร่างกาย และพลังใจในการใช้ชีวิต ซึ่ง ‘สมดุลของฮอร์โมน’ คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่เกี่ยวข้อง และเป็นเทรนด์สุขภาพที่กำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง”

 

เมื่อเทรนด์ขยับมาในทิศทางนี้ทำให้ ‘นิยามของสุขภาพที่ดี’ และรูปแบบการดูแลตัวเองของคนยุคนี้ มองลึกไปกว่าร่างกายที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่ต้องเต็มเปี่ยมไปด้วย ‘พลังกาย’ และ ‘พลังใจ’ ในการใช้ชีวิต

 

“สมัยก่อนเราบอกว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่ตอนนี้มันคือการใช้ชีวิตได้ตามที่ต้องการ เช่น ออกไปเที่ยวได้นานๆ ออกกำลังกายได้ยาวๆ พลังในการทำงานไม่ลด เพราะหลายคนเจอกับสภาวะที่ ‘ใจสู้แต่กายไม่ไหว’ ตรงนี้เองที่ทำให้เราต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเหนื่อยล้าเหล่านั้นคืออะไร”

 

 

‘ฮอร์โมน’ รหัสลับสุขภาพที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด  

 

ภัทราลักษณ์ บอกว่า อารมณ์ คุณภาพการนอน พลังกาย สมาธิ หรือน้ำหนักตัว ล้วนได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมน

 

ยกตัวอย่าง ‘ฮอร์โมนความสุข’ ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ เช่น โดปามีน เซโรโทนิน ออกซิโทซิน และเอ็นดอร์ฟิน นอกจากนี้ยังมี ฮอร์โมนเพศ ทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่เสมือนน้ำพุแห่งความเยาว์วัยของผู้หญิง และฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน หรือฮอร์โมนพลังหนุ่มของผู้ชาย เมื่อไรก็ตามที่ฮอร์โมนเหล่านี้ไม่สมดุลอาจส่งผลให้รู้สึกซึมเศร้า เบื่อหน่าย อ่อนเพลีย หรือหงุดหงิดง่ายโดยไม่มีเหตุผล ส่งผลกระทบไปถึงคุณภาพการนอน ความอยากอาหาร สมาธิ ระดับพลังงานในร่างกาย และความสัมพันธ์

 

“เราเชื่อเสมอว่าฮอร์โมนเป็นตัวแปรสำคัญที่เชื่อมโยงกับปัจจัยพื้นฐานของชีวิต แต่ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดของความรู้เรื่องฮอร์โมนเยอะมาก โดยเฉพาะเมื่อคนคิดว่าฮอร์โมนเกี่ยวข้องแค่วัยที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขึ้นอยู่กับอายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้ว ยังเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ความเครียด และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ส่งผลกระทบต่อสมดุลของฮอร์โมนด้วยเช่นกัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มักจำกัดอยู่แค่บุคลากรทางการแพทย์ หรือข้อมูลที่เผยแพร่ออกไปตามโซเชียลมีเดียก็ไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นปัจจุบัน”

 

ภัทราลักษณ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ‘ฮอร์โมนบำบัด’ จะถูกแยกออกเป็น 2 แกน คือ เรื่องของการรักษา เช่น การประคับประคองการตั้งครรภ์ อีกส่วนคือการ ‘คงไว้ซึ่งพลังของชีวิต’ ที่ประกอบด้วยร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ หรือการเติมฮอร์โมนในกรณีที่จำเป็น   

 

จุดเริ่มต้นคือการเข้าใจก่อนว่าฮอร์โมนมีบทบาทอย่างไร สิ่งที่เราเรียกว่า ‘สุขภาพดี’ หรือ ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ หมายถึงการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น อยากออกกำลังกายต่ออีก 20 นาที หรือจากเดิน 40 นาที พัฒนาไปเป็นวิ่งได้ 40 นาที นั่นคือการเพิ่มพลังกายและพลังใจให้สอดคล้องกัน

 

ฮอร์โมนที่เบซินส์ เฮลธ์แคร์ผลิต วิจัย และพัฒนา มีบทบาทตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ วัยเจริญพันธุ์ ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือนในผู้หญิง ในส่วนฮอร์โมนในผู้ชายเอง ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

 

“ปัญหาคือผู้ชายมักขาดข้อมูลหรือไม่สนใจว่าพลังงานที่ถดถอยนั้นเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตัวเองด้วย แต่ถ้าเรามีความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับฮอร์โมนมากขึ้น ก็สามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นปรึกษากับบุคลากรทางการแพทย์ แล้วนำฮอร์โมนมาเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดเพื่อเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น”

 

ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน 3

 

‘เบซินส์ เฮลธ์แคร์’ ยกระดับ Quality of Life ภายใต้ ‘Standard of Care’  

 

เมื่อ ‘ฮอร์โมน’ เป็นเรื่องที่คนทุกช่วงวัยต้องทำความเข้าใจอย่างถูกต้องเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพเชิงลึกในระยะยาวและเป็นพื้นฐานของ Well‑being

 

เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ดำเนินงานโดยยึดองค์ความรู้ด้านฮอร์โมนที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมากกว่าศตวรรษ จึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของฮอร์โมนทั้งในการรักษาและส่งเสริมคุณภาพชีวิต โดยทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ ส่งเสริมการสื่อสารที่ถูกต้อง เพื่อให้คนไทยดูแลตัวเองได้เหมาะสมและยั่งยืน

 

ภัทราลักษณ์ บอกว่า การพูดถึงฮอร์โมนจะไม่ใช่แค่เรื่องทางการแพทย์ซับซ้อนอีกต่อไป แต่จะยกระดับเป็นมิติไลฟ์สไตล์และคุณภาพชีวิต (Quality of Life) ในวงกว้าง เพื่อให้ทุกคนออกแบบชีวิตให้สมดุลและมีพลังได้จริง

 

“สิ่งที่เรายึดถือคือการทำงานตาม Standard of Care ในระดับสากล ที่รวมองค์ความรู้ด้านข้อมูลเข้ากับการดูแลแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) เลือกใช้ฮอร์โมนที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละบุคคล เพื่อคืนสมดุลคุณภาพชีวิตให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”

 

เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ยังวางตัวเองเป็น ‘Hormone Partner’ ที่แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่ม Body-identical Hormone ซึ่งมีโครงสร้างเหมือนกับฮอร์โมนตามธรรมชาติของมนุษย์ นอกจากนี้ยังเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมฮอร์โมนชนิดทารายแรก ได้รับความไว้วางใจและวางจำหน่ายในสถานพยาบาลครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลรัฐบาล โรงพยาบาลเอกชน และคลินิกชั้นนำ 

 

“นอกจากการส่งมอบความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องฮอร์โมน หัวใจสำคัญที่เราพยายามสื่อสารคือ ความเชื่อมโยงระหว่างฮอร์โมนกับสุขภาพแบบองค์รวม (Well-being) เราอยากให้คนปรับมุมมองใหม่ว่า การดูแลฮอร์โมนคือส่วนหนึ่งของแนวคิด Health Span หรือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ เพราะหากรอจนร่างกายทรุดโทรมแล้วค่อยมารักษา นั่นอาจไม่ใช่คำตอบของ Longevity เราอยากให้ทุกคนเริ่มสังเกตตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ นั้นเกี่ยวข้องกับสมดุลฮอร์โมนหรือไม่ สำหรับคนที่ใส่ใจสุขภาพ นอกเหนือจากการตรวจเช็กระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดแล้ว คุณควรตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า ตอนนี้สภาวะฮอร์โมนของฉันยังสมดุลหรือไม่?

 

เพื่อช่วยให้คนทั่วไปเข้าถึงความรู้เรื่องฮอร์โมนได้ง่ายขึ้น เบซินส์ เฮลธ์แคร์ จึงพัฒนา เว็บไซต์ besins-healthcare.co.th พร้อม ‘แบบประเมินสุขภาพฮอร์โมนเบื้องต้น’ สำหรับผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งข้อมูลและเกณฑ์การวัดผลทั้งหมดมาจาก Standard of Care หรือมาตรฐานการดูแลฮอร์โมนทั้งชายและหญิง โดยเราทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยสังเกตอาการและวินิจฉัยสภาวะฮอร์โมนเพศในเบื้องต้นได้อย่างน่าเชื่อถือ

 

“บทบาทของเราไม่ได้จบลงแค่การให้ข้อมูล แต่เราต้องการนำทางไปสู่ช่องทางที่ถูกต้อง หลังทำแบบทดสอบเสร็จ ระบบจะช่วยชี้เป้าโรงพยาบาลหรือคลินิกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสุขภาพชาย-หญิงใกล้บ้าน เพื่อให้เขาได้รับการปรึกษาจากแพทย์ที่มีความชำนาญการในการใช้ฮอร์โมนโดยตรง”

 

และในวัน ‘World Hormone Day’ ซึ่งตรงกับวันที่ 24 เมษายนของทุกปี ก็เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ที่จะส่งต่อความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของฮอร์โมนให้ครอบคลุม ทั้งในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และบุคคลทั่วไปที่สนใจดูแลตัวเอง

 

“เนื่องในโอกาส World Hormone Day เราเดินหน้ารณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของฮอร์โมนภายใต้แคมเปญ ‘Hormones Matter’ สุขภาพดีเริ่มที่ใส่ใจฮอร์โมน โดยกิจกรรมหลักของเราเน้นไปที่การขับเคลื่อนผ่าน 3 องค์ประกอบสำคัญ คือ การทำงานร่วมกับทีมแพทย์ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน การจัดเวิร์กชอปเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจโดยตรง และการผลิตคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือ มีความถูกต้องทางวิชาการ แต่ย่อยง่ายและเข้าถึงได้จริง เช่น วิดีโอ Animation ซีรีส์วิดีโอ Podcast ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาให้ความรู้และคำแนะนำอย่างเข้าใจง่าย การผสมผสานทั้ง 3 องค์ประกอบนี้ จะช่วยให้ผู้คนเกิดความตระหนักรู้และเข้าใจเรื่องฮอร์โมนในเชิงลึก จนสามารถนำไปปรับใช้กับการดูแลร่างกายของตัวเองได้อย่างเป็นรูปธรรม”  

 

ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน 4

 

ตั้งเป้าเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เติมเต็ม Health Ecosystem ของไทย โดยเฉพาะเรื่อง ‘ฮอร์โมน’

 

ภัทราลักษณ์ บอกว่า ความท้าทายในฐานะ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท  เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ยังคงเป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งฝั่งผู้บริโภคและบุคลากรทางการแพทย์

 

“เรื่องแรกคือ การต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องบนโซเชียลมีเดีย เช่น อายุเยอะฮอร์โมนเปลี่ยนไม่ต้องปรับอะไรแค่ทำใจรับสภาพ หรืองานวิจัยปี 2000 ที่บอกว่าฮอร์โมนทำให้เกิดมะเร็งในผู้หญิง ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เกิดกับทุกฮอร์โมน  แต่เฉพาะที่ไม่ใช่ Body-identical Hormone

 

 จากงานวิจัยขนาดใหญ่ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้เกิดกับฮอร์โมนทุกชนิด แต่ขึ้นอยู่กับชนิดของฮอร์โมน ขนาด วิธีการใช้ ระยะเวลา และความเหมาะสมของแต่ละบุคคล 

 

อีกทั้ง US FDA หรือ องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ก็เพิ่งมีการยกเลิกคำเตือน Black Box Warnings ที่เคยติดบนยาในกลุ่มฮอร์โมนทดแทนมากว่า 20 ปี โดยยืนยันว่าฮอร์โมนทดแทนม่ได้เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม หรือภาวะสมองเสื่อม เมื่อตรวจประเมินและใช้ในกลุ่มที่เหมาะสม 

 

การใช้ฮอร์โมนทดแทนมีประโยชน์มาก เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของโรคบางอย่าง อาทิ รคกระดูกบาง กระดูกพรุน หัวใจหลอดเลือด เมตาโบลิกหรือโรคอ้วน เป็นต้น นั่นคือการบ้านที่ต้องแก้ก่อนว่า หนึ่ง ฮอร์โมนปลอดภัย สอง สามารถเลือกใช้โดยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำ Personalized Hormone จะยิ่งเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งฮอร์โมนทุกประเภทต้องใช้ภายใต้คำแนะนำแพทย์ เพื่อความเหมาะสมและผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในแต่ละบุคคล”

 

“อีกเรื่องคือ ในฐานะบริษัทเวชภัณฑ์ ต้องทำงานกับบุคลากรทางการแพทย์ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสร้าง Health literacy ที่มีคุณภาพ ถูกต้อง เข้าใจได้ง่ายและเข้าถึงได้เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจด้านสุขภาพที่ดี ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผู้รับคำปรึกษา”  

 

เมื่อถามถึงเป้าหมายของ เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ภัทราลักษณ์บอกว่า ตั้งเป้าที่จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เติมเต็ม Health Ecosystem ของไทย โดยเฉพาะเรื่อง ‘ฮอร์โมน’ อันเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของสุขภาพ

 

“นอกจากจะเป็น ‘Hormone Partner’ เรายังอยากพัฒนาบทบาทไปสู่การเป็น ‘Reference Point’ เรื่องการใช้ฮอร์โมน เมื่อคนไทยต้องการข้อมูลเชิงลึก พวกเขาจะนึกถึงเราก่อนเสมอ ทั้งความรู้ที่ถูกต้อง แนวทางการดูแลที่เหมาะสม และการเข้าถึงบริการร่วมกับแพทย์อย่างมีมาตรฐาน”

 

“เป้าหมายของเรายังสอดคล้องกับพันธกิจขององค์กร ‘By your side, for life’ พร้อมเคียงข้างทุกมิติของชีวิต เพราะการใช้ชีวิตเต็มที่ในแบบที่ตัวเองเลือกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากทุกคนเข้าใจว่าสมดุลฮอร์โมนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างไร ก็จะมีสุขภาพดีได้ยาวนานและมีคุณภาพในทุกวัย” ภัทราลักษณ์กล่าวทิ้งท้าย

The post ไขรหัสลับ ‘สมดุลฮอร์โมน’ กุญแจสร้างพลังขับเคลื่อนทุกจังหวะชีวิต สู่เป้าหมายสุขภาพดีแบบ Longevity [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jeff Galloway ชายผู้สร้างวิถี ‘Jeffing’ และทำให้การวิ่งเป็นของทุกคน https://thestandard.co/jeff-galloway-jeffing-run-walk/ Sat, 21 Mar 2026 02:36:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1189799 ภาพ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ขณะวิ่งพร้อมคำอธิบายถึงวิธี ‘Jeffing’ ที่ทำให้การวิ่งเป็นของทุกคน

ก่อนที่โลกจะหลงใหลในการวิ่งเหมือนทุกวันนี้   ครั้ง […]

The post Jeff Galloway ชายผู้สร้างวิถี ‘Jeffing’ และทำให้การวิ่งเป็นของทุกคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ขณะวิ่งพร้อมคำอธิบายถึงวิธี ‘Jeffing’ ที่ทำให้การวิ่งเป็นของทุกคน

ก่อนที่โลกจะหลงใหลในการวิ่งเหมือนทุกวันนี้

 

ครั้งหนึ่ง ‘การวิ่ง’ เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องของนักกีฬาเท่านั้น

 

เป็นพื้นที่ของคนที่แข็งแรง วินัยสูง และ ‘เก่งพอ’ ที่จะไปถึงเส้นชัย

 

สำหรับคนธรรมดา การวิ่งมาราธอนดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว

 

เต็มไปด้วยความกลัว ความไม่มั่นใจ และคำถามว่า “เราจะทำได้จริงเหรอ?”

