กรมสรรพสามิต Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กรมสรรพสามิต/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 07 May 2026 09:39:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดข้อเสนอโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ จากสมาคมยานยนต์ฯ ถึงรัฐบาล ชงรัฐอัดฉีดส่วนลด 8.5 หมื่นบาทต่อคัน https://thestandard.co/old-car-new-car-taia-proposal/ Thu, 07 May 2026 02:44:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1204580 ภาพมุมหน้าของรถยนต์เกียรุ่นเก่า มีข้อความว่า "เปิดข้อเสนอ ‘รถเก่าแลกใหม่’ จากสมาคมยานยนต์ฯ ชงรัฐอัดฉีดส่วนลด 8.5 หมื่นบาทต่อคัน"

เปิดข้อเสนอโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ จากสมาคมยานยนต์ฯ ถ […]

The post เปิดข้อเสนอโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ จากสมาคมยานยนต์ฯ ถึงรัฐบาล ชงรัฐอัดฉีดส่วนลด 8.5 หมื่นบาทต่อคัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมหน้าของรถยนต์เกียรุ่นเก่า มีข้อความว่า "เปิดข้อเสนอ ‘รถเก่าแลกใหม่’ จากสมาคมยานยนต์ฯ ชงรัฐอัดฉีดส่วนลด 8.5 หมื่นบาทต่อคัน"

เปิดข้อเสนอโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ จากสมาคมยานยนต์ฯ ถึงรัฐบาล ชงรัฐอุดหนุน 8.5 หมื่นบาทต่อคัน จี้ดึง ‘กระบะ’ เข้าร่วม เหตุเป็นกระดูกสันหลังเศรษฐกิจ ที่ใช้ชิ้นส่วนในไทยกว่า 90% วอนรัฐเร่งความชัดเจน หลังข่าวคลุมเครือทำยอดจองรถชะงัก ขณะที่ KResearch ถอดบทเรียนความสำเร็จจากต่างประเทศ แนะรัฐยืดเวลาโครงการให้นานพอ หวังดึงคนร่วมโครงการเพิ่ม หากงบอุดหนุนมีจำกัด

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เปิดที่มา ‘โครงการรถเก่าแลกรถใหม่’

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เตรียมผลักนโยบาย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อให้คนได้เปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฮบริดและรถไฟฟ้า เพื่อช่วยลดมลพิษ PM 2.5

 

โดยเบื้องต้นได้มอบหมายให้กับทางปลัดกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตร่วมกันพิจารณาออกแบบนโยบาย และมีเงื่อนไขคร่าวๆ ดังนี้

 

  • รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ตามเกณฑ์ของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ไฮบริด (HEV) รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ

 

สำหรับลักษณะการอุดหนุน ดร.เอกนิติระบุว่า จะทำการอุดหนุนผ่านผู้ประกอบการ และทอนมาเป็นส่วนลดราคาขายรถยนต์ใหม่ พร้อมกับการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำควบคู่กันไป

 

“เหมือนญี่ปุ่นที่เขาเอารถเก่าแลกรถใหม่ แล้วก็ส่งออกรถไปประเทศที่ต้องการรถยนต์ เราก็จะออกแบบลักษณะเดียวกัน แต่ที่สำคัญคือ เราจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว

 

สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า จุดเริ่มต้นของ ‘โครงการรถเก่าแลกรถใหม่’ ไม่ได้มาจากแนวคิดเรื่องการแลกรถเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการศึกษาเรื่องการจัดการซากรถยนต์เมื่อหมดอายุการใช้งานอย่างถูกวิธี หรือ End of Life Vehicle (ELV) เนื่องจากประเทศไทยมีปัญหารถเก่าสะสมจำนวนมาก ก่อให้เกิดมลพิษสูงและขัดต่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) รัฐบาลจึงมุ่งเป้าไปที่การกำจัดรถเก่าที่มีอายุ 25-30 ปีขึ้นไป

 

แต่เมื่อผนวกกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ โดยเฉพาะยอดขายรถกระบะที่หดตัวลงกว่าครึ่งในช่วง 3 ปีหลัง จากที่เคยขายได้ปีละ 3 แสนคัน เหลือเพียง 1.5 แสนคัน ดังนั้น แนวคิดการทำ Trade In จึงถูกนำมาใช้เป็นโครงการนำร่องเพื่อดึงรถเก่าออกจากระบบและกระตุ้นยอดขายรถใหม่ไปพร้อมกัน

 

อย่างไรก็ตาม บริบทของภาครัฐในปัจจุบันได้พุ่งเป้าไปที่เรื่องวิกฤตพลังงาน จากสงครามในตะวันออกกลาง รัฐบาลจึงต้องการลดการใช้น้ำมันของประเทศ และมีแนวโน้มที่จะตีกรอบให้สิทธิเฉพาะการแลกซื้อกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) ได้แก่ Hybrid, PHEV และ BEV เท่านั้นในเฟสแรก

 

นอกจากนี้ สุวัชร์ยังเผยว่า ภาครัฐยังอาจมีแนวคิดที่จะนำรถเก่าบางส่วนส่งออกไปขายในต่างประเทศแทนการนำไปทำลายทิ้งอีกด้วย

 

เปิด Proposal จากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่เสนอต่อรัฐบาล

 

สุวัชร์กล่าวอีกว่า ในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ได้ยื่นข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ดังนี้

 

  • เสนอให้รัฐจ่ายเงินอุดหนุน (Subsidy) ที่ประมาณ 85,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ประเมินจากราคาเฉลี่ยของรถเก่า 25 ปีในท้องตลาด เพราะหากให้เงินอุดหนุนน้อยกว่ามูลค่าตลาดหรือน้อยกว่าการนำไปขายเป็นเศษเหล็ก ผู้บริโภคก็จะไม่ยอมนำรถมาเข้าโครงการเพื่อทำลายซาก

 

  • แยกเงินอุดหนุนรถเก่า (Subsidy) ออกจากมาตรการลดหย่อนภาษี สมาคมฯ เสนอให้รัฐจ่ายเงินอุดหนุนตรงให้กับผู้ถือครองรถเก่าที่ยินยอมนำรถมาทำลาย เพื่อนำเงินก้อนนี้ไปสมทบซื้อรถใหม่ นอกเหนือจากการทำแคมเปญลดแลกแจกแถมของค่ายรถ ซึ่งจะจูงใจได้มากกว่ามาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้

 

  • ขยายสิทธิรวมถึงรถกระบะ (B20 / ยูโร 5): แม้รัฐจะเล็งเฉพาะกลุ่ม xEV แต่สมาคมฯ เสนอให้รวมรถกระบะที่รองรับน้ำมัน B20 เข้าไปด้วย เนื่องจากกว่าร้อยละ 50 ของรถเก่าควันดำบนท้องถนนคือรถกระบะ หากตัดรถกลุ่มนี้ออก โครงการจะหายไปครึ่งหนึ่งทันที นอกจากนี้ รถกระบะยังเป็น “กระดูกสันหลัง” ของระบบเศรษฐกิจไทย มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) สูงกว่า 90% การกระตุ้นกลุ่มนี้จะช่วยต่อลมหายใจให้กับ Supply Chain และ SME ทั้งระบบ

 

  • กำหนดเงื่อนไขสกัดนักเก็งกำไร เพื่อป้องกันพ่อค้าคนกลางกว้านซื้อรถเก่ามาเพื่อฟันกำไร สมาคมฯ เสนอให้กำหนดเงื่อนไขการใช้สิทธิให้ชัดเจน เช่น อนุญาตให้โอนสิทธิแลกรถใหม่ได้เฉพาะในกลุ่มเครือญาติ พ่อแม่ หรือลูก เท่านั้น

 

  • ออกมาตรการสินเชื่อเพื่อประชาชนควบคู่ เนื่องจากผู้ครอบครองรถเก่าส่วนใหญ่มักไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอในการวางเงินดาวน์รถใหม่ จึงเสนอให้รัฐบาลจับมือกับสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน หรือ บสย. เพื่อปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและมีกลไกค้ำประกันให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

  • ระยะเวลาโครงการต้องยาวนานพอ ควรมีระยะเวลาดำเนินการอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ประชาชนมีเวลาไตร่ตรองและตัดสินใจ

 

คาดการณ์เป้าหมาย หวัง 59,000 คัน นำร่องเฟสแรก

 

สำหรับขอบเขตอายุรถที่เข้าร่วมโครงการ สุวัชร์เปิดเผยว่า จากการตั้งสมมติฐานของภาครัฐ อาจมีการพิจารณารถเก่าที่อายุประมาณ 13 ปี หรือกลุ่มรถที่มาตรฐานต่ำกว่ายูโร 4 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ในระบบถึง 21 ล้านคัน (แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 4 ล้านกว่าคัน และกระบะเกือบ 7 ล้านคัน ในกลุ่มที่ต่ำกว่ายูโร 3)

 

หากพิจารณาบนพื้นฐานที่มีการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐ สมาคมฯ ประเมินว่าอัตราการเปลี่ยนรถจะอยู่ที่ประมาณ 1.5% หรือคิดเป็นจำนวนรถเข้าร่วมโครงการในเฟสแรกราว 59,000 คัน แบ่งเป็นรถกระบะ 33,000 คัน และรถยนต์นั่ง 25,000 คัน

 

นอกจากนี้ ในแง่ของการรองรับการทำลายซากรถอย่างถูกวิธี ปัจจุบันไทยมีบริษัทที่ได้มาตรฐานพร้อมดำเนินการประมาณ 5-6 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัท กรีน เมทัลส์ ในเครือโตโยต้า ทูโช ที่นำโมเดลจากญี่ปุ่นมาใช้จัดการขยะอันตรายและสารทำความเย็นอย่างถูกต้อง

 

ขณะที่แหล่งข่าวจากในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากการหารือกับรัฐบาล กรมสรรพสามิต และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ‘รถใหม่แลกรถเก่า’ พบว่า ตุ๊กตาที่กรมสรรพสามิตเสนอมามีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

 

  • คาดว่าจะกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการอยู่ที่ 10,000-20,000 คัน
  • อายุรถเก่าที่เข้าร่วมได้จะต้องจดทะเบียนภายในปี 2556 (รถเก่าอายุ 13 ปีขึ้นไป)
  • กำลังพิจารณาให้ ‘นิติบุคคล’ เข้าร่วมโครงการด้วยได้
  • รถยนต์ที่เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 และ EV 3.5 อาจไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม
  • สำหรับสิทธิประโยชน์ ‘ส่วนลด’ ของผู้เข้าร่วมโครงการ แหล่งข่าวเปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตกำลังศึกษาตัวเลือกต่างๆ อยู่ ตั้งแต่ ให้ส่วนลดผ่านการลดหย่อนภาษี การให้เงินส่วนลดเป็นเงินในวงเงิน 50,000 บาท 80,000 บาท และ 100,000 บาท

 

กรมสรรพสามิตเร่งทำสมมติฐาน ตั้งเป้าชงกระทรวงการคลังกลาง พ.ค. นี้

 

พรชัย ฐีระเวช อธิบดีสรรพสามิต เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าความคืบหน้าของโครงการ ‘รถเก่าแลกใหม่’ คือ ปัจจุบัน กรมสรรพสามิตยังคงศึกษาและจัดทำสมมติฐานต่างๆ อยู่กับทางกระทรวงการคลัง โดยตั้งเป้าจะส่งผลการศึกษาให้กับ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังภายในกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ไม่ใช่การเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)

 

อย่างไรก็ตาม พรชัยกล่าวย้ำว่า ไทม์ไลน์ดังกล่าวเป็นเพียงเป้าหมายเท่านั้น แต่ว่ายังต้องขึ้นอยู่ที่ความเรียบร้อยของข้อมูลต่างๆ ด้วย เนื่องจากโครงการนี้ต้องคุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย

 

พรชัยยอมรับว่า ได้ศึกษาทางเลือกสิทธิประโยชน์ของผู้เข้าร่วมโครงการไปหลายตัวเลือก (option) โดยยังต้อง ‘หารือ’ ต่อไปว่า แนวทางใดจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด และรัฐบาลเห็นด้วยหรือไม่

 

“ปัจจุบัน ยังอยู่ในขั้นทำสมมติฐานต่างๆ เพราะสมมุติฐานมาลอยๆ ไม่ได้ มันต้องมีการอ้างอิง (Reference) ว่าสมมุติฐานต่างๆ มีที่มาที่ไป และเหตุผลอย่างไร” พรชัยกล่าว

 

สำหรับประเด็นเรื่องผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของกรม พรชัยตอบว่า ต้องดูตัวเลือกที่รัฐบาลเคาะ

 

รถเก่าในไทย 55% เป็นปิกอัพ แต่ยอดผลิตปิกอัพ BEV ยังมีน้อย

 

ตามข้อมูลจากบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) แสดงให้เห็นว่า รถเก่าอายุมากกว่า 20 ปีในไทยปัจจุบัน อยู่ที่ 4.5 ล้านคัน โดยจำนวนนี้เป็นรถปิกอัพราว 55% สะท้อนว่า ปิกอัพส่วนใหญ่เป็นรถเก่าและผลิตโดยใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 90%

 

นอกจากนี้ ปิกอัพยังผลิตกลุ่ม xEV น้อยมาก โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 นี้ยอดการผลิตปิกอัพ BEV อยู่ที่ 1,348 คัน โดยจำนวนนี้ส่งออกไปราว 37%

 

ดังนั้น “หากรัฐพิจารณารถเก่าในประเทศที่ปล่อยมลพิษสูงอย่างกลุ่มอายุ มากกว่า 20 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปิกอัพ ที่มีการผลิตโดยใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึงราว 90% พบปัจจุบันยังผลิตในกลุ่ม xEV น้อยมาก หากสนับสนุนให้มีการแลกรถปิกอัพ การหาแนวทางพัฒนาร่วมกันเพิ่มเติมกับภาคเอกชนอาจมีความจำเป็น” KResearch กล่าว

 

ภาพมุมหน้าของรถยนต์เกียรุ่นเก่า มีข้อความว่า

 

KResearch มองระยะเวลาทำโครงการควร ‘นานพอ’

 

