Sony Pictures กำลังพัฒนาโปรเจกต์ภาพยนตร์ Labubu ตัวละคร […]
The post Sony Pictures กำลังเตรียมสร้างภาพยนตร์ Labubu แบบไลฟ์แอ็กชัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
Sony Pictures กำลังพัฒนาโปรเจกต์ภาพยนตร์ Labubu ตัวละครแห่งอาณาจักร The Monster ที่รังสรรค์ขึ้นโดยศิลปินชาวฮ่องกง Kasing Lung หลังจากได้รับลิขสิทธิ์ในการสร้างอย่างเป็นทางการ
ภาพยนตร์เรื่องนี้จะมาในเวอร์ชันไลฟ์แอ็กชัน และเล่าเรื่องราวของเหล่า The Monsters คาแรกเตอร์ที่ผู้สร้างได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานและนิทานพื้นบ้านในแถบสแกนดิเนเวีย (Nordic Folklore) จนจินตนาการออกมาเป็นตัวละครคล้ายเอลฟ์ ที่มาพร้อมกับรอยยิ้มสดใสซึ่งสามารถครองใจคนทั่วโลกได้อย่างอยู่หมัด โดยภาพยนตร์จะถ่ายทอดโลกแห่งแฟนตาซีที่ไม่เหมือนใคร และการผจญภัยในอาณาจักรของ The Monster ตัวละครที่มีความบริสุทธิ์แบบเด็กๆ แต่แอบแฝงด้วยความซุกซนและความเฉลียวฉลาดตามธรรมชาติของ Labubu
ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ Labubu แต่อย่างใด แต่การที่ Sony Pictures ตัดสินใจลงทุนนำ Labubu มาสร้างเป็นภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันนั้นเกิดขึ้นหลังความสำเร็จอย่างถล่มทลายของกล่องสุ่มและการตีตลาดของสะสมในกลุ่มลูกค้าที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์สำคัญแห่งป๊อปคัลเจอร์ในยุคนี้ โดยทางสตูดิโอมีความตั้งใจที่จะนำอาณาจักรของ Labubu และเหล่าพ้องเพื่อนเข้าสู่โลกแห่งฮอลลีวูดอย่างเป็นทางการ ภายใต้โปรดักชันการสร้างระดับยักษ์ใหญ่ที่จะทำให้ตัวละครเหล่านี้เข้าถึงผู้คนทั่วโลกได้อีกระดับหนึ่ง และยังเป็นการต่อยอดความสำเร็จของ Labubu จากตุ๊กตาของสะสมสู่การมีชีวิตและเรื่องราวของตัวเองในภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชัน
ภาพ: Vincenzo Izzo/LightRocket via Getty Images
อ้างอิง:
The post Sony Pictures กำลังเตรียมสร้างภาพยนตร์ Labubu แบบไลฟ์แอ็กชัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
มานนา หวัง เอเจนต์ประกันในฮ่องกง เคยส่งของขวัญหรูๆ ให้ก […]
The post Labubu จากของเล่นกล่องสุ่มสู่เครื่องจักรทำเงินระดับโลก แต่คำถามคือจะเป็นได้อีกนานแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.
]]>
มานนา หวัง เอเจนต์ประกันในฮ่องกง เคยส่งของขวัญหรูๆ ให้กับลูกค้าระดับท็อปมาแล้วมากมาย ตั้งแต่ผ้าพันคอ Gucci ไปจนถึงนาฬิกา Coach แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา Labubu ได้กลายเป็นของขวัญที่เธอเลือกใช้ จนกระทั่งสินค้าขาดตลาดอย่างหนัก ทำให้เธอต้องยอมจ่ายเงินวันละ 500 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 2,066 บาท) เพื่อจ้างนักศึกษาให้ไปตามล่าหาตุ๊กตาที่ว่านี้มาให้ได้
“นั่นคือราคาที่ฉันเต็มใจจ่าย” หวังกล่าว “ทุกครั้งที่ลูกค้าได้รับ Labubu กล่องสุ่มรุ่นล่าสุด ฉันจะได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างดีใจจากพวกเขาหรือลูกๆ ของพวกเขา ทุกคนตื่นเต้นมาก เพราะใครๆ ก็อยากได้แต่หาซื้อไม่ได้” คำพูดของเธอคือภาพสะท้อนปรากฏการณ์ความคลั่งไคล้ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
Labubu ได้กลายสภาพจากของเล่นตุ๊กตาธรรมดาๆ ไปสู่ตลาดซื้อขายระดับโลก และสำหรับบางคน นี่คือสินทรัพย์เพื่อ ‘การลงทุน’ ที่ร้อนแรง นักสะสมตั้งแต่ในสหรัฐฯ ไปจนถึงจีน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบริษัท Pop Mart ต่างเดิมพันว่าตุ๊กตาฟันแหลมตัวนี้จะมีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นในตลาดขายต่อ หลังจากที่มีรุ่นหายากพิเศษถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 1.5 แสนดอลลาร์ (ประมาณ 4.84 ล้านบาท) ในกรุงปักกิ่ง
กระแสความนิยมนี้ได้ก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตขึ้นรอบๆ ตัว Labubu ตั้งแต่เสื้อผ้าที่ออกแบบมาเพื่อตุ๊กตาโดยเฉพาะ, เหรียญมีม ไปจนถึงบริการแปลกใหม่อย่างการให้เช่าตุ๊กตาเป็นรายวัน หรือแม้กระทั่งการรับจ้างต่อคิวซื้อสินค้าคอลเลกชันใหม่
ปัจจัยสำคัญที่จุดกระแสให้ Labubu โด่งดังไปทั่วโลกคือบรรจุภัณฑ์แบบกล่องสุ่ม (Blind Box) ที่กระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ, การปรากฏตัวในโซเชียลมีเดียของคนดังระดับโลกอย่าง แบรด พิตต์ และลิซ่า Blackpink และการที่ Pop Mart เลือกที่จะขายสินค้าผ่านร้านของตัวเองเท่านั้น ซึ่งผลักดันให้นักสะสมต้องหันไปพึ่งพาตลาดขายต่อเมื่อสินค้าหมดสต็อก
ความคลั่งไคล้นี้ได้ส่งผลให้ทรัพย์สินของ หวังหนิง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอวัยเพียง 30 กว่าปีของ Pop Mart พุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ 2.62 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8.46 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 243% ในปีนี้เพียงปีเดียว ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 3 ของโลกที่อายุต่ำกว่า 40 ปี และทำให้บริษัทที่เคยมีหน้าร้านเพียงแห่งเดียวเมื่อ 10 ปีก่อน มีมูลค่าตลาดสูงถึง 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท)
แต่คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ Pop Mart จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่าง Walt Disney ได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นเพียงกระแส ‘ฟองสบู่’ ที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนแล้วก็หายไป นักวิเคราะห์บางส่วนมองเห็นภาพซ้อนของปรากฏการณ์ Beanie Babies ในยุค 90s ที่เคยมีราคาพุ่งสูงก่อนที่ตลาดจะล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว
คริสตอฟ สแปนเจอร์ส ศาสตราจารย์ด้านการเงินผู้ศึกษาตลาดของสะสม กล่าวว่า “มีความเป็นไปได้สูงที่ Labubu จะเดินตามรอย Beanie Babies แต่อาจจะเร็วกว่าด้วยซ้ำเพราะพลังของอินเทอร์เน็ต” เขามองว่าจะมีตุ๊กตาเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่จะยังคงมีมูลค่าในระยะยาว แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีค่าเหลือเพียงศูนย์ในตลาดขายต่อ
จุดอ่อนที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการขาดความลึกในเชิง ‘เรื่องราว’ ซึ่งแตกต่างจากแฟรนไชส์อย่าง Pokémon ที่มีทั้งภาพยนตร์, การ์ตูน และเกม คอยเติมเชื้อไฟให้กระแสคงอยู่ตลอดเวลา เจมมา เดล ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมนักลงทุนกล่าวว่า “การจะต่อยอด Labubu ให้ไปถึงจุดนั้นได้ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก”
ถึงแม้จะมีคำเตือนออกมา แต่ก็ต้องยอมรับว่า Labubu มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากของเล่นในอดีต ด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย, กลยุทธ์กล่องสุ่ม และการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้กระแสยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง
บน eBay มีผู้ค้นหา Labubu มากกว่า 450 ครั้งต่อชั่วโมงในเดือนพฤษภาคม ข้อมูลจาก StockX แพลตฟอร์มขายต่อชื่อดังระบุว่ายอดขายสินค้า Pop Mart ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 พุ่งสูงขึ้นถึง 748% เมื่อเทียบกับทั้งปี 2024
อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณเตือนปรากฏขึ้นบ้างแล้ว เมื่อมีรายงานว่าราคาขายต่อของ Labubu ในแพลตฟอร์มของจีนเริ่มลดลงถึง 50% ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน หลังจากที่ Pop Mart ได้เพิ่มปริมาณสินค้าในช่องทางจำหน่ายของตนเอง ซึ่งบ่งชี้ว่ากระแสความนิยมนี้อาจมีความเปราะบางและอ่อนไหวต่อปริมาณสินค้าในตลาด
ด้าน Pop Mart เองได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการจงใจสร้างสินค้าให้ขาดตลาด โดยโฆษกของบริษัทกล่าวว่าได้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นถึง 10 เท่าแล้ว และไม่ต้องการให้สินค้าของบริษัทถูกนำไปปั่นราคาเพื่อเก็งกำไร แต่ต้องการให้ผู้บริโภคสามารถซื้อได้โดยตรงจากบริษัทมากกว่า
โจเซฟ เปียโนฟอร์เต้ ผู้จัดประมูล Labubu บน eBay Live ซึ่งเคยทำยอดขายได้หลายร้อยกล่องในแต่ละสัปดาห์ ก็ยังคงไม่แน่ใจในอนาคตระยะยาวของ Labubu ในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน
“ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือเรื่องของคอมมูนิตี้และความสนุก ผมไม่คิดว่าผู้คนจะมองไปไกลถึง 20 หรือ 50 ปีข้างหน้าว่า Labubu ตัวนี้จะมีราคาเป็นพันดอลลาร์ พวกเขาแค่สนุกกับกระแสที่เกิดขึ้นในตอนนี้เท่านั้น”
อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ Labubu คือเครื่องจักรทำเงินที่สมบูรณ์แบบสำหรับยุคสมัยนี้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่อนาคตของตุ๊กตาฟันแหลมตัวนี้ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่ หากปราศจากเรื่องราวที่มาคอยหล่อเลี้ยง ก็ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่า Labubu จะสามารถก้าวขึ้นไปเป็นไอคอนที่อยู่เหนือกาลเวลา หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งของเล่นในตำนานที่ถูกลืมเลือนไปเหมือนกับ Beanie Babies
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.28 บาท ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2568
ภาพ: Christian Vierig / Getty Images
อ้างอิง:
The post Labubu จากของเล่นกล่องสุ่มสู่เครื่องจักรทำเงินระดับโลก แต่คำถามคือจะเป็นได้อีกนานแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไอเท็มตุ๊กตาและของเล่นจาก POP MART ยังคงมีกระแสมาแรงไปท […]
The post POP MART มีสิทธิ์เห็นรายได้แตะ 4 พันล้านดอลลาร์ปีนี้ หลังกำไรสูงขึ้นเกือบ 400% appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไอเท็มตุ๊กตาและของเล่นจาก POP MART ยังคงมีกระแสมาแรงไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวการ์ตูนคาแรกเตอร์ Labubu ที่ได้รับความนิยมท่วมท้น จนกลายเป็นโปรดักต์ที่ถูกขายต่อในราคาเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ความสำเร็จนี้ส่งผลให้ธุรกิจบริษัท POP MART เติบโตขึ้นในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และผู้บริหารบริษัทก็เผยด้วยว่าเขากำลังจะมีรายได้ถึง 4 พันล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 1.3 แสนล้านบาทภายในปีนี้
จากการรายงานผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของ POP MART พบว่าบริษัทมีกำไรสูงขึ้นเกือบ 400% ซึ่งเป็นผลพวงจากการที่โปรดักต์ของบริษัทกำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูงของเหล่าลูกค้าทั่วโลก และทาง Wang Ning ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร POP MART ก็ออกมาคอนเฟิร์มเรื่องรายได้มหาศาลที่พวกเขาได้รับ โดยเผยว่าบริษัทกำลังมุ่งสู่เส้นทางที่จะมีรายได้ถึง 2.78 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2025 ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ เขาเผยด้วยว่า การจะทำรายได้ให้ถึง 4 พันล้านดอลลาร์ภายในปีนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
POP MART รายงานว่า สิ่งที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากก็คือโมเดล ‘กล่องสุ่ม’ ที่ลูกค้าไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าจะได้รับตุ๊กตาตัวใดจากคอลเลกชันที่พวกเขาซื้อ ซึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดนี้มอบประสบการณ์ทั้งความลุ้นและความตื่นเต้นให้ลูกค้าได้เป็นอย่างดี และ Wang Ning ก็เชื่อมั่นในการเติบโตของธุรกิจ POP MART ที่ต่างประเทศด้วย
การที่โปรดักต์อย่าง Labubu กลายเป็นที่ต้องการของลูกค้าอย่างล้นหลาม แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการสร้างแบรนด์ของ POP MART รวมไปถึงตลาดสินค้าของสะสมที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ โดยการเติบโตของ POP MART สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทเจาะตลาดด้วยกลยุทธ์การสร้างคัลเจอร์ความตื่นเต้นของลูกค้าได้สำเร็จลุล่วง จนสามารถคาดการณ์และตั้งเป้าถึงรายได้จำนวนมหาศาลได้เช่นนี้
ภาพ: Lalalalisa_m / Instagram
อ้างอิง:
The post POP MART มีสิทธิ์เห็นรายได้แตะ 4 พันล้านดอลลาร์ปีนี้ หลังกำไรสูงขึ้นเกือบ 400% appeared first on THE STANDARD.