 

แต่มีชายคนหนึ่ง… ที่เข้ามาเปลี่ยนความเชื่อนั้นไปตลอดกาล

 

เขาทำให้โลกได้รู้ว่า การวิ่งไม่ใช่เรื่องของคนเก่ง

 

แต่คือโอกาสของทุกคน… ขอแค่กล้าที่จะเริ่มต้น!

 

ภาพ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ขณะวิ่งพร้อมคำอธิบายถึงวิธี ‘Jeffing’ ที่ทำให้การวิ่งเป็นของทุกคน 1ภาพ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ขณะวิ่งพร้อมคำอธิบายถึงวิธี ‘Jeffing’ ที่ทำให้การวิ่งเป็นของทุกคน 3ภาพ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ขณะวิ่งพร้อมคำอธิบายถึงวิธี ‘Jeffing’ ที่ทำให้การวิ่งเป็นของทุกคน 4ภาพ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ขณะวิ่งพร้อมคำอธิบายถึงวิธี ‘Jeffing’ ที่ทำให้การวิ่งเป็นของทุกคน 5ภาพ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ขณะวิ่งพร้อมคำอธิบายถึงวิธี ‘Jeffing’ ที่ทำให้การวิ่งเป็นของทุกคน 6ภาพ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ขณะวิ่งพร้อมคำอธิบายถึงวิธี ‘Jeffing’ ที่ทำให้การวิ่งเป็นของทุกคน 7ภาพ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ขณะวิ่งพร้อมคำอธิบายถึงวิธี ‘Jeffing’ ที่ทำให้การวิ่งเป็นของทุกคน 8

The post Jeff Galloway ชายผู้สร้างวิถี ‘Jeffing’ และทำให้การวิ่งเป็นของทุกคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หากวิ่งแล้วเจ็บเข่า การสร้างกล้ามเนื้อคือเกราะกันกระแทกที่ช่วยได้ https://thestandard.co/running-knee-pain-muscle-strength/ Fri, 23 Jan 2026 03:32:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1168431 ภาพ: นักวิ่งหญิงกำลังออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อขาเพื่อป้องกันอาการเจ็บเข่า

ใครที่ชอบวิ่งหรือออกกำลังกายแล้วเริ่มเจ็บเข่า อย่าเพิ่ง […]

The post หากวิ่งแล้วเจ็บเข่า การสร้างกล้ามเนื้อคือเกราะกันกระแทกที่ช่วยได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ: นักวิ่งหญิงกำลังออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อขาเพื่อป้องกันอาการเจ็บเข่า

ใครที่ชอบวิ่งหรือออกกำลังกายแล้วเริ่มเจ็บเข่า อย่าเพิ่งถอดใจไปพักยาวหรือมองหาแค่คอลลาเจนมากิน เพราะมุมมองใหม่จากงานวิจัยที่อิงจากบทความของ Mindbodygreen ชี้เป้าชัดเจนแล้วว่า ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดไม่ใช่ยา แต่คือการโฟกัสที่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle Strength)

 

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดอาการปวดและทำให้กลับมาใช้งานเข่าได้ดีขึ้น คือการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) โดยผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อ (Lean Mass) และแรงบีบตัวของกล้ามเนื้อที่ดีขึ้น จะมีความเสี่ยงในการหกล้มลดลง และสามารถรับแรงกระแทกได้ดีกว่าอย่างชัดเจน

 

วิธีดูแลตัวเองแบบใหม่ที่ทำได้จริง คือแทนที่จะพักนิ่งๆ ให้เปลี่ยนมาใช้การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Progressive Resistance Exercises) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการฟื้นฟู วิธีนี้จะช่วยเปลี่ยนกล้ามเนื้อขาของเราให้กลายเป็นโช้คอัพธรรมชาติ คอยรับน้ำหนักแทนข้อต่อ แม้การออกกำลังกายแบบนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างกระดูกหรือเพิ่มมุมการงอเข่าได้ทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนคือร่างกายจะขยับได้คล่องขึ้น และอาการเจ็บจะค่อยๆ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ใครที่วิ่งแล้วเจ็บเข่าจึงควรเลิกกลัวเวตเทรนนิ่ง สำหรับคนรุ่นใหม่ที่รักการวิ่ง การแบ่งวันมาสควอต (Squat) หรือทำกายภาพเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อขา คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อให้เข่าอยู่กับเราไปได้อีกยาวนาน

 

ภาพ: Shutterstock

The post หากวิ่งแล้วเจ็บเข่า การสร้างกล้ามเนื้อคือเกราะกันกระแทกที่ช่วยได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไปเที่ยว เดินวันละหลายหมื่นก้าว ขายังไหว…แต่ทำไมหลังพัง? https://thestandard.co/life/muscle-imbalance-back-pain-weak-glutes-tight-hip-flexors/ Sun, 09 Nov 2025 01:00:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1141069 muscle-imbalance-back-pain-weak-glutes-tight-hip-flexors

เชื่อว่านี่คือประสบการณ์จริงที่สายเที่ยวหลายคนต้องเจอกั […]

The post ไปเที่ยว เดินวันละหลายหมื่นก้าว ขายังไหว…แต่ทำไมหลังพัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
muscle-imbalance-back-pain-weak-glutes-tight-hip-flexors

เชื่อว่านี่คือประสบการณ์จริงที่สายเที่ยวหลายคนต้องเจอกับภาวะ ‘ขาไหว แต่หลังพัง’ อันที่จริง สาเหตุอาจไม่ได้อยู่ที่ความไม่ฟิต แต่มันคือ ภาวะกล้ามเนื้อไม่สมดุล (Muscle Imbalance) ที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย ซึ่งบังคับให้หลังของคุณต้องทำงานหนักเกินหน้าที่จนอักเสบ มาดูกันว่าสาเหตุหลักๆ มีอะไรบ้าง

 

1. กล้ามเนื้อก้นอ่อนแอ (Weak Glutes)

 

ปกติก้นมีหน้าที่หลักในการเคลื่อนไหวร่างกาย รวมถึงการพยุงหลังล่าง ข้อสะโพก ข้อเท้าและข้อเข่า​ แต่การนั่งทำงานหรือขับรถนานๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อส่วนนี้อ่อนแอจนอาจลืมหน้าที่ไป ร่างกายจึงสั่งให้ใช้หลังล่างมาเกร็งและออกแรงแทน 

 

2. กล้ามเนื้องอสะโพกตึง (Tight Hip Flexors)

 

การนั่งนานๆ ทำให้กล้ามเนื้องอสะโพกหดสั้น เมื่อลุกเดิน มันจะดึงให้เชิงกรานเอียงไปข้างหน้า ทำให้หลังล่างแอ่นมากกว่าปกติ เกิดแรงบีบอัดที่กระดูกสันหลังตลอดเวลา

 

3. แกนกลางลำตัวอ่อนแอ (Weak Core)

 

หน้าท้องที่อ่อนแอทำให้กระดูกสันหลังขาดความมั่นคง หลังล่าง จึงต้องพยายามเกร็งค้างไว้ตลอดเวลาเพื่อป้องกันแรงกระแทกจากการเดิน ทำให้เกิดอาการปวดเกร็ง  

 

5. การแบกของหนัก

 

การแบกกระเป๋าสะพายหรือเป้ที่หนักไปตลอดทางจะยิ่งเพิ่มแรงกดทับ ลงบนกระดูกสันหลังโดยตรง และบังคับให้หลังแอ่นมากขึ้น ทำให้อาการแย่ลงเร็วขึ้น 

 

วิธีแก้ที่ตรงจุด

 

  • ฝึกยืด Hip Flexor

ท่านี้จะช่วยปลดล็อกกล้ามเนื้อที่ดึงหลังให้แอ่น ลดอาการตึงหลัง

 

วิธีทำ: คุกเข่าข้างหนึ่ง ก้าวอีกข้างไปหน้า 90 องศา แล้วค่อยๆ ดันสะโพกไปข้างหน้าตรงๆ จนรู้สึกตึง ค้างไว้ 30 วินาที แล้วสลับข้าง ทำซ้ำ 2-3 รอบ

 

  • ฝึกท่า Glute Bridge

ท่านี้จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อก้นที่อ่อนแรงให้กลับมาทำงานแทนหลัง

 

วิธีทำ: นอนหงาย ชันเข่า วางเท้ากว้างเท่าสะโพก แล้วยกสะโพกขึ้นสูง เกร็งก้นค้างไว้ 3-5 วินาที แล้วค่อยๆ วางลง ทำซ้ำ 10-15 ครั้ง ทั้งหมด 2-3 เซ็ต

 

  • ฝึกท่า Child’s Pose  

ท่านี้จะช่วยยืดและคลายกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างที่เกร็งค้างและถูกบีบอัดมาทั้งวัน

 

วิธีทำ: คุกเข่า นั่งบนส้นเท้า แล้วพับลำตัวไปข้างหน้า ให้หน้าผากแตะพื้น เหยียดแขนตรงไปด้านหน้า ค้างไว้ 30 วินาที หายใจลึกๆ ทำซ้ำ 2-3 เซ็ต

 

นอกจาก 3 ท่านี้ การเลือกของใช้ส่วนตัวก็สำคัญไม่แพ้กัน เริ่มจากเรื่องรองเท้า ควรเลือกรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อการเดินหรือรองเท้าวิ่งโดยเฉพาะ ซึ่งมีพื้นรองรับแรงกระแทกได้ดี

 

ส่วนกระเป๋า แนะนำให้หันมาใช้เป้สะพายหลัง (Backpack) แทนกระเป๋าสะพายข้าง เพราะเป้จะช่วยกระจายน้ำหนักลงบนบ่าทั้งสองข้างอย่างสมดุล ไม่บังคับให้หลังฝั่งใดฝั่งหนึ่งต้องเกร็งรับน้ำหนักตลอดเวลา และที่สำคัญคือ พยายามอย่าใส่ของหนักจนเกินไป 

 

อย่างไรก็ตาม หากคุณมีอาการเจ็บแปลบ ชา หรือปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว นั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาเส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูก แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาที่ถูกต้อง ก่อนที่อาการจะเรื้อรัง 

 

อ้างอิง:

The post ไปเที่ยว เดินวันละหลายหมื่นก้าว ขายังไหว…แต่ทำไมหลังพัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาร์ดิโอก็แล้ว เวตก็ยก ทำไมตัวใหญ่กว่าเดิม? นี่คือ 5 สาเหตุที่คุณอาจคิดไม่ถึง https://thestandard.co/life/working-out-but-gaining-size/ Tue, 29 Jul 2025 07:50:52 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1101263

วิ่งแทบตาย เวตก็ยกไม่ขาด แต่พอส่องกระจกกลับรู้สึกว่าตัว […]

The post คาร์ดิโอก็แล้ว เวตก็ยก ทำไมตัวใหญ่กว่าเดิม? นี่คือ 5 สาเหตุที่คุณอาจคิดไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิ่งแทบตาย เวตก็ยกไม่ขาด แต่พอส่องกระจกกลับรู้สึกว่าตัวใหญ่กว่าเดิม ไหนจะตัวเลขบนตาชั่งที่ไม่กระดิก แถมบางครั้งยังหนักกว่าเดิมอีก! เราเชื่อว่านี่คงเป็นเรื่องปวดใจสำหรับใครหลายคนที่กำลังมุ่งมั่น ทุ่มเทเวลา แรงกายและแรงใจไปกับออกกำลังกาย 

 

ก่อนที่จะถอดใจล้มเลิกไป เราอยากบอกว่านี่เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับหลายคน ซึ่งสาเหตุอาจมาจากทั้งสัญญาณที่ดีว่าคุณกำลังมาถูกทาง และสัญญาณเตือน ถึงบางอย่างที่เราอาจทำพลาดไปโดยไม่รู้ตัว มาดูกันว่า 5 สาเหตุหลักที่ทำให้คุณรู้สึกว่าตัวใหญ่ขึ้นเกิดจากอะไรได้บ้าง

 

กล้ามเนื้อใหม่เพิ่มขึ้นใต้ไขมันเก่า

 

นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยและถือว่าเป็นข่าวดี สิ่งที่คุณต้องเข้าใจคือ ร่างกายกำลังสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาใต้ชั้นไขมันเดิมที่ยังอยู่ กล้ามเนื้อใหม่ที่เติบโตและแน่นขึ้นจะไปดันชั้นไขมันที่นุ่มนิ่มกว่าให้ขยายตัวออกด้านนอก ทำให้ในช่วงแรกเส้นรอบวงของแขนหรือขาอาจจะใหญ่ขึ้น แต่ที่จริงมันเป็นเพียงสภาวะชั่วคราวจนกว่าชั้นไขมันด้านบนจะบางลงและเผยให้เห็นรูปร่างของกล้ามเนื้อที่ชัดเจนขึ้นในที่สุด

 

การกักเก็บไกลโคเจนเพิ่มขึ้น

 

ไกลโคเจน (Glycogen) คือแหล่งพลังงานที่เก็บในกล้ามเนื้อ เมื่อคุณออกกำลังกาย ร่างกายจะเก็บสะสมพลังงานนี้มากขึ้น ซึ่งไกลโคเจนทุกๆ 1 กรัม จะดึงน้ำมาไว้กับตัวมัน 3-4 กรัม การเก็บน้ำที่เพิ่มขึ้นในกล้ามเนื้อนี้เองที่อาจทำให้คุณรู้สึกว่าตัวแน่นขึ้นหรือใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าคุณมีพลังงานพร้อมใช้งานมากขึ้น

 

กินเยอะขึ้นโดยไม่รู้ตัว

 

การออกกำลังกาย โดยเฉพาะการยกเวตนั้นทำให้ร่างกายใช้พลังงานเยอะ และทำให้หิวบ่อยขึ้น บางครั้งคุณอาจประเมินว่าตัวเองเบิร์นไปเยอะ เลยให้รางวัลตัวเองด้วยอาหารจานโปรด ของหวาน หรือเครื่องดื่มต่างๆ ที่มีแคลอรีแฝงอยู่ ซึ่งอาจทำให้คุณได้รับพลังงานเกินกว่าที่เผาผลาญออกไป ส่งผลให้มีไขมันสะสมเพิ่มขึ้นทับบนกล้ามเนื้อใหม่ได้