KResearch แนะว่า รัฐควรกำหนดระยะเวลาโครงการรถเก่าแลกใหม่ให้ ‘นานพอ’ หากเงินส่วนลดจากภาครัฐมีจำกัด โดยเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ที่เคยดำเนินโครงการที่คล้ายคลึงนี้ในช่วงปี 2009-2010

 

โดยจากการถอดบทเรียนญี่ปุ่น ซึ่งให้เงินส่วนลดเพื่อไปแลกรถใหม่อยู่ที่ 42,875-85,750 บาทต่อคัน โดยกำหนดอายุรถเก่าไว้ที่ มากกว่า 13 ปี และดำเนินโครงการนาน 17 เดือน พบว่า จำนวนรถเก่าที่นำแลกสูงถึง 7.3 แสนคัน

 

ขณะที่ สหรัฐฯ ซึ่งให้เงินส่วนลดเพื่อไปแลกรถใหม่อยู่ที่ 120,050-154,350 บาทต่อคัน โดยกำหนดอายุรถเก่าไว้ที่ มากกว่า 1 ปี และดำเนินโครงการนาน 2 เดือน พบว่า จำนวนรถเก่าที่นำแลกอยู่ที่ 6.8 แสนคัน

 

“เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด หากส่วนลดที่ให้ได้ไม่สูง หรือต้องมีการวางกรอบให้สอดคล้องกับประเภทรถหรืออายุรถที่แลกซึ่งแตกต่างกัน การวางกรอบระยะเวลาทำโครงการให้นานขึ้น อาจช่วยให้จำนวนรถที่เข้าร่วมโครงการมีจำนวนมากขึ้นได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิตรถในประเทศและการลดมลพิษทางอากาศ” KResearch ระบุ

 

ภาพมุมหน้าของรถยนต์เกียรุ่นเก่า มีข้อความว่า

 

จับตาการแก้ปัญหา ‘ซากรถเก่า’ ไม่ง่าย

 

KResearch ยังมองว่า การส่งออกรถเก่ามือสองไปขายต่างประเทศไม่ควรเป็นแนวทางหลัก นอกจากนี้ การพิจารณาโครงการกำจัดซากยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรพัฒนาควบคู่กัน เนื่องจาก ตลาดรถพวงมาลัยขวา ‘มีน้อยและแข่งขันสูง’ โดยปัจจุบัน ตลาดรถพวงมาลัยขวามีเพียง 75 ประเทศจาก 240 ประเทศเท่านั้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น รถเก่าพวงมาลัยขวาที่มีอายุ 20 ปี มีประเทศที่ยอมรับ ‘ไม่กี่แห่ง’ ตัวอย่างเช่น มาลาวี แซมเบีย โมซัมบิก ยูกันดา ปาปัวนิวกินี และวานูอาตู เป็นต้น ซึ่งแม้ได้รับอนุญาตนำเข้า ก็ยังต้องผ่านการตรวจสอบสภาพรถ และอาจต้องเสียภาษีในอัตราสูงกว่าปกติ

 

“ดังนั้น การพิจารณาโครงการกำจัดซากเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรพัฒนาให้เกิดขึ้นควบคู่กัน” KResearch ระบุ

 

ภาพมุมหน้าของรถยนต์เกียรุ่นเก่า มีข้อความว่า

 

ความแตกต่างระหว่างไทยกับต่างประเทศ เมื่อรถเก่าไทยยังมีมูลค่า

 

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต้นแบบอย่างญี่ปุ่น สุวัชร์ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญคือ ในญี่ปุ่น การครอบครองรถเก่าถือเป็นภาระจากข้อบังคับทางกฎหมาย ผู้บริโภคจึงยินดีนำรถมาทำลาย อีกทั้งยังมีการจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าสำหรับเป็นค่าทำลายรถยนต์ตั้งแต่ตอนซื้อรถใหม่

 

ขณะที่ประเทศไทย รถเก่าอายุ 20-30 ปี ยังคงมีมูลค่าในตลาด และยังถูกนำไปใช้งานตามต่างจังหวัดหรือถิ่นทุรกันดาร การจะดึงรถเหล่านี้ออกจากระบบได้จึงจำเป็นต้องมี เงินอุดหนุน (Subsidy) ที่จูงใจมากพอ โดยประเมินจากมูลค่าตลาดเป็นหลัก ซึ่งสมาคมฯ ได้เสนอตัวเลขเงินอุดหนุนที่ประมาณ 85,000 บาท/คัน สำหรับรถอายุ 25 ปีขึ้นไป หากรัฐให้เงินสนับสนุนน้อยเกินไป ประชาชนก็จะไม่ยอมนำรถมาเข้าโครงการ

 

สุวัชร์ ได้ฝากข้อคิดไปถึงผู้บริโภคที่กำลังลังเลใจว่า การตัดสินใจซื้อรถยนต์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาสูงและอายุการใช้งานยาวนาน ขอให้พิจารณาถึงความจำเป็นและประโยชน์ใช้สอยที่ตอบโจทย์ตัวเองเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ก็เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งสร้างความชัดเจน เนื่องจากกระแสข่าวที่คลุมเครือกำลังส่งผลกระทบต่อยอดจองรถใหม่และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม

 
ภาพ: Shutterstock AI Generator

The post เปิดข้อเสนอโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ จากสมาคมยานยนต์ฯ ถึงรัฐบาล ชงรัฐอัดฉีดส่วนลด 8.5 หมื่นบาทต่อคัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. พรรคประชาชนตรวจคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ เพชรบุรี ตามคำเชิญเอกนัฏ พบข้อสังเกตกักตุนตั้งแต่ปี 2564 https://thestandard.co/phetchaburi-oil-depot-hoarding-probe/ Tue, 28 Apr 2026 04:06:37 +0000 https://thestandard.co/phetchaburi-oil-depot-hoarding-probe/ ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี

รังสิมันต์ โรม และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พ […]

The post สส. พรรคประชาชนตรวจคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ เพชรบุรี ตามคำเชิญเอกนัฏ พบข้อสังเกตกักตุนตั้งแต่ปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี

รังสิมันต์ โรม และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังและโรงกลั่นน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับบุคคลที่ใช้ชื่อว่า ‘เสี่ยตือ’ ผู้ต้องสงสัยในกรณีการกักตุนน้ำมัน การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำเชิญของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สืบเนื่องจากการตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ

 

ศุภโชติให้ข้อมูลว่า พื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยโรงกลั่นและคลังน้ำมันที่ตั้งอยู่ติดกัน ปัจจุบันถือครองโดย 2 นิติบุคคล แต่ในอดีตเคยอยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียวกันคือเครือข่ายของเสี่ยตือ ก่อนที่จะมีการแบ่งขายส่วนคลังน้ำมันจำนวน 20 ถัง ให้กับบริษัท บางจาก ด้วยมูลค่า 9,000 ล้านบาท โดยถังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีความจุประมาณ 64 ล้านลิตร

 

ในขณะที่ฝั่งโรงกลั่นและถังน้ำมันอีก 17 ถังยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของเสี่ยตือ จากการตรวจสอบประวัติโครงการ พบว่าก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2562 แต่หยุดการดำเนินการไปตั้งแต่ปี 2564 โดยมีปริมาณน้ำมันคงค้างอยู่ในระบบโรงกลั่นจำนวน 5 ล้านลิตร

 

ตัวแทนผู้ชี้แจงระบุว่า ไม่มีการนำน้ำมันจำนวนดังกล่าวออกจากพื้นที่ในช่วงปี 2564 ถึง 2569 ศุภโชติได้ตั้งข้อสังเกตถึงความสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง 2 ครั้ง จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งราคาค้าปลีกที่สูงขึ้นในขณะนั้นเอื้อต่อการนำน้ำมันออกจำหน่ายเพื่อทำกำไร

 

ประเด็นจากการตรวจสอบเพิ่มเติมคือสภาพของถังน้ำมันที่ถูกระบุว่าปิดตายและไม่ได้ใช้งาน เนื่องจากคลังน้ำมันแห่งนี้จดทะเบียนเป็นเขตปลอดภาษี หน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลโดยตรงจึงเป็นกรมศุลกากร ไม่ใช่กรมธุรกิจพลังงาน ตัวแทนจากกรมศุลกากรชี้แจงว่ามีการเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและปิดผนึกถังด้วยซีล ซึ่งหากจะมีการเปิดใช้งาน เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจะต้องเป็นผู้ดำเนินการตัดซีลด้วยตนเอง

 

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบพื้นที่จริงพบว่าถังน้ำมันดังกล่าวถูกปิดผนึกด้วยซีลรูปแบบใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ร่วมคณะตรวจสอบในวันนั้นไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นซีลของทางราชการจริงหรือไม่

 

ศุภโชติระบุว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่เชิงโครงสร้างในระบบการตรวจสอบของภาครัฐ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำมันสูญหายในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวเกิดจากความกระจัดกระจายของอำนาจกำกับดูแล เช่น คลังน้ำมันในเขตปลอดภาษีอยู่ภายใต้การดูแลของกรมศุลกากร ในขณะที่คลังน้ำมันภายในประเทศอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสรรพสามิต

 

นอกจากนี้ ระบบการรายงานข้อมูลจากคลังน้ำมันหรือโรงกลั่นไปยังหน่วยงานของรัฐยังเป็นรูปแบบการสื่อสารทางเดียว และการตรวจสอบของภาครัฐอาศัยเพียงวิธีการสุ่มตรวจ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการหลบเลี่ยงกฎหมาย ศุภโชติเสนอว่า รัฐบาลต้องเร่งสืบสวนหาผู้กระทำความผิดในกรณีกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤตมาลงโทษตามกฎหมาย พร้อมทั้งออกแบบและลงทุนในระบบการตรวจสอบรวมถึงการเปิดเผยข้อมูลของคลังน้ำมันทั่วประเทศใหม่ทั้งระบบ เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว

 

ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 1ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 2ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 3ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 4ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 5ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 6ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 7

The post สส. พรรคประชาชนตรวจคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ เพชรบุรี ตามคำเชิญเอกนัฏ พบข้อสังเกตกักตุนตั้งแต่ปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเงื่อนไข ‘รถเก่าแลกรถใหม่ 2569’ หนุนคนไทยใช้ EV-ไฮบริด ลดฝุ่น PM2.5 คุ้มไหม หรืออาจได้ไม่คุ้มเสีย? https://thestandard.co/old-car-new-car-policy-ev-hybrid/ Tue, 21 Apr 2026 13:20:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1199716 ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด พร้อมภาพประกอบโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อลดฝุ่น PM2.5

แนวคิด ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ถูกปัดฝุ่นอีกครั้ง หลังเคยพับโ […]

The post เปิดเงื่อนไข ‘รถเก่าแลกรถใหม่ 2569’ หนุนคนไทยใช้ EV-ไฮบริด ลดฝุ่น PM2.5 คุ้มไหม หรืออาจได้ไม่คุ้มเสีย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด พร้อมภาพประกอบโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อลดฝุ่น PM2.5

แนวคิด ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ถูกปัดฝุ่นอีกครั้ง หลังเคยพับโครงการไปแล้วหลายรอบ 3 รัฐบาล ล่าสุด รัฐบาลอนุทิน 2 เตรียมเดินหน้าโครงการนำร่อง ปี 2569 ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่การกระตุ้นยอดขายเหมือนที่ผ่านมา แต่คือการวางรากฐาน เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ครั้งใหญ่ของประเทศ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

โดยมีเป้าหมายหลักคือการจัดการซากรถยนต์ ควบคู่ไปกับการลดมลพิษ PM 2.5 และการพยุงฐานการผลิตยานยนต์ในประเทศ (CKD) ให้เดินหน้าต่อได้ ซึ่งคาดว่านำร่องเฟสแรกจำนวน 20,000 คัน

 

ปัดฝุ่น ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ทำไมยังไม่เกิด

 

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนกลับไปในปี 2563 สมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เสนอแนวคิดให้นำรถยนต์เก่าอายุเกิน 15 ปี มาแลกรถใหม่ พร้อมให้สิทธิประโยชน์ ทั้งลดภาษีสูงสุด 100,000 บาท และคูปองสนับสนุน เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่สุดท้ายโครงการไม่เกิดขึ้นจริง

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด พร้อมภาพประกอบโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อลดฝุ่น PM2.5 1

 

โดย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขอเบรกโครงการ กลางที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งให้เหตุผลว่า มีรายละเอียดเยอะ ต้องศึกษารอบคอบ และกังวลว่าประชาชนจะชะลอซื้อเพื่อรอมาตรการ ซึ่งจะกระทบต่อผู้ประกอบการ ก่อนที่รัฐบาลในช่วงเวลานั้นหันไปใช้มาตรการอุดหนุน EV 3.0 แทน ซึ่งเริ่มในปี 2565

 

โดยมาตรการอุดหนุน EV 3.0 ได้วางมาตรการกระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยส่วนลดสูงสุด 150,000 บาท/คัน พร้อมลดภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท

 

โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ‘ค่ายรถ’ ต้องผลิตชดเชยในประเทศ 1:1 ถึง 1:1.5 คัน เพื่อยกระดับไทยเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค ซึ่งโครงการสิ้นสุดไปแล้วช่วงสิ้นปี 2568

 

ต่อมาในช่วง ปี 2568 ภายใต้รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร แนวคิดนี้ถูกหยิบกลับมาพิจารณาอีกครั้ง แต่ได้ปรับรูปแบบไปที่ ‘รถกระบะเก่าอายุ 20-25 ปี’

 

พร้อมเพิ่มกลไกให้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ ภายใต้โครงการ ‘กระบะพี่มีคลังค้ำ’ หวังลดภาระประชาชน แต่โครงการก็ต้องสะดุดลง จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

 

ยุคอนุทินรื้อโครงการ แง้มแผนจำกัดโควตาเฟสแรก 20,000 คัน แบบ ‘มาก่อนได้ก่อน’

 

กระทั่งล่าสุดใน รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล (อนุทิน 2) ได้รื้อแผนนี้ขึ้นมาเดินหน้าอีกครั้ง โดยรายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลเตรียมเปิดโครงการนำร่อง แบบจำกัดโควตา 10,000-20,000 คัน ในลักษณะ ‘มาก่อนได้ก่อน’ ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้า (EV), รถไฮบริด และจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่ผลิตในประเทศเท่านั้น

