กระสุนยาง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กระสุนยาง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 26 Sep 2023 10:24:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ศาลแพ่งสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับพวก ชดใช้เงิน 2 นักข่าวถูกกระสุนยางยิงบาดเจ็บ จากการทำข่าวม็อบปี 2564 https://thestandard.co/court-2-journalists-rubber-bullets/ Tue, 26 Sep 2023 10:24:33 +0000 https://thestandard.co/?p=846545 ศาลแพ่ง สั่งชดใช้

วันนี้ (26 กันยายน) ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดพิพา […]

The post ศาลแพ่งสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับพวก ชดใช้เงิน 2 นักข่าวถูกกระสุนยางยิงบาดเจ็บ จากการทำข่าวม็อบปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลแพ่ง สั่งชดใช้

วันนี้ (26 กันยายน) ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดพิพากษาคดีที่ ธนาพงศ์ เกิ่งไพบูลย์ บรรณาธิการสำนักข่าวออนไลน์ PLUS SEVEN และ ชาญณรงค์ เอื้ออุดมโชติ ช่างภาพประจำสำนักข่าว The MATTER เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ณ ขณะนั้น, พล.ต.ท. ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต. มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ ผู้บังคับการกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย

 

กรณีธนาพงศ์ จำเลยที่ 1 ถูกยิงจากกระสุนยางเข้าบริเวณสะโพก ส่วนชาญณรงค์ จำเลยที่ 2 ถูกยิงจากกระสุนยางจากเจ้าหน้าที่บริเวณท่อนแขนซ้าย ระหว่างไปทำข่าวการชุมนุม โดยสวมปลอกแขน บัตรสื่อมวลชน ที่บริเวณถนนราชดำเนินและแยกนางเลิ้ง เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2564

 

ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 42,000 บาท และชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินต้นแต่ละจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (6 สิงหาคม 2564) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง 

 

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตาม พ.ร.ก. ซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 กับให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

The post ศาลแพ่งสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับพวก ชดใช้เงิน 2 นักข่าวถูกกระสุนยางยิงบาดเจ็บ จากการทำข่าวม็อบปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด-กระสุนยาง-ล้มล้างการปกครอง บันทึก 12 เหตุการณ์ใหญ่ประเทศไทยปี 2564 https://thestandard.co/thailand-12-situation-2021/ Tue, 28 Dec 2021 09:32:12 +0000 https://thestandard.co/?p=576906

เจ้าหน้าที่นำศพผู้เสียชีวิตจากโควิดลงมาจากแฟลตดินแดง / […]

The post โควิด-กระสุนยาง-ล้มล้างการปกครอง บันทึก 12 เหตุการณ์ใหญ่ประเทศไทยปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจ้าหน้าที่นำศพผู้เสียชีวิตจากโควิดลงมาจากแฟลตดินแดง / ศวิตา พูลเสถียร

 

1. โควิดพรากเศรษฐกิจและชีวิตที่ไม่มีวันกลับคืน

ราวปลายเดือนธันวาคม 2563 กระทั่งเดือนมกราคม 2564 การระบาดของโควิดระลอกที่ 2 จากจุดเริ่มต้นที่พบผู้ป่วยรายแรกเป็นแม่ค้าปลาในตลาดกุ้ง สมุทรสาคร นำมาซึ่งการตรวจคัดกรองแถลงพบผู้ป่วยโควิด 535 ราย ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูง ณ เวลานั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลใช้มาตรการที่เข้มงวดทั้งในพื้นที่ที่มีการระบาดและพื้นที่สะเก็ดไฟที่ลุกลามในจังหวัดอื่น จนสามารถควบคุมการระบาดระลอกนี้ได้ในที่สุด

 

แต่แล้วต้นเดือนเมษายน 2564 คือจุดเริ่มต้นที่ทำประเทศไทยต้องเชิญกับการระบาดของโควิดครั้งที่ร้ายแรงที่สุดนับแต่การระบาด ‘คลัสเตอร์ทองหล่อ’ คือจุดแรกที่มีการระบาดของโควิดในระลอกเมษายน และ 4 เดือนหลังจากนั้น พามาถึงถึงจุดสูงสุดของสถานการณ์ระบาด จากโควิดสายพันธุ์อัลฟาและการมาถึงของเดลตา ทำให้ลากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันจากหลักร้อย หลักพัน กระทั่งแตะจุดสูงสุดเมื่อ 13 สิงหาคม 2564 ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่รายวันที่ 23,418 ราย และตัวเลขผู้เสียชีวิตรายวันสูงสุดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ที่ 312 ราย

 

ผู้ป่วยโควิดรายหนึ่งย่านคลองสามวากำลังสูดดมออกซิเจนระหว่างที่ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำจากการป่วยโควิด / ศวิตา พูลเสถียร

 

รัฐบาลพยายามประคับประคองสถานการณ์เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพและเศรษฐกิจ ทั้งการล็อกดาวน์บางส่วน จ่ายเงินเยียวยา และจัดหาวัคซีนมาฉีดให้กับประชาชน โดยเริ่มฉีดให้กับบุคคากรทางการแพทย์ตั้งแต่เดือนมีนาคม และฉีดเป็นการทั่วไปให้กับประชาชนเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ว่าหนักหนาสาหัส ไม่เท่าความเสียหายของชีวิตที่สูญเสียไปจนถึงสิ้นปีนี้ มีผู้เสียชีวิตจากโควิดกว่า 2.1 หมื่นราย จากผู้ป่วยยืนยันทั้งสิ้น 2.1 ล้านราย 

 

ประชาชนมานั่งรอคิวตรวจโควิดที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS วัดพระศรีมหาธาตุ ตั้งแต่ช่วงดึกของวันนัดหมาย / ศวิตา พูลเสถียร

 

เมื่อยอดฉีดวัคซีนพุ่งสูงสวนทางกับตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตรายวัน สถานการณ์จึงดีขึ้นตามลำดับ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ เราต้องเผชิญกับการเปิด-ปิดเศรษฐกิจมาหลายครั้ง เผชิญกับการหาวัคซีนที่มีคุณภาพ เผชิญกับการหาเตียงผู้ป่วยที่ขาดแคลน เผชิญกับการหาถังออกซิเจนให้ผู้ป่วยหนัก เผชิญกับการหาสถานที่และรอคิวตรวจโควิด และหลายคนต้องเผชิญกับความตายที่จากไปอย่างเดียวดายในช่วงที่สถานการณ์ระบาดหนัก

 

ชาวบ้านในชุมชนวัดท่ามะนาว อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี กำลังอพยพเพื่อหนีระดับน้ำที่เข้าท่วมและยังสูงขึ้นต่อเนื่อง / ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม

 

2. จากต่างจังหวัดถึงกรุงเทพฯ ปัญหาน้ำท่วมที่ยังไม่มีทางแก้

 

วันที่ 26 กันยายน 2564 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่า อิทธิพลพายุเตี้ยนหมู่ในช่วงวันที่ 23-26 กันยายน 2564 เกิดอุทกภัยใน 23 จังหวัด ทั้งเหนือ กลาง และอีสาน และมี 27 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุดังกล่าว พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เดินสายลงพื้นที่น้ำท่วม กระทั่งระดับน้ำเริ่มคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ

 

น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อเข้าท่วมบริเวณเชิงสะพานซังฮี้ / ศวิตา พูลเสถียร

 

ถัดมาอีกเพียงเดือนเศษ เช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 หลายพื้นที่ใน กทม. บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาเกิดน้ำท่วมฉับพลันอันเนื่องมาจากน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาล้นคันกั้นน้ำชั่วคราวที่ กทม. ได้วางกระสอบทรายป้องกันไว้โดยไร้การแจ้งเตือนล่วงหน้า

 

“กทม. กราบขออภัยทุกๆ คนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำที่ล้นเข้าในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในวันนี้” และ “ผมก็ยอมรับผิดอยู่แล้ว ไม่แก้ตัว” 2 วลีจากปากของ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันนั้น ที่กล่าวขอโทษระหว่างการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

 

ปัญหาเรื่องน้ำท่วมเหมือนเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน กับคำถามที่ว่าเรามีระบบการจัดการและจริงจังกับการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนมากน้อยเพียงใด

 

อ่านประกอบ: 

 

เฮลิคอปเตอร์เทโฟมเพื่อควบคุมไม่ให้ไฟกลับมาลุกอีกครั้งแม้จะไม่มีเปลวเพลิงแล้ว / ฐานิส สุดโต

 

3. ระเบิดและไฟไหม้ ‘หมิงตี้เคมีคอล’ ความเสียหายที่เงียบหาย

เวลาประมาณ 03.10 น. เช้ามืดของวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 มีรายงานว่าเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ภายในในโรงงานผลิตโฟมแห่งหนึ่งในซอยกิ่งแก้ว 21 อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และทราบภายหลังว่าโรงงานแห่งนั้นเป็นของบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด เหตุการณ์ไฟไหม้ที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่เมื่อมีสารเคมีอันตรายที่ใช้ผลิตพลาสติกอยู่ในโรงงานดังกล่าว รวมถึงความพยายามของเจ้าหน้าที่ที่ใช้ทั้งน้ำและสารเคมีประกอบกัน ซึ่งกว่าจะสามารถควบคุมเพลิงได้สมบูรณ์ ใช้เวลาเกือบ 24 ชั่วโมง จึงกลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างยิ่ง 

 

นอจากความเสียหายของตัวโรงงานแล้ว ความเสียหายของบ้านเรือนโดยรอบโรงงาน ซึ่งเกิดจากแรงระเบิดของเช้าวันเกิดเหตุ ทั้งกระจกที่แตกร้าว ข้าวของในบ้านที่กระจัดจาย ซึ่งในวันเกิดเหตุ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้อพยพประชาชาชนที่พักอาศัยในบริเวณนั้นภายในรัศมี 5 กิโลเมตรอไปยังบริเวณที่ปลอดภัย ทั้งเรื่องความกังวลการระเบิดซ้ำและควันพิษที่เกิดจากเผาไหม้สารเคมี

 

สภาพบ้านเรือนที่เสียหายจากแรงระเบิดของเช้าวันเกิดเหตุ / ฐานิส สุดโต

 

เหตุการณ์ในครั้งนั้น ปภ. รายงาน ณ วันเกิดเหตุว่าบ้านมีเรือนประชาชนเสียหายอย่างน้อย 155 หลัง รถยนต์ 6 คัน รถจักรยานยนต์ 2 คัน ประชาชนและอาสาสมัครได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 30 ราย และมีเจ้าหน้าที่ในปฏิบัติการดับเพลิงครั้งนั้นเสียชีวิต 1 ราย ขณะที่ภาครัฐได้ให้เงินช่วยเหลือสำหรับการย้ายบ้านชั่วคราวจากการที่ไม่สามารถอยู่อาศัยในที่พักเดิมได้ ครอบครัวละ 18,000 บาท

