กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 30 Jun 2026 07:27:01 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไมกองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ กลับไปใช้ชื่อเดิม โดยตัดคำว่า ‘อินโด’ มีนัยเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่ https://thestandard.co/us-pacific-command-indo-strategy/ Tue, 30 Jun 2026 07:27:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1225066 ภาพเรือรบสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฉงนมากกว่าความชัดเจน เมื่อกร […]

The post ทำไมกองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ กลับไปใช้ชื่อเดิม โดยตัดคำว่า ‘อินโด’ มีนัยเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือรบสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฉงนมากกว่าความชัดเจน เมื่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศเมื่อต้นเดือนมิถุนายนว่า กองบัญชาการอินโด-แปซิฟิก (US Indo-Pacific Command) จะกลับไปใช้ชื่อเดิม เป็น ‘กองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ’ (US Pacific Command: PACOM) อีกครั้ง หลังจากที่เคยใช้มาตลอดจนถึงปี 2018

 

 
 

แม้ว่าสหรัฐฯ จะย้ำว่า การเปลี่ยนชื่อไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงภารกิจหรือขอบเขตความรับผิดชอบของกองบัญชาการ แต่สื่ออินเดียและสื่อญี่ปุ่น รวมถึง The Japan Times พากันตั้งคำถามหรือตั้งข้อสังเกตว่า ชื่อเรียกใหม่นี้อาจสะท้อนลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพสหรัฐฯ แม้ขอบเขตความรับผิดชอบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็ตาม

 

มีความเห็นหลากหลายปรากฏในโซเชียลมีเดียในทำนองว่า การตัดคำว่า ‘อินโด’ ออกจากชื่อกองบัญชาการ เป็นการส่งสัญญาณถึงการลดความสำคัญของอินเดียต่อภูมิภาคนี้หรือไม่ หรือสะท้อนความสัมพันธ์อินเดีย-สหรัฐฯ ที่แย่ลงหรือไม่ หรือเป็นการเอาใจจีนในช่วงที่ความสัมพันธ์วอชิงตัน-ปักกิ่งดีขึ้น เพราะคำว่า ‘อินโด-แปซิฟิก’ เป็นคำที่ค่อนข้างเป็นลบสำหรับจีน เนื่องจากมีนัยเชิงยุทธศาสตร์ที่หมายถึงการปิดล้อมจีน

 

ย้อนกลับไปในปี 2018 ระหว่างที่โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ชื่อกองบัญชาการถูกเปลี่ยนจาก Pacific Command เป็น Indo-Pacific Command ซึ่งพลเอกเจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ในขณะนั้น อธิบายไว้ว่า เพื่อ “สะท้อนถึงความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก”

 

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ก่อตั้ง PACOM ในปี 1947 ขอบเขตภารกิจตามภูมิศาสตร์ของกองบัญชาการนี้ครอบคลุมถึงมหาสมุทรอินเดียอยู่แล้ว โดยพลเรือเอก แฮร์รี แฮร์ริส อดีตผู้บัญชาการ PACOM เคยกล่าวไว้ว่า พื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการแปซิฟิกครอบคลุมพื้นที่ “จากฮอลลีวูดถึงบอลลีวูด (ซึ่งหมายถึงอินเดีย) จากเพนกวินถึงหมีขั้วโลก” โดยศูนย์บัญชาการใหญ่ของ PACOM ตั้งอยู่ที่ค่ายสมิธ (Camp Smith) ชานเมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ปัจจุบันมีกำลังพลราว 375,000 คน

 

การเปลี่ยนชื่อไปเป็น INDOPACOM ในปี 2018 ถูกมองว่ามีเบื้องหลังแอบแฝงในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่า จีนเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งในมิติทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การสกัดอิทธิพลของจีนในภูมิภาคที่ถือว่ามีพลวัตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

ในขณะที่ The Japan Times ระบุว่า การนำกรอบแนวคิด ‘อินโด-แปซิฟิก’ มาใช้ในเวลานั้น สร้างความพึงพอใจให้กับนักยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เพราะแนวคิดนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเมื่อปี 2007 ซึ่งการที่สหรัฐฯ นำมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาใช้ จึงสะท้อนถึงการสอดประสานกันของวิสัยทัศน์และผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างสองพันธมิตร ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญในช่วงเวลาที่ระเบียบภูมิภาคและระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง

 

ขณะเดียวกัน สื่อญี่ปุ่นระบุว่า แนวคิดนี้ยังได้รับการขานรับจากอินเดีย เพราะสื่อถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างนิวเดลีกับวอชิงตัน โดยหลายฝ่ายมองบทบาทของอินเดียในฐานะผู้ถ่วงดุลจีนว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของอินโด-แปซิฟิก เป็นดุลอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านขนาดประชากร ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และขีดความสามารถทางทหาร

 

การกลับไปใช้ชื่อเดิมมีนัยอะไรหรือไม่?

 

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนกรานว่า การกลับไปใช้ชื่อเดิม (กองบัญชาการแปซิฟิก / PACOM) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ แต่เป็นการ “ให้เกียรติแก่รากฐานทางประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งของกองบัญชาการ เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจและจิตวิญญาณร่วมกันของผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนในภูมิภาคแปซิฟิก”

 

แถลงการณ์ระบุว่า “นับตั้งแต่บทบาทสำคัญในการวางสถาปัตยกรรมความมั่นคงของภูมิภาคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไปจนถึงการประสานกำลังร่วมในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม และภารกิจด้านมนุษยธรรมอีกนับไม่ถ้วน ชื่อ USPACOM ได้สั่งสมมรดกทางทหารและความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ”

 

การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ยังอาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการรีแบรนด์กองทัพสหรัฐฯ ในวงกว้าง โดยย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2025 ทรัมป์ได้ประกาศให้กระทรวงกลาโหม (Department of Defense) กลับไปใช้ชื่อ ‘กระทรวงสงคราม’ (Department of War) ซึ่งเป็นชื่อเดิมที่เคยใช้ระหว่างปี 1789-1947 (แม้ว่าการเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาก็ตาม) นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ทยอยคืนชื่อของวีรบุรุษฝ่ายสมาพันธรัฐ (Confederacy) ให้แก่ฐานทัพหลายแห่ง หลังจากถูกถอดชื่อออกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งประวัติศาสตร์และการที่รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์ ทำให้ยากที่จะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์ เพราะชื่อเรียกย่อมสะท้อนลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

 

โดยหากมองว่า การเพิ่มคำว่า ‘อินโด’ ในเวลานั้นมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ การตัดคำว่า ‘อินโด’ ออกไป ก็อาจสะท้อนถึงจุดเน้นที่แตกต่างจากเดิม หรือสื่อเป็นนัยว่า แผนยุทธศาสตร์ที่เคยใช้มาอาจไม่ใช่แนวทางหลักอีกต่อไป

 

บทความของ The Japan Times ตั้งข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับพัฒนาการในช่วงหลังที่ยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานว่า สหรัฐฯ กำลังทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่

 

หนึ่งในข้อสังเกตคือระยะห่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดีย ความขัดแย้งเริ่มปรากฏตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน เมื่ออินเดียใช้เวลานานกว่าจะร่วมประณามมอสโก แต่หลังจากนั้นช่องว่างก็ยิ่งกว้างขึ้น การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียสร้างความตกตะลึงให้กับนิวเดลี ขณะเดียวกัน นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ก็ปฏิเสธที่จะสนับสนุนทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพ ซึ่งก็สร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก

 

ในเวลาเดียวกัน ดูเหมือนว่า สหรัฐฯ กำลังหันไปกระชับความสัมพันธ์กับปากีสถาน ซึ่งเป็นคู่ปรับสำคัญของอินเดียด้วย โดยบทบาทสำคัญของปากีสถานในการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน เป็นหลักฐานที่สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรในช่วงสงครามเย็น กำลังกลับมาดีขึ้นเป็นลำดับ

 

ผศ.ดร. มาโนชญ์ อารีย์ จากภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มองว่า การเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการของสหรัฐฯ ไม่ได้สร้างความแปลกใจมากนัก เพราะหลักสำคัญของอินเดียตั้งแต่ได้รับเอกราชมาจนถึงตอนนี้คือการไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับใคร ภายใต้นโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non alignment policy) โดยอินเดียจะไม่ผูกพันตัวเองกับประเทศใดในทางทหารในอันที่จะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ

 

“จะเห็นได้ว่าตั้งแต่หลังสงครามโลกหรือนับจากได้รับเอกราช อินเดียไม่เคยไปร่วมสงครามของใครเลย ยกเว้นสนับสนุนภารกิจของสหประชาชาติ และเน้นไปที่ภารกิจด้านมนุษยธรรมมากกว่า” ดร. มาโนชญ์ กล่าว

 

“คนที่ศึกษานโยบายต่างประเทศของอินเดียจะเข้าใจดีว่า ปัจจุบันอินเดียมีนโยบายเป็นมิตรกับทุกฝ่าย และไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับใคร เพราะมันเสี่ยงที่จะลากอินเดียไปเผชิญหน้าทางทหารโดยไม่จำเป็น”

 

ดร. มาโนชญ์ กล่าวว่า สหรัฐฯ เข้าใจจุดยืนและแนวนโยบายของอินเดียดี แต่ก็ยังหวังว่าจะสามารถดึงอินเดียมาร่วมในยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนได้ และหวังดึงอินเดียเป็นพันธมิตรทางทหาร โดยเห็นได้จากการสร้างกลุ่ม QUAD ที่มุ่งหวังจะเป็นกลุ่มความร่วมมือทางทหารที่ประกอบไปด้วยสหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น แต่กลุ่มดังกล่าวมีบทบาทน้อยมาก เพราะอินเดียเข้าร่วม แต่ไม่ได้เต็มที่กับภารกิจร่วมทางทหาร โดยที่ผ่านมาอินเดียยอมเข้าร่วมกับกลุ่มเพราะผลประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้จากสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก

 

สหรัฐฯ พยายามเอาใจอินเดียทุกอย่าง แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนท่าทีอินเดียได้ หรือแม้แต่ไปใช้ไม้แข็งเรื่องภาษีก็ไม่สำเร็จ ดร. มาโนชญ์ จึงมองว่า สุดท้ายสหรัฐฯ จึงทำใจยอมรับและปรับยุทธศาสตร์เป็น USPACOM หรือตัด INDO ออก

 

อาจารย์จากมศววิเคราะห์ว่า แม้สหรัฐฯ จะเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการ แต่ก็ไม่ทำให้อินเดียรู้สึกว่าถูกทิ้ง หรือรู้สึกว่ากระทบกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลของตัวเอง แต่อาจกังวลว่าจะกระทบกับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในภาพรวมมากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจและการค้า

 

“ในอีกด้านอินเดียก็คงต้องกังวลกับอิทธิพลของจีนที่จะขยายเข้ามาในมหาสมุทรอินเดียมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนที่เชื่อมโยงกับปากีสถานสู่ทะเลอาหรับ ศรีลังกา และมัลดีฟส์ โดยในบริเวณมหาสมุทรอินเดียนี้ อินเดียเคยประกาศให้เป็น peace zone ในอดีต และคัดค้านกิจกรรมทางทหารของมหาอำนาจที่พยายามขยายอิทธิพลในแถบนี้ ซึ่งเราอาจได้เห็นอินเดียกลับมาใช้แนวทางนี้อีกครั้ง” ดร.มาโนชญ์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ดร.มาโนชญ์ ชี้ว่า การตัดคำว่า ‘อินโด’ อาจไม่ได้หมายความว่าตัดอินเดียออกไปจากยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกของสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง เพียงแต่มีความเป็นไปได้ว่า เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินแผนยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนในอนาคต โดยที่ไม่มีอินเดีย ซึ่งอาจเป็นการทำให้อินเดียสบายใจ ไม่ต้องรู้สึกว่าจะไปขัดแย้งหรือเผชิญหน้ากับจีน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ปล่อยให้เป็นปัญหาระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยที่ไม่เกี่ยวกับอินเดีย แต่ในทางปฏิบัติอินเดียก็ยังเป็นพันธมิตรด้านอื่นๆ กับสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันก็ยังอยู่ในกลุ่ม BRICS และ SCO ที่มีจีนและรัสเซียด้วย

 

“ถ้าเป็นแบบนี้ คิดว่าสหรัฐฯ ก็ยังได้ประโยชน์ ในขณะที่อินเดียก็ไม่เสียจุดยืน จีนก็อาจไม่จำเป็นต้องไปทะเลาะกับอินเดีย เป็นการ win win ทุกฝ่าย” ดร.มาโนชญ์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อาจสำคัญยิ่งกว่าความสัมพันธ์กับอินเดีย คือคำถามว่า การแข่งขันกับจีนยังคงเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองมากน้อยเพียงใด

 

การตีความหนึ่งมองว่า การตัดคำว่า ‘อินโด’ ออกจากชื่อกองบัญชาการ เป็นการจำกัดจุดสนใจทางภูมิศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่อจีนให้แคบลง เหลือเพียงแปซิฟิกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ช่องแคบไต้หวัน’

 

การกลับไปใช้ชื่อ Pacific Command ยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับพันธมิตรดั้งเดิมในการรับมือกับภัยคุกคามจากจีน นั่นก็คือ ญี่ปุ่น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สหรัฐฯ อาจไม่ได้คาดหวังบทบาทของอินเดียในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ไต้หวัน แต่จะพึ่งพาญี่ปุ่นมากกว่า

 

อีกการตีความหนึ่ง ซึ่งกว้างและลึกซึ้งกว่า คือ มองว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในแนวทางของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีนโดยตรง

 

ตามมุมมองนี้ชี้ว่า การที่ทรัมป์ชอบทำข้อตกลง (deal making) อาจกำลังบั่นทอนแนวคิดการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์โดยรวม เพราะกรอบความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนฉบับใหม่ ที่เพิ่งประกาศในการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เมื่อเดือนพฤษภาคม มีการเน้นย้ำถึง “ความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์บนพื้นฐานของเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งตอกย้ำว่า สหรัฐฯ กำลังหาทางอยู่ร่วมกับจีน มากกว่าการเผชิญหน้า

 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนอยู่ในยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Defense Strategy: NDS) ซึ่งยึดหลักการยับยั้ง ‘ด้วยความแข็งแกร่ง ไม่ใช่การเผชิญหน้า’ และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศมี ‘ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเคารพซึ่งกันและกัน’

 

NDS ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ และซีกโลกตะวันตกเป็นอันดับแรก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่จะลดความสำคัญของมหาสมุทรอินเดียในมิติความมั่นคงของสหรัฐฯ

 

ในบทความของ The Japan Times ชี้ว่า หากการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้เป็นสัญญาณล่วงหน้าของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และหมายถึงการหดตัวของเส้นรอบวงความมั่นคงของสหรัฐฯ ญี่ปุ่นก็ควรมีเหตุผลให้รู้สึกกังวลอยู่บ้าง

 

อย่างไรก็ดี ในอดีตกองบัญชาการแปซิฟิกให้ความสำคัญกับญี่ปุ่นในฐานะพันธมิตรหลักมาโดยตลอด และมีความเข้าใจในบทบาทของญี่ปุ่นต่อการปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เสมอมา โดยที่ผ่านมาสหรัฐฯ ก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือและการประสานงานอย่างต่อเนื่องระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นท่าทีที่สร้างความมั่นใจให้ญี่ปุ่นได้ในระดับหนึ่ง

 

แต่ถึงกระนั้น การใช้กรอบแนวคิด ‘อินโด-แปซิฟิก’ ร่วมกันในเชิงวาทกรรม ถือเป็นเสาหลักสำคัญของพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งในฐานะมาตรการสร้างความเชื่อมั่น และในฐานะกรอบชี้นำการดำเนินนโยบาย ดังนั้นจึงต้องรอดูต่อไปว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จะมีความหมายอย่างไร

 

ภาพ: Seaman Apprentice Nicolas Quezada

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมกองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ กลับไปใช้ชื่อเดิม โดยตัดคำว่า ‘อินโด’ มีนัยเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ จี้พันธมิตรเอเชียเพิ่มงบทหาร ลั่นกลางเวทีแชงกรีลา ต้องไม่มีใครยอมให้จีนเป็นใหญ่ https://thestandard.co/us-urges-asia-military-spending-china/ Sat, 30 May 2026 05:43:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1212711 พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมความมั่นคงแชงกรีลา

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ใน […]

The post สหรัฐฯ จี้พันธมิตรเอเชียเพิ่มงบทหาร ลั่นกลางเวทีแชงกรีลา ต้องไม่มีใครยอมให้จีนเป็นใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมความมั่นคงแชงกรีลา

