‘พรชัย’ อธิบดีกรมสรรพสามิต เผย กรมสรรพสามิตเร่งออกแบบมา […]
The post คลังเตรียมมาตรการใหม่แทน ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ชูอุดหนุน EV ผลิตในประเทศ ย้ำไม่เหมือนโครงการ ‘รถคันแรก’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘พรชัย’ อธิบดีกรมสรรพสามิต เผย กรมสรรพสามิตเร่งออกแบบมาตรการใหม่แทน ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ชูหลักการเบื้องต้น เน้นอุดหนุน EV ผลิตในประเทศ ยืนยันยังใช้งบจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านเหมือนเดิม ย้ำไม่เหมือนโครงการ ‘รถคันแรก’
พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยว่า กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างออกแบบมาตรการใหม่ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หลังก่อนหน้านี้ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า โครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ อาจไม่ได้เดินหน้าต่อ เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่เก่า
สำหรับกรอบเวลาการเสนอรายละเอียดอย่างเป็นทางการนั้น พรชัยระบุว่า ขณะนี้ได้รายงานแนวคิดเบื้องต้นให้ปลัดกระทรวงการคลังรับทราบแล้ว แต่ยังต้องรอให้มาตรการมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ก่อน จึงจะนำเสนอเพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไป
พรชัยระบุว่า กรมสรรพสามิตกำลังศึกษาการนำ ‘แนวคิดด้านการเงิน’ มาใช้ในโครงการ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับ ‘มาตรการอุดหนุน’ โดยเบื้องต้นจะมุ่งสนับสนุนเฉพาะรถยนต์ EV ที่ผลิตในประเทศ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม มาตรการที่กำลังออกแบบใหม่จะไม่ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกับโครงการ ‘รถคันแรก’ ในอดีต แต่ขอยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม จนกว่ามาตรการจะสรุปผลเสร็จสิ้น เนื่องจากไม่อยากให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมแตกตื่น
“กำลังทำการบ้านอยู่ ใจเย็นๆ ยังไม่สะเด็ดน้ำ ยังไม่อยากพูดออกไป เดี๋ยวภาคอุตสาหกรรมตื่นตระหนก และประชาชนแตกตื่น รอให้สะเด็ดน้ำก่อน แล้วจะสรุปให้ผู้ใหญ่ของกระทรวงการคลังพิจารณา” พรชัยกล่าว
ทั้งนี้ มาตรการใหม่ยังอยู่ภายใต้แผนงานที่ 2 ของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งจัดสรรงบประมาณไว้ 200,000 ล้านบาท สำหรับการปรับโครงสร้างด้านพลังงานและสนับสนุนยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
The post คลังเตรียมมาตรการใหม่แทน ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ชูอุดหนุน EV ผลิตในประเทศ ย้ำไม่เหมือนโครงการ ‘รถคันแรก’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ไปต่อไม่ได้ คลังชี้ติดปมบริหารซากรถแล […]
The post ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ไปต่อไม่ได้ สรรพสามิตเล็งออกมาตรการใหม่แทน เหตุติดปัญหาประเมินราคา-ภาครัฐกำจัดซากรถเองไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ไปต่อไม่ได้ คลังชี้ติดปมบริหารซากรถและประเมินมูลค่ารถใช้แล้ว ย้ำรัฐไม่มีศักยภาพรับภาระจัดการรถเก่าทั่วประเทศ สั่งสรรพสามิตร่างมาตรการใหม่ที่ทำได้จริงและตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงานมากกว่าเดิม
ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่าจะไม่มีการดำเนินโครงการ ‘รถเก่าแลกใหม่’ ต่อ เนื่องจากติดข้อจำกัดในการประเมินมูลค่ารถยนต์ และการบริหารจัดการซากรถอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน โดยกรมสรรพสามิตจะเร่งศึกษาโครงการใหม่ๆ แทนที่ ตามวัตถุประสงค์ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ลวรณระบุว่า หัวใจสำคัญของมาตรการ ‘รถเก่าแลกใหม่’ คือ ผู้ประกอบการหรือเจ้าของแบรนด์รถยนต์จะต้องรับผิดชอบรถเก่าที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนด้วยตนเอง เพื่อแลกกับการขายรถยนต์ใหม่ ไม่ใช่เป็นภาระของภาครัฐ พร้อมย้ำว่า หากผู้ประกอบการไม่ให้ความร่วมมือ โครงการก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
“ส่วนสำคัญที่สุด บริษัทที่เป็นเจ้าของรถยนต์จะแบรนด์ไหนก็ตาม ต้องรับรถเก่ากลับไปบริหารจัดการ ไม่ใช่รัฐ เพื่อแลกกับการขายรถใหม่ หากผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของแบรนด์ไม่ร่วมมือ เพราะภาครัฐคงไม่มีศักยภาพที่จะทำได้”
สำหรับแนวทางบริหารจัดการรถยนต์เก่าที่เข้าร่วมโครงการนั้น ลวรณกล่าวว่า หากรถยังอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ อาจมีทางเลือกในการส่งออกไปยังประเทศที่สาม ขณะที่รถที่หมดสภาพหรือมีอายุการใช้งานมากแล้ว จะต้องเข้าสู่กระบวนการทำลายซากอย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ ลวรณระบุว่า กรมสรรพสามิตกำลังอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดของมาตรการใหม่ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในระยะต่อไป หลังเจ้าหน้าที่เร่งศึกษารายละเอียดและรูปแบบที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
“สรรพสามิตน่าจะมีโครงการใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ ซึ่งอาจบริหารจัดการได้ง่ายกว่า และได้ผลลัพธ์ที่เป็นที่ต้องการ” ลวรณกล่าว
The post ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ไปต่อไม่ได้ สรรพสามิตเล็งออกมาตรการใหม่แทน เหตุติดปัญหาประเมินราคา-ภาครัฐกำจัดซากรถเองไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (20 พฤษภาคม) ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณ […]
The post ปธ.คกก.ปฏิรูปพลังงาน ยื่น DSI เอาผิดคลังน้ำมันอ่างทองซุกบัญชีนำเข้า-ส่งออก 20 ครั้ง จ่อขยายผลขบวนการนอมินีฮั้วเก็งกำไร appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (20 พฤษภาคม) ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อให้ตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของ บริษัท ทริลเลี่ยน ปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง
กรณีพบพฤติการณ์ฝ่าฝืนคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ซึ่งออกตามความตราในพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 หลังพบหลักฐานว่าบริษัทดังกล่าวไม่มีการรายงานปริมาณการนำเข้าและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงตามที่กฎหมายระบุไว้
ฐิติภัสร์ เปิดเผยรายละเอียดว่า บริษัทฯ ได้ละเว้นการส่งเอกสารรายงานปริมาณการนำเข้าและส่งออกน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคมจำนวน 6 ครั้ง และเดือนเมษายนอีก 14 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 20 ครั้ง พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มาตรา 8 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกสูงสุด 10 ปีต่อ 1 กรรม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่า มีปริมาณน้ำมันที่ไม่ได้รายงานและสูญหายออกจากระบบเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตและรายได้ของรัฐ
สำหรับคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับดังกล่าว ถูกประกาศใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีข้อกำหนดชี้ชัดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องรายงานตัวเลขปริมาณการนำเข้าและส่งออกเป็นประจำทุกวัน ภายในเวลา 18.00 น. เพื่อให้กรมธุรกิจพลังงานสามารถนำข้อมูลไปบริหารจัดการและสำรองปริมาณน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศเผชิญกับภาวะวิกฤตด้านพลังงานที่ผ่านมา
นอกเหนือจากการฝ่าฝืนคำสั่งรายงานข้อมูลแล้ว จากการตรวจสอบเชิงลึกของทีมชุดสุดซอย ยังพบความเชื่อมโยงที่น่าสงสัยและส่อเค้าความไม่โปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ โดยพบว่าในช่วงเดือนมีนาคม บริษัท ทริลเลี่ยน ปิโตรเทรดดิ้ง มีการทำธุรกรรมซื้อขายน้ำมันกับ บริษัท โกลบอล เวลท์ ออยล์ แต่ปรากฏหลักฐานว่า คลังน้ำมันแพน เอเชีย สตอเรจ แอนด์เทอร์มินัล กลับเป็นผู้ออกใบกำกับการขนส่งให้แทน ซึ่งผิดวิสัยจากการดำเนินธุรกิจตามปกติที่ผู้ค้าน้ำมันจะต้องเป็นผู้ออกเอกสารดังกล่าวด้วยตนเอง
เมื่อตรวจสอบขยายผลเพิ่มเติม พบความสัมพันธ์ฉันเครือญาติระหว่างผู้บริหารคลังน้ำมันทรานสปอเรสท์และผู้บริหารของทริลเลี่ยนออยล์นอกจากนี้ ยังพบรายชื่อกรรมการบริษัทที่ใช้นามสกุลเดียวกันกระจายตัวบริหารคลังน้ำมันอีกหลายแห่งในจังหวัดสมุทรปราการ เพชรบุรี เชียงราย พิษณุโลก และฉะเชิงเทรา
ที่น่าจับตาคือ กรณีของอุดม ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท ทริลเลี่ยน ปิโตรเทรดดิ้ง กลับปรากฏชื่อเป็นเพียงพนักงานขับรถของ บริษัท ออโต้แม็กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทที่รับจ้างขนส่งน้ำมันให้กับทริลเลี่ยนฯ ในขณะเดียวกัน กรรมการของบริษัท ออโต้แม็กซ์ กลับมีชื่อเป็นหัวหน้าคลังน้ำมันของทริลเลี่ยนฯ ด้วย
ด้วยความซับซ้อนของการบริหารงานดังกล่าว ทีมชุดสุดซอยจึงประเมินว่า พฤติการณ์เหล่านี้เข้าข่ายการใช้บุคคลใกล้ชิดหรือเครือญาติเป็นตัวแทนอำพราง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินธุรกิจอย่างไม่โปร่งใส จึงได้ร้องขอให้ทาง DSI เร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนและขยายผลตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเร่งด่วน เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป
The post ปธ.คกก.ปฏิรูปพลังงาน ยื่น DSI เอาผิดคลังน้ำมันอ่างทองซุกบัญชีนำเข้า-ส่งออก 20 ครั้ง จ่อขยายผลขบวนการนอมินีฮั้วเก็งกำไร appeared first on THE STANDARD.
]]>
สรรพสามิตพัฒนาระบบร้องเรียนอัจฉริยะ ยกระดับ ‘องค์กรคุณธ […]
The post สรรพสามิต อัปเดต 7 ช่องทางแจ้งเบาะแสทุจริต หลังผลสำรวจ กกร. ชี้ปัญหาสินบนภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สรรพสามิตพัฒนาระบบร้องเรียนอัจฉริยะ ยกระดับ ‘องค์กรคุณธรรม’ หลังผลสำรวจ กกร. ชี้ปัญหาสินบนภาครัฐ พร้อมเปิด 7 ช่องทางแจ้งเบาะแสทุจริต
พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า กรมสรรพสามิตได้พัฒนาและยกระดับระบบจัดการข้อร้องเรียนอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและการให้บริการประชาชน โดยระบบดังกล่าวจะช่วยให้การรับเรื่องร้องเรียนเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน สามารถติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดขั้นตอน ระยะเวลา และผู้รับผิดชอบไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรวจสอบได้
ขณะเดียวกัน กรมสรรพสามิตระบุเพิ่มเติมว่า ได้เดินหน้าพัฒนาองค์กรสู่ ‘กรมสรรพสามิตคุณธรรม’ โดยมุ่งพัฒนาบุคลากรให้เป็นทั้ง ‘คนดีและคนเก่ง’ ภายใต้คุณธรรมอัตลักษณ์ ‘โปร่งใส ซื่อสัตย์ มีมาตรฐาน’ พร้อมผลักดันองค์กรสู่การเป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กำชับให้กรมสรรพสามิตดำเนินงานด้าน ‘องค์กรคุณธรรม’ และ ‘ระบบร้องเรียน’ อย่างเข้มงวด เพื่อผลักดันให้องค์กรมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลของภาครัฐ
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งข้อร้องเรียนหรือเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่โปร่งใสของเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตผ่าน 7 ช่องทาง ได้แก่
The post สรรพสามิต อัปเดต 7 ช่องทางแจ้งเบาะแสทุจริต หลังผลสำรวจ กกร. ชี้ปัญหาสินบนภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.