 

โดยเมื่อวันที่ 10 เมษายน ณ กระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า แผนการฟื้นนโยบาย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ในครั้งนี้ เพื่อให้คนได้เปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฮบริดและรถไฟฟ้า (EV) เพื่อช่วยลดมลพิษ PM 2.5

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด พร้อมภาพประกอบโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อลดฝุ่น PM2.5 2

 

เปิด 3 เงื่อนไข ย้ำต้องเป็นรถที่ผลิตในไทย อัดสินเชื่อ ‘ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’

 

โดยเบื้องต้น ดร.เอกนิติระบุว่า ได้มอบหมายให้กับทางปลัดกระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิตร่วมกันพิจารณาออกแบบนโยบาย และมีเงื่อนไขคร่าวๆ ดังนี้

 

1. รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ตามเกณฑ์ของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ไฮบริด (HEV) รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

 

2. ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ

 

สำหรับลักษณะการอุดหนุน ดร.เอกนิติ ระบุว่า จะทำการอุดหนุนผ่านผู้ประกอบการ และทอนมาเป็นส่วนลดราคาขายรถยนต์ใหม่

 

ที่สำคัญกว่านั้น ดร.เอกนิติ กล่าวว่าจะมีการออกมาตรการสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำควบคู่กันไปซึ่งเรียกว่า ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’

 

“เหมือนญี่ปุ่นที่เขาเอารถเก่าแลกรถใหม่ แล้วก็ส่งออกรถไปประเทศที่ต้องการรถยนต์ เราก็จะออกแบบลักษณะเดียวกัน แต่ที่สำคัญคือเราจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ด้วย เป็นสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ออมสินออก ‘Soft Loan’ กู้ซื้อรถ รัฐอัดฉีด 5,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 11 เมษายน คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของธนาคารออมสิน ภายใต้ ‘โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ’ ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นแรงจูงใจและลดภาระทางการเงินให้แก่ประชาชน ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปสู่การใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

รัฐบาลได้จัดสรรวงเงินงบประมาณสำหรับโครงการทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท โดยปล่อยกู้สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย ต่อสถาบันการเงิน และมีระยะเวลาการกู้ยืมสูงสุดไม่เกิน 5 ปี

 

โดยธนาคารออมสินจะทำหน้าที่ปล่อยกู้ให้กับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) ในอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 0.01% ต่อปี

 

หลังจากนั้น สถาบันการเงินและ Non-Banks จะนำไปปล่อยกู้ต่อให้ประชาชน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 10% ต่อปี (Effective Rate) สำหรับการคิดอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-5 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น เงินดาวน์ ระยะเวลาการผ่อนชำระ หลักประกัน เป็นต้น

 

ทั้งนี้ หากมีข้อจำกัดให้กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธนาคารออมสินสามารถพิจารณาอัตราดอกเบี้ยของรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสมได้

 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 หรือจนกว่าวงเงินสินเชื่อรวมในโครงการจะหมด

 

เอกชนหนุนใช้ E20-E85 ลดพึ่งพานำเข้า ขานรับไอเดีย ‘รถเก่าแลกใหม่’

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด พร้อมภาพประกอบโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อลดฝุ่น PM2.5 3

 

ฟากฝั่งเอกชน ล่าสุด กิตติศักดิ์ วัธนเวคิน สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย ประกาศสนับสนุนภาครัฐเร่งเดินหน้าโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” โดยชูจุดเด่นรถยนต์ไฮบริดเชื้อเพลิงยืดหยุ่น (FFV-PHEV) ที่ใช้เทคโนโลยีเผาไหม้สะอาดประสิทธิภาพสูง รองรับน้ำมัน E20 และ E85 เป็นกลไกสำคัญลดคาร์บอน แก้ปัญหา PM2.5 และสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน

 

“ภายใต้สถานการณ์ราคาพลังงานโลกผันผวน รัฐบาลเดินหน้าโครงการนำร่องดังกล่าว เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์มลพิษต่ำ ลดการใช้น้ำมัน และยกระดับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นยานยนต์ผลิตในประเทศ ทั้ง EV ไฮบริด และรถสันดาปประสิทธิภาพสูงที่รองรับ E20-E85 ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงพลังงานระยะยาว”

 

กิตติศักดิ์ มองว่า การเปลี่ยนผ่านจากรถเก่าสู่ยานยนต์ปล่อยมลพิษต่ำ โดยเฉพาะรถที่ใช้แก๊สโซฮอล์ 95, E20 และ E85 จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และหันมาใช้เอทานอลที่ผลิตได้ในประเทศ เป็นแกนหลักของความมั่นคงพลังงาน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เชื่อมภาคเกษตรกับพลังงานสะอาด

 

ด้าน สุรียส โควสุรัตน์ นายกสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เผยว่า ไทยมีศักยภาพผลิตเอทานอลกว่า 7 ล้านลิตรต่อวัน จาก 28 โรงงาน ขณะที่ใช้งานเพียง 3.5 ล้านลิตรต่อวัน จึงพร้อมรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น และหากยกระดับ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน (Base Grade) จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

นโยบายผลักดัน E20 สู่ฐานพลังงานหลัก ยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเพิ่มมูลค่าพืชเศรษฐกิจอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง สร้างรายได้เกษตรกรและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

 

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี FFV-PHEV ที่ผสานพลังงานไฟฟ้ากับเครื่องยนต์รองรับเชื้อเพลิงผสมเอทานอล ถูกมองเป็นทางออกช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วยลดคาร์บอนและฝุ่น PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก

 

“ทั้งสองสมาคมเห็นตรงกันว่า หากมาตรการ รถเก่าแลกใหม่ เดินหน้าควบคู่การผลักดัน E20-E85 จะไม่เพียงกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ยังสร้างคลังพลังงานในประเทศ ลดการพึ่งพานำเข้า และเสริมความแข็งแกร่งพลังงานไทยระยะยาว”

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด พร้อมภาพประกอบโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อลดฝุ่น PM2.5 4

 

ขณะที่ สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ โดยสะท้อนภาพ ‘รถเก่าไทย’ ที่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของนโยบายเศรษฐกิจและแผนพลังงาน

 

กลุ่มยานยนต์เผยรถเก่าไทยอยู่ในระบบ 2.6 ล้านคัน

 

โดยระบุว่า ปัจจุบันไทยมีรถยนต์อายุ 16-20 ปี รถยนต์นั่ง (รย.1) ราว 1.6 ล้านคัน และรถกระบะ (รย.3) อีกประมาณ 1.1 ล้านคัน รวมแล้วกว่า 2.6 ล้านคัน ซึ่งเป็นทั้งภาระด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุนพลังงานที่ประเทศต้องแบกรับ

 

กลุ่มยานยนต์ มองว่า ประเด็นสำคัญของโครงการ ไม่ได้อยู่แค่ ‘จะดึงรถเก่าออกจากระบบอย่างไร’ กำลังซื้อคนไทยมีแค่ไหน อย่างไร และจะ ‘จูงใจอย่างไรให้คนยอมเปลี่ยน’

 

ที่สำคัญ ‘รถเก่าที่ถูกดึงออกไปแล้วจะถูกจัดการแบบไหน’ รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอีกเท่าไร เพราะต้องคำนึงจำนวนรถ จะเอารถยนต์ที่มีอายุกี่ปีมาเป็นเกณฑ์ ซึ่งสมมติว่าตั้งไว้ 8 ปีก็ถือว่ายังสั้น

 

“โมเดลลักษณะนี้ หลายประเทศก็ทำ ซึ่งบางประเทศเลือกทำลาย บางประเทศส่งออกไปขายต่อในตลาดที่มีกำลังซื้อจำกัด ขณะที่บางแห่งเข้มงวดถึงขั้นไม่รับรถที่มีอายุเกิน 2 ปี รัฐบาลต้องดูให้ดีๆ อย่างไรก็ตาม หากเป็นรถราว 10 ปี ยังมีช่องทางเคลื่อนย้ายได้ในกรณีที่ เป็นการนำเข้าโดยเจ้าของเดิมและมีประวัติการใช้งานจริงด้วย”

 

มองแนวคิดดี แต่อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี

 

สุรพงษ์ มองว่า มาตรการลักษณะนี้ ‘ได้ผลในระดับหนึ่ง’ แต่ต้องใช้เวลาอีกหลายปี จึงจะเห็นผลชัด เพราะมีมากกว่า 2 ล้านคัน โดยเฉพาะเป้าหมายสำคัญอย่างการลดการนำเข้าน้ำมัน

 

แม้จะเริ่มเห็นการชะลอลงบ้าง แต่ยังไม่ลดลงได้มากเท่าที่ควร ทั้งยังเป็นนโยบายที่ถูกผลักดันต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุครัฐบาลก่อนหน้าเกือบ 8-9 ปี ก็ยังทำไม่สำเร็จ ซึ่งมีหลายปัจจัยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

 

อีกด้าน ที่น่ากังวลขณะนี้คือ ‘ตลาดส่งออกรถยนต์’ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปัจจุบันไทยส่งออกรถไปตะวันออกกลางคิดเป็น 21% หรือราว 200,000 คัน ถือเป็น 1 ใน 4 ของตลาดหลัก

 

“แต่ความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่ง โดยเฉพาะสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือขนส่งจำนวนมากต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางตั้งแต่ 28 ก.พ. บางลำไปจอดรอที่อินเดียหรือสิงคโปร์ บางส่วนต้องขนสินค้ากลับ หรืออ้อมไปแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งทราบกันดีว่าเส้นทางนี้ต้องยอมจ่ายแลกต้นทุนพุ่งสูงถึงระดับ หลักล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว หรือ 5 เท่าตัว”

 

ส.อ.ท. แนะรัฐเร่ง ‘ประคองและกระตุ้น’ ทั้งซัพพลาย ชี้ตลาดรถกระบะคือกระดูกสันหลังเศรษฐกิจไทย

 

ท่ามกลางความผันผวนนี้ สุรพงษ์ เสนอให้ภาครัฐเร่ง ‘ประคองและกระตุ้น’ อุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งซัพพลาย ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ ‘ยิงนัดเดียวได้นกสองตัว’ โดยเฉพาะการผลักดันให้กำลังการผลิตรถยนต์ช่วยกระตุ้นการเติบโต GDP ไทยที่ไม่ควรโตต่ำไปมากกว่านี้ 2% และไม่ควรมุ่งเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ควรรวมถึงรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ด้วย เนื่องจากยังเป็นฐานการผลิตหลัก เป็นรายได้ เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ

 

“รถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทาน หากโรงงานสามารถเดินเครื่องได้เต็มสัปดาห์ เช่น ผลิตได้เพิ่มเป็น 20,000 คันต่อช่วงเวลา ก็จะช่วยให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ ขณะเดียวกันรัฐยังมีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น ทั้งจากตัวรถและโครงสร้างภาษีตามการปล่อยคาร์บอน”

 

ท้ายที่สุด เม็ดเงินส่วนนี้สามารถนำกลับไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเดินหน้าลงทุนต่อในระยะยาว

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด พร้อมภาพประกอบโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อลดฝุ่น PM2.5 5

 

อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยเร่งหาแนวทางจัดสรร ‘งบ-จำนวนรถ’ คาดสรุปภายในพ.ค

 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด วันนี้ (21 เม.ย.) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยว่า อยู่ระหว่างศึกษาและจัดทำรายละเอียดโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ก่อนรายงานให้ ดร.เอกนิติ รองนายกฯ และ รมว.คลัง รับทราบ พร้อมยืนยันว่า จะได้ข้อสรุปภายในกลางเดือนพฤษภาคม

 

พรชัย กล่าวอีกว่า เบื้องต้น กรมสรรพสามิตกำลังพิจารณาเงื่อนไข 2 ประการ

 

  • จำนวนรถที่จะเข้าร่วมโครงการ
  • พิจารณาความสามารถในการผลิตรถยนต์ของบริษัทรถ เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายมีข้อผูกพันในการผลิตรถยนต์ชดเชยตามเงื่อนไขเดิม

 

“อย่าลืมว่าเรามีโครงการที่เขาผลิตมาได้แล้วบางส่วน ก็ต้องดูว่าเขามีความสามารถในการผลิตส่วนที่เหลือได้มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องมาดูควบคู่กัน จะได้รู้ว่าจำนวนรถที่เหมาะสม ในการเข้าร่วมโครงการเป็นเท่าไร” พรชัยกล่าว

 

สำหรับราคารถยนต์ พรชัย ระบุว่า “ต้องมีการศึกษาต่อไป เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยหลายประการให้ต้องพิจารณา”

 

ส่วนวงเงินโครงการจะเป็นเท่าไรนั้น ‘ขึ้นอยู่กับจำนวนรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการว่าจะมีมากน้อยเพียงใด’

 

ทั้งนี้ พรชัยย้ำว่า จะเร่งดำเนินการจัดทำรายละเอียดโครงการให้เร็วที่สุด ก่อนเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางนโยบายต่อไป

 
ภาพ: Aris Suwanmalee G, New Africa / Shutterstock

The post เปิดเงื่อนไข ‘รถเก่าแลกรถใหม่ 2569’ หนุนคนไทยใช้ EV-ไฮบริด ลดฝุ่น PM2.5 คุ้มไหม หรืออาจได้ไม่คุ้มเสีย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
DSI ขยายผลคดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร พบยอดเรือต้องสงสัยพุ่ง 99 เที่ยว จับพิรุธวิ่งนานผิดปกติเส้นทางตะวันออก-ใต้ https://thestandard.co/dsi-missing-oil-vessels-probe/ Tue, 07 Apr 2026 07:20:37 +0000 https://thestandard.co/dsi-missing-oil-vessels-probe/ ภาพกราฟิกแสดงการสอบสวนคดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร และเรือต้องสงสัย

วันนี้ (7 เมษายน) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิ […]

The post DSI ขยายผลคดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร พบยอดเรือต้องสงสัยพุ่ง 99 เที่ยว จับพิรุธวิ่งนานผิดปกติเส้นทางตะวันออก-ใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการสอบสวนคดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร และเรือต้องสงสัย

