กระบวนการยุติธรรมไทย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กระบวนการยุติธรรมไทย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 13 Mar 2026 09:19:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไมสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องรื้อระบบพนักงานสอบสวน ถอดสลักวิกฤตต้นน้ำกระบวนการยุติธรรมไทย https://thestandard.co/thailand-police-reform-justice/ Fri, 13 Mar 2026 09:19:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1187156 ภาพประกอบการรื้อระบบพนักงานสอบสวน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตต้นน้ำกระบวนการยุติธรรมไทย

หากเปรียบกระบวนการยุติธรรมเป็นแม่น้ำสายใหญ่ ‘งานสอบสวน’ […]

The post ทำไมสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องรื้อระบบพนักงานสอบสวน ถอดสลักวิกฤตต้นน้ำกระบวนการยุติธรรมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการรื้อระบบพนักงานสอบสวน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตต้นน้ำกระบวนการยุติธรรมไทย

หากเปรียบกระบวนการยุติธรรมเป็นแม่น้ำสายใหญ่ ‘งานสอบสวน’ เปรียบเสมือน ‘ต้นน้ำ’ ที่คอยกลั่นกรองข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนส่งต่อให้ชั้นอัยการและศาล แต่ท่ามกลางข่าวการลาออก ภาวะป่วยซึมเศร้าของพนักงานสอบสอบสวนที่บางรายร้ายแรงถึงชีวิต

 

คำถามที่สังคมตั้งข้อสงสัยคือ เกิดอะไรขึ้นกับพนักงานสอบสวนไทย? และทำไมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงต้องพยายามอย่างหนักที่จะรื้อและปฏิรูป ระบบนี้ใหม่ทั้งหมด

 

รอยร้าวที่ต้นน้ำ เมื่อคนทำงานแบกรับภาระจนถึงขีดสุด

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ ตร. ไม่สามารถปล่อยระบบพนักงานสอบสวนไว้แบบเดิมได้อีกต่อไป มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมฝังลึกและสร้างภาวะสมองไหลอย่างหนัก

 

งานล้นมือ-คนขาดแคลน: ปริมาณคดีอาชญากรรมที่ซับซ้อนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่จำนวนพนักงานสอบสวนกลับสวนทาง หลายสถานีตำรวจอยู่ในภาวะขาดแคลนอย่างหนัก พนักงานสอบสวน 1 คนต้องแบกรับคดีจำนวนมหาศาลจนเกินขีดจำกัดของคนที่จะทำได้อย่างละเอียดรอบคอบ

 

วิกฤตตำแหน่งควบ และการสูญเสียเส้นทางเติบโต: ในอดีต พนักงานสอบสวนเคยมีระบบ ตำแหน่งควบหรือการปรับระดับชั้นยศได้ในตัวเอง (แท่งพนักงานสอบสวน) ซึ่งเป็นระบบเลื่อนไหล ที่อนุญาตให้คนทำงานโตในสายวิชาชีพของตัวเองได้ ได้เลื่อนยศตามอายุงานและผลงานโดยไม่ต้องไปรอแย่งเก้าอี้ผู้บริหารสถานี แต่คำสั่ง คสช. ที่ 7/2559 ได้ยกเลิกระบบนี้ไป ทำให้พนักงานสอบสวนถูกดองยศ ขาดความก้าวหน้า คนเก่งๆ จึงขอย้ายสายงาน หรือลาออก ทิ้งให้ระบบขาดแคลนบุคลากรคุณภาพ

 

ระบบที่บังคับให้ควักเนื้อ: เป็นเรื่องตลกร้ายที่สะท้อนความบิดเบี้ยว เมื่อพนักงานสอบสวนจำนวนมากต้องใช้เงินส่วนตัวในการทำงาน ตั้งแต่ค่ากระดาษ หมึกพิมพ์ ค่าเดินทางไปที่เกิดเหตุ เนื่องจากงบประมาณสนับสนุนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

 

แรงกดดันและการแทรกแซง: โครงสร้างตำรวจที่อิงระบบชั้นยศ ทำให้พนักงานสอบสวนขาดความเป็นอิสระ บ่อยครั้งอาจเผชิญการแทรกแซงจากผู้บังคับบัญชา ประกอบกับความเครียดทางกฎหมายที่เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง (ม.157) หากทำสำนวนผิดพลาด ทำให้สถิติปัญหาสุขภาพจิตของตำรวจสายนี้พุ่งสูงขึ้น

 

ผลลัพธ์จากรอยร้าวเหล่านี้ ไม่ได้ตกอยู่แค่กับตัวตำรวจ แต่กระทบชิ่งไปถึงประชาชน ที่ต้องเผชิญกับคดีที่ล่าช้า และสูญเสียความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

 

พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 การผ่าตัดใหญ่เพื่อคืนชีวิตให้ต้นน้ำ

 

เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตดังกล่าว พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 (ฉบับล่าสุด) จึงได้ถูกออกแบบมาเพื่ออุดรอยรั่ว และวางโครงสร้างใหม่ โดยมีหมุดหมายสำคัญ ได้แก่:

 

1. คืนเส้นทางเติบโต: กฎหมายใหม่แยกกลุ่มสายงานสืบสวนสอบสวน ออกมาอย่างชัดเจน เพื่อนำหลักการที่คล้ายกับระบบตำแหน่งควบกลับมาใช้ พนักงานสอบสวนสามารถเติบโตและเลื่อนชั้นยศสูงขึ้นตามผลงานและอายุงานในสายวิชาชีพของตนเองได้ โดยไม่ต้องข้ามไปแข่งกับสายงานอื่น

 

2. การันตีความเป็นอิสระ: กฎหมายระบุชัดเจนว่าพนักงานสอบสวนต้องมีอิสระในการรวบรวมพยานหลักฐานและการทำความเห็นทางคดี ผู้บังคับบัญชาจะสั่งการให้บิดเบือนข้อเท็จจริงไม่ได้ เพื่อปกป้องคนทำงานและรักษาความยุติธรรม

 

3. เพิ่มค่าตอบแทนและทรัพยากร: กำหนดให้มีเงินเพิ่มพิเศษ ตามความเสี่ยงและภาระงาน พร้อมวางแนวทางให้ต้นสังกัดต้องจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการทำคดีอย่างเพียงพอ เพื่อยุติวัฒนธรรมการควักกระเป๋าตัวเอง

 

4. ลดภาระด้วยผู้ช่วยพนักงานสอบสวน : นำแนวคิดการจัดหาผู้ช่วยเข้ามาดูแลงานธุรการและเอกสาร เพื่อให้พนักงานสอบสวนตัวจริงได้ใช้เวลาวิเคราะห์รูปคดีและลงพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

การรื้อระบบพนักงานสอบสวนจึงไม่ใช่เพื่อการเอาใจใส่สวัสดิการของตำรวจเพียงอย่างเดียว แต่คือการกอบกู้ระบบยุติธรรมขั้นต้น ของประเทศให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

 

อย่างไรก็ตาม แม้ พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะวาดโครงสร้างในกระดาษไว้อย่างตรงจุด แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการนำไปปฏิบัติ สังคมยังคงต้องจับตาดูว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะสามารถผลักดันกฎระเบียบย่อย จัดสรรงบประมาณ และเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นี้ได้รวดเร็วเพียงใด เพราะตราบใดที่ต้นน้ำยังขุ่นมัว กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบก็ยากที่จะใสสะอาดได้จริง

The post ทำไมสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องรื้อระบบพนักงานสอบสวน ถอดสลักวิกฤตต้นน้ำกระบวนการยุติธรรมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิ่งเพื่อเสรีภาพ เรียกร้องสิทธิประกันตัว 55 นักกิจกรรมที่ยังถูกคุมขัง https://thestandard.co/run2free-photos/ Sat, 27 Sep 2025 12:19:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1123796

วันนี้ (27 กันยายน) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีราย […]

The post วิ่งเพื่อเสรีภาพ เรียกร้องสิทธิประกันตัว 55 นักกิจกรรมที่ยังถูกคุมขัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (27 กันยายน) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน นำทีม สส.พรรคประชาชน ร่วมกิจกรรม Run2Free วิ่งเพื่อเสรีภาพ จากลานคนเมืองถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

 

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดโดย iLaw และภาคีเครือข่าย ชวนประชาชนใส่เสื้อสีดำกับรองเท้าผ้าใบคู่ใจ ออกมาวิ่ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเราจะไม่นิ่งต่อกระบวนการยุติธรรมที่กักขังผู้คนให้สูญเสียสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก ส่งเสียงเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้นักกิจกรรม 55 คนที่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ

 

The post วิ่งเพื่อเสรีภาพ เรียกร้องสิทธิประกันตัว 55 นักกิจกรรมที่ยังถูกคุมขัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลฎีกาไต่สวน 9 พยานคดีทักษิณชั้น 14 ซักปมส่งตัว–พักรักษานอกเรือนจำ ย้ำห้ามเผยแพร่เนื้อหากระทบกระบวนพิจารณา https://thestandard.co/thaksin-case-supreme-court-testimony/ Tue, 08 Jul 2025 08:53:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1094293 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

วันนี้ (8 กรกฎาคม) ที่ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแ […]

The post ศาลฎีกาไต่สวน 9 พยานคดีทักษิณชั้น 14 ซักปมส่งตัว–พักรักษานอกเรือนจำ ย้ำห้ามเผยแพร่เนื้อหากระทบกระบวนพิจารณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

วันนี้ (8 กรกฎาคม) ที่ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลนัดไต่สวนคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 กรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงการบังคับโทษคดีถึงที่สุด ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 

 

โดยในวันนี้เป็นการไต่สวนพยาน 5 ปาก เป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่พัศดีและเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพที่ปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม 2566 -23 สิงหาคม 2566 มาเบิกความในการรับตัวทักษิณที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ การส่งตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ 

 

พยานรายที่ 1 เป็นพัศดีเวร ในวันที่ 22 สิงหาคม ปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลความเรียบร้อยของผู้คุมและผู้ต้องขังนอกเวลาราชการมีอำนาจหน้าที่เทียบเท่าอธิบดีเรือนจำฯ พยานรายนี้ได้เล่าถึงไทม์ไลน์การส่งตัวจำเลยในช่วงเวลาตั้งแต่ประมาณ 22.00 น. ที่มีการรับแจ้งจากพยาบาลเวร และได้สั่งให้มีการจัดเตรียมรถพร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษในการควบคุมตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำ ซึ่งหนึ่งในเหตุผลที่มีการส่งตัวคือโรคประจำตัวของจำเลย ที่อยู่เหนือเกินกว่าศักยภาพของโรงพยาบาลราชทัณฑ์จะสามารถรักษาตัวได้

 

พยานรายที่ 2 ในวันที่ 22 สิงหาคม เป็นหัวหน้าเวรคนที่ 1 ประจำห้องพัศดีในช่วงเวลานอกราชการ เป็นผู้รับแจ้งจากพยาบาลเวรถึงอาการป่วยของจำเลย และดำเนินการตามที่พยาบาลเวรได้แจ้งว่าจะต้องส่งตัวไปรักษานอกเรือนจำ

 

พยานคนที่ 3 ในวันที่ 22 สิงหาคม มีตำแหน่งเป็นนักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ โดยหลังเวลาราชการ มีการรับแจ้งจากพัศดีเวร ว่าให้เตรียมความพร้อมรับผู้ต้องขัง จนกระทั่งช่วงกลางดึกคืนดังกล่าว เป็นหนึ่งในผู้ที่รับตัวจำเลย จากสถานพยาบาลเดินทางไปโรงพยาบาลตำรวจพร้อมกับเจ้าหน้าที่อีก 6 ราย

 

ซึ่งพยานรายที่ 3 นี้ เป็นบุคคลเดียวกับที่เข้าเวรควบคุมจำเลยที่โรงพยาบาลตำรวจในช่วงเวลาที่มีการพักรักษาตัวนอกเรือนจำ โดยมีการเบิกความต่อศาลถึงรายละเอียดการพักรักษาตัวในห้องพักชั้น 14 การทำประวัติผู้เข้าเยี่ยมจำเลย ทั้งในส่วนครอบครัวและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ เป็นผู้บันทึกภาพการรักษาตัวของจำเลย

 

อย่างไรก็ตามพยานรายนี้มีการเบิกความใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง โดยเป็นการให้ข้อมูลในลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมจำเลยขณะรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ

 

พยานรายที่ 4 เป็นหัวหน้างานตรวจค้นของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันที่ 22 สิงหาคมได้ตรวจค้นตัวของจำเลยในฐานะผู้ต้องขังใหม่ จากนั้นได้รับคำสั่งให้เตรียมความพร้อม จนกระทั่งเป็นผู้รับตัวจำเลยไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งพยานรายนี้เป็นอีก 1 รายที่สามารถเบิกความต่อศาลเกี่ยวกับรายละเอียดการพักรักษาตัวของจำเลย

 

อย่างไรก็ตามหลังเสร็จสิ้นการเบิกความของพยานรายที่ 4 ช่วงเวลา 11.45 น. ทนายความส่วนตัวของทักษิณได้ขออนุญาตศาลแสดงความกังวลใจในเรื่องการเผยแพร่การเบิกความของพยาน โดยยกตัวอย่างการโพสต์ข้อความของนายแพทย์วรงค์ เดชวิกรม หลังการนัดไต่สวนครั้งที่ผ่านมา โดยศาลกำชับเรื่องการจดบันทึกข้อความและการเผยแพร่คำเบิกความของทั้งผู้เข้าฟังและสื่อมวลชน

 

พยานรายที่ 5 นักอบรมฝึกวิชาชีพเรือนจำ ในวันที่ 22 สิงหาคม ได้รับคำสั่งให้เป็นผู้รับตัวจำเลยจากศาลฎีกาไปส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากนั้นช่วงกลางดึกได้รับแจ้งให้ปฏิบัติหน้าที่เร่งด่วนฉุกเฉินย้ายตัวจำเลยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยเป็นเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษขึ้นรถพยาบาลไปกับจำเลยและเจ้าหน้าที่รายอื่นๆ

 

พยานรายที่ 6 นักทัณฑวิทยาชำนาญการ ได้รับคำสั่งให้มีการคุมตัวจำเลยจากศาลฎีกาไปเรือนจำฯ และให้เตรียมพร้อมในภารกิจช่วงเย็นวันเดียวกันของวันที่ 22 สิงหาคม แต่คนเองหยุดพักงานจึงเริ่มมาปฏิบัติงานอีกครั้งในวันที่ 23 สิงหาคม โดยมีหน้าที่ในการควบคุมตัวจำเลยระหว่างพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ

 

พยานรายนี้เบิกความต่อศาลเกี่ยวกับการพักรักษาตัวของจำเลยในแต่ละวันที่โรงพยาบาลตำรวจ รวมถึงการเข้ารักษาและเข้าเยี่ยมของแพทย์ พยาบาล และนักกายภาพบำบัดของโรงพยาบาลตำรวจ

 

พยานรายที่ 7 เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงาน รับหน้าที่ควบคุมตัวจำเลยที่โรงพยาบาลตำรวจ เบิกความเกี่ยวกับรายละเอียดการพักรักษาตัว และอธิบายถึงหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในการควบคุมตัวจำเลยนอกเรือนจำ ทั้งนี้ เริ่มเฝ้าจำเลยตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นที่พักรักษาตัวเดือนสิงหาคม 2566 จนถึงเดือนธันวาคม 2566 ก่อนมีคำสั่งย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดอื่น