]]>
กรมสรรพสามิตเผย ข้อมูลสินบนจากกกร. ‘มีประโยชน์’ ยันให้ค […]
The post กรมสรรพสามิตชี้ข้อมูล ‘สินบน’ จากกกร. ‘มีประโยชน์’ ประกาศยกระดับปราบทุจริต-เร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มโปร่งใส appeared first on THE STANDARD.
]]>
กรมสรรพสามิตเผย ข้อมูลสินบนจากกกร. ‘มีประโยชน์’ ยันให้ความสำคัญต่อการปราบปรามการทุจริต พร้อมเร่งตรวจสอบภายในอย่างจริงจัง ประเกศเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ
วันนี้ (15 พฤษภาคม) กรมสรรพสามิต ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีผลสำรวจของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมูลค่าสินบนเฉลี่ยของหน่วยงานภาครัฐ โดยระบุว่า กรมสรรพสามิตได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวและเร่งตรวจสอบรายละเอียดร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทันที เพื่อทำความเข้าใจข้อมูลอย่างรอบด้าน
กรมสรรพสามิตระบุว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการนำมาปรับปรุงการดำเนินงาน โดยเฉพาะการทบทวนกระบวนงานที่อาจมีความเสี่ยงต่อการทุจริต รวมถึงการยกระดับความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ
พร้อมกันนี้ กรมสรรพสามิตยืนยันว่าให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง ทั้งในด้านวินัย การตรวจสอบภายใน และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการและกำกับดูแล เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพิ่มความโปร่งใส และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังอยู่ระหว่างการทบทวนขั้นตอนการอนุญาตและกระบวนงานที่อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดการทุจริต รวมถึงยกระดับช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนให้มีความปลอดภัยมากขึ้น พร้อมมาตรการคุ้มครองและปกปิดข้อมูลผู้แจ้งเบาะแสอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังการกระทำที่ไม่เหมาะสม
ในส่วนของข้อเสนอเชิงนโยบายของ กกร. กรมสรรพสามิตระบุว่า เห็นด้วยในหลักการสำคัญ โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้สะดวก การผลักดันบริการและระบบอนุญาตสู่แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อลดการเผชิญหน้า ตลอดจนการยกระดับความปลอดภัยของช่องทางร้องเรียนและการส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนในการกำกับดูแล
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตยืนยันว่าจะดำเนินงานภายใต้หลักความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ พร้อมเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการไทยในระยะยาว
The post กรมสรรพสามิตชี้ข้อมูล ‘สินบน’ จากกกร. ‘มีประโยชน์’ ประกาศยกระดับปราบทุจริต-เร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มโปร่งใส appeared first on THE STANDARD.
]]>
กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง […]
The post กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง appeared first on THE STANDARD.
]]>
กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ แต่ถ้าไม่ถึง 1 ลิตร ได้รับยกเว้นภาษีผ่านช่องเขียวได้เลย นำร่องสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง เริ่มแล้ววันนี้ 11 พฤษภาคม
วันนี้ (11 พฤษภาคม) กรมสรรพสามิต เปิดใช้งาน ระบบแจ้งข้อมูลการนำเข้าสินค้าสำหรับสุราแช่ชนิดไวน์ (Wine Fast Track) อย่างเป็นทางการ โดยเริ่มนำร่องที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารระหว่างประเทศที่นำไวน์ติดตัวเข้ามาในประเทศไทยในปริมาณเกิน 1 ลิตร แต่ไม่เกิน 10 ลิตร สำหรับใช้เป็นตัวอย่างสินค้า หรือมิใช่เพื่อการค้า
พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ระบบ ‘Wine Fast Track’ ถูกพัฒนาขึ้นร่วมกับ กรมศุลกากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดขั้นตอนการกรอกเอกสาร ลดระยะเวลาการดำเนินการ และเพิ่มความถูกต้องในการจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล
ภายใต้ระบบดังกล่าว ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบข้อมูลมูลค่าสินค้า ภาษีสรรพสามิต อากรศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีท้องถิ่น รวมถึงเงินนำส่งเข้ากองทุนที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันรายการสินค้าและค่าภาษีอากรที่ต้องชำระผ่านระบบออนไลน์ได้ล่วงหน้า ก่อนเดินทางเข้ารับบริการด้านพิธีการศุลกากร
ผู้โดยสารสามารถเข้าใช้งานระบบได้ผ่าน เว็บไซต์กรมสรรพสามิต หรือ Wine Fast Track รวมถึง Mobile Application บนระบบ Android ส่วนระบบ iOS อยู่ระหว่างเตรียมเปิดให้บริการในเร็วๆ นี้
หลังกรอกข้อมูลและยืนยันรายการสินค้าเรียบร้อย ผู้โดยสารจะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ ณ ช่องมีสิ่งของต้องสำแดง (Goods to Declare) หรือช่องแดง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและจัดเก็บภาษีอากร ก่อนรับแสตมป์สรรพสามิตสำหรับติดบนขวดไวน์ เพื่อเป็นหลักฐานว่าชำระภาษีถูกต้องตามกฎหมายแล้ว
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตระบุเพิ่มเติมว่า หากผู้เดินทางนำสุราทุกประเภทติดตัวเข้ามาในราชอาณาจักรไม่เกิน 1 ลิตร จะได้รับยกเว้นภาษี และสามารถผ่านช่องไม่มีสิ่งของต้องสำแดง (Nothing to Declare) หรือช่องเขียวได้ทันที แต่หากนำเข้าเกิน 1 ลิตร แต่ไม่เกิน 10 ลิตร จะต้องเข้าสู่กระบวนการสำแดงสินค้า ชำระภาษี และรับแสตมป์สรรพสามิตตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
กรมสรรพสามิตระบุว่า การเปิดใช้งานระบบ Wine Fast Track ถือเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันนโยบายดิจิทัลภาครัฐ และสอดคล้องกับแนวทาง “EXCISE EXerCISE” ที่มุ่งยกระดับการจัดเก็บภาษีและการให้บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และรองรับพฤติกรรมการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
ภาพ: Auster Pics / Shutterstock
The post กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปลัดกระทรวงการคลังเผย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ติดอุปสรรคหลายป […]
The post ปลัดคลังเผย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ติดอุปสรรค ทั้งปมตีราคารถเก่า-การกำจัดซาก เปิดทางปรับเปลี่ยนมาตรการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปลัดกระทรวงการคลังเผย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ติดอุปสรรคหลายประการ เช่น การตีราคารถยนต์เก่า และระบบกำจัด-แยกชิ้นส่วนซากรถยนต์ ลั่นพร้อมเปิดทางให้กรมสรรพสามิตปรับเปลี่ยนมาตรการให้ ‘ดีกว่า’ หรือ ‘เหมาะสมกว่า’ มาตรการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’
วันนี้ (11 พฤษภาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า มาตรการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดทำรายละเอียด แต่ยังติดอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การตีราคารถยนต์เก่า รวมถึงระบบกำจัดและแยกชิ้นส่วนซากรถยนต์ พร้อมเปิดทางให้กรมสรรพสามิตปรับรูปแบบมาตรการใหม่ ให้ดีกว่าหรือเหมาะสมกว่ามาตรการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’
ลวรณอธิบายต่อว่า อุปสรรคสำคัญของมาตรการดังกล่าวคือ รถยนต์แต่ละคันมีสภาพแตกต่างกันมาก ทั้งอายุการใช้งาน การดูแลรักษา และมูลค่าตลาด ทำให้ยากต่อการกำหนดเกณฑ์ราคากลางที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย
“ถ้าเกิดรถแพงไปตีราคาถูก ก็ปัญหาแบบนึง รถถูกไปตีราคาแพงก็เป็นปัญหาอีกแบบนึง เพราะรถทุกคันมันไม่ได้เหมือนกัน ไม่ใช่รถใหม่” ลวรณกล่าว
ลวรณกล่าวอีกว่า ข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการซากรถยนต์ ซึ่งถือเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญของโครงการ เนื่องจากปัจจุบันไทยยังไม่มีระบบรีไซเคิลและแยกชิ้นส่วนรถยนต์ครบวงจรที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทั้งการแยกเศษเหล็ก แบตเตอรี่ หรือวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อได้ ทำให้ภาครัฐยังต้องพิจารณาความพร้อมของระบบรองรับควบคู่ไปด้วย
“เคยมีรายงานนานแล้วบอกว่า ในประเทศไทย ไม่มีใครที่จะแยกรถทั้งคันว่า เป็นเศษเหล็ก หรือเป็นแบตเตอรี่ หรืออะไรที่ใช้ประโยชน์ต่อได้” ลวรณกล่าว
อย่างไรก็ตาม เขากล่าวเพิ่มว่า มีความเป็นห่วงว่าโครงการที่ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์หรือความชัดเจนเพียงพอ อาจนำไปสู่การอาศัยดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการประเมินราคา ซึ่งเสี่ยงเกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้
“เราไม่อยากทำโครงการในลักษณะที่ไม่มีความชัดเจนแล้วต้องใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่มาชี้” ลวรณกล่าว
ลวรณกล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตกลับไปศึกษารายละเอียดโครงการเพิ่มเติม พร้อมเปิดทางให้มีการปรับรูปแบบมาตรการ เพื่อส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้ หากมีข้อเสนอที่เหมาะสมและปฏิบัติได้จริงมากกว่าเดิม