วันนี้ (7 เมษายน) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยความคืบหน้าคดีกักตุนน้ำมันว่า DSI ได้หารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงานและกรมสรรพสามิต เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมุ่งเน้นการนำใบกำกับการขนส่งและหลักฐานการเสียภาษีต้นทาง มากะทบยอดกับปริมาณน้ำมันปลายทาง

 

จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่า ตัวเลขเที่ยวเรือต้องสงสัยในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ปรับเพิ่มขึ้นจาก 96 เที่ยว เป็น 99 เที่ยว เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งคัดแยกจำนวนเรือที่แท้จริง พร้อมคำนวณปริมาณน้ำมันทั้งดีเซลและเบนซินใหม่ทั้งหมด เพื่อเปรียบเทียบตัวเลขปริมาณน้ำมันจำนวน 57 ล้านลิตรที่สูญหายไปกลางทะเล ว่ามีการหดหายไปในขั้นตอนใด

 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางเดินเรือหลักจากภาคตะวันออก (ชลบุรีและระยอง) ลงสู่ภาคใต้ (สุราษฎร์ธานี) เจ้าหน้าที่พบข้อพิรุธสำคัญ คือมีเรือบรรทุกน้ำมันบางลำใช้เวลาเดินทางนานผิดปกติ ซึ่งมีทั้งเรือที่บรรทุกน้ำมันชนิดเดียวและหลายชนิดปะปนกัน โดยหลังจากนี้จะนำข้อมูลไปขยายผลตรวจสอบประวัติจากทะเบียนเรือต่อไป

 

สำหรับประเด็นการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันแห่งอื่นๆ เพิ่มเติม ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนั้น หากมีความคืบหน้า ทาง DSI จะเร่งแจ้งให้สื่อมวลชนและสาธารณชนรับทราบในระยะต่อไป

The post DSI ขยายผลคดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร พบยอดเรือต้องสงสัยพุ่ง 99 เที่ยว จับพิรุธวิ่งนานผิดปกติเส้นทางตะวันออก-ใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ยุติธรรม เผยเตรียมรับคดีกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษ พร้อมเร่งตรวจสอบตัวเลขน้ำมันหาย-จำนวนเรือสุราษฎร์ฯ หลังพบขนน้ำมัน 96 เที่ยว https://thestandard.co/oil-hoarding-special-case-probe/ Mon, 06 Apr 2026 06:17:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1195116 พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แถลงข่าวเตรียมรับคดีกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษ

วันนี้ (6 เมษายน) พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าก […]

The post รมว.ยุติธรรม เผยเตรียมรับคดีกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษ พร้อมเร่งตรวจสอบตัวเลขน้ำมันหาย-จำนวนเรือสุราษฎร์ฯ หลังพบขนน้ำมัน 96 เที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แถลงข่าวเตรียมรับคดีกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษ

วันนี้ (6 เมษายน) พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อติดตามคดีกักตุนน้ำมันว่า ภาพรวมผลการประชุมเป็นที่น่าพึงพอใจ โดยได้รับฟังคำชี้แจงจากอธิบดี DSI และคณะทำงานที่ได้รวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และกรมการขนส่งทางบก มาวิเคราะห์อย่างละเอียด ซึ่งการดำเนินการหลังจากนี้จะเร่งรัดคดีให้ดีที่สุด

 

ส่วนการจะรับเป็นคดีพิเศษเมื่อไรนั้น จะมีการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิอีกครั้ง โดยขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและดำเนินการสืบสวนคดีเบื้องต้นไว้แล้ว

 

สำหรับกรณีน้ำมันหายระหว่างขนส่งในทะเลที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พล.ต.ท. รุทธพลระบุว่า ได้นำข้อมูลของ ศรชล. มาหารือในวันนี้ด้วย ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำความผิดที่เชื่อมโยงกัน ก็จะรวบรวมทั้งหมดมาเป็นคดีพิเศษเพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกัน พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบจำนวนเรือที่ใช้ขนส่งน้ำมันใน 96 เที่ยวอย่างละเอียดว่ามีทั้งหมดกี่ลำ เนื่องจากบางลำอาจมีการวิ่งซ้ำหลายครั้ง

 

ส่วนความชัดเจนเรื่องตัวเลขน้ำมันที่หายไปนั้น พล.ต.ท. รุทธพล ยืนยันว่า ขณะนี้พบการกระทำความผิดการกักตุนน้ำมันอย่างแน่นอน แต่ตัวเลข 57 ล้านลิตรที่เคยแถลงไปนั้นเป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 เมษายน จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่สรุปตัวเลขที่ชัดเจนอีกครั้งภายใน 1-2 วันนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายก่อนจะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

 

สำหรับกรณีบริษัท พี.ซี. สยามปิโตรเลียม จำกัด ที่ออกมาชี้แจงว่าไม่ได้กักตุนน้ำมันนั้น พล.ต.ท. รุทธพล ยืนยันว่าเมื่อตั้งเป็นคดีสืบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนสามารถเข้าไปสอบปากคำได้ทันที ซึ่งแม้จะรับฟังคำชี้แจงของบริษัท แต่ต้องยึดตามพยานหลักฐานและข้อกฎหมายเป็นหลัก โดยหลังจากนี้จะมีการเรียกทางบริษัทมาชี้แจงข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท. รุทธพล ได้เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวของ ศบก. ถึงกรณีของ จังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีการพบว่าน้ำมันหายระหว่างกระบวนการขนส่งไปเป็นจำนวน 57 ล้านลิตร จากการตรวจสอบพบเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางออกจากคลังน้ำมัน 6 แห่ง จำนวนทั้งสิ้น 96 เที่ยว โดยมีปริมาณน้ำมันที่ออกจากคลังน้ำมันทั้งหมด 217 ล้านลิตร แต่ในระหว่างการเดินทางพบว่ามีน้ำมันหายไปบางส่วน โดยไปถึงปลายทางใน จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพียง 160 ล้านลิตร เท่านั้น

The post รมว.ยุติธรรม เผยเตรียมรับคดีกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษ พร้อมเร่งตรวจสอบตัวเลขน้ำมันหาย-จำนวนเรือสุราษฎร์ฯ หลังพบขนน้ำมัน 96 เที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ตั้ง ‘พิพัฒน์’ นั่งประธานคุมจัดส่งน้ำมันช่วงสงกรานต์ สกัดขาดแคลน https://thestandard.co/phiphat-oil-delivery-songkran-shortage/ Wed, 01 Apr 2026 10:22:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1193715 ภาพ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ประธานกรรมการบริหารการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาลสงกรานต์

วันนี้ (1 เมษายน) ราชกิจจานุเบกษายังเผยแพร่คำสั่งนายกรั […]

The post นายกฯ ตั้ง ‘พิพัฒน์’ นั่งประธานคุมจัดส่งน้ำมันช่วงสงกรานต์ สกัดขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ประธานกรรมการบริหารการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาลสงกรานต์

วันนี้ (1 เมษายน) ราชกิจจานุเบกษายังเผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 4/2569) โดยให้มีคณะกรรมการบริหารการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนในการเดินทางช่วงสงกรานต์

 

ทั้งนี้ให้พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานกรรมการ ร่วมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมสรรพสามิต ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ

 

ทั้งนี้ สั่ง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569

The post นายกฯ ตั้ง ‘พิพัฒน์’ นั่งประธานคุมจัดส่งน้ำมันช่วงสงกรานต์ สกัดขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.คลังเผยเตรียมเปิดลงทะเบียน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบใหม่ มิ.ย.-ก.ค นี้ เตือนเกณฑ์คัดเลือกจ่อเข้มขึ้น https://thestandard.co/welfare-card-new-registration-strict/ Wed, 01 Apr 2026 08:32:22 +0000 https://thestandard.co/welfare-card-new-registration-strict/ ภาพอินโฟกราฟิกแสดงกำหนดการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม พร้อมคำเตือนว่าเกณฑ์คัดเลือกจะเข้มงวดขึ้น

ปลัดคลังเผย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมเปิดลงทะเบียนใหม […]

The post ก.คลังเผยเตรียมเปิดลงทะเบียน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบใหม่ มิ.ย.-ก.ค นี้ เตือนเกณฑ์คัดเลือกจ่อเข้มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงกำหนดการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม พร้อมคำเตือนว่าเกณฑ์คัดเลือกจะเข้มงวดขึ้น

ปลัดคลังเผย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมเปิดลงทะเบียนใหม่ช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ ผู้มีสมาร์ทโฟนลงทะเบียนผ่านแอป ‘ทางรัฐ’ และ ‘ThaiD’ คาดเริ่มใช้จริงกันยายน ชงออกเกณฑ์ใหม่ สกัดคนจนไม่จริง

 

วันนี้ (1 เมษายน) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า เตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ ซึ่งคาดจะมีผู้ได้รับสิทธิ์น้อยลง จากการออกเกณฑ์คัดเลือกใหม่ เพื่อสกัดคนจนไม่จริง โดยยังคงเกณฑ์รายได้บุคคลไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี เช่นเดิม

 

ทั้งนี้ ลวรณคาดว่าจะเริ่มใช้สิทธิ์ได้ไม่เกินเดือนกันยายนนี้ เนื่องจากจะมีการเริ่มเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการฯ ในช่วงปลายของงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569

 

สำหรับการลงทะเบียนรอบใหม่ ผู้ที่มีสมาร์ทโฟนจะเปิดดำเนินการผ่าน แอป ‘ทางรัฐ’ และแอป ‘ThaiD’ เพื่อนำข้อมูลไปตรวจสอบใน Data Lake สำหรับผู้ไม่มีสมาร์ทโฟนจำเป็นต้องไปลงทะเบียนผ่านธนาคารของรัฐ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเป็นระยะเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ และใช้เวลาตรวจสอบคุณสมบัติอีกประมาณ 2-3 เดือน

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน มีผู้ลงทะเบียนในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน คิดเป็นงบประมาณรายจ่ายเดือนละ 4,700 ล้านบาท

 

เกณฑ์ลงทะเบียนรอบใหม่จ่อ ‘เข้ม’ ขึ้น

 

ลวรณยังกล่าวว่า หลังเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดว่าผู้ใช้สิทธิ์จะลดลง เพราะเกณฑ์จะเข้มงวดขึ้น

 

“เดิมทีการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องกรอกเอกสาร 7-8 หน้า แต่การลงทะเบียนใหม่จะใช้แค่ชื่อกับเลขบัตรประชาชน เพื่อไปตรวจสอบข้อมูลใน Data Lake” ลวรณกล่าว

 

ทั้งนี้ Data Lake เป็นโครงการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เชื่อมฐานภาษี ฐานข้อมูลรายจ่าย รายรับต่างๆ ของประชาชนคนไทยกว่า 60.8 ล้านคน และนิติบุคคลกว่า 600,000 กิจการ

 

ปัจจุบัน กระทรวงการคลังได้เชื่อมข้อมูลกับหน่วยงานภายในสังกัดแล้ว เช่น กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ตลอดจนหน่วยงานภายนอก เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และไปรษณีย์ไทย โดยสำเร็จแล้ว 20 องค์กร

 

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นจุดตั้งต้นในการต่อยอด อารีย์ สกอร์ (Ari Score) เพื่อนำไปสู่ Negative Income Tax (NIT) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดึงคนเข้าระบบภาษี

The post ก.คลังเผยเตรียมเปิดลงทะเบียน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบใหม่ มิ.ย.-ก.ค นี้ เตือนเกณฑ์คัดเลือกจ่อเข้มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลัดคลังเผยจ่อแก้กฎหมายขยายวงเงินกู้กองทุนน้ำมันเป็น 1.5 แสนล้านบาท https://thestandard.co/oil-fund-loan-limit-expansion/ Tue, 31 Mar 2026 12:44:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1193387 ภาพแสดงข้อความ 'จ่อแก้กฎหมาย ขยายวงเงินกู้ กองทุนน้ำมันฯ เป็น 1.5 แสนล้านบาท'

ปลัดคลังเผยกองทุนน้ำมันฯ ขอคลังค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสน […]

The post ปลัดคลังเผยจ่อแก้กฎหมายขยายวงเงินกู้กองทุนน้ำมันเป็น 1.5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อความ 'จ่อแก้กฎหมาย ขยายวงเงินกู้ กองทุนน้ำมันฯ เป็น 1.5 แสนล้านบาท'

ปลัดคลังเผยกองทุนน้ำมันฯ ขอคลังค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนล้าน ผ่านการออก พ.ร.ฎ. ขยายวงเงิน และออกพ.ร.ก. ให้คลังค้ำ เบื้องต้นประเมินจะส่งผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ราว 1% ย้ำจะเร่งบรรจุเข้าที่ประชุมครม. นัดแรกทันที คาดพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ไม่ล่าช้า

 

 
 

วันนี้ (31 มีนาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ทำเรื่องยื่นขอให้กระทรวงการคลังช่วยค้ำประกันเงินกู้วงเงิน 1.5 แสนล้าน เพื่อเปิดทางให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถรองรับความผันผวนของราคาพลังงานได้มากขึ้น โดยขั้นตอนดังกล่าว จะดำเนินการผ่านการแก้กฎหมาย 2 ส่วน ดังนี้

 

1.) ออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ขยายวงเงินให้กองทุนน้ำมันฯ สามารถกู้เงินเองได้เป็นวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ 4 หมื่นล้านบาท เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งอาจมีการขยายวงเงินได้อีก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยตัวเลข 1.5 แสนล้านนี้ ลวรณระบุว่าเป็นการอิงตามสถานการณ์รอบก่อนในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กองทุนน้ำมันฯ เคยติดลบกว่า 130,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ มาตรา 26 ของ พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กำหนดไว้ว่า กองทุนน้ำมันฯ ต้องมีจำนวนเงินเพียงพอเพื่อใช้ในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมี

 

ประสิทธิภาพ รวมเงินกู้ ไม่เกิน 40,000 ล้านบาท

 

2.) ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เปิดทางให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมัน โดยกระทรวงพลังงานจะเป็นผู้เสนอวงเงินการค้ำประกัน เบื้องต้น ประเมินว่า เงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท กระทบหนี้สาธารณะราว 1% ของ GDP ภายใต้สมมติฐานที่ขนาดเศรษฐกิจไทย (GDP) อยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พบว่า หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 66.09% ในกุมภาพันธ์ 2569

