กรุงศรี Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กรุงศรี/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 26 May 2026 10:45:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จับตา ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ 60/40 จะคุ้มค่าแค่ไหน? วิจัยกรุงศรีคาดดัน GDP โต 0.2-0.5% แต่ตัวคูณอาจน้อยกว่า ‘คนละครึ่ง’ จุฬาฯ ย้ำรัฐบาลควรใช้เงินกู้อย่างคุ้มค่า https://thestandard.co/thai-chuay-thai-plus-gdp-impact/ Tue, 26 May 2026 10:45:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1211210 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ ‘จับตาผลลัพธ์ ไทยช่วยไทย พลัส จะคุ้มค่าแค่ไหน’

จับตาผลลัพธ์ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จะคุ้มค่าแค่ไหน วิจัยกรุ […]

The post จับตา ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ 60/40 จะคุ้มค่าแค่ไหน? วิจัยกรุงศรีคาดดัน GDP โต 0.2-0.5% แต่ตัวคูณอาจน้อยกว่า ‘คนละครึ่ง’ จุฬาฯ ย้ำรัฐบาลควรใช้เงินกู้อย่างคุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ ‘จับตาผลลัพธ์ ไทยช่วยไทย พลัส จะคุ้มค่าแค่ไหน’

จับตาผลลัพธ์ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จะคุ้มค่าแค่ไหน วิจัยกรุงศรีคาด ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ดัน GDP โต 0.2-0.5% เตือนระวัง ‘Payback Effect’ อาจกดบริโภค-GDPในระยะต่อไปได้ คาดตัวคูณทางเศรษฐกิจน้อยกว่า ‘คนละครึ่ง’ เหตุประชาชนอาจระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ค่าครองชีพพุ่ง รายได้โตต่ำ และภาระหนี้สูง ด้านนักวิชาการ จุฬาฯ ย้ำรัฐบาลควรใช้เงินกู้ให้ ‘คุ้มค่า’ ผ่านการช่วยร้านเล็ก ลดการกระจุกตัวของเงินช่วยเหลือ และช่วยพาธุรกิจเข้าสู่ระบบอย่างยั่งยืน

 

 
 

วันนี้ (26 พฤษภาคม) วิจัยกรุงศรีประเมินว่า มาตรการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ที่จะเริ่มใช้จ่าย 1 มิถุนายนนี้ คาดว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.2-0.5% ในกรณีฐาน โดยจะช่วยกระตุ้นการบริโภค ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 3

 

โดยกรุงศรียังได้ประเมินผลกระทบของมาตรการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ที่มีต่อ GDP ตามอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณ หรืออัตราการใช้สิทธิ์ของประชาชน (Disbursement) และผลกระทบทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) เมื่อเทียบกับ ‘โครงการคนละครึ่งพลัส’ ดังนี้

 

1. กรณีประชาชนใช้สิทธิ์เต็มที่ (Full Disbursement: 95-100%)

 

  • หากผลกระทบทวีคูณ ‘เท่ากับ’ โครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยกระตุ้น GDP ให้เติบโตขึ้น 0.5-0.6%
  • หากผลกระทบทวีคูณ ‘น้อยกว่า’ โครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยกระตุ้น GDP ให้เติบโตขึ้น 0.3-0.4%

 

2. กรณีประชาชนใช้สิทธิ์เป็นส่วนใหญ่ (Major Disbursement: 75-95%)

 

  • หากผลกระทบทวีคูณ ‘เท่ากับ’ โครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยกระตุ้น GDP ให้เติบโตขึ้น 0.4-0.5%
  • หากผลกระทบทวีคูณ ‘น้อยกว่า’ โครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยกระตุ้น GDP ให้เติบโตขึ้น 0.2-0.3%

 

ภาพกราฟิกแสดงข้อความ ‘จับตาผลลัพธ์ ไทยช่วยไทย พลัส จะคุ้มค่าแค่ไหน’ 1

 

อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรีมองว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ประชาชนมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้โตต่ำ และภาระหนี้สูง ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier effect) จึงอาจน้อยกว่ามาตรการรอบก่อน

