กระทรวงพาณิชย์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กระทรวงพาณิชย์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 29 Oct 2026 04:40:10 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 วิเคราะห์ผลเจรจาหั่นค่า GP 3 บิ๊กแพลตฟอร์ม จากมุมมอง ‘ผู้ค้าออนไลน์’ สู่กระเป๋า ‘ผู้บริโภค’ สรุปชัดใครได้ประโยชน์จริง ได้อย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรที่ต้องรู้ https://thestandard.co/ecommerce-gp-cut-analysis-smes/ Thu, 29 Oct 2026 04:40:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1272983 การประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์และตัวแทน 3 แพลตฟอร์ม E-Marketplace แถลงผลลดค่าธรรมเนียม GP

กระทรวงพาณิชย์ นำทีมบูรณาการ กขค., ETDA และกรมการค้าภาย […]

The post วิเคราะห์ผลเจรจาหั่นค่า GP 3 บิ๊กแพลตฟอร์ม จากมุมมอง ‘ผู้ค้าออนไลน์’ สู่กระเป๋า ‘ผู้บริโภค’ สรุปชัดใครได้ประโยชน์จริง ได้อย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรที่ต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์และตัวแทน 3 แพลตฟอร์ม E-Marketplace แถลงผลลดค่าธรรมเนียม GP

กระทรวงพาณิชย์ นำทีมบูรณาการ กขค., ETDA และกรมการค้าภายใน เจรจาร่วมกับ 3 แพลตฟอร์ม E-Marketplace รายใหญ่ ได้แก่ Shopee, TikTok Shop และ Lazada สำเร็จ โดยทั้ง 3 รายยินดีปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับกลับไปใช้อัตรา ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นเวลา 6 เดือน (1 ธ.ค. 2569 – 31 พ.ค. 2570) ช่วยลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ไทยราว 1,930 ล้านบาท เดินหน้ารวบรวมข้อมูลทุกภาคส่วนเร่งยกร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล วางกติกาโครงสร้างราคาและพฤติกรรมทางการค้าให้โปร่งใสและเป็นธรรมอย่างยั่งยืน

 

 

ผนึก 3 แพลตฟอร์มยักษ์ หั่นค่า GP ย้อนไปต้นปี

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการหารือร่วมกับ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA), สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย และ 3 แพลตฟอร์ม E-Marketplace ยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Shopee, TikTok Shop และ Lazada หลังจากได้รับทราบปัญหาการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อย ได้รับการคลี่คลายอย่างเป็นรูปธรรม

 

การประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์และตัวแทน 3 แพลตฟอร์ม E-Marketplace แถลงผลลดค่าธรรมเนียม GP 1

 

ผลการเจรจาระยะสั้นระบุว่า ทั้ง 3 แพลตฟอร์มตกลงให้ความร่วมมือในการ ปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมภาคบังคับ (Mandatory Fees) กลับไปใช้อัตราเดิม ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2570

 

มาตรการบรรเทาภาระต้นทุนครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและคืนสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการไทยได้ราว 1,930 ล้านบาท ช่วยให้ร้านค้าและ SMEs มีเวลาในการปรับโครงสร้างต้นทุนและบริหารจัดการธุรกิจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย

 

กขค. ระงับขึ้น GP นำร่อง สู่ พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล

 

เบื้องหลังมาตรการดังกล่าว เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานกำกับดูแล โดย กขค. ได้ใช้อำนาจในการระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม GP เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อเปิดทางให้กรมการค้าภายใน นำโดย วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เจรจาร่วมกับผู้บริหารของทั้ง 3 แพลตฟอร์มเพื่อหาจุดสมดุลร่วมกัน

 

ด้าน สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ระบุว่า การปรับลดค่า GP ครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการคลายล็อกปัญหาของ SMEs ที่ร้องเรียนว่าไม่สามารถปรับตัวรับภาระต้นทุนใหม่ได้ทัน

 

ขณะที่ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวย้ำว่า ภาครัฐไม่ได้ขัดขวางการทำกำไรของแพลตฟอร์ม แต่ต้องการสร้างสมดุลในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับฝั่งผู้ขายและผู้บริโภคมากเกินไป

 

สำหรับแผนงานระยะยาว กระทรวงพาณิชย์จะใช้กรอบเวลา 6 เดือนนี้ในการบูรณาการร่วมกับ ETDA และ กขค. เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงจากผู้ขาย แพลตฟอร์ม และผู้บริโภค นำไปสู่การจัดทำและผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (Platform Economy Act) เพื่อวางกรอบกฎหมายที่ครอบคลุมโครงสร้างค่าธรรมเนียม พฤติกรรมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และมาตรฐานสัญญาอย่างยั่งยืน

 

“เราไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเดือดร้อน เพราะทุกฝ่ายอยู่ในระบบนิเวศเศรษฐกิจเดียวกัน สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือการทำให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ ผู้ประกอบการมีโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม แพลตฟอร์มดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม และประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้น ส่วนในระยะยาว เราจะนำข้อมูล 6 เดือนนี้มาวางกรอบกติกาที่โปร่งใสและเป็นธรรมผ่าน พ.ร.บ. แพลตฟอร์ม” ศุภจี กล่าว

 

การประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์และตัวแทน 3 แพลตฟอร์ม E-Marketplace แถลงผลลดค่าธรรมเนียม GP 2

 

มองผลเจรจาผ่านแว่น ‘คนขาย’ และ ‘คนซื้อ’

 

การบรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญระหว่างกระทรวงพาณิชย์และ 3 แพลตฟอร์ม E-Marketplace เบอร์ต้นของประเทศอย่าง Shopee, TikTok Shop และ Lazada ในการปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ (Mandatory Fees หรือ ค่า GP) ย้อนกลับไปใช้อัตรา ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นเวลา 6 เดือนเต็ม (1 ธันวาคม 2569 – 31 พฤษภาคม 2570) กำลังส่งแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อกระเป๋าเงินของคน 2 กลุ่มหลักในระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล

 

1. ในมุมมองของผู้ค้าออนไลน์ (SMEs) ได้ต่อลมหายใจและฟื้นมาร์จินกำไร

 

สำหรับคนขายของออนไลน์ ค่า GP ที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาคือต้นทุนคงที่ที่กัดกินกำไรจนแทบไม่เหลือส่วนต่าง เมื่อแพลตฟอร์มยอมถอยกลับไปใช้อัตราต้นปี สิ่งที่ผู้ค้าจะได้รับทันทีคือ

 

  • ต้นทุนขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดย Shopee ลดค่าธรรมเนียมลงเหลือ 10.70% (จากเดิม 16.05% หรือช่วง 8.03-13.91% ลดลงสูงสุด 33.30%), TikTok Shop ลดเหลือ 13.92% (จากเดิม 21.41% หรือช่วง 11.24-17.66% ลดลงสูงสุด 35.00%) และ Lazada ลดเหลือ 10.00% (จากเดิม 17.50% หรือช่วง 7.50-11.60% ลดลงสูงสุด 42.90%) ครอบคลุมสินค้าทุกหมวดหมู่ (ยกเว้นหมวดอิเล็กทรอนิกส์)
  • เติมสภาพคล่องรวมกว่า 1,930 ล้านบาท โดยที่เม็ดเงินส่วนนี้จะถูกคืนกลับเข้าสู่กระเป๋าผู้ประกอบการกว่า 1.2 ล้านราย (บุคคลธรรมดา 1,020,000 ราย และนิติบุคคล 180,000 ราย) กลายเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับสต็อกสินค้า รองรับเทศกาลจับจ่ายช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เช่น Mega Sale 11.11, 12.12 และปีใหม่ โดยไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มเติม

 

2. ในมุมมองของผู้บริโภค (นักช้อปออนไลน์) ได้ประโยชน์ทางอ้อมจากราคาสินค้าและโปรโมชัน

 

แม้มาตรการนี้จะไม่ได้ระบุว่าเป็นการสั่งให้ร้านค้าลดราคาสินค้าป้ายแดงลงทันที แต่ผู้บริโภคจะได้รับผลประโยชน์ทางอ้อม 2 ระดับ

 

  • สกัดกั้นการขึ้นราคาสินค้า ที่ผ่านมาร้านค้าจำนวนมากต้องทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าหรือลดขนาดสินค้าลงเพื่อชดเชยค่า GP ที่สูงขึ้น การลดค่า GP ครั้งนี้จะช่วยสกัดไม่ให้ร้านค้าจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนมายังผู้ซื้อ
  • เพิ่มพื้นที่ในการจัดโปรโมชันและส่วนลด เพราะเมื่อร้านค้ามีกำไรส่วนต่างกลับคืนมา 5-7% จะเกิดแรงจูงใจในการแข่งขัน นำส่วนต่างของต้นทุนที่ประหยัดได้มาจัดทำโค้ดส่วนลด คูปองส่งฟรี หรือจัดแคมเปญลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภค แฟชั่น และสินค้าชุมชน (OTOP) ในราคาที่คุ้มค่ากว่าเดิม

 

การประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์และตัวแทน 3 แพลตฟอร์ม E-Marketplace แถลงผลลดค่าธรรมเนียม GP 3

 

เงื่อนไขและขั้นตอนที่ผู้ค้าต้องทำเพื่อรับสิทธิ์

 

สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องตระหนักคือ ‘สิทธิ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติทุกคน’ แต่มีเกณฑ์รายได้และขั้นตอนการคัดกรองที่ชัดเจนตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด

 

โดยเกณฑ์คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ มีดังนี้

 

  • บุคคลธรรมดา: ยอดขายหรือรายได้ต้อง ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
  • นิติบุคคล: ยอดขายหรือรายได้ต้อง ไม่เกิน 3.5 ล้านบาทต่อปี
  • หมวดหมู่สินค้า: ครอบคลุมสินค้า FMCG, ไลฟ์สไตล์, แฟชั่น และ OTOP (ยกเว้นสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์)

 

การประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์และตัวแทน 3 แพลตฟอร์ม E-Marketplace แถลงผลลดค่าธรรมเนียม GP 4

 

เปิด 5 ขั้นตอนและไทม์ไลน์การเข้าร่วม

 

  1. 1 พ.ย. 2569 เป็นต้นไป แพลตฟอร์มจะส่งสัญญาณเตือน (Notification) แจ้งไปยังผู้ประกอบการเพื่อเชิญเข้าร่วมและรับสิทธิ์
  2. ตรวจสอบคุณสมบัติ – ร้านค้าตรวจสอบเกณฑ์รายได้ของตนเอง และต้องมีการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
  3. สถานะการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

 

  • กรณีมีทะเบียนแล้ว – สามารถกดยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบของแพลตฟอร์มได้ทันที
  • กรณียังไม่มีทะเบียน – ต้องไปดำเนินการจดทะเบียนก่อนจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วม (ต่างจังหวัดจดที่เทศบาล/อบต./พาณิชย์จังหวัด ส่วนกลางจดที่สำนักงานเขต กทม. หรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)

 

  1. ตรวจสอบสิทธิ์ (ใช้เวลาประมาณ 10 วันทำการ) แพลตฟอร์มและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
  2. 1 ธ.ค. 2569 – 31 พ.ค. 2570 เริ่มใช้อัตราค่าธรรมเนียมใหม่ตามสิทธิ์ เป็นระยะเวลา 6 เดือนเต็ม

 

มาตรการลดค่า GP 6 เดือนนี้ นอกจากจะ ‘อุ้มต้นทุน’ ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยแล้ว ยังเป็นยุทธศาสตร์ “Formalization of SMEs” ไว้ในเวลาเดียวกัน การผูกสิทธิ์ลดค่าธรรมเนียมเข้ากับการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นแรงจูงใจชั้นดีที่ผลักดันให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่อยู่นอกระบบ เข้าสู่ระบบการค้าที่มีตัวตนอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในระยะยาว

 

ขณะที่ช่วงเวลาพักรบ 6 เดือนนี้ จะเป็นหน้าต่างเวลาสำคัญให้กระทรวงพาณิชย์ได้ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อวางกติกาโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง

The post วิเคราะห์ผลเจรจาหั่นค่า GP 3 บิ๊กแพลตฟอร์ม จากมุมมอง ‘ผู้ค้าออนไลน์’ สู่กระเป๋า ‘ผู้บริโภค’ สรุปชัดใครได้ประโยชน์จริง ได้อย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรที่ต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสโอกาสสตาร์ทอัพไทย ครั้งแรกของ Thailand Pavilion ในงาน SWITCH 2026 https://thestandard.co/thailand-pavilion-switch-2026-startups/ Wed, 28 Oct 2026 08:05:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1272697 บรรยากาศบูธ Thailand Pavilion พร้อมป้ายข้อความ THAILAND ภายในงานแสดงเทคโนโลยีนวัตกรรม SWITCH 2026 ที่สิงคโปร์

SWITCH 2026 เวทีนวัตกรรมระดับโลกเปิดฉากขึ้นอย่างยิ่งใหญ […]