“เดี๋ยวลองดู (กรมสรรพสามิต) อาจจะกลับมาด้วยข้อเสนอใหม่ที่ดีกว่าของรถเก่าแลกรถใหม่ก็ได้” ลวรณกล่าว
ไม่เพียงเท่านั้น ลวรณยังยอมรับอีกด้วยว่า ความไม่ชัดเจนของมาตรการในช่วงที่ผ่านมา อาจส่งผลให้ประชาชนบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์เพื่อรอดูนโยบายจากภาครัฐ ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งสื่อสารรายละเอียดให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อบรรยากาศตลาดรถยนต์และการใช้จ่ายของประชาชน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามาตรการดังกล่าวจะถูกรวมอยู่ในโครงการภายใต้พระราชกำหนด กู้เงิน 400,000 ล้านบาทหรือไม่ ลวรณระบุว่า แม้รัฐบาลต้องการผลักดันการเปลี่ยนผ่านรถยนต์ แต่ทุกโครงการที่จะเสนอขอใช้เงินกู้จำเป็นต้องมีรายละเอียดและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพียงพอ จึงจะผ่านการกลั่นกรองและอนุมัติได้
“ในพระราชกำหนดจะเห็นว่า รถยนต์ก็เป็นเรื่องที่เราอยากจะเปลี่ยน แต่จะเปลี่ยนได้ ก็ต้องมีความชัดเจน เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่จะผ่านการกลั่นกรองได้ ไปถึงอนุมัติมาเป็นโครงการที่จะใช้เงินกู้ได้จริง ความชัดเจนต้องมาก่อน”
ทั้งนี้ ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งระบุว่า ในแผนงานที่ 2 วงเงิน 200,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อ รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ รวมถึงสนับสนุนการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EV และการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มเติมทั่วประเทศ
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันพรุ่งนี้ (12 พ.ค.) กระทรวงการคลังจะบรรจุแผนการก่อหนี้ที่ได้รับการพิจารณาแล้ว เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ตามไทม์ไลน์เดิม นอกจากนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) นัดแรกในวันพรุ่งนี้เช่นกัน โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ
อย่างไรก็ตาม ลวรณกล่าวว่าในการประชุมนัดแรก จะเป็นเพียงการวางกรอบกฎเกณฑ์โครงการที่จะใช้เงินกู้ และยังไม่มีการพิจารณาโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยมีผลบังคับใช้ทันที
ไม่เพียงเท่านั้น ลวรณยังปฏิเสธที่จะตอบว่าแผนบริหารหนี้ฉบับใหม่จะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะสูงสุดจะสิ้นสุดที่ระดับเท่าไร โดยระบุว่าให้รอแผนดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม. พร้อมยังไม่ชี้แจงความคืบหน้าของโครงการ ‘รถเก่าแลกใหม่’ เช่นกัน
สำหรับไทม์ไลน์ลำดับถัดไป จะเป็นการนำ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เข้าชี้แจงในการประชุมรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งเป็นการเปิดประชุมสภาวาระแรกในวันที่ 14 พฤษภาคม
ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องอนุมัติโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ภายในการประชุม ครม.วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ หรือวันที่ 26 พฤษภาคมเป็นอย่างช้า เพื่อให้โครงการสามารถเริ่มได้ทันภายในวันที่ 1 มิถุนายน ตามความต้องการของรัฐบาล
The post ปลัดคลังเผย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ติดอุปสรรค ทั้งปมตีราคารถเก่า-การกำจัดซาก เปิดทางปรับเปลี่ยนมาตรการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เปิดข้อเสนอโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ จากสมาคมยานยนต์ฯ ถ […]
The post เปิดข้อเสนอโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ จากสมาคมยานยนต์ฯ ถึงรัฐบาล ชงรัฐอัดฉีดส่วนลด 8.5 หมื่นบาทต่อคัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เปิดข้อเสนอโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ จากสมาคมยานยนต์ฯ ถึงรัฐบาล ชงรัฐอุดหนุน 8.5 หมื่นบาทต่อคัน จี้ดึง ‘กระบะ’ เข้าร่วม เหตุเป็นกระดูกสันหลังเศรษฐกิจ ที่ใช้ชิ้นส่วนในไทยกว่า 90% วอนรัฐเร่งความชัดเจน หลังข่าวคลุมเครือทำยอดจองรถชะงัก ขณะที่ KResearch ถอดบทเรียนความสำเร็จจากต่างประเทศ แนะรัฐยืดเวลาโครงการให้นานพอ หวังดึงคนร่วมโครงการเพิ่ม หากงบอุดหนุนมีจำกัด
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เตรียมผลักนโยบาย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อให้คนได้เปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฮบริดและรถไฟฟ้า เพื่อช่วยลดมลพิษ PM 2.5
โดยเบื้องต้นได้มอบหมายให้กับทางปลัดกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตร่วมกันพิจารณาออกแบบนโยบาย และมีเงื่อนไขคร่าวๆ ดังนี้
สำหรับลักษณะการอุดหนุน ดร.เอกนิติระบุว่า จะทำการอุดหนุนผ่านผู้ประกอบการ และทอนมาเป็นส่วนลดราคาขายรถยนต์ใหม่ พร้อมกับการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำควบคู่กันไป
“เหมือนญี่ปุ่นที่เขาเอารถเก่าแลกรถใหม่ แล้วก็ส่งออกรถไปประเทศที่ต้องการรถยนต์ เราก็จะออกแบบลักษณะเดียวกัน แต่ที่สำคัญคือ เราจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว
สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า จุดเริ่มต้นของ ‘โครงการรถเก่าแลกรถใหม่’ ไม่ได้มาจากแนวคิดเรื่องการแลกรถเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการศึกษาเรื่องการจัดการซากรถยนต์เมื่อหมดอายุการใช้งานอย่างถูกวิธี หรือ End of Life Vehicle (ELV) เนื่องจากประเทศไทยมีปัญหารถเก่าสะสมจำนวนมาก ก่อให้เกิดมลพิษสูงและขัดต่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) รัฐบาลจึงมุ่งเป้าไปที่การกำจัดรถเก่าที่มีอายุ 25-30 ปีขึ้นไป
แต่เมื่อผนวกกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ โดยเฉพาะยอดขายรถกระบะที่หดตัวลงกว่าครึ่งในช่วง 3 ปีหลัง จากที่เคยขายได้ปีละ 3 แสนคัน เหลือเพียง 1.5 แสนคัน ดังนั้น แนวคิดการทำ Trade In จึงถูกนำมาใช้เป็นโครงการนำร่องเพื่อดึงรถเก่าออกจากระบบและกระตุ้นยอดขายรถใหม่ไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม บริบทของภาครัฐในปัจจุบันได้พุ่งเป้าไปที่เรื่องวิกฤตพลังงาน จากสงครามในตะวันออกกลาง รัฐบาลจึงต้องการลดการใช้น้ำมันของประเทศ และมีแนวโน้มที่จะตีกรอบให้สิทธิเฉพาะการแลกซื้อกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) ได้แก่ Hybrid, PHEV และ BEV เท่านั้นในเฟสแรก
นอกจากนี้ สุวัชร์ยังเผยว่า ภาครัฐยังอาจมีแนวคิดที่จะนำรถเก่าบางส่วนส่งออกไปขายในต่างประเทศแทนการนำไปทำลายทิ้งอีกด้วย
สุวัชร์กล่าวอีกว่า ในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ได้ยื่นข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ดังนี้
สำหรับขอบเขตอายุรถที่เข้าร่วมโครงการ สุวัชร์เปิดเผยว่า จากการตั้งสมมติฐานของภาครัฐ อาจมีการพิจารณารถเก่าที่อายุประมาณ 13 ปี หรือกลุ่มรถที่มาตรฐานต่ำกว่ายูโร 4 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ในระบบถึง 21 ล้านคัน (แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 4 ล้านกว่าคัน และกระบะเกือบ 7 ล้านคัน ในกลุ่มที่ต่ำกว่ายูโร 3)
หากพิจารณาบนพื้นฐานที่มีการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐ สมาคมฯ ประเมินว่าอัตราการเปลี่ยนรถจะอยู่ที่ประมาณ 1.5% หรือคิดเป็นจำนวนรถเข้าร่วมโครงการในเฟสแรกราว 59,000 คัน แบ่งเป็นรถกระบะ 33,000 คัน และรถยนต์นั่ง 25,000 คัน
นอกจากนี้ ในแง่ของการรองรับการทำลายซากรถอย่างถูกวิธี ปัจจุบันไทยมีบริษัทที่ได้มาตรฐานพร้อมดำเนินการประมาณ 5-6 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัท กรีน เมทัลส์ ในเครือโตโยต้า ทูโช ที่นำโมเดลจากญี่ปุ่นมาใช้จัดการขยะอันตรายและสารทำความเย็นอย่างถูกต้อง
ขณะที่แหล่งข่าวจากในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากการหารือกับรัฐบาล กรมสรรพสามิต และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ‘รถใหม่แลกรถเก่า’ พบว่า ตุ๊กตาที่กรมสรรพสามิตเสนอมามีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้
พรชัย ฐีระเวช อธิบดีสรรพสามิต เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าความคืบหน้าของโครงการ ‘รถเก่าแลกใหม่’ คือ ปัจจุบัน กรมสรรพสามิตยังคงศึกษาและจัดทำสมมติฐานต่างๆ อยู่กับทางกระทรวงการคลัง โดยตั้งเป้าจะส่งผลการศึกษาให้กับ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังภายในกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ไม่ใช่การเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)
อย่างไรก็ตาม พรชัยกล่าวย้ำว่า ไทม์ไลน์ดังกล่าวเป็นเพียงเป้าหมายเท่านั้น แต่ว่ายังต้องขึ้นอยู่ที่ความเรียบร้อยของข้อมูลต่างๆ ด้วย เนื่องจากโครงการนี้ต้องคุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย
พรชัยยอมรับว่า ได้ศึกษาทางเลือกสิทธิประโยชน์ของผู้เข้าร่วมโครงการไปหลายตัวเลือก (option) โดยยังต้อง ‘หารือ’ ต่อไปว่า แนวทางใดจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด และรัฐบาลเห็นด้วยหรือไม่
“ปัจจุบัน ยังอยู่ในขั้นทำสมมติฐานต่างๆ เพราะสมมุติฐานมาลอยๆ ไม่ได้ มันต้องมีการอ้างอิง (Reference) ว่าสมมุติฐานต่างๆ มีที่มาที่ไป และเหตุผลอย่างไร” พรชัยกล่าว