]]>
Pop Mart International Group ผู้ผลิตของเล่นที่มีมูลค่าม […]
The post LABUBU ยังฮิต แต่เจอฤทธิ์สื่อจีนวิจารณ์ ‘กล่องสุ่ม’ ทำหุ้น POP MART ร่วง 8.8% มูลค่าหาย 1.28 แสนล้านบาท! appeared first on THE STANDARD.
]]>
Pop Mart International Group ผู้ผลิตของเล่นที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก กำลังสูญเสียเสน่ห์บางส่วนลงอย่างรวดเร็ว หลังจากสื่อที่เป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนออกมาวิพากษ์วิจารณ์โมเดลธุรกิจของบริษัท และเตือนถึงการเสพติดของสะสมยอดนิยมที่กำลังแพร่หลาย
โดยหุ้นของ POP MART ร่วงลง 3.6% สู่ระดับ 239.60 ดอลลาร์ฮ่องกงในวันศุกร์ (20 มิ.ย.) ที่ฮ่องกง และลดลงรวม 8.8% ภายใน 2 วัน ทำให้ ‘มูลค่าตลาด’ หายไปถึง 3.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.28 แสนล้านบาท)
หัวใจสำคัญของโมเดลธุรกิจ POP MART คือการจำหน่าย ‘กล่องสุ่ม’ (Blind Boxes) และ ‘การ์ดสุ่ม’ (Blind Cards) ซึ่งซ่อนเนื้อหาไว้ภายในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดผนึกอย่างมิดชิด
กลยุทธ์นี้กระตุ้นให้นักสะสมเกิดการซื้อซ้ำบ่อยครั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งของเล่นหรือการ์ดที่หายากและเป็นที่ต้องการมากที่สุด ซึ่งโอกาสในการค้นพบของหายากเหล่านี้ถูกคำนวณไว้ที่น้อยกว่า 2%
หนังสือพิมพ์ People’s Daily ของจีนกล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือ ‘กับดักทางธุรกิจ’ ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ความไม่แน่นอนของรางวัลที่จะได้รับ เป็นเครื่องมือกระตุ้นจิตใจให้ผู้บริโภคเสพติดการซื้อและกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
โดยเตือนว่าผู้เยาว์มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ เนื่องจากความสามารถในการควบคุมตนเองและวุฒิภาวะทางจิตวิทยายังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา พร้อมเรียกร้องให้มี ‘กฎระเบียบ’ ที่เข้มงวดขึ้นเพื่อปกป้องพวกเขาจากกลยุทธ์เหล่านี้
แม้ People’s Daily จะไม่ได้ระบุชื่อ POP MART โดยตรง แต่บริษัทนี้ก็ถูกมองว่าเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระแส ‘กล่องสุ่ม’ ที่ร้อนแรง โดยความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบริษัทคือตุ๊กตา LABUBU ซึ่งกุมหัวใจและกระเป๋าเงินของนักสะสมจากจีนไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่นๆ
ความสำเร็จในระดับสากลนี้ทำให้ POP MART เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในตลาดหุ้นฮ่องกงในปีนี้ และนักลงทุนก็คาดหวังว่าโมเมนตัมการเติบโตจะยังคงดำเนินต่อไป
ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว UBS คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทอาจเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ยทบต้นต่อปี 35% ในอีก 2 ปีข้างหน้า และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 216 ดอลลาร์ฮ่องกง เป็น 329 ดอลลาร์ฮ่องกง
เหตุผลสำคัญได้แก่ ความนิยมของตุ๊กตา LABUBU ที่ยังคงแรง การมีตัวละครใหม่ๆ พร้อมออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และความต้องการพวงกุญแจตุ๊กตาแฟชั่นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเปิดตลาดใหม่ให้กับบริษัท
ทางด้าน JPMorganChase เริ่มติดตามและวิเคราะห์บริษัทในเดือนพฤษภาคม โดยให้คะแนนการลงทุนเป็น Overweight (เพิ่มน้ำหนักการลงทุน) และมองว่าความนิยมที่ยาวนานของ LABUBU มีความคล้ายคลึงกับปรากฏการณ์ Hello Kitty ของ Sanrio อย่างมาก
หุ้นของ POP MART พุ่งขึ้นเกือบ 160% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยรายได้ในประเทศและต่างประเทศพุ่งสูงขึ้น 100% และ 480% ตามลำดับ เมื่อเทียบเป็นรายปีในไตรมาสแรก แม้จะมีการร่วงลงของหุ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา
แต่ ‘มูลค่าตลาด’ ของบริษัทยังคงอยู่ที่ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่ามูลค่ารวมของ Sanrio, Hasbro ผู้ผลิต Transformers และ Mattel ผู้ผลิต Barbie เสียอีก
อย่างไรก็ตาม กระแสความคลั่งไคล้บางส่วนอาจกำลังจางหายไป เมื่อราคาขายต่อของ LABUBU 3.0 ร่วงลงอย่างรวดเร็ว จากที่เคยทำราคาได้เกือบ 3,000 หยวน บนแพลตฟอร์มมือสอง ตุ๊กตาเอลฟ์ฟันซี่ตัวนี้ก็สูญเสียเสน่ห์ของความหายากไป หลังจากที่บริษัทนำกลับมาสต็อกใหม่และวางจำหน่ายทางออนไลน์
การวิพากษ์วิจารณ์ของ People’s Daily ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสูงและสะท้อนแนวคิดของผู้วางนโยบายจีน กำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังอุตสาหกรรม ‘กล่องสุ่ม’ โดยรวม ว่าอาจเผชิญกับ ‘กฎระเบียบ’ ที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับ POP MART และโมเดลธุรกิจของบริษัทในอนาคต
ภาพ: Katerina Elagina / Shutterstock
อ้างอิง:
The post LABUBU ยังฮิต แต่เจอฤทธิ์สื่อจีนวิจารณ์ ‘กล่องสุ่ม’ ทำหุ้น POP MART ร่วง 8.8% มูลค่าหาย 1.28 แสนล้านบาท! appeared first on THE STANDARD.
]]>
กระแสวัยรุ่นนิยมสะสมอาร์ตทอยแบบ Blind Box หรือเรียกง่าย […]
The post กระแสสะสมอาร์ตทอยยังแรง! POP MART ยอดขายโต-หุ้นพุ่งทะยาน นักวิเคราะห์เตือน ยังต้องใช้เวลาพิสูจน์แบรนด์อีกมาก appeared first on THE STANDARD.