 

ตัวแทนสื่อออนไลน์และทีมทนายให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนเข้าไปยื่นคำฟ้อง / ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม

 

4. สื่อออนไลน์รวมตัว ฟ้องเพิกถอนคำสั่งห้ามนำเสนอข่าว ‘อันสร้างความหวาดกลัว’

 

The Reporters, Voice, THE STANDARD, The Momentum, The MATTER, ประชาไท, Dem All, The People, way magazine, echo, PLUS SEVEN และประชาชนเบียร์ พร้อมทีมทนายความจากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน รวมตัวยื่นฟ้อง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กรณีออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ให้อำนาจ กสทช. ‘ตัดเน็ต’ ผู้โพสต์ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ซึ่งเป็นการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ ไม่มีความจำเป็น ไม่ได้สัดส่วน และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564 

 

โดยขอให้ศาลเพิกถอนข้อกำหนดฉบับที่ 29 เนื่องจากการห้ามเผยแพร่ ‘ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว’ เป็นการบัญญัติที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน อาจตีความได้ว่า แม้ข้อความนั้นเป็น ‘เรื่องจริง’ ก็อาจจะเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดนี้ และถูกระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ และในวันเดียวกันนี้จะยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนด้วย

 

ตัวแทนสื่อมวลชนถือข่าวแจกสื่อมวลชนที่ระบุถึงคำสั่งศาลแพ่งห้ามบังคับใช้ข้อกำหนดฉบับที่ 29 / ศวิตา พูลเสถียร

 

ถัดมาอีกเพียง 4 วัน คือวันที่ 6 สิงหาคม 2564 ศาลแพ่งมีคำสั่งห้ามจำเลยดำเนินการบังคับใช้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 29) เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น เนื่องจากข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติคุ้มครองไว้ 

 

และยังมีมาตรการทางกฎหมายหลายฉบับให้สามารถดำเนินการเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ อีกทั้งรัฐสามารถใช้สื่อวิทยุและโทรทัศน์ในการกำกับเป็นเครื่องมือในการให้ความรู้เพื่อการรู้เท่าทัน สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนแก่ประชาชนได้ด้วย 

 

และในวันที่ 10 สิงหาคม 2564 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นากยรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกำหนดให้ยกเลิกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 29) ลงวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 เป็นอันว่าข้อกำหนดดังกล่าวสิ้นสุดลงทันที

 

อ่านประกอบ:

 

บรรยากาศห้องประชุมรัฐสภาขณะที่มีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ / สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

 

5. แก้รัฐธรรมนูญ 2560 (เฉพาะ) กติกาเลือกตั้ง

 

ความพยายามในแก้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ปรากฏให้เห็นหลายต่อหลายครั้ง ทั้งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่พยายามแก้ไขในประเด็นที่แตกต่างกันไป ทั้งเรื่องระบบเลือกตั้ง ที่มาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดให้ทางมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. นำมาซึ่งการร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ความพยายามทั้งหมดเหล่านั้นถูกตีตกโดยรัฐสภาทุกครั้ง

 

วันที่ 24 มิถุนายน 2564 รัฐสภาลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะแก้ไขเรื่องบัตรเลือกตั้งจากใบเดียวเป็น 2 ใบเท่านั้น และต่อมาในเดือนกันยายน 2564 รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวาระ 3

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2564 / ราชกิจจานุเบกษา

 

ในที่สุดรัฐสภาลงมติรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะกลับมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ซึ่งประกอบไปด้วย ส.ส. แบบแบ่งเขต 400 คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่ออีก 100 คน รวม 500 คน รวมถึงการใช้สูตรคำนวนคะแนนเลือกตั้งแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 อีกครั้ง กระทั่งสามารถทะลวงผ่านวาระ 3 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 และโปรดเกล้าฯ ให้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่ได้แก้ไขมาแล้ว

 

กลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจเผชิญหน้ากันหลายครั้งในการชุมนุม #ม็อบ28กุมภา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้กระสุนยาง / ฐานิส สุดโต 

 

6. จากกระสุนยางถึงสมรภูมิดินแดง

การนัดหมายชุมนุมครั้งแรกของกลุ่ม REDEM เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 คือวันเดียวกันกับที่ปรากฏการใช้กระสุนยางในการควบคุมการชุมนุมในการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองระลอกปี 2563-2564

 

ในวันดังกล่าวกลุ่ม REDEM นัดหมายเคลื่อนไหวชุมนุมครั้งแรก จากบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เดินเท้าไปยังกรมทหารราบที่ 1 ภายใต้คอนเซปต์ไม่มีแกนนำ มีการเผชิญหน้าหลายครั้งที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลทหารผ่านศึก และปั๊ม ปตท.วิภาวดี ขณะที่ พล.ต.ท. ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยในวันต่อมา โดยยอมรับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ตำรวจใช้ปืนยิงกระสุนยางในการควบคุมฝูงชนตามความจำเป็น

 

วันที่ 7 สิงหาคม 2564 กลุ่มเยาวชนปลดแอกนัดหมายชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเคลื่อนไปยังพระบรมมหาราชวัง แต่แล้วเมื่อถึงเวลานัดหมายได้มีการเปลี่ยนสถานที่นัดหมายเป็นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเพื่อเคลื่อนไปยังกรมทหารราบที่ 1 

 

แต่เมื่อเคลื่อนจากอนุสาวรีย์ชัยไปได้ไม่ไกลนัก ถึงบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง บรรยากาศระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุมเริ่มตึงเครียด เกิดการเผชิญหน้ากันอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ชั่วโมง กระทั่งการประกาศยุติการชุมนุม ทว่ายังคงมีชุมนุมที่เหลือปะทะกับเจ้าหน้าที่ กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเข้าควบคุมพื้นที่และควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังใช้ปืนยิงกระสุนยางเพื่อสกัดมวลชนบริเวณถนนวิภาวดีรังสิตใกล้สามเหลี่มดินแดง / ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม

 

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกแถลงการณ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการจัดตั้งสิ่งกีดขวางเพื่อสกัดกั้นการชุมนุม การใช้อาวุธ อุปกรณ์ ตลอดจนขั้นตอนในการควบคุมฝูงชน ยังไม่ได้เป็นไปในลักษณะจากเบาไปหาหนัก ไม่ได้สัดส่วน และไม่สอดคล้องกับหลักสากล จนส่งผลให้ผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง สื่อมวลชน และประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และยังระบุอีกว่าด้านกลุ่มผู้ชุมนุมปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้ชุมนุมบางส่วนได้ตระเตรียมและใช้อาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธในการตอบโต้กับเจ้าหน้าที่ อันไม่เป็นไปตามหลักการการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ จนทำให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมการชุมนุมได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

 

มวลชนที่เผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง / ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม

 

จากวันนั้น ‘สามเหลี่ยมดินแดง’ จึงเป็นสมรภูมิที่มีการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมหลายต่อหลายกลุ่ม และเกิดการอุบัติของกลุ่ม ‘ทะลุแก๊ส’ และ ‘ทะลุแก๊ซ’ ซึ่งมีการเผชิญหน้ายืดเยื้อในช่วงเย็นของทุกวันนานนับเดือน

 

อ่านประกอบ: 

 

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไปในการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562

 

7. เลือกตั้งเทศบาล และ อบต. หลัง คสช. แช่แข็งกว่า 7 ปี

 

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 85/2557

เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ที่ระงับการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกำหนดการได้มาเป็นการชั่วคราว ซึ่งบังคับใช้เกือบ 7 ปี ทำให้ประเทศไทยว่างเว้นจากการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายกเมืองพัทยา

 

ในเวลาต่อมามีการทยอยเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ในวันที่ 28 มีนาคม 2564 และเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2564 

 

ทว่ายังคงเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 2 ระดับที่ยังไม่ได้มีการกำหนดวันเลือกตั้งคือ นายกเมืองพัทยา และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้ว่าฯ คนปัจจุบันนั้นมาจากคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 

ที่ 64/2559 เรื่อง การให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตําแหน่ง และการแต่งตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คือ ให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พ้นจากตําแหน่งผู้ว่าฯ และให้ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าฯ มาถึงปัจจุบัน

 

อ่านประกอบ:

 

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปจังหวัดภูเก็ต เพื่อทำพิธีเปิด ‘ Phuket Sandbox’ / ศวิตา พูลเสถียร

 

8. ‘Phuket Sandbox’ ก่อนเปิดประเทศ และโอไมครอน

 

วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 นักท่องเที่ยวกลุ่มแรกประมาณ 25 คน เที่ยวบิน EY430 เดินทางจากสนามบินนานาชาติอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เวลาประมาณ 11.00 น. ถือเป็นการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของ Phuket Sandbox หรือการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และถือเป็นการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติครั้งแรกของไทยหลังการระบาดของโควิด

 

นักท่องเที่ยวเข้ารับการตรวจโควิดแบบ RT-PCR หลังจากเดินทางถึงประเทศไทยก่อนเข้าโรงแรมและท่องเที่ยว / ศวิตา พูลเสถียร

 

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาตามโครงการ Phuket Sandbox ต้องเป็นนักท่องเที่ยวในประเทศที่กำหนด และต้องได้รับวัคซีนที่องค์การอนามัยโลก (WHO) หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไทยรับรองครบโดส ต้องมีใบตรวจโรคในระยะเวลา 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง มีกรมธรรม์ประกันภัยวงเงินไม่น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมีหลักฐานชำระค่าที่พักในภูเก็ตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน SHA+ และค่าตรวจโควิดจำนวน 3 ครั้ง ซึ่งจะตรวจตั้งแต่ที่สนามบิน 1 ครั้ง จากนั้นจะขึ้นรถของโรงแรมที่จองไว้ไปรอผลใน 24 ชั่วโมง หากไม่พบเชื้อก็สามารถท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตได้ จากนั้นจะต้องตรวจหาเชื้ออีก 2 ครั้ง คือระหว่างวันที่ 6-7 และระหว่างวันที่ 12-13 หากอยู่ในภูเก็ตครบ 14 วันจึงสามารถเดินทางไปในจังหวัดอื่นๆ ของประเทศไทยได้

 

นักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงประเทศไทยในวันแรกที่เปิดรับนักท่องเที่ยวจาก 63 ประเทศ / ฐานิส สุดโต

 

ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 รัฐบาลประกาศเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจาก 63 ประเทศมาเที่ยวในพื้นที่ที่กำหนดโดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งมีมาตรการคล้ายกับ Phuket Sandbox และเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการรับนักท่องเที่ยวจากสถานการณ์โควิดที่เริ่มระบาดน้อยลงและจำนวนผู้ฉีดวัคซีนที่มากขึ้น

 

แต่แล้วเมื่อมีการระบาดของโควิดสายพันธ์โอไมครอน มาตรการการเปิดประเทศจำเป็นต้องยกระดับให้เข้มข้นขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ยังต้องจับตาว่าจะสามารถประคับประคองความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และการควบคุมโรค จะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน

 

อ่านประกอบ:

 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินำทีมแถลงคดี ‘ผู้กับกำกับโจ้’ ด้วยตนเอง / ศวิตา พูลเสถียร

 

9. ‘ผู้กำกับโจ้’ คลุมถุงดำ สะเทือนวงการตำรวจ

 

“ผมยอมรับว่าสิ่งที่ทำไปไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ทำไปเพราะต้องการเอาข้อมูล เพื่อทำลายยาเสพติดที่ทำลายพี่น้องประชาชนในนครสวรรค์ครับ” พ.ต.อ. ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือผู้กำกับโจ้ อดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ กล่าวกับสื่อมวลชนในวันที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงข่าวการจับกุมตัวเขา

 

ย้อนกลับไปวันที่ 24 สิงหาคม 2564 ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ได้โพสต์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์กลุ่มชายฉกรรจ์หัวเกรียน ซึ่งทราบภายหลังว่านั่นคือผู้กำกับโจ้และลูกน้อง ใช้ถุงพลาสติกคลุมหัวชายสวมเสื้อสีเหลือง โดยเหยื่ออยู่ในอาการขัดขืน จนเสียชีวิต

 

ทันทีที่ปรากฏคลิปดังกล่าว สื่อสังคมออนไลน์ต่างวิพากษ์วิจารณ์ทันที และ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว และต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิตจนถึงที่สุด ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวโดยระบุว่า จเรตำรวจแห่งชาติได้ลงไปตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ประกอบกับคลิปดังกล่าวที่มีการเผยแพร่ จึงลงนามให้ผู้กำกับโจ้ออกจากราชการไว้ก่อน 

 

‘ผู้กำกับโจ้’ ขณะถูกควบคุมตัวออกจากกองปราบปรามหลังการแถลงข่าว เพื่อนำตัวไปยังจังหวัดนครสวรรรค์ / ศวิตา พูลเสถียร

 

วันถัดมาคือ 25 สิงหาคม 2564 ศาลจังหวัดนครสวรรค์ได้อนุมัติออกหมายจับผู้กำกับโจ้ พร้อมพวกที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชารวมทั้งหมด 7 นาย ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และนำมาซึ่งการจับกุมและแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่กองบังคับการปราบปรามในวันที่ 27 สิงหาคม 2564

 

ล่าสุดวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อัยการสั่งฟ้องผู้กำกับโจ้ใน 4 ข้อหา ประกอบด้วย เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู่หนึ่งผู้ใด, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือกระทำการทารุณโหดร้าย, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นฯ และถูกคัดค้านการประกันตัว เพราะเป็นคดีร้ายแรง ประชาชนให้ความสนใจ และเกรงว่าจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน รวมถึงเกรงว่าจะหลบหนี 

 

อ่านประกอบ:

 

รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มราษฎร ก่อนเข้าฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ / ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม

 

10. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ เป็นการล้มล้างการปกครอง 

 

“วินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 3 (อานนท์-ภาณุพงศ์-ปนัสยา) เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 49 และสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้งสาม รวมทั้งองค์กรเครือข่าย เลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย”

 

นี่คือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ในกรณี ณฐพร โตประยูร ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า การกระทำของ อานนท์ นำภา, ภาณุพงศ์ จาดนอก, ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ในการชุมนุมปราศรัยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรค 1 หรือไม่ 

 

รุ้ง ปนัสยา กำลังประกาศ 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ในการชุมนุม 10 สิงหาคม 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ / ศวิตา พูลเสถียร

 

ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีการจัดตั้งกลุ่มในลักษณะเครือข่าย อภิปราย ปลุกเร้า ทำให้เกิดความวุ่นวาย แตกแยกในสังคม มีการทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ในการชุมนุมหลายครั้ง มีการลบแถบสีน้ำเงินในธงชาติ เป็นการละเมิดมาตรา 6 ตามรัฐธรรมนูญ

 

“พระมหากษัตริย์จะดำรงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป และอยู่ในสถานะเคารพสักการะ จะถูกละเมิดมิได้ เพื่อธำรงความเป็นชาติไทยไว้ ขณะที่ประวัติศาตร์การปกครอง อำนาจการปกครองเป็นของพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และราชอาณาจักรไทยได้ธำรงการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาโดยตลอด” ส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

 

หญิงรายหนึ่งกำลังวาดสัญลักษณ์รณรงค์การยกเลิกมาตรา 112 ระหว่างการชุมนุม / ฐานิส สุดโต

 

ทว่าก่อนหน้านั้นไม่นานนัก วันที่ 24 ตุลาคม 2564 กลุ่มราษฎรประกาศปักธงเตรียมรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอให้มีการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยยก 10 เหตุผลที่ต้องมีการยกเลิกกฎหมายดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาแกนนำของกลุ่มราษฎรหรือผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองและอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลมักจะถูกดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าวอีกด้วย

 

สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้นถือเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงมาอย่างยาวนาน มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยที่จะยกเลิกและฝ่ายที่คัดค้าน ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างรณรงค์ในแบบที่ตนเองเชื่ออย่างต่อเนื่

 

อ่านประกอบ:

 

ธง Pride ในการชุมนุมม็อบไม่มุ้งมิ้งแต่ตุ้งติ้งค่ะคุณรัฐบาล / วรรษมน ไตรยศักดา

 

11. สมรส (ไม่) เท่าเทียม

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ที่กำหนดการสมรสเฉพาะชาย-หญิง ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

 

สืบเนื่องจาก เพิ่มทรัพย์ แซ่อึ้ง และ พวงเพชร เหมคำ คู่รักซึ่งมีเพศกำเนิดเป็นเพศหญิง ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 แต่ถูกนายทะเบียนปฏิเสธ ทั้งคู่จึงแต่งตั้งทนายความให้ยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เพื่อให้ศาลสั่งให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนสมรส หากนายทะเบียนปฏิเสธ ก็ขอให้ศาลส่งคำร้องโต้แย้งประเด็นข้อกฎหมายไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ตามกลไกรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว

 

ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 4 และ 5 เป็นบททั่วไปที่วางหลักการคุ้มครองเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคล และความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญไว้ โดยมิได้มีข้อความใดที่คุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ ไม่จำต้องวินิจฉัยในส่วนนี้

 

ป้ายรณรงค์ #สมรสเท่าเมียม ในการชุมนุมม็อบตุ้งติ้ง 2 / วรรษมน ไตรยศักดา

 

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 25, 26 และ 27 วรรค 1, 2 และ 3 โดยมีข้อสังเกตว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง สมควรดำเนินการตรากฎหมายเพื่อรับรองสิทธิและหน้าที่ของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศต่อไป

 

สำหรับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 บัญญัติไว้ว่า การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้

 

เป็นอันว่าการจดทะเบียนสมรสแบบเพศเดียวกันในประเทศไทยนั้นยังไม่สามารถกระทำได้ และยังต้องรอการตรากฎหมายเพื่อรองรับต่อไป

 

อ่านประกอบ: 

 

พระมหาไพรวัลย์ (ซ้าย) และพระมหาสมปอง (ขวา) เข้าสภาเพื่อชี้แจงตามคำเชิญของกรรมาธิการฯ / ฐานิส สุดโต

 

12. ปรากฏการณ์พระสงฆ์ในปี 2564

 

‘พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ’ และ ‘พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต’ 2 พส. (พระสงฆ์) จากวัดสร้อยทอง ที่โด่งดังและเป็นกระแสในโลกออนไลน์ หลังไลฟ์พูดคุยธรรมะผสมอารมณ์ขัน ที่ทำให้ยอดคนดูไลฟ์พร้อมกันในระดับหลักแสนราย

 

ไม่นานหลังความนิยมในตัว 2 พส. พุ่งสูงขึ้น วันที่ 9 กันยายน 2564 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร นิมนต์พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ซึ่งโดยภาพรวมมีการพูดคุยเรื่องความสำรวม การโฆษณาสินค้า และสัดส่วนระหว่างธรรมและความฮา

 

หลังกระแส 2 พส. ระลอกแรกสงบลง ในวันที่ 29 ตุลาคม 2564 พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ได้ไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊ก ประกาศเตรียมสึกขอกลับไปอยู่กับโยมแม่ หลังจากทราบว่าพระราชปัญญาสุธี (อุทัย ญาโณทโย) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง ไม่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นเจ้าอาวาส ก่อนจะสึกเป็น ‘ทิดไพรวัลย์ วรรณบุตร’ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564

 

‘เณรโฟล์ค’ ขณะเวทีปราศัยบนเวทีชุมนุมของกลุ่มนักเรียนเลว / ศวิตา พูลเสถียร

 

ขณะที่ สหรัฐ สุขคำหล้า หรืออดีตสามเณรโฟล์ค ซึ่งเคยเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มราษฎรหลายครั้ง รวมถึงถูกออกหมายเรียกในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่าเป็นนักบวชในพุทธศาสนารายแรกที่ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากคดีที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2563-2564 ตัดสินใจลาสิกขาแล้ววันนี้ ที่วัดม่วงชุม อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 พร้อมชี้แจงเหตุผลที่ต้องลาสิกขาว่า “ผมถูกโครงสร้างและอำนาจรัฐกดดัน”

 

ศิษยานุศิษย์สรงน้ำสรีระสังขาร ‘สมเด็จช่วง’ น้อมกราบถวายความอาลัย / ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม

 

และเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้เผยแพร่ข้อความน้อมอาลัย สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.๙) อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช, อดีตเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ พระอารามหลวง ได้มรณภาพด้วยอาการสงบ สิริอายุ 96 ปี ก่อนจะเคลื่อนสรีระสังขารจากโรงพยาบาลศิริราชถึงวัดปากน้ำภาษีเจริญ และเปิดโอกาสให้ศิษยานุศิษย์เข้าสรงน้ำ จากนั้นจะมีการสวดพระอภิธรรมต่อไปเป็นเวลา 100 วัน

 

อ่านประกอบ:

The post โควิด-กระสุนยาง-ล้มล้างการปกครอง บันทึก 12 เหตุการณ์ใหญ่ประเทศไทยปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจเผยมีผู้ถูกยิง 2 ราย ใน #ม็อบ14พฤศจิกา64 แต่ยังไม่สามารถระบุชนิดกระสุน https://thestandard.co/police-report-2-shot-victims-on-14-november-rally/ Mon, 15 Nov 2021 04:27:50 +0000 https://thestandard.co/?p=559825 จิรสันต์ แก้วแสงเอก

วันนี้ (15 พฤศจิกายน) พล.ต.ต. จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู […]

The post ตำรวจเผยมีผู้ถูกยิง 2 ราย ใน #ม็อบ14พฤศจิกา64 แต่ยังไม่สามารถระบุชนิดกระสุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิรสันต์ แก้วแสงเอก

วันนี้ (15 พฤศจิกายน) พล.ต.ต. จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ในฐานะโฆษก บช.น. เปิดเผยผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า จากการชุมนุม #ม็อบ14พฤศจิกา64 และใช้เส้นทางบริเวณถนนอังรีดูนังต์ เมื่อวานนี้ (14 พฤศจิกายน) เบื้องต้นมีผู้ชุมนุมบาดเจ็บรวมทั้งหมด 3 ราย 

 

โดยมีอาการบาดเจ็บจากการถูกยิง 2 ราย รายแรกถูกยิงบริเวณไหปลาร้า ซึ่งขณะนี้ปลอดภัยแล้ว ส่วนอีกรายเป็นชายอายุ 23 ปี มีอาการหนักมากที่สุด เนื่องจากถูกยิงบริเวณลิ้นปี่ ทำให้เศษกระดูกทิ่มบริเวณใกล้ปอด จึงต้องทำการรักษาและติดตามรายละเอียดจากแพทย์อีกครั้ง โดยขณะนี้โรงพยาบาลตำรวจได้ประสานงานกับโรงพยาบาลจุฬาฯ แล้ว ทั้งนี้ ยังไม่มีการสอบปากคำผู้บาดเจ็บหนักทั้ง 2 ราย

 

ในส่วนของผู้ชุมนุมที่มีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยบริเวณแขนซ้ายอีก 1 ราย ได้เดินทางเข้าแจ้งความบริเวณสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุชนิดของกระสุนได้ จึงต้องมีการตรวจสอบชิ้นส่วนของอาวุธในบาดแผลอีกครั้ง

 

พล.ต.ต. จิรสันต์ ยังได้กล่าวถึงการตั้งแนวรั้วหน่วงของเจ้าหน้าที่ตำรวจหน้าห้างสยามพารากอนและแยกเฉลิมเผ่า เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมใช้เส้นทางดังกล่าว และเปลี่ยนไปใช้เส้นทางถนนพญาไท แต่ปรากฏว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้รื้อแผงกั้นและผลักดันจนสามารถใช้เส้นทางอังรีดูนังต์ได้ จนถึงจังหวะหน้าสถาบันนิติเวชวิทยา ซึ่งผู้ควบคุมกำลังได้ให้ตำรวจควบคุมฝูงชนตั้งแนวรั้งหน่วงบริเวณนี้ ทำให้มีการเผชิญหน้ากันที่บริเวณนั้น

 

“เกิดการเผชิญหน้า ซึ่งต่อมาก็มีเสียงระเบิดเกิดขึ้นที่บริเวณหน้าแนวของ คฝ. ปาเข้ามาในหน้าแนวของ คฝ. คล้ายๆ ระเบิด ตรงนั้นก็มีสถานการณ์และมีเสียงปืนยิงประมาณ 6-7 นัด แล้วก็มีผู้บาดเจ็บ 2 คน ซึ่งตรงนี้ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อตรวจพิสูจน์ว่าใครยิงปืน ใครปาระเบิด” พล.ต.ต. จิรสันต์ กล่าว

 

พล.ต.ต. จิรสันต์ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ในสถานการณ์ที่มีการชุลมุน เมื่อมีการกระทำความผิด การที่จะสรุปว่าใครเป็นผู้กระทำความผิดและใครเป็นผู้ก่อเหตุ น่าจะเป็นเรื่องยาก ต้องใช้เวลาในการรวบรวมหลักฐาน อย่างไรก็ตาม จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ทั้งนี้ จะมีการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานของผู้บาดเจ็บบริเวณไหปลาร้าวันนี้

The post ตำรวจเผยมีผู้ถูกยิง 2 ราย ใน #ม็อบ14พฤศจิกา64 แต่ยังไม่สามารถระบุชนิดกระสุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประวัติศาสตร์กระสุนยาง: อาวุธที่ไม่ได้หมายมั่นให้ใครตาย (แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น) https://thestandard.co/rubber-bullets-history/ Mon, 27 Sep 2021 12:23:41 +0000 https://thestandard.co/?p=541219 กระสุนยาง

กระสุนยางหรือ Rubber Bullets นั้น ถือเป็นยุทโธปกรณ์ประเ […]

The post ประวัติศาสตร์กระสุนยาง: อาวุธที่ไม่ได้หมายมั่นให้ใครตาย (แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น) appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระสุนยาง

กระสุนยางหรือ Rubber Bullets นั้น ถือเป็นยุทโธปกรณ์ประเภทที่เรียกว่า Nonlethal คือใช้แล้วไม่ได้ร้ายแรงทำให้ใครถึงตาย หรืออย่างน้อยก็มีจุดมุ่งหมายที่จะไม่ได้ ‘สังหาร’ ใคร

 

อย่างไรก็ตาม การบอกว่ากระสุนยางคือกระสุนยางนี่ ชื่อก็ผิดแล้วนะครับ เพราะในบรรดากระสุนยางที่มีการผลิตกันออกมาทั้งหมด (ประมาณว่ามีอยู่ด้วยกัน 75 แบบ) มีน้อยเจ้ามากที่ผลิตขึ้นจาก ‘ยาง’ จริงๆ 

 

บางเจ้าก็จะใช้ก้อนตะกั่ว (Lead Pellets) บางเจ้าก็ใช้ชิ้นส่วนโลหะแบบต่างๆ ซึ่งอาจจะฟังดูเหมือนอันตราย แต่ที่จริงแล้วมันถูกสร้างขึ้นมาให้เกิด ‘แรงปะทะ’ แบบที่ไม่ได้ ‘เจาะทะลุ’ เหมือนกระสุนทั่วไปที่มีอานุภาพรุนแรงกว่ามาก

 

แต่นั่นไม่ได้แปลว่ากระสุนยางจะเป็นเหมือนปุยนุ่น เพราะมันอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บหนัก ไม่ว่าจะเป็นตาบอด เกิดความพิการถาวร หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตได้ด้วย

 

มีข้อมูลบอกว่า อัตราการใช้กระสุนยางที่ทำให้เสียชีวิต (Fatality Rate) นั้น อยู่ที่ราว 3% ซึ่งถือว่าสูงกว่าอัตราการเสียชีวิตจากโควิด (เป็นสถิติแบบทั่วโลกหรือ Worldwide) ที่อยู่ที่ 2% เสียอีก

 

พูดง่ายๆ ก็คือ โดยสถิติเชิงประจักษ์ คนเราสามารถตายเพราะกระสุนยางได้ง่ายกว่าตายเพราะโควิด!

 

คำถามก็คือ แล้วกระสุนยางนี่ ใครเป็นคนประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา แล้วมันคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร เพื่อใช้ทำอะไรกันเล่า

 

กระสุนยางในรูปแบบกระสุนยางที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาโดยกระทรวงป้องกันประเทศของอังกฤษ (British Ministry of Defence) เพื่อใช้ต่อกรกับผู้ประท้วงโดยสงบในไอร์แลนด์เหนือ กับเหตุการณ์ที่เรียกว่า The Troubles โดยมีการใช้ครั้งแรกในปี 1970

 

The Troubles ก็คือเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไอร์แลนด์เหนือกับอังกฤษ ซึ่งจริงๆ กินเวลายาวนานถึงราว 30 ปี ตั้งแต่ทศวรรษ 60 มาจนถึงปี 1998 ความขัดแย้งนี้มีหลายระดับ ทั้งระดับที่ใช้ความรุนแรง มีการก่อการร้าย จนถึงระดับที่มีการประท้วงอย่างสันติ ไม่ได้ใช้ความรุนแรง แต่กระนั้น ในบางกรณีตำรวจก็ยังเห็นว่าจำเป็นต้องหาวิธี ‘ควบคุมฝูงชน’ ให้ได้ ซึ่งกระสุนยางก็เป็นวิธีการหนึ่ง มีรายงานว่าในช่วงของ The Troubles นับตั้งแต่ปี 1970-1998 (คือเกือบ 30 ปี) มีการใช้กระสุนยางไปมากกว่า 120,000 นัด

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูประวัติศาสตร์ของสิ่งที่ ‘คล้ายๆ’ กระสุนยาง คือการสร้างความพยายามจะควบคุมฝูงชนด้วยอาวุธประเภท Nonlethal คือไม่ทำให้ถึงตายแล้วล่ะก็ ประวัติศาสตร์เรื่องนี้ย้อนกลับไปได้นานมากกว่าร้อยปีเลยทีเดียว เพราะแม้แต่ ‘กระบอง’ ของตำรวจในยุควิกตอเรียนของอังกฤษ ก็ถือว่าเป็นอาวุธประเภท Nonlethal เหมือนกัน แต่ถ้าจะนับอาวุธประเภทที่มีการ ‘ยิง’ หรือเป็นการปล่อยอาวุธออกมาในวิถีโค้ง (เรียกว่าเป็น Nonlethal Projectiles) หรือบางทีก็เรียกว่า Kinetic Impact Projectiles (เรียกย่อๆ ว่า KIPs) ก็อาจจะใหม่กว่านั้นขึ้นมาหน่อย

 

มีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในอังกฤษ รวมถึงในดินแดนอาณานิคมอย่างสิงคโปร์ เคยใช้ ‘กระสุนไม้’ ในการควบคุมฝูงชนมาก่อนในทศวรรษ 1880 โดยใช้ด้ามไม้กวาดนำมาตัดเป็นชิ้นๆ แล้วเอามายิง แม้วัตถุประสงค์คือจะทำให้เกิดแรงกระแทกที่ไม่เจาะทะลวง แต่ปรากฏว่ากระสุนไม้พวกนี้ร้ายกาจมาก เพราะไม้จะแตกเป็นเสี้ยนชิ้นเล็กๆ แล้วฝังเข้าไปในเนื้อมนุษย์ตามที่ต่างๆ จึงอันตรายเอามากๆ

 