สำหรับประเด็นเรื่องผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของกรม พรชัยตอบว่า ต้องดูตัวเลือกที่รัฐบาลเคาะ
ตามข้อมูลจากบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) แสดงให้เห็นว่า รถเก่าอายุมากกว่า 20 ปีในไทยปัจจุบัน อยู่ที่ 4.5 ล้านคัน โดยจำนวนนี้เป็นรถปิกอัพราว 55% สะท้อนว่า ปิกอัพส่วนใหญ่เป็นรถเก่าและผลิตโดยใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 90%
นอกจากนี้ ปิกอัพยังผลิตกลุ่ม xEV น้อยมาก โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 นี้ยอดการผลิตปิกอัพ BEV อยู่ที่ 1,348 คัน โดยจำนวนนี้ส่งออกไปราว 37%
ดังนั้น “หากรัฐพิจารณารถเก่าในประเทศที่ปล่อยมลพิษสูงอย่างกลุ่มอายุ มากกว่า 20 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปิกอัพ ที่มีการผลิตโดยใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึงราว 90% พบปัจจุบันยังผลิตในกลุ่ม xEV น้อยมาก หากสนับสนุนให้มีการแลกรถปิกอัพ การหาแนวทางพัฒนาร่วมกันเพิ่มเติมกับภาคเอกชนอาจมีความจำเป็น” KResearch กล่าว

KResearch แนะว่า รัฐควรกำหนดระยะเวลาโครงการรถเก่าแลกใหม่ให้ ‘นานพอ’ หากเงินส่วนลดจากภาครัฐมีจำกัด โดยเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ที่เคยดำเนินโครงการที่คล้ายคลึงนี้ในช่วงปี 2009-2010
โดยจากการถอดบทเรียนญี่ปุ่น ซึ่งให้เงินส่วนลดเพื่อไปแลกรถใหม่อยู่ที่ 42,875-85,750 บาทต่อคัน โดยกำหนดอายุรถเก่าไว้ที่ มากกว่า 13 ปี และดำเนินโครงการนาน 17 เดือน พบว่า จำนวนรถเก่าที่นำแลกสูงถึง 7.3 แสนคัน
ขณะที่ สหรัฐฯ ซึ่งให้เงินส่วนลดเพื่อไปแลกรถใหม่อยู่ที่ 120,050-154,350 บาทต่อคัน โดยกำหนดอายุรถเก่าไว้ที่ มากกว่า 1 ปี และดำเนินโครงการนาน 2 เดือน พบว่า จำนวนรถเก่าที่นำแลกอยู่ที่ 6.8 แสนคัน
“เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด หากส่วนลดที่ให้ได้ไม่สูง หรือต้องมีการวางกรอบให้สอดคล้องกับประเภทรถหรืออายุรถที่แลกซึ่งแตกต่างกัน การวางกรอบระยะเวลาทำโครงการให้นานขึ้น อาจช่วยให้จำนวนรถที่เข้าร่วมโครงการมีจำนวนมากขึ้นได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิตรถในประเทศและการลดมลพิษทางอากาศ” KResearch ระบุ

KResearch ยังมองว่า การส่งออกรถเก่ามือสองไปขายต่างประเทศไม่ควรเป็นแนวทางหลัก นอกจากนี้ การพิจารณาโครงการกำจัดซากยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรพัฒนาควบคู่กัน เนื่องจาก ตลาดรถพวงมาลัยขวา ‘มีน้อยและแข่งขันสูง’ โดยปัจจุบัน ตลาดรถพวงมาลัยขวามีเพียง 75 ประเทศจาก 240 ประเทศเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น รถเก่าพวงมาลัยขวาที่มีอายุ 20 ปี มีประเทศที่ยอมรับ ‘ไม่กี่แห่ง’ ตัวอย่างเช่น มาลาวี แซมเบีย โมซัมบิก ยูกันดา ปาปัวนิวกินี และวานูอาตู เป็นต้น ซึ่งแม้ได้รับอนุญาตนำเข้า ก็ยังต้องผ่านการตรวจสอบสภาพรถ และอาจต้องเสียภาษีในอัตราสูงกว่าปกติ
“ดังนั้น การพิจารณาโครงการกำจัดซากเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรพัฒนาให้เกิดขึ้นควบคู่กัน” KResearch ระบุ

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต้นแบบอย่างญี่ปุ่น สุวัชร์ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญคือ ในญี่ปุ่น การครอบครองรถเก่าถือเป็นภาระจากข้อบังคับทางกฎหมาย ผู้บริโภคจึงยินดีนำรถมาทำลาย อีกทั้งยังมีการจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าสำหรับเป็นค่าทำลายรถยนต์ตั้งแต่ตอนซื้อรถใหม่
ขณะที่ประเทศไทย รถเก่าอายุ 20-30 ปี ยังคงมีมูลค่าในตลาด และยังถูกนำไปใช้งานตามต่างจังหวัดหรือถิ่นทุรกันดาร การจะดึงรถเหล่านี้ออกจากระบบได้จึงจำเป็นต้องมี เงินอุดหนุน (Subsidy) ที่จูงใจมากพอ โดยประเมินจากมูลค่าตลาดเป็นหลัก ซึ่งสมาคมฯ ได้เสนอตัวเลขเงินอุดหนุนที่ประมาณ 85,000 บาท/คัน สำหรับรถอายุ 25 ปีขึ้นไป หากรัฐให้เงินสนับสนุนน้อยเกินไป ประชาชนก็จะไม่ยอมนำรถมาเข้าโครงการ
สุวัชร์ ได้ฝากข้อคิดไปถึงผู้บริโภคที่กำลังลังเลใจว่า การตัดสินใจซื้อรถยนต์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาสูงและอายุการใช้งานยาวนาน ขอให้พิจารณาถึงความจำเป็นและประโยชน์ใช้สอยที่ตอบโจทย์ตัวเองเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ก็เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งสร้างความชัดเจน เนื่องจากกระแสข่าวที่คลุมเครือกำลังส่งผลกระทบต่อยอดจองรถใหม่และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม
ภาพ: Shutterstock AI Generator
The post เปิดข้อเสนอโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ จากสมาคมยานยนต์ฯ ถึงรัฐบาล ชงรัฐอัดฉีดส่วนลด 8.5 หมื่นบาทต่อคัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
รังสิมันต์ โรม และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พ […]
The post สส. พรรคประชาชนตรวจคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ เพชรบุรี ตามคำเชิญเอกนัฏ พบข้อสังเกตกักตุนตั้งแต่ปี 2564 appeared first on THE STANDARD.
]]>
รังสิมันต์ โรม และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังและโรงกลั่นน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับบุคคลที่ใช้ชื่อว่า ‘เสี่ยตือ’ ผู้ต้องสงสัยในกรณีการกักตุนน้ำมัน การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำเชิญของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สืบเนื่องจากการตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ
ศุภโชติให้ข้อมูลว่า พื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยโรงกลั่นและคลังน้ำมันที่ตั้งอยู่ติดกัน ปัจจุบันถือครองโดย 2 นิติบุคคล แต่ในอดีตเคยอยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียวกันคือเครือข่ายของเสี่ยตือ ก่อนที่จะมีการแบ่งขายส่วนคลังน้ำมันจำนวน 20 ถัง ให้กับบริษัท บางจาก ด้วยมูลค่า 9,000 ล้านบาท โดยถังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีความจุประมาณ 64 ล้านลิตร
ในขณะที่ฝั่งโรงกลั่นและถังน้ำมันอีก 17 ถังยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของเสี่ยตือ จากการตรวจสอบประวัติโครงการ พบว่าก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2562 แต่หยุดการดำเนินการไปตั้งแต่ปี 2564 โดยมีปริมาณน้ำมันคงค้างอยู่ในระบบโรงกลั่นจำนวน 5 ล้านลิตร
ตัวแทนผู้ชี้แจงระบุว่า ไม่มีการนำน้ำมันจำนวนดังกล่าวออกจากพื้นที่ในช่วงปี 2564 ถึง 2569 ศุภโชติได้ตั้งข้อสังเกตถึงความสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง 2 ครั้ง จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งราคาค้าปลีกที่สูงขึ้นในขณะนั้นเอื้อต่อการนำน้ำมันออกจำหน่ายเพื่อทำกำไร
ประเด็นจากการตรวจสอบเพิ่มเติมคือสภาพของถังน้ำมันที่ถูกระบุว่าปิดตายและไม่ได้ใช้งาน เนื่องจากคลังน้ำมันแห่งนี้จดทะเบียนเป็นเขตปลอดภาษี หน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลโดยตรงจึงเป็นกรมศุลกากร ไม่ใช่กรมธุรกิจพลังงาน ตัวแทนจากกรมศุลกากรชี้แจงว่ามีการเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและปิดผนึกถังด้วยซีล ซึ่งหากจะมีการเปิดใช้งาน เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจะต้องเป็นผู้ดำเนินการตัดซีลด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบพื้นที่จริงพบว่าถังน้ำมันดังกล่าวถูกปิดผนึกด้วยซีลรูปแบบใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ร่วมคณะตรวจสอบในวันนั้นไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นซีลของทางราชการจริงหรือไม่
ศุภโชติระบุว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่เชิงโครงสร้างในระบบการตรวจสอบของภาครัฐ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำมันสูญหายในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวเกิดจากความกระจัดกระจายของอำนาจกำกับดูแล เช่น คลังน้ำมันในเขตปลอดภาษีอยู่ภายใต้การดูแลของกรมศุลกากร ในขณะที่คลังน้ำมันภายในประเทศอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสรรพสามิต
นอกจากนี้ ระบบการรายงานข้อมูลจากคลังน้ำมันหรือโรงกลั่นไปยังหน่วยงานของรัฐยังเป็นรูปแบบการสื่อสารทางเดียว และการตรวจสอบของภาครัฐอาศัยเพียงวิธีการสุ่มตรวจ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการหลบเลี่ยงกฎหมาย ศุภโชติเสนอว่า รัฐบาลต้องเร่งสืบสวนหาผู้กระทำความผิดในกรณีกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤตมาลงโทษตามกฎหมาย พร้อมทั้งออกแบบและลงทุนในระบบการตรวจสอบรวมถึงการเปิดเผยข้อมูลของคลังน้ำมันทั่วประเทศใหม่ทั้งระบบ เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว







The post สส. พรรคประชาชนตรวจคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ เพชรบุรี ตามคำเชิญเอกนัฏ พบข้อสังเกตกักตุนตั้งแต่ปี 2564 appeared first on THE STANDARD.
]]>
แนวคิด ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ถูกปัดฝุ่นอีกครั้ง หลังเคยพับโ […]
The post เปิดเงื่อนไข ‘รถเก่าแลกรถใหม่ 2569’ หนุนคนไทยใช้ EV-ไฮบริด ลดฝุ่น PM2.5 คุ้มไหม หรืออาจได้ไม่คุ้มเสีย? appeared first on THE STANDARD.
