กลุ่มอุตสาหกรรม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กลุ่มอุตสาหกรรม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 07 Apr 2026 07:16:07 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ปักหมุดยุทธศาสตร์ EEC ยกระดับจาก Industrial REIT สู่รากฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/prospect-reit-eec-investment/ Tue, 07 Apr 2026 07:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1194420 ภาพประกอบ PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ขยายการลงทุนในพื้นที่ EEC

ในโลกของการลงทุน REIT ที่มีตัวเลือกมากมาย แต่ถ้าพูดถึง […]

The post PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ปักหมุดยุทธศาสตร์ EEC ยกระดับจาก Industrial REIT สู่รากฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ขยายการลงทุนในพื้นที่ EEC

ในโลกของการลงทุน REIT ที่มีตัวเลือกมากมาย แต่ถ้าพูดถึง Industrial REIT ที่น่าจับตามอง คงหนีไม่พ้นชื่อ “PROSPECT REIT” ที่กำลังเดินเกมรุกขยายการลงทุนครั้งใหญ่จาก Industrial REIT สู่การเป็นรากฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย

 

จากจุดเริ่มต้น สู่การเติบโตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

 

PROSPECT REIT เปิดตัวในปี 2563 ด้วยสินทรัพย์สุทธิราว 3,450 ล้านบาท เข้าลงทุนในโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน 1 (BFTZ 1) บนถนนบางนา-ตราด กม.23 จ.สมุทรปราการ จุดเด่นที่ทำให้ PROSPECT แตกต่างจาก REIT ทั่วไปคือการเป็นเจ้าของพื้นที่คลังสินค้าและโรงงานให้เช่าที่มีเขตปลอดอากร (Free Zone) และเป็นเขตปลอดอากรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ปล่อยเช่าให้ผู้เช่ารายย่อย 

 

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา PROSPECT REIT ขยายพอร์ตอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ถ.บางนา-ตราด ด้วยการลงทุนเพิ่มเติมทุก 1-2 ปี โดยการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ในโครงการ X44 บางนา กม.18 ต่อมามีการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 (เพิ่มทุนครั้งที่ 1) ลงทุนเพิ่มเติมในพื้นที่บางส่วนของโครงการ BFTZ 2 และ BFTZ 3 การลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3 (เพิ่มทุนครั้งที่ 2) ลงทุนเพิ่มเติมในพื้นที่ส่วนที่เหลือของโครงการ BFTZ 1 BFTZ 2 และ BFTZ 3 และล่าสุด ลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 4 ในพื้นที่บางส่วนของโครงการ BFTZ 6 จนทำให้มูลค่าสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2568 เติบโตเพิ่มขึ้น 10,054 ล้านบาท ทะลุเป้าหมายที่ผู้จัดการกองทรัสต์ได้วางแผนไว้

 

ภาพประกอบ PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ขยายการลงทุนในพื้นที่ EEC 1

 

ผลงานปี 2568 แกร่งทุกมิติ

 

ผลประกอบการปีล่าสุดของ PROSPECT REIT ยังช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจอย่างชัดเจนดังนี้

 

  • รายได้รวม 877.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.36% YOY
  • กำไรจากการลงทุนสุทธิ 493.30 ล้านบาท เติบโต 46.60% YOY
  • อัตราการเช่าพื้นที่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 พุ่งทำ New high ที่ 99.43% สะท้อนศักยภาพและดีมานด์คลังสินค้า-โรงงานที่แข็งแกร่ง
  • จ่ายปันผลทั้งปี 2568 ที่ 0.8280 บาทต่อหน่วย

 

ตัวเลขเหล่านี้เกิดจากอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยเกือบเต็ม 100% การกระจายฐานผู้เช่าจากหลากหลายอุตสาหกรรม และจากผู้ประกอบการหลายสัญชาติ ช่วยลดการพึ่งพาผู้เช่ารายใดรายหนึ่ง สร้างเสถียรภาพด้านรายได้ในระยะยาวให้แก่กองทรัสต์

 

ภาพประกอบ PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ขยายการลงทุนในพื้นที่ EEC 2

 

การเพิ่มทุนครั้งที่ 3 ก้าวใหม่สู่ EEC

 

ในปี 2569 PROSPECT REIT เดินหน้าสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่สำคัญที่สุด นั่นคือการเพิ่มทุนครั้งที่ 3 (ลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 5) ในโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน 4 (BFTZ 4) อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ทำเลยุทธศาสตร์ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ใกล้ทางด่วนเพียง 1 นาที ใกล้นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของ จ.ชลบุรีและโรงไฟฟ้าบางปะกง เป็นทำเลที่ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยมีอาคารคลังสินค้า โรงงานสำเร็จรูป และอาคารแบบ Built-to-Suit ให้เช่าถึง 101 ยูนิต คิดเป็นพื้นที่ให้เช่ารวม 187,949 ตารางเมตร มีพื้นที่ทั้ง General Zone  และ Free Zone กว่า 80% ดึงดูดผู้เช่าที่ต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้เป็นอย่างดี พร้อมอัตราการเช่าพื้นที่เต็ม 100% (เฉพาะส่วนที่ก่อสร้างเสร็จ 111,876 ตร.ม.)

 

การันตีความมั่นคงด้วยสิทธิการเช่าระยะยาว

 

การเพิ่มทุนครั้งนี้มีสิทธิการเช่าเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี สิ้นสุดปี 2599 และสิทธิในการต่ออายุสัญญาเช่าทรัพย์สินอีก 30 ปีจนถึงปี 2629 ซึ่งทำให้อายุเฉลี่ยคงเหลือถ่วงน้ำหนักของทรัพย์สินหลัก (WALE) เพิ่มขึ้นเป็น 28.4 ปี ช่วยเพิ่มความมั่นคงของรายได้และกระแสเงินสดในระยะยาว

 

มูลค่าการลงทุนและประมาณการผลตอบแทนหลังเพิ่มทุน

 

การลงทุนเพิ่มเติมของ PROSPECT REIT ครั้งนี้ จะมีมูลค่าไม่เกิน 5,040 ล้านบาท โดยการระดมทุนจากการเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมไม่เกิน 450 ล้านหน่วย และเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินอีกไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทรัสต์จะขยายตัวสู่ระดับกว่า 15,000 ล้านบาท โดยมีประมาณการอัตราผลตอบแทนระยะยาว (Expected IRR) ภายหลังการลงทุนเพิ่มเติมอยู่ที่ 9.6% (อ้างอิงสมมติฐานในการจัดทำประมาณการงบกำไรขาดทุนและการจ่ายประโยชน์ตอบแทนตามสมมติฐาน สำหรับช่วงเวลาประมาณการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 – 1 พฤษภาคม 2570 โดยคำนวณจากสมมติฐานการออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์ที่ราคา 7.5 บาทต่อหน่วย)

 

Industrial REIT บนกระแสโลจิสติกส์ไทย

 

หากมองภาพใหญ่ ดีมานด์คลังสินค้าและโรงงานในไทยยังมีโมเมนตัมแข็งแกร่ง จากหลายปัจจัยสนับสนุนพร้อมกัน ทั้งการขยายตัวของอุตสาหกรรม EV และชิ้นส่วนยานยนต์ใน EEC รวมถึงกระแส Nearshoring (ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศใกล้เคียง) ที่ทำให้ผู้ผลิตญี่ปุ่น ไต้หวัน และยุโรปมองหาทำเลในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งทรัพย์สินของ PROSPECT REIT อยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ของภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์

 

สำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนสม่ำเสมอจาก REIT คุณภาพ PROSPECT REIT ในช่วงเพิ่มทุนครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในโอกาสที่ควรพิจารณา ทั้งจากประวัติการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ อัตราการเช่าที่โดดเด่น ประมาณการอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจ และการกระจายทำเลลงทุนจาก “สมุทรปราการ” สู่ “EEC”

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

The post PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ปักหมุดยุทธศาสตร์ EEC ยกระดับจาก Industrial REIT สู่รากฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อโลกไม่เหมือนเดิม ทำไม ‘ความมั่นคง’ จึงกลายเป็นเศรษฐกิจใหม่ของทุกประเทศ https://thestandard.co/the-rise-of-security-economy-2026/ Thu, 26 Mar 2026 10:20:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1191695 the-rise-of-security-economy-2026

ตลอด 30 ถึง 40 ปีที่ผ่านมา โลกอยู่กับยุคโลกาภิวัตน์เต็ม […]

The post เมื่อโลกไม่เหมือนเดิม ทำไม ‘ความมั่นคง’ จึงกลายเป็นเศรษฐกิจใหม่ของทุกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
the-rise-of-security-economy-2026

