กลุ่มไทยซัมมิท Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กลุ่มไทยซัมมิท/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 05 Feb 2026 11:53:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ไทยซัมมิท’ โต้ข่าวลือขายกิจการ แจงครอบครัวผู้ถือหุ้น ที่ทำงานการเมือง ไม่มีส่วนร่วมบริหารบริษัท https://thestandard.co/thai-summit-denies-sale-rumors/ Thu, 05 Feb 2026 10:08:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1174253 ภาพประกอบกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ปฏิเสธข่าวลือการขายกิจการ

‘ไทยซัมมิท’ ปัดข่าวการขายกิจการ แจงครอบครัวผู้ถือหุ้น ท […]

The post ‘ไทยซัมมิท’ โต้ข่าวลือขายกิจการ แจงครอบครัวผู้ถือหุ้น ที่ทำงานการเมือง ไม่มีส่วนร่วมบริหารบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ปฏิเสธข่าวลือการขายกิจการ

‘ไทยซัมมิท’ ปัดข่าวการขายกิจการ แจงครอบครัวผู้ถือหุ้น ที่ทำงานการเมือง ไม่มีส่วนร่วมบริหารบริษัท ย้ำหยุดโยงการเมือง

 

สืบเนื่องจากที่มีกระแสข่าวว่า ผู้ถือหุ้นกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทจะมีการขายธุรกิจ ทางบริษัท ชี้แจงว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ในส่วนที่บริษัทมีการว่าจ้างที่ปรึกษาระดับสากล ถือเป็นปกติของการดำเนินงานที่มีการจ้างที่ปรึกษาเป็นครั้งคราวในงานหลายๆ ด้านอยู่แล้ว ทั้งในส่วนที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงินและที่ปรึกษาด้านอื่นนอกเหนือจากการเงิน

 

บริษัทจึงขอชี้แจงมาเพื่อให้คู่ค้า หุ้นส่วน สถาบันการเงิน มีความมั่นใจได้ว่ากิจการของบริษัทยังคงดำเนินงานอย่างเป็นปกติ มีกิจการที่มั่นคง และมีความภูมิใจที่เป็นบริษัทคนไทยที่มีเทคโนโลยีชั้นนำ สามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในโลกยานยนต์

 

ทั้งนี้ บริษัทขอยืนยันว่าสมาชิกในครอบครัวของกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ทำงานการเมือง ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการบริหารงานของบริษัทแต่อย่างใด และบริษัทไม่ประสงค์ให้มีการนำเรื่องการประกอบธุรกิจมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด

 

ทั้งนี้ แถลงการณ์ ไทยซัมมิท ฉบับนี้ชี้แจงหลังจากในช่วงเช้า (5 ก.พ.) สำนักข่าว Bloomberg รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวว่า ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจกำลังพิจารณาขายธุรกิจครอบครัว ‘ไทยซัมมิทกรุ๊ป’ ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงประเด็นช่องว่างในการสืบทอดกิจการของทายาทภายในครอบครัว

 

โดยมีธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกหลายแห่งยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ คาดว่ามูลค่าการขายอยู่ที่ราว 1.5-2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

แหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารต่างๆ ได้เสนอชื่อ CVC Capital Partners, Warburg Pincus และ Blackstone Inc. รวมถึงธนาคารอื่นๆให้กับ Thai Summit ในฐานะผู้สนใจเข้าซื้อกิจการ โดยที่ยังไม่ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการ

 

รายงานข่าวระบุเสริมว่า สมาชิกของครอบครัวผู้ก่อตั้ง ซึ่งสร้างบริษัทให้เป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมาหลายทศวรรษ กำลังดิ้นรนเพื่อหาผู้สืบทอดที่จะบริหารธุรกิจต่อ หลังจากที่ผู้ก่อตั้ง พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ เสียชีวิตในปี 2545

 

ส่งผลให้ ธนาคารต่างๆ มองว่าโอกาสในการเข้าซื้อกิจการนี้มีความน่าสนใจ เนื่องจากหาได้ยากที่จะมีบริษัทขนาดใหญ่เช่นนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะเข้าสู่ตลาด

 

Bloomberg อ้างอิงแหล่งข่าวอีกว่า ธนาคารแห่งหนึ่งในวอลล์สตรีท ประเมินมูลค่าการขายในปี 2567 ไว้ที่ 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การเจรจายังไม่คืบหน้าไปได้ไกลกว่าขั้นตอนการนำเสนอแผนธุรกิจเท่านั้น เนื่องจากผลประโยชน์ของครอบครัวไม่ตรงกัน และแหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวอีกว่า การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรและคาดว่าจะทำให้มูลค่าลดลง