 

พยานรายที่ 8 เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงาน รับหน้าที่ควบคุมตัวจำเลยที่โรงพยาบาลตำรวจในช่วงวันที่ 4-17 กุมภาพันธ์ เบิกความลักษณะการพักรักษาตัวในห้องพัก การเข้าออกของแพทย์และพยาบาลแต่ละวัน และหน้าที่ของผู้ควบคุมของกรมราชทัณฑ์

 

พยานรายที่ 9 เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ปฏิบัติงาน ได้รับคำสั่งให้ควบคุมดูแลจำเลยตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการพักรักษาตัวนอกเรือนจำจนถึงก่อนวันที่จำเลยได้รับการพักโทษ พยานรายนี้เบิกความลักษณะการดูแลจำเลยนอกเรือนจำ และลักษณะความเป็นอยู่ของจำเลย

 

ทั้งนี้ ศาลมีการซักถามพยานเกือบทุกรายถึงลักษณะห้องพักที่จำเลยพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ การเข้าตรวจเยี่ยมและรักษาของแพทย์และพยาบาลในแต่ละวัน และเน้นย้ำถึงจำนวนผู้เข้าเยี่ยมซึ่งมี 10 รายชื่อเท่านั้นที่ระบุว่าเป็นครอบครัวของจำเลย

 

ในช่วงท้ายของการไต่สวน ศาลได้อ่านกระบวนพิจารณาโดยเน้นย้ำการเผยแพร่คำเบิกความในการนัดไต่สวนของศาลกับทุกฝ่าย ซึ่งได้แก่ผู้เข้าฟังและสื่อมวลชน ให้ควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาที่อาจส่งผลต่อกระบวนการพิจารณาของคดี โดยก่อนหน้านี้ทนายความของจำเลยได้ขอให้ศาลพิจารณาคำร้องขอจำกัดจำนวนผู้เข้าฟังการไต่สวนและขอให้พิจารณาคดีนี้เป็นการลับ แต่ด้วยศาลพิเคราะห์แล้วไม่อนุญาต

The post ศาลฎีกาไต่สวน 9 พยานคดีทักษิณชั้น 14 ซักปมส่งตัว–พักรักษานอกเรือนจำ ย้ำห้ามเผยแพร่เนื้อหากระทบกระบวนพิจารณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะวิกฤต Rule of Law: ทำไมผู้มีอำนาจลอยนวล แต่คนเปราะบางถูกลืม https://thestandard.co/rule-of-law-crisis-global-justice-gap/ Fri, 27 Jun 2025 12:01:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1090143 ผู้แทนจากเอเชียร่วมอภิปรายวิกฤตหลักนิติธรรมในงาน World Justice Forum 2025 ที่โปแลนด์

กรุงวอร์ซอ โปแลนด์​ – “ทำไมความยุติธรรมจึงดูห่างไ […]

The post เจาะวิกฤต Rule of Law: ทำไมผู้มีอำนาจลอยนวล แต่คนเปราะบางถูกลืม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้แทนจากเอเชียร่วมอภิปรายวิกฤตหลักนิติธรรมในงาน World Justice Forum 2025 ที่โปแลนด์

กรุงวอร์ซอ โปแลนด์​ – “ทำไมความยุติธรรมจึงดูห่างไกลและไม่สม่ำเสมอ?

 

ทำไมผู้มีอำนาจดูเหมือนจะลอยนวล ในขณะที่คนเปราะบางยังคงไม่ได้รับความช่วยเหลือ?

 

ทำไมนักการเมืองมักทำ ‘เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง’ มากกว่าความต้องการของประชาชน?”

 

ผู้แทนจากเอเชียร่วมอภิปรายวิกฤตหลักนิติธรรมในงาน World Justice Forum 2025 ที่โปแลนด์

ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

 

คำถามอันทรงพลังเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาโดย ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กลางเวทีเสวนาย่อย ‘การเสริมสร้างความรับผิดชอบผ่านการปฏิรูปหลักนิติธรรมในเอเชียแปซิฟิก’ ณ การประชุมระดับโลก World Justice Forum 2025 ซึ่ง TIJ ร่วมจัดกับ World Justice Project (WJP) เวทีฟอรั่มปีนี้จัดขึ้นที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์

 

นี่ไม่ใช่คำถามนามธรรม แต่คือเสียงสะท้อนของ ‘วิกฤตศรัทธาของสาธารณชน’ ที่กำลังกัดเซาะรากฐานของหลักนิติธรรมทั่วทั้งภูมิภาค และเป็นโจทย์ใหญ่ที่วงเสวนานี้พยายามถอดรหัสและหาทางออก ข้อมูลล่าสุดจาก WJP Rule of Law Index 2024 ยืนยันว่าหลักนิติธรรมทั่วโลกเสื่อมถอยลงเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน และมีถึง 57% ของประเทศทั่วโลกที่มีคะแนนลดลง

 

ดร.กิตติพงษ์ ย้ำว่า “โดยแก่นแท้แล้ว หลักนิติธรรมคือเรื่องของความยุติธรรม ศักดิ์ศรี และความไว้วางใจ” แต่ “หลักนิติธรรมไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง และความรับผิดชอบซึ่งเป็นรากฐานของความชอบธรรม จะต้องถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านศาลที่เป็นอิสระ สถาบันที่เปิดกว้าง การกำกับดูแลที่มีความหมาย และการเข้าถึงการเยียวยาที่ประชาชนสามารถไว้วางใจและเข้าถึงได้”

 

 ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ

 

TIJ กับบทบาท ‘ผู้ลงมือทำ’

 

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความพยายามของไทยในการขับเคลื่อนการปฏิรูปหลักนิติธรรมท่ามกลางภูมิทัศน์การเมืองที่ผันผวนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เขากล่าวว่า ในช่วงเวลานั้น “วาทกรรมหลักที่ชี้นำเรื่องการปฏิรูปหลักนิติธรรมคือ ทุกคนบอกว่าสำคัญมาก และถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่กลับไม่มีใครมีภาพที่ชัดเจนเลยว่าจะเริ่มต้นทำอะไรกับแนวคิดเรื่องหลักนิติธรรมนี้ดี”

 

TIJ จึงเห็นช่องว่างนี้ และได้นำเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ของ WJP มาใช้เป็น ‘เข็มทิศร่วม’ ซึ่งในปี 2024 นี้ จัดให้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 78 ของโลก ด้วยคะแนน 0.50 เต็ม 1.00 แต่ที่น่าสนใจคือคะแนนของไทยปรับตัวดีขึ้น 1.5% จากปีก่อนหน้า ดร.พิเศษอธิบายว่า “เราเห็นช่องว่างตรงนั้น และเราได้ใช้ประโยชน์จากระเบียบวิธีของดัชนีที่เข้มแข็งนี้ และพยายามเสนอว่า แทนที่เราจะเสียเวลาไปกับการถกเถียงเรื่องความหมายหรือนิยาม เรามาใช้มาตรวัดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างดัชนีหลักนิติธรรมเพื่อนำทางการพูดคุยกันดีกว่า”

 

ดร.ศรีรักษ์ พลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก World Justice Project

 

ดร.ศรีรักษ์ พลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ WJP ได้เล่าเบื้องหลังว่าก่อนที่จะมาจับมือกับ TIJ เคยพยายามพูดคุยกับหน่วยงานรัฐบาลไทยถึง 4 แห่ง เพื่อหาทางยกระดับคะแนนดัชนี แต่ละหน่วยงานต่างเห็นว่าเป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยม แต่ก็ส่งต่อให้เขาไปคุยกับหน่วยงานถัดไป จนกระทั่ง TIJ เป็นหน่วยงานที่ 5 และพวกเขาไม่ได้ส่งผมต่อไปที่หน่วยงานที่ 6 แต่กลับบอกว่า “มาทำให้เกิดขึ้นกันเถอะ”

 

จากจุดนั้น TIJ ได้กลายเป็นแกนหลักในการเชิญผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานรัฐกว่า 100 คนมาร่วมกันระดมสมอง เพื่อหาปัญหาและทางออกใน 15 ประเด็นที่รัฐบาลไทยต้องการปรับปรุงให้ดีขึ้น

 

ดร.พิเศษ ย้ำว่า “ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบครั้งเดียวจบสำหรับ TIJ เรารู้ดีว่านี่คือเกมระยะยาว” และหัวใจสำคัญคือการทำให้เรื่องนี้เข้าถึงประชาชน “คุณไม่สามารถปล่อยให้นักกฎหมายเป็นผู้นำในการถกเถียงเรื่องนี้แต่เพียงฝ่ายเดียวได้ คุณต้องทำให้ความท้าทายของหลักนิติธรรมเป็นสิ่งที่คนธรรมดา คนเดินถนน รู้สึกเชื่อมโยงได้ และสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด”

 

บทเรียนราคาแพงจากเกาหลีใต้: เมื่อผู้พิพากษาและอัยการตกอยู่ใต้อิทธิพลการเมือง

 

ในขณะที่ไทยกำลังแสวงหาหนทาง ผู้พิพากษา แจวู จุง จากศาลชั้นต้นจินจู ประเทศเกาหลีใต้ ได้แบ่งปันเรื่องราวที่เปรียบเสมือน ‘บทเรียนราคาแพง’ แม้ว่าเกาหลีใต้จะอยู่ในอันดับที่ 19 ของโลกด้วยคะแนนที่ค่อนข้างสูงคือ 0.74 แต่เขาได้เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สั่นคลอนรากฐานของหลักนิติธรรม

 

ผู้พิพากษาจุงเล่าย้อนไปถึงคดีอื้อฉาวสั่นคลอนวงการยุติธรรมเกาหลีใต้หลายคดีติดต่อกัน:

 

  • คดีสินบนนักการเมือง: ประธานบริษัทใหญ่ฆ่าตัวตาย พร้อมทิ้งบันทึกการจ่ายสินบนให้นักการเมืองระดับสูง แต่สุดท้ายไม่มีใครถูกลงโทษเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ
  • คดีอดีตผู้พิพากษาเรียกรับเงิน: ทนายความซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษา เรียกรับเงินจากลูกความถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอ้างว่าจะนำไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาที่กำลังทำคดี กรณีเช่นนี้ได้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อศาลอย่างรุนแรง
  • คดี ‘ผู้พิพากษาเรนจ์โรเวอร์’: ผู้พิพากษาอาวุโสรับสินบนเป็นรถยนต์เรนจ์โรเวอร์และเงินสดจากซีอีโอบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ และสุดท้ายถูกตัดสินจำคุก 7 ปี “เป็นช่วงเวลาที่น่าอัปยศอย่างยิ่ง และผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้” ผู้พิพากษาจุงกล่าว

 

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ สถานการณ์ล่าสุดที่คุกคามหลักนิติธรรมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนคือ ‘การประกาศกฎอัยการศึก’ โดยอดีตประธานาธิบดีในปี 2024 แม้จะถูกสภาโหวตยกเลิกได้ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง แต่เหตุการณ์นี้ได้ปลุกความทรงจำอันเจ็บปวดของคนเกาหลีใต้ และแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบ

 

อินเดีย: มหาอำนาจตุลาการในภาวะวิกฤต

 

ผู้พิพากษามาดัน บี. โลกูร์ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาอินเดีย ได้สะท้อนภาพความท้าทายของประเทศที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อน เขากล่าวว่าระบบยุติธรรมของอินเดียกำลังเผชิญ ‘ภาวะวิกฤต’ จากจำนวนคดีที่สูงจนน่าตกใจ และตำแหน่งผู้พิพากษาที่ว่างลงถึง 20% ซึ่งสถานการณ์นี้สะท้อนออกมาในคะแนนดัชนีที่ 0.50 อยู่อันดับที่ 79 ของโลก ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศไทยอย่างมาก

 

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ ‘ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ’ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นหลังจากศาลฎีกาตัดสินว่า กฎหมายที่รัฐบาลเสนอ เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการแต่งตั้งผู้พิพากษาแห่งชาตินั้น ‘ขัดต่อรัฐธรรมนูญ’ เพราะกระทบต่อความเป็นอิสระของศาล

 

อินเดียพยายามแก้ปัญหาด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น โครงการ e-Courts และ ฐานข้อมูลตุลาการแห่งชาติ (National Judicial Data Grid) ซึ่งเปิดเผยข้อมูลทุกคดีสู่สาธารณะ ทำให้สามารถติดตามและประเมินผลการทำงานของผู้พิพากษาแต่ละคนได้อย่างโปร่งใส ผู้พิพากษาโลกูร์ยอมรับว่าการทุจริตยังคงเป็นปัญหาใหญ่ แต่หัวใจสำคัญที่สุดคือการย้ำเตือนว่า “ความยุติธรรมต้องเป็นไปเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อผู้พิพากษาหรือรัฐบาล พลเมืองต่างหากที่ต้องเป็นศูนย์กลางของความยุติธรรม”

 

มุมมองจากญี่ปุ่น: การปฏิรูปต้องใช้เวลาและข้อมูล

 

โนโซมิ อิวามา จากหน่วยงานความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ได้นำเสนอมุมมองของหน่วยงานผู้ให้การสนับสนุนการพัฒนา โดยญี่ปุ่นเองเป็นประเทศที่มีหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง ได้รับคะแนน 0.79 และอยู่ในอันดับที่ 14 ของโลก เธอกล่าวว่า JICA สนับสนุนการปฏิรูปกฎหมายในเอเชียมานานกว่า 30 ปี โดยเน้นแนวทางที่ยึดผู้รับเป็นศูนย์กลางและเป็นการสนับสนุนในระยะยาว

 

เธอยกตัวอย่างการสนับสนุนเมียนมา ที่ JICA เริ่มจากการสร้างขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ก่อน แล้วจึงค่อยไปสู่การร่างกฎหมายแพ่ง ซึ่งใช้เวลาหลายปีกว่าจะสำเร็จ เธอยอมรับว่า แม้ JICA จะทำงานมานาน แต่การวัดผลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Interventions) ยังเป็นจุดที่ต้องพัฒนา ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเก็บข้อมูลอย่างจริงจังในการปฏิรูปทุกระดับ

 

เวทีเสวนาย่อย ‘การเสริมสร้างความรับผิดชอบผ่านการปฏิรูปหลักนิติธรรมในเอเชียแปซิฟิก’

 

อนาคตของหลักนิติธรรมในภูมิภาค

 

บทสรุปจากเวทีนี้ชัดเจนว่า วิกฤตศรัทธาต่อหลักนิติธรรมเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ WJP ที่ชี้ว่าปัจจัยที่ทำให้คะแนนทั่วโลกตกต่ำลงมากที่สุดคือ การจำกัดอำนาจรัฐบาล และ การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่อ่อนแอลง การแทรกแซงทางการเมือง การทุจริต และระบบที่ไม่ตอบสนองต่อประชาชนคือ ‘ความท้าทายร่วมกัน’

 

การลุกขึ้นมาของภาคประชาสังคมอย่าง TIJ การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อสร้างความโปร่งใส และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่หลากหลาย คือเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้ครั้งนี้

 

การเดินทางเพื่อสร้างหลักนิติธรรมที่เข้มแข็งยังอีกยาวไกลและต้องอาศัยการลงแรงจากทุกภาคส่วน อย่างที่ ดร. กิตติพงษ์ ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “การยืนหยัดเพื่อหลักนิติธรรมนั้นเป็นมากกว่าการปกป้องหลักการ แต่คือการกำหนดรูปแบบสังคมที่เราอยากจะอยู่ และอนาคตที่เราอยากจะทิ้งไว้เบื้องหลัง”