 

พร้อมทั้งเตือนอีกว่า มาตรการดังกล่าวอาจกระตุ้นการบริโภคล่วงหน้าและลดทอนการใช้จ่ายหลังมาตรการสิ้นสุดลง (Payback Effect) จึงอาจส่งผลต่อ GDP ในระยะต่อไปได้

 

ประมาณการดังกล่าวใกล้เคียงกับสภาพัฒน์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่า ภายใต้เม็ดเงินประมาณ 170,000 – 200,000 ล้านบาท ในพ.ร.ก.กู้เงินฯ ซึ่งถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ (GDP) โตเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.4%

 

ดนุชายังย้ำว่า เม็ดเงินส่วนนี้น่าจะเข้าไปช่วยให้ประชาชนยังมีกำลังซื้อสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันต่อไปได้ ในช่วงที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น พร้อมมองว่า โดยแม้มาตรการนี้จะไม่ได้ช่วยลดอัตราเงินเฟ้อโดยตรง แต่ก็ถือเป็นการช่วยเหลือที่จำเป็น

 

ถอดบทเรียน ‘คนละครึ่ง’ รับ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า

 

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่าน Facebook โดยระบุว่า ปัจจุบัน ‘กระสุนทางการคลัง’ หรือพื้นที่ในการกู้เงินของประเทศลดน้อยลงเรื่อย ๆ การดำเนินนโยบายครั้งนี้จึงอาจเป็นการกู้เงินขนาดใหญ่ครั้งสุดท้ายที่รัฐบาลจะทำได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางการคลัง ดังนั้น รัฐบาลจึงควรใช้เงินกู้ให้คุ้มค่า

 

โดยจากงานวิจัยที่ใช้ข้อมูล e-payment และข้อมูลจาก food-delivery platform ของโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ในอดีต ศ. ดร. อธิภัทร มีข้อสังเกตสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่

 

  • คนละครึ่ง ‘ช่วยร้านค้า’ ได้จริง โดยเฉพาะร้านเล็ก: ร้านที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 50% และที่น่าสนใจคือ ยอดขายนอกโครงการก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย กลไกสำคัญไม่ใช่แค่คนซื้อเยอะขึ้นต่อครั้ง แต่คือร้านได้ลูกค้าใหม่บนแพลตฟอร์ม delivery ร้านที่เข้าร่วมมีจำนวนลูกค้าไม่ซ้ำเพิ่มขึ้นถึง 176% สะท้อนว่าโครงการลักษณะนี้ช่วยเปิดตลาดให้ร้านเล็ก และสร้าง customer discovery ได้จริง
  • เงินช่วยเหลือ ‘กระจุกตัว’ สูงมาก: ศ. ดร. อธิภัทรชี้ว่า ร้าน Top 5% ได้เงินสนับสนุนรวมกันถึง 41% ของงบทั้งหมด ซึ่งร้านกลุ่มนี้มักเป็นร้านที่มีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว คุ้นกับ e-payment และเข้าร่วมโครงการแทบทุก phase ดังนั้น แม้นโยบายจะช่วย SMEs จริง แต่เม็ดเงินรัฐส่วนหนึ่งก็ไหลไปกระจุกในร้านขนาดใหญ่กว่าที่หลายคนคิด
  • คนละครึ่งช่วย ‘ร้านค้า’ มากกว่าช่วย ‘การบริโภคใหม่’: จากงานวิจัยพบปรากฏการณ์ crowd out ค่อนข้างชัดนั่นคือ การบริโภคส่วนสำคัญเป็นการ ‘ย้ายที่ซื้อ’ จากร้านที่ไม่ได้เข้าร่วม มายังร้านที่เข้าร่วม มากกว่าจะเป็นการเพิ่มการใช้จ่ายใหม่ทั้งหมด โดยค่าประสิทธิผลต่อการใช้จ่าย (MPC) อยู่ราว 0.4 แปลว่า รัฐอุดหนุน 1 บาท เกิดการใช้จ่ายใหม่จริงประมาณ 40 สตางค์ ยิ่งไทยช่วยไทย พลัส รอบนี้เพิ่มสัดส่วนการอุดหนุนจากรัฐเป็น 60% ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่โครงการจะทำหน้าที่ ‘ประคองกำลังซื้อ’ มากกว่า ‘สร้างการใช้จ่ายใหม่’ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจอ่อนแรง การช่วยพยุงรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือนก็มีความสำคัญ แต่ภาครัฐจำเป็นต้องสื่อสารเป้าหมายให้ชัดเจนและออกแบบกลไกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง
  • ถึงเวลาต้องมอง ‘การดึงร้านค้าเข้าระบบ’ เป็นเป้าหมายหลัก:หลายปีที่ผ่านมา เรากังวลกันมากว่า ร้านค้าจะไม่เข้าร่วมโครงการเพราะกลัวต้องเสียภาษี แต่ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า ร้านที่ออกจากระบบเพราะความกังวลนี้มีเพียงราว 6% ขณะเดียวกัน จากงานวิจัยเรื่อง VAT ธุรกิจขนาดเล็กราว 40% เลือกเข้า VAT ด้วยความสมัครใจ แม้รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์บังคับ 1.8 ล้าน แปลว่า ธุรกิจจำนวนมาก “พร้อมเข้าระบบ” ถ้าการอยู่ในระบบมันคุ้มค่า และต้นทุน compliance ไม่สูงเกินไป ดังนั้น ถ้ารัฐจะใช้เงินจำนวนมากกับไทยช่วยไทย พลัส ก็ควรใช้โอกาสนี้ สร้างแรงจูงใจให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี ใช้ e-payment และสร้าง digital footprint ทางธุรกิจ ไม่ใช่เพียงกระตุ้นระยะสั้นแล้วจบไป

