กระสือสยาม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กระสือสยาม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 04 Apr 2019 08:19:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กระสือสยาม เมื่อโชคชะตาขีดเขียนให้เราเดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ https://thestandard.co/sisters-2/ Thu, 04 Apr 2019 08:19:12 +0000 https://thestandard.co/?p=231976

กระสือสยาม คือผลงานเรื่องใหม่ของผู้กำกับสายบู๊ ปรัชญา ป […]

The post กระสือสยาม เมื่อโชคชะตาขีดเขียนให้เราเดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระสือสยาม คือผลงานเรื่องใหม่ของผู้กำกับสายบู๊ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้เคยสร้างผลงานโกอินเตอร์มาแล้วอย่าง องค์บาก (2546) และ ต้มยำกุ้ง (2548) แต่คราวนี้เขากลับมาพร้อมกับเรื่องราวของ วีณา (พลอยยุคล โรจนกตัญญู) สาววัยรุ่นสุดแกร่งที่ต้องรับหน้าที่ปกป้อง โมรา (นันท์นภัส เลิศนามเชิดสกุล หรือมิวนิค BNK48) น้องสาวของตัวเองจากการตามล่าของ ราตรี (รฐา โพธิ์งาม) นางพญากระสือที่มีความแค้นต่อสายเลือดของพวกเธอ และนั่นทำให้ชีวิตของสองพี่น้องคู่นี้ต้องเผชิญกับโชคชะตาที่ถูกกำหนดมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันดูเหมือนว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับโมราก็ค่อยๆ ทำให้เธอได้ค้นพบความจริงของตัวเอง

 

 

สิ่งที่นับว่าเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์และทำได้ดีมากๆ คือนักแสดงนำอย่างโจ้และมิวนิค ที่ถึงแม้ประสบการณ์ยังน้อย แต่ก็สามารถถ่ายทอดความผูกพันอันแสนเศร้าของสองพี่น้องออกมาได้เป็นอย่างดี จนทำให้เราเชื่อได้อย่างสนิทใจว่าพวกเธอสามารถตายแทนกันได้จริงๆ

 

โดยเฉพาะบทวีณาของโจ้ที่เป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก เธอสามารถถ่ายทอดความรักที่มีต่อน้องสาวไปพร้อมๆ กับการแบกรับสถานการณ์เลวร้ายที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างยอดเยี่ยม อาจจะดูใจร้ายกับแฟนคลับของมิวนิคอยู่บ้าง แต่ต้องยอมรับว่าความโดดเด่นส่วนใหญ่ของเรื่องนี้เทน้ำหนักไปทางตัวละครวีณาของโจ้มากกว่าจริงๆ

 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าการแสดงของมิวนิคมีปัญหา เพราะเธอเองก็สามารถสลัดภาพลักษณ์ไอดอลสาวที่แสนบอบบาง แล้วเปลี่ยนเป็นเด็กหญิงที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมอันแสนเศร้าได้อย่างน่าชื่นชม

 

แถมยังใจเด็ด กล้าเล่น กล้าลุยกับหลายสิ่งที่ถ้าเป็นบางคนอาจเบือนหน้าหนี ส่วนฉากที่แฟนคลับหลายคนเป็นห่วง เราพอบอกได้ว่าสามารถดูได้อย่างสบายใจ ไม่มีเรื่องใดๆ ให้ต้องกังวล

 

 

แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือองค์ประกอบโดยรอบอื่นๆ กลับไม่ค่อยเอื้อที่จะดึงความโดดเด่นของทั้งสองคนออกมาได้สักเท่าไร เพราะเรารู้สึกว่าหนังทั้งเรื่องนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลทางความรู้สึก ไล่ตั้งแต่ความไม่สมเหตุสมผลของตัวบท ไดอะล็อกที่หลุดออกจากปากของตัวละคร และความพยายามในการผูกเงื่อนปมของกระสือให้ซับซ้อน แต่หนังกลับไม่สามารถสร้างความหนักแน่นเพื่อไปให้ถึงจุดไคลแมกซ์ของเรื่องได้

 

สิ่งที่มีปัญหาอีกอย่างของ กระสือสยาม คือการนำเสนอบรรยากาศของเรื่องที่บางช่วงก็น่ากลัวเหมือนหนังสยองขวัญ แต่ขณะเดียวกันหนังก็ต้องการนำเสนอความแฟนตาซี ซึ่งนั่นทำให้บางครั้งเราก็ปรับอารมณ์ไม่ทันว่าหนังเรื่องนี้อยากจะนำเสนอเรื่องราวของ ‘กระสือที่ผ่านการตีความใหม่’ ในรูปแบบใดกันแน่ หรือถ้าบอกว่าเป็นการผสานสองสิ่งเข้าด้วยกันก็ต้องถือว่าตัวหนังยังไม่ได้ทำให้คนดูเห็นถึงความกลมกลืนในระดับที่น่าพอใจ

 

 

อีกหนึ่งเรื่องที่ค่อนข้างเป็นปัญหาสำหรับเราคืองานด้าน ‘เสียง’ ที่ตามปกติควรทำหน้าที่ ‘เร้าอารมณ์’ ให้อยู่กับสถานการณ์ตรงหน้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใน กระสือสยาม กลับเหมือนพยายาม ‘ยัด’ ซาวด์เอฟเฟกต์ตั้งแต่เสียงกรีดร้องของบรรดาผีกระสือและดนตรีประกอบที่พุ่งเข้ามาจนทำให้หลุดโฟกัสจากเนื้อเรื่องอยู่หลายครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่หนังเรื่องนี้นำเสนอออกมาได้อย่างชัดเจนและจริงใจคือความโหดร้ายของชีวิตที่ถูก ‘บางสิ่ง’ กำหนดเอาไว้ ทำให้เราไม่สามารถเลือกเส้นทางของตัวเองได้

 

ตามปกติของมนุษย์ทั่วไป ทุกคนล้วนเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘โตขึ้นอยากเป็นอะไร’ ด้วยกันทั้งนั้น ต่อให้สุดท้ายแล้วเราไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่หวัง แต่อย่างน้อยก็ยังโชคดีที่เคยได้ ‘ตอบ’ คำถามนั้นๆ ด้วยตัวเองกันอยู่บ้าง

 

แต่กับวีณาและโมรา สองพี่น้องจาก กระสือสยาม (รวมทั้งอีกหลายคน) ที่โชคชะตาเล่นตลกและ ‘กำหนด’ ในสิ่งที่พวกเธอ ‘ต้อง’ เป็นเอาไว้ โดยไม่เปิดโอกาสให้พวกเธอได้ฝันหรือตอบคำถามที่ว่า ‘โตขึ้นอยากเป็นอะไร’ แม้แต่ครั้งเดียว

  

 

สิ่งที่นำเสนอออกมาในเรื่องก็คือ ‘ตลกร้าย’ ที่ยืนอยู่บนพื้นฐานความจริงอันแสนเจ็บปวดที่ว่าทุกคนต่างมีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน บางคนมีโอกาส มีความสามารถมากพอที่จะเลือกทำในสิ่งที่ต้องการ

 

แต่กับบางคนที่ชีวิตติดลบตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลก พวกเขาเหลือเพียง ‘ความพยายาม’ ที่จะใช้ต่อกรกับข้อจำกัดอันแสนโหดร้ายที่เป็นอุปสรรคต่อความฝัน และหากสุดท้ายแม้ว่าจะพยายามมากเท่าไร คำตอบที่ได้ก็ไม่อาจเป็นอย่างใจคิด

 

สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในตอนนั้นคือการใช้ความพยายามที่เหลืออยู่เพื่อยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน และพยายามทำทุกๆ วันให้ดีที่สุดเพียงเท่านั้นเอง

 