ตลอด 30 ถึง 40 ปีที่ผ่านมา โลกอยู่กับยุคโลกาภิวัตน์เต็มรูปแบบ สันติภาพทำให้การค้าข้ามพรมแดนเป็นเรื่องง่าย สงครามอาจมีเป็นระยะ แต่ยังไม่ใช่เรื่องที่กระทบชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่โดยตรง

 

แต่วันนี้ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป ราคาน้ำมันโลกเคยพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สงครามรัสเซียและยูเครนยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 4 และมีผู้เสียชีวิตแตะหลัก 30,000 ถึง 40,000 คนในแต่ละเดือน

 

เมื่อโลกไม่ปลอดภัย คำถามทางธุรกิจที่เคยถามว่า “ใครผลิตได้ถูกที่สุด” จึงถูกแทนที่ด้วยคำถามใหม่ว่า “ถ้าโดนตัดออกจากระบบ เราจะรอดไหม” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘Security Economy’ หรือเศรษฐกิจแห่งความมั่นคง

 

ทำไมโลกยุคนี้คนยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่ออยู่รอด

 

Security Economy คือภาวะที่ประเทศและบริษัทระดับโลกยอมจ่ายแพงขึ้น เพื่อแลกกับความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร ชิปประมวลผล ข้อมูล และอาวุธยุทโธปกรณ์

 

ลองนึกถึงวิกฤตโควิด-19 เมื่อหน้ากากอนามัยขาดตลาด วัคซีนมาไม่ถึง ไปจนถึงวันที่เครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ผลิตไม่ได้ เพราะชิปหายไปจากระบบ โลกจึงได้เห็นตรงกันว่า การพึ่งพาแหล่งผลิตที่ต้นทุนต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว อาจกลายเป็นหายนะในวันที่เกิดวิกฤต

 

โลกกำลังออกจากยุคที่แข่งกันด้วยประสิทธิภาพสูงสุดและราคาถูกที่สุด เข้าสู่ยุคที่ความมั่นคงกลายเป็นต้นทุนใหม่ของการเติบโต แนวคิดโลกาภิวัตน์แบบเดิมถูกแทนที่ด้วยนโยบายอย่าง ‘Friend Shoring’ หรือการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตรที่ไว้ใจได้

 

อุตสาหกรรมไหนกำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่

 

เมื่อความมั่นคงกลายเป็นสิ่งล้ำค่า อุตสาหกรรมที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน กลับกลายเป็นขุมทรัพย์แห่งทศวรรษใหม่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 เสาหลัก ได้แก่

 

1. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ : มีการคาดการณ์ว่างบประมาณกลาโหมทั่วโลกจะสูงถึง 2.66 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 บริษัทเอกชนอย่าง Palantir ที่ทำซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมูล มีมูลค่าตลาดพุ่งทะยานกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์ และเพิ่งคว้าสัญญามูลค่า 480 ล้านดอลลาร์จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

2. ปัญญาประดิษฐ์ (AI): AI กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของการทำสงครามและการตัดสินใจ มีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาสามารถใช้ AI ช่วยวิเคราะห์และโจมตีเป้าหมายได้มากถึง 1,000 แห่งภายใน 24 ชั่วโมงแรกของสงคราม ซึ่งเป็นความเร็วที่แทบเป็นไปไม่ได้เลยหากปราศจากเทคโนโลยี

3. เซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน (Semiconductor & Infrastructure): ชิปประมวลผลคือคอขวดของอำนาจใหม่ หากไม่มีชิป AI ก็ทำงานไม่ได้ รัฐบาลทั่วโลกจึงต้องทุ่มงบมหาศาลเพื่อสร้างฐานการผลิตชิปและ Data Center ในประเทศของตัวเอง เพื่อไม่ให้ใครมาบีบคอได้ในยามคับขัน

4. ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security): เยอรมนีที่เคยพึ่งพาก๊าซราคาถูกจากรัสเซียต้องเจ็บหนักเมื่อสงครามปะทุ วันนี้จึงเร่งนโยบาย ‘Energy Wende’ มุ่งสู่พลังงานสะอาดและตั้งเป้าคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2045 เปิดทางให้ธุรกิจพลังงานทางเลือกและโครงข่ายไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นเติบโตอย่างก้าวกระโดด

5. แร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals): แร่ธาตุเฉพาะทางที่ใช้ทำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าหรือผลิตอุปกรณ์สมาร์ตโฟน กำลังกลายเป็นเดิมพันใหม่ มหาอำนาจต้องแข่งขันกันเร่งลงทุนในเหมืองแร่ทั่วโลก เพื่อการันตีว่าอุตสาหกรรมของตัวเองจะมีวัตถุดิบป้อนอยู่เสมอ

6. ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security): ปากท้องคือเรื่องใหญ่ที่สุด ญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการนำเข้าอาหารสูงถึง 65% กำลังจัดสรรงบพิเศษ 5 ปี เพื่อนำ AI และหุ่นยนต์มาควบคุมโรงงานปลูกพืชแบบปิด ขณะที่สิงคโปร์ซึ่งนำเข้าอาหารเกือบ 90% ก็ประกาศเป้าหมาย ’30 by 30′ เพื่อเร่งผลิตอาหารในประเทศให้ได้ 30% ภายในปี 2030 ผ่านนวัตกรรมโปรตีนทางเลือกและการเกษตรแม่นยำ

 

ประเทศไทย ปรับตัวอย่างไรดี

 

ท่ามกลางสมรภูมินี้ ประเทศไทยไม่ได้มีหน้าที่แค่ยืนมอง นักเศรษฐศาสตร์อย่าง ดร. สันติธาร เสถียรไทย ได้เสนอ 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้เราเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

 

  • ประการแรกคือการมองโลกผ่าน ‘ยุทธศาสตร์ภูมิเศรษฐกิจ’ ประเทศไทยต้องเลิกแยกเรื่องเศรษฐกิจกับความมั่นคงออกจากกัน ทุกนโยบายการลงทุนต้องมีเลนส์ของความมั่นคงซ้อนทับอยู่เสมอ
  • ประการที่สอง ‘ยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน’ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจะไม่ใช่แค่เรื่องรักษ์โลก แต่คือแต้มต่อที่ทำให้สินค้าไทยส่งออกได้ในราคาสูงขึ้น และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการแหล่งพลังงานที่เสถียร
  • ประการที่สาม ‘วางตัวเป็นห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น’ ในขณะที่มหาอำนาจกำลังทะเลาะกัน ไทยสามารถวางตัวเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตของบริษัททั่วโลกที่ต้องการกระจายความเสี่ยง
  • ประการสุดท้าย ‘มุ่งเป็นศูนย์กลางอาหารและสุขภาพ’ ด้วยรากฐานด้านการเกษตรและการบริการที่แข็งแกร่ง เราสามารถยกระดับประเทศไปสู่การเป็นแหล่งผลิตอาหารมูลค่าสูง (High Value Food) และเป็นศูนย์กลางธุรกิจสุขภาพและอายุยืน (Wellness & Longevity) ของโลกได้

 

ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ สำหรับคนที่มองเห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ เพราะโลกไม่ได้แค่น่ากลัวขึ้น แต่มันกำลังเปลี่ยนกติกาการเล่นใหม่

 

‘Security Economy’ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความอยู่รอด แต่คือขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจแห่งทศวรรษใหม่

The post เมื่อโลกไม่เหมือนเดิม ทำไม ‘ความมั่นคง’ จึงกลายเป็นเศรษฐกิจใหม่ของทุกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปัญหาฝุ่นต้องจบ! จ่าสิงห์ ลุยเมืองกาญจน์ ดันมาตรฐานโรงงานสะอาด ลด PM2.5 ควบคู่จ้างงานคนพื้นที่ https://thestandard.co/yotsingh-ratchaburi-sugar-pm25-kanchanaburi/ Sun, 12 Oct 2025 10:49:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1129675 yotsingh-ratchaburi-sugar-pm25-kanchanaburi

วานนี้ (11 ตุลาคม) ช่วงเช้า จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ […]

The post ปัญหาฝุ่นต้องจบ! จ่าสิงห์ ลุยเมืองกาญจน์ ดันมาตรฐานโรงงานสะอาด ลด PM2.5 ควบคู่จ้างงานคนพื้นที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
yotsingh-ratchaburi-sugar-pm25-kanchanaburi

วานนี้ (11 ตุลาคม) ช่วงเช้า จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย ใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ตรวจเยี่ยมโรงงานน้ำตาลราชบุรี ต้นแบบอุตสาหกรรมสะอาดที่รับซื้ออ้อยสด 100% เพื่อขับเคลื่อนโมเดล ‘อุตสาหกรรมพึ่งพาได้’ ลดปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

 