]]>
แนวคิด ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ถูกปัดฝุ่นอีกครั้ง หลังเคยพับโครงการไปแล้วหลายรอบ 3 รัฐบาล ล่าสุด รัฐบาลอนุทิน 2 เตรียมเดินหน้าโครงการนำร่อง ปี 2569 ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่การกระตุ้นยอดขายเหมือนที่ผ่านมา แต่คือการวางรากฐาน เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ครั้งใหญ่ของประเทศ
โดยมีเป้าหมายหลักคือการจัดการซากรถยนต์ ควบคู่ไปกับการลดมลพิษ PM 2.5 และการพยุงฐานการผลิตยานยนต์ในประเทศ (CKD) ให้เดินหน้าต่อได้ ซึ่งคาดว่านำร่องเฟสแรกจำนวน 20,000 คัน
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนกลับไปในปี 2563 สมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เสนอแนวคิดให้นำรถยนต์เก่าอายุเกิน 15 ปี มาแลกรถใหม่ พร้อมให้สิทธิประโยชน์ ทั้งลดภาษีสูงสุด 100,000 บาท และคูปองสนับสนุน เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่สุดท้ายโครงการไม่เกิดขึ้นจริง

โดย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขอเบรกโครงการ กลางที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งให้เหตุผลว่า มีรายละเอียดเยอะ ต้องศึกษารอบคอบ และกังวลว่าประชาชนจะชะลอซื้อเพื่อรอมาตรการ ซึ่งจะกระทบต่อผู้ประกอบการ ก่อนที่รัฐบาลในช่วงเวลานั้นหันไปใช้มาตรการอุดหนุน EV 3.0 แทน ซึ่งเริ่มในปี 2565
โดยมาตรการอุดหนุน EV 3.0 ได้วางมาตรการกระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยส่วนลดสูงสุด 150,000 บาท/คัน พร้อมลดภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท
โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ‘ค่ายรถ’ ต้องผลิตชดเชยในประเทศ 1:1 ถึง 1:1.5 คัน เพื่อยกระดับไทยเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค ซึ่งโครงการสิ้นสุดไปแล้วช่วงสิ้นปี 2568
ต่อมาในช่วง ปี 2568 ภายใต้รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร แนวคิดนี้ถูกหยิบกลับมาพิจารณาอีกครั้ง แต่ได้ปรับรูปแบบไปที่ ‘รถกระบะเก่าอายุ 20-25 ปี’
พร้อมเพิ่มกลไกให้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ ภายใต้โครงการ ‘กระบะพี่มีคลังค้ำ’ หวังลดภาระประชาชน แต่โครงการก็ต้องสะดุดลง จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
กระทั่งล่าสุดใน รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล (อนุทิน 2) ได้รื้อแผนนี้ขึ้นมาเดินหน้าอีกครั้ง โดยรายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลเตรียมเปิดโครงการนำร่อง แบบจำกัดโควตา 10,000-20,000 คัน ในลักษณะ ‘มาก่อนได้ก่อน’ ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้า (EV), รถไฮบริด และจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่ผลิตในประเทศเท่านั้น
โดยเมื่อวันที่ 10 เมษายน ณ กระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า แผนการฟื้นนโยบาย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ในครั้งนี้ เพื่อให้คนได้เปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฮบริดและรถไฟฟ้า (EV) เพื่อช่วยลดมลพิษ PM 2.5

โดยเบื้องต้น ดร.เอกนิติระบุว่า ได้มอบหมายให้กับทางปลัดกระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิตร่วมกันพิจารณาออกแบบนโยบาย และมีเงื่อนไขคร่าวๆ ดังนี้
1. รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ตามเกณฑ์ของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ไฮบริด (HEV) รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
2. ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ
สำหรับลักษณะการอุดหนุน ดร.เอกนิติ ระบุว่า จะทำการอุดหนุนผ่านผู้ประกอบการ และทอนมาเป็นส่วนลดราคาขายรถยนต์ใหม่
ที่สำคัญกว่านั้น ดร.เอกนิติ กล่าวว่าจะมีการออกมาตรการสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำควบคู่กันไปซึ่งเรียกว่า ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’
“เหมือนญี่ปุ่นที่เขาเอารถเก่าแลกรถใหม่ แล้วก็ส่งออกรถไปประเทศที่ต้องการรถยนต์ เราก็จะออกแบบลักษณะเดียวกัน แต่ที่สำคัญคือเราจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ด้วย เป็นสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ดร.เอกนิติกล่าว
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 11 เมษายน คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของธนาคารออมสิน ภายใต้ ‘โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ’ ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นแรงจูงใจและลดภาระทางการเงินให้แก่ประชาชน ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปสู่การใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
รัฐบาลได้จัดสรรวงเงินงบประมาณสำหรับโครงการทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท โดยปล่อยกู้สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย ต่อสถาบันการเงิน และมีระยะเวลาการกู้ยืมสูงสุดไม่เกิน 5 ปี
โดยธนาคารออมสินจะทำหน้าที่ปล่อยกู้ให้กับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) ในอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 0.01% ต่อปี
หลังจากนั้น สถาบันการเงินและ Non-Banks จะนำไปปล่อยกู้ต่อให้ประชาชน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 10% ต่อปี (Effective Rate) สำหรับการคิดอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-5 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น เงินดาวน์ ระยะเวลาการผ่อนชำระ หลักประกัน เป็นต้น
ทั้งนี้ หากมีข้อจำกัดให้กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธนาคารออมสินสามารถพิจารณาอัตราดอกเบี้ยของรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสมได้
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 หรือจนกว่าวงเงินสินเชื่อรวมในโครงการจะหมด

ฟากฝั่งเอกชน ล่าสุด กิตติศักดิ์ วัธนเวคิน สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย ประกาศสนับสนุนภาครัฐเร่งเดินหน้าโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” โดยชูจุดเด่นรถยนต์ไฮบริดเชื้อเพลิงยืดหยุ่น (FFV-PHEV) ที่ใช้เทคโนโลยีเผาไหม้สะอาดประสิทธิภาพสูง รองรับน้ำมัน E20 และ E85 เป็นกลไกสำคัญลดคาร์บอน แก้ปัญหา PM2.5 และสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน
“ภายใต้สถานการณ์ราคาพลังงานโลกผันผวน รัฐบาลเดินหน้าโครงการนำร่องดังกล่าว เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์มลพิษต่ำ ลดการใช้น้ำมัน และยกระดับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นยานยนต์ผลิตในประเทศ ทั้ง EV ไฮบริด และรถสันดาปประสิทธิภาพสูงที่รองรับ E20-E85 ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงพลังงานระยะยาว”
กิตติศักดิ์ มองว่า การเปลี่ยนผ่านจากรถเก่าสู่ยานยนต์ปล่อยมลพิษต่ำ โดยเฉพาะรถที่ใช้แก๊สโซฮอล์ 95, E20 และ E85 จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และหันมาใช้เอทานอลที่ผลิตได้ในประเทศ เป็นแกนหลักของความมั่นคงพลังงาน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เชื่อมภาคเกษตรกับพลังงานสะอาด
ด้าน สุรียส โควสุรัตน์ นายกสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เผยว่า ไทยมีศักยภาพผลิตเอทานอลกว่า 7 ล้านลิตรต่อวัน จาก 28 โรงงาน ขณะที่ใช้งานเพียง 3.5 ล้านลิตรต่อวัน จึงพร้อมรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น และหากยกระดับ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน (Base Grade) จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ
นโยบายผลักดัน E20 สู่ฐานพลังงานหลัก ยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเพิ่มมูลค่าพืชเศรษฐกิจอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง สร้างรายได้เกษตรกรและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี FFV-PHEV ที่ผสานพลังงานไฟฟ้ากับเครื่องยนต์รองรับเชื้อเพลิงผสมเอทานอล ถูกมองเป็นทางออกช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วยลดคาร์บอนและฝุ่น PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก
“ทั้งสองสมาคมเห็นตรงกันว่า หากมาตรการ รถเก่าแลกใหม่ เดินหน้าควบคู่การผลักดัน E20-E85 จะไม่เพียงกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ยังสร้างคลังพลังงานในประเทศ ลดการพึ่งพานำเข้า และเสริมความแข็งแกร่งพลังงานไทยระยะยาว”

ขณะที่ สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ โดยสะท้อนภาพ ‘รถเก่าไทย’ ที่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของนโยบายเศรษฐกิจและแผนพลังงาน
โดยระบุว่า ปัจจุบันไทยมีรถยนต์อายุ 16-20 ปี รถยนต์นั่ง (รย.1) ราว 1.6 ล้านคัน และรถกระบะ (รย.3) อีกประมาณ 1.1 ล้านคัน รวมแล้วกว่า 2.6 ล้านคัน ซึ่งเป็นทั้งภาระด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุนพลังงานที่ประเทศต้องแบกรับ
กลุ่มยานยนต์ มองว่า ประเด็นสำคัญของโครงการ ไม่ได้อยู่แค่ ‘จะดึงรถเก่าออกจากระบบอย่างไร’ กำลังซื้อคนไทยมีแค่ไหน อย่างไร และจะ ‘จูงใจอย่างไรให้คนยอมเปลี่ยน’
ที่สำคัญ ‘รถเก่าที่ถูกดึงออกไปแล้วจะถูกจัดการแบบไหน’ รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอีกเท่าไร เพราะต้องคำนึงจำนวนรถ จะเอารถยนต์ที่มีอายุกี่ปีมาเป็นเกณฑ์ ซึ่งสมมติว่าตั้งไว้ 8 ปีก็ถือว่ายังสั้น
“โมเดลลักษณะนี้ หลายประเทศก็ทำ ซึ่งบางประเทศเลือกทำลาย บางประเทศส่งออกไปขายต่อในตลาดที่มีกำลังซื้อจำกัด ขณะที่บางแห่งเข้มงวดถึงขั้นไม่รับรถที่มีอายุเกิน 2 ปี รัฐบาลต้องดูให้ดีๆ อย่างไรก็ตาม หากเป็นรถราว 10 ปี ยังมีช่องทางเคลื่อนย้ายได้ในกรณีที่ เป็นการนำเข้าโดยเจ้าของเดิมและมีประวัติการใช้งานจริงด้วย”
สุรพงษ์ มองว่า มาตรการลักษณะนี้ ‘ได้ผลในระดับหนึ่ง’ แต่ต้องใช้เวลาอีกหลายปี จึงจะเห็นผลชัด เพราะมีมากกว่า 2 ล้านคัน โดยเฉพาะเป้าหมายสำคัญอย่างการลดการนำเข้าน้ำมัน
แม้จะเริ่มเห็นการชะลอลงบ้าง แต่ยังไม่ลดลงได้มากเท่าที่ควร ทั้งยังเป็นนโยบายที่ถูกผลักดันต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุครัฐบาลก่อนหน้าเกือบ 8-9 ปี ก็ยังทำไม่สำเร็จ ซึ่งมีหลายปัจจัยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
อีกด้าน ที่น่ากังวลขณะนี้คือ ‘ตลาดส่งออกรถยนต์’ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปัจจุบันไทยส่งออกรถไปตะวันออกกลางคิดเป็น 21% หรือราว 200,000 คัน ถือเป็น 1 ใน 4 ของตลาดหลัก
“แต่ความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่ง โดยเฉพาะสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือขนส่งจำนวนมากต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางตั้งแต่ 28 ก.พ. บางลำไปจอดรอที่อินเดียหรือสิงคโปร์ บางส่วนต้องขนสินค้ากลับ หรืออ้อมไปแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งทราบกันดีว่าเส้นทางนี้ต้องยอมจ่ายแลกต้นทุนพุ่งสูงถึงระดับ หลักล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว หรือ 5 เท่าตัว”
ท่ามกลางความผันผวนนี้ สุรพงษ์ เสนอให้ภาครัฐเร่ง ‘ประคองและกระตุ้น’ อุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งซัพพลาย ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ ‘ยิงนัดเดียวได้นกสองตัว’ โดยเฉพาะการผลักดันให้กำลังการผลิตรถยนต์ช่วยกระตุ้นการเติบโต GDP ไทยที่ไม่ควรโตต่ำไปมากกว่านี้ 2% และไม่ควรมุ่งเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ควรรวมถึงรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ด้วย เนื่องจากยังเป็นฐานการผลิตหลัก เป็นรายได้ เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ
“รถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทาน หากโรงงานสามารถเดินเครื่องได้เต็มสัปดาห์ เช่น ผลิตได้เพิ่มเป็น 20,000 คันต่อช่วงเวลา ก็จะช่วยให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ ขณะเดียวกันรัฐยังมีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น ทั้งจากตัวรถและโครงสร้างภาษีตามการปล่อยคาร์บอน”