 

ภาพ: Xieuling / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ‘ไทยซัมมิท’ โต้ข่าวลือขายกิจการ แจงครอบครัวผู้ถือหุ้น ที่ทำงานการเมือง ไม่มีส่วนร่วมบริหารบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยซัมมิทยืนยัน ‘ไม่ขายกิจการ’ แจงข่าวลือไม่เป็นความจริง ย้ำธุรกิจยังมั่นคงและเดินหน้าตามปกติ https://thestandard.co/thai-summit-denies-sale/ Thu, 05 Feb 2026 09:33:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1174218 ภาพแถลงการณ์กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ยืนยันไม่ขายกิจการ แจงข่าวลือไม่เป็นความจริง

กลุ่มบริษัทไทยซัมมิทออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีกระแสข่าวการข […]

The post ไทยซัมมิทยืนยัน ‘ไม่ขายกิจการ’ แจงข่าวลือไม่เป็นความจริง ย้ำธุรกิจยังมั่นคงและเดินหน้าตามปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแถลงการณ์กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ยืนยันไม่ขายกิจการ แจงข่าวลือไม่เป็นความจริง

กลุ่มบริษัทไทยซัมมิทออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีกระแสข่าวการขายกิจการของผู้ถือหุ้นกลุ่มไทยซัมมิท โดยระบุว่า ข่าวดังกล่าว ไม่เป็นความจริง พร้อมยืนยันว่าธุรกิจยังดำเนินงานตามปกติและมีความมั่นคง

 

แถลงการณ์ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า การว่าจ้างที่ปรึกษาระดับสากลของบริษัทเป็นการดำเนินงานตามปกติ ซึ่งบริษัทมีการจ้างที่ปรึกษาเป็นครั้งคราวในหลายด้าน ทั้งด้านการเงินและด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารองค์กร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายกิจการตามที่มีการเผยแพร่ข่าว

 

บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า ต้องการสร้างความมั่นใจให้แก่คู่ค้า หุ้นส่วน และสถาบันการเงินว่า กิจการของบริษัทยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง มีฐานะทางธุรกิจที่มั่นคง และยังคงภาคภูมิใจในการเป็นบริษัทสัญชาติไทยที่มีเทคโนโลยีระดับชั้นนำ สามารถแข่งขันในเวทีโลกท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์

 

พร้อมกันนี้ บริษัทได้ย้ำว่า สมาชิกในครอบครัวของกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านการบริหารงานของบริษัท แต่อย่างใด และไม่ประสงค์ให้ประเด็นทางธุรกิจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด

 

กลุ่มบริษัทไทยซัมมิทระบุว่า การชี้แจงครั้งนี้มีขึ้นเพื่อให้ทุกภาคส่วนรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทในระยะยาว

The post ไทยซัมมิทยืนยัน ‘ไม่ขายกิจการ’ แจงข่าวลือไม่เป็นความจริง ย้ำธุรกิจยังมั่นคงและเดินหน้าตามปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอการค้าขนทัพ CP-SCG-ปตท.-ไทยซัมมิท-บ้านปู บุกตลาดสหรัฐฯ ‘ทูตวอชิงตัน’ ย้ำจุดยืนไทย Reliable Business Partner https://thestandard.co/thai-chamber-us-market-expansion-2025/ Mon, 12 May 2025 05:17:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1073374 thai-chamber-us-market-expansion-2025

แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งสัญญาณเริ่มผ่อนค […]

The post หอการค้าขนทัพ CP-SCG-ปตท.-ไทยซัมมิท-บ้านปู บุกตลาดสหรัฐฯ ‘ทูตวอชิงตัน’ ย้ำจุดยืนไทย Reliable Business Partner appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-chamber-us-market-expansion-2025

แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งสัญญาณเริ่มผ่อนคลายลง เมื่อ 2 ประเทศจะเจรจากันที่สวิตเซอร์แลนด์ สำหรับไทย ล่าสุด แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ยังอยู่ในกรอบ 90 วัน ซึ่งต้องรอช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนชี้แจงประเด็น ขณะเดียวกันภาคเอกชนไทยก็ไม่รอช้า รุกทำงานแบบรัฐ-เอกชน (Public-Private Partnership) ขนทัพบิ๊กคอร์ปบุกตลาดสหรัฐฯ