 

ความเครียดและการพักผ่อน

 

การจดจ่ออยู่กับการปั้นหุ่น ฝึกหนักเกินไป รวมไปถึงการพักผ่อนไม่พอ ทำให้ร่างกายเกิดความเครียดและหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้สามารถกระตุ้นให้ร่างกายกักเก็บน้ำ ทำให้ตัวดูบวม และน้ำหนักเพิ่มในที่สุด 

 

ร่างกายกำลังปรับองค์ประกอบ 

 

การที่ร่างกายสลายไขมันพร้อมกับสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาทดแทน คือคำตอบว่าทำไมน้ำหนักถึงไม่ลดลง แม้ช่วงแรกอาจยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน แต่เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ สัดส่วนของคุณจะดีขึ้นแน่นอน ดังนั้นอย่าเชื่อตัวเลขบนตาชั่ง แต่ให้เชื่อในกระจกและเสื้อผ้าตัวเดิมของคุณดีกว่า 

 

สุดท้ายแล้วการพิชิตหุ่นในฝันไม่ใช่การมุ่งเน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างสมดุลให้กับการดูแลสุขภาพในทุกมิติ ทั้งอาหารที่เป็นหัวใจสำคัญ, การนอนหลับที่มีคุณภาพเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู, การจัดการความเครียดที่ไม่ควรมองข้าม และที่ขาดไม่ได้คือ วินัยที่จะทำทุกอย่างอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน 

 

เมื่อองค์ประกอบทั้งหมดนี้ทำงานประสานกันอย่างลงตัว ‘รูปร่างในฝัน’ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

 

อ้างอิง:

The post คาร์ดิโอก็แล้ว เวตก็ยก ทำไมตัวใหญ่กว่าเดิม? นี่คือ 5 สาเหตุที่คุณอาจคิดไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มิติใหม่แห่งการฟื้นฟูสมองและสุขภาพวัยผู้ใหญ่ที่ PYONG Rehabilitation Penthouse https://thestandard.co/life/pyong-rehabilitation-penthouse/ Thu, 03 Jul 2025 14:04:29 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1092678 PYONG Rehabilitation Penthouse

‘คุณภาพชีวิต’ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงความสุขภาพดีไร้โรค […]

The post มิติใหม่แห่งการฟื้นฟูสมองและสุขภาพวัยผู้ใหญ่ที่ PYONG Rehabilitation Penthouse appeared first on THE STANDARD.

]]>
PYONG Rehabilitation Penthouse

‘คุณภาพชีวิต’ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงความสุขภาพดีไร้โรค แต่คือการใช้ชีวิตในทุกช่วงวัยอย่างเต็มศักยภาพและเปี่ยมด้วยความหมาย อย่างไรก็ตามเราต่างเลี่ยงไม่ได้กับเงื่อนไขของร่างกายที่ต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และบางครั้งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็นำมาซึ่งความเจ็บป่วยที่ได้แต่รอการฟื้นตัว 

 

จากจุดเริ่มต้นที่สั่งสมความเชี่ยวชาญในการดูแลอาการปวดและการฟื้นฟูระบบกระดูกและกล้ามเนื้อจนเป็นที่ไว้วางใจที่ PYONG Rehabilitation Clinic สู่การตั้งคำถามที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้คนก้าวข้ามกำแพงของข้อจำกัดเหล่านั้นไปได้ คำตอบได้ถูกนำเสนอผ่านบทใหม่ที่ถูกเขียนขึ้น ณ ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ PYONG Rehabilitation Penthouse | Neurorehabilitation & Geriatrics ที่มอบมิติใหม่ให้กับการฟื้นฟูด้วยเทคโนโลยีระดับโลกร่วมกับความเข้าใจในมนุษย์เพื่อคืนความมั่นใจและศักยภาพในการใช้ชีวิตอีกครั้ง 

 

 

What is it?

 

PYONG Rehabilitation Penthouse เป็นคลินิกเวชศาสตร์ฟื้นฟูระบบประสาท (Neurorehabilitation) และเวชศาสตร์วัยผู้ใหญ่ (Geriatrics) บนชั้น 11 ของอาคารเกษรทาวเวอร์ นำทีมโดย หมอเปียง-นพ.กันตพงศ์ ทองรงค์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูที่คร่ำหวอดในวงการ ซึ่งได้ยกระดับแนวทางการฟื้นฟูแบบองค์รวมสู่คลินิกล้ำยุคที่มีเป้าหมายชัดเจนคือ ‘คืนคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยอย่างก้าวกระโดด’ ด้วยการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูกับทีมสหวิชาชีพ (Transdisciplinary Team) แบบไร้รอยต่อบนปรัชญา Silver Age Playground ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีที่เหนือชั้นและบริการด้วยใจ

 

 

เพียงก้าวเข้ามาจะเห็นได้ว่าบรรยากาศให้ความรู้สึกเหมือนบ้านเทสต์ดี มีระดับ ด้วยการตกแต่งที่ผสมผสานระหว่างความ Conventional ในกลิ่นอายโบราณจากงานไม้ ตัดกับองค์ประกอบที่เป็น Geometric อย่างโคมไฟหรือโทนสีที่มีความโมเดิร์น ซึ่งเป็นความตั้งใจของคลินิกที่อยากให้ทุกคนที่ก้าวเข้ามาสัมผัสถึงความอบอุ่นและ Sensory ที่หลากหลาย

 

PYONG Rehabilitation Penthouse

 

“ที่นี่ไม่ใช่แค่รักษา แต่คือการ ‘ปิดลูปสุขภาพ’

โดยชั้นล่างเน้นการรักษาอาการปวดแบบเฉียบพลัน ทั้งการใช้เครื่องมือ ฉีดยา หรือบล็อกเส้นประสาท ในขณะที่ Penthouse เน้นการมองแบบภาพรวมเพื่อให้หายปวดตลอดไป เป็นการรักษาที่ระดับลึกขึ้นไปอีก เป็นการแก้ไขความผิดปกติของร่างกายโดยรวม เช่น คนที่ปวดบ่าเรื้อรัง พอมาตรวจด้วยเครื่องประเมิน Alignment อาจจะเจอว่ามีภาวะกระดูกสันหลังคด ซึ่งเป็นรากของปัญหาจริงๆ” หมอเปียงเสริม

 

 

นอกจากนี้แล้วจุดเด่นของที่นี่คือการเป็น One-Stop Service ที่มีทีมแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา ทั้งหมอหัวใจ สมอง วัยผู้ใหญ่ รวมถึงนักกำหนดอาหารที่สามารถตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคได้เหมือนโรงพยาบาล ไปจนถึงการตรวจ DNA เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคในอนาคต  

 

 

เรียกว่าการที่คุณเดินเข้ามาในเพนต์เฮาส์แห่งนี้ สิ่งที่คุณทำคือการทิ้งตัว แล้วทางคลินิกจะประเมินและวางแผนสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้เอง 

 

Experience

 

PYONG Rehabilitation Penthouse จะมีมิติการดูแล 3 ระดับ เริ่มจาก

 

ระดับที่ 1 ซึ่งเป็นการป้องกันเชิงรุกเพื่อการสูงวัยอย่างมีคุณภาพและการวิเคราะห์ชีวภาพเชิงลึกระดับโมเลกุล สิ่งที่เราต้องทำเป็นอันดับแรกคือ Advanced Full Body Analysis ผ่านการทำท่าทางตามที่เทอราปิสต์แนะนำ ไม่ว่าจะเป็นการยืนตัวตรง ยืนทรงตัวขาเดียว หรือยกแขนสูงสควอต

 

PYONG Rehabilitation Penthouse

 

ซึ่งทางคลินิกจะมีเทคโนโลยีที่สามารถถ่ายรูปร่างเรา แล้วประเมินโครงสร้าง ท่าทาง การทรงตัว รูปแบบการเคลื่อนไหว และการตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบในร่างกายอย่างละเอียดได้ทันที 

 

 

นวัตกรรมสุดล้ำนี้อาจทำให้คุณช็อกกับสภาวะร่างกายที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน เช่น ความบิดเบี้ยวของกระดูกสันหลัง ระดับความตึงของกล้ามเนื้อ และส่วนที่กล้ามเนื้ออ่อนแอ เป็นต้น ข้อมูลในส่วนนี้ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการออกแบบโปรแกรมป้องกันเฉพาะบุคคล 

 

 

ระดับที่ 2 จะเป็นการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับสูง และการจัดการความปวดอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น Local Approach ที่ดูแลความปวดเฉพาะจุดอย่างแม่นยำโดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ด้วยเทคโนโลยี เช่น PMS, Focused Shockwave, High Power Laser 

 

 

ในขณะที่ Global Approach จะเป็นการฟื้นฟูโครงสร้างร่างกายและการเคลื่อนไหวโดยนักกายภาพบำบัด เพื่อแก้ไขปัญหาความปวดในระยะยาว ซึ่งที่นี่ก็มียิมขนาดคอมแพกต์ที่มีอุปกรณ์ครบยันเครื่องพิลาทิส ถือว่าตอบโจทย์สำหรับใครที่อยากจัด Alignment ร่างกาย (เช่นเรา) เป็นอย่างยิ่ง 

 

 

ส่วนในระดับที่ 3 จะเป็นขีดสุดแห่งการฟื้นฟูที่งัดรวมความล้ำขั้นสุดมาไว้ด้วยกัน โดยมีแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูเป็นผู้นำทีม วางกลยุทธ์การรักษาเฉพาะบุคคลอย่างแม่นยำร่วมกับนักกายภาพบำบัด โดยประยุกต์ใช้หลักการ Neuroplasticity และ Biomechanics 

 

ไฮไลต์เรือธงของที่นี่คือ ‘ระบบหุ่นยนต์ช่วยฝึกเดิน’ (Wearable Exoskeletons) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอัมพาตที่ไม่สามารถเดินได้ ให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง 

 

PYONG Rehabilitation Penthouse

 

เทคโนโลยีสุดล้ำนี้ถูกนำเข้าจากอิตาลี เป็นตัวแรกและตัวเดียวในประเทศไทย แถมยังมีราคาสูงลิ่วชนิดที่ซื้อรถผู้บริหารได้หลายคัน 

  

 

ทางเรามีโอกาสได้สัมผัสหุ่นยนต์ดังกล่าวแล้วต้องบอกว่ามันล้ำจริงๆ แต่ละก้าวมีความแม่นยำ ซึ่งเราเชื่อว่าผู้ป่วยที่ได้มีโอกาสมาลองฟื้นฟูด้วยตัวเองคงสัมผัสได้ถึงความหวังครั้งใหม่ได้ไม่น้อย 

 

 

นอกจากนี้ยังมีหุ่นยนต์ฝึกการใช้มือสำหรับผู้ป่วย Stroke ที่มือข้างหนึ่งอาจใช้งานไม่ได้ โดยผู้ป่วยจะสามารถใช้ข้างที่ยังดีอยู่เป็นแม่แบบ เพื่อให้อีกข้างที่เป็นอัมพาตขยับตาม 

 

 

อีกทั้งยังมีการฝึกร่วมกับนักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapists) ที่จะช่วยเป็นอีกแรงผลักดันในการฟื้นฟูความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ผ่านกิจกรรมบำบัดที่สร้างสรรค์และโปรแกรมเสริมสร้างการรับรู้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยจากโปรแกรมการฟื้นฟูทั้งหมด 

 

 

Result

 

จากการได้ลองสัมผัสโปรโตคอลของทางคลินิกตั้งแต่สเต็ปแรกยันจบ เราสรุปได้ว่าที่นี่เป็นคลินิกที่มีความ Aggressive กับศาสตร์การรักษา ผ่านศาสตร์การฟื้นฟูและเทคโนโลยีที่คัดสรรมาอย่างดีที่สุด สามารถมาปิดลูปการรักษาได้ครบในที่เดียว

 

Good For

 

คนที่มองหาวิถีการฟื้นฟูสมองและร่างกายที่เข้าถึงง่าย 

สามารถเข้ามาใช้บริการได้บ่อยและนานเท่าที่ร่างกายไหวด้วยระบบ Subscription Model 

 

นอกจากนี้ยังเหมาะกับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำและอยากเพิ่มประสิทธิภาพให้กับร่างกาย แก้สรีระให้ถูก รวมใครก็ตามที่อยากยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นชนิดที่ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ร่างกายมีปัญหา  

 

 

PYONG Rehabilitation Penthouse

Open: ทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น.

Address: 11th Floor, Gaysorn Tower 

Tel: 088 589 0935

Website: https://pyongrehab.com/

Instagram: https://www.instagram.com/pyongrehab/

Facebook: https://www.facebook.com/profile.php?id=61577066823410

Map: 

 

The post มิติใหม่แห่งการฟื้นฟูสมองและสุขภาพวัยผู้ใหญ่ที่ PYONG Rehabilitation Penthouse appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ยิ่งกล้ามเนื้อแข็งแรง ภูมิคุ้มกันก็ยิ่งดี’ ศาสตร์ใหม่การดูแลผู้สูงวัยที่โลกกำลังจับตา [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/life/muscle-strength-elderly-care/ Fri, 09 May 2025 10:00:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1069299

นับตั้งแต่โควิด-19 อุบัติและระบาดไปทุกทวีปทั่วโลก ‘ภูมิ […]

The post ‘ยิ่งกล้ามเนื้อแข็งแรง ภูมิคุ้มกันก็ยิ่งดี’ ศาสตร์ใหม่การดูแลผู้สูงวัยที่โลกกำลังจับตา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับตั้งแต่โควิด-19 อุบัติและระบาดไปทุกทวีปทั่วโลก ‘ภูมิคุ้มกัน’ กลายเป็นวาระสำคัญในชีวิตของคนทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและกลุ่มผู้สูงอายุเพราะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่หากติดเชื้อจะทำให้มีอาการรุนแรงกว่าผู้ป่วยที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันปกติ

 

ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์หรือกินอาหารเสริมที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เราต่างเรียนรู้วิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงด้วยแนวคิดเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก

 

แต่จริงๆ แล้วการดูแลและสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพราะมีงานวิจัยชี้ชัดแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง ‘กล้ามเนื้อ’ และ ‘ภูมิคุ้มกัน’ ที่ว่า ยิ่งกล้ามเนื้อน้อย ภูมิคุ้มกันก็ยิ่งลด

 

เมื่อย่างเข้าอายุ 40 ปีขึ้นไปมวลกล้ามเนื้อจะค่อยๆ ลดลงประมาณ 1-2% ต่อปี และหลังอายุ 70 ปีขึ้นไปความแข็งแรงของกล้ามเนื้อก็จะลดลงในอัตราเร่งขึ้นคือประมาณ 1.5% ต่อปี ทำให้เสี่ยงต่อการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือมีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) [1],[2]

 

 ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia)

หลังอายุ 70 ปีขึ้นไป ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะลดลงประมาณ 1.5% ต่อปี

 

ข้อกังวลไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวที่ลำบากเสี่ยงล้มบาดเจ็บหรือเหนื่อยง่าย แต่เพราะงานวิจัยทางการแพทย์ชี้ชัดว่ากล้ามเนื้อลดลงจะส่งผลโดยตรงต่อภูมิคุ้มกัน เพราะ กล้ามเนื้อช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าภูมิคุ้มกันลดลงก็จะติดเชื้อและป่วยง่ายขึ้น

 

ดังนั้นศาสตร์การดูแลผู้สูงวัยที่ทั่วโลกกำลังจับตาจึงพุ่งประเด็นไปที่การดูแลทั้งกล้ามเนื้อและภูมิคุ้มกันไปพร้อมๆ กัน แนวทางที่มีประสิทธิภาพคือทำให้ร่างกายได้รับสารอาหาร HMB และ YBG พร้อมกัน

 

สุดยอดสารอาหารเสริมเกราะภูมิคุ้มกันของผู้สูงวัย ลิงค์ icon

 

 

เสริมเกราะภูมิคุ้มกันให้สูงวัยด้วย ‘YBG’

 

แล้ว YBG คืออะไร ทำไมถึงได้รับความสนใจในฐานะ ‘สุดยอดสารอาหารเสริมเกราะภูมิคุ้มกัน’ ที่เหมาะกับคนสูงวัย?