ท้ายที่สุด เม็ดเงินส่วนนี้สามารถนำกลับไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเดินหน้าลงทุนต่อในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด วันนี้ (21 เม.ย.) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยว่า อยู่ระหว่างศึกษาและจัดทำรายละเอียดโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ก่อนรายงานให้ ดร.เอกนิติ รองนายกฯ และ รมว.คลัง รับทราบ พร้อมยืนยันว่า จะได้ข้อสรุปภายในกลางเดือนพฤษภาคม
พรชัย กล่าวอีกว่า เบื้องต้น กรมสรรพสามิตกำลังพิจารณาเงื่อนไข 2 ประการ
“อย่าลืมว่าเรามีโครงการที่เขาผลิตมาได้แล้วบางส่วน ก็ต้องดูว่าเขามีความสามารถในการผลิตส่วนที่เหลือได้มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องมาดูควบคู่กัน จะได้รู้ว่าจำนวนรถที่เหมาะสม ในการเข้าร่วมโครงการเป็นเท่าไร” พรชัยกล่าว
สำหรับราคารถยนต์ พรชัย ระบุว่า “ต้องมีการศึกษาต่อไป เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยหลายประการให้ต้องพิจารณา”
ส่วนวงเงินโครงการจะเป็นเท่าไรนั้น ‘ขึ้นอยู่กับจำนวนรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการว่าจะมีมากน้อยเพียงใด’
ทั้งนี้ พรชัยย้ำว่า จะเร่งดำเนินการจัดทำรายละเอียดโครงการให้เร็วที่สุด ก่อนเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางนโยบายต่อไป
ภาพ: Aris Suwanmalee G, New Africa / Shutterstock
The post เปิดเงื่อนไข ‘รถเก่าแลกรถใหม่ 2569’ หนุนคนไทยใช้ EV-ไฮบริด ลดฝุ่น PM2.5 คุ้มไหม หรืออาจได้ไม่คุ้มเสีย? appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (7 เมษายน) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิ […]
The post DSI ขยายผลคดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร พบยอดเรือต้องสงสัยพุ่ง 99 เที่ยว จับพิรุธวิ่งนานผิดปกติเส้นทางตะวันออก-ใต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (7 เมษายน) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยความคืบหน้าคดีกักตุนน้ำมันว่า DSI ได้หารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงานและกรมสรรพสามิต เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมุ่งเน้นการนำใบกำกับการขนส่งและหลักฐานการเสียภาษีต้นทาง มากะทบยอดกับปริมาณน้ำมันปลายทาง
จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่า ตัวเลขเที่ยวเรือต้องสงสัยในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ปรับเพิ่มขึ้นจาก 96 เที่ยว เป็น 99 เที่ยว เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งคัดแยกจำนวนเรือที่แท้จริง พร้อมคำนวณปริมาณน้ำมันทั้งดีเซลและเบนซินใหม่ทั้งหมด เพื่อเปรียบเทียบตัวเลขปริมาณน้ำมันจำนวน 57 ล้านลิตรที่สูญหายไปกลางทะเล ว่ามีการหดหายไปในขั้นตอนใด
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางเดินเรือหลักจากภาคตะวันออก (ชลบุรีและระยอง) ลงสู่ภาคใต้ (สุราษฎร์ธานี) เจ้าหน้าที่พบข้อพิรุธสำคัญ คือมีเรือบรรทุกน้ำมันบางลำใช้เวลาเดินทางนานผิดปกติ ซึ่งมีทั้งเรือที่บรรทุกน้ำมันชนิดเดียวและหลายชนิดปะปนกัน โดยหลังจากนี้จะนำข้อมูลไปขยายผลตรวจสอบประวัติจากทะเบียนเรือต่อไป
สำหรับประเด็นการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันแห่งอื่นๆ เพิ่มเติม ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนั้น หากมีความคืบหน้า ทาง DSI จะเร่งแจ้งให้สื่อมวลชนและสาธารณชนรับทราบในระยะต่อไป
The post DSI ขยายผลคดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร พบยอดเรือต้องสงสัยพุ่ง 99 เที่ยว จับพิรุธวิ่งนานผิดปกติเส้นทางตะวันออก-ใต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 เมษายน) พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าก […]
The post รมว.ยุติธรรม เผยเตรียมรับคดีกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษ พร้อมเร่งตรวจสอบตัวเลขน้ำมันหาย-จำนวนเรือสุราษฎร์ฯ หลังพบขนน้ำมัน 96 เที่ยว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 เมษายน) พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อติดตามคดีกักตุนน้ำมันว่า ภาพรวมผลการประชุมเป็นที่น่าพึงพอใจ โดยได้รับฟังคำชี้แจงจากอธิบดี DSI และคณะทำงานที่ได้รวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และกรมการขนส่งทางบก มาวิเคราะห์อย่างละเอียด ซึ่งการดำเนินการหลังจากนี้จะเร่งรัดคดีให้ดีที่สุด
ส่วนการจะรับเป็นคดีพิเศษเมื่อไรนั้น จะมีการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิอีกครั้ง โดยขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและดำเนินการสืบสวนคดีเบื้องต้นไว้แล้ว
สำหรับกรณีน้ำมันหายระหว่างขนส่งในทะเลที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พล.ต.ท. รุทธพลระบุว่า ได้นำข้อมูลของ ศรชล. มาหารือในวันนี้ด้วย ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำความผิดที่เชื่อมโยงกัน ก็จะรวบรวมทั้งหมดมาเป็นคดีพิเศษเพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกัน พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบจำนวนเรือที่ใช้ขนส่งน้ำมันใน 96 เที่ยวอย่างละเอียดว่ามีทั้งหมดกี่ลำ เนื่องจากบางลำอาจมีการวิ่งซ้ำหลายครั้ง
ส่วนความชัดเจนเรื่องตัวเลขน้ำมันที่หายไปนั้น พล.ต.ท. รุทธพล ยืนยันว่า ขณะนี้พบการกระทำความผิดการกักตุนน้ำมันอย่างแน่นอน แต่ตัวเลข 57 ล้านลิตรที่เคยแถลงไปนั้นเป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 เมษายน จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่สรุปตัวเลขที่ชัดเจนอีกครั้งภายใน 1-2 วันนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายก่อนจะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ
สำหรับกรณีบริษัท พี.ซี. สยามปิโตรเลียม จำกัด ที่ออกมาชี้แจงว่าไม่ได้กักตุนน้ำมันนั้น พล.ต.ท. รุทธพล ยืนยันว่าเมื่อตั้งเป็นคดีสืบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนสามารถเข้าไปสอบปากคำได้ทันที ซึ่งแม้จะรับฟังคำชี้แจงของบริษัท แต่ต้องยึดตามพยานหลักฐานและข้อกฎหมายเป็นหลัก โดยหลังจากนี้จะมีการเรียกทางบริษัทมาชี้แจงข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท. รุทธพล ได้เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวของ ศบก. ถึงกรณีของ จังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีการพบว่าน้ำมันหายระหว่างกระบวนการขนส่งไปเป็นจำนวน 57 ล้านลิตร จากการตรวจสอบพบเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางออกจากคลังน้ำมัน 6 แห่ง จำนวนทั้งสิ้น 96 เที่ยว โดยมีปริมาณน้ำมันที่ออกจากคลังน้ำมันทั้งหมด 217 ล้านลิตร แต่ในระหว่างการเดินทางพบว่ามีน้ำมันหายไปบางส่วน โดยไปถึงปลายทางใน จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพียง 160 ล้านลิตร เท่านั้น
The post รมว.ยุติธรรม เผยเตรียมรับคดีกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษ พร้อมเร่งตรวจสอบตัวเลขน้ำมันหาย-จำนวนเรือสุราษฎร์ฯ หลังพบขนน้ำมัน 96 เที่ยว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (1 เมษายน) ราชกิจจานุเบกษายังเผยแพร่คำสั่งนายกรั […]
The post นายกฯ ตั้ง ‘พิพัฒน์’ นั่งประธานคุมจัดส่งน้ำมันช่วงสงกรานต์ สกัดขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (1 เมษายน) ราชกิจจานุเบกษายังเผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 4/2569) โดยให้มีคณะกรรมการบริหารการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนในการเดินทางช่วงสงกรานต์
ทั้งนี้ให้พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานกรรมการ ร่วมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมสรรพสามิต ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ
ทั้งนี้ สั่ง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569
The post นายกฯ ตั้ง ‘พิพัฒน์’ นั่งประธานคุมจัดส่งน้ำมันช่วงสงกรานต์ สกัดขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปลัดคลังเผย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมเปิดลงทะเบียนใหม […]
The post ก.คลังเผยเตรียมเปิดลงทะเบียน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบใหม่ มิ.ย.-ก.ค นี้ เตือนเกณฑ์คัดเลือกจ่อเข้มขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปลัดคลังเผย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมเปิดลงทะเบียนใหม่ช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ ผู้มีสมาร์ทโฟนลงทะเบียนผ่านแอป ‘ทางรัฐ’ และ ‘ThaiD’ คาดเริ่มใช้จริงกันยายน ชงออกเกณฑ์ใหม่ สกัดคนจนไม่จริง
วันนี้ (1 เมษายน) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า เตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ ซึ่งคาดจะมีผู้ได้รับสิทธิ์น้อยลง จากการออกเกณฑ์คัดเลือกใหม่ เพื่อสกัดคนจนไม่จริง โดยยังคงเกณฑ์รายได้บุคคลไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี เช่นเดิม
ทั้งนี้ ลวรณคาดว่าจะเริ่มใช้สิทธิ์ได้ไม่เกินเดือนกันยายนนี้ เนื่องจากจะมีการเริ่มเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการฯ ในช่วงปลายของงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569
สำหรับการลงทะเบียนรอบใหม่ ผู้ที่มีสมาร์ทโฟนจะเปิดดำเนินการผ่าน แอป ‘ทางรัฐ’ และแอป ‘ThaiD’ เพื่อนำข้อมูลไปตรวจสอบใน Data Lake สำหรับผู้ไม่มีสมาร์ทโฟนจำเป็นต้องไปลงทะเบียนผ่านธนาคารของรัฐ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเป็นระยะเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ และใช้เวลาตรวจสอบคุณสมบัติอีกประมาณ 2-3 เดือน
ทั้งนี้ ปัจจุบัน มีผู้ลงทะเบียนในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน คิดเป็นงบประมาณรายจ่ายเดือนละ 4,700 ล้านบาท
ลวรณยังกล่าวว่า หลังเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดว่าผู้ใช้สิทธิ์จะลดลง เพราะเกณฑ์จะเข้มงวดขึ้น
“เดิมทีการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องกรอกเอกสาร 7-8 หน้า แต่การลงทะเบียนใหม่จะใช้แค่ชื่อกับเลขบัตรประชาชน เพื่อไปตรวจสอบข้อมูลใน Data Lake” ลวรณกล่าว
ทั้งนี้ Data Lake เป็นโครงการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เชื่อมฐานภาษี ฐานข้อมูลรายจ่าย รายรับต่างๆ ของประชาชนคนไทยกว่า 60.8 ล้านคน และนิติบุคคลกว่า 600,000 กิจการ
ปัจจุบัน กระทรวงการคลังได้เชื่อมข้อมูลกับหน่วยงานภายในสังกัดแล้ว เช่น กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ตลอดจนหน่วยงานภายนอก เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และไปรษณีย์ไทย โดยสำเร็จแล้ว 20 องค์กร
ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นจุดตั้งต้นในการต่อยอด อารีย์ สกอร์ (Ari Score) เพื่อนำไปสู่ Negative Income Tax (NIT) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดึงคนเข้าระบบภาษี
The post ก.คลังเผยเตรียมเปิดลงทะเบียน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบใหม่ มิ.ย.-ก.ค นี้ เตือนเกณฑ์คัดเลือกจ่อเข้มขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปลัดคลังเผยกองทุนน้ำมันฯ ขอคลังค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสน […]
The post ปลัดคลังเผยจ่อแก้กฎหมายขยายวงเงินกู้กองทุนน้ำมันเป็น 1.5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปลัดคลังเผยกองทุนน้ำมันฯ ขอคลังค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนล้าน ผ่านการออก พ.ร.ฎ. ขยายวงเงิน และออกพ.ร.ก. ให้คลังค้ำ เบื้องต้นประเมินจะส่งผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ราว 1% ย้ำจะเร่งบรรจุเข้าที่ประชุมครม. นัดแรกทันที คาดพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ไม่ล่าช้า
วันนี้ (31 มีนาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ทำเรื่องยื่นขอให้กระทรวงการคลังช่วยค้ำประกันเงินกู้วงเงิน 1.5 แสนล้าน เพื่อเปิดทางให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถรองรับความผันผวนของราคาพลังงานได้มากขึ้น โดยขั้นตอนดังกล่าว จะดำเนินการผ่านการแก้กฎหมาย 2 ส่วน ดังนี้