 

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยนำทัพภาคเอกชนร่วมงาน SelectUSA 2025 ร่วมกับผู้แทนการค้าไทย โดยมี นลินี ทวีสิน ประธานผู้แทนการค้าไทย ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารภาครัฐ และภาคเอกชนชั้นนำของไทย เข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และรัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา

 

ทั้งนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการทำงานแบบ “รัฐ-เอกชนร่วมขับเคลื่อน” (Public-Private Partnership) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปิดประตูสู่โอกาสการค้าและการลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสำหรับนักลงทุนรายใหม่และผู้ประกอบการไทยที่มีการลงทุนในสหรัฐฯ อยู่แล้ว

 

สำหรับภาคเอกชนไทยที่เข้าร่วมครั้งนี้ ประกอบด้วยกลุ่มบริษัทชั้นนำ เช่น บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF North America), บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง ยูเอสเอ จำกัด, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยซัมมิท อเมริกา คอร์เปอเรชั่น และบริษัท Chicken of the Sea Frozen Foods ในเครือ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นต้น 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธาน ผู้แทน ABAC และ APEC ของภาคเอกชนไทย กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 620,000 ล้านบาท) และมีการจ้างงานชาวอเมริกันประมาณ 12,000 ตำแหน่ง สะท้อนถึงศักยภาพของภาคธุรกิจไทยในการขยายฐานการลงทุนเพิ่มเติมในตลาดสหรัฐฯ เชื่อว่านอกจากผู้ลงทุนรายเดิมของไทยนั้น จะมีรายใหม่เพิ่มเติมอีกแน่นอน 

 

นอกจากนี้ การเข้าร่วมงาน SelectUSA ครั้งนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสำรวจความร่วมมือกับแต่ละรัฐของสหรัฐฯ เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุน และการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เพื่อสนับสนุนความสมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ

 

พจน์ย้ำว่า “ตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย และเป็นหนึ่งในตลาดที่นักลงทุนไทยมีศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างการจ้างงานมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เราหวังว่า ทั้ง 2 ประเทศจะเร่งให้มีความคืบหน้าในการเจรจาเรื่อง ภาษีศุลกากร (Tariff) ระหว่างไทยและสหรัฐฯ เพื่อสร้างความชัดเจนและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจระหว่างกันให้ได้ภายในเดือนนี้”

 

ทั้งนี้ เช้าวันนี้ (11 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ คณะผู้บริหาร รัฐและเอกชนที่ลงทุนในสหรัฐฯ เข้าร่วมประชุมสำคัญกับท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน สุริยา จินดาวงษ์ และทีมประเทศไทย (Team Thailand) ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

 

โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึก ก่อนภารกิจหลักในช่วงบ่ายกับงาน SelectUSA Investment Summit 2025 โดยท่านทูตฯ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการที่ภาครัฐและเอกชนไทยผนึกกำลังเข้าร่วมงานครั้งนี้ ซึ่งไม่ใช่เพียง “Investment Summit” แต่ถือเป็นก้าวสำคัญ “Beyond Investment” ในการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก

 

“ประเทศไทยคือ Reliable Business Partner เป็นข้อความที่ชัดเจนในการส่งสัญญาณถึงความพร้อมและความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทย แม้ในขณะที่หลายประเทศยังมีความกังวลจากความไม่เสถียรของนโยบายเศรษฐกิจโลก”

 

ท่านทูตฯ ยังสะท้อนมุมมองว่า แม้การเจรจาทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังดู “Unstructured” และยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนในประเด็นสำคัญ แต่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือและส่งสัญญาณเชิงบวกในประเด็นที่มีความสำคัญร่วมกัน ทั้งด้าน Energy, Service, Agriculture เพื่อผลักดันให้เกิด Trade Balance และความชัดเจนทางนโยบายในอนาคต

The post หอการค้าขนทัพ CP-SCG-ปตท.-ไทยซัมมิท-บ้านปู บุกตลาดสหรัฐฯ ‘ทูตวอชิงตัน’ ย้ำจุดยืนไทย Reliable Business Partner appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย่ารอรัฐบาลช่วย! ‘ไทยซัมมิท’ มั่นใจ ซัพพลายเออร์ไทยยังมีเวลา 4 ปี ปรับตัวสู้ศึก EV จีนยึดตลาดไทย https://thestandard.co/thai-summit-urges-self-reliance/ Mon, 23 Sep 2024 09:32:14 +0000 https://thestandard.co/?p=987052