]]>
กระแสวัยรุ่นนิยมสะสมอาร์ตทอยแบบ Blind Box หรือเรียกง่ายๆ ว่ากล่องสุ่ม ฮิตไปสู่ระดับโลกแล้ว จนทำให้ POP MART ผู้ผลิตของเล่นสัญชาติจีนสร้างยอดขายโตกระฉูด มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นถึง 368% ด้านนักวิเคราะห์ย้ำ บริษัทยังต้องพิสูจน์ให้นักลงทุนมั่นใจว่าจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน
หากย้อนไปมองจุดเริ่มต้นของร้าน POP MART เริ่มเปิดสาขาแรกในจีน และมีฐาน ลูกค้าเป็นกลุ่ม Gen Z เท่านั้น จากนั้นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทพยายามเพิ่มฐานลูกค้าด้วยการขยายตลาดไปยังต่างประเทศทั้งเอเชียและยุโรป เช่น ปารีส มิลาน และนิวยอร์ก เรียกได้ว่าได้รับความสำเร็จไปทั่วโลก
ถึงแม้บริษัทจะขยายไปยังตลาดต่างประเทศ แต่ลูกค้าชาวจีนยังคงเป็นกลุ่มหลัก ที่ทำรายได้ให้กับ POP MART ถึง 70% และมีลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิก 39 ล้านคน มีการซื้อซ้ำกว่า 43.9% และแบรนด์ถูกติดแฮชแท็ก #POPMART ในโพสต์มากกว่า 667,000 โพสต์ และมีผู้ติดตามบัญชีทางการของบริษัทถึง 1.8 ล้านคน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
สัญญาณการเติบโตดังกล่าวนั้นกลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองว่า วงการของเล่นและธุรกิจสินค้าไลฟ์สไตล์ทั่วโลกจะสดใสมากน้อยแค่ไหน และยิ่งในช่วงที่มีคนดังเข้ามาสนใจก็จะทำให้สินค้าของ POP MART ได้รับความสนใจและมีราคาสูงขึ้นไปอีก
ยกตัวอย่างในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา วิดีโอของ Vanity Fair เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของลิซ่า หนึ่งในสมาชิกของวง BLACKPINK ที่พูดถึงความชอบและหลงใหลของเล่นจาก POP MART และไม่ว่าตัวเขาจะบินไปประเทศไหนก็จะตามหาซื้อ เพราะเหมือนกับการตามล่าหาสมบัติ และในขณะที่กำลังพูดนั้นลิซ่าก็แกะกล่อง Blind Box อาร์ตทอยจาก PUCKY Roly-Poly Kitty ไปพร้อมกัน
ไม่เว้นแม้แต่ร้าน POP MART ในอเมริกาและออสเตรเลียที่มีบรรดาแฟนๆ ยอมต่อแถวยาวเป็นชั่วโมงเพื่อซื้อสินค้าคอลเล็กชันใหม่ ส่งผลให้ยอดขายในต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า
นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley กล่าวว่า POP MART ก่อตั้งในปี 2010 เน้นผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง โดยบริษัทมีการใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างจากบริษัทใหญ่ๆ เช่น Disney โดยไม่เน้นนำเสนอเรื่องราวหรือ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับตัวละคร แต่จะเพิ่มความน่าสนใจของตัวละครผ่านการเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ และมีการร่วมมือกับศิลปินที่มีชื่อเสียง และยังได้รับสิทธิ์ในการใช้แบรนด์จาก Disney และ Universal Studios อีกด้วย
ที่สำคัญ POP MART จะเน้นขายอาร์ตทอยในกล่องสุ่ม Blind Box ลูกค้าจะไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะได้อาร์ตทอยตัวไหน และการออกแบบของอาร์ตทอยจะสามารถสะท้อนอารมณ์ของตัวละครได้ ทำให้สินค้ามีเสน่ห์ทางอารมณ์และดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะตัวละคร MOLLY สาวผมสั้นที่มีเอกลักษณ์ประจำตัวคือการทำปากยื่น บริษัทออกแบบตัวละครให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้หลากหลายและสอดคล้องกับสถานที่สำคัญในแต่ละประเทศ เช่น SPACE MOLLY ซึ่งเป็นนักบินอวกาศที่กำลังเดินทางไปในจักรวาล
หรือ BABY MOLLY ที่แสดงให้เห็นเป็นเด็กทารกอายุ 3 ขวบ และ Mona Lisa ซึ่งเป็นมอนสเตอร์ที่วางขายในสาขาพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ที่กรุงปารีส ตลอดจน LABUBU ซึ่งเป็นมอนสเตอร์ตัวเล็กที่มีหูแหลมและฟันเรียงกัน ก็เป็นตัวละครที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน
สำหรับอาร์ตทอยของ POP MART ที่วางจำหน่ายในสาขาจะเริ่มจำหน่ายราคา 69 หยวน (ราว 324 บาท) ส่วนอาร์ตทอยขนาดใหญ่หรือรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันจะมีราคาหลายพันหยวน และอาจถูกนำมาขายต่อบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในราคาที่สูงกว่าหน้าร้านหลายเท่า
เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างแบรนด์ที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ทั่วโลก โดยเฉพาะการออกแบบผลิตภัณฑ์ผ่านทรัพย์สินทางปัญญา และไม่ได้จำหน่ายราคาถูกเหมือนที่หลายบริษัทในจีนทำเพื่อดึงลูกค้าในอดีต
Citigroup คาดการณ์ภาพรวมรายได้ POP MART ทั่วโลกของปี 2024 จะคิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของยอดขายรวมในปี 2025 เพราะบริษัทจะทำรายได้โตมากขึ้น หลังจากมีการขยายธุรกิจไปยังทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป จนปัจจุบันสาขาอยู่ใน 23 ประเทศทั่วโลก
คริส กาว นักวิเคราะห์การวิจัยผู้บริโภคจาก CLSA ในฮ่องกงกล่าวว่า แม้ POP MART จะเติบโตได้ดี แต่ระยะเวลาการดำเนินงานของบริษัทยังไม่นานพอ และจากเดิมแล้วธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญามักจะมีการเติบโตและถดถอยตามวงจร และเมื่อบริษัททำกำไรได้สูงอีกไม่นานก็จะมีผู้เล่นเข้ามา จากนั้นจะมีการแข่งขันสูงขึ้น จึงเป็นเหตุให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่าบริษัทจะสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
แต่ปัจจุบันราคาหุ้นของ POP MART ปรับตัวขึ้น มีการซื้อขายสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า POP MART ยังเป็นบริษัทที่ค่อนข้างใหม่ และต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ว่าจะสามารถบริหารจัดการธุรกิจเพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ในปีนี้ POP MART ยังทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งระดับโลกอย่าง Walt Disney และบริษัท Sanrio เจ้าของตัวละคร Hello Kitty อีกด้วย
อ้างอิง:
The post กระแสสะสมอาร์ตทอยยังแรง! POP MART ยอดขายโต-หุ้นพุ่งทะยาน นักวิเคราะห์เตือน ยังต้องใช้เวลาพิสูจน์แบรนด์อีกมาก appeared first on THE STANDARD.
]]>
POP MART ร้านค้าปลีกของเล่นสัญชาติจีนรุกขยายธุรกิจในต่า […]
The post POP MART บุกตลาดโลก ด้วยกล่องสุ่มฟิกเกอร์เจาะกลุ่มนักสะสม เล็งลุยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
POP MART ร้านค้าปลีกของเล่นสัญชาติจีนรุกขยายธุรกิจในต่างประเทศอย่างรวดเร็ว ด้วยกล่องสุ่ม (Blind Box) ฟิกเกอร์ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักสะสมรุ่นใหม่
บริษัทเปิดสาขาแรกในจาการ์ตาเมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นสาขาที่ 100 นอกประเทศจีน นับตั้งแต่ปี 2020 Jeremy Lee ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า “เรามีแผนที่จะขยายสาขา 30-40 แห่งในอนาคตอันใกล้” โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดสำคัญ คิดเป็น 41% ของรายได้ต่างประเทศในช่วงครึ่งแรกของปีนี้
แรงขับเคลื่อนสำคัญคือความคลั่งไคล้ในกล่องสุ่มที่บรรจุฟิกเกอร์จากคอลเล็กชันตัวการ์ตูนของ POP MART โดยแต่ละซีรีส์จะมี 12 แบบ และแบบลับอีก 1 แบบ ลูกค้าจะไม่รู้ว่าได้แบบไหนจนกว่าจะเปิดกล่อง ซึ่ง Mark Greeven ศาสตราจารย์ด้านนวัตกรรมการจัดการอธิบายว่า นี่คือกลยุทธ์ Hunger Marketing ที่สร้างความรู้สึกหายาก
POP MART ก่อตั้งในปี 2010 โดย Wang Ning แรงบันดาลใจจาก Gashapon ตู้ขายของเล่นแบบแคปซูลในญี่ปุ่น จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2016 เมื่อ Molly ตัวละครหญิงที่ออกแบบโดย Kenny Wong กลายเป็นสินค้าขายดี ดึงดูดเงินทุนจาก Venture Capital และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2020
กระแสกล่องสุ่มโด่งดังไปทั่วโลก ดึงดูดแฟนๆ เช่น LISA จากวง BLACKPINK ที่โพสต์บนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับ LABUBU ตัวละครคล้ายเอลฟ์ที่ออกแบบโดย Kasing Lung ซึ่ง Greeven มองว่าความสำเร็จนี้เกิดจากเสน่ห์เฉพาะตัวของสินค้าที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง
สินค้า LABUBU บางรุ่นขายหมดในทันทีและถูกนำไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้น นักสะสมยังตามหาแบบพิเศษจากการร่วมมือกับแบรนด์อื่นๆ เช่น LABUBU HIDE AND SEEK ที่มีจำหน่ายเฉพาะในสิงคโปร์
Winston Cheong แฟนพันธุ์แท้ POP MART ในสิงคโปร์กล่าวว่า “ของเล่นบางรุ่นได้รับแรงบันดาลใจจาก Pop Culture ภาพยนตร์ และวิดีโอเกม ทำให้การสะสมน่าสนใจยิ่งขึ้น”
POP MART เปิดสาขาแรกในอินโดนีเซียที่ Gandaria City ย่านหรูในจาการ์ตา และขยายไปยังออสเตรเลีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อิตาลี และฝรั่งเศส โดยเปิดสาขาในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ปารีส
รายได้ต่างประเทศของ POP MART เพิ่มขึ้น 5 เท่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ แซงหน้าการเติบโตในจีนที่ 32% โดยตลาดต่างประเทศคิดเป็น 30% ของรายได้รวมที่เติบโต 62% เป็น 4.5 พันล้านหยวน
กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปีก่อน โดยอัตรากำไรที่สูงขึ้นในต่างประเทศ ส่วนแบ่งรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 2022 ผลักดันโดยการขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังโควิด ราคาหุ้นในฮ่องกงเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในปีนี้ ส่งผลให้มูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง
Wang ผู้ก่อตั้ง POP MART ควบคุมการพัฒนาและช่องทางการขายอย่างเข้มงวด บริษัทเซ็นสัญญาพิเศษกับนักออกแบบ เช่น LABUBU และ Molly รวมถึงแบรนด์ดังอย่าง Coca-Cola
ทีมงานภายในออกแบบกล่องสุ่มใหม่ทุกสัปดาห์ POP MART บริหารร้านค้า ตู้จำหน่ายสินค้า และ e-Commerce เอง รวมถึงผ่าน Joint Venture ด้วย
อย่างไรก็ตามกลยุทธ์นี้ไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป บริษัทเผชิญกับภาวะชะลอตัวในปี 2022 เมื่อตัวละครบางตัวไม่ได้รับความนิยม ทำให้ราคาหุ้นร่วง 90% จากจุดสูงสุด
การรักษาการเติบโตในต่างประเทศเป็นความท้าทายสำหรับ POP MART เนื่องจากคู่แข่ง เช่น MINISO ก็รุกตลาดต่างประเทศเช่นกัน โดยเปิดสาขา TOP TOY แห่งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนที่แล้ว
Jianggan Li ผู้ก่อตั้ง Momentum Works กล่าวว่า “หากผู้บริโภคหันไปสนใจคู่แข่ง ความสามารถในการปรับตัวของ POP MART จะเป็นตัวกำหนดว่าจะอยู่รอดได้หรือไม่”
อีกความท้าทายคือการขยายธุรกิจนอกเหนือจากของเล่นสะสม POP MART มุ่งเน้นที่ LABUBU ตัวต่อ ซึ่งอาจแข่งขันโดยตรงกับ LEGO หลังจากเปิดตัวกระเป๋า เคสมือถือ และแก้ว รวมถึงเปิดสวนสนุกในปักกิ่งเมื่อปีที่แล้ว
อ้างอิง:
The post POP MART บุกตลาดโลก ด้วยกล่องสุ่มฟิกเกอร์เจาะกลุ่มนักสะสม เล็งลุยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (12 พฤศจิกายน) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้ […]
The post สำรวจกล่องสุ่มหลวงเจ้ AMITOFO หลังสำนักพุทธฯ ติงไม่เหมาะสม appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (12 พฤศจิกายน) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่ศูนย์การค้า มิกซ์ จตุจักร มิติใหม่แห่งการช้อปปิ้งใจกลางจตุจักร โดยเฉพาะอาร์ตทอยและกล่องสุ่มพวงกุญแจ AMITOFO หรือที่คนไทยเรียกว่า ‘กล่องสุ่มหลวงเจ้’ เนื่องจากมีลักษณะรูปลักษณ์รูปเศียรพระ หลังจากเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บุญเชิด กิตติธรางกูร รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โพสต์ภาพและข้อความติติง
“อยากให้แม่ค้าพินิจพิเคราะห์ให้ดี ก่อนที่จะนำสินค้าใดๆ ก็ตามที่สื่อถึงพระศาสดามาจัดจำหน่าย ไม่ว่าศาสดาของศาสนาไหนก็ตาม อย่างสินค้าชุดนี้เป็นสินค้าที่สื่อถึงพระเศียรขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นำมาห้อยกระเป๋าหรือพวงกุญแจ ไม่เหมาะโดยประการทั้งปวง กรณีนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่ง ที่ผ่านมาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทำได้เพียงขอความร่วมมือ”
ทั้งนี้จากการลงพื้นที่พบว่า ผู้ประกอบการรายหนึ่งกล่าวกับ THE STANDARD ว่า อยู่ที่เจตนาของศิลปินมากกว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธผสม ซึ่งล้วนมีความคิดเห็นที่ต่างกันออกไป อย่างคนส่วนใหญ่ที่มาซื้อมักเป็นพนักงานออฟฟิศ ซึ่งเห็นว่า ‘แปลกใหม่และน่ารักดี’
ขณะที่ผู้ประกอบการรายที่สองกล่าวกับ THE STANDARD ว่า กล่องสุ่ม AMITOFO นั้นผลิตออกมาระยะหนึ่งแล้ว เหตุใดจึงสั่งแบนสินค้าในเวลานี้ ส่วนอีกรายกล่าวว่า ในช่วงเวลาหลังเกิดเรื่องราวกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็มีประชาชนจำนวนหนึ่งมาถามหาสินค้า เนื่องจากได้เห็นในข่าว โดยมองว่าเป็นตุ๊กตาที่น่ารักและอยากมีเป็นของตัวเอง และมองกรณีที่เกิดขึ้นว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติควรเอาเวลาไปสนใจเรื่องอื่นมากกว่า

The post สำรวจกล่องสุ่มหลวงเจ้ AMITOFO หลังสำนักพุทธฯ ติงไม่เหมาะสม appeared first on THE STANDARD.