 

ภาพ: Stock Studio 4477 / Shutterstock

The post เจาะวิกฤต Rule of Law: ทำไมผู้มีอำนาจลอยนวล แต่คนเปราะบางถูกลืม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ.การสาธารณสุข-การกฎหมาย สว. ร่วมกันศึกษามติแพทยสภาชั้น 14 ชี้เพื่อความเสมอภาคและจริยธรรมแพทย์ https://thestandard.co/senate-medical-council-ethics-14th-floor/ Thu, 29 May 2025 04:47:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1079900 สมาชิกวุฒิสภาแถลงข่าวกรณีมติแพทยสภาชั้น 14 ภายในอาคารรัฐสภา

วันนี้ (29 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเก […]

The post กมธ.การสาธารณสุข-การกฎหมาย สว. ร่วมกันศึกษามติแพทยสภาชั้น 14 ชี้เพื่อความเสมอภาคและจริยธรรมแพทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาชิกวุฒิสภาแถลงข่าวกรณีมติแพทยสภาชั้น 14 ภายในอาคารรัฐสภา

วันนี้ (29 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา แถลงข่าวถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่แพทยสภามีมติลงโทษแทนกรณีชั้น 14 ซึ่งมีการพิจารณาเรื่องจากคดีจริยธรรมของแพทย์ที่ถูกกล่าวโทษว่าปฏิบัติไม่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมและวิชาชีพเวชกรรม ในการดูแลผู้ต้องขังระดับสำคัญมาก โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ 

 

มติแพทยสภาดังกล่าวชี้ว่า ข้อมูลหลักฐานที่ได้รับไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน ว่ามีภาวะวิกฤตเกิดขึ้นกับผู้ป่วยรายดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่โปร่งใสในการให้ข้อมูลทางการแพทย์ และขุ่นเคืองต่อกระบวนการยุติธรรมเหลื่อมล้ำต่อการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังรายอื่น จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมาธิการทั้งสองคณะ เห็นพ้องเพื่อพิจารณาศึกษาร่วมกันในครั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมาธิการสาธารณสุขเล็งเห็นว่า เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพแพทย์ ซึ่งเป็นหัวใจของระบบสาธารณสุขที่ประชาชนควรคาดหวังเชื่อมั่น

 

ด้าน พล.ต.ท. บุญจันทร์ นวลสาย สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา ได้พิจารณาแล้วว่าการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงอาจกระทบต่อหลักนิติธรรมและความเสมอภาค ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจากมติดังกล่าว คณะกรรมาธิการสองคณะจึงมีกำหนดให้ประชุมร่วมกันในวันนี้ เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกันในประเด็นจริยธรรมทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ทำเพื่อกำหนดแนวทางใช้ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบราชทัณฑ์หน่วยบริการสุขภาพและองค์กรวิชาชีพมาให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างและระบบโดยรวม มีเป้าหมายให้จัดทำเสนอข้อเสนอในเชิงระบบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอต่อวุฒิสภา เพื่อส่งต่อไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงเพื่อดำเนินการต่อไป 

 

“การที่บุคคลหนึ่งได้รับการปฏิบัติที่อาจแตกต่างจากผู้ต้องขังทั่วไปโดยอาศัยการรับรองทางการแพทย์ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงอาจเป็นสัญญาณของปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความที่ทำของประเทศที่อาจถูกบิดเบือน” พล.ต.ท.บุญจันทร์กล่าว

 

พล.ต.ท. บุญจันทร์ ย้ำว่า คณะกรรมาธิการทั้ง 2 คณะ มิได้มีเจตนาในการทำลายเกียรติของวิชาชีพแพทย์ แต่ธำรงไว้เพื่อความเป็นธรรมน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สังคมไทยควรยึดมั่นร่วมกัน หากใช้ข้อมูลทางการแพทย์ที่คลาดเคลื่อน โดยไม่มีการถอดบทเรียน ย่อมเป็นอันตรายต่อนิติรัฐของประเทศ จึงเป็นวัตถุประสงค์ของการศึกษาร่วมในครั้งนี้ 

 

ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซง 2 หน่วยงานทั้งโรงพยาบาลราชทัณฑ์และกรมราชทัณฑ์ เพียงแต่เป็นการศึกษาในแนวทางข้อกฎหมายว่าให้อำนาจกับกรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจทำสิ่งใดได้บ้าง หลังจากนั้น จะมานำเสนอให้กับประชาชนรับทราบ โดยคาดว่าใช้เวลาศึกษาไม่เกินเดือนครึ่ง 

 

นพ.ประพนธ์กล่าวเสริมด้วยว่า สำหรับการศึกษาเรื่องชั้น 14 ที่ผ่านมาของกรรมาธิการแต่ละชุดนั้น จะติดขัดเรื่องเวชระเบียน แต่ในการศึกษาครั้งนี้จะเริ่มต้นจากมติของแพทยสภา ซึ่งกระบวนการศึกษาจะแตกต่างกัน สามารถที่จะย้อนไปหาเหตุการณ์เบื้องต้นได้ เป็นการศึกษาเพื่อการพัฒนา หากมีโอกาสในการแก้ไขตรงไหนก็จะเสนอวุฒิสภา 

 

ทั้งนี้ นพ.ประพนธ์ ยืนยันด้วยว่า การเดินหน้าศึกษาเรื่องชั้น 14 ในช่วงเวลานี้ เป็นคนละเรื่องกับคดีฮั้ว สว. และไม่มีเหตุผลทางการเมืองเกี่ยวข้อง

The post กมธ.การสาธารณสุข-การกฎหมาย สว. ร่วมกันศึกษามติแพทยสภาชั้น 14 ชี้เพื่อความเสมอภาคและจริยธรรมแพทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินเผยความคืบหน้าฟ้องกุสุมาลวตี อยู่ในศาลแล้ว ขอหุบปาก ปล่อยให้เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม https://thestandard.co/anutin-lawsuit-kusumalawadee-court-update/ Mon, 26 May 2025 06:10:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1078565 อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวถึงความคืบหน้าคดีฟ้องกุสุมาลวตี ระบุให้ศาลดำเนินการต่อไป

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ที่กระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล […]

The post อนุทินเผยความคืบหน้าฟ้องกุสุมาลวตี อยู่ในศาลแล้ว ขอหุบปาก ปล่อยให้เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวถึงความคืบหน้าคดีฟ้องกุสุมาลวตี ระบุให้ศาลดำเนินการต่อไป

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ที่กระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการดำเนินการฟ้อง กุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานที่ทำให้พรรคเสียหาย และใส่ร้ายบิดเบือนพรรคว่า ตอนนี้ทนายความของพรรคภูมิใจไทยได้ดำเนินการแล้ว เป็นการป้องกันการว่ากล่าวให้ร้ายของผู้อื่น ซึ่งตอนนี้เรื่องอยู่ที่ศาลแล้ว ส่วนผู้ฟ้องก็ได้ฟ้องไปที่ศาลแล้วเช่นกัน ทางพรรคจะไปดำเนินการให้การแก้ข้อกล่าวหา ส่วนที่ฟ้องกลับก็ดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อเรื่องไปอยู่ที่ศาลแล้ว ก็ต้องหุบปากแล้วก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่เราต้องเคารพ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่กุสุมาลวตี เตรียมฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 30 ล้านบาทนั้น อนุทินกล่าวว่า อยู่ในคำฟ้องอยู่แล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างรอว่าศาลจะให้ไปเบิกความอย่างไร แต่ก็ต้องเตรียมตัวหาทนายความไปเป็นตัวแทนให้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีคดีการให้เลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีนักวิชาการแสดงความเห็นว่าเป็นเกมตัวแทนระหว่างฝ่ายสีแดงและสีน้ำเงิน อนุทิน ตอบกลับว่า ไม่มีตัวแทน เพราะไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ตนเป็น สส.และรัฐมนตรี ส่วนที่จะเกี่ยวข้องกับ สว. มีเพียงแค่การถูกเรียกไปตอบกระทู้ชี้แจง และพบกรรมาธิการเท่านั้น

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีคลิปเสียงดีลการเลือก สว.ในพื้นที่จังหวัดนครพนม โดยมีเงินเดือนให้ 6 หลัก อนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ และไม่เกี่ยวข้อง ตนไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะ สว. กับตนเป็นเส้นคู่ขนานกันอยู่แล้วไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ จะถามกี่ทีก็ต้องบอกว่าไม่เกี่ยว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กระทรวงมหาดไทยจะต้องตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ อนุทิน ยืนยันว่า ไม่ตรวจสอบ เพราะไม่เกี่ยวข้อง และเป็นเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างกันมา จนกว่าจะมีหลักฐาน หรือมีผู้ร้องเรียนที่มีหลักฐานมายืนยัน หากเกี่ยวข้องกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทย อันนั้นจึงจะเกี่ยวข้อง แต่เราไม่ได้มีหน้าที่สอบสวน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าความเข้มข้นในการทำหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จะเบาลงหรือไม่หลังเข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อนุทิน กล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบ เพราะงานที่กำกับดูแลก็ไม่ได้มีอะไรไปเกี่ยวข้องกับส่วนนี้ กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่อำนวยการเลือกตั้ง ทั้ง สส. สว. เทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เกิดความเรียบร้อยและตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ดำเนินการมาไม่รู้กี่ครั้ง ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและส่วนที่พรรคของตนส่ง แล้วแพ้ไม่เห็นมีใครพูดเลย

 

ทำไมไม่ถามว่าตนใช้อำนาจกระทรวงมหาดไทยหากมีอำนาจเช่นนั้นจริงสั่งการอะไรได้จริงที่จังหวัดนครศรีธรรมราชผมก็ต้องชนะสิ นี่ก็แพ้ตั้งเป็น 10,000 คะแนน จะไปโทษใครได้ ก็ต้องโทษตัวเอง ว่ายังทำดีไม่พอ ชาวบ้านยังไม่ให้ความไว้วางใจ ขนาด สส. ยังไม่มีปัญญาจะเอากลับเข้ามาได้ ทั้งที่เป็นแชมป์เก่าด้วยซ้ำ ฉะนั้นเวลาเสพข่าวก็ต้องมีการพิจารณาเหตุผลและข้อเท็จจริง ไม่ใช่ใครพูดอะไรมาก็เป็นไปอย่างนั้นทั้งหมด

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถึงการร่วมงานโชว์วิสัยทัศน์ ‘ปราบปรามยาเสพติดข้าม มุมมองและความท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน’ ของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด​ (ป.ป.ส.) นั้น ตนไม่ได้ไป เพราะเขาไม่ได้เชิญ แต่พรุ่งนี้ตนจะไปส่งพี่น้องชาวมุสลิมร่วมพิธีฮัจญ์ ณ นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งปีนี้ได้ลดค่าใช้จ่าย จากที่ใช้งบกว่า 200,000 บาทเหลือประมาณ 180,000 บาท

The post อนุทินเผยความคืบหน้าฟ้องกุสุมาลวตี อยู่ในศาลแล้ว ขอหุบปาก ปล่อยให้เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสิมันต์ห่วงกระบวนการยุติธรรมกลายเป็นเกมต่อรองทางการเมือง หวังทำคดีฮั้ว สว. ให้กระจ่าง สร้างความเชื่อมั่นให้สังคม https://thestandard.co/rangsiman-senate-election-investigation/ Thu, 15 May 2025 04:52:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1074502 rangsiman-senate-election-investigation

วันนี้ (15 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา รังสิมันต์ โรม สส. แ […]

The post รังสิมันต์ห่วงกระบวนการยุติธรรมกลายเป็นเกมต่อรองทางการเมือง หวังทำคดีฮั้ว สว. ให้กระจ่าง สร้างความเชื่อมั่นให้สังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
rangsiman-senate-election-investigation

วันนี้ (15 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่ง พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยุติการปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในส่วนการกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI ) สืบเนื่องจากกรณีคดีฮั้วเลือก สว.

 

รังสิมันต์มองว่า ประเด็นอยู่ที่ว่าหากมีการฮั้ว สว. จริง หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ แน่นอนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวข้อง ถามว่า DSI เข้ามาได้หรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ การตั้งข้อกล่าวหาของ DSI ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟอกเงินหรือเรื่องอะไรก็ตาม ก็เป็นการตั้งข้อกล่าวหาที่ต้องมีการพิสูจน์ว่า ตกลงแล้วเป็นไปตามที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ ไม่ได้หมายความว่าการที่ DSI เข้ามา แล้วจะเท่ากับว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาจะกลายเป็นคนผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องมีกระบวนการพิสูจน์ความผิดต่อไป

 

รังสิมันต์มองว่า หากตั้งฐานความผิดอยู่ตรงนี้ ถามว่าการพิจารณาคดีหรือทำหน้าที่ของ DSI หรือของ กกต.สามารถทำได้หรือไม่ก็สามารถทำได้ เพราะต้องอย่าลืมว่าหาก สว. มีการฮั้วจริงๆ จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางแน่นอน เพราะเท่ากับว่าคนที่มาเป็น สว. ไม่มีคุณสมบัติ และต้องมีการรับผิดในทางกฎหมายต่อด้วย ดังนั้น ส่วนตัวคิดว่าองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่นั้นเขาสามารถทำได้

 

รังสิมันต์กล่าวด้วยว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งออกมาเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องทำให้เกิดความกังวลว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นวาระทางการเมืองอย่างเดียวหรือไม่ หรือเป็นการกลั่นแกล้งกัน ซึ่งไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

 

“แม้ว่าผมจะไม่เคยเห็นว่ามีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นรายกรม แต่ผมคาดหวังว่าเรื่องการฮั้ว สว. จะมีการสร้างความกระจ่างเกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจับตามอง หากสุดท้ายจบลงที่เป็นการฮั้วของ สว. อีกครั้ง สังคมจะไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม มาถึงขนาดนี้แล้วเรื่องการฮั้ว สว. ต้องมีความชัดเจนให้สังคม” รังสิมันต์กล่าว

 

รังสิมันต์หวังว่า สุดท้ายแล้วทุกฝ่ายจะพยายามช่วยกันทำให้เรื่องนี้เกิดความกระจ่าง ส่วนประเด็นการเมืองใครจะได้ประโยชน์ ต้องเข้าใจว่าในการตัดสินคดี หรือดำเนินคดีอะไรก็ตาม ต้องมีคนได้และเสียเสมอ ซึ่งนั่นไม่ใช่สาระสำคัญ แต่สาระสำคัญอยู่ที่ว่าข้อเท็จจริงพยานหลักฐานเป็นไปตามนั้นหรือไม่

 

“เราไม่ควรเอาเรื่องกระบวนการยุติธรรมมาใช้ต่อรองเช่นนี้ กระบวนการยุติธรรมมีหน้าที่สร้างความชัดเจน และมีหน้าที่ในการดำเนินการเอาคนผิดมาลงโทษ นี่คือสิ่งที่สังคมคาดหวัง ผมลงพื้นที่ประชาชนก็พูดถึง และมีความเป็นห่วงเรื่องนี้ว่าจะมีมวยล้มต้มคนดู ดังนั้น ทุกฝ่ายที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ผมรู้ว่าพวกท่านอาจจะมีความคิดบางอย่างในเรื่องทางการเมือง ผลลัพธ์ทางการเมือง แต่ไม่สำคัญเท่าพยานหลักฐานกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ฉะนั้น จึงหวังว่าจะไม่เกิดเป็นการฮั้วกันในเรื่องนี้ แต่จะเกิดเป็นความกระจ่างเพื่อให้สังคมเชื่อว่าความยุติธรรมมีอยู่จริง”