 

สำหรับขั้นตอนต่อไป ลวรณระบุว่า จะต้องมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายหนี้สาธารณะ เพื่อบรรจุหนี้ในแผนของสบน. เพราะถ้าไม่อยู่ในแผนของ สบน. ก็จะกู้ไม่ได้ จากนั้นจึงเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ เมื่ออนุมัติแล้วก็จะเริ่มกระบวนการหาแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสม

 

โดยลวรณเชื่อว่า แผนการดังกล่าวจะถูกเสนอทันทีในที่ประชุม ครม. นัดแรก ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 7-9 เมษายนนี้

 

ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล

 

ทั้งนี้ รัฐบาลจะยังออกมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลหรือไม่ ลวรณกล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณา โดยลวรณย้ำว่า การบริหารราคาน้ำมัน ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลต้องการให้ราคาน้ำมันสุดท้ายเป็นเท่าไร และจะใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนที่อัตราเท่าไร

 

เบื้องต้น ลวรณมองว่า กองทุนน้ำมันเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าภาษีสรรพสามิต โดยภาษีสรรพสามิตน้ำมัน มีเพดานการช่วยเหลือจำกัดเพียง 6-7 บาทเท่านั้น แต่กองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดชดเชยราคาน้ำมันได้สูงถึง 19 บาทต่อลิตรแล้ว และที่ผ่านมาเคยชดเชยราคากว่า 25 บาทต่อลิตรอีกด้วย

 

ยันงบรายจ่ายปี 70 ไม่ล่าช้า

 

นอกจากนี้ ลวรณยังยืนยันอีกด้วยว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 จะยังใช้ได้ตามปกติในเดือนกันยายน ไม่มีการล่าช้า

 

“สำนักงบประมาณยืนยันว่าไม่ล่าช้าครับ และตอนนี้เราได้รัฐบาลเร็ว ยังไงก็ไม่ล่าช้าครับ” ลวรณกล่าว

 

พร้อมระบุอีกด้วยว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 จะไม่มีการแบ่งเพื่อเยียวยาภาวะสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากยังไม่เกิดภาวะดังกล่าวในการจัดทำงบประมาณ

 

มอง Windfall Tax คล้าย Capital Gain Tax

 

สำหรับภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ลวรณกล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ศึกษาไว้นานแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังพบว่า การจัดเก็บรูปแบบดังกล่าวสามารถใช้ได้แค่บางเรื่อง เช่น เก็บภาษีที่ดินซึ่งมีราคาสูงขึ้นหลังมีถนนตัดผ่าน

 

โดยการเก็บภาษีเมื่อสินทรัพย์มีราคาสูงขึ้น ลวรณมองว่ามีลักษณะคล้ายกับภาษีกำไรส่วนต่างราคา (Capital Gain Tax) ซึ่งเป็นมาตรการภาษีที่มีข้อถกเถียงว่า จะคืนทุนอย่างไรเมื่อส่วนต่างราคาติดลบ จนทำให้ทุกวันนี้ ประเทศไทยยังไม่สามารถเก็บภาษีกำไรส่วนต่างราคาได้

The post ปลัดคลังเผยจ่อแก้กฎหมายขยายวงเงินกู้กองทุนน้ำมันเป็น 1.5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลกางแผนบริหารจัดการน้ำมัน สร้างความมั่นใจช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยืนยันเอาจริงปราบกักตุน https://thestandard.co/oil-management-songkran-hoarding-2/ Sun, 29 Mar 2026 04:47:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1192426 ภาพ รัชดา ธนาดิเรก แถลงแผนบริหารจัดการน้ำมันช่วงสงกรานต์

วันนี้ (29 มีนาคม) รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำส […]

The post รัฐบาลกางแผนบริหารจัดการน้ำมัน สร้างความมั่นใจช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยืนยันเอาจริงปราบกักตุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ รัชดา ธนาดิเรก แถลงแผนบริหารจัดการน้ำมันช่วงสงกรานต์

วันนี้ (29 มีนาคม) รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น จึงขอยืนยันว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการและติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดในหลายมาตรการสำคัญ เพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเพียงพอ

 

ในด้านการกระจายน้ำมัน รัฐบาลได้วางแผนเชิงรุก โดยเพิ่มการกระจายน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อกระจายภาระจากสถานีบริการ พร้อมกำชับให้ผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น และจัดเตรียมรถขนส่งน้ำมันสำรองในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง รวมถึงจัดจุดบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ ยังอำนวยความสะดวกในการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตราการสำรองน้ำมันจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า

 

ขณะเดียวกัน ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานการณ์น้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือเว็บไซต์https://fuel-now.doeb.go.th/ เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น

 

ในมิติการจัดหาพลังงาน รัฐบาลเร่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันจากหลายภูมิภาคทั่วโลก เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยกระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ใช้กลไกทางการทูตและการเจรจาเชิงรุก ประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เช่น บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับโรงกลั่นในประเทศ

 

สำหรับปริมาณน้ำมันในระบบ กระทรวงพลังงานยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันที่จะเข้าสู่น่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีน้ำมันเข้าสู่ระบบมากกว่า 24 ล้านบาร์เรล และในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 8.96 ล้านบาร์เรล เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ

 

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าปราบปรามการกักตุนน้ำมันอย่างเข้มงวด โดยเมื่อวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) บูรณาการร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั้งรายใหญ่และรายย่อยในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

 

ผลการตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดสระบุรี พบจุดต้องสงสัย 3 จุด ลักลอบกักตุนและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวม 31,299 ลิตร โดยไม่มีใบอนุญาต และได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิต ยังบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือ เข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พบการครอบครองน้ำมันดีเซลจำนวน 85,000 ลิตร โดยไม่สามารถแสดงที่มาได้ จึงดำเนินคดีตามกฎหมาย และมีการปรับรวมกว่า 3.85 ล้านบาท

 

รัชดา กล่าวย้ำว่า รัฐบาลเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนและภาคขนส่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างเต็มที่ โดยเร่งเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการเริ่มคลี่คลาย พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย เพื่อไม่ให้เอาเปรียบประชาชนในช่วงวิกฤต

The post รัฐบาลกางแผนบริหารจัดการน้ำมัน สร้างความมั่นใจช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยืนยันเอาจริงปราบกักตุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลัดคลังเผย ครม.เห็นชอบลดภาษีสรรพสามิตแล้ว เฉพาะดีเซล ไม่รวมเบนซิน เตรียมส่งต่อกฤษฎีกา-กกต. https://thestandard.co/cabinet-approves-diesel-tax-cut/ Fri, 27 Mar 2026 02:31:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1191884 ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยัน ครม. เห็นชอบลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ไม่รวมเบนซิน

ปลัดคลังเผยครม.เห็นชอบให้ลดภาษีสรรพสามิตเฉพาะดีเซล ไม่ร […]

The post ปลัดคลังเผย ครม.เห็นชอบลดภาษีสรรพสามิตแล้ว เฉพาะดีเซล ไม่รวมเบนซิน เตรียมส่งต่อกฤษฎีกา-กกต. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยัน ครม. เห็นชอบลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ไม่รวมเบนซิน

ปลัดคลังเผยครม.เห็นชอบให้ลดภาษีสรรพสามิตเฉพาะดีเซล ไม่รวมเบนซิน เตรียมส่งต่อกฤษฎีกา-กกต. ย้ำไม่มีการพูดคุยภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ในครม.นัดพิเศษ

 

 
 

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษวันนี้ ที่ประชุมได้สั่งการให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับลดเฉพาะภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเท่านั้น ยังไม่รวมน้ำมันเบนซิน โดยมาตรการดังกล่าว ถือว่าผ่านการอนุมัติของ ครม. แล้ว เตรียมส่งต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

 

สำหรับเกณฑ์ในการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลวรณกล่าวว่า ต้องให้กรมสรรพสามิตซึ่งเป็นเจ้าของภาษีส่วนนี้พิจารณา ว่าจะมีเกณฑ์ปรับลดในอัตราเท่าไร เป็นเวลานานแค่ไหน ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์น้ำมันโลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน

 

อย่างไรก็ตาม ลวรณระบุว่า เบื้องต้นจะเป็นการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงชั่วคราว เพื่อให้มีการพิจารณาอีกครั้งหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่

 

โดยขั้นตอนต่อไป รัฐบาลรักษาการจะต้องทำการปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และขอการอนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน จึงจะสามารถดำเนินการออกประกาศสรรพสามิตได้

 

ลวรณกล่าวว่าปัจจุบัน กระทรวงการคลังมีการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอยู่ที่อัตรา 5-6 บาทต่อลิตร แล้วแต่ประเภทของน้ำมันดีเซล หากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันออกไป 6 บาท ก็จะช่วยลดราคาน้ำมันได้เต็มหน่วยที่ 6 บาท

 

“สมมุติราคาน้ำมัน 40 บาท มันก็มีภาษีอยู่ 6 บาท ถ้าเอาออกบาทนึงมันก็เหลือ 39 ออก 2 บาทมันก็เหลือ 38 อย่างนี้ มันก็ตรงไปตรงมา แค่นั้นเอง เป็นอย่างนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะลด 5-6 บาทนะ” ลวรณกล่าว

 

หากมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในอัตรา 1 บาทต่อลิตร ลวรณระบุว่า รัฐจะสูญเสียรายได้ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินลง 1 บาทต่อลิตร รัฐจะสูญเสียรายได้ 800 ล้านบาทต่อเดือน

 

ยันไม่มีคุย Windfall Tax

 

ทั้งนี้ ลวรณกล่าวว่า ในที่ประชุมครม. นัดพิเศษวันนี้ ยังไม่มีการพูดถึงการเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) กับโรงกลั่นน้ำมัน ถึงแม้อย่างนั้น กระทรวงการคลังก็ได้ศึกษาแนวทางไว้อยู่แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยแนวทางภาษีล่วงหน้า

 

สำหรับแผนการจัดเก็บรายได้เพิ่ม เพื่อรักษาวินัยการคลัง ชดเชยผลกระทบของการลดภาษี ลวรณกล่าวว่าจะต้องพิจารณาในระยะยาว โดยต้องคอยประเมินผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

 

นอกจากนี้ ลวรณยังระบุว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางมีผลพวงให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มเช่นกัน โดยยกตัวอย่างภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) ซึ่งสามารถจัดเก็บจากสินค้านำเข้าได้เพิ่มขึ้น หลังอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนลงจากผลพวงของสงคราม สุดท้ายแล้ว สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอีกทีว่ากระทบต่อการจัดเก็บรายได้มากน้อยเพียงใด

 

“ถ้าติดลบ แล้วจะหารายได้อื่นทดแทนด้วยอะไร เราต้องใช้ความพยายามถึงที่สุดที่จะทำให้ได้ตามเป้าที่ได้รับ” ลวรณกล่าว

 

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐคงเงินได้ข้ามเดือน

 

สำหรับมาตรการอื่นๆ ที่รัฐบาลประกาศออกมาเพื่อรับมือวิกฤตน้ำมัน ลวรณกล่าวว่า มาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอีก 100 บาท เป็น 400 บาทต่อเดือน ยังไม่ทราบว่าจะเติมเงินเข้าวันไหน แต่ยืนยันว่าจะเติมในเดือนเมษายน โดยมีหลักการ คือ ถ้าเงินเข้าวันที่ 3 เมษา ก็จะอยู่ได้ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม

 

พร้อมระบุว่า ถ้า กกต. อนุมัติให้ก็ดำเนินการ กระทรวงการคลังก็จะเบิกเงินงบประมาณมาใส่บัตรสวัสดิการได้เลย แม้ต้องใช้เวลา แต่ลวรณคาดว่าจะไม่นาน เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องรีบดูแล

 

Soft Loan ออมสินวงเงินหมื่นล้าน

 

ส่วนสินเชื่อดูแลภาคอุตสาหกรรม ลวรณระบุว่า กระทรวงการคลังมอบนโยบายให้ ธนาคารออมสินพยายามดูแลอุตสาหกรรมตลอดซัปพลายเชน โดยพยายามเน้น SME เป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดเผยเกณฑ์การปล่อย Soft Loan ในภายหลัง เบื้องต้นวงเงิน 10,000 ล้านบาท

 

“เดี๋ยวก็จะมีเกณฑ์ออกมา วันนี้เราได้คุยกับออมสินเบื้องต้นว่า วงเงินที่เราจะใช้ตอนนี้เรามองประมาณสักหมื่นล้าน ออมสินบอกจัดให้ได้” ลวรณกล่าว

 

ส่วนมาตรการให้เงินอุดหนุน กลุ่มขนส่งและรถโดยสารสาธารณะ ลวรณกล่าวว่าจะใช้งบกลาง วงเงิน 1,000 กว่าล้าน โดยเป็นการชดเชยตามการใช้จริงที่พิกัดใน GPS ซึ่งข้อเสนอวันนี้ยังไม่ได้จำกัดเพดานวงเงินอุดหนุน และคาดว่าจะออกมาได้เร็ว เพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงสงกรานต์

The post ปลัดคลังเผย ครม.เห็นชอบลดภาษีสรรพสามิตแล้ว เฉพาะดีเซล ไม่รวมเบนซิน เตรียมส่งต่อกฤษฎีกา-กกต. appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป ‘7 มาตรการ’ สู้วิกฤตน้ำมันแพง กระทรวงการคลังเล็งลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน https://thestandard.co/oil-price-crisis-government-measures-tax/ Fri, 27 Mar 2026 00:48:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1191851 ภาพอินโฟกราฟิก สรุป 7 มาตรการรับมือ วิกฤตน้ำมันแพง พร้อมไอคอนสื่อถึงรายละเอียด

วันนี้ (26 มีนาคม) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ […]

The post สรุป ‘7 มาตรการ’ สู้วิกฤตน้ำมันแพง กระทรวงการคลังเล็งลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิก สรุป 7 มาตรการรับมือ วิกฤตน้ำมันแพง พร้อมไอคอนสื่อถึงรายละเอียด

