กนกรัตน์ เลิศชูสกุล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กนกรัตน์-เลิศชูสกุล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 16 Feb 2026 10:05:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : อาจารย์-นักกฎหมาย 209 คน จาก 19 สถาบัน ร่วมลงชื่อ จี้ กกต. ชี้แจง 4 ประเด็นเลือกตั้ง https://thestandard.co/professors-lawyers-question-ect-election/ Mon, 16 Feb 2026 10:05:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1179027 กลุ่มอาจารย์และนักกฎหมายร่วมแถลงการณ์เรียกร้องให้ กกต. ชี้แจงประเด็นการเลือกตั้ง

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชีย […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อาจารย์-นักกฎหมาย 209 คน จาก 19 สถาบัน ร่วมลงชื่อ จี้ กกต. ชี้แจง 4 ประเด็นเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มอาจารย์และนักกฎหมายร่วมแถลงการณ์เรียกร้องให้ กกต. ชี้แจงประเด็นการเลือกตั้ง

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD เก็บบรรยากาศ ตัวแทนอาจารย์ และนักวิชาการ จัดแถลงการร่วมลงชื่อของ คณาจารย์ นักกฎหมาย และนักวิชาการ รวม 209 คน ออกแถลงการณ์เรื่อง ‘ความรับผิดของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง’ ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการเลือกตั้งอาจไม่เป็นไปอย่าง “สุจริตและเที่ยงธรรม” ตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้

 

ประกอบด้วยนักวิชาการจากหลายสถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยรังสิต, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยนครพนม, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวมถึงนักวิชาการอิสระ ทนายความ และภาคประชาสังคม

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

โดยรายชื่อที่ร่วมลงนาม เช่น กนกรัตน์ เลิศชูสกุล (คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), กรกนก วัฒนภูมิ (นักกฎหมาย), กฤษณ์พชร โสมณวัตร (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่), ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่), ธนภัทร ชาตินักรบ (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), พวงทอง ภวัครพันธุ์ (คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), สมชาย ปรีชาศิลปกุล (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ทัศนัย เศรษฐเสรี (คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) และอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ (นักวิชาการ) เป็นต้น

 

แถลงการณ์ระบุข้อกังวล 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

 

1. หลักการเลือกตั้งโดยลับ
ตั้งคำถามถึงการทำเครื่องหมายบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส. ว่าอาจกระทบหลักการลงคะแนนโดยลับ หากสามารถสืบย้อนถึงตัวผู้ใช้สิทธิได้

 

2. กระบวนการนับคะแนนระดับหน่วย
มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการนับคะแนนในบางหน่วย เช่น การนับระหว่างไฟดับ การขีดคะแนนบนเอกสารที่ซ้อนทับกัน และความคลาดเคลื่อนของตัวเลขคะแนน

 

3. การนับคะแนนภาพรวมระดับชาติ
ชี้ว่าการรายงานผลหยุดอยู่ที่ 94% แม้การนับระดับหน่วยเสร็จสิ้นแล้ว อีกทั้งพบความแตกต่างของจำนวนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ทั้งที่ผู้มีสิทธิได้รับบัตร 2 ใบเท่ากัน

 

4. การรวบรวมและจัดเก็บหีบบัตร

โดยได้ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการเคลื่อนย้ายและจัดเก็บกล่องลงคะแนนในบางพื้นที่ที่อาจไม่เป็นไปตามระเบียบอย่างเคร่งครัด จนอาจก่อให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส

 

ผู้ลงนามระบุว่า การเลือกตั้งเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย หากปราศจากความเป็นอิสระ เสรี และเป็นธรรม จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคม พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงข้อเท็จจริงทั้ง 4 ประเด็นอย่างโปร่งใส

 

ควรเปิดให้มีการตรวจสอบและซักถามอย่างเต็มที่ และไม่ใช้กลไกทางกฎหมายปิดกั้นการตั้งคำถามจากสาธารณะ โดยในแถลงการณ์ระบุว่า หาก กกต. ไม่สามารถชี้แจงได้อย่างน่าเชื่อถือ ควรดำเนินการแก้ไขตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งที่ “เสรีและเป็นธรรม” และยืนยันจุดยืนด้วยความยึดมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย

 

กลุ่มอาจารย์และนักกฎหมายร่วมแถลงการณ์เรียกร้องให้ กกต. ชี้แจงประเด็นการเลือกตั้ง 1กลุ่มอาจารย์และนักกฎหมายร่วมแถลงการณ์เรียกร้องให้ กกต. ชี้แจงประเด็นการเลือกตั้ง 2กลุ่มอาจารย์และนักกฎหมายร่วมแถลงการณ์เรียกร้องให้ กกต. ชี้แจงประเด็นการเลือกตั้ง 3กลุ่มอาจารย์และนักกฎหมายร่วมแถลงการณ์เรียกร้องให้ กกต. ชี้แจงประเด็นการเลือกตั้ง 4
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : อาจารย์-นักกฎหมาย 209 คน จาก 19 สถาบัน ร่วมลงชื่อ จี้ กกต. ชี้แจง 4 ประเด็นเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘6 ตุลาและขวาพิฆาตซ้าย’ เมื่อความรุนแรงจากรัฐไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้เหตุผล https://thestandard.co/6-october-1976-massacre-6/ Thu, 05 Oct 2023 13:07:28 +0000 https://thestandard.co/?p=851149 6 ตุลาและขวาพิฆาตซ้าย

วันนี้ 6 ตุลาคม 2566 ครบรอบ 47 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลา THE S […]

The post ‘6 ตุลาและขวาพิฆาตซ้าย’ เมื่อความรุนแรงจากรัฐไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้เหตุผล appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 ตุลาและขวาพิฆาตซ้าย

วันนี้ 6 ตุลาคม 2566 ครบรอบ 47 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลา THE STANDARD ชวนย้อนอ่านข้อมูลจากเสวนา ‘45 ปี 6 ตุลาและขวาพิฆาตซ้าย’ ที่จัดโดยสำนักพิมพ์มติชน โดยมี ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.ศิบดี นพประเสริฐ อาจารย์อักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เขียนหนังสือ ขวาพิฆาต(?)ซ้าย: อนุรักษนิยมไทยบนทางสองแพร่งของการเมืองโลกยุคสงครามเย็น เข้าร่วมเสวนาเพื่อพูดคุยในประเด็นเหตุการณ์สังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2519 โดยมี รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ดำเนินรายการ

 

รากฐานแห่งการเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา เมื่อ 45 ปีก่อน

 

กนกรัตน์กล่าวว่า สำหรับคนรุ่นใหม่ เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา จะนึกถึงภาพเก้าอี้ที่ฟาดบนตัวคนที่ท้องสนามหลวง และความหมายที่ไปไกลกว่าการฟาดเก้าอี้คือการฆ่าสังหารหมู่ที่มีเยาวชนมากมายนอนราบบนพื้น และมีภาพการยิงเข้าไปในรั้วธรรมศาสตร์ ที่มาของภาพนั้นเราจะเห็นการขยายตัวของนักศึกษาฝ่ายซ้ายที่ประสบความสำเร็จในการโค่นล้มเผด็จการเมื่อ 14 ตุลา แต่พบว่ารัฐบาลเวลานั้นแก้ปัญหาในสภาไม่ได้ และการขยายตัวขององค์กรฝ่ายซ้ายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เช่น ฝ่ายซ้ายแบบจีน มีการจัดนิทรรศการจีนในหอประชุมธรรมศาสตร์ ชนชั้นนำไทยจึงเห็นการเติบโตของคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดด้านสังคมนิยมมากขึ้น

 

“ในเวลานั้นชนชั้นนำไทยได้เห็นภาพชนวนของการล่มสลายลงของสถาบันกษัตริย์ใน สปป.ลาว เขมร เวียดนาม ซึ่งล้มกันเป็นโดมิโน ประเทศไทยจึงถูกจับตาว่าจะเป็นโดนิโนตัวที่ 4 อย่างแน่นอน ดังนั้น 6 ตุลาจึงเป็นภาพการปะทะกัน และจบลงด้วยการพ่ายแพ้ของนักศึกษา ประชาชน ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง” กนกรัตน์สรุป

 

บรรยากาศการเมืองทั้งในและนอกประเทศก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา

 

ศิบดีเสริมว่า เหตุการณ์ 14 ตุลา ทำให้สร้างบรรยากาศเสรีนิยมและประชาธิปไตย ทำให้เกิดการฟื้นตัวของภาคการเมือง หลังจากที่ไทยอยู่ภายใต้เผด็จการอำนาจนิยมเป็นเวลานาน ภาคประชาสังคม เช่น กลุ่มแรงงาน ขบวนการนิสิตนักศึกษา เริ่มมีบทบาทและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาทางสังคมที่รัฐบาลยุคเผด็จการทหารละเลยไป โดยมีการเคลื่อนไหว เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาแก้ไขสังคม และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเหล่านี้มีบทบาทในอีกมิติหนึ่งที่คนทั่วไปอาจไม่ได้นึกถึง นั่นคือเรื่องนโยบายต่างประเทศ เช่น การออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ ที่เริ่มส่งสัญญาณว่าไม่ไหวและถอนกำลังทหารจากสงครามเวียดนาม ขณะที่บรรยากาศทางการเมืองในประเทศ ภายใต้บรรยากาศประชาธิปไตยเบ่งบาน แนวความคิดเรื่องสังคมนิยมที่ถูกรัฐเผด็จการห้ามมานาน กลับมาได้รับความสนใจในยุคนี้ ขบวนนิสิตนักศึกษาเองก็รับเอาแนวคิดแบบสังคมนิยมเป็นธงนำในการต่อสู้เรียกร้องทางการเมือง รวมทั้งเรื่องความเป็นธรรมทางสังคมและด้านการต่างประเทศ ความมั่นคงไทย เรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนทหารออกไปจากดินแดนไทย และทำให้เกิดบรรยากาศความกลัวคอมมิวนิสต์ในสังคมไทย ทำให้ชนชั้นนำ กลุ่มอนุรักษนิยมหวาดกลัว เพราะพวกเขามองว่าคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคาม เพราะการคงอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ คือหลักประกันว่าไทยจะได้รับการคุ้มครองดูแลจากสหรัฐฯ

 

“แต่เมื่อสหรัฐฯ ถอนทหารออกไปจริงๆ เมื่อต้นปี 2519 ทำให้ภาพขบวนการนักศึกษายิ่งแข็งแรงมากยิ่งขึ้น บรรยากาศภายในประเทศก็มีความโน้มไปทางซ้าย ดังนั้น ชนชั้นนำหรือกลุ่มฝ่ายขวาจึงรู้สึกว่าไม่อาจอยู่นิ่งได้ จึงหาทางตอบโต้ ทั้งการต่อต้านขบวนการนิสิตนักศึกษา การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อทำลายภาพลักษณ์ของขบวนการนิสิตนักศึกษา หรือขบวนการสามประสาน คือ เกษตรกร แรงงาน และนักศึกษา และปลุกกระแสชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่งเพลงปลุกใจ ไม่ว่าจะเพลง หนักแผ่นดิน เพลงพระราชนิพนธ์ ‘เราสู้’ เป็นต้น ทั้งยังใช้สื่อมวลชนของรัฐเพื่อโต้ตอบกลับ และมีชมรมแม่บ้าน กลุ่มกระทิงแดงต่างๆ ที่เป็นฝ่ายขวาเช่นกัน” ศิบดีกล่าว

 