แต่กระสุนยางยุคใหม่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยไร้อันตราย คนแรกในโลกที่มีรายงานว่าตายเพราะโดนกระสุนยาง ก็คือเด็กวัยแค่ 11 ขวบ ชื่อ ฟรานซิส โรว์นทรี (Francis Rowntree) โดย The Irish Times ได้รายงานเอาไว้ในวันที่ 11 มิถุนายน 1997 ว่า ตลอดช่วง The Troubles นั้น มีคนที่ถูกกระสุนยางยิงแล้วเสียชีวิตรวมทั้งหมดถึง 17 คน และ 8 คนเป็นเด็กหรือวัยรุ่น

 

ที่จริงแล้วกระสุนยางได้รับการออกแบบให้ ‘ต้องยิง’ ลงไปในที่ต่ำ เช่น ยิงลงถนน แล้วค่อยกระดอนขึ้นไปโดนบริเวณขาในระดับหัวเข่า แต่กระนั้น การใช้กระสุนยางก็พิสูจน์แล้วว่าควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยโทสะอารมณ์ของผู้ใช้ หรือแม้แต่จากความไม่แม่นยำของตัวกระสุนเองก็ตาม เคยมีการศึกษาพบว่า ปืนที่ใช้ยิงกระสุนยางในยุคแรกนั้นมีความไม่แม่นยำในระดับที่รับไม่ได้ คืออาจพลาดเป้าไปได้ถึงราวหนึ่งฟุตที่ระยะไกลไม่ถึง 30 หลา นั่นทำให้เกิดอาการบาดเจ็บในระดับ ‘สาหัส’ ได้มาก เช่น บางคนมีอาการอัมพาต บางคนก็กะโหลกร้าว บางคนก็ตาบอด และบางคนก็ถึงตาย

 

ฟรานซิส โรว์นทรี เป็นคนแรกที่เสียชีวิต โดยเสียชีวิตในเดือนเมษายน ปี 1972 ส่วนคนสุดท้ายที่เสียชีวิต คือ ซีมุส ดัฟฟี (Seamus Duffy) ซึ่งมีอายุแค่ 15 ปี เสียชีวิตในเดือนสิงหาคม 1989

 

แม้แต่ในอเมริกา การใช้กระสุนยางก็เป็นปัญหาอย่างมาก กระทั่งในปี 2020 คือปีที่มีการประท้วงหนักในหลายเรื่อง มีหลายคนที่ถูกกระสุนยางจนบาดเจ็บร้ายแรง เช่น ช่างภาพอย่าง ลินดา ทิราโด (Linda Tirado) ก็สูญเสียการมองเห็นกับดวงตาไปหนึ่งข้างอย่างถาวร เพราะถูกกระสุนยางยิงเข้าที่บริเวณศีรษะ รวมทั้งมีรายงานว่าผู้สูงอายุคนหนึ่งในแคลิฟอร์เนียชื่อ เลสลี ต้องเข้า ICU หลังถูกกระสุนยางยิงเข้าที่ศีรษะเหมือนกัน ทั้งที่เธอประท้วงอย่างสงบ และยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

ไม่ใช่แค่นี้ แต่ในหลายประเทศ ทั้งบราซิล จีน อินเดีย ตุรกี เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศ ต่างก็มีสถานการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้น เคยมีรายงานว่าตำรวจแอฟริกาใต้ใช้ถ่าน (แบตเตอรี่) ยัดเข้าไปเป็นไส้ของกระสุนยาง เพื่อทำให้มันอันตรายร้ายแรงมากขึ้น หรือในเหตุการณ์อาหรับสปริง ตำรวจอียิปต์ก็สังหารผู้มาประท้วงไปหลายคนโดยใช้กระสุนยางนี่เอง

 

ในระยะหลัง กระสุนยางยิ่งได้รับการออกแบบให้ร้ายแรงขึ้น บางชนิดมีเปลือกแข็งขึ้น บางชนิดมีสเปรย์พริกไทยหรือแม้แต่แก๊สน้ำตาบรรจุอยู่ภายใน นั่นทำให้องค์กรอย่าง Human Rights Watch พยายามผลักดันให้มีการแบนการใช้กระสุนยางอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็ทำสำเร็จในบางประเทศ เช่น อิสราเอลได้สั่งแบนการใช้กระสุนยางเพื่อควบคุมฝูงชนมาตั้งแต่ปี 2000 แล้ว

 

จะเห็นว่าอาวุธที่ตั้งเป้าจะเป็น Nonlethal Projectiles นั้น เมื่อนำมาใช้จริงกลับมีปัญหา เพราะเฉพาะตัวอาวุธเองก็ต้องบอกว่ามันไม่ ‘Non’ Lethal จริงๆ แต่กลับทำให้คนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้

 

และนี่ยังไม่นับ ‘เจตนา’ ของผู้ใช้งานด้วยซ้ำ!

 

อ้างอิง:

The post ประวัติศาสตร์กระสุนยาง: อาวุธที่ไม่ได้หมายมั่นให้ใครตาย (แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลแพ่งยกคำร้อง ไม่เรียกตำรวจไต่สวนปมละเมิดคำสั่งศาล ใช้กระสุนยางยิงถูกสื่อมวลชน https://thestandard.co/the-civil-court-dismissed-the-petition-on-shooting-media/ Wed, 11 Aug 2021 11:03:57 +0000 https://thestandard.co/?p=524286 ตำรวจ

วันนี้ (11 สิงหาคม) ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลยกคำร้อ […]

The post ศาลแพ่งยกคำร้อง ไม่เรียกตำรวจไต่สวนปมละเมิดคำสั่งศาล ใช้กระสุนยางยิงถูกสื่อมวลชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจ

วันนี้ (11 สิงหาคม) ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลยกคำร้อง ไม่เรียกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มาไต่สวน หลังละเมิดคำสั่งศาลใช้กระสุนยางยิงสื่อมวลชนอีกครั้ง ชี้ไม่ปรากฏว่าสื่อที่ถูกยิงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติของสื่อมวลชน

 

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว การที่โจทก์ทั้งสองและสื่อมวลชนจะได้รับความคุ้มครอง โจทก์ทั้งสองและสื่อมวลชนต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติงานของสื่อมวลชนด้วย

 

กรณีตามคำร้องของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่า สื่อมวลชนที่ถูกยิงด้วยกระสุนยางได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติงานของสื่อมวลชนแล้วหรือไม่ อย่างไร อันจะได้รับความคุ้มครองตามคำสั่งดังกล่าว

 

กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะไต่สวนตามคำร้องของโจทก์ทั้งสอง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ (ไม่ต้องจ่าย)

The post ศาลแพ่งยกคำร้อง ไม่เรียกตำรวจไต่สวนปมละเมิดคำสั่งศาล ใช้กระสุนยางยิงถูกสื่อมวลชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 สื่อมวลชนถูกกระสุนยาง ร้องศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายคนละ 7 แสนบาท พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราว ห้าม ตร. ใช้กระสุนยาง https://thestandard.co/2-media-in-rally-180764/ Fri, 06 Aug 2021 05:46:40 +0000 https://thestandard.co/?p=522171

วันนี้ (6 สิงหาคม) ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก จันทร์จิรา […]

The post 2 สื่อมวลชนถูกกระสุนยาง ร้องศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายคนละ 7 แสนบาท พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราว ห้าม ตร. ใช้กระสุนยาง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (6 สิงหาคม) ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความภาคีนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วย ธนาพงศ์ เกิ่งไพบูลย์ ผู้สื่อข่าวจาก PLUS SEVEN และ ชาญณรงค์ เอื้ออุดมโชติ ช่างภาพประจำสำนักข่าว The MATTER ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกตำรวจยิงกระสุนยางเข้าใส่ระหว่างไปทำข่าวการชุมนุม เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2564 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหาย โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และผู้บังคับการกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน เป็นจำเลย ซึ่งใช้กระสุนยางเข้าสลายการชุมนุมโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้ได้รับบาดเจ็บทั้งที่ใส่เครื่องหมายแสดงตัว ปลอกแขน บัตรสื่อมวลชน และไม่มีท่าทีคุกคามหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ใดๆ

 

ธนาพงศ์กล่าวว่า ในวันนี้จะเรียกร้องค่าเสียหายกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และผู้บังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน รวมถึงเรียกร้องเสรีภาพของสื่อมวลชนด้วย การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อต้องได้รับการคุ้มครอง สื่อไม่ใช่คู่ขัดแย้งของใคร รัฐอาจปฏิบัติหน้าที่หละหลวมทำให้เราได้รับผลกระทบ วันนี้จึงมาเรียกร้องค่าเสียหายและขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้ตำรวจใช้กระสุนยาง ซึ่งอาจกระทบกับการทำงานของสื่อมวลชนในการชุมนุมครั้งต่อไป

 

ธนาพงศ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณริมฟุตบาทพร้อมกับสื่อมวลชนจำนวนมาก มีการสวมปลอกแขนแสดงความเป็นสื่อมวลชนอย่างชัดเจน จากนั้นเจ้าหน้าที่ประกาศฉีดน้ำผสมสี สื่อมวลชนจึงหลบด้านข้าง แต่ผ่านไปไม่เกิน 3 นาที เจ้าหน้าที่ได้ยิงกระสุนยางโดยที่ไม่มีการประกาศแจ้งเตือน ตนถูกยิงที่สะโพกและฟุบลงไป ขณะที่ชาญณรงค์ถูกยิงที่แขนซ้าย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายคนละ 7 แสนบาท รวมเป็นเงิน 1.4 ล้านบาท ขณะนี้ได้ยื่นคำฟ้องพร้อมคำร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราวและขอให้ไต่สวนฉุกเฉินไปแล้ว อยู่ระหว่างรอว่าศาลจะมีคำสั่งให้ไต่สวนวันนี้หรือไม่

The post 2 สื่อมวลชนถูกกระสุนยาง ร้องศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายคนละ 7 แสนบาท พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราว ห้าม ตร. ใช้กระสุนยาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทนายผู้สื่อข่าวประชาไท ยื่นฟ้อง สตช. และ ผบ.ตร. หลังถูกยิงกระสุนยางขณะทำหน้าที่ในการชุมนุม 20 มีนาคม https://thestandard.co/lawyer-prachatai-filed-lawsuit-against-royal-thai-police/ Wed, 24 Mar 2021 07:55:43 +0000 https://thestandard.co/?p=468367 ทนายผู้สื่อข่าวประชาไท ยื่นฟ้อง สตช. และ ผบ.ตร. หลังถูกยิงกระสุนยางขณะทำหน้าที่ในการชุมนุม 20 มีนาคม

วันนี้ (24 มีนาคม) จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความภาคีนั […]