จ่าเอก ยศสิงห์ และคณะได้เข้าตรวจเยี่ยม บริษัท น้ำตาลราชบุรี จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยเป็นโรงงานน้ำตาลต้นแบบที่มีนโยบาย รับซื้ออ้อยสด 100% และมีสัดส่วนการรับซื้ออ้อยสดสูงถึง 99% ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘สู่ความเป็นเลิศในการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายอย่างยั่งยืน’

 

บริษัทได้ดำเนินโครงการสนับสนุนชาวไร่อ้อยอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการสนับสนุนเครื่องจักรเก็บเกี่ยว โครงการตรวจแปลงอ้อยเพื่อลดอุปสรรคของเครื่องตัดอ้อย และโครงการมอบโล่เชิดชูเกียรติชาวไร่อ้อยดีเด่น รวมถึงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและ CSR ที่มุ่งลดการเผาอ้อยและการปล่อยควันพิษ PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อสุขภาพของประชาชน

 

จ่าเอก ยศสิงห์ เปิดเผยว่า แนวทางของโรงงานน้ำตาลราชบุรีในการรับซื้ออ้อยสด 100% เป็นตัวอย่างชัดเจนของการนำนโยบาย ‘อุตสาหกรรมพึ่งพาได้’มาปฏิบัติได้จริงแล้วเกิดผล เพราะไม่เพียงแค่โรงงานจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอ้อยในพื้นที่แล้ว แต่ยังสามารถช่วยลดการเผาอ้อยที่เป็นต้นเหตุของฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

“อุตสาหกรรมพึ่งพาได้ ไม่ได้หมายถึงแค่โรงงานอยู่ได้เพียงฝ่ายเดียว แต่หมายถึงการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ทั้งเกษตรกร โรงงาน และสิ่งแวดล้อม” จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าว พร้อมระบุว่าโมเดลรับซื้อเพียงแค่อ้อยสด 100% ถือเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน ที่ควรถูกขยายผลไปยังโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ เพื่อเป็นแนวทางสำคัญในการลดมลพิษทางอากาศในระยะยาว

 

จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวปิดท้ายว่า “กระทรวงอุตสาหกรรมจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพัฒนาและส่งเสริมมาตรการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพื่อให้โรงงานและเกษตรกรทั่วประเทศหันมาร่วมลดการเผาอ้อยและสร้างอุตสาหกรรมพึ่งพาได้จริงให้กับทุกภาคส่วนให้เติบโตได้บนฐานการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี”

The post ปัญหาฝุ่นต้องจบ! จ่าสิงห์ ลุยเมืองกาญจน์ ดันมาตรฐานโรงงานสะอาด ลด PM2.5 ควบคู่จ้างงานคนพื้นที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสสมการ ‘กรีนที่กินได้’ ของ WHA Group เมื่อน้ำเสียอุตสาหกรรม + เทคโนโลยี = น้ำดีให้ระบบอุตสาหกรรมและต่อยอดไปยังชุมชน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/wha-group-sustainability-plan/ Tue, 19 Aug 2025 10:00:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1108551 wha-group-sustainability-plan

ท่ามกลางความท้าทายของโลกที่ทวีความซับซ้อนขึ้นทุกวัน ทั้ […]

The post ถอดรหัสสมการ ‘กรีนที่กินได้’ ของ WHA Group เมื่อน้ำเสียอุตสาหกรรม + เทคโนโลยี = น้ำดีให้ระบบอุตสาหกรรมและต่อยอดไปยังชุมชน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
wha-group-sustainability-plan

ท่ามกลางความท้าทายของโลกที่ทวีความซับซ้อนขึ้นทุกวัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและความจำเป็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า คำถามที่ว่า ‘การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมจะสามารถเดินคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร’ ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันหาคำตอบอย่างจริงจัง

 

จากโจทย์ดังกล่าว ได้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิดการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ที่คำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคง และเป็นหัวใจหลักในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

 

WHA Group ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน รวมถึงดิจิทัลโซลูชันและโมบิลิตี้ โซลูชันกรีนโลจิสติกส์ครบวงจร คือหนึ่งในองค์กรที่ลุกขึ้นมาตอบโจทย์ความท้าทายนี้อย่าง

 

เป็นรูปธรรม ด้วยการวางรากฐานการดำเนินงานที่มุ่งสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นจริง ผ่านพิมพ์เขียวที่ชัดเจนและจับต้องได้ เพื่อพิสูจน์ว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงอุดมการณ์ แต่คือสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นได้จริง ในทุกตารางนิ้วของการดำเนินธุรกิจ

 

พิมพ์เขียว 5 มิติ: สู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

พิมพ์เขียวสู่ความยั่งยืนของ WHA Group ประกอบด้วย 5 ภารกิจสำคัญที่ทำงานเชื่อมโยงกัน โดยมีภารกิจที่เป็นดั่งรากฐานและหัวใจหลักคือ ‘Water Conservation Program’ หรือการบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นที่มาของโครงการ ‘WHA Clean Water For Planet’ ที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ควบคู่ไปกับภารกิจด้าน Green Mobility’ ที่มุ่งปฏิวัติการขนส่งด้วยบริการยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร‘ 

 

นอกจากนี้ยังมีภารกิจ ‘Decarbonization Solutions’ ที่เน้นการลดคาร์บอนผ่านนวัตกรรมโซลูชันพลังงานสะอาดและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และ ‘Green Construction’ ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบ ก่อสร้าง และพัฒนาอาคารอย่างยั่งยืน โดยเน้นการใช้วัสดุคาร์บอนต่ำและวัสดุรีไซเคิล เพื่อสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

 

และปิดท้ายด้วยภารกิจ ‘Waste Reduction by 3R’ ที่นำนโยบาย Reduce Reuse Recycle มาปรับใช้เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลดปริมาณขยะฝังกลบให้เป็นศูนย์ โดยในบรรดาภารกิจทั้งหมด เรื่องราวของการจัดการน้ำนั้นสะท้อนภาพความมุ่งมั่นของ WHA Group ได้อย่างชัดเจนที่สุด และนี่คือเบื้องหลังความพยายามในการพลิกโฉมทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของโลก

 

WHA Group พิมพ์เขียวความยั่งยืน

 

‘WHA Clean Water for Planet’ ปฏิวัติการจัดการน้ำในภาคอุตสาหกรรม

 

ในบริบทของประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านน้ำอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาวะน้ำท่วม ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล หรือวิกฤตภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี ซึ่งเคยทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักในเขต EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) ลดลงเหลือเพียงเฉลี่ย 20-30 % ของความจุของอ่างเท่านั้น 

 

ทำให้ความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำกลายเป็นวาระแห่งชาติ ในขณะที่ความต้องการของการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี WHA Group ได้นำความท้าทายนี้มาเป็นโจทย์ในการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำภายใต้โครงการ ‘WHA Clean Water for Planet’

 

ภายใต้โครงการดังกล่าว WHA Group ได้สร้างระบบนิเวศน้ำที่ยั่งยืนผ่านการดำเนินงานของ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด(มหาชน) หรือ WHAUP ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มจากการจัดหาและพัฒนา

แหล่งน้ำดิบ เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ การผลิตและจำหน่ายน้ำเพื่ออุตสาหกรรมหลากหลายประเภท 

 

ตั้งแต่ น้ำประปาเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม  ไปจนถึงการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ (Water Reclamation) เพื่อผลิตน้ำคุณภาพสูงและน้ำปราศจากแร่ธาตุ (Premium Clarified Water, Demineralized Water ) สำหรับอุตสาหกรรม

 

WHA Group พิมพ์เขียวความยั่งยืน

 

หัวใจสำคัญของการจัดการน้ำของ WHAUP คือการผสานองค์ความรู้เข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะ ตั้งแต่ระบบบำบัดน้ำเสียที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น “บึงประดิษฐ์” (Constructed Wetland)  ซึ่งใช้กระบวนการธรรมชาติ ในการฟื้นฟูคุณภาพน้ำ ไปจนถึงระบบบริหารจัดการน้ำแบบเรียลไทม์ผ่านศูนย์ควบคุมกลาง UOC (Unified Operation Center)  และการใช้เทคโนโลยี AI, IoT และ SCADA ในการควบคุมกระบวนการทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพ 

 

ลดการสูญเสียน้ำในระบบผลิตและจำหน่าย ลดการใช้พลังงานได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบัน WHAUP มีศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำมากกว่า 170 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของลูกค้า

 

WHA Group พิมพ์เขียวความยั่งยืน

 

