กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 06 Oct 2026 06:48:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สธ.เชียงราย เผยผลตรวจน้ำประปา-อาหารครั้งที่ 11 ทั้ง 40 ตัวอย่างปลอดภัย เฝ้าระวังต่อเนื่อง https://thestandard.co/chiang-rai-water-food-safe/ Tue, 06 Oct 2026 06:48:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1265170 ภาพน้ำประปาในแก้วใส แสดงถึงความปลอดภัยของน้ำดื่ม

จากสถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงราย หลังกรมคว […]

The post สธ.เชียงราย เผยผลตรวจน้ำประปา-อาหารครั้งที่ 11 ทั้ง 40 ตัวอย่างปลอดภัย เฝ้าระวังต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพน้ำประปาในแก้วใส แสดงถึงความปลอดภัยของน้ำดื่ม

จากสถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงราย หลังกรมควบคุมมลพิษตรวจพบโลหะหนักบางรายการในลำน้ำแม่สายเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขต้องยกระดับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ล่าสุด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ได้เปิดเผยผลการตรวจสอบโลหะหนักในน้ำประปาและอาหาร ครั้งที่ 11 เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

 

การเฝ้าระวังครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 17-19 สิงหาคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 7 อำเภอที่เกี่ยวข้องกับแนวแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก โดยได้ทำการเก็บตัวอย่างรวม 40 ตัวอย่าง แบ่งเป็น น้ำประปาหมู่บ้าน 21 ตัวอย่าง ปลา 7 ตัวอย่าง และพืชผักผลไม้ 12 ตัวอย่าง เพื่อตรวจหาการปนเปื้อนของตะกั่ว แคดเมียม สารหนู และปรอท ผลการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่า ทุกตัวอย่างมีค่าโลหะหนักไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

 

คงศักดิ์ ชัยชนะ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ผลการตรวจรอบนี้ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยคลายความกังวลให้แก่ประชาชนได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หน่วยงานสาธารณสุขจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำแนะนำว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลจนเกินไป แต่ควรเลือกใช้น้ำประปาที่ผ่านระบบปรับปรุงคุณภาพแล้ว เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ล้างผักผลไม้และวัตถุดิบให้สะอาดก่อนนำมาปรุงอาหารทุกครั้ง และที่สำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงการนำน้ำจากแม่น้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติมาดื่มโดยตรง

 

ทั้งนี้ ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

 

โดยผลการตรวจที่ออกมาเป็นเพียงข้อมูล ณ ช่วงเวลาและพื้นที่ที่กำหนดตามแผนเท่านั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยังคงลงพื้นที่เก็บตัวอย่างและวิเคราะห์คุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง หากพบความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ จะเร่งสื่อสารข้อเท็จจริงเพื่อให้ชาวเชียงรายสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

The post สธ.เชียงราย เผยผลตรวจน้ำประปา-อาหารครั้งที่ 11 ทั้ง 40 ตัวอย่างปลอดภัย เฝ้าระวังต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ลุยอุทกภัย กทม. ส่งทีม LERT กระจายสเปรย์กันยุงและเวชภัณฑ์ช่วยประชาชน https://thestandard.co/medical-sciences-lert-flood-aid/ Tue, 29 Sep 2026 02:43:49 +0000 https://thestandard.co/medical-sciences-lert-flood-aid/ เจ้าหน้าที่ทีม LERT กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ลงพื้นที่แจกจ่ายสเปรย์กันยุงและเวชภัณฑ์ช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระดมทีมปฏิบัติการฉุกเฉินด้านห้องป […]

The post กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ลุยอุทกภัย กทม. ส่งทีม LERT กระจายสเปรย์กันยุงและเวชภัณฑ์ช่วยประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ทีม LERT กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ลงพื้นที่แจกจ่ายสเปรย์กันยุงและเวชภัณฑ์ช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระดมทีมปฏิบัติการฉุกเฉินด้านห้องปฏิบัติการและรังสี หรือ LERT (Laboratory and Environmental Radiation Emergency Response Team) จากส่วนกลางและศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในพื้นที่ เร่งลงพื้นที่สนับสนุนเวชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากงานวิจัย และสิ่งของจำเป็นแก่หน่วยงานสาธารณสุข เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก

 

นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มอบหมายให้ทีม LERT ลงพื้นที่ส่งมอบความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้ส่งมอบสเปรย์กันยุงจำนวน 350 ขวด ให้แก่สำนักงานเขตหลักสี่ เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย ขณะที่พื้นที่จังหวัดนครนายก ได้ทำการส่งมอบขี้ผึ้งทาน้ำกัดเท้า 300 ตลับ และพิมเสนเจล 100 กระปุก ผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก

 

นอกจากนี้ ทีมปฏิบัติการยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเครือข่ายห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัย รวมถึงกลุ่มงานเทคนิคการแพทย์และพยาธิวิทยาคลินิก ณ โรงพยาบาลองครักษ์ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานและสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ดูแลประชาชนในภาวะวิกฤต พร้อมกันนี้ได้เดินทางไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว องค์การบริหารส่วนตำบลศรีนาวา จังหวัดนครนายก เพื่อส่งมอบชุดเวชภัณฑ์และสิ่งของอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ขี้ผึ้งทาน้ำกัดเท้า พิมเสนเจล สเปรย์กันยุงตะไคร้หอม 70 ชุด น้ำยาฆ่าเชื้อพื้นผิว น้ำดื่ม และนม UHT เพื่อแจกจ่ายให้ความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

The post กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ลุยอุทกภัย กทม. ส่งทีม LERT กระจายสเปรย์กันยุงและเวชภัณฑ์ช่วยประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือนภัย ‘พอตซอมบี้’ กรมวิทย์ฯ ตรวจพบสูตรใหม่ผสมเมทแอมเฟตามีน-เอโทมิเดต ชี้อันตรายถึงขั้นหัวใจวาย https://thestandard.co/zombie-pod-meth-etomidate-danger/ Tue, 25 Aug 2026 09:40:09 +0000 https://thestandard.co/zombie-pod-meth-etomidate-danger/ ภาพหัวพอตบุหรี่ไฟฟ้าบรรจุน้ำยาที่ตรวจพบสารเสพติด

วันนี้ (25 สิงหาคม) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือนภัยขั้นส […]

The post เตือนภัย ‘พอตซอมบี้’ กรมวิทย์ฯ ตรวจพบสูตรใหม่ผสมเมทแอมเฟตามีน-เอโทมิเดต ชี้อันตรายถึงขั้นหัวใจวาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหัวพอตบุหรี่ไฟฟ้าบรรจุน้ำยาที่ตรวจพบสารเสพติด

วันนี้ (25 สิงหาคม) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือนภัยขั้นสูงสุดสำหรับผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า หลังห้องปฏิบัติการตรวจพบการลักลอบผสมสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท 2 ชนิดเข้าด้วยกันในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นการตรวจพบสูตรผสมมรณะลักษณะนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ผู้สูบเสียชีวิตได้อย่างฉับพลัน

 

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักยาและวัตถุเสพติด ได้รับของกลางประเภทหัวพอตบรรจุน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อส่งตรวจพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการ โดยตัวอย่างดังกล่าวมีลักษณะเป็นของเหลวใสสีส้มบรรจุอยู่ภายใน

 

ผลการตรวจวิเคราะห์เชิงลึกพบว่า มีการนำสารเสพติดอันตราย 2 ชนิดมาผสมรวมกัน

 

  • เมทแอมเฟตามีน ไฮโดรคลอไรด์ (Methamphetamine Hydrochloride): ตรวจพบปริมาณสารบริสุทธิ์สูงถึงร้อยละ 3.56
  • เอโทมิเดต (Etomidate): วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ซึ่งปัจจุบันมักถูกลักลอบนำมาผสมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า หรือที่ในหมู่ผู้เสพรู้จักกันในชื่อ พอตเค (K-Pod) หรือ บุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้

 

การตรวจพบยาเสพติดทั้งสองชนิดในหลอดเดียวกัน นับเป็นครั้งแรกของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการและรูปแบบใหม่ของการลักลอบใช้ยาเสพติดที่เพิ่มความเสี่ยงต่อร่างกายอย่างมหาศาล

 

อันตรายขั้นสุด สารออกฤทธิ์ขั้วตรงข้าม ‘กดสมอง-กระตุ้นหัวใจ’ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบายเพิ่มเติมถึงอันตรายทางกลไกการแพทย์ว่า การนำสารทั้งสองชนิดนี้มาผสมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าแล้วสูดดมเข้าสู่ร่างกาย จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้ทันที เนื่องจาก

 

  • เอโทมิเดต: มีฤทธิ์กดการหายใจและการทำงานของสมอง ซึ่งอาจทำให้ผู้เสพหมดสติ
  • เมทแอมเฟตามีน: มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและการทำงานของหัวใจอย่างรุนแรง

 

เมื่อร่างกายรับสารทั้งสองตัวพร้อมกัน จะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลันในขณะที่สมองและระบบหายใจกำลังถูกกดการทำงาน

 

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ส่งรายงานผลการตรวจพบสูตรสารเสพติดชนิดใหม่นี้ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงและสาธารณสุขเรียบร้อยแล้ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเฝ้าระวัง สกัดกั้น และติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดรูปแบบใหม่ ป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน

The post เตือนภัย ‘พอตซอมบี้’ กรมวิทย์ฯ ตรวจพบสูตรใหม่ผสมเมทแอมเฟตามีน-เอโทมิเดต ชี้อันตรายถึงขั้นหัวใจวาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมโรคยันโควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบในไทยต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 68 ยังไม่รุนแรงเพิ่ม พร้อมเฝ้าระวัง-ติดตามใกล้ชิด https://thestandard.co/ddc-covid-nb181-thailand-monitoring/ Wed, 03 Jun 2026 06:51:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1214220 ภาพกราฟิกแสดงเชื้อไวรัสโควิด-19

วันนี้ (3 มิถุนายน) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบค […]

The post กรมควบคุมโรคยันโควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบในไทยต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 68 ยังไม่รุนแรงเพิ่ม พร้อมเฝ้าระวัง-ติดตามใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงเชื้อไวรัสโควิด-19

วันนี้ (3 มิถุนายน) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์โรคโควิด 19 และการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) การเฝ้าระวังเหตุการณ์ และการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ โดยข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคแตกต่างจากสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้านี้

 

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 พบผู้ป่วยโควิด 19 จำนวน 4,156 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 30-39 ปี รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 20-29 ปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แม้จะมีการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลแต่จำนวนผู้ป่วยยังคงต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง

 

สำหรับข้อมูลการเฝ้าระวังสายพันธุ์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568-23 เมษายน 2569 พบว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่ตรวจพบในประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 50.95 รองลงมา ได้แก่ JN.1 ร้อยละ 24.97 และ XEC ร้อยละ 9.14 โดยสายพันธุ์ NB.1.8.1 ตรวจพบและแพร่ระบาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568