The post ถอดรหัสโอกาสสตาร์ทอัพไทย ครั้งแรกของ Thailand Pavilion ในงาน SWITCH 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศบูธ Thailand Pavilion พร้อมป้ายข้อความ THAILAND ภายในงานแสดงเทคโนโลยีนวัตกรรม SWITCH 2026 ที่สิงคโปร์

SWITCH 2026 เวทีนวัตกรรมระดับโลกเปิดฉากขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ Marina Bay Sands ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 25,000 คนจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ

 

 
 

นับเป็นครั้งแรกของการเปิดตัว Thailand Pavilion จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อนำเสนอ 16 สตาร์ทอัพไทยสู่เวทีสากล และประกาศปักหมุดประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้าน Application Layer ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ

 

THE STANDARD พูดคุยกับ กร เธียรนุกุล รองประธานกลุ่มดิจิทัล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถึงโอกาสและความท้าทายของสตาร์ทอัพไทย รวมถึงบรรยากาศการเข้าร่วมงาน SWITCH 2026

 

ครั้งแรกของไทย Thailand Pavilion ในงาน SWITCH

 

กรกล่าวว่า ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มี Thailand Pavilion ในงาน SWITCH (Singapore Week of Innovation and Technology) ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ของไทยในระดับโลก

 

กรยังระบุอีกว่า ประเทศไทยต้องการเปลี่ยนภาพจำของต่างชาติว่า เราไม่ได้มีแค่เรื่องอาหาร, งานครีเอทีฟ, การท่องเที่ยว หรือสุขภาพ แต่เรามีนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วย ในงานนี้ได้คัดเลือกสตาร์ทอัพผู้ชนะจากโครงการ Thai Digital and AI Award จำนวน 16 บริษัทมาร่วมออกบูธ ท่ามกลางคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่างไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

 

ภาครัฐและสมาคมในอุตสาหกรรมดิจิทัลได้ประชุมตกผลึกร่วมกันว่า ประเทศไทยมุ่งเป้าที่จะเป็น ‘ASEAN Number One in Application Layer Nation’ หรือ ผู้นำด้าน Application Layer ในอาเซียน

 

กรอธิบายว่า หากเปรียบเทียบโครงสร้างดิจิทัลและ AI เป็นเค้ก 5 ชั้น ตามแนวคิดของ เจนเซน หวง โดย (1) ชั้นฐานล่างสุดคือ พลังงาน

 

(2) ชั้นชิปและฮาร์ดแวร์ประมวลผล: แม้ไทยจะส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เยอะ แต่ Value จริงค่อนข้างน้อย เพราะเรานำเข้าชิปมูลค่าสูง (เช่น TSMC, Nvidia) มาแค่ประกอบกับบอร์ด PCB แล้วส่งออก

 

(3) ชั้นโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคลาวด์และ Data Center: แม้การลงทุน Data Center ในไทยจะมาเป็นอันดับ 1 ในปี 2025 แต่สิ่งที่ไทยได้เป็นเพียงการขายพื้นที่ ค่าน้ำ และค่าไฟ

 

(4) ชั้น AI Model: การสร้าง Large Language Model แข่งกับยักษ์ใหญ่โลกอย่าง OpenAI ยังเป็นเรื่องยากและไทยยังทำไม่สำเร็จ

 

(5) ชั้น Application Layer (ชั้นบนสุด): เป็นชั้นที่ไทยเห็นโอกาสสูงสุดและตั้งเป้าเป็นแชมเปียน โดยนำเอา Infrastructure และ AI Model ที่มีอยู่มาพัฒนาต่อยอดใช้งานจริง

 

กลยุทธ์สู่การเป็น ‘ผู้นำด้าน Application Layer ในอาเซียน’

 

กรระบุว่า มี 3 ยุทธศาสตร์หลักในการตั้งเป้าเป็นผู้นำด้าน Application Layer นั่นคือ

 

(1) การสร้างคน (People) โดยตั้งเป้าสร้าง AI Engineers หรือ Builders ในส่วน Application Layer ให้ได้ 300,000 คน ภายในปี 2030

 

(2) การดึงดูดพาร์ตเนอร์ (Partnership) โดยเปิดรับการลงทุนต่างชาติ แต่กำหนดเงื่อนไขว่า ต้องมาร่วมสร้างบริษัทที่นำ AI Model ไปพัฒนาต่อยอดเจาะเฉพาะอุตสาหกรรม (Vertical / Specific Industry) เช่น AI for Manufacturing, Marketing, Tourism, Health, Fintech และ Cybersecurity โดยไม่เน้นการสร้าง LLM ทั่วไปเพิ่มแล้ว

 

(3) การสร้างระบบนิเวศและกองทุนร่วมลงทุน (Ecosystem & Investment) โดยในปัจจุบันการลงทุนในสตาร์ทอัพไทยระยะเริ่มต้นและช่วงเปิดตัวสู่ตลาด (Early Stage / Go-to-Market) ปรับตัวลดลง เนื่องจากกลุ่ม CVC ส่วนใหญ่เลือกลงทุนในรอบ Series A ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ส่งผลให้ผู้ประกอบการในระดับฐานรากขาดแคลนเงินทุนตั้งต้น จึงได้เจรจากับกองทุนสิงคโปร์ เพื่อจัดตั้ง Digital and AI PPP Fund ซึ่งเป็นกองทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเข้ามาเสริมสภาพคล่องและปิดช่องว่างทางการเงินดังกล่าว

 

รองประธานกลุ่มดิจิทัล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังเผยอีกว่า วางแผนส่งผู้ชนะการประกวดไปแข่งขันต่อใน SLINGSHOT เวทีการแข่งขัน Pitching สตาร์ตอัพระดับนานาชาติที่จัดโดย Enterprise Singapore รวมถึงงาน Slush งานรวมตัวของสตาร์ทอัพและนักลงทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดงานหนึ่งของโลก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีช่วงปลายปีที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ส่วนเป้าหมายระยะยาวคือ การผลักดันสตาร์ทอัพไทยไปเติบโตในเวทีระดับโลกอย่างงาน San Jose หรืองานจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง CES ที่สหรัฐอเมริกา

 

‘จุดแข็ง-ข้อจำกัด’ ของสตาร์ทอัพไทย และข้อเสนอแนะ

 

กรมองว่า คนไทยมีศักยภาพ เมื่อได้รับโจทย์จริงจากสภาอุตสาหกรรมฯ (ซึ่งมี 17,000 บริษัท ใน 47 กลุ่มอุตสาหกรรม) สตาร์ทอัพไทยมีความยืดหยุ่นและความอดทนสูงในการค่อยๆ แก้ปัญหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้ใช้จริง อีกทั้งยังสามารถเจรจาขอ Cloud Credits, Mentorship และ Coaching จาก Data Center / Cloud Providers ยักษ์ใหญ่ที่มาลงทุนในไทยมาร่วม Co-creation ได้ รวมถึงการที่ไทยเป็นประเทศผู้ใช้งาน (User) ซึ่งคนไทยเป็น User ที่เก่ง พร้อมทดลองใช้ (Pilot) และมีตลาดรองรับ

 

อย่างไรก็ตาม กรระบุว่า สตาร์ทอัพไทยมักติด ‘กับดักตลาดขนาดกลาง’ (Middle Market Trap) คือ ตลาดในประเทศใหญ่พอให้อยู่รอดได้ แต่เล็กเกินไปที่จะเติบโตระดับโลก ทำให้คิดแบบ Local เป็นหลัก ต่างจากสิงคโปร์ที่ตลาดเล็กมากจึงต้องคิดแบบ International ตั้งแต่วันแรก การมางานนี้จึงเป็นการปรับ Mindset ให้สตาร์ทอัพไทยคิดแบบสากล เพื่อขยายสู่ตลาดต่างประเทศ

 

สภาอุตสาหกรรมฯ ทำหน้าที่เชื่อมต่อและประสานงาน (Connect the Dots) โดยเชื่อมโยง Demand และปัญหาจริงจากสมาชิกสภาอุตสาหกรรมฯ เข้ากับ Supply นวัตกรรมของสตาร์ทอัพ

 

กรยังมองว่า ประเทศไทยต้องกำหนดกรอบและ Area ที่ต้องการปกป้องให้ชัดเจน การเปิดรับทุนต่างชาติเข้ามา เช่น Data Center หรือ AI Model ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องกำหนดเงื่อนไข Next Shot ให้ชัดเจน เมื่อบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น AWS, Google, Microsoft เข้ามาลงทุน เราต้องยื่นข้อเสนอให้ช่วย Mentor, Coaching และสร้างคอร์สฝึกอบรม เพื่อสร้างบุคลากรด้าน Application Layer ร่วมกับเรา

 

การเปิดตัว Thailand Pavilion เป็นครั้งแรกในงาน SWITCH 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงการนำ 16 สตาร์ทอัพไทยไปร่วมออกบูธในเวทีสากลเท่านั้น แต่คือการประกาศจุดยืนของประเทศไทยในการมุ่งสู่การเป็น ‘ผู้นำด้าน Application Layer ในอาเซียน’ อย่างชัดเจน ด้วยการชูจุดแข็งด้าน ‘Applicable Tech’ ที่เน้นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้แก้ไขโจทย์ธุรกิจได้จริง พร้อมทลาย ‘กับดักตลาดขนาดกลาง’ เพื่อปรับ Mindset สู่ระดับสากลตั้งแต่เริ่มแรก การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชนในนาม ‘Team Thailand’ เพื่อช่วยทำหน้าที่เชื่อมต่อจุดแต่ละจุด จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของสตาร์ทอัพไทย จากการเป็นผู้ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ สู่การเป็นผู้เล่นหลักที่เติบโตและเฉิดฉายได้อย่างยั่งยืนในเวทีเทคโนโลยีระดับโลก

 

ภาพ: Narongkorn Manochanpen / THE STANDARD

The post ถอดรหัสโอกาสสตาร์ทอัพไทย ครั้งแรกของ Thailand Pavilion ในงาน SWITCH 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติรับทุน ‘แม่โขง-ล้านช้าง’ 1.6 แสนดอลลาร์ หนุนผู้ประกอบการเกษตรส่งออกผ่านรถไฟ ไทย-ลาว-จีน ยันไร้ภาระผูกพันงบประมาณ https://thestandard.co/cabinet-approves-mekong-lancang-fund/ Tue, 27 Oct 2026 08:16:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1272325 การประชุมคณะรัฐมนตรีทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (27 ตุลาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนัก […]

The post ครม. อนุมัติรับทุน ‘แม่โขง-ล้านช้าง’ 1.6 แสนดอลลาร์ หนุนผู้ประกอบการเกษตรส่งออกผ่านรถไฟ ไทย-ลาว-จีน ยันไร้ภาระผูกพันงบประมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การประชุมคณะรัฐมนตรีทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (27 ตุลาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 (Agreement of Cooperation on Projects of the 2025 Mekong–Lancang Cooperation Special Fund) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อเดินหน้าขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคธุรกิจเกษตรกรรม

 

มติ ครม. ดังกล่าว ได้อนุมัติให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลง เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนจำนวน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน) สำหรับนำมาดำเนิน โครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้าผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง–ล้านช้างมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์และขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย

 

โครงการนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยได้มอบหมายให้สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) เป็นหน่วยงานดำเนินงาน มีกลุ่มเป้าหมายจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร รวม 150 ราย เข้าร่วมฝึกอบรมด้านการค้า การใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ก่อนนำองค์ความรู้ไปจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกัน (Joint Action Plan)

 

ลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ระยะเวลาดำเนินการของโครงการอยู่ที่ 3 ปี โดยฝ่ายจีนจะจัดสรรงบประมาณให้ภายใน 20 วันทำการหลังจากการลงนาม และฝ่ายไทยจะต้องแจ้งยืนยันการรับเงินภายใน 10 วันทำการ ซึ่งการดำเนินงานจะมีการติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุด

 

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นการนำเงินสนับสนุนจากต่างประเทศมาใช้พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยไม่สร้างภาระผูกพันต่องบประมาณของรัฐบาล และไม่ได้ก่อให้เกิดพันธกรณีที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด

 

สำหรับกองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง (MLCSF) เป็นกลไกสนับสนุนความร่วมมือระหว่าง 6 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย โดยในปี 2568 มีโครงการของประเทศไทยที่ได้รับอนุมัติจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 19 โครงการ ซึ่งโครงการของกระทรวงพาณิชย์เป็น 1 ใน 19 โครงการดังกล่าว ที่รัฐบาลมุ่งหวังให้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในระยะยาว

The post ครม. อนุมัติรับทุน ‘แม่โขง-ล้านช้าง’ 1.6 แสนดอลลาร์ หนุนผู้ประกอบการเกษตรส่งออกผ่านรถไฟ ไทย-ลาว-จีน ยันไร้ภาระผูกพันงบประมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยขาดดุลการค้า 12 เดือนต่อเนื่อง หลังยอดนำเข้าขยายตัว 50.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/thailand-trade-deficit-september-imports-record/ Mon, 26 Oct 2026 08:00:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1271882 นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย

ไทยขาดดุลการค้าเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน หลังมูลค่าการน […]