ผลลัพธ์ที่ได้จริงๆ คือ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการใช้น้ำจากธรรมชาติ และ การเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำ ได้แก่ ‘น้ำคุณภาพสูง’ ที่สามารถส่งต่อไปยังกระบวนการผลิตอย่าง ‘น้ำปราศจากแร่ธาตุ’ (Demineralized Water) ซึ่งเป็นน้ำบริสุทธิ์พิเศษที่มีค่าการนำไฟฟ้าต่ำกว่า 0.2 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร (<0.2 μs/cm) เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการความจำเพาะสูงอย่าง อิเล็กทรอนิกส์  ปิโตรเคมี เป็นต้น 

 

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ จากโรงงานสู่หัวใจชุมชน

 

ความมุ่งมั่นของ WHA Group  ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกที่วัดผลเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน ด้วยเป้าหมาย ที่จะลดการใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติให้ได้ 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี พ.ศ. 2572 ซึ่งเป็นปริมาณที่เทียบเท่ากับ การใช้น้ำของประชากรกว่า 685,000 คน

 

โครงการบึงประดิษฐ์วังตโนดที่ใช้เป็นพื้นที่บำบัดน้ำเสียจากชุมชน ที่ WHA ส่งมอบให้ชุมชนหนองคล้า จังหวัดจันทบุรี

โครงการบึงประดิษฐ์วังตโนดที่ใช้เป็นพื้นที่บำบัดน้ำเสียจากชุมชน ที่ WHA ส่งมอบให้ชุมชนหนองคล้า จังหวัดจันทบุรี

 

ผลกระทบเชิงบวกที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการต่อยอดการบริหารจัดการน้ำจากในอุตสาหกรรมไปสู่ชุมชนและสังคม ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ โครงการบึงประดิษฐ์ ชุมชนปลวกแดง ในจังหวัดระยองที่เป็นพื้นที่ที่ติดกับนิคมอุตสาหกรรมของ WHA  Group ซึ่งมีความสามารถในการบำบัดน้ำเสียถึงปีละ 146,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี 

 

และขยายโครงการไปยัง  ‘โครงการบึงประดิษฐ์ วังโตนด’ ในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งสร้างบนพื้นที่ 15 ไร่ สามารถบำบัดน้ำเสียจากชุมชนหนองคล้า จังหวัดจันทบุรีได้ถึง 292,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี นอกจากนั้นพื้นที่นี้ยังถูกพัฒนานำไปใช้เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการสันทนาการสำหรับชุมชนโดยรอบ แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาอย่างกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมและส่งมอบโซลูชันที่ชุมชนสามารถดูแลรักษา ได้ง่ายในระยะยาว 

 

นอกจากนี้ WHA Group ยังได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการอนุรักษ์ลงในใจของคนรุ่นใหม่ ผ่าน ‘โครงการสายสืบสิ่งแวดล้อม’ ซึ่งทำต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน ได้จัดการอบรมให้ความรู้ในด้านของสิ่งแวดล้อม การเห็นคุณค่าของ ทรัพยากรน้ำแก่นักเรียนจำนวนกว่า 3,500 คน จาก 40 โรงเรียนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรม

 

เป้าหมายของโครงการดังกล่าวคือการสร้างผลกระทบเชิงบวกแบบทวีคูณ (Multiplier Effect) ให้เยาวชนเหล่านี้เป็นเสมือนทูตสิ่งแวดล้อม ที่จะนำความรู้ความเข้าใจเรื่องการอนุรักษ์น้ำ กลับไปสู่ครอบครัวและชุมชนของตนเอง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านโครงการแปรรูปผักตบชวาจากบึงประดิษฐ์ของ WHA Group เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้ชาวบ้านมากกว่า 1 ล้านบาทต่อปี

 

WHA Group พิมพ์เขียวความยั่งยืน

 

การเดินทางของ WHA Group คือบทพิสูจน์ว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมและการดูแลสิ่งแวดล้อมสามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันได้ และเป็นคำตอบของสมการที่ว่า เราจะสร้างอนาคตที่เติบโต แข็งแกร่ง และยั่งยืนสำหรับทุกคนได้อย่างไร ด้วยวิสัยทัศน์ ‘WHA: WE Shape The Future’ องค์กรมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ผสานการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

The post ถอดรหัสสมการ ‘กรีนที่กินได้’ ของ WHA Group เมื่อน้ำเสียอุตสาหกรรม + เทคโนโลยี = น้ำดีให้ระบบอุตสาหกรรมและต่อยอดไปยังชุมชน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดผลสำรวจ! เอกชนไทยกว่า 86% ผวา ‘โรงงานศูนย์เหรียญ’ บ่อนทำลายซัพพลายเชน https://thestandard.co/zero-baht-factory-impact/ Thu, 29 May 2025 08:12:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1080022 zero-baht-factory-impact

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเท […]

The post เปิดผลสำรวจ! เอกชนไทยกว่า 86% ผวา ‘โรงงานศูนย์เหรียญ’ บ่อนทำลายซัพพลายเชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
zero-baht-factory-impact

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 45 ในเดือนพฤษภาคม 2568 ภายใต้หัวข้อ ‘โรงงานศูนย์เหรียญ กระทบอุตสาหกรรมไทยแค่ไหน’ 

 

จากผลสำรวจพบว่า การเข้ามาของกลุ่มทุนจากต่างประเทศเพื่อประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับพื้นที่ หรือที่เรียกว่าโรงงานศูนย์เหรียญนั้น ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่มองว่า สร้างผลกระทบเชิงลบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างมาก 

 

โดยเฉพาะประเด็นการหลีกเลี่ยงละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การลักลอบประกอบกิจการ การผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน การลักลอบเข้ามาทำงาน และการนำเข้าผิดกฎหมาย ซึ่งมองว่า “สาเหตุของปัญหาโรงงานศูนย์เหรียญในไทยเกิดจากกฎหมายไทยที่มีช่องโหว่ ตลอดจนผลกระทบจากสงครามการค้าที่เร่งให้เกิดการย้ายฐานการผลิตเข้ามาสวมสิทธิสินค้าส่งออกไทยเพื่อหลบเลี่ยงถิ่นกำเนิดสินค้า”

 

ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอขอให้ภาครัฐเข้มงวดในการออกใบอนุญาตประกอบการโรงงาน และบูรณาการตรวจสอบเชิงรุกปราบปรามการกระทำความผิด การใช้ธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว หรือนอมินี และการใช้บัญชีม้า ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลและพัฒนาระบบติดตามวิเคราะห์พฤติกรรมของนิติบุคคลที่เข้าข่ายนอมินี เช่น การจ่ายภาษี, การจ้างงาน, การนำเข้าและส่งออก, การใช้ไฟฟ้า

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) ครอบคลุมผู้บริหารจาก 47 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มีสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 45 จำนวน 6 คำถาม ดังนี้

 

1. การเข้ามาของโรงงานศูนย์เหรียญจะส่งผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมไทยในระดับใด 

 

โดยผลสำรวจพบว่า กระทบมากถึง 86.9%

 

2. กลุ่มสินค้าใดจะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของโรงงานศูนย์เหรียญ

 

อันดับ 1: เครื่องใช้ไฟฟ้า 70.3%

อันดับ 2: วัสดุก่อสร้าง 46.9%

อันดับ 3: อาหารแปรรูป อาหารเสริม และเครื่องสำอาง 26.2%

อันดับ 4: สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 25.5%

 

3. ปัญหาโรงงานศูนย์เหรียญในไทยเกิดจากสาเหตุใด

 

อันดับ 1: กฎหมายที่มีช่องโหว่เป็นโอกาสเข้ามาลงทุนในไทย 74.5%

อันดับ 2: การย้ายฐานการผลิตหนีผลกระทบจากสงครามการค้า 58.6%

อันดับ 3: มาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทย และสิทธิประโยชน์ต่างๆ 26.9%

อันดับ 4: นโยบายและกฎหมายที่เข้มงวดในสิ่งแวดล้อมและการปล่อยมลพิษ 24.8% ของประเทศต้นทาง

 

4. ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลต่อผลกระทบจากโรงงานศูนย์เหรียญในเรื่องใด

 

อันดับ 1: การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ลักลอบประกอบกิจการ 52.4% ผลิตไม่ได้มาตรฐาน ลักลอบเข้ามาทำงาน และนำเข้าผิดกฎหมาย

อันดับ 2: การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาสวมสิทธิไทยส่งออก (Re-Export) 50.3% เพื่อหลบเลี่ยงถิ่นกำเนิดสินค้า

อันดับ 3: การใช้ไทยเป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมที่มีมลพิษ 49.0% ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

อันดับ 4: ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และการแย่งส่วนแบ่งตลาด 22.8% ในประเทศและตลาดส่งออก

 

5. ภาครัฐควรดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาโรงงานศูนย์เหรียญอย่างไร