 

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้สายพันธุ์ NB.1.8.1 จะมีการกลายพันธุ์บางตำแหน่งที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแพร่กระจายและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่จากข้อมูลทางระบาดวิทยาและข้อมูลทางคลินิกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานว่าก่อให้เกิดอาการรุนแรงหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้า โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังมีอาการในลักษณะเดียวกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ และน้ำมูก

 

ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังโรคติดเชื้อทางเดินหายใจและการเปลี่ยนแปลงของเชื้อก่อโรคที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลเฝ้าระวัง 26 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมการเฝ้าระวังโรคทางเดินหายใจที่สำคัญ รวมถึงโรคโควิด 19 ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่น ๆ โดยตัวอย่างจากผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังจะได้รับการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และหากพบสัญญาณผิดปกติหรือการเปลี่ยนแปลงของเชื้อที่อาจมีนัยสำคัญต่อสาธารณสุข จะมีการส่งตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อจำแนกสายพันธุ์และประเมินความเสี่ยงเชิงลึก ทำให้ประเทศไทยสามารถติดตามสถานการณ์และตรวจจับความผิดปกติของเชื้อได้อย่างทันท่วงที

 

“ระบบเฝ้าระวังของประเทศไทยยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการติดตามจำนวนผู้ป่วย การเฝ้าระวังเหตุการณ์การระบาดเป็นกลุ่มก้อน และการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และตอบสนองต่อความเสี่ยงทางสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

 

ด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังในปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณการระบาดในวงกว้างหรือการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงของโรคที่แตกต่างจากแนวโน้มที่เคยพบในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โรคโควิด 19 ยังคงเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักมีการรวมกลุ่มของประชาชนในพื้นที่ปิดมากขึ้น

 

กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัดหรือเมื่อมีอาการป่วยทางเดินหายใจ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย และหากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือน้ำมูก ควรตรวจคัดกรองเบื้องต้นและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

The post กรมควบคุมโรคยันโควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบในไทยต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 68 ยังไม่รุนแรงเพิ่ม พร้อมเฝ้าระวัง-ติดตามใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภมาสลุยตรวจโรงงานปลากระป๋อง เผยใช้ปลานิลแทนแมคเคอเรลนับหมื่นกระป๋อง อ้างเป็นล็อตทดลอง ขณะ อย. ชี้เข้าข่ายอาหารปลอม https://thestandard.co/supamas-canned-fish-tilapia-mackerel-fraud-2/ Wed, 06 May 2026 09:50:55 +0000 https://thestandard.co/supamas-canned-fish-tilapia-mackerel-fraud-2/ ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง

วันนี้ (6 พฤษภาคม) ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักน […]

The post ศุภมาสลุยตรวจโรงงานปลากระป๋อง เผยใช้ปลานิลแทนแมคเคอเรลนับหมื่นกระป๋อง อ้างเป็นล็อตทดลอง ขณะ อย. ชี้เข้าข่ายอาหารปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง

วันนี้ (6 พฤษภาคม) ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋องในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อติดตามข้อเท็จจริงกรณีการร้องเรียนเรื่องวัตถุดิบไม่ตรงตามฉลาก โดยระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามความห่วงใยของนายกรัฐมนตรีที่มีต่อผู้บริโภค โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เพื่อตรวจสอบกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

 

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบความผิดที่กระทบต่อสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการได้รับข้อมูลสินค้าที่ไม่ถูกต้อง และการจำกัดอิสระในการเลือกซื้อสินค้า เนื่องจากหากผู้บริโภคทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นปลานิล ย่อมมีสิทธิที่จะเลือกซื้อในราคาที่ถูกกว่า หรือตัดสินใจเลือกซื้อยี่ห้ออื่นได้ตามความเหมาะสม ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายต่อไป

 

ศุภมาสเปิดเผยเพิ่มเติมว่า แม้ผู้ประกอบการจะอ้างว่าความผิดเกิดขึ้นเพียงเรื่องเดียวคือการใช้ปลาไม่ตรงตามที่ขออนุญาตไว้ แต่ในทางกฎหมายถือว่าเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและกฎหมายหลายฉบับ ทั้งในส่วนของ พ.ร.บ.อาหาร และกฎหมายโรงงานเกี่ยวกับการขออนุญาตจัดตั้งสถานประกอบการ ซึ่งได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดตรวจสอบความถูกต้องของโรงงาน พร้อมประสานไปยังศูนย์ดำรงธรรมและ สคบ. ทั่วประเทศ เพื่อรับข้อมูลจากผู้เสียหายเพิ่มเติม โดยเชื่อว่าจากจำนวนปลากระป๋องที่อายัดไว้กว่า 10,000 กระป๋อง น่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก

 

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงสาเหตุของการเปลี่ยนชนิดปลา ผู้ประกอบการอ้างว่าเป็นเพียงล็อตทดลอง เพื่อหาวัตถุดิบอื่นมาทดแทน แต่เกิดความผิดพลาดในกระบวนการ ซึ่งศุภมาสตั้งข้อสังเกตว่าคำชี้แจงดังกล่าวดูไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากมีการผลิตออกมาเป็นจำนวนมากถึงหลักหมื่นกระป๋อง อีกทั้งความผิดพลาดนี้ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภคในวงกว้างและกระทบต่อผู้ผลิตรายอื่น

 

ส่วนประเด็นเรื่องต้นทุนที่อ้างว่าไม่ต่างกันแต่เลือกใช้ปลานิลเพราะยังไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะนำมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้งว่าสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่

 

ทางด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการอายัดสินค้าทุกชนิดที่ต้องสงสัยว่าวัตถุดิบไม่ตรงตามฉลาก พร้อมสั่งการให้ผู้ประกอบการเรียกคืนสินค้าทั้งหมดจากท้องตลาดทันที

 

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเอกสารการจัดซื้อปลานิลไม่สอดคล้องกับใบอนุญาตผลิตปลากระป๋องยี่ห้อดังกล่าวที่ระบุว่าเป็นปลาแมคเคอเรล ขณะนี้ได้ส่งตัวอย่างไปให้กรมประมงวิเคราะห์สายพันธุ์และให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์และโลหะหนัก รวมถึงตรวจสอบมาตรฐานสุขลักษณะ (GMP) ของสถานที่ผลิต ซึ่งพบว่าไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้รับอนุญาตไว้

 

สำหรับบทลงโทษนั้น ผู้ประกอบการรายนี้จะถูกดำเนินคดีในข้อหาผลิตอาหารปลอมตาม พ.ร.บ.อาหาร ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท รวมถึงข้อหาแสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท และสถานที่ผลิตไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งมีโทษปรับตามกฎหมาย โดยเน้นย้ำว่าความผิดดังกล่าวเป็นคดีอาญาที่ยอมความไม่ได้ หากผลการตรวจวิเคราะห์พบการปนเปื้อนเพิ่มเติมก็จะถูกดำเนินคดีซ้ำตามกฎหมายต่อไป

 

ทั้งนี้ ขอให้ผู้บริโภคที่พบว่าปลากระป๋องยี่ห้อนี้เป็นปลานิลหรือชนิดอื่นที่ไม่ใช่แมคเคอเรล สามารถติดต่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ที่ อย. และ สคบ. ทุกแห่งทั่วประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าของโรงงานได้เข้าชี้แจงต่อศุภมาส พร้อมระบุว่า สินค้าขายได้ไม่ดี จากสภาพเศรษฐกิจ พร้อมได้ยกมือไหว้ขอโทษ และกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ว่าทางบริษัทต้องขอโทษกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งบริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจ เบื้องต้นได้ติดต่อเจรจาพูดคุย และเยียวยาผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของโพสต์ร้องเรียนแล้ว

 

เจ้าของโรงงานยืนยันด้วยว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2554 รวมระยะเวลา 15 ปี บริษัทตั้งใจผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาเข้าถึงง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจับต้องได้ โดยบริษัทเป็นลักษณะธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กที่สืบทอดต่อจากบิดา โดยมีการส่งสินค้าไปจำหน่ายตามร้านขายส่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและใกล้เคียง แต่ไม่ได้ส่งไปจำหน่ายทั่วประเทศ และไม่ได้ส่งไปจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ

 

ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 1ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 2ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 3ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 4ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 5ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 6ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 7ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 8ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 9

The post ศุภมาสลุยตรวจโรงงานปลากระป๋อง เผยใช้ปลานิลแทนแมคเคอเรลนับหมื่นกระป๋อง อ้างเป็นล็อตทดลอง ขณะ อย. ชี้เข้าข่ายอาหารปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลสั่งติดตาม-เฝ้าระวัง-คัดกรองไวรัสนิปาห์หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม ย้ำยังไม่พบผู้ป่วยในไทย ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก https://thestandard.co/nipah-virus-india-thailand-watch/ Sat, 24 Jan 2026 03:22:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1168833 ภาพประกอบข่าว ไวรัสนิปาห์ และมาตรการเฝ้าระวังในประเทศไทย

​วันนี้ (24 มกราคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำส […]

The post รัฐบาลสั่งติดตาม-เฝ้าระวัง-คัดกรองไวรัสนิปาห์หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม ย้ำยังไม่พบผู้ป่วยในไทย ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว ไวรัสนิปาห์ และมาตรการเฝ้าระวังในประเทศไทย

​วันนี้ (24 มกราคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในอินเดียอย่างใกล้ชิด หลังพบผู้ป่วยยืนยันเพิ่ม กำชับมาตรการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ยืนยันประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วย ขอประชาชนติดตามข้อมูลจากทางราชการและไม่ตื่นตระหนก

 

อัยรินทร์กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดีย พบผู้ป่วยยืนยันรวม 5 ราย ซึ่งทางการอินเดียได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรค กักกันและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเวสต์เบงกอล พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างเข้มข้น

 

สำหรับประเทศไทย ได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทาง หากพบผู้เดินทางที่มีไข้สูง หรือมีอาการเข้าได้กับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อประเมินอาการและดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที

 

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านชันสูตรโรคของประเทศ มีความพร้อมในการตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสนิปาห์ด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม Real-time RT-PCR มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถตรวจจากตัวอย่างหลากหลายชนิด เช่น เลือด สารคัดหลั่งจากคอและโพรงจมูก น้ำไขสันหลัง และปัสสาวะ โดยจะเก็บอย่างน้อย 2 ชนิดตัวอย่างขึ้นไป และสามารถรายงานผลภายใน 8 ชั่วโมงหลังได้รับตัวอย่าง

 

“ปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ ขอแนะนำประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์รังโรคและสัตว์พาหะ ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง และล้างมือด้วยสบู่หลังสัมผัสสัตว์ เนื้อสัตว์ หรือซากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาว สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาทและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยในคน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย” อัยรินทร์ระบุ