 

รังสิมันต์เชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือ สว. ก็สามารถที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ หรือหากเป็นการกลั่นแกล้งกัน แต่ละคนก็มีสิทธิ์ที่จะต่อสู้คดี แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือ DSI เขาก็สามารถทำหน้าที่ของเขาได้เช่นเดียวกัน

The post รังสิมันต์ห่วงกระบวนการยุติธรรมกลายเป็นเกมต่อรองทางการเมือง หวังทำคดีฮั้ว สว. ให้กระจ่าง สร้างความเชื่อมั่นให้สังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. ไชยามพวาน ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันไม่หนี พร้อมสู้ในกระบวนการยุติธรรม https://thestandard.co/denies-charges/ Fri, 07 Feb 2025 10:47:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1039497 denies-charges

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ช่วยของ ไ […]

The post สส. ไชยามพวาน ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันไม่หนี พร้อมสู้ในกระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
denies-charges

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ช่วยของ ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส. กทม. พรรคไทยก้าวหน้า ได้ส่งข้อความให้สื่อมวลชนผ่านกลุ่มไลน์ โดยระบุว่าเป็นสารจากไชยามพวาน ที่ระบุว่า “ผมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่าไม่ได้ทำตามความผิดที่ถูกกล่าวหาแน่นอน ในส่วนที่ถูกกล่าวหาอย่างไรขอผมดูก่อน เพราะผมยังไม่รู้เลยว่าถูกกล่าวหาเรื่องอะไร ในประเด็นไหนบ้าง ผมยังไม่ได้รับทราบข้อกล่าวหาหรือมีโอกาสชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนเลย”

 

ขณะเดียวกันไชยามพวานได้ตั้งคำถามกับกระบวนการยุติธรรมว่า “ผมสงสัยมากว่าทำไมเป็นการข้ามไปออกหมายจับ แทนที่จะเป็นหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาให้ผมได้ชี้แจงกับทางเจ้าหน้าที่ก่อน เรื่องนี้เป็นการดำเนินการของตำรวจและผู้กล่าวหาฝั่งเดียว

 

“เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าผมไปรับทราบข้อกล่าวหาแน่นอนว่ามีประเด็นไหนบ้าง และรอบนี้ผมสู้แน่นอน ผมมั่นใจว่าไม่ได้กระทำอย่างที่ถูกกล่าวหา” 

 

ไชยามพวานยังระบุอีกว่า “ขอถามกลับตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ 1. จากที่ได้กล่าวข้างต้น ถามว่าผมอยู่ตรงไหนของสมการในกระบวนการยุติธรรมนี้หรือไม่อย่างไร 2. ทำไมถึงไม่ออกหมายเรียก คิดว่าผมจะหนีหรือไม่อย่างไร และผมจะหนีทำไม รอบนี้ผมไม่ยอม ผมสู้แน่นอนในกระบวนการยุติธรรม”

The post สส. ไชยามพวาน ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันไม่หนี พร้อมสู้ในกระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
OECD พร้อมหนุนไทยปฏิรูปหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม ชี้เป็นรากฐานการทำงานของสังคมประชาธิปไตย https://thestandard.co/oecd-thailand-reform/ Fri, 07 Feb 2025 05:28:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1039186 oecd-thailand-reform

ดร.ทัตยานา เทปโลวา หัวหน้าแผนกและที่ปรึกษาอาวุโสด้านกระ […]

The post OECD พร้อมหนุนไทยปฏิรูปหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม ชี้เป็นรากฐานการทำงานของสังคมประชาธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
oecd-thailand-reform

ดร.ทัตยานา เทปโลวา หัวหน้าแผนกและที่ปรึกษาอาวุโสด้านกระบวนการยุติธรรม ฝ่ายกำกับดูแลสาธารณะ องค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand Rule of Law Fair งานแฟร์เพื่อความแฟร์ ในหัวข้อ ‘Investing in the Rule of Law for a Sustainable Future’ หรือการลงทุนในหลักนิติธรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน โดยชี้ถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมว่าเป็นรากฐานการทำงานของสังคมประชาธิปไตย เสริมสร้างความชอบธรรมในการปกครอง ส่งเสริมความรับผิดชอบ และสร้างความไว้วางใจของสาธารณชนที่มีต่อหน่วยงานต่างๆ อีกทั้งยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย

 

เทปโลวากล่าวว่า ผลสำรวจทางเศรษฐกิจของ OECD ที่แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมที่ทำงานได้ดีจะช่วยสนับสนุนความมั่นคงทางธุรกิจ การลงทุน และเสถียรภาพในระยะยาว

 

แต่ในทางกลับกัน ความล่าช้าในการแก้ไขข้อพิพาทในกระบวนการยุติธรรมต่างๆ อาจขัดขวางการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ซึ่งสำหรับ SMEs บางราย ความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่ยาวนานอาจส่งผลกระทบถึงขั้นบีบบังคับให้ต้องปิดกิจการ

 

ทั้งนี้ งานวิจัยของ OECD แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างระยะเวลาการพิจารณาคดีและความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการพิจารณาคดีที่เพิ่มขึ้น 10% สัมพันธ์กับความไว้วางใจของสาธารณชนที่ลดลง 2%

 

เทปโลวาชี้ว่า การเข้าถึงความยุติธรรมที่ไม่เท่าเทียมกัน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการศึกษา สุขภาพ และการจ้างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุ 

 

จากการวิเคราะห์ของ OECD ประเมินว่า ปัญหาทางกฎหมายที่ไม่ได้รับการแก้ไขอาจคิดเป็นมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 3% ของ GDP ในหลายประเทศ 

 

“เราเข้าใจว่าการปฏิรูปหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับประเทศไทย ความไร้ประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมสร้างต้นทุนมหาศาลต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคมของไทย” เทปโลวากล่าว 

 

ขณะที่เธอชี้ถึงผลการศึกษาของ OECD ที่ประเมินว่ามูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากปัญหาด้านอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในปี 2022 สูงถึง 9.73 แสนล้านบาท หรือเทียบได้ราว 5.6% ของ GDP ของประเทศไทย 

 

อย่างไรก็ตาม OECD แสดงความพร้อมสนับสนุนไทยในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและหลักนิติธรรมที่สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ซึ่งมุ่งเน้นระบบยุติธรรมที่เข้าถึงได้ มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส

 

“เรามุ่งหวังที่จะร่วมมือกับประเทศไทยในการพัฒนาระบบยุติธรรมที่สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ของไทยที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยกระบวนการนี้ถือเป็นโอกาสทางประวัติศาสตร์ในการยืนยันความมุ่งมั่นต่อหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

The post OECD พร้อมหนุนไทยปฏิรูปหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม ชี้เป็นรากฐานการทำงานของสังคมประชาธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมชี้ ยิ่งลักษณ์กลับไทยตามกระบวนการยุติธรรม ไม่กังวลเป็นเหตุปฏิวัติ เชื่อรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี https://thestandard.co/phumitham-believes-yingluck-return-following-law/ Wed, 01 Jan 2025 03:02:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1026250 Phumitham-Believes-Yingluck-Return-Following-Law

วันนี้ (1 มกราคม) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และร […]

The post ภูมิธรรมชี้ ยิ่งลักษณ์กลับไทยตามกระบวนการยุติธรรม ไม่กังวลเป็นเหตุปฏิวัติ เชื่อรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Phumitham-Believes-Yingluck-Return-Following-Law

วันนี้ (1 มกราคม) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการมองกันว่าการเมืองปี 2568 จะเริ่มร้อนแรงจากกระแสข่าว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางกลับประเทศเพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และปัญหา MOU 44 จะเป็นปฏิกิริยาเร่งให้คนลงถนน ในฐานะที่ดูแลด้านความมั่นคงจะทำอย่างไรไม่ให้สถานการณ์ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยถูกปฏิวัติแบบในอดีต

 

ภูมิธรรมกล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่คิดมองไปถึงขั้นอันตราย เพราะหลายเรื่องยังเป็นเรื่องสมมติ ดังนั้นไม่กังวลใจ ถ้าคิดว่าจะวุ่นวายและจะโดนรัฐประหารก็ต้องไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปี และเชื่อว่าทุกปัญหาจัดการได้ด้วยความเข้าใจและอดทน

 

ส่วนกระแสข่าวการเดินทางกลับประเทศไทยของยิ่งลักษณ์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายนั้น ยิ่งลักษณ์เองก็อยากกลับประเทศไทยตามปกติธรรมดาของคนที่ไปอยู่ต่างประเทศ อยากกลับบ้าน คงไม่มีที่ไหนมีความสุขเท่ากับบ้านเรา แต่ทุกอย่างต้องมีกระบวนการยุติธรรมที่มีเหตุและผล ตามกติกา มีกฎหมายรองรับ หากมีข้อกล่าวหาอะไรก็ต้องเคลียร์ข้อกล่าวหานั้นให้ได้ก่อน ซึ่งเรามีกระบวนการยุติธรรมในหลายมิติ

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจว่าจะไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่มีการยุบสภาใช่หรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า ตนพูดไปตามกลไกและระบบ ซึ่งอยากเห็นกลไกและระบบทำหน้าที่ของมัน ในขณะที่ตนเป็นตัวแทนมาจากระบบกำลังเดินตามระบบก็ต้องเชื่อมั่นระบบ ถ้าต้องเชื่อมั่นในแนวทางอื่นก็ไม่ใช่วิถีทางที่ดีตามระบอบประชาธิปไตย

ภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ถ้าเราเดินในจุดหมายทางนี้ได้ชัดเจนและประชาชนมีความเข้าใจมากขึ้น เชื่อว่าประชาธิปไตยไม่ควรจะสะดุด ขาดตอน และควรให้มีพัฒนาการไป แม้ว่าจะผ่านมือใคร จะเปลี่ยนตัวใครก็ตาม

 

ส่วนกรณี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ บอกว่าจะไม่มีการยุบสภา ถ้าจะยุบก็ยุบก่อน 3-4 วันก่อนครบเทอมนั้น ภูมิธรรมยืนยันว่า ไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องยุบสภา เราเข้ามาก็อยากทำงานอยู่แล้ว รัฐบาลนี้ไม่กลัวอุปสรรค ส่วนกับทหารก็ไม่มี

The post ภูมิธรรมชี้ ยิ่งลักษณ์กลับไทยตามกระบวนการยุติธรรม ไม่กังวลเป็นเหตุปฏิวัติ เชื่อรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทนายตบทรัพย์-ตำรวจรับสินบน-วิ่งเต้นอัยการ สู่สองมาตรฐานระบบยุติธรรมไทย | THE STANDARD NOW (HL) https://thestandard.co/thestandardnow241267-2/ Wed, 25 Dec 2024 03:58:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1023565 thestandardnow241267

ทนายตบทรัพย์-ตำรวจรับสินบน-วิ่งเต้นอัยการ สู่สองมาตรฐาน […]

The post ชมคลิป: ทนายตบทรัพย์-ตำรวจรับสินบน-วิ่งเต้นอัยการ สู่สองมาตรฐานระบบยุติธรรมไทย | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
thestandardnow241267

ทนายตบทรัพย์-ตำรวจรับสินบน-วิ่งเต้นอัยการ สู่สองมาตรฐานระบบยุติธรรมไทย

 

พูดคุยกับแขกรับเชิญ 3 ท่าน

  • ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโส สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด
  • รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล รองอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต
  • ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล รองประธานคณะกรรมการฝ่ายเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย สภาทนายความ

The post ชมคลิป: ทนายตบทรัพย์-ตำรวจรับสินบน-วิ่งเต้นอัยการ สู่สองมาตรฐานระบบยุติธรรมไทย | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุชี้ ยิ่งลักษณ์กลับไทยได้หากยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันทักษิณเข้าห้องขังแล้ว ผ่านขั้นตอนถอดเสื้อ-กักโรค https://thestandard.co/wissanu-said-yingluck-can-return-if/ Tue, 10 Dec 2024 07:17:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1017981

วันนี้ (10 ธันวาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล วิษณุ เครืองาม อดี […]

The post วิษณุชี้ ยิ่งลักษณ์กลับไทยได้หากยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันทักษิณเข้าห้องขังแล้ว ผ่านขั้นตอนถอดเสื้อ-กักโรค appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (10 ธันวาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน กล่าวถึงกรณี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับมาประเทศไทย สามารถกลับมาในแนวทางเดียวกับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ว่า ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ เพราะเกี่ยวกับพระราชพระอำนาจที่ขอถวายฎีกา ถ้ากลับมาแล้วยอมติดคุกก็ไม่มีปัญหา แต่ต้องไปถวายฎีกา ซึ่งตนไม่อยากให้ความเห็นตรงนี้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ากลับมาต้องไปรายงานตัวที่ศาลเป็นอันดับแรกใช่หรือไม่ วิษณุกล่าวว่า ใช่ ทำแบบเดียวกับทักษิณ ต้องไปรายงานตัวที่ศาล แล้วราชทัณฑ์ก็รับตัวไป พ้นจากอำนาจศาลก็เป็นเรื่องกรมราชทัณฑ์แล้ว ส่วนเรื่องจะอภัยโทษหรือไม่อภัยโทษอะไรเป็นเรื่องนอกศาล

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าแต่กรณีทักษิณป่วยเข้าโรงพยาบาล แต่กรณียิ่งลักษณ์ไม่น่าจะป่วย วิษณุกล่าวว่า ก็ไม่ได้ยินข่าวว่าป่วย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าต้องเข้าห้องขังก่อนหรือไม่ วิษณุตอบว่า กรณีทักษิณก็เข้าห้องขังนะ

 

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่ายังไม่ทันเข้าหรือไม่ วิษณุกล่าวว่า เข้านะ ตนยืนยัน คุณไปนึกภาพห้องขังเป็นลูกกรงๆ ซีกๆ ห้องขังไม่ได้เป็นแบบนั้น ซึ่งตนเดินทางไปช่วงบ่าย ซึ่งทักษิณเข้าไปก่อนแล้ว ช่วงขั้นตอนต่างๆ ตนไม่อยากไปยุ่งตอนนั้น มีขั้นตอนการถอดเสื้อ เปลี่ยนเสื้อ ถ่ายรูป ทำบัตร ตรวจโรค กักโรค เรียบร้อยแล้วก็มาส่งที่ห้องขัง เพียงแต่ทำดี สะอาดหน่อยเท่านั้น ปัดกวาดเช็ดถูห้องน้ำให้ดูดี เดิมถ่ายห้องหนึ่ง อาบน้ำไปอีกห้องหนึ่ง เราก็ติดฝักบัวให้เขาก็จบเรื่อง ซึ่งตอนติดฝักบัวตนไปดู ตรงนั้นแหละคือห้องขัง ตามหลักตั้งใจว่าถ้า 8 ปีก็อยู่ในห้องนี้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าแต่เวลานี้คนก็ยังไม่เชื่อทักษิณป่วย วิษณุกล่าวว่า ป่วยไม่ป่วยไม่รู้ แต่หมอเขาว่าป่วย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเห็นร้องจะเอาผิดทั้งข้าราชการและรัฐมนตรี วิษณุกล่าวว่า ตอนบ่ายที่เอาตัวกลับมาจากที่ตรวจโรคแล้ว ซึ่งไปเพื่อประชุมกับปลัดกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ว่าเราตีความกันแน่นแล้ว เขาขังกี่ปี เพราะว่าตามหลักควรเป็น 11 ปี แต่อีกฝ่ายเห็นว่าควรจะเป็น 8 ปี ระหว่างศาลคดีหนึ่งมีลด ในที่สุดก็ส่งเรื่องไปหารือศาล ได้คำตอบมาเดี๋ยวนั้นว่า 8 ปี