The post ไทยขาดดุลการค้า 12 เดือนต่อเนื่อง หลังยอดนำเข้าขยายตัว 50.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย

ไทยขาดดุลการค้าเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน หลังมูลค่าการนำเข้าขยายตัว 50.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้มูลค่าการส่งออกยังขยายตัวดีที่ 24.0% กระทรวงพาณิชย์คาดมูลค่าการส่งออกปีนี้โต 15-16% ก่อนโตชะลอลงเหลือ 2-3% ในปีหน้า

 

 
 

วันนี้ (26 ตุลาคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยเปิดเผยว่า การส่งออกในเดือนกันยายน 2569 มีมูลค่า 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.3 ล้านล้านบาท ขยายตัว 24.0% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 ติดต่อกัน

 

ส่วนการนำเข้าในเดือนกันยายน 2569 มีมูลค่า 44,295.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.5 ล้านล้านบาท ขยายตัว 50.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ดุลการค้าของไทยขาดดุล 5,856.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.9 แสนล้านบาท ในเดือนกันยายน 2569 นับเป็นการขาดดุลต่อเนื่อง 12 เดือนติดต่อกัน

 

ทั้งนี้ การส่งออกตลอด 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ 19.6% คิดเป็นมูลค่า 304,588.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการนำเข้าตลอด 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ 37.8% คิดเป็นมูลค่า 348,282.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ในภาพรวม ไทยขาดดุลการค้าที่ 43,693.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ปัจจัยหนุน-กดดันการส่งออก

 

สำหรับปัจจัยส่งเสริมการส่งออกในเดือนกันยายน 2569 ประกอบด้วย

 

1.การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเร่งตัวขึ้น สอดคล้องกับประเทศผู้ผลิตเทคโนโลยีในภูมิภาค

 

2.ภาคการผลิตโลกขยายตัวสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี จากคำสั่งซื้อใหม่และการสะสมสินค้าคงคลังของผู้ผลิต

 

3.อุปสงค์ที่แข็งแกร่งของสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนด้านดิจิทัล สินค้ากลุ่มอื่นของสหรัฐฯ ผลักดันการส่งออกภาพรวม

 

4.ผลไม้ภาคใต้ยังออกสู่ตลาดต่อเนื่อง หนุนการส่งออกผลไม้สดขยายตัวสูง เช่น มังคุด ทุเรียน เป็นต้น

 

ด้านปัจจัยกดดัน ได้แก่ สงครามที่ยืดเยื้อกดดันการส่งออกไปภูมิภาคในตะวันออกกลางต่อเนื่อง และมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบกดดันภาพรวมสินค้าอุตสาหกรรมแม้สินค้าศักยภาพอื่นยังขยายตัวได้ดี

 

เปิดแนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป

 

สำหรับแนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2569 สนค.คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง แม้เผชิญแรงกดดันจากพลังงาน เงินเฟ้อ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี

 

โดยสนค.ปรับประมาณการการส่งออกปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 15-16% จากประมาณการเดิมที่ 11% หลังอุปสงค์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขยายตัวกว่าคาด ประกอบกับฐานการส่งออกในช่วงไตรมาส 4/2568 อยู่ในระดับที่ไม่สูง

 

สำหรับปี 2570 คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวต่อเนื่องแต่ต่ำกว่าปี 2569 จากฐานที่สูงมาก เบื้องต้นประเมินขยายตัวได้ที่ระดับ 2-4% โดยยังได้รับแรงสนับสนุนจากเศรษฐกิจโลกที่เร่งตัวขึ้น การค้าโลก และการลงทุนด้าน AI ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป นันทพงษ์มองว่า อาจกระทบให้ภาวะเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกใน 3 มิติด้วยกัน ดังนี้

 

  1. เงินบาทอ่อนค่าลง และเป็นผลดีต่อการส่งออก
  2. หากสินค้าวัตถุดิบนำเข้าบางรายการมีมูลค่าในสัดส่วนที่สูงกว่าการผลิต อาจ กดดันการส่งออกไทยได้
  3. ราคาน้ำมัน ค่าครองชีพสูง กดดันอุปสงค์การนำเข้า

 

พาณิชย์แนะแนวทางลดขาดดุลการค้า

 

สำหรับดุลการค้าไทย ที่มีการขาดดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน มาจากการนำเข้าอุปกรณ์ AI ที่มีการขยายตัวในระดับสูง โดยคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากสุดที่ 317.1% YoY ตามด้วยเครื่องจักรไฟฟ้าฯ 82.4% และแผงวงจรไฟฟ้า 68.5% ซึ่งในภาพรวมการนำเข้าปัจจัยการผลิต คิดเป็น 87.1% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด

 

โดยการนำเข้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป (เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ทองคำ) คิดเป็นสัดส่วน 41.7% ของการนำเข้าทั้งหมด ตามด้วยสินค้าทุน (เช่น คอมพิวเตอร์ฯ และเครื่องจักรไฟฟ้าฯ) ที่ 33.5% และสินค้าเชื้อเพลิง (เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซปิโตรเลียม) ที่ 1.9% ของการนำเข้าทั้งหมด

 

ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภค (เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เสื้อผ้า) และยานพาหนะ/ขนส่ง ซึ่งไทยมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง มีสัดส่วนการนำเข้าเพียง 8.7% และ 3.2% ตามลำดับ

 

ทั้งนี้ สำหรับโครงสร้างการส่งออก สินค้าอุตสาหกรรม (เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์) ยังคงครองสัดส่วนใหญ่ 86.0% ของการส่งออกทั้งหมด ตามด้วยสินค้าเกษตร (เช่น ผลไม้สด ไก่ กุ้ง ปลา) ที่ 5.5% และอุตสาหกรรมการเกษตร (อาหารกระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง) ที่ 5.3%

 

โดยกระทรวงพาณิชย์แนะแนวทางลดขาดดุลการค้าไว้ ดังนี้

 

  • เชื่อมโยงและยกระดับห่วงโซ่อุปทาน
  • ยกระดับมาตรฐานสินค้าและสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรม
  • สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า
  • กระจายความเสี่ยงและสร้างสมดุลการค้า

 

มองการประท้วงยังไม่กระทบส่งออก

 

สำหรับสถานการณ์การประท้วงที่ลุกลามในฝรั่งเศส อิตาลี และอินโดนีเซีย ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิดผ่านสำนักงานการค้าระหว่างประเทศ เพื่อประเมินผลกระทบและช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยปัจจุบันยังไม่พบการยกเลิกคำสั่งซื้อหรือการหยุดชะงักของการขนส่ง อย่างไรก็ตามต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ สนค.ประเมินว่า การประท้วงเกิดขึ้นในบางวัน และไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา ในระยะสั้นจึงยังไม่เห็นผลกระทบ แต่ถ้ามีการนัดหยุดงานที่กระทบห่วงโซ่การส่งออก ก็อาจส่งผลได้ในระยะสั้น

 

สำหรับผลกระทบในระยะกลางและยาวหากการประท้วงยืดเยื้อ สนค.มองว่า พื้นที่การประท้วงอาจมีรายได้จากการท่องเที่ยวที่น้อยลง ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก อาจส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศต้นทางที่มีการประท้วงเบาบางลง ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกไทยในระยะยาว

The post ไทยขาดดุลการค้า 12 เดือนต่อเนื่อง หลังยอดนำเข้าขยายตัว 50.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุโรปประท้วงเดือดลาม 6 ประเทศ ‘พาณิชย์’ เตือนผู้ส่งออก สั่งจับตาการค้าไทย-EU ใกล้ชิด https://thestandard.co/europe-protests-threaten-thai-exports/ Sun, 25 Oct 2026 09:44:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1271695 บรรยากาศการชุมนุมประท้วงบนท้องถนนในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

การประท้วงใน 6 ประเทศยุโรปอาจกระทบการส่งออกไทย ‘ศุภจี’ […]

The post ยุโรปประท้วงเดือดลาม 6 ประเทศ ‘พาณิชย์’ เตือนผู้ส่งออก สั่งจับตาการค้าไทย-EU ใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศการชุมนุมประท้วงบนท้องถนนในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

การประท้วงใน 6 ประเทศยุโรปอาจกระทบการส่งออกไทย ‘ศุภจี’ สั่งกระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อผู้ส่งออกอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแนวทางรับมือ และป้องกันความเสี่ยงด้านประกันภัยกับอัตราแลกเปลี่ยน แม้ 8 เดือนแรก การค้าไทย-EU เติบโต 17.13% ชี้หากการประท้วงยืดเยื้อ ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือความไม่แน่นอน

 

วันที่ 25 ต.ค. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์การชุมนุมและความไม่สงบในยุโรปอย่างใกล้ชิด โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) เร่งประเมินความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการค้าและการส่งออกไทย

 

พร้อมติดตามสถานการณ์เพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและเตรียมแนวทางรับมือให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนธุรกิจและปรับตัวได้อย่างทันท่วงที

 

รายงานสถานการณ์ล่าสุดระบุว่า มีการชุมนุมใน 6 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกส แอลเบเนีย สเปน และเบลเยียม โดยมีประเด็นเรียกร้องแตกต่างกัน ทั้งค่าครองชีพ ค่าจ้าง และปัญหาที่อยู่อาศัย

 

ขณะที่บางพื้นที่มีรายงานการปะทะและเหตุการณ์กระทบต่อความปลอดภัย ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานที่อาจส่งผลต่อการให้บริการขนส่งและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการประเมินสถานการณ์เป็นรายพื้นที่ เพื่อแยกแยะความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการค้าและการขนส่งของไทยอย่างตรงจุด

 

สำหรับผลกระทบต่อการส่งออกไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ความต้องการสินค้าในบางกลุ่ม และการขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งอาจทำให้ระยะเวลาส่งมอบสินค้าเพิ่มขึ้นและต้นทุนดำเนินธุรกิจสูงขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่การชุมนุมหรือการหยุดงานส่งผลต่อบริการขนส่งทางอากาศ ทางบก และการกระจายสินค้าในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามข้อมูลจาก สคต. และผู้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินทางเลือกในการบริหารความเสี่ยง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรักษาความต่อเนื่องทางการค้าและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์

 

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 การค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปมีมูลค่ารวม 34,692.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นการส่งออกของไทยมูลค่า 21,062.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 21.89% และการนำเข้า 13,630.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 10.45%

 

โดยไทยได้ดุลการค้า 7,431.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความสำคัญของตลาดสหภาพยุโรปที่กระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการรักษาโอกาสทางการค้าและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดสำคัญ

 

กระทรวงพาณิชย์ขอให้ผู้ส่งออกติดตามสถานการณ์ในประเทศคู่ค้า พร้อมตรวจสอบสถานะการขนส่งและกำหนดส่งมอบสินค้ากับคู่ค้าและผู้ให้บริการโดยตรง หากเส้นทางขนส่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบ ควรหารือกับคู่ค้าเพื่อปรับกำหนดส่งมอบตามความจำเป็น และเตรียมแผนสำรองสำหรับสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้นหรือมีข้อจำกัดด้านเวลา

 

นอกจากนี้ อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงสู่ตลาดอื่น ลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดยุโรปชั่วคราว และหันไปเร่งเจาะตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน เอเชียใต้หรือตะวันออกกลาง รวมถึงการขยายความคุ้มครองเสริมของประกันภัยขนส่งสินค้า ให้ครอบคลุมภัยจลาจลและการเจตนาทำลายทรัพย์สิน ปรับสัดส่วนการถือครองเงินสกุลยูโร หรือทำสัญญาล่วงหน้า เนื่องจากค่าเงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าลง

 

รวมถึงประเมินเส้นทาง โดยอาจเปลี่ยนท่าเรือหลัก โดยหลีกเลี่ยงท่าเรือในฝรั่งเศสและยุโรป ตะวันตก เลี่ยงไปใช้เส้นทางยุโรปเหนือหรือยุโรปใต้แล้วเชื่อมต่อด้วยระบบราง ตลอดจนโยกย้ายการจัดเก็บคลังสินค้าคงคลังจากพื้นที่เสี่ยง ไปฝากไว้ในประเทศที่มีความปลอดภัยสูงกว่า

 

ภาพ: blackcat126 / Shutterstock

The post ยุโรปประท้วงเดือดลาม 6 ประเทศ ‘พาณิชย์’ เตือนผู้ส่งออก สั่งจับตาการค้าไทย-EU ใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมการค้าต่างประเทศจับมือ สสว. ปั้นโครงการใหญ่ พา SMEs ไทยบุกเจรจาการค้า จีน-อินโดฯ https://thestandard.co/dft-osmep-thai-smes-china-indonesia/ Sun, 25 Oct 2026 03:38:23 +0000 https://thestandard.co/dft-osmep-thai-smes-china-indonesia/ อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ แถลงความร่วมมือจัดโครงการพา SMEs ไทยเจรจาการค้าต่างประเทศ

กรมการค้าต่างประเทศจับมือ สสว. เปิดโครงการ “Business Be […]

The post กรมการค้าต่างประเทศจับมือ สสว. ปั้นโครงการใหญ่ พา SMEs ไทยบุกเจรจาการค้า จีน-อินโดฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ แถลงความร่วมมือจัดโครงการพา SMEs ไทยเจรจาการค้าต่างประเทศ

กรมการค้าต่างประเทศจับมือ สสว. เปิดโครงการ “Business Beyond Borders: Connecting Markets, Creating Opportunities” เตรียมยกทัพผู้ประกอบการ SMEs ไทย พาเจรจาธุรกิจในจีนและอินโดนีเซีย หวังเพิ่มโอกาสขยายตลาดและการลงทุนในต่างประเทศ

 

อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการค้าชายแดนและยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ให้ปรับตัวและเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก ทั้งความขัดแย้งและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า ความไม่สงบบริเวณชายแดน และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งล้วนส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจและความสามารถในการส่งออกของผู้ประกอบการไทย

 

กรมการค้าต่างประเทศจึงร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ดำเนินโครงการจัดคณะผู้แทนแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ SMEs ไทย โครงการนี้อยู่ภายใต้แผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประจำปี 2569 เพิ่มเติม

 

ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของ สสว. และสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งยกระดับผู้ประกอบการไทยและสร้างสมดุลการส่งออก

 

สำหรับโครงการประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่

 

1.อบรมเตรียมความพร้อมสู่ตลาดต่างประเทศ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 60 ราย ระหว่างวันที่ 23–24 พฤศจิกายน 2569

 

2.นำผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมและการคัดเลือกไปเจรจาธุรกิจ กับผู้ซื้อและผู้นำเข้าใน 2 ตลาด ได้แก่ นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 20 ราย ระหว่างวันที่ 21–24 ธันวาคม 2569 และกรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย จำนวน 20 ราย ระหว่างวันที่ 18–21 มกราคม 2570 โดยผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนในระบบ SME ONE ID ของ สสว.