กระสือสยาม

 

ภาพประกอบ: sahamongkolfilm.com

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post กระสือสยาม เมื่อโชคชะตาขีดเขียนให้เราเดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘กระสือสยาม’ สู่แผนพัฒนาศิลปินระหว่าง BNK48 และสหมงคลฟิล์ม ในอนาคต https://thestandard.co/sisters/ Wed, 03 Apr 2019 13:03:23 +0000 https://thestandard.co/?p=231725 กระสือสยาม

ปฏิเสธไม่ได้ว่านับจากวันที่เพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ของวง B […]

The post จาก ‘กระสือสยาม’ สู่แผนพัฒนาศิลปินระหว่าง BNK48 และสหมงคลฟิล์ม ในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระสือสยาม

ปฏิเสธไม่ได้ว่านับจากวันที่เพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ของวง BNK48 กลายเป็นไวรัลที่ดังไปทั่วประเทศ เราก็ได้เห็นสาวๆ สมาชิกในวงปรากฏตัวไปทุกที่ ตั้งแต่สื่อต่างๆ โฆษณานับไม่ถ้วน และหนึ่งในนั้นคือ บทบาท ‘นักแสดง’ ทั้งจากละคร ซีรีส์ และภาพยนตร์หลายเรื่อง ที่ทยอยเปิดโอกาสให้พวกเธอได้แสดงความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

เช่นเดียวกับในเรื่อง กระสือสยาม ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล และบริษัท บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท ออฟฟิศ โดยมี มิวนิค BNK48 เป็นนักแสดงนำ และกำลังจะเข้าฉายให้ทุกคนได้รับชมกันในวันที่ 4 เมษายนนี้

 

THE STANDARD POP มีโอกาสชวน ต้อม-จิรัฐ บวรวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท ออฟฟิศ จำกัด และ อุ๋ย-ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ รองประธานกรรมการฝ่ายการขาย บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล มาพูดคุยถึงเบื้องหลังการร่วมมือกันในภาพยนตร์เรื่อง กระสือสยาม รวมทั้งทิศทางของวงการภาพยนตร์ ที่เราจะได้เห็นสมาชิกวง BNK48 เข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงมากขึ้นในอนาคต

 

โดยเฉพาะแผนการ ‘พัฒนา’ ศักยภาพของวง BNK48 ในฐานะ Talent Management ของต้อม ที่เราเชื่อว่า จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาวงการภาพยนตร์ไปได้พร้อมๆ กัน

 

SisterS

 

ถ้ามองย้อนกลับไปถึงวันแรกที่เริ่มก่อตั้งวง BNK48 ที่ยังไม่มีคนรู้จัก แต่วันนี้เมมเบอร์ที่เริ่มต้นจากการร้องและเต้นหลายต่อหลายคนเริ่มเติบโตในวงการบันเทิง โดยเฉพาะโอกาสในฐานะนักแสดงที่มากขึ้น คุณต้อมมองเห็นอะไรบ้างจากก้าวแรกที่ผ่านมา

ต้อม: ผมพูดมาตั้งแต่วันแรกที่จะทำ BNK48 ว่า ผมวางเป้าหมายของน้องๆ ไว้ที่คำว่า ทาเลนต์ หมายความว่า ทุกคนจะไม่ได้เป็นแค่นักร้องหรือนักแสดง เพลงคือพาร์ตหนึ่งที่สำคัญของ BNK48 แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเราไม่ใช่ค่ายเพลง ไม่ใช่โมเดลลิ่ง แต่เป็น Talent Management

 

เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราคือ การพัฒนาทาเลนต์ของเขาให้มีศักยภาพที่แตกต่างหลากหลาย แน่นอนว่า ในอนาคตบางคนอาจจะได้เป็นนักร้อง บางคนเป็นนักแสดง แต่ในขณะเดียวกัน บางคนอาจจะกลายเป็นเจ้าของร้านขายขนม หรือเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีก็ได้ เราเป็นไอดอลปลายเปิดที่ไม่ได้มีบทสรุปว่า จบ 6 ปีแล้ว เขาจะต้องเป็นอะไร งานแสดงก็ถือเป็นโอกาสหนึ่งที่เราต้องพัฒนาศักยภาพให้กับน้องๆ สำหรับงานประเภทนี้ด้วย

 

การเติบโตของน้องๆ ในวันนี้ นับว่ามาไกลกว่าที่คาดคิดไว้มากขนาดไหน

ต้อม: เวลาเราลงทุนทำธุรกิจ เราคาดหวังสูงอยู่แล้วนะครับ แต่ถ้าถามว่า การที่ BNK48 ได้รับโอกาส ได้รับการตอบรับจากสังคมดีแบบนี้ ก็ถือว่าเร็วและกว้างกว่าที่เราคิดไว้ตอนแรก แต่ถ้าถามว่ามันเกินเป้าหมายในการเป็น Talent Management ที่บอกไว้แล้วหรือเปล่า ยังไม่ใช่ เพราะเรายังมีเป้าหมายอีกเยอะแยะมากมายที่อยากจะพัฒนาต่อไปครับ

 

SisterS

 

กลับมาทางฝั่งค่ายหนังอย่างสหมงคลฟิล์ม มองบทบาทการเป็นนักแสดงของสมาชิก BNK48 อย่างไรบ้าง

อุ๋ย: จริงๆ อุ๋ยมีโอกาสรู้จักน้องๆ ก่อนที่จะเปิดตัว BNK48 อย่างเป็นทางการอีกนะ เพราะอุ๋ยกับคุณต้อมเป็นเพื่อนร่วมคลาส ABC (สถาบันพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม) รุ่นที่ 7 ด้วยกัน แล้วเขาก็จะพาน้องๆ มาโชว์ที่หน้าห้องตลอดเวลา มาร้องเพลงกันเป็นกลุ่มใหญ่เลยนะ (หัวเราะ) เห็นเพื่อนผู้ชายไปอยู่ข้างหน้ากัน (หัวเราะ) แล้วก็ได้ฟังแพสชันของคุณต้อมมาตั้งแต่ต้นว่าเขาต้องการสร้างไอดอลที่ไม่ได้เป็นแค่นักร้อง แต่หมายถึงเป็นศิลปินจริงๆ ขึ้นมา

 

ต้อม: หน้าที่ของผมคือโน้มน้าวให้คนเชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ เพราะต้องยอมรับว่า ในตอนนั้น BNK48 เป็นรูปแบบใหม่ของวงการบันเทิง เพราะฉะนั้นเราต้องการคนที่เชื่อ คนสนับสนุนที่พร้อมจะทำงานไปด้วยกัน ช่วงนั้นผมไปพบคนเยอะมากจริงๆ นะครับ (หัวเราะ)

 

อุ๋ย: ซึ่งในมุมมองของคนทำหนังมันเป็นความต้องการหลักของวงการเราอยู่แล้ว เราต้องการคนที่ทาเลนต์มากพอที่สามารถขึ้นไปอยู่บนจอภาพยนตร์จริงๆ พอมีน้องๆ เข้ามา ก็เท่ากับว่า เรามีคนที่มีทาเลนต์เพิ่มขึ้นมาอีก 40-50 คน ที่เขาช่วยตัดมาให้เราสเตปหนึ่งเลยนะ เลยคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีถ้าเราทำอะไรร่วมกัน แล้วพอเวลาผ่านไปแค่แป๊บเดียวหลังจากเปิดตัว กระแสของน้องๆ ก็ขึ้นมาเร็วมาก ไม่ใช่แค่เฉพาะกลุ่ม แต่อุ๋ยว่าเขาไปถึงระดับแมสแล้ว

 

