กรรมการบริษัท Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กรรมการบริษัท/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 21 Dec 2024 04:04:24 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘3 กลุ่มที่เกี่ยวข้อง’ ในบริษัทจดทะเบียนที่นักลงทุนต้องเข้าใจบทบาท เพื่อยกระดับสู่นักลงทุนที่มีคุณภาพ https://thestandard.co/listed-company-stakeholder-roles-investor-guide/ Mon, 23 Dec 2024 02:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1021880 บริษัทจดทะเบียน

ในบริษัทหนึ่งๆ จะมีกลุ่มบุคคลสำคัญ 3 กลุ่มที่มีบทบาทและ […]

The post ‘3 กลุ่มที่เกี่ยวข้อง’ ในบริษัทจดทะเบียนที่นักลงทุนต้องเข้าใจบทบาท เพื่อยกระดับสู่นักลงทุนที่มีคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทจดทะเบียน

ในบริษัทหนึ่งๆ จะมีกลุ่มบุคคลสำคัญ 3 กลุ่มที่มีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกันแต่มีความเชื่อมโยงกัน นั่นคือ ผู้บริหาร กรรมการบริษัท และผู้ถือหุ้น 

 

โดยผู้บริหาร (Management) จะมีหน้าที่วางแผน กำหนดกลยุทธ์ ปฏิบัติการ และควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

 

ส่วนกรรมการบริษัท (Board of Directors) มีบทบาทเป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นในการกำกับดูแลการบริหารงานของบริษัท มีหน้าที่กำหนดนโยบาย กำกับดูแลการดำเนินงาน และตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้บริหารอีกทอดหนึ่ง 

 

และสุดท้าย ผู้ถือหุ้น (Shareholders) มีบทบาทเป็นเจ้าของบริษัท มีสิทธิในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ของบริษัท เช่น การเลือกตั้งกรรมการหรือการอนุมัติการควบรวมกิจการ โดยจะดำเนินการผ่านการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นหลัก

 

ทั้งนี้ ในกลุ่มผู้ถือหุ้นจะแบ่งออกเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยและผู้ถือหุ้นที่มีส่วนร่วมในการบริหารงาน (Strategic Shareholders) ซึ่งบทบาทก็แตกต่างกัน โดยตามนิยามของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นเกินกว่า 5% ของทุนชำระแล้ว (โดยให้นับรวมหุ้นที่ถือโดยผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย) ถือเป็น Strategic Shareholders นั่นหมายความว่า หากถือหุ้นน้อยกว่า 5% จะนับเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย

 

ทั้ง 3 กลุ่มนี้มีความเกี่ยวโยงกันอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือผู้ถือหุ้นเลือกกรรมการบริษัทมาเป็นตัวแทนในการดูแลผลประโยชน์ของตน กรรมการบริษัทกำหนดนโยบายและกำกับดูแลผู้บริหาร และผู้บริหารจะดำเนินงานด้านการประกอบกิจการของบริษัท เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้นและผู้เกี่ยวข้องภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี

 

ดังนั้นความสำเร็จของบริษัทหนึ่งๆ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้บริหารมีความสามารถในการบริหารจัดการ กรรมการต้องมีความเป็นอิสระและมีความรู้ความสามารถ ซึ่งทั้งผู้บริหารและกรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง และซื่อสัตย์สุจริต (Fiduciary Duty) และผู้ถือหุ้นต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่สำคัญของบริษัท เมื่อทั้ง 3 ฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทก็จะสามารถเติบโตและสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างยั่งยืน

 

นอกจากการคานอำนาจระหว่างกันของทั้ง 3 กลุ่มแล้ว ยังมีอีก 2 หน่วยงานที่มีบทบาทและหน้าที่ในการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) คือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ (ตลท.)