]]>
POP MART บริษัทค้าปลีกของเล่น ‘กล่องสุ่ม’ (Blind Box) ช […]
The post POP MART รายได้พุ่ง 125% เพราะ Gen Z จีนแห่ซื้อ ‘กล่องสุ่ม’ คลายเครียด สวนทางเศรษฐกิจซบเซา appeared first on THE STANDARD.
]]>
POP MART บริษัทค้าปลีกของเล่น ‘กล่องสุ่ม’ (Blind Box) ชั้นนำของจีน ประเมินว่ารายได้ในไตรมาส 3 จะเติบโตมากถึง 120-125% สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจจีนที่กำลังชะลอตัว ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนมองว่าได้รับแรงหนุนจาก Gen Z ที่นิยมซื้อสินค้าที่ตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ แม้ว่าสินค้าเหล่านั้นอาจดู ‘ไร้ประโยชน์’ และมีราคาแพงก็ตาม
รายงานของ South China Morning Post ระบุว่า Gen Z ในแดนมังกรซึ่งมีจำนวนประมาณ 280 ล้านคน กำลังขับเคลื่อนเทรนด์ ‘Emotional Consumption’ หรือ ‘การบริโภคเพื่อตอบสนองอารมณ์’ โดยพวกเขายินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าที่สร้างความสุข ความบันเทิง หรือสะท้อนตัวตนของพวกเขา เช่น ของเล่น, กล่องสุม, เครื่องประดับ และของตกแต่ง
“พวกเขามีความอ่อนไหวทางอารมณ์มาก เนื่องจากต้องใช้ชีวิตและทำงานด้วยจังหวะที่เร่งรีบและอยู่ภายใต้ความกดดันสูง” Mo Daiqing นักวิเคราะห์จาก China e-Commerce Research Centre กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
POP MART เป็นที่รู้จักในด้านการขาย ‘โมเดลของเล่นจากนักออกแบบ’ ที่มักจะขายในรูปแบบกล่องสุ่ม ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นให้ผู้ซื้อ โดยในไตรมาสที่ 3 บริษัทมียอดขายที่แข็งแกร่งทั้งในช่องทางอีคอมเมิร์ซและร้านค้าออฟไลน์ รวมถึงรายได้จากตลาดต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น
กล่องสุ่มขนาดเล็กของ POP MART มีราคาปกติอยู่ที่ประมาณ 69-79 หยวน (ราว 327-373 บาท) ส่วนกล่องสุ่มขนาดใหญ่อาจมีราคาสูงถึงหลายพันหยวน
‘เศรษฐกิจกล่องสุ่ม’ เติบโตจากการขายสินค้าในบรรจุภัณฑ์ทึบแสงที่ปิดบังรูปลักษณ์หรือดีไซน์เฉพาะของสินค้าไว้ สร้างความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นให้ผู้ซื้อ ซึ่งจะเห็นสินค้าจริงก็ต่อเมื่อเปิดกล่องเท่านั้น
นอกจาก POP MART แล้ว Jellycat แบรนด์ตุ๊กตาจากอังกฤษ ก็ประสบความสำเร็จในตลาดจีนเช่นกัน แม้ว่าจะมีราคาสูง แต่ร้านค้าของ Jellycat ยังคงมีลูกค้าแน่นขนัดและต้องจองคิวล่วงหน้า
จากผลสำรวจของ Seashell Finance พบว่า เกือบ 30% ของคนรุ่นใหม่ในจีนยินดีจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าที่ให้ผลทางใจหรือคุณค่าทางอารมณ์
ด้านสมาคมผู้บริโภคจีน (CCA) ชี้ให้เห็นว่า นอกจากการแสวงหาความคุ้มค่าแล้ว การปลดปล่อยทางอารมณ์จะกลายเป็น ‘ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค Gen Z’
อ้างอิง:
The post POP MART รายได้พุ่ง 125% เพราะ Gen Z จีนแห่ซื้อ ‘กล่องสุ่ม’ คลายเครียด สวนทางเศรษฐกิจซบเซา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ธุรกิจของเล่นไทยปังไม่ไหว กระแส ‘Art Toy’ ไม่มีแผ่ว! ปร […]
The post ปรากฏการณ์ ‘กล่องสุ่ม’ ดันธุรกิจ Art Toy ทุนจีน-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น แห่จดทะเบียนในไทยพุ่ง 5.7 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
ธุรกิจของเล่นไทยปังไม่ไหว กระแส ‘Art Toy’ ไม่มีแผ่ว! ปรากฏการณ์กล่องสุ่ม ตามหาตัวหายากจนเกิดเศรษฐกิจ ‘Kidult’ กลุ่มผู้ใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงที่รักในการสะสมของเล่น โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าวิเคราะห์ล่าสุดว่า ขณะนี้ ‘ธุรกิจของเล่น’ โดดเด่นทั้งสายการผลิตและการขาย
สะท้อนจากตัวเลขนิติบุคคล 1,093 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนสูงถึง 5,692.21 ล้านบาท และเป็น ‘ธุรกิจไซส์ S จิ๋วแต่แจ๋ว’ ที่ครองตลาดใหญ่ในไทย ทุบรายได้ปีที่แล้วรวมกว่า 19,677.21 ล้านบาท

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘ธุรกิจของเล่น’ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอย่าง ‘น่าจับตามอง’ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว
โดยมาจาก ‘การผลิต’ ของเล่นที่มีล้อ การผลิตตุ๊กตา และเกมต่างๆ และกลุ่มขายส่ง/ขายปลีก โดยประเทศไทยมีการจัดตั้งธุรกิจของเล่นในรูปแบบนิติบุคคลจำนวน 1,093 ราย (ผลิต 238 ราย และขาย 855 ราย) มูลค่าทุนจดทะเบียนทั้งหมด 5,692.21 ล้านบาท (แบ่งเป็นการผลิต 2,909.61 ล้านบาท และการขาย 2,782.60 ล้านบาท)
“ข้อมูลที่น่าสังเกตคือ เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) เป็นกลุ่มที่มีการจัดตั้งธุรกิจมากที่สุด จำนวน 1,024 ราย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสของ SME ในธุรกิจของเล่นที่ยังเปิดกว้างให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้ามาลงทุนช่วงชิงตลาด”
ในจำนวนนี้เป็น ‘กลุ่มขาย’ มากถึง 804 ราย และผลิต 220 ราย สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันที่จะเห็นได้ว่า ตลาดของเล่นมีการซื้อขายอย่างคึกคักทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
อรมนบอกว่า เฉพาะปี 2567 หากดูตัวเลขการจัดตั้งธุรกิจของเล่นช่วง 5 เดือนแรก (เดือนมกราคม-พฤษภาคม) มีจำนวน 57 ราย (ผลิต 50 ราย และขาย 7 ราย) โดยทั้งหมดเป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) มูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 67 ล้านบาท เปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง 2 ปี (ปี 2565-2566)
หากเทียบปี 2566 จะพบว่า มีการจัดตั้งธุรกิจของเล่นจำนวน 120 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 49 ราย คิดเป็น 69.01% มูลค่าทุนจดทะเบียน 2,736.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 40.90 ล้านบาท คิดเป็น 31.52% และตลอดปี 2566 ธุรกิจของเล่นสร้างรายได้รวมถึง 19,677.21 ล้านบาท พร้อมเติบโตแบบก้าวกระโดดและทำกำไรอยู่ที่ 467.62 ล้านบาท
“กลุ่มขายสามารถพลิกฟื้นธุรกิจพร้อมสร้างกำไรได้อย่างโดดเด่นในปี 2566 มูลค่า 175.07 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีกำไรอยู่ที่ 83.58 ล้านบาท”

น่าสนใจว่าธุรกิจนี้มีการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด 10,068.04 ล้านบาท โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่
แม้ธุรกิจของเล่นก่อนหน้านี้ประสบปัญหาเช่นเดียวกับหลายธุรกิจในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด แต่ขณะนี้กลับมาพลิกฟื้นได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ได้แก่
ที่สำคัญคือ ด้านการขาย ปัจจุบันของเล่นไม่ได้อยู่คู่กับเด็กเท่านั้น หากแต่เกิดกลุ่มที่ชื่อว่า ‘Kidult’ ขึ้นมาในอุตสาหกรรมของเล่น ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างคำว่า Kid (เด็ก) และ Adult (ผู้ใหญ่)
“แน่นอนว่าหากเราพิจารณาดีๆ การจะจ่ายเงินซื้อของเล่นสักหนึ่งชิ้น ไม่ว่าในเวลาต่อมาเจ้าของของเล่นชิ้นนั้นจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม แต่การตัดสินใจส่วนใหญ่จะเป็นของผู้ใหญ่ที่มีความสามารถในการซื้อ รวมถึงความนิยมของเล่นในกลุ่ม Art Toy ได้สร้างกระแสสำคัญในวงการของเล่นทั่วโลก”
โดยในประเทศไทยเกิดการแข่งขันสูงในการซื้อขาย Art Toy ผ่านรูปแบบต่างๆ ทั้งขายทางหน้าร้าน ขายผ่านออนไลน์ หรือแม้แต่อาชีพนักหิ้ว ก็ยังสร้างรายได้ไปกับการซื้อขาย Art Toy ด้วย

ประกอบกับความน่าสนใจของ Art Toy เป็นการนำเอาศิลปะจากดีไซเนอร์นักวาดรูปมาผสมกับการตลาดยุคใหม่
“การจำกัดจำนวนการผลิตในแต่ละรุ่นเพื่อสร้างคุณค่า สร้างคาแรกเตอร์ ที่บรรจุสินค้าอยู่ในกล่องสุ่มที่ผู้ซื้อต้องลุ้นว่าจะได้ตัวหายาก หรือ Secret หรือไม่ ซึ่งดีไซเนอร์นักวาดการ์ตูนของไทยก็ได้เข้าไป เช่น แบรนด์ Crybaby