วันนี้ (26 มีนาคม) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ณ ศูนย์ ศบก. ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล มีมติเห็นชอบในหลักการ 7 มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ครอบคลุมทั้งกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง และ SME โดยเน้นการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มกำลังซื้อในระยะสั้น

 

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการเหล่านี้มุ่งเน้นการดูแลประชาชนและภาคธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตพลังงาน โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

 

1. ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

กระทรวงการคลังพิจารณาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันกรมสรรพสามิตกำลังหารือด้านข้อกฎหมายกับคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ โดยเบื้องต้นพบว่า กระบวนการคือให้ครม.มีมติอนุมัติ แล้วต้องส่งไปยังคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาต่อ และหากกกต.อนุญาตก็สามารถลดภาษีได้เลย แต่ถ้าไม่อนุญาตก็รอรัฐบาลใหม่ 

 

2. เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เพิ่มวงเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้าไปในวงเงินซื้อสินค้าจาก 300 บาทต่อเดือนต่อคน เพิ่มอีก 100 บาท รวมเป็น 400 บาทต่อเดือนต่อคน สำหรับระยะเวลา เบื้องต้นคาดว่าจะมีผลนาน 1 เดือน และจะประเมินสถานการณ์เพื่อพิจารณาต่ออายุมาตรการอีกครั้ง หลังเป็นรัฐบาลใหม่

 

3. มาตรการช่วยกลุ่มขนส่งและสาธารณะ

มาตรการพุ่งเป้า เพื่อดูแลค่าโดยสารและค่าขนส่ง ซึ่งได้รับลดผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นโดยตรง โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มรถบรรทุกสินค้า และกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ 

 

เนื่องจากกลุ่มรถบรรทุกสินค้ามีระบบ GPS ติดตามการใช้งาน อยู่แล้ว รัฐบาลสามารถโอนเงินอุดหนุนผ่านพร้อมเพย์ ตามจำนวนที่ใช้จริง

 

ส่วนกลุ่มรถโดยสารขนาดเล็ก และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จำเป็นต้องลงทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเข้าระบบการติดตาม (Tracking)

 

4. พยุงราคาปุ๋ยเพื่อเกษตรกร

ลดภาระต้นทุนให้เกษตรกรผ่าน 2 กลไกหลัก:

  • โครงการธงเขียว: จำหน่ายปุ๋ยราคาถูกเพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยตรงควบคู่ ‘บัตรดินดี’
  • ส่งเสริมปุ๋ยทางเลือก: สนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการนำเข้าและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

 

5. น้ำมัน B20 สำหรับภาคประมง

ช่วยเหลือชาวประมงให้เข้าถึง ‘น้ำมัน B20’ ในราคาที่ต่ำกว่าอัตราปกติประมาณ 5 – 6 บาทต่อลิตร เพื่อให้ภาคการประมงสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ท่ามกลางภาวะต้นทุนพลังงานสูง

 

6. เยียวยาคู่สัญญาภาครัฐ

ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่รับงานโครงการภาครัฐที่อาจประสบปัญหาขาดสภาพคล่องหรือขาดแคลนเชื้อเพลิงในการเดินเครื่องจักร:

  • ขยายเวลาตรวจรับงาน: ผ่อนผันค่าปรับกรณีส่งมอบงานล่าช้าตามความเหมาะสมแต่ละกรณี
  • เร่งชดเชยค่า K: สำนักงบประมาณจะพิจารณาเร่งรัดการจ่ายค่าชดเชยค่างานก่อสร้างเพื่อเสริมสภาพคล่อง

 

7. ออมสินเตรียมออก Soft Loan 10,000 ล้านบาท เสริมสภาพคล่อง SME

ธนาคารออมสินเตรียมวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) รวม 10,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือรายย่อยและ SME ที่ได้รับผลกระทบ ตลอดซัพพลายเชน โดยเน้นการเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจไม่สะดุด ซึ่งรายละเอียดเกณฑ์การกู้จะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้

 


 

ภาพอินโฟกราฟิก สรุป 7 มาตรการรับมือ วิกฤตน้ำมันแพง พร้อมไอคอนสื่อถึงรายละเอียด 1

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post สรุป ‘7 มาตรการ’ สู้วิกฤตน้ำมันแพง กระทรวงการคลังเล็งลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. นั่งหัวโต๊ะถกบอร์ดบริหาร สั่งรับมือวิกฤตพลังงาน-คุมเข้มปราบกักตุนน้ำมันทั่วประเทศ https://thestandard.co/police-chief-tackles-energy-crisis/ Tue, 24 Mar 2026 01:27:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1190438 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หารือมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานและปราบปรามการกักตุนน้ำมัน

วานนี้ (23 มีนาคม) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บั […]

The post ผบ.ตร. นั่งหัวโต๊ะถกบอร์ดบริหาร สั่งรับมือวิกฤตพลังงาน-คุมเข้มปราบกักตุนน้ำมันทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หารือมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานและปราบปรามการกักตุนน้ำมัน

วานนี้ (23 มีนาคม) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เป็นประธานในการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูง อาทิ รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ, ผู้ช่วย ผบ.ตร. และผู้บัญชาการทุกหน่วยทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม รวมถึงการประชุมทางไกลผ่านระบบ Video Conference

 

ในการประชุมครั้งนี้ ผบ.ตร. ได้มอบนโยบายและข้อสั่งการสำคัญ เพื่อให้ทุกหน่วยงานในสังกัดยึดถือและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้:

 

1. รับมือวิกฤตตะวันออกกลางและมาตรการด้านพลังงาน

 

เพื่อให้สอดรับกับการเฝ้าระวังสถานการณ์ของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดมาตรการรองรับผลกระทบด้านพลังงานอย่างรอบด้าน ได้แก่

 

  • ปราบปรามการกักตุนน้ำมัน: มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และ ผอ.ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.ตร.) บูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ป้องกันการกักตุนและลักลอบนำเข้า-ส่งออกน้ำมันตามแนวชายแดน
  • คุมเข้มราคาสินค้า: สั่งการให้ตำรวจประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้า ป้องกันการฉวยโอกาสกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภค
  • ผ่อนปรนการเดินรถ: เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านโลจิสติกส์ ตร. ได้ออกข้อบังคับยกเว้นการห้ามเดินรถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง โดย สามารถวิ่งได้ไม่ติดเวลาห้ามเดินรถ ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569
  • ลดใช้พลังงานในองค์กร: สั่งการให้ทุกหน่วยงานลดการใช้วัสดุสิ้นเปลือง และเน้นปรับรูปแบบการประชุม สัมมนา อบรม หรือการติดต่อราชการให้เป็นรูปแบบออนไลน์ (Online) มากยิ่งขึ้น

 

2. เดินหน้าพัฒนางานสอบสวน

 

สืบเนื่องจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้อนุมัติกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวน ผบ.ตร. จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และคณะ ลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจกับข้าราชการตำรวจ พร้อมกำชับให้พนักงานสอบสวนทุกนายปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามกรอบระเบียบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดอย่างเคร่งครัด

 

3. ยกระดับการเผชิญเหตุและบริหารวิกฤตการณ์

 

ผบ.ตร. เน้นย้ำให้ทุกหน่วยฝึกซ้อมยุทธวิธีในการเผชิญเหตุ โดยยึดหลักความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และการใช้กำลังที่เหมาะสม ได้สัดส่วนกับสถานการณ์ โดยให้ยึดถือแนวทางตามแผนกรกฎ/67 อย่างเคร่งครัด หัวหน้าหน่วยต้องสามารถบริหารเหตุวิกฤตไม่ให้ลุกลามขยายวงกว้างได้

 

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และตำรวจภูธรภาค 1-9 ถอดบทเรียนจากคดีสำคัญต่างๆ ทั้งการติดตามผู้ต้องสงสัย การสังเกตพฤติกรรม สัญลักษณ์ทางร่างกาย หรือสัญญาณมือ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP/Best Practice) ที่มีประสิทธิภาพต่อไป

 

ในตอนท้าย ผบ.ตร. ได้กำชับให้ทุกหน่วยสำรวจฐานข้อมูลข้าราชการตำรวจที่ทุพพลภาพ บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือครอบครัวที่กำลังเดือดร้อน เพื่อร่วมกับสมาคมแม่บ้านตำรวจลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ และสร้างรายได้ในระยะยาว ภายใต้โครงการครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน พร้อมกันนี้ ได้กล่าวขอบคุณข้าราชการตำรวจที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ (เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด) ในเดือนเมษายน 2569 โดยยกย่องว่าการทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ตลอดมา ถือเป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อองค์กร และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับตำรวจรุ่นหลังสืบไป

The post ผบ.ตร. นั่งหัวโต๊ะถกบอร์ดบริหาร สั่งรับมือวิกฤตพลังงาน-คุมเข้มปราบกักตุนน้ำมันทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปปฏิบัติการแกะรอยน้ำมันแพงจากสิงห์บุรีสู่คลังอ่างทอง ยึด 3.3 แสนลิตร ขยายผลเครือข่ายลักลอบขนส่ง สอบต่อปมกักตุนสินค้า https://thestandard.co/oil-hoarding-sing-buri-ang-thong/ Mon, 23 Mar 2026 11:30:58 +0000 https://thestandard.co/oil-hoarding-sing-buri-ang-thong/ เจ้าหน้าที่ ปคบ. ตรวจสอบคลัง กักตุนน้ำมัน จังหวัดอ่างทอง ยึดของกลาง 3.3 แสนลิตร

ความคืบหน้าจากกรณีที่เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกตรวจค้นคลัง […]

The post สรุปปฏิบัติการแกะรอยน้ำมันแพงจากสิงห์บุรีสู่คลังอ่างทอง ยึด 3.3 แสนลิตร ขยายผลเครือข่ายลักลอบขนส่ง สอบต่อปมกักตุนสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ ปคบ. ตรวจสอบคลัง กักตุนน้ำมัน จังหวัดอ่างทอง ยึดของกลาง 3.3 แสนลิตร

ความคืบหน้าจากกรณีที่เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกตรวจค้นคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในจังหวัดอ่างทอง ยึดน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 3.3 แสนลิตร มูลค่ากว่า 12.5 ล้านบาท หลังพบเบาะแสเชื่อมโยงปั๊มน้ำมันในจังหวัดสิงห์บุรีฉวยโอกาสขายน้ำมันราคาแพงเกินจริง พบพฤติการณ์ลักลอบเปลี่ยนเส้นทางขนส่งและเอกสารไม่ครบถ้วน จ่อขยายผลฟันข้อหากักตุนสินค้าและค้ากำไรเกินควร

 

การบุกตรวจค้นครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นจากข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับการฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมันของปั๊มแห่งหนึ่งในจังหวัดสิงห์บุรี ที่จำหน่ายน้ำมันดีเซลสูงถึงลิตรละ 40.50 บาท เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการขยายผลเส้นทางการค้า พบว่าน้ำมันล็อตดังกล่าวถูกรับซื้อมาจากบริษัทจำหน่ายน้ำมันในอำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง โดยมีการกล่าวอ้างต้นทุนที่สูงถึงลิตรละ 39.50 บาท

 

นำมาสู่ปฏิบัติการเมื่อวันที่ 19-20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ., ตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พลังงานและพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของ บริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ผลการตรวจค้นพบน้ำมันเชื้อเพลิงกักตุนอยู่รวมทั้งสิ้น 331,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่ากว่า 12.5 ล้านบาท แบ่งเป็น:

 

  • น้ำมันดีเซล 48,000 ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 210,000 ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 จำนวน 73,000 ลิตร

 

จากการตรวจสอบเอกสาร พบความผิดปกติอย่างชัดเจน เมื่อบริษัทไม่สามารถนำเอกสารการขนส่งและแหล่งที่มาของน้ำมันมาแสดงได้ครบถ้วน ข้อมูลเชิงลึกระบุว่า บริษัท วี เอ ออยล์ จำกัด ได้สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากคลังน้ำมัน IRPC จำนวน 7 ครั้ง โดยระบุปลายทางในเอกสารว่าจะขนส่งไปยังคลังในกรุงเทพมหานคร แต่กลับมีพฤติการณ์ลักลอบนำน้ำมันมาถ่ายเทลงที่คลังของ บริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ในจังหวัดอ่างทองโดยไม่มีใบกำกับการขนส่งที่ถูกต้อง

 

การดำเนินคดีทางกฎหมาย

 

  • บริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด สามารถนำเอกสารมาแสดงได้เพียง 3 ใบจาก 7 ใบ ทางบริษัทจึงยอมรับผิดในส่วนที่ไม่มีหลักฐาน และยินยอมให้พลังงานจังหวัดอ่างทองเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย
  • บริษัท วี เอ ออยล์ จำกัด พลังงานจังหวัดอ่างทองได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีฐานไม่ออกใบกำกับการขนส่งน้ำมัน ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มาตรา 30 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

สำหรับการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเบื้องต้นผ่านรถปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile Lab) โดยศูนย์ปราบปรามน้ำมันเชื้อเพลิง ตำรวจภูธรภาค 1 พบว่าน้ำมันทุกชนิดมีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำมันของกลางทั้งหมดส่งไปยังกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดอีกครั้ง หากพบว่ามีการปลอมปนหรือไม่ได้มาตรฐาน จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมทันที

 

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังบูรณาการข้อมูลร่วมกับตำรวจทางหลวง ตำรวจน้ำ กระทรวงพาณิชย์ และกรมสรรพสามิต เพื่อสืบสวนเชิงลึกว่าพฤติการณ์ของ บริษัท วี เอ ออยล์ จำกัด ที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายเปลี่ยนเส้นทางขนส่งโดยไม่มีเหตุผลอันควรนั้น มีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน หรือเป็นการจงใจฉวยโอกาสกักตุนสินค้าเพื่อค้ากำไรเกินควรในช่วงวิกฤตพลังงานหรือไม่

 

รวมไปถึงการตรวจสอบความถูกต้องของการเสียภาษีสรรพสามิตของน้ำมันล็อตดังกล่าว หากพบความผิด เจ้าหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดเพิ่มเติมอย่างเด็ดขาดต่อไป