การที่เขามีตัวตนแล้วในฐานะ BNK48 ทำให้เราเห็นคาแรกเตอร์ของเขาได้ง่าย ซึ่งมันช่วยให้ขั้นตอนการแคสติ้งง่ายขึ้น เพราะบางทีถ้าเห็นจากเทปแคสต์อย่างเดียว เราไม่ทันได้รู้ทั้งหมดว่าจริงๆ แล้วคนนั้นเป็นอย่างไร แต่พอเราเห็นเขาตามที่ต่างๆ ได้เห็นตัวตนที่แสดงออกมา แล้วเห็นว่าคนไหนน่าสนใจ อาจจะเข้ากับบทที่มี เราค่อยเชิญเขามาแคสต์

 

สมาชิก BNK48 ต้องผ่านกระบวนการแคสติ้งภาพยนตร์ทุกเรื่องเหมือนนักแสดงคนอื่นๆ

ต้อม: ผมยินดีมากเลยครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องเลย เราต้องเปิดโอกาสให้ผู้กำกับ ซึ่งเห็นภาพทั้งหมดของภาพยนตร์มาคัดเลือกนักแสดงด้วยตัวเอง เราแค่เป็นคนกลางให้เท่านั้น ถ้าเขาสนใจน้องๆ คนไหนขึ้นมา

 

SisterS

 

ทาง BNK48 วางเกณฑ์แบบไหนไว้บ้างหรือเปล่าว่าต้องเป็นโปรเจกต์ประมาณไหน เราถึงจะส่งน้องๆ เข้าไปแคสติ้ง

ต้อม: ไม่มีครับ ผมมีหน้าที่ที่จะทำให้น้องๆ มีโอกาสในการทำงานเยอะที่สุด ส่วนใครจะได้รับโอกาสนั้นก็เป็นเรื่องของบท ความสามารถ และความเหมาะสมในมุมมองของโปรดิวเซอร์และผู้กำกับ เพราะฉะนั้นเราจะไม่มีการบอกว่าต้องเอาคนนี้นะ เพราะคนนี้เป็นแบบนั้น ผมทำงานบนพื้นฐาน และคิดว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ร่วมกันมากที่สุดในโปรเจกต์นั้นๆ

 

ซึ่งวิธีการก็จะมีหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่ผมมักจะให้โอกาสทางทีมงานได้สัมภาษณ์น้องๆ ทั้งหมด แต่ก็อาจจะมีบ้างที่ผู้กำกับรู้จักน้องมาก่อน แล้วอยากได้น้องมาสัมภาษณ์สักประมาณ 7 คน เพื่อเลือกคนที่ใช่ที่สุด

 

ไม่มีบทหรือเงื่อนไขใดๆ เลยเหรอที่บริษัทจะไม่ยอมให้น้องๆ ไปร่วมกับโปรเจกต์นั้นๆ

ต้อม: ไม่มีแบบที่ชัดเจนขนาดนั้น แต่เรื่องหนึ่งที่พยายามทำคือ ผมมักจะหามุมมองในการเล่าเรื่องของน้องๆ ในมุมที่แตกต่างกันเสมอ อย่างน้อยจะพยายามหาแนวทางใหม่ๆ ไม่อยากให้เป็นหนังรักเหมือนเดิม หรือแอ็กชันเหมือนเดิม ถ้าเป็นไปได้ เราอยากได้ความหลากหลายมาสู่น้องๆ เพื่อพาน้องๆ ไปในพื้นที่ใหม่ๆ  

 

วิธีที่เราใช้คือ การร่วมลงทุนในโปรเจกต์นั้น เพราะฉะนั้นเราจะมองเห็น Commitment ของทั้งสองฝ่ายในแต่ละโปรเจกต์ด้วย เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องของการพูดคุยกันตลอดการถ่ายทำ ว่ามีตรงไหนที่ทางน้องๆ ของเราและผู้กำกับหรือทางค่ายสามารถทำร่วมกันได้บ้าง ซึ่งกับทางสหมงคลฟิล์มก็เป็นบริษัทหนึ่งที่เราใช้กลไกในการร่วมทุนเพื่อพัฒนาโปรเจกต์ร่วมกัน

 

ซึ่งเราก็ไม่มีกฎตายตัวนะว่าต้องเป็นโปรเจกต์แบบไหนที่เราจะสนใจร่วมทุนด้วย เพราะภาพยนตร์แต่ละเรื่องทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน ผมขอพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง กระสือสยาม ที่น้องมิวนิค ซึ่งเป็นท็อปเมมเบอร์ของ BNK48 รุ่น 2 ได้รับโอกาสมาแสดงเป็นตัวเอกของเรื่อง ซึ่งผมคิดว่า มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ผมก็เลยขอมาร่วมทุนด้วย ทั้งๆ ที่ผมมองว่า กลไกที่เรามีอยู่จะช่วยส่งเสริมด้านการตลาดได้บ้าง เพราะจริงๆ หนังเรื่องนี้ทำไปก่อนหน้าที่มิวนิคจะมาเป็นสมาชิก BNK48 ด้วยซ้ำ คือถ้าน้องเล่นไม่ดี หรือผมเห็นว่าไม่น่าสนใจ ผมก็สามารถปิดตาแล้วปล่อยโปรเจกต์นี้ผ่านไปเลยก็ได้ แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งชื่อของผู้กำกับอย่าง พี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว ทั้งการเป็นแอ็กชัน เป็นหนังแวมไพร์สไตล์ไทยๆ ที่พูดถึงความเป็นไทยในมุมมองที่ทันสมัยมากขึ้น

 

SisterS

SisterS

 

ถ้าอย่างนั้นสหมงคลฟิล์มมองเห็นความโดดเด่นในแง่การแสดงในตัวมิวนิคจากตรงไหน ถึงเลือกน้องให้เป็นนักแสดงนำ

อุ๋ย: เรื่องนี้เราเปิดแคสต์ตั้งแต่ BNK48 เปิดตัวรุ่นที่ 1 เราก็ไม่รู้หรอกว่า น้องมิวนิคที่เลือกมาจะกลายเป็น BNK48 รุ่นที่ 2 อุ๋ยบอกว่า เฮ้ย คุณ หนังของเรามีน้องคุณเล่นอยู่ด้วยนะ เขายังทำหน้างง แล้วถามว่าใครอะ พอบอกชื่อไป เขายังทำหน้าตกใจอยู่เลย (หัวเราะ)

 

มิวนิคเขามีความเป็นมืออาชีพมาตั้งแต่แรกเลยนะ ตอนแรกเราต้องการคนที่หน้าตาน่ารักแบบเด็กวัยรุ่น และเป็นหน้าใหม่ที่มีความสามารถทางการแสดง ซึ่งมิวนิคตอบโจทย์ตรงนี้ได้หมดเลย แล้วบทที่น้องได้รับก็ยากด้วยนะ กับเด็กวัยรุ่นอายุเท่านี้แล้วต้องมาเจอกับสิ่งเหล่านี้ แล้วน้องสามารถทำได้ดี

 

แต่เราไม่เคยนึกถึงน้องในมุมที่จะไปเป็นเกิร์ลไอดอล พอเห็นน้องไปยืนอยู่บนเวที มิวนิคก็สามารถโดดเด่นขึ้นมาได้

 

ต้อม: อาจเพราะเขาทำงานตั้งแต่เด็กๆ เคยเป็นพิธีกรรายการ ดิสนีย์คลับ มาก่อน น้องมีความสามารถอยู่แล้ว ผมเคยคุยกับน้องเลยนะว่า ผมสนใจศักยภาพด้านการแสดงของเขามาก คิดว่าถ้ามีโอกาสอีก ก็อยากส่งเสริมให้น้องเขาได้มีงานประเภทนี้ทำ ยังไงก็ต้องฝากสหมงคลฟิล์มด้วยนะครับ (หัวเราะ)