‘กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท’ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำของไ […]

The post อย่ารอรัฐบาลช่วย! ‘ไทยซัมมิท’ มั่นใจ ซัพพลายเออร์ไทยยังมีเวลา 4 ปี ปรับตัวสู้ศึก EV จีนยึดตลาดไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท’ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำของไทย เผยว่า ซัพพลายเออร์ท้องถิ่นและผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นยังมีเวลาอย่างน้อย 4 ปีในการปรับตัวรับมือกับการมาของคู่แข่งจากจีนที่กำลังจุดสงครามราคารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ด้วยแรงจูงใจจากนโยบายภาษีนำเข้า 0%

 

แม้ว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยหลายรายกังวลว่าจะสูญเสียธุรกิจ เนื่องจากแบรนด์จีนสามารถนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนได้ในราคาที่ถูกกว่า และผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นก็กำลังลดกำลังการผลิตหรือปิดโรงงานในไทย เช่นเดียวกับที่ Honda Motor จะทำในปีหน้า

 

แต่ไทยซัมมิทกลับต้านกระแสนี้ได้ โดยได้รับสัญญาจากแบรนด์จีนหลายรายที่เข้ามาลงทุนในไทย รวมถึง BYD และ Changan Automobile

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานอาวุโสของกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ว่า ด้วยโรงงานใน 7 ประเทศทั่วโลก รวมถึงจีน ทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงลูกค้าชาวจีนได้ง่ายขึ้น และเชื่อว่าซัพพลายเออร์ไทยยังมีเวลาอีก 4-8 ปีในการเตรียมความพร้อมรับมือกับการแข่งขันจากซัพพลายเออร์จีน

 

รองประธานอาวุโสของกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทเน้นย้ำว่า บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ไทยไม่สามารถรอให้รัฐบาลเข้ามาปกป้องจากการแข่งขันจากต่างประเทศ (โดยเฉพาะจากจีน) ได้ แต่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ไทยซัมมิทก่อตั้งขึ้นในปี 1977 โดย พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ นักธุรกิจเชื้อสายจีน เพื่อผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นลูกค้าหลักของบริษัท แม้ว่าส่วนแบ่งตลาดของบริษัทจากแดนซามูไรในไทยจะลดลงก็ตาม

 

ชนาพรรณกล่าวว่า การลงทุนในอนาคตของบริษัทจะมุ่งเน้นไปที่ต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่ของบริษัทสามารถผลิตได้ง่ายขึ้นในท้องถิ่น และเศรษฐกิจไทยก็มีแนวโน้มที่ไม่สดใส โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า การผลิตรถยนต์ในปีนี้จะลดลงเหลือ 1.7 ล้านคัน จาก 2 ล้านคันในเดือนมกราคม

 

ภายใต้โครงการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลไทย ผู้ผลิตรถยนต์จีนจะต้องผลิตรถยนต์ในประเทศไทยในจำนวนเท่ากับที่นำเข้ามาในช่วงที่โรงงานของพวกเขายังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้มีรถยนต์รุ่นต่างๆ มากขึ้น และราคาอาจลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภค

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตชิ้นส่วนจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และกำไรต่อหน่วยอาจลดลง เนื่องจากต้นทุนคงที่ยังคงเท่าเดิม แต่ต้องกระจายไปยังรถยนต์หลายรุ่นมากขึ้น

 

ถึงกระนั้น ชนาพรรณมองว่าผู้ผลิตญี่ปุ่นและซัพพลายเออร์ไทยยังสามารถอยู่รอดได้จากความต้องการรถจักรยานยนต์และรถยนต์ไฮบริดที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยยอดขายรถยนต์ไฮบริดในไทยเติบโตขึ้น 66% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2024 ซึ่งเร็วกว่าการเติบโตของยอดขายรถยนต์ EV มาก

 

ชนาพรรณยืนยันว่า ไทยซัมมิทจะยังคงเป็น ‘ธุรกิจครอบครัว’ (Family Business) ในอนาคตอันใกล้ โดยความพยายามในการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อนหน้านี้ถูกยกเลิกไป เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองและการประท้วงครั้งใหญ่ที่ฉุดตลาดลง