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมความมั่นคงแชงกรีลาว่า สหรัฐฯ คือชาติหนึ่งในแปซิฟิก และไม่มีประเทศใดรวมถึงจีนสามารถแผ่อิทธิพลครอบงำภูมิภาคได้ ขณะที่เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรเพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันตนเองมากขึ้น

 

 
 

เฮกเซธกล่าวอะไรบ้าง

 

วันนี้ (30 พฤษภาคม) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมความมั่นคงแชงกรีลา จัดโดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงกลยุทธ์แห่งลอนดอน (International Institute for Strategic Studies: IISS) โดยเริ่มเปิดประเด็นไปที่การผลักดันให้ชาติพันธมิตรเพิ่มการใช้จ่ายป้องกันตนเองมากขึ้น

 

เฮกเซธกล่าวว่า สหรัฐฯ คาดหวังให้พันธมิตรและหุ้นส่วนในเอเชียเพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศขึ้นเป็น 3.5% ของ GDP โดยยุคที่สหรัฐฯ ต้องอุดหนุนเงินให้กับประเทศที่ร่ำรวยจบลงแล้ว

 

“เราต้องการหุ้นส่วน ไม่ใช่รัฐในอารักขา เราจะไม่มีความเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งเลย หากทุกคนไม่มีส่วนร่วมรับผิดชอบ จะไม่มีการเกาะกินกันฟรีๆ อีกต่อไป”

 

“เราไม่ต้องการการประชุมเพิ่มเติม เราต้องการกำลังรบที่มากขึ้น ผมเสียใจที่ต้องพูดแบบนี้ที่นี่ ได้โปรดลดการประชุมแชงกรีลาลง เพิ่มเรือรบ เพิ่มเรือดำน้ำ”

 

“สิ่งที่เราแสวงหา… คือความสมดุลที่มั่นคงอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งชาวอเมริกันและพันธมิตรของเรา นั่นคือความสมดุลแห่งอำนาจที่เอื้ออำนวยแต่ยั่งยืน ไม่มีรัฐใดรวมถึงจีน ที่จะสามารถแผ่อิทธิพลครอบงำ และทำให้ความมั่นคงหรือความเจริญรุ่งเรืองของชาติเราและพันธมิตรต้องตกอยู่ในความเสี่ยง”

 

เฮกเซธยังกล่าวชื่นชมพันธมิตรและหุ้นส่วนในเอเชีย-แปซิฟิกอย่างเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ส่วนญี่ปุ่นกำลังดำเนินการเพื่อเสริมสร้างการป้องกันประเทศ โดยสหรัฐฯ มุ่งมั่นรักษาสภาพแวดล้อมที่รับประกันสันติภาพ และความรุ่งเรืองในภูมิภาค ในฐานะมหาอำนาจที่ทำงานเพื่อรักษาสมดุล ไม่ใช่มหาอำนาจที่สร้างความปั่นป่วน

 

เขาย้ำต่อว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับขีดความสามารถในการทำลายล้าง ขณะที่ยังดำเนินยุทธศาสตร์การป้องปรามแบบสกัดกั้นตามหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

นอกจากนี้ เฮกเซธยังประกาศจุดยืนตรงไปตรงมาว่า สหรัฐฯ และประเทศหุ้นส่วนในเอเชีย-แปซิฟิก มีเป้าหมายสำคัญคือการสกัดกั้นไม่ให้จีนใช้ความก้าวร้าวทางทหาร โดยเฉพาะต่อไต้หวัน

 

“อย่าเข้าใจผิด เพราะอเมริกาคือชาติแห่งแปซิฟิก เรายืนกรานให้จีนเคารพจุดยืนที่มีมาอย่างยาวนานของเราในภูมิภาคนี้”

 

รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการหายไปของ ต่ง จวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน ซึ่งเป็นคู่เจรจาของสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว เพราะปีนี้ จีนส่งผู้แทนระดับล่างจากมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศเข้าร่วมเท่านั้น

 

กล่าวถึงจีน แต่ไม่ได้กล่าวถึงไต้หวัน

 

อย่างไรก็ตาม เฮกเซธย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ดีกว่าที่เคยเป็นในรอบหลายสิบปี โดยมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกองทัพมากขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ ก็พยายามพบปะกับทางการจีน และรักษาช่องทางสื่อสารตลอด

 

“เกี่ยวกับการขายอาวุธให้ไต้หวัน ผมอยากจะแยกเรื่องอิหร่านกับไต้หวันออกจากกันให้ชัดเจน” เฮกเซธย้ำว่า สหรัฐฯ รู้สึกพอใจกับคลังอาวุธที่มีอยู่ และพร้อมที่จะกลับมาต่อสู้กับอิหร่านหากจำเป็น

 

ทั้งนี้ ริชาร์ด วอล์กเกอร์ (Richard Walker) บรรณาธิการบริหารข่าวต่างประเทศของ DW ตั้งข้อสังเกตว่า เฮกเซธไม่ได้กล่าวถึงไต้หวันเลยแม้แต่ครั้งเดียวในสุนทรพจน์ของเขา และเมื่อถูกถามเกี่ยวกับการระงับการขายอาวุธให้ไต้หวัน เขาก็ตอบว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เท่านั้น

 

ขณะที่ จอร์จ แมตเทส (Georg Mattes) หัวหน้าสำนักข่าว DW ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกวิเคราะห์ว่า ประเด็นสำคัญในสุนทรพจน์ของเฮกเซธคือการส่งสัญญาณว่า เวทีแชงกรีลามีความจำเป็นน้อยลง แต่สิ่งที่จำเป็นมากขึ้นคือการสั่งสมกำลังทหารและการป้องปราม

 

“ผมคิดว่า นั่นเป็นสถานการณ์ที่น่าหนักใจเล็กน้อยสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เขาประมวลเหตุการณ์

 

ภาพ: Edgar Su / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ จี้พันธมิตรเอเชียเพิ่มงบทหาร ลั่นกลางเวทีแชงกรีลา ต้องไม่มีใครยอมให้จีนเป็นใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธมูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์ ให้พันธมิตรในตะวันออกกลาง https://thestandard.co/us-arms-sales-middle-east-allies/ Sun, 03 May 2026 06:41:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1203514 กราฟิกแสดง สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธ 8.6 พันล้านดอลลาร์ ให้พันธมิตรตะวันออกกลาง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่ประกาศ ว่ารัฐบาลสหรัฐ […]

The post สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธมูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์ ให้พันธมิตรในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกแสดง สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธ 8.6 พันล้านดอลลาร์ ให้พันธมิตรตะวันออกกลาง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่ประกาศ ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายอาวุธมูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่พันธมิตรในตะวันออกกลาง เพื่อเสริมกำลังป้องกันการโจมตีจากอิหร่านในช่วงสงคราม

 

การขายอาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นหลังมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อ้างถึงสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อเร่งดำเนินการส่งมอบอาวุธโดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ ก่อน

 

รายละเอียดการขายอาวุธดังกล่าว รวมถึงการส่งมอบอาวุธทำลายล้างแม่นยำขั้นสูง (APKWS) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมูลค่า 992 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่อิสราเอล และการสั่งซื้อระบบบัญชาการรบโดยคูเวตในราคา 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ขณะที่กาตาร์ได้รับการอนุมัติให้ซื้อ APKWS และเติมสต็อกระบบป้องกันภัยทางอากาศและระบบขีปนาวุธ Patriot ในราคาเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้รับการอนุมัติให้ซื้อ APKWS ในราคา 148 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในประกาศ ว่าได้ให้เหตุผลโดยละเอียด เกี่ยวกับเหตุฉุกเฉินที่จำเป็นต้องขายอาวุธ “เพื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา” โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของสภาคองเกรสตามที่ระบุไว้ในกฎหมายควบคุมการส่งออกอาวุธ

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิสราเอลและกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ต่างเผชิญกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากจากอิหร่าน จนส่งผลให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศได้รับความเสียหายอย่างหนัก

 

ขณะที่สงครามครั้งนี้ทำให้สหรัฐฯ เริ่มขาดแคลนอาวุธสำคัญหลายชนิด รวมถึงขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบขีปนาวุธ Patriot ซึ่งกำลังขาดแคลนทั่วโลก

 

โดยการขายอาวุธครั้งนี้ เกิดขึ้นในระหว่างที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เตือนไปยังชาติพันธมิตรในทวีปยุโรป รวมถึงสหราชอาณาจักร โปแลนด์ ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย เพื่อให้เตรียมรับมือกับความล่าช้าในการส่งมอบอาวุธ เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังเร่งเติมเต็มคลังอาวุธที่ลดลงไปจากสงครามอิหร่าน

 

ภาพ : Sean Gallup/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธมูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์ ให้พันธมิตรในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิ หายตัว-เสียชีวิตกว่าสิบคนทั่วสหรัฐฯ เรารู้อะไรเกี่ยวกับคดีลึกลับนี้บ้าง? https://thestandard.co/us-scientists-mystery-cases/ Tue, 28 Apr 2026 08:47:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1201995

คดีนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิหายตัว-เสีย […]

The post นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิ หายตัว-เสียชีวิตกว่าสิบคนทั่วสหรัฐฯ เรารู้อะไรเกี่ยวกับคดีลึกลับนี้บ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>

คดีนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิหายตัว-เสียชีวิตกว่า 10 คน กำลังสั่นสะเทือนความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาครั้งใหญ่ หลังสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ประกาศตั้งทีมสืบสวนข้อเท็จจริงร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยังให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า สถานการณ์ดังกล่าวน่ากังวลอย่างยิ่ง

 

 
 

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาคองเกรส นำโดยพรรครีพับลิกัน ก็ได้นำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่สภา พร้อมเตรียมทำรายงานขุดรากถอนโคน โดยพุ่งเป้าไปที่ข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้สูญเสียทั้งหมดล้วนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนระดับชาติ

 

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ อย่างคดีหายตัวของอดีตนายพลทหารอากาศเกษียณอายุ ได้ลุกลามกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดในโซเชียลมีเดีย ที่โยงใยไปถึงเรื่อง UFO เอเลี่ยน และปฏิบัติการของสายลับต่างชาติ หลังมีการตั้งข้อสังเกตของนักสืบออนไลน์ที่พบว่า รายชื่อผู้สูญเสียต่างมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานระดับแนวหน้า เช่น NASA หรือทำงานด้านนิวเคลียร์

 

เรารู้อะไรเกี่ยวกับคดีลึกลับนี้บ้าง THE STANDARD สรุปข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้

 

ทำไมนักวิทยาศาสตร์หายตัวกลายเป็นเรื่องใหญ่ในสหรัฐฯ

 

  • ประเด็นนักวิทยาศาสตร์หายตัว-เสียชีวิต มีที่มาจากคดีของ พลเอก วิลเลียม นีล แมคแคสแลนด์ (William Neil McCasland) วิศวกรการบินและทหารอากาศเกษียณวัย 68 ปี หลังมีรายงานว่า เขาหายตัวไปพร้อมกับปืนและกระเป๋าเงินในบ้านพัก ณ เมืองอัลบูเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโกในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

  • จากประวัติการทำงาน แมคแคสแลนด์เคยทำงานด้านวิจัยด้านการบินและอวกาศของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ขณะที่ยังเคยเป็นผู้บัญชาการห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพอากาศที่ฐานทัพอากาศไรต์-แพตเทอร์สัน (Wright-Patterson)

 

  • ตามรายงานของ BBC ซูซาน วิลเคอร์สัน (Susan Wilkerson) ภรรยาของแมคแคสแลนด์โทรหาสายด่วน 911 โดยแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า สามีของเธอหายไป พร้อมกับข้อบ่งชี้ว่า เขาวางแผนที่จะ ‘ไม่ต้องการ’ ให้ใครพบตัว เพราะปิดโทรศัพท์และทิ้งไว้ที่บ้าน แต่กลับพกอาวุธปืนไป ทั้งๆ ที่ปกติไม่ทำเช่นนั้น

 

  • ซูซานเล่าเพิ่มเติมว่า สามีของเธอมีอาการวิตกกังวล สูญเสียความทรงจำระยะสั้น นอนไม่หลับ และมักพูดว่า ถ้าสมองและร่างกายเสื่อมถอยลง ก็คงไม่อยากมีชีวิตเช่นนี้แล้ว ก่อนที่เธอจะโพสต์บน Facebook ใน 1 สัปดาห์ให้หลังการหายตัวไปของแมคแคสแลนด์ว่า เป็นไปได้ยากที่เขาจะถูกลักพาตัวไปรีดเค้นความลับ เพราะสามีของเธอเกษียณอายุมาได้ 13 ปีแล้ว

 

  • ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ข่าวการหายตัวไปของอดีตวิศวกรการบินได้แพร่กระจายในโลกโซเชียลมีเดียอย่างเป็นวงกว้าง และถูกเชื่อมโยงกับทฤษฎีสมคบคิดว่า การหายตัวไปของแมคแคสแลนด์อาจเชื่อมโยงกับทฤษฎีอย่าง UFO และมนุษย์ต่างดาว

 

  • สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะซูซานออกมายอมรับว่า แมคแคสแลนด์เคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแบบไม่รับค่าตอบแทนให้กับองค์กร To The Stars ของ ทอม เดอลองจ์ (Tom DeLonge) นักร้องนำวง Blink-182 ซึ่งกำลังสืบสวนเรื่อง UFO แต่ก็ปฏิเสธว่า สามีของเธอไม่ได้มีความรู้พิเศษใดๆ เกี่ยวกับร่างมนุษย์ต่างดาวและซาก UFO ที่ฐานทัพอากาศไรต์-แพตเทอร์สันตามทฤษฎีสมคบคิด

 

  • ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ชาวโซเชียลฯ เริ่มทำการเชื่อมโยงคดีหายตัวและการเสียชีวิตของนักวิทยาศาสตร์หลายราย ซึ่งย้อนกลับไปไกลถึงเดือนมิถุนายน 2022 โดยที่ต่อมา The Daily Mail ตีพิมพ์บทความเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พร้อมระบุชื่อนักวิทยาศาสตร์ 5 คนที่หายตัวไปหรือเสียชีวิต พร้อมย้ำว่า มีรูปแบบเหมือนกันจน ‘น่าขนลุก’

 

  • แต่แล้วเรื่องนักวิทยาศาสตร์หายตัวกลายเป็นที่สนใจระดับชาติ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ถูกถามจากสื่อในวันที่ 16 เมษายนว่า มีนักวิทยาศาสตร์หายตัวไปแล้ว 10 คน ซึ่งเป็นคนที่มีความเชื่อมโยงเหมือนกันทั้งหมด คือ เข้าถึงข้อมูลลับ นิวเคลียร์ การบิน และอวกาศ

 

  • ทรัมป์ตอบคำถามว่า เรื่องนี้ค่อนข้างร้ายแรง โดยคิดว่าเป็นสถานการณ์สุ่ม แต่ได้หารือกับที่ปรึกษาแล้ว ซึ่งทุกคนอาจทราบผลการสอบสวนในสัปดาห์หน้า ขณะที่ แคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI ก็ให้สัมภาษณ์ในทิศทางเดียวกันว่า กำลังมองหาความเชื่อมโยงอยู่

 

  • นอกจากนี้ FBI ยังแถลงในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กำลังนำทีมสอบสวนความเชื่อมโยงคดีนักวิทยาศาสตร์หายตัวไป 10 คน โดยทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงสงคราม และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

 

  • ขณะที่คณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร นำโดยพรรครีพับลิกัน ก็นำเรื่องนี้เข้าสภาคองเกรส โดยระบุว่า จะทำรายงานสืบสวนการเสียชีวิตและการหายตัวไปของบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่า พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนได้

 

  • คณะกรรมการฯ ยังขอให้มีการบรรยายสรุปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง FBI, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงพลังงาน และ NASA ปรากฏว่า กระทรวงกลาโหมระบุว่า จะตอบกลับคณะกรรมาธิการโดยตรง ขณะที่กระทรวงพลังงานโยนเรื่องไปที่ทำเนียบขาวแทน

 

  • ขณะที่ NASA โพสต์ข้อความบน X ว่า กำลังประสานงานและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยย้ำว่า ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่าง NASA กับภัยคุกคามแห่งชาติ

 

  • อนึ่ง เจมส์ โคเมอร์ (James Comer) ประธานคณะกรรมาธิการฯ จากพรรครีพับลิกันระบุผ่านรายการ Fox News Sunday ว่า สภาคองเกรสกังวลเรื่องนี้มาก เพราะเป็นภัยคุกคามระดับชาติ และไม่น่าเป็นเรื่องบังเอิญ

 