 

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. มีการกำกับดูแลให้ บจ. เปิดเผยข้อมูลสำคัญให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลอย่างเพียงพอ เท่าเทียม และทั่วถึง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน กรณีเปิดเผยไม่ครบถ้วนหรือไม่ชัดเจนก็จะติดตามให้ บจ. ชี้แจงเพิ่มเติม และหากตรวจพบการกระทำความผิดของผู้บริหารหรือกรรมการ จนทำให้บริษัทเสียหายที่เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. จะพิจารณาความผิดและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ในอดีตจะพบเห็นกรณีที่ทั้ง 3 กลุ่มนี้ไม่ทำตามบทบาทและหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ หรือทำผิดกฎหมาย นำมาซึ่งความเสียหายแก่บริษัทและผู้เกี่ยวข้อง 

 

ยกตัวอย่างกรณีการกระทำผิดของทั้ง 3 กลุ่มที่พบเห็นมีดังนี้ 

 

1. Strategic Shareholders 

 

กลุ่มนี้เคยมีกรณีที่อาศัยประโยชน์จากการถือหุ้นจำนวนมาก ตัดสินใจดำเนินการเรื่องหนึ่งๆ ที่มีนัยสำคัญต่อการประกอบธุรกิจของบริษัทโดยไม่ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ไม่นำเข้าที่ประชุมบอร์ดหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามกระบวนการที่ถูกต้อง หากผู้ถือหุ้นรายย่อยรู้ไม่เท่าทันถึงสิทธิและหน้าที่ตนเอง ก็อาจมองข้ามอันตรายจากการทำธุรกรรมเช่นนี้ไป และอาจนำไปสู่หายนะด้านการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้นๆ ได้ 

 

หรือ Strategic Shareholders ทำรายการขายหุ้นที่ถืออยู่ในคราวเดียว ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในกระดาน กรณีเช่นนี้ผู้ถือหุ้นรายย่อยก็ควรตระหนักรู้ความเสี่ยงนี้ตั้งแต่เห็นการถือหุ้นในสัดส่วนที่มากอย่างมีนัยสำคัญของ Strategic Shareholders และต้องหมั่นเช็กสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างสม่ำเสมอ 

 

2. กรรมการ/ผู้บริหาร

 

ในอดีตเคยเกิดกรณีที่กรรมการ/ผู้บริหาร ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของตน เช่น ละเลยการตรวจสอบภายใน ละเลยการตรวจสอบฐานะการเงินของคู่ค้า ละเลยการรายงานของคณะกรรมการบริษัทในวาระสำคัญต่างๆ รวมถึงละเลยการส่งรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ และละเลยการเปิดเผยข้อมูล 

 

นอกจากนี้ยังเคยเกิดกรณีที่กรรมการ/ผู้บริหาร บอกกล่าวหรือเผยแพร่ข้อความอันอาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ ที่อาจทำให้มีผลกระทบต่อราคาหรือการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์นั้นๆ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

 

รวมถึงการกระทำผิดอื่นๆ เช่น ใช้ข้อมูลภายในบริษัท ซึ่งส่วนมากจะเป็นข้อมูลที่มีผลต่อราคาหุ้น มาหาประโยชน์ส่วนตัว ทั้งการขายหุ้นเพื่อรับกำไรล่วงหน้า หรือขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงการปรับลดลงของราคาหุ้น ซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย

 

อีกทั้งยังเคยเกิดกรณีที่กรรมการ/ผู้บริหารอาศัยตำแหน่งของตน และกล่าวอ้างข้อมูลของบริษัทไปใช้หลอกลวงผู้อื่นให้มาลงทุนกับโครงการ/ธุรกิจที่ไม่เกี่ยวบริษัท กรณีเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นการจงใจหลอกลวงโดยวางแผนไว้ล่วงหน้า 

 

ทั้งนี้ หากกรรมการ/ผู้บริหารทำความผิดแล้วทำให้บริษัทเสียหาย ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งกรรมการ/ผู้บริหารจะต้องได้รับโทษที่กำหนดไว้ อีกทั้งยังถูกห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารใน บจ. นั้นๆ อีกด้วย 

 

3. ผู้ถือหุ้นรายย่อย

 