The post รัฐบาลสั่งติดตาม-เฝ้าระวัง-คัดกรองไวรัสนิปาห์หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม ย้ำยังไม่พบผู้ป่วยในไทย ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย. แจงผลตรวจ ‘ยาดมสมุนไพร’ พบปนเปื้อนเชื้อเกินมาตรฐาน ย้ำเฉพาะบางรุ่นที่ตรวจพบเท่านั้น รุ่นอื่นยังใช้และจำหน่ายได้ตามปกติ https://thestandard.co/herbal-inhaler-bacterial-contamination/ Wed, 29 Oct 2025 06:14:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1136921 อย. แจงผลตรวจ ‘ยาดมสมุนไพร’ พบปนเปื้อนเชื้อเกินมาตรฐาน ย้ำเฉพาะบางรุ่นที่ตรวจพบเท่านั้น รุ่นอื่นยังใช้และจำหน่ายได้ตามปกติ

วันนี้ (29 ตุลาคมป สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ช […]

The post อย. แจงผลตรวจ ‘ยาดมสมุนไพร’ พบปนเปื้อนเชื้อเกินมาตรฐาน ย้ำเฉพาะบางรุ่นที่ตรวจพบเท่านั้น รุ่นอื่นยังใช้และจำหน่ายได้ตามปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย. แจงผลตรวจ ‘ยาดมสมุนไพร’ พบปนเปื้อนเชื้อเกินมาตรฐาน ย้ำเฉพาะบางรุ่นที่ตรวจพบเท่านั้น รุ่นอื่นยังใช้และจำหน่ายได้ตามปกติ

วันนี้ (29 ตุลาคมป สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ชี้แจงกรณีประกาศผลตรวจวิเคราะห์ ‘ยาดมสมุนไพร’ พบการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์เกินมาตรฐาน เป็นการดำเนินงานภายใต้การเฝ้าระวังคุณภาพผลิตภัณฑ์ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก พร้อมย้ำว่าเฉพาะรุ่นที่ตรวจพบเท่านั้นที่จัดเป็นผลิตภัณฑ์ผิดมาตรฐาน รุ่นอื่นยังสามารถจำหน่ายและใช้ได้ตามปกติ

 

สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า การดำเนินการตรวจสอบครั้งนี้เริ่มจากกรณีเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลทางออนไลน์ถึงการพบเชื้อราในยาดมสมุนไพร ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อปอด อย. จึงสุ่มเก็บตัวอย่างยาดมสมุนไพรจากหลายยี่ห้อ ทั้งจากสถานที่จำหน่ายและผลิต เพื่อนำส่งตรวจวิเคราะห์ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่

 

-จำนวนรวมของจุลินทรีย์ที่เจริญเติบโตโดยใช้อากาศ (Total Aerobic Microbial Count) ต้องไม่เกิน 200 โคโลนี/กรัม

 

-จำนวนรวมของยีสต์และรา (Total Yeast and Mold Count) ต้องไม่เกิน 20 โคโลนี/กรัม

 

-ต้องไม่พบเชื้อก่อโรคเฉพาะ ได้แก่ Staphylococcus aureus, Pseudomonas aeruginosa และ Clostridium spp.

 

ผลการตรวจพบว่า ยาดมสมุนไพร 2 ยี่ห้อมีการปนเปื้อนเกินมาตรฐาน ได้แก่

 

1.ยาดมสมุนไพร ตราหงส์ไทย สูตร 2 เลขทะเบียน G 309/62 รุ่น 000332 วันที่ผลิต 9 ธันวาคม 2024 วันหมดอายุ 8 ธันวาคม 2027 พบเชื้อจุลินทรีย์ ยีสต์และรา และเชื้อ Clostridium spp. เกินมาตรฐาน โดยตรวจยืนยันเป็นเชื้อก่อโรค Clostridium perfringens

 

2.ยาดมสมุนไพร ตรา ฉมาเฮิร์บ เลขทะเบียน G561/67 รุ่น NF 2522503001 วันที่ผลิต 3 มีนาคม 2025 วันหมดอายุ 2 มีนาคม 2028 พบการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่เจริญเติบโตโดยใช้อากาศเกินเกณฑ์

 

อย. จึงประกาศให้ทราบว่า ผลิตภัณฑ์ทั้งสองยี่ห้อในรุ่นการผลิตที่ระบุ “จัดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรผิดมาตรฐาน” พร้อมอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม หากพบยี่ห้ออื่นที่ปนเปื้อนจะทยอยประกาศต่อไป

 

เชื้อจุลินทรีย์ ยีสต์ และราที่เกินค่ามาตรฐาน อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งอาจมีอาการทางเดินหายใจ หายใจติดขัด มีเสียงหวีด หรือระคายเคืองในปากและลำคอ

 

อย. ได้มีคำสั่งให้บริษัทผู้ผลิตหยุดจำหน่ายและเรียกเก็บคืนผลิตภัณฑ์รุ่นที่ตรวจพบปัญหา พร้อมระงับการผลิตชั่วคราวจนกว่าจะหาสาเหตุและแก้ไขกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ซ้ำเพื่อยืนยันคุณภาพ

 

เลขาธิการ อย. ย้ำว่า “ผลวิเคราะห์ที่ตกมาตรฐานมีความเฉพาะเจาะจงเฉพาะรุ่นที่ตรวจพบเท่านั้น รุ่นอื่นยังสามารถจำหน่ายและใช้ได้ตามปกติ” พร้อมแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบเลขรุ่นผลิตภัณฑ์ที่ถือครอง หากตรงกับรุ่นที่ประกาศเตือนให้หยุดใช้ทันทีและติดต่อผู้ผลิตเพื่อคืนสินค้า

 

อย. ยังได้แนะนำ 3 ข้อควรปฏิบัติเพื่อการใช้ยาดมสมุนไพรอย่างปลอดภัย ได้แก่

 

1.เลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบฉลาก ชื่อผู้ผลิต เลขทะเบียน วันที่ผลิตและหมดอายุ รวมถึงตรวจสอบข้อมูลผ่านคิวอาร์โค้ด อย.

 

2.เก็บรักษาอย่างถูกวิธี ปิดฝาให้สนิท เก็บในที่แห้ง หลีกเลี่ยงความชื้น และไม่สัมผัสส่วนผสมภายในด้วยนิ้วมือ

 

3.ตรวจสอบลักษณะผลิตภัณฑ์ก่อนใช้ โดยเฉพาะยาดมสมุนไพรชนิดห่อผ้า ซึ่งมีอายุการใช้งานสั้นกว่า หากพบว่ามีกลิ่นหรือสีเปลี่ยน มีจุดหรือเส้นใยสีขาว เทา เขียว หรือดำ ควรหยุดใช้ทันที

 

อย. ยืนยันว่าจะเฝ้าระวังคุณภาพผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างต่อเนื่อง และแจ้งผลวิเคราะห์ให้สาธารณชนทราบโดยทั่วกัน หากพบผลิตภัณฑ์ต้องสงสัยสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือช่องทางอื่น เช่น Line@FDAThai, Facebook: FDAThai, อีเมล [email protected] และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

The post อย. แจงผลตรวจ ‘ยาดมสมุนไพร’ พบปนเปื้อนเชื้อเกินมาตรฐาน ย้ำเฉพาะบางรุ่นที่ตรวจพบเท่านั้น รุ่นอื่นยังใช้และจำหน่ายได้ตามปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย. เผยผลตรวจยาดมผสมสมุนไพร หงส์ไทย สูตร 2 รุ่นผลิต 000332 ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ สั่งระวังการบริโภค https://thestandard.co/hong-thai-inhaler-microbe-warning/ Tue, 28 Oct 2025 09:24:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1136573 อย. เผยผลตรวจยาดมผสมสมุนไพร **หงส์ไทย** สูตร 2 รุ่นผลิต 000332 ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ สั่งระวังการบริโภค

วานนี้ (27 ตุลาคม) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไ […]

The post อย. เผยผลตรวจยาดมผสมสมุนไพร หงส์ไทย สูตร 2 รุ่นผลิต 000332 ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ สั่งระวังการบริโภค appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย. เผยผลตรวจยาดมผสมสมุนไพร **หงส์ไทย** สูตร 2 รุ่นผลิต 000332 ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ สั่งระวังการบริโภค

วานนี้ (27 ตุลาคม) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศเรื่องผลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาดมผสมสมุนไพร ตราหงส์ไทย สูตร 2 เลขทะเบียนที่ G 309/62) ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2568 มี วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการ ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เป็นผู้ลงนาม โดยมีรายละเอียดที่สำคัญระบุว่า

 

แจ้งผลการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ ยาดมผสมสมุนไพร ตราหงส์ไทย สูตร 2 เลขทะเบียนที่ G 309/62 สถานที่ผลิต หงส์ไทยพาณิชย์ เลขที่ 434 ถนนพุทธมณฑลสาย 2 แขวงบางไผ่ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร 10160 รุ่นการผลิต 000332 วันที่ผลิต 9 ธันวาคม 2567 วันที่สิ้นอายุ 8 ธันวาคม 2570 ให้ประชาชนรับทราบ

 

ทั้งนี้ อย. ได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจากสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร หงส์ไทยพาณิชย์ และส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ณ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

 

ผลการตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็น ผลิตภัณฑ์สมุนไพรผิดมาตรฐาน ในรายการทดสอบการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ โดยพบความผิดปกติในรายการ Total Aerobic Microbial Count, Total Combined Yeasts and Mould Count และ Clostridium spp.