 

YBG หรือชื่อเต็มๆ คือ เบต้ากลูแคน เป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบและเพิ่มกลไกการป้องกันของร่างกายต่อเชื้อโรค โดยเฉพาะการลดการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกี่ยวข้องกับจมูก ลำคอ คอหอย กล่องเสียง เช่น อาการเจ็บคอ จาม คัดจมูก และไอ [3]

 

การศึกษาประสิทธิภาพของ YBG ต่อการแสดงออกของเซลล์ภูมิคุ้มกันพบว่า หากได้รับ YBG 250 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน จะช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกันและช่วยลดโอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น เจ็บคอ ไอ จาม น้ำมูกไหล ได้ถึง 65% [5]

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า หากได้รับ YBG อย่างต่อเนื่องยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันมากถึง 3 ประการ คือ 1. ลดโอกาสการติดเชื้อหวัด 2. ลดจำนวนวันของการเป็นหวัด และ 3. ลดอาการของการเป็นหวัด

 

สารอาหารเสริมสร้างและชะลอการสลายตัวของมวลกล้ามเนื้อ

 

เสริมสร้างและชะลอการสลายตัวของมวลกล้ามเนื้อด้วยHMB’

 

อย่าลืมปัจจัยสำคัญอย่างการเสริมสร้างและชะลอการสลายตัวของมวลกล้ามเนื้อด้วย ‘HMB’ หรือ Beta-hydroxy-beta-methyl butyrate (เบต้า ไฮดรอกซี เบต้า เมทิลบิวไทเรต) สารอาหารจากกรดอะมิโนลิวซีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ โดย HMB จะช่วยเสริมสร้างและชะลอการสลายตัวของมวลกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้น [7] โดยเฉพาะคนสูงวัยที่ปริมาณ HMB ในร่างกายอาจลดลง และเมื่อรับประทานควบคู่กับโปรตีนคุณภาพดีหลายชนิดจะช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้อแข็งแรงยิ่งขึ้น

 

 

แม้ว่าปัจจุบันการรับประทานอาหารสูตรครบถ้วนที่มี HMB และ YBG จะเป็นทางเลือกสำหรับผู้สูงวัยที่ต้องการดูแลกล้ามเนื้อและภูมิคุ้มกันไปพร้อมๆ กัน  แต่อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายเบาๆ เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ทุกมื้อก็ยังเป็นแนวทางการดูแลสุขภาพที่ต้องทำเป็นประจำเช่นกัน เมื่อกล้ามเนื้อกับภูมิคุ้มกันถูกพิสูจน์แล้วว่าเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด คำถามสำคัญคือ เราได้เริ่มดูแลกล้ามเนื้อให้ดีพอแล้วหรือยัง เพื่อที่เราจะได้มีภูมิคุ้มกันและสุขภาพที่ดี

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3GW8wyi

 

อ้างอิง:

The post ‘ยิ่งกล้ามเนื้อแข็งแรง ภูมิคุ้มกันก็ยิ่งดี’ ศาสตร์ใหม่การดูแลผู้สูงวัยที่โลกกำลังจับตา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยังไม่แก่ แต่เข่าลั่นดังกรอบแกรบ จัดการอย่างไรดี? https://thestandard.co/life/knee-cracking-solutions/ Fri, 22 Nov 2024 13:10:12 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1011824

เสียงกรอบแกรบจากข้อเข่าลั่น เป็นสัญญาณเตือนที่หลายคนมัก […]

The post ยังไม่แก่ แต่เข่าลั่นดังกรอบแกรบ จัดการอย่างไรดี? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เสียงกรอบแกรบจากข้อเข่าลั่น เป็นสัญญาณเตือนที่หลายคนมักมองข้าม โดยเฉพาะในวัยทำงานที่ยังรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงดี แต่รู้หรือไม่ว่าเสียงเล็กๆ เหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ ซึ่งถ้าปล่อยไว้อาจนำไปสู่ปัญหาข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร

 

ยิ่งในยุคที่คนทำงานต้องนั่งนานๆ ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ หรือบางคนกลับกันคือออกกำลังกายหนักเกินไป ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาข้อเข่าได้ทั้งสิ้น แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเสียงเข่าลั่นแบบไหนที่ต้องระวัง? อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง? และเราจะป้องกันหรือแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร? มาทำความเข้าใจและหาทางป้องกันก่อนที่ปัญหาเล็กๆ จะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

 

เสียงเข่าลั่นมีลักษณะอย่างไร

อาการเข่าลั่นหมายถึงเมื่อขยับเหยียดงอข้อเข่าแล้วมีเสียงดัง โดยทั่วไปเสียงดังนั้นสามารถเกิดได้จากตัวข้อต่อเองและตัวเส้นเอ็นรอบๆ ข้อเข่า ซึ่งจะแยกกันง่ายๆ ได้ดังนี้

  • เสียงเข่าลั่นจากผิวข้อต่อ มีจุดกำเนิดเสียงมาจากผิวของกระดูกในข้อครูดกัน จะมีเสียงดัง ‘ครืดๆ’ เหมือนหินลากกระทบกันในขณะที่มีการขยับงอเหยียด เช่น ตอนลุกจากท่านั่ง ตอนเดิน หรือตอนย่อตัว
  • เสียงเข่าลั่นจากตัวข้อต่อไม่ลงล็อก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกสะบ้าที่อาจจะไม่อยู่ในตำแหน่งปกติ เคลื่อนออกจากร่องกระดูกต้นขา มักเกิดจากกล้ามเนื้อต้นขาไม่สมดุลกัน กล่าวคือกล้ามเนื้อหน้าขาด้านในเข่าอ่อนแอกว่าด้านนอก ทำให้ลูกสะบ้าถูกดึงไปด้านข้างจนเคลื่อนตกร่อง เมื่อเรางอเข่าลูกสะบ้าจะถูกดันกลับมาที่เดิมจนเกิดเสียงดัง ‘กึก’ ได้
  • เสียงเข่าลั่นจากเส้นเอ็นรอบๆ หัวเข่าที่มีความตึงมากๆ หรือกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อเข่าตึงมากจนทำให้เส้นเอ็นที่เกาะรอบๆ ข้อเข่ามีความเครียดสูง ทำให้ข้อต่อแคบลงและมีเสียง ‘ป๊อป’ ซึ่งเป็นเสียงของอากาศที่แทรกออกจากเอ็นรอบๆ ข้อนั้น เสียงมักจะเกิดขณะมีการขยับหรือดึงข้อ เป็นเสียงลั่นป๊อปแล้วหายไป พอขยับต่อก็มักจะไม่มีเสียงอีก

 

เสียงเข่าลั่นเกิดจากอะไรบ้าง

โดยทั่วไปเสียงเข่าลั่นมักเกิดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะข้อเสื่อม ลักษณะของเสียงมักจะเป็นเสียงที่ลั่นจากตัวข้อต่อ แต่ก็อาจจะมีเสียงจากเอ็นรอบๆ ร่วมด้วย เนื่องจากอายุที่มากขึ้น ร่างกายมีความเสื่อมไปตามกาลเวลา ร่วมกับการใช้งานตัวข้อต่อ ทั้งนั่ง ยืน เดิน วิ่ง หรือกระโดดมานาน ทำให้ตัวผิวข้อส่วนที่เป็นกระดูกอ่อนบางลงเรื่อยๆ น้ำในข้อเข่าลดลงและเกิดการเสียดสีของผิวข้อ ทำให้เกิดเสียงดังดังกล่าวได้ ทั้งนี้ การเสียดสีจะทำให้ขอบกระดูกของข้อเข่าค่อยๆ งอกเพิ่มขึ้น ทำให้ข้อดูใหญ่ขึ้นและเริ่มเจ็บนั่นเอง

 

แต่หากมีอาการเข่าลั่นตั้งแต่อายุยังไม่มากมักเกิดจากการใช้งานมากจนทำให้เกิดความผิดปกติในส่วนต่างๆ ของข้อเข่า ทั้งกระดูกตกร่อง กระดูกอ่อนผิวข้อกร่อน หรือแม้แต่กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบๆ ตึงตัวกว่าปกติ ทั้งนี้ หากมีการใช้งานมากหรือน้อยเกินไปจนทำให้เกิดความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อก็ยิ่งทำให้เกิดเสียงในข้อเข่าได้มากขึ้น

 

เสียงเข่าลั่นในวัยทำงานเกิดจากอะไร

วัยรุ่นหรือวัยทำงานที่มีเข่าลั่นโดยทั่วไปมักไม่ได้เกิดจากความเสื่อม แต่เกิดจากการใช้งานข้อเข่ามากเกินไป ร่วมกับกล้ามเนื้อไม่สมดุล (Muscle Imbalance) โดยเฉพาะในกลุ่มกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า สะโพก และกล้ามเนื้อแกนกลาง ซึ่งจัดเป็นกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของข้อเข่า (Knee Stabilizer) ซึ่งหากกล้ามเนื้อ 3 กลุ่มนี้อ่อนแอหรือตึงตัวมาก จะทำให้การถ่ายน้ำหนักขณะยืนและเดินไม่ปกติ และแรงกระทำต่างๆ จะซับ (Force Loading) อยู่ที่ข้อเข่ามากกว่าปกติจนทำให้เกิดความผิดปกติของโครงสร้างได้ทั้ง 3 แบบดังที่กล่าวไปแล้ว และเกิดเสียงจากข้อเข่าได้ ซึ่งหากไม่จัดการการใช้ข้อต่ออย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ จะทำให้เจ็บในขณะใช้งาน รบกวนชีวิตประจำวัน รวมถึงการออกกำลังกายและเล่นกีฬา และยังทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าวัยอันควรได้

 

ความเสี่ยงในการเกิดเสียงเข่าลั่น

ความเสี่ยงในการเกิดเสียงเข่าลั่นในคนวัยทำงานมีหลายข้อ อาทิ การใช้ข้อต่อหนักเกินไปอย่างการออกกำลังกายที่มีการกระแทกเป็นประจำโดยไม่ได้ยืดเหยียดกล้ามเนื้อหรือเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อพยุงข้อเข่าและกล้ามเนื้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สะโพกและแกนกลางลำตัว ตัวอย่างของคนกลุ่มนี้คือนักกีฬาวิ่งที่ไม่ได้มีการออกกำลังกายอื่นๆ เพื่อเสริมสมรรถภาพกล้ามเนื้อ

 

การมีกิจกรรมทางกายน้อย (Low Physical Activity)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่นั่งทำงานนานๆ ในแต่ละวัน ทำให้กล้ามเนื้อหลังล่าง หน้าท้อง สะโพกและกล้ามเนื้อขา ตึงตัวและอ่อนแอลง ซึ่งกล้ามเนื้อ 3 ส่วนนี้มีผลในการพยุงตัวของข้อเข่า (Knee Stability) หากกล้ามเนื้อชุดนี้ไม่แข็งแรงและเกิดความไม่สมดุลก็จะทำให้เมื่อเรายืนหรือเดินน้ำหนักจะถูกซับที่ข้อเข่ามากกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเกิดเสียงในข้อเข่าได้ดังที่กล่าวมาแล้ว

 

ผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อต้นขามาก่อนจนทำให้กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแอ หากมีกิจกรรมที่ต้องยืนและเดินมาก หรือกระแทกบ่อยๆ กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้ามักจะมีความไม่สมดุลและทำให้สะบ้าเคลื่อนออกด้านนอกได้ง่ายและเกิดเสียงเมื่องอเข่าได้

 

การเกิดอุบัติเหตุที่ข้อเข่า

การเกิดอุบัติเหตุที่ข้อเข่าหรือเคยมีประวัติการบาดเจ็บ ฉีกขาดของเอ็นและหมอนรองกระดูกในข้อเข่า หากไม่ได้รับการรักษาหรือกายภาพบำบัดอย่างถูกต้องก็จะทำให้มีเสียงในข้อเข่าและเกิดภาวะเข่าเสื่อมได้เร็วขึ้น

 

หากเริ่มมีเสียงเข่าลั่นควรทำอย่างไร

เมื่อเริ่มได้ยินเสียงในข้อเข่าสิ่งแรกที่ควรสังเกตคือมีอาการเจ็บปวดหรือทำให้เดินผิดปกติหรือไม่ หากมีร่วมด้วยควรเริ่มปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและวินิจฉัยได้เลย เนื่องจากอาการเจ็บมักเป็นสัญญาณของการอักเสบที่โครงสร้างใดๆ ในข้อเข่า เมื่อรักษาอาการอักเสบแล้วเสียงในข้อเข่าอาจจะหายไป แต่หากไม่หายไปก็ต้องแก้ไขปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะมีได้ดังที่กล่าวมาแล้ว เช่น การใช้งานหรือการออกกำลังกายที่ถูกวิธี แต่หากไม่มีอาการเจ็บเข่าร่วมด้วย การแก้ไขเบื้องต้นด้วยตัวเองนั้นสามารถทำได้โดยการปรับพฤติกรรม

 

เริ่มจากดูแลกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อรอบๆ เข่าและสะโพก เช่น การยืดกล้ามเนื้อต้นขาท่าเหยียดเข่าตรงและก้มลงแตะปลายเท้า ท่ายืนพับเข่าไปทางด้านหลังและจับไว้ การยืดกล้ามเนื้อน่องด้วยท่าดันกำแพงหรือนอนดึงผ้า การยืดเหยียดกล้ามเนื้อสะโพกด้วยท่าเลข 4 และกอดเข้าหาตัว เป็นต้น