แม้ผู้ถือหุ้นรายย่อยจะไม่ค่อยเกิดกรณีกระทำผิด หรือฝ่าฝืนกฎหมาย และสร้างผลกระทบต่อบริษัท แต่ก็มีสิ่งที่น่าสังเกตคือ ผู้ถือหุ้นรายย่อย (ถือหุ้นต่ำกว่า 5%) ที่เคยเป็นอดีตผู้บริหารหรือกรรมการ บจ. มีการกระทำความผิดหลังจากที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งแล้ว อาทิ หลอกลวงผู้อื่นมาลงทุน โดยกล่าวอ้างข้อมูลของบริษัทด้วยความจงใจทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด กรณีเช่นนี้อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งผู้ที่เข้ามาตรวจสอบและพิจารณาลงโทษตามกฎหมายจะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ฯลฯ

 

บทสรุป 

 

ดังนั้นแล้วจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในการเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของทั้ง 3 กลุ่มบุคคลสำคัญ เพื่อให้นักลงทุนสามารถรู้เท่าทันพฤติการณ์และป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทันท่วงที โดยผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลและสืบค้นข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกรรมการ/ผู้บริหาร และ Strategic Shareholders ได้ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

 

อ้างอิง:

The post ‘3 กลุ่มที่เกี่ยวข้อง’ ในบริษัทจดทะเบียนที่นักลงทุนต้องเข้าใจบทบาท เพื่อยกระดับสู่นักลงทุนที่มีคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรืองไกรเผย พบพิรุธที่มีนัยสำคัญ จ่อร้อง กกต. ตรวจสอบการลาออกจากกรรมการ ‘ซาบีดา-แพทองธาร’ https://thestandard.co/ruangkrai-is-about-to-file-a-complaint/ Sun, 22 Sep 2024 05:38:13 +0000 https://thestandard.co/?p=986581

วันนี้ (22 กันยายน) เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวว่า รัฐธรร […]

The post เรืองไกรเผย พบพิรุธที่มีนัยสำคัญ จ่อร้อง กกต. ตรวจสอบการลาออกจากกรรมการ ‘ซาบีดา-แพทองธาร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 กันยายน) เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ระบุว่า รัฐมนตรีจะต้องไม่เป็นลูกจ้างของบุคคลใด ดังนั้นคนที่จะเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีจะเป็นกรรมการในบริษัทใดๆ มิได้ แต่จากหลักฐานที่ติดตามตรวจสอบมานั้น พบข้อสังเกตเกี่ยวกับการลาออกจากกรรมการบริษัทของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่นำมาเปรียบเทียบกับการลาออกจากกรรมการบริษัทของ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

เรืองไกรกล่าวว่า หากพิจารณาตามแผนผังขั้นตอนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสรุปไว้ในเว็บไซต์ และตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะพบข้อพิรุธหลายประการอย่างมีนัยสำคัญ และกรณีของทั้งสองคน เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะพบเห็นความแตกต่างที่อาจไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้

 

เรืองไกรกล่าวว่า ดังนั้นในวันที่ 23 กันยายน 2567 เวลาประมาณ 10.10 น. ตนจะไปยื่นหนังสือที่ กกต. ด้วยตนเอง พร้อมทั้งชี้แจงข้อกฎหมายและข้อพิรุธของการจดทะเบียนให้สื่อมวลชนทราบ ซึ่งหากมีการจดทะเบียนไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จ อาจมีบางคนต้องพ้นจากตำแหน่ง และบางคนอาจมีโทษทางอาญาตามมาได้

The post เรืองไกรเผย พบพิรุธที่มีนัยสำคัญ จ่อร้อง กกต. ตรวจสอบการลาออกจากกรรมการ ‘ซาบีดา-แพทองธาร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรืองไกรร้อง กกต. สอบแพทองธาร มีเหตุต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ หรือไม่ ปมยื่นจดทะเบียนลาออกจากบริษัทเครือชินวัตร https://thestandard.co/paetongtarn-pm-disqualification-probe/ Wed, 28 Aug 2024 03:21:10 +0000 https://thestandard.co/?p=976294 แพทองธาร ชินวัตร