 

การตรวจสอบนี้เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เกณฑ์มาตรฐาน ค่าความบริสุทธิ์ หรือคุณลักษณะอื่นอันมีความสำคัญต่อคุณภาพ สำหรับตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ขึ้นทะเบียน แจ้งรายละเอียด หรือจดแจ้ง พ.ศ. 2564

 

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรผิดมาตรฐานตามมาตรา 60 (2) แห่งพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 การผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรผิดมาตรฐานเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 58 (2) ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ตามมาตรา 103

 

ส่วนผู้ใดขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรผิดมาตรฐาน อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 58 (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

 

อย. ระบุว่า เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค จึงขอประกาศให้ประชาชนระมัดระวังในการซื้อหรือบริโภคผลิตภัณฑ์สมุนไพรดังกล่าว และขณะนี้สำนักงานอยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดต่อไป

The post อย. เผยผลตรวจยาดมผสมสมุนไพร หงส์ไทย สูตร 2 รุ่นผลิต 000332 ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ สั่งระวังการบริโภค appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. เพื่อไทย ขอบคุณกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สร้างความมั่นใจคุณภาพข้าวรับจำนำ ขอให้เลิกโจมตี เดินหน้าสร้างรายได้ https://thestandard.co/pheuthai-medical-sciences-rice/ Mon, 20 May 2024 09:25:09 +0000 https://thestandard.co/?p=935826

วันนี้ (20 พฤษภาคม) ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สส. แบบบัญชีร […]

The post สส. เพื่อไทย ขอบคุณกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สร้างความมั่นใจคุณภาพข้าวรับจำนำ ขอให้เลิกโจมตี เดินหน้าสร้างรายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 พฤษภาคม) ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สส. แบบบัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ให้ความชัดเจนต่อกรณีข้าวในโกดังที่จังหวัดสุรินทร์ ในโครงการรับจำนำข้าว ว่ามีคุณภาพตามมาตรฐาน สามารถจำหน่ายได้ มีสารอาหารเทียบเท่าข้าวที่ขายตามท้องตลาดปัจจุบัน ไม่มีสารเคมีตกค้างและการปนเปื้อนจากเชื้อรา 

 

สอดคล้องกับที่มีสื่อมวลชนได้นำไปทดสอบกับห้องตรวจเอกชนก่อนหน้านี้ จึงสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งระบายข้าวทั้ง 2 โกดังนี้อย่างเต็มที่ เพื่อนำรายได้กลับเข้ารัฐในราคาที่เหมาะสม และคลี่คลายปัญหาการระบายข้าวที่ค้างคาเกินความจำเป็นมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ทำให้ประเทศเสียโอกาสไปมาก

 

“รัฐบาลทราบดีตั้งแต่ต้นว่าข้าวใน 2 โกดังนี้ไม่ได้มีคุณภาพ 100% เหมือนข้าวใหม่ แต่ต้องยืนยันว่ายังจัดเป็นข้าวดีที่มีคุณภาพเพียงพอจะจำหน่ายได้ และไม่เคยมีความคิดปกปิดซ่อนเร้นสิ่งใด จึงได้แสดงความจริงใจผ่านการเชิญสื่อมวลชนเข้าติดตามทั้งกระบวนการมาโดยตลอด” ชนินทร์กล่าว

 

ส่วนกรณีที่มีข้อเรียกร้องให้สะสางคดีในอดีตนั้น ส่วนตัวเห็นว่า ปรากฏเป็นข่าวชัดเจนอยู่แล้วว่ามีการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อกรณีต่างๆ อยู่ ทั้งโกดังที่มีการปล่อยปละละเลยการจัดเก็บตามมาตรฐานสัญญา หรือกรณีที่มีการประเมินข้าวเกรดสูงตัดเกรดเป็นข้าวเกรดต่ำเพื่อระบายในราคาถูก เป็นต้น เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมจะให้ความชัดเจนและความเป็นธรรมต่อไป

 

“ผลการตรวจสอบข้าวทั้งจากรัฐและเอกชนยืนยันตรงกันแล้ว ว่าข้าวมีมาตรฐานเพียงพอจะจำหน่ายได้ อยากให้กลุ่มที่มีอคติกับโครงการรับจำนำข้าวมูฟออน เลิกวิพากษ์วิจารณ์ข้าวเสียๆ หายๆ เลิกทำลายความน่าเชื่อถือของข้าว และทำร้ายชาวนาไทย เพียงเพื่อหวังจะดิสเครดิตรัฐบาล แล้วเปิดใจรับทราบความตั้งใจดีในการทำงานของรัฐบาล และช่วยกันประชาสัมพันธ์ประเทศในแง่บวกจะดีกว่า” ชนินทร์กล่าว

 

คาดสิ้นเดือนนี้ประกาศขายข้าว

 

ขณะที่ กฤษณรักษ์ ใจดี รักษาการผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวว่า หลังจากที่มีผลการตรวจสอบคุณภาพข้าวที่มีการเก็บรักษาไว้ใน 2 คลังดังกล่าวออกมาว่ามีคุณภาพนั้น ขณะนี้อยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการตรวจสอบและวางกรอบการทำงานเพื่อการประกาศขายข้าวทั้งหมด 15,013.24 ตัน คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ทาง อคส. จะประกาศจำหน่ายข้าวในสต็อกเป็นการทั่วไป

 

อย่างไรก็ตาม หากจะมีการนำข้าวดังกล่าวมาจำหน่ายต้องมีขั้นตอนการปรับปรุงคุณภาพข้าว นำสิ่งแปลกปลอมที่ปนอยู่ออกก่อน จึงจะนำมาจำหน่ายได้ ส่วนจะสามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้หรือไม่นั้น กรมการค้าต่างประเทศจะต้องเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งอาจมีการตรวจหาสารเคมีซ้ำหรือไม่ ก็ต้องไปดูรายละเอียด

The post สส. เพื่อไทย ขอบคุณกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สร้างความมั่นใจคุณภาพข้าวรับจำนำ ขอให้เลิกโจมตี เดินหน้าสร้างรายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมเผย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตรียมแถลงผลตรวจข้าว 10 ปี 20 พ.ค. นี้ เชื่อว่าผลเป็นบวก ขอทุกฝ่ายสบายใจได้ https://thestandard.co/phumtham-10-year-rice-test/ Sun, 19 May 2024 08:44:51 +0000 https://thestandard.co/?p=935399 ข้าว 10 ปี ภูมิธรรม

วันนี้ (19 พฤษภาคม) ที่สาธารณรัฐฝรั่งเศส ภูมิธรรม เวชยช […]

The post ภูมิธรรมเผย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตรียมแถลงผลตรวจข้าว 10 ปี 20 พ.ค. นี้ เชื่อว่าผลเป็นบวก ขอทุกฝ่ายสบายใจได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้าว 10 ปี ภูมิธรรม

วันนี้ (19 พฤษภาคม) ที่สาธารณรัฐฝรั่งเศส ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ส่งตัวอย่างให้แล็บเอกชนที่ได้มาตรฐานตรวจสอบตัวอย่าง ข้าว 10 ปี จากโรงสีข้าวจังหวัดสุรินทร์ โดยไม่พบทั้งสารอะฟลาท็อกซินและสารพิษตกค้างจากการรมควันว่า เมื่อทราบข่าวก็ดีใจ ที่มีการนำข้าวไปตรวจกับบริษัทชั้นนำโดยที่สื่อเป็นผู้ดำเนินการเอง ซึ่งผลออกมาดีมากเลย ถือเป็นการตรวจของเอกชนเอง ทุกตัวไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง หรือสารตกค้างจากการรมควัน

 

ส่วนของเราที่บอกว่าจะเป็นปัญหา เราส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ดำเนินการตรวจสอบ ขั้นต้นทราบว่าน่าจะแถลงในวันที่ 20 พฤษภาคม และรับทราบเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นไปทางที่ดี แต่ยังตรวจไม่เสร็จ ต้องรอตรวจเรื่องคุณภาพข้าว ไขมัน สารต่างๆ ในข้าว ตนคิดว่ารอให้เขาตรวจให้ชัดเจนก่อน

 

ภูมิธรรมกล่าวว่า หากออกมาแถลงรายละเอียดทั้งหมดแล้วจะดำเนินการจัดประมูล ซึ่งขณะนี้ให้องค์การคลังสินค้าและกรมการค้าภายในเข้าไปดำเนินการแล้ว หลักการคงไม่แตกต่าง แต่สิ่งสำคัญจะดูสัญญาให้รัดกุมขึ้น และจะดูเรื่องการประมูลแล้วทิ้งงานให้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น และไม่ให้เกิดความล่าช้า โดยจะจัดอันดับ หากอันดับ 1-5 มีอันดับไหนทิ้งไป อันดับต่อไปก็ขึ้นมาได้เลย ไม่ต้องเปิดประมูลใหม่ จะดูในรายละเอียดอีกทีหนึ่ง

 

ภูมิธรรมกล่าวว่า ทั้งหมดต้องถือว่าน่าสบายใจ เพราะ 10 ปีจริงๆ ยังกินได้ ในทางกายภาพยังโอเค ถ้ามีความคลางแคลงใจก็จะทำให้ชัดเจน และจะให้ประมูลทั้งกอง เพราะข้าวไม่ได้มาก 150,000 กระสอบ ให้ไปดูผลตอนประมูล นอกจากผู้ที่มาประมูลจะฟังข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้วเขาก็ต้องตรวจเหมือนกัน เขาคงไม่เอาเงินและชีวิตของคนในประเทศมาเสี่ยง ให้เขาตรวจก็ดี ทุกคนจะได้สบายใจ เพราะเราไม่ได้คิดว่าชีวิตเราสำคัญกว่า หรือคนแอฟริกาไม่สำคัญ 

 

แต่แอฟริกาเป็นตลาดข้าวเก่า อันนี้ก็เป็นข้าวเก่า แต่เป็นข้าวเก่าที่มาจากข้าวหอมมะลิก็น่าจะยิ่งดี ตนกินก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เอาให้ทุกคนสบายใจ และตนคิดว่าอย่าคิดอะไรมากไปกว่านี้เลย เป็นการเอาเงินที่อยู่ในโกดังซึ่งรัฐบาลควรจะได้จัดการเพื่อให้ได้เงินกลับมาให้มากขึ้น อยากให้การประมูลเกิดขึ้น ราคาที่มีอยู่ในตอนนี้อย่างไรก็ดีกว่าตอนประมูล 5 บาท กลายเป็นของเน่าไป ข้าว 10 ปียังทำได้ ก็ต้องกลับไปทบทวนและไปคิดกันใหม่

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

The post ภูมิธรรมเผย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตรียมแถลงผลตรวจข้าว 10 ปี 20 พ.ค. นี้ เชื่อว่าผลเป็นบวก ขอทุกฝ่ายสบายใจได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่บุกจับข้าราชการซี 7 พร้อมครอบครัว ร่วมกันทำเอกสารปลอมเบิกจ่ายงบหลวง 3 ปี เสียหาย 28 ล้าน https://thestandard.co/arrest-of-civil-servants-fake-documents/ Thu, 07 Dec 2023 06:47:52 +0000 https://thestandard.co/?p=874356 ข้าราชการทำเอกสารปลอม

วันนี้ (7 ธันวาคม) เจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปร […]

The post เจ้าหน้าที่บุกจับข้าราชการซี 7 พร้อมครอบครัว ร่วมกันทำเอกสารปลอมเบิกจ่ายงบหลวง 3 ปี เสียหาย 28 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้าราชการทำเอกสารปลอม

วันนี้ (7 ธันวาคม) เจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำกำลังเข้าตรวจค้นภายในสถาบันชีววิทยาทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 

 

เพื่อจับกุม จรรยา นักวิชาการพัสดุ ระดับซี 7 (ระดับชำนาญการในปัจจุบัน หรือเทียบเท่ากับการเป็นหัวหน้างาน) หลังได้รับการร้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่รายดังกล่าว มีพฤติกรรมทุจริตในการปลอมแปลงเอกสารเบิกจ่ายงบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง 

 

ซึ่งจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ บก.ปปป. พบว่า จรรยากระทำผิดจริงตามข้อร้องเรียน และมีลูกสาวและลูกเขยร่วมกระทำผิดด้วย โดยเจ้าหน้าที่อนุมัติหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 รวม 3 ราย ในข้อหา เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ร่วมกันซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐฯ ตาม ป.อาญา ม.141 ,157 

 

พร้อมหมายค้นพื้นที่เป้าหมาย 6 จุด ใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี, สมุทรปราการ, กรุงเทพฯ และพระนครศรีอยุธยา จากการตรวจค้นพบทรัพย์สินและเอกสารเบิกจ่ายปลอมจำนวนมาก 