 

เนื่องจาก กระสือสยาม ถ่ายทำไปตั้งแต่มิวนิคยังไม่เป็นสมาชิก BNK48 ตัวคุณต้อมเองกังวลบ้างไหมกับหลายฉากที่ถ่ายทำไปก่อนนี้ และอาจทำให้แฟนคลับบางส่วนรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา

ต้อม: คุณอุ๋ยก็เล่าให้ฟังว่าจะมีฉากประมาณไหนบ้าง ซึ่งไม่ได้ดูหรอก แต่เพื่อนบอกว่าประมาณนี้แหละ ผมก็เชื่อเลย (หัวเราะ) แล้วผมคิดว่า เป็นเรื่องที่วงการไอดอลต้องเรียนรู้ร่วมกันไปเรื่อยๆ ว่า เมื่อไอดอลก้าวเข้าสู้พื้นที่ของการเป็นนักแสดง คุณก็ต้องแสดง ซึ่งจะอยู่ในขอบเขตที่ผมคิดว่าพอเหมาะพอควร

 

อุ๋ย: ถ้ามองในมุมคนทำหนัง สิ่งสำคัญสำหรับเราไม่ได้อยู่ที่ฉากจะเป็นอย่างไร แต่เรามองว่า มันคือความเหมาะสมกับบริบทตรงนั้น โดยที่ไม่ทำให้คนดูรู้สึกว่าเราพยายามยัดเยียดฉากเหล่านั้นเข้าไปหรือเปล่า

 

ประเด็นนี้เราพูดในมุมที่เข้าใจในศาสตร์ของการแสดง แต่ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่า ยังมีแฟนคลับหลายคนที่เขาไม่สามารถสลัดภาพ หรือไม่สามารถมองการแสดงเหล่านั้นแบบสบายใจได้จริงๆ เหมือนกัน

ต้อม: ผมขอยกตัวอย่างตอนที่เฌอปรางเล่นหนังครั้งที่แล้ว (Homestay) ผู้กำกับถามผมว่า คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าฉากนี้ออกไป ผมก็บอกว่า ผมไม่รู้จริงๆ แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหน ผมก็ต้องเรียนรู้ว่ามันเป็นแบบนี้

 

แต่ถามว่า ทำไมผมถึงอยากทดลอง ก็เพราะว่ามันต้องทดลอง ไม่อย่างนั้นขอบเขตของการแสดงมันจะถูกจำกัดเอาไว้เท่านั้น และมันจะแคบลงเรื่อยๆ แต่ถ้าเราได้ทดลองและเรียนรู้ เราจะขยายขอบเขตนั้นออกไปได้ ไม่ได้หมายความว่า เราจะทำให้ลิมิตมันสูงขึ้นเรื่อยๆ นะ แต่อย่างน้อยถ้ามันหยุดอยู่ที่จับมือไม่ได้ จูบไม่ได้ มันเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ทำงานได้ลำบาก และแฟนๆ ก็จะค่อยๆ เรียนรู้ว่า นั่นคือการแสดงเท่านั้นจริงๆ

 

SisterS

 

อย่างเคสของเฌอปราง ผลของการทดลองนั้นทำให้คุณเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง

ต้อม: ผมเห็นชัดเจนเลยว่า มีแฟนคลับที่เข้าใจว่านี่คือการแสดงจริงๆ แต่ก็ยอมรับว่า มีบางส่วนที่เขาไม่เข้าใจ แต่ผมคิดว่า สังคมของแฟนคลับ BNK48 เป็นสังคมที่ค่อนข้างดีนะครับ คนที่เข้าใจก็พยายามปลอบใจและอธิบายให้กันและกันฟังว่า เฮ้ย มึงต้องเข้าใจนะว่านี่มันคือการแสดง

 

SisterS

 

‘ขอบเขต’ ของการเป็นสมาชิก BNK48 ที่คุณต้อมบอกว่ายังต้องเรียนรู้ร่วมกันต่อไป นับว่าเป็นปัจจัยที่น่ากังวลบ้างไหมในมุมมองของบริษัทหนัง

อุ๋ย: เป็นเรื่องที่น่าเรียนรู้จริงๆ แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่า เวลาทำหนัง เรามองที่ความเหมาะสมของบทเป็นหลัก คือต่อให้เป็นฉากที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจจริงๆ แต่คนดูจะต้องเชื่อได้ว่า มันมีเหตุผลของมันที่จะต้องเกิดฉากนี้ขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่า เราก็ต้องดูความเหมาะสมในบริบทการเป็น BNK48 เพราะเราไม่มีทางแคสต์น้องๆ มาเพื่อเล่นบทที่ขายฉากที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว

 

แต่เราจะมองที่ว่า บทนี้ดีนะ มันแข็งแรง มันสามารถโชว์ศักยภาพของน้องได้นะ อันนี้ก็เป็นหน้าที่ที่เราจะไปบอกกับทาง BNK48 ว่าเราจำเป็นต้องมีฉากนี้เพราะอะไร ไม่ได้หมายความว่า กระสือสยาม จะมีนะ (หัวเราะ) แต่หมายถึงในอนาคตต่อๆ ไป เราต้องคุยกันในทุกๆ โปรเจกต์ เพราะอย่างที่คุณต้องบอกไปว่า หนังทุกเรื่องมีหน้าที่ต่างกัน รวมทั้งมีซับเทกซ์ของแต่ละเรื่องที่ไม่เหมือนกันด้วย

 

ต้อม: ยืนยันว่า ผมดูความเหมาะสมเป็นหลักครับ อย่างถ้ามีเรื่องไหนมีโจทย์มาว่า อยากจะเห็นเนื้อหนังมังสาของน้อง อันนี้ไม่ใช่แน่ๆ แต่ถ้าไปถึงจุดหนึ่ง แล้วอยู่ในลิมิตที่เราคิดว่ารับได้ ก็อย่างที่เรียนไปครับว่า มันควรที่จะไม่มีข้อจำกัด จนกลายเป็นกีดกันการแสดงศักยภาพของน้องในการทำงาน

 

คิดว่าการมีอยู่ของน้องสมาชิก BNK48 กลายเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาวงการภาพยนตร์หรือซีรีส์ต่างๆ ได้มากขนาดไหน

ต้อม: เราไม่กล้าใช้คำว่าเป็นส่วนสำคัญ ผมขออนุญาตไม่พูดคำนี้นะครับ แต่ว่าในแง่การทำงาน เราก็มีเป้าหมายของเรา ที่เวลาคุยกับผู้ผลิตหนังอย่างสหมงคลฟิล์มว่า ทุกคนอยากเอาหนังไทยไปต่างประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่งเรามองถึงเป้าหมายนี้เหมือนกัน

 

เพราะฉะนั้น BNK48 จะไม่ใช่ส่วนสำคัญเพียงแค่สิ่งเดียว ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องการคือ พื้นที่ให้น้องๆ ได้แสดงความสามารถ ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานร่วมกับผู้ผลิตหนังไทยที่หลากหลาย แล้วสิ่งสำคัญก็คือ เราพยายามร่วมกันใช้โอกาสทุกอย่างที่ทุกคนมีอยู่ พาหนังของเราไปถึงจุดนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

อุ๋ย: ส่วนของอุ๋ย ขอกลับไปที่จุดเดิมว่า ในฐานะคนสร้างหนัง เมื่อไรก็ตามที่เรามีทาเลนต์มากขึ้น มันดีกับเราอยู่แล้ว อย่างที่รู้กันว่า ทุกวันนี้วงการบันเทิงโตขึ้นเยอะ มีช่องทีวีมากขึ้น มีคอนเทนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเยอะขึ้น มีอยู่ช่วงหนึ่งเลยนะที่เราขาดนักแสดงอย่างจริงจัง เราแทบจะแคสต์นักแสดงไม่ได้เลย เพราะทุกคนติดโน่นนี่กันหมด เพราะฉะนั้นการที่เรามีคนสร้างทาเลนต์ขึ้นมาเพิ่ม มันเป็นความต้องการของเราอยู่แล้ว เพราะเราต้องการสร้างภาพยนตร์มากขึ้นไปพร้อมๆ กับการยกระดับคุณภาพให้ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน

 

SisterS

 

ในฐานะผู้บริหาร BNK48 Group มีวิธีบาลานซ์ระหว่างการดูแลและแบกรับความฝันของน้องๆ สมาชิกในวง กับการทำธุรกิจที่ต้องแสวงหาผลกำไร เพื่อดำเนินกิจการต่อไปอย่างไรบ้าง

ต้อม: ผมเริ่มจากความคิดว่า สิ่งที่เราทำอยู่เป็นเรื่องที่ดีหรือเปล่า สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อมั่นในการทำ BNK48 คือการทำให้สังคมได้เห็นถึงพัฒนาการของคนที่มีความพยายามและสะท้อนกลับไปที่ตัวเองว่า ขนาดน้องๆ เป็นเด็กธรรมดาอย่างนี้ ยังมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และมีโอกาสไปถึงจุดที่เขาฝันได้ก็จากความพยายามของเขาทั้งนั้น เราถ่ายทอดเรื่องนี้อย่างชัดเจนมาตลอด ไม่ใช่ในฐานะเครื่องมือทางการตลาด แต่มันเป็นวิธีการเล่าเรื่อง

 

กลับมาที่คำถามว่า แล้วเราบาลานซ์ความฝันของน้องๆ กับการทำธุรกิจอย่างไร ต้องเข้าใจก่อนว่า ธุรกิจคือธุรกิจ และธุรกิจต้องหารายได้ แล้วพอมีกำไร ผมนำกำไรที่มีอยู่ กลับมาลงทุนเพื่อต่อยอดความฝันของน้องๆ รอดูได้เลยนะครับ ในปีนี้ผมจะมีโปรเจกต์หนัง ละคร คอนเทนต์อะไรต่างๆ ที่ใช้เงินเป็นร้อยล้านเลยออกมา ซึ่งก็มาจากกำไรเมื่อปีที่แล้วนี่แหละ ที่ผมนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มในปีนี้

 

ซึ่งมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นก็คือ ความสามารถของน้องๆ เราในฐานะ Talent Management ก็จะมีโอกาสมากขึ้น เมื่อน้องมีศักยภาพเพิ่มขึ้น มันเป็นวงจรที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งถ้าไม่มีกำไร ผมจะไม่สามารถทำอะไรอย่างที่พูดได้เลย

 

แต่ขอให้มั่นใจว่า ผมไม่ได้มาตีหัวเข้าบ้าน ปีนี้กำไรเยอะ พอแค่นี้ดีแล้ว แต่มันเป็นการลงทุนระยะยาว การทำให้สโนว์บอลลูกนี้ใหญ่ขึ้นจากศักยภาพของน้องๆ จากการให้โอกาสน้องๆ ได้ทำงานที่หลากหลายและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป

 

ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง กระสือสยาม

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post จาก ‘กระสือสยาม’ สู่แผนพัฒนาศิลปินระหว่าง BNK48 และสหมงคลฟิล์ม ในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
มิวนิค BNK48 และ โจ้ BKKY จ้องตากับความกลัว เพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงก่อนความตายมาเยือน https://thestandard.co/mewnich-bnk48-joe-bkky-interview/ https://thestandard.co/mewnich-bnk48-joe-bkky-interview/#respond Thu, 21 Mar 2019 11:04:24 +0000 https://thestandard.co/?p=227723

แมลงสาบ, แมงมุม, งู, ตุ๊กแก, ที่สูง, ความมืด, ที่แคบ, ค […]

The post มิวนิค BNK48 และ โจ้ BKKY จ้องตากับความกลัว เพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงก่อนความตายมาเยือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

แมลงสาบ, แมงมุม, งู, ตุ๊กแก, ที่สูง, ความมืด, ที่แคบ, คนใจร้าย, อกหัก, ผี ฯลฯ คือคำตอบอันดับต้นๆ ที่มักจะปรากฏออกมาเสมอเมื่อถูกถามว่า ‘อะไรคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด’

 

แต่ไม่ใช่กับ โจ้-พลอยยุคล โรจนกตัญญู และ นันท์นภัส เลิศนามเชิดสกุล หรือมิวนิค BNK48 (รุ่น 2) นักแสดงรุ่นใหม่ที่ THE STANDARD POP ชวนพวกเธอมาพูดถึง ‘ความกลัว’ ในจิตใจ ก่อนภาพยนตร์ ‘กระสือสยาม’ ผลงานที่หยิบยกความเชื่อและความกลัวมาเป็นหนึ่งวัตถุดิบจะเข้าฉายในวันที่ 4 เมษายนนี้

 

เพราะสำหรับพวกเธอ สิ่งที่ ‘มองเห็น’ ได้ชัด นั้นไม่ได้น่ากลัวเท่ากับสิ่งที่มองไม่เห็น และยังมาไม่ถึง ซึ่งเมื่อสำรวจลึกลงไปในใจจะพบว่า ‘ความตาย’ และ ‘ตัวตนที่ยังหาไม่เจอ’ คือสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าภูติผีใดๆ บนโลกใบนี้

 

และเส้นทางในอนาคตต่อจากนี้ ก็คือช่วงเวลาที่พวกเธอจะทดลองทำทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ได้มากที่สุด เพื่อเรียนรู้ถึงสิ่งที่ ‘ใช่’ และ ‘ไม่ใช่’ ไปทีละอย่าง จนกว่าจะค้นพบว่าแท้จริงแล้วพวกเธอเกิดมาเพื่อทำสิ่งใดในที่สุด

 

 

ตามปกติทั้งสองคนมีพื้นฐานความเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติที่มองไม่เห็นมากน้อยขนาดไหน

 

ตอบพร้อมกัน: เชื่อค่ะ!

 

มิวนิค: แต่ถ้าถึงขนาดสิ่งที่เขาเรียกกันว่าผี หนูกับพี่โจ้อาจจะไม่มีเซนส์ก็เลยไม่เคยเจอ ส่วนตัวมิวจะเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในแง่ที่ยึดเหนี่ยวที่ทำให้สบายใจมากกว่า เช่น เวลาก่อนไปสอบ หรือไปทำอะไรที่สำคัญมากๆ ก็จะไหว้พระ สวดมนต์ขอพรกับเจ้าแม่กวนอิม คือไม่รู้ว่าช่วยหรือเปล่า แต่อย่างน้อยวันนั้นจะรู้สึกสบายใจ

 

โจ้: คล้ายกัน แต่ของโจ้จะดูจริงจังกว่าในเรื่องโชคลางก็คือตะกรุดไลลา (หัวเราะ) จริงๆ เคยได้ยินเรื่องสรรพคุณของตะกรุดมาอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดจะใส่เพราะรู้สึกว่าน่ากลัว พออันนี้เขาออกแบบมาสวยงามร่วมสมัยเราเลยรู้สึกสนใจ แต่ราคาเขาก็สูงนะ ถามว่าเราจะยอมจ่ายเพราะค่าดีไซน์อย่างเดียวเหรอ ก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเลยเป็นส่วนผสมของความสวยงามและความงมงายในสัดส่วนที่เท่าๆ กันอยู่ (หัวเราะ)

 

เรื่องไหนที่ทั้งสองคนมักจะขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด

 

โจ้: ขอให้ร่ำรวยเงินทองและความรัก พื้นฐานมาก (หัวเราะ) เหมือนเป็นคำพูดติดปากเลย

 