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าส่วนตัวเชื่อว่ายิ่งลักษณ์กลับมาปี 2568 ได้ใช่หรือไม่ วิษณุย้อนถามกลับว่า คำถามนี้ต้องการจะรู้อะไร เขากลับมาเมื่อไร บินกลับมาก็มาได้ ก็มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนจะได้ตามที่คิดหรือไม่ตนไม่รู้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการปรับหลักเกณฑ์กรมราชทัณฑ์การคุมตัวนอกเรือนจำ วิษณุกล่าวว่า เห็น ผู้บัญชาการเรือนจำออกมาชี้แจงก็เข้าใจดี

The post วิษณุชี้ ยิ่งลักษณ์กลับไทยได้หากยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันทักษิณเข้าห้องขังแล้ว ผ่านขั้นตอนถอดเสื้อ-กักโรค appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัดเวทีทวงคืนเขากระโดง ย้ำ ที่ดินเป็นของรัฐ ชี้ ทักษิณ-ภูมิใจไทยทำลายกระบวนการยุติธรรม https://thestandard.co/claim-khao-kradong-land-dispute-thaksin-bhumjaithai/ Wed, 04 Dec 2024 12:22:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1016096 จัดเวทีทวงคืนเขากระโดง ย้ำ ที่ดินเป็นของรัฐ

วันนี้ (4 ธันวาคม) ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนน […]

The post จัดเวทีทวงคืนเขากระโดง ย้ำ ที่ดินเป็นของรัฐ ชี้ ทักษิณ-ภูมิใจไทยทำลายกระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัดเวทีทวงคืนเขากระโดง ย้ำ ที่ดินเป็นของรัฐ

วันนี้ (4 ธันวาคม) ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน ภายในงานเสวนาเรื่อง ‘ทวงคืนที่ดินเขากระโดง’ โดยมีวิทยากร เช่น การุณ ใสงาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดบุรีรัมย์, สาวิทย์ แก้วหวาน อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย, วีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน และ นิติธร ล้ำเหลือ แกนนำกลุ่มประชาชนคนไทย

 

เขากระโดงเป็นตัวอย่างที่เลว

 

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และผู้ก่อตั้งสภาที่ 3 กล่าวว่า ที่ผ่านมาเกิดการทุจริต โกง คอร์รัปชันมากมาย และติดคุก บางคนพี่รวยกะทันหันภายใน 3 ปีนี้ติดคุกหมด ไม่ได้อยู่ใช้เงิน และเห็นว่าปีหน้าจะถึงคิวของนักการเมืองติดคุก ก็หวังว่าเป็นอย่างนั้น บ้านเมืองจะได้สะอาด

 

“เรื่องเขากระโดงไม่ใช่แค่ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แต่เป็นการดูถูกเหยียดหยามกระบวนการยุติธรรมอย่างรุนแรง มีการเพิกเฉยต่อกระบวนการยุติธรรม และไม่แคร์กฎหมาย ไม่แคร์กระบวนการยุติธรรม บ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร ยิ่งคนที่มีอิทธิพลสามารถที่จะใช้อิทธิพลลบล้างความผิด ทำให้เห็นชัดว่าอยากจะเอาอะไรก็เอา โดยเฉพาะเรื่องเขากระโดงชัดมาก เป็นระบบที่แย่มาก สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบการโกงจะต้องเกิดขึ้นหลังปีใหม่ ให้รู้เลยว่าคนโกงบ้านเมืองเป็นเพราะสาเหตุจากการละเมิดกฎหมาย ไม่เคารพกฎหมาย เป็นตัวอย่างที่เลว”

 

ทักษิณ-ภูมิใจไทยทำลายกระบวนยุติธรรม

 

นิติธรกล่าวว่า การทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์และการทำลายระบบยุติธรรม ทั้งหมดทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แม้แต่เรื่องเขากระโดง หลายคนมองว่าไปเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย เห็นหรือไม่ว่ามีพระบรมราชโองการ และมีกระบวนการยุติธรรมคือระบบตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

นอกจากนี้ กรณี ทักษิณ ชินวัตร ศาลก็ตัดสินแล้วให้จำคุก และมีพระบรมราชโองการลดโทษให้เป็นการเฉพาะ วันนี้กระบวนการยุติธรรมถูกทำลาย และพระบรมราชโองการก็ถูกทำลาย ไม่มีการปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ 2 เรื่องเหมือนกันหรือไม่ ความจริงแล้วกรณีเขากระโดงไม่จำเป็นที่จะต้องมานั่งพูดคุยกันในวันนี้ถ้ายังมีนักการเมืองพรรคการเมืองที่เคารพชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อยู่ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของประชาชนที่ต้องสามัคคีเป็นพลังค้ำจุนแผ่นดิน

 

รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบละทิ้งแผ่นดิน

 

ขณะที่การุณกล่าวว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ของพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อ รฟท. ได้รับแล้วต้องมีหน้าที่ทำนุบำรุงดูแล รักษา ทำประโยชน์ เสนาอำมาตย์ที่วันนี้เรียกว่ารัฐมนตรี แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแลกรมที่ดิน ต้องมีหน้าที่ช่วยดูแลพื้นที่ของ รฟท.

 

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีหน้าที่กำกับดูแล รฟท. ต้องมีหน้าที่ทำนุบำรุงที่ดินของพระองค์ แต่วันนี้กลับปล่อยละทิ้งแผ่นดินของพระองค์ให้ประชาชนเข้ายึดครอง โดยเฉพาะกลุ่มของ เนวิน ชิดชอบ เข้าแย่งยึดแผ่นดินมากที่สุด เสนาอำมาตย์ต้องโทษสถานเดียว เพราะทำให้แผ่นดินของเราเสียหายเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นสมัยนั้นต้องประหารชีวิต ตัดหัวเสียบประจานคาทางรถไฟ

 

การุณกล่าวว่า ประเทศไทยมี 3 ศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา แต่ปรากฏว่าตอนนี้กรมที่ดินตั้ง ‘ศาลฎีแก’ ขึ้นมา 2 ชุด โดย 2 ชุดนี้พากันเขียนคำวินิจฉัยเป็นเหมือนคำพิพากษาคือไม่เพิกถอน ซึ่งต้องเอาพวกนี้เข้าคุก เมื่อมีปัญหาแล้วเราจะทำอย่างไร ง่ายนิดเดียว ให้ รฟท. เซ็นชื่อแต่งตั้งทนายความ โดยตนจะอาสาเป็นทนายความให้ จะเอาให้เรียบ ข้อเท็จจริงมีครบ มีเอกสารทั้งหมด มีคำร้องครบมายื่นต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อขับไล่โดยกำหนดระยะเวลา รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้หมดระเนระนาด 1,000 กว่าหลังคาเรือน ทั้งบ้านเนวินและ ชัย ชิดชอบ, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, อนุทิน ชาญวีรกูล, สนามฟุตบอล รวมทั้งโรงโม่ เอาให้เรียบ รื้อถอนให้หมด

 

“ถ้าไม่รื้อถอน รฟท. จะเป็นผู้เข้ารื้อถอน โดยต้องเอาเงินจากคนพวกนี้และละเมิดเรียกค่าเสียหายให้หมดให้เรียบ เพราะ รฟท. มีกฎระเบียบทั่วประเทศอยู่แล้ว โดยระบุในคำฟ้องเรียกค่าเสียหายให้ครบ เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทั้งหลายเป็น ส.ค.1, น.ส.3 ครุฑดำ, น.ส.3 ก. ครุฑเขียว, น.ส. 2 โฉนดแดง, ใบจอง, ตราจอง จะมีชื่ออะไรก็ตาม 5,083 ไร่ มีกี่ฉบับยกเลิกเพิกถอนให้หมดตามมาตรา 61 วรรค 8”

 

การุณกล่าวอีกว่า เราต้องชนะคดี เพราะคำพิพากษาศาลชัดเจนว่าเป็นที่ดินของ รฟท. ภายใต้กฎหมายมีกี่ฉบับเพิกถอนให้หมด เมื่อศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ตนจะพาเจ้าพนักงานบังคับคดีไปที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดบุรีรัมย์ และสำนักงานบังคับคดีจังหวัดบุรีรัมย์ต้องเพิกถอน ถ้าไม่บังคับคดีต้องส่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ไต่สวน เข้าคุก ทั้งหมดนี้รื้อให้เรียบ คำพิพากษาครบถ้วนชนะเบ็ดเสร็จแล้วก็ตั้งโต๊ะเจรจากัน

 

รฟท. ต้องปกป้องผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน

 

สาวิทย์กล่าวว่า เมื่อกรมที่ดินและ รฟท. เป็นของหน่วยงานรัฐก็ต้องปกป้องสมบัติของรัฐ เรื่องที่ต้องปฏิรูปกระบวนการบังคับใช้กฎหมายเป็นปัญหาและโครงสร้างทางกฎหมาย มีคำตัดสินและพิพากษาแล้ว แต่กลไกในการบังคับใช้กฎหมายไม่ทำหน้าที่ แล้วศาลจะนั่งพิจารณาคดีต่อจากนี้ ไปสั่งการอะไรได้ แล้วใครจะฟังหรือไม่ ตรงนี้จะไม่ได้ไปก้าวล่วงศาล

 

แต่บางเรื่องบางคดีที่เกิดขึ้นในปี 2567 จนถึงคดีนี้ น่าคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปแล้ว สิ่งที่ตัดสินออกมาแล้วไม่มีใครเชื่อคำพิพากษาศาลแล้วอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าปล่อยให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้ก็หนีไม่พ้นในเรื่องของความไร้ระเบียบ เมื่อประชาชนไม่เคารพกฎหมาย และคนมีอำนาจเหนือกฎหมายศาลสั่งแล้วก็ไม่ทำตามแล้วคนเล็กคนน้อยจะอยู่อย่างไร

 

“ประชาชนจะหวังใครได้หากหลักนิติรัฐ-นิติธรรมไม่มีความหมาย”

 

ขณะที่ สราวุธ สราญวงศ์ รักษาการประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศ (สร.รฟท.) กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลชี้ชัดว่าเป็นที่ดินของ รฟท. อาจต้องตั้งคำถามถึงหน่วยงานรัฐว่า เมื่อมีคำพิพากษาศาลแล้ว หลักนิติรัฐ-นิติธรรมที่เกิดขึ้น ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการให้เกิดความกระจ่างอย่างไร เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นประโยชน์ของประชาชน ในอนาคตหากศาลพิพากษาแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการตามคำพิพากษาศาลได้ ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้

 

“ตรงนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนเฝ้ามองว่าแล้วประชาชนจะหวังใครได้ ต่อไปนี้เรื่องหลักนิติรัฐที่จะให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนก็อาจไม่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่อยากจะฝากถึงผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้มีอำนาจว่าจงทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน”

The post จัดเวทีทวงคืนเขากระโดง ย้ำ ที่ดินเป็นของรัฐ ชี้ ทักษิณ-ภูมิใจไทยทำลายกระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ถูกหลอกง่าย-พึ่งพายุติธรรมไม่ได้’ คุยกับทนายอาชีพ กฤษฎางค์ นุตจรัส ปมทนายหลงแสง https://thestandard.co/krisdang-nutjaras-fake-lawyer-issues/ Mon, 18 Nov 2024 09:56:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1010033

ขณะมีข่าวดัง ทนายความตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยเสียเอง อั […]

The post ‘ถูกหลอกง่าย-พึ่งพายุติธรรมไม่ได้’ คุยกับทนายอาชีพ กฤษฎางค์ นุตจรัส ปมทนายหลงแสง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ขณะมีข่าวดัง ทนายความตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยเสียเอง อันเนื่องมาจากผลประโยชน์มหาศาลรูปแบบต่างๆ ในยุคโซเชียลมีเดีย ในวงการทนายอาชีพยังมีทนายความที่เลือกใช้ชีวิตอยู่กับอาชีพนี้ ทำทั้งคดีที่ได้รับค่าตอบแทนและคดีที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน แถมมีราคาที่ต้องจ่าย แต่ทำมานานด้วยความสมัครใจ

 

THE STANDARD สัมภาษณ์ กฤษฎางค์ นุตจรัส หรือทนายด่าง ทนายความวัย 67 ปี เจ้าของ ‘สำนักงานกฎหมายและบัญชีกฤษฎางค์ นุตจรัส’ ผู้อยู่ในอาชีพนี้มาตั้งแต่ปี 2522 หลังเรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากเป็นทนายว่าความคดีที่มีค่าตอบแทนแล้ว เขายังว่าความในคดีที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน ทั้งคดีสิ่งแวดล้อม คดีการเมือง ซึ่งมีราคาต้องจ่ายโดยถูกจับตาจากรัฐ หรือถูกยกเลิกงานจากลูกความบางรายที่เห็นเขาปรากฏตัวเป็นทนายว่าความให้เยาวชนนักกิจกรรมทางการเมือง ปัจจุบันทนายความผู้นี้ยังเดินอยู่บนเส้นทางเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

มองปรากฏการณ์ทนายความดังในโลกโซเชียล กับผลประโยชน์จากการ ‘หาแสง’ อย่างไร

 

กฤษฎางค์: วงการทนายความก็มีคนทุกแบบเหมือนๆ กับในทุกๆ อาชีพ ในหลักการทนายความเป็นแค่ตัวแทนของลูกความ ทำแทนโจทก์ ทำแทนจำเลย ยกเว้นการรับสารภาพต้องให้ลูกความทำเอง และทนายความจะต้องไม่มีตัวตนของตัวเองเวลาทำงาน เพราะฉะนั้นทนายความจะไปพูดแทนลูกความเขาในเรื่องอื่นๆ ไม่ได้

 

ส่วนกรณีที่เกิดขึ้น ทนายความดังในโลกโซเชียล เป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมในสังคมไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้ เช่น คนหวังพึ่งตำรวจไม่ได้ คนหวังพึ่งศูนย์ร้องเรียนของรัฐไม่ได้ ก็ไปหาองค์กรมูลนิธิต่างๆ หรือไปหาทนายคนดังในโลกออนไลน์ที่คิดว่าจะแก้ไขความทุกข์ยากของเขาได้ ส่วนเรื่องราวความขัดแย้งที่ตามมาหลังจากนั้นซึ่งมีการกล่าวหากัน ก็เป็นเรื่องยังต้องพิสูจน์กันต่อไป

 

 

เมื่อลูกความให้ความเชื่อถือทนายความของตัวเองมาก ก็จะเจอปัญหาแบบหนึ่ง ประชาชนจะสามารถตรวจสอบทนายความของตัวเองอย่างไร

 