The post สรุปปฏิบัติการแกะรอยน้ำมันแพงจากสิงห์บุรีสู่คลังอ่างทอง ยึด 3.3 แสนลิตร ขยายผลเครือข่ายลักลอบขนส่ง สอบต่อปมกักตุนสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจภาค 1 บุกตรวจคลังน้ำมันอ่างทอง ขีดเส้น 23 มี.ค. ต้องส่งหลักฐานเอกสารนำเข้า-ส่งออกให้ครบ https://thestandard.co/police-region-1-angthong-oil-documents/ Fri, 20 Mar 2026 12:44:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1189726 ตำรวจภาค 1 ตรวจสอบเอกสารนำเข้า-ส่งออกน้ำมันที่ คลังน้ำมันอ่างทอง

วันนี้ (20 มีนาคม) พล.ต.ต.สถาพร เอมโอษฐ์ รองจเรตำรวจแห่ […]

The post ตำรวจภาค 1 บุกตรวจคลังน้ำมันอ่างทอง ขีดเส้น 23 มี.ค. ต้องส่งหลักฐานเอกสารนำเข้า-ส่งออกให้ครบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจภาค 1 ตรวจสอบเอกสารนำเข้า-ส่งออกน้ำมันที่ คลังน้ำมันอ่างทอง

วันนี้ (20 มีนาคม) พล.ต.ต.สถาพร เอมโอษฐ์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ช่วยราชการตำรวจภูธรภาค 1 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามน้ำมันเชื้อเพลิงตำรวจภูธรภาค 1 (ศปนม.ภาค 1) ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.จรูญโรจน์ สุขไทย ผู้กำกับการหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในตำบลตลาดกรวด อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง

 

โดยเป็นการสนธิกำลังร่วมกับหลายภาคส่วน ได้แก่ ธีรัชพงศ์ อินทระ นักวิชาการสรรพสามิตชำนาญการ หัวหน้าสายตรวจที่ 4.2 สำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม กรมสรรพสามิต, สุกัญญา กุลสุวรรณ์ ปลัดจังหวัดอ่างทอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัด สรรพสามิตจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ตำรวจภูธรเมืองอ่างทอง กอ.รมน.จังหวัด และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง

 

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวแทนคลังน้ำมันประจำจังหวัดอ่างทองมาให้ข้อมูล พร้อมทั้งขอตรวจสอบเอกสารการนำเข้าและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงจากต้นทางไปยังปลายทางที่ผ่านคลังน้ำมันแห่งนี้ เพื่อนำมาเทียบเคียงและตรวจสอบปริมาณน้ำมันคงเหลือในคลัง

 

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นทั้งเจ้าหน้าที่ประจำคลังที่จังหวัดอ่างทองและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ยังไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวมาแสดงต่อเจ้าพนักงานได้

 

ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ออกหนังสือแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร สั่งการให้เจ้าของกิจการเร่งนำส่งเอกสารการนำเข้า-ส่งออกน้ำมันมาแสดงภายใน 3 วัน โดยจะสิ้นสุดกำหนดในวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2569 หากพ้นกำหนดและไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงได้ จะถือว่ามีความผิดตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งผู้ค้าตามมาตรา 10 ที่ไม่ปฏิบัติตาม จะต้องระวางโทษตามมาตรา 56 (3) คือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ศปนม.ภาค 1 ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังบรรจุภายในคลัง เพื่อนำไปตรวจสอบคุณภาพในรถปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile Lab) โดยผ่านกระบวนการทดสอบทั้งน้ำมันดีเซล น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 ซึ่งผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า น้ำมันทุกชนิดมีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามที่กำหนด

 

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 16.10 น. ตัวแทนคลังน้ำมันที่เดินทางมาจากกรุงเทพมหานครได้มาถึงพื้นที่ และอยู่ระหว่างการนำเอกสารมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ แต่ปรากฏว่ายังคงขาดเอกสารต้นขั้ว ที่รับจากคลังต้นทางในครั้งแรก

 

โดยตัวแทนอ้างว่า เอกสารกำกับที่มาพร้อมกับน้ำมันจากต้นทางนั้น ได้ถูกแนบส่งต่อไปยังสถานีบริการน้ำมันปลายทางแล้ว พร้อมยกตัวอย่างว่า หากรับน้ำมันมา 40,000 ลิตร และนำมาลงเก็บไว้ที่คลังอ่างทอง 20,000 ลิตร ส่วนอีก 20,000 ลิตรที่ส่งไปขายต่อที่ปั๊ม จะมีการแนบเอกสารต้นขั้วติดไปด้วย

 

คำให้การดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ ศปนม.ภาค 1 ต้องดำเนินการสอบปากคำตัวแทนคลังน้ำมันอย่างละเอียด เนื่องจากตามหลักปฏิบัติที่ถูกต้อง เอกสารต้นขั้วฉบับดังกล่าวจะต้องถูกจัดเก็บไว้ที่คลังน้ำมันจังหวัดอ่างทอง เพื่อรอการตรวจสอบทางบัญชีและระบบภาษี ไม่ใช่ส่งต่อไปยังปลายทางทั้งหมด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลการสอบสวนเพื่อความกระจ่างต่อไป

The post ตำรวจภาค 1 บุกตรวจคลังน้ำมันอ่างทอง ขีดเส้น 23 มี.ค. ต้องส่งหลักฐานเอกสารนำเข้า-ส่งออกให้ครบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบช.ก. สั่งคุมเข้มปั๊มน้ำมันสกัดฉวยโอกาสกักตุน-โก่งราคา พร้อมตั้งแท่นรวมคดี กกต. ทั่วประเทศให้สอบสวนกลางทำสำนวนเดียว https://thestandard.co/police-control-gas-stations-election-cases/ Fri, 20 Mar 2026 09:03:31 +0000 https://thestandard.co/police-control-gas-stations-election-cases/ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์มาตรการคุมเข้มปั๊มน้ำมันและรวมคดี กกต.

วันนี้ (20 มีนาคม) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาก […]

The post ผบช.ก. สั่งคุมเข้มปั๊มน้ำมันสกัดฉวยโอกาสกักตุน-โก่งราคา พร้อมตั้งแท่นรวมคดี กกต. ทั่วประเทศให้สอบสวนกลางทำสำนวนเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์มาตรการคุมเข้มปั๊มน้ำมันและรวมคดี กกต.

วันนี้ (20 มีนาคม) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยถึงมาตรการรับมือปัญหาราคาน้ำมันแพงอันเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศ โดยได้สั่งการให้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) บูรณาการกำลังร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานด้านภาษี เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบประชาชนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำมันและปุ๋ย

 

สำหรับความคืบหน้ากรณีข้อร้องเรียนปั๊มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีจำหน่ายน้ำมันในราคาสูงเกินจริงนั้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับพาณิชย์และพลังงานจังหวัด พบว่าทางสถานีบริการมีเอกสารแสดงที่มาของน้ำมันชัดเจนและมีสัดส่วนกำไรเพียงเล็กน้อย แต่ยังคงต้องรอผลการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป ส่วนกรณีการตรวจพบปริมาณน้ำมันดีเซลกว่า 40,000 ลิตรนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการกักตุนสินค้าหรือไม่

 

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า แนวทางการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่จะมุ่งเน้นใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน ว่าได้มาตรฐานหรือมีการปนเปื้อนหรือไม่ 2. ความถูกต้องของเอกสาร ทั้งการซื้อขายและการขนส่ง 3. การตรวจสอบราคาจำหน่าย ว่าเกินกว่าราคาควบคุมหรือไม่ และ 4. การตรวจสอบพฤติกรรมการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร ซึ่งหากพบการกระทำความผิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทันที

 

พร้อมย้ำเตือนผู้ประกอบการอย่าฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนในช่วงวิกฤต ส่วนประเด็นข้อสงสัยเรื่องโครงสร้างราคาต้นทางนั้นเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานในการชี้แจง ตำรวจจะบังคับใช้กฎหมายเฉพาะส่วนที่มีการกระทำความผิดเท่านั้น

 

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงกระแสข่าวที่ว่าคดีน้ำมันอาจมีความเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมือง ผบช.ก. ยืนยันว่าไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด ทุกอย่างดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน หากพบความผิดก็จะเรียกผู้เกี่ยวข้องรวมถึงเจ้าของคลังน้ำมันมาชี้แจงและดำเนินคดีตามขั้นตอน

 

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยังได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วยว่า ขณะนี้คดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ได้ถูกโอนและรวบรวมมาที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางแล้ว โดยอยู่ระหว่างการหารือเพื่อแต่งตั้ง คณะพนักงานสอบสวนชุดกลาง ขึ้นมารับผิดชอบ เพื่อรวมให้เป็นสำนวนคดีเดียวกัน

 

ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการให้การดำเนินคดีมีทิศทางและมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ตลอดจนสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างโปร่งใส รอบด้าน และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

The post ผบช.ก. สั่งคุมเข้มปั๊มน้ำมันสกัดฉวยโอกาสกักตุน-โก่งราคา พร้อมตั้งแท่นรวมคดี กกต. ทั่วประเทศให้สอบสวนกลางทำสำนวนเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขยายผลจากปั๊มสิงห์บุรี ตำรวจ-พาณิชย์ บุกตรวจบริษัทน้ำมันอ่างทอง พบตุนน้ำมัน 3.3 แสนลิตร มูลค่ากว่า 12 ล้าน https://thestandard.co/angthong-oil-hoarding-police-raid/ Fri, 20 Mar 2026 04:59:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1189469 ตรวจค้นคลังน้ำมันบริษัทหนึ่งใน อ่างทอง ที่กักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตร

วันนี้ (20 มีนาคม) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาก […]

The post ขยายผลจากปั๊มสิงห์บุรี ตำรวจ-พาณิชย์ บุกตรวจบริษัทน้ำมันอ่างทอง พบตุนน้ำมัน 3.3 แสนลิตร มูลค่ากว่า 12 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตรวจค้นคลังน้ำมันบริษัทหนึ่งใน อ่างทอง ที่กักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตร

วันนี้ (20 มีนาคม) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.) และ พ.ต.อ.ธนาทัศน์ ศรีพิพัฒน์ รักษาราชการแทนผู้กำกับการ 2 บก.ปคบ. ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.จำรูญ คำมา สว.กก.2 บก.ปคบ. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัดอ่างทอง และพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง ปูพรมเข้าตรวจสอบบริษัทจำหน่ายน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง

 

ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากการที่เจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า มีสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี ฉวยโอกาสจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่สูงกว่าปกติมากในช่วงวิกฤตพลังงาน เจ้าหน้าที่จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและขยายผลเส้นทางการค้า จนพบว่าแหล่งที่มาของน้ำมันล็อตดังกล่าว ถูกส่งต่อมาจากบริษัทจำหน่ายน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง จึงนำไปสู่การขออนุมัติเข้าตรวจค้นคลังน้ำมันของบริษัทดังกล่าวในทันที

 

จากการตรวจสอบภายในคลังน้ำมัน เจ้าหน้าที่พบปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงกักตุนอยู่เป็นจำนวนมาก รวมปริมาณทั้งสิ้นกว่า 331,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 12,520,400 บาท โดยแบ่งออกเป็น:

 

  • น้ำมันดีเซล ประมาณ 48,000 ลิตร
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ประมาณ 210,000 ลิตร
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ประมาณ 73,000 ลิตร

 

เมื่อตรวจสอบพฤติการณ์ทางการค้า เบื้องต้นพบว่าบริษัทดังกล่าวมีการลักลอบจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้กับลูกค้าในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดใกล้เคียง ในราคาสูงถึงลิตรละ 40.50 บาท ซึ่งเป็นการตั้งราคาที่สูงกว่าโครงสร้างราคามาตรฐานทั่วไปในท้องตลาดอย่างมาก โดยทางผู้ประกอบการกล่าวอ้างว่า รับซื้อน้ำมันมาจากต้นทางในราคาลิตรละ 39.50 บาท จึงต้องปรับราคาขายขึ้นตามต้นทุน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ขอดูเอกสารการซื้อขายและหลักฐานการชำระเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทางบริษัทกลับไม่สามารถนำเอกสารใดๆ มาแสดงเพื่อยืนยันแหล่งที่มาและต้นทุนที่แท้จริงได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการอายัดของกลางทั้งหมด พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างน้ำมันส่งไปตรวจสอบคุณภาพที่กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อดูว่าเป็นน้ำมันที่ได้มาตรฐานหรือไม่

 

นอกจากนี้ ยังได้ประสานส่งข้อมูลการตรวจสอบเพิ่มเติมไปยังกรมสรรพสามิต เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการเสียภาษีสรรพสามิตอย่างละเอียด ซึ่งหากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิด ทั้งในเรื่องของการหลีกเลี่ยงภาษี การปลอมปนน้ำมัน หรือการค้ากำไรเกินควร ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดต่อไป เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชนในยุคที่พลังงานมีราคาแพง

 

ตรวจค้นคลังน้ำมันบริษัทหนึ่งใน อ่างทอง ที่กักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตร 1ตรวจค้นคลังน้ำมันบริษัทหนึ่งใน อ่างทอง ที่กักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตร 2ตรวจค้นคลังน้ำมันบริษัทหนึ่งใน อ่างทอง ที่กักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตร 3ตรวจค้นคลังน้ำมันบริษัทหนึ่งใน อ่างทอง ที่กักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตร 4

The post ขยายผลจากปั๊มสิงห์บุรี ตำรวจ-พาณิชย์ บุกตรวจบริษัทน้ำมันอ่างทอง พบตุนน้ำมัน 3.3 แสนลิตร มูลค่ากว่า 12 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร รัฐสูญเสียรายได้ราว 2,800 ล้านบาทต่อเดือน https://thestandard.co/oil-excise-tax-cut-impact/ Tue, 17 Mar 2026 09:03:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1188466 ภาพกราฟิกแสดงผลกระทบจากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร ซึ่งส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อเดือน โดยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นทางเลือกสำคัญในการพิจารณา

วันนี้ (17 มีนาคม) แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เผยว่า หา […]

The post ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร รัฐสูญเสียรายได้ราว 2,800 ล้านบาทต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลกระทบจากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร ซึ่งส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อเดือน โดยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นทางเลือกสำคัญในการพิจารณา