 

อันดับ 1: เข้มงวดในการออกใบอนุญาตประกอบการโรงงาน 52.4% และบูรณาการตรวจสอบเชิงรุก ปราบปรามการกระทำความผิด

อันดับ 2: ปราบปรามการใช้ธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว หรือนอมินี และบัญชีม้า 51.7%

อันดับ 3: เชื่อมโยงข้อมูลและพัฒนาระบบติดตามวิเคราะห์พฤติกรรมของนิติบุคคล 31.7% เช่น การจ่ายภาษี, การจ้างงาน, การนำเข้าและส่งออก, การใช้ไฟฟ้า ฯลฯ

อันดับ 4: ปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Form C/O ทั่วไป 29.7%

 

6. ภาคอุตสาหกรรมให้คะแนนการทำงาน ‘ทีมสุดซอย’ กระทรวงอุตสาหกรรม ในเรื่องการจัดการโรงงานที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและโรงงานศูนย์เหรียญในระดับใด

 

อันดับ 1: มาก 35.2%

อันดับ 2: มากที่สุด 29.0%

อันดับ 3: ปานกลาง 24.8%

อันดับ 4: น้อย 9.0%

อันดับ 5: น้อยที่สุด 2.0%

 

พบเรื่องร้องเรียน ‘อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ’ เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า

 

ด้าน พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้การนำของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 

 

หนึ่งในนโยบายที่ย้ำชัดมาตั้งแต่วันแรกที่ปฏิบัติงานคือ ‘ปฏิรูปอุตสาหกรรม’ โดยวางระบบใหม่ ส่งผลให้พบจำนวนเรื่องร้องเรียนของประชาชนในระบบเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า รวม 615 เรื่องภายในช่วง 3 เดือนแรก จากปกติกระทรวงอุตสาหกรรม รับเฉลี่ยอยู่ที่ 550 เรื่องต่อปี และดำเนินการปิดเรื่องสำเร็จแล้ว 300 เรื่อง 

 

โดยที่ผ่านมาทีมสุดซอยปิดโรงงานรีไซเคิลเถื่อนในจังหวัดชลบุรี ผนึก ‘บก.ปทส.’ บุกจับ-ปิด-ดำเนินคดี ‘โรงงานศูนย์เหรียญ’ ที่ซุกใน ‘ฟรีโซน’

 

ตั้งแต่ลอบเปิดกิจการยันแรงงานต่างด้าว พบนำเข้าเศษอะลูมิเนียมปนเปื้อนขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 1,600 ตัน พบลักษณะมีนายหน้าชาวไทยรับเป็นผู้ดูแล คอยประสานให้นักลงทุนชาวจีนมาเช่าพื้นที่

 

อีกทั้งตามรอยกลุ่มโรงงานรีไซเคิลย่านมหาชัยที่แอบฝังกากอุตสาหกรรม พบเหล็กข้ออ้อยหักงอในขณะนำไปก่อสร้างจากจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดตาก 

 

“นับเป็นการปราบขบวนการอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ มุ่งเป้าแก้ปัญหาทุนเทาทุกรูปแบบ กำจัดอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ ทลายระบบ” พงศ์พลกล่าว 

 

ภาพ: HUNG CHIN LIU / Getty Images, Digital Vision / Getty Images

The post เปิดผลสำรวจ! เอกชนไทยกว่า 86% ผวา ‘โรงงานศูนย์เหรียญ’ บ่อนทำลายซัพพลายเชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อภาษีนำเข้าไม่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ: บทเรียนจากสินค้าเทคโนโลยี https://thestandard.co/import-tariffs-tech-industry/ Wed, 16 Apr 2025 03:42:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1064938 import-tariffs-tech-industry

การประกาศขึ้นภาษีศุลกากรของประเทศสหรัฐอเมริกา โดย โดนัล […]

The post เมื่อภาษีนำเข้าไม่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ: บทเรียนจากสินค้าเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
import-tariffs-tech-industry

การประกาศขึ้นภาษีศุลกากรของประเทศสหรัฐอเมริกา โดย โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้จนสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจของฝ่ายบริหาร มีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่ง ได้แก่ การมุ่งสู่การกลับมาของอุตสาหกรรมภายในประเทศของสหรัฐอเมริกาเอง ซึ่งย่อมจะก่อให้เกิดการจ้างงานและนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่าเดิมตามที่โดนัลด์ ทรัมป์เคยหาเสียงเอาไว้

 

แต่เหตุด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจทุกวันนี้ไม่เหมือนกับร้อยปีที่แล้วที่ความเชื่อมโยงของแต่ละประเทศไม่ซับซ้อนพัวพัน และอาจจะไม่ได้พึ่งพิงเทคโนโลยีขั้นสูงเท่าใดนัก การใช้เครื่องมือทางภาษีผ่านอากรนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศอาจจะไม่ใช่ทางเลือกเชิงนโยบายที่ดีสำหรับการบริหารเศรษฐกิจมหภาคในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์และนักบริหาร โดยเฉพาะการมุ่งสร้างนวัตกรรมเพื่อการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศ

 

บทความเรื่อง ‘Will Tariffs Drive Domestic Innovation?’ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Harvard Business Review ฉบับวันที่ 2 เมษายน 2025 ซึ่งเขียนโดย Willy C. Shih และ Chigozie Ukachi กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการยกตัวอย่างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าที่สร้างสรรค์นวัตกรรมจนทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศจีนก้าวมายืนเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้อย่างน่าภูมิใจ

 

แม้ว่าในทางทฤษฎี อากรนำเข้าอาจจะช่วยให้บริษัทท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกาสามารถสร้างการเติบโตของธุรกิจ แต่ก็ต้องยอมรับว่า หลายๆ บริษัทของอเมริกากลับล้าหลังคู่แข่งจากต่างประเทศมากเกินไป จนยากที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันไปต่อกรกับคนอื่นได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ผู้ผลิตจากประเทศจีนอย่าง CATL และ BYD ได้นำหน้าคนอื่นไปไกลมากจนแทบจะไม่มีใครท้าทายได้ 

 

สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือ บริษัทเหล่านี้สร้างข้อได้เปรียบด้านต้นทุนขึ้นมาโดยใช้ประโยชน์จากความต้องการภายในประเทศที่มีอยู่ในปริมาณมาก ไม่เพียงเพื่อให้เกิดการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) เท่านั้น แต่ยังเรียนรู้วิธีลดต้นทุนในกระบวนการผลิตของตนเองอีกด้วย หรือที่เราเรียกกันว่า ‘เส้นแห่งการเรียนรู้’ (Learning Curve)

 

Theodore P. Wright วิศวกรด้านการบินและอวกาศ เป็นผู้ที่บันทึกปรากฏการณ์ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘เส้นแห่งการเรียนรู้’ เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1936 เมื่อพบว่า หากปริมาณการผลิตสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ต้นทุนจะลดลงในอัตราที่สามารถคาดการณ์ได้ แรงงานทำงานได้เร็วขึ้น เมื่อพวกเขาเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง กระบวนการผลิตก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการนำเครื่องมือหรือวิธีการใหม่ๆ มาใช้ รวมถึงอาจมีการเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่มีต้นทุนต่ำกว่า และยังได้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาดรวมเข้าไปด้วย 

 

แนวคิดเรื่องเส้นแห่งการเรียนรู้ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อผู้รับเหมาของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาพยายามหาวิธีในการคาดการณ์ต้นทุนสำหรับการสร้างเรือและเครื่องบิน และในช่วงทศวรรษ 1960 Boston Consulting Group (BCG) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลกได้นำแนวคิดนี้มาพัฒนาเป็น ‘การตั้งราคาล่วงหน้า’ (Forward Pricing) ในเทคโนโลยีอย่างเช่นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเป็นการตั้งราคาขายสินค้าให้ต่ำกว่าต้นทุนในช่วงเริ่มต้น เพื่อเร่งให้ยอดขายเพิ่มขึ้นโดยเร็ว และสามารถลดต้นทุนได้เร็วขึ้นผ่านเส้นแห่งการเรียนรู้ และก็เป็นข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ผลิตจำนวนมากใช้กลยุทธ์นี้มาโดยตลอด โดยเสนอราคางานที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตในช่วงแรก โดยคาดหวังว่า ต้นทุนจะลดลงได้ในภายหลังผ่านการเรียนรู้และการเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ในกระบวนการผลิต

 