 

จีนและอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ และมีความตกลงการค้าเสรีกับไทย จีนมีตลาดชนชั้นกลางขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดฮาลาลที่ใหญ่ที่สุด ทั้งสองประเทศยังเป็นสมาชิกอาเซียน โดยอินโดนีเซียเป็นสมาชิกกรอบความร่วมมือ IMT-GT ด้วย จึงเป็นตลาดเป้าหมายที่เปิดโอกาสให้ SMEs ไทยขยายการค้าและการลงทุนได้

 

อารดากล่าวเพิ่มเติมว่า SMEs เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย สอดคล้องกับข้อมูลจาก สสว. ปี 2568 รายงานว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3.28 ล้านราย หรือร้อยละ 99.5 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด

 

และมีสัดส่วนการจ้างงานร้อยละ 69.2 แต่มีสัดส่วนต่อ GDP เพียงร้อยละ 34.9 และมีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 12.4 ของมูลค่าการส่งออกรวม ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการเสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสนับสนุนให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ รวมถึงการจ้างงาน และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ฐานราก

The post กรมการค้าต่างประเทศจับมือ สสว. ปั้นโครงการใหญ่ พา SMEs ไทยบุกเจรจาการค้า จีน-อินโดฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ ดัน Credit Term เริ่ม 2 พ.ย. ลุยแก้ปมค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม เสริมแกร่ง SMEs https://thestandard.co/commerce-ministry-credit-term-smes/ Sat, 24 Oct 2026 08:36:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1271511 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการประชุมหารือมาตรการทางการค้า

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ดันกติ […]

The post ‘ศุภจี’ ดัน Credit Term เริ่ม 2 พ.ย. ลุยแก้ปมค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม เสริมแกร่ง SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการประชุมหารือมาตรการทางการค้า

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ดันกติกา Credit Term มีผล 2 พ.ย. 2569 กำหนดกรอบชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับสินค้าเกษตรบางประเภท และ 45 วัน ธุรกิจทั่วไปที่เข้าเกณฑ์ คาดช่วยเพิ่มสภาพคล่อง SMEs สูงสุด 750,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม หนุนแข่งขันเป็นธรรม

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด หลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569

 

นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกติกาการค้า ลดความเหลื่อมล้ำในการต่อรอง และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย

 

หลักเกณฑ์ดังกล่าวมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ

 

โดยกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ในขอบเขตประกาศ

 

พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนกลไกให้ผู้ซื้อรายใหญ่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาแสดงต่อ กขค. ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของตน เพื่อช่วยลดภาระการพิสูจน์ของ SMEs

 

การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดกรอบเวลาชำระเงิน แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ค้า ลดความเสียเปรียบในการต่อรอง และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถบริหารกระแสเงินสด วางแผนธุรกิจ และดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในระยะยาว

 

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนของผู้ประกอบการในมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไป สะท้อนผ่านการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าแพงและค่าครองชีพสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งนางศุภจีเป็นประธาน โดยมีการหารือแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่ SMEs

 

การดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางกลไกกำกับดูแลในระยะยาว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือแนวทางจัดการปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์ม ตลอดจนการพัฒนากติกาการแข่งขันให้เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่ผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับประโยชน์

 

กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ไขปัญหาระยะเวลาชำระเงินผ่านหลักเกณฑ์ Credit Term และการลดภาระต้นทุนจากการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับกลไกการแข่งขันทางการค้า เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ SMEs เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ด้าน สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term ใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน

 

โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนอื่น ๆ ระหว่างรอรับเงินจากคู่ค้า

 

ทั้งนี้ การลดระยะเวลาการชำระเงินจาก 60 วัน เหลือ 45 วัน คาดว่าจะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากสามารถลดระยะเวลาจาก 90 วัน เหลือ 45 วัน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท

 

ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการ ชำระค่าวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านราย ให้สามารถดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

 

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรอรับชำระเงินเป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การกำหนดลดกรอบระยะเวลาชำระเงินจึงช่วยสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ และลดโอกาสการใช้เงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบ

 

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในฐานะหน่วยงานอิสระ ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยึดนโยบายของรัฐบาลในการรักษาความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่อยู่ห่างไกลไว้ โดยให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อทำธุรกิจได้ อันเป็นปัจจัยอันสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน

 

กขค. มุ่งให้การบังคับใช้หลักเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง

 

โดยในการประชุมครั้งนี้ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

The post ‘ศุภจี’ ดัน Credit Term เริ่ม 2 พ.ย. ลุยแก้ปมค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม เสริมแกร่ง SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจีขอบคุณนายกฯ ออกตัวป้องเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ หลังบอกหากปรับต้องเอาตัวเองออกด้วย เผยกำลังใจดี-พร้อมทำงานทุกวัน https://thestandard.co/suphajee-thanks-pm-cabinet-rumors/ Fri, 23 Oct 2026 05:09:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1271147 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (23 ตุลาคม) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีแล […]

The post ศุภจีขอบคุณนายกฯ ออกตัวป้องเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ หลังบอกหากปรับต้องเอาตัวเองออกด้วย เผยกำลังใจดี-พร้อมทำงานทุกวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (23 ตุลาคม) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวการปรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า หากศุภจีออกต้องเอาอนุทินออกด้วย ว่า “ได้ยินแล้ว”

 

ส่วนรู้สึกสบายใจขึ้นหรือไม่นั้น ศุภจีกล่าวว่า รู้สึกขอบคุณท่านนายกฯ ที่พูดแบบนั้น เพราะส่วนตัวยังไม่ได้คุยกับนายกฯ เลยตั้งแต่มีข่าว

 

เมื่อถามว่ากำลังใจยังดีอยู่และพร้อมทำงานใช่หรือไม่ ศุภจีกล่าวว่า มีกำลังใจตลอดเวลาพร้อมทำงานทุกวัน

 

ส่วนมั่นใจหรือไม่ว่าจะไม่ถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี ศุภจีตอบสั้นๆ ว่า “ตามที่นายกฯบอกเลยค่ะ”

The post ศุภจีขอบคุณนายกฯ ออกตัวป้องเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ หลังบอกหากปรับต้องเอาตัวเองออกด้วย เผยกำลังใจดี-พร้อมทำงานทุกวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ชี้ปรับศุภจี ต้องปรับอนุทินด้วย ยันไม่ปรับ ครม. ย้ำฟังทุกฝ่ายสั่งเบรกเสื้อวินสีน้ำเงิน https://thestandard.co/anutin-denies-cabinet-reshuffle-supajee/ Thu, 22 Oct 2026 07:35:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1270894 อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวประเด็นการปรับคณะรัฐมนตรีและนโยบายยาเสพติด

วันนี้ (22 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐม […]

The post นายกฯ ชี้ปรับศุภจี ต้องปรับอนุทินด้วย ยันไม่ปรับ ครม. ย้ำฟังทุกฝ่ายสั่งเบรกเสื้อวินสีน้ำเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวประเด็นการปรับคณะรัฐมนตรีและนโยบายยาเสพติด

วันนี้ (22 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกระแสข่าวปรับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกจากตำแหน่ง โดยยืนยันว่า “ถ้าจะเปลี่ยนท่านศุภจี ต้องเปลี่ยนอนุทิน จะได้ไม่ต้องถามอีก พูดแบบนี้ไม่ดีเลยนะ” พร้อมระบุว่า ศุภจี เป็นบุคลากรหลักและเป็นเสาหลักของรัฐบาลที่ตนเป็นคนไปร้องขอให้มาช่วยดูแลเรื่องการตลาด เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมเอง ไม่ได้มาขอเป็น ดังนั้นหากเปลี่ยนศุภจี ก็ต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี และย้ำว่าไม่มีการปรับ ครม. อย่างแน่นอน

 

ส่วนการข่าวด้านความมั่นคง อนุทินระบุว่า ได้พูดคุยกับ พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนใหม่ พร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพและฝ่ายปกครอง เพื่อวางยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกัน พร้อมสั่งการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์การชุมนุมในประเทศฝรั่งเศส ไม่ให้เกิดการลุกลามหรือเลียนแบบในไทย แม้บริบทสังคมและวัฒนธรรมจะแตกต่างกันก็ตาม

 

สำหรับกรณีเสื้อวินรถจักรยานยนต์รับจ้างใน จังหวัดชลบุรี ที่มีการเปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีน้ำเงิน อนุทินชี้แจงว่า ตนไม่ทราบเรื่องมาก่อน จนกระทั่ง สส. พรรคประชาชน เข้ามาสอบถามและเล่าปัญหาให้ฟังในสภา ซึ่งตนเห็นด้วยว่าเสื้อสีส้มหรือสีแสดมีความปลอดภัยกว่าในการขับขี่ตอนกลางคืน เพราะสะท้อนแสง ยืนยันว่าตนฟังทุกฝ่าย

 

อนุทินกล่าวด้วยว่า พรรคเขาก็ทิ่มผมแทบตายทุกวันๆ ถ้าตนไปคิดเรื่องส่วนตัวก็บอกไม่ต้องมาคุยกับตน แต่เมื่อฟังแล้วมีเหตุผล จึงโทรศัพท์หาปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้เร่งแก้ไขกลับไปใช้สีส้มตามความต้องการของประชาชน ส่วนกรณีที่มีการร้องเรียนเรื่องการซื้อขายเสื้อวินราคา 550 บาทนั้น ได้มอบหมายให้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขในระบบต่อไป

 

นอกจากนี้ หลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) อนุทินเปิดเผยว่า ได้กำชับอธิบดีกรมศุลกากรให้เข้มงวดการตรวจค้นสินค้าส่งออก เพื่อป้องกันการลักลอบนำยาเสพติดออกนอกประเทศ พร้อมย้ำว่า ช่อและดอกของกัญชายังคงเป็นยาเสพติด อนุญาตให้ใช้เฉพาะสาร CBD เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น ห้ามใช้เพื่อสันทนาการเด็ดขาด

 

อนุทินย้ำว่า ได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขหมั่นตรวจสอบและเพิกถอนใบอนุญาตความผิดของร้านค้าที่ฝ่าฝืนทันที รวมถึงสนับสนุนการเพิ่มบทลงโทษในร่างกฎหมายยาเสพติด ให้การถือครองยาบ้าแม้เพียง 1 เม็ด ถือเป็นผู้เสพ ส่วนที่มีคนกังวลว่าคุกไม่พอขัง โรงพยาบาลไม่พอบำบัดนั้น หน่วยงานที่ปฏิบัติยืนยันแล้วว่าสามารถจัดการได้

The post นายกฯ ชี้ปรับศุภจี ต้องปรับอนุทินด้วย ยันไม่ปรับ ครม. ย้ำฟังทุกฝ่ายสั่งเบรกเสื้อวินสีน้ำเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ สั่ง 3 กระทรวงต่อยอด IMF-World Bank ดันอุตฯ MICE- IP Finance-Soft Power กระจายรายได้ชุมชน https://thestandard.co/suphajee-three-ministries-imf-world-bank/ Tue, 20 Oct 2026 11:49:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1270305 ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ศุภจี สั่งบูรณาการ 3 กระทรวง พาณิชย์-วัฒนธรรม-ท่องเที่ย […]