1.) ออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ขยายวงเงินให้กองทุนน้ำมันฯ สามารถกู้เงินเองได้เป็นวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ 4 หมื่นล้านบาท เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งอาจมีการขยายวงเงินได้อีก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยตัวเลข 1.5 แสนล้านนี้ ลวรณระบุว่าเป็นการอิงตามสถานการณ์รอบก่อนในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กองทุนน้ำมันฯ เคยติดลบกว่า 130,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ มาตรา 26 ของ พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กำหนดไว้ว่า กองทุนน้ำมันฯ ต้องมีจำนวนเงินเพียงพอเพื่อใช้ในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมี
ประสิทธิภาพ รวมเงินกู้ ไม่เกิน 40,000 ล้านบาท
2.) ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เปิดทางให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมัน โดยกระทรวงพลังงานจะเป็นผู้เสนอวงเงินการค้ำประกัน เบื้องต้น ประเมินว่า เงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท กระทบหนี้สาธารณะราว 1% ของ GDP ภายใต้สมมติฐานที่ขนาดเศรษฐกิจไทย (GDP) อยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พบว่า หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 66.09% ในกุมภาพันธ์ 2569
สำหรับขั้นตอนต่อไป ลวรณระบุว่า จะต้องมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายหนี้สาธารณะ เพื่อบรรจุหนี้ในแผนของสบน. เพราะถ้าไม่อยู่ในแผนของ สบน. ก็จะกู้ไม่ได้ จากนั้นจึงเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ เมื่ออนุมัติแล้วก็จะเริ่มกระบวนการหาแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสม
โดยลวรณเชื่อว่า แผนการดังกล่าวจะถูกเสนอทันทีในที่ประชุม ครม. นัดแรก ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 7-9 เมษายนนี้
ทั้งนี้ รัฐบาลจะยังออกมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลหรือไม่ ลวรณกล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณา โดยลวรณย้ำว่า การบริหารราคาน้ำมัน ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลต้องการให้ราคาน้ำมันสุดท้ายเป็นเท่าไร และจะใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนที่อัตราเท่าไร
เบื้องต้น ลวรณมองว่า กองทุนน้ำมันเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าภาษีสรรพสามิต โดยภาษีสรรพสามิตน้ำมัน มีเพดานการช่วยเหลือจำกัดเพียง 6-7 บาทเท่านั้น แต่กองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดชดเชยราคาน้ำมันได้สูงถึง 19 บาทต่อลิตรแล้ว และที่ผ่านมาเคยชดเชยราคากว่า 25 บาทต่อลิตรอีกด้วย
นอกจากนี้ ลวรณยังยืนยันอีกด้วยว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 จะยังใช้ได้ตามปกติในเดือนกันยายน ไม่มีการล่าช้า
“สำนักงบประมาณยืนยันว่าไม่ล่าช้าครับ และตอนนี้เราได้รัฐบาลเร็ว ยังไงก็ไม่ล่าช้าครับ” ลวรณกล่าว
พร้อมระบุอีกด้วยว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 จะไม่มีการแบ่งเพื่อเยียวยาภาวะสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากยังไม่เกิดภาวะดังกล่าวในการจัดทำงบประมาณ
สำหรับภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ลวรณกล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ศึกษาไว้นานแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังพบว่า การจัดเก็บรูปแบบดังกล่าวสามารถใช้ได้แค่บางเรื่อง เช่น เก็บภาษีที่ดินซึ่งมีราคาสูงขึ้นหลังมีถนนตัดผ่าน
โดยการเก็บภาษีเมื่อสินทรัพย์มีราคาสูงขึ้น ลวรณมองว่ามีลักษณะคล้ายกับภาษีกำไรส่วนต่างราคา (Capital Gain Tax) ซึ่งเป็นมาตรการภาษีที่มีข้อถกเถียงว่า จะคืนทุนอย่างไรเมื่อส่วนต่างราคาติดลบ จนทำให้ทุกวันนี้ ประเทศไทยยังไม่สามารถเก็บภาษีกำไรส่วนต่างราคาได้
The post ปลัดคลังเผยจ่อแก้กฎหมายขยายวงเงินกู้กองทุนน้ำมันเป็น 1.5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (29 มีนาคม) รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำส […]
The post รัฐบาลกางแผนบริหารจัดการน้ำมัน สร้างความมั่นใจช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยืนยันเอาจริงปราบกักตุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (29 มีนาคม) รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น จึงขอยืนยันว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการและติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดในหลายมาตรการสำคัญ เพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเพียงพอ
ในด้านการกระจายน้ำมัน รัฐบาลได้วางแผนเชิงรุก โดยเพิ่มการกระจายน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อกระจายภาระจากสถานีบริการ พร้อมกำชับให้ผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น และจัดเตรียมรถขนส่งน้ำมันสำรองในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง รวมถึงจัดจุดบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ ยังอำนวยความสะดวกในการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตราการสำรองน้ำมันจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า
ขณะเดียวกัน ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานการณ์น้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือเว็บไซต์https://fuel-now.doeb.go.th/ เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น
ในมิติการจัดหาพลังงาน รัฐบาลเร่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันจากหลายภูมิภาคทั่วโลก เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยกระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ใช้กลไกทางการทูตและการเจรจาเชิงรุก ประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เช่น บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับโรงกลั่นในประเทศ
สำหรับปริมาณน้ำมันในระบบ กระทรวงพลังงานยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันที่จะเข้าสู่น่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีน้ำมันเข้าสู่ระบบมากกว่า 24 ล้านบาร์เรล และในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 8.96 ล้านบาร์เรล เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ
พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าปราบปรามการกักตุนน้ำมันอย่างเข้มงวด โดยเมื่อวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) บูรณาการร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั้งรายใหญ่และรายย่อยในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
ผลการตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดสระบุรี พบจุดต้องสงสัย 3 จุด ลักลอบกักตุนและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวม 31,299 ลิตร โดยไม่มีใบอนุญาต และได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย
นอกจากนี้ กรมสรรพสามิต ยังบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือ เข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พบการครอบครองน้ำมันดีเซลจำนวน 85,000 ลิตร โดยไม่สามารถแสดงที่มาได้ จึงดำเนินคดีตามกฎหมาย และมีการปรับรวมกว่า 3.85 ล้านบาท
รัชดา กล่าวย้ำว่า รัฐบาลเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนและภาคขนส่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างเต็มที่ โดยเร่งเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการเริ่มคลี่คลาย พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย เพื่อไม่ให้เอาเปรียบประชาชนในช่วงวิกฤต
The post รัฐบาลกางแผนบริหารจัดการน้ำมัน สร้างความมั่นใจช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยืนยันเอาจริงปราบกักตุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปลัดคลังเผยครม.เห็นชอบให้ลดภาษีสรรพสามิตเฉพาะดีเซล ไม่ร […]
The post ปลัดคลังเผย ครม.เห็นชอบลดภาษีสรรพสามิตแล้ว เฉพาะดีเซล ไม่รวมเบนซิน เตรียมส่งต่อกฤษฎีกา-กกต. appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปลัดคลังเผยครม.เห็นชอบให้ลดภาษีสรรพสามิตเฉพาะดีเซล ไม่รวมเบนซิน เตรียมส่งต่อกฤษฎีกา-กกต. ย้ำไม่มีการพูดคุยภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ในครม.นัดพิเศษ
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษวันนี้ ที่ประชุมได้สั่งการให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับลดเฉพาะภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเท่านั้น ยังไม่รวมน้ำมันเบนซิน โดยมาตรการดังกล่าว ถือว่าผ่านการอนุมัติของ ครม. แล้ว เตรียมส่งต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
สำหรับเกณฑ์ในการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลวรณกล่าวว่า ต้องให้กรมสรรพสามิตซึ่งเป็นเจ้าของภาษีส่วนนี้พิจารณา ว่าจะมีเกณฑ์ปรับลดในอัตราเท่าไร เป็นเวลานานแค่ไหน ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์น้ำมันโลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน
อย่างไรก็ตาม ลวรณระบุว่า เบื้องต้นจะเป็นการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงชั่วคราว เพื่อให้มีการพิจารณาอีกครั้งหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่
โดยขั้นตอนต่อไป รัฐบาลรักษาการจะต้องทำการปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และขอการอนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน จึงจะสามารถดำเนินการออกประกาศสรรพสามิตได้
ลวรณกล่าวว่าปัจจุบัน กระทรวงการคลังมีการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอยู่ที่อัตรา 5-6 บาทต่อลิตร แล้วแต่ประเภทของน้ำมันดีเซล หากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันออกไป 6 บาท ก็จะช่วยลดราคาน้ำมันได้เต็มหน่วยที่ 6 บาท
“สมมุติราคาน้ำมัน 40 บาท มันก็มีภาษีอยู่ 6 บาท ถ้าเอาออกบาทนึงมันก็เหลือ 39 ออก 2 บาทมันก็เหลือ 38 อย่างนี้ มันก็ตรงไปตรงมา แค่นั้นเอง เป็นอย่างนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะลด 5-6 บาทนะ” ลวรณกล่าว
หากมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในอัตรา 1 บาทต่อลิตร ลวรณระบุว่า รัฐจะสูญเสียรายได้ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินลง 1 บาทต่อลิตร รัฐจะสูญเสียรายได้ 800 ล้านบาทต่อเดือน
ทั้งนี้ ลวรณกล่าวว่า ในที่ประชุมครม. นัดพิเศษวันนี้ ยังไม่มีการพูดถึงการเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) กับโรงกลั่นน้ำมัน ถึงแม้อย่างนั้น กระทรวงการคลังก็ได้ศึกษาแนวทางไว้อยู่แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยแนวทางภาษีล่วงหน้า
สำหรับแผนการจัดเก็บรายได้เพิ่ม เพื่อรักษาวินัยการคลัง ชดเชยผลกระทบของการลดภาษี ลวรณกล่าวว่าจะต้องพิจารณาในระยะยาว โดยต้องคอยประเมินผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ลวรณยังระบุว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางมีผลพวงให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มเช่นกัน โดยยกตัวอย่างภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) ซึ่งสามารถจัดเก็บจากสินค้านำเข้าได้เพิ่มขึ้น หลังอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนลงจากผลพวงของสงคราม สุดท้ายแล้ว สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอีกทีว่ากระทบต่อการจัดเก็บรายได้มากน้อยเพียงใด
“ถ้าติดลบ แล้วจะหารายได้อื่นทดแทนด้วยอะไร เราต้องใช้ความพยายามถึงที่สุดที่จะทำให้ได้ตามเป้าที่ได้รับ” ลวรณกล่าว
สำหรับมาตรการอื่นๆ ที่รัฐบาลประกาศออกมาเพื่อรับมือวิกฤตน้ำมัน ลวรณกล่าวว่า มาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอีก 100 บาท เป็น 400 บาทต่อเดือน ยังไม่ทราบว่าจะเติมเงินเข้าวันไหน แต่ยืนยันว่าจะเติมในเดือนเมษายน โดยมีหลักการ คือ ถ้าเงินเข้าวันที่ 3 เมษา ก็จะอยู่ได้ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม
พร้อมระบุว่า ถ้า กกต. อนุมัติให้ก็ดำเนินการ กระทรวงการคลังก็จะเบิกเงินงบประมาณมาใส่บัตรสวัสดิการได้เลย แม้ต้องใช้เวลา แต่ลวรณคาดว่าจะไม่นาน เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องรีบดูแล
ส่วนสินเชื่อดูแลภาคอุตสาหกรรม ลวรณระบุว่า กระทรวงการคลังมอบนโยบายให้ ธนาคารออมสินพยายามดูแลอุตสาหกรรมตลอดซัปพลายเชน โดยพยายามเน้น SME เป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดเผยเกณฑ์การปล่อย Soft Loan ในภายหลัง เบื้องต้นวงเงิน 10,000 ล้านบาท
“เดี๋ยวก็จะมีเกณฑ์ออกมา วันนี้เราได้คุยกับออมสินเบื้องต้นว่า วงเงินที่เราจะใช้ตอนนี้เรามองประมาณสักหมื่นล้าน ออมสินบอกจัดให้ได้” ลวรณกล่าว
ส่วนมาตรการให้เงินอุดหนุน กลุ่มขนส่งและรถโดยสารสาธารณะ ลวรณกล่าวว่าจะใช้งบกลาง วงเงิน 1,000 กว่าล้าน โดยเป็นการชดเชยตามการใช้จริงที่พิกัดใน GPS ซึ่งข้อเสนอวันนี้ยังไม่ได้จำกัดเพดานวงเงินอุดหนุน และคาดว่าจะออกมาได้เร็ว เพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงสงกรานต์
The post ปลัดคลังเผย ครม.เห็นชอบลดภาษีสรรพสามิตแล้ว เฉพาะดีเซล ไม่รวมเบนซิน เตรียมส่งต่อกฤษฎีกา-กกต. appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (26 มีนาคม) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ […]
The post สรุป ‘7 มาตรการ’ สู้วิกฤตน้ำมันแพง กระทรวงการคลังเล็งลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (26 มีนาคม) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ณ ศูนย์ ศบก. ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล มีมติเห็นชอบในหลักการ 7 มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ครอบคลุมทั้งกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง และ SME โดยเน้นการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มกำลังซื้อในระยะสั้น
ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการเหล่านี้มุ่งเน้นการดูแลประชาชนและภาคธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตพลังงาน โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้
1. ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
กระทรวงการคลังพิจารณาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันกรมสรรพสามิตกำลังหารือด้านข้อกฎหมายกับคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ โดยเบื้องต้นพบว่า กระบวนการคือให้ครม.มีมติอนุมัติ แล้วต้องส่งไปยังคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาต่อ และหากกกต.อนุญาตก็สามารถลดภาษีได้เลย แต่ถ้าไม่อนุญาตก็รอรัฐบาลใหม่
2. เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
เพิ่มวงเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้าไปในวงเงินซื้อสินค้าจาก 300 บาทต่อเดือนต่อคน เพิ่มอีก 100 บาท รวมเป็น 400 บาทต่อเดือนต่อคน สำหรับระยะเวลา เบื้องต้นคาดว่าจะมีผลนาน 1 เดือน และจะประเมินสถานการณ์เพื่อพิจารณาต่ออายุมาตรการอีกครั้ง หลังเป็นรัฐบาลใหม่
3. มาตรการช่วยกลุ่มขนส่งและสาธารณะ
มาตรการพุ่งเป้า เพื่อดูแลค่าโดยสารและค่าขนส่ง ซึ่งได้รับลดผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นโดยตรง โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มรถบรรทุกสินค้า และกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ
เนื่องจากกลุ่มรถบรรทุกสินค้ามีระบบ GPS ติดตามการใช้งาน อยู่แล้ว รัฐบาลสามารถโอนเงินอุดหนุนผ่านพร้อมเพย์ ตามจำนวนที่ใช้จริง
ส่วนกลุ่มรถโดยสารขนาดเล็ก และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จำเป็นต้องลงทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเข้าระบบการติดตาม (Tracking)
4. พยุงราคาปุ๋ยเพื่อเกษตรกร
ลดภาระต้นทุนให้เกษตรกรผ่าน 2 กลไกหลัก:
5. น้ำมัน B20 สำหรับภาคประมง
ช่วยเหลือชาวประมงให้เข้าถึง ‘น้ำมัน B20’ ในราคาที่ต่ำกว่าอัตราปกติประมาณ 5 – 6 บาทต่อลิตร เพื่อให้ภาคการประมงสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ท่ามกลางภาวะต้นทุนพลังงานสูง
6. เยียวยาคู่สัญญาภาครัฐ
ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่รับงานโครงการภาครัฐที่อาจประสบปัญหาขาดสภาพคล่องหรือขาดแคลนเชื้อเพลิงในการเดินเครื่องจักร:
7. ออมสินเตรียมออก Soft Loan 10,000 ล้านบาท เสริมสภาพคล่อง SME
ธนาคารออมสินเตรียมวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) รวม 10,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือรายย่อยและ SME ที่ได้รับผลกระทบ ตลอดซัพพลายเชน โดยเน้นการเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจไม่สะดุด ซึ่งรายละเอียดเกณฑ์การกู้จะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์
The post สรุป ‘7 มาตรการ’ สู้วิกฤตน้ำมันแพง กระทรวงการคลังเล็งลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (23 มีนาคม) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บั […]
The post ผบ.ตร. นั่งหัวโต๊ะถกบอร์ดบริหาร สั่งรับมือวิกฤตพลังงาน-คุมเข้มปราบกักตุนน้ำมันทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (23 มีนาคม) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เป็นประธานในการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูง อาทิ รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ, ผู้ช่วย ผบ.ตร. และผู้บัญชาการทุกหน่วยทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม รวมถึงการประชุมทางไกลผ่านระบบ Video Conference
ในการประชุมครั้งนี้ ผบ.ตร. ได้มอบนโยบายและข้อสั่งการสำคัญ เพื่อให้ทุกหน่วยงานในสังกัดยึดถือและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้:
1. รับมือวิกฤตตะวันออกกลางและมาตรการด้านพลังงาน
เพื่อให้สอดรับกับการเฝ้าระวังสถานการณ์ของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดมาตรการรองรับผลกระทบด้านพลังงานอย่างรอบด้าน ได้แก่
2. เดินหน้าพัฒนางานสอบสวน
สืบเนื่องจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้อนุมัติกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวน ผบ.ตร. จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และคณะ ลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจกับข้าราชการตำรวจ พร้อมกำชับให้พนักงานสอบสวนทุกนายปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามกรอบระเบียบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดอย่างเคร่งครัด
3. ยกระดับการเผชิญเหตุและบริหารวิกฤตการณ์
ผบ.ตร. เน้นย้ำให้ทุกหน่วยฝึกซ้อมยุทธวิธีในการเผชิญเหตุ โดยยึดหลักความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และการใช้กำลังที่เหมาะสม ได้สัดส่วนกับสถานการณ์ โดยให้ยึดถือแนวทางตามแผนกรกฎ/67 อย่างเคร่งครัด หัวหน้าหน่วยต้องสามารถบริหารเหตุวิกฤตไม่ให้ลุกลามขยายวงกว้างได้
นอกจากนี้ ยังสั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และตำรวจภูธรภาค 1-9 ถอดบทเรียนจากคดีสำคัญต่างๆ ทั้งการติดตามผู้ต้องสงสัย การสังเกตพฤติกรรม สัญลักษณ์ทางร่างกาย หรือสัญญาณมือ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP/Best Practice) ที่มีประสิทธิภาพต่อไป
ในตอนท้าย ผบ.ตร. ได้กำชับให้ทุกหน่วยสำรวจฐานข้อมูลข้าราชการตำรวจที่ทุพพลภาพ บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือครอบครัวที่กำลังเดือดร้อน เพื่อร่วมกับสมาคมแม่บ้านตำรวจลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ และสร้างรายได้ในระยะยาว ภายใต้โครงการครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน พร้อมกันนี้ ได้กล่าวขอบคุณข้าราชการตำรวจที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ (เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด) ในเดือนเมษายน 2569 โดยยกย่องว่าการทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ตลอดมา ถือเป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อองค์กร และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับตำรวจรุ่นหลังสืบไป
The post ผบ.ตร. นั่งหัวโต๊ะถกบอร์ดบริหาร สั่งรับมือวิกฤตพลังงาน-คุมเข้มปราบกักตุนน้ำมันทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความคืบหน้าจากกรณีที่เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกตรวจค้นคลัง […]
The post สรุปปฏิบัติการแกะรอยน้ำมันแพงจากสิงห์บุรีสู่คลังอ่างทอง ยึด 3.3 แสนลิตร ขยายผลเครือข่ายลักลอบขนส่ง สอบต่อปมกักตุนสินค้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความคืบหน้าจากกรณีที่เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกตรวจค้นคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในจังหวัดอ่างทอง ยึดน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 3.3 แสนลิตร มูลค่ากว่า 12.5 ล้านบาท หลังพบเบาะแสเชื่อมโยงปั๊มน้ำมันในจังหวัดสิงห์บุรีฉวยโอกาสขายน้ำมันราคาแพงเกินจริง พบพฤติการณ์ลักลอบเปลี่ยนเส้นทางขนส่งและเอกสารไม่ครบถ้วน จ่อขยายผลฟันข้อหากักตุนสินค้าและค้ากำไรเกินควร
การบุกตรวจค้นครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นจากข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับการฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมันของปั๊มแห่งหนึ่งในจังหวัดสิงห์บุรี ที่จำหน่ายน้ำมันดีเซลสูงถึงลิตรละ 40.50 บาท เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการขยายผลเส้นทางการค้า พบว่าน้ำมันล็อตดังกล่าวถูกรับซื้อมาจากบริษัทจำหน่ายน้ำมันในอำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง โดยมีการกล่าวอ้างต้นทุนที่สูงถึงลิตรละ 39.50 บาท
นำมาสู่ปฏิบัติการเมื่อวันที่ 19-20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ., ตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พลังงานและพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของ บริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ผลการตรวจค้นพบน้ำมันเชื้อเพลิงกักตุนอยู่รวมทั้งสิ้น 331,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่ากว่า 12.5 ล้านบาท แบ่งเป็น:
จากการตรวจสอบเอกสาร พบความผิดปกติอย่างชัดเจน เมื่อบริษัทไม่สามารถนำเอกสารการขนส่งและแหล่งที่มาของน้ำมันมาแสดงได้ครบถ้วน ข้อมูลเชิงลึกระบุว่า บริษัท วี เอ ออยล์ จำกัด ได้สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากคลังน้ำมัน IRPC จำนวน 7 ครั้ง โดยระบุปลายทางในเอกสารว่าจะขนส่งไปยังคลังในกรุงเทพมหานคร แต่กลับมีพฤติการณ์ลักลอบนำน้ำมันมาถ่ายเทลงที่คลังของ บริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ในจังหวัดอ่างทองโดยไม่มีใบกำกับการขนส่งที่ถูกต้อง
สำหรับการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเบื้องต้นผ่านรถปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile Lab) โดยศูนย์ปราบปรามน้ำมันเชื้อเพลิง ตำรวจภูธรภาค 1 พบว่าน้ำมันทุกชนิดมีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำมันของกลางทั้งหมดส่งไปยังกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดอีกครั้ง หากพบว่ามีการปลอมปนหรือไม่ได้มาตรฐาน จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมทันที
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังบูรณาการข้อมูลร่วมกับตำรวจทางหลวง ตำรวจน้ำ กระทรวงพาณิชย์ และกรมสรรพสามิต เพื่อสืบสวนเชิงลึกว่าพฤติการณ์ของ บริษัท วี เอ ออยล์ จำกัด ที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายเปลี่ยนเส้นทางขนส่งโดยไม่มีเหตุผลอันควรนั้น มีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน หรือเป็นการจงใจฉวยโอกาสกักตุนสินค้าเพื่อค้ากำไรเกินควรในช่วงวิกฤตพลังงานหรือไม่
รวมไปถึงการตรวจสอบความถูกต้องของการเสียภาษีสรรพสามิตของน้ำมันล็อตดังกล่าว หากพบความผิด เจ้าหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดเพิ่มเติมอย่างเด็ดขาดต่อไป
The post สรุปปฏิบัติการแกะรอยน้ำมันแพงจากสิงห์บุรีสู่คลังอ่างทอง ยึด 3.3 แสนลิตร ขยายผลเครือข่ายลักลอบขนส่ง สอบต่อปมกักตุนสินค้า appeared first on THE STANDARD.
]]>