การประยุกต์ใช้เส้นแห่งการเรียนสามารถอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนได้อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่แบตเตอรี่ชนิดนี้เริ่มนำมาใช้งาน ต้นทุนก็ลดลงอย่างรวดเร็วและมากมาย ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนต่อหนึ่งกิโลวัตต์ชั่วโมงมีต้นทุนประมาณ 7,500 ดอลลาร์ แต่ในปี ค.ศ. 2024 ต้นทุนลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ การลดลงของต้นทุนในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นเพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านวัสดุ เช่น การเปลี่ยนจากขั้วไฟฟ้าบวกที่เป็นแบบ Cobalt-heavy Cathodes ไปเป็น Lithium Iron Phosphate (LFP) Chemistries ที่มีต้นทุนต่ำกว่า หรือนวัตกรรมในการผลิตแบบ Cell-to-pack (CTP) ที่ช่วยลดน้ำหนักและวัสดุส่วนเกินที่ไม่จำเป็น เป็นต้น รวมถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการผลิตในปริมาณที่มหาศาล ยิ่งบริษัทผลิตแบตเตอรี่ได้มากเท่าไร แบตเตอรี่ก้อนถัดก็สามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น

 

คำถามสำคัญที่น่ากระทบการแข่งขัน คือ ต้นทุนสามารถลดลงได้มากกว่านี้หรือไม่ และลดลงได้มากเท่าใด ค่า Progress Ratio ซึ่งใช้วัดว่า ต้นทุนลดลงมากขนาดไหน เมื่อปริมาณการผลิตสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ถูกประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ 0.80 หรือต่ำกว่านั้นในปัจจุบัน กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า นั่นหมายถึง ต้นทุนจะลดลงร้อยละ 20 ทุกครั้งที่ปริมาณการผลิตสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ยกตัวอย่างเช่น CATL ครอบครองกำลังการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกถึงร้อยละ 38 และในจีนเองอยู่ที่ร้อยละ 44 และเพียงแค่ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2025 เพียงเดือนเดียว CATL ก็ติดตั้งกำลังการผลิตที่สามารถผลิตเซลล์แบตเตอรี่ได้ถึง 15 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี และเปรียบเทียบกับโรงงาน Gigafactory ของ Tesla ในรัฐเนวาดาสามารถผลิตได้ประมาณ 37 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ต้นทุนส่วนเพิ่มในการขยายกำลังการผลิตของ CATL นั้นต่ำมาก จนยากที่บริษัทอื่นๆ จะตามได้ทัน

 

บริษัทแบตเตอรี่ของประเทศจีนสามารถใช้ประโยชน์จากเส้นแห่งการเรียนรู้ได้ เพราะผู้ผลิตมีอุปสงค์จากตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีอัตราการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานที่นำหน้าสหรัฐอเมริกาและยุโรปแบบเทียบไม่ติด เกือบร้อยละ 50 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในประเทศจีนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกามีเพียงร้อยละ 9 เท่านั้น นอกจากนี้ รัฐบาลจีนมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการผลักดันอุตสาหกรรมนี้ โดยสนับสนุนอุปทานสำหรับการผลิตแบตเตอรี่ควบคู่กับการกระตุ้นความต้องการในฝั่งผู้บริโภคด้วยการให้สิทธิประโยชน์กับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า นโยบายเหล่านี้ก็ได้สร้างระบบนิเวศที่ทำให้ผู้ผลิตจากประเทศจีนมีความได้เปรียบอย่างท่วมท้น

 

แล้วสงครามการค้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังดำเนินอยู่อาจส่งผลกระทบเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ที่พึ่งพิงการเรียนรู้จากปริมาณการผลิต แม้ว่าการเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้านำเข้า เช่น เซมิคอนดักเตอร์ หรืออุตสาหกรรมเกิดใหม่ เช่น การแปรรูปโลหะหายาก หรือการผลิตเอนไซม์และกรดอะมิโนโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น อาจเปิดโอกาสให้บริษัทภายในประเทศสามารถขยายกำลังการผลิต และเข้าสู่เส้นแห่งการเรียนรู้ได้เร็วขึ้น แต่กลยุทธ์นี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อผู้ผลิตภายในประเทศไม่ได้ล้าหลังคู่แข่งมากเกินไป และผู้บริโภคภายในประเทศยินดีซื้อสินค้าจากผู้ผลิตภายในประเทศ และหากเซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตภายในประเทศต้องเผชิญกับการเก็บภาษีตอบโต้จากต่างประเทศ หรือถูกจำกัดการส่งออกจนทำให้ตลาดที่สามารถเข้าถึงได้มีขนาดเล็กลง ก็จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความเร็วที่บริษัทสามารถพัฒนาและลดต้นทุนตามเส้นแห่งการเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน

 

เพราะฉะนั้น การค้นหาวิธีแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพิงการเรียนรู้จากปริมาณการผลิตนั้นเป็นเรื่องยากมาก ในยุคที่ตลาดโลกกำลังแตกตัวและแยกออกจากกัน และบริษัทที่ล้าหลัง การฝากความหวังไว้กับนโยบายกีดกันทางการค้าเป็นเรื่องเสี่ยงมาก เพราะหากกำแพงภาษีเหล่านั้นถูกยกเลิกขึ้นมา บริษัทเหล่านี้ก็อาจถึงคราวล่มสลายก็เป็นได้

ภาพ: Jian Fan / Getty Images

The post เมื่อภาษีนำเข้าไม่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ: บทเรียนจากสินค้าเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: BOI จีบทุนญี่ปุ่นลงทุนไทย 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ขยายซัพพลายเชน เลี่ยงสงครามภาษี | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-25022025-3/ Tue, 25 Feb 2025 07:40:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1045493 morning-wealth-25022025-3

ผลกระทบนโยบายทรัมป์ 2.0 สะเทือนทุนญี่ปุ่น จ่อย้ายฐานผลิ […]

The post ชมคลิป: BOI จีบทุนญี่ปุ่นลงทุนไทย 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ขยายซัพพลายเชน เลี่ยงสงครามภาษี | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-25022025-3

ผลกระทบนโยบายทรัมป์ 2.0 สะเทือนทุนญี่ปุ่น จ่อย้ายฐานผลิตหนีจีนซบไทย BOI เผยโรดโชว์ นักลงทุนญี่ปุ่นขานรับลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สนับสนุนบริษัทญี่ปุ่นในไทย ติดตามรายละเอียดได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: BOI จีบทุนญี่ปุ่นลงทุนไทย 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ขยายซัพพลายเชน เลี่ยงสงครามภาษี | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ย้ำ ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน เร่งเสริมจุดแข็ง พร้อมนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้สร้างอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืน https://thestandard.co/pm-green-tech-sustainable-industry/ Fri, 24 Jan 2025 04:18:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1033874 pm-green-tech-sustainable-industry

วานนี้ (23 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่นเมืองดาวอส สมาพันธรัฐ […]

The post นายกฯ ย้ำ ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน เร่งเสริมจุดแข็ง พร้อมนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้สร้างอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
pm-green-tech-sustainable-industry

วานนี้ (23 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่นเมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายของประเทศไทยต่อผู้บริหารจากภาคเอกชน และร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ในกิจกรรม Country Strategy Dialogue (CSD) on Thailand ในการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2025 (WEF AM 25) 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณที่ได้รับเกียรติอย่างยิ่งให้มาที่ประชุมสำคัญของโลกที่ดาวอสเป็นครั้งแรก การร่วมกิจกรรมในวันนี้นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้เน้นย้ำให้ทราบถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งมีจุดเด่นคือที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาค และมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค มีโครงสร้างพื้นฐานและนิคมอุตสาหกรรมระดับโลก

ขอยืนยันว่า ในยุคแห่งปัญญาและนวัตกรรมนี้ โลกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ เพื่อสร้างอนาคตที่เหมาะสมสำหรับทุกคน ซึ่งประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่การใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมจุดแข็งของไทย 3 ประการ ดังนี้ 

 

  • ด้านเกษตรกรรมและอาหาร รัฐบาลกำลังเดินหน้าเปลี่ยนแปลงเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปรับปรุงคุณภาพ ลดของเสีย เพิ่มผลผลิตให้ได้สูงที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าเกษตรกรรมไทยจะมีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และพร้อมสำหรับอนาคต รวมทั้งขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านอาหารให้ร้านอาหารของไทย 

 

  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปรียบเสมือนซอฟต์พาวเวอร์ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลและสร้างสีสันให้กับสังคม เช่น การท่องเที่ยว ซึ่งไทยวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น ‘จุดหมายปลายทางสำหรับการผ่อนคลายความเครียด’ ทุกคนทั่วโลกสามารถมาท่องเที่ยวเพื่อสร้างความทรงจำและเติมพลังให้ตนเอง  

 

นอกจากนี้ ไทยยังมุ่งหวังที่จะเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ 

 