 

“เรารู้ว่าถ้าเราต้องการจดทะเบียนก็มีโอกาสมากมายที่จะจดทะเบียนนอกประเทศไทย แต่ถ้าคุณต้องการจดทะเบียนก็ต้องมีเหตุผลที่ดี หลายคนจดทะเบียนเพราะพวกเขาต้องการเงินทุนเพิ่มเติม ซึ่งเราไม่ต้องการ” ชนาพรรณกล่าว

 

อ้างอิง:

The post อย่ารอรัฐบาลช่วย! ‘ไทยซัมมิท’ มั่นใจ ซัพพลายเออร์ไทยยังมีเวลา 4 ปี ปรับตัวสู้ศึก EV จีนยึดตลาดไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยซัมมิท EA แนะรัฐปรับกลยุทธ์อัดฉีดผู้ประกอบการ EV ไทย ด้าน ปตท. เชื่อไทยสร้างศูนย์กลางรถไฟฟ้าอาเซียน ‘ต้องใช้เวลา’ https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-22/ Fri, 26 Nov 2021 10:53:09 +0000 https://thestandard.co/?p=564649 Thai Summit Group

การเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป (ICE) ไปสู่อุตส […]

The post ไทยซัมมิท EA แนะรัฐปรับกลยุทธ์อัดฉีดผู้ประกอบการ EV ไทย ด้าน ปตท. เชื่อไทยสร้างศูนย์กลางรถไฟฟ้าอาเซียน ‘ต้องใช้เวลา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thai Summit Group

การเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป (ICE) ไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หากมองในแง่มุมของผู้บริโภคในปัจจุบัน เชื่อเหลือเกินว่าคนจำนวนมากต่างก็เห็นพ้องตรงกันแล้วว่า นี่คือยานยนต์แห่งอนาคตที่คนส่วนใหญ่ต่างก็อยากจะจับจองเป็นเจ้าของ ด้วยประโยชน์ด้านการประหยัดค่าเชื้อเพลิง และการได้สัมผัสกับนวัตกรรมแห่งอนาคตเพื่อร่วมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม 

 

แต่หากเราลองย้อนกลับมามองในมุมมองฝั่งผู้ประกอบการ ซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปเดิม หรือแม้แต่ศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ ICE ที่สำคัญของโลกในลำดับที่ 11 ก็ต้องยอมรับตามตรงว่า ประเทศไทยและรัฐบาลยังมีโจทย์ที่ท้าทายมากมายหลายประการที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรม EV โดยที่ไม่ตกขบวนในเชิงการแข่งขัน และการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์เบอร์หนึ่งของอาเซียนในอนาคต

 

บนเวทีงานเสวนา THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ที่จัดขึ้นวันแรก (26 พฤศจิกายน) ในเซ็กชัน ‘The Road to EV Hub in Asean: อนาคตยานยนต์ไฟฟ้าไทย ศูนย์กลางอาเซียนหรือกำลังจะตกขบวน’ ได้มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาขยายความพูดถึง เพื่อเสนอแนะและหาแนวทางร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการช่วยผลักดันให้ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพเชิงการแข่งขันและการปรับตัวในระดับโลกได้อย่างลื่นไหลและไร้รอยต่อมากที่สุด

 

ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท 

 

เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของไทยในปัจจุบันคือ นโยบายการสนับสนุนสังคม EV ที่ขัดแย้งกันในหลายส่วน เช่น ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) นโยบายการลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 0% ให้กับค่ายรถยนต์จากจีน รวมถึงการพิจารณานโยบายในแนวทางเดียวกันกับค่ายรถยนต์ประเทศอื่นๆ ซึ่งสวนทางกับความพยายามที่จะดึงดูดให้ค่ายรถยนต์จากต่างประเทศเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทย

 

“ปัจจุบัน FTA การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเข้ามาในไทยนั้นเป็น 0% ขณะที่ค่ายรถยนต์จากประเทศอื่นๆ ที่นำเข้ามายังต้องเสียภาษีอยู่ ซึ่งทางการอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับ FTA ให้กับค่ายรถยนต์จากต่างชาติด้วยเช่นกัน แต่คำถามคือ ในเมื่อตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยยังไม่โต และอัตราการนำเข้าเป็น 0% ทั้งหมด เช่นนั้นแล้วความตั้งใจที่จะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตนั้นจะทำได้อย่างไร”

 