“สิ่งเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการสร้าง Art Toy ที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยและสากล จนกลายเป็นที่ต้องการของ Kidult ในระดับโลกด้วย ยิ่งสร้างการมีส่วนร่วมและความจงรักภักดีแก่ผู้ซื้อให้เป็นส่วนหนึ่งในแบรนด์ รวมถึงการกระตุ้นความน่าสนใจด้วยอินฟลูเอ็นเซอร์ กลายเป็นกระแสนิยมในตลาด เกิดนักสะสมรุ่นใหม่และเก่า ถือว่าธุรกิจนี้โดดเด่นและมาแรงมาก” อรมนทิ้งท้าย
The post ปรากฏการณ์ ‘กล่องสุ่ม’ ดันธุรกิจ Art Toy ทุนจีน-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น แห่จดทะเบียนในไทยพุ่ง 5.7 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความกังวลเรื่องอนาคตที่ไม่แน่นอนและสังคมผู้สูงอายุที่กำ […]
The post เทรนด์ ‘กล่องสุ่มอาหารเหลือ’ มาแรง! หลัง Gen Z จีนนิยมใช้จ่าย ‘ประหยัด-รักตัวเอง’ ทำรัฐบาลกุมขมับ วิตกกระทบเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความกังวลเรื่องอนาคตที่ไม่แน่นอนและสังคมผู้สูงอายุที่กำลังก้าวเข้ามาทำให้คนรุ่นใหม่ในจีน หรือที่เรียกกันว่า Gen Z หันมาให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายอย่างประหยัดและการดูแลตัวเองมากขึ้น
จนเกิดเป็นกระแส Reverse Consumption หรือ Stingy Economy ซึ่งสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนหนุ่มสาวที่เติบโตมาในยุคที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูและมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น แต่กลับต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
คน Gen Z ในจีนมีสัดส่วนถึง 18.4% ของประชากรทั้งหมด 1,400 ล้านคน พวกเขาจึงเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของนักการตลาดและผู้กำหนดนโยบาย แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคมผู้สูงอายุ
แม้ว่า GDP ของจีนในไตรมาสแรกจะเติบโตเกินคาดที่ 5.3% แต่การคาดการณ์ส่วนใหญ่ชี้ว่าเศรษฐกิจจะยังคงชะลอตัวลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อีกทั้งอัตราการว่างงานในกลุ่มคนอายุ 16-24 ปี ยังสูงถึง 15.3% ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
พฤติกรรมการใช้จ่ายของ Gen Z และแรงกดดันที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมเหล่านี้ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจีนในระยะยาว โดยคนรุ่นใหม่หันมาใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น มองหาสินค้าราคาถูก และให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากคนรุ่นก่อนที่เติบโตมาในยุคที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงคือ Narcissism หรือการรักตัวเอง ซึ่งไม่ได้หมายถึงความเห็นแก่ตัว แต่เป็นการดูแลและยอมรับตัวเองในทางบวก โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและใจ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย หรือการพักผ่อนให้เพียงพอ
นอกจากนี้ยังมีคำศัพท์อื่นๆ ที่ได้รับความนิยม เช่น Lazy Health ที่หมายถึงการดูแลสุขภาพแบบง่ายๆ และประหยัด อย่างการนอนหลับให้เพียงพอ, City Walks การเดินเล่นในเมืองอย่างไร้จุดหมาย และ Special Forces Travel ซึ่งเป็นการเดินทางระยะสั้นที่เน้นทำกิจกรรมให้ได้มากที่สุดแต่ใช้เวลาและเงินให้น้อยที่สุด
พฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไปของคน Gen Z เริ่มส่งผลกระทบต่อตลาดแล้ว เช่น การเติบโตของ Pinduoduo แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เน้นขายสินค้าราคาถูก ซึ่งกำลังท้าทายความยิ่งใหญ่ของ Alibaba Group Holding รวมถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของสินค้าแบรนด์ท้องถิ่น ซึ่งคน Gen Z มองว่ามีคุณภาพดีและราคาไม่แพง
นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป โดยคน Gen Z นิยมรับประทานอาหารที่โรงอาหารชุมชนหรือซื้ออาหารว่างจากร้านค้าลดราคาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และหันมาสั่งอาหารกลับบ้านแทนการออกไปรับประทานที่ร้านอาหารมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อภาคธุรกิจร้านอาหาร
แคทเธอรีน หลิน พนักงานบริษัทผลิตเซลล์แสงอาทิตย์วัย 30 ปี เป็นอีกหนึ่งคนที่นิยมตามล่าหาของดีราคาถูก เธอบอกว่าเธอชอบกินเค้กมาก แต่ปกติไม่ค่อยซื้อเพราะแพงและทำให้อ้วน แต่หลังจากได้เห็นโพสต์บน Xiaohongshu เกี่ยวกับ ‘กล่องสุ่มอาหารเหลือ’ ซึ่งเป็นอาหารที่ขายไม่หมดจากร้านอาหาร ร้านขายของชำ และร้านเบเกอรี ที่ขายผ่านแอป WeChat ในราคาถูก เธอจึงลองสั่งมาหลายครั้ง และพบว่าช่วยประหยัดเงินได้เฉลี่ย 20-30 หยวน (ประมาณ 98-147 บาท)
บริการแบบนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความประหยัดของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับความต้องการด้านความยั่งยืนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การที่คนรุ่นใหม่หันมาประหยัดมากขึ้นทำให้รัฐบาลจีนต้องกุมขมับ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและเป้าหมายการเติบโตของ GDP
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคของ Gen Z ยังส่งผลกระทบต่อแบรนด์หรูต่างๆ ที่ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้ เช่น การร่วมมือกับแบรนด์ที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้นเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์หรือประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในวงกว้าง ยกตัวอย่างเช่น MoonSwatch นาฬิกาข้อมือที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์หรู OMEGA และแบรนด์ตลาด Swatch ที่มีราคาถูกกว่า
นักมานุษยวิทยาแสดงความกังวลว่าปรากฏการณ์ Self Love หรือ Narcissism นั้นอาจเป็นมากกว่าปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่สะท้อนถึงปัญหาการแยกตัวทางสังคม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตราการแต่งงานและการเกิดที่ต่ำลงในจีน โดยจากผลสำรวจของ Soul พบว่ากว่า 90% ของผู้ใช้มากกว่า 3,800 คน ไม่ได้มองว่า Narcissism เป็นสิ่งที่ไม่ดี และเกือบหนึ่งในสี่มองว่าการรักตัวเองเป็น ‘ความโรแมนติก’ รูปแบบหนึ่ง
นักมานุษยวิทยามองว่า Gen Z อาจมีวัยเด็กที่มีความสุขที่สุดในประวัติศาสตร์จีนในแง่ของวัตถุ แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้นก็ต้องเผชิญกับ ‘ความเครียดทางจิตใจอย่างมาก’ ภายใต้ความคาดหวังของพ่อแม่ที่ต้องการให้พวกเขาประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งทำให้พวกเขาหันมาสนใจตัวเองมากขึ้น
ในขณะที่ผู้กำหนดนโยบายของจีนพยายามแก้ไขปัญหาอัตราการแต่งงานและการเกิดที่ต่ำ หลังจากที่ประเทศมีประชากรลดลงติดต่อกันเป็นปีที่สองในปี 2023
การเปลี่ยนแปลงของคำศัพท์ที่ได้รับความนิยมในหมู่คน Gen Z จาก Lying Flat หรือการปฏิเสธแรงกดดันทางเศรษฐกิจ มาเป็น Reverse Consumption และ Self Love แสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่กำลังค้นหาเส้นทางของตัวเองภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทาย
รัฐบาลจีนกำลังพยายามหาทางแก้ไขปัญหานี้ เพื่อให้แน่ใจว่าคนรุ่นใหม่มีรายได้เพียงพอและเต็มใจที่จะใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
ภาพ: Costfoto / NurPhoto via Getty Images
อ้างอิง:
The post เทรนด์ ‘กล่องสุ่มอาหารเหลือ’ มาแรง! หลัง Gen Z จีนนิยมใช้จ่าย ‘ประหยัด-รักตัวเอง’ ทำรัฐบาลกุมขมับ วิตกกระทบเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วงการ กล่องสุ่ม เข้าแล้วออกไม่ได้ แต่ที่ทำได้คือหาที่อย […]
The post เข้าวงการกล่องสุ่มแล้ว จะเก็บน้องยังไงดี? appeared first on THE STANDARD.
]]>
วงการ กล่องสุ่ม เข้าแล้วออกไม่ได้ แต่ที่ทำได้คือหาที่อยู่ให้น้อง
เชื่อว่าตอนนี้หลายคนน่าจะเคยก้าวเข้าสู่วงการกล่องสุ่มหรืออาร์ตทอยกันมาบ้าง บอกเลยวงการนี้มันน่ากลัว เพราะเมื่อเราเริ่มต้นเปิดแล้วมันหยุดไม่ได้! แถมบางคอลเล็กชันก็เริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ เช่น Labubu, Crybaby หรือ Molly เมื่อเราได้น้องมาแล้วเราก็ควรจะหาพื้นที่เก็บรักษา เพื่อให้น้องยังคงสวยอยู่ตลอด และเป็นความภาคภูมิใจว่ากว่าเราจะได้มา!