กฤษฎางค์: ปัญหาเรื่องการหลอกลวงกันมีในทุกวงการ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมไม่ยุติธรรมตั้งแต่ต้น ทำให้คนถูกหลอกง่าย เช่น สมมติทนายความไปบอกลูกความว่า “ทนายรู้จักตำรวจตำแหน่งนี้ สามารถทำให้ได้รับการประกันตัวได้นะ หรือทำคดีสั่งไม่ฟ้องได้นะ ถ้าลูกความจ่ายสตางค์มา” เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในหลักการที่ถูกต้อง แต่ในประเทศไทยมีเหตุการณ์ ‘วิ่งเต้น’ เกิดขึ้น คนจึงเชื่อเรื่องการวิ่งเต้น

 

เช่นเดียวกัน หากเราถามว่าในประเทศนี้มีการวิ่งเต้นเพื่อขอตำแหน่ง ป.ป.ช. หรือไม่ มีการวิ่งเต้นเพื่อขอตำแหน่งเลื่อนยศตำรวจเลื่อนยศทหารหรือไม่ แน่นอนมีคนพยายามทำแบบนี้ และเนื่องจากประเทศเป็นแบบนี้ จึงทำให้มีคนเชื่อเรื่องแบบนี้

 

ขณะที่คำว่า “สู้ไปตามหลักการ ถ้าเชื่อว่าไม่ผิด” กลับกลายเป็นคำที่ไม่มีใครเชื่อ เพราะถ้าเชื่อก็อาจจะทำไม่สำเร็จ คือสู้ไม่ชนะ แล้วคนที่เชื่อเรื่องการวิ่งเต้นอาจจะเคยชนะจากการวิ่งเต้นมาแล้ว การวิ่งเต้นให้ประโยชน์สำหรับเขา แต่สำหรับบ้านเมืองก็จะเกิดความเสื่อมโทรม ผมไม่เห็นด้วยอยู่แล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่นี้ 

 

ที่กล่าวมาเพื่อที่จะบอกว่า ทำไมจึงมีกรณีคนยอมจ่ายเงินในจำนวนที่สูงมากโดยไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องความชอบธรรมหรือหลักการตามระบบ ดังนั้นผู้คนจึงถูกหลอกง่าย เพราะระบบหลักการไม่สามารถทำให้ประชาชนเชื่อถือได้

 

การหลอกกันมีทุกวงการ ไม่เฉพาะทนายกับลูกความ เป็นปัญหาเรื่องการศึกษาเป็นหลัก การปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ก็มีประเด็นอีกว่า ถ้าคนฉลาดก็จะทำให้ปกครองยาก หากผู้มีอำนาจต้องการใช้อำนาจที่ผิด

 

ระบบการศึกษา ระบบการเมืองการปกครองของสังคมไทยทำให้เกิดปรากฏการณ์ล้าหลังแบบนี้

 

 

เลือกเป็นทนายความ ไม่เลือกเส้นทางข้าราชการ ไม่สอบเป็นผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ราชทัณฑ์

 

กฤษฎางค์: ในกระบวนการยุติธรรม จะมีตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ราชทัณฑ์ และทนายความ ผมเลือกเป็นทนายความ ไม่เลือกเป็นอย่างอื่นในกระบวนการเหล่านี้ ผมไม่เคยสอบเป็นผู้พิพากษา ไม่เคยสอบเป็นข้าราชการ

 

ผมรู้สึกอาชีพนี้อิสระ แล้วก็คิดว่าตัดสินใจไม่ผิด เลือกชีวิตแบบนี้มีความสุขกับงานที่ทำ

 

หากสังเกตในกระบวนการยุติธรรม จะเห็นได้ว่าส่วนต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดยกเว้นทนายความ จะเป็นข้าราชการทั้งหมด ทั้งอัยการ ผู้พิพากษา ตำรวจ ราชทัณฑ์ เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่ก้าวหน้า ขณะในบางประเทศมีลูกขุนคือประชาชนธรรมดา ผู้พิพากษาบางรัฐมาจากการเลือกตั้ง อัยการบางแห่งก็มาจากการเลือกตั้ง มีโครงสร้างที่ปรับปรุงไป แต่ของไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น 

 

ระบบราชการมีสายบังคับบัญชา ดังนั้นโดยโครงสร้างแล้วประชาชนที่มีปัญหากับรัฐจึงชนะได้ยาก นอกจากคนที่เคยอยู่ในอำนาจรัฐเขาลงจากอำนาจนั้นแล้ว

 

 

ทนายความกับลูกความ และค่าตอบแทน

 

กฤษฎางค์: เรายึดถือตามอาชีพเรา เมื่อมีคนมาหาเราก็ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือทางคดี เรียกค่าทนายความตามความสามารถและตามเหตุตามผล ผมเป็นทนายความมาตั้งแต่ปี 2522 อัตราค่าว่าจ้างของทนายความจะคล้ายงานศิลปะกับวิชาชีพทั่วไป เช่น งานสถาปัตยกรรม แพทย์ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะตีค่าตัวอย่างไรในการทำงานตอบแทนผลประโยชน์ที่ตัวความหรือลูกความได้รับ ซึ่งอาจจะมีตั้งแต่ว่าความให้ฟรีเช่นเดียวกับหมอที่ช่วยคนฟรี หรือถ้าเป็นธุรกิจก็มีค่าตอบแทนกันไป เช่น คดีแพ่งทนายความฝรั่งแบ่งครึ่งกับลูกความจากเงินที่ได้จากการฟ้อง ส่วนทนายไทยอาจจะตกลงกันที่ 30-40% บางคนอาจจะได้เยอะ เช่น ถ้ารับว่าความให้ธนาคาร สถาบันการเงิน หรือเศรษฐี คดีหลายร้อยล้านคิดเงิน 10-20% ก็ได้เยอะแล้ว เพราะฉะนั้นค่าทนายความไม่มีเรตตายตัว

 

 

คดีที่ทำโดยไม่คิดค่าตอบแทน

 

กฤษฎางค์: ผมเริ่มต้นมาไม่เหมือนคนอื่น เพราะตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือและทำกิจกรรม ผมฝันไว้ว่าจะเอาอาชีพนี้มาช่วยคน พอคิดว่าจะเอามาช่วยคน เราก็คิดว่ามีเกณฑ์ของเราที่ทำโดยไม่คิดค่าตอบแทน คือคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ คนที่ถูกรังแก ซึ่งจะมองว่าเป็นคดีการเมืองด้วยก็ได้ เพราะทุกอย่างก็เป็นการเมืองหมด

 

ชาวบ้านบ่อนอก ประชาชนสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม ก็การเมือง ชาวบ้านตากใบ ก็เรื่องการเมือง ผมไม่ได้ว่าความคดีตากใบ แต่ชื่นชมทนายที่ว่าความคดีนี้ ส่วนคนที่มาด้วยเรื่องคดีอาชญากรรม ผมก็แนะนำให้เขาไปคุยกับคนที่เชี่ยวชาญกว่าผม เพราะคดีที่ทำอยู่และคดีจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (Thai Lawyers for Human Rights-TLHR) ก็มีเยอะมาก บางคดีจึงส่งไปมูลนิธิต่างๆ หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

 

ช่วงหลังรัฐประหาร 2557 ผมเป็นทนายคดี 14 นักศึกษาและนักกิจกรรมกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งรวมถึง รังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ในปัจจุบัน

 

นอกจากนั้นยังเป็นทนายให้เพื่อนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน แต่เขาก็ต่อสู้อำนาจรัฐ เรายึดหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แม้เขาคิดไม่เหมือนเรา อย่าง อาจารย์กิตติศักดิ์ ปรกติ ในคดีกบฏ เนื่องจากขึ้นไฮด์พาร์กบนเวที กปปส. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วผมก็เป็นทนายให้ อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ ด้วย

 

ปัจจุบันเป็นทนายความให้เยาวชนนักกิจกรรมทางการเมือง เช่น เพนกวิน, รุ้ง, เบนจา, ตะวัน, แบม, บุ้ง และใบปอ เขาแต่งตั้งให้เป็นทนายความ ซึ่งคดีการเมืองจำนวนมากจะมาจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

 

ลูกความผมที่เป็นเยาวชน ผู้ต้องหาคดีทางการเมือง ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมศาลไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว ขณะรัฐธรรมนูญเขียนว่า การคุมขังผู้ต้องหา (ชั้นตำรวจ) หรือจำเลย (ชั้นศาล) คดีอาญา กระทำได้เท่าที่จำเป็น เพียงไม่ให้เขาหลบหนี การปล่อยตัวชั่วคราวเป็นหลัก ไม่ใช่ขังเป็นหลัก เพราะถ้าเขาสู้คดีชนะ แม้ได้เงินก็ไม่คุ้ม อย่างคดีตากใบ ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาพูดว่าจ่ายสตางค์แล้วก็จบ เพราะเป็นเรื่องเสรีภาพของคน สิ่งที่เขาเสียไปในชีวิตหากเขาสู้คดีแล้วเขาชนะ เขาไม่ผิด

 

คนไปติดคุก มีเรื่องตรอมใจ ไม่ได้คุยกับทนายเต็มที่ หาพยานหลักฐานไม่ได้ ต้องขึ้นศาลแล้วติดคุก ไม่รู้วันเดือนปีที่จะออกมา แล้วคุกไทยก็แตกต่างจาก ‘ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ’ ทำไมคุณทักษิณ ชินวัตร ได้ไปอยู่ ผมพยายามส่งลูกความไปยังไม่ได้เลย เป็นปัญหาของระบบราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม รวมถึงศาลด้วย เพราะศาลสั่งขัง ถ้าไม่มีหมายขังก็ไม่ติดคุก ส่วนโรงพยาบาลตำรวจก็ของตำรวจ ไม่ได้หมายความว่าคุณทักษิณผิดหรือไม่ แต่เป็นคำถามที่ผู้คนสงสัย ขณะที่คุณทักษิณไม่เคยติดคุกจนได้รับการปล่อยตัว

 

ฉะนั้น เนื่องจากปัญหาระบบเรื่องความยุติธรรม ทำให้เราได้ทนายความ, ตำรวจ, อัยการ และผู้พิพากษา อย่างที่เป็นอยู่

 

 

ไม่ใช่ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน แต่ทำงานร่วมกันในฐานะเครือข่าย

 

กฤษฎางค์: ที่ศูนย์ทนายฯ จะมีทนายบางคนที่เป็นทนายประจำ เขามีเงินเดือนจากที่นี่ ส่วนตัวผมไม่ได้สังกัดศูนย์ทนายฯ ไม่ได้รับเงินเดือน แต่มาทำงานร่วมกันในฐานะทนายเครือข่าย

 

เมื่อศูนย์ทนายฯ รับคดีมา ก็จะมาเลือกเรื่องที่เหมาะสมสำหรับทนายแต่ละคน เขาก็ส่งให้เราทำ ส่วนศูนย์ทนายฯ ได้รับบริจาคโดยองค์กรที่บริจาคช่วยเหลือ

 

ทนายความที่รัฐจัดให้ประชาชน

 

กฤษฎางค์: องค์กรของรัฐที่จัดทนายให้ประชาชน เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กรณีคดีอาญา ถ้าจำเลย (ชั้นศาล) หรือผู้ต้องหา (ชั้นตำรวจ) ไม่มีทนาย รัฐต้องจัดหาทนายให้ เรียกว่า ‘ทนายขอแรง’

 

ทุกคนที่ไปศาลอาญาต้องรู้ ไม่ว่าจะคดีเล็กคดีน้อย ศาลจะถามก่อนว่ามีทนายไหม ถ้าไม่มีทนายศาลจะจัดหาให้ ศาลก็เอางบประมาณรัฐไปจ้าง แต่ก็มีองค์กรช่วยเหลืออื่นๆ เช่น เนติบัณฑิตยสภาฯ ก็มีทนายช่วยเหลือประชาชน สภาทนายความฯ ก็มี ศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรืออัยการก็จะมีให้คำปรึกษาได้ แต่เขาจะมีเกณฑ์หรือเงื่อนไขของแต่ละแห่ง

 

ส่วนอัยการจะเป็นผู้ว่าความให้รัฐ เช่น รัฐกล่าวหาคดีตากใบ อัยการไปฟ้องข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่าผิด

 

 

การรักษาความยุติธรรมกับการรักษาผลประโยชน์ลูกความ จะชั่งน้ำหนักอย่างไรหากทราบว่าลูกความตัวเองกระทำผิด

 

กฤษฎางค์: ตั้งแต่เป็นทนายความมา เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาโลกแตก คนจะถามว่า ถ้ารู้ว่าลูกความผิดจะทำคดีให้หรือเปล่า คำถามนี้อยู่ในใจทุกคน ผมอยากจะบอกอย่างนี้ว่า หลักการที่มีทนายความมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงหลักกฎหมายทั่วไปในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)

 

ผู้ต้องหาคดีอาญาทุกคนพึงได้รับโอกาสในการต่อสู้คดีเต็มที่ และที่สำคัญคือ ทนายความต้องมีมรรยาททนายความ เหมือนหมอมีจรรยาบรรณแพทย์ เช่น หมอต้องช่วยชีวิตคนโดยไม่สนว่าเป็นโจรหรือไม่ เขาต้องรักษาให้หาย แม้หลังจากนั้นจะถูกประหารชีวิตก็ต้องรักษาให้หายก่อน แต่ทนายความมีเรื่องที่ลึกกว่านั้นคือ โดยวิชาชีพ ไม่สันนิษฐานว่าลูกความตัวเองผิด แม้เราจะเชื่อเขาหรือไม่ก็ตาม ถ้าลูกความบอกว่าเขาไม่ได้ทำผิด เราก็ต้องต่อสู้ให้เขาบนแนวทางกฎของทนายความคือ ไม่สร้างพยานหลักฐานเท็จ ไม่โกหกคน เราฟังสิ่งที่เขาพูด เช่น เขาบอกว่าเขาไม่ได้อยู่ที่เกิดเหตุ ถ้าพยานอีกฝ่ายยืนยันว่าเขาอยู่ก็ต้องต่อสู้คดีไป

 

ทนายความพึงฟังลูกความอย่างที่เขาอยากบอก ทนายความมีความจำเป็นเพื่อให้คนมีโอกาสต่อสู้คดีเท่าเทียมกันหมด เราไม่ได้อยู่ในระบบให้ลุยไฟหรือทุบตีให้รับสารภาพ ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ จะปฏิบัติเสมือนเขาเป็นผู้กระทำความผิดแล้วไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องให้โอกาสคนได้ต่อสู้

 

ส่วนกรณีลูกความยอมรับกับทนายความว่าทำผิดจริง เช่น ฆ่าคนจริงๆ หรือโกงจริงๆ ทำจริงๆ แบบนี้ทนายความก็ต้องคุยกับเขาว่าจะเลือกอย่างไร จะสู้คดีก็ทำคดีให้ โดยไม่สร้างพยานหลักฐานเท็จ ซึ่งลูกความต้องติดคุก แต่เรามีคำแนะนำ ถ้ารับสารภาพการรับโทษจะเป็นอย่างไร เช่น จากโทษประหารชีวิตถ้ารับสารภาพจะเป็นจำคุกตลอดชีวิต หรือ 50 ปี และมีการลดหย่อนต่างๆ ตามกฎหมาย

 

การรักษาผลประโยชน์ของลูกความ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำเรื่องผิดให้เป็นถูก เรื่องนี้ห้ามและตามกฎหมายก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว

 

 

เป็นทนายนักกิจกรรมก็มีราคาที่ต้องจ่าย

 