 

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของจรรยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 จนถึงปัจจุบัน พบความเสียหายกว่า 4 ล้านบาท ด้านอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้สั่งตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี พบความเสียหายรวม 28 ล้านบาท 

 

ภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งดังกล่าวกว่า 30 ปี ได้มีการวางแผนนำลูกสาวเข้ามารับราชการอีกตำแหน่งหนึ่งในองค์กรเดียวกัน เพื่อรองรับการเบิกจ่าย โดยจะมีลูกเขย ตั้งบริษัทเอกชนเพื่อทำหน้าที่จัดหาวัสดุตามใบเบิกจ่าย 

 

โดยจรรยาจะสร้างเอกสารเท็จขึ้นมา และปลอมลายมือชื่อผู้ตรวจรับพัสดุ จากนั้นจะส่งให้ไปฝ่ายที่ลูกสาวทำงานรับช่วงต่อ ซึ่งขบวนการนี้ไม่มีบุคคลอื่นในองค์กรเกี่ยวข้อง โดยทำในรูปแบบของครอบครัว ซึ่งพบว่าทำมานานกว่า 3 ปี มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้าน แต่จากการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย พบทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์รวม 11 แปลง, เงินสด 5 ล้านบาท, รถจักรยานยนต์ 1 คัน และรถยนต์ 1 คัน

 

ภูมิวิศาลกล่าวต่อว่า ตำรวจจะขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน และตรวจสอบการเบิกย้อนหลัง 5 ปี พร้อมทั้งขยายผลผู้ร่วมขบวนการ หากพบมีผู้กระทำความผิดจะลงโทษโดยไม่ละเว้น ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่า ความเสียหายต่อรัฐฯ จากการกระทำของผู้ต้องหาทั้ง 3 คนจะสูงกว่า 40 ล้านบาท

The post เจ้าหน้าที่บุกจับข้าราชการซี 7 พร้อมครอบครัว ร่วมกันทำเอกสารปลอมเบิกจ่ายงบหลวง 3 ปี เสียหาย 28 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมวิทย์ฯ ตรวจพบยาเสียสาวตัวใหม่ ‘ฟลูอัลปราโซแลม’ ครั้งแรกของประเทศ อยู่ในรูปแบบยาเม็ดอีริมิน 5 https://thestandard.co/dmsc-detects-flualprazolam/ Wed, 30 Aug 2023 12:05:13 +0000 https://thestandard.co/?p=835726 ยาฟลูอัลปราโซแลม

วันนี้ (30 สิงหาคม) ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จังหวัดนน […]

The post กรมวิทย์ฯ ตรวจพบยาเสียสาวตัวใหม่ ‘ฟลูอัลปราโซแลม’ ครั้งแรกของประเทศ อยู่ในรูปแบบยาเม็ดอีริมิน 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยาฟลูอัลปราโซแลม

วันนี้ (30 สิงหาคม) ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จังหวัดนนทบุรี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมด้วย นพ.พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, เภสัชกรสมศักดิ์ สุนทรพาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักยาและวัตถุเสพติด และ วราพร ชลอำไพ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา แถลงข่าวประเด็นตรวจพบวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทชนิดใหม่ (ฟลูอัลปราโซแลม)

 

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา ได้รับของกลางเพื่อตรวจวิเคราะห์ มีลักษณะเป็นยาเม็ดกลมแบนสีส้ม ด้านหนึ่งพิมพ์เลข 5 อีกด้านหนึ่งพิมพ์สัญลักษณ์บนแผงว่า อีริมิน 5 (erimin-5)

 

โดยตรวจพบตัวยาฟลูอัลปราโซแลม (Flualprazolam) ซึ่งเป็นยานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนส์ (Benzodiazepines) ชนิดใหม่ ที่ยังไม่เคยตรวจพบมาก่อนในประเทศไทย จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 1 

 

ทั้งนี้ ยาเม็ดอีริมิน 5 โดยปกติมีส่วนประกอบของวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ชื่อไนเมตาซีแพม (Nimetazepam) มีขนาดยา 5 มิลลิกรัม จัดเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 ปัจจุบันไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย มีการนำไปใช้ในทางที่ผิดและพบระบาดมากใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาส ระยะหลังพบการระบาดของยาอีริมินปลอมเพิ่มมากขึ้น โดยการใส่หรือผสมยาหรือวัตถุออกฤทธิ์ตัวอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมาย 

 

จากรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลาง erimin-5 ตั้งแต่ปี 2556 ตรวจพบ Nimetazepam, Nitrazepam, Phenazepam, Diazepam, Clozapine และ Etizolam ดังนั้นการตรวจพบตัวยาฟลูอัลปราโซแลมจึงเป็นการตรวจพบครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียมีการตรวจพบตั้งแต่ปี 2564 

 

ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการยา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา ตรวจพิสูจน์ยืนยันตัวยาฟลูอัลปราโซแลมในของกลางยาเม็ด erimin-5 ด้วยเทคนิค Liquid Chromatography – Mass Spectrometry (LCMS), Gas Chromatography-Mass Spectrometry; (GCMS), Thin Layer Chromatography (TLC) และ UV-VIS Spectrophotometer โดยเปรียบเทียบตัวอย่างกับสารมาตรฐานฟลูอัลปราโซแลม

 

นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อว่า ฟลูอัลปราโซแลมเป็นยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีนส์ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น (Synthetic Benzodiazepines) มีโครงสร้างทางเคมีคล้ายกับอัลปราโซแลม (Alprazolam) แตกต่างกันที่ฟลูอัลปราโซแลมมีอะตอมของฟลูออรีนอยู่ในโครงสร้าง ทั้งนี้ ฟลูอัลปราโซแลมจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 1 มีการออกฤทธิ์คล้ายกับยานอนหลับตัวอื่นในกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนส์ โดยออกฤทธิ์คลายความวิตกกังวลและทำให้ง่วงนอน 

 

เนื่องจากฟลูอัลปราโซแลมไม่มีการใช้เป็นยาในมนุษย์ จึงไม่พบการศึกษาวิจัยทางคลินิกของตัวยา แต่จากโครงสร้างทางเคมี คาดว่าฟลูอัลปราโซแลมออกฤทธิ์ภายใน 10-30 นาทีหลังการรับประทาน และออกฤทธิ์นาน 6-14 ชั่วโมง เนื่องจากไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจน 

 

ดังนั้นการใช้หรือเสพตัวยาฟลูอัลปราโซแลมจึงเป็นความเสี่ยงต่อผู้เสพที่อาจทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และควบคุมการแพร่ระบาดของยาดังกล่าวต่อไป

 

“ยาฟลูอัลปราโซแลมตัวนี้ไม่เคยมีในประเทศไทยมาก่อน ต้องระมัดระวังกันมาก โดยให้ระวังตัว อย่าดื่มเครื่องดื่มจากคนไม่รู้จักหรือคนที่ไม่น่าไว้วางใจ เพราะไม่ใช่แค่หลับ แต่จะอันตรายต่อชีวิต ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารตัวแรกที่เราเจอในประเทศไทย จากนี้เราจะนำข้อมูลประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป” นพ.ศุภกิจ กล่าว  

 

มีรายงานว่าสำหรับยากลุ่มนี้เป็นที่รู้จักในวงการ เรียกว่า ยาเสียสาว

The post กรมวิทย์ฯ ตรวจพบยาเสียสาวตัวใหม่ ‘ฟลูอัลปราโซแลม’ ครั้งแรกของประเทศ อยู่ในรูปแบบยาเม็ดอีริมิน 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมวิทย์ เผยโอมิครอนลูกผสม XBB.2.3* ไม่แตกต่างจากโอมิครอนสายพันธุ์อื่น ยัน ATK และ PCR ตรวจได้ทุกสายพันธุ์ https://thestandard.co/dmsc-unveiled-omicron-xbb-2-3/ Fri, 09 Jun 2023 10:49:41 +0000 https://thestandard.co/?p=801295 ศุภกิจ ศิริลักษณ์

วันนี้ (9 มิถุนายน) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยา […]

The post กรมวิทย์ เผยโอมิครอนลูกผสม XBB.2.3* ไม่แตกต่างจากโอมิครอนสายพันธุ์อื่น ยัน ATK และ PCR ตรวจได้ทุกสายพันธุ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภกิจ ศิริลักษณ์

วันนี้ (9 มิถุนายน) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อัปเดตสถานการณ์การเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด และสายพันธุ์ที่เฝ้าติดตามในประเทศไทย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการ ติดตามการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อย่างต่อเนื่อง 

 

นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2565 พบสายพันธุ์โอมิครอน BA.1, BA.2, BA.4, BA.5 รวมถึงสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ ในตระกูล โดยโอมิครอนยังคงเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่กระจายในประเทศ และจากสถานการณ์กลายพันธุ์ภายในสายพันธุ์ของโอมิครอนที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดเป็นสายพันธุ์ย่อยหลากหลายกลุ่มในตระกูล รวมถึงสายพันธุ์ลูกผสม

 

ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO)​ ให้ความสำคัญกับการติดตามโอมิครอน จำนวน 9 สายพันธุ์ จากพื้นฐานของข้อมูลการเพิ่มความชุกหรือความได้เปรียบด้านอัตราการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการได้เปรียบในการก่อโรค ได้แก่ สายพันธุ์ที่เฝ้าระวัง หรือ Variants of Interest (VOI) 2 สายพันธุ์ ได้แก่ XBB.1.5* และ XBB.1.16* และสายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง หรือ Variants Under mMonitoring (VUM) 7 สายพันธุ์ ได้แก่ BQ.1*, BA.2.75*, CH.1.1*, XBB*, XBB.1.9.1*, XBB.1.9.2* และ XBB.2.3*  

 

สถานการณ์สายพันธุ์เชื้อ SARS-CoV-2 ทั่วโลก อ้างอิงจากฐานข้อมูลกลาง GISAID ในรอบสัปดาห์ วันที่ 8-14 พฤษภาคม 2566 พบสัดส่วนเพิ่มขึ้น/ลดลงจากรอบสัปดาห์ วันที่ 10-16 เมษายน 2566 ดังนี้

 

  • XBB.1.5* รายงานจาก 115 ประเทศ คิดเป็นร้อยละ 34.04 ลดลงจากร้อยละ 49.07
  • XBB.1.16* รายงานจาก 61 ประเทศ คิดเป็นร้อยละ 16.32 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8.78
  • XBB*, XBB.1.9.1*, XBB.1.9.2* และ XBB.2.3 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 
  • BA.2.75*, CH.1.1* และ BQ.1* มีแนวโน้มลดลง     

 