  • อุตสาหกรรมขั้นสูงที่มีความยั่งยืน ส่งเสริมอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG รวมถึงการขับเคลื่อนการลงทุนสีเขียวและการนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้ เช่น การกำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าเป็นอย่างน้อย 50% ภายในปี 2040 โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมปัจจัยในการเพิ่มศักยภาพจุดแข็งของไทยให้ได้สูงสุด โดยพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เน้นไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาประชาชน ส่งเสริมการค้าและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วยการคงไว้ของการทูตแบบสยาม และรักษาสมดุลในการดำเนินความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ 

 

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ออกมาตรการจูงใจ ปรับปรุงกฎระเบียบ และบรรลุความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศ / ดินแดนต่างๆ เช่น การทำ FTA ฉบับแรกกับกลุ่ม EFTA และตั้งเป้าที่จะเร่งการเจรจา FTA กับพันธมิตรอื่นๆ รวมทั้งสหภาพยุโรปและเกาหลีใต้

 

นายกรัฐมนตรีย้ำด้วยว่า ไทยจะยังคงเป็นสะพานเชื่อม เพื่อลดความแตกต่างและเพิ่มผลประโยชน์ร่วมกันกับประเทศต่างๆ ต่อไป ขณะเดียวกัน ไทยเป็นพันธมิตรที่มีความมุ่งมั่นและมีความพร้อมสำหรับการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีกว่า 

 

พบผู้นำสวิตเซอร์แลนด์-ภูฏาน-มอนเตเนโกร 

 

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยด้วยว่า ได้พบกับ อูล์ฟ คริสเตอร์สสัน นายกรัฐมนตรีสวีเดน และ คาริน เคลเลอร์-ซุทเทอร์ ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ โดยเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับการค้าการลงทุนกับทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย – EFTA อย่างเต็มประสิทธิภาพ และผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – EU ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

 

ส่วนการหารือกับ ดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน เน้นย้ำการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่พิเศษที่มีมายาวนาน โดยเฉพาะระหว่างราชวงศ์ของ 2 ประเทศ นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือในด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีภูฏานได้เชิญให้ไปเยือนประเทศภูฏานอย่างเป็นทางการ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมระหว่างกันด้วย

 

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้พบ มีลอยโค สปายิช นายกรัฐมนตรีประเทศมอนเตเนโกร ซึ่งได้เชิญให้ไปเยือนประเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีบทบาททางการเมือง

 

ขอบคุณอาร์เมเนีย หนุนเริ่มต้นเจรจา FTA-EAEU 

 

นายกรัฐมนตรีหารือกับ นีคอล พาชีเนียน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอาร์เมเนีย พร้อมขอบคุณที่ให้การสนับสนุนในการเริ่มต้นเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Thailand-EAEU FTA) เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณการค้า และยังดึงเอาศักยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างกันมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ 

 

ขณะที่นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนียเห็นถึงโอกาสของความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมให้ไทย-อาร์เมเนียใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น โดยจะมอบหมายให้เอกอัครราชทูตอาร์เมเนีย ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพิ่มประเทศไทยเป็นอาณาเขตครอบคลุมเพื่อดูแลในทุกๆ ด้านด้วย 

 

นอกจากนี้ทั้ง 2 ฝ่ายยังเห็นพ้องร่วมกันที่จะขับเคลื่อนให้มีการเจรจาความตกลงยกเว้นการตรวจลงตรา (VISA) ระหว่างกัน เพื่อส่งเสริมการเยือนและการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

 

ร่วมเสวนา Betazone เผยเสน่ห์ไทยชนะใจคนทั่วโลก 

 

นายกรัฐมนตรียังเข้าร่วมการเสวนา Betazone หัวข้อ ‘Not Losing Sight of Soft Power’ (ซอฟต์พาวเวอร์ อำนาจที่ไม่ควรมองข้าม) พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของไทยในการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ด้านอาหาร ภาพยนตร์ การท่องเที่ยว ไปจนถึงสุขภาพ

รัฐบาลตระหนักถึงศักยภาพและจุดแข็งที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงตั้งกำหนด 13 เสาอุตสาหกรรม – ท่องเที่ยว, อาหาร, ภาพยนตร์, แฟชั่น, เทศกาล, กีฬา, ดนตรี, ศิลปะ, การออกแบบ, เกม, วรรณกรรม, สุขภาพ และศิลปะการแสดง เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพเหล่านี้ และสร้างมูลค่าให้กับประเทศมากขึ้น

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่ที่เป็นอีกสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ ซึ่งเป็นผ้าฝ้ายจากจังหวัดหนองบัวลำภู อีกตัวอย่างสำคัญของงานหัตถกรรมท้องถิ่นที่เป็นการประกาศเกียรติภูมิของชุมชนไทย 

 

พร้อมยกตัวอย่างการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ในแต่ละด้านที่สำคัญ เช่น 

 

มวยไทย ซึ่งเป็นศาสตร์แห่งการต่อสู้และวัฒนธรรม ปัจจุบันไทยมีค่ายมวยกว่า 40,000 ยิมทั่วโลก 6,000 ยิมในลอนดอน ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนและตั้งใจที่จะพัฒนา โดยเฉพาะแนวทางในการออกใบรับรองมาตรฐานมวยไทย เพื่อถ่ายทอดมวยไทยให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก

 

อาหาร เป็นสิ่งที่ต่อยอดจากด้านการท่องเที่ยว ซึ่งมีอาหารไทยที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วโลกอย่างต้มยำกุ้งและข้าวเหนียวม่วง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีชื่อเสียงในเรื่องการจัดงานเทศกาล โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งรัฐบาลไทยมีแผนที่จะเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ตลอดทั้งเดือนเมษายน

 

นายกรัฐมนตรียังให้นิยามและขยายความซอฟต์พาวเวอร์ไทยว่า เป็นความสามารถในการดึงดูดหรือมีอิทธิพลต่อผู้อื่น พร้อมย้ำว่า ซอฟต์พาวเวอร์เป็นเสน่ห์ภายในของไทย เป็นเครื่องมือของประเทศที่สามารถเชื่อมโยงและเอาชนะใจคน 

 

ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน

The post นายกฯ ย้ำ ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน เร่งเสริมจุดแข็ง พร้อมนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้สร้างอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 5 อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดในไทยปี 67 เผย Data Center-อิเล็กทรอนิกส์-EV เนื้อหอม ยอดลงทุนทะลุล้านล้านบาท สูงสุดรอบ 10 ปี https://thestandard.co/top-5-industries-investment-thailand-2024/ Tue, 14 Jan 2025 01:45:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1030139

เลขา BOI เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2567 มูลค่ากว […]

The post สรุป 5 อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดในไทยปี 67 เผย Data Center-อิเล็กทรอนิกส์-EV เนื้อหอม ยอดลงทุนทะลุล้านล้านบาท สูงสุดรอบ 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เลขา BOI เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2567 มูลค่ากว่า 1.13 ล้านล้านบาท 3,100 โครงการ สูงสุดในรอบ 10 ปี สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้ง BOI พลิกเกมให้ไทยขึ้นแท่นฐานผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค มองปี 2568 ไทยเข้าร่วมพันธมิตร BRICS สงครามการค้า มหาอำนาจทั้งจีน-สหรัฐฯ เตรียมรับคลื่นอุตสาหกรรมใหม่ย้ายฐานผลิตเพิ่ม เดินหน้าโรดโชว์ เร่งดึงดูดลงทุน เป็นสะพานเศรษฐกิจเชื่อมมหาอำนาจขั้วต่าง ดึงดูดผู้เล่นหลักอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ปี 2567 ถือเป็นปีทองของการลงทุนอย่างแท้จริง และเป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทยในการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ที่จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยในปี 2567 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน โดยมีจำนวน 3,137 โครงการ เพิ่มขึ้น  40% เมื่อเทียบกับปีก่อน 

 

“นับว่าเป็นยอดจำนวนโครงการที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้ง BOI และมีมูลค่าเงินลงทุน 1,138,508 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% สูงสุดในรอบ 10 ปี”

 

มูลค่าอุตสาหกรรมเป้าหมายเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก

 

  • อุตสาหกรรมดิจิทัล 243,308 ล้านบาท 150 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการ Data Center และ Cloud Service โดยบริษัทชั้นนำจากทั้งสหรัฐอเมริกา จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และไทย เงินลงทุนรวมกว่า 2.4 แสนล้านบาท นอกจากนี้จะเป็นกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์
     
  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 231,710 ล้านบาท 407 โครงการ กิจการที่มีการลงทุนสูง เช่น การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB จำนวน 83 โครงการ เงินลงทุนรวม 86,426 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตชิป (Wafer) การออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ (IC Design) การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ
     
  • อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 102,366 ล้านบาท 309 โครงการ ประกอบด้วยโครงการลงทุนผลิตรถยนต์ EV และ ICE โดยค่ายญี่ปุ่น จีน และยุโรป การผลิตยางล้อรถยนต์ ยางล้ออากาศยาน ระบบอัจฉริยะในรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ
     
  • อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 87,646 ล้านบาท 329 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตอาหาร เครื่องดื่มและสิ่งปรุงแต่งอาหาร กิจการผลิตอาหารสัตว์ กิจการผลิตน้ำมันหรือไขมันจากพืชหรือสัตว์ กิจการผลิตบรรจุภัณฑ์จากผลผลิตหรือเศษวัสดุทางการเกษตร กิจการขยายพันธุ์สัตว์และเลี้ยงสัตว์
  • อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 49,061 ล้านบาท 235 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเคมีภัณฑ์ พอลิเมอร์ชนิดพิเศษ พลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม และบรรจุภัณฑ์ชนิดหลายชั้น   

 

 

Screenshot

 

กิจการอื่นที่มีการลงทุนสูงและมีความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 

 

  • กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือขยะ 114,484 ล้านบาท 515 โครงการ
  • กิจการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ ระบบอัตโนมัติ และเครื่องจักรที่มีความแม่นยำสูง 39,162 ล้านบาท 174 โครงการ  
  • กิจการผลิตอุปกรณ์การแพทย์และบริการทางการแพทย์ 18,237 ล้านบาท 92 โครงการ
  • การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ช่วยรายเดิมให้สามารถปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 407 โครงการ เงินลงทุนรวม 35,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนพลังงานและการใช้พลังงานทดแทน เปลี่ยนเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติมาใช้ในสายการผลิต 

 

สิงคโปร์แชมป์ FDI

สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เองก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 2,050 โครงการ เพิ่มขึ้น  51% เงินลงทุนรวม 832,114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  25% โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

 

  1. สิงคโปร์ 357,540 ล้านบาท 305 โครงการ   
  2. จีน 174,638 ล้านบาท 810 โครงการ 
  3. ฮ่องกง 82,266 ล้านบาท 177 โครงการ
  4. ไต้หวัน 49,967 ล้านบาท 126 โครงการ
  5. ญี่ปุ่น 49,148 ล้านบาท 271 โครงการ 

 

สำหรับสหรัฐอเมริกามีเงินลงทุน 25,739 ล้านบาท 66 โครงการ แต่หากนับรวมตัวเลขที่ลงทุนผ่านสิงคโปร์แล้วจะมีมูลค่ารวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการลงทุนของสิงคโปร์ที่สูงขึ้นมาก เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทที่มีบริษัทแม่สัญชาติจีนและอเมริกา     

 

ส่วนในแง่พื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก 573,066 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 392,267 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 71,591 ล้านบาท ภาคเหนือ 42,525 ล้านบาท ภาคใต้ 37,215 ล้านบาท และภาคตะวันตก 21,843 ล้านบาท ตามลำดับ

 

สำหรับสถิติการออกบัตรส่งเสริม หลังจากที่ BOI อนุมัติโครงการแล้ว บริษัทต้องมายื่นเอกสารด้านการเงินและการจัดตั้งบริษัทเพื่อออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด โดยในปี 2567 มีการออกบัตรส่งเสริมจำนวน 2,678 โครงการ เพิ่มขึ้น 47% เงินลงทุน 846,461 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% เป็นสัญญาณที่ดีว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าจะมีเม็ดเงินลงทุนจริงจำนวนมากเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ

 

“ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายจากสงครามการค้าและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดแข็งในการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่มีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือของภูมิภาค โดยมหาอำนาจทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกลุ่มนักลงทุนหลักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน และยุโรป ก็ยังเดินหน้าขยายการลงทุนในไทย” นฤตม์ย้ำ

 

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ที่รองรับเทคโนโลยี AI และดิจิทัลขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้จะมีความสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ช่วยต่อยอดฐานอุตสาหกรรมเดิมให้มั่นคง สร้างมูลค่าจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างงาน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย 

 

“โครงการที่ได้รับการส่งเสริมในปีที่ผ่านมา มีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 2.1 แสนคน จะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี และจะเพิ่มมูลค่าส่งออกของประเทศอีกกว่า 2.6 ล้านล้านบาทต่อปี” นฤตม์กล่าว 

 

ภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า BRICS ท้าทาย ชี้เป็นโอกาสของไทย

 

นฤตม์กล่าวอีกว่า แนวโน้มการลงทุนในปี 2568 จะยังคงเติบโตต่อและยังเป็น ‘ปีแห่งโอกาส’ ที่ประเทศไทยจะสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 

 

“แม้ปีนี้ ภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า นโยบายสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ และการกีดกันทางเทคโนโลยีที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งจะผลักดันให้นักลงทุนต้องเร่งเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง จุดนี้ไทยพร้อมและมีศักยภาพในหลายๆ ด้าน ที่สำคัญมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ เป็นกลาง สามารถเป็นสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงซัพพลายเชนให้กับมหาอำนาจขั้วต่างๆ ได้ นักลงทุนจึงมองไทยเป็นแหล่งลงทุนที่มั่นคง ปลอดภัย และมีความโดดเด่นในภูมิภาค รวมถึงกรณีที่ไทยมีสถานะเป็นหุ้นส่วนพันธมิตร BRICS ก็จะยิ่งเป็นโอกาส”

 

ทิศทางส่งเสริมลงทุนปี 2568 เจาะอุตสาหกรรมชิป-EV-เทคขั้นสูง 

 

BOI จะเดินหน้าดึงการลงทุนเพื่อสร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนสำคัญ แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ เทคโนโลยี AI และดิจิทัลขั้นสูงและเทคโนโลยีชีวภาพควบคู่ไปกับจุดแข็งอุตสาหกรรมและบริการ อย่างเกษตรและอาหาร พลังงานสะอาด การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ทั้งสำนักงานภูมิภาค (Regional Headquarters) ศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้า และศูนย์กลางจัดซื้อจัดหาชิ้นส่วนระหว่างประเทศ 

 

รวมถึงเดินหน้าภารกิจระดับชาติ 2 คณะ คือคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) และคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ซึ่งจะออกมาตรการสนับสนุนให้เอื้อต่อการลงทุน ดึงผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมระดับโลก โดยเฉพาะเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ของนักลงทุนญี่ปุ่น และปีนี้จะมีการเปิดโรงงานของยักษ์ใหญ่ EV จีนคือ CHANGAN

 

เดินสายโรดโชว์จีบบิ๊กคอร์ป ดึงดูดผู้เล่นหลัก ‘เซมิคอนดักเตอร์’ 

 

ปีนี้ BOI มีแผนจัดทัพบุกประเทศเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมองหาตลาดใหม่ๆ ในอินเดีย ตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา และยุโรป เพื่อดึงการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งต่อยอดฐานอุตสาหกรรมสำคัญในประเทศไทยให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ และขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

 

“ในอนาคตไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนของสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ สนใจลงทุนไทยต่อเนื่อง ขณะเดียวกันกรณีของจีนมาลงทุนในไทยมากขึ้นเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีนโยบายสหรัฐฯ นั้น BOI มองว่าเป็นโอกาสทั้งสิ้น หลังจากนี้จะเดินทางไปดาวอส พบปะนักลงทุนเป้าหมาย โรดโชว์ในญี่ปุ่น อินเดีย และสหรัฐฯ ที่สำคัญคือดึงดูดผู้เล่นหลักคือเซมิคอนดักเตอร์ให้มากที่สุด”

 

ภาพ: Janiecbros / Getty Images

The post สรุป 5 อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดในไทยปี 67 เผย Data Center-อิเล็กทรอนิกส์-EV เนื้อหอม ยอดลงทุนทะลุล้านล้านบาท สูงสุดรอบ 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ปี 2025 โอกาสอยู่ที่ไหน อุตสาหกรรมใดน่าจับตามองสำหรับการลงทุน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-25122024-2/ Wed, 25 Dec 2024 03:45:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1023557 morning-wealth-25122024-2

ปี 2025 โอกาสอยู่ที่ไหน อุตสาหกรรมใดน่าจับตามอง พูดคุยก […]

The post ชมคลิป: ปี 2025 โอกาสอยู่ที่ไหน อุตสาหกรรมใดน่าจับตามองสำหรับการลงทุน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-25122024-2

ปี 2025 โอกาสอยู่ที่ไหน อุตสาหกรรมใดน่าจับตามอง พูดคุยกับ ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวนและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ปี 2025 โอกาสอยู่ที่ไหน อุตสาหกรรมใดน่าจับตามองสำหรับการลงทุน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>