กฤษฎางค์: มี เพราะคนที่เป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ยกตัวอย่าง คดี ม.112 บางคนเขาก็ขอเปลี่ยนจากเราเป็นทนายคนอื่น เขาก็ไปจ้างทนายอื่น เพราะเขาเห็นว่าเราเป็นตัวอันตราย เกเรในสายตารัฐ

 

ลูกความเปลี่ยนทนาย ไม่เลือกเราเพราะเขามีความเห็นอีกแบบหนึ่งก็มี บางทีเขาบอกว่าคดีนี้ไม่เอาคุณกฤษฎางค์เพราะไปขึ้นศาลแล้วจะถูกมองว่าเป็นเสื้อสีอะไร

 

ตั้งใจสอบเข้าธรรมศาสตร์เรียนกฎหมาย ก่อนเป็นทนายความ

 

กฤษฎางค์: ตั้งแต่เรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก็เป็นนักกิจกรรมตั้งแต่ปี 2517 ต่อมาเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2518-2521 ทำกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลทหาร จึงถูกมองว่าเป็นฝ่ายซ้าย เป็นคอมมิวนิสต์ เราทำกิจกรรมมาตลอดเพราะอยากทำ

 

ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยตั้งใจจะเรียนกฎหมายตั้งแต่แรก เพราะครอบครัวเป็นข้าราชการ คุณพ่อเป็นนายอำเภอ พ่อเรียนโรงเรียนเตรียมปริญญา มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ต.ม.ธ.ก.) รุ่นที่ 7 (มัธยมปลายในสมัยนั้น) รุ่นเดียวกับคุณสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ ต่อมาเรียนนายร้อย จปร. เป็นทหาร แล้วเรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมัยเป็นตลาดวิชา มีความคิดอิสระ จากนั้นเป็นนายอำเภอ แล้วญาติพี่น้องส่วนใหญ่เรียนธรรมศาสตร์ 

 

ตอนเราเด็กๆ ก็ฟังครอบครัวคุยกันถึงอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เราก็รู้สึกว่าธรรมศาสตร์เป็นหัวก้าวหน้า ผมอ่าน ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ แล้วก็ชื่นชม สาย สีมา นักสู้สามัญชน แล้วเวลาดูภาพยนตร์ต่างประเทศมีทนายเก่งๆ ก็ชื่นชอบ

 

พ่ออยากให้เป็นผู้พิพากษา ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ด้วยว่าถ้าเป็นผู้พิพากษาจะเจอสภาพแบบไหน ตอนนี้ก็ยังรู้สึกตัดสินใจถูก ถ้าเป็นผู้พิพากษาคงเป็นได้ไม่เกิน 3 ปีโดนไล่ออก เพราะระบบราชการ ข้าราชการบางคนมีความกล้าหาญก็ต้องบาดเจ็บจากการถูกลงโทษ มีบางคนยิงตัวตายที่เห็นในข่าว

 

ตอนผมเรียนมัธยมปลาย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ตั้งใจจะสอบเข้าเรียนกฎหมายแล้วก็ได้เข้าเรียน ปีนั้นปีการศึกษา 2518 อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ใช้วิธีให้นักศึกษาธรรมศาสตร์ ปี 1 ทั้งหมดเป็นนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ แล้วแยกคณะปี 2 ตอนแยกคณะผมก็อยู่นิติศาสตร์ ทำกิจกรรมมาตลอด ระหว่างเรียนปริญญาตรีเป็นนักศึกษาคนหนึ่งที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 

 

เคยลงสมัครและได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 สมัย ในปีการศึกษา 2518-2519 ต่อมาในปีการศึกษา 2521 ได้รับการเลือกตั้งเป็น ‘นายกสโมสรนักศึกษาธรรมศาสตร์’ คนแรกและคนสุดท้าย เพราะตำแหน่งนี้มีเพียงปีเดียว จึงเป็นนายกสโมสรนักศึกษาธรรมศาสตร์คนเดียว ตำแหน่งคล้ายองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) เพราะสถานการณ์การเมืองในประเทศปีนั้นทำให้ภายในมหาวิทยาลัยไม่สามารถมีสภานักศึกษาและ อมธ. ได้ หลังจากปีนั้นจึงมีสภาและ อมธ. ตามปกติ

 

 

เหตุผลที่ยังเป็นทนายความ ไม่เปลี่ยนเส้นทางไปมีตำแหน่งทางการเมือง 

 

กฤษฎางค์: ผมไม่เชื่อในระบบ แม้มีคนมาชวนไปสมัคร สส. สว. ซึ่งอาจจะไม่ได้รับเลือกก็ได้นะ แต่ส่วนตัวไม่เชื่อในระบบกติกาการเลือกตั้งแบบนี้ ไม่เชื่อการไปดีลในรัฐสภา ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคนที่เขาจะเชื่อแบบไหน 

 

ส่วนตัวผมก็ไปเลือกตั้งทุกครั้ง แต่ถ้าจะต้องไปอยู่ในเวทีแบบนั้น ก็เลือกไม่เอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น 

 

ผมเป็นทนายว่าความให้ สส. นักการเมืองพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน ผมได้รับการจ้างให้เป็นทนาย มีการหักภาษี ผมไม่ได้ทำให้ฟรี ตอนนี้ก็ยังเป็นทนายในคดีแต่ละคน เช่น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล, รังสิมันต์ โรม และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แต่คดีที่ดูแลอยู่ก็ไม่เยอะแล้ว

 

ผมไม่คิดจะไปเป็นนักการเมือง ส่วนทนายความที่เคยว่าความในคดีการเมืองแล้วตอนนี้ไม่เป็นทนายความแล้ว เปลี่ยนไปเป็นนักการเมืองแล้ว ก็อาจจะมีทั้งคนที่เปลี่ยนใจเพราะผลประโยชน์ หรือเปลี่ยนเพราะเดิมเขาเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว นี่รวมถึงนักการเมืองเพื่อนผมซึ่งเป็น ‘คนเดือนตุลา’ ที่ไปเป็นนักการเมืองด้วยนะ เขาอาจเปลี่ยนเพราะผลประโยชน์ หรือเพราะเดิมเขาเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้วก็ได้ เป็นการเลือกใช้ชีวิตของแต่ละคน 

 

 

 

 

The post ‘ถูกหลอกง่าย-พึ่งพายุติธรรมไม่ได้’ คุยกับทนายอาชีพ กฤษฎางค์ นุตจรัส ปมทนายหลงแสง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิเคราะห์คดีตากใบ และ 4 ก๊กการเมืองไทย | END GAME #85 https://thestandard.co/end-game-ep85/ Sat, 26 Oct 2024 01:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1000220

ชวนคุยคดีตากใบด้วยข้อมูลอีกชุดที่ว่าด้วยกระบวนการยุติธร […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์คดีตากใบ และ 4 ก๊กการเมืองไทย | END GAME #85 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชวนคุยคดีตากใบด้วยข้อมูลอีกชุดที่ว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคดีนี้ และร่วมมองภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยรอบใหม่หลังดุลอำนาจเริ่มเห็นเด่นชัด โจทย์และความท้าทายของแต่ละก๊กคืออะไร ชวนติดตามและร่วมวิเคราะห์ไปพร้อมกัน

The post ชมคลิป: วิเคราะห์คดีตากใบ และ 4 ก๊กการเมืองไทย | END GAME #85 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Projek Sama Sama เปิดผลสำรวจประชาชนชายแดนใต้คดีตากใบ เกินครึ่งไม่เชื่อมั่นระบบยุติธรรม-ตำรวจคุมตัวผู้ต้องหาไม่ได้ https://thestandard.co/projek-sama-sama-tak-bai/ Sun, 20 Oct 2024 06:53:42 +0000 https://thestandard.co/?p=998192 Projek Sama Sama

วันนี้ (20 ตุลาคม) เพจเฟซบุ๊ก Projek Sama Sama เผยแพร่ผ […]

The post Projek Sama Sama เปิดผลสำรวจประชาชนชายแดนใต้คดีตากใบ เกินครึ่งไม่เชื่อมั่นระบบยุติธรรม-ตำรวจคุมตัวผู้ต้องหาไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Projek Sama Sama

วันนี้ (20 ตุลาคม) เพจเฟซบุ๊ก Projek Sama Sama เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนปาตานี/ชายแดนใต้ กรณีคดีตากใบ เพื่อสอบถามความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทยของคนในพื้นที่ปาตานี/ชายแดนใต้

 

กรณีที่ครอบครัวเหยื่อตากใบเป็นโจทย์ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะที่คดีจะหมดอายุความในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจ 4,232 ราย ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และสงขลา สำรวจแบบออนไลน์ระหว่างวันที่ 15-19 ตุลาคม โดยมีคำถามดังต่อไปนี้ 

 

  1. ทราบหรือไม่ว่าครอบครัวผู้เสียหายและญาติจากเหตุการณ์ตากใบเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ
    • ทราบ 87.2%
    • ไม่ทราบ 12.8%

 

  1. เชื่อมั่นในความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทยในกรณีคดีตากใบแค่ไหน
    • เชื่อมั่นมาก 14.2%
    • เชื่อมั่นปานกลาง 8.8%
    • เชื่อมั่นน้อย 22.4%
    • ไม่เชื่อมั่นเลย 54.6%

 

  1. คิดว่าตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาและจำเลยในคดีตากใบมาขึ้นศาลได้หรือไม่
    • ควบคุมได้ 23.9%
    • ควบคุมไม่ได้ 76.1%

 

  1. คิดว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจในสังคมไทยได้รับการคุ้มครองปกป้องจากการถูกดำเนินคดีทางกฎหมายมากแค่ไหน
    • ได้รับความคุ้มครองมาก 63.8%
    • ได้รับการคุ้มครองปานกลาง 18.9%
    • ไม่ได้รับการคุ้มครอง 17.3%

 

  1. เชื่อหรือไม่ว่าการสอบสวนและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ปาตานี/ชายแดนใต้ มักจะสิ้นสุดโดยไม่มีการลงโทษ
    • เชื่อว่าไม่มีการลงโทษ 63.2%
    • เชื่อแต่ยังไม่เพียงพอ 27.8%
    • มีการลงโทษที่เป็นธรรมแล้ว 9%

 

  1. การลอยนวลพ้นผิดของผู้มีอำนาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างไร
    • ความเชื่อมั่นลดลงอย่างมาก 87.7%
    • ความเชื่อมั่นลดลงเล็กน้อย 6.3%
    • ไม่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 6%

 

  1. รัฐควรปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ปาตานี/ชายแดนใต้หรือไม่
    • ควรปฏิรูป 94.1%
    • ไม่จำเป็น 5.9%

 

แบบสำรวจนี้ดำเนินการโดย Projek Sama Sama ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันเฉพาะกิจของนักกิจกรรมทางการเมืองและสังคมในพื้นที่ปาตานี/ชายแดนใต้ ทั้งนี้ทางกลุ่มเคยทำกิจกรรมร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งทั่วไปใน 13 เขตเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

 

อ้างอิง:

The post Projek Sama Sama เปิดผลสำรวจประชาชนชายแดนใต้คดีตากใบ เกินครึ่งไม่เชื่อมั่นระบบยุติธรรม-ตำรวจคุมตัวผู้ต้องหาไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมยืนยัน เพื่อไทยสนับสนุนกระบวนการยุติธรรม รอศาลชี้ขาดคดีตากใบ เชื่อ สส. พิศาล ยังเป็นผู้บริสุทธิ์-ทุกฝ่ายไม่ตั้งใจให้เกิดโศกนาฏกรรม https://thestandard.co/phumtham-confirms-pheu-thai-supports-the-justice-process/ Wed, 18 Sep 2024 11:35:21 +0000 https://thestandard.co/?p=984982

วันนี้ (18 กันยายน) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี แล […]

The post ภูมิธรรมยืนยัน เพื่อไทยสนับสนุนกระบวนการยุติธรรม รอศาลชี้ขาดคดีตากใบ เชื่อ สส. พิศาล ยังเป็นผู้บริสุทธิ์-ทุกฝ่ายไม่ตั้งใจให้เกิดโศกนาฏกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (18 กันยายน) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงแนวทางของพรรคเพื่อไทยในการส่งตัว พล.อ. พิศาล วัฒนวงษ์คีรี สส. บัญชีรายชื่อของพรรค ผู้ต้องหาคดีตากใบ ให้กับเจ้าพนักงานว่า เรื่องใดที่เป็นคดีความ เราต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ข้าราชการ หรือใครก็ตาม ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งการเข้าสู่กระบวนการยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ทุกคนจนกว่าศาลจะตัดสินคดีเป็นที่สิ้นสุด 

 

ส่วนกระแสเรียกร้องของภาคประชาชนให้ พล.อ. พิศาล วัฒนวงษ์คีรี ส.ส. บัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็น 1 ใน 8 ผู้ต้องหา เข้ามามอบตัวนั้น ภูมิธรรมระบุว่า ตนยังไม่พบท่าน ถ้าได้พบก็จะพูดคุยปรับทุกข์กันว่าในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เพราะไม่มีใครรู้เท่ากับท่านที่อยู่ ณ ที่นั้น และตัดสินใจ ณ ตอนนั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ท่านชี้แจงเอง ไม่เหมาะที่ใครจะไปชี้แจงแทนได้

 

ส่วนจะขอให้มาพบเจ้าพนักงานหรือไม่นั้น ภูมิธรรมกล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่เจอท่าน ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์ การปรับทุกข์เป็นเรื่องของการพูดคุย ไม่ใช่เป็นการตั้งเป้าเอาความผิดไปให้หรือการไปสอบสวน เราควรเข้าใจคนทำงานและหาจุดที่ดีที่สุดที่จะเดินหน้าต่อไป

 

ส่วนที่มีการมองว่า พล.อ. พิศาล เป็นรุ่นพี่นักเรียนเตรียมทหารของ ทักษิณ ชินวัตร จะมีผลทำให้กระบวนการยุติธรรมสะดุดหรือไม่นั้น ภูมิธรรมยืนยันว่า ไม่ได้เป็นเลขาธิการพรรคและกรรมการบริหารพรรคแล้วทั้งสิ้น แต่ในกระบวนการพรรคเพื่อไทยหรือพรรคการเมืองไหนก็ตาม มีหน้าที่ส่งเสริมให้กระบวนการยุติธรรมทำตามสิ่งที่ถูกต้อง และเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย เพราะเราเคารพการตัดสินใจของศาลอยู่แล้ว และที่ผ่านมารัฐบาลหลังจากนั้นตัดสินใจเรื่องการดูแลเยียวยาไปพอสมควรแล้ว 

 

ภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่กังวลว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นบาดแผลทางการเมือง เพราะทุกเรื่องในโลกนี้รวมทั้งในประเทศไทยมีสิ่งที่เป็นบาดแผลและสิ่งที่น่าชื่นชม ฉะนั้นไม่ควรจะมุ่งไปที่อดีตมากเกินไป อดีตเป็นบทเรียน ถ้าผิดพลาดก็ต้องทำไม่ให้ผิดพลาดอีก 

 

“ผมเชื่อว่าการดำเนินการของทุกฝ่ายและทุกคนไม่ได้ตั้งใจให้เกิดโศกนาฏกรรมหรือปัญหา เพราะทุกคนตั้งใจทำตามหน้าที่ แต่เวลาชุลมุนก็อาจเกิดอะไรที่เกินเลยหรือหนักไปบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งก็ว่ากันไปตามกฎหมายหากเห็นว่าเกินขอบเขต” ภูมิธรรมกล่าว