ในประเด็นนี้ กนกรัตน์เสริมว่า กองทัพสหรัฐฯ เองก็เข้าไทยมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ซึ่งแบ่งเป็น 2 ขั้ว คือ ปีกสหรัฐฯ กับปีกฝั่งรัสเซียกับจีน และสู้กันผ่านรัฐตัวแทน ไทยเองเป็นประเทศตรงกลางของอินโดจีน อันเป็นพื้นที่ที่ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียพยายามเข้ามาขยายอิทธิพล ขณะที่ไทยเองก็มีแนวโน้มที่จะเอนเอียงไปทางสหรัฐฯ อันจะเห็นได้จากนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยก็เปิดพื้นที่ให้กองทัพสหรัฐฯ เข้ามา การที่สหรัฐฯ เข้ามาในไทย ส่งผลให้ปีกทหารเผด็จการในไทยเข้มแข็งมากขึ้น เพราะสหรัฐฯ สนับสนุนรัฐบาลทุกรูปแบบที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ จึงจับมือกับรัฐบาลเผด็จการของไทย คือช่วงยุคจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพล ถนอม กิตติขจร และจอมพล ประภาส จารุเสถียร อันจะเห็นได้จากกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์มากมายในช่วงนั้น

 

บริบทสงครามเย็นที่สั่นสะเทือนมายังการเมืองไทยก่อน 6 ตุลา

 

“ภายใต้บรรยากาศของสงครามเย็นภายใต้สามมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีนแดง ที่ผ่านมาโซเวียตกับจีนแดงก็มีสัมพันธ์อันดีต่อกัน และพยายามแสวงหาพันธมิตรเพื่อพยายามถ่วงดุลฝ่ายตรงข้าม และในเวลาต่อมาทั้งสองประเทศเกิดทะเลาะกัน ทั้งจากการตีความอุดมการณ์แตกต่างกันออกไป” ศิบดีกล่าว และในปี 2512 จีนแดงกับโซเวียตเกิดการปะทะกันทางการทหารขึ้น ทำให้จีนเริ่มมองว่าสหภาพโซเวียตเป็นภัยคุกคาม จึงต้องการอีกมหาอำนาจหนึ่งเข้ามาเป็นพันธมิตรเพื่อคานอำนาจของโซเวียต ขณะที่อีกด้าน สหรัฐฯ ที่กำลังติดหล่มอย่างหนักในสงครามเวียดนาม เพราะรู้สึกว่าไม่น่าเอาชนะได้ จึงต้องการถอนตัวออกจากสงครามเวียดนาม แต่ต้องการไม่ให้ดูว่าเป็นฝ่ายแพ้ สหรัฐฯ จึงมองประเทศที่สำคัญที่ทำให้ถอนตัวออกจากสงครามเวียดนามได้คือ จีน เป็นเสมือนผลประโยชน์แห่งชาติของทั้งสองประเทศที่ลงตัวกันพอดี เพราะจีนก็ต้องการมหาอำนาจมาคานอำนาจกับโซเวียต สหรัฐฯ ก็ต้องการให้จีนเป็นตัวช่วยให้สหรัฐฯ ลงจากหลังเสือ เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากสงครามเวียดนาม ประเทศไทยจึงรู้สึกตื่นตระหนกเพราะใกล้ชิดกัน ประจวบเหมาะกับที่ประเทศในอินโดจีนเวลานั้นเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์กันหมด โดยเฉพาะ สปป.ลาวที่เปลี่ยนเป็นระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อย่างเต็มตัว รวมถึงการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ยิ่งทำให้ชนชั้นนำหรือกลุ่มฝ่ายขวาในไทยรู้สึกหวาดหวั่น

 

“ช่วง 2516-2519 นโยบายต่างประเทศของไทยและนโยบายด้านความมั่นคงสวนทางกัน เพราะช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน พรรคการเมืองที่ได้ขึ้นเป็นรัฐบาลในเวลานั้นมีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ ขณะที่นโยบายต่างประเทศที่แม้ยังไม่เอาคอมมิวนิสต์แต่สร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ มีนโยบายอยู่ร่วมกันโดยสันติกับประเทศที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน เช่น ที่มีภาพ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปจับมือกับจีนแดง จึงมีการพยายามปรับนโยบายต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไปแล้ว” ศิบดีสรุป

 

‘ผีคอมมิวนิสต์’ ความน่ากลัวของคอมมิวนิสต์ที่รัฐปลุกปั่น

 

กนกรัตน์กล่าวว่า บรรยากาศการทำให้คอมมิวนิสต์น่ากลัวเกิดขึ้นมาก่อน 14 ตุลาเสียอีก เพราะประชาชนรับรู้ความน่ากลัวของคอมมิวนิสต์หลายมิติมาก แม้ว่าชนชั้นกลางในยุคแรกๆ ของ 14 ตุลาจะให้การสนับสนุนนักศึกษาในการเรียกร้องประชาธิปไตย โดยที่ตัวเองก็มีพื้นฐานการเกลียดคอมมิวนิสต์อยู่แล้ว แต่ในเวลาต่อมา เมื่อรัฐบอกว่านักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ มีการซ่องสุมอาวุธ จึงมีการปลุกความเกลียดชังต่อนักศึกษาขึ้นมา

 

“นอกจากนี้ อย่าลืมว่าในเวลานั้นการเลือกตั้งและประชาธิปไตยเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทยอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยแทบไม่มีการเลือกตั้งเลย ทั้งในเวลาต่อมายังมีภาพรัฐบาลจากการเลือกตั้งไปจับมือกับจีนแดง ประชาชนฝ่ายขวาจึงรู้สึกว่าประชาธิปไตยและการเลือกตั้งเป็นเรื่องน่ากลัว บวกรวมกับความน่ากลัวของคอมมิวนิสต์ที่รัฐวาดภาพไว้ ทำให้ฝ่ายขวาไม่พอใจทั้งนักศึกษา ทั้งระบบการเลือกตั้ง และประชาธิปไตย” กนกรัตน์กล่าว

 

ด้านศิบดีเสริมประเด็นว่า ในอดีตก่อนหน้ายุคตุลา รัฐก็มีการรณรงค์ให้คนภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในฐานะที่เป็นสถาบันที่สืบเนื่องมาจากอดีต และในช่วงปี 2516-2519 ความเป็นอนุรักษนิยมในไทยหรือฝ่ายขวาก็มีความแตกต่าง มีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนฝ่ายขวาในยุคก่อนหน้า เพราะคนที่จะถูกจัดให้เป็นอนุรักษนิยมช่วง 2516-2519 ได้นั้นต้องต่อต้านคอมมิวนิสต์ นิยมสหรัฐฯ รวมถึงการเรียกร้องหรือมีท่าทีให้สหรัฐฯ ดำรงฐานทัพอยู่ในไทยต่อไปด้วย

 

คน 6 ตุลามาถึง ‘เยาวชนยุคปัจจุบัน’ อุดมการณ์และความแตกต่างของการรวมตัว

 

กนกรัตน์กล่าวว่า ความคล้ายคลึงระหว่างเยาวชนยุค 6 ตุลา และเยาวชนปี 2564 จะเห็นว่าการรวมตัวกันของคนในช่วงเดือนตุลานั้น คือเป็นโครงสร้างองค์กรที่มีความเป็นทางการ มีการรวมตัวอย่างมีเอกภาพ โดยเฉพาะหลัง 14 ตุลาที่เริ่มมีการสร้างโครงสร้างกระบวนการนักศึกษาล้อไปกับขบวนการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งองค์กรความเคลื่อนไหวของนักศึกษาค่อนข้างมีความเข้มแข็งมาก แต่ในปัจจุบัน ภาพที่เราเห็นนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา กระบวนการนักศึกษาโบขาวมีลักษณะ Network Movement ซึ่งไม่มีแกนนำ 1 คน แล้วสามารถนำคนหลายแสนคนได้ ทุกกลุ่มแบ่งออกเป็นกลุ่มขนาดเล็กๆ 20-30 คน ไม่ว่าจะเป็นธรรมศาสตร์และการชุมนุม, Free YOUTH, กลุ่มปลดแอก ฯลฯ มารวมตัวกันบ้างในบางช่วง ขณะที่คนเดือนตุลาเวลามองมามักจะมองว่า มันไม่เป็นเอกภาพเลย ไม่มีการจัดตั้งองค์กรใดๆ เลย แต่ปัจจุบันกลับแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ทุกกลุ่มต่างคนต่างทำงานของตนไป

 

“ในแง่หนึ่ง การรวมตัวของคนยุคปัจจุบันอาจจะถูกมองว่าไม่เข้มแข็ง แต่ในอีกด้าน ภายใต้รัฐที่ใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสลายการชุมนุม และที่สำคัญคือการระดมจับอย่างกว้างขวางในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ในกรณีของม็อบดินแดง มีเยาวชนและคนที่ถูกจับไป 300-400 คนแล้ว ถ้าเป็นเครือข่ายที่แข็งตัวตายตัวแบบเดิม ถ้าจับคนนำ ทุกอย่างก็จบ แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่ ไม่ว่าตำรวจจะจับไปเท่าไรก็ไม่หมด ยังไม่นับกลุ่มจากปีที่แล้วที่รอกลับมาหลังโควิด ทำให้กลุ่มในปัจจุบันแม้ไม่รวมตัว ไม่ชัดเจน แต่มันจะไม่มีวันตาย เพราะไม่ว่าจะจับกลุ่มไหนไป กลุ่มอื่นๆ ก็พร้อมจะกลับมารวมตัวกันเสมอ มันจึงเห็นภาพที่มีพลวัตเปลี่ยนแปลงอย่างมาก” กนกรัตน์สรุป

The post ‘6 ตุลาและขวาพิฆาตซ้าย’ เมื่อความรุนแรงจากรัฐไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้เหตุผล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: อดอาหารประท้วงไม่ได้ผลวันนี้ แต่เป็นตัวพลิกเกมการเมืองวันหน้าได้ | THE STANDARD https://thestandard.co/hunger-strike-political-protest-no-working/ Wed, 08 Feb 2023 11:41:06 +0000 https://thestandard.co/?p=747690 อดอาหารประท้วง

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้คนต่างเฝ้าติดตามการอดอาหารประท้ […]

The post ชมคลิป: อดอาหารประท้วงไม่ได้ผลวันนี้ แต่เป็นตัวพลิกเกมการเมืองวันหน้าได้ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดอาหารประท้วง

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้คนต่างเฝ้าติดตามการอดอาหารประท้วงหรือ Hunger Strike ของ ตะวัน-ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ แบม-อรวรรณ ภู่พงษ์ นักกิจกรรมจากกลุ่มทะลุวังอย่างใกล้ชิดว่าสุดท้ายข้อเรียกร้อง 3 ข้อ จะได้รับการตอบสนองทันท่วงทีต่อสภาพร่างกายของทั้งสองที่ทวีความน่าวิตกกังวลหรือไม่ 

 

THE STANDARD สัมภาษณ์ ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การอดอาหารประท้วงในไทยและทั่วโลก ทำไมการอดอาหารประท้วงจึงเป็นเครื่องมือของคนไร้ทางสู้ และข้อเรียกร้องจะได้รับการตอบสนองหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง

The post ชมคลิป: อดอาหารประท้วงไม่ได้ผลวันนี้ แต่เป็นตัวพลิกเกมการเมืองวันหน้าได้ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อ 6 ตุลา ‘นับถอยหลังรอการเปลี่ยนแปลง’ โดยอ.กนกรัตน์ และอ.ธำรงศักดิ์ | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow061065-2/ Fri, 07 Oct 2022 00:59:13 +0000 https://thestandard.co/?p=692395 6 ตุลา

มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อ 6 ตุลา นานวันยิ่งสนใจเพิ่มขึ้น ‘นับ […]

The post ชมคลิป: มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อ 6 ตุลา ‘นับถอยหลังรอการเปลี่ยนแปลง’ โดยอ.กนกรัตน์ และอ.ธำรงศักดิ์ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 ตุลา

มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อ 6 ตุลา นานวันยิ่งสนใจเพิ่มขึ้น ‘นับถอยหลังรอการเปลี่ยนแปลง’

 

อ๊อฟ ชัยนนท์ THE STANDARD NOW ร่วมพูดคุยกับ ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่าผ่านมา 46 ปี มุมมองคนที่มองต่อเหตุการณ์นี้เปลี่ยนไปแค่ไหน?