จริงๆ หลักการเก็บรักษาน้องก็ง่ายๆ อย่างที่เรารู้กันคือ เก็บน้องให้อยู่ในตู้ อย่าโดนฝุ่น อย่าโดนแดด ยิ่งถ้าเราจัดวางดีๆ แก๊งอาร์ตทอยก็สามารถเป็นของแต่งบ้านได้เหมือนกัน ส่วนวิธีการเก็บรักษา วิธีการตั้งโชว์ ก็อยู่ที่ว่าคุณเข้ามาในวงการนี้ลึกแค่ไหน มีกี่คอลเล็กชันแล้ว วันนี้เราเลยอยากจะมาแชร์ไอเดีย ว่าเมื่อเริ่มเข้าสู่วงการอาร์ตทอยแล้ว เรามีวิธีจัดพื้นที่ในการเก็บรักษาน้องแบบไหนได้บ้าง

มาเริ่มกันที่มือใหม่ เมื่อเริ่มเก็บทีละตัวจนได้เป็นคอลเล็กชันแล้ว การหาตู้หรือกล่องอะคริลิกแล้วเก็บเป็นคอลเล็กชันน่าจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เดี๋ยวนี้แบรนด์ผู้ผลิตอาร์ตทอยก็ได้เริ่มผลิตกล่องเก็บอาร์ตทอยมาเหมือนกัน หรือจะซื้อจากร้านข้างนอกก็ได้ ข้อดีของกล่องพวกนี้คือ เบา เคลื่อนย้ายง่าย บางทีเอาไปวางบนโต๊ะทำงานได้ แต่ข้อเสียของอะคริลิกคือ โอกาสจะเกิดรอยขีดข่วนก็มี และอาจรับน้ำหนักได้ไม่ค่อยเยอะ วิธีการเลือกซื้อแนะนำให้ซื้อตู้หรือกล่องที่รูปทรงสามารถวางต่อกันได้ เผื่อการสะสมเริ่มบานปลายจะได้นำหลายๆ คอลเล็กชันมาต่อกัน

หากคุณเริ่มสะสมมาระดับหนึ่ง เริ่มบานปลายมาหลายคอลเล็กชัน แนะนำให้ลองไปหาซื้อตู้กระจกดู แล้วหาที่ว่างเล็กๆ ในบ้าน หรืออาจเป็นมุมบ้าน ตั้งตู้โชว์ไปเลย ปัจจุบันแบรนด์เฟอร์นิเจอร์หลายแบรนด์ในห้างก็มีตู้ประเภทนี้แบบที่ประกอบสำเร็จขายแล้ว เท่าที่เคยเห็นราคาจะอยู่ราวๆ 2,000 กว่าบาท ข้อดีคือแข็งแรงรับน้ำหนักได้มากขึ้น แต่การเอาอาร์ตทอยแต่ละตัวมาวางรวมกัน บางทีอาจบังกันได้ แนะนำให้หาซื้อแท่นวางอะคริลิก มาวางก่อนจะเก็บอาร์ตทอยเข้าไปในตู้

สำหรับคนที่จริงจัง และอยากลงทุนระยะยาว แนะนำให้เรียกช่างมาทำตู้โชว์ขนาดใหญ่ไปเลย อาจต้องเสียสละผนังสักหนึ่งด้านให้กลายเป็นตู้ สิ่งแรกที่อยากจะแนะนำคือ อยากให้ทำตู้ที่สามารถปรับความสูงต่ำของชั้นวางได้ เผื่ออนาคตเราอยากจะเก็บฟิกเกอร์ที่ขนาดใหญ่ขึ้น และอีกข้อคือควรคุยกับช่างเรื่องการติดไฟให้กับตู้โชว์เลย เพราะเมื่อเป็นตู้ แน่นอนว่าชั้นวางจะมีความทึบ และความสวยของน้องๆ อาร์ตทอยจะดรอปลงถ้าน้องอยู่ในที่มืด เพราะฉะนั้นพยายามอย่าให้มีจุดที่มืดเด็ดขาด ส่วนลักษณะของไฟ แนะนำให้ใช้ไฟ LED แบบเส้น เพราะติดตั้งง่ายสุดๆ
The post เข้าวงการกล่องสุ่มแล้ว จะเก็บน้องยังไงดี? appeared first on THE STANDARD.
]]>
“โปรดเถิดดวงใจโปรดได้เปิดกล่องนี้ก่อน” ช่วงนี้ถ้ […]
The post ‘POP MART’ รู้จักกล่องสุ่มของเล่นที่มาถึงประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว! appeared first on THE STANDARD.
]]>
“โปรดเถิดดวงใจโปรดได้เปิดกล่องนี้ก่อน”
ช่วงนี้ถ้าใครได้ไปเดินตามห้างสรรพสินค้าก็น่าจะพอได้เห็นตู้กดในแบบ Vending Machine สีสันสดใส ที่ข้างในไม่ได้ให้เรากดของกิน แต่เป็นกด ‘ของเล่น’ ที่น่ารักสุดๆ (แถมยังสามารถดูตัวอย่างได้ด้วยที่ชั้นวางโชว์ที่อยู่ด้านข้างของตู้!) ไปจนถึงมีร้านของเล่นแนวนี้ผุดขึ้นมากมายชวนเสียทรัพย์เป็นอย่างยิ่ง
เพราะคาแรกเตอร์ของเล่นเหล่านี้มีทั้งตัวละครที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีจากเรื่องยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็น Mickey Mouse, Toy Story, One Piece ไปจนถึงตัวละครจากงานศิลปะแนวป๊อปอาร์ตของศิลปินทั้งที่มีชื่อเสียงโด่งดังหรือศิลปินที่อาจจะยังไม่แมส แต่ตัวละครน่ารัก น่าสะสม เป็นอย่างยิ่ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของของเล่นรูปแบบนี้คือ อยู่ในกล่องที่เราไม่รู้ว่าด้านในนั้นจะเป็นตัวอะไรกันแน่ เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราแกะกล่องออกมาแล้วเท่านั้น!
และนี่คือความสนุกของ ‘กล่องสุ่ม’ ของเล่นกึ่งของสะสมที่กำลังโดนใจคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เผลอเป็นไม่ได้ ต้องมายืนออกันหน้าตู้ดูว่าวันนี้มีของเล่นคอลเล็กชันใหม่เข้าไหม หรือเติมตัวที่อยากได้บ้างหรือยัง
อะไรคือความลับที่ทำให้ของเล่นเหล่านี้ฮิตได้ขนาดนี้? จนถึงขั้นที่ร้านดังอย่าง POP MART กำลังจะมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในบ้านเราวันที่ 20 กันยายนนี้
มาเปิดกล่องโดนใจไปด้วยกันเลย!

คุณรู้จัก POP MART หรือยัง? ถ้าไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร เพราะตั้งใจจะเล่าให้ฟังอยู่พอดี
POP MART ไม่ได้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อ แต่เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์จากประเทศจีน ซึ่งเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2010 โดย หวังหนิง
หวังหนิงเป็นมือเก๋าในวงการอุตสาหกรรมของเล่นของประเทศจีน โดยที่เดิมที POP MART ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นร้านค้าในแบบไลฟ์สไตล์ที่มีของน่ารักกิ๊บเก๋สำหรับวัยรุ่นชาวจีน ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากร้านแนวไลฟ์สไตล์ Log-On ในฮ่องกง
แต่การทำร้านแบบนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก POP MART ประสบปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะปัญหาใหญ่คือ เรื่องการจัดการสต๊อกสินค้า เพราะพยายามทำสินค้าออกมาวางจำหน่ายมากจนเกินไป
จุดนี้เองที่ทำให้หวังหนิงพยายามกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่เป็นสินค้าขายดีของร้าน ซึ่งนำไปสู่การค้นพบเรื่องที่น่าประหลาดใจว่า ของขายดีในร้านกลับไม่ใช่ของใช้ แต่เป็น ‘ของเล่น’ ในแบบที่เรียกว่า ‘กล่องสุ่ม’ ผลิตของเล่นในแบบ Art Toy ที่ทำจากไวนิลที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากนักสะสม
ที่บอกว่ากล่องสุ่ม (Bling Box) นั้นเป็นเพราะตัวของเล่นนี้จะอยู่ในกล่องที่ปิดมิดชิด สิ่งที่ทุกคนจะได้เห็นก็มีเพียงรูปของเล่นตัวเด่นๆ ในคอลเล็กชัน พร้อมกับรายละเอียดบอกว่าจะมีตัวอะไรที่อยู่ในคอลเล็กชันบ้าง
ความสนุกเกิดขึ้นในตอนนี้เอง ที่ทุกคนจะได้ลุ้นไปพร้อมกันว่าเราจะได้ตัวที่อยากได้ไหม? ไปจนถึงเราจะได้ตัวหายาก (Rare) หรือไม่? ซึ่งในแต่ละคอลเล็กชันหรือซีรีส์นั้นก็จะมีตัวหายากหรือตัวลับที่ไม่ได้เจอกันง่ายๆ
เพียงแค่รู้ว่าจะทำอะไรยังไม่พอ

สิ่งที่ทำให้ POP MART ดังเป็นพลุแตกคือ การจับมือกับ เคนนี หว่อง ศิลปินของเล่นศิลปะ หรือ Art Toy ชื่อดังชาวฮ่องกง เพื่อขอนำตัวละคร หนูน้อย Molly มาผลิตของเล่นในปี 2016
การได้ Molly มากลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะของเล่นซีรีส์นี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างมาก และนำไปสู่การเดินหน้าผลิต Molly ในซีรีส์อื่นๆ ตามมาอีกมากมาย และแน่นอนว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
POP MART เดินหน้าจับมือกับกลุ่มศิลปิน Art Toy คนอื่นๆ ผลิตของเล่นออกมาด้วย ไม่ว่าจะเป็น Bunny, Skullpanda ไปจนถึง Dimoo ซึ่งต่างก็ได้รับความนิยมอย่างสูงเช่นเดียวกัน
ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังค้นพบสูตรลับของความสำเร็จ ด้วยการจับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Walt Disney และ Universal Studios เพื่อนำตัวละครอันเป็นที่รักของทุกคนมาผลิตเป็นของเล่นได้อย่างมากมายไม่รู้จบ

กลยุทธ์ Co-Branding เป็นการขยายจักรวาลกล่องสุ่มของเล่นให้เป็นอนันต์ และนำไปสู่ความสำเร็จที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
เพียงแต่หัวใจของมันคือของเล่นที่ผลิตออกมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะตัวฟิกเกอร์ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ ตัวกล่องเองก็สวยงามจนแทบจะเป็นของสะสมได้เหมือนกัน