 

ดังนั้น ศ. ดร. อธิภัทรจึงแนะว่า โจทย์สำคัญของ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ คือช่วยร้านเล็กได้จริง ลดการกระจุกตัวของเงินช่วยเหลือ กระตุ้นเศรษฐกิจได้คุ้มค่ากว่าเดิม และช่วยพาธุรกิจเข้าสู่ระบบอย่างยั่งยืน

The post จับตา ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ 60/40 จะคุ้มค่าแค่ไหน? วิจัยกรุงศรีคาดดัน GDP โต 0.2-0.5% แต่ตัวคูณอาจน้อยกว่า ‘คนละครึ่ง’ จุฬาฯ ย้ำรัฐบาลควรใช้เงินกู้อย่างคุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน’ คำมั่นสัญญาใหม่จากกรุงศรี เพื่อให้ทุกคนมีเวลาทำสิ่งที่อยากทำได้ทุกวัน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/krungsri-make-life-simple/ Mon, 20 Feb 2023 08:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=751602 กรุงศรี

ต่อให้ต่างวัยและมีไลฟ์สไตล์ชีวิตที่ต่างกัน แต่สิ่งที่ทุ […]

The post ‘ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน’ คำมั่นสัญญาใหม่จากกรุงศรี เพื่อให้ทุกคนมีเวลาทำสิ่งที่อยากทำได้ทุกวัน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรี

ต่อให้ต่างวัยและมีไลฟ์สไตล์ชีวิตที่ต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกคนต้องการจะมีเหมือนกันคือ ‘ชีวิตที่ง่าย’ ไม่ยุ่งยากไปกับเรื่องที่ทำให้ง่ายได้ จะได้เหลือเวลาไปทำสิ่งที่อยากทำ

 