มิวนิค: ตอนเด็กๆ จะขอตามที่พ่อกับแม่บอก คือขอให้สุขภาพแข็งแรง เรียนหนังสือเก่งๆ พอโตขึ้นคำขอเริ่มเปลี่ยนไป เช่น วันนี้จะออกไปสอบ ไปทำงาน ขอให้หนูมีสติ ผลอะไรออกเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่อย่างน้อยขอให้เรามีสติมากพอที่จะทำสิ่งนั้นได้ก่อน

 

 

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่การขอพรของเราจะเป็นจริง เวลาผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นแบบที่หวัง เคยทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ บ้างหรือเปล่า

 

มิวนิค: โดยส่วนตัวหนูมักจะคิดว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจ ถ้าเกิดว่าสิ่งที่หนูขอจะไม่ได้อย่างที่หวัง มันก็ไม่ใช่เรื่องของสิ่งศักดิสิทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วมันก็ไม่ใช่เพราะตัวเราร้อยเปอร์เซ็นต์ บางทีมันมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เราไม่ได้สิ่งนั้น สมมติว่าหนูขอพรให้สอบได้ แต่หนูกลับไม่อ่านหนังสือ ยังไงมันก็สอบไม่ได้ หรืออ่านหนังสือมาเต็มที่ แต่เรามีความกังวล ไม่สบายใจ ผลลัพธ์ก็คงออกมาไม่ดีเหมือนกัน

 

โจ้: ก่อนตอบคำถามนี้ ขึ้นคำเตือนไว้ว่าโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ (หัวเราะ) ของโจ้ก้ำกึ่งนะ อย่างตะกรุดไลลาที่ตอนแรกซื้อมาแค่ 1 ดอกคือเทพจำแลงภมร แล้วมีแคสต์งานโฆษณาของพี่เต๋อ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) ก็ขอพรว่าถ้าได้งานนี้จะกลับไปเช่าเพิ่ม แล้วก็ได้จริงๆ หลังจากนั้นก็ไปเช่าเพิ่ม ถ้าเป็นเรื่องงานนี่มีเข้ามาเรื่อยๆ จริงนะ อันนี้เลยไม่ได้สงสัย หรือตั้งคำถามอะไรเลย

 

แต่กับเรื่องความรักนี่สิ ก็มีไปเช่าตะกรุดนะ ขอไปแล้วแต่ทำไมมันถึงไปๆ มาๆ ล่ะ (หัวเราะ) คือมีคนเข้ามาเยอะขึ้นจริงๆ แต่พอโอเคกับหนึ่งในนั้นปุ๊บ เราไม่สนใจคนอื่นเลยนะ แต่สุดท้ายกลายเป็นเขาไม่เลือกเราขึ้นมา เอ๊ย อันนี้เราก็งง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้คงคล้ายๆ ที่โจ้บอก มันต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของตัวเรา ตัวเขา และปัจจัยอีกหลายๆ อย่างมาประกอบกัน

 

Drift Alive – KID ให้สุด! (TOYOTA x Ter Nawapol) โฆษณาของเต๋อ นวพล ที่โจ้ได้ไปเล่น

 

ถ้าโฟกัสเฉพาะสิ่งที่คนเรียกกันว่า ‘ผี’ จริงๆ โจ้และมิวนิคมีความเชื่อหรือความกลัวกับสิ่งนี้อย่างไรบ้าง  

 

โจ้: ไม่เคยเห็นนะ แต่กลัววิญญาณเร่ร่อน ที่เขาตายโหงหรือตายไม่ดี แล้วเราอาจจะบังเอิญไปอยู่ หรือไปทำอะไรทับเส้นเขาโดยไม่รู้ตัว แล้วเขาตามเรามาอะไรแบบนี้

 

มิวนิค: จริงๆ มิวอาจจะไม่ได้กลัวผี แต่เป็นคนกลัวความมืดมากกว่า ซึ่งผีมักจะมากับความมืด เลยกลายเป็นกลัวผีไปด้วยโดยปริยาย (หัวเราะ) เหมือนเป็นคนจินตนาการเก่ง นั่งอยู่คนเดียวก็ชอบคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย คิดแล้วก็กลัวเองว่าจะมีอะไรโผล่มาจากทางนั้นหรือเปล่า (หัวเราะ) จริงๆ ถ้าเห็นไปเลยเราอาจจะไม่กลัว หรือกลัวน้อยกว่านี้ก็ได้นะ แต่พอเรามองไม่เห็น เราก็เลยกลัว

 

 

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่น่ากลัวมากที่สุด

 

โจ้: ความจนค่ะ (หัวเราะ) ยิ่งเป็นช่วง coming of age ที่เพิ่งเรียนจบ แต่ไม่รู้ว่าจะทำงานด้านไหนดี งานแสดงที่ทำอยู่ก็เหมือนเงินจะดี แต่ก็ไม่มั่นคง บางเดือนรวยมาก บางเดือนก็ไม่มีจะกินไปเลย (หัวเราะ) ยิ่งทุกวันนี้ไม่ได้ขอเงินพ่อแม่แล้ว ยิ่งต้องวางแผนเรื่องเงินให้ดีขึ้น

 

บวกกับที่ถูกพ่อบอกมาตลอดว่าความจนมันน่ากลัว จริงๆ ที่บ้านก็มีเงินนะ แต่พ่อให้เงินใช้แค่สัปดาห์ละหนึ่งพัน เพราะเขาไปดูถึงที่มหาวิทยาลัยเลยว่า ข้าวจานละเท่าไร คำนวณค่าเดินทางเสร็จสรรพ สรุปว่าสัปดาห์ละหนึ่งพันพอ จบ (หัวเราะ) แล้วมีอยู่ทีหนึ่งไปกับเพื่อน กลับมาตีสอง พ่อนั่งรออยู่แล้วบอกว่า ไปเที่ยวมาเหรอ เงินเหลือใช่ไหม งั้นหักค่าขนมไปอีกนะ (หัวเราะ) โอ้โห กลายเป็นไม่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนเลยเพราะเงินไม่พอ

 

ไม่แน่ใจว่าเพราะแบบนี้หรือเปล่า ที่ทำให้ยิ่งรู้สึกว่าเราต้องหาเงินให้ได้ด้วยตัวเอง เรากลัวไม่มีเงิน เพราะกลัวว่าจะไม่ได้ไปเที่ยว (หัวเราะ)

 

 

มิวนิค: หนูเป็นคนที่กลัวตายมากๆ เพราะว่าหนูเป็นคนป่วยง่าย เป็นคนร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง บวกกับว่าปกติก็เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว ยิ่งช่วงไหนโหมงานหนักๆ ก็จะป่วยง่ายกว่าเดิมอีก

 

เคยมีคืนหนึ่งที่ไม่สบาย แล้ววันรุ่งขึ้นต้องไปทำงาน ก็เลยไปฉีดยาเพื่อให้ทำงานไหว แต่กลายเป็นว่าได้รับผลข้างเคียง อยู่ดีๆ มือชา ร่างกายสั่น ชัก แล้วบังคับตัวเองให้หยุดไม่ได้ เหมือนโลกหมุนตลอดเวลา บอกให้พี่พยาบาลเรียกคุณแม่เข้ามาหา แล้วก็กอดคุณแม่แน่นเลย ภาพแฟลชแบ็กตอนเด็กๆ กลับมา ซึ่งเขาว่ากันว่าการเห็นภาพพวกนั้นมันคือสภาวะของคนที่อยู่ใกล้ความตายแล้วจริงๆ เลยทำให้กลัวความตายมาตลอด

 

โจ้: แล้ววันรุ่งขึ้นไปทำงานอยู่ไหม

 