ชนาพรรณ ยังกล่าวต่ออีกว่า ในมุมมองของเธอ ภาครัฐหรือหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวข้องอาจต้องเริ่มปรับเปลี่ยนมาตรการในการสนับสนุนผู้ประกอบการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทยใหม่ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และมีสัดส่วนหรือแพ็กเกจการสนับสนุนที่แตกต่างกันออกไป เพื่อเพิ่มศักยภาพในเชิงการแข่งขัน และลดความเสียเปรียบค่ายรถยนต์จากต่างชาติ

 

“คิดว่าอาจจะต้องปรับและออกแบบให้เกิดแนวทางสนับสนุนหลากหลาย (ปัจจุบัน แนวทางการสนับสนุนนักลงทุนจะคิดจากสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของเม็ดเงินที่ผู้ประกอบการน้ันๆ จะเข้ามาลงทุน) เช่น เวลาที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน เขาเป็นรายใหญ่ สามารถลงทุนได้เต็มที่หลัก 10,000 ล้านบาท แล้วเราสนับสนุนเขา 10% ขณะที่ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมนี้ที่อาจจะไม่ได้เป็นรายใหญ่ สมมติว่าเขาลงทุนได้แค่หลัก 100 ล้านบาท แต่เรามีแนวทางการให้สิทธิประโยชน์ เม็ดเงินสนับสนุนเท่ากันที่ 10% ทั้งหมด มันก็ไม่มีทางที่จะแข่งขันกันได้

 

ด้าน สมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเช่นกันว่า การมองทุกอย่างเท่ากัน (ให้เงินสนับสนุนแบบเท่าๆ กันตามสัดส่วนการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการไทย ต่างชาติ รายเล็กหรือรายใหญ่) ก็จะทำให้โอกาสของผู้ประกอบการไทยลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งวิธีที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศได้ (National Interest) คือการที่รัฐจะต้องเร่งสร้าง ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในระดับโลกให้ได้

 

“เราต้องเปลี่ยน Mindset จากการเป็นแค่ OEM (รับจ้างผลิตให้กับค่ายรถยนต์) มาสร้างแบรนด์ของตัวเอง สร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าด้วยตัวเอง และเพิ่มมูลค่า (Value Added) ของตัวเอง ซึ่งวิธีที่ EA จะทำก็คือการมุ่งไปที่การสร้างตลาดด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่ม Commercial Car เป็นหลักเพื่อให้เกิด Economy of Scale

 

“เหมือนตัวอย่างของไต้หวัน ที่เขาไม่ได้สนับสนุนบริษัทเอกชนในประเทศ ในอุตสาหกรรมใดๆ ก็ตามอย่างเท่าๆ กัน แต่จะเลือกมุ่งไปสนับสนุนแค่บริษัทบางแห่งบางรายที่เล็งเห็นว่ามีศักยภาพสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศได้ เพื่อให้บริษัทนั้นๆ ยกระดับเป็น Champion Product ของประเทศให้สำเร็จ เหมือนที่เขาทำได้แล้วกับ TSMC หรือ ACER”

 

ด้าน อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานของประเทศไทย ให้ความเห็นในประเด็นเดียวกันนี้ว่า รัฐบาลไทยไม่ควรจะมองเม็ดเงินส่วนสนับสนุนผู้ประกอบค่ายรถยนต์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ามูลค่า 63,000 ล้านบาทว่าเป็น ‘ค่าใช้จ่าย’ แต่ควรจะมองในแง่ของการเป็นโปรแกรมการส่งเสริมที่สามารถอัดฉีดได้เต็มที่ เนื่องจากต้องไม่ลืมว่า ขณะที่เรากำลังโน้มน้าวผู้ประกอบการต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทย รัฐบาลประเทศอื่นๆ ก็มีความพยายามที่จะโน้มน้าวผู้ประกอบการรายนั้นๆ ตัดหน้าไทยให้มาลงทุนที่ประเทศของเขาด้วยเช่นกัน

 

“รัฐบาลต้องไม่มองว่าเม็ดเงิน 63,000 ล้านบาทเป็นค่าใช้จ่าย ในความเป็นจริงแล้ว โปรแกรมส่งเสริมภาคผู้ผลิต รัฐสามารถใส่มาได้เต็มที่ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเหลือบตามองดูคู่แข่งด้วย เพราะอย่างช่วงที่เราเจรจาอยู่กับ Foxconn รัฐบาลอินโดนีเซียก็มีการเรียกทาง Foxconn เข้าไปเจรจาด้วย เพื่อพยายามที่จะให้ข้อเสนอที่ดีกว่า 