The post ทนายผู้สื่อข่าวประชาไท ยื่นฟ้อง สตช. และ ผบ.ตร. หลังถูกยิงกระสุนยางขณะทำหน้าที่ในการชุมนุม 20 มีนาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทนายผู้สื่อข่าวประชาไท ยื่นฟ้อง สตช. และ ผบ.ตร. หลังถูกยิงกระสุนยางขณะทำหน้าที่ในการชุมนุม 20 มีนาคม

วันนี้ (24 มีนาคม) จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความภาคีนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน พร้อมทีมงาน เดินทางมายังศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก เป็นผู้รับมอบอำนาจจาก ศรายุทธ ตั้งประเสริฐ หรือ กุ้ย ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวประชาไท เป็นโจทก์ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ตาม พ.ร.บ. รับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ขอไม่ให้ตำรวจใช้กำลังกับนักข่าวภาคสนามที่ปฏิบัติหน้าที่ในการรายงานข่าวการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ และร้องขอไม่ให้มีการใช้กำลังกับมวลชนที่จะมีการชุมนุมในช่วงเย็นวันนี้ รวมถึงการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

จันทร์จิราระบุว่า ศรายุทธเป็นผู้เสียหายที่ถูกกระสุนยางยิงเข้าที่ด้านหลัง จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่ม REDEM เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ทั้งที่ศรายุทธสวมปลอกแขนที่เป็นสัญลักษณ์ของสื่อมวลชน สามารถเห็นได้ชัดเจน มีบัตรประจำตัวผู้สื่อข่าวเป็นป้ายคล้องคอ และสวมหมวกนิรภัยสีดำที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษสีขาวว่า ‘PRESS’ ซึ่งแปลว่าสื่อมวลชน โดยไม่ปรากฏเหตุหรือพฤติการณ์ใดอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่กลับใช้กระสุนยางยิงใส่จนได้รับบาดเจ็บ

 

นอกจากนี้ ขณะที่จะมีการนำตัวศรายุทธไปโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด ณ ขณะนั้น แต่เจ้าพนักงานตำรวจได้ปิดกั้นเส้นทาง ทำให้ศรายุทธและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บไม่สามารถเดินทางไปยังโรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในการช่วยปฐมพยาบาลและช่วยชีวิตคนได้อย่างรวดเร็วที่สุดอย่างที่ควรจะเป็น

 

พร้อมกันนี้ ยังขอให้ศาลแพ่งมีการไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวด้วย ซึ่งได้เตรียมพยานไว้ 3 ปาก ประกอบด้วยศรายุทธและผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุม เพื่อจะเข้ารับการไต่สวนจากศาล หากศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนในช่วงบ่ายวันนี้

 

อย่างไรก็ตาม ในคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ขอให้ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่มิชอบตั้งแต่ระดับผู้ควบคุมถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่ในวันที่มีการสลายการชุมนุม ไม่ให้เข้าไปทำหน้าที่ควบคุมดูแลการชุมนุมอีก

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ทนายผู้สื่อข่าวประชาไท ยื่นฟ้อง สตช. และ ผบ.ตร. หลังถูกยิงกระสุนยางขณะทำหน้าที่ในการชุมนุม 20 มีนาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฯ หนุนแถลงการณ์ร่วม 6 องค์กรวิชาชีพสื่อในไทย หลังมีนักข่าวได้รับบาดเจ็บจากการใช้กระสุนยาง https://thestandard.co/fcct-supporting-6-professional-media-organizations-after-a-journalist-was-injured/ Mon, 22 Mar 2021 10:26:31 +0000 https://thestandard.co/?p=467611 สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฯ หนุนแถลงการณ์ร่วม 6 องค์กรวิชาชีพสื่อในไทย หลังมีนักข่าวได้รับบาดเจ็บจากการใช้กระสุนยาง

วันนี้ (22 มีนาคม) สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศ […]

The post สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฯ หนุนแถลงการณ์ร่วม 6 องค์กรวิชาชีพสื่อในไทย หลังมีนักข่าวได้รับบาดเจ็บจากการใช้กระสุนยาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฯ หนุนแถลงการณ์ร่วม 6 องค์กรวิชาชีพสื่อในไทย หลังมีนักข่าวได้รับบาดเจ็บจากการใช้กระสุนยาง

วันนี้ (22 มีนาคม) สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (Foreign Correspondent’s Club of Thailand: FCCT) ออกแถลงการณ์กรณีผู้สื่อข่าวได้รับบาดเจ็บจากใช้กระสุนยางของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยระบุว่าคณะกรรมการวิชาชีพแห่งสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อกรณีผู้สื่อข่าวจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการใช้กระสุนยางขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวการชุมนุมในบริเวณสนามหลวงเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 20 มีนาคมผ่านมา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา และกระสุนยางในการสลายการชุมนุม

 

สมาคมมีมติสนับสนุนแถลงการณ์ร่วมของ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในประเทศไทย นอกจากนี้ สมาคมขอเรียกร้องให้ทางการไทยตระหนักถึงสิทธิการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวในพื้นที่การชุมนุม และผู้สื่อข่าวไม่ควรตกเป็นเป้าในปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่

 

แถลงการณ์ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วยสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย มีเนื้อหาดังต่อไปนี้

 

1. การชุมนุมของประชาชนกลุ่มต่างๆ หากเป็นการการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากการยั่วยุ อาวุธ และการใช้ความรุนแรง ย่อมเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย

 

2. การปฏิบัติการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจควรดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน โดยก่อนการปฏิบัติการต่างๆ ต้องแจ้งให้ผู้ชุมนุมรวมทั้งสื่อมวลชนได้รับทราบอย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ

 

3. ผู้สื่อข่าวและช่างภาพที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ชุมนุมต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการรายงานข่าวในสถานการณ์วิกฤตโดยเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียอันอาจเกิดแก่ร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สิน

 

4. องค์กรสื่อมวลชนต้นสังกัดต้องร่วมประเมินสถานการณ์ เพื่อให้การสั่งการต่อผู้สื่อข่าวและช่างภาพในพื้นที่ได้รับความปลอดภัย รวมทั้งสนับสนุนและเน้นย้ำให้บุคลากรในสังกัดได้รับและใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวอยู่ตลอดเวลา

 

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทยขอเน้นย้ำถึงแนวทางปฏิบัติของสหประชาชาติ ว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำ (Non-lethal Force) ที่ระบุว่า การใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำเพื่อสลายการชุมนุม เป็นยุทธวิธีที่ไม่สามารถเจาะจงบุคคลได้ และควรใช้ก็ต่อเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นใด การสลายการชุมนุมด้วยวิธีดังกล่าวควรใช้ก็ต่อเมื่อเกิดความรุนแรงระดับร้ายแรง หรือเกิดความรุนแรงในวงกว้างจนกลายเป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้ จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายได้ใช้มาตรการอื่นๆ ในการดูแลการชุมนุมนั้นๆ และปกป้องผู้เข้าร่วมชุมนุมจากอันตรายอย่างสมเหตุสมผล

 

แนวทางปฏิบัติดังกล่าวยังระบุด้วยว่า กระสุนยางควรเล็งไปที่บริเวณต่ำของร่างกายผู้ที่ถูกชี้ว่าเป็นภัยเสี่ยงต่อความปลอดภัยเท่านั้น และไม่ควรเล็งไปที่บริเวณศีรษะไม่ว่าในกรณีใดๆ แต่ปรากฏว่าในคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา มีผู้สื่อข่าวคนหนึ่งต้องเข้ารับการรักษาและสแกนสมองที่โรงพยาบาลหลังถูกกระสุนยางยิงเข้าที่ศีรษะ

 

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทางการไทยเร่งทบทวนมาตรการควบคุมฝูงชนและใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ในการหลีกเลี่ยงใช้ความรุนแรงต่อผู้สื่อข่าวที่ปฏิบัติหน้าที่ในภาคสนาม

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฯ หนุนแถลงการณ์ร่วม 6 องค์กรวิชาชีพสื่อในไทย หลังมีนักข่าวได้รับบาดเจ็บจากการใช้กระสุนยาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจเผย ในหลวงรับผู้บาดเจ็บจากม็อบ 20 มีนาคม เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ขอโทษกรณีนักข่าวโดนกระสุนยาง https://thestandard.co/wounded-20-mar-rally-royal-palace-patient/ Mon, 22 Mar 2021 08:55:54 +0000 https://thestandard.co/?p=467550 ตำรวจเผย ในหลวงรับผู้บาดเจ็บจากม็อบ 20 มีนาคม เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ขอโทษกรณีนักข่าวโดนกระสุนยาง

วันนี้ (22 มีนาคม) พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกกองบัญชากา […]

The post ตำรวจเผย ในหลวงรับผู้บาดเจ็บจากม็อบ 20 มีนาคม เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ขอโทษกรณีนักข่าวโดนกระสุนยาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจเผย ในหลวงรับผู้บาดเจ็บจากม็อบ 20 มีนาคม เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ขอโทษกรณีนักข่าวโดนกระสุนยาง

วันนี้ (22 มีนาคม) พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วย พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 20 มีนาคม และมีผู้สื่อข่าวโดนกระสุนยางได้รับบาดเจ็บ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับผู้บาดเจ็บจากกรณีเหตุการณ์ชุมนุมวันที่ 20 มีนาคม ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้ว

 

และจากเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้สื่อข่าวได้รับบาดเจ็บนั้น พล.ต.ต. ปิยะ ชี้แจงว่า เกิดจากผู้ชุมนุมบริเวณสะพานวันชาติและแยกคอกวัวได้เผาทำลายและขว้างปาสิ่งของเป็นระยะ โดยที่แยกคอกวัวมีการใช้รถจักรยานยนต์และใช้อาวุธต่างๆ ซึ่งเป็นอันตราย หากไม่ใช้การปฏิบัติการโดยฉับพลัน ก็อาจจะทำให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บได้ ตำรวจจึงได้ติดตามไปจับกุมตัว และได้มีผู้สื่อข่าวช่อง 8 วิ่งตามไป และตำรวจได้แจ้งว่าจะใช้กระสุนยาง ผู้สื่อข่าวจึงได้ก้มลงหลบ ทำให้กระสุนพลาดไปโดนกะโหลกศีรษะ โดยกรณีดังกล่าวนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแสดงความเสียใจแก่นักข่าวด้วย

 

ทั้งนี้ กรณีการส่งสัญญาณว่าเตรียมจะใช้กระสุนยางอย่างไรนั้น ทางยุทธวิธีก็สั่งว่า “เตรียม” และผู้สื่อข่าวคงทราบจึงก้มลง และการยิงกระสุนยางจะยิงระดับอกลงมา และนักข่าวอาจจะได้ยินว่าเจ้าหน้าที่สั่งให้เตรียม จึงก้มลงหลบ ก็ทำให้เป็นเหตุพลาดโดนศีรษะ พร้อมยอมรับว่า โอกาสพลาดก็อาจจะเกิดขึ้นในจังหวะที่นักข่าวก้มหลบได้เช่นกัน