มิวนิค: ไป (หัวเราะ) ออกจากโรงพยาบาลตอนตี 3 แล้วไปนอนพัก พอ 8 โมงตื่นไปทำงาน แต่ตอนนั้นเริ่มดีขึ้นแล้ว

 

ในฐานะคนที่ไปอยู่ใกล้ความตายขนาดนั้นมาแล้ว คิดว่าความรู้สึกแบบไหนที่ทำให้มิวนิคคิดว่าความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

 

มิวนิค: รู้สึกว่าชีวิตนี้ยังใช้ไม่คุ้มเลย (หัวเราะ) รู้สึกชีวิตนี้มีอะไรหลายๆ อย่างที่อยากทำ ตอนนั้นคิดอย่างเดียวเลยว่า หนังก็ยังไม่ได้ถ่าย BNK ก็เพิ่งเข้ามา ยังไปตอนนี้ไม่ได้ คือคิดไร้สาระมากตอนนั้น แล้วพออาการดีขึ้นก็บอกแม่ว่า หนูจะไม่ฉีดยาอีกแล้ว (หัวเราะ) หรือถ้าต้องกินยาอะไรก็จะถามหมอตลอดว่าผลข้างเคียงคืออะไรบ้าง อย่างน้อยจะได้เตรียมตัวถูก

 

 

ถ้าการไม่ได้ทำอะไรบางอย่างคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับความตาย ในตอนนี้มีอะไรบ้างที่ทั้งสองคนคิดว่าต้องทำให้ได้ ก่อนวันที่เราจะต้องจากโลกนี้ไปมาถึงจริงๆ

 

มิวนิค: อยากพาพ่อแม่ไปเที่ยว เพราะเมื่อก่อนเป็นคนที่ชอบเล่นเครื่องเล่น ตะลุยเล่นโน่นนี่นั่นกับพ่อแม่อยู่บ่อยๆ อยากกลับไปทำแบบนั้นให้มากขึ้น แล้วพ่อกับแม่จะพูดบ่อยๆ ว่าถ้าแก่แล้วอยากไปอยู่ต่างจังหวัด อยากเปิดคาเฟ่ ก็คิดว่าอยากเก็บสะสมเงินไปเรื่อยๆ เพื่อให้พวกท่านไปเปิดร้านกาแฟ ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่ต่างจังหวัดได้ (หัวเราะ)

 

โจ้: ถ้าง่ายที่สุดคืออยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ที่เราสามารถตกแต่งได้แบบที่ต้องการ อาจจะมาจากปมในใจที่อายุขนาดนี้แล้ว แต่ยังไม่เคยมีห้องส่วนตัวของตัวเองเลย เพราะต้องอยู่ห้องพี่สาวมาตลอด (หัวเราะ)

 

แต่ที่อยากกว่านั้น และไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม คือโจ้อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเราทำอะไรได้ดี และเราอยากทำอะไรกันแน่ในชีวิต คือในขณะที่เราเห็นคนรอบตัวที่อายุใกล้ๆ กัน หรือโตกว่านิดหน่อยประสบความสำเร็จไปหลายคนแล้ว แต่เหมือนเรายังไม่ไปไหน โดยเฉพาะเรื่องการแสดง ก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองจะเป็นดาราได้ขนาดนั้น

 

อย่างช่วงหนึ่งโจ้เคยไปช่วยเพื่อนที่เป็นคนขายเสื้อผ้าที่ประตูน้ำไลฟ์ขายของ เขาโตกว่าเราแค่ 2-3 ปีเองนะ แต่ซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้แล้ว เลยคิดว่าถ้านึกอะไรไม่ออก อาจจะลองไปขายของก็ได้ (หัวเราะ)

 

มิวนิค: อันนี้ก็เป็นอีกข้อที่อยากทำให้ได้เหมือนกันนะ ตอนนี้มิวยังไม่รู้แนวทางชีวิตตัวเองเหมือนกัน เพราะงานตรงนี้ก็ยังไม่มั่นคง แถมการเรียนก็เลือกเรียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ไม่ได้เกี่ยวกับสายงานนี้อีก แต่ ณ ตอนนี้ก็ยังอยากทำงานให้ดีที่สุดก่อน แต่ถ้าคิดไกลๆ ก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง มีหลายอย่างมากเลยที่อยากทำ

 

 

ความสำเร็จของเพื่อนที่โจ้พูดถึง หรือการอยู่ในวง BNK48 ที่เหมือนว่าเพื่อนๆ หลายคนประสบความสำเร็จนำมิวนิคไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้ทั้งสองคนเครียด กดดัน หรือว่ากลัวได้มากน้อยขนาดไหน

 

โจ้: ถามว่าอิจฉาไหน โอเค อิจฉาแหละ (หัวเราะ) แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจได้เนอะ ว่าเราอยากเป็นแบบเขาให้ได้เหมือนกันที่ชัดเจนแล้วว่าต้องการทำอะไรในอนาคต ซึ่งจริงๆ โจ้ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มหาตัวเองนะ เราหามานานแล้ว แค่มันยังไม่เจอ (หัวเราะ)

 

ก่อนหน้านี้ไปทริปไซบีเรีย-ยุโรป แล้วเห็นว่ามีร้านกาแฟเยอะมาก จากคนที่ไม่รู้จักกาแฟเลย กลายเป็นอินมาก กลับมารีบไปลงคอร์สเรียนบาริสต้า พาแม่ไปด้วยนะ เอาจริงเอาจังมาก แต่พอเรียนเสร็จ เออ ดีแล้วแหละเนอะที่เราไม่ชอบกินกาแฟ (หัวเราะ)

 

สักพักมีพี่คนหนึ่งติดต่อให้ไปเป็นแบบต่อขนตา แล้วคุยกันถูกคอมาก จนพี่เขาชวนเข้าทีมให้เป็นช่างต่อขนตาด้วย (หัวเราะ) สอนให้ฟรีด้วยนะ เราก็ไปทำกับเขา สักพักปวดตา ปวดหลังมาก แล้วเป็นงานที่ละเอียดแล้วพื้นฐานเราไม่ใช่คนใจเย็นที่จะทำอะไรแบบนั้นได้อยู่แล้ว อดทนจนจบงานหนึ่งปุ๊บ โอเค ลาแล้วนะคะพี่ (หัวเราะ) แต่เงินมันดีจริงๆ นะคะ ใครที่ใจเย็นแล้วอยากหารายได้เสริมโจ้แนะนำเลย

 

เพราะฉะนั้นถามว่าเครียดไหม ก็เครียด แต่อย่างน้อยก็ยังรู้สึกดีที่เราไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆ อย่างน้อยก็ได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง สุดท้ายอาจจะไม่สำเร็จ หรือยังไม่เจอสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ แต่อย่างน้อยการที่ได้ลองทำ แล้วได้รู้ว่าโอเค เราไม่ชอบสิ่งนี้เพิ่มมาอีกหนึ่งอย่างก็โอเคแล้ว

 

 

มิวนิค: ถ้าใน BNK48 มิวไม่ค่อยกลัวเรื่องการประสบความสำเร็จ เพราะแทบไม่ได้เปรียบเทียบตัวเองกับสมาชิกคนอื่นเลย ไม่ได้คิดถึงขนาดว่าต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้ เพราะมันเครียดมากเกินไปจริงๆ เลยคิดแค่ว่าจะได้อันดับที่เท่าไรก็ไม่เป็นไร แค่ทำตรงนี้แล้วมีความสุขก็ทำต่อไป

 

แต่ถ้าเปรียบเทียบจริงๆ จะเป็นพี่ชายของมิวมากกว่า เพราะเขาก็เริ่มต้นจากการหาตัวเองไม่เจอเหมือนกัน แต่ในที่สุดเขาก็ยอมทิ้งทุกอย่างที่เรียนมาทั้งหมด แล้วไปทุ่มเทให้กับการเป็นสจวร์ต ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาอยากเป็นจริงๆ แล้วเขาก็ได้เป็นในสิ่งที่ต้องการ