 

ดูแลกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกายเสริมกำลังกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อเข่า เช่น การออกกำลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps Exercise) โดยการนั่งบนเก้าอี้ที่มั่นคงและเหยียดเข่าตรงพร้อมกระดกข้อเท้าค้างไว้ ซึ่งสามารถหนีบลูกบอลไว้ระหว่างเข่าทั้ง 2 ข้างในขณะทำท่านี้เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อต้นขาด้านในให้ทำงานได้ดีขึ้นด้วย การออกกำลังกายกล้ามเนื้อรอบสะโพก เช่น ท่านอนยกก้น (Bridging) หรือท่าเปิดฝาหอย (Clamshell Exercise) โดยอาจจะทำ 10-15 วินาทีแล้วพัก ทำวันละ 30-50 ครั้งต่อข้าง พยายามให้มีกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) ให้มากขึ้นและนั่งเป็นเวลาสั้นลงหากสามารถทำได้

 

หากมีการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา ควรมีการสลับการใช้ข้อต่อและกล้ามเนื้อ สลับชนิดกีฬาเพื่อลดการกระแทกอย่างต่อเนื่องซ้ำๆ ในข้อเข่าเพียงข้อเดียว เช่น วิ่งสลับกับว่ายน้ำ ทั้งนี้ ควรมีวันพักเพื่อให้ข้อต่อมีการฟื้นฟูที่เหมาะสม นอกจากนั้นการยืดเหยียดและการเวตเทรนนิ่งกล้ามเนื้อแกนกลาง สะโพก ขา และส่วนอื่นๆ ก็ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ทำงานออฟฟิศหรือเล่นกีฬา เพื่อลดโอกาสการเกิดกล้ามเนื้อไม่สมดุล ซึ่งเป็นสาเหตุของออฟฟิศซินโดรมและการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา รวมถึงการเจ็บเข่าและเข่าลั่นด้วย

 

ในการปรับพฤติกรรมและออกกำลังกายทั้ง 4 ข้อนี้สามารถเริ่มทำในทุกเพศวัย แม้ไม่มีอาการเข่าลั่นหรือเจ็บเข่าก็สามารถทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเข่าลั่นหรือเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร แต่หากทำแล้วมีอาการมากขึ้นแนะนำให้พบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อรักษา รวมทั้งปรับท่าทางและปรับโปรแกรมความหนักในการออกกำลังกายไม่ให้ผิดและหนักมากจนเกินไป

 

สรุปว่าอาการ ‘เข่าลั่น’ ในวัยทำงานนั้นไม่อันตราย แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องเริ่มหันกลับมาดูแลร่างกายให้มากขึ้น เพราะหากปล่อยเอาไว้เมื่ออายุมากขึ้นอาจจะทำให้เกิดอาการเข่าเสื่อมก่อนวัย ทั้งนี้ หากเริ่มออกกำลังกายอย่างถูกต้องตั้งแต่วันนี้ นอกจากจะสามารถแก้ปัญหาเข่าลั่นได้แล้ว ยังทำให้สุขภาพดีขึ้นได้ในระยะยาวอีกด้วย

The post ยังไม่แก่ แต่เข่าลั่นดังกรอบแกรบ จัดการอย่างไรดี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 ประโยชน์ของการแช่น้ำออนเซน https://thestandard.co/onsen-7-benefits/ Thu, 07 Dec 2023 04:33:14 +0000 https://thestandard.co/?p=874295 การแช่น้ำออนเซน

พยากรณ์อากาศโดยกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าช่วง 2-3 วันนี้ […]

The post 7 ประโยชน์ของการแช่น้ำออนเซน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การแช่น้ำออนเซน

พยากรณ์อากาศโดยกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าช่วง 2-3 วันนี้คาดว่าอุณหภูมิจะลดลงกับมีลมแรง โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส กรุงเทพฯ และปริมณฑลอุณหภูมิจะลดลงเล็กน้อย แต่สำหรับใครหลายคนช่วงที่อากาศเย็นลงมักจะนึกถึงการแช่ออนเซน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จะทำคนเดียวหรือจะชวนเพื่อนๆ ไปจอยกันก็ยังได้อีกด้วย THE STANDARD LIFE จึงอยากมาเปิดประโยชน์ของการแช่น้ำออนเซน เผื่อใครอยากจะไปพักกายและหย่อนใจที่บ่อน้ำอุ่นๆ ตามแหล่งสปาที่มีออนเซนดูบ้าง

 

 

ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

น้ำอุ่นในออนเซนช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ลดอาการตึงและเจ็บปวด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเมื่อยล้าจากการทำงานหรือออกกำลังกาย

 

 

กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต

การแช่ตัวในน้ำอุ่นช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปยังอวัยวะต่างๆ ได้ดีขึ้น

 

 

ลดความเครียดและความวิตกกังวล

การแช่น้ำออนเซนช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ลดความเครียดและความวิตกกังวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น 

หลังจากแช่น้ำออนเซนร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายและมีคุณภาพมากขึ้น

 

 

บำรุงผิวพรรณ

น้ำแร่ในออนเซนมีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวดูสุขภาพดีและชุ่มชื่น เพราะเต็มไปด้วยแร่ธาตุดีๆ มากมายที่เป็นประโยชน์ต่อผิว

 

 

ช่วยในการล้างพิษ

นอกจากจะได้ผ่อนคลายความปวดเมื่อยของร่างกาย การแช่น้ำออนเซนยังช่วยให้ร่างกายขับของเสียและพิษออกมาผ่านเหงื่อได้ดีด้วย

 

 

เสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดี

การแช่น้ำออนเซนสามารถช่วยให้จิตใจสงบและเพิ่มความรู้สึกผ่อนคลาย รวมทั้งช่วยให้คุณได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและมีโอกาสพบปะผู้คนใหม่ๆ

The post 7 ประโยชน์ของการแช่น้ำออนเซน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออกกำลังแบบไหนดีถ้าอยากมีกล้ามหน้าท้องเป็นร่อง 11 https://thestandard.co/life/how-to-11-line-abs/ Sat, 21 Oct 2023 07:53:51 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=857153

หลายปีมานี้เทรนด์สาวสวยสุขภาพดีกำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นส […]

The post ออกกำลังแบบไหนดีถ้าอยากมีกล้ามหน้าท้องเป็นร่อง 11 appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลายปีมานี้เทรนด์สาวสวยสุขภาพดีกำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นสาวร่างเล็กหรือร่างใหญ่หากมีหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มก็จะมองไม่เบื่อเลยทีเดียว หากพูดถึงคำนิยามของคำว่า ‘สาวหุ่นเฟิร์ม’ นั้นก็จะหมายถึงหุ่นที่กระชับ ไม่มีไขมันส่วนเกินจนกระทั่งสามารถเห็นลายกล้ามเนื้อได้

 

สำหรับหุ่นที่สาวๆ ใฝ่ฝันมากที่สุดอันหนึ่งก็คือการมีหน้าท้องแบนราบจนเผยให้เห็น ร่อง 11 ซึ่งก็คือลายขอบนอกของชุดกล้ามเนื้อหน้าท้องของเรานั่นเอง แต่หลายๆ คนกลับพบว่าไม่ว่าจะออกกำลังกายยังไงก็ยังไม่เห็นร่องนี้สักที แบบนี้ควรทำยังไงดีนะ? หมอจะมาไขทุกข้อสงสัยสำหรับทุกคนที่อยากมีกล้ามหน้าท้องแบบนี้ เพื่อให้รู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่งหุ่นเป๊ะแบบที่ต้องการ

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

กล้ามเนื้อหน้าท้องแบบ ร่อง 11 คืออะไร?

 

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ‘ร่อง 11’ นั้นเป็นคำเรียกของลายกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เมื่อมองแล้วเหมือนมีเส้นตรงแนวดิ่งคล้ายเลข 11 คร่อมสะดือที่อยู่แกนกลางของหน้าท้องนั่นเอง โดยร่องนี้นั้นเป็นลายของขอบเขตท้องชั้นนอกสุดที่ชื่อว่า Rectus Abdominis Muscles ซึ่งถูกแบ่งด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีลักษณะคล้ายเส้นเอ็น หรือเรียกว่า Aponeuroses แบ่งกล้ามเนื้อให้มีลักษณะคล้ายขนมปังหัวกะโหลก 6 ลูกที่ยังเรียงตัวติดกันอยู่ในถาด หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ซิกซ์แพ็ก (Six Pack) นั่นเอง กล้ามเนื้อซิกซ์แพ็กนั้นแม้อยู่ชั้นนอกสุดแต่ก็ยังมีผิวหนังและไขมันใต้ผิวหนังปกคลุมอยู่ ดังนั้นหากเราสามารถกำจัดไขมันหน้าท้องได้ดีก็จะทำให้สามารถมองเห็นลายของกล้ามเนื้อท้องเป็น ร่อง 11 หรือต่อมาเป็นซิกซ์แพ็กได้ถ้าทำอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

 

 

ต้องทำอย่างไรจึงจะเห็นหน้าท้องสวยงามมี ร่อง 11

 

สิ่งแรกคือต้องมีวินัยทั้งการคุมอาหารและการออกกำลังกาย หากทำแค่อย่างใดอย่างหนึ่งอาจจะทำให้ถึงฝั่งฝันได้ช้าหรือไม่สำเร็จเลยก็ได้ ทั้งนี้ อาหารและเครื่องดื่มที่มีรายงานว่าส่งเสริมให้มีไขมันหน้าท้องนั้นมักจัดอยู่ในกลุ่มไขมัน โดยเฉพาะไขมันทรานส์ แป้งกับของหวาน และที่สำคัญคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้นถ้าเราออกกำลังกายอย่างเต็มที่แต่ไม่ได้ควบคุมปริมาณอาหารดังกล่าว แม้ว่ากล้ามเนื้อหน้าท้องจะฟิตแอนด์เฟิร์มแค่ไหนก็จะมองไม่เห็น ร่อง 11 หรือที่หลายๆ คนเรียกกันขำๆ ว่าหมูที่แข็งแรงนั่นเอง

 

 

แล้วควรออกกำลังกายอย่างไรให้มี ร่อง 11

 

ในส่วนของการออกกำลังกายให้มี ร่อง 11 หรือมีซิกซ์แพ็กที่สวยงามนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

 

1. การออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อ หรือเวตเทรนนิ่งหน้าท้องให้มีความเฟิร์ม เพื่อให้มีใยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและมองเห็นชัด ไม่ผสานไปกับตัว Aponeuroses ที่แบ่งขอบเขตกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ดังกล่าว กับกล้ามเนื้อท้องด้านข้างและกล้ามเนื้ออื่นๆ ที่ใกล้เคียง เพื่อให้เห็น ร่อง 11 ให้ชัดจะต้องเวตเทรนนิ่งกล้ามหน้าท้องให้ครบทุกส่วนจึงจะได้ผลดีที่สุด โดยสามารถแบ่งกล้ามเนื้อหน้าท้องออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

 

  • กล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบน คือส่วนที่ต่อลงมาจากช่วงช่องอกไปจนถึงระดับสะดือ การเวตเทรนนิ่งกล้ามเนื้อส่วนนี้เดิมนิยมการทำท่า Sit-Up ซึ่งคือท่านอนหงายชันเข่า 2 ข้างแล้วยกเฉพาะลำตัวขึ้นมาให้ชิดเข่าที่ชันไว้ แต่ในปัจจุบันจากการศึกษามากมายนิยมให้ออกกำลังกายในท่า Crunch มากกว่า ซึ่งทำได้โดยการเซ็ตท่านอนหงายชันเข่า 2 ข้างแล้วยกตัวขึ้นแค่เพียงให้สะบักพ้นจากพื้นเท่านั้น เพื่อเน้นเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านบน ซึ่งท่านี้จะช่วยลดการเหวี่ยงหลังล่าง กล้ามเนื้ออกและกล้ามเนื้อพับสะโพกของท่า Sit-Up ที่มักทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อโดยเฉพาะหลังล่างได้ ตามปกติการเวตเทรนนิ่งจะทำท่าต่างๆ เหล่านี้จำนวน 10-12 ครั้ง 3-4 เซ็ตต่อวัน เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด

 

 

  • กล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่าง คือกล้ามเนื้อที่ต่อลงมาจากท้องส่วนบนที่บริเวณสะดือลงมาจนเหนือสะโพก การเวตเทรนนิ่งกล้ามเนื้อนี้ทำได้โดยท่าที่เรียกว่า Leg Raise ทำได้โดยการนอนหงายขา 2 ข้างเหยียดตรงและค่อยๆ ยกขาทั้ง 2 ข้างขึ้น 45-60 องศา จากนั้นค่อยๆ เคลื่อนขาลงมาจนเกือบถึงพื้นแล้วยกขึ้นใหม่โดยไม่มีอาการเหวี่ยงสะโพกหรือลำตัว ทำ 10-12 ครั้ง 3-4 เซ็ตต่อวัน หากทำแล้วหลังล่างลอยจากพื้นหรือปวดหลังล่าง ให้สอดมือทั้ง 2 ข้างไว้ที่บริเวณรอยต่อระหว่างหลังล่างกับสะโพกจะรู้สึกดีขึ้นได้

 

 

  • กล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้าง คือกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านข้างของกล้ามเนื้อซิกซ์แพ็ก หรือบริเวณเอวคอดของเรา หากเวตเทรนนิ่งให้กระชับจะทำให้มีเอวคอดที่สวยงาม ท่าที่นิยมทำคือท่า Russian Twist ทำได้โดยการนั่งบนพื้นร่วมกับชันเข่า แล้วบิดลำตัวเอามือแตะพื้นด้านข้างของลำตัวซ้ายขวาสลับกันช้าๆ โดยที่สะโพกไม่ขยับไปด้วย 10-12 ครั้ง 3-4 เซ็ตต่อวันเช่นกัน

 

 

ทั้งนี้ ท่าที่แนะนำเป็นเพียงท่าตัวอย่างที่เป็นที่นิยมและสามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้าน แต่ความจริงแล้วยังมีอีกหลายท่าที่ช่วยในการออกกำลังกายหน้าท้องส่วนต่างๆ ได้ และที่สำคัญเราควรออกกำลังกายส่วนอื่นๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหลังและสะโพก เพื่อให้เกิดกล้ามเนื้อพยุงแกนกลางลำตัว (Core Stabilizer Muscles) ที่แข็งแรง และลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่งในบริเวณนั้นขึ้นในภายหลัง ซึ่งท่าออกกำลังกายที่ช่วยเสริมกล้ามเนื้อกลุ่มแกนกลางนี้ยกตัวอย่างเช่นท่า Plank ที่มีทั้ง Plank ปกติ และ Side Plank รวมถึงท่าที่ยากขึ้นตามระดับความแข็งแรงของเราอีกด้วย ฯลฯ

 

 