  • ส่วน เจมส์ วอล์กกินชอว์ (James Walkinshaw) สส.พรรคเดโมแครตและคณะกรรมาธิการฯ ก็เห็นพ้องว่า การสืบสวนเป็นสิ่งที่สมควรทำ แต่ยังไม่ปักใจเชื่อว่า จะมีแรงจูงใจ ถึงขั้นมีขบวนการประสานงานกันอยู่เบื้องหลังคดีเหล่านี้

 

  • วอล์กกินชอว์พยายามเบรกทฤษฎีสมคบคิดว่า สหรัฐฯ มีนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญนิวเคลียร์หลายพันคนมาก หากศัตรูต่างชาติอยู่เบื้องหลังจริง ก็คงไม่มีผลกระทบต่อประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

 

ใครหายตัวและเสียชีวิตไปบ้าง

 

  • ตามรายงานสภาคองเกรส เหตุการณ์นักวิทยาศาสตร์เสียชีวิตและหายตัวไปอย่างลึกลับต่อเนื่อง เริ่มขึ้นในปี 2023 โดยตั้งต้นด้วยกรณีของ ไมเคิล เดวิด ฮิกส์ (Michael David Hicks) นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ของ NASA ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านดาวหางและดาวเคราะห์น้อย แต่ไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิต

 

  • อย่างไรก็ตาม จูเลีย ฮิกส์ (Hicks) ลูกสาวของเขาให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า พ่อของเธอมีปัญหาสุขภาพที่ทราบกันดีอยู่แล้ว การคาดเดาไปต่างๆ นานาของสังคม ทำให้รู้สึกสะเทือนใจ เพราะเธอไม่เห็นความเชื่อมโยงการจากไปของพ่อกับนักวิทยาศาสตร์คนอื่น

 

  • แต่นอกจากนี้ ก็ยังมีบุคลากรอื่นจาก JPL ที่เสียชีวิตหรือหายตัวเหมือนกับฮิกส์ เช่น แฟรงก์ ไมวาลด์ (Frank Maiwald) ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยอวกาศ เสียชีวิตในลอสแองเจลิสเมื่อปี 2024 ด้วยวัย 61 ปี หรือ โมนิกา เรซา (Monica Reza) ผู้อำนวยการฝ่ายวัสดุประจำห้องปฏิบัติการ JPL วิศวกรการบินและอวกาศวัย 60 ปี หายตัวไประหว่างเดินป่าในลอสแองเจลิสเมื่อเดือนมิถุนายน 2025

 

  • ตามคำบอกเล่า เรซาไปเดินป่ากับเพื่อน ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย เพื่อนของเธอมักหันหลังกลับมาดูว่า เธอหลงทางหรือไม่ เรซาก็ยังคงโบกมือและยิ้มให้ แต่เมื่อหันหลังกลับไปอีกรอบ ปรากฏว่า เธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ขณะที่ตำรวจยังค้นหาร่างของเธออยู่

 

  • ส่วนผู้สูญหายอีก 2 คนที่เชื่อมโยงกัน คือ เมลิสซา คาเซียส (Melissa Casias) วัย 53 ปี และ แอนโทนี ชาเวซ (Anthony Chavez) วัย 78 ปี โดยทั้งคู่ทำงานอยู่ที่ Los Alamos National Laboratory ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ในรัฐนิวเม็กซิโก

 

  • คาเซียสถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายในเดือนมิถุนายน 2025 ระหว่างเดินอยู่บนทางหลวงในรัฐนิวเม็กซิโก ข้อมูลขี้ว่า เธอทิ้งของไว้ที่บ้านและล้างข้อมูลในโทรศัพท์ทั้งหมด โดยกรมความปลอดภัยสาธารณะของรัฐบอกว่า มีการเปิดสืบสวนคดีแล้ว แต่ไม่น่าใช่คดีฆาตกรรม

 

  • ส่วนซาเวซหายตัวไปในเดือนพฤษภาคม 2025 ไม่มีร่องรอยฆาตกรรม แต่เมื่อค้นหาอย่างละเอียดก็ไม่มีร่องรอยชัดเจน โดยเพื่อนของเขาให้สัมภาษณ์ว่า ถึงเวลาแล้วที่ทางการต้องสอบสวนคดีนี้

 

  • นอกจากนี้ ยังมีรายงานการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญอื่นๆ เช่น นูโน เอฟ.จี. ลูเรโร (Nuno F.G. Loureiro) ศาสตราจารย์นักฟิสิกส์และนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ฟิวชันวัย 47 ปี จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) หลังถูกยิงเสียชีวิตที่บ้านพักใกล้บอสตันเมื่อเดือนธันวาคม 2025

 

  • เช่นเดียวกับ แมทธิว เจมส์ ซัลลิแวน (Matthew James Sullivan) อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของกองทัพอากาศสหรัฐฯ วัย 39 ปี เขาเสียชีวิตในปี 2024 ก่อนจะได้ขึ้นให้การในฐานะผู้แจ้งเบาะแสระดับรัฐบาลกลางเรื่อง UFO แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยว่า เขาเสียชีวิตอย่างไร

 

  • ขณะที่ คาร์ล กิลแมร์ (Carl Grillmair) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์วัย 67 ปี ก็ถูกยิงเสียชีวิตในบ้านพักที่ชานเมืองลอสแองเจลิสในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยเขาเคยทำงานที่ Caltech ร่วมงานกับ NASA และมีชื่อเสียงจากผลงานการศึกษาเรื่องการค้นหาน้ำบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ

 

  • ขณะเดียวกัน ยังมีรายชื่ออื่นๆ เช่น เจสัน โทมัส (Jason Thomas) ผู้บริหารบริษัทยา Novartis และสตีเวน การ์เซีย (Steven Garcia) ผู้รับเหมาของรัฐบาลที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนอาวุธปรมาณู รวมถึง เอมี เอสคริดจ์ (Amy Eskridge) ผู้ร่วมก่อตั้ง Institute for Exotic Science ที่เสียชีวิตในปี 2022

 

  • อนึ่ง มีการสรุปความเชื่อมโยงว่า เหตุการณ์หายตัวเกิดขึ้น 4 ครั้งในรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากันในลอสแองเจลิส รวมถึง 2 ครั้งในรัฐแมสซาชูเซตส์

 

เรื่องบังเอิญ เอเลี่ยนลักพาตัว ต่างชาติแทรกซึม เรื่องจริงหรือทฤษฎีสมคบคิด?

 

  • อนึ่ง สิ่งที่ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดร่วมกัน คือ ความคล้ายคลึงหรือความเชื่อมโยงร่วมกันของบุคคลที่หายตัวไป เช่น การทำงานใน NASA หรือการเข้าถึงข้อมูลลับ เช่น คดีของแมคแคสแลนด์ถูกเชื่อมโยงกับ UFO เพราะความใกล้ชิดกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง และทำงานในสถานที่ที่ถูกลือว่า เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกโดยตรงอย่างฐานทัพอากาศไรต์-แพตเทอร์สัน

 

  • อย่างไรก็ตาม NBC Washington หมายเหตุว่า บางคดีที่กล่าวถึงมาก็ไม่มีความเชื่อมโยง ขาดแคลนหลักฐาน ไปจนถึงหลักฐานไร้ความน่าเชื่อ เช่น คดีของกิลแมร์จริงๆ แล้ว ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาวัย 29 ปีเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งขณะนี้ ถูกควบคุมตัวโดยศาลได้ตั้งวงเงินประกันตัวไว้สูงถึงหลายล้านดอลลาร์

 

  • ขณะที่กรณีคาเซียส ตามข้อมูลใน Linkedin เธอเป็นเพียงผู้ช่วยฝ่ายบริหาร ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ หรือคดีของศาสตราจารย์ MIT เขาถูกยิงเสียชีวิตจากผู้ก่อเหตุกราดยิง ซึ่งไม่กี่วันต่อมา ผู้ก่อเหตุปลิดชีพตนเอง โดยยังไม่มีมูลเหตุจูงใจแน่นอน แต่ทั้งสองคนรู้จักกันในฐานะเพื่อนร่วมชั้นเรียนฟิสิกส์ที่โปรตุเกส

 

  • จากเหตุการณ์ทั้งหมด ดอนเนลล์ พรอบสต์ (Donnell Probst) ผู้อำนวยการบริหารของสมาคมเพื่อการศึกษาความรู้เท่าทันสื่อแห่งชาติ (National Association for Media Literacy Education) ให้สัมภาษณ์กับ NBC Washington ว่า ผู้คนมักจะมองหารูปแบบและคำอธิบาย มากกว่าที่จะยอมรับความคลุมเครือหรือความบังเอิญ เมื่อต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมหรือความไม่แน่นอน

 

  • ขณะที่ เจน โกลเบค (Jen Golbeck) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ (University of Maryland) ผู้ศึกษาด้านทฤษฎีสมคบคิดกล่าวว่า แนวคิดเชื่อมโยงความเลวร้ายระหว่างโศกนาฏกรรมกับนักวิทยาศาสตร์ ถือเป็น ‘มุกเดิม ’ที่พบบ่อยในกลุ่มผู้เชื่อทฤษฎีสมคบคิด

 

  • โกลเบคระบุว่า มีคนจำนวนมากที่ทำงานให้กับห้องปฏิบัติการระดับชาติ มหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัยของรัฐบาล บางคนอาจหายตัวไป ปลิดชีพ หรือเสียชีวิต หากต้องการผูกเรื่องเข้าด้วยกัน ก็สามารถทำได้ไม่ว่าในช่วงเวลาไหน เช่น การหยิบยกเอาเหตุการณ์เหล่านี้มาโยงกัน แล้วตั้งชื่อให้ดูมีเงื่อนงำ

 

ภาพ: Fox News

 

อ้างอิง:

 

The post นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิ หายตัว-เสียชีวิตกว่าสิบคนทั่วสหรัฐฯ เรารู้อะไรเกี่ยวกับคดีลึกลับนี้บ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพนตากอนเผยผลประเมิน คาดใช้เวลา 6 เดือน กวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ https://thestandard.co/hormuz-strait-mine-clearing/ Thu, 23 Apr 2026 09:13:29 +0000 https://thestandard.co/hormuz-strait-mine-clearing/ ภาพช่องแคบฮอร์มุซและข้อความคาดการณ์การกวาดล้างทุ่นระเบิดโดยเพนตากอน

Washington Post รายงานวานนี้ (22 เมษายน) ว่ากระทรวงกลาโ […]

The post เพนตากอนเผยผลประเมิน คาดใช้เวลา 6 เดือน กวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพช่องแคบฮอร์มุซและข้อความคาดการณ์การกวาดล้างทุ่นระเบิดโดยเพนตากอน

Washington Post รายงานวานนี้ (22 เมษายน) ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายงานผลประเมินการกวาดล้างทุ่นระเบิดที่อิหร่านวางไว้ในช่องแคบฮอร์มุซ โดย คาดว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนในการกวาดล้างทุ่นระเบิดทั้งหมดจากเส้นทางเดินเรือในช่องแคบ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังสูงขึ้นต่อเนื่อง

 

จากการประเมินของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ คาดว่า แม้การสู้รบจะยุติลงและการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซจะถูกยกเลิก แต่ก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือนในการกวาดล้างทุ่นระเบิด และไม่น่าเป็นไปได้ที่ปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซจะเริ่มต้นได้ก่อนที่สงครามจะสิ้นสุดลง

 

Washington Post ยังระบุว่า รายงานผลการประเมินดังกล่าว ถูกเปิดเผยต่อคณะกรรมาธิการกิจการกองทัพของสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างการบรรยายสรุปแบบลับ ซึ่งนอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยรายละเอียดว่า อิหร่านอาจวางทุ่นระเบิดมากกว่า 20 ลูก ทั้งในและรอบช่องแคบ ซึ่งบางลูกลอยน้ำได้จากระยะไกลโดยใช้เทคโนโลยี GPS ทำให้ตรวจจับได้ยากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ชี้แจงกับ Washington Post ว่า ข้อมูลดังกล่าว ‘ไม่ถูกต้อง’ แต่ไม่ระบุรายละเอียดที่ชัดเจน

 

ที่ผ่านมา กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC )ของอิหร่าน ได้เตือนถึง ‘เขตอันตราย’ ในน่านน้ำของช่องแคบฮอร์มุซที่อาจมีทุ่นระเบิดอยู่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 1,400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่ากรุงปารีสถึง 14 เท่า

 

ด้านประธานรัฐสภาอิหร่านประกาศผ่านโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ว่า อิหร่านจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซตราบใดที่การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ยังคงอยู่

 

ภาพ : EUROPEAN UNION/COPERNICUS SENTINEL-2/Handout via REUTERS

อ้างอิง:

 

The post เพนตากอนเผยผลประเมิน คาดใช้เวลา 6 เดือน กวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรารู้อะไรแล้วบ้าง จากเหตุ F-15 สหรัฐฯ ถูกยิงตก https://thestandard.co/us-f15-shot-down-iran/ Sat, 04 Apr 2026 03:45:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1194621 ภาพซากเครื่องบินขับไล่ F-15 ของสหรัฐฯ หลังถูกยิงตกในอิหร่าน

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า เมื่อวานนี้ (3 เม […]

The post เรารู้อะไรแล้วบ้าง จากเหตุ F-15 สหรัฐฯ ถูกยิงตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพซากเครื่องบินขับไล่ F-15 ของสหรัฐฯ หลังถูกยิงตกในอิหร่าน

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า เมื่อวานนี้ (3 เมษายน) อิหร่านยิงเครื่องบินรบสหรัฐอเมริกาตก 2 ลำ ได้แก่ เครื่องบิน F-15 ที่ตกบริเวณทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน และเครื่องบิน A-10 Warthog ที่ตกบริเวณอ่าวเปอร์เซียใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่อิหร่านสามารถยิงเครื่องบินสหรัฐฯ ตกได้นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

 

ส่วนชะตากรรมของลูกเรือ F-15 นั้น นักบิน 1 นายได้รับการช่วยเหลือแล้ว แต่อีก 1 นายยังคงสูญหายและกำลังถูกค้นหาจากทั้งกองทัพสหรัฐฯ และกองกำลังความมั่นคงของอิหร่าน

 

ขณะที่เครื่องบิน A-10 ถูกยิง ขณะกำลังปฏิบัติภารกิจค้นหาและกู้ภัยลูกเรือ F-15 แต่นักบินสามารถดีดตัวและได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย นอกจากนี้ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยที่เข้าไปช่วยนักบิน F-15 ก็ถูกโจมตี จนลูกเรือบาดเจ็บ แต่สามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัยเช่นเดียวกัน

 

การตั้งค่าหัวและเงินรางวัล

 

ทางการอิหร่านเรียกร้องให้ประชาชนช่วยค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยผู้ว่าการจังหวัดโคกีลูเยและโบเยอร์อาห์หมัดระบุว่า การจับเป็นลูกเรือสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก มีการตั้งเงินรางวัลสูงถึง 1 หมื่นล้านโตมัน (ราว 2.4 ล้านบาท) สำหรับผู้ที่พบตัวนักบิน

 

ขณะที่กองทัพอิสราเอลได้ระงับแผนการโจมตีในพื้นที่ค้นหาชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้ปฏิบัติการช่วยเหลือลูกเรือสหรัฐฯ ที่สูญหาย

 

ปฏิกิริยาและผลกระทบทางการเมือง

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เพิ่งอ้างว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน ‘ถูกทำลายไปหมดแล้ว’ และสหรัฐฯ ‘เข้าใกล้ชัยชนะ’ ในสงคราม

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศหลักของอิหร่านจะถูกทำลายไปแล้ว แต่อิหร่านอาจใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบพกพา (MANPADS) ที่ใช้คนเดียวในการยิง F-15 ตก หรือใช้เทคโนโลยีใหม่ในการก่อเหตุ ซึ่งถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ที่แสดงให้เห็นว่ากองทัพสหรัฐฯ ยังคงเผชิญกับความเสี่ยงในน่านฟ้าของอิหร่าน แม้สงครามจะดำเนินมานานถึง 5 สัปดาห์

 

ขณะที่ทรัมป์ยืนยันว่า เหตุการณ์เครื่องบินตกจะไม่ส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเจรจากับอิหร่าน ในขณะที่ประธานรัฐสภาอิหร่านได้โพสต์ถึงคำกล่าวอ้างเรื่องชัยชนะของทรัมป์ที่ดูเหมือนจะสวนทางกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากสื่อรัฐบาลอิหร่านเผยแพร่ภาพซากเครื่องบิน F-15

 

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยล่าสุดว่า มีบุคลากรทางการทหารของสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบรวมทั้งสิ้น 365 นาย นับตั้งแต่เริ่มต้นสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน โดยแบ่งเป็น กองทัพบก (Army) 247 นาย, กองทัพเรือ (Navy) 63 นาย, นาวิกโยธิน (Marines) 19 นาย และกองทัพอากาศ (Air Force) 36 นาย ทั้งนี้ ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ที่ 13 นาย