 

“ผมอยากให้รัฐบาลในวันนี้มองเห็นว่า พวกเขาจะต้องเข้ามาสร้าง New S-Curve ด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อให้เข้มแข็ง และกลายเป็นศูนย์กลางการส่งออก (Hub) ของอาเซียนให้ได้ เช่นเดียวกันในภาคเอกชน การทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ก็เป็นอีกหนึ่งโมเดลคู่ขนานที่สำคัญ ซึ่งสามารถทำควบคู่กันไปได้ อย่างไรก็ดี การจะทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตในไทยจะต้องอาศัยความอดทน โดยเฉพาะความอดทนในกระบวนการที่จะเริ่มหว่านเมล็ดและรอมันเติบโต ซึ่งอุปสรรคก็คือเรื่องเวลาและดีมานด์”

 

หัวเรือใหญ่ของ ปตท. ยังบอกอีกด้วยว่า นอกเหนือจากการสนับสนุนในผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโดยตรงแล้ว รัฐก็ควรจะเล็งเห็นความสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมมาตรการการใช้พลังงานทดแทนด้วย 

 

สำหรับผู้ชมที่สนใจงานเสวนา THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 รวมถึงติดตามชมเวที The Road to EV Hub in Asean: อนาคตยานยนต์ไฟฟ้าไทย ศูนย์กลางอาเซียนหรือกำลังจะตกขบวน แบบเต็มๆ ย้อนหลัง คุณยังสามารถซื้อบัตรเพื่อเข้ารับชมงานได้ที่ https://www.thaiticketmajor.com/seminar/the-standard-economic-forum-2021.html โดยสามารถรับชมงานย้อนหลังได้นานสูงสุดถึง 3 เดือนเต็ม 

The post ไทยซัมมิท EA แนะรัฐปรับกลยุทธ์อัดฉีดผู้ประกอบการ EV ไทย ด้าน ปตท. เชื่อไทยสร้างศูนย์กลางรถไฟฟ้าอาเซียน ‘ต้องใช้เวลา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พี่สาวธนาธรไม่ทน ขอหยุดใส่ร้ายไทยซัมมิท ได้ประโยชน์โครงการรถคันแรก ยืนยันไม่เคยได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ https://thestandard.co/chanaphan-ask-stop-slander-thai-summit/ Thu, 15 Jul 2021 04:17:48 +0000 https://thestandard.co/?p=512824 ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ

เมื่อวานนี้ (14 กรกฎาคม) ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ พี่สาว […]

The post พี่สาวธนาธรไม่ทน ขอหยุดใส่ร้ายไทยซัมมิท ได้ประโยชน์โครงการรถคันแรก ยืนยันไม่เคยได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ

เมื่อวานนี้ (14 กรกฎาคม) ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ พี่สาวของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์ Facebook โดยอ้างอิงบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร Forbes เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2561 ซึ่งครบเป็นเวลา 3 ปีพอดีที่ตนได้เคยให้สัมภาษณ์ใจความส่วนหนึ่งระบุว่า “ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มไทยซัมมิทต้องเผชิญความผันผวนในหลายด้าน ตั้งแต่ภัยน้ำท่วมปี 2554 นโยบายรถคันแรก หรือแม้แต่ช่วงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จึงทำให้ตัวเลขรายได้รวมของกลุ่มไทยซัมมิทมีความผันผวน อย่างไรก็ตาม รายได้ยังเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี และเติบโตสูงสุดที่ 7.5 หมื่นล้านบาทในปี 2555 จากนโยบายคืนภาษีรถคันแรก ส่งผลให้ยอดผลิตถยนต์ในประเทศสูงถึง 2.4 ล้านคัน และมียอดขายในประเทศถึง 1.4 ล้านคัน แม้หลังจากนั้นยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศจะไม่เคยแตะ 2 ล้านคันอีกเลย เช่นเดียวกับที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศก็ไม่เคยขึ้นไป 9 แสนคัน จึงตั้งเป้าต่อจากปีนี้ตั้งเป้าว่าหากมาตรการภาษีรถคันแรกจบ ยอดขายรถยนต์ในประเทศน่าจะขึ้นไปได้ถึง 8 แสนคัน”

 