นพ.ศุภกิจกล่าวต่ออีกว่า สถานการณ์โดยรวมของประเทศไทยพบสายพันธุ์ลูกผสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแทนที่สายพันธุ์ BN.1* ที่เคยเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในไทยตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2565 และพบในทุกเขตสุขภาพ ข้อมูลจากฐานข้อมูลกลาง GISAID ตั้งแต่เริ่มพบสายพันธุ์ XBB.1.16 เมื่อเดือนเมษายน 2566 ปัจจุบัน XBB.1.16* เป็นสายพันธุ์ที่พบสัดส่วนมากที่สุด คิดเป็น 30.34 % รองลงมาคือสายพันธุ์ XBB.1.9* คิดเป็น 26.59% และสายพันธุ์ XBB.1.5* คิดเป็น 20.96% 

 

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2566 ผลการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อก่อโรคโควิดจำนวน 185 ราย พบเป็นสายพันธุ์ลูกผสม 169 ราย คิดเป็น 91.35% โดยพบผู้ติดเชื้อกระจายทุกเขตสุขภาพ สัดส่วนสายพันธุ์ที่ตรวจในสัปดาห์นี้ 3 อันดับแรก ได้แก่ สายพันธุ์ลูกผสม XBB.1.16*, XBB.1.9.1* และ XBB.1.5* คิดเป็น 35.68%, 20.00 % และ 11.35% ตามลำดับ

 

ส่วนสายพันธุ์ XBB.2.3* WHO ประกาศเป็นสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าติดตาม (VUMs) เพิ่มเติม เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 เป็นสายพันธุ์ลูกผสมของโอมิครอน BA.2.10.1 และ BA.2.75 ที่กลายพันธุ์เพิ่มเติมบนโปรตีนหนาม S:T478K เหมือนกับสายพันธุ์เดลตา มีความสามารถในการหลบภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ยังไม่มีหลักฐานที่แสดงถึงความได้เปรียบในการเติบโตแพร่ระบาด พบรายงานจาก 54 ประเทศทั่วโลก จำนวน 7,664 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2566) สำหรับประเทศไทยพบแล้วจำนวน 60 ราย รายงานครั้งแรกในช่วงเดือนมีนาคม 2566 ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานแสดงว่าสายพันธุ์ดังกล่าวส่งผลต่อความรุนแรงของโรค 

 

“แม้สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ลูกผสมเป็นสายพันธุ์หลักกระจายทุกเขตสุขภาพการตรวจวินิจฉัยโรคโควิด ด้วยชุดทดสอบ ATK และการตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธี Real-time PCR ยังสามารถใช้ตรวจการติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิดครอบคลุมทุกสายพันธุ์ ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์โอมิครอนและสายพันธุ์ลูกผสม อย่างไรก็ตาม ขอประชาชนให้ความสำคัญในการดูแลตัวเอง เข้ารับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มเสี่ยง 608 เพื่อป้องกันตนเอง รวมถึงช่วยลดความรุนแรงของโรคหากได้รับเชื้อ ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังคงเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคโควิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต” นพ.ศุภกิจกล่าวทิ้งท้าย

The post กรมวิทย์ เผยโอมิครอนลูกผสม XBB.2.3* ไม่แตกต่างจากโอมิครอนสายพันธุ์อื่น ยัน ATK และ PCR ตรวจได้ทุกสายพันธุ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมวิทย์ฯ ตรวจพบโควิดสายพันธุ์ XBB.1.5 ลูกผสมของโอมิครอน ในไทย 2 ราย ยังไม่มีข้อมูลความรุนแรงกว่าสายพันธุ์ย่อยอื่น https://thestandard.co/covid-strain-xbb-15/ Wed, 15 Feb 2023 04:45:40 +0000 https://thestandard.co/?p=750654

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิ […]

The post กรมวิทย์ฯ ตรวจพบโควิดสายพันธุ์ XBB.1.5 ลูกผสมของโอมิครอน ในไทย 2 ราย ยังไม่มีข้อมูลความรุนแรงกว่าสายพันธุ์ย่อยอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิดในประเทศไทย ขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับเครือข่าย ตรวจพบสายพันธุ์ XBB.1.5 จำนวน 2 ราย ในไทย เป็นชาวไทย 1 ราย และต่างชาติ 1 ราย ปัจจุบันหายดีแล้ว และยังไม่พบผู้ใกล้ชิดติดเชื้อ ซึ่งกรมได้ส่งข้อมูลเผยแพร่ไปยังฐานข้อมูล GISAID แล้ว

 

XBB.1.5 เป็นเชื้อสายสืบสกุลของ XBB ซึ่งเป็นลูกผสมของโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 สองสายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ BJ.1 และ BM.1.1.1 จากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2565 ถึง 12 กุมภาพันธ์ 2566 มีการรายงานสายพันธุ์ XBB.1.5 ทั่วโลกพบ 33,219 ราย ส่วนใหญ่พบในสหรัฐอเมริกา 24,505 ราย (73.7%) ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักร (6.6%) แคนาดา (5.3%) เดนมาร์ก (1.0%) เยอรมนี (2.65%) ไอร์แลนด์ (1.0%) และออสเตรีย (1.5%) 

 

จากลักษณะทางพันธุกรรมและอัตราการเติบโตของ XBB.1.5 พบว่ามีการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง F486P โดยกรดอะมิโนตำแหน่ง 486 เปลี่ยนจากฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) เป็นโปรลีน (Proline) ซึ่งเพิ่มความสามารถในการยึดเกาะกับเซลล์ ส่งผลให้มีความได้เปรียบในการแพร่กระจาย และสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีเช่นเดียวกับสายพันธุ์ XBB.1 แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งชี้ความรุนแรงและความเสี่ยงด้านสาธารณสุขเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ ซึ่งข้อมูลล่าสุดพบว่าสายพันธุ์ XBB.1.5 มีการระบาดอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา 

 

โดยพบสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นมา แต่เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ย่อยที่พบในไทย คือ BN.1 และลูกหลาน ซึ่งมีความสามารถในการแพร่เชื้อได้เร็วใกล้เคียงกัน จึงทำให้โอกาสที่ XBB.1.5 มาแทนที่ BN.1 มีไม่มากนัก

 

นพ.ศุภกิจกล่าวต่อไปถึงกรณีที่จีนเปิดประเทศว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังสายพันธุ์ที่ระบาดในจีน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 – 6 กุมภาพันธ์ 2566 มีข้อมูลสายพันธุ์เชื้อก่อโรคโควิดจำนวน 14,515 ตัวอย่าง ซึ่งทั้งหมดเป็นโอมิครอน โดยสายพันธุ์ที่พบมาก ได้แก่ BA.5.2.48 (60.9%) และ BF.7.14 (28.3%) ซึ่งไม่ได้เป็นสายพันธุ์ใหม่แต่อย่างใด และไม่ได้มีการแพร่เร็วกว่าสายพันธุ์ในประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่น่ากังวล 

 

สำหรับสายพันธุ์ XBB.1.5  มีรายงานจากประเทศจีนจำนวน 3 ตัวอย่าง ประมาณกลางเดือนธันวาคม 2565 จนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมอย่างไรก็ตาม สายพันธุ์หลักที่พบในประเทศไทยขณะนี้ยังคงเป็นสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน BN.1 เป็นลูกหลานของ BA.2.75 ซึ่งการติดตามสถานการณ์สายพันธุ์ของประเทศ รวมถึงข้อมูลอัตราการติดเชื้อ ความรุนแรง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายจะดำเนินการอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อใช้กำหนดมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

 

“สำหรับประชาชนขอให้ทำตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกันโรค การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ แม้ขณะนี้สถานการณ์โควิดดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนมาจากประสิทธิผลของวัคซีน ดังนั้น ประชาชนจึงยังควรได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นหลังจากเข็มสุดท้ายนานเกิน 4 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 และผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ลดการนอนโรงพยาบาล ลดอาการป่วยรุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิตหากติดเชื้อ” นพ.ศุภกิจกล่าว    

The post กรมวิทย์ฯ ตรวจพบโควิดสายพันธุ์ XBB.1.5 ลูกผสมของโอมิครอน ในไทย 2 ราย ยังไม่มีข้อมูลความรุนแรงกว่าสายพันธุ์ย่อยอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมวิทย์ฯ ตรวจพบโควิดสายพันธุ์ BA.2.75 และลูกหลาน เช่น BN.1, BL.2 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเร็ว ยังไม่พบกลายพันธุ์ แต่อาจแพร่-ติดง่ายขึ้น https://thestandard.co/dmsc-covid-ba-275/ Tue, 22 Nov 2022 08:23:23 +0000 https://thestandard.co/?p=713733 โควิดสายพันธุ์ BA.2.75

วันนี้ (22 พฤศจิกายน) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิท […]

The post กรมวิทย์ฯ ตรวจพบโควิดสายพันธุ์ BA.2.75 และลูกหลาน เช่น BN.1, BL.2 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเร็ว ยังไม่พบกลายพันธุ์ แต่อาจแพร่-ติดง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิดสายพันธุ์ BA.2.75

วันนี้ (22 พฤศจิกายน) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สถานการณ์สายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย ตั้งแต่ต้นปี 2565 พบสายพันธุ์เดลตาถูกแทนที่ด้วยสายพันธุ์โอมิครอนสายพันธุ์ย่อยต่างๆ ได้แก่ BA.1, BA.2, BA.4, BA.5 และสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ ปัจจุบันสายพันธุ์โอมิครอนเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่กระจายอยู่ในประเทศไทย

 

จากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิดที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง นำไปสู่วิวัฒนาการการกลายพันธุ์ภายในสายพันธุ์เดียวกันอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นสายพันธุ์ย่อยหลากหลายกลุ่มในตระกูล ซึ่งมีตำแหน่งกลายพันธุ์ต่างๆ กันไป

 

ข้อมูลล่าสุดที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับเครือข่าย ตรวจเฝ้าระวังติดตามการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิดในประเทศ และติดตามสายพันธุ์น่ากังวลที่อาจพบจากผู้เดินทางเข้าประเทศ โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 12-18 พฤศจิกายน 2565 ผลการตรวจเฝ้าระวังแบบ SNP/Deletion ด้วยวิธี RT-PCR จำนวน 246 ราย

 

พบว่าในภาพรวมพบสัดส่วนของ BA.2.75 เพิ่มขึ้นเป็น 42.9% จากสัปดาห์ก่อนที่มีสัดส่วน 23.6% และเมื่อแยกตามกลุ่ม พบว่าส่วนใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ติดเชื้อในประเทศจาก 23.2% เป็น 43.9% โดยเฉพาะพื้นที่เขตสุขภาพที่ 2, 6, 11 และ 12 ที่พบสัดส่วนมากกว่าครึ่งเป็นสายพันธุ์ BA.2.75

 

จากการถอดรหัสพันธุกรรมแบบทั้งตัว (Whole Genome Sequencing) ของตัวอย่างในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน พบสายพันธุ์ BA.2.75 และลูกหลานของ BA.2.75 เช่น BA.2.75.2, BA.2.75.5.1 (BN.1), BA.2.75.1.2 (BL.2) จำนวนมากกว่า 138 ราย