MI Group ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมและรูปแบบการใช้สื่อของคน 6 เจเนอเรชันในสังคมไทย พบว่ามีความต้องการในชีวิตบางอย่างที่เชื่อมโยงหรือมีความคล้ายคลึงกัน เช่น คนอายุ 12-25 ปี ที่เติบโตในยุคอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเสพติดความสะดวกสบายจากเทคโนโลยี ส่วนคน Gen Y อายุ 26-41 ปี ก็หันมาซื้อของทางออนไลน์สูงขึ้น 227% ในปี 2022 (เทียบปี 2021) และให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance นั่นหมายความว่าสิ่งใดที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และช่วยปรับสมดุลชีวิตได้ดีขึ้น พวกเขาก็ยินดีที่จะเปิดรับ ในขณะที่กลุ่ม Gen X อายุ 42-57 ปี ก็ซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้นสูงถึง 662% ในปี 2022 (เทียบปี 2021) สิ่งสำคัญคือการหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลฟื้นฟูสุขภาพ เท่ากับว่าชีวิตที่ง่าย ปราศจากเรื่องกังวลใจและช่วยทำให้สุขภาพจิตโดยรวมดีก็พร้อมจะอ้าแขนรับสิ่งเหล่านั้น 

 

กรุงศรี

 

เข้าใจเลยว่า เพราะเหตุใด กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) จึงปรับเข็มทิศจากเดิมที่ดำเนินธุรกิจบนแนวคิด ‘เรื่องเงิน เรื่องง่าย’ หรือ ‘Make Life Simple’ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นมากมายในภาคการเงินไทยด้วยการนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ทำให้เรื่องการเงินเป็นเรื่องง่ายสำหรับลูกค้าทุกกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2554 วันนี้ กรุงศรี ตั้งมั่นคำสัญญาและสโลแกนใหม่ เป็น ‘ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน’ 

 

กรุงศรี



‘ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน’ ทำหน้าที่เป็นมากกว่าภาพลักษณ์หรือสโลแกน แต่คำมั่นสัญญานี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ มิติของการขับเคลื่อนองค์กรในเครือกรุงศรี ให้กรุงศรีเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการดำเนินธุรกิจทั้งในวันนี้และวันหน้า เป็นแกนหลักและรวมเป็นส่วนหนึ่งของค่านิยมองค์กร จากพนักงานสู่ลูกค้า ด้วยการมุ่งมั่นยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมโซลูชัน ควบคู่กับการสร้างและส่งมอบประสบการณ์ที่ง่ายเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มให้สอดคล้องกับบริบทในยุคปัจจุบัน เชื่อมโยงกับความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้า  

 

กรุงศรี

มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ 


มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานบริหารแบรนด์และการตลาดองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผยถึงการปรับแบรนด์และคำมั่นสัญญาของแบรนด์กรุงศรีในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อเป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติให้กรุงศรีมุ่งมั่นตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกในปัจจุบันและอนาคต ที่สำคัญยังเป็นไปตามกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของกรุงศรี ผ่านจุดยืนของแบรนด์ที่ว่า กรุงศรีจะเป็นพันธมิตรที่ลูกค้าวางใจที่มีเครือข่ายระดับโลก ส่งมอบความง่าย ผ่านนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต เพื่อให้ลูกค้าได้มีเวลาไปทำในสิ่งที่มีความหมายกับชีวิต 

 

“วันนี้ เราตระหนักดีว่าโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อทุกแง่มุมของชีวิต ความง่าย หรือ Simplicity ยิ่งทวีความสำคัญและเป็นสิ่งที่ลูกค้ายิ่งมองหา เราจึงเพิ่มมิติเรื่องของความง่ายให้มากขึ้น จากความง่ายในมิติของเรื่องเงินและการทำธุรกรรมทางการเงิน มาเป็นความง่ายในมิติของโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ การเป็นพันธมิตรที่ลูกค้าวางใจ และการช่วยให้ลูกค้าใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น นำมาสู่คำมั่นสัญญาและสโลแกนภาษาไทยใหม่ ‘ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน’ ขณะที่สโลแกนภาษาอังกฤษยังคงเป็น ‘Make Life Simple’ ซึ่งเป็นสโลแกนที่ลูกค้าคุ้นเคยและยังสื่อสารคำมั่นสัญญาของกรุงศรีที่ต้องการส่งมอบให้ลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทุกอย่างที่กรุงศรีทำก็เพื่อให้ลูกค้ามี ‘ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน’ และเพื่อให้ลูกค้าได้มีเวลาไปทำในเรื่องสำคัญกับชีวิต” มิ่งขวัญ กล่าว 