2. การออกกำลังกายคาร์ดิโอ หรือแอโรบิก ซึ่งหมายถึงการออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ในร่างกายตั้งแต่ 2 ชุดขึ้นไป ให้มีการขยับต่อเนื่องเป็นเวลา 30 นาที หรือนานกว่านั้น เช่น การวิ่งหรือปั่นจักรยานที่ใช้กล้ามเนื้อสะโพก ขา และแกนกลางลำตัว หรือการพายเรือที่ใช้กล้ามเนื้อแขน หัวไหล่ อก และแกนกลางลำตัว เป็นต้น การออกกำลังกายคาร์ดิโอให้ได้ 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงและยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญของร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าออกกำลังกายคาร์ดิโอโดยควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในระดับที่เผาผลาญไขมัน หรือ Fat Burning Zone ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดของแต่ละคน (คิดได้ง่ายๆ จากสูตร 220-อายุ เช่น หากอายุ 30 ปี Fat Burning Zone จะอยู่ที่ 114-133 ครั้ง/นาที)

 

 

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเรื่องอัตราการเต้นของหัวใจที่มีการเผาผลาญไขมันมากที่สุดยังเป็นที่ถกเถียงกัน และยังมีการออกกำลังกายชนิดหนักสลับเบา หรือ High Intensity Interval Training (HIIT) ที่มีการศึกษาพบว่าช่วยเผาผลาญได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคาร์ดิโอปกติด้วย

 

จึงสรุปได้ว่าการออกกำลังกายเพื่อให้หุ่นสวยมี ร่อง 11 นั้นต้องประกอบไปด้วยการเวตเทรนนิ่งและการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ การออกกำลังเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งนั้นมีโอกาสที่จะได้เห็น ร่อง 11 น้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องทำร่วมกับการคุมอาหารอย่างเคร่งครัดจะทำให้เห็นผลเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม กระบวนการทั้งหมดนั้นกว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนขึ้นไป ในบางครั้งอาจกินเวลาเป็นปี เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเครียดและการพักผ่อน ฯลฯ ดังนั้นหากเรามีวินัยและสามารถทำตามแผนการดังกล่าวนี้ได้อย่างต่อเนื่อง สักวันเราจะได้ภูมิใจกับ ‘ร่อง 11’ ของตัวเองอย่างแน่นอน

 

The post ออกกำลังแบบไหนดีถ้าอยากมีกล้ามหน้าท้องเป็นร่อง 11 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรคเกี่ยวกับกระดูกและกล้ามเนื้อที่ชาวออฟฟิศซินโดรมควรระวัง https://thestandard.co/life/offcie-syndrome-bone-muscle-issues/ Sat, 29 Jul 2023 05:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=823253

โรคยอดฮิตในยุคนี้ของวัยทำงานคงจะหนีไม่พ้นโรคออฟฟิศซินโด […]

The post โรคเกี่ยวกับกระดูกและกล้ามเนื้อที่ชาวออฟฟิศซินโดรมควรระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

โรคยอดฮิตในยุคนี้ของวัยทำงานคงจะหนีไม่พ้นโรคออฟฟิศซินโดรม ซึ่งในความหมายตรงๆ ของชื่อนี้ตามคำศัพท์คือ Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการหรือกลุ่มโรคที่มีสาเหตุเดียวกัน และคำว่า Office หมายถึง งานในสำนักงาน คำว่า Office Syndrome จึงมีความหมายถึงกลุ่มอาการที่เกิดในคนทำงานในสำนักงาน ซึ่งโดยมากหมายถึงการงานแบบนั่งโต๊ะเพื่อเขียน เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งการนั่งประชุมเป็นเวลานานหลายชั่วโมง จนทำให้เกิดความผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น อาการปวดของกระดูกและกล้ามเนื้อ, กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากการกลั้นปัสสาวะ, โรคกระเพาะอาหารอักเสบจากความเครียดหรือการกินอาหารไม่ตรงเวลา, อาการปวดศีรษะไมเกรนจากความเครียดหรืออาการใช้สายตาจ้องหนังสือหรือจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน, อาการทางสายตาจากการใช้สายตามากเกินไป โดยทั่วไปเป็นกลุ่มอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นและมักจะไม่รุนแรงถึงชีวิต แต่สร้างความรำคาญรบกวนการใช้ชีวิต หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็วสามารถเกิดเป็นโรคเรื้อรังตามมาได้ หมอจึงอยากชวนผู้อ่านไปรู้จักกับโรคเกี่ยวกับกระดูกและกล้ามเนื้อที่ชาวออฟฟิศซินโดรมควรระวัง จะได้ป้องกันตัวเองและปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธีเมื่อเผชิญกับอาการเหล่านั้น

 


 

กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่เป็นโรคทางระบบกระดูก และกล้ามเนื้อที่พบบ่อย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 

 

  1. โรคที่เกิดจากการใช้งานซ้ำๆ จนทำให้เกิดการบาดเจ็บของเส้นเอ็นและข้อต่อเรื้อรัง (Repetitive Trauma) เช่น โรคอุโมงค์ข้อมือ หรือเส้นเอ็นข้อมือกดทบเส้นประสาท (Carpal Tunnel Syndrome), โรคปลอกหุ้มเส้นเอ็นนิ้วโป้งมืออักเสบ (Radial Styloid Tenosynovitis หรือ De Quervain’s Disease), นิ้วล็อก (Trigger Finger) 

 

  1. โรคที่เกิดจากการอยู่ในท่าทางเดิมนานๆ จนทำให้กล้ามเนื้อเกิดความตึงตัวและปวด หรือทำให้การไหลเวียนหัวเลือดไม่สะดวกจากการถูกน้ำหนักตัวกดทับ เช่น การนั่ง ทำให้เกิดอาการชาที่ปลายเท้าหรือตามแขนขา หากพฤติกรรมนี้ยังเกิดซ้ำๆ และยังไม่ได้ปรับเปลี่ยน ก็จะนำไปสู่ความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อทำให้รูปร่างของกระดูกสันหลังผิดปกติจนเสียบุคลิก เมื่อโครงสร้างมีความผิดปกติก็สามารถทำให้มีแรงกดที่หมอนรองกระดูกสันหลังผิดปกติ และนำไปสู่ความผิดปกติของหมอนรองกระดูกสันหลังได้ 

 

หากกล่าวถึงโรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่ชาวออฟฟิศพบบ่อยนั้นมี 3 โรคด้วยกันคือ

 

กลุ่มอาการพังผืดกล้ามเนื้อ หรือ Myofascial Pain Syndrome 

 

คือกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อที่ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดคือการอยู่ในท่าเดิมนานๆ จนทำให้กล้ามเนื้อมีการหดตึงเกร็งผิดปกติ พบบ่อยที่กล้ามเนื้อคอบ่าและสะบักไหล่ หรือแม้กระทั่งหลังและสะโพก เมื่อกล้ามเนื้อและเยื่อคลุมกล้ามเนื้อมีความตึงตัวมากๆ ทำให้เราสามารถคลำได้เป็นก้อนปมที่เรียกว่า Taut Band และเมื่อมีการขยับใช้งานจะทำให้มีความปวดและกดเจ็บเกิดขึ้นจึงเรียกว่า Trigger Point นั่นเอง การรักษานั้นสามารถทำได้โดยการคลายปมนี้ออก โดยใช้การยืดและการนวดกล้ามเนื้อ การทำกายภาพบำบัด หรือการฝังเข็ม ฯลฯ หากไม่ได้แก้ไขจะเกิดการสะสมและลุกลามไปเกิดในจุดอื่นๆ ได้ และยังสามารถทำให้เกิดกล้ามเนื้อที่ไม่สมดุล ทำให้โครงสร้างผิดปกติไป เช่น ไหล่ห่อ คอยื่น จนทำให้เสียบุคลิก และปวดเรื้อรังรักษาไม่หายได้ 

 

 

กลุ่มอาการพิริฟอร์มิส (Piriformis Syndrome)

 

คือกลุ่มอาการตึงตัวของกล้ามเนื้อในสะโพกชั้นลึกที่ชื่อว่า กล้ามเนื้อ Piriformis ซึ่งทำหน้าที่ในการหมุนสะโพกออกด้านนอก กล้ามเนื้อนี้วางตัวอยู่ที่แก้มก้นของเรา และมีเส้นประสาทชื่อ Sciatic พาดผ่านอยู่ด้วย เมื่อเรานั่งเป็นเวลานานโดยเฉพาะเก้าอี้ที่แข็งจะทำให้กล้ามเนื้อนี้ตึงตัวขึ้นและไปกดระคายเส้นประสาทนั้น ทำให้เกิดอาการปวดร้าวหรือชาลงขาด้านหลัง อาการนี้มักจะแย่ลงเมื่อนั่ง และดีขึ้นเมื่อลุกยืนเดิน เราสามารถแก้ไขอาการนี้ได้โดยการเปลี่ยนเก้าอี้ให้นุ่มขึ้น นั่งให้นานน้อยลง และการยืดกล้ามเนื้อ แต่หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาการนี้คล้ายกับอาการของหมอนรองกระดูกส่วนเอวเคลื่อนทับเส้นประสาทนั่นเอง

 

 

โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาท

 

ตามปกติหมอนรองกระดูกจะวางตัวอยู่ระหว่างกระดูกสันหลังทุกข้อของร่างกาย ทำหน้าที่ช่วยให้กระดูกสันหลังสามารถขยับได้อย่างราบรื่นและมีความยืดหยุ่นเพื่อรับแรงกระแทกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละกิจวัตรประจำวัน เมื่อเรานั่งนานๆ จนกล้ามเนื้อตามแนวกระดูกสันหลังตึงตัวและมีโครงสร้างเปลี่ยนแปลงไป จะมีแรงกดลงที่หมอนรองกระดูกผิดปกติ ซึ่งทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวไปกดเส้นประสาทคู่สันหลังได้ จนทำให้เกิดอาการปวดคอร้าวลงแขน หรือปวดหลังร้าวลงขาได้ หากยังไม่เกิดการเคลื่อน แรงกดหมอนรองกระดูกที่ผิดปกตินี้สามารถทำให้เกิดหมอนรองกระดูกที่เสื่อมเร็วกว่าที่ควรเป็น และนำไปสู่อาการปวดเรื้อรังได้เช่นกัน 

 

 

การป้องกันหรือการแก้ไขเบื้องต้นสำหรับ Office Syndrome

 

 

  1. ไม่นั่งหรืออยู่ท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน มีคำแนะนำให้ทุกคนที่มีอาการขยับตัวเปลี่ยนท่าบ่อยๆ ทุก 20 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ขยับและการไหลเวียนของเลือดไม่ติดขัด ทำให้กล้ามเนื้อติดตึงลดลง เราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทวอทช์ของเราส่งสัญญาณทุกๆ 20 นาทีเพื่อทำให้เราขยับตัวก็ได้

 

  1. การนั่งในท่าที่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) คือการจัดท่านั่งให้ถูกต้อง เพื่อให้แรงกระทำต่อข้อกระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อนั้นเหมาะสม สามารถทำได้ด้วยตนเอง หรือในปัจจุบันก็มีอุปกรณ์ช่วยมากมาย เช่น โต๊ะหรือเก้าอี้ Ergonomics ฯลฯ แต่อุปกรณ์เหล่านี้หากไม่พอดีกับร่างกายจะทำให้อาการปวดมากขึ้นได้ 

 

 

  1. การออกกำลังกายที่ถูกต้อง ซึ่งประกอบด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อจากการใช้งาน และการทำให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถพยุงโครงสร้างของร่างกายให้อยู่ในสภาวะปกติให้มากที่สุด หากมีอาการปวดอยู่แล้วควรปรึกษาแพทย์หรือออกกำลังกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ไม่หนักเกินไปและอาการแย่ลงกว่าเดิม

 

 

หลักการทั้ง 3 ข้อนี้จะได้ผลดีและยืนยาวมากที่สุดหากทำครบทุกข้อ หากทำแค่ข้อใดข้อหนึ่งนั้นก็มักได้ผลเพียงระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น หากทำครบทั้ง 3 ข้อนี้แล้วยังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยตรวจวินิจฉัยและรักษาให้ตรงจุดจะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการเรื้อรังได้

 

จากความเห็นของผู้เขียน ออฟฟิศซินโดรมเป็นแค่ตัวแทนของกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานเฉพาะกลุ่มเท่านั้น หากผู้ใดที่ไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็สามารถมีอาการดังกล่าวได้ถ้ามีพฤติกรรมคล้ายกัน หรือหากทำงานในกิจกรรมที่ต่างกันไปแต่เป็นพฤติกรรมซ้ำๆ เป็นเวลานานเช่นกัน เช่น การยืนนาน ก็สามารถทำให้เกิดอาการผิดปกติของกระดูกและข้อได้ในแต่ละรูปแบบ นั่นหมายความว่าไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไรหากลองปฏิบัติตามแนวทาง 3 ข้อดังกล่าวก็จะทำให้ลดอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน

 

The post โรคเกี่ยวกับกระดูกและกล้ามเนื้อที่ชาวออฟฟิศซินโดรมควรระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIFE TIP: Squat Tips เพิ่มกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขาให้แข็งแรงในระหว่างแปรงฟัน https://thestandard.co/life/life-tip-02052023/ Tue, 02 May 2023 01:03:28 +0000 https://thestandard.co/?p=783771 Squat Tips

เช้านี้มี Tip สนุกๆ มาแนะนำให้ลอง เหมาะกับทุกคนที่อยากม […]

The post LIFE TIP: Squat Tips เพิ่มกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขาให้แข็งแรงในระหว่างแปรงฟัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Squat Tips

เช้านี้มี Tip สนุกๆ มาแนะนำให้ลอง เหมาะกับทุกคนที่อยากมีกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขาที่แข็งแรงในระหว่างแปรงฟัน 

 

วิธีการที่ LIFE จะแนะนำก็คือไอเดียการนำกิจวัตรยามเช้าสองอย่างมารวมกัน ระหว่างการแปรงฟันกับการออกกำลังกายแบบสควอต ซึ่งเป็นท่าออกกำลังกายที่ใช้ทำเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรงของช่วงล่างของร่างกาย ตั้งแต่ เอว สะโพก และต้นขา หากฝึกท่านี้บ่อยๆ จะช่วยให้การดำเนินชีวิตทำได้ดีขึ้น ทั้งการลุก-นั่งต่างๆ 

 

สควอต เป็นการออกกำลังกายพื้นฐานที่ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนในร่างกาย ตั้งแต่ส่วนล่างรวมถึงบั้นท้าย ควอดริเซ็ป (กลุ่มกล้ามเนื้อขนาดใหญ่รวมกัน 4 กล้ามเนื้ออยู่ด้านหน้าของต้นขา) และเอ็นร้อยหวาย เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงความแข็งแรง ปรับความสมดุล และเพิ่มความยืดหยุ่น ความคล่องตัวในร่างกายส่วนล่าง โดยวิธีการทำในระหว่างแปรงฟันนั้นเริ่มจาก 

