กฎหมายอาญา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กฎหมายอาญา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 27 Mar 2026 03:26:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ศาลฟินแลนด์ตัดสิน สส.มีความผิดฐานโจมตีกลุ่ม LGBTQ+ ด้านฝ่ายขวาชี้ละเมิดสิทธิแสดงความคิดเห็น https://thestandard.co/finland-mp-lgbtq-hate-speech/ Fri, 27 Mar 2026 03:26:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1191902 ภาพ เปอวี แรซาแนน อดีตรัฐมนตรีฟินแลนด์ หลังศาลตัดสินมีความผิดฐานปลุกปั่นความเกลียดชังกลุ่ม LGBTQ+

ศาลสูงสุดฟินแลนด์ตัดสินให้ เปอวี แรซาแนน (Päivi Räsänen […]

The post ศาลฟินแลนด์ตัดสิน สส.มีความผิดฐานโจมตีกลุ่ม LGBTQ+ ด้านฝ่ายขวาชี้ละเมิดสิทธิแสดงความคิดเห็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เปอวี แรซาแนน อดีตรัฐมนตรีฟินแลนด์ หลังศาลตัดสินมีความผิดฐานปลุกปั่นความเกลียดชังกลุ่ม LGBTQ+

ศาลสูงสุดฟินแลนด์ตัดสินให้ เปอวี แรซาแนน (Päivi Räsänen) อดีตรัฐมนตรีความมั่นคงภายในและผู้นำพรรคคริสเตียนเดโมแครต (Christian Democrats) มีความผิดฐาน ‘ปลุกปั่นความเกลียดชัง’ หลังเคยแสดงความคิดเห็นว่า การรักร่วมเพศเป็นความผิดปกติทางพัฒนาการของมนุษย์

 

เมื่อวานนี้ (26 มีนาคม) ศาลสูงสุดฟินแลนด์มีมติ 3-2 ตัดสินให้แรซาแนน มีความผิดฐานปลุกปั่นความเกลียดชัง จัดทำและเผยแพร่ข้อความดูหมิ่นกลุ่มบุคคล โดยคดีหลักมาจากการเผยแพร่แผ่นพับโจมตีกลุ่มรักร่วมเพศที่จัดทำขึ้นตั้งแต่ปี 2004 ด้วยการโพสต์ลงโซเชียลมีเดียราวปี 2019-2020

 

ทั้งนี้ ศาลสูงสุดตัดสินลงโทษนักการเมืองรายนี้ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายอาญาหมวดอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยปรับเป็นเงินหลายพันยูโร พร้อมสั่งให้ลบข้อความดังกล่าวทิ้ง โดยวินิจฉัยว่า มีความผิดจากการเผยแพร่และคงไว้ซึ่งความคิดเห็นที่ดูหมิ่นกลุ่มรักเพศเดียวกัน แต่ย้ำว่า เนื้อหาไม่ได้ยุยงให้เกิดความรุนแรงและไม่ร้ายแรงนักหากพิจารณาจากลักษณะความผิด

 

ศาลยังให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า หลังเริ่มการสอบสวนในปี 2019 แรซาแนนยังเผยแพร่ข้อความดังกล่าวผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียในปี 2019-2020 ขณะที่กรณีโพสต์ข้อความบน X ในปี 2019 ศาลตัดสินว่าไม่มีความผิด เพราะเธออ้างอิงข้อความจากพระคัมภีร์เพื่อสนับสนุนความเห็น

 

คดีนี้ได้รับความสนใจทั่วโลก หลังอัยการตั้งคำถามต่อคำสอนหลักของศาสนาคริสต์และซักค้านความเชื่อทางเทววิทยา โดย อานู แมนทิลลา (Anu Mantila) อัยการได้โต้กลับว่า ทุกคนสามารถอ้างพระคัมภีร์ได้ แต่การตีความและแสดงความคิดเห็นของแรซาแนนถือเป็นความผิดทางอาญา

 

ส่วนอัยการสูงสุดแสดงความคิดเห็นกับสื่อว่า ศาลไม่เคยวินิจฉัยคดีปลุกปั่นความเกลียดชังในลักษณะนี้มาก่อน ถือว่ามีความสำคัญ เพราะได้พิจารณาประเด็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างละเอียด

 

อย่างไรก็ดี แรซาแนนระบุว่า เธอรู้สึกตกใจกับคำพิพากษาที่ไม่ยอมรับสิทธิในการแสดงความคิดเห็น โดยยืนยันว่า จะปกป้องสิทธิในการแสดงความเชื่อของตนเองและผู้อื่นต่อไป รวมถึงยืนหยัดตามคำสอน

 

“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเสรีภาพในการแสดงออกของฉัน แต่เป็นของทุกคนในฟินแลนด์ คำตัดสินที่เป็นบวกจะช่วยป้องกันไม่ให้คนบริสุทธิ์คนอื่นต้องเผชิญกับสิ่งเดียวกัน เพียงเพราะแสดงความคิดเห็นตามความเชื่อ”

 

รายงานจาก The Guardian ระบุว่า เธอกำลังขอคำปรึกษาทางกฎหมายเพื่ออุทธรณ์ต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (European Court of Human Rights: ECHR) ขณะที่รัฐบาลฟินแลนด์และพรรคคนฟินแลนด์ (Finns Party) พรรคชาตินิยมของประเทศ ได้ออกมาเรียกร้องให้คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พร้อมย้ำให้มีการแก้ไขกฎหมาย

 

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมระบุว่า กฎหมายปัจจุบันยังไม่ชัดเจนเพียงพอและไม่สามารถคาดการณ์ได้ตามหลักนิติธรรมในประมวลกฎหมายอาญา พร้อมชี้ว่า เป็นเรื่องยากมากที่ประชาชนจะรู้ว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้

 

อย่างไรก็ตาม เพตเตรี ออร์โป (Petteri Orpo) นายกรัฐมนตรีจากพรรค National Coalition ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อคำตัดสินในครั้งนี้ โดยระบุว่า นักการเมืองไม่ควรแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาล

 

ก่อนหน้านี้ แรซาแนนถูกดำเนินคดีในปี 2022 และ 2023 เพราะโจมตีกลุ่มรักเพศเดียวกันผ่าน X ปี 2019 โดยอ้างพระคัมภีร์, การอภิปรายทางวิทยุ รวมถึงเผยแพร่แผ่นพับโบสถ์ในปี 2004

 

ภาพ: Antti Aimo-Koivisto / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ศาลฟินแลนด์ตัดสิน สส.มีความผิดฐานโจมตีกลุ่ม LGBTQ+ ด้านฝ่ายขวาชี้ละเมิดสิทธิแสดงความคิดเห็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สู้กลับ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.ท.คริษฐ์ แจ้งความเท็จ เปิดหลักฐานแพทย์ชี้ไม่ได้ถูกทำร้าย เตรียมเอาผิด พ.ต.อ.อาริศ รายต่อไป https://thestandard.co/surachate-countersues-krit-false-accusation/ Wed, 21 Jan 2026 12:30:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1167882 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สู้กลับ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.ท.คริษฐ์ แจ้งความเท็จ เปิดหลักฐานแพทย์ชี้ไม่ได้ถูกทำร้าย เตรียมเอาผิด พ.ต.อ.อาริศ รายต่อไป

วันนี้ (21 มกราคม) สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอ […]

The post พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สู้กลับ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.ท.คริษฐ์ แจ้งความเท็จ เปิดหลักฐานแพทย์ชี้ไม่ได้ถูกทำร้าย เตรียมเอาผิด พ.ต.อ.อาริศ รายต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สู้กลับ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.ท.คริษฐ์ แจ้งความเท็จ เปิดหลักฐานแพทย์ชี้ไม่ได้ถูกทำร้าย เตรียมเอาผิด พ.ต.อ.อาริศ รายต่อไป

วันนี้ (21 มกราคม) สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ นายตำรวจคนสนิทและอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในข้อหาแจ้งความเท็จ

 

โดยทางทนายความได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของคดีนี้ว่า ผู้กล่าวหาอ้างว่าเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งล่วงเลยมานานถึง 9 ปีแล้ว เหตุใดจึงเพิ่งออกมาแจ้งความร้องทุกข์ในช่วงนี้ ซึ่งลักษณะเหตุการณ์มีความคล้ายคลึงกับกรณีเมื่อปี 2562 ที่เคยเป็นข่าวว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกร้องเรียนเรื่องทำร้ายลูกน้อง 17 คน ซึ่งในครั้งนั้นได้มีการพิสูจน์ทราบและจบกระบวนการไปแล้วว่าเป็นการกระทำตามคำสั่งของอดีต ผบ.ตร. ท่านหนึ่ง

 

ทนายความได้หยิบยกประเด็นจากการวิเคราะห์เวชระเบียน โดยอ้างอิงความเห็นของ นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตศัลยแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่พบข้อพิรุธหลายประการจากเอกสารทางการแพทย์ของ พ.ต.ท.คริษฐ์

 

  • ผู้ป่วยมาพบแพทย์แบบผู้ป่วยนอก (OPD) สัญญาณชีพ ความดัน และอัตราการหายใจปกติทุกอย่าง
  • ผู้ป่วยแจ้งว่าหูอื้อข้างซ้ายและมึนงงหลังจากบาดเจ็บมา 2 วัน แพทย์ตรวจพบแก้วหูซ้ายทะลุ แต่ลงรหัสวินิจฉัยโรคเป็น H72.8 (ความผิดปกติอื่นๆ ของแก้วหู) ซึ่งหากเป็นการบาดเจ็บเฉียบพลันจากการถูกทำร้าย แพทย์ควรลงรหัส SO 9.2
  • หากถูกตบหน้า 4-5 ครั้งจริง จะต้องมีร่องรอยบาดเจ็บภายนอกที่ใบหน้าชัดเจน แต่ในบันทึกระบุเพียงการตรวจจากแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก ไม่มีบันทึกการตรวจจากศัลยแพทย์ และไม่มีการสั่งเอกซเรย์แต่อย่างใด
  • หลังตรวจเสร็จ แพทย์ให้กลับบ้านทันทีโดยจ่ายเพียงยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวด ซึ่งหากบาดเจ็บรุนแรงจากการทำร้ายร่างกายจริง ควรต้องมีการรับตัวไว้ดูอาการ

 

จากหลักฐานดังกล่าว ทางฝ่ายกฎหมายจึงมั่นใจว่าอาการของ พ.ต.ท.คริษฐ์ เกิดจากโรคหรือการติดเชื้อ ไม่ใช่อาการบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ดังนั้น การกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงเข้าข่ายการแจ้งความเท็จ โดยทาง นพ.ธวัชชัย ยินดีที่จะมาเป็นพยานในคดีนี้ด้วย

 

ทนายความยังระบุเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มอบหมายงานสำคัญให้ พ.ต.ท.คริษฐ์ ทำมาโดยตลอด จึงตั้งข้อสังเกตว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจมีนัยยะแอบแฝงหรือรับงานใครมาหรือไม่ พร้อมฝากเตือนไปยังอดีตลูกน้องว่าการแจ้งความเท็จมีโทษทางอาญา

 

ส่วนกรณีของ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ที่ออกมาแจ้งความเรื่องถูกทำร้ายจิตใจนั้น เชื่อว่าเป็นเพราะเจ้าตัวได้ย้ายขั้วไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งแล้ว ซึ่งทางทีมทนายความเตรียมจะแจ้งความดำเนินคดีกลับกับ พ.ต.อ.อาริศ เป็นรายต่อไปให้ถึงที่สุด

 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ฝากข้อความผ่านทนายความ ยืนยันว่า “ไม่มีพฤติกรรมหลบหนี” พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและให้ปากคำหากมีหมายเรียกที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

 

นอกจากคดีแจ้งความเท็จแล้ว ในวันพรุ่งนี้ (22 มกราคม) เวลา 10.00 น. ทนายสัญญาภัชระ จะเดินทางไปยังศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อยื่นฟ้องคณะพนักงานสอบสวนในคดีที่เกี่ยวข้องกับสินบนทองคำ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200

The post พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สู้กลับ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.ท.คริษฐ์ แจ้งความเท็จ เปิดหลักฐานแพทย์ชี้ไม่ได้ถูกทำร้าย เตรียมเอาผิด พ.ต.อ.อาริศ รายต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ณัฐพงษ์ปลุกเลือกพรรคประชาชน ล้มทุนเทายึดประเทศ โต้อนุทินเลิกยกปม ม. 112 หลอกคนไทย https://thestandard.co/nattaphong-people-party-anutin-112/ Thu, 25 Dec 2025 11:19:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1158298 ณัฐพงษ์ปลุกเลือก พรรคประชาชน ล้มทุนเทายึดประเทศ โต้ อนุทินเลิกยกปม ม. 112 หลอกคนไทย

วันนี้ (25 ธันวาคม) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัหน้าพรรคปร […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ณัฐพงษ์ปลุกเลือกพรรคประชาชน ล้มทุนเทายึดประเทศ โต้อนุทินเลิกยกปม ม. 112 หลอกคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์ปลุกเลือก พรรคประชาชน ล้มทุนเทายึดประเทศ โต้ อนุทินเลิกยกปม ม. 112 หลอกคนไทย

วันนี้ (25 ธันวาคม) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความตอบโต้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่มีนโยบายแก้มาตรา 112

 

ณัฐพงษ์ระบุว่า ในเมื่อคุณอนุทินประกาศชัดแบบนี้แล้ว ก็ขอย้ำอีกครั้งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกัน

 

ระหว่างรัฐบาลประชาชน กับรัฐบาลภูมิใจไทย

 

“ผมยืนยันอีกครั้ง ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่อง 112 ตามที่คุณอนุทินอ้างทั้งสิ้น พอได้แล้วกับนิทานหลอกลวงประชาชนเพื่อกักขังประเทศให้อยู่กับอดีต”

 

ณัฐพงษ์ย้ำว่า เราต้องการประเทศไทยที่ไม่เทา เท่ากัน และทันโลก พรรคประชาชนจะพยายามชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงของประชาชน ชนะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคอันดับ 2 ได้จัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคอันดับ 1 อีก

 

“เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสุดท้ายที่จะพาประเทศไทยพ้นจากวิกฤตที่เผชิญอยู่รอบด้าน พรรคประชาชนพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน เพื่อต่อสู้กับเครือข่ายทุนเทา ไม่ให้เข้ายึดครองประเทศอันเป็นที่รักของเรา” ณัฐพงษ์ทิ้งท้าย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน (25 ธันวาคม) อนุทินได้ระบุว่า หัวหน้าพรรคประชาชนเป็นคนเดียวบนเวทีดีเบตที่ยังยืนยันว่า ต้องแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ถ้ายังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่ร่วมด้วยแน่นอน พรรคไหนจะร่วมก็เป็นสิทธิของแต่ละพรรค แต่เท่าที่ดูแคนดิเดตของทุกพรรค ไม่มี พรรคไหนตอบว่าจะแก้ไขมาตรา 112 ยกเว้นพรรคประชาชน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ต่อไปนี้จะไม่คุยกับพรรคประชาชนอีกแล้วใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบว่า ถ้าเป็นเรื่องการทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชน พรรคภูมิใจไทยพูดคุย และทำงานร่วมกันได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่สร้างความแตกแยกให้ประชาชน เช่น แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 คงคุยกันไม่ได้ เพราะอุดมการณ์ทางการเมือง แตกต่างกัน เว้นแต่พรรคประชาชนจะพูดชัดเจนว่าไม่มีนโยบายแก้ไข มาตรา 112 แล้ว ก็น่าจะทำงานด้วยกันได้

The post เลือกตั้ง 2569 : ณัฐพงษ์ปลุกเลือกพรรคประชาชน ล้มทุนเทายึดประเทศ โต้อนุทินเลิกยกปม ม. 112 หลอกคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภามติเอกฉันท์ผ่านกฎหมายอาญา เพิ่มนิยาย ‘กระทำชำเรา-คุกคามทางเพศ’ ให้กว้างขึ้น https://thestandard.co/sexual-harassment-criminal-code/ Wed, 30 Jul 2025 12:38:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1101888 sexual-harassment-criminal-code

วันนี้ (30 กรกฎาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ […]

The post สภามติเอกฉันท์ผ่านกฎหมายอาญา เพิ่มนิยาย ‘กระทำชำเรา-คุกคามทางเพศ’ ให้กว้างขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
sexual-harassment-criminal-code

วันนี้ (30 กรกฎาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 7 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ… ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาเสร็จแล้ว มี ศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกรรมาธิการฯ ซึ่งเป็นการพิจารณาในวาระ 2 และวาระที่ 3 

 

ศุภชัยชี้แจงว่า กรรมาธิการฯ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ. ในหลายประเด็น เพื่อให้ร่างกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องสมบูรณ์และสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ดังนี้ 

 

  1. มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “กระทำชำเรา” และเพิ่มบทนิยามคำว่า “คุกคามทางเพศ” 

 

  1. ยกเลิกเหตุฉกรรจ์ของความผิดฐานอนาจาร 

 

  1. กำหนดความผิดฐานคุกคามทางเพศ 

 

  1. แก้ไขเพิ่มเติมวิธีการเพื่อความปลอดภัยเพื่อกำหนดให้คำสั่งงดเว้นการกระทำ เป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยอีกวิธีการหนึ่ง 

 

  1. แก้ไขเพิ่มเติมความผิดลหุโทษ เพื่อเพิ่มอัตราโทษกรณีความผิดที่กระทำต่อผู้อื่นอันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคามหรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อน รำคาญ หรือการกระทำนั้นได้กระทำในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล

 

ศุภชัยกล่าวต่อไปว่า เนื่องจากนิยามคำว่า “กระทำชำเรา” เดิมนั้น กำหนดวัตถุแห่งการกระทำต้องเป็นกรณีผู้กระทำความผิดใช้อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นเท่านั้น แต่บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่นี้ นอกจากกรณีผู้กระทำความผิดใช้อวัยวะเพศของตนล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นแล้ว ยังหมายความครอบคลุมถึงกรณีการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำความผิด หรือใช้วัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อื่น ส่วนคำว่า “อวัยวะเพศ” ให้หมายความรวมถึง “อวัยวะเพศที่เกิดจากการผ่าตัด” ด้วย

 

สำหรับกรณีผู้กระทำความผิดให้ผู้อื่นกระทำกับตนนั้น ไม่รวมถึงการใช้อวัยวะอื่นหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของตนด้วย เพราะมิฉะนั้นการกระทำของแพทย์ในการตรวจร่างกายจะเป็นความผิด กำหนดให้การคุกคามทางเพศเป็นการ

 

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การกระทำเป็นความผิดอาญาและต้องรับโทษ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมปัจจุบันที่การกระทำความผิดทางเพศมีความหลากหลายมากขึ้น โดยการกระทำที่แม้ไม่ใช่เป็นการกระทำชำเราหรืออนาจาร แต่ส่งผลรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ถูกกระทำเช่นเดียวกัน และเพื่อให้มีความชัดเจนว่าลักษณะใดเป็นการคุกคามทางเพศ จึงได้กำหนดนิยามลักษณะการกระทำอันถือว่าเป็นความผิดฐานคุกคามทางเพศ 

 

อีกทั้งยังกำหนดให้รวมถึงการกระทำคุกคามทางเพศผ่านระบบคอมพิวเตอร์ด้วย กำหนดกลุ่มบุคคลที่ถูกกระทำและลักษณะการกระทำที่เป็นความผิดที่ยอมความได้ โดยมีเหตุผลดังนี้ หากเป็นการกระทำกันเองระหว่างคู่สมรสที่ไม่ใช่เป็นการกระทำต่อหน้าบุคคลอื่นอันก่อให้เกิดความอับอาย ถูกเหยียดหยาม หรือไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย ก็ให้สามารถยอมความได้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของสถาบัน ครอบครัว 

 

เนื่องจากพิจารณาว่า หากเป็นกรณีการคุกคามทางเพศที่ไม่ร้ายแรง โดยคู่กรณีสามารถตกลงกันได้ ก็ให้สามารถยอมความกันได้เพื่อไม่เป็นการเพิ่มภาระทางปริมาณคดีแก่ศาล ซึ่งแบ่งเป็น 2 กรณี คือ 

 

  1. หากเป็นการกระทำที่ไม่ใช่เป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล และไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัส หรือถึงแก่ความตาย ก็ให้สามารถยอมความได้ 

 

  1. ถ้าการคุกคามทางเพศไม่ใช่เป็นการกระทำต่อบุพการี ผู้สืบสันดาน พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา ญาติสืบสายโลหิต ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการ ผู้อยู่ในความปกครอง ในความพิทักษ์หรือในความอนุบาล หรือผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถปกป้องตนเอง อันเนื่องมาจากเป็นผู้ทุพพลภาพ ผู้มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน คนป่วยเจ็บ คนชรา สตรีมีครรภ์ หรือผู้ซึ่งอยู่ในภาวะไม่สามารถรู้ผิดชอบก็ให้สามารถยอมความได้เช่นกัน

 

ศุภชัยกล่าวอีกว่า มีการกำหนดความผิดฐานคุกคามทางเพศ และกำหนดโทษ รวมถึงเหตุฉกรรจ์ เพื่อให้การคุกคามทางเพศเป็นความผิดทางอาญาและมีโทษ และป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำขึ้นอีก อีกทั้งเพื่อป้องปรามมิให้ผู้กระทำฉวยโอกาสกระทำความผิดต่อเด็ก ซึ่งไม่สามารถต่อสู้ หรือช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากอันตรายจากการกระทำได้ 

 

กำหนดเหตุฉกรรจ์ที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษเพิ่มขึ้น เพื่อป้องปรามมิให้ผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือผู้มีอำนาจเหนือบุคคลอื่นฉวยโอกาสกระทำการคุกคามทางเพศต่อผู้ที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชา ลูกจ้าง หรือผู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจประการอื่น เช่น ผู้ที่ต้องอาศัยพึ่งพา ผู้ไร้ความสามารถ ผู้เสมือนไร้ความสามารถ เป็นต้น

 

ให้อำนาจศาลในการกำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัยในกรณีความผิดฐาน

คุกคามทางเพศ โดยมีเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี และกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน ให้ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานคุกคามทางเพศผ่านระบบคอมพิวเตอร์ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลจะมีอำนาจพิจารณาออกคำสั่งให้ผู้กระทำ ตลอดจนผู้ให้บริการระบบคอมพิวเตอร์ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook, Line, Tiktok เป็นต้น หยุดการเผยแพร่หรือนำภาพหรือวิดีโอลามกของผู้เสียหายออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาลก่อน รวมทั้งกำหนดโทษสำหรับผู้ให้บริการระบบคอมพิวเตอร์ที่ฝ่าฝืนไม่ทำตามคำสั่งของศาล เพื่อเป็นการหยุดยั้งความเสียหายให้แก่ผู้ถูกกระทำการคุกคามทางเพศอย่างทันท่วงที

 

มีการเพิ่มอัตราโทษการกระทำด้วยประการใดๆ ต่อผู้อื่นอันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ กำหนดให้การกระทำดังกล่าวในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัลเป็นเหตุฉกรรจ์ ที่ต้องรับโทษเพิ่มขึ้น

 

ภายหลังสมาชิกอภิปรายเรียงตามมาตราจนจบวาระที่ 2 จากนั้นเป็นการลงมติในวาระ 3 ที่ประชุมเห็นชอบด้วยคะแนน 366 เสียง ไม่มีเสียงไม่เห็นชอบ งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนน4 เสียง จึงถือว่าที่ประชุมเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จากนั้นจะส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป

The post สภามติเอกฉันท์ผ่านกฎหมายอาญา เพิ่มนิยาย ‘กระทำชำเรา-คุกคามทางเพศ’ ให้กว้างขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐาไม่พะว้าพะวัง หลังมีรายชื่อหลายคนเตรียมเสียบนั่งนายกฯ แทน หาก 14 ส.ค. นี้ ตกเก้าอี้ https://thestandard.co/srettha-not-worried-replace-prime-minister-14-aug/ Fri, 02 Aug 2024 03:49:03 +0000 https://thestandard.co/?p=966392

วันนี้ (2 สิงหาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกร […]

The post เศรษฐาไม่พะว้าพะวัง หลังมีรายชื่อหลายคนเตรียมเสียบนั่งนายกฯ แทน หาก 14 ส.ค. นี้ ตกเก้าอี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (2 สิงหาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตศาลเดินทางไปนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อรักษาตัว แต่มีคำสั่งไม่อนุญาต จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มั่นใจสถานการณ์ทางการเมืองช่วงเดือนสิงหาคมจึงจะออกไปตั้งหลักหรือไม่ว่า ไม่แน่ใจ เพราะอ่านเพียงแต่ข่าวตามหนังสือพิมพ์ว่าทักษิณจะไปพบแพทย์ แต่ศาลไม่อนุญาต เนื่องจากแพทย์ในประเทศไทยมีอยู่แล้ว และเข้าใจว่าแพทย์ไทยมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองเดือนนี้ใช่หรือไม่ เนื่องจากจะมีคดีสำคัญจนอาจทำให้ทักษิณต้องไปตั้งหลัก เศรษฐากล่าวว่า ไม่น่าเกี่ยวกัน เพราะวันที่ 7 สิงหาคมนี้ เป็นเรื่องของพรรคก้าวไกล และวันที่ 14 สิงหาคมก็เป็นเรื่องของตน ส่วนทักษิณเองยืนยันว่าจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ แพทองธาร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะลูกสาว ก็ออกมายืนยันว่าไม่ได้มีความตั้งใจว่าจะไปตั้งหลักที่ต่างประเทศ ซึ่งประเด็นดังกล่าวทักษิณระบุว่าจะออกไปเรื่องสุขภาพ แต่เรื่องอื่นยังไม่ได้พูดคุยกัน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการวิเคราะห์ว่าสถานการณ์ทางการเมืองช่วงเดือนสิงหาคมมีความน่าเป็นห่วง นายกรัฐมนตรีได้ประเมินอะไรหรือไม่ เศรษฐากล่าวว่า ตามที่ตนบอกไปเมื่อวันอังคารที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่าได้ส่งคำแถลงปิดคดีไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ส่วนเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ ปัญหาบ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า จาก 3 คดีช่วงเดือนนี้จึงเกิดกระแสข่าวจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)  เศรษฐายอมรับว่ามีการพูดคุยถึงประเด็นดังกล่าว ยังคงทำงานกันอย่างเต็มที่ เมื่อคืน อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางไปร่วมงานสวดอภิธรรมศพของมารดาตน ซึ่งพูดคุยถึงปัญหาบ้านเมืองและการเตรียมพร้อมลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันพรุ่งนี้ โดยวันนี้ พล.อ. เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เดินทางล่วงหน้าไปวานนี้แล้ว และได้เชิญ ผบ.ทร. มาหารือก่อนลงใต้ ช่วงเที่ยงวันนี้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หากวันที่ 14 สิงหาคม คดีของนายกรัฐมนตรีไม่มีปัญหาจะมีการปรับ ครม. หรือไม่ เศรษฐากล่าวว่า ผมยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย อย่างที่บอก คดีของตนก็จบแล้ว เพราะศาลไม่ได้เรียกขอข้อมูลเพิ่มเติมมา ซึ่งตนได้ทำคำแถลงปิดคดีไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้ต้องดูปัญหาบ้านเมืองอย่างเดียว ตนไม่อยากคิดไปไกลถึงการปรับเปลี่ยน ครม. ตนเชื่อว่าตลอดระยะเวลาที่เหลือ 3 ปี แน่นอนว่าอาจมีการปรับเปลี่ยน ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่มีการโยงใยกับวันที่ 14 สิงหาคมนี้ หรือกรณีของพรรคก้าวไกลที่มีการตัดสินวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ฉะนั้นขออย่าไปโยง เพราะจะทำให้เกิดความซับซ้อนและเข้าใจผิด เบี่ยงเบนความสนใจในประเด็นบางเรื่องที่เราต้องทำ ไม่อยากให้รัฐมนตรีทุกคนที่ทำงานอย่างเต็มที่มีความไขว้เขวในเรื่องนี้ ตนว่ามาทำงานกันดีกว่า 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า การปรับ ครม. พรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังอยู่ครบหรือไม่ หรือจะนำของเก่าออกและเอาของใหม่เข้ามาบ้าง นายกรัฐมนตรีหยุดฟัง แต่ปฏิเสธตอบคำถาม

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีความหวาดระแวงหรือไม่ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนตัว จะมีคนในรัฐบาลเข้ามาแทนหากศาลตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง เศรษฐากล่าวว่า เรื่องการเมืองเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ 314 เสียง มันก็เพียงพออยู่แล้ว ถ้ามัวแต่พะว้าพะวัง ไม่อยากให้ทุกคนที่ดูแลบ้านเมืองมาไขว้เขวกับเรื่องนี้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าจะต้องดึงคนจากพรรคประชาธิปัตย์มาเพิ่มเพื่อให้ 314 เสียงแน่นขึ้น เศรษฐาส่ายศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้คิดเลย โยงใยเรื่องปรับ ครม. ดึงคนมาเสียบ และการดึงคนเข้าคนออกยังไม่มีในตอนนี้ เพราะปัญหาเยอะเหลือเกิน ซึ่งเราต้องช่วยเหลือกัน ท่านก็เห็นอยู่แล้วว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างในทุกวัน และรัฐบาลก็ต้องเดินหน้าแก้ปัญหาต่อไป

The post เศรษฐาไม่พะว้าพะวัง หลังมีรายชื่อหลายคนเตรียมเสียบนั่งนายกฯ แทน หาก 14 ส.ค. นี้ ตกเก้าอี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘ทักษิณ’ รายงานตัวคดี ม.112 https://thestandard.co/thaksin-section-112-case/ Tue, 18 Jun 2024 01:00:30 +0000 https://thestandard.co/?p=945267 ทักษิณ

วันนี้ (18 มิถุนายน) วันกำหนดนัดหมายที่อัยการสูงสุดจะส่ […]

The post จับตา ‘ทักษิณ’ รายงานตัวคดี ม.112 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทักษิณ

วันนี้ (18 มิถุนายน) วันกำหนดนัดหมายที่อัยการสูงสุดจะส่งตัว ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฟ้องต่อศาล หลังจากที่ทางอัยการได้มีคำสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2567

 

ในฐานความผิด ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

 

สำหรับการสั่งฟ้องและต้องมารายงานตัวในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่ทักษิณได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2559 อัยการสูงสุด ณ สมัยนั้นเคยมีคำสั่งฟ้องทักษิณในคดีดังกล่าวมาแล้ว

 

 

ภาพประกอบ: แพรวา บำรุงภักดิ์

The post จับตา ‘ทักษิณ’ รายงานตัวคดี ม.112 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กางข้อกฎหมาย ความรับผิดชอบทางอาญาของผู้ก่อเหตุที่เป็น ‘เด็ก’ https://thestandard.co/key-messages-criminal-liability-child/ Wed, 04 Oct 2023 06:08:35 +0000 https://thestandard.co/?p=850449 Key Messages

วันนี้ (4 ตุลาคม) ภายหลังจากเหตุยิงในศูนย์การค้าสยามพาร […]

The post กางข้อกฎหมาย ความรับผิดชอบทางอาญาของผู้ก่อเหตุที่เป็น ‘เด็ก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Key Messages

วันนี้ (4 ตุลาคม) ภายหลังจากเหตุยิงในศูนย์การค้าสยามพารากอน ถนนพระรามที่ 1 โดยผู้ก่อเหตุเป็นเด็กชายอายุ 14 ปี จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน ทั้งนี้ มีการยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาของผู้ก่อเหตุซึ่งเป็น ‘เด็ก’ 

 

THE STANDARD กางข้อกฎหมายจากการที่ สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายอาญา และอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงเหตุการณ์เด็กอายุ 14 ปียิงในศูนย์การค้าสยามพารากอน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 5 ราย เป็นอีกเหตุการณ์ที่สะเทือนภาพความรู้สึกของประชาชนต่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิต จนทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ‘เด็ก’ ก่อเหตุกระทำความผิดต้องรับผิดชอบหรือไม่? 

 

  1. ความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำซึ่งเป็นเด็ก แน่นอนว่าเขากระทำความผิดทางอาญาต่อชีวิต ต่อร่างกายของผู้อื่น ฯลฯ แต่ประมวลกฎหมายอาญาแบ่งผู้กระทำผิดอายุน้อยเป็น 4 กลุ่ม คือ

 

1.1 เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี แม้กระทำผิดอาญา แต่กฎหมายไม่เอาโทษ โดย ‘ยกเว้นโทษ’ ให้

 

1.2 เด็กอายุกว่า 12 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี แม้กระทำผิดอาญา แต่กฎหมายไม่เอาโทษ โดย ‘ยกเว้นโทษ’ ให้ แต่จะมีวิธีการสำหรับฟื้นฟูเด็กกระทำผิดที่เรียกว่า ‘วิธีการสำหรับเด็ก’ เช่น ส่งตัวเด็กนั้นไปยังโรงเรียน หรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็ก

 

1.3 ผู้ที่อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี กระทำผิดอาญา กฎหมายให้พิจารณาจากเด็กนั้นว่าควรลงโทษหรือไม่ หากเห็นว่าไม่ควรลงโทษก็อาจ ‘ยกเว้นโทษ’ ให้ แต่จะมีวิธีการสำหรับฟื้นฟูเด็กกระทำผิดที่เรียกว่า ‘วิธีการสำหรับเด็ก’ แต่ถ้าเห็นควรจะลงโทษ ศาลก็ต้องลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดลงกึ่งหนึ่ง

 

1.4 ผู้ที่อายุตั้งแต่ 18 ปี กระทำผิดอาญา กฎหมายให้ศาลพิจารณาว่าจะลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หรือจะลดโทษให้ก็ได้ หากศาลเห็นสมควรจะลงโทษ ต้องลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่ง 

*กรณีที่เกิดขึ้นเข้ากรณีที่ 1.2 เด็กอายุกว่า 12 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี

 

  1. ความรับผิดทางแพ่งของผู้กระทำซึ่งเป็นเด็ก กรณีที่เกิดขึ้นนอกจากจะเป็นความผิดอาญาแล้ว ยังเป็นการก่อละเมิดต่อผู้อื่นด้วย โดยแม้กฎหมายจะ ‘ยกเว้นโทษ’ ในทางอาญา แต่เด็กยังมีความรับผิดทางละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 429 ด้วย

 

  1. การดำเนินคดีอาญา การดำเนินคดีอาญาสำหรับเด็ก (อายุไม่เกิน 15 ปี) หรือเยาวชน (อายุ 15-18 ปี) เป็นไปตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคำเด็กนั้น 

 

และในกรณีที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เห็นว่าการถามปากคำเด็กคนใดหรือคำถามใด อาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรง ให้พนักงานสอบสวนถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เป็นการเฉพาะตามประเด็นคำถามของพนักงานสอบสวน โดยมิให้เด็กได้ยินคำถามของพนักงานสอบสวน และห้ามมิให้ถามเด็กซ้ำซ้อนหลายครั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร (มาตรา 133 ทวิ) เป็นต้น

 

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แม้เด็กจะกระทำความผิดอาญา แต่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กตามมาตรา 27 ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ”

 

ดังนั้น การแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กจึงมีประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 79 ที่ลงโทษผู้ใดที่ฝ่าฝืนมาตรา 27…ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

  1. การเสนอข่าวสารควรดำเนินการตามที่สำนักงาน กสทช. ออกข้อกำหนด โดยไม่เสนอภาพข่าวแห่งความรุนแรง การเสนอภาพเด็กผู้กระทำความผิด ข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวนักเรียน อาจขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 อีกด้วย

 

โดยสุรศักดิ์ได้ให้ข้อพิจารณาว่า ปัญหาเด็กและเยาวชนกระทำความผิด Juvenile Delinquency เป็นปัญหาที่ยุ่งยากและซับซ้อน สะท้อนสภาพสังคมที่ส่งมอบบุคลิกลักษณะแก่เยาวชนของเรา ครอบครัว คนรอบข้าง โรงเรียน และสังคมมีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงของเด็กได้ ที่สำคัญคือ การเห็นภาพความรุนแรงทั้งการกระทำและโดยวาจาจากสื่อ สิ่งแวดล้อมรอบตัว เป็นสิ่งบ่มเพาะให้เกิดอาชญากรรมได้ทั้งสิ้น

 

อ้างอิง: 

The post กางข้อกฎหมาย ความรับผิดชอบทางอาญาของผู้ก่อเหตุที่เป็น ‘เด็ก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองโฆษกสภาทนายความฯ ระบุผู้ก่อเหตุอายุ 14 ปี กฎหมายระบุอาจไม่ต้องรับโทษ แต่ใช้มาตรการอื่นจัดการ ส่วนผู้ปกครองอาจต้องรับโทษแทน https://thestandard.co/14-year-old-may-not-be-punished/ Wed, 04 Oct 2023 05:59:38 +0000 https://thestandard.co/?p=850443

วันนี้ (4 ตุลาคม) วีรศักดิ์ โชติวานิช อุปนายกฝ่ายเทคโนโ […]

The post รองโฆษกสภาทนายความฯ ระบุผู้ก่อเหตุอายุ 14 ปี กฎหมายระบุอาจไม่ต้องรับโทษ แต่ใช้มาตรการอื่นจัดการ ส่วนผู้ปกครองอาจต้องรับโทษแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (4 ตุลาคม) วีรศักดิ์ โชติวานิช อุปนายกฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศ และรองโฆษกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แสดงความเห็นกรณีเยาวชนชายอายุ 14 ปี ใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงในศูนย์การค้าวานนี้ (3 ตุลาคม) ว่า

 

คดีนี้ผู้ก่อเหตุยังเป็นเด็กชายอายุ 14 ปี ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ระบุว่า การกระทำที่กฎหมายบัญญัติว่าการลงมือกระทำผิดอาญาโดยเด