ชนาพรรณกล่าวว่า จากบทสัมภาษณ์ดังกล่าวหากอ่านให้ครบถ้วนกระบวนความ จะเข้าใจความหมายได้ว่า ถ้อยคำได้มุ่งเน้นว่า ยอดการผลิตรถยนต์ของไทยในปี 2555 สูงมาก เนื่องจากมีนโยบายรถคันแรก เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมโดยรวมเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปีก่อนหน้า ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่ที่โดนน้ำท่วมเป็นโรงงานผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน และหลายบริษัทเป็นบริษัทญี่ปุ่น จึงมีการทวงถามจากบริษัทต่างชาติและการทวงถามในเชิงรัฐต่อรัฐถึงการช่วยเหลืออย่างมาก รัฐบาลจึงออกหลักเกณฑ์รถคันแรกขึ้น ซึ่งเป็นธรรมดาว่าเมื่อยอดขายของลูกค้าคือผู้ผลิตรถยนต์มีมากขึ้น ในฐานะของผู้ผลิตชิ้นส่วนก็ย่อมขายมากไปด้วย

 

ชนาพรรณย้ำว่า คำสัมภาษณ์ดังกล่าวผ่านมา 3 ปี และเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านมาเกือบ 10 ปี แต่ก็ยังมีผู้ที่พยายามนำเรื่องนี้ไปโยงการเมืองว่ามีการออกนโยบายรถคันแรกเพื่อเอื้อไทยซัมมิท ทั้งๆ ที่ในช่วงเวลานั้นไม่มีบุคคลในครอบครัวคนใดข้องเกี่ยวกับทางการเมืองเลย และมีข่าวให้เห็นมากมายว่าผู้ที่เดือดร้อนและกดดันรัฐบาลคือนักลงทุนต่างชาติ

 

ชนาพรรณอธิบายว่า จากที่มีผู้โจมตีบิดเบือนว่า “งบ 9.1 หมื่นล้านที่รัฐบาลในขณะนั้นออกมาเพื่อช่วยเหลือ ไทยซัมมิทกวาดงบรัฐไป 7.5 หมื่นล้าน” ความเป็นจริงก็คือ ตัวเลขดังกล่าวคือยอดขายของไทยซัมมิททั้งหมดในปีนั้น แต่บริษัทก็มีฐานยอดขายของตัวเองเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และไทยซัมมิทก็ไม่ได้เป็นผู้เรียกร้องวิ่งเต้นใดๆ ในเรื่องนโยบายนี้เลย การขึ้นลงของรายได้เป็นไปตามปกติจากคำสั่งซื้อของลูกค้าเท่านั้น ซึ่งเรื่องนโยบายรถคันแรกก็ไม่ได้ส่งผลกับผู้ประกอบการมากเท่ากับผู้ซื้อเอง ที่เป็นประชาชนคนไทยทั่วไป งบประมาณเหล่านี้ยังถูกนำไปช่วยสนับสนุนแก่ประชาชนผู้ถูกน้ำท่วมและประชาชนที่ซื้อรถ เป็นนโยบายที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชน ไม่ได้เป็นการสนับสนุนบริษัทใดๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนเป็นพิเศษ

 

ชนาพรรณกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเข้าใจได้ว่าการมีคนในครอบครัวเข้ามายุ่งการเมือง ทำให้ต้องถูกโจมตีบ้างเป็นธรรมดา แต่การบิดเบือนข้อมูลจากคำสัมภาษณ์มาตลอดแบบเดิมๆ เป็นระยะเวลา 3 ปี ทำให้ตนเองและบริษัทได้รับความเสื่อมเสีย และข้อความนี้ก็ยังถูกนำมาใช้ และใช้อย่างบิดเบือนอยู่ตลอดแม้จนถึงปัจจุบันเมื่อต้องการโจมตีให้บริษัทเข้าไปพัวพันกับการเมือง ดังนั้นตนจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ชี้แจ้งข้อเท็จจริงแก่พี่น้องประชาชน เพื่อทำความเข้าใจและใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข่าวสาร และตนอยากขอความเป็นธรรมให้แก่กลุ่มบริษัทไทยซัมมิทที่ประกอบกิจการด้วยความซื่อสัตย์โปร่งใสตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาด้วย

The post พี่สาวธนาธรไม่ทน ขอหยุดใส่ร้ายไทยซัมมิท ได้ประโยชน์โครงการรถคันแรก ยืนยันไม่เคยได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>