 

ความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นนี้ อาจทำให้ชาวอเมริกันและฐานเสียงของทรัมป์เกิดความกังวลมากขึ้น เนื่องจากโพลส่วนใหญ่ชี้ว่า ประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่ต่อต้านสงครามที่ ‘ยืดเยื้อและมีเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน’ ซึ่งนั่นอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อคะแนนนิยมของทรัมป์ รวมถึงผลการเลือกตั้งมิดเทอมในเดือนพฤศจิกายนปีนี้

 

แฟ้มภาพ: U.S. Air Force / Handout via Reuters

อ้างอิง:

 

The post เรารู้อะไรแล้วบ้าง จากเหตุ F-15 สหรัฐฯ ถูกยิงตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เผย ต้องการ ‘ยึดน้ำมันในอิหร่าน’ และอาจเข้ายึดเกาะคาร์ก https://thestandard.co/trump-iran-oil-karg-island/ Mon, 30 Mar 2026 02:46:19 +0000 https://thestandard.co/trump-iran-oil-karg-island/ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงความต้องการ ยึดน้ำมันใน อิหร่าน และ เกาะคาร์ก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับหนัง […]

The post ทรัมป์เผย ต้องการ ‘ยึดน้ำมันในอิหร่าน’ และอาจเข้ายึดเกาะคาร์ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงความต้องการ ยึดน้ำมันใน อิหร่าน และ เกาะคาร์ก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Financial Times วานนี้ (29 มีนาคม) ว่า “สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือการยึดน้ำมันในอิหร่าน” โดยเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวนี้กับกรณีเวเนซุเอลา ที่สหรัฐฯ ตั้งใจจะควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมัน “อย่างไม่มีกำหนด” หลังจากจับกุมนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเผด็จการได้ในเดือนมกราคม

 

“พูดตามตรง สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือการยึดน้ำมันในอิหร่าน แต่คนโง่ๆ ในสหรัฐฯ บางคนถามว่า ทำไมคุณถึงทำอย่างนั้น? แต่พวกเขาก็เป็นคนโง่” ทรัมป์กล่าว

 

การยึดน้ำมันของอิหร่าน แน่นอนว่าจะเกี่ยวข้องกับการยึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่ของอิหร่าน แต่การส่งทหารบุกโจมตีและยึดเกาะนั้นมีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจทำให้สหรัฐฯ เกิดความสูญเสียมากขึ้น และยืดเยื้อค่าใช้จ่ายและระยะเวลาของสงคราม

 

“บางทีเราอาจจะยึดเกาะคาร์ก บางทีเราอาจจะไม่ยึด เรามีทางเลือกมากมาย นั่นหมายความว่าเราจะต้องอยู่ที่นั่น (บนเกาะคาร์ก) เป็นเวลานาน” ทรัมป์กล่าว และตอบคำถามเกี่ยวกับสถานะการป้องกันของอิหร่านบนเกาะคาร์ก โดยกล่าวว่า

 

“ผมไม่คิดว่าพวกเขามีการป้องกันใดๆ เราสามารถยึดครองได้อย่างง่ายดาย”

 

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ส่งทหาร 10,000 นายที่ได้รับการฝึกฝนให้บุกยึดและรักษาพื้นที่เดินทางไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อวันศุกร์ (27 มีนาคม) ทหารประมาณ 3,500 นาย รวมถึงนาวิกโยธินประมาณ 2,200 นาย ได้เดินทางไปถึงภูมิภาค และอีก 2,200 นายกำลังเดินทางไป ขณะเดียวกันก็มีคำสั่งให้ส่งทหารหลายพันนายจากกองพลทหารราบที่ 82 ไปยังภูมิภาคด้วย

 

ท่าทีของทรัมป์ มีขึ้นในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ใน 1 เดือน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งสูงถึงกว่า 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ระหว่างซื้อขายในตลาดเอเชียเช้าวันนี้ และใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง

 

เจรจาทางอ้อม ‘คืบหน้าไปได้ด้วยดี’

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เน้นย้ำว่า การเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผ่านตัวกลางคือปากีสถาน กำลัง ‘คืบหน้าไปได้ด้วยดี’

 

โดยเขากำหนดเส้นตายวันที่ 6 เมษายน ที่อิหร่านจะต้องยอมรับข้อตกลงยุติสงคราม หรือเผชิญกับการโจมตีโครงสร้างพลังงานและโรงไฟฟ้า

 

ทั้งนี้ เมื่อถูกถามว่าข้อตกลงหยุดยิงจะสามารถบรรลุได้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าหรือไม่ เพื่อที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง ทรัมป์ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเฉพาะเจาะจง แต่ระบุว่า

 

“เราเหลือเป้าหมายอีกประมาณ 3,000 เป้าหมาย เราทิ้งระเบิดไปแล้ว 13,000 เป้าหมาย และยังมีอีก 2,000 – 3,000 เป้าหมายที่ต้องจัดการ”

 

อ้าง ‘อิหร่านเปลี่ยนระบอบแล้ว’

 

นอกจากนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์ ทรัมป์ยังได้กล่าวถึงเป้าหมายของวอชิงตันในการ “เปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่าน” โดยเขาอ้างว่า “อิหร่านได้เปลี่ยนระบอบการปกครองไปแล้ว” ภายหลังการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ในช่วงแรกของสงคราม

 

“คนที่เรากำลังติดต่อด้วยเป็นกลุ่มคนที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง พวกเขาเป็นมืออาชีพมาก” ทรัมป์กล่าว

 

เขายังย้ำข้อกล่าวอ้างที่ว่า โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายและผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านนั้น อาจเสียชีวิตแล้วหรือได้รับบาดเจ็บสาหัส

 

“ลูกชายของเขาอาจเสียชีวิตแล้ว หรือไม่ก็อาการหนักมาก เราไม่ได้รับข่าวคราวอะไรจากเขาเลย เขาหายไปแล้ว”

 

ภาพ : REUTERS/Elizabeth Frantz

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์เผย ต้องการ ‘ยึดน้ำมันในอิหร่าน’ และอาจเข้ายึดเกาะคาร์ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ สั่งหน่วยงานรัฐบาลทยอยเลิกใช้เทคโนโลยีจาก Anthropic หลังปฏิเสธให้สิทธิ์เข้าถึง AI ของบริษัทแบบไร้ข้อจำกัด https://thestandard.co/trump-bans-anthropic-ai-tech/ Sat, 28 Feb 2026 04:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1182695 โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งหน่วยงานรัฐบาลห้ามใช้เทคโนโลยี AI ของ Anthropic

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่าน Truth Social วานน […]

The post ทรัมป์ สั่งหน่วยงานรัฐบาลทยอยเลิกใช้เทคโนโลยีจาก Anthropic หลังปฏิเสธให้สิทธิ์เข้าถึง AI ของบริษัทแบบไร้ข้อจำกัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งหน่วยงานรัฐบาลห้ามใช้เทคโนโลยี AI ของ Anthropic

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่าน Truth Social วานนี้ (27 กุมภาพันธ์) ว่าได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทุกแห่งหยุดใช้เทคโนโลยีจากบริษัท Anthropic ผู้พัฒนาโมเดล AI ชื่อดังอย่าง Claude โดยจะทยอยเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัทภายในระยะเวลา 6 เดือนข้างหน้า

 

ในขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยว่าเตรียมประกาศให้ Anthropic เป็นความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งถือเป็นท่าทีที่สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับบริษัท และเป็นการตำหนิอย่างรุนแรงจากรัฐบาลวอชิงตัน ต่อหนึ่งในบริษัท AI ชั้นนำของสหรัฐฯ โดยอาจทำให้ Anthropic ที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก Google และ Amazon ตกอยู่ในสถานะถูกโดดเดี่ยว ซึ่งถือเป็นสถานะที่สหรัฐฯ สงวนไว้สำหรับผู้จัดหาสินค้าให้กับศัตรู

 

ท่าทีของทรัมป์ มีขึ้นก่อนถึงกำหนดเส้นตายที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำหนดให้ Anthropic ต้องให้สิทธิ์การเข้าถึงเครื่องมือ AI ของบริษัทอย่างไม่มีข้อจำกัด

 

ขณะที่ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic กล่าวเมื่อต้นสัปดาห์ว่า “จะไม่ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าว” เนื่องจากกังวลว่าเทคโนโลยีของ Anthropic จะถูกนำไปใช้ในการสอดแนมจำนวนมากและใช้ในอาวุธที่ทำงานอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ ยังกล่าวหา Anthropic ว่าเป็นบริษัทหัวรุนแรงฝ่ายซ้าย และทำผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่พยายามบีบบังคับกระทรวงสงครามให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดในการให้บริการของบริษัทแทนที่จะเป็นรัฐธรรมนูญ และประณามความเห็นแก่ตัวของ Anthropic ว่า “กำลังทำให้ชีวิตของชาวอเมริกัน และความมั่นคงของสหรัฐฯ ตกอยู่ในความเสี่ยง”

 

“สหรัฐอเมริกาจะไม่ยอมให้บริษัทหัวรุนแรงฝ่ายซ้ายที่เรียกตัวเองว่า ‘Woke’ มาบงการวิธีต่อสู้และชัยชนะในสงครามของกองทัพอันยิ่งใหญ่ของเราเด็ดขาด! การตัดสินใจนั้นเป็นของผู้บัญชาการสูงสุดของท่าน และผู้นำที่ยอดเยี่ยมที่ผมแต่งตั้งให้บริหารกองทัพของเรา

 

พวกบ้าคลั่งฝ่ายซ้ายที่ Anthropic ได้ทำผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่พยายามบีบบังคับกระทรวงสงคราม ให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดในการให้บริการของพวกเขาแทนที่จะเป็นรัฐธรรมนูญของเรา ความเห็นแก่ตัวของพวกเขากำลังทำให้ชีวิตของชาวอเมริกันตกอยู่ในความเสี่ยง ทหารของเราตกอยู่ในอันตราย และความมั่นคงของชาติของเราอยู่ในภาวะเสี่ยง” ทรัมป์ ระบุ พร้อมทั้งเตือนว่า

 

“หาก Anthropic ไม่ให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่าน เขาจะใช้ ‘อำนาจเต็มของประธานาธิบดี’ เพื่อบังคับให้บริษัทปฏิบัติตาม โดยจะมีผลกระทบทั้งทางแพ่งและอาญาอย่างร้ายแรงตามมา

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ทรัมป์ จะประกาศข้อความดังกล่าว Anthropic ได้แสดงท่าทีว่า “หากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เลือกที่จะหยุดใช้เครื่องมือของบริษัท บริษัทก็จะดำเนินการเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปยังผู้ให้บริการรายอื่นเป็นไปอย่างราบรื่น”

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ สั่งหน่วยงานรัฐบาลทยอยเลิกใช้เทคโนโลยีจาก Anthropic หลังปฏิเสธให้สิทธิ์เข้าถึง AI ของบริษัทแบบไร้ข้อจำกัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์กลาโหม ถอนจีนจากภัยคุกคามอันดับ 1 ลดหนุนพันธมิตร โฟกัสในประเทศ-ซีกโลกตะวันตก https://thestandard.co/us-shifts-defense-china-threat/ Sun, 25 Jan 2026 03:54:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1169089 ภาพประกอบยุทธศาสตร์กลาโหมสหรัฐฯ ที่ปรับเปลี่ยนนโยบายต่อจีนและพันธมิตร

สหรัฐอเมริกาปล่อยเอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติปี 2026 […]

The post สหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์กลาโหม ถอนจีนจากภัยคุกคามอันดับ 1 ลดหนุนพันธมิตร โฟกัสในประเทศ-ซีกโลกตะวันตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบยุทธศาสตร์กลาโหมสหรัฐฯ ที่ปรับเปลี่ยนนโยบายต่อจีนและพันธมิตร

สหรัฐอเมริกาปล่อยเอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติปี 2026 วางแผน ‘จำกัด’ การสนับสนุนชาติพันธมิตร ย้ำผลประโยชน์ของชาวอเมริกันต้องมาก่อน โดยให้ความสำคัญกับสหรัฐฯ และซีกโลกตะวันตก รวมถึงยังถอดภารกิจหลักที่เคยระบุว่า จีนเป็นภัยคุกคามสำคัญออก

 

เมื่อวานนี้ (24 มกราคม) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปล่อยเอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ (National Defense Strategy) ปี 2026 โดยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือ นำเป้าหมายอันดับหนึ่งที่ระบุว่า จีนเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อประเทศออก แต่ย้ำว่า การปกป้องความมั่นคงของสหรัฐฯ และซีกโลกตะวันตกคือภารกิจที่สำคัญที่สุด

 

เอกสารดังกล่าวมีความยาว 34 หน้า ระบุต่อจากยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2024 ว่า ขณะนี้ยุโรปกำลังเผชิญการล่มสลายเชิงอารยธรรม พร้อมเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรเพิ่มบทบาทป้องกันตนเอง โดยระบุว่า ประเทศจำนวนมากเคยชินกับการให้สหรัฐฯ เสียเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายด้านกลาโหม จนทำให้ละเลยผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมของชาวอเมริกันมาช้านาน

 

“ตรงกันข้าม นี่คือแนวทางอันแน่วแน่และเป็นยุทธศาสตร์อย่างแท้จริงต่อภัยคุกคามที่ประเทศของเรากำลังเผชิญ” เอกสารหมายเหตุไว้ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้หวนกลับไปใช้แนวทางลัทธิโดดเดี่ยว (Isolationism) แต่ภัยคุกคามที่อยู่ห่างออกไปอีกครึ่งโลก ไม่ได้คุกคามต่อชาวอเมริกัน

 

ยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติระบุว่า ต่อจากนี้ พันธมิตรในชาติยุโรปต้องรับมือภัยคุกคามเอง โดยอธิบายว่า รัสเซียเป็นภัยคุกคามถาวร แต่กลุ่มพันธมิตร NATO ทางตะวันออกสามารถรับมือได้

 

ในประเด็นความมั่นคงฟากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เอกสารยังชี้ว่า เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือป้องกันไม่ให้จีนครอบงำประเทศหรือพันธมิตรในภูมิภาคได้ ขณะที่ลดบทบาทสนับสนุนเกาหลีใต้ในการจัดการเกาหลีเหนือ โดยย้ำว่า โซลมีศักยภาพมากพอที่จะจัดการปัญหาดังกล่าว ซึ่งคาดว่า จะกระทบกับโครงสร้างของกองทัพสหรัฐฯ บนคาบสมุทรเกาหลี

 

เช่นเดียวกับปมไต้หวันที่ไม่ได้ระบุในเอกสารตรงๆ โดยย้ำแค่ว่า บางอย่างไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่เป็นสันติภาพในแบบที่เหมาะสม ภายใต้เงื่อนไข 2 อย่าง คือ เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกัน และเป็นเงื่อนไขที่จีนยอมรับและสามารถอยู่ร่วมกันได้

 

ในทางกลับกัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มองว่า คลองปานามา อ่าวเม็กซิโก (ซึ่งในเนื้อหาใช้คำว่า อ่าวอเมริกา) และกรีนแลนด์คือพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ที่รับประกันแสนยานุภาพทางการทหารและการค้าประเทศ

 

“เลิกอุดมคติแบบเพ้อฝัน และหันสู่สัจนิยมแบบแข็งกร้าว” เอกสารระบุต่อว่า ยุทธศาสตร์นี้จะต่างแนวทางหลังสงครามเย็น คือ ยิ่งใหญ่ แต่ลอยตัว

 

แฟ้มภาพ: Hyungwon Kang / Reuters

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์กลาโหม ถอนจีนจากภัยคุกคามอันดับ 1 ลดหนุนพันธมิตร โฟกัสในประเทศ-ซีกโลกตะวันตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพนตากอนสั่งปลดหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง เหตุประเมินผลลัพธ์กรณีสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านผิดพลาด https://thestandard.co/pentagon-fires-intelligence-chief/ Sun, 24 Aug 2025 06:18:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1110590

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา สั่งปลด พล […]

The post เพนตากอนสั่งปลดหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง เหตุประเมินผลลัพธ์กรณีสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา สั่งปลด พลโท เจฟฟรี ครูซ หัวหน้าสำนักงานข่าวกรองกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DIA) โดยการปลดครั้งนี้เกิดขึ้น หลังรายงานข่าวกรองของ DIA ที่ประเมินว่า การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ทำให้โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านล่าช้าเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ‘สวนทาง’ กับคำกล่าวอ้างของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยืนยันว่า โครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน ‘ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์’