The post ภูมิธรรมยืนยัน เพื่อไทยสนับสนุนกระบวนการยุติธรรม รอศาลชี้ขาดคดีตากใบ เชื่อ สส. พิศาล ยังเป็นผู้บริสุทธิ์-ทุกฝ่ายไม่ตั้งใจให้เกิดโศกนาฏกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิชา มหาคุณ ผู้ฟื้นคดีบอส อยู่วิทยา สำนวนพังตั้งแต่ต้น จนฟ้องสมยศได้! | THE STANDARD NOW (HL) https://thestandard.co/thestandardnow030967-2/ Wed, 04 Sep 2024 01:52:41 +0000 https://thestandard.co/?p=979240

เปิดใจ ‘วิชา มหาคุณ’ ผู้ฟื้นคดีบอส อยู่วิทยา แทรกแทรงสำ […]

The post ชมคลิป: วิชา มหาคุณ ผู้ฟื้นคดีบอส อยู่วิทยา สำนวนพังตั้งแต่ต้น จนฟ้องสมยศได้! | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดใจ ‘วิชา มหาคุณ’ ผู้ฟื้นคดีบอส อยู่วิทยา แทรกแทรงสำนวนพังตั้งแต่ต้น ยุติธรรมทรุดหนัก! จนวันนี้สามารถเปลี่ยนคำสั่งไม่ฟ้องเป็นสั่งฟ้องสมยศ และพวกรวม 8 คนได้

The post ชมคลิป: วิชา มหาคุณ ผู้ฟื้นคดีบอส อยู่วิทยา สำนวนพังตั้งแต่ต้น จนฟ้องสมยศได้! | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. เปรมศักดิ์ เสนอเพิ่มคณะกรรมาธิการสามัญวุฒิสภา ไม่ได้เพื่อแบ่งเก้าอี้ แต่ให้ สว. ได้ทำงานด้านที่สนใจ https://thestandard.co/premsak-senate-standing-committee/ Tue, 30 Jul 2024 05:31:12 +0000 https://thestandard.co/?p=964794 เปรมศักดิ์ คณะกรรมาธิการสามัญวุฒิสภา

วันนี้ (30 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุ […]

The post สว. เปรมศักดิ์ เสนอเพิ่มคณะกรรมาธิการสามัญวุฒิสภา ไม่ได้เพื่อแบ่งเก้าอี้ แต่ให้ สว. ได้ทำงานด้านที่สนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปรมศักดิ์ คณะกรรมาธิการสามัญวุฒิสภา

วันนี้ (30 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการสาธารณสุข แถลงข่าวเรื่องการเสนอญัตติขอเพิ่มจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญวุฒิสภา จากเดิม 20 คณะ เป็น 28 คณะ

 

นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า สว. ทั้ง 200 คน มีความตั้งใจ แต่เพิ่งมาใหม่ จึงไม่รู้จะดำเนินการทางการเมืองอย่างไร แต่เวลาไม่รอท่า หากไม่มีคณะกรรมาธิการสามัญฯ มาทำงาน จะเสียกลไกของสภาสูง จึงเสนอยกร่างข้อบังคับให้เพิ่มจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญฯ เป็นทั้งหมด 28 คณะ

 

เนื่องจากเห็นว่าหลายคณะกรรมาธิการสามัญฯ นำภาระงานหลายอย่างมารวมอยู่ด้วยกัน จึงยกร่างแก้ให้แยกคณะกรรมาธิการสามัญฯ ด้านเศรษฐกิจออกเป็นคณะกรรมาธิการสามัญฯ เศรษฐกิจ 1 คณะ เพื่อดูแลเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งไทยและต่างประเทศ และแยกเป็นคณะกรรมาธิการสามัญฯ ก และสถาบันการเงิน อีก 1 คณะ

 

นอกจากนี้ ยังเสนอให้แยกคณะกรรมาธิการสามัญฯ การท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมองว่าเป็นการรวมงานคนละอย่างมาไว้ด้วยกัน เมื่อเชิญปลัดกระทรวงมาชี้แจงก็มีทั้งปลัดสายท่องเที่ยวและปลัดสายกีฬา ทำให้การตรวจสอบกระท่อนกระแท่น จึงเสนอยกร่างให้แยกออกเป็น 2 คณะกรรมาธิการ คือ คณะกรรมาธิการสามัญฯ การท่องเที่ยว เพราะ สว. ชุดนี้ก็มาจากกลุ่มอาชีพท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และมีคณะกรรมาธิการสามัญฯ การกีฬา อีก 1 คณะ

 

รวมถึงคณะกรรมาธิการสามัญฯ เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ก็เสนอให้แยกเป็นคณะกรรมาธิการสามัญฯ การกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 1 คณะ และแยกคณะกรรมาธิการสามัญฯ การตำรวจ อีก 1 คณะ เพราะลำพังเรื่องตำรวจก็มีปัญหามากมายที่ประชาชนได้รับผลกระทบ

 

นพ.เปรมศักดิ์ สรุปว่า การเพิ่มคณะกรรมาธิการสามัญฯ ขึ้นมาเป็น 28 คณะ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบรัฐบาล เพราะหากไปหวังพึ่ง 38 คณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ตนเองเห็นว่าหากรัฐมนตรีของพรรคตนเองอยู่กระทรวงใด พรรคการเมืองนั้นก็จะส่งคนไปรับตำแหน่งในกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง แล้วจะตรวจสอบได้อย่างไร

 

“กระบวนการตรวจสอบของ สว. น่าจะตรงไปตรงมามากกว่า และยังเสนอยกร่างให้มีกรรมาธิการได้คณะละ 8-18 คน หากมีภาระงานมากก็สามารถเชิญบุคคลภายนอกมาเป็นอนุกรรมาธิการได้ด้วย ในร่างข้อบังคับนี้เปิดให้มีอนุกรรมาธิการได้ไม่เกิน 5 อนุกรรมาธิการต่อ 1 คณะกรรมาธิการสามัญฯ และให้มีอนุกรรมาธิการได้ 12 คน”

 

ส่วนที่หลายคนมองว่าการเพิ่มจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญฯ จะเป็นการเพิ่มงบประมาณด้วยนั้น นพ.เปรมศักดิ์ ชี้ว่า งบประมาณของ สว. เล็กน้อย ทั้งสองสภาใช้งบเพียงเล็กน้อยในการทำงาน เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ใช้สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่ามีความไม่ชอบมาพากลกว่าหรือไม่

 

นพ.เปรมศักดิ์ ยังเน้นย้ำว่า สว. แต่ละคนมีที่มาอย่างไรไม่สำคัญ ที่สำคัญกว่าคือ อีก 5 ปี จะขับเคลื่อนอย่างไรให้เรียกความเชื่อมั่นของประชาชน ขอให้กรรมาธิการปลดล็อกการทำงาน ไม่ควรล็อกไปทั้งหมด ตั้งแต่ล็อกผลการเลือก สว. ระดับประเทศที่เมืองทองธานี ยังมาล็อกเก้าอี้ประธานกรรมาธิการอีก ขอให้สมาชิกคำนึงถึงคำปฏิญาณที่จะทำงานให้ประชาชน ให้วางคนในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ผิดฝาผิดตัว

 

นพ.เปรมศักดิ์ ยังชี้แจงว่า การตรวจสอบของฝ่ายค้านเวลานี้เริ่มอ่อนแรงแล้ว ยิ่งมีประเด็นเรื่องยุบพรรคเข้ามาอีก ขณะที่ สว. ยังมีความกระฉับกระเฉง และการตรวจสอบรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ของ สว. ตามรัฐธรรมนูญ พร้อมย้ำว่า ตนเองเป็น สว. สีขาว ไม่เหมือน สว. คนอื่นที่อาจมองว่าเพิ่มจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญฯ ขึ้นมาเพื่อแบ่งเก้าอี้กัน

 

ส่วน สว. ชุดที่แล้วซึ่งมีสมาชิกถึง 250 คน แต่ก็มีคณะกรรมาธิการสามัญฯ น้อยกว่า นพ.เปรมศักดิ์ มองว่าคณะกรรมาธิการสามัญฯ ของ สว. ชุดที่แล้วมีจำนวนพอดี หรืออาจน้อยเกินไปด้วยซ้ำ แต่ สว. ชุดปัจจุบันมีที่มาหลากหลาย ควรมีโอกาสได้ทำงานในคณะกรรมาธิการสามัญฯ ที่ตนเองมีความถนัดหรือสนใจ ซึ่งตนเองถือเป็นหัวใจของการทำงานในวุฒิสภา

 

ขณะที่กรณีของ ศ. ดร. พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สว. กลุ่มอิสระ ที่มีประเด็นเรื่องวุฒิการศึกษา จะมีการตั้งกลไกมาตรวจสอบ สว. กันเองหรือไม่ นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า ยังไม่ไปถึงขั้นนั้น แต่เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาทุกคนรับฟังความเห็นของประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว ขอให้ถึงเวลาก็อาจมีคนเสนอให้ตรวจสอบ เพราะหากปล่อยประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชนเอาไว้ สภาก็ไม่อาจเป็นที่เชื่อถือได้

The post สว. เปรมศักดิ์ เสนอเพิ่มคณะกรรมาธิการสามัญวุฒิสภา ไม่ได้เพื่อแบ่งเก้าอี้ แต่ให้ สว. ได้ทำงานด้านที่สนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทนายกฤษฎางค์ระบุ ไม่เจตนายื่นประกันเยาวชนคดี ม.112 ชนทักษิณ เชื่อวันนี้ได้เห็นความจริงกระบวนการยุติธรรม https://thestandard.co/not-intending-to-apply-for-youth-bail-112-case/ Tue, 18 Jun 2024 03:56:09 +0000 https://thestandard.co/?p=946403

วันนี้ (18 มิถุนายน) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กฤษฎางค์ […]

The post ทนายกฤษฎางค์ระบุ ไม่เจตนายื่นประกันเยาวชนคดี ม.112 ชนทักษิณ เชื่อวันนี้ได้เห็นความจริงกระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (18 มิถุนายน) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของ เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางมายื่นหนังสือถึงอธิบดีศาลอาญา เพื่อขอให้ศาลอาญามีคำสั่งให้ไต่สวนการเสียชีวิตของเนติพรที่ศาลอาญาตามกฎหมาย 

 

ด้วยเหตุผลทางข้อเท็จจริงที่ครอบครัวได้รับจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ทำให้เชื่อว่าเนติพรเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ตั้งแต่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลอาญาแล้ว

 

กฤษฎางค์กล่าวว่า จนขณะนี้ครอบครัวยังไม่ได้รับคลิปวงจรปิดวันเสียชีวิตของเนติพรจากกรมราชทัณฑ์เพิ่มเติม แต่ผลจากการชันสูตรพลิกศพของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติถือว่าครบถ้วนแล้ว ซึ่งตนก็จะไปขอรับมาหลังจากนี้ 

 

ที่ในวันนี้ตนมายื่นหนังสือถึงอธิบดีศาลอาญาเนื่องจากเนติพรถูกคุมขังในคดีภายใต้การดูแลของศาลอาญานี้และได้เสียชีวิตไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ตนจึงทำหนังสือถึงอธิบดีศาลอาญาให้ท่านมีคำสั่งให้ไต่สวนการเสียชีวิตของเนติพร ซึ่งอยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลอาญา และศาลอาญามีอำนาจที่จะพิจารณาคดีนี้อยู่แล้ว

 

กฤษฎางค์กล่าวต่อว่า หลังจากกรมราชทัณฑ์กับกรรมาธิการกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรส่งหนังสือถึงทนายความ ตนก็ได้ส่งเอกสารและสำเนาบัตรประชาชนของตนและครอบครัวเนติพรเพื่อใช้ประกอบการรับคลิปวงจรปิดไปแล้ว และเมื่อวานนี้ (17 มิถุนายน) มีรายงานว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสาร ซึ่งตนไม่ทราบว่าจะอยู่ระหว่างตรวจสอบนานเท่าไร

 

สำหรับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติได้ให้หลักฐานตั้งแต่วันที่ร่างของบุ้งไปถึง การที่เราต้องการภาพกล้องวงจรปิดในห้องที่เนติพรเสียชีวิต เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าสิ่งที่กรมราชทัณฑ์พูดมาตลอดเป็นเรื่องจริงหรือไม่ มีการช่วยเหลือปฐมพยาบาลหรือไม่ มีการกู้ชีพอย่างไร

 

กฤษฎางค์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์ยืนยันว่าจะให้เอกสารหลักฐานมาโดยตลอด แต่ตนก็ยังไม่แน่ใจว่าจะยื่นภายในเมื่อใด แต่ทั้งนี้ถ้าศาลอาญารับจดหมายยื่นขอความเป็นธรรมจากตนก็จะสามารถออกคำสั่งให้กรมราชทัณฑ์นำหลักฐานส่วนนั้นให้กับครอบครัวได้ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงยุติธรรมมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบในกรณีนี้

 

กฤษฎางค์กล่าวอีกว่า หากถามความเห็นของตนโดยหลักของกฎหมายที่ยุติธรรม กรณีทักษิณต้องถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และต้องได้รับการประกันตัวปล่อยตัวชั่วคราว เหมือนกับเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ที่ต้องได้รับการประกันตัวเช่นกัน

 

“วันนี้จะเป็นบทพิสูจน์หนึ่งของกระบวนการยุติธรรมว่าดุลพินิจของการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นตามหลักของกฎหมาย หรือเป็นไปตามหลักของอำเภอใจหรือเป็นไปตามหลักความเชื่อทางการเมืองของคนตัดสิน”

 

กฤษฎางค์กล่าวอีกว่า ตนยอมรับว่าไม่ได้ตั้งใจที่จะมายื่นประกันตัวเยาวชนในคดีนี้เช่นเดียวกับทักษิณ แต่ก็กลับมาตรงกับวันที่ทักษิณขอยื่นประกันเช่นเดียวกับเยาวชนทั้ง 12 คนที่ตนเดินทางมายื่นขอประกันในคดีมาตรา 112 ที่ผ่านมาศาลให้เหตุผลว่าไม่ประกันเนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ซึ่งทางทนายความยืนยันมาตลอดว่าจะไม่มีการหลบหนี พวกเขาเป็นเพียงนักศึกษาระดับปริญญาโท ไม่มีแม้แต่เครื่องบินส่วนตัวที่จะหลบหนี

 

เยาวชนผู้ต้องหาต้องการออกมาต่อสู้คดีเท่านั้น ถ้าถามความเห็นตน ทักษิณก็ต้องมีสิทธิ์ได้ประกันตัว เว้นแต่มีพฤติการณ์หลบหนี เพราะตามรัฐธรรมนูญหรือประมวลอาญาก็ดี การควบคุมขังไว้ระหว่างพิจารณาคดีทำไม่ได้เว้นแต่ป้องกันการหลบหนีเท่านั้น

 

เมื่อถามว่าวันนี้ที่มายื่นประกันตัวเยาวชนในคดีมาตรา 112 คาดหวังว่าถ้าทักษิณได้ประกันลูกความของตนจะได้ประกันหรือไม่ กฤษฎางค์กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่าเป็นคนละส่วนกัน แต่ตนก็เชื่อว่าผู้ที่ระหว่างนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีไม่มีใครควรถูกคุมขัง

The post ทนายกฤษฎางค์ระบุ ไม่เจตนายื่นประกันเยาวชนคดี ม.112 ชนทักษิณ เชื่อวันนี้ได้เห็นความจริงกระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>