 

  • วอร์มร่างกายก่อนทำท่าสควอต จำเป็นต้องวอร์มอัพเพื่อเตรียมกล้ามเนื้อให้พร้อมสำหรับการออกกำลังกาย การอบอุ่นร่างกายจะเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังกล้ามเนื้อ ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ และช่วยให้คุณทำท่าสควอตได้อย่างถูกต้อง ให้อบอุ่นร่างกายด้วยการทำคาร์ดิโอเบาๆ ยืดเหยียดแบบไดนามิก และออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหว

 

  • ขณะที่คุณย่อตัวลงในท่าสควอต ให้เข่าอยู่ในแนวเดียวกับนิ้วเท้าและลงน้ำหนักที่ส้นเท้า ลดสะโพกลงจนต้นขาขนานกับพื้นหรือต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยรักษารูปร่างที่เหมาะสมไว้ ยืนขึ้นดันส้นเท้า 

 

  • อย่าเร่งรีบในการเคลื่อนไหว ควรทำท่าสควอตอย่างช้าๆ และตั้งใจ หลีกเลี่ยงการเร่งรีบในการเคลื่อนไหว เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ และลดประสิทธิภาพของการออกกำลังกายได้ มุ่งเน้นไปที่การรักษาการเคลื่อนไหวของคุณให้คงที่ตลอดการออกกำลังกาย

 

  • เมื่อทำท่าสควอตควบคู่ไปกับการแปรงฟันครบ 2 นาที อย่าลืมยืดกล้ามเนื้อเบาๆ หลังจากทำท่าสควอตด้วยละ ทั้งนี้ ก็เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวและป้องกันการบาดเจ็บ หากทำได้เป็นประจำรับรองว่ากล้ามเนื้อสะโพกและต้นขาจะแข็งแรงและกระชับขึ้นแน่นอน 

The post LIFE TIP: Squat Tips เพิ่มกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขาให้แข็งแรงในระหว่างแปรงฟัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
GUIDE: ‘DOMS’ อาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย สัญญาณดีที่บอกว่าร่างกายจะพัฒนา https://thestandard.co/life/delayed-onset-muscle-soreness/ Fri, 21 Apr 2023 02:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=778895 ‘DOMS’ อาการปวดกล้ามเนื้อ

กว่าจะตัดสินใจเริ่มออกกำลังกายได้ ก็ต้องต่อสู้กับอะไรหล […]

The post GUIDE: ‘DOMS’ อาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย สัญญาณดีที่บอกว่าร่างกายจะพัฒนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘DOMS’ อาการปวดกล้ามเนื้อ

กว่าจะตัดสินใจเริ่มออกกำลังกายได้ ก็ต้องต่อสู้กับอะไรหลายอย่าง ทั้งเรื่องเวลา และความเหนื่อยแสนสาหัสยามออกแรง แต่พอตื่นเช้าวันถัดไปกลับปวดระบมจนทำเอาไม่อยากกลับไปยิมอีก

 

ทว่าแท้จริงแล้วอาการปวดตึงกล้ามเนื้อที่หลายคนไม่ชอบใจนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะแม้แต่นักกีฬามืออาชีพก็เป็นกันได้

 

ดังนั้นอย่าเพิ่งเลิกออกกำลังกายเลย เพราะอาการนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีก็ได้นะ 

 

 

อาการ DOMS = สัญญาณที่ดีของการออกกำลังกาย 

 

อาการปวดกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกาย (Delayed Onset Muscle Soreness) หรือที่หลายคนเรียกว่า ดอมส์ (DOMS) จะไม่เกิดขึ้นทันที แต่เราจะรู้สึกได้หลังออกกำลังกายไปแล้ว 12-72 ชั่วโมง และอาการนี้จะหายไปเองใน 7-10 วันโดยไม่จำเป็นต้องกินยา

 

และไม่ใช่แค่การออกกำลังกายเท่านั้นที่ทำให้เกิดอาการ DOMS ได้ แต่การใช้แรง อย่างเช่น การยกของหนักหรือการเต้นสุดเหวี่ยง ก็ทำให้เกิดอาการนี้ได้เช่นกันนะ เคยเจอใช่ไหมล่ะ?

 

เราพูดคุยกับ พญ.อภิชญา เสียงลือชา แพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูประจำคลินิกสร้างเสริมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก​ จาก BDMS Wellness Clinic คุณหมอได้พูดถึงอาการปวดกล้ามเนื้อนี้ว่า 

 

“อาการ DOMS มักเกิดขึ้นกับคนออกกำลังกายใหม่ๆ หรือคนที่ฝึกหนักขึ้น ใช้กล้ามเนื้อส่วนใหม่ๆ ที่ไม่เคยชิน โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวที่กล้ามเนื้อต้องยืดออกหรือมีการกระชากจะยิ่งเกิด DOMS ได้ง่าย”

 

อาจพูดได้ว่า อาการ DOMS เป็นจุดเริ่มต้นที่คนออกกำลังกายต้องเจอ เพราะร่างกายไม่เคยชินกับการออกแรง แต่เมื่อเราออกกำลังกายสม่ำเสมอจนร่างกายพัฒนาและเคยชิน อาการนี้ก็จะหายไป แต่เมื่อเราอัปเกรดการออกกำลังกายใหม่ อาการ DOMS ก็สามารถเกิดขึ้นได้อีก

 

 

“สาเหตุที่แท้จริงของอาการ DOMS ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด” พญ.อภิชญา บอก “แต่เชื่อว่าเกิดจากการฉีกขาดเล็กๆ ในระดับที่ปลอดภัย (Microtrauma) เนื่องจากมีหลักฐานงานวิจัยพบว่า หากตรวจเลือดและปัสสาวะในขณะเกิดอาการ DOMS จะพบสารอักเสบในเนื้อเยื่อและเอนไซม์ของกล้ามเนื้อ

 

“แต่ไม่ควรเข้าใจผิดว่าเราต้องออกกำลังหนักจนเกิดอาการเจ็บ เพื่อให้ร่างกายพัฒนา เพราะการพักผ่อนที่เหมาะสมจะเป็นการฟื้นฟูร่างกายให้ค่อยๆ ปรับตัวแข็งแรงขึ้น” พญ.อภิชญา เสริม

 

เพราะฉะนั้นอาการรู้สึกเจ็บหลังการออกกำลังก็ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ว่าเราออกกำลังกายได้ดีเช่นกัน เนื่องจากบางคนอาจมียีนที่เจ็บง่าย ก็จะเกิดอาการ DOMS ง่าย ในขณะที่คนไหนฝึกซ้อมสม่ำเสมอ ปรับรูปแบบการออกกำลังกายเป็นประจำ กล้ามเนื้อก็จะปรับตัวเก่งและมักไม่เกิดอาการ DOMS

 

 

การลดหรือป้องกันอาการ DOMS

 

แม้อาการ DOMS จะเป็นอาการที่ไม่มีวันหายไป แต่คุณหมอให้คำแนะนำว่า “นอกจากการ Warm Up และ Cool Down อย่างถูกต้องจะช่วยลดการบาดเจ็บกล้ามเนื้อได้อย่างที่รู้กันแล้ว การใส่เสื้อผ้ากระชับกล้ามเนื้อที่ช่วยลดแรงเหวี่ยงตัวของกล้ามเนื้อ ก็เป็นวิธียอดนิยมในหมู่นักกีฬาที่เราสามารถทำตามได้

 

“รวมถึงการนวดผ่อนคลายเบาๆ การใช้ท่อนโฟมนวดคลึงกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย หรือการประคบเย็น / แช่น้ำเย็นทันที ประมาณ 15 นาที ก็สามารถช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้”

 

อ้างอิง:

The post GUIDE: ‘DOMS’ อาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย สัญญาณดีที่บอกว่าร่างกายจะพัฒนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ผู้หญิงบางคนแค่อยากผอม แต่ฉันอยากมีกล้ามเนื้อ” Khloé Kardashian พูดถึงเป้าหมายในการลดน้ำหนักของตัวเอง https://thestandard.co/khloe-kardashian-weight-goal/ Mon, 07 Nov 2022 01:17:15 +0000 https://thestandard.co/?p=705063 Khloé Kardashian

หากใครที่ติดตามครอบครัว Kardashian ก็คงจะได้เห็นถึงการเ […]

The post “ผู้หญิงบางคนแค่อยากผอม แต่ฉันอยากมีกล้ามเนื้อ” Khloé Kardashian พูดถึงเป้าหมายในการลดน้ำหนักของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Khloé Kardashian

หากใครที่ติดตามครอบครัว Kardashian ก็คงจะได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสาวๆ ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Khloé Kardashian (โคลอี้ คาร์ดาเชียน) ที่ดูเหมือนว่าน้ำหนักของเธอจะลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหล่าพี่น้อง Kardashian และ Jenner เคยแสดงความเป็นห่วงกับเธอในรายการ The Kardashians มาแล้ว

 

ล่าสุด Khloé Kardashian ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่าน People ถึงเป้าหมายในการลดน้ำหนักที่แท้จริงของตัวเอง โดยเธอไม่ได้เพียงแค่ต้องการจะเป็นผู้หญิงที่มีหุ่นผอมเพรียว หากแต่เธออยากจะเป็นผู้หญิงที่แข็งแรงและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อมากกว่า

 

“ฉันชอบกล้ามเนื้อนะ ฉันรู้ว่าผู้หญิงบางคนแค่อยากเป็นคนผอม แต่ฉันอยากจะมีกล้ามเนื้อมากกว่า ฉันมักจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของตัวเอง เพราะฉันไม่ได้อยากผอม ฉันอยากมีร่างกายที่แข็งแรงมากๆ ทุกคนต่างก็มีแรงบันดาลใจและหุ่นที่วาดฝันไว้ของตัวเอง แต่ฉันชอบเวลาที่ตัวเองมีความคิดว่า ‘โอพระเจ้า ฉันมีกล้ามเนื้อใหม่ขึ้นมาแล้ว’ ดังเช่นตอนที่ฉันมีกล้ามแขนด้านหลังอย่างที่ฉันต้องการมาตลอดในที่สุด”

 

Khloé Kardashian ผู้นิยามตัวเองว่าเป็นแฟนตัวยงของฟิตเนส เผยว่าเธอออกกำลังกายมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และการรักษาหุ่นให้ฟิตและแข็งแรงอยู่เสมอนั้น เป็นเส้นทางแห่งการเยียวยาจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณของเธอ

 

“สมรรถภาพร่างกายและสุขภาพจิตมันเป็นของคู่กัน แค่ฉันนั่งอยู่ในฟิตเนสฉันก็รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว สิ่งที่คุณทุ่มเทให้กับการออกกำลังกาย มันจะส่งผลกลับมาหาคุณเอง”

 

ภาพ: Khloe Kardashian

อ้างอิง:

The post “ผู้หญิงบางคนแค่อยากผอม แต่ฉันอยากมีกล้ามเนื้อ” Khloé Kardashian พูดถึงเป้าหมายในการลดน้ำหนักของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
POP TIP: ศ.นพ.จีรี ดโวชัค แนะนำวิธีฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ด้วยการออกกำลังกาย 30 นาที 5 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นประจำ https://thestandard.co/pop-tip-16102022/ Sun, 16 Oct 2022 00:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=695333

ศ.นพ.จีรี ดโวชัค ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารคลินิกสร้างเสริมและ […]

The post POP TIP: ศ.นพ.จีรี ดโวชัค แนะนำวิธีฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ด้วยการออกกำลังกาย 30 นาที 5 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นประจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศ.นพ.จีรี ดโวชัค ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารคลินิกสร้างเสริมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก BDMS Wellness Clinic ผู้มีประสบการณ์กว่า 40 ปีในการทำงานด้านเวชศาสตร์การกีฬา และดำรงตำแหน่งอดีตประธานฝ่ายแพทย์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กว่า 23 ปี ได้แบ่งปันเทคนิคดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืนแบบง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้ (รวมทั้งผู้สูงวัย) ว่าปัจจุบันเรากำลังอยู่ในสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เรื่องของอาหารการกินต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เลือกอาหารที่ดีมีประโยชน์ได้สารอาหารครบถ้วน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป น้ำตาล แป้งแปรรูป อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง โดยเฉพาะเรื่องของการออกกำลังกาย ซึ่งถือเป็นยาขนานสำคัญ ล่าสุดมีงานวิจัยยืนยันแล้วว่า การออกกำลังกายช่วยในคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากการกระตุ้นฮอร์โมนและเคมีในสมองระหว่างการออกกำลังกาย 

 

สำหรับผู้ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น การออกกำลังยิ่งเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากคนเราเมื่ออายุ 40 ปี ร่างกายจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไปร้อยละ 8 ในทุก 10 ปี และเมื่ออายุ 70 ปีอัตราการสูญเสียกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว การออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ นอกจากนี้การที่หัวใจสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ของร่างกายยังเป็นการบริหารหัวใจ ทำให้หลอดเลือดแข็งแรง 

 

 

Pop Tip: ศ.นพ.จีรี ดโวชัค ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารคลินิกสร้างเสริมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก แนะนำว่าควรบริหารเวลาให้ดี แบ่งเวลามาออกกำลังกาย 30 นาที 5 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นประจำ จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงได้ในระยะยาว เป็นการช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อที่ดี 

 

ภาพ: BDMS Wellness Clinic 

The post POP TIP: ศ.นพ.จีรี ดโวชัค แนะนำวิธีฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ด้วยการออกกำลังกาย 30 นาที 5 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นประจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stretch Me จัดแคมเปญให้หมอและบุคลากรทางการแพทย์ที่ทุ่มเทดูแลผู้ป่วยโควิดมาตลอด ด้วยส่วนลด 50% ในการใช้บริการในทรีตเมนต์และแพ็กเกจ ตั้งแต่ 13-31 ม.ค. นี้ https://thestandard.co/stretch-me-campaign-for-doctors-and-medical-personnel/ Thu, 13 Jan 2022 07:27:28 +0000 https://thestandard.co/?p=581986 Stretch Me

Stretch Me เป็นสตูดิโอยืดคลายกล้ามเนื้อที่ช่วยลดอาการบา […]

The post Stretch Me จัดแคมเปญให้หมอและบุคลากรทางการแพทย์ที่ทุ่มเทดูแลผู้ป่วยโควิดมาตลอด ด้วยส่วนลด 50% ในการใช้บริการในทรีตเมนต์และแพ็กเกจ ตั้งแต่ 13-31 ม.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stretch Me