และที่สำคัญคือ ความสนุกในการเล่นจากการสุ่มที่ไม่รู้ว่าจะได้อะไรนั่นเอง
โดยปกติแล้วกล่องสุ่ม 1 ซีรีส์จะประกอบไปด้วยตัวละคร 12 ตัวที่จะแยกเป็นกล่องอยู่ในกล่องใหญ่ (Package) ก็จะมีของเล่นทั้งหมด 12 กล่องพอดี และในกล่องใหญ่ที่สุด (Carton) ก็จะมีกล่องใหญ่อยู่ทั้งหมด 12 กล่อง
นั่นเท่ากับว่า ในกล่องใหญ่ที่สุดจะมีของเล่นทั้งหมด 12×12 = 144 ตัว ซึ่งในจำนวนนี้จะมีตัวหายากเพียงตัวเดียวเท่านั้น (และอาจมีตัวรองในซีรีส์ แต่ก็หายากเช่นกัน)
หมายความว่า ต่อให้ซื้อกล่องใหญ่ (12 กล่อง) ก็ไม่ได้เป็นการการันตีที่จะได้ตัวหายากอยู่ดี ซึ่งภาษาในวงการจะเรียกกันว่า ‘เกลือ’ (Salty) ที่หมายถึงขนาดซื้อยกกล่องก็ยังเป็นการเสียเงินเปล่า
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าสู่สายลึกแบบนั้น เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ของ POP MART คือกลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงานช่วงต้น โดยตามการสำรวจของ BrandTrends Group ในประเทศจีน ลูกค้าของ POP MART มีช่วงวัยตั้งแต่ 15-35 ปี โดยที่ 65%เป็นผู้หญิง ขณะที่อีก 35% เป็นผู้ชาย
คนกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการตัวแรร์ทุกคน (แต่ได้ก็ดี) ส่วนใหญ่แค่ขอได้มีโอกาสกดเล่นสนุกๆ ลุ้นกันขำๆ วันละกล่องสองกล่อง เนื่องจากสนนราคาต่อกล่องนั้นไม่ได้แพงมากเมื่อเทียบกับของเล่นทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งของเล่นในกลุ่ม Art Toy ที่มีสนนราคาที่สูงกว่ามาก
ในบ้านเรากล่องสุ่มของเล่นตกอยู่ที่ประมาณกล่องละประมาณ 300 กว่าบาท ถือว่าเป็นราคาที่พอสู้ไหวเมื่อเทียบกับสินค้าประเภทใกล้เคียงกันอย่าง Funko ที่เคยได้รับความนิยมก่อนหน้านี้ที่มีราคาสูงกว่าพอสมควร (และไม่ได้ลุ้นด้วย เพราะเห็นอยู่แล้วว่าจะได้ตัวอะไร)

หรือว่า Bearbrick เจ้าหมีของเล่นในตำนานที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งมีราคาที่สูงกว่านับ 10 เท่า (หรือบางตัวหายากอาจถึง 50-100 เท่า) เมื่อเทียบกับของเล่น POP MART
เรียกว่าถ้าได้แวะห้างก็ขอแวะตู้กล่องสุ่มสักนิด หรือบางคนถนัดแวะเข้าร้านเผื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเจ้าของร้านหรือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ (ที่อาจเป็นคู่แข่งแย่งตัวที่อยากได้ในเวลาเดียวกัน!) เกิดเป็นคอมมูนิตี้หรือเป็นสังคมอุดมของเล่นกันขึ้นมา
แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
แต่ของเล่นแนวสุ่มก็ไม่ได้เป็นของใหม่อะไร ในทางตรงกันข้าม ของเล่นแบบนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยต้นกำเนิดอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นกับของเล่นที่หลายคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีที่มีชื่อเรียกว่า ‘กาชาปอง’ (Gashapon)
กาชาปองนั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1960 แล้ว โดยมาจากคำว่า ‘Gasha’ (หรือ Gacha’) ซึ่งเป็นเสียง ‘แก๊ก’ เวลาที่เราแกะเอาของเล่นออกจากกล่องที่ทำเป็นรูปทรงแคปซูลรูปทรงกลม ส่วนคำว่า ‘Pon’ มาจากเสียงเวลาที่ของเล่นที่เราไขไหลลงมาในช่องดัง ‘ป๊อง’
หัวใจของกาชาปองอยู่ที่ 3 สิ่ง คือ
เหตุผลทั้งหมดทำให้กาชาปองได้รับความนิยมตลอดกาลจากทั้งชาวญี่ปุ่นเอง หรือชาวต่างชาติที่หากได้มีโอกาสไปเยือนประเทศญี่ปุ่นสักครั้ง หนึ่งในสิ่งที่ต้องลองคือการไปไขของเล่นตามตู้แบบนี้แหละ ความสนุกนั้นเริ่มตั้งแต่การเดินส่องแล้วว่ามีตู้ของเล่นอะไรบ้าง ก่อนที่จะหยอดเหรียญ ไต่ระดับอารมณ์ด้วยการไข (บางคนเพิ่มขั้นตอนของการสวดภาวนาเข้าไป เพื่อให้ได้ตัวที่อยากได้!) ก่อนที่ของเล่นจะไหลลงมาดังป๊อง!
ด้วยสนนราคาที่ไม่แพงมาก ทำให้หยอดได้เรื่อยๆ โดยที่ใช้เวลานานกว่าจะรู้สึกผิด ขณะที่ขนาดของเล่นเองที่เล็กๆ ก็เหมาะสมกับบ้านชาวญี่ปุ่นที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไรมากมาย จัดเก็บง่าย ขนาดกำลังน่ารักน่าชัง
ทั้งนี้ แม้ว่ากระแสกล่องสุ่มของเล่นจะมาแรง แต่กาชาปอง (ซึ่งจดทะเบียนการค้าไว้โดยบริษัท Bandai ถ้าเป็นรายอื่นต้องใช้ชื่ออื่น เช่น Tomy ใช้ชื่อว่า Gacha) ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอ
ในบ้านเราเอง Bandai เจ้าของลิขสิทธิ์ของเล่นรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ก็เพิ่งมาเปิดช็อปใหญ่ Gashapon Bandai Official Shop ที่ห้างสยามเซ็นเตอร์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ยังได้รับความนิยมอยู่เหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือมีคู่แข่งที่น่ากลัวมากๆ เกิดขึ้นแล้ว

ปัจจุบัน POP MART ซึ่งถือลิขสิทธิ์ของเล่นหลากหลายคอลเล็กชันมากกว่า 100 รายการ กำลังเติบโตอย่างไม่มีทีท่าว่าจะแผ่ว โดยไม่ได้หยุดเพียงแค่ตลาดในประเทศจีน ซึ่งมีจำนวนสาขามากกว่า 200 แห่ง และตู้ขายอีกหลายพันตู้ ไปจนถึงการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เท่านั้น
แต่ POP MART ยังมีการนำ Data Analytics มาใช้ในการช่วยกำหนดทิศทางของบริษัทด้วย โดยในประเทศจีนมีการรวบรวมข้อมูลผู้ใช้ที่ลงทะเบียนจำนวนมากกว่า 26 ล้านคน (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2022) ทำให้รู้พฤติกรรมของผู้บริโภคได้ว่ามีการซื้ออย่างไร ซื้อซ้ำหรือไม่ และหยั่งกระแสความนิยมได้ว่าของเล่นชุดไหนที่ได้รับความนิยม ทำให้ของเล่นที่ผลิตมาสามารถขายได้เกือบหมด
โดยตามข้อมูลแล้ว ในจำนวน 26 ล้านคน มีถึง 90.31% ที่กลายเป็นลูกค้า และมีอีก 50.6% ที่เป็นขาประจำกลับมาซื้อแล้วซื้ออีก
ส่วนของเล่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ Skullpanda ที่ทำรายได้ 815.6 ล้านหยวน หรือราว 3,900 ล้านบาท แซงหน้า Molly เป็นที่เรียบร้อย
บริษัทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อเดือนธันวาคม 2020
สำหรับตลาดต่างประเทศเป็นตลาดที่พวกเขาให้ความสำคัญเช่นกัน โดยมีการเปิดร้านค้าอย่างเป็นทางการในฮ่องกง, สิงคโปร์, มาเลเซีย และไต้หวัน ฯลฯ โดยตามข้อมูลในปี 2022 มีจำนวนร้านค้า 43 แห่ง ตู้กดอีก 120 แห่ง และขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์อีก 13 แห่ง
โดยแต่ละที่ที่ไปก็ยังคงใช้กลยุทธ์ Co-Branding ในการจับมือร่วมกับศิลปินท้องถิ่น เช่น ในสิงคโปร์จับมือกับ แดเนียล ยู ผู้สร้างสรรค์ของเล่น Monster Toys ซึ่งเป็นของเล่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และข่าวดีสำหรับแฟนๆ กล่องสุ่มชาวไทยคือ POP MART กำลังจะมาเปิดตลาดในบ้านเราแล้ว โดยจะเปิดร้านค้าอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 กันยายนนี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งจะมีการนำของเล่นคอลเล็กชันเจ๋งๆ เข้ามาเต็มที่อย่างแน่นอน
ใครไหวก็เก็บเงินใส่บัญชีไว้แล้วรอไปสุ่มวันนั้น แต่ถ้าใครไม่ไหว…เชิญไปสุ่มกันได้เลยตามสะดวก
เพราะผู้เขียนก็ชักจะไม่ไหว เดี๋ยวต้องออกไปสุ่มสักหน่อยแล้ว!
อ้างอิง:
The post ‘POP MART’ รู้จักกล่องสุ่มของเล่นที่มาถึงประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว! appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันที่ 20 กันยายนนี้จะเป็นวันแรกที่ POP MART แบรนด์อาร์ […]
The post EXCLUSIVE PHOTO ALBUM: พาชม POP MART สาขาแรกของไทยที่ centralwOrld จัดเต็มด้วยอาร์ตทอยสุดคิวต์! appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันที่ 20 กันยายนนี้จะเป็นวันแรกที่ POP MART แบรนด์อาร์ตทอยชื่อดังจากแดนมังกรจะมาเปิดสาขาแรกในเมืองไทยที่ centralwOrld ด้วยเหตุนี้ THE STANDARD WEALTH จึงขอพามาชมร้านก่อนที่จะเปิดให้ลูกค้าทั่วไปได้เข้าไปซื้อสินค้าที่ตัวเองชื่นชอบกัน!