วันนี้ (28 สิงหาคม) เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันน […]

The post เรืองไกรร้อง กกต. สอบแพทองธาร มีเหตุต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ หรือไม่ ปมยื่นจดทะเบียนลาออกจากบริษัทเครือชินวัตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทองธาร ชินวัตร

วันนี้ (28 สิงหาคม) เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์เพื่อขอให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ แพทองธาร ชินวัตร ว่ามีหนังสือลาออกจากกรรมการบริษัทต่างๆ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2567 จริงหรือไม่ เหตุใดจึงจดทะเบียนกรรมการในวันที่ 19 สิงหาคม 2567 หลังจากที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 แล้ว 

 

และกรณีดังกล่าวจะเข้าข่ายเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (5) ประกอบมาตรา 187 หรือไม่ โดยมีความในหนังสือเป็นข้อๆ ดังนี้

 

ข้อ 1 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2567 เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา หัวข้อ ‘แพทองธาร’ ลาออก กก.ธุรกิจเกลี้ยง 21 บริษัท – ‘อัลไพน์’ ด้วย หลัง ‘เศรษฐา’ พ้นวันเดียว ลงข่าวพร้อมภาพ โดยมีข้อความข่าวบางส่วน ดังนี้

 

“นายกฯ ‘อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร’ ลาออก กก.ธุรกิจเครือชินวัตรเกลี้ยง 21 บริษัท มีสนามกอล์ฟอัลไพน์ด้วย พบทำหนังสือมอบอำนาจ 15 ส.ค. 2567 ส่งลูกน้องยื่นจดทะเบียนกรมพัฒนาฯ 19 ส.ค. หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ‘เศรษฐา ทวีสิน’ พ้นตำแหน่งคดีตั้ง ‘พิชิต’ 14 ส.ค. เพียงวันเดียว นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2567 (นายกฯ คนที่ 31 เป็นนายกฯ สุภาพสตรีคนที่ 2 ของทำเนียบนายกฯ) และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย บุตรสาวคนเล็กของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ นักธุรกิจผู้มั่งคั่งของเมืองไทย ปูมหลังทางการธุรกิจ เป็นกรรมการบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย จำนวน 23 บริษัท ในจำนวนนี้เลิกดำเนินการ 2 บริษัท ยังเปิดดำเนินการ 21 แห่ง มูลค่าการถือหุ้นเกือบหมื่นล้านบาท ตามที่สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานก่อนหน้านี้ ล่าสุด สำนักข่าวอิศราตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวได้มอบอำนาจให้บุคคลอย่างน้อย 3 คนยื่นจดทะเบียนลาออกจากกรรมการของแพทองธารทั้ง 21 แห่งแล้ว…”

 

ข้อ 2 คำขอจดทะเบียนบริษัท (แบบ บอจ.1) ลงรับวันที่ 19 สิงหาคม 2567 แต่มีข้อความในท้ายของแบบว่า “ขอรับรองว่าผู้ขอจดทะเบียนได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าข้าพเจ้าจริง เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ลงชื่อ สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา” และคำขอดังกล่าวลงนามโดย พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และ อุดมศักดิ์ โง้วศิริ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ

 

คำรับรองการจดทะเบียนบริษัท ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2567 (2) ระบุว่า “ได้มีหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการของ แพทองธาร ชินวัตร ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2567 บริษัทได้รับเมื่อ 15 สิงหาคม 2567 หนังสือมอบอำนาจของบริษัท ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 แต่ไปเสียค่าอากรในวันที่ 19 สิงหาคม 2567 

 

ข้อ 3 จากเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย วันที่ 15 สิงหาคม 2567 เวลา 17.30 น. ระบุว่า “พรรคเพื่อไทยมีมติเสนอชื่อ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของประเทศไทย เพราะปากท้องประชาชนรอไม่ได้ พร้อมเดินหน้าสานต่อนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน” 

 