 

ทรัมป์ยังชี้ว่า รายงานฉบับนี้และสื่อหลายสำนัก พยายามด้อยค่าหนึ่งในปฏิบัติการทางทหารที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ ทางด้านทำเนียบขาวระบุว่า การประเมินของหน่วยงานนี้ ‘ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง’

 

DIA เป็นหน่วยงานข่าวกรองทางทหารในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งรวบรวมข่าวสารทางเทคนิคจำนวนมาก แยกจากหน่วยงานอื่น เช่น สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) โดยแหล่งข่าวสื่อต่างประเทศยังเผยว่า เฮกเซธยังได้สั่งปลดหัวหน้ากองสำรองกองทัพเรือสหรัฐฯ และผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษกองทัพเรืออีกด้วย

 

ทางด้าน มาร์ค วอร์เนอร์ สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่า การสั่งปลดครูซเป็นสัญญาณที่สะท้อนว่า ทรัมป์มีนิสัยอันตรายในการใช้ข่าวกรองเป็น ‘เครื่องมือในการทดสอบความจงรักภักดี’ มากกว่าจะเป็นเครื่องมือปกป้องประเทศ

 

โดยทรัมป์เคยปลดเจ้าหน้าที่หลายคนที่มีการวิเคราะห์ข้อมูลขัดแย้งกับเขา เช่น เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาสั่งปลดผู้ว่าการสำนักงานสถิติแรงงานทันที หลังรายงานการเติบโตของการจ้างงานในสหรัฐฯ ชะลอตัว และในเดือนเมษายน ทรัมป์สั่งปลดผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (NSA) พร้อมเจ้าหน้าที่กว่า 10 คนที่สภาความมั่นคงแห่งชาติในทำเนียบขาว

 

แฟ้มภาพ: Demetrius Freeman / The Washington Post via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เพนตากอนสั่งปลดหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง เหตุประเมินผลลัพธ์กรณีสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 และระเบิด GBU-57A/B อาวุธเด็ดสหรัฐฯ ที่ใช้โจมตีอิหร่าน https://thestandard.co/us-b2-iran-nuclear-strike/ Sun, 22 Jun 2025 12:18:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1087773 us-b2-iran-nuclear-strike

สหรัฐอเมริกาเปิด Operation Midnight Hammer ส่งเครื่องบิ […]

The post รู้จัก เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 และระเบิด GBU-57A/B อาวุธเด็ดสหรัฐฯ ที่ใช้โจมตีอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-b2-iran-nuclear-strike

สหรัฐอเมริกาเปิด Operation Midnight Hammer ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดถล่มโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมและสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ในฟอร์โดว์ นาทานซ์ และอิสฟาฮาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญถ้าในกรณีที่อิหร่านต้องการจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จริงๆ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่อิสราเอลเปิด Operation Rising Lion ส่งกำลังทางอากาศโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ตามมาด้วยการยิงขีปนาวุธตอบโต้ของอิหร่านเข้าใส่อิสราเอล

 

จริงๆ แล้วการที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจเข้าร่วมโจมตีอิหร่านนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ทั่วโลกเห็นแนวโน้มมาก่อนแล้ว เพราะสหรัฐฯ เคลื่อนย้ายกำลังทางอากาศที่สำคัญอย่างเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-46 เข้าวางกำลังในฐานบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงในเยอรมนีและดิเอโก การ์เซียในมหาสมุทรอินเดีย ตามมาด้วยคำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ที่บอกว่าเขาจะใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ตัดสินใจว่าจะโจมตีอิหร่านหรือไม่ แต่กลายเป็นว่าไม่กี่วันหลังจากนั้น สหรัฐฯ ก็เข้าร่วมโจมตีอิหร่านโดยทันที

 

จากข้อเท็จจริงที่ว่าอิสราเอลสามารถครองอากาศหรือมี Air Superiority เหนือน่านฟ้าอิหร่าน ซึ่งหมายถึงกำลังทางอากาศของอิสราเอลมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการได้อย่างเสรี และสามารถทำลายภัยคุกคามของอิหร่านได้ จึงทำให้สหรัฐฯ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการเข้าร่วมการโจมตี เนื่องจากไม่จำเป็นที่จะต้องใช้กำลังทางอากาศอื่นอย่างเครื่องบินขับไล่ในการกรุยทางและสร้างโซนปลอดภัยสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดของตนมากนัก

 

จุดตัดสินใจอื่นก็คือการร้องขอของอิสราเอล เพราะระเบิดของอิสราเอลทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ใต้ดินหรือบังเกอร์ได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถเจาะทำลายโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ที่อยู่ลึกมากได้ โดยเฉพาะในฟอร์โดว์ที่เป็นโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมซึ่งฝังตัวอยู่ใต้ดินค่อนข้างลึกมาก

 

เครื่องบินหลักที่สหรัฐฯ ใช้ก็หนีไม่พ้น B-2 Spirit ซึ่งเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีคุณสมบัติตรวจจับได้ยากหรือ Stealth เพื่อป้องกันอันตรายจากเครื่องบินขับไล่ของอิหร่าน ที่แม้จะแทบไม่เห็นในการปฏิบัติการในครั้งนี้ รวมถึงจรวดต่อสู้อากาศยานของอิหร่านที่ยังคงมีใช้งานอยู่

 

B-2 Spirit เป็นที่รู้จักกันในฐานะเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีราคาแพงที่สุดในโลก คือมีราคาเฉลี่ยที่ราวลำละ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งราคาที่แพงเป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและทดสอบที่พุ่งสูง รวมถึงความผิดพลาดในการบริหารโครงการในช่วงต้นจนทำให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ สามารถจัดหาเข้าประจำการได้เพียง 21 ลำ เมื่อหักสองลำที่ประสบอุบัติเหตุทำให้เหลือใช้งานอยู่ที่ 19 ลำ และในปฏิบัติการนี้สหรัฐฯ ใช้งาน B-2 รวมกันถึง 7 ลำ โดยเป็นการบินรวดเดียวจากฐานบินในสหรัฐฯ ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าสู่อิหร่าน ซึ่งทำไปพร้อมกับการยิงขีปนาวุธจากเรือรบที่ลอยลำอยู่ในทะเลอาหรับ

 

B-2 มีพิสัยบินไกล 11,000 กิโลเมตร มีช่องเก็บระเบิดภายในลำตัวสองช่อง ซึ่งสามารถบรรทุกระเบิดได้ช่องละราว 40,000 ปอนด์ ดังนั้นเครื่องบิน B-2 หนึ่งลำสามารถบรรทุกระเบิดได้พอๆ กับที่เครื่องบินขับไล่ F-16 ทั้งฝูงบินจะบรรทุกได้เลยทีเดียว

 

ส่วนระเบิดที่ใช้คือ GBU-57A/B Massive Ordnance Penetrator หรือ MOP ซึ่งสามารถติดตั้งได้กับ B-2 เท่านั้น (แม้ว่าตอนทดสอบจะทดสอบใช้งานกับ B-52 ด้วยก็ตาม แต่ในการใช้งานจริงไม่ได้มีการปรับปรุง B-52 ให้ใช้งานได้)

 

ระเบิดแบบนี้เป็นระเบิดที่มีน้ำหนักสูงมาก คือมีน้ำหนักราว 30,000 ปอนด์หรือ 13 ตัน โดยเป็นการนำหัวระเบิดแบบ BLU-127 มาติดตั้งชุดนำวิถีด้วย GPS และแรงเฉื่อยหรือ INS และมีครีบบริเวณหางเพื่อบังคับทิศทางให้ตกลงในจุดที่ต้องการ ที่จริงแล้ว BLU-127 นี้มีองค์ประกอบที่เป็นหัวรบดินระเบิดแค่ราว 5,000 ปอนด์เท่านั้น แต่นอกนั้นเป็นมวลที่เกิดจากโลหะอัลลอยน้ำหนักสูง ซึ่งเมื่อทิ้งจากความสูงและความเร็วที่เหมาะสม จะสร้างพลังงานจลน์ที่สูงพอที่จะเจาะทะลุพื้นดินถึง 60 เมตร หรือบังเกอร์คอนกรีตหนา 18 เมตรได้ เมื่อเจาะทะลุสำเร็จ ชนวนก็จะจุดระเบิดขึ้นเพื่อทำลายโครงสร้างด้านในตอนไป

 

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 สามารถบรรทุก GBU-57A/B ได้ลำละ 2 ลูก และในการโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมในฟอร์โดว์นั้นใช้ระเบิดถึง 14 ลูกเลยทีเดียว ซึ่งภาพถ่ายดาวเทียมที่ปรากฏหลังการโจมตีพบรูขนาดใหญ่บริเวณภูเขาที่เป็นที่ตั้งของโรงงาน นั่นหมายถึงว่าระเบิดลูกแรกทำหน้าที่เจาะเข้าไปก่อน และระเบิดหลายลูกก็ทิ้งตามลงมาในจุดเดียวกัน เพื่อทำให้มั่นใจว่าจะสามารถเจาะทะลุเข้าไปยังโรงงานใต้ดินให้ได้

 

ซึ่งเมื่อพิจารณาดีๆ ก็จะพบว่า ภารกิจนี้คล้ายๆ กับภารกิจในภาพยนตร์เรื่อง Top Gun: Maverick นั่นเอง แต่ภารกิจที่เกิดขึ้นจริงนั้นแตกต่างจากภารกิจในภาพยนตร์ตรงที่เครื่องบินที่ใช้ทิ้งระเบิดเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ไม่ใช่เครื่องบินขับไล่ F/A-18 ส่วนระเบิดที่ใช้ก็เป็น GBU-57A/B ที่มีน้ำหนักมาก ต่างจากในภาพยนตร์ที่ใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ตระกูล Paveway ที่ติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ และในภารกิจจริงเครื่องบิน B-2 ก็ไม่ต้องบินเรี่ยพื้นและจิกหัวลงมาทิ้งระเบิดก่อนที่จะต้องหลบหลีกจรวดต่อสู้อากาศยานของข้าศึกเหมือนกับ F/A-18 ในภาพยนตร์ เพราะในการปฏิบัติภารกิจจริงจะต้องทำลายจรวดต่อสู้อากาศยานของข้าศึกให้ได้เสียก่อน รวมถึงการทิ้งระเบิดต้องทิ้งจากความสูงมากพอที่ตัวระเบิดจะทำงานและเจาะลงไปใต้ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทั้งนี้ ประเทศสมมติในภาพยนตร์ก็มี F-14 ใช้งาน เช่นเดียวกับอิหร่านซึ่งยังเป็นประเทศเดียวที่ยังใช้งาน F-14 อยู่ เพียงแต่นักบินอเมริกันไม่ต้องพยายามขับ F-14 หนีออกมา เพราะเครื่องบินไม่ได้ถูกยิงตก และในชีวิตจริงการบุกเข้าไปในฐานทัพอากาศก็ไม่ได้ง่ายแบบในภาพยนตร์

The post รู้จัก เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 และระเบิด GBU-57A/B อาวุธเด็ดสหรัฐฯ ที่ใช้โจมตีอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่ทรัมป์สั่งบอมบ์สำคัญอย่างไร https://thestandard.co/trump-airstrike-iran/ Sun, 22 Jun 2025 09:08:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1087729 trump-airstrike-iran

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย (22 มิถุนายน) ปร […]

The post 3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่ทรัมป์สั่งบอมบ์สำคัญอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-airstrike-iran

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย (22 มิถุนายน) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีฐานนิวเคลียร์หลัก 3 แห่งของอิหร่าน หลังจากที่ความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างอิสราเอลและอิหร่านลากยาวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2

 

โรงงานทั้ง 3 แห่ง อันได้แก่ นาทานซ์, ฟอร์โดว์ และอิสฟาฮาน ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอลอยู่หลายครั้ง 

 

  • นาทานซ์

 

โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเตหะรานไปทางใต้ราว 225 กิโลเมตร ถือเป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน 

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า โรงงานแห่งนี้ถูกใช้ในการพัฒนาและประกอบเครื่องปั่นเหวี่ยงแยกตะกอนที่จะนำไปสู่การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะเปลี่ยนยูเรเนียมให้เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

 

ข้อมูลขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Nuclear Threat Initiative (NTI) ระบุว่า โครงสร้างส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินนั้นจะมีอาคาร 6 หลังด้วยกัน ส่วนโครงสร้างที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินจะเป็นอาคารขนาดใหญ่ 3 แห่ง ซึ่งมี 2 แห่งที่สามารถรองรับเครื่องปั่นเหวี่ยงแยกตะกอนได้มากถึง 50,000 เครื่อง 

 

ในความขัดแย้งครั้งล่าสุด อิสราเอลได้เล็งเป้าโจมตีไปที่โรงงานแห่งนี้ด้วยเช่นกัน โดยภาพถ่ายดาวเทียมผนวกกับการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญแสดงให้เห็นว่า การโจมตีดังกล่าวได้ทำลายอาคารเหนือพื้นดินในส่วนของโรงงานเสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงนำร่อง (Pilot Fuel Enrichment Facility – PFEP)

 

ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA โรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2003 และอิหร่านได้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมถึง 60% สิ่งที่น่าห่วงคือยูเรเนียมนี้สามารถเสริมสมรรถนะเพิ่มเติมได้ถึง 90% ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นสำหรับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์

 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 คนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่า การโจมตีครั้งก่อนทำให้เกิดไฟดับในอาคารส่วนที่ใช้เก็บเครื่องปั่นเหวี่ยงด้วย และเนื่องจากโครงสร้างส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน การตัดกระแสไฟฟ้าไปยังอาคารเหล่านี้จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการตัดความสามารถของอุปกรณ์และเครื่องจักรที่อยู่ใต้ดิน

 

  • ฟอร์โดว์

 

โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้เมืองกอม ถูกสร้างไว้ใต้ดินในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยภูเขาสูง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลพื้นฐานของโรงงานแห่งนี้ไม่ได้รับการเปิดเผยมากนัก สิ่งที่โลกรู้ส่วนใหญ่มาจากเอกสารของอิหร่านจำนวนมากที่ถูกหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลขโมยออกมาเมื่อหลายปีก่อน

 

โถงหลักของโรงงานแห่งนี้อยู่ลึกลงไปใต้ดินราว 80-90 เมตร ทำให้มีความทนทานต่อการโจมตีทางอากาศ และเจ้าหน้าที่อิสราเอลเคยกล่าวไว้ว่า สหรัฐฯ เป็นเพียงชาติเดียวที่มีระเบิดชนิดที่โจมตีได้ลึกถึงระดับนั้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าระเบิดที่สหรัฐฯ มีก็อาจไม่เพียงพอ

 

ตามข้อมูลของสถาบันวิทยาศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ ระบุว่า “อิหร่านสามารถเปลี่ยนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60% ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เป็นยูเรเนียมเกรดอาวุธ 233 กิโลกรัมในเวลา 3 สัปดาห์ ณ โรงงานเสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงฟอร์โดว์แห่งนี้” ซึ่งเพียงพอสำหรับอาวุธนิวเคลียร์ 9 ลูก

 

ขณะรายงานล่าสุดจาก IAEA ระบุว่า อิหร่านได้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมให้มีความบริสุทธิ์ถึง 60% ที่โรงงานฟอร์โดว์ โดยปัจจุบันโรงงานแห่งนี้มีเครื่องปั่นเหวี่ยงอยู่ทั้งสิ้น 2,700 เครื่อง

 

  • อิสฟาฮาน 

 

เมืองอิสฟาฮานตั้งอยู่ใจกลางอิหร่าน เป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

 

ตามข้อมูลของ NTI ระบุว่า จีนเป็นผู้สนับสนุนการก่อตั้งโรงงานแห่งนี้ซึ่งเปิดดำเนินการในปี 1984 มีนักวิทยาศาสตร์ราว 3,000 คนทำงานอยู่นี่ที่ และคาดว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

 

โรงงานแห่งนี้มีเครื่องปฏิกรณ์เพื่อการวิจัยขนาดเล็ก 3 เครื่องที่จีนเป็นผู้จัดหา รวมถึง “โรงงานแปลงสภาพยูเรเนียม โรงงานผลิตเชื้อเพลิง โรงงานหุ้มเซอร์โคเนียม ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกและห้องปฏิบัติการอื่นๆ ด้วย” 

 

อ้างอิง:

The post 3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่ทรัมป์สั่งบอมบ์สำคัญอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ 3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่สหรัฐฯ โจมตี https://thestandard.co/us-strikes-iran-nuclear-sites/ Sun, 22 Jun 2025 06:49:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1087684 us-strikes-iran-nuclear-sites

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐฯ ประสบความสำเ […]

The post เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ 3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่สหรัฐฯ โจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-strikes-iran-nuclear-sites