สำหรับสาขาที่ centralwOrld แห่งนี้ ถือเป็นสาขาแฟลกชิปสโตร์ที่ยกต้นแบบมาจากแดนมังกร โดยเป็นรูปแบบสาขาที่อยู่ระดับบนสุดเมื่อเปรียบเทียบกับสาขาอื่นๆ
ภายในมีการวางขายสินค้าราว 300 SKU ราคาตั้งแต่ 300 กว่าบาทไปจนถึง 30,000 กว่าบาท ขึ้นอยู่กับขนาดของอาร์ตทอย ซึ่งนี่ถือเป็นราคาที่ถูกกว่าจีนราว 5-7% แต่จะสูงกว่าสิงคโปร์ราว 10%
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
สิ่งที่น่าสนใจคืออาร์ตทอย Limited Edition ซึ่งจะมีเพียง 140 ตัวเท่านั้น ในราคา 6,990 บาท โดยผู้ที่จะเป็นเจ้าของได้นั้นต้องซื้อสินค้าภายในร้านให้ครบ 10,000 บาทก่อน
POP MART บอกว่า เหตุผลที่แบรนด์ได้รับความนิยมในไทยเป็นเพราะตลาดไทยเริ่มสนใจเทรนด์ป๊อปคัลเจอร์มากขึ้น ซึ่ง POP MART มาในรูปแบบ Blind Box ที่สร้างความตื่นเต้นและความคาดหวังในทุกครั้งที่เปิด ทำให้เป็นที่ถูกใจของคนไทย
ก่อนจะมาเปิดร้าน POP MART นั้นได้จำหน่ายผ่านเว็บไซต์ รวมถึงแพลตฟอร์มอย่าง Shopee และ Lazada ซึ่งได้รับผลตอบรับเชิงบวกในแง่ของความสำเร็จในการขาย ดังนั้นจึงเชื่อว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะเข้ามาเปิดร้านแบบออฟไลน์
โดยได้ร่วมทุนกับบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ภายใต้กลุ่มธุรกิจ Minor Lifestyle เพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
มีการเปิดเผยว่า การเปิดร้านค้าปลีกและร้านป๊อปอัพมากถึง 20 แห่ง พร้อมด้วยตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ (POP MART ROBOSHOP) ประมาณ 50 ตู้ทั่วประเทศไทย โดยสาขาที่ 2 นั้นจะเปิดที่ Terminal 21 อโศก ในช่วงสิ้นปีนี้ ขณะที่ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติจะเปิด 2 ตู้ที่แฟชั่นไอส์แลนด์ในสัปดาห์หน้า
ส่วนปีหน้าจะเน้นขยายในกรุงเทพฯ ก่อน โดยจะไปยังมุมเมืองของกรุงเทพฯ เช่น เซ็นทรัล ลาดพร้าว และ เมกาบางนา เป็นต้น รวมทั้งเซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต หลังจากนั้นจึงจะขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

The post EXCLUSIVE PHOTO ALBUM: พาชม POP MART สาขาแรกของไทยที่ centralwOrld จัดเต็มด้วยอาร์ตทอยสุดคิวต์! appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (21 มีนาคม) พล.ต.ต. อนันต์ นานาสมบัติ ผู้บังคับก […]
The post ปคบ. บุกจับ ‘นารา เครปกะเทย’ หลอกขายกล่องสุ่ม พร้อมยึดของกลาง-อุปกรณ์ไลฟ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (21 มีนาคม) พล.ต.ต. อนันต์ นานาสมบัติ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) สั่งการนำกำลังเจ้าหน้าที่ กองกับการ 1 (กก.1) บก.ปคบ. กระจายกำลังลงตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 1 จุดในพื้นที่จังหวัดลพบุรี เพื่อจับกุม อนิวัต ประทุมถิ่น หรือ นารา เครปกะเทย อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 751/2566 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2566 ข้อหาโฆษณาหรือสนับสนุนให้มีการกระทำผิดกฎหมาย, ฉ้อโกงประชาชน, ทุจริตหรือหลอกลวงโดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ, กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
โดยเป้าหมายสำคัญที่เข้าตรวจค้นในครั้งนี้อยู่ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบ้านพักแฟนหนุ่มของอนิวัต และเชื่อว่าน่าจะเป็นสถานที่กบดานซ่อนตัวของอนิวัต เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงพบตัวอนิวัตอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวจริง จึงแสดงตัวเข้าจับกุม พร้อมกับตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 4 เครื่อง, iPad 1 เครื่อง และสมุดบัญชีธนาคาร 6 เล่ม
ส่วนเป้าหมายจุดสำคัญต่อมาอยู่ที่อาคารพาณิชย์ ตำบลบ้านกรด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังทราบว่าถูกใช้เป็นสถานที่เก็บสินค้าและไลฟ์ขายกล่องสุ่ม ซึ่งจากการเข้าตรวจค้นเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดกล่องสินค้าได้เป็นจำนวนมาก
สำหรับการจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจากก่อนหน้าได้มีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าร้องเรียนกับพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคบ. ว่าอนิวัตมีพฤติการณ์ไลฟ์หลอกขายกล่องสุ่ม อ้างว่าหากซื้อกล่องสุ่มในราคา 10,000 บาทจะได้รับทองคำ 2 สลึง รวมถึงเงิน 6,000 บาท แต่ถ้าซื้อกล่องสุ่มในราคา 50,000 บาท จะได้รับทองคำ 3 บาท เงินสด 20,000 บาท ถ้าลงทุน 100,000 บาท จะได้รับทองคำ 5 บาท เงินสด 50,000 บาท แต่เมื่อผู้เสียหายโอนเงินซื้อกล่องสุ่มไปให้อนิวัตกลับไม่มีการจัดส่งกล่องสุ่มตามที่ตกลงกันไว้ เข้าข่ายหลอกลวงเอาเงิน จึงจัดกำลังลงพื้นที่สืบหาเบาะแสพร้อมรวบรวมพยานหลักฐานจนนำไปสู่การออกหมายจับและการจับกุมตัวได้ดังกล่าว ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการนำตัวมาสอบปากคำพร้อมดำเนินคดียัง กก.1 บก.ปคบ.
The post ปคบ. บุกจับ ‘นารา เครปกะเทย’ หลอกขายกล่องสุ่ม พร้อมยึดของกลาง-อุปกรณ์ไลฟ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคนี้กล่องสุ่มมาแรงในทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่วงการบิวต […]
The post แพลตฟอร์ม MSCHF ผุดไอเดียสนุกที่บ้าดี ทำกล่องสุ่ม Ketchup or Makeup ราคา 25 ดอลลาร์ ให้คนซื้อลุ้นเอาว่าจะได้ลิปของ Fenty Beauty หรือซอสมะเขือเทศ! appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคนี้กล่องสุ่มมาแรงในทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่วงการบิวตี้ที่ได้เห็นความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ใช้ไอเดียทำกล่องสุ่มมาเป็นจุดขายที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากมันสนุกที่ได้ลุ้น แม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าบางครั้งไอเท็มความงามในกล่องสุ่มอาจจะไม่ถูกใจหรือไม่ตรงกับความต้องการของเรานัก เนื่องจากไม่ได้เลือกไม่ได้ลอง แต่ก็ถือเป็นประสบกาณ์ที่สนุกดี ล่าสุดกล่องสุ่มของแบรนด์ซอสมะเขือเทศชื่อดัง Ketchup ก็นำเอากระแสสนุกๆ นี้มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่สนุกและบ้าดี มันคือกล่องสุ่มที่มีชื่อว่า Ketchup or Makeup ที่ขายในเว็บไซต์ https://ketchupormakeup.com/ โดยตั้งราคาไว้ที่ 25 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 900 บาท ซึ่งเป็นการคอลแลบกันกับแบรนด์ Fenty Beauty ของแม่ค้า Rihanna โดยในหนึ่งกล่องสุ่มจะมีซองสีแดงซิกเนเจอร์ของ Ketchup อยู่จำนวน 6 ซอง ซึ่งผู้ซื้อจะไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งที่ตัวเองจะได้นั้นเป็นลิปสติกเฉดสีแดงเนื้อนุ่มวาวผสมชิมเมอร์ที่ทาปากได้จริงๆ ของแบรนด์ Fenty Beauty กับเท็กซ์เจอร์สุดแซ่บของ Gloss Bomb อันโด่งดัง หรือจะเป็นซอสมะเขือเทศที่เอาเฟรนช์ฟรายส์มาจิ้มกินได้เลย ก็เป็นหนึ่งในไอเดียสนุกๆ ที่แบรนด์มีความขี้เล่นสุดๆ ซึ่งถ้าไม่ใช่คนซีเรียสด้านความคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า ก็น่าลองซื้อมาสุ่มดวงดูสักครั้ง แต่ถ้ารู้ตัวว่าจะเสียดายเงินแน่ๆ หากสุ่มได้แค่ซองซอสมะเขือเทศ 6 ซอง ก็เก็บเงินไว้ซื้อลิปสติกแบรนด์ที่ตัวเองชอบน่าจะเหมาะกว่า
ภาพ: Courtesy of Ketchup or Makeup
อ้างอิง:
The post แพลตฟอร์ม MSCHF ผุดไอเดียสนุกที่บ้าดี ทำกล่องสุ่ม Ketchup or Makeup ราคา 25 ดอลลาร์ ให้คนซื้อลุ้นเอาว่าจะได้ลิปของ Fenty Beauty หรือซอสมะเขือเทศ! appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 สิงหาคม) สำนักบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐข […]
The post จีนเล็งคุมธุรกิจ ‘กล่องสุ่ม’ หนุนใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 สิงหาคม) สำนักบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีนอยู่ระหว่างการวางแผนควบคุมธุรกิจกล่องปริศนาหรือกล่องสุ่มที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในจีน เพื่อสนับสนุนการจัดจำหน่ายที่ยุติธรรมและการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล
กล่องสุ่มบรรจุสินค้าที่ถูกสุ่มมาโดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะได้ของสิ่งใดกระทั่งเปิด กลายเป็นรูปแบบธุรกิจยอดนิยมของบรรดาผู้ผลิตของเล่น ร้านค้าปลีก และนักออกแบบของที่ระลึก ซึ่งความไม่แน่นอนของกล่องสุ่มได้ดึงดูดใจและทำให้ผู้บริโภคบางรายตกเป็นเหยื่อการใช้จ่ายไม่สมเหตุสมผลจากสินค้าหายากที่ทำขึ้นมา ทั้งถูกหลอกลวงจากโฆษณาปลอมแปลงเพราะรู้ไม่เท่าทันข้อมูล
ร่างแนวปฏิบัติของสำนักฯ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเปิดรับความคิดเห็นของสาธารณชน ระบุว่า ยา อุปกรณ์การแพทย์ เครื่องสำอางเฉพาะ และสัตว์มีชีวิต จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ห้ามนำมาค้าขายในรูปแบบกล่องสุ่ม
นอกจากนั้นผลิตภัณฑ์หรือบริการกล่องสุ่มยังไม่ควรมีเนื้อหาต้องห้ามตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ หรือละเมิดความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสาธารณชน เช่น การบิดเบือนประวัติศาสตร์ และเนื้อหาลามกอนาจาร
แนวปฏิบัติข้างต้นระบุว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจดังกล่าวไม่ควรสร้างแรงจูงใจการบริโภคด้วยการจัดการผิดกฎหมาย โดยมีจุดประสงค์เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์หรือโอกาสในการซื้อ และไม่อนุญาตการจำหน่ายกล่องสุ่มเปล่าด้วย
ทั้งนี้ แนวปฏิบัติดังกล่าวยังห้ามกลุ่มผู้ค้าปลีกจำหน่ายกล่องสุ่มแก่เยาวชนอายุต่ำกว่า 8 ปี ขณะที่กิจกรรมการพนันในนามกล่องสุ่มหรือในรูปแบบปลอมแปลงถือเป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน
อ้างอิง:
The post จีนเล็งคุมธุรกิจ ‘กล่องสุ่ม’ หนุนใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย […]
The post มาจ้ะ วัยรุ่น! 11.11 นี้ ททท. ปล่อยโปรฯ กล่องสุ่ม ที่มีครบทั้งที่พักหรู เรือสำราญ ร้านอาหารมีชื่อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. จะออกมาทำกล่องสุ่มให้นักท่องเที่ยวไทยซื้อหากันในมหกรรมลดสินค้าออนไลน์ 11.11 โดยกิจกรรมนี้ ททท. จับมือกับ Buzzebees จัดทำ Voucher สำหรับการท่องเที่ยวในราคาพิเศษ เป็น Lucky Travel Box 5 หมวด หรือ 5 กล่อง 5 ราคา ได้แก่
ผู้สนใจสามารถซื้อหรือแลกจากคะแนนสะสมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ Shopee, Lazada, Toyota Privilege Plus Application และ Thai Life Insurance Application ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป จำกัด 1 กล่องต่อครั้งต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการฯ
หลังจากกดซื้อหรือแลกคะแนนแล้วระบบจะส่ง Code สำหรับการจองผ่านช่องทาง SMS และสามารถใช้ Voucher ได้ โดยการแจ้ง Code เพื่อใช้สิทธิ์ได้ที่อีเมล [email protected]
The post มาจ้ะ วัยรุ่น! 11.11 นี้ ททท. ปล่อยโปรฯ กล่องสุ่ม ที่มีครบทั้งที่พักหรู เรือสำราญ ร้านอาหารมีชื่อ appeared first on THE STANDARD.
]]>