วันนี้ (17 มีนาคม) แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เผยว่า หากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 1 บาทต่อลิตร ไม่ว่าจะน้ำมันดีเซล หรือน้ำมันเบนซิน ก็จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ราว 2,800 ล้านบาทต่อเดือน

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังยังยืนยันว่า ในการช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล รัฐบาลจะเลือกปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นทางเลือกท้ายๆ โดยจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ‘เป็นหลัก’ ก่อน

 

พร้อมทั้งเผยว่า รัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็ม ไม่สามารถพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันได้ รวมถึงไม่สามารถอนุมัติให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันชดเชยกองทุนน้ำมันฯ ด้วย

 

“กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยเบื้องต้นต้องอิงตามกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งต้องพิจารณาความสามารถกองทุน สภาพคล่องกองทุน หนี้สินและการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด ก่อนอาศัยการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน”

 

ไขข้อสงสัย กองทุนน้ำมันเหลือ ‘รูม’ บริหารจัดการ-กู้เงินเท่าไร

 

ก่อนหน้านี้ ในวันเดียวกัน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สามารถติดลบเกิน 40,000 ล้านบาทได้

 

โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังอธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ไม่สามารถติดลบเกิน 40,000 ล้านบาทได้นั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562

 

ทั้งนี้ ตามมาตรา 26 ของพ.ร.บ.ดังกล่าวระบุว่า กองทุนต้องมีสภาพคล่องเพียงพอ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อรวมกับเงินกู้แล้วต้องไม่เกินจำนวน 40,000 ล้านบาท

 

“ตามกฎหมายของพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนฯ สามารถกู้ได้ที่ 40,000 ล้านบาท พอกู้ไปแล้ว 20,000 ล้านบาท ตอนนี้จึงเหลือพื้นที่ (Room) ในการกู้อีก 20,000 ล้านบาท รวมแล้วไม่เกิน 40,000 ล้านบาทก็ถูกต้องแล้ว” แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าว

 

กองทุนน้ำมัน ‘ติดลบทางบัญชี’ แต่ยังไม่กู้

 

สำหรับกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งล่าสุด ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 กองทุนมีสถานะติดลบแล้ว 12,605 ล้านบาท โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังอธิบายว่า “เป็นการติดลบทางบัญชี และไม่ได้เป็นการติดลบจากการกู้เงิน”

 

เนื่องจากกองทุนมีสัญญากับคู่ค้าน้ำมัน และจะมีการเคลียร์บัญชีกันเป็นรอบในแต่ละเดือน เดือนละหนึ่งครั้ง ซึ่งรอบต่อไปจะเป็น สัปดาห์ที่สามของเดือนเมษายน ระหว่างนี้จึงเป็นการติดลบระหว่างบัญชี ซึ่งอาจมีการพลิกกลับเป็นบวกได้

 

“สมมติระหว่างนี้ ถ้าน้ำมันลง เดี๋ยวก็หมุนกลับมาได้ ค่อยไปดูตอนวันที่ Settle ว่าจริงๆ ติดลบเท่าไร อย่าไปดูรายวันเลย” แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าว

The post ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร รัฐสูญเสียรายได้ราว 2,800 ล้านบาทต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สบน.ห่วงกองทุนน้ำมันติดลบหนักกระทบหนี้สาธารณะ เผยจ่อรื้อแผนการคลัง รับนโยบายรัฐบาลใหม่ https://thestandard.co/oil-fund-debt-fiscal-plan-review/ Mon, 16 Mar 2026 12:43:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1188253 ภาพประกอบ สบน. แสดงความกังวลต่อสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบ และอาจกระทบหนี้สาธารณะ รวมถึงการทบทวนแผนการคลัง

ผอ.สบน.ชี้ หากกองทุนน้ำมันฯ กู้เงิน 20,000 ล้าน นับเป็น […]

The post สบน.ห่วงกองทุนน้ำมันติดลบหนักกระทบหนี้สาธารณะ เผยจ่อรื้อแผนการคลัง รับนโยบายรัฐบาลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ สบน. แสดงความกังวลต่อสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบ และอาจกระทบหนี้สาธารณะ รวมถึงการทบทวนแผนการคลัง

ผอ.สบน.ชี้ หากกองทุนน้ำมันฯ กู้เงิน 20,000 ล้าน นับเป็นหนี้สาธารณะ ย้ำไทยยังมีพื้นที่นโยบายเพียงพอ 4% เผยแผนการคลังระยะปานกลางต้องถูกทบทวนโดยรัฐบาลใหม่ ยันรักษากรอบวินัยการคลังขาดดุลไม่เกิน 3%

 

วันนี้ (16 มีนาคม) จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เผยว่า หนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนับเป็นหนี้สาธารณะ รวมไปถึงกรอบวงเงินกู้เพิ่มเติมตามพ.ร.ฎ. ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย เนื่องจากสำนักงานกองทุนเชื้อเพลิงถือเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ พร้อมยืนยันว่า หนี้สาธารณะยังมีพื้นที่ (Room) เหลืออยู่ประมาณ 4% ก่อนจะแตะเพดานที่ระดับ 70% ของ GDP

 

จินดารัตน์ยังระบุว่า สำหรับประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP ในปีงบประมาณนี้ ต้องประเมินตามสถานการณ์อีกที จากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ สถานะและการกู้ยืมเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมไปถึงการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP)

 

“ก็แล้วแต่สถานการณ์ ถ้า (กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง) ติดลบไปเรื่อยจนต้องกู้เงิน (ตัวเลขประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP) ก็อาจจะเปลี่ยน แต่ถ้ามีเหตุการณ์ดีขึ้น สงครามไม่มีแล้วก็อาจจะดีขึ้น เพราะที่ผ่านมากองทุนน้ำมันฯ ก็พยายามชำระหนี้ นอกจากนี้ ถ้า GDP ไทยลดลง ตัวสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็จะเพิ่มขึ้น” จินดารัตน์กล่าว

 

ทั้งนี้ ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 ตามข้อมูลสถานะกองทุนน้ำมันฯล่าสุด พบว่า กองทุนมีสถานะติดลบแล้วที่ 12,605 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันที่ยังเป็นบวก 25,016 ล้านบาท แต่ถูกฉุดด้วยบัญชีก๊าซ LPG ที่ติดลบหนัก 37,621 ล้านบาท

 

พร้อมกันนี้ จินดารัตน์ยืนยันว่า จะต้องมีการทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framework: MTFF) ครั้งใหม่ เมื่อได้รัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดจนจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดทำตารางไทม์ไลน์ปรับปรุง MTFF แล้ว

 

โดยจินดารัตน์กล่าวต่อว่า เบื้องต้นสบน. ได้มีการหารือแนวทางเตรียมความพร้อมกับผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ แล้ว เช่น กรมสรรพสามิต และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

 

“เพราะเป็นรัฐบาลชุดใหม่ จะต้องมีการปรับ MTFF และงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 โดยมีตารางแล้วว่าจะปรับเมื่อไร ยังไม่มีการประชุม แต่มีคุยกันบ้างกับผู้บริหาร สรรพสามิต สบน. สศค. ดูแนวทางเตรียมพร้อมไว้กันหมด” จินดารัตน์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม จินดารัตน์ ยืนยันว่า ต้องการให้แผนการคลังระยะปานกลางคงเป้าหมายขาดดุลการคลังไม่เกิน 3% ต่อ GDP ไว้ตามเดิม เนื่องจากเป็นมาตรฐานของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Ratings) และเป็นสิ่งที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ความสำคัญอย่างมากอีกด้วย

 

“3% อยากให้คงอยู่ เพราะเป็นมาตรฐานของเครดิตเรตติ้งว่าไม่ควรขาดดุลเกิน 3% ของ GDP ซึ่งท่านรัฐมนตรีมีแนวคิดคุมให้ไม่เกิน 3% และกำหนดว่าจะกลับเข้าสู่ 3% ได้ภายในเมื่อไร” จินดารัตน์กล่าว

The post สบน.ห่วงกองทุนน้ำมันติดลบหนักกระทบหนี้สาธารณะ เผยจ่อรื้อแผนการคลัง รับนโยบายรัฐบาลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรรพสามิตคุมเข้ม สกัดลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศ รับข้อสั่งการนายกฯ https://thestandard.co/excise-department-halts-oil-smuggling/ Thu, 12 Mar 2026 10:22:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1186879 เจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกและการกักตุน

กรมสรรพสามิตขานรับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ยกระดับกำกับดู […]

The post สรรพสามิตคุมเข้ม สกัดลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศ รับข้อสั่งการนายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกและการกักตุน

กรมสรรพสามิตขานรับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ยกระดับกำกับดูแลน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศ ป้องกันการลักลอบส่งออกและการกักตุนทั้งทางบกและแนวชายฝั่ง พร้อมสุ่มตรวจคุณภาพน้ำมัน ณ จุดจำหน่าย

 

วันนี้ (12 มีนาคม) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตได้มีข้อสั่งการด่วน ไปยังหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศให้เพิ่มความเข้มข้นในการควบคุม กำกับ และตรวจสอบน้ำมันเชื้อเพลิงทันที เพื่อขานรับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมเปิดปฏิบัติการเฝ้าระวังเชิงรุก เพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกการกักตุน และการกระทำผิดกฎหมายที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ

 

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 โดยกรมสรรพสามิตได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการในเชิงปฏิบัติอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การกำกับดูแลน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

 

สำหรับมาตรการเร่งด่วน กรมสรรพสามิตได้สั่งการให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทั่วประเทศเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ครอบคลุมคลังน้ำมัน โรงกลั่น ผู้ประกอบการขนส่งน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน โดยเน้นการตรวจสอบการเคลื่อนย้ายน้ำมันและคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิด เพื่อลดช่องว่างการกระทำผิดและสกัดกั้นการนำน้ำมันออกนอกระบบ

 

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขยายมาตรการเฝ้าระวังทางทะเลโดยประสานความร่วมมือกับ กองทัพเรือไทย และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อสกัดกั้นการลักลอบขนส่งน้ำมันตามแนวชายฝั่งและเส้นทางทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสำคัญ

 

ในด้านการตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน กรมสรรพสามิตได้นำรถตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเคลื่อนที่ (Mobile Lab) ลงปฏิบัติการในพื้นที่ เพื่อสุ่มตรวจคุณภาพน้ำมัน ณ จุดจำหน่ายและพื้นที่เฝ้าระวังแบบหน้างาน สามารถตรวจพิสูจน์ได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่ามีการควบคุมมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเข้มงวด

 

อธิบดีกรมสรรพสามิต ย้ำว่า กรมสรรพสามิตจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตั้งแต่ต้นทางเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และปกป้องประชาชนจากการฉวยโอกาสในช่วงสถานการณ์พลังงานผันผวน

The post สรรพสามิตคุมเข้ม สกัดลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศ รับข้อสั่งการนายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจสั่งคุมเข้มทั่วประเทศ สกัดจับลักลอบส่งออก-กักตุน-โก่งราคาน้ำมัน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง https://thestandard.co/police-oil-crisis-crackdown/ Thu, 12 Mar 2026 02:30:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1186654 เจ้าหน้าที่ตำรวจประชุมมาตรการคุมเข้มสกัดจับการลักลอบส่งออกและกักตุนน้ำมัน

วานนี้ (11 มีนาคม) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญ […]

The post ตำรวจสั่งคุมเข้มทั่วประเทศ สกัดจับลักลอบส่งออก-กักตุน-โก่งราคาน้ำมัน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจประชุมมาตรการคุมเข้มสกัดจับการลักลอบส่งออกและกักตุนน้ำมัน

วานนี้ (11 มีนาคม) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) เรียกประชุมด่วนกำลังพลตำรวจทั่วประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางและมาตรการป้องกันการลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงออกนอกประเทศ รวมถึงปราบปรามการกักตุนและฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างไม่เป็นธรรม

 

โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นการตอบรับคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตลอดจนป้องกันภาวะขาดแคลนพลังงานภายในประเทศและไม่ให้ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อของการถูกเอารัดเอาเปรียบ

 

สำหรับมาตรการเชิงรุกในการสกัดกั้นน้ำมันเถื่อน สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดยกระดับการปฏิบัติงานอย่างเข้มงวดและทันที โดยในส่วนของการป้องกันพื้นที่ทางบก ได้สั่งการให้มีการตั้งจุดตรวจและจุดสกัดตลอดเส้นทางการขนส่ง ครอบคลุมตั้งแต่บริเวณคลังน้ำมันต้นทางไปจนถึงพื้นที่แนวชายแดนทั่วประเทศ ขณะที่การปฏิบัติการทางทะเล กองบังคับการตำรวจน้ำได้จัดส่งเรือตรวจการณ์กว่า 30 ลำ ออกลาดตระเวนเพื่อสกัดกั้นการกระทำผิดตามแนวรอยต่อทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน

 

นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน และกรมศุลกากร เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันและเฝ้าระวังพฤติกรรมการกักตุนสินค้าอย่างใกล้ชิด โดยใช้ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมสั่งการ (CCOC) ทำหน้าที่บริหารจัดการและควบคุมการปฏิบัติงานในภาพรวมอย่างเคร่งครัด

 

ทางด้าน พล.ต.อ.ธัชชัย ได้กล่าวเน้นย้ำพร้อมส่งคำเตือนขั้นเด็ดขาดไปยังกลุ่มผู้ประกอบการและพ่อค้าคนกลางที่คิดจะฉวยโอกาสในช่วงวิกฤตพลังงานนี้ว่า หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบพฤติกรรมการลักลอบส่งออก กักตุนสินค้า หรือโก่งราคาน้ำมัน ผู้กระทำความผิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาหนักทันที ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และต้องระวางโทษปรับในอัตราสูงสุด

 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันจุดยืนในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพและเด็ดขาด เพื่อปกป้องพี่น้องประชาชนไม่ให้ถูกซ้ำเติมจากสภาวะภาระค่าครองชีพและปัญหาน้ำมันราคาแพง

The post ตำรวจสั่งคุมเข้มทั่วประเทศ สกัดจับลักลอบส่งออก-กักตุน-โก่งราคาน้ำมัน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>