 

ถ้าจะให้ช่วยฉายภาพให้ชัดขึ้น การดำเนินธุรกิจภายใต้คำมั่นสัญญาใหม่ ‘ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน’ จะช่วยให้ชีวิตของทุกคนง่ายขึ้นได้อย่างไร ลองนึกภาพว่าต่อจากนี้คุณจะใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที จัดการธุรกิจให้ง่ายขึ้นผ่านแอปธนาคารที่ช่วยดูแลธุรกิจคุณ หรือจัดการพอร์ตการลงทุนได้ง่ายๆ เพื่อให้คุณเอาเวลาจ้องหน้าจอดูกระดานหุ้นไปใช้กับครอบครัวหรือทำสิ่งที่รัก ผ่านการลงทุนกองทุนรวมจากกรุงศรี และต่อจากนี้คุณอาจใช้เวลาน้อยลงเพื่อทำความเข้าใจเรื่องการเงิน เพราะสามารถเรียนรู้การเงินกับ Krungsri The COACH ได้ง่ายๆ และเอาเวลาไปนอนเกาพุงแมว ช้อปปิ้ง ออกกำลังกาย หรือใช้เวลาไปกับสิ่งที่อยากทำได้อย่างเต็มที่  

 

ถ้าอยากเข้าใจแนวคิดของคำมั่นสัญญา ‘ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน’ ให้มากยิ่งขึ้น กรุงศรี เพิ่งเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ออนแอร์พร้อมกันทั่วประเทศไปเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2566 ลองคลิกเข้าไปดูแล้วคุณจะรู้ว่าทำไมควรเอาเวลาชีวิตไปทำสิ่งที่อยากทำ แล้วปล่อยให้ทุกเรื่องการเงินเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญอย่าง ‘กรุงศรี’ ช่วยทำให้ ‘ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน’   

 

https://www.youtube.com/watch?v=UwlbBKaUOBU&t=39s

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมคลิก www.krungsri.com/th/makelifesimple

 

อ้างอิง: 

The post ‘ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน’ คำมั่นสัญญาใหม่จากกรุงศรี เพื่อให้ทุกคนมีเวลาทำสิ่งที่อยากทำได้ทุกวัน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรีกับบทบาทของผู้บุกเบิกสกุลเงินดิจิทัล CBDC ส่งประเทศไทยสู่โลกการเงินแห่งอนาคต [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/retail-cbdc/ Thu, 22 Sep 2022 07:00:52 +0000 https://thestandard.co/?p=684774 Retail CBDC

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ในเครือของม […]

The post กรุงศรีกับบทบาทของผู้บุกเบิกสกุลเงินดิจิทัล CBDC ส่งประเทศไทยสู่โลกการเงินแห่งอนาคต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Retail CBDC

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ในเครือของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) หนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินแห่งแรกที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ทดสอบนำร่องการใช้งานสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางภาคประชาชน (Retail CBDC หรือ rCBDC) ซึ่งกรุงศรีเป็นหนึ่งในคณะทำงานที่ได้ทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อศึกษาและพัฒนาระบบโครงสร้างการเงินดิจิทัลขั้นพื้นฐานให้แก่ประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โลกการเงินแห่งอนาคต

 

สยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กรุงศรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัลและบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างพิถีพิถันสามารถใช้งานได้จริง และยังต้องตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าธนาคารที่หลากหลายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกได้เคลื่อนตัวสู่สังคมไร้เงินสดและเศรษฐกิจดิจิทัล การเริ่มต้นด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและเหมาะกับบริบทของประเทศไทยนับเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการเตรียมความพร้อมขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนเกี่ยวกับสกุลเงิน rCBDC ที่จะมาช่วยให้การดำเนินชีวิตมีความสะดวกสบายและใช้จ่ายอย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น การศึกษาครั้งนี้จะเป็นการพัฒนาต่อยอดด้านสกุลเงินดิจิทัล CBDC สำหรับใช้งานจริงต่อไปได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับการให้บริการแบบ Beyond Banking ที่กรุงศรีมุ่งเน้น”  