The post ‘ศุภจี’ สั่ง 3 กระทรวงต่อยอด IMF-World Bank ดันอุตฯ MICE- IP Finance-Soft Power กระจายรายได้ชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ศุภจี สั่งบูรณาการ 3 กระทรวง พาณิชย์-วัฒนธรรม-ท่องเที่ยวฯ ต่อยอด IMF-World Bank ดันสินค้าไทย-Soft Power-ท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งบูรณาการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) เปิดเผยว่า จากการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 จะนำโอกาสมาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงการค้า วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและชุมชน สอดรับกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

โดยได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ต่อยอดการพัฒนาสินค้า สร้างแบรนด์ และเชื่อมโยงตลาด ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและการต่อยอดแนวคิด IP Finance รวมถึงสินค้าชุมชน อาทิ ผ้าไทยสำหรับตกแต่งบ้าน ถุงผ้าขาวม้า และอาหารไทย ให้มีมูลค่าและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

 

ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 1ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 2ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 3

 

ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมร่วมต่อยอดการผลักดันทุนทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งการแสดง มวยไทย และศักยภาพศิลปินไทย ให้ต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจและสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติ ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต่อยอดในภารกิจด้านการท่องเที่ยว มุ่งเชื่อมโยงอัตลักษณ์และกิจกรรมไทยเข้ากับการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงโอกาสจากธุรกิจ MICE เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ

 

“ทั้ง 3 กระทรวงต้องดำเนินต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการประชุม โดยเชื่อมตั้งแต่การพัฒนาสินค้าและบริการ การสร้างมูลค่าจากทุนทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการขยายช่องทางการค้าและการท่องเที่ยว พร้อมติดตามผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้โอกาสจากเวทีนานาชาติไม่หยุดอยู่เพียงการจัดงาน แต่ต่อยอดเป็นรายได้ที่กระจายสู่ผู้ประกอบการและชุมชน และเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว”

 

ขณะเดียวกัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผนึกกำลัง สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ นำกลไก MICE มาเชื่อมโยงภาคการผลิตไทยกับผู้ซื้อ นักลงทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ มุ่งยกระดับงานประชุมและแสดงสินค้าให้เป็นแพลตฟอร์มสร้างโอกาสทางธุรกิจ

 

ตั้งแต่การจับคู่ธุรกิจไปจนถึงคำสั่งซื้อ การส่งออก และการลงทุนที่เป็นรูปธรรม พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

 

โดยเฉพาะ SMEs อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก

 

โดยในปีงบประมาณ 2569 มีนักเดินทางกลุ่ม MICE 27.18 ล้านคน สร้างรายได้ 150,901 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ตลอดจนการสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน

 

ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 4ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 5

 

 

ยุทธนา อโนทัยสินทวี ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมหัตถกรรมสร้างสรรค์ ส.อ.ท. กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมหัตถกรรมสร้างสรรค์ ผลักดันศักยภาพงานหัตถกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านผลงานประติมากรรมร่วมสมัย ‘ONE THAILAND’ ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่ Creative Industry เชื่อมพลังงานคราฟต์ทั่วประเทศ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก

 

ผ่านแนวคิด Made in Thailand (MiT) ผสานวัสดุพื้นถิ่นและฝีมือช่างจากหลายภูมิภาค สู่ประติมากรรมร่วมสมัยต้อนรับการประชุม World Bank Group และ IMF Annual Meetings 2026 สะท้อนศักยภาพหัตถกรรมไทยในการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

 

โดย ONE THAILAND เกิดจากแนวคิดการนำภูมิปัญญา วัสดุ และฝีมือช่างจากหลายภูมิภาคมาผสานเป็นงานศิลปะร่วมสมัย โดยยังคงเอกลักษณ์และเรื่องราวของแต่ละท้องถิ่น พร้อมต่อยอดสู่การออกแบบและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าและแข่งขันในตลาดสากลได้

 

ผลงานประกอบด้วยประติมากรรม 2 ชิ้น ได้แก่ ONE THAILAND-WEAVING CONNECTIONS สื่อถึงการเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และภูมิปัญญาเข้าด้วยกัน และ ONE THAILAND-WEAVING THE FUTURE สะท้อนการต่อยอดองค์ความรู้ดั้งเดิมสู่อนาคตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

 

ทั้งสองชิ้นใช้วัสดุหัตถกรรมจากหลายจังหวัด เช่น บาติก ไม้ไผ่ กระจูด กก ผักตบชวา หวาย ใบตาล และป่านศรนารายณ์ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวัสดุท้องถิ่นในการพัฒนาเป็นผลงานที่มีคุณค่าทั้งด้านศิลปะ การออกแบบ และเศรษฐกิจ

 

แนวคิดดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับ Made in Thailand (MiT) เพื่อยกระดับภูมิปัญญาและผลิตภัณฑ์ไทยให้มีมูลค่าเพิ่ม สร้างโอกาสทางการตลาด และขยายศักยภาพของงานหัตถกรรมชุมชนสู่ตลาดสากล

The post ‘ศุภจี’ สั่ง 3 กระทรวงต่อยอด IMF-World Bank ดันอุตฯ MICE- IP Finance-Soft Power กระจายรายได้ชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจีปัดไม่รู้กระแสข่าวกระทรวงริมน้ำเปลี่ยนรัฐมนตรี บอกทำงานทุกวัน ไม่กังวลปรับครม. ชี้อำนาจอยู่ที่นายกฯ https://thestandard.co/suphajee-dismisses-cabinet-reshuffle-rumours/ Tue, 20 Oct 2026 08:49:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1270217 ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

วันนี้ (20 ตุลาคม) ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและ […]

The post ศุภจีปัดไม่รู้กระแสข่าวกระทรวงริมน้ำเปลี่ยนรัฐมนตรี บอกทำงานทุกวัน ไม่กังวลปรับครม. ชี้อำนาจอยู่ที่นายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

วันนี้ (20 ตุลาคม) ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกระแสข่าวกระทรวงริมน้ำจะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ว่า “ไม่ทราบเลย”

 

ส่วนไม่ถอดใจใช่หรือไม่ ศุภจีกล่าวว่า “ไม่ค่ะ ทำงานทุกวัน”

 

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีการเตรียมรับมือไว้อย่างไรบ้าง ศุภจีกล่าวว่า การอภิปรายทำให้เราได้มีโอกาสอธิบายว่าทำอะไรบ้าง ไม่มีอะไร เพราะไม่ได้เก็งข้อสอบ เพราะเรื่องที่เขาบอกมา เรื่องค่าครองชีพแพง ค่าสินค้าราคาแพง เรามีหน้าที่อธิบาย ไม่น่ามีอะไรเป็นพิเศษ

 

ส่วนหนักใจหรือไม่ เพราะเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกก็โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ศุภจีกล่าวว่า “ไม่เป็นไรเลยค่ะ ดีค่ะ จริงๆ แล้วถือเป็นโอกาสในการอธิบาย และเข้าใจว่าฝ่ายค้านมีหน้าที่ต้องถาม เรามีหน้าที่อธิบายแค่นั้นเอง”

 

ทั้งนี้ หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีการจับตาว่ากระทรวงพาณิชย์จะมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรี ศุภจีกล่าวว่า ไม่มีความกังวล เพราะการปรับคณะรัฐมนตรีเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี แล้วแต่นายกรัฐมนตรีว่าจะปรับอย่างไร

The post ศุภจีปัดไม่รู้กระแสข่าวกระทรวงริมน้ำเปลี่ยนรัฐมนตรี บอกทำงานทุกวัน ไม่กังวลปรับครม. ชี้อำนาจอยู่ที่นายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินยัน 18 รัฐมนตรี พร้อมรับศึกซักฟอก ไม่ตอบปมกล้าธรรมร่วมรัฐบาล บอกรอลุ้นผลโหวตก่อน https://thestandard.co/anutin-18-ministers-ready-censure-debate/ Tue, 20 Oct 2026 07:55:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1270148 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (20 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐม […]

The post อนุทินยัน 18 รัฐมนตรี พร้อมรับศึกซักฟอก ไม่ตอบปมกล้าธรรมร่วมรัฐบาล บอกรอลุ้นผลโหวตก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (20 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ว่า ทุกกระทรวงเตรียมพร้อมชี้แจงและทำงานเป็นทีมเวิร์กเนื่องจากรัฐบาลประกอบด้วยสองพรรคการเมือง ทำให้การประสานงานไม่ยาก

 

อนุทินยอมรับว่า กระทรวงมหาดไทยและสำนักนายกรัฐมนตรีตนเองต้องทำการบ้านเยอะเป็นพิเศษ และรัฐมนตรีทั้ง 18 คนพร้อมชี้แจงข้อสงสัย ส่วนตัวมีความมั่นใจภายใน แต่ไม่ขอพูดว่ามั่นใจมาก และแม้ปัจจุบันจะมีเสียงสนับสนุนในสภาเกือบ 300 เสียง แต่การโหวตเป็นเอกสิทธิ์ และที่ผ่านมาตนก็นั่งลุ้นคะแนนทุกครั้ง ไม่ได้บริหารประเทศโดยอ้างแค่เสียงข้างมาก แต่ต้องมั่นใจในข้อมูลที่ตอบข้อซักถาม

 

ส่วนกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาล หรือยุบรวมกับพรรคภูมิใจไทยหลังการอภิปราย อนุทินระบุว่า เรื่องยังไม่เกิดขึ้น จึงยังไม่มีความหมายอะไร ให้รอหลังซักฟอก ชี้แจง และลงมติเสร็จก่อน ส่วนการเสนอกรอบวันอภิปรายวันที่ 27-29 ตุลาคม และลงมติวันที่ 30 ตุลาคมนั้น เพื่อให้รัฐมนตรีรับฟังการอภิปรายได้เต็มที่ แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกประธานสภาผู้แทนราษฎรตักเตือน จึงต้องขออภัยที่อาจใช้คำพูดผิด โดยยืนยันว่าเป็นเพียงข้อเสนอของรัฐบาล ซึ่งสุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับการหารือของวิป 3 ฝ่ายและประธานสภาฯ

 

สำหรับภาพการไปรับประทานอาหารร่วมกับ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม อนุทินกล่าวว่า คบหากันเป็นเพื่อนตั้งแต่ ร.อ. ธรรมนัสยังเป็นผู้กอง เที่ยวเตร่และพึ่งพากันมาตลอด แต่เรื่องการเมืองกับมิตรภาพต้องแยกออกจากกัน เรื่องประเทศชาติก็เป็นเรื่องประเทศชาติ

 

อนุทินยังปฏิเสธตอบเรื่องการปรับ ครม. รวมถึงข่าวการยกกระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงริมน้ำ ให้พรรคกล้าธรรม และบทบาทของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยกล่าวย้ำว่า อย่าเพิ่งสมมติอะไรทั้งสิ้น ขอให้รอ และยืนยันว่ารัฐบาลยังคงทำงานให้ประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าใครจะอยู่ ใครจะไป หรือใครจะมา

The post อนุทินยัน 18 รัฐมนตรี พร้อมรับศึกซักฟอก ไม่ตอบปมกล้าธรรมร่วมรัฐบาล บอกรอลุ้นผลโหวตก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ นำถก ครม. ชงเพิ่มงบเยียวยาน้ำท่วม 1.05 หมื่นล้าน ด้านพาณิชย์เสนออุ้มราคาข้าวเปลือก-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ https://thestandard.co/cabinet-flood-relief-budget-crop-measures/ Tue, 20 Oct 2026 01:31:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1270001 อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

วันนี้ (20 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐ […]

The post นายกฯ นำถก ครม. ชงเพิ่มงบเยียวยาน้ำท่วม 1.05 หมื่นล้าน ด้านพาณิชย์เสนออุ้มราคาข้าวเปลือก-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

วันนี้ (20 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีวาระสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ขออนุมัติงบกลางฉุกเฉิน ปี 2570 เพิ่มเติม วงเงิน 10,508.876 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยาน้ำท่วมที่ยังตกค้างประมาณ 1.4 – 1.7 ล้านครัวเรือน (1,481,401 ครัวเรือน) พร้อมกันนี้กระทรวงมหาดไทยยังเสนอขอผ่อนผันการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A เพื่อดำเนินโครงการขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้า บ้านผาผึ้ง หมู่ที่ 6 และบ้านศรีคีรีรักษ์ หมู่ที่ 11 ตำบลเชียงทอง อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก

 

ด้านมาตรการทางการเกษตร กระทรวงพาณิชย์เสนอมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 ขณะที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เสนอมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่งเสริมการผลิต ปี 2569/70 หลังผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น เพื่อป้องกันราคาข้าวโพดตกต่ำ

 

สำหรับวาระทางการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอเรื่องขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ครม. อาจมีมติแจ้งสภาฯ ถึงความพร้อมของรัฐบาลเกี่ยวกับกำหนดวันที่จะสู้ศึกอภิปรายดังกล่าว

 

ด้านการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศเสนอการลงนามความตกลงระหว่างไทยกับโปรตุเกส ว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางทูต ราชการ หรือหนังสือเดินทางพิเศษ และความตกลงระหว่างไทยกับสเปน ว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางราชการ รวมถึงรายงานเอกสารผลลัพธ์การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (JC) ครั้งที่ 16 และการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดน (JDS) ครั้งที่ 7 ระดับรัฐมนตรี ระหว่างไทยกับมาเลเซีย ซึ่งมีกำหนดประชุมวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ

 

ส่วนวาระอื่นๆ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอร่างความตกลงการจัดตั้งสำนักงานการท่องเที่ยวอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง, สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอการขยายระยะเวลาบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการต่ออายุโครงการ Country Programme ระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

 

กระทรวงคมนาคมเสนอการออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568, กระทรวงการคลังเสนอรายงานประจำปี 2568 ของกองทุนการออมแห่งชาติ รายงานผลการดำเนินงานของระบบประกันภัยและพัฒนาการที่สำคัญ รอบ 12 เดือน ปี 2567 และปี 2568 รวมถึงอาจมีการเสนอมาตรการด้านภาษีหรือธุรกรรมการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

The post นายกฯ นำถก ครม. ชงเพิ่มงบเยียวยาน้ำท่วม 1.05 หมื่นล้าน ด้านพาณิชย์เสนออุ้มราคาข้าวเปลือก-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิด้าโพลชี้คนไทยเกือบ 40% มองมหาดไทยรับศึกหนักซักฟอก อีก 30% เชื่อกล้าธรรมไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี https://thestandard.co/nida-poll-censure-debate-interior-ministry/ Sun, 18 Oct 2026 03:59:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1269394 ภาพการประชุมคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร […]

The post นิด้าโพลชี้คนไทยเกือบ 40% มองมหาดไทยรับศึกหนักซักฟอก อีก 30% เชื่อกล้าธรรมไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุมคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในวันนี้ (18 ตุลาคม) เรื่อง ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ ใครรับศึกหนัก’ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มองประเด็นปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเผชิญความกดดันมากที่สุด ขณะที่กระทรวงมหาดไทยถูกมองว่าจะต้องรับศึกหนักที่สุดในการอภิปรายครั้งนี้

 

ปัญหาเศรษฐกิจ-คดีฮั้ว สว. ประเด็นหลักทำรัฐบาลเครียด

 

เมื่อสอบถามถึงประเด็นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลที่จะทำให้ฝ่ายรัฐบาลต้องเครียดหนัก ผลสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างมองประเด็นต่างๆ ตามลำดับดังนี้

 

  1. การโดนกล่าวหาว่าขาดความสามารถในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 34.27
  2. ทุกประเด็นต้องเครียดหมด ร้อยละ 28.93
  3. กรณีคดีฮั้วการเลือกตั้ง สว. ร้อยละ 26.26
  4. การโดนกล่าวหาว่าไร้ความสามารถในการแก้ไขวิกฤตค่าครองชีพ ร้อยละ 25.88
  5. การโดนกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 23.97
  6. กรณีคดีการทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ร้อยละ 22.44
  7. การโดนกล่าวหาว่าใช้อำนาจเพื่อเอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ร้อยละ 16.72
  8. การโดนกล่าวหาว่าละเลยในการจัดการกับขบวนการทุนเทา ร้อยละ 14.43

 

ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่เหลือประกอบด้วย เรื่องระบอบสีน้ำเงิน (ร้อยละ 7.56) กรณีโครงการ TH-AI Passport (ร้อยละ 3.59) การขาดธรรมาภิบาล (ร้อยละ 3.44) และการทำลายองค์กรอิสระ (ร้อยละ 1.60)

 

ขณะที่มีผู้ตอบว่าไม่มีประเด็นใดต้องเครียดอยู่ที่ร้อยละ 5.34

 

มหาดไทยแชมป์รับศึกหนัก เชื่อฝ่ายค้านมีหลักฐานชัดเจน

 

สำหรับกระทรวงที่จะต้องรับศึกหนักในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ประชาชนร้อยละ 38.78 ระบุว่าเป็นกระทรวงมหาดไทย

 

รองลงมาคือทุกกระทรวงต้องรับศึกหนัก ร้อยละ 23.05

 

สำนักนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 21.37

 

กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 18.63

 

กระทรวงการคลัง ร้อยละ 16.26

 

ด้านความเชื่อมั่นต่อหลักฐานของฝ่ายค้าน ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 45.65 เชื่อว่าฝ่ายค้านจะมีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมและชัดเจนในการอภิปรายรัฐมนตรีทั้ง 18 คน

 

รองลงมาร้อยละ 41.22 เชื่อว่าจะมีหลักฐานชัดเจนสำหรับรัฐมนตรีบางคน และร้อยละ 11.76 มองว่าจะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเลย

 

คาดพรรคกล้าธรรมโหวตไว้วางใจ-การเมืองไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 

ในประเด็นการตัดสินใจลงมติของ สส. พรรคกล้าธรรม ประชาชนร้อยละ 30.38 คาดว่าจะยกมือไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง 18 คน ขณะที่ร้อยละ 22.75 คาดว่าจะงดออกเสียง และร้อยละ 18.32 คาดว่าจะไว้วางใจเพียงบางคน

 

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 40.84 ระบุว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง รองลงมาร้อยละ 26.34 คาดว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี ร้อยละ 19.39 มองว่าจะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกตั้งใหม่ ร้อยละ 9.69 คาดว่าจะมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล และร้อยละ 3.28 มองว่ารัฐมนตรีบางคนจะลาออกจากตำแหน่ง

 

การสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 ตุลาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0

The post นิด้าโพลชี้คนไทยเกือบ 40% มองมหาดไทยรับศึกหนักซักฟอก อีก 30% เชื่อกล้าธรรมไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีดีแต่ไม่มีทุน เวที IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ดันใช้ ‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ เป็นหลักประกัน ปลดล็อกแหล่งทุนให้ SMEs https://thestandard.co/ip-collateral-smes-imf-world-bank/ Tue, 13 Oct 2026 12:31:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1268016 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันเงินกู้สำหรับ SMEs พร้อมโลโก้ AM26

อีกหนึ่งไฮไลต์ในงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเง […]

The post มีดีแต่ไม่มีทุน เวที IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ดันใช้ ‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ เป็นหลักประกัน ปลดล็อกแหล่งทุนให้ SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันเงินกู้สำหรับ SMEs พร้อมโลโก้ AM26

อีกหนึ่งไฮไลต์ในงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) คือการเปิดฉากการเสวนาวาระสำคัญในหัวข้อ ‘Financial Innovation via Intangible Assets: Unlocking Growth Through IP-Backed Finance’ มุ่งผลักดันการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เป็นหลักประกันระดมทุน หวังแก้ปัญหาช่องว่างทางการเงินและขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

 

 

ทางรอดใหม่ของ SMEs เปลี่ยน ‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ ให้เป็นเงินทุน

 

ภายในวงเสวนามีผู้เชี่ยวชาญ คณะผู้บริหารระดับสูง และตัวแทนจากหน่วยงานการเงินชั้นนำทั่วโลกร่วมระดมสมอง เริ่มตั้งแต่ Antonio Ber และ Andrea Di Carlo รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป (EUIPO) เปิดเผยว่า EUIPO ได้ยกระดับบทบาทจากหน่วยงานจดทะเบียน สู่การเป็นกลไกขับเคลื่อนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเต็มรูปแบบ

 

วิกฤต SMEs ยุโรป ขาดเงินทุนมหาศาลกว่า 3.6 แสนล้านยูโรต่อปี

 

พร้อมเผยข้อมูลจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) รายงานว่า ในปี 2025 การลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตนทั่วโลกมีมูลค่าแตะระดับเกือบ 9 ล้านล้านยูโร โดยมีอัตราการเติบโตสูงกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีตัวตนถึง 3 เท่า

 

สะท้อนให้เห็นโลกการเงินกำลังเผชิญกับช่องว่างทางการเงินครั้งใหญ่ โดยผลการศึกษาของ EUIPO พบว่า ธุรกิจ SMEs ในสหภาพยุโรปขาดแคลนเงินทุนรวมกว่า 3.65 แสนล้านยูโรต่อปี ในจำนวนนี้ เป็นความต้องการเงินทุนของกลุ่มธุรกิจที่เน้นใช้ IP สูงถึง 7 หมื่น-1.5 แสนล้านยูโรต่อปี หากสามารถผลักดันกลไก IP-Backed Finance ได้เต็มประสิทธิภาพ จะช่วยปลดล็อกเงินทุนเข้าสู่ระบบได้สูงถึง 1.2 แสนล้านยูโรต่อปี

 

นอกจากนี้ รายงาน Draghi ปี 2024 ยังสะท้อนถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างในยุโรปว่า แม้ยุโรปจะโดดเด่นด้านงานวิจัย แต่กลับล้มเหลวในการแปลงนวัตกรรมให้เป็นความเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้บริษัทระดับ Unicorn ในยุโรปเกือบ 30% ต้องตัดสินใจย้ายสำนักงานใหญ่ไปต่างประเทศเพื่อแสวงหาแหล่งเงินทุน

 

ด้วยเหตุนี้ สหภาพยุโรปจึงอยู่ระหว่างเร่งขับเคลื่อน European Innovation Act เพื่อสร้างกรอบการประเมินมูลค่า IP ส่วนกลาง ตามด้วยตลาดดิจิทัล และศูนย์ความเชี่ยวชาญด้าน IP Finance ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในระบบได้อีก 1 หมื่นล้านยูโรต่อปี

 

ด้าน Sophia ผู้อำนวยการใหญ่ภาคการเงินของธนาคารโลก ย้ำเสริมว่า การปลดล็อก IP-Backed Finance มีความสำคัญมากต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั่วโลก ซึ่งสร้างการจ้างงานมากกว่า 50 ล้านคน และยังเป็นภาคส่วนที่มีสัดส่วนแรงงานคนรุ่นใหม่และผู้หญิงสูงที่สุดอีกด้วย

 

ทำไม ‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ ยังไม่ถูกยอมรับในระบบธนาคารดั้งเดิม

 

ในการเสวนาช่วงแรก บรรดาผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมวิเคราะห์ถึงอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ IP ยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่ระบบการเงินได้อย่างเต็มตัว

 

โดย Nicholas Kalisperas จากสถาบันมาตรฐานการประเมินมูลค่าสากล (IVSC) กล่าวว่า ธนาคารส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจในการจัดประเภท IP ให้เป็นสินทรัพย์ที่ระดมทุนได้ และยังขาดความโปร่งใสในกระบวนการประเมินมูลค่า

 

ขณะที่ Ambroise Fayolle รองประธานธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (EIB) อธิบายว่า แม้ EIB จะปล่อยกู้โครงการนวัตกรรมถึงปีละ 2 หมื่นล้านยูโร แต่ระบบธนาคารทั่วไปถูกออกแบบมาเพื่อรองรับหลักประกันกายภาพ จึงเป็นเรื่องยากในการประเมินมูลค่าบริษัทที่มีสินทรัพย์เป็นสิทธิบัตรหรือซอฟต์แวร์

 

รวมถึง Mahvash รองผู้อำนวยการฝ่ายยุโรปของ IMF ชี้ว่า ยุโรปมีช่องว่างด้านผลิตภาพที่โตช้ากว่าสหรัฐฯ เนื่องจากพึ่งพาระบบธนาคารเป็นหลัก จึงขาดเงินทุนเสี่ยงระยะยาว

 

เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคดังกล่าว ที่ประชุมได้เสนอแนวทางแก้ไขในหลายมิติ เริ่มตั้งแต่เสนอให้ดึงเงินออมเข้าสู่ตลาดทุนผ่านระบบ Opt-out อัตโนมัติของกองทุนบำเหน็จบำนาญ ยืดหยุ่นกฎระเบียบเพื่อให้ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้มากขึ้น รวมศูนย์โครงสร้างพื้นฐาน และใช้สถาบันการเงินภาครัฐช่วยลดความเสี่ยงเพื่อดึงดูดภาคเอกชน

 

พร้อมกันนี้ ยังผลักดันให้มีการบังคับใช้ IP Disclosure ให้บริษัทระบุมูลค่า IP ในงบการเงิน สร้างกรอบการประเมินที่ธนาคารใช้ได้จริง และแบ่งปันความเสี่ยงร่วมกับ EIF ขณะที่ IVSC ย้ำให้แยกกระบวนการประเมินมูลค่า IP ออกจากการอนุมัติสินเชื่อ พร้อมเร่งยกระดับทักษะผู้ประเมิน

 

รวมถึงยังนำเสนอความสำเร็จของเครื่องมือ Venture Debt/Quasi-equity ที่ช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในยุโรปได้ถึง 30% และโครงการ ETCI ที่ช่วยสร้าง Unicorn ใหม่ได้ถึง 15 ราย พร้อมแนะผู้ประกอบการให้พัฒนาทักษะการเล่าเรื่องธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน

 

พาณิชย์เตรียมเปิด Sandbox นำร่องธุรกิจใช้ IP เป็นหลักประกัน

 

ขณะที่บทบาทของประเทศไทย ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันทรัพย์สินไม่มีตัวตน โดยเฉพาะ IP เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมูลค่าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่การนำทรัพย์สินเหล่านี้มาใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงแหล่งทุนยังมีข้อจำกัด