 

ตอนนี้มีหลายคนนะที่บอกมิวว่า โชคดีนะที่หาตัวเองเจอ แล้วก็เดินทางมาได้ไกลแล้ว แต่ลึกๆ ในใจเรายังรู้สึกเคว้งคว้างอยู่เลย ถ้าวันหนึ่งเราทำงานตรงนี้ไม่ได้ขึ้นมาล่ะจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงสิ่งที่ทำให้กดดันหรือเครียด น่าจะเป็นเรื่องที่นี้มากกว่า เรื่องความสำเร็จที่จะตามมาในอนาคต

 

โจ้: เรื่องนี้ซับซ้อนเหมือนกันนะ เพราะเอาจริงๆ พี่ที่โจ้ไปช่วยเขาขายเสื้อผ้า ที่ประสบความสำเร็จ ซื้อบ้านของตัวเองได้ แต่ถ้าไปถามเขาจริงๆ ลึกๆ ในใจ เขาอาจไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จ และอาจจะยังเคว้งคว้างแบบที่มิวนิครู้สึกอยู่เหมือนกันก็ได้

 

มิวนิค: เคยคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่บ่อยมากเลยนะ เขาก็คอยบอกตลอดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเวลาจะพาทุกอย่างไปในทิศทางของมันเอง ตอนนี้ก็เลยเป็นเหมือนที่พี่โจ้บอกว่า เราคงอยู่ในช่วงที่ทดลองทำอะไรหลายๆ อย่าง เพื่อค้นหาให้เจอว่าที่สุดแล้วเราต้องการทำ หรือต้องการเป็นอะไร

 

ข้ามจากความกังวล ความกลัวในช่วงชีวิตวัยรุ่นที่กำลังเผชิญอยู่ ทั้งสองคนคิดว่ามีลักษณะนิสัยของ ‘ผู้ใหญ่’ แบบไหนบ้างไหม ที่น่ากลัวว่าวันหนึ่งเราจะเติบโตไปเป็นแบบนั้นมากที่สุด

 

โจ้: เป็นคนที่ทำทุกอย่างเพื่อเงิน

 

แต่หลายๆ อย่างที่โจ้พูดมา โดยเฉพาะเรื่องกลัวความจน นี่เหมือนกำลังบอกว่าโจ้จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อเงินอยู่นะ

 

โจ้: (หัวเราะ) ใช่ๆ เลยกลัวไงคะ ว่าในอนาคตเราจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่คิดแบบนั้นแค่อย่างเดียว คือกลายเป็นคนที่ทำทุกอย่างเพื่อเงินแล้วไปเบียดเบียนคนอื่น เพราะถ้าพูดจริงๆ โจ้รู้สึกว่าเราเป็นคนยืดหยุ่นนะ คือเราก็มีความรักตัวเอง มีความยืดหยุ่นที่ถ้าไม่ถึงขนาดไปโกงกินใคร ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่น่าจะทำอะไรบางอย่างเพื่อเอาตัวรอด มันเลยกลายเป็นความกลัวขึ้นมา ว่าในท้ายที่สุดเราไม่อยากเป็นคนแบบนั้น

 

มิวนิค: มิวกลัวเป็นผู้ใหญ่ที่คิดว่าตัวเองถูกเสมอ เป็นคนที่พอทำผิดแล้วไม่รู้ว่าตัวเองกำลังผิดอยู่ ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เพราะตอนนี้พอได้ทำงาน ได้เจอโลกกว้างมากขึ้น ก็มีความคิดหลายอย่างที่เชื่อมั่นว่าถูก บางอย่างก็คิดไม่ตรงกับคุณแม่ ตอนนี้ยังดีที่คุณแม่ช่วยคิดอยู่ แต่ถ้าวันหนึ่งแม่ไม่ได้มาช่วยคิดแบบตอนนี้ แล้วเราไปทำอะไรพลาดพลั้งในสิ่งที่แย่มากๆ โดยไม่ฟังที่คนอื่นเตือนเลย แบบนี้น่ากลัวนะ

 

 

ในเรื่อง กระสือสยาม มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ตัวละครวีณาและโมราของทั้งคู่ เป็นคนที่ถูกโชคชะตากำหนดให้ ‘เป็น’ หรือ ‘ทำ’ อะไรบางอย่างโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยส่วนของทั้งสองคนมีความกังวล หรือกลัวกับสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาแบบนี้มากน้อยขนาดไหน

 

โจ้: อยากจะเปิดรอยสักให้ดูเลย โจ้สักว่า life is a (fix) journey คือที่เคยเห็นกันก็จะเป็นแบบ life is a journey หรือชีวิตคือการเดินทางอะไรแบบนี้ แต่โจ้รู้สึกว่ามันคือการเดินทางที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เราเลือกได้ก็จริง แต่เราเลือกได้ในสิ่งที่เรามีอยู่ ไม่ใช่ว่าเราจะเลือกได้ทุกอย่าง มันมีตัวแปรหลายอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา มันไม่ใช่ว่าทุกคนที่จะไปได้ถึงที่ตัวเองฝัน

 

เลยพยายามคิดว่าอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุดดีกว่า มีความสุขกับอะไรที่มันมีอยู่จริง หมายถึงว่าที่มันไม่ต้องทะเยอทะยานขวนขวายแบบถีบตัวเองขึ้นไปขนาดนั้น มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่นั่นแหละ

 

มิวนิค: เชื่อเหมือนกันค่ะอย่างที่พี่โจ้บอกเลย มิวไม่เชื่อว่าเราจะทำทุกสิ่งที่เราต้องการได้ทั้งหมด ตอนเด็กๆ มิวเคยคิดอยากเรียนเป็นนักการทูต เพราะชอบเรื่องที่เกี่ยวกับต่างประเทศ แต่พอพูดให้คนอื่นฟัง ทุกคนก็บอกว่าจะเรียนจริงๆ เหรอ อย่าเลย เป็นไม่ได้หรอก ไม่มีใครเลยที่บอกว่า เฮ้ย ลองดูก่อนสิ จนสุดท้ายพอรู้ตัวอีกที เราก็เลิกคิดเรื่องนั้นไปแล้ว เพราะฉะนั้นอาจจะเรียกว่าโชคชะตา หรืออะไรก็ตาม แต่มันมีปัจจัยภายนอกหลายอย่างจริงๆ ที่มีผลกับความฝันและตัวตนของเรา

 

โจ้: บางเรื่องมันอยู่ที่ต้นทุนด้วยนะ คือคนเราเกิดมาต้นทุนเรามันไม่เท่ากันอยู่แล้ว อันนี้ก็ต้องยอมรับ

 

สุดท้ายมันกลายมาเป็นข้ออ้างเวลาเราไม่สามารถทำอะไรบางอย่างได้ด้วยไหม เมื่อคิดว่าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะเราถูกกำหนดไว้แล้วว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้

 

โจ้: ต้องถามก่อนว่าก่อนจะอ้างแบบนั้น ได้ทดลองทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่หรือยัง ที่โจ้พูดแบบนั้น อย่างน้อยก็มั่นใจได้นะว่าเราได้เคยลองทำหลายอย่างมาแล้ว ก่อนที่จะบอกว่าเราไม่เหมาะกับสิ่งนั้นจริงๆ

 

ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง กระสือสยาม

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post มิวนิค BNK48 และ โจ้ BKKY จ้องตากับความกลัว เพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงก่อนความตายมาเยือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/mewnich-bnk48-joe-bkky-interview/feed/ 0