 

การร่วมทดสอบการใช้งาน Retail CBDC กับธนาคารแห่งประเทศไทยครั้งนี้ เป็นการศึกษาและทดลองใช้งานในส่วนระบบพื้นฐาน (Foundation Track) ในกลุ่มผู้ทดลองใช้งานจำนวน 10,000 ราย ที่สามารถควบคุมและติดตามการใช้งานในวงจำกัด โดยจะเริ่มทดสอบตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 จนถึงกลางปี 2566 

 

ในช่วงทดสอบการใช้งานในส่วนระบบขั้นพื้นฐาน กรุงศรีได้พัฒนาโมบายล์แอปพลิเคชันขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อรองรับกระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับ CBDC และมีแผนเพื่อหาโอกาสการพัฒนาฟีเจอร์ที่หลากหลาย เช่น ผู้ใช้งานสามารถเปิดกระเป๋าเงินดิจิทัลได้พร้อมกันหลายกระเป๋า ทั้งยังสามารถออกแบบ ‘Personalized CBDC Wallet’ เพื่อใช้ตามความต้องการของแต่ละบุคคล หรือออกแบบตามความต้องการของผู้ใช้งาน สามารถระบุเพื่อเจาะจงร้านค้าที่จะใช้งาน เช่น กระเป๋าเงินไปโรงเรียน สำหรับใช้จ่ายในโรงเรียน เป็นต้น โดยกรุงศรีจะเปิดให้ผู้ใช้งานทดสอบการใช้ชำระเงินในชีวิตประจำวัน กิน ช้อป เดินทาง เพื่อนำผลจากการทดสอบไปประมวลผลร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป

 

“สำหรับกรุงศรี การได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าร่วมทดสอบการใช้งาน Retail CBDC สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางภาคประชาชนนั้น เป็นการตอกย้ำถึงสิ่งที่ธนาคารตั้งใจในการนำความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและนวัตกรรมมาสนับสนุนการวางโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพเพียงพอ เพื่อให้คนไทย ทั้งระดับประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการทุกระดับตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่จนถึงขนาดย่อม ก้าวสู่ภูมิทัศน์การเงินแห่งโลกยุคใหม่ได้เต็มศักยภาพ ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาและเริ่มทดสอบการใช้งานสกุลเงิน CBDC อย่างเป็นรูปธรรม เช่น จีน ยูโรโซน สวีเดน กับการใช้งานสกุลเงิน rCBDC และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ หรือแคนาดา กับการใช้งานสกุลเงินดิจิทัลแบบ Wholesale CBDC เป็นต้น” สยามกล่าวเสริม

 

“กรุงศรีเป็นธนาคารที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีแบบบูรณาการทั้งส่วนดิจิทัลและไอทีแบบคู่ขนาน โดยคำนึงถึงความต้องการใช้งานของลูกค้าเป็นสำคัญ (Customer Centricity) ส่งผลให้เราพัฒนาหรือออกผลิตภัณฑ์และบริการที่ช่วยให้ชีวิตลูกค้าสะดวกสบายมากขึ้น ช่วยลดภาระที่ไม่ควรเกิดขึ้นต่างๆ ทั้งค่าใช้จ่าย เวลา และความเสี่ยงจากขั้นตอนการทำธุรกรรมแบบทั่วไป เราเชื่อว่าเมื่อเราเอาใจใส่และเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เราจะสามารถนำมาตีโจทย์เพื่อมอบสิ่งที่เหมาะสมกับลูกค้าได้อย่างแท้จริง” สยามกล่าวปิดท้าย

The post กรุงศรีกับบทบาทของผู้บุกเบิกสกุลเงินดิจิทัล CBDC ส่งประเทศไทยสู่โลกการเงินแห่งอนาคต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>