Stretch Me เป็นสตูดิโอยืดคลายกล้ามเนื้อที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ที่เกิดจากการใช้ชีวิต การทำงาน และการออกกำลังกาย จึงตอบโจทย์การรักษาและลดอาการปวดหรือความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีนักกายภาพบำบัดมืออาชีพที่จะทำหน้าที่ประเมิน วิเคราะห์ และวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับปัญหาอาการของแต่ละคน ล่าสุด Stretch Me ได้ผุดแคมเปญเพื่อเป็นการส่งกำลังใจให้กับหมอและบุคลากรทางการแพทย์ และขอบคุณสำหรับความทุ่มเทดูแลผู้ป่วยตลอดช่วงระยะเวลา 2 ปี ของโควิดในประเทศไทย ด้วยการมอบส่วนลด 50% สำหรับใช้ในทุกทรีตเมนต์และแพ็กเกจต่างๆ ของ Stretch Me ทั้งที่ Stretch Me Studio ทุกสาขา และ Stretch Me Clinic ใช้สิทธิ์ได้ทุกวันจันทร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 13-31 มกราคม 2565 โดยหมอและบุคลากรทางการแพทย์เพียงแสดงบัตรประจำตัวเพื่อรับสิทธิ์ได้เลย 

 

ซึ่งสิทธิพิเศษครั้งนี้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลหรือสถาบันทางการแพทย์ทั้งรัฐและเอกชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) ทั้งนี้สิทธิพิเศษไม่สามารถใช้ร่วมกับการซื้อ Voucher หรือ Course ได้ โดยมีเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

 

ส่วนแผนการรักษาหรือการใช้บริการที่น่าสนใจของ Stretch Me Clinic มีตั้งแต่ 

 

  •  การบำบัดด้วยการนวดและคลายจุดกดเจ็บ (Massage and Trigger Point Technique) 
  • การเพิ่มประสิทธิภาพของการเคลื่อนไหวข้อต่อ (Joint Mobilization) 
  • การบริหารร่างกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและปรับสรีระ (Exercise for Posture Corrective, Pain Relief and Muscle Strengthen) 
  • เทคนิคยืดคลายกล้ามเนื้อในแบบฉบับของ Stretch Me ที่ผสานศาสตร์การยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยเทคนิคการยืดแบบคงค้าง (Static Stretching) ร่วมกับการใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น เครื่องเลเซอร์ (High Power Laser) เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound) และเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical Stimulation Therapy) เป็นต้น

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยแอดไลน์ @stretchme 

The post Stretch Me จัดแคมเปญให้หมอและบุคลากรทางการแพทย์ที่ทุ่มเทดูแลผู้ป่วยโควิดมาตลอด ด้วยส่วนลด 50% ในการใช้บริการในทรีตเมนต์และแพ็กเกจ ตั้งแต่ 13-31 ม.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Chris Hemsworth เชื่อว่า เขาจะถูกมองเป็นนักแสดงที่ดูจริงจังมากกว่านี้ หากไม่ได้มีกล้ามเนื้อที่ใหญ่โต https://thestandard.co/chris-hemsworth-big-muscles-actor/ Thu, 08 Apr 2021 03:58:22 +0000 https://thestandard.co/?p=473795 Chris Hemsworth เชื่อว่า เขาจะถูกมองเป็นนักแสดงที่ดูจริงจังมากกว่านี้ หากไม่ได้มีกล้ามเนื้อที่ใหญ่โต

สำหรับใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ คริส เฮมส์เวิร์ธ ก็ […]

The post Chris Hemsworth เชื่อว่า เขาจะถูกมองเป็นนักแสดงที่ดูจริงจังมากกว่านี้ หากไม่ได้มีกล้ามเนื้อที่ใหญ่โต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Chris Hemsworth เชื่อว่า เขาจะถูกมองเป็นนักแสดงที่ดูจริงจังมากกว่านี้ หากไม่ได้มีกล้ามเนื้อที่ใหญ่โต

สำหรับใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ คริส เฮมส์เวิร์ธ ก็คงทราบกันดีว่าช่วงนี้พี่เขากำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Thor: Love and Thunder อยู่ และในระหว่างที่การถ่ายทำกำลังเดินหน้าไปเรื่อยๆ นั้น ตัวเฮมส์เวิร์ธเองยังคงทุ่มเทเวลาว่างไปกับการฟิตกล้ามเนื้อให้ใหญ่โตจน บ็อบบี้ ฮอลแลนด์ แฮนตัน สตันท์แมนคู่บุญ ถึงกับบ่นว่าเหนื่อย เพราะต้องพยายามปั้นกล้ามตัวเองให้ใหญ่ทันเทพเจ้าสายฟ้าของเรา เพื่อเวลาเข้าฉากจะได้แนบเนียน

 

ล่าสุด เฮมส์เวิร์ธในวัย 37 ปี นักแสดงผู้ใช้เวลาฟิตกล้ามในยิมหลายชั่วโมงต่อวัน ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รู้สึกชื่นชมในกล้ามเนื้ออันใหญ่โตของเขา และเขาก็เชื่อว่าตัวเองอาจจะถูกมองเป็นนักแสดงที่ดูจริงจังมากกว่านี้ หากไม่ได้มีกล้ามเนื้อที่ใหญ่โตเหมือนปัจจุบัน

 

“ในแต่ละบทบาทต่างก็มีความสุนทรีในแบบของมัน การเล่นกล้ามของผมมันถูกมองเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ขณะเดียวกันถ้าผมมีน้ำหนักที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หรือผอมแห้งจนดูไม่เหมาะสมกับบทที่ได้รับ บางทีผมอาจถูกเรียกว่าเป็นนักแสดงที่มีความจริงจัง

 

“ตลอด 10 ปีของการเล่นกล้ามเป็นเหมือนงานประจำที่ผมต้องทำทุกวัน ไหนจะมีวันที่ต้องถ่ายทำภาพยนตร์ 12 ชั่วโมงต่อวันอีก มันเป็นการทำงานที่หนักมากจริงๆ และมันก็เป็นการทำงานที่คุ้มค่ามากเช่นกัน คุณต้องมองมันให้เป็นเหมือนการทำงานของนักกีฬาอาชีพ

 

“การได้อยู่บ้านทำให้ผมค้นพบวิธีการที่แตกต่าง ซึ่งจะทำให้ผมสามารถบริหารการออกกำลังกายและสร้างกล้ามเนื้อของตัวเองได้อย่างเหมาะสม” คริสกล่าว

 

ปัจจุบันเฮมส์เวิร์ธกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ Thor: Love and Thuder ซึ่งเป็นภาพยนตร์ภาคที่ 3 ของแฟรนไชส์ Thor อยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย บ้านเกิด โดย Thor: Love and Thunder ยังเป็นหนึ่งในภาพยนตร์เฟสที่ 4 จาก Marvel Studios ที่มีกำหนดการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ที่อเมริกาวันที่ 6 พฤษภาคม 2022

 

ภาพ: RB / Bauer-Griffin / GC Images

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล 

อ้างอิง:

The post Chris Hemsworth เชื่อว่า เขาจะถูกมองเป็นนักแสดงที่ดูจริงจังมากกว่านี้ หากไม่ได้มีกล้ามเนื้อที่ใหญ่โต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดประสบการณ์ยืดเหยียดกล้ามเนื้อลดการเจ็บปวดที่ Stretch Me Clinic คลินิกกายภาพบำบัดแห่งใหม่ใจกลางเมือง https://thestandard.co/stretch-me-clinic/ Fri, 26 Mar 2021 10:52:15 +0000 https://thestandard.co/?p=469479 เปิดประสบการณ์ยืดเหยียดกล้ามเนื้อลดการเจ็บปวดที่ Stretch Me Clinic คลินิกกายภาพบำบัดแห่งใหม่ใจกลางเมือง

เราอยู่ในโลกที่เทคโนโลยีรุดหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให […]

The post เปิดประสบการณ์ยืดเหยียดกล้ามเนื้อลดการเจ็บปวดที่ Stretch Me Clinic คลินิกกายภาพบำบัดแห่งใหม่ใจกลางเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดประสบการณ์ยืดเหยียดกล้ามเนื้อลดการเจ็บปวดที่ Stretch Me Clinic คลินิกกายภาพบำบัดแห่งใหม่ใจกลางเมือง

เราอยู่ในโลกที่เทคโนโลยีรุดหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้ผู้คนยุคใหม่ต้องก้าวให้ทันโลก ไม่ว่าบทบาทหน้าที่ในชีวิตของตัวเองจะอยู่บริบทใด นักเรียน พนักงานบริษัท เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร ฯลฯ ต่างต้องเร่งสปีดและพัฒนาตัวเองให้เป็นคน Super Productive อย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและกดดันเหล่านี้ล้วนเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพแบบองค์รวมทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนเมืองส่วนใหญ่จึงหนีปัญหาสุขภาพยอดฮิตไม่พ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ผิวพรรณทรุดโทรม ไม่สดใส รวมถึงโรคภูมิแพ้ที่มักจะเป็นกันมากขึ้นจากปัจจัยแวดล้อมเรื่องฝุ่นละออง PM2.5 ที่ยังแก้ไขไม่ได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ทั้งครอบครัว การมองหา Wellness Destination ที่ตอบโจทย์ครอบคลุมที่สุดจึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งจุดหมายปลายทางที่ว่านั้น THE STANDARD POP ไปเปิดประสบการณ์มาแล้วที่ Stretch Me Clinic คลินิกกายภาพยืดคลายกล้ามเนื้อซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่นอกจากจะเหมาะกับผู้ที่ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแบบไม่รุนแรงแล้ว ยังตอบโจทย์รักษาคนที่มีอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อแบบเฉียบพลันและเรื้อรังอย่างเห็นผลได้ในทันทีด้วย 

 

 

Stretch Me Clinic คืออะไร


We Say: Stretch Me Clinic เป็นคลินิกที่ต่อยอดมาจากความสำเร็จของ Stretch Me by Let’s Relax เพื่อตอบโจทย์ปัญหาด้านกล้ามเนื้อได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากทำการนัดหมายเสร็จ ผู้เขียนก็เดินทางไปที่ Stretch Me Clinic ซึ่งอยู่ใจกลางเซ็นทรัลเวิลด์ สามารถเดินผ่านช็อป Zara ทะลุไปด้านหลังได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อมาถึงจะมีการลงทะเบียน วัดความดัน และประเมิน วิเคราะห์ รวมทั้งวินิจฉัยทางด้านกายภาพโดยนักกายภาพบำบัดมืออาชีพ ที่จะบอกว่าแผนการรักษาแบบไหนจะเหมาะสมและได้ผลดีที่สุด ซึ่งจะมีเทคนิคที่แตกต่างไปตามอาการของแต่ละบุคคล เช่น

 

  • บำบัดด้วยการนวดและคลายจุดกดเจ็บ (Massage and Trigger Point Technique) 
  • การเพิ่มประสิทธิภาพของการเคลื่อนไหวข้อต่อ (Joint Mobilization) 
  • การบริหารร่างกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและปรับสรีระ (Exercise for Posture Corrective, Pain Relief and Muscle Strengthen) 
  • เทคนิคยืดคลายกล้ามเนื้อในแบบฉบับของ Stretch Me ที่ผสานศาสตร์การยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยเทคนิคการยืดแบบคงค้าง (Static Stretching) ร่วมกับการใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น เครื่องเลเซอร์ (High Power Laser) เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound) และเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical Stimulation Therapy) 

 

 

ผลลัพธ์การรักษาอาการปวดบ่าไหล่


We Say: ผู้เขียนได้รับแผนการรักษา Signature Physical Therapy Program เป็นโปรแกรมที่ผสมผสานเทคนิคการยืดคลายกล้ามเนื้อร่วมกับการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ในการรักษา ซึ่งในขั้นตอนการยืดเหยียดกล้ามเนื้อนั้น นักกายภาพบำบัดจะอธิบายในแต่ละขั้นตอนประกอบการรักษา ซึ่งการกดจุดและยืดกล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่นั้นได้ผลดีมากตั้งแต่ครั้งแรก เพราะสามารถยืดเหยียดและกดจุดได้อย่างตรงจุด มีการประคบด้วยผ้าร้อนให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายนาน 10 นาที จากนั้นจะรักษาร่วมกับเครื่องเลเซอร์ ซึ่งจะปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงที่ทำให้เกิดความร้อนและแรงสั่นสะเทือนภายในร่างกาย มีสรรพคุณในการบำบัดอาการต่างๆ ของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ และเนื้อเยื่อชั้นที่ลึกขึ้น ซึ่งจะเหมาะกับคนที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อแบบเรื้อรังที่ไม่รุนแรงมากนัก

 

 

โปรแกรมอื่นๆ ที่น่าสนใจใน Stretch Me Clinic 


We Say: นอกจากโปรแกรม Signature Physical Therapy Program ที่ผู้เขียนได้รักษาอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อแบบไม่รุนแรงมากไปแล้ว ที่นี่ยังมีอีกโปรแกรมที่เรียกว่า Signature Plus Physical Therapy Program โปรแกรมแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งทางคลินิกเคลมว่าสามารถรักษาแล้วเห็นผลได้ในทันที เพราะเป็นการออกแบบมาเพื่อบรรเทาอาการปวดบวมอักเสบของกล้ามเนื้อ และซ่อมแซมอาการบาดเจ็บของข้อต่อและเส้นเอ็น ดูแลโดยนักกายภาพบำบัดอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะวิเคราะห์อาการและประเมินร่างกายก่อนออกแบบโปรแกรมเฉพาะบุคคล โดยใช้การยืดคลายกล้ามเนื้อเทคนิคต่างๆ ร่วมกับเครื่องเลเซอร์ (High Power Laser) ที่ใช้คลื่นแสงพลังงานสูงกระตุ้นการทำงานของเซลล์และเนื้อเยื่อชั้นลึกอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย 

 


We Say: และอีกหนึ่งโปรแกรมที่น่าสนใจคือ Customized Physical Therapy Program ออกแบบมาสำหรับการยืดคลายกล้ามเนื้อเฉพาะบุคคล เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ซึ่งนักกายภาพบำบัดจะวิเคราะห์อาการและประเมินร่างกายก่อนรับบริการ แล้วจึงออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมกับอาการของลูกค้าแต่ละคน โดยจะเลือกเทคนิคการยืดคลายกล้ามเนื้อต่างๆ เช่น การนวดคลายกล้ามเนื้อและจุดกดเจ็บ การบำบัดกล้ามเนื้อข้อต่อ และการบำบัดด้วยท่าบริหารร่างกายเพื่อปรับสรีระมาผสมผสานกัน ตลอดจนโปรแกรมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งโปรแกรมนี้จะใช้เทคนิคยืดเหยียดคลายกล้ามเนื้อทางกายภาพบำบัดเพียงอย่างเดียว ไม่มีเครื่องมือทางกายภาพบำบัดเข้ามาร่วมในการรักษา

 

ภาพ: Leisure Space

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์    

The post เปิดประสบการณ์ยืดเหยียดกล้ามเนื้อลดการเจ็บปวดที่ Stretch Me Clinic คลินิกกายภาพบำบัดแห่งใหม่ใจกลางเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>