 

ทั้งในมิติด้านการประเมินมูลค่า IP การสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างเจ้าของสิทธิ สถาบันการเงิน และผู้ประเมินราคา ตลอดจนการนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อ ปัญหา ณ ปัจจุบันคือช่องว่างระหว่างมูลค่าของ IP กับการนำไปใช้ประโยชน์ในระบบการเงิน

 

ซึ่งสะท้อนโอกาสในการพัฒนากลไกให้ IP สามารถสร้างประโยชน์ต่อภาคธุรกิจได้มากขึ้น

 

ดร. กิริฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายสำคัญทั้งของไทยและในระดับภูมิภาค คือการเชื่อมช่องว่างระหว่างการประเมินมูลค่า IP กับการจัดหาเงินทุน โดยมีหัวใจหลักคือการสร้าง ‘ระบบนิเวศการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา’ ที่ทำให้สินทรัพย์ไม่มีตัวตนสามารถประเมินมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือและนำไปใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้จริง

 

โดยประเด็นดังกล่าวสอดรับกับแนวนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการลดข้อจำกัด ปลดล็อกอุปสรรค และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ พร้อมยกระดับบทบาทของ IP ให้เป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน

 

ภายใต้แนวทางดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงเร่งวางรากฐานระบบ IP Finance ของไทยใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่

 

1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการประเมินมูลค่า IP โดยร่วมมือกับสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินในประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติในระดับสากลภายในปี 2571 พร้อมทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อสร้างความเข้าใจและพัฒนากระบวนการรองรับ IP ในฐานะสินทรัพย์ทางธุรกิจ

 

และ 2. การจัดทำโครงการนำร่อง IP Finance Sandbox Thailand โดยนำผู้ประกอบการ SMEs ผู้ประเมินมูลค่า และสถาบันการเงินมาร่วมทดลองและวางรากฐานการขับเคลื่อนระบบ IP Finance ของไทยผ่านกรณีศึกษาจริง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาระบบให้สามารถขยายผลได้ต่อไป

 

นอกจากนี้ ดร. กิริฎา ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของไทยในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน พ.ศ. 2569-2573 (ASEAN Intellectual Property Rights Action Plan 2026-2030) ซึ่งมุ่งพัฒนากรอบการประเมินมูลค่า IP ระดับภูมิภาค และโครงการนำร่อง IP-backed Financing ในประเทศสมาชิกอาเซียน

 

รวมถึงการร่วมผลักดันร่างคู่มืออาเซียนเพื่อความเข้าใจรายงานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลางสำหรับสถาบันการเงินและนักลงทุนทั่วภูมิภาคในการวิเคราะห์และตรวจสอบรายงานประเมินมูลค่า IP ข้ามพรมแดน

 

ทั้งนี้ บรรยากาศการอภิปรายดังกล่าวดำเนินไปอย่างเข้มข้นและได้รับข้อมูลที่น่าสนใจจากทุกภาคส่วน โดยผู้ร่วมอภิปรายต่างเห็นพ้องร่วมกันว่า การพัฒนาระบบการเงินจากฐานทรัพย์สินทางปัญญาเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกัน ทั้งในด้านการสร้างมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่เป็นสากล การบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน และสร้างความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค

The post มีดีแต่ไม่มีทุน เวที IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ดันใช้ ‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ เป็นหลักประกัน ปลดล็อกแหล่งทุนให้ SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
สนค. เผยค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทย เฉลี่ย 21,217 บาท/เดือน เพิ่มขึ้น 326 บาท เหตุ ‘น้ำมัน-เดินทาง-อาหาร’ ดันรายจ่าย https://thestandard.co/thai-household-expenses-rise-oil-food/ Sat, 10 Oct 2026 06:43:20 +0000 https://thestandard.co/thai-household-expenses-rise-oil-food/ ภาพประกอบกราฟิกแสดงค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทยที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน การเดินทาง และอาหาร

สนค. เผยค่าใช้จ่ายครัวเรือน 9 เดือนแรกปี 2569 เฉลี่ย 21 […]

The post สนค. เผยค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทย เฉลี่ย 21,217 บาท/เดือน เพิ่มขึ้น 326 บาท เหตุ ‘น้ำมัน-เดินทาง-อาหาร’ ดันรายจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกราฟิกแสดงค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทยที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน การเดินทาง และอาหาร

สนค. เผยค่าใช้จ่ายครัวเรือน 9 เดือนแรกปี 2569 เฉลี่ย 21,217 บาท/เดือน เพิ่ม 326 บาท เหตุ ‘น้ำมัน-เดินทาง-อาหาร’ ดันรายจ่าย มองทรงตัวสูงต่อในระยะข้างหน้า จับตาราคาน้ำมันในตลาดโลก และผลกระทบจากอุทกภัย

 

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยภาพรวมค่าใช้จ่ายครัวเรือนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-กันยายน) พบว่า ครัวเรือนไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 21,217 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 326 บาท หรือประมาณ 1.6% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 20,891 บาทต่อเดือน โดยแรงกดดันหลักมาจากค่าใช้จ่ายด้านพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร รวมถึงค่าอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

หมวดที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ พาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร เฉลี่ย 4,895 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 228 บาทจาก 4,667 บาทในปีก่อน คิดเป็น 23.07% ของค่าใช้จ่ายครัวเรือนทั้งหมด โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าโดยสารสาธารณะที่ปรับสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก

 

ส่วน อาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 8,342 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 118 บาท โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป ซึ่งเพิ่มขึ้น 93 บาท มาอยู่ที่ 3,528 บาทต่อเดือน ขณะที่ค่าใช้จ่ายกลุ่มข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้งเพิ่มขึ้น 14 บาท มาอยู่ที่ 736 บาท รวมถึงเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ไข่และผลิตภัณฑ์นม น้ำตาล และผักและผลไม้ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

 

ในทางกลับกัน ค่าใช้จ่ายสำหรับวัตถุดิบประกอบอาหารสดบางรายการลดลง โดยค่าใช้จ่ายเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำอยู่ที่ 1,536 บาทต่อเดือน ลดลง 15 บาท ขณะที่เครื่องประกอบอาหารลดลง 6 บาท มาอยู่ที่ 252 บาท สะท้อนพฤติกรรมของครัวเรือนที่หันไปพึ่งพาอาหารปรุงสำเร็จและอาหารนอกบ้านมากขึ้น เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลา

 

ขณะที่ค่าใช้จ่ายในหมวดเคหสถานลดลง 17 บาท มาอยู่ที่ 5,117 บาทต่อเดือน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับลดค่าไฟฟ้า ส่วนหมวดค่าใช้จ่ายที่สามารถชะลอได้ก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน ทั้งการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคลที่ลดลง 5 บาท มาอยู่ที่ 1,327 บาท หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าลดลง 4 บาท มาอยู่ที่ 444 บาท และหมวดยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง 1 บาท มาอยู่ที่ 250 บาท

 

สนค. ประเมินว่า การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายครัวเรือนส่วนหนึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ซึ่งกระทบต่ออุปทานพลังงานและทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับสูงขึ้น ก่อนส่งผ่านไปยังต้นทุนการเดินทาง การขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตอาหาร

 

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป โดยครัวเรือนนิยมซื้ออาหารสำเร็จรูปและรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในหมวดอาหารเพิ่มขึ้น ขณะที่การลดรายจ่ายในหมวดที่ไม่จำเป็น เช่น เสื้อผ้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สะท้อนการปรับพฤติกรรมเพื่อรักษาสภาพคล่องในช่วงที่ค่าใช้จ่ายจำเป็นยังอยู่ในระดับสูง

 

สำหรับแนวโน้มระยะถัดไป สนค. ประเมินว่าค่าใช้จ่ายครัวเรือนยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง โดยต้องจับตาความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปลายปี ซึ่งอาจทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นและส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

 

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจกระทบพื้นที่เพาะปลูกและทำให้ราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผักสด ผันผวนในระยะสั้น รวมถึงเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนที่ต้องซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือจัดหาเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ภายในบ้านที่ได้รับความเสียหาย

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้งศูนย์ Single Command และ War Room เพื่อติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ทั้งด้านปริมาณสินค้า ความต้องการ ราคา และเส้นทางขนส่ง เพื่อให้สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่เริ่มมีสัญญาณตึงตัวได้อย่างรวดเร็ว

 

โดยทาง สนค. จะติดตามและประเมินผลกระทบต่อค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยและเสนอแนะแนวทางดูแลราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายของประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์

The post สนค. เผยค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทย เฉลี่ย 21,217 บาท/เดือน เพิ่มขึ้น 326 บาท เหตุ ‘น้ำมัน-เดินทาง-อาหาร’ ดันรายจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลคุมเข้มราคาสินค้าช่วงกินเจ จัดโปรลดสูงสุด 50% คาดโทษฉวยโอกาสขึ้นราคาคุก 7 ปี https://thestandard.co/government-price-control-j-festival-discount/ Sat, 10 Oct 2026 03:19:47 +0000 https://thestandard.co/government-price-control-j-festival-discount/ ภาพอาหารเจและผักสดหลากหลายชนิดในตลาดที่รัฐบาลจัดโปรโมชันลดราคา

วันนี้(10 ตุลาคม) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำ […]

The post รัฐบาลคุมเข้มราคาสินค้าช่วงกินเจ จัดโปรลดสูงสุด 50% คาดโทษฉวยโอกาสขึ้นราคาคุก 7 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาหารเจและผักสดหลากหลายชนิดในตลาดที่รัฐบาลจัดโปรโมชันลดราคา

วันนี้(10 ตุลาคม) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 9-18 ตุลาคม 2569 รัฐบาลได้กำชับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาและพบปะผู้ประกอบการ เพื่อดูแลให้ประชาชนซื้อสินค้าได้อย่างเป็นธรรม ล่าสุดได้จัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569” โดยมีพันธมิตรเข้าร่วม 45 ราย เชื่อมโยงผักสดจากแหล่งผลิตสู่ตลาดกลาง 4 แห่ง ได้แก่ ตลาดไท สี่มุมเมือง ศรีเมือง และล้านเมือง

 

โครงการดังกล่าวยังครอบคลุมการจำหน่ายวัตถุดิบและอาหารเจผ่านห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ร้านสะดวกซื้อ

 

ผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต (Future Food) และอาหารปรุงสดจากร้านอาหารเจ รวม 852 รายการทั่วประเทศ โดยจัดโปรโมชันลดราคาสูงสุด 50% เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าในราคาประหยัด ควบคู่กับการกระจายผลผลิตจากเกษตรกรสู่ตลาด

 

สำหรับสถานการณ์ราคาผักสดที่ก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมจนราคาปรับสูงขึ้น ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณคลี่คลาย ราคาขายส่ง ณ ตลาดกลางในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีแนวโน้มปรับลดลงและคาดว่าจะดีขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ ยังแนะให้ประชาชนเลือกบริโภคโปรตีนทางเลือกจากพืชให้หลากหลาย เพิ่มผักผลไม้ ลดอาหารหวาน มัน เค็ม และระวังผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จำแลงที่มีโซเดียมและไขมันสูง เพื่อให้ได้ทั้งบุญและสุขภาพที่ดี ห่างไกลกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

 

ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกประเภทให้จำหน่ายสินค้าในราคาเป็นธรรม ปิดป้ายแสดงราคาชัดเจน หากพบพฤติการณ์ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชนพบเห็นการเอาเปรียบ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569

The post รัฐบาลคุมเข้มราคาสินค้าช่วงกินเจ จัดโปรลดสูงสุด 50% คาดโทษฉวยโอกาสขึ้นราคาคุก 7 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจีหนุนเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท เล็งใช้เงินบางส่วนหนุน Cash Rebate กองถ่ายหนังต่างชาติ เร่งดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ https://thestandard.co/supajee-land-fee-cash-rebate/ Fri, 09 Oct 2026 04:28:17 +0000 https://thestandard.co/supajee-land-fee-cash-rebate/ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

วันนี้ (9 ตุลาคม) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ […]

The post ศุภจีหนุนเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท เล็งใช้เงินบางส่วนหนุน Cash Rebate กองถ่ายหนังต่างชาติ เร่งดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

วันนี้ (9 ตุลาคม) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงแนวทางจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน ว่า เรื่องดังกล่าวผ่านการหารือในคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติมาแล้ว โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนออัตราจัดเก็บ 450 บาทต่อคน

 

ศุภจีกล่าวว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดให้รอบด้าน ทั้งหลักเกณฑ์การจัดเก็บ การเบิกจ่าย และวัตถุประสงค์การใช้เงิน โดยทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอน

 

สำหรับข้อกังวลว่าจะกระทบต่อการท่องเที่ยวหรือไม่ ศุภจีกล่าวว่า หลายประเทศมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมลักษณะเดียวกัน โดยไทยต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ทั้งการดูแลความปลอดภัย การจัดทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการนำเงินไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ยังขาดงบประมาณ

 

ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ช่วยพิจารณาข้อกฎหมายว่า เงินค่าธรรมเนียมบางส่วนสามารถนำมาใช้สนับสนุนมาตรการ Cash Rebate สำหรับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างชาติได้หรือไม่ หากมีจำนวนกองถ่ายเข้ามามากจนวงเงินงบประมาณปกติไม่เพียงพอ

 

ศุภจีกล่าวว่า ในส่วนของมาตรการ Cash Rebate การประชุมล่าสุดไม่ได้เป็นการออกหลักเกณฑ์ใหม่ แต่เป็นการแก้ปัญหาความล่าช้าในกระบวนการจ่ายเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับเงินคืนเร็วขึ้น หลังช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลทำให้การแต่งตั้งคณะกรรมการล่าช้า ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่แล้ว จึงเตรียมเร่งระบายงานค้างให้เดินหน้าต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดปรับระบบสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้เกิดความเท่าเทียมมากขึ้นระหว่างกองถ่ายต่างชาติที่อยู่ภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับผู้ประกอบการภาพยนตร์ไทยที่อยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม โดยมองว่าการควบรวมงานของทั้งสองกระทรวงในอนาคตจะช่วยให้การบริหารมาตรการสนับสนุนเป็นระบบและเดินไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น

The post ศุภจีหนุนเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท เล็งใช้เงินบางส่วนหนุน Cash Rebate กองถ่ายหนังต่างชาติ เร่งดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี ยินดีฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ มองเป็นโอกาสชี้แจงประชาชน https://thestandard.co/supajee-welcomes-no-confidence-debate/ Thu, 08 Oct 2026 09:20:07 +0000 https://thestandard.co/supajee-welcomes-no-confidence-debate/ ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (8 ตุลาคม) เวลา 14.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศุภจี […]

The post ศุภจี ยินดีฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ มองเป็นโอกาสชี้แจงประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (8 ตุลาคม) เวลา 14.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 โดยมีรายชื่อปรากฏเป็น 1 ใน 18 รายชื่อว่า ตนยังไม่เห็น แต่ยอมรับว่าไม่เป็นไร ยินดี และถือเป็นช่วงโอกาสที่ดีที่จะอธิบายได้ว่าสิ่งที่เราทำมีอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์กับประชาชน

 

เมื่อถามว่าการที่เป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกอภิปรายเหนือความคาดหมายหรือไม่ ศุภจีกล่าวว่า ไม่ เพราะหลักใหญ่ของเราคือการดูแลภาพรวมเรื่องเศรษฐกิจ ฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ตรวจสอบว่าเศรษฐกิจจะเป็นไปในทิศทางที่อยากจะให้เป็น หรืออยากให้มีการเจริญเติบโตหรือไม่ ก่อนระบุว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะต้องถาม และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องตอบ ไม่ได้เกินความคาดหมายหรือต่ำกว่าความคาดหมายอะไร

 

เมื่อถามว่าแปลว่าไม่ว่าฝ่ายค้านจะหยิบยกเรื่องใดมาอภิปรายก็พร้อมที่จะชี้แจงใช่หรือไม่ นางศุภจีกล่าวว่า แน่นอน ยินดี เพราะเป็นโอกาสดีที่จะได้อธิบาย และไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไร เพียงแต่ว่าจะสามารถทำอย่างไรให้ปรับตัวได้กับสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ อย่างเรื่องภัยพิบัติ สงคราม ซึ่งต้องพยายามดูแลจัดการ

 

เมื่อถามว่าเก็งข้อสอบฝ่ายค้านอย่างไร ศุภจีกล่าวว่า ไม่เห็นมีอะไร ถ้าถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โตอย่างที่คิด ทำไมทำไม่ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งมันก็มีปัญหาอย่างที่เห็น และรู้อยู่แล้วว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ดี ถือว่าเรามีโอกาสได้อธิบาย

 

เมื่อถามว่า หากมีเรื่องกรณีไลฟ์สดขายทุเรียนโผล่ออกมาด้วยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ศุภจีกล่าวว่า ไม่เป็นไร ก็ดี จะได้อธิบาย และจะได้รู้ว่าทุเรียนปีนี้ขายได้ดีกว่าปีที่แล้วเยอะ ทั้งที่มีสถานการณ์มากมาย ไม่มีปัญหาอะไร

 

เมื่อถามว่าไม่ได้รู้สึกตกใจใช่หรือไม่ที่มีชื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ศุภจีกล่าวว่า ไม่เลย และไม่ได้คาดหวังว่าอยากให้เขาอภิปรายหรือไม่ให้เขาอภิปราย แต่แม้จะอภิปรายก็ตอบได้ ถือเป็นโอกาสที่เราได้อธิบาย

The post ศุภจี ยินดีฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ มองเป็นโอกาสชี้แจงประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ตรวจโรงงานโตโยต้า หลังระงับการผลิต 3 แห่ง ชี้ตัวโรงงานปลอดภัยแต่ซัพพลายเออร์นิคมฯ อมตะ ท่วมหนัก กางแผนด่วน 3 ระยะฟื้นห่วงโซ่อุปทาน https://thestandard.co/supajee-toyota-flood-supply-chain/ Wed, 07 Oct 2026 13:18:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1265909 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระท […]

The post ‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ตรวจโรงงานโตโยต้า หลังระงับการผลิต 3 แห่ง ชี้ตัวโรงงานปลอดภัยแต่ซัพพลายเออร์นิคมฯ อมตะ ท่วมหนัก กางแผนด่วน 3 ระยะฟื้นห่วงโซ่อุปทาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง จ.สมุทรปราการ ติดตามผลกระทบจากอุทกภัยต่อภาคการส่งออกและยานยนต์ โดยระบุแม้โครงสร้างโรงงานหลัก 3 แห่ง (สำโรง, บ้านโพธิ์, เกตเวย์) จะปลอดภัย แต่ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนยานยนต์ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร (เฟส 7, 8 และ 9) ถูกน้ำท่วมหนักจนส่งชิ้นส่วนไม่ได้ ส่งผลให้โตโยต้าต้องหยุดการผลิตชั่วคราวและสูญเสียโอกาสการผลิตรวมราว 30,000 คัน รัฐบาลจึงกางแผนช่วย 3 ระยะ ตั้งแต่ส่งทีมลุยนครอมตะปรับระบบเตือนภัยฉุกเฉิน (Early Warning) ไปจนถึงถอดบทเรียนทำนโยบาย พร้อมชื่นชมโตโยต้าที่ออกส่วนลดอะไหล่และจับมือ โตโยต้า ลีสซิ่ง เปิดรีไฟแนนซ์อุ้มลูกค้าน้ำท่วม

 

 
 

โรงงานหลักปลอดภัย แต่ ‘ซัพพลายเออร์อมตะ’ ท่วมหนัก

 

วิกฤตอุทกภัยและน้ำท่วมขังกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเครื่องยนต์หลักด้านการส่งออกของไทย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรับฟังข้อมูลผลกระทบและความเสียหายเชิงลึก

 

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง 1

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง 2

 

จากการหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พบว่า โครงสร้างของโรงงานหลักทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สำโรง, บ้านโพธิ์ และเกตเวย์ ไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมโดยตรง ทว่า ปัญหาที่เป็นคอขวดสำคัญเกิดขึ้นที่ ‘ห่วงโซ่อุปทาน’ (Supply Chain) เนื่องจากผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (Suppliers) หลายรายในระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร เฟส 7, 8 และ 9 ถูกน้ำท่วมขังอย่างหนัก จนไม่สามารถผลิตและส่งมอบชิ้นส่วนเข้าสู่สายการผลิตได้ตามปกติ

 

วิกฤตซัพพลายชะงักดังกล่าว ส่งผลให้โตโยต้าต้องตัดสินใจ ระงับการผลิตชั่วคราวในโรงงานทั้ง 3 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ประกอบด้วย

 

  1. โรงงานสำโรง และ โรงงานเกตเวย์ ซึ่งทางโตโยต้าคาดว่าจะต้องหยุดการผลิตไปจนถึงวันที่ 10 ตุลาคม
  2. โรงงานบ้านโพธิ์ คาดว่าจะต้องหยุดการผลิตยาวนานกว่าจนถึงวันที่ 18 ตุลาคม

 

“ประเมินว่าจะสูญเสียโอกาสในการผลิตรถยนต์รวมประมาณ 30,000 คัน โดยยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายเป็นตัวเงินได้ทั้งหมด เนื่องจากต้องรอการฟื้นตัวของซัพพลายเออร์” ผู้บริหาร โตโยต้า กล่าว

 

กางแผนด่วน 3 ระยะ ฟื้นนิคมอมตะ–ยกเครื่องระบบเตือนภัย

 

ศุภจี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ผนึกกำลังวางแนวทางแก้ไขปัญหาและเยียวยาภาคอุตสาหกรรมออกเป็น 3 ระยะ

 

  1. ระยะสั้น กระทรวงจะส่งทีมผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนครทันที เพื่อสำรวจจุดเกิดปัญหาของซัพพลายเออร์อย่างละเอียด พร้อมประสานงานนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศเพื่อประเมินจุดเสี่ยง และเร่งช่วยเหลือให้ซัพพลายเออร์กลับมาดำเนินการผลิต (Resume) ให้ได้เร็วที่สุด
  2. ระยะกลาง จะดำเนินการยกเครื่องและปรับปรุง ระบบเตือนภัยพิบัติ (Early Warning System) ของภาครัฐให้มีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและโรงงานในห่วงโซ่อุปทานมีเวลาเตรียมการย้ายเครื่องจักร ย้ายสต็อกสินค้า หรือปรับยกพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที ป้องกันความเสียหายล่วงหน้า
  3. ระยะยาว คือการถอดบทเรียนจากโมเดลการบริหารจัดการความเสี่ยงของโตโยต้า ซึ่งมีการดูแลทั้งพนักงาน ซัพพลายเออร์ ชุมชน และลูกค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาจัดทำเป็นนโยบายยกระดับมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

 

โตโยต้าจัดส่วนลดซ่อม พร้อมลีสซิ่งเปิดรีไฟแนนซ์อุ้มลูกค้าน้ำท่วม

 

นอกจากมาตรการฟื้นฟูการผลิต ศุภจี ยังกล่าวชื่นชมมาตรการดูแลผู้บริโภคของโตโยต้า ซึ่งมีการมอบส่วนลดค่าอะไหล่และค่าบริการซ่อมแซมรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

 

ขณะเดียวกัน โตโยต้ายังได้ร่วมมือกับ โตโยต้า ลีสซิ่ง (Toyota Leasing) ในการเปิดช่องทางพิเศษให้ลูกค้านำรถยนต์ที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระมาทำการรีไฟแนนซ์ (Refinance) เพื่อนำเงินทุนก้อนใหม่ไปใช้ซ่อมแซมบ้านเรือน ปรับปรุงที่อยู่อาศัย หรือเพิ่มสภาพคล่องในการดำรงชีวิตช่วงน้ำลดอีกด้วย

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าจะประสานงานร่วมกับผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการกระจายสินค้า ป้องกันปัญหาการขาดแคลนสินค้า หรือการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยมิชอบอย่างเข้มงวด

 

ตรวจ ‘ไทย อกริ ฟู้ดส์’ หนุนอุตสาหกรรมวางแผนเป็น Tier

 

ขณะที่จุดลงพื้นที่ถัดมา ณ บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) อำเภอบางเสาธง ผู้ผลิตและส่งออกกะทิ พริกแกง และซอสรายใหญ่ พบว่า แม้พื้นที่รอบโรงงานจะมีน้ำท่วมขัง แต่โรงงานยังคงเดินหน้าผลิตและส่งออกได้ตามปกติ เนื่องจากมีการเตรียมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินและดูแลพนักงานอย่างเป็นระบบ

 

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง 3

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สาขาสำโรง 4

 

ศุภจี ได้ชู ไทย อกริ ฟู้ดส์ เป็นโมเดลตัวอย่าง พร้อมเสนอแนะให้ภาคอุตสาหกรรมไทยยกระดับการบริหารความเสี่ยงด้วยการจัดทำ ‘แผนเผชิญเหตุฉุกเฉินเป็นเทียร์ (Tiered Emergency Plan)’ เพื่อให้โรงงานมีมาตรการรับมือหลายระดับ ซักซ้อมล่วงหน้า เนื่องจากสภาวะโลกร้อนทำให้การพยากรณ์อากาศผันผวนกว่าปกติ

 

เพื่อการันตีความต่อเนื่องของการส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่งชี้แจงกับผู้ซื้อในต่างประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ขณะที่กรมการค้าภายในจะขยายการทำเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อให้โรงงานแปรรูปอาหารมีวัตถุดิบเข้าสู่สายการผลิตอย่างสม่ำเสมอ

The post ‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ตรวจโรงงานโตโยต้า หลังระงับการผลิต 3 แห่ง ชี้ตัวโรงงานปลอดภัยแต่ซัพพลายเออร์นิคมฯ อมตะ ท่วมหนัก กางแผนด่วน 3 ระยะฟื้นห่วงโซ่อุปทาน appeared first on THE STANDARD.

]]>