 

ส่วนการใช้สัญญาณในการปฏิบัติหน้าที่นั้น ทางตำรวจจะทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนในการใช้สัญญาณต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก และทางเจ้าหน้าที่พยายามแจกสัญลักษณ์ให้กับสื่อมวลชนด้วย

 

ด้าน พ.ต.อ. กฤษณะ ย้ำว่า ตำรวจได้ประกาศแจ้งเตือนให้ผู้สื่อข่าวออกจากพื้นที่ และหลังจากประกาศแจ้งเตือนเป็นระยะ ได้ประกาศใช้ตามขั้นตอน ตั้งแต่การใช้น้ำฉีด การเข้าจับกุม เพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย การเข้าจับกุมก็เป็นไปตามยุทธวิธี

 

และในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจยืนยันว่า ปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย ตามกฎการใช้กำลังจากเบาไปหาหนัก และเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อชีวิต จึงขอฝากไปยังสื่อมวลชนให้ปฏิบัติตามคำสั่งของตำรวจ และขอให้มีอุปกรณ์ในการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในการมาปฏิบัติหน้าที่ด้วย รวมถึงอยากให้คำนึงถึงความปลอดภัยด้วย หากได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ก็เชื่อว่าจะรักษาระยะได้

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ตำรวจเผย ในหลวงรับผู้บาดเจ็บจากม็อบ 20 มีนาคม เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ขอโทษกรณีนักข่าวโดนกระสุนยาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระสุนยาง แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ ตำรวจระดมกำลังสลายการชุมนุม REDEM ประมวลเหตุการณ์ #ม็อบ20มีนา https://thestandard.co/rubber-bullet-tear-gas-water-jet-truck-at-redem-rally/ Sat, 20 Mar 2021 17:30:55 +0000 https://thestandard.co/?p=467192 กระสุนยาง แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ ตำรวจระดมกำลังสลายการชุมนุม REDEM ประมวลเหตุการณ์ #ม็อบ20มีนา

16.30 น. ก่อนถึงเวลานัดหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจห้ามรถยนต์จ […]

The post กระสุนยาง แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ ตำรวจระดมกำลังสลายการชุมนุม REDEM ประมวลเหตุการณ์ #ม็อบ20มีนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระสุนยาง แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ ตำรวจระดมกำลังสลายการชุมนุม REDEM ประมวลเหตุการณ์ #ม็อบ20มีนา

16.30 น. ก่อนถึงเวลานัดหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจห้ามรถยนต์จากถนนเจ้าฟ้าเลี้ยวซ้ายสู่ถนนราชินี โดยมีการนำแผงเหล็กกั้น และติดตั้งป้ายไวนิลมีข้อความให้หลีกเลี่ยงการใช้ถนนราชินีและถนนหน้าพระธาตุ เนื่องจากมีการชุมนุม

 

16.45 น. ประชาชนส่วนหนึ่งนั่งรอร่วมกิจกรรมบริเวณรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝั่งถนนหน้าพระธาตุ ขณะที่มีการปิดประตูหอประชุมศรีบูรพาและประตูหอประชุมใหญ่ นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่รวมตัวบริเวณฝั่งศาลฎีกา กลุ่มเสื้อแดงบางส่วนปักหลักบริเวณอนุสาวรีย์ทหารอาสา โดยไม่สามารถเข้าพื้นที่สนามหลวงได้ เนื่องจากมีการปิดรั้ว วางลวดหนามและตู้คอนเทนเนอร์ไว้ก่อนหน้านี้

 

17.00 น. มีการขึงสแลนบนตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งกั้นถนนราชดำเนินฝั่งศาลฎีกา

 

17.15 น. ประชาชนทยอยสมทบมากขึ้นตามลำดับ โดยจับกลุ่มพูดคุยและนั่งพักผ่อนบริเวณรอบประติมากรรมแม่พระธรณีบีบมวยผม บางรายนำภาพผู้ต้องขังชูเรียกร้องให้ปล่อยตัว เช่น เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์

 

17.35 น. พ.ต.อ. สนอง แสงมณี ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม อ่านประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินควบคุมโควิด-19 ห้ามรวมตัวชุมนุม ซึ่งอาจทำให้ได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่มวลชนได้โห่ร้อง ก่อนตำรวจจะถอยออกจากพื้นที่ชุมนุมบริเวณสนามหลวง

 

18.47 น. กลุ่มมวลชนบางส่วนพยายามรื้อแนวตตู้คอนเทนเนอร์ที่กั้นไว้บริเวณท้องสนามหลวง ล่าสุดสามารถดึงตู้คอนเทนเนอร์ด้านบนออกมาได้แล้ว 1 ตู้

 

19.01 น. กลุ่มมวลชนสามารถดึงตู้คอนเทนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดทางขยายพื้นที่การชุมนุมได้สำเร็จ จากนั้นตำรวจเริ่มนับถอยหลัง ก่อนจะใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดน้ำผสมสารเคมีใส่ผู้ชุมนุมที่รวมตัวกันอยู่บริเวณนั้น ทำให้สถานการณ์เริ่มตึงเครียด

 

19.06 น. เกิดเสียงดังคล้ายระเบิดขึ้น 4 ครั้ง จากหลังแนวกั้นตู้คอนเทนเนอร์ คาดว่าเป็นระเบิดควันของเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดใส่ผู้ชุมนุมเป็นครั้งที่ 2 ขณะที่มวลชนยังไม่สามารถผ่านแนวกั้นตู้คอนเทนเนอร์เข้าไปได้ แม้จะมีการเปิดทางก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม

 

19.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง ห้ามไม่ให้มวลชนเคลื่อนที่ผ่านแนวกั้นเข้าไป มิเช่นนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอน ขณะที่มีการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงเป็นระยะๆ ด้านตัวแทนมวลชนประกาศให้มวลชนร่นถอยออกมาจากแนวกั้น

 

19.34 น. เจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนเคลื่อนกำลังออกมาจากบริเวณแนวกั้นตู้คอนเทนเนอร์ มีการจับกุมผู้ชุมนุมบางส่วน กลายเป็นความชุลมุนที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ชุมนุมท้องสนามหลวง

 

19.40 น. เจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนตั้งแนวบริเวณถนนด้านข้างสนามหลวง ฝั่งโรงแรมรัตนโกสินทร์ พร้อมเดินหน้ากดดันมวลชน มีการประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้เจ้าหน้าที่เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และให้เข้าจับกุมมวลชนที่ขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ พร้อมประกาศให้มวลชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกลับบ้าน ขณะที่มวลชนประกาศต่อๆ กันว่าได้เตรียมพร้อมหน่วยพยาบาลอยู่ที่บริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์

 

19.45 น. เจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนตรึงกำลังเข้มบริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ พร้อมประกาศเป็นพื้นที่ควบคุม ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องถอยออกจากบริเวณดังกล่าวทันที รวมถึงผู้สื่อข่าวที่เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่องด้วย โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการกดดันการ์ดอาชีวะ

 

19.53 น. เจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนเริ่มใช้กระสุนยางกับผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับขยายแนวกั้นตรึงกำลังบริเวณรอบสนามหลวง และประกาศให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายออกจากพื้นที่ ทำให้ไม่มีใครสามารถเข้าสู่พื้นที่การชุมนุมบริเวณท้องสนามหลวงได้ ขณะมวลชนปักหลักรวมตัวอยู่บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า มีการปิดการจราจรบนสะพานพระปิ่นเกล้า เปิดทางให้มวลชนเดินทางกลับบ้าน หลังการชุมนุมผ่านมาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง

 

20.30 น. แนวเผชิญหน้าระหว่างมวลชนที่ปักหลักบริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า และเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนที่ตรึงกำลังเข้มบริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ทวีความตึงเครียด หลังตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตาและกระสุนยางอย่างต่อเนื่องเพื่อกดดันมวลชน พร้อมประกาศว่าให้เวลา 15 นาทีให้ผู้ชุมนุมสลายการชุมนุมและเดินทางกลับบ้าน ด้านสื่อมวลชนส่วนใหญ่ยังปักหลักรายงานข่าวบริเวณรั้วด้านในสนามหลวง

 

20.57 น. สถานการณ์การชุมนุมที่บริเวณท้องสนามหลวง กองร้อยควบคุมฝูงชนกระจายกำลังตั้งแนวอยู่ที่ถนนเส้นทางมุ่งหน้าสะพานพระปิ่นเกล้า อีกจุดมุ่งหน้ากระทรวงมหาดไทยบริเวณใกล้โรงแรมรัตนโกสินทร์ และอีกจุดคือบริเวณถนนราชดำเนินมุ่งหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

 

เจ้าหน้าที่ยังประกาศต่อเนื่องให้ประชาชนกลับบ้าน ให้สื่อมวลชนออกจากแนว โดยเฉพาะบริเวณถนนราชดำเนินมีการยิงกระสุนยางเป็นระยะ เสียงดังคล้ายระเบิด สถานการณ์ยังตึงเครียด

 

21.10 น. พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. แถลงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม REDEM ที่สนามหลวง โดยระบุว่าสถานการณ์ตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ประกาศข้อกฎหมายให้ผู้ชุมนุมรับทราบ แต่มีการฝ่าฝืน โดยผู้ชุมนุมได้รื้อแนวกั้นตู้คอนเทนเนอร์ที่เจ้าหน้าที่ตั้งไว้ ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

 

พ.ต.อ. กฤษณะ กล่าวว่า แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้ความอดทนอดกลั้น และปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด โดยมีการแจ้งเตือนผู้ชุมนุมเป็นระยะ แต่ผู้ชุมนุมไม่ให้ความร่วมมือ จึงมีการควบคุมผู้ชุมนุมจำนวน 5 ราย โดยนอกจากการฝ่าแนวกั้นแล้ว ยังพบการใช้อาวุธต่างๆ เช่น ประทัด หัวน็อต ลูกแก้ว หรือการขว้างปาสิ่งของ รวมถึงก้อนอิฐ ทำให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 6 ราย

 

พ.ต.อ. กฤษณะ กล่าวถึงสถานการณ์ในขณะนี้ที่มีผู้ชุมนุมบางส่วนปักหลักอยู่อย่างน้อย 3 จุด คือ ถนนอัษฎางค์ เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า และบริเวณกองสลากเก่า สำหรับผู้ที่อยู่ในบริเวณพื้นที่การชุมนุม ไม่เกี่ยวข้องขอให้เดินทางกลับบ้าน ส่วนผู้ที่ยังอยู่ ยืนยันว่าตำรวจยังตรึงกำลังอยู่ การกระทำของท่านเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ตำรวจจะพยายามบังคับใช้กฎหมาย