 

นอกจากนี้ยังพบสายพันธุ์ BQ.1 ที่ระบาดในสหรัฐอเมริกาและยุโรป จำนวน 9 ราย ส่วนสายพันธุ์ XBB ที่ระบาดมากในสิงคโปร์ พบจำนวน 13 ราย ทั้งนี้ยังไม่พบสัญญาณความรุนแรงของเชื้อที่กลายพันธุ์ แต่อาจจะทำให้มีการแพร่และติดเชื้อง่ายขึ้น

 

นพ.ศุภกิจกล่าวต่อไปว่า เชื้อโควิดสายพันธุ์ BA.2.75 ตรวจพบครั้งแรกในอินเดียเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2565 และได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สายพันธุ์ BA.2.75 มีการกลายพันธุ์อย่างหนึ่งที่สำคัญ คือ G446S บนโปรตีนหนาม ซึ่งจับกับตัวรับในเซลล์ของมนุษย์ และเกี่ยวข้องกับการหลบภูมิคุ้มกัน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บ่งชี้ว่าอาจมีข้อได้เปรียบในการแพร่ระบาด โดยในประเทศไทยรายงาน BA.2.75 ครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2565

 

“กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังคงเฝ้าระวังติดตามการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิดร่วมกับเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง และเผยแพร่บนฐานข้อมูลสากล GISAID อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามผลกระทบจากสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์น่ากังวลที่อาจมีต่อการแพร่เชื้อ ความรุนแรงของโรค ประสิทธิผลของมาตรการทางสาธารณสุข และคุณสมบัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของเชื้อไวรัส เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการออกแบบการรักษา การให้ยาต้านไวรัสหรือแอนติบอดีสังเคราะห์ อย่างไรก็ตาม มาตรการทางสาธารณสุข การสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัด การล้างมือ ยังรับมือกับการระบาดได้ทุกสายพันธุ์ การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นสามารถช่วยลดความรุนแรงของเชื้อได้” นพ.ศุภกิจกล่าว

The post กรมวิทย์ฯ ตรวจพบโควิดสายพันธุ์ BA.2.75 และลูกหลาน เช่น BN.1, BL.2 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเร็ว ยังไม่พบกลายพันธุ์ แต่อาจแพร่-ติดง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมวิทย์ฯ เผยผัก 10 ชนิดยอดฮิตช่วงเทศกาลกินเจ พบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้าง 16.1% https://thestandard.co/vegetarian-festival-pesticide-residues/ Mon, 26 Sep 2022 12:07:52 +0000 https://thestandard.co/?p=686930 ผัก เทศกาลกินเจ

วันนี้ (26 กันยายน) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยา […]

The post กรมวิทย์ฯ เผยผัก 10 ชนิดยอดฮิตช่วงเทศกาลกินเจ พบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้าง 16.1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผัก เทศกาลกินเจ

วันนี้ (26 กันยายน) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า เทศกาลกินเจ หรือประเพณีถือศีลกินผัก เป็นเทศกาลที่คนจีนหรือคนไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยจะงดรับประทานเนื้อสัตว์ และเครื่องเทศหรือผักที่มีกลิ่นฉุน แล้วหันมารับประทานอาหารที่ทำจากแป้ง ธัญพืช ผักและผลไม้สด ผักแปรรูป และปีนี้เทศกาลกินเจตรงกับวันที่ 26 กันยายน – 4 ตุลาคม 2565 ฉะนั้นการตรวจเพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญ มุ่งหมายให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าได้ถือศีลกินเจอย่างปลอดภัย ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง  

 

นพ.ศุภกิจกล่าวต่อไปว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารที่นิยมรับประทานในช่วงเทศกาลกินเจ โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 – กันยายน 2565 จากการสุ่มเก็บตัวอย่างผักสดจากตลาดสด 5 ภาคทั่วประเทศ เป็นผักที่นิยมรับประทานช่วงเทศกาลกินเจ 10 ชนิด ได้แก่ 

  1. แครอต
  2. หัวไชเท้า
  3. กะหล่ำปลี
  4. กวางตุ้ง
  5. คะน้า
  6. ผักกาดขาว
  7. มะระ
  8. เห็ด
  9. ผักบุ้ง
  10. ถั่วงอก 

 

ทั้งนี้ จากจำนวนทั้งหมด 218 ตัวอย่าง ตรวจพบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้างในคะน้า กวางตุ้ง มะระ เห็ด ผักบุ้ง และถั่วงอก จำนวน 35 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 16.1 อาหารเลียนแบบเนื้อสัตว์ จำนวน 75 ตัวอย่าง ตรวจไม่พบการปลอมปนของ DNA เนื้อสัตว์ทุกตัวอย่าง และตรวจวัตถุกันเสีย (กรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิก) ในอาหารประเภทเส้น ได้แก่ เส้นก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น บะหมี่ไม่ใส่ไข่ เส้นบุก จำนวน 14 ตัวอย่าง ตรวจไม่พบกรดเบนโซอิกทุกตัวอย่าง ส่วนกรดซอร์บิกพบเพียง 1 ตัวอย่าง

The post กรมวิทย์ฯ เผยผัก 10 ชนิดยอดฮิตช่วงเทศกาลกินเจ พบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้าง 16.1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเจอผู้ป่วยฝีดาษลิงแล้ว 7 ราย กรมวิทย์ฯ เผย คนส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีนฝีดาษ 40 ปีก่อน ไม่มีภูมิคุ้มกันลบล้างฝีดาษลิงได้ https://thestandard.co/thailand-monkeypox-7/ Mon, 05 Sep 2022 12:08:04 +0000 https://thestandard.co/?p=676674

วันนี้ (5 กันยายน) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศ […]

The post ไทยเจอผู้ป่วยฝีดาษลิงแล้ว 7 ราย กรมวิทย์ฯ เผย คนส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีนฝีดาษ 40 ปีก่อน ไม่มีภูมิคุ้มกันลบล้างฝีดาษลิงได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 กันยายน) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมด้วย ดร.สุภาพร ภูมิอมร ผู้อำนวยการสถาบันชีววัตถุ แถลงข่าวเรื่อง ‘ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อฝีดาษลิง (Monkeypox)’ สายพันธุ์ B.1 และ A.2 จำนวน 30 คน พบว่าส่วนใหญ่ภูมิคุ้มกันไม่ขึ้นในระดับป้องกันโรค มีเพียง 2 รายมีภูมิคุ้มกันที่สามารถลบล้างฤทธิ์ไวรัสฝีดาษลิงได้

 

นพ.ศุภกิจกล่าวว่า โรคฝีดาษลิงพบครั้งแรกในลิงเมื่อปี 1958 จากนั้นได้เริ่มมีการรายงานพบการระบาดในคนปี 1970 ซึ่งประมาณร้อยละ 70 เป็นการแพร่กระจายจากสัตว์สู่คน และกลายเป็นโรคประจำถิ่นแถบประเทศแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ต่อมาในปี 2020 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รายงานว่า พบผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อฝีดาษลิงจำนวน 4,594 ราย เสียชีวิต 171 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.7 และมีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งวันที่ 23 กรกฎาคม 2022 WHO ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ และข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 2 กันยายน 2022 มีผู้ป่วยยืนยัน 50,327 ราย เสียชีวิต 15 ราย โดยพบใน 100 ประเทศ ส่วนประเทศไทยขณะนี้พบผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 7 ราย 

 

ในขณะที่มีรายงานว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษคนสามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ร้อยละ 85 ดังนั้น จึงมีคำถามว่าคนไทยที่รับวัคซีนฝีดาษเมื่อ 40 ปีก่อน จะมีภูมิคุ้มกันที่สามารถลบล้างฤทธิ์ไวรัสฝีดาษลิงได้หรือไม่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้นำซีรั่มจากอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนโรคฝีดาษคนมานานกว่า 40 ปี จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มอายุ 45-54, 55-64 และ 65-74 ปี มาหาระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อฝีดาษลิง สายพันธุ์ B.1 (พบในยุโรป) และ A.2 (พบในแอฟริกา) ที่แยกได้จากผู้ติดเชื้อที่พบในประเทศไทย มาทดสอบโดยวิธี Plaque Reduction Neutralization Test (PRNT) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานเพื่อหาค่าที่ไวรัสฝีดาษลิงเชื้อเป็นถูกทำลายได้ครึ่งหนึ่ง หรือที่เรียกว่า PRNT Titer 50%, PRNT50 โดยภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นหลังฉีดวัคซีนฝีดาษคน ซึ่งระดับแอนติบอดี Titer มากกว่าหรือเท่ากับ 32 (PRNT50 ≥ 32) ถือว่าคนนั้นมีภูมิคุ้มกันที่สามารถลบล้างฤทธิ์ไวรัสฝีดาษลิงได้ 

 

ซึ่งผลการทดสอบพบว่า ในอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนฝีดาษมานานกว่า 40 ปี จำนวน 28 ราย ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสฝีดาษลิงทั้ง 2 สายพันธุ์ มีเพียง 2 รายที่พบมีระดับภูมิคุ้มกันมากกว่า 32 (PRNT50 Titer > 32) ที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของไวรัสฝีดาษลิงได้ ในจำนวนนี้พบ 1 รายมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ A.2 และอีก 1 รายมีภูมิคุ้มกันต่อทั้ง 2 สายพันธุ์ สรุปได้ว่าคนส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษเมื่อ 40 ปีก่อน ไม่มีภูมิคุ้มกันที่สามารถลบล้างฤทธิ์ไวรัสฝีดาษลิงได้ 

 

นพ.ศุภกิจกล่าวต่ออีกว่า ในเรื่องของวัคซีนนั้น หากมีวัคซีนเข้ามาจะใช้ 2 กรณี คือ กลุ่มเสี่ยงมาก เช่น เจ้าหน้าที่ห้องแล็บ คนสัมผัสใกล้ชิด และกลุ่มเสี่ยงที่มีประวัติไปสัมผัสโรคก็อาจฉีดให้ เพื่อลดความรุนแรงของโรค หากถามว่าจำเป็นต้องนำมาฉีดกับคนทั่วไปไหม ขณะนี้ยังไม่จำเป็น เนื่องจากขณะนี้สายพันธุ์ที่แพร่ระบาดส่วนใหญ่เป็น A.2 ซึ่งไม่ใช่สายพันธุ์รุนแรง ยกเว้นคนที่ภูมิคุ้มกันไม่ดีที่กินยากดภูมิคุ้มกัน หรือคนที่เป็นโรคบางอย่างที่ทำให้ภูมิคุ้มกันน้อย รวมทั้งเด็กเล็ก

 

อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำว่าโรคฝีดาษลิงไม่ได้ติดต่อกันง่าย ส่วนใหญ่ติดต่อจากการสัมผัสผื่นผู้ป่วยทางผิวหนังโดยตรง หรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย กรมวิทย์ฯ จึงขอให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง หรือคู่นอนที่ไม่รู้จัก ทั้งนี้ ในผู้ป่วยบางรายที่อาการไม่รุนแรงสามารถหายเองได้ แต่จะมีอาการรุนแรงได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและในเด็กเล็ก ดังนั้น มาตรการล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง สามารถนำมาใช้ในการป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้ให้การรับรองวัคซีนจินนีออส (Jynneos) เพื่อนำมาใช้ป้องกันโรคฝีดาษลิงในกรณีฉุกเฉินแล้ว ส่วนประเทศไทยได้นำเข้าวัคซีนดังกล่าวจากสหรัฐฯ สำหรับป้องกันโรคในกลุ่มที่มีความเสี่ยงแล้วจำนวน 1,000 โดส

The post ไทยเจอผู้ป่วยฝีดาษลิงแล้ว 7 ราย กรมวิทย์ฯ เผย คนส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีนฝีดาษ 40 ปีก่อน ไม่มีภูมิคุ้มกันลบล้างฝีดาษลิงได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กสถานการณ์ ‘ฝีดาษลิง’ และข้อมูลผู้ป่วย 4 รายในไทย https://thestandard.co/monkeypox-2/ Mon, 08 Aug 2022 10:04:31 +0000 https://thestandard.co/?p=664518 ฝีดาษลิง

วันนี้ (8 สิงหาคม) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศ […]

The post เช็กสถานการณ์ ‘ฝีดาษลิง’ และข้อมูลผู้ป่วย 4 รายในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝีดาษลิง

วันนี้ (8 สิงหาคม) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ออกมาแถลงความคืบหน้าสถานการณ์โรค ‘ฝีดาษลิง’ (Monkeypox) พบว่า ทั่วโลกพบผู้ป่วยยืนยันแล้ว 28,792 ราย ส่วนประเทศไทยยังมียอดผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 4 ราย  

 

พร้อมกันนี้ นพ.ศุภกิจยังได้เปิดเผยรายละเอียดของผู้ป่วยฝีดาษลิงในไทยทั้ง 4 ราย โดยมีรายละเอียดตามอินโฟกราฟิก ดังนี้ 

 

 

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

The post เช็กสถานการณ์ ‘ฝีดาษลิง’ และข้อมูลผู้ป่วย 4 รายในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมวิทย์ฯ ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ BA.2.75 ที่ตรังจริง แต่ยังไม่พบข้อมูลความรุนแรง ขออย่าวิตกเกินไป https://thestandard.co/dmsc-confirmed-found-ba-275-infection-at-trang/ Wed, 20 Jul 2022 07:47:36 +0000 https://thestandard.co/?p=656373 ศุภกิจ ศิริลักษณ์

วันนี้ (20 กรกฎาคม) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยา […]

The post กรมวิทย์ฯ ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ BA.2.75 ที่ตรังจริง แต่ยังไม่พบข้อมูลความรุนแรง ขออย่าวิตกเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภกิจ ศิริลักษณ์

วันนี้ (20 กรกฎาคม) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยข้อเท็จจริงถึงกรณีประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ BA.2.75 ระบุว่า ผู้ติดเชื้อเป็นชาวไทยอายุ 53 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดตรัง เดินทางไปประชุมที่จังหวัดภูเก็ต ที่มีชาวต่างชาติร่วมประชุมด้วย จากนั้นมีอาการและได้ตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด และตรวจยืนยันด้วย RT-PCR พบติดเชื้อ และโรงพยาบาลได้ส่งตัวอย่างมาตรวจสายพันธุ์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12/1 ตรัง และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รับตัวอย่างส่งต่อจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12/1 ตรัง เพื่อยืนยันสายพันธุ์ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม พบเป็นโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2.75 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงนำส่งข้อมูลเพื่อเผยแพร่บนฐานข้อมูลสากล GISAID เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2565 และ GISAID ได้ตรวจสอบและประกาศขึ้นระบบเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2565 

 

สายพันธุ์ BA.2.75 พบครั้งแรกที่ต่างประเทศตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 แต่มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในอินเดีย ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ล่าสุดฐานข้อมูล GISAD มีรายงานตรวจพบจากทั่วโลกแล้ว จำนวน 359 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2565)

 

นพ.ศุภกิจกล่าวต่ออีกว่า BA.2.75 เบื้องต้นพบมีการกลายพันธุ์บน Spike Protein หลายตำแหน่งที่ต่างจากสายพันธุ์ย่อย BA.2 โดยสองตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ ตำแหน่งกลายพันธุ์ G446S อาจทำให้เกิดการหลบภูมิคุ้มกัน ที่สร้างขึ้นภายหลังการติดโรคโควิด หรือจากการฉีดวัคซีน ทำให้โอกาสการติดเชื้อซ้ำจากโควิดกลายพันธุ์เพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น และการกลายพันธุ์ตำแหน่ง R493Q ทำให้ไวรัสจับกับเซลล์มนุษย์ และรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น เพิ่มโอกาสในการแพร่กระจาย

 

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก จัด BA.2.75 อยู่ในกลุ่มสายพันธ์ุที่น่ากังวลที่ต้องจับตาดู (VOC-LUM) ขณะที่ความเร็วในการแพร่เชื้อและความรุนแรงยังไม่มีข้อมูลที่มากพอ จึงยังไม่ควรวิตกกังวลมากเกินไป

 

“กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการรายงานผลการตรวจเฝ้าระวังสายพันธุ์ขึ้นระบบฐานข้อมูลกลาง GISAID อย่างสม่ำเสมอ และขอเน้นย้ำการรับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันสูงมากพอ ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ รวมถึงมาตรการการป้องกันตนเองที่เหมาะสม เช่น การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และหลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยงที่จะรับหรือแพร่เชื้อ” นพ.ศุภกิจกล่าวทิ้งท้าย

The post กรมวิทย์ฯ ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ BA.2.75 ที่ตรังจริง แต่ยังไม่พบข้อมูลความรุนแรง ขออย่าวิตกเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมวิทย์ฯ พบ BA.4 และ BA.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นรวดเร็วในไทย แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ารุนแรงขึ้น https://thestandard.co/omicron-ba-4-ba-5/ Fri, 24 Jun 2022 14:21:57 +0000 https://thestandard.co/?p=646223 สายพันธุ์โอมิครอน

วันนี้( 24 มิถุนายน) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทย […]

The post กรมวิทย์ฯ พบ BA.4 และ BA.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นรวดเร็วในไทย แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ารุนแรงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สายพันธุ์โอมิครอน

วันนี้( 24 มิถุนายน) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมด้วย นพ.บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ ดร.นพ.อาชวินทร์ โรจนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข แถลงข่าวการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิดและการกลายพันธุ์ของเชื้อ ระบุว่า โควิดสายพันธุ์โอมิครอนเป็นสายพันธุ์หลักของการระบาดทั่วโลก องค์การอนามัยโลกจัดให้ BA.4 และ BA.5 เป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตาดู (VOC-LUM) ในหลายประเทศพบสัดส่วนของ BA.5 เพิ่มขึ้น 

 

จากการสุ่มเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิดในประเทศไทย ขณะนี้ ร้อยละ 53.79 ยังคงเป็นเชื้อโอมิครอน BA.2 รองลงมา คือโอมิครอน BA.4, BA.5 ร้อยละ 45.71 และร้อยละ 0.51 เป็นเชื้อโอมิครอน BA.1

 

โดยข้อมูลระหว่างวันที่ 18-22 มิถุนายน 2565 สุ่มพบสายพันธุ์โอมิครอน BA.4 และ BA.5 ในประเทศไทย จากการตรวจเบื้องต้น 181 ราย ซึ่งมีการตรวจยืนยันด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว (WGS) และรายงานเข้าสู่ระบบฐานกลาง GISAID 81 ราย ส่วนใหญ่พบผู้ติดเชื้อในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการสุ่มตัวอย่างมาตรวจมากที่สุด ทำให้จำนวนรวมตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม – 22 มิถุนายน พบ BA.4 และ BA.5 ในประเทศไทยแล้ว 214 ราย ซึ่งต้องดูแนวโน้มไปอีก 2-3 สัปดาห์ต่อจากนี้ โดยจะร่วมมือกับกรมการแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้ออาการหนักเข้ารักษาในโรงพยาบาล ขอให้ส่งตัวอย่างเชื้อมาถอดรหัสพันธุกรรมที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อย่างไรก็ตาม หากต่อจากนี้มีการพบผู้ป่วยติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญก็อาจจะต้องทำให้มีการพิจารณามาตรการบางอย่างที่เข้มขึ้น 

 

นพ.ศุภกิจกล่าวต่ออีกว่า BA.4 และ BA.5 มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่ง L452R ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกันกับที่พบการกลายพันธุ์ในสายพันธุ์เดลตา จากข้อมูลพบว่ามีความสามารถในการแพร่เชื้อเพิ่มขึ้นและหลบภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น ส่วนความรุนแรงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ารุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตามข้อมูลจากผลวิจัยทางห้องปฏิบัติการพบว่า เชื้อ BA.4 และ BA.5 ทำลายปอดและมีอาการปอดอักเสบได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลทางคลินิกยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ 

 

ในหลายประเทศพบการเพิ่มจำนวนของ BA.5 เพิ่มขึ้น ส่วน BA.4 และ BA.2.1.2 มีแนวโน้มลดลง ส่วนอัตราการแพร่เร็วของสายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 ข้อมูลที่มีในปัจจุบัน พบชัดเจนว่าสายพันธุ์ดังกล่าวแพร่เร็วกว่าเดิมประมาณ 1.5 เท่าเมื่อเทียบกับ BA.2 เป็นการพบในห้องปฏิบัติการ โดยพบอีกว่า แอนติบอดีทำลายเชื้อ BA.4 และ BA.5 ได้น้อยลง ส่งผลทำให้ยารักษาบางชนิด ที่ต้องตอบสนองกับยาที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันน้อยลงไปด้วย

 

ทั้งนี้ คนที่เคยติดเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์อื่นก่อนหน้านี้ อาจจะติดเชื้อซ้ำสายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 ได้ แต่หากได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นจะทำให้ร่างกายมีภูมิสู้กับเชื้อได้ดีกว่าคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ดังนั้นการมารับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันสูงมากพอยังมีความจำเป็น ช่วยลดความรุนแรงของเชื้อได้ รวมถึงมาตรการการป้องกันตนเองที่เหมาะสม เช่น การสวมหน้ากากในสถานที่แออัด การล้างมือ

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวต่ออีกว่า ขออย่าตื่นตระหนกและกังวลจนเกินไป เพราะกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกระทรวงสาธารณสุขได้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรายงานผลการตรวจเฝ้าระวังสายพันธุ์ขึ้นระบบฐานข้อมูลกลาง GISAID โดยไม่ได้มีการปกปิดข้อมูล

 

The post กรมวิทย์ฯ พบ BA.4 และ BA.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นรวดเร็วในไทย แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ารุนแรงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>