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการเปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์สำคัญ 3 แห่งของอิหร่าน ท่ามกลางการสู้รบระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2

 

โรงงานนิวเคลียร์ทั้ง 3 แห่ง คือ ฟอร์โดว์ (Fordow) อิสฟาฮาน (Isfahan) และนาทานซ์ (Natanz) ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และก่อนหน้านี้ยังเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอลด้วย

 

นี่คือสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับโรงงานนิวเคลียร์เหล่านี้

 


 

เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ 3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่สหรัฐฯ โจมตี

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ 3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่สหรัฐฯ โจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ส่งทหารอีก 2,000 นาย นาวิกโยธิน 700 นาย รับมือประท้วงใหญ่ LA วันที่ 4 หนุนจับผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย https://thestandard.co/la-marines-newsum-trump/ Tue, 10 Jun 2025 03:32:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1083502 la-marines-newsum-trump

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ​ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทร […]

The post ทรัมป์ส่งทหารอีก 2,000 นาย นาวิกโยธิน 700 นาย รับมือประท้วงใหญ่ LA วันที่ 4 หนุนจับผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
la-marines-newsum-trump

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ​ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้ส่งทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิอีก 2,000 นายไปยังนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อรับมือสถานการณ์ประท้วงและเหตุจลาจลต่อต้านการจับกุมผู้อพยพของเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) ที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 4 

 

ขณะที่กองบัญชาการภาคเหนือของสหรัฐฯ (United States Northern Command: USNORTHCOM) ยังได้ส่งนาวิกโยธิน 700 นาย ไปยังลอสแอนเจลิส เพื่อช่วยคุ้มครองเจ้าหน้าที่และทรัพย์สินของรัฐ

 

ความเคลื่อนไหวของทรัมป์มีขึ้นหลังจากที่ทางการรัฐแคลิฟอร์เนียได้ยื่นฟ้องรัฐบาลกลางสหรัฐฯ​ โดยขอให้ผู้พิพากษาประกาศให้การส่งทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเข้ารับมือการประท้วงในลอสแอนเจลิส เป็นสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และขอให้ศาลยับยั้งการดำเนินการดังกล่าวอีกในอนาคต

 

เกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียเผยว่า จะส่งกำลังเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐและท้องถิ่นไปยังลอสแอนเจลิสเพิ่มอีกกว่า 800 นาย เพื่อรับประกันความปลอดภัยของชาวเมือง

 

“ความวุ่นวายคือสิ่งที่ทรัมป์ต้องการ และตอนนี้แคลิฟอร์เนียต้องเป็นคนจัดการความยุ่งเหยิงนี้เอง” นิวซัมโพสต์ข้อความบน X

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าว โดยกล่าวว่าเขาสนับสนุนข้อเสนอแนะของ ทอม โฮแมน ผู้อำนวยการ ICE ที่ให้จับกุมนิวซัมในข้อหาขัดขวางมาตรการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง

 

ประท้วงวันที่ 4 ยังวุ่นวาย-กระจายหลายเมือง

 

สำหรับสถานการณ์ในลอสแอนเจลิสล่าสุด ยังเต็มไปด้วยความวุ่นวาย โดยมีฝูงชนไปรวมตัวประท้วงที่หน้าอาคารรัฐบาลกลางในย่านใจกลางเมือง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้อพยพกว่าร้อยคนที่เจ้าหน้าที่จับกุมและกักตัวไว้ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึง เดวิด ฮัวร์ตา ผู้นำสหภาพแรงงานรัฐแคลิฟอร์เนีย

 

นอกจากนี้การประท้วงต่อต้านการจับผู้อพยพของเจ้าหน้าที่ ICE ยังแพร่กระจายไปในหลายเมือง อาทิ ซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก ฟลอริดา บอสตัน และฮิวสตัน 

 

โดยที่ซานฟรานซิสโก มีผู้ประท้วงกว่า 100 คน ถูกจับกุมในการชุมนุมเมื่อวันอาทิตย์ (8 มิถุนายน) ที่ผ่านมา

 

ภาพ: Leah Millis TPX IMAGES OF THE DAY / Reuters


อ้างอิง:

The post ทรัมป์ส่งทหารอีก 2,000 นาย นาวิกโยธิน 700 นาย รับมือประท้วงใหญ่ LA วันที่ 4 หนุนจับผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เตือนภัยคุกคามจากจีนต่อไต้หวัน เรียกร้องเอเชียเพิ่มงบการทหาร https://thestandard.co/us-china-threat-to-taiwan-asia/ Sun, 01 Jun 2025 05:15:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1080969

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกาประกาศเตือนว่า จีน […]

The post รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เตือนภัยคุกคามจากจีนต่อไต้หวัน เรียกร้องเอเชียเพิ่มงบการทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกาประกาศเตือนว่า จีนเป็นภัยคุกคาม ‘ใกล้ตัว’ ต่อไต้หวัน และเรียกร้องให้ประเทศในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม พร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อยับยั้งสงคราม ขณะเข้าร่วมประชุมด้านความมั่นคง Shangri-La Dialogue ที่สิงคโปร์

 

เฮกเซธกล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการสร้างสงครามหรือความขัดแย้งกับจีน ไม่ได้ต้องการครอบงำหรือบีบคั้นจีน แต่สหรัฐฯ จะไม่ยอมถูกผลักออกจากเอเชียหรือปล่อยให้พันธมิตรถูกข่มขู่ พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้จีนครองความเป็นใหญ่ในภูมิภาคนี้

 

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังระบุว่า จีนต้องการเป็นมหาอำนาจที่หวังจะควบคุมหลายส่วนของเอเชีย ซึ่งจีนมีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านหลายประเทศในทะเลจีนใต้ โดยจีนเตรียมพร้อมที่จะใช้กำลังทหารเพื่อเปลี่ยนสมดุลอำนาจในเอเชีย และอ้างถึงเส้นตายปี 2027 ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงตั้งเป้าให้กองทัพจีนพร้อมบุกไต้หวัน แม้เส้นตายดังกล่าวจะเป็นข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ มานานหลายปีแล้ว แต่ทางการจีนไม่เคยยืนยันในประเด็นนี้

 

“หากจีนคอมมิวนิสต์พยายามยึดไต้หวันด้วยกำลัง จะเกิดผลกระทบร้ายแรงต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและต่อโลก ภัยคุกคามจากจีนเป็นเรื่องจริง และอาจเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน เราหวังว่า สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น แต่ก็เป็นไปได้”

 

เฮกเซธยังชูเทคโนโลยีทางทหารของสหรัฐฯ และกล่าวถึงความร่วมมือใหม่ในอินโด-แปซิฟิก เช่น ศูนย์ซ่อมเรดาร์ในออสเตรเลียสำหรับเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลของสหรัฐฯ ที่พันธมิตรซื้อไป และสนับสนุนการผลิตโดรนไร้คนขับในภูมิภาค เขาเตือนประเทศในเอเชียไม่ให้พึ่งพาเศรษฐกิจจีนมากเกินไป เพราะปักกิ่งจะใช้เป็น ‘เครื่องต่อรอง’ เพื่อขยายอิทธิพล ซึ่งจะซับซ้อนต่อการตัดสินใจด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ

 

ทางด้านสถานทูตจีนในสิงคโปร์โพสต์ Facebook ตอบโต้ว่า คำปราศรัยของเฮกเซธ “เต็มไปด้วยการยั่วยุและปลุกปั่น” และกล่าวว่าเฮกเซธ “โจมตีและใส่ร้ายจีนซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

 

“ในความเป็นจริง สหรัฐฯ เองคือ ‘ตัวปัญหา’ ที่ใหญ่ที่สุดต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค” โดยยกตัวอย่างว่า สหรัฐฯ นำอาวุธโจมตีเข้ามาในทะเลจีนใต้ และสอดแนมเกาะและแนวปะการังของจีน พร้อมทั้งระบุว่า สิ่งที่สหรัฐฯ มอบให้โลกมากที่สุดตอนนี้คือ ‘ความไม่แน่นอน’” สถานทูตจีนกล่าว “ประเทศนี้อ้างว่าปกป้องสันติภาพและไม่ต้องการความขัดแย้ง เราได้ยินแล้ว มาดูกันว่าการกระทำจะเป็นอย่างไร”

 

คำปราศรัยของเฮกเซธเกิดขึ้นหลัง เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เสนอให้ยุโรปเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงของเอเชีย ซึ่งเดินทางมาเข้าร่วมการประชุม Shangri-La Dialogue ในปีนี้ด้วย ขณะที่จีนส่งคณะผู้แทนระดับต่ำกว่าปกติและยกเลิกการกล่าวสุนทรพจน์ที่วางแผนไว้ในวันอาทิตย์ (1 มิถุนายน) โดยไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ

 

ภาพ: Edgar Su / Reuters

 

อ้างอิง:

The post รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เตือนภัยคุกคามจากจีนต่อไต้หวัน เรียกร้องเอเชียเพิ่มงบการทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมโน้มน้าวพันธมิตรเอเชียว่าเป็น ‘พันธมิตรที่ไว้ใจได้กว่าจีน’ บนเวที Shangri-La Dialogue ที่สิงคโปร์ https://thestandard.co/pentagon-chief-asia-allies-over-china/ Thu, 29 May 2025 04:23:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1079874

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกา เตรียมพยายามโน้มน […]

The post รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมโน้มน้าวพันธมิตรเอเชียว่าเป็น ‘พันธมิตรที่ไว้ใจได้กว่าจีน’ บนเวที Shangri-La Dialogue ที่สิงคโปร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกา เตรียมพยายามโน้มน้าวผู้นำด้านความมั่นคงในเอเชียในสุดสัปดาห์นี้ว่า สหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือมากกว่าจีน ตามรายงานจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลทรัมป์ต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

เฮกเซธซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม และใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งไปกับประเด็นภายในประเทศ เช่น การต่อต้านนโยบายความหลากหลาย ความเสมอภาค และการรวมกลุ่มในกองทัพ รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์สื่อ เตรียมขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญในวันเสาร์นี้ที่สิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นการแถลงวิสัยทัศน์ด้านนโยบายความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิกอย่างเป็นทางการครั้งแรก

 

เขาจะขึ้นกล่าวบนเวที Shangri-La Dialogue ซึ่งเป็นการประชุมด้านความมั่นคงระดับสูงสุดในเอเชีย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน โดยมีรัฐมนตรีกลาโหม ผู้นำทหารระดับสูง และนักการทูตจากทั่วโลกเข้าร่วม ขณะที่ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส จะกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานในวันพรุ่งนี้ (30 พฤษภาคม)

 

เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ รายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า “รัฐมนตรีเฮกเซธจะใช้เวทีนี้อธิบายเหตุผลว่าทำไมสหรัฐฯ จึงเป็นพันธมิตรที่ดีกว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) สำหรับชาติพันธมิตรในเอเชีย”

 

เจ้าหน้าที่คนเดียวกันยังกล่าวว่า การที่รัฐมนตรีกลาโหมจีน พล.ร.อ. ต่งจวิน คาดว่าจะไม่เข้าร่วมเวทีในปีนี้ อาจเปิดโอกาสให้ฝ่ายสหรัฐฯ ใช้เวทีนี้ได้มากขึ้น หลังจากในปีที่ผ่านมาผู้แทนจีนและสหรัฐฯ เคยมีการโต้ตอบกันบนเวทีเดียวกัน

 

สุนทรพจน์ของเฮกเซธถูกจับตาอย่างมาก เนื่องจากเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งวิจารณ์พันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดยเฉพาะการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการ

 

นอกจากนี้เฮกเซธยังสร้างความไม่พอใจให้กับพันธมิตรยุโรป โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขากล่าวในการแถลงข่าวที่สำนักงานใหญ่ NATO ในกรุงบรัสเซลส์ว่า “ยุโรปไม่ควรปฏิบัติกับอเมริกาเหมือนเป็นคนโง่”

 

เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมอีกรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “มีความไม่แน่นอนที่ถูกพูดถึง และบางครั้งก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นความกังวลอย่างแท้จริง”
สะท้อนถึงความรู้สึกที่ชาติพันธมิตรในเอเชียมีต่อความต่อเนื่องของนโยบายสหรัฐฯ

 

ความเคลื่อนไหวบางอย่างในช่วงต้นของรัฐบาลทรัมป์ได้สร้างความแปลกใจให้กับหลายฝ่าย เช่น การเคลื่อนย้ายระบบป้องกันภัยทางอากาศจากเอเชียไปยังตะวันออกกลางเมื่อช่วงต้นปีนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่าน ซึ่งต้องใช้เที่ยวบินลำเลียง C-17 ถึง 73 เที่ยว
อย่างไรก็ตาม เฮกเซธได้เดินทางเยือนฟิลิปปินส์และญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเขายังยึดถือความสำคัญของพันธมิตรแบบดั้งเดิมในเอเชีย ทั้งนี้ เขาเคยดำรงเป็นผู้ดำเนินรายการของ Fox News และได้รับการรับรองตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมด้วยเสียงข้างมากแบบเฉียดฉิวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เขาได้เริ่มปรับโครงสร้างกระทรวงอย่างรวดเร็ว โดยปลดนายทหารระดับสูงหลายคนเพื่อผลักดันวาระความมั่นคงของทรัมป์

 

เขายังตกเป็นเป้าการตรวจสอบอย่างหนัก หลังมีรายงานว่าเขาแชร์แผนปฏิบัติการทางทหารลับเกี่ยวกับกลุ่มฮูตีในเยเมนผ่านแอปพลิเคชัน Signal ในห้องแชตส่วนตัวสองกลุ่ม แม้จะเกิดกระแสดังกล่าว ทรัมป์ยังคงให้การสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่

 

ขณะเดียวกัน แทมมี ดักเวิร์ธ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต ซึ่งร่วมคณะผู้แทนรัฐสภาสหรัฐฯ ที่เดินทางเข้าร่วม Shangri-La Dialogue ครั้งนี้ กล่าวว่า “เป้าหมายของฉันคือการสร้างความมั่นใจให้พันธมิตรในเอเชียว่าสหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่น ซึ่งเป็นข้อความที่ฉันไม่คิดว่าเฮกเซธจะส่งต่อได้ เขาได้ตำแหน่งนี้เพราะเอาใจทรัมป์และดูดีใน Fox News ก็เท่านั้น อย่าเข้าใจผิดเกี่ยวกับขีดความสามารถของรัฐมนตรีกลาโหมคนนี้เลย”

 

ภาพ: Yves Herman / File Photo / Reuters

 

อ้างอิง:

The post รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมโน้มน้าวพันธมิตรเอเชียว่าเป็น ‘พันธมิตรที่ไว้ใจได้กว่าจีน’ บนเวที Shangri-La Dialogue ที่สิงคโปร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพนตากอนเผยรับเครื่องบินจากกาตาร์ เตรียมใช้เป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งทรัมป์ https://thestandard.co/pentagon-trump-air-force-one/ Thu, 22 May 2025 03:32:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1076978 pentagon-trump-air-force-one

เพนตากอนยืนยันว่าได้มีการรับมอบเครื่องบิน Boeing 747 จา […]

The post เพนตากอนเผยรับเครื่องบินจากกาตาร์ เตรียมใช้เป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
pentagon-trump-air-force-one

เพนตากอนยืนยันว่าได้มีการรับมอบเครื่องบิน Boeing 747 จากรัฐบาลกาตาร์เพื่อปรับแต่งให้สอดคล้องกับภารกิจและมาตรการความมั่นคงสำหรับการใช้งานของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดย พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ได้มีคำสั่งให้กองทัพอากาศดำเนินการวางแผนดัดแปลงเครื่องบินลำนี้เรียบร้อยแล้ว

 

ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “รัฐมนตรีกลาโหมได้ทำการรับมอบเครื่องบิน Boeing 747 จากกาตาร์ตามระเบียบของรัฐบาลกลางอย่างเคร่งครัด กระทรวงจะดำเนินการให้มั่นใจว่าเครื่องบินลำนี้จะได้รับการติดตั้งระบบความปลอดภัยและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับภารกิจของผู้นำประเทศ”

 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวซึ่งใกล้ชิดกับกระบวนการเจรจาระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้สิ้นสุดอย่างเป็นทางการ และทีมกฎหมายของทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ระหว่างหารือกัน ทรัมป์ กล่าวถึงเรื่องนี้กับผู้สื่อข่าวเมื่อวานนี้ (21 พ.ค.) ว่า “กาตาร์มอบเครื่องบินลำหนึ่งให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ดีมาก และเป็นของขวัญเลย”

 

ด้านนายกรัฐมนตรีกาตาร์ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg เมื่อวันจันทร์ (19 พ.ค.) ว่า การส่งมอบเครื่องบินลำนี้เป็นข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ “โปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระยะยาวที่เรามีกันมาเป็นทศวรรษ”

 

ส่วนโฆษกกองทัพอากาศสหรัฐฯ เสริมว่า กำลังเตรียมการออกสัญญาเพื่อดัดแปลงเครื่องบิน Boeing 747 ให้สามารถรองรับภารกิจการบินระดับผู้นำประเทศ โดยรายละเอียดของสัญญาดังกล่าวถือเป็นข้อมูลลับ

 

 

ข่าวการส่งมอบเครื่องบินจากกาตาร์ครั้งนี้ ซึ่งถูกเปิดเผยสู่สาธารณะเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ได้จุดชนวนให้เกิดเสียงวิจารณ์ทางการเมือง โดยไม่ใช่แค่จากฝั่งเดโมแครต แต่รวมถึงพรรครีพับลิกันบางส่วนที่เคยสนับสนุนทรัมป์ ต่างแสดงความกังวลในประเด็นจริยธรรมและความเหมาะสมของข้อตกลง

 

แม้ทรัมป์จะเคยโพสต์ใน Truth Social ว่า เครื่องบินลำนี้เป็น “ของขวัญฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย” จากกาตาร์ แต่รายงานของ CNN ระบุว่า แท้จริงแล้วฝ่ายสหรัฐฯ เป็นฝ่ายที่เริ่มติดต่อไปยังกาตาร์ก่อน

 

หลังจากทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม กองทัพอากาศได้สอบถามไปยังบริษัท Boeing ซึ่งแจ้งว่ายังไม่สามารถส่งมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างเพื่อทดแทนเครื่องบินประจำตำแหน่งที่มีอยู่ได้ในอีก 2 ปี

 

ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายบริหารจึงมองหาทางเลือกอื่นที่รวดเร็วกว่า โดยมอบหมายให้ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านตะวันออกกลางของทรัมป์ รวบรวมรายชื่อเครื่องบินที่อาจนำมาใช้งานได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเครื่องบินของกาตาร์

 

หลังจาก Boeing แจ้งชื่อประเทศลูกค้าที่อาจมีเครื่องบินพร้อมใช้งาน กองทัพอากาศจึงเริ่มต้นเจรจากับกาตาร์ โดยมีการสนับสนุนจากทำเนียบขาว

 

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวจากกองทัพยืนยันว่า ในช่วงแรกพวกเขาเข้าใจว่าจะเป็น “การซื้อ” ไม่ใช่ “การรับบริจาค” นอกจากข้อถกเถียงด้านจริยธรรมและกฎหมายแล้ว กระบวนการปรับแต่งเครื่องบินที่ได้รับจากรัฐบาลต่างชาติ หรือแม้จากประเทศพันธมิตร ยังถือเป็นภารกิจใหญ่หลวง

 

เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่า การติดตั้งระบบสื่อสาร ความปลอดภัย และอุปกรณ์ลับเฉพาะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี และมีค่าใช้จ่ายมากกว่ามูลค่าของเครื่องบินเสียอีก โดยต้องรื้อโครงภายในทั้งหมดออกก่อนประกอบใหม่ตามมาตรฐานการบินของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

ภาพ: Win McNamee / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เพนตากอนเผยรับเครื่องบินจากกาตาร์ เตรียมใช้เป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลทรัมป์พลาด ดึงนักข่าวเข้ากลุ่มแชต เผยแผนลับทำสงครามในเยเมน เกิดขึ้นได้อย่างไร? https://thestandard.co/trump-chat-leak-yemen/ Tue, 25 Mar 2025 05:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1056267 trump-chat-leak-yemen

ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตกตะลึงแก่ชาวอเมริกัน หลังท […]

The post รัฐบาลทรัมป์พลาด ดึงนักข่าวเข้ากลุ่มแชต เผยแผนลับทำสงครามในเยเมน เกิดขึ้นได้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-chat-leak-yemen

ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตกตะลึงแก่ชาวอเมริกัน หลังทำเนียบขาวออกมายอมรับเมื่อวานนี้ (24 มีนาคม) ว่า ทีมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์เกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่ ด้วยการดึงนักข่าวรายหนึ่งเข้าไปในกลุ่มแชตที่ใช้หารือแผนปฏิบัติการโจมตีกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน และมีการแชร์ข้อมูลลับระดับสูงของแผนโจมตีก่อนที่จะเกิดขึ้นจริงเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นคำถามถึงความบกพร่องในการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่นักข่าวที่ได้เข้าไปในกลุ่มนี้เผยถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และการใช้กลุ่มแชตในการหารือแผนการทำสงครามว่าเป็น ‘ความประมาทเลินเล่ออย่างน่าตกใจ’

 

และนี่คือรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

 

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ถึงกับช็อกหลังจากได้เห็นรายงานในหน้าเว็บไซต์ของสำนักข่าว The Atlantic ที่เขียนโดย เจฟฟรีย์ โกลด์เบิร์ก (Jeffrey Goldberg) บรรณาธิการบริหารของสำนักข่าว ที่พาดหัวในรายงานว่า “รัฐบาลทรัมป์ส่งแผนสงครามมาให้ผมโดยไม่ได้ตั้งใจ” และชี้ถึงที่มาของเหตุการณ์นี้แบบสั้นๆ ว่า

 

“ผู้นำด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้เชิญผมเข้าร่วมกลุ่มแชตเกี่ยวกับการโจมตีทางทหารที่กำลังจะเกิดขึ้นในเยเมน ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นจริง ก่อนที่จะเริ่มมีการทิ้งระเบิดลงมา”

 

กลุ่มแชตที่เป็นต้นตอความผิดพลาดนี้คือกลุ่มแชตในแอปพลิเคชัน Signal ซึ่งเป็นแอปที่ให้บริการส่งข้อความเข้ารหัสโอเพนซอร์สที่เป็นที่นิยมในหมู่นักข่าวและบุคคลอื่นๆ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากกว่าแอปแชตอื่นๆ

 

โกลด์เบิร์กเล่าในรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม เขาได้รับคำขอเชื่อมต่อบน Signal จากผู้ใช้ที่ระบุตัวตนว่า ไมค์ วอลท์ซ (Mike Waltz) ซึ่งตรงกับชื่อของที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติในรัฐบาลทรัมป์ โดยโกลด์เบิร์กเคยพบกับวอลท์ซมาก่อน แต่ในตอนแรกเขาไม่ได้คิดว่าคำขอเชื่อมต่อที่ส่งมาจากวอลท์ซตัวจริง

 

“ผมเคยพบเขามาก่อน และแม้ว่าผมจะไม่รู้สึกแปลกใจเป็นพิเศษที่เขาติดต่อมาหาผม แต่ผมก็คิดว่ามันค่อนข้างผิดปกติ เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับนักข่าว และโดยเฉพาะกับตัวผม ผมคิดทันทีว่าอาจมีคนปลอมตัวเป็นวอลท์ซเพื่อหลอกลวง มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยในทุกวันนี้ที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะพยายามชักจูงนักข่าวให้แชร์ข้อมูลที่อาจใช้เป็นหลักฐานเอาผิดพวกเขาได้” เขาระบุในรายงาน

 

อย่างไรก็ตาม เขากดตอบรับคำขอ โดยหวังว่านี่อาจเป็นที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติตัวจริง ซึ่งเขาต้องการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นยูเครน อิหร่าน หรือเรื่องสำคัญอื่นๆ

 

จากนั้น ในวันที่ 13 มีนาคม เวลา 16.28 น. โกลด์เบิร์กได้รับข้อความแจ้งเตือนว่า เขาจะถูกเพิ่มเข้าไปในกลุ่มแชตของแอป Signal ซึ่งชื่อของกลุ่มแชตคือ ‘Houthi PC small group’

 

โดยวอลท์ซ ผู้เพิ่มเขาเข้าไปในกลุ่มแชตดังกล่าว ส่งข้อความถึงสมาชิกที่อยู่ในกลุ่ม ระบุว่าจะมอบหมายให้ อเล็กซ์ หว่อง (Alex Wong) รองผู้อำนวยการของเขา จัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อประสานงานเกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ตอบโต้การโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง

 

ในกลุ่มแชตดังกล่าวมีสมาชิก 18 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคนของรัฐบาลทรัมป์ เช่น เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ, พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม, มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ, สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านตะวันออกกลาง, ซูซี่ ไวล์ส หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว และอีกหลายบุคคลที่ใช้ชื่อเป็นตัวย่อ ซึ่งรวมถึง จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA, ทัลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ และ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลัง

 

ในตอนแรกโกลด์เบิร์กคิดว่ากลุ่มแชตดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญข่าวปลอมที่ทำขึ้นโดยหน่วยข่าวกรองต่างประเทศ หรือที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าคือองค์กรที่คอยจับผิดสื่อ

 

เขาตั้งข้อสงสัยและไม่เชื่อว่าผู้นำด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ จะสื่อสารเกี่ยวกับแผนการทำสงครามที่จะเกิดขึ้นในอนาคตผ่านทางแอป Signal และยังไม่เชื่อว่าที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะประมาทเลินเล่อถึงขนาดถึงเขาเข้าไปในกลุ่มแชตลับที่มีการหารือของเจ้าหน้าที่ระดับสูง

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเข้าร่วมกลุ่มแชตดังกล่าว โกลด์เบิร์กพบว่ามีการหารือในหลายประเด็นเกี่ยวกับแผนโจมตีกลุ่มฮูตี ทั้งเรื่องเวลาที่ควรเริ่มดำเนินการโจมตี การประสานและแจ้งเตือนพันธมิตรและหุ้นส่วนในภูมิภาค การประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและราคาน้ำมัน

 

ในช่วงหนึ่งของบทสนทนายังสะท้อนถึงท่าทีของสหรัฐฯ ต่อชาติยุโรป โดยแวนซ์ส่งข้อความตั้งคำถามในกลุ่มแชตว่า พันธมิตรของสหรัฐฯ ในยุโรป ซึ่งได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของการเดินเรือในภูมิภาคนี้มากกว่า สมควรได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ หรือไม่

 

“@PeteHegseth ถ้าคุณคิดว่าเราควรทำก็ลุยเลย ผมเกลียดที่ต้องช่วยเหลือยุโรปอีกครั้ง แค่ทำให้แน่ใจว่าข้อความของเราที่นี่ชัดเจนก็พอ”

 

ขณะที่เฮกเซธตอบกลับว่า “VP: ผมเห็นด้วยกับคุณอย่างเต็มที่เกี่ยวกับการเกาะกินของยุโรป มันน่าสมเพชมาก”

 

โกลด์เบิร์กเล่าว่า ช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่การโจมตีกลุ่มฮูตีจะเริ่มขึ้น ในวันที่ 15 มีนาคม เฮกเซธได้โพสต์รายละเอียดแผนปฏิบัติการลงไปในกลุ่ม ซึ่งรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมาย อาวุธที่สหรัฐฯ จะนำไปใช้ และลำดับการโจมตี

 

โดยหลังจากที่สหรัฐฯ ทำการโจมตีเสร็จสิ้น บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงต่างส่งข้อความแสดงความยินดีกับผลการทำงานของตนเอง ขณะที่โกลด์เบิร์กได้ลบตัวเองออกจากกลุ่มแชตไป

 

ทำเนียบขาวยอมรับ กลุ่มแชตเป็นของจริง

 

ด้าน ไบรอัน ฮิวจ์ส โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า กลุ่มแชตดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นของจริง และกำลังดำเนินการตรวจสอบว่ามีการเพิ่มผู้ใช้งานอื่นๆ เข้าไปในกลุ่มแชตดังกล่าวโดยไม่ได้ตั้งใจได้อย่างไร

 

ขณะที่ทรัมป์บอกกับนักข่าวที่ทำเนียบขาวว่าเขาไม่ทราบเรื่องเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเผยว่ากำลังดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้อยู่ และทรัมป์ได้รับข้อมูลสรุปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม เฮกเซธยืนยันต่อผู้สื่อข่าวว่าไม่มีการส่งรายละเอียดแผนการโจมตีไปในกลุ่มแชตดังกล่าว

 

“ไม่มีใครส่งข้อความเรื่องแผนทำสงคราม และนั่นคือทั้งหมดที่ผมต้องพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้น”

 

ด้าน CNN รายงานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์หลายคนที่บอกว่าพวกเขารู้สึกตกใจ โดยอย่างน้อย 2 คนคาดเดาว่าเหตุการณ์นี้อาจทำให้เพื่อนร่วมงานบางคนของพวกเขาต้องถูก ‘ไล่ออก’

 

ทั้งนี้ สส. จากพรรคเดโมแครตหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาดดังกล่าว โดยชี้ว่าเป็นการละเมิดความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ และเป็นการละเมิดกฎหมายที่สภาคองเกรสต้องดำเนินการสอบสวน

 

โดยแม้ว่าแอป Signal จะเป็นแอปส่งข้อความเข้ารหัสที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐบาล โจ ไบเดน ยังเคยใช้ Signal เพื่อหารือเกี่ยวกับการวางแผนด้านโลจิสติกส์สำหรับการประชุม และบางครั้งใช้ในการสื่อสารกับพันธมิตรต่างประเทศ แต่ไม่เคยมีการใช้งานในปฏิบัติการด้านความมั่นคง

 

ความเสี่ยงต่อความมั่นคง

 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการใช้ Signal เพื่อหารือเกี่ยวกับการวางแผนปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความลับระดับสูงของสหรัฐฯ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของทหารอเมริกัน ถือเป็นความเสี่ยงที่น่าตกใจต่อความมั่นคงของชาติ

 

“พวกเขาละเมิดขั้นตอนทุกอย่างที่มนุษย์ทราบ เกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลปฏิบัติการก่อนการโจมตีทางทหาร คุณมีปัญหาด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารโดยสิ้นเชิง” อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงของสหรัฐฯ กล่าว

 

CNN รายงานความเห็นจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงแห่งชาติรายหนึ่ง ซึ่งมองว่าการสนทนาที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้บนแพลตฟอร์มที่ไม่เป็นความลับมีความเสี่ยงที่จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อแฮกเกอร์ต่างชาติ และเจ้าหน้าที่ที่ทำเช่นนั้นแทบจะต้องถูกไล่ออกทันทีและอาจจะถูกส่งตัวไปดำเนินคดี

 

ขณะที่ตามปกติแล้วเมื่อเกิดกรณีผิดพลาดร้ายแรงเช่นนี้ ทาง FBI และฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรมจะต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน

 

ภาพ: Leah Millis / File Photo / Reuters

 

อ้างอิง:

The post รัฐบาลทรัมป์พลาด ดึงนักข่าวเข้ากลุ่มแชต เผยแผนลับทำสงครามในเยเมน เกิดขึ้นได้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพนตากอนจ่อปลดพนักงาน 5,400 คน ตามนโยบายลดขนาดหน่วยงานรัฐของทรัมป์ https://thestandard.co/pentagon-to-fire-5400-workers/ Sat, 22 Feb 2025 11:02:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1044816

กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาประกาศวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) ว […]

The post เพนตากอนจ่อปลดพนักงาน 5,400 คน ตามนโยบายลดขนาดหน่วยงานรัฐของทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาประกาศวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) ว่า ทางกระทรวงเตรียมลดตำแหน่งงานลง 5,400 ตำแหน่ง อันเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เดินหน้าปฏิรูประบบราชการขนานใหญ่ด้วยการลดขนาดของหน่วยงานรัฐลงจากเดิม 

 

แผนปลดเจ้าหน้าที่ครั้งนี้มีกำหนดเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า และถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการลดตำแหน่งงานกว่า 50,000 ตำแหน่งในกระทรวงกลาโหมที่มีนักวิเคราะห์การณ์กันไว้ โดย ดาริน เซลนิค เจ้าหน้าที่ระดับสูงกล่าวว่า กระทรวงกลาโหมจะใช้มาตรการหยุดการจ้างงานใหม่ และอาจลดจำนวนพนักงานพลเรือนลง 5-8% จากจำนวนทั้งหมด 950,000 คน

 

การปลดเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากของทรัมป์ส่งผลให้เกิดปัญหาทางกฎหมายขึ้น ขณะที่ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางปฏิเสธที่จะหยุดยั้งแผนปลดพนักงานของทรัมป์ โดยวานนี้ผู้พิพากษาคนหนึ่งได้อนุญาตให้ทรัมป์ออกคำสั่งให้พนักงานกว่า 2,000 ชีวิตที่สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID) พักงาน

 

อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ได้สั่งระงับไม่ให้ทรัมป์ปลดหัวหน้าของสำนักงานที่ปรึกษาพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลกลาง

 

ขณะเดียวกัน วานนี้มีรายงานว่าสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ได้สั่งย้ายพนักงาน 1,500 คนออกจากสำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ไปประจำการในสำนักงานต่างๆ ทั่วประเทศ 

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลของทรัมป์เองก็มีความพยายามที่จะจ้างพนักงานที่ถูกปลดกลับมาใหม่ด้วยเช่นกัน รวมถึงพนักงานที่ดูแลความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์และการตอบสนองต่อโรคไข้หวัดนก 

 

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ เผยว่าจะเรียกพนักงานที่ถูกปลดกลับมาทำงานใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ดูแลแผนสุขภาพสำหรับผู้ป่วย 137,000 คนที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษหลังเหตุวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 

 

นอกจากนี้ CDC ยังกล่าวว่าจะฟื้นฟูสัญญาการวิจัย 2 ฉบับที่เคยยกเลิกไป เพื่อศึกษาระดับมะเร็งในหมู่เจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังจากที่เผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสมาชิกพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส

 

ทรัมป์ปลดฟ้าผ่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ 

 

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญที่สั่นสะเทือนเพนตากอน คือทรัมป์ได้สั่งปลด พล.อ.อ. ซี.คิว. บราวน์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐฯ อีกทั้งยังประกาศจะเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีก 5 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการปรับโครงสร้างผู้นำทางทหารของสหรัฐฯ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

ทรัมป์โพสต์ข้อความลงบน Truth Social ว่า เขาจะเสนอชื่อ พล.ท.แดน “เรซิน” แคน ซึ่งเกษียณอายุราชการไปแล้วให้กลับมานั่งเก้าอี้ประธานคณะเสนาธิการร่วมแทนบราวน์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ จะดึงตัวผู้ที่เกษียณไปแล้วกลับมาทำหน้าที่ผู้บัญชาการทหารอีกครั้ง

 

นอกจากนี้ทรัมป์จะเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการกองทัพเรือใหม่ ซึ่งปัจจุบันคือ พล.ร.อ.หญิง ลิซา ฟร็องเช็ตติ ผู้บัญชาการกองทัพเรือหญิงคนแรกของสหรัฐฯ รวมถึงจะปลดรองหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการทหารอากาศ และผู้พิพากษาอัยการสูงสุดประจำกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ อันเป็นตำแหน่งสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายทหาร

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ไม่ได้ชี้แจงถึงสาเหตุที่เปลี่ยนตัวบราวน์ โดยโพสต์ข้อความว่า “ขอบคุณ พล.อ.อ. ซี.คิว. บราวน์ ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติมากว่า 40 ปี รวมถึงเป็นประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมในปัจจุบัน ท่านคือสุภาพบุรุษและเป็นผู้นำที่โดดเด่น ผมขออวยพรให้ท่านและครอบครัวมีอนาคตที่ยอดเยี่ยม”

 

อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตได้ออกมาประณามการตัดสินใจของทรัมป์ โดยวุฒิสมาชิก แจ็ค รีด จากโรดไอแลนด์ กล่าวว่า “การปลดผู้นำทหารเป็นการทดสอบความจงรักภักดีทางการเมือง หรืออาจด้วยเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายและเพศ ซึ่งทั้งหมดล้วนไม่เกี่ยวกับผลงาน การกระทำนี้จะทำลายความไว้วางใจและความเป็นมืออาชีพของทหารของเรา”

 

สส. เซธ โมลตัน จากแมสซาชูเซตส์ กล่าวว่า การปลดนายทหารระดับสูงครั้งนี้ ‘ไม่ใช่วิถีอเมริกัน ไม่จงรักภักดีต่อชาติ อีกทั้งยังเป็นอันตรายต่อกองกำลังของเราและความมั่นคงของชาติ’ และ ‘นี่คือนิยามของการทำให้กองทัพกลายเป็นการเมือง’

 

แฟ้มภาพ: REUTERS / Joshua Roberts / File Photo

อ้างอิง:

The post เพนตากอนจ่อปลดพนักงาน 5,400 คน ตามนโยบายลดขนาดหน่วยงานรัฐของทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องแนวทาง อีลอน มัสก์ เตรียมตัดงบกลาโหมสหรัฐฯ หวังลดรายจ่าย-เพิ่มประสิทธิภาพกองทัพ https://thestandard.co/key-messages-musk-budget-cut/ Mon, 10 Feb 2025 11:50:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1040443

บทบาทของ ‘อีลอน มัสก์’ ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังจากที […]

The post ส่องแนวทาง อีลอน มัสก์ เตรียมตัดงบกลาโหมสหรัฐฯ หวังลดรายจ่าย-เพิ่มประสิทธิภาพกองทัพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บทบาทของ ‘อีลอน มัสก์’ ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังจากที่เขาได้รับแต่งตั้งจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้เข้ามาบริหาร ‘หน่วยงานดูแลประสิทธิภาพรัฐบาล’ (Department of Government Efficiency: DOGE) โดยมุ่งหวังที่จะปฏิรูประบบการทำงานของภาครัฐ ลดกฎระเบียบและงบประมาณที่ไม่จำเป็น รวมถึงปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

ถึงแม้ว่า DOGE จะมีคำว่า ‘Department’ อยู่ในชื่อ แต่หน่วยงานนี้ก็ไม่ได้มีสถานะเป็นกระทรวง กรม หรือแผนกของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ แต่อย่างใด แต่มีลักษณะเป็นหน่วยงานเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นชั่วคราว ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับทรัมป์ ทั้งยังสามารถต่อโทรศัพท์สายตรงไปยังทำเนียบขาวได้ และคาดว่า DOGE จะปฏิบัติหน้าที่ไปจนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2026 ซึ่งตรงกับโอกาสครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ต้องการจะลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ลง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 1 ใน 3 ของการใช้จ่ายประจำปีของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ

 

กลาโหมสหรัฐฯ คือเป้าหมายต่อไป

 

ทรัมป์ระบุว่า เขาจะให้มัสก์เดินหน้าตรวจสอบและตัดงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ จากการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในด้านกลาโหมของสหรัฐฯ พร้อมเปิดเผยการฉ้อโกงและการละเมิดกฎหมายต่างๆ ที่ซุกซ่อนไว้ใต้พรมของหน่วยงานด้านกลาโหมสหรัฐฯ

 

“มาตรวจสอบกองทัพกันเถอะ เราจะพบการฉ้อโกงและการละเมิดกฎหมายที่มีมูลค่าหลายพันล้าน หลายแสนล้านดอลลาร์ คุณรู้ไหม ประชาชนเลือกผมให้มาทำหน้าที่นี้” 

 

งบประมาณของเพนตากอนใกล้จะสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีแล้ว โดยเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงเวลานั้นได้ลงนามในร่างกฎหมายอนุมัติการใช้จ่ายด้านกลาโหมสูงราว 8.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณปัจจุบัน

 

ถึงแม้แผนการตรวจสอบงบกลาโหมสหรัฐฯ ของมัสก์จะยังไม่ชัดเจน แต่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะเป็นไปในลักษณะที่ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง เช่น การยกเลิกโครงการต่างๆ ที่สนับสนุนสิทธิความหลากหลายภายในกองทัพ รวมถึงจัดการกับการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจไม่โปร่งใส ลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวให้กับหน่วยงานด้านกลาโหม รวมถึงนำความรู้ทางด้านเทคโนโลยีมาช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพสหรัฐฯ 

 

ทางด้าน ริชาร์ด แดนซิก รัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน แสดงความเห็นว่า การเข้ามามีบทบาทของมัสก์อาจมีส่วนเปิดเผยความจริงอันน่าหดหู่ของกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลชุดก่อนๆ พร้อมทั้งระบุว่า ระบบการต่อเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังติดอยู่ในศตวรรษที่ 20 และผลิตเรือรบได้เพียง 12 ลำในปี 2024 ในขณะที่จีนสามารถผลิตได้มากถึง 30 ลำ และเน้นย้ำว่าเครื่องมือต่างๆ ที่มัสก์มี ทั้งซอฟต์แวร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะมีส่วนช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงในกองทัพสหรัฐฯ 

 

แดนซิกยังกล่าวชื่นชมมัสก์ว่า มักส์เป็นปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ ไม่เพียงแต่ประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยี แต่ยังสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาเก่าๆ ในแนวทางใหม่ๆ ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ต้องการการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

 

ก่อนหน้านี้มัสก์ก็เคยพุ่งเป้าไปที่โครงการจัดซื้อเครื่องบินรบของสหรัฐฯ พร้อมเสนอแนะให้ทรัมป์ทุ่มเม็ดเงินไปกับโดรนมากกว่าเครื่องบินรบที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์ เนื่องจากเชื่อว่าโดรนจะเป็นกำลังรบสำคัญของการทำสงครามในอนาคต อีกทั้งในทีมงานของ DOGE ก็เคยเสนอให้ปิดหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่าง สำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) อีกด้วย

 

มัสก์ DOGE และเสียงวิพากษ์วิจารณ์

 

ทรัมป์ตั้งเป้าจะมอบผลงานของ DOGE ที่มีส่วนสำคัญในการจัดสรรงบประมาณภาครัฐให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับแนวคิด Make America Great Again ให้เป็นของขวัญสำหรับพลเมืองอเมริกันในช่วงวันชาติสหรัฐฯ ปี 2026 

 

พันธมิตรและกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์จำนวนหนึ่งคาดหวังให้ DOGE เป็นหน่วยงานที่คล้ายคลึงกับ Grace Commission ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่ก่อตั้งในสมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ตามคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหาร 12369 เมื่อปี 1982 เพื่อปฏิรูประบบการทำงานและควบคุมค่าใช้จ่ายของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วง 2 ปีแรกของการปฏิบัติหน้าที่คณะทำงานดังกล่าวจะเสนอแนะแนวทางกว่า 2,500 ข้อไปยังทำเนียบขาวและรัฐสภาสหรัฐฯ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ถูกนำไปปฏิบัติหรือปรับใช้ต่อ

 

ตลอดระยะเวลากว่า 3 สัปดาห์ หลังจากที่มีการแต่งตั้งมัสก์ และจัดตั้ง DOGE ขึ้น หน่วยงานรัฐบาลกลางที่น่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดในช่วงเวลานี้คือ หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐฯ (USAID) ซึ่งเป็นหน่วยงานให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่องค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ หรือองค์กรไม่แสวงหากำไรทั่วโลก การสั่งระงับงบประมาณหรือเตรียมสั่งปิดหน่วยงานนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างในประชาคมโลก โดยเฉพาะองค์กรต่างๆ ที่เงินทุนสนับสนุนขึ้นอยู่กับงบประมาณช่วยเหลือของสหรัฐฯ 

 

นอกจากนี้หน่วยงานอย่าง สำนักงานคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภค (CFPB) ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อปกป้องผู้บริโภค หลังวิกฤตการณ์ทางการเงินและวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์เมื่อปี 2008 ก็ตกเป็นเป้าหมายของทรัมป์และมัสก์เช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งคู่มุ่งประเด็นไปที่ความไม่คุ้มค่าของเงินภาษีพลเมืองอเมริกันที่ต้องเสียไปกับผลตอบแทนที่ได้กลับมา

 

หลังจากที่มัสก์เตรียมพุ่งเป้ามาที่กลาโหมสหรัฐฯ พร้อมกับสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับในระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานรัฐบาล เพื่อให้บรรลุภารกิจที่ตั้งเป้าไว้ ทำให้หลายฝ่ายออกมาตั้งคำถามถึงขอบเขตอำนาจของมัสก์ และ DOGE รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ ซึ่งบริษัทของมัสก์ยังถือสัญญาสำคัญหลายฉบับกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ รวมถึงกระทรวงกลาโหมด้วย

 

นักวิจารณ์มองว่า ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของมัสก์ และ DOGE ผูกโยงอยู่กับความเสี่ยงที่ข้อมูลลับหรือข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากจะได้รับการเปิดเผย และก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ตามมา โดย คริส เมอร์ฟีย์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากคอนเนตทิคัต ระบุว่า นี่คือวิกฤตการณ์ด้านรัฐธรรมนูญที่ร้ายแรงที่สุดที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญอย่างไม่ต้องสงสัยนับตั้งแต่คดีวอเตอร์เกต พร้อมทั้งกล่าวโจมตีว่า ทรัมป์ต้องการที่จะตัดสินใจว่าจะใช้เงินที่ไหนและอย่างไร เพื่อที่เขาจะได้ตอบแทนเพื่อนพันธมิตรทางการเมืองของเขา และลงโทษศัตรูทางการเมืองของเขาได้ นั่นคือการพังทลายของประชาธิปไตย

 

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางในนิวยอร์กระงับความพยายามของคณะทำงาน DOGE ชั่วคราว ในการเข้าถึงข้อมูลการชำระเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ พร้อมระบุว่า การเข้าถึงดังกล่าวอาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อน ซึ่งอาจก่อให้เกิด ‘อันตรายที่ยากจะแก้ไข’ ต่อชาวอเมริกัน

 

ขณะที่ พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า เขาพร้อมที่จะตัดหรือยุติโครงการต่างๆ ที่ไม่มีส่วนช่วยส่งเสริมขีดความสามารถให้กับกองทัพสหรัฐฯ ในการต่อสู้กับคู่แข่งที่มีความก้าวหน้าอย่างจีน พร้อมให้คำมั่นว่าอย่างน้อยภายใน 4 ปี หรือก่อนหมดวาระของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะต้องผ่านการตรวจสอบต่างๆ อย่างโปร่งใส เพราะพลเมืองอเมริกันผู้เสียภาษีทุกคนมีสิทธิที่จะรู้ว่า เงิน 8.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐของพวกเขาไปอยู่ที่ไหน ถูกใช้ไปอย่างไร และได้รับการตรวจสอบว่ามีการใช้งบอย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าหรือไม่

 

มัสก์กับขอบเขตที่ ‘เป็นไปไม่ได้’

 

เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของมัสก์ที่จะหั่นงบภาครัฐของสหรัฐฯ กระตุ้นให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ และขอบเขตของอำนาจที่อาจจะถูกจำกัดไว้ในเชิงโครงสร้างทางกฎหมาย

 

เอเลน คามาร์ก นักวิจัยอาวุโสด้านการศึกษาธรรมาภิบาล ประจำสถาบันบรูกกริงส์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า ความพยายามที่จะปรับปรุงการใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ ‘สามารถทำได้’ พร้อมยกตัวอย่างงานศึกษาของเธอที่ศึกษาความพยายามที่จะลดการใช้จ่ายของรัฐบาลคลินตันในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งมีส่วนช่วยให้สหรัฐฯ ประหยัดเงินได้กว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และลดจำนวนพนักงานของรัฐบาลกลางลงได้ราว 250,000 คน 

 

คามาร์กแสดงความเห็นว่า ความคิดที่จะลดการใช้จ่ายของรัฐบาลลง 1 ใน 3 เหมือนกับที่มัสก์ให้คำมั่นสัญญาไว้เป็น ‘สิ่งที่น่าขัน’ เนื่องจาก 2 ใน 3 ของงบประมาณทั้งหมดเป็นงบประมาณที่ถูกกำหนดไว้แล้วโดยกฎหมาย (Mandatory Spending) และรวมถึงงบประมาณที่จะใช้ในโครงการยอดนิยมต่างๆ เช่น ประกันสังคม (Social Security) และ Medicare พร้อมระบุว่า มัสก์ไม่สามารถแตะต้องเงินประกันสังคมของประชาชน หรือเงินเกษียณอายุของทหารผ่านศึก หรือเงินชดเชย Medicare ของประชาชนได้ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือได้รับความเห็นชอบทางกฎหมาย ซึ่งพวกเขาไม่มีอำนาจที่จะตราหรือแก้ไขกฎหมายใดๆ เหล่านั้น

 

ทรัมป์ยืนยันว่า มัสก์และ DOGE จะไม่แตะต้องงบที่เกี่ยวข้องกับประกันสังคม ขณะที่มัสก์เองก็คาดการณ์ว่า ความพยายามของเขาในการลดงบประมาณภาครัฐของสหรัฐฯ อาจไม่บรรลุเป้าหมายที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังเชื่อมั่นว่ามัสก์และหน่วยงานนี้จะมีส่วนช่วยทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดูอุ้ยอ้ายมีความกระฉับกระเฉงขึ้น ใช้ทุนในมิติต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามแนวทาง America First เพื่อผลักดันให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

 

แฟ้มภาพ: Getty Images

อ้างอิง:

The post ส่องแนวทาง อีลอน มัสก์ เตรียมตัดงบกลาโหมสหรัฐฯ หวังลดรายจ่าย-เพิ่มประสิทธิภาพกองทัพ appeared first on THE STANDARD.

]]>