ข้อ 4 จากข่าวของสำนักข่าวอิศราและเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากกรรมการบริษัทต่างๆ ในวันที่ 15 สิงหาคม 2567 จริงหรือไม่ และถ้ามีการมอบอำนาจลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 เหตุใดจึงไม่ไปจดทะเบียนในวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ซึ่งเป็นวันศุกร์ และทำไมจึงไปจดทะเบียนในวันที่ 19 สิงหาคม 2567 ซึ่งห่างกันอีก 4 วัน กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัย 

 

ทั้งนี้ เทียบเคียงจากกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกร้องที่ 1 ในฐานะนายกรัฐมนตรี เคยโต้แย้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2544

 

ข้อ 5 ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2544 ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกร้องที่ 1 ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้โต้แย้งไว้ในข้อ 3.3 ดังนี้

 

“มติของผู้ร้องที่ว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีบุคคลที่พ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว เข้าร่วมประชุมและมีมติด้วย คือ คุณหญิงปรียาฯ ซึ่งกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 297 วรรคสาม ประกอบกับมาตรา 258 วรรคสอง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 11 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 11 วรรคหนึ่ง (3) โดยดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท วงศ์อมร จำกัด กรรมการและลูกจ้างทำบัญชีของบริษัท เกษมวนารมย์ จำกัด และยังคงดำรงตำแหน่งและเป็นลูกจ้างอยู่ในวันที่ได้รับเลือก และหลังวันที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตลอดมาจนถึงวันที่ลาออกจากกรรมการ ป.ป.ช. สำหรับตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท วงศ์อมรฯ ก็เพิ่งจะลาออกเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2544 โดยอ้างเหตุว่า ลืมลาออก การดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ของคุณหญิงปรียาฯ จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ และผู้ร้องก็รู้เหตุที่คุณหญิงปรียาฯ ต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนที่ผู้ร้องจะมีมติกรณีของผู้ร้องในวันที่ 26 ธันวาคม 2543 เพราะในวันดังกล่าวมีประชาชนยื่นหนังสือต่อประธานกรรมการ ป.ป.ช. ให้ทราบถึงการดำรงตำแหน่งกรรมการและลูกจ้างของคุณหญิงปรียาฯ

 

“ผลของการที่ถือว่าคุณหญิงปรียาฯ พ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะถือว่าไม่เคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. มาตั้งแต่ต้น หรือพ้นจากตำแหน่งในภายหลัง ย่อมจะทำให้มติของผู้ร้องที่มีคุณหญิงปรียาฯ เข้าประชุมด้วย หรือมีส่วนกระทำการหรือแสดงความคิดเห็น ใช้ไม่ได้ด้วย มติของผู้ร้องเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ซึ่งมีคุณหญิงปรียาฯ เป็นผู้รายงานผลการสอบสวนและร่วมประชุมอยู่ด้วย จนเป็นผลให้ผู้ร้องมีมติว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ จึงเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีของผู้ถูกร้องได้”

 

ข้อ 6 ดังนั้น การลาออกจากกรรมการบริษัทต่างๆ ของ แพทองธาร ชินวัตร ในวันที่ 15 สิงหาคม 2567 แต่ไปจดทะเบียนวันที่ 19 สิงหาคม 2567 จึงมีเหตุอันควรตรวจสอบว่า วันที่ลาออกจริงนั้นคือวันที่ใด มีการทำเอกสารย้อนหลังหรือไม่ หากตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า มีการลาออกหลังจากวันที่ 16 สิงหาคม 2567 จะมีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (5) ประกอบมาตรา 187 หรือไม่ 

 

เรืองไกรกล่าวสรุปว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก ซึ่งรอให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องส่งข้อมูลมาให้ และจะนำมาตรวจสอบเพื่อส่งให้ กกต. พิจารณาต่อไป 

 

The post เรืองไกรร้อง กกต. สอบแพทองธาร มีเหตุต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ หรือไม่ ปมยื่นจดทะเบียนลาออกจากบริษัทเครือชินวัตร appeared first on THE STANDARD.

]]>