 

ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/

The post ชมคลิป: มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อ 6 ตุลา ‘นับถอยหลังรอการเปลี่ยนแปลง’ โดยอ.กนกรัตน์ และอ.ธำรงศักดิ์ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อ 6 ตุลา ‘นับถอยหลังรอการเปลี่ยนแปลง’ โดยอ.กนกรัตน์ และอ.ธำรงศักดิ์ https://thestandard.co/thestandardnow061065/ Thu, 06 Oct 2022 13:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=692314

วันที่ 6 ตุลาคมปีนี้ ถือเป็นปีที่ครบรอบ 46 ปีเหตุการณ์ […]

The post ชมคลิป: มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อ 6 ตุลา ‘นับถอยหลังรอการเปลี่ยนแปลง’ โดยอ.กนกรัตน์ และอ.ธำรงศักดิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันที่ 6 ตุลาคมปีนี้ ถือเป็นปีที่ครบรอบ 46 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่ที่มีการสังหารหมู่นักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยเจ้าหน้าที่รัฐ จนถูกจารึกไว้ว่าเป็นกรณีนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน จนกลุ่มคนเดือนตุลามองว่าผู้เสียชีวิตคือเหยื่อความรุนแรง ‘ขวาพิฆาตซ้าย’

 

และมีภาพที่ถูกจดจำไปตลอดกาล นั่นคือภาพเด็กน้อยยืนหัวเราะร่าท่ามกลางกลุ่มคนที่มีรอยยิ้มเต็มใบหน้า ขณะเฝ้ามองประชาชนคนหนึ่งถูกแขวนคอฆ่าและใช้เก้าอี้ทุบตีอย่างทารุณ ที่บันทึกไว้โดย เนล อูเลวิช ช่างภาพรางวัลพูลิตเซอร์

 

วันนี้เราจะมาร่วมพูดคุยกับ ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่าผ่านมา 46 ปี มุมมองคนที่มองต่อเหตุการณ์นี้เปลี่ยนไปแค่ไหน?

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันนี้ 6 ตุลาคม เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อ 6 ตุลา ‘นับถอยหลังรอการเปลี่ยนแปลง’ โดยอ.กนกรัตน์ และอ.ธำรงศักดิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขข้อสงสัย ทำไมคนรุ่นใหม่อ้างอิงตัวเองกับ 2475 ไม่ใช่ ‘14 ตุลา 16 – 6 ตุลา 19’ อย่างคนรุ่นก่อน https://thestandard.co/new-generation-politics/ Sat, 20 Aug 2022 12:48:08 +0000 https://thestandard.co/?p=669797 กนกรัตน์ เลิศชูสกุล

กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ […]

The post ไขข้อสงสัย ทำไมคนรุ่นใหม่อ้างอิงตัวเองกับ 2475 ไม่ใช่ ‘14 ตุลา 16 – 6 ตุลา 19’ อย่างคนรุ่นก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กนกรัตน์ เลิศชูสกุล

กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอสรุปบทเรียนและการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชน ‘การฟื้นฟูคณะราษฎรใหม่: การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยุคดิจิตอล’ ในงาน ‘PBIC RESEARCH SYMPOSIUM: 90 ปี ประชาธิปไตยไทย 88 ปีธรรมศาสตร์’ ณ ห้องพูนศุข มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 

 

กนกรัตน์กล่าวถึงการอ้างอิงตัวเองกับประวัติศาสตร์ในขบวนการเคลื่อนไหวว่า ไม่ว่าขบวนการไหนในโลกก็จะอ้างอิงตัวเองกับชุดประวัติศาสตร์ของความสำเร็จ ความชอบธรรมก่อนหน้านี้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง และลดทอนความชอบธรรมของขั้วการเมืองฝั่งตรงกันข้าม การอ้างอิงแบบนี้ใน Social Movement เป็นเรื่องปกติมาก 

 

ประเด็นที่ว่า ทำไมการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในปี 2563 จึงแตกต่างจากการเคลื่อนไหวของ ‘เสื้อเหลือง-เสื้อแดง’ ซึ่ง ‘เสื้อเหลือง-เสื้อแดง’ เลือกอ้างอิงตัวเองกับประวัติศาสตร์ ‘เดือนตุลา’ คือ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 

 

คนเสื้อเหลืองอ้างอิงตัวเองกับ 14 ตุลา ในฐานะขบวนการต่อสู้เพื่อล้มล้างอำนาจที่เขามองว่าเป็น ‘เผด็จการรัฐสภา’ ของ ทักษิณ ชินวัตร เหมือนนิสิตนักศึกษาช่วง 14 ตุลา

 

ในขณะที่คนรุ่น 6 ตุลา 2519 มองว่าตัวเองเป็นเหยื่อความรุนแรงของรัฐที่ใช้ความรุนแรงแบบที่เกิดขึ้นในช่วง 6 ตุลา จะเป็นการอ้างอิงไปคนละแบบ

 

ในขณะที่คนรุ่นใหม่ปฏิเสธประวัติศาสตร์ 14 ตุลา ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือมีความชัดเจนในงานวิชาการจำนวนมากที่อ้างอิง 14 ตุลา กับราชาชาตินิยม จึงเกิดคำถามว่า ชนะอะไร ล้มรัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจร, จอมพล ประภาส จารุเสถียร ได้แล้วภายใน 3 ปี จอมพล ถนอม กับ จอมพล ประพาส กลับมาแล้วเป็นระบอบที่เข้มแข็งกว่าเดิม เป็นการชนะยังไง 

 

และมีความชัดเจนในขบวนการเสื้อเหลืองพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กปปส. ใช้ 14 ตุลา ทำให้ขบวนการคนรุ่นใหม่ ไม่ใช้ 14 ตุลา ในกลไกการอ้างอิงความชอบธรรม

 

ส่วนทำไมคนรุ่นใหม่ไม่อ้างอิงตัวเองกับ 6 ตุลา สำหรับเขา 6 ตุลา คือประวัติศาสตร์แห่งความพ่ายแพ้ จากการได้สัมภาษณ์คนรุ่นใหม่ว่าทำไมไม่อ้างอิง 6 ตุลา เขาบอกว่า 6 ตุลา ก็แพ้ไม่ใช่เหรอ นักศึกษาถูกปราบเข้าป่า ทำไมเราต้องอ้างอิงตัวเองกับประวัติศาสตร์ที่ดูไม่มีความหวังแบบนั้น 

 

คนรุ่นใหม่มอง 6 ตุลา แตกต่างจากคนรุ่นก่อนหน้านี้ที่มองว่า 6 ตุลา เป็นขบวนการนักศึกษาผู้บริสุทธิ์ถูกกระทำโดยรัฐ 

 

แต่คนรุ่นนี้มองว่า สำหรับเขา 6 ตุลา คือ ‘ฝ่ายซ้าย’ เพราะงานประวัติศาสตร์สมัยใหม่ คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองแบบที่ ‘คนเดือนตุลา’ อยากให้เขามอง ประวัติศาสตร์ทางความคิดทางการเมืองสมัยใหม่เติบโตมากขึ้น คนรุ่นใหม่เข้าใจ 6 ตุลา ไปหลากหลายแบบมากๆ แล้ว 

 

ในแง่นี้เขาไม่ได้อยากอ้างอิงตัวเองกับขบวนการฝ่ายซ้ายแบบเดิม หลายคนโดยเฉพาะแกนนำ เข้าใจและเห็นปัญหาของขบวนการฝ่ายซ้ายแบบเดิมด้วย 

 

ประวัติศาสตร์ 2475 ในฐานะเครื่องมือ กรอบคิด ที่ถูกอ้างอิงในการเคลื่อนไหว

กนกรัตน์กล่าวว่า เหตุที่คนรุ่นใหม่เลือก 2475 เพราะ 2475 เป็นประวัติศาสตร์ที่เป็นประวัติศาสตร์แห่งชัยชนะ จะชนะแบบไหนก็ตาม ก็เป็นชัยชนะ และเป็นประวัติศาสตร์ชุดเดียวที่เป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนและอำนาจที่อยู่สูงที่สุดในโครงสร้างทางการเมือง 

 

ตอนไปสำรวจพบว่า นักเรียนมัธยมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยมองแตกต่างกันในแง่เซนส์ของความกังวล การพุ่งเป้าเข็มชี้ทางการเมือง โดยนักศึกษาในมหาวิทยาลัยจะให้ความสำคัญกับปัญหารัฐบาล ปัญหาคอร์รัปชัน และอธิบายทั้งหมดนั้นผ่านระบอบรัฐประหาร ทางออกคือแก้ไขรัฐธรรมนูญ เลือกตั้งใหม่ 

 

แต่สำหรับนักเรียนมัธยม มีความกังวลประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มาก ซึ่งส่วนตัวฟังแล้วตกใจมาก เด็กมัธยมมีความคิดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แตกต่างจากเด็กมหาลัยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับสถาบันพระมหากษัตริย์ 

 

ในระยะต่อมาประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ก็กลายเป็นประเด็นสำคัญในการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ หลังกระบวนการสร้างคณะราษฎรรุ่นใหม่ ทำให้ขบวนการนักศึกษาทั้งขบวนการกลายเป็นคณะราษฎรรุ่นใหม่จริงๆ ไม่ว่าเขาจะเชื่อว่าจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ก็ตาม ประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์กษัตริย์ถูกฝังลงไป จึงเห็นภาพขบวนการทั้งขบวนเชื่อมกับประวัติศาสตร์ 2475 ซึ่งยังไม่จบ 

 

ประวัติศาสตร์ 2475 สำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นทั้งเครื่องมือ เป็นทั้งกรอบคิด เป็นประวัติศาสตร์ที่อ้างอิงในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ประวัติศาสตร์ 2475 คือวีรบุรุษทางการเมืองที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

 

ขณะที่ 2475 เป็นการล้มระบอบทั้งระบอบ และเป็นการล้มโดยคนอายุน้อยมาก เป็นคนอายุยังไม่เกิน 30 ปี หรือ 30 ปีต้นๆ หลายคนอายุ 20 ปีกลางๆ นอกจากนั้นเป็นมิชชันทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ไม่ใช่แพ้ และจากนี้สำหรับคนรุ่นใหม่คือมิชชันต่อไปที่จะต่อสู้ทางการเมืองโดยมีขั้วการต่อสู้ทางการเมืองจากประชาชนกับอำนาจที่อยู่สูงที่สุดในโครงสร้างทางการเมือง 

 

ประวัติศาสตร์ 2475 เป็นเรื่องคนรุ่นใหม่ อายุน้อย มีการศึกษา มันคือพวกเขา คือสิ่งที่แกนนำเป็น 

 

เลือกตั้งเป็นความหวัง แทนการชุมนุม

กนกรัตน์กล่าวว่า ณ ปัจจุบัน 2 ปี คณะราษฎร 2563 สิ่งที่เราเห็นคือคณะราษฎรสมัยใหม่ กลายเป็นส่วนหนึ่งของคณะราษฎร และไม่ใช่ในนาม 2475 ตอนนี้อยู่ในวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ มองปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่ใช่โครงสร้างที่มองแบบคนรุ่นก่อนมอง โดยคนรุ่นก่อนจะประเมินสถานการณ์การเมือง แก้ปัญหาที่กระทรวง แก้ที่ระบบเลือกตั้ง 

 

ขณะที่ตอนนี้คนรุ่นใหม่มองโครงสร้างที่โครงสร้างจริงๆ ไปแล้ว หลังจากทะลุเพดาน ไม่ใช่ทะลุอย่างเดียว แต่เป็นการยกระดับความเข้าใจเรื่องการเมือง เรื่องโครงสร้าง ขึ้นไปถึงระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมันจะทำให้เกิดวิธีคิดใหม่ต่อทางออกในการแก้ปัญหาทางการเมือง 

 

สิ่งที่เขาเสนอเรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ อาจดูเป็นการคุกคาม แต่ในอีกแง่หนึ่งสำหรับเขา เขาต้องการแก้ปัญหา แล้วถ้าปัญหามันมีโครงสร้างอยู่เหนือระบบราชการและกองทัพธรรมดา อาจจะไม่ได้หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์เอง แต่โครงสร้างของตัวสถาบันทั้งองคาพยพเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันการเมืองทั้งหมดอย่างปฏิเสธไม่ได้ 

 

กนกรัตน์กล่าวถึงกระแสการชุมนุมที่ลดลง ว่าก่อนหน้านี้มีคำถามเยอะมากว่า ทำไมม็อบหายไป ทำไมจึงรู้สึกว่าม็อบฝ่อ ม็อบแผ่ว ในเรื่องนี้การเติบโตขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในเชิงทฤษฎี โลกทั้งโลกมีปัญหาความยากจน โลกทั้งโลกมีปัญหาช่องว่างระหว่างรายได้ โลกทั้งโลกมีระบอบเผด็จการ โลกทั้งโลกมีสงครามตลอดเวลา แต่ทำไมคนทุกคนที่เจอปัญหาไม่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว 

 

เนื่องจากความทุกข์ยากไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้คนลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว แต่ทางออกจากความทุกข์ยากนี้ คือกลไกสำคัญที่สุดที่ทำให้คนเลือกที่จะลุกขึ้นมาชุมนุม 

 

การลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวผ่านกรอบคิด 2475 ในช่วงปี 2563 การใช้ 2475 จุดติด เพราะทำให้เห็นว่า

 

  1. คนรุ่นใหม่เคยสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเรากดดัน ก็รู้สึกว่า 2475 ยังทำได้เลย ล้มระบบทั้งระบบ 

 

  1. การเมืองมวลชน มีชุดประสบการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ถ้าลุกขึ้นมาชุมนุมจำนวนมหาศาล เราอาจจะกดดันรัฐบาลได้ 

 

  1. มีชุดประสบการณ์ว่า ถ้าม็อบไปสู่สิ่งที่เกือบจะเรียกว่า Riot (จลาจล) ในหลายประเทศ รัฐจะฟังประชาชน 

 

แต่ปัญหาคือ 2 ปีผ่านไป ทั้ง 3 อย่างนี้ไม่ได้ผล 

 

สังคมไทยจำนวนมากมีความตื่นตัว แต่การที่จะทำให้ความตื่นตัวกลายเป็นการเข้าร่วม มีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ใช่ม็อบอย่างเดียว บทบาทของแกนนำ ผู้ประกอบการการเคลื่อนไหว การนำเสนอทางออกทั้งนามธรรมและในทางปฏิบัติ เป็นสิ่งที่คนต้องการ พวกเขาไม่ได้มีเวลามาคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถชนะได้ ทุกคนต้องการไกด์ไลน์ ทุกคนอยากรู้ว่าในเชิงปฏิบัติต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจากการประเมิน คนมาร่วมม็อบเขาคิดแล้ว เชื่อกรอบคิด 2475 พลังประชาชน การเลือกตั้ง ทั้งหมดนั้นเปลี่ยนแปลงได้ และบางอย่างเคยประสบความสำเร็จ เช่น เคยไปเลือกตั้งแล้วได้พรรคอนาคตใหม่ ก็อาจจะทำให้เชาเชื่อและเป็นกลไกที่ทำให้เห็นว่า 1 เสียงสามารถเปลี่ยนได้ 

 

หลังชุมนุมไป 2 ปีกว่า ตั้งแต่วันแรกจนม็อบทะลุแก๊สจบ เราไม่เคยเห็นรูปแบบที่ซ้ำกัน เขาคิดจนไม่รู้จะคิดยังไง ปัญหาคือ เมื่อไม่เวิร์กคนก็ไม่มาร่วมกับวิธีการที่ไม่ประสบความสำเร็จ 

 

ประการต่อมาคือ ความหวังกับการเลือกตั้ง แน่นอนทุกคนเกียร์ว่างเพื่อรอเลือกตั้ง แต่ในรายละเอียดไม่ใช่เพียงแค่เท่านั้น เพราะเขาเคยมีความหวังและประสบความสำเร็จจากการเลือกตั้งจนได้พรรคอนาคตใหม่ รวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ได้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คนรู้สึกว่าการเลือกตั้งเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำ ประสิทธิภาพสูง สร้างความแตกต่างได้ ไปเลือกตั้งง่ายกว่า หรือไปดนตรีในสวนเพื่อแสดงพลังแบบนี้ง่ายกว่า และเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่ถูกมาก โดยเฉพาะสำหรับชนชั้นกลางที่ไม่ได้เดือดร้อนมากนัก ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ในแง่นี้ การมีความหวังกับการเลือกตั้งจึงเป็นกลไกที่สำคัญที่ทำให้คนไม่ออกไปชุมนุม 

 

ประวัติศาสตร์ 2475 ในฐานะการประนีประนอม เป็นยาหมดอายุ

กนกรัตน์กล่าวว่า ชีวิตหลังการชุมนุม ในทุกประเทศทั่วโลกการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นตอนชุมนุม การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังการชุมนุมนับ 10 ปี เมื่อคนที่เป็นแกนนำและเป็น Active Citizen เข้าไปอยู่ในทุกที่ของสังคม ตัวอย่าง คนเดือนตุลา เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก เพราะฝ่ายซ้ายที่พ่ายแพ้ เมื่อเขาเข้าไปยึดกุมพื้นที่ต่างๆ ทางการเมือง ทางสังคม เขากลายเป็นพลังไม่ว่าจะดีหรือร้าย ดังนั้น ในระยะยาวเราจะเห็นบทบาทคนรุ่นใหม่รุ่นนี้ทั้งที่เป็นแกนนำและไม่ใช่แกนนำ 

 

เราเห็นการตื่นตัวขึ้นของกลุ่มใหม่ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในนามการเมือง แต่เป็นกิจกรรมใหม่ๆ กลไกใหม่ๆ ที่มาพร้อมสำนึกใหม่ๆ มากมาย ซึ่งเรายังมองไม่เห็นว่าเป็นกลไกทางการเมือง 

 

อนาคต 2475 ในขบวนการเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่จะเป็นอย่างไร การอ้างอิงใช้ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องปกติมาก ใช้กันอย่างแพร่หลายในการเคลื่อนไหว เป็นการสร้างกรอบความคิด และได้กลายเป็นกรอบที่อาจจะหมดอายุแล้วในระยะสั้นของการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ 

 

การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในระลอกต่อไป การยกระดับไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นโครงสร้างที่อยู่เหนือพรรคการเมือง อยู่เหนือกองทัพ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทางออกจะไปไกลกว่า 2475 ส่วนตัวเชื่อมั่นในคนรุ่นนี้ ผ่านมา 3 ปี พิสูจน์ว่าคนรุ่นนี้มองโลกอีกแบบหนึ่ง เห็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง การพูดถึงสถาบันทางการเมืองที่เป็นเผด็จการในประเทศนี้และในหลายๆ ประเทศ วิธีคิดไม่ใช่เรื่องการล้มหรือไม่ล้มอีกแล้ว 

 

ข้อเสนอของคณะราษฎรในปัจจุบันมีความพยายามประนีประนอมมาก เมื่อเทียบกับความดื้อดึงของคนรุ่นใหม่ ถ้าฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่ตระหนักถึงความประนีประนอมนี้ของคนรุ่นใหม่ ปัญหาก็คือ เขาจะไปไกลกว่านี้แค่ไหน 

 

ที่บอกว่า 2475 หมดอายุในขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ คือการประนีประนอมหมดอายุ ส่วนทางออกไปถึงไหนไม่มีใครรู้

The post ไขข้อสงสัย ทำไมคนรุ่นใหม่อ้างอิงตัวเองกับ 2475 ไม่ใช่ ‘14 ตุลา 16 – 6 ตุลา 19’ อย่างคนรุ่นก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เทียบ ’First Voter’ กับ ‘Strategic Voter’ 2 สูตรคำนวณศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดย ‘อ.กนกรัตน์’ https://thestandard.co/thestandardnow130565-2/ Sat, 14 May 2022 02:12:07 +0000 https://thestandard.co/?p=628610 กนกรัตน์ เลิศชูสกุล

เทียบ ’First Voter’ กับ ‘Strategic Voter’ 2 สูตรคำนวณศึ […]

The post ชมคลิป: เทียบ ’First Voter’ กับ ‘Strategic Voter’ 2 สูตรคำนวณศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดย ‘อ.กนกรัตน์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กนกรัตน์ เลิศชูสกุล

เทียบ ’First Voter’ กับ ‘Strategic Voter’ 2 สูตรคำนวณศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดย อ.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/

The post ชมคลิป: เทียบ ’First Voter’ กับ ‘Strategic Voter’ 2 สูตรคำนวณศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดย ‘อ.กนกรัตน์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จะรีบไปไหน ทำไมต้องทะลุฟ้า? คนรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ แลกเปลี่ยนความเห็นข้อเรียกร้องแห่งยุคสมัย https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-53/ Sun, 28 Nov 2021 12:13:37 +0000 https://thestandard.co/?p=565239 THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021,

วันนี้ (28 พฤศจิกายน) เวทีสุดท้ายของ THE STANDARD ECONO […]

The post จะรีบไปไหน ทำไมต้องทะลุฟ้า? คนรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ แลกเปลี่ยนความเห็นข้อเรียกร้องแห่งยุคสมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021,

วันนี้ (28 พฤศจิกายน) เวทีสุดท้ายของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ในหัวข้อ Bridging the Generation Gap เราจะสร้างอนาคตประเทศไทยในความคิดต่างได้อย่างไร ผู้ร่วมพูดคุยประกอบด้วย ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP), กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล สมาชิกกลุ่มราษฎร

 

มุมมองเกี่ยวกับ Generation Gap เป็นปัญหาหรือไม่

 

มายด์ ภัสราวลี มองว่าเป็นไปได้ที่คนซึ่งเกิดคนละยุคสมัยเติบโตมาคนละช่วงวัยจะมีความคิดที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่อยากมองว่า Generation Gap เป็นปัญหา แต่เป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นในทุกยุคสมัย ที่ต้องหาทางแก้ไข

 

ขณะที่ธงทองยกตัวอย่างรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งในเวลานั้นมีอายุห่างกันมาก มีช่วงหนึ่งรัชกาลที่ 5 อยากสร้างวังเป็นอาคารรูปแบบฝรั่ง แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ต้องการให้สร้างแบบไทยดั้งเดิม สุดท้ายเกิดเป็นพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ตึกเป็นฝรั่ง แต่มียอดหลังคาแบบไทย นี่คือตัวอย่างของการไปด้วยกันได้ระหว่างความคิดแบบเก่ากับแบบใหม่

 

ด้านบรรยงอยากยกเหตุผลว่าทำไมเราถึงคิดต่างกัน ว่าคนยุคเก่าเกิดมาในช่วงที่ประเทศไทยยากจน แต่เศรษฐกิจเติบโตขึ้นมากในช่วงชีวิตตามการพัฒนาของประเทศ 

 

แต่ยุคน้องมายด์เกิดมาในยุคที่เศรษฐกิจเติบโตแล้ว แต่เศรษฐกิจในประเทศเติบโตน้อยมาก ไทยกลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดติดอันดับโลก ทำให้โอกาสในชีวิตมันน้อย โอกาสมันหายไป มันทำให้คนรุ่นใหม่เกิดความรู้สึกว่าขาดโอกาส

 

ขณะที่กนกรัตน์มองว่า ปัญหาไปไกลกว่า Generation Gap แต่มันเป็นการเผชิญหน้ากันของสองพลัง ระหว่างพลังของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง กับพลังของคนที่ไม่ต้องการหรือต้องการให้เปลี่ยนแบบช้าๆ ซึ่งทั้งสองพลังนี้มีการต่อสู้กันมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และหลังจากนั้นเราก็เห็นอีกหลายระลอกตั้งแต่พฤษภาทมิฬ หรือยุคเสื้อเหลือง-เสื้อแดง แต่จุดสำคัญของครั้งนี้ที่ต่างกับครั้งก่อนๆ คือในอดีตพลังกลุ่มที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงอาจเป็นคนกลุ่มน้อย แต่ด้วยปัจจัยการต่อสู้บางอย่างทำให้เขาอาจจะชนะในบางครั้ง แต่ในปัจจุบันกลุ่มที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นโจทย์ครั้งนี้ต่างจากเดิมตรงที่การหาทางออกต้องหาฉันทามติใหม่เพราะพลังทั้งสองกลุ่มมีปริมาณพอๆ กัน

 

จะรีบไปไหน ทำไมต้องทะลุฟ้า? ชวนคนรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ ตอบคำถามข้อเรียกร้องสุดร้อนแรง

 

มายด์ ภัสราวลี เห็นว่าต้องแยกระหว่าง ‘รีบไป’ กับ ‘อย่ารีรอ’ เพราะหลายปัญหาที่เกิดตรงหน้าแล้วเราจะทำเป็นมองไม่เห็น หรือไม่เช่นนั้นปัญหามันก็จะวนและค้างไว้แบบนี้เรื่อยๆ อีกทั้งการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่คนในรุ่นเราถูกกดทับด้วยความกลัวมานาน แต่เมื่อถึงวันนี้ตนมองว่ามีคนเห็นแล้วว่าความกลัวเป็นมายาที่ถูกสร้าง และเราทำลายมันได้ การวิพากษ์ด้วยเหตุผลเป็นทางออกของการช่วยให้ออกจากปัญหา แต่การรีรอปัญหาคือการปิดหูปิดตาและซ้อนปัญหาไว้ใต้พรมเรื่อยๆ ถ้าเรารีรอประเทศเราก็จะเดินหน้าช้าไปเรื่อยๆ

 

ขณะที่ธงทองอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมคนรุ่นเก่าถึงบอกว่าอย่าเปลี่ยนเลยหรืออย่าเปลี่ยนเร็ว โดยเก็บรวบรวมจากพรรคพวกเพื่อนฝูง พวกเขามักจะเห็นว่า คนรุ่นเก่ามีความสุขกับอดีต ซึ่งคนพวกนี้มักจะมีความสุขกับปัจจุบันเพราะชีวิตสุขสบบายแล้ว ส่วนคนที่ไม่มีฐานะก็เหนื่อยกว่าที่จะพูดแล้ว คนอายุมากอยากให้อนาคตเป็นปัจจุบัน แต่ถ้าคนในวัยนี้อยากเห็นอนาคตที่เปลี่ยนแปลงก็เหนื่อย หมดแรงจนเสียงแผ่วเบาแล้ว

 

นอกจากความต่างเรื่องอายุแล้ว ยังมีปัจจัยความรู้ทางประวัติศาตร์ซึ่งคนรุ่นใหญ่ก็เรียนรู้แล้วรับทราบประวัติศาสตร์ด้วยข้อมูลชุดเดิม และยังคงเชื่ออยู่แบบนั้นจนมีคำกล่าวของคนรุ่นเก่าว่า สมัยนี้เด็กไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์เลยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ในทางกลับกันเด็กสมัยนี้เรียนประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่งด้วยชุดข้อมูลที่หลากหลายและไปไกลกว่าในแบบเรียนมาก ตนไม่สามารถบอกได้ว่าข้อมูลชุดใหม่นั้นถูกหรือผิด แต่มันก็มีมุมให้วิพากษ์วิจารณ์และวิเคราะห์ได้น่าสนใจ

 

ด้านบรรยงกล่าวว่า เราอยากเปลี่ยนแต่เรายังไม่รู้เลยว่าเราจะเปลี่ยนไปเป็นอะไร เป้าหมายเรายังไม่ชัดเลย เพียงแต่เราอึดอัดสิ่งที่เป็นอยู่แบบนี้ วันนี้จึงอยากชวนให้เรามาคิดตกผลึกกันว่าการปฏิรูปนั้นอะไรคือเป้าหมาย เราต้องรู้ก่อนว่าเราอยากมีสถาบันแบบไหน มีหน้าที่และบทบาทแบบใด ซึ่งตนยังเชียร์เรื่องการปฏิรูปเพราะเราต้องทำอย่างมีกระบวนการกันต่อไป ไม่มีใครกระโดดไปถึงเป้าหมายได้เลยทันที

 

ถ้าการปฏิรูปไม่สำเร็จ จะนำไปสู่ปฏิวัติแบบฝรั่งเศส ซึ่งไม่ใช่สิ่งดี เพราะการเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้นในฝรั่งเศสก็วุ่นวาย คนปฏิวัติเองก็ถูกกิโยติน ดังนั้น ตนดูข้อเรียกร้องแล้ว 3 ข้อ จะเอาอะไรก่อน จะเอารัฐบาลออกก่อน หรือแก้รัฐธรรมนูญ หรือจะปฏิรูปสถาบัน

 

บรรยงอยากชวนคนรุ่นใหม่ให้คิดไล่ประเด็นใหม่ เช่น แก้รัฐธรรมนูญก่อน แต่เราต้องยอมรับว่าเขาผ่านประชามติท่วมท้น ถึงแม้จะบอกว่าคนไปโหวตเขาไม่ได้อ่านคำถามพ่วง แต่เราก็ต้องเคารพเขา เพราะการทำประชามติเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย

 

ชวนคุยประเด็นปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

 

หัวข้อที่สนทนากันต่อไปคือประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ว่าเป็นสิ่งที่เห็นด้วยกันมาก่อนแล้ว หรือเลยตามเลย มีคนเปิดประเด็นแล้วจึงตามกันมา

 

มายด์ ภัสราวลี ตอบว่า ทุกคนรู้สึกว่าการวิพากษ์สถาบันอยู่กับเรามาตลอดในทางลับ แต่มันจะไม่ดีกว่าหรือถ้าจะเอาสิ่งเหล่านี้มาพูดในพื้นที่โล่ง ข้อเรียกร้องดังกล่าวเมื่อมีการเปิดประเด็นมา เราได้เห็นว่าเสียงตอบรับเยอะ มันชัดเจนว่าทุกคนสนใจเยอะแต่ไม่มีที่พูด ดังนั้นถ้าเราไม่พูดอย่างเสรี เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร อีกทั้งข้อเสนอต่างๆ ที่ถูกตั้งขึ้นก็ถูกปัดตก ทำให้ข้อเสนออื่นๆ ต้องดันเพดานไปเรื่อยๆ

 

ขณะที่กนกรัตน์มองว่า แม้ว่าข้อเรียกร้องของคนรุ่นใหม่จะดูรุนแรง แต่อยากชวนทำความเข้าใจเรื่องนี้กันว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นจุดที่สังคมรู้สึกว่าเป็นจุดสูงสุดของอำนาจ แต่จากการเก็บข้อมูลเยาวชนมากกว่า 350 คน จะพบว่ามีความแตกต่างหลากหลายมาก ซึ่งประเด็นสถาบันกษัตริย์เป็นหนึ่งในประเด็นของคนรุ่นใหม่เท่านั้น เพราะจากการทำวิจัยจะพบว่าปัญหาของคนรุ่นใหม่ที่มาชุมนุมเรียกร้องหลากหลายมาก

 

แต่เมื่อถามถึงทางออกว่าจะเอาอย่างไร พบว่า เยาวชนส่วนใหญ่ไม่มีข้อเสนอว่าจะเอาอย่างไรต่อไป

 

ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า เยาวชนมีความรู้สึกโกรธจริงๆ แต่เป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม เยาวชนเห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีการที่ทำให้ผู้ใหญ่ได้ยินเขา พวกเขาจึงอยากพูดให้ผู้ใหญ่ช่วยกันคิดหน่อยว่าจะทำอย่างไร

 

กนกรัตน์กล่าวต่อว่า ข้อเสนอ 10 ข้อเกี่ยวกับสถาบันที่เราคิดว่าแกนนำเป็นคนนำ แต่จากการเก็บข้อมูลก่อนข้อเสนอพวกนี้ออกมา พบว่าประเด็นเหล่านี้อยู่ในพื้นที่การเมืองอยู่ก่อนแล้วโดยเฉพาะกลุ่มเด็กมัธยมศึกษา

 

ขณะที่ มายด์ ภัสราวลี บอกว่า อยากชวนมองไปที่แก่นของการสื่อสารนั้น สุดท้ายสิ่งเหล่านี้เกิดจากเรา (คนรุ่นใหม่) ไม่มีพื้นที่ให้แสดงออกอย่างมีเหตุผล 

 

ด้านบรรยงยกตัวอย่างสิ่งที่ตนค้าน แต่ยังไม่เป็นฉันทามติของม็อบ คือการแทรกมาร์กซิสต์เข้ามา เพราะม็อบไม่มีแกนนำต้องระวัง แต่ Agenda มันจะถูกเพิ่มหรือเปลี่ยนได้ง่าย

 

“ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผมเห็นด้วย แต่ว่าเราต้องมีความอดทน ต้องออร์กาไนซ์ให้มันเกิดจริง แต่ถ้ามันแตกหักไปถึงขั้นสงครามกลางเมืองนั้นคือเลวร้ายที่สุด ใช่ครับสงครามกลางเมืองมันไม่เกิดจากฝั่งน้องหรอก แต่เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอย่าให้มันเกิดขึ้น” บรรยงกล่าว

 

ช่วงท้ายข้อสรุปที่วิทยากรทุกคนเห็นตรงกันคือ ข้อสรุปจากอาจารย์กนกรัตน์ สิ่งที่แย่ที่สุดหากเราไม่ปฏิรูปอะไรเลยคือ จะไม่มีการชุมนุมอีกแล้ว ทุกคนเชื่อเหมือนกันว่าไม่ต้องเปลี่ยนแปลง พลังของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงจะไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป คนรุ่นใหม่เหล่านี้จะกลายเป็น Lost Generation และเราจะไปสู่ยุคที่ไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้เลย

The post จะรีบไปไหน ทำไมต้องทะลุฟ้า? คนรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ แลกเปลี่ยนความเห็นข้อเรียกร้องแห่งยุคสมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ครั้งแรกของการเปิดเวทีรับฟังเสียงของคนรุ่นใหม่ https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-7/ Fri, 05 Nov 2021 01:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=556295 THE STANDARD ECONOMIC FORUM

ครั้งแรกของการเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เสียงแห่งการ ‘ปฏิรูป […]

The post THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ครั้งแรกของการเปิดเวทีรับฟังเสียงของคนรุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE STANDARD ECONOMIC FORUM

ครั้งแรกของการเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เสียงแห่งการ ‘ปฏิรูป’ ของคนรุ่นใหม่ ถูกรับฟังจากคนรุ่นใหญ่อย่างจริงจังและสร้างสรรค์ที่สุด บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021

 

เมื่อคนรุ่นใหม่ต่างเรียกร้องให้โครงสร้างอำนาจปัจจุบันในสังคมไทยต้องปฏิรูป แล้วคนรุ่นใหญ่เห็นด้วยหรือไม่ เราจะร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยท่ามกลางความคิดที่แตกต่างได้อย่างไร นี่คือเวทีที่จะชวนตัวแทนคนต่างวัย ต่างมุมมอง ต่างความเชื่อ มาร่วมกันขบคิดหาทางแก้โจทย์ที่สำคัญและท้าทายที่สุดแห่งยุคสมัย ก่อนที่ความขัดแย้งจะฝังรากลึกจนเราไม่อยากหันหน้าคุยกันอีกต่อไป

 

เตรียมเปิดหู เปิดตา เปิดใจ รับชมการล้อมวงสนทนาครั้งแรกของ ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ, บรรยง พงษ์พานิช, กนกรัตน์ เลิศชูสกุล และ มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ในหัวข้อ ‘Bridging the Generation Gap เราจะสร้างอนาคตประเทศไทยในความคิดต่างได้อย่างไร’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 วันที่ 28 พฤศจิกายน 2564

 

รายละเอียดการจำหน่ายบัตร

📌 Early Bird (บัตร 3 วัน) ราคาลดพิเศษ 2,500 บาท เริ่มจำหน่ายแล้ววันนี้ – 20 พฤศจิกายน 2564

📌 Regular (บัตร 3 วัน) ราคา 3,900 บาท เริ่มจำหน่ายวันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป

📌 1-Day (บัตร 1 วัน) ราคา 1,500 บาท เริ่มจำหน่ายแล้ววันนี้

📌 Student (บัตร 3 วัน) ราคา 900 บาท สำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่อายุไม่เกิน 23 ปี แสดงบัตรนักเรียน นักศึกษา เพื่อรับสิทธิ์เฉพาะการสั่งซื้อทางเคาน์เตอร์ Thai Ticket Major หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิสเท่านั้น

📌 สมาชิก THE STANDARD MEMBER รับส่วนลดเพิ่ม 10% (เฉพาะบัตรประเภท Early Bird, Regular และ 1-Day) คลิกรับโค้ดได้ที่ https://bit.ly/3cfge29

 📌 บัตรทุกประเภทสามารถใช้ในการรับชมงานย้อนหลังได้ 3 เดือน

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม และซื้อบัตรได้แล้วที่ https://www.thaiticketmajor.com/seminar/the-standard-economic-forum-2021.html

 

 

#TheStandardEconomicForum2021 #ปฏิรูปประเทศไทย

The post THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ครั้งแรกของการเปิดเวทีรับฟังเสียงของคนรุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองปรากฏการณ์ ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ ไม่ใช่เรื่องตลก เมื่อหัวกะทิของชาติจะไหลออกนอกประเทศ https://thestandard.co/lets-move-abroad-thai-facebook-group/ Mon, 03 May 2021 14:18:45 +0000 https://thestandard.co/?p=483591 ย้ายประเทศกันเถอะ

    กลุ่มเฟซบุ๊ก #ย้ายประเทศกันเถอะ มีคนเข้าร […]

The post มองปรากฏการณ์ ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ ไม่ใช่เรื่องตลก เมื่อหัวกะทิของชาติจะไหลออกนอกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้ายประเทศกันเถอะ

 

 

กลุ่มเฟซบุ๊ก #ย้ายประเทศกันเถอะ มีคนเข้าร่วมกลุ่มทะลุ 500,000 คนภายในเวลาไม่ถึง 3 วัน เนื้อหาการพูดคุยในกลุ่มนี้แทบไม่มีการบ่นก่นด่าในเรื่องการเมือง แต่คือการมุ่งมั่นแสวงหาหนทางการย้ายออกไปมีชีวิตที่ดีในต่างประเทศแบบจริงจัง

 

ภู (นามแฝง) ผู้ก่อนตั้งกลุ่ม #ย้ายประเทศกันเถอะ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่าจุดเริ่มต้นมาจากตนเองเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีร้านอาหารอยู่ประมาณ 6-7 ร้านได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งตอนแรกเขาคิดแค่จะไปลงทุนในประเทศอื่นเป็นตัวเลือกเสริม เพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจหากเกิดวิกฤตในประเทศเพราะไม่เชื่อมั่นในการบริหารจัดการของรัฐบาลชุดนี้

 

“จุดเริ่มต้นตั้งกลุ่มขึ้นมาเริ่มจาก 50 คน ตอนตี 1 ของวันเสาร์ เราคุยกันก็คิดว่ามันคงมีแค่นี้แหละ โดยเราคุยกันกับเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศถึงข้อแนะนำในการอยู่ต่างประเทศ แต่พอตื่นขึ้นมาก็มีสมาชิก 60,000 คน และจากนั้นสมาชิกก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุ 500,000 คน” ภูกล่าว

 

ภูยังบอกด้วยว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นตอนนี้ในกลุ่มแบ่งได้หลักๆ 3 อย่างคือ

 

กลุ่มแรก แนะนำประเทศ โดยติด # ประเทศต่างๆ เช่น #ทีมแคนาดา #ทีมญี่ปุ่น

 

กลุ่มสอง การเตรียมตัว เรื่องภาษา วีซ่า อาหารการกิน การใช้ชีวิต

 

กลุ่มสาม เจาะไปที่อาชีพ เช่น กลุ่มวิศวกรจะไปประเทศไหนที่ตลาดแรงงานยังว่างอยู่

 

ซึ่งทั้งหมดเกิดจากสมาชิกกลุ่มทำขึ้นมาเอง ขณะที่สัดส่วนสมาชิกตอนนี้มีคนทำโพลไว้สำหรับสมาชิกในกลุ่ม คือ 60-70% คือกลุ่มเรียนจบใหม่ถึงอายุ 35 ปี และอายุ 13-20 ปี กลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 15% ที่เหลือจะเฉลี่ยๆ กันไป

 

“เชื่อว่าทุกคนรักประเทศไทย มีโพสต์ว่าทำไมไม่รักประเทศไทยเข้ามาเรื่อยๆ แต่เราสู้มาตลอด และการที่เราไปไม่ได้แปลว่าจะไม่สู้แล้ว เราแค่รู้สึกว่าอยากไปอยู่ในที่ที่คุณภาพชีวิตดีกว่านี้เพราะเราเกิดมาแค่ครั้งเดียว ชาติหน้าก็ไม่รู้จะได้เกิดเป็นคนหรือเปล่า อีก 5-10 ปีเราก็ไม่อยากจะเสี่ยงว่าลูกเราต้องเติบโตมาในสังคมแบบไหน” ภูมิกล่าว

 

ขณะที่ ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองปรากฏการณ์นี้ว่า คือเสียงที่ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจต้องรับฟังอย่างยิ่ง เพราะบริบทของโลกในยุคทศวรรษ 2510 มีปรากฏการณ์การไหลออกไปอยู่ต่างประเทศเยอะมาก ที่เราได้ยินคือโรบินฮู้ดไทยไปอยู่สหรัฐอเมริกา ซึ่งบริบทตอนนั้นมันยุคเบบี้ บูมเมอร์ ประชากรเยอะมาก เราไปก็กลายเป็นชนชั้นที่ถูกกีดกันในประเทศเขา แต่ในยุคปัจจุบันเป็นยุคสังคมสูงอายุ เขาอ้าแขนรับ เราไปอย่างถูกกฎหมาย แต่เขาเอาแต่ครีมของประเทศไป เพราะเขาต้องการคนที่มีทักษะแรงงานขั้นสูง 

 

“ล่าสุดนิวซีแลนด์ประท้วง เพราะเขาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ เขาอยากให้รับคนกลุ่มนี้เข้าประเทศ การอธิบายว่าอย่าไปเลย ประเทศไทยดีกว่า มันอธิบายกับคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันไม่ได้แล้ว วิธีการชวนให้คนรุ่นใหม่อยู่กับเรามันต้องเปลี่ยนวิธี” ผศ.ดร.กนกรัตน์กล่าว

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า นี่คือข้อความที่สำคัญมากสำหรับผู้บริหารประเทศที่ต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ ว่ามันไม่ใช่เรื่องความไม่พอใจในการบริหารเศรษฐกิจ หรือความไม่พอใจที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนในยี่ห้อที่ฉันต้องการ แต่สิ่งที่ลึกไปกว่านั้นที่คนรุ่นนี้จะบอกก็คือเขาพยายามมาตลอด 1 ปี เขาพยายามมากที่สุดแล้วที่จะเปลี่ยนประเทศนี้ให้ตอบสนองต่อเป้าหมายของชีวิตของเขา โควิด-19 เศรษฐกิจ และวัคซีน มารวมกับความอัดอั้นในประเด็นนี้ปรากฏการณ์นี้จึงเกิดขึ้น

 

“สิ่งที่เราเห็นคือความสิ้นหวังของคนรุ่นนี้ หลังยุค 6 ตุลา 2519 คนที่หมดหวังต่อรัฐบาลหนีเข้าป่าคือไปจับอาวุธสู้กับรัฐบาลเพื่อหวังเปลี่ยนประเทศ แต่ครั้งนี้เราจะเจอปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่แพ้ในการพยายามปฏิรูปประเทศนี้ เขาไม่ได้หนีเข้าป่าแล้วเขาจะกลับมา แต่สิ่งที่เขาคิดคือจะหนีออกไปแล้วไม่คิดจะกลับมา” ผศ.ดร.กนกรัตน์กล่าว

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองปรากฏการณ์นี้อย่างน่าสนใจว่านี่คือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์สมองไหล คนที่อยู่ในกลุ่ม 500,000 คน อาจจะไม่ได้ไปต่างประเทศได้ทุกคน แต่คนที่จะไปได้คือคนที่เป็นครีมของประเทศ กลุ่มผู้ใหญ่มองว่าสิ่งที่เด็กพวกนี้ทำเป็นเรื่องไร้สาระไม่ใช่ใครคิดจะไปต่างประเทศก็ไปได้ แต่โลกปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะประเทศที่เจริญแล้วแต่ขาดแคลนแรงงาน เขากำลังอ้าแขนรับแรงงานท่ีมีทักษะ แน่นอนว่าคนในกลุ่ม 500,000 คนไม่ใช่ทุกคนจะได้ไป แต่คนที่จะไปเป็นครีมของประเทศ เขาถึงเริ่มต้นคิดได้ว่าฉันจะไป

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าถ้าเราดูกลุ่มที่ต่อขยายไปจากกลุ่มหลัก เราจะเห็นกลุ่มหมออยากย้ายประเทศ ครูอยากย้ายประเทศ เด็กนักเรียนยากย้ายประเทศ 

 

“ถ้าเราหลับตาคิดเล่นๆ ว่าถ้าวันนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เห็นเป็นกลุ่มเด็กที่กำลังผิดหวังก็เลยขู่เราว่าอยากย้ายประเทศ แต่ดิฉันเห็นว่า We’re gonna lose them forever. ประเทศเราจะกลายเป็นประเทศคนแก่ที่จน และไม่เหลือคนหนุ่มสาวที่จะทำให้ประเทศเรากลับมารวยได้

 

“สิงคโปร์เขามี Techpark เขาก็เปิดเลย ประเทศไหนก็ได้ไปเลย แม้เงื่อนไขมันจะยาก แต่ถามว่าประเทศไทยมีคนพร้อมไหม คำตอบคือมีและเขาพร้อมไป

 

“นิวซีแลนด์มี Long Term Skill Shortage List ซึ่งเขาขาดแคลนบุคลากรด้านวิศวกรรม การเงิน การท่องเที่ยว สุขภาพ สันทนาการ การค้า และการลงทุน บอกเลยว่าเด็กจบวิศวะ เกรด 3.9 ของทุกมหาวิทยาลัยอยู่ในกลุ่มย้ายประเทศ”

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวด้วยว่า นี่คือตัวอย่างรูปธรรมที่จะบอกกับผู้ใหญ่ว่าเราเหลือเวลาอยู่ไม่เยอะแล้ว ทางออกคือคนรุ่นสงครามเย็นที่มีอำนาจตอนนี้ต้องเปลี่ยนวิธีการแล้ว ไม่ใช่ไล่เขาออกไป แต่จะทำอย่างไรจะให้มีที่ยืนให้คนรุ่นใหม่ที่เขายอมแพ้แล้ว

 

ส่วนคนรุ่นกลาง (In Between) คือคนรุ่นที่ไม่มีโอกาสจะได้ไปแล้ว ถ้าเราคิดถึงอนาคตของตัวเองนั้นต้องรักษาพวกเขาไว้ ทางออกแรกคือคนรุ่นกลางต้องตระหนักว่าอนาคตของตัวเองจะมีปัญหาถ้าเราขาดคนรุ่นนี้ และต้องเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมกับการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะปัญหาโควิด-19

 

อย่างที่สองคือการปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาที่พวกเขาไม่ต้องการในประเทศนี้นั้นพวกเขาสามารถหาการศึกษาที่พวกเขาต้องการในประเทศอื่นได้ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้เด็กครีมจากโรงเรียนมัธยมศึกษาน้อยลงแล้ว เพราะเด็กครีมส่วนนี้ไปเรียนต่างประเทศหมดแล้ว

 

ถามว่ามีอะไรจะทำให้เปลี่ยนใจบ้างไหม

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ภู ผู้ก่อตั้งกลุ่มย้ายประเทศกันเถอะ ตอบคำถามว่า มีอะไรจะทำให้เปลี่ยนใจบ้างไหมว่า 

 

“มันไม่ได้สายเกินไปแต่เป็นไปได้ยาก ยากเกินกว่าที่ทุกคนจะคาดหวัง เพราะเราอยากเป็นประเทศประชาธิปไตยเต็มใบ เราอยากเป็นประเทศที่มีรัฐสวัสดิการที่ดี มีรายได้ที่สอดคล้องกับชั่วโมงการทำงาน เราอยากมีสิทธิเสรีภาพในการวิจารณ์ เราอยากกำจัดระบบอุปถัมภ์และระบบราชการเก่าๆ ถ้าประเทศมันดีขึ้นคนพร้อมจะกลับมาอยู่แล้ว แต่ถ้ามันไม่ดีขึ้นเขาก็พร้อมที่จะไป”

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ภู ผู้ก่อตั้งกลุ่มย้ายประเทศกันเถอะ ประมวลบรรยากาศในกลุ่มว่าในกลุ่มมีน้อยมากที่เข้ามาบ่น ทุกคนเข้ามาเพื่อหาหนทางว่าฉันจะออกจากที่นี่ได้อย่างไร ดังนั้นเราไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าเขาจะมารู้สึกว่าเด็กมันงอน หรือเราไม่ได้รู้สึกว่าสะใจ เราแค่รู้สึกว่าคุณจะคิดอะไรก็คิดไป เราจะไปแล้ว

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ภู ผู้ก่อตั้งกลุ่มย้ายประเทศกันเถอะ เชื่อว่าทุกคนรักประเทศไทย มีโพสต์ว่าทำไมไม่รักประเทศไทยเข้ามาเรื่อยๆ แต่เราสู้มาตลอด และการที่เราไปไม่ได้แปลว่าจะไม่สู้แล้ว เราแค่รู้สึกว่าอยากไปอยู่ในที่ที่คุณภาพชีวิตดีกว่านี้เพราะเราเกิดมาแค่ครั้งเดียว ชาติหน้าก็ไม่รุ้จะได้เกิดเป็นคนหรือเปล่า อีก 5-10 ปีเราก็ไม่อยากจะเสี่ยงว่าลูกเราต้องเติบโตมาในสังคมแบบไหน”

 

ภู กล่าวด้วยว่า “เมื่อวานเราได้มีการพูดคุยและตกลงกันว่า ขอให้ถ้าได้ไปก็ไปอย่างรับผิดชอบสังคม เพราะมีคนจำนวนมากที่สู้อยู่ที่นี่เพื่อเรา และยังมีคนอีกมากที่ไปไม่ได้ ในกลุ่ม 500,000 คนอาจจะไปได้ไม่ถึงหมื่นคน คนที่ไปได้แล้วก็อย่าเพิกเฉยต่อการลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือแก้กฎหมายที่ให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย” 

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ภู ผู้ก่อตั้งกลุ่มย้ายประเทศกันเถอะ กล่าวว่า สำหรับผู้มีอำนาจคุณต้องรับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกำลังหลักของชาติในเวลานี้ เพราะถ้าคุณไม่รับฟังคุณจะรักษาเขาไว้ไม่ได้ คุณต้องรับฟังว่าเขาอยากให้อนาคตของเขาเป็นอย่างไร และเขาอยากมีสิทธิเสรีภาพมากขนาดไหน

 

ส่วนการที่คุณบริหารบ้านเมืองมาแล้วมีคนรวมกลุ่มได้ 500,000 คน เพื่ออยากออกนอกประเทศ คุณต้องย้อนกลับไปดูแล้วว่าคุณทำอะไรพลาดถึงเกิดปรากฏการณ์นี้ได้ ผู้มีอำนาจวางอารมณ์ลงก่อนและฟังเด็กด้วยเหตุผล คุยกัน อย่าเพิ่งไล่ ฟังก่อน เพราะคนที่รู้สึกว่าไปดีกว่าส่วนหนึ่งก็มาจากการถูกไล่และไม่รับฟัง

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

The post มองปรากฏการณ์ ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ ไม่ใช่เรื่องตลก เมื่อหัวกะทิของชาติจะไหลออกนอกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เบื้องหลัง 3 ข้อเรียกร้องของม็อบสามนิ้ว https://thestandard.co/video-behind-3-requirements-of-three-fingered-mob/ Wed, 07 Apr 2021 00:30:51 +0000 https://thestandard.co/?p=473079 เบื้องหลัง 3 ข้อเรียกร้องของม็อบสามนิ้ว

ปี 2563 โลกได้เผชิญกับโควิด-19 ที่นำมาสู่ความสูญเสียทาง […]

The post ชมคลิป: เบื้องหลัง 3 ข้อเรียกร้องของม็อบสามนิ้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลัง 3 ข้อเรียกร้องของม็อบสามนิ้ว

ปี 2563 โลกได้เผชิญกับโควิด-19 ที่นำมาสู่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ แต่ในประเทศไทย โควิด-19 มาพร้อมกับปรากฏการณ์การชุมนุมเรียกร้องของคนรุ่น Generation Z ระดับมัธยม-มหาวิทยาลัย นี่คือปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์ในรอบเกือบ 50 ปี ที่เราได้เห็นพลังการเคลื่อนไหวของนักเรียน-นิสิต-นักศึกษาอีกครั้ง และครั้งนี้พวกเขามาพร้อมข้อเรียกร้องที่ท้าทายสังคมไทย มากกว่าครั้งไหนๆ

 

กนกรัตน์ เลิศชูสกุล เกาะติดปรากฏการณ์นี้ตั้งแต่เริ่มต้น ลงพื้นที่พูดคุยกับเด็กๆ ที่ออกมาชุมนุม รวมถึงผู้ใหญ่ที่เห็นด้วยกับเด็ก ผู้ใหญ่ที่ไม่เห็นด้วย ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และใช้หลักวิชาการในการทำวิจัยเพื่อหาคำตอบของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าจริงๆ แล้วสังคมไทยกำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

ปรากฏการณ์ม็อบ 3 นิ้ว หรือโบขาว ก่อตัวขึ้นอย่างได้อย่างไร มีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เด็กๆ ที่ออกมาชุมนุมเขาคิด เข้าใจ และอยากเห็นสังคมไทยเป็นแบบไหน ผู้ใหญ่ควรมองเรื่องนี้และรับมือกับสถานการณ์อย่างไร

 

นี่คือการสัมภาษณ์ที่อยากให้ผู้ใหญ่ได้ฟังมากกว่าเด็กๆ

 

ตัดต่อ: วชิระ มากทรัพย์

The post ชมคลิป: เบื้องหลัง 3 ข้อเรียกร้องของม็อบสามนิ้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เลี้ยงลูกอย่างไรในยุคม็อบกับ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล https://thestandard.co/how-to-raise-children-during-mob-time/ Thu, 08 Oct 2020 10:59:53 +0000 https://thestandard.co/?p=405475 เลี้ยงลูกอย่างไรในยุคม็อบ กับ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล

ยุคที่การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน แม้กระทั่งนักเรียนและน […]

The post ชมคลิป: เลี้ยงลูกอย่างไรในยุคม็อบกับ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลี้ยงลูกอย่างไรในยุคม็อบ กับ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล

ยุคที่การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน แม้กระทั่งนักเรียนและนักศึกษา ในฐานะคนเป็นพ่อ แม่ และผู้ปกครองต้องเลี้ยงลูกอย่างไร

 

ฟัง 3 เทคนิคการเลี้ยงลูกของ ‘กนกรัตน์ เลิศชูสกุล’ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ลงพื้นที่สำรวจความคิดคนรุ่นใหม่ในขบวนการเคลื่อนไหวแบบใกล้ชิด

The post ชมคลิป: เลี้ยงลูกอย่างไรในยุคม็อบกับ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: มองม็อบนักศึกษา จาก 6 ตุลาคม 2519 ถึง 2563 กับ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล – THE STANDARD Daily 6 ตุลาคม 2563 https://thestandard.co/thestandarddaily061063-2/ Wed, 07 Oct 2020 03:17:07 +0000 https://thestandard.co/?p=404604 ม็อบนักศึกษา จาก 6 ตุลาคม 2519 ถึง 2563

THE STANDARD Daily 6 ตุลาคม 2563   มองความเคลื่อนไ […]

The post ชมคลิป: มองม็อบนักศึกษา จาก 6 ตุลาคม 2519 ถึง 2563 กับ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล – THE STANDARD Daily 6 ตุลาคม 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม็อบนักศึกษา จาก 6 ตุลาคม 2519 ถึง 2563

THE STANDARD Daily 6 ตุลาคม 2563

 

  • มองความเคลื่อนไหวม็อบนักศึกษายุคใหม่กับ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ลงพื้นที่สำรวจความคิดกับเยาวชนในขบวนการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดแบบใกล้ชิด ผ่านสายตาของผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการคนเดือนตุลาคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์-พฤหัส เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

 

 

The post ชมคลิป: มองม็อบนักศึกษา จาก 6 ตุลาคม 2519 ถึง 2563 กับ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล – THE STANDARD Daily 6 ตุลาคม 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘หยุดคุกคาม’ มองความหมายในข้อเรียกร้องคนรุ่นใหม่ที่ผู้ใหญ่ต้องฟัง https://thestandard.co/stop-harassing-see-what-the-demands-of-the-new-generation-mean/ Fri, 04 Sep 2020 02:39:45 +0000 https://thestandard.co/?p=394255

‘หยุดคุกคามประชาชน’ คือ 1 ใน 3 ข้อเรียกร้องสำคัญในการชุ […]

The post ชมคลิป: ‘หยุดคุกคาม’ มองความหมายในข้อเรียกร้องคนรุ่นใหม่ที่ผู้ใหญ่ต้องฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘หยุดคุกคามประชาชน’ คือ 1 ใน 3 ข้อเรียกร้องสำคัญในการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ที่พยายามส่งเสียงถึงผู้มีอำนาจในสังคม ทำไมข้อเรียกร้องข้อนี้จึงสำคัญ และเป็นแรงผลักดันอันดับแรกที่ทำให้พวกเขาออกมาชุมนุมบนท้องถนน THE STANDARD ชวนมองความหมายของ ‘การคุกคาม’ ในมิติที่ลึกขึ้นกับ ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

The post ชมคลิป: ‘หยุดคุกคาม’ มองความหมายในข้อเรียกร้องคนรุ่นใหม่ที่ผู้ใหญ่ต้องฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
45 ปี 14 ตุลา มองคนเดือนตุลาอย่างเข้าใจอีกครั้ง https://thestandard.co/14-october/ https://thestandard.co/14-october/#respond Sat, 13 Oct 2018 23:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=131931

‘คนตุลาเปลี่ยนหรือเราเข้าใจผิดเอง’ คือคำถามในงานสัมมนา […]

The post 45 ปี 14 ตุลา มองคนเดือนตุลาอย่างเข้าใจอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘คนตุลาเปลี่ยนหรือเราเข้าใจผิดเอง’ คือคำถามในงานสัมมนา ‘หลัง 14 ตุลา’ เมื่อครั้งครบรอบ 40 ปี 14 ตุลา ซึ่งจัดโดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ร่วมกับ คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2556

 

ในช่วงการนำเสนอบทความของ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อการรื้อฟื้นและการก่อร่างสร้างตัวของความเป็น ‘คนเดือนตุลา’

 

กนกรัตน์ เสนอถึงความสำเร็จของการสร้างประวัติศาสตร์ 14 ตุลา ฉบับใหม่ ที่ตอกย้ำว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาเป็นเงื่อนไขที่สำคัญของความสำเร็จของขบวนการพฤษภาทมิฬ 35 และประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้กลายเป็น 2475, 2516, 2535

 

ก่อนปี 2519 กลุ่มนักศึกษาหลัง 2516 ได้รับการยกย่อง มีการจัดงานรำลึกอย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2518 หลังจากมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้าที่ถนนราชดำเนิน จากนั้นนักศึกษาประชาชนได้จัดขบวนเฉลิมฉลองเดินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังสี่แยกคอกวัวเพื่อวางพวงมาลาไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต

 

สมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาเป็นประธานในพิธีการวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ 14 ตุลา โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กล่าวรายงาน

 

 

แต่เพียง 1 ปีต่อมา ความรุนแรงโดยรัฐทำให้ประวัติศาสตร์ขบวนการนักศึกษาหลัง 6 ตุลาคม 2519 กลับถูกจดจำคนละภาพกับ 14 ตุลาคม 2516

 

กนกรัตน์เสนอว่าในขณะที่คน 14 ตุลามีประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จและประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย คน 6 ตุลากลับพบว่าตัวเองถูกทอดทิ้งอยู่กับบาดแผล ความเจ็บปวดของประวัติศาสตร์ที่ล้มเหลว ภาพลักษณ์ของฝ่ายสุดโต่ง

 

จากภาพของงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ในปี 2518 แต่หลังจากนั้นช่วงต้นปี 2520 โดยเฉพาะช่วงก่อนและหลังป่าแตกใหม่ๆ งานฉลองถูกจัดแบบเล็กๆ ระหว่างกลุ่มญาติผู้เสียชีวิต กลุ่มนิสิตนักศึกษา และเพื่อนนักกิจกรรม โดยเนื้อหาที่สื่อสารต่อสาธารณะเน้นเรื่ององค์ประกอบประชาธิปไตย โดยปิดซ่อนความเป็นซ้ายและความขัดแย้งต่างๆ ในช่วง 14 ตุลาเอาไว้

 

Photo: www.samkok911.com

 

จาก 2516 ถึง 2561 ใครเป็นใครในวันนี้

ในปีเดียวกันที่จัดงาน ‘หลัง 14 ตุลา’ มีภาพสำคัญที่ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์หลายสำนักได้เสนอเนื้อหาการปาฐกถาของ ‘เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’ และ ‘ธีรยุทธ บุญมี’ อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ ‘วันมหาวิปโยค’ 14 ตุลาคม 2516

    

นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้ง 2 ท่าน ได้กล่าวปาฐกถาในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลา ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสกสรรค์พูดเรื่องการแสวงหาเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรมในประเทศไทย เนื้อหาหนักแน่น เคร่งขรึม มีบรรยากาศแห่งการต่อสู้เดือนตุลาอย่างเต็มเปี่ยม

    

แต่เมื่อถึงคราว ธีรยุทธ เรื่องการเมืองได้กลายเป็นเรื่อง ‘ขี้’ เพราะธีรยุทธ เลือกที่จะเปรียบเทียบให้เห็นว่าปัจจุบัน ระบบการเมืองการปกครองเป็นเรื่องสกปรกโสมม

 

 

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

วีรชนประชาธิปไตยเดือนตุลา หลังทศวรรษ 2520 ได้เข้าร่วมในพรรคการเมืองไม่ว่าพรรคเทพ หรือ พรรคมาร

 

จากงานศึกษาของกนกรัตน์ ได้ยกตัวอย่างนักการเมืองหลายคน เช่น อดิศร เพียงเกษ สังกัดพรรคมวลชน ชำนิ ศักดิเศรษฐ์, สุธรรม แสงประทุม สังกัดพรรคก้าวหน้า พินิจ จารุสมบัติ พรรคเสรีธรรม ต่อมาเมื่อมีพรรคไทยรักไทยหลายคนได้ขึ้นดำรงตำแหน่งระดับรัฐมนตรี ส.ส. บัญชีรายชื่อ คนเดือนตุลาก็อยู่ในลิสต์เลขตัวเดียว ไม่ว่า ภูมิธรรม เวชยชัย, เกรียงกมล เลาหะไพโรจน์

 

นอกจากนั้นในการปฏิรูปการเมืองปี 2540 ที่ทำให้เกิดองค์กรอิสระ เกิดการเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ คนเดือนตุลา เช่น จรัล ดิษฐาอภิชัย, สุนี ไชยรส ได้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดแรก

 

อีกแวดวงหนึ่งที่สำคัญคือ ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม ที่กลับกลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของชนวนวิกฤตการณ์การเมืองตลอดทศวรรษที่ผ่านมาหลัง 2549

 

‘ประวัติศาสตร์ การเมืองภาคประชาชน: ความคิดและปฏิบัติการของนักกิจกรรมทางการเมือง ในปัจจุบันหลังป่าแตก’ คือวิทยานิพนธ์ของ อุเชนทร์ เชียงเสน ที่พยายามอธิบายภาคประชาชนที่เข้าไปมีส่วนจัดตั้งกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ทำให้การเคลื่อนไหวของสนธิ ลิ้มทองกุล เข้มแข็งและชอบธรรมมากขึ้น

 

 

ต้องไม่ลืมว่าในพันธมิตร หลายคนคือคนเดือนตุลา โดย สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ส่วน พิภพ ธงไชย คือคนที่เคยเตรียมตัวเข้าป่าต่อสู้ตลอดชีวิต หนึ่งในผู้ร่วมลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ กับกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขาคือแกนนำรุ่นแรกของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

 

มาลีรัตน์ แก้วก่า เข้าป่าหลัง 6 ตุลาคม 2519 ต่อมาเป็นแกนนำรุ่นที่สองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ อมรเทพ อมรรัตนานนท์ อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 ต่อมาเป็นโฆษกเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปี 2551

 

ประพันธ์ คูณมี เคยทำงานร่วมกับสหพันธ์นักศึกษาเสรี ซึ่งเป็นอีกองค์กรนักศึกษาที่เสกสรรค์ ประเสริฐกุล แยกตัวออกมาตั้งต่างหากจากศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ประพันธ์เข้าร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มีชื่อจัดตั้งว่า ‘สหายสงคราม’ โดยในช่วงปี 2549 เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีบทบาทเป็นโฆษกบนเวที หลังจากนั้นก็ได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549

 

บุญส่ง ชเลธร หนึ่งใน ‘13 ขบถรัฐธรรมนูญ’ ในข้อหาคอมมิวนิสต์และปลุกปั่นการต่อต้านรัฐบาล เนื่องจากการเดินแจกใบปลิวตามสถานที่ต่างๆ ก็แสดงออกถึงแนวคิดที่ให้การสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร การก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่

 

 

ทำไมคนเดือนตุลา ถึงมาเป็นพันธมิตร เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นหนึ่งในงานเสวนา 34 ปี 14 ตุลา ในหัวข้อ ‘เจตนารมณ์ 14 ตุลา กับสถานการณ์ปัจจุบัน’ ซึ่งปีนั้นคือ 1 ปี หลังการรัฐประหาร 19 กันยา วิจิตร ศรีสังข์ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคพลังธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2517 กล่าวในเวทีนั้นว่า

 

“บางที คนอย่าง คำนูณ (สิทธิสมาน) หรือประพันธ์ (คูณมี) เขาอาจเข้าใจว่า กำลังสู้กับเผด็จการอยู่ก็ได้”

 

44 ปีเวียนมาบรรจบ วันที่ 14 ตุลาคม 2560 ในงานเปิดตัวหนังสือ ‘เรื่องของคนเดือนตุลา/ตุลา The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand’

 

กนกรัตน์ ขึ้นเวทีเสวนาอีกครั้ง เพื่อนำเสนอว่า คนเดือนตุลาไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พวกเขาเริ่มต้นจากการรวมตัวของกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ เริ่มต้นจากหลวมๆ ในการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการถนอม-ประภาส หลังประสบความสำเร็จในช่วง 14 ตุลา ความขัดแย้งต่างๆ ก็ขยายขึ้น จนมีทั้งกลุ่มเสรีนิยมประชาธิปไตย กลุ่มซ้ายใหม่ กลุ่มชาตินิยม-ราชานิยมกลุ่มเหมาอิสต์-คอมมิวนิสต์ กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย

 

กระทั่งการอธิบายว่า คนในพฤษภาทมิฬ คือ คนเดือนตุลา กลับไม่ใช่เช่นนั้นทั้งหมด เพราะช่วงแรกคนเดือนตุลาที่ผันตัวเองเป็นนักธุรกิจ ก็สนับสนุนการรัฐประหารของพลเอก สุจินดา จนกระทั่งเห็นว่าการที่ทหารพยายามอยู่ในอำนาจต่อไป อาจคุกคามอนาคตทางเศรษฐกิจของไทย จึงหันมาต่อต้านทหาร

 

และในช่วงการเคลื่อนไหวต่อต้านพลเอก สุจินดา คนเดือนตุลาก็มีความขัดแย้งในการแย่งชิงแกนนำ บางกลุ่มสนับสนุนการนำของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แต่อีกหลายคนที่เริ่มใกล้ชิดกับพรรคพลังธรรม ก็หันไปสนับสนุนการเคลื่อนไหวภายใต้ จำลอง ศรีเมือง

 

 

ปีนี้ ทั้งงานครบรอบ 6 ตุลา และ 14 ตุลา กนกรัตน์ ยังคงมีภารกิจถูกเชิญไปนำเสนองานที่เธอศึกษามาอีกหน ในงานครบรอบ 6 ตุลาคม ภายใต้หัวข้อ ‘มองเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ด้วยแว่นขาว’ เธอได้นำเสนอโดยไม่ได้ใช้แว่นโลกสวยมองว่า คนเดือนตุลาเป็นวีรบุรุษเปลี่ยนแปลงโลก แต่ก็ไม่ได้มองเป็นภัยคุกคามแบบฝ่ายอนุรักษ์หรือฝ่ายความมั่นคงมอง หรือกระทั่งไม่ใช้แว่นสีเทาที่พวกเขามองกันเองอย่างผิดหวังเมื่อต่างฝ่ายแสดงจุดยืนตรงกันข้ามกับตนเอง เป็นการมองจากคนนอกและอีกรุ่นหนึ่งที่สนใจและทำความเข้าใจพวกเขา

 

ท้ายที่สุดคนเดือนตุลา วันหนึ่งก็ต่างต้องจากไป แต่บทเรียนชีวิตจากคนเดือนตุลา ยังคงมีคุณค่าให้เรียนรู้อีกมากมายเพื่อป้องกันความผิดพลาด หรือเพื่อนำมาปรับใช้ร่วมสรรค์สร้างสังคมของคนรุ่นต่อๆ ไป

 

เพียงแต่เราอาจต้องมองคนตุลา ด้วยแว่นขาว

 

มองอย่างเข้าใจ

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post 45 ปี 14 ตุลา มองคนเดือนตุลาอย่างเข้าใจอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/14-october/feed/ 0