 

21.35 น. ตำรวจควบคุมฝูงชนเดินแถวจากสนามหลวงมุ่งหน้าถนนราชดำเนิน คาดเป็นการเสริมกำลังเพิ่มเติม หลังบริเวณแยกคอกวัวยังมีมวลชนบางส่วนปักหลักอยู่ เจ้าหน้าที่ยังคงพยายามกระชับพื้นที่และสลายการชุมนุมเป็นระยะ โดยก่อนหน้านี้มีการเสริมรถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้ามาเพิ่มด้วย

 

22.05 น. พื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ควบคุม โดยเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนกระจายแนวกำลังบริเวณโดยรอบเพื่อเคลียร์พื้นที่ รวมถึงซอกซอยต่างๆ ขณะที่มวลชนส่วนใหญ่เดินทางออกจากพื้นที่หมดแล้ว คาดว่าจะสามารถเคลียร์พื้นที่และเปิดการจราจรได้ตามปกติ

 

22.10 น. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานยอดผู้ถูกจับกุม 8 ราย แบ่งเป็นผู้ถูกควบคุมตัวอยู่บนรถผู้ต้องขังที่ได้รับแจ้งรวม 5 ราย และได้รับแจ้งจากญาติว่ามีผู้ถูกจับกุมอีก 3 ราย โดยเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี 2 ราย โดยผู้ถูกจับกุมทั้งหมดถูกควบคุมตัวไปที่ บก.ตชด.ภาค 1 โดยมี ส.ส. และประชาชนบางส่วนเดินทางไปติดตามสถานการณ์

 

22.35 น. มีรายงานผู้สื่อข่าวได้รับบาดเจ็บจากกระสุนยาง 2 ราย ผู้สื่อข่าวจากประชาไทได้รับบาดเจ็บบริเวณหลัง และผู้สื่อข่าวช่อง 8 ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ

 

The post กระสุนยาง แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ ตำรวจระดมกำลังสลายการชุมนุม REDEM ประมวลเหตุการณ์ #ม็อบ20มีนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป #ม็อบ28กุมภา กระสุนยาง-แก๊สน้ำตา-ฉีดน้ำ ผู้ชุมนุมถูกจับ 23 ราย https://thestandard.co/28-february-rally-conclusion/ Mon, 01 Mar 2021 12:43:51 +0000 https://thestandard.co/?p=460387 สรุป #ม็อบ28กุมภา กระสุนยาง-แก๊สน้ำตา-ฉีดน้ำ ผู้ชุมนุมถูกจับ 23 ราย

การชุมนุมของกลุ่ม REDEM เมื่อวานนี้ (28 กุมภาพันธ์) ที่ […]

The post สรุป #ม็อบ28กุมภา กระสุนยาง-แก๊สน้ำตา-ฉีดน้ำ ผู้ชุมนุมถูกจับ 23 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป #ม็อบ28กุมภา กระสุนยาง-แก๊สน้ำตา-ฉีดน้ำ ผู้ชุมนุมถูกจับ 23 ราย

การชุมนุมของกลุ่ม REDEM เมื่อวานนี้ (28 กุมภาพันธ์) ที่หน้ากรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เป็นเวลาต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 15.00 น. มีการสลายการชุมนุมด้วยกระสุนยาง แก๊สน้ำตา และรถฉีดน้ำแรงดันสูง ผู้ชุมนุมถูกจับกุม 23 ราย ผู้บาดเจ็บทั้งตำรวจและประชาชนรวม 33 ราย ขณะที่มวลชนกำลังเปิดโหวตในวันนี้ (1 มีนาคม) ว่าจะจัดชุมนุมครั้งต่อไปเมื่อใด

 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post สรุป #ม็อบ28กุมภา กระสุนยาง-แก๊สน้ำตา-ฉีดน้ำ ผู้ชุมนุมถูกจับ 23 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบช.น. เผยใช้กระสุนยางสลายการชุมนุมเมื่อวานนี้ครั้งแรกตามความจำเป็น หวังยุติสถานการณ์ https://thestandard.co/chief-minister-use-of-rubber-bullets-hope-to-end-the-situation/ Mon, 01 Mar 2021 08:04:40 +0000 https://thestandard.co/?p=460259 ผบช.น. เผยใช้กระสุนยางสลายการชุมนุมเมื่อวานนี้ครั้งแรกตามความจำเป็น หวังยุติสถานการณ์

วันนี้ (1 มีนาคม) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท. ภัค […]

The post ผบช.น. เผยใช้กระสุนยางสลายการชุมนุมเมื่อวานนี้ครั้งแรกตามความจำเป็น หวังยุติสถานการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบช.น. เผยใช้กระสุนยางสลายการชุมนุมเมื่อวานนี้ครั้งแรกตามความจำเป็น หวังยุติสถานการณ์

วันนี้ (1 มีนาคม) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท. ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยถึงเหตุการชุมนุมบริเวณกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ เมื่อวานนี้ (28 กุมภาพันธ์) ว่า การชุมนุมเริ่มขึ้นตั้งแต่ เวลา 15.00 น. กระทั่งถึงเวลาประมาณ 02.00 น. ซึ่งตลอดการชุมนุมตำรวจได้มีการแจ้งเตือนผู้ชุมนุมอยู่เป็นระยะ แต่มีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้รื้อลวดหนาม รั้วเหล็ก และขว้างปาสิ่งของ ซึ่งในขณะนั้นตำรวจเกรงว่าเหตุการณ์จะรุนแรงขึ้นจึงระงับเหตุ 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ตำรวจใช้ปืนยิงกระสุนยาง ซึ่ง พล.ต.ท. ภัคพงศ์ ยืนยันว่าวัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างที่นำมาใช้ในการควบคุมฝูงชนเมื่อวานนี้เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับอนุญาตทั้งหมด และไม่มีความรุนแรงอันตรายถึงชีวิต อีกทั้งยังใช้ตามความจำเป็น โดยหวังว่าให้สถานการณ์ยุติให้เร็วที่สุด และได้มีการจับกุมผู้กระทำความผิดในที่เกิดเหตุจำนวนทั้งสิ้น 22 ราย 

 

พล.ต.ท. ภัคพงศ์ กล่าวว่า เบื้องต้นแจ้งข้อหาตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พระราชบัญญัติควบคุมโฆษณาโดยการใช้เครื่องขยายเสียง และจะแจ้งข้อหาต่อผู้ชุมนุมบางส่วนในข้อหาต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติตามหน้าที่ ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ทำให้เสียทรัพย์ และวางเพลิงเผาทรัพย์สินของผู้อื่น 

 

ส่วนการชุมนุมเมื่อวานนี้มีตำรวจได้รับบาดเจ็บจำนวน 90 นาย รักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ 27 ราย และเสียชีวิต 1 นาย

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ผบช.น. เผยใช้กระสุนยางสลายการชุมนุมเมื่อวานนี้ครั้งแรกตามความจำเป็น หวังยุติสถานการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจเมียนมาใช้กระสุนจริงกับผู้ประท้วงในมัณฑะเลย์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย https://thestandard.co/myanmar-police-use-ammunition-against-protesters/ Sat, 20 Feb 2021 13:09:59 +0000 https://thestandard.co/?p=456950 ตำรวจเมียนมาใช้กระสุนจริงกับผู้ประท้วงในมัณฑะเลย์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย

ตำรวจเมียนมาใช้กระสุนจริงและกระสุนยางกับกลุ่มผู้ประท้วง […]

The post ตำรวจเมียนมาใช้กระสุนจริงกับผู้ประท้วงในมัณฑะเลย์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจเมียนมาใช้กระสุนจริงกับผู้ประท้วงในมัณฑะเลย์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย

ตำรวจเมียนมาใช้กระสุนจริงและกระสุนยางกับกลุ่มผู้ประท้วงในเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ หลังเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างตำรวจกับกลุ่มคนงานที่ผละงานประท้วงต่อต้านรัฐประหารที่อู่ต่อเรือยาดานาร์บอน ริมแม่น้ำอิรวดี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และบาดเจ็บ 6 ราย

 

Channel News Asia และ AFP รายงานว่า มีตำรวจหลายร้อยนายวางกำลังอยู่ที่อู่ต่อเรือในเมืองมัณฑะเลย์ ขณะที่คนงานนัดหยุดงานประท้วงในวันนี้ (20 กุมภาพันธ์) ซึ่งคนงานบางคนตีหม้อและกระทะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อารยะขัดขืนของผู้ประท้วงเพื่อต่อต้านรัฐประหาร นอกจากนี้ยังมีผู้ประท้วงตะโกนขับไล่ตำรวจให้ออกนอกพื้นที่

 

แต่เหตุการณ์บานปลายกลายเป็นความรุนแรง เมื่อตำรวจเปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วงด้วยกระสุนยางและหนังสติ๊กเพื่อสลายการชุมนุม 

 

ลิน ข่าย ผู้ช่วยบรรณาธิการ Voice of Myanmar สื่อท้องถิ่น รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายที่บาดเจ็บที่ศีรษะ

 

ขณะที่บุคลากรแพทย์เผยกับสำนักข่าว AFP ว่า “มีชาย 6 คนที่ถูกส่งตัวมารักษา ซึ่งทั้งหมดบาดเจ็บจากการถูกยิง โดยในจำนวนนี้มี 2 คนที่บาดเจ็บสาหัส ซึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยแพทย์หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ยืนยันว่ามีการใช้กระสุนจริงในพื้นที่ชุมนุมจริง

 

ทั้งนี้การประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผด็จการดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของ ออง ซาน ซูจี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โดยวันนี้มีรายงานว่าประชาชนจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ได้เข้าร่วมประท้วงบนถนนตามเมืองใหญ่ต่างๆ ด้วย

 

ผู้ประท้วงจำนวนมากมีความโกรธแค้นมากขึ้น หลังทราบข่าวว่า เมียะ ตะแวะ ตะแวะ ข่าย หญิงสาววัย 20 ปี ที่ถูกยิงที่ศีรษะในระหว่างตำรวจสลายการชุมนุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลในกรุงเนปิดอว์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยพวกเขาต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเมียะ และเรียกร้องให้ทางการปล่อยตัว ออง ซาน ซูจี และผู้นำพลเรือนอื่นๆ รวมทั้งคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน

 

ภาพ: STR / AFP

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post ตำรวจเมียนมาใช้กระสุนจริงกับผู้ประท้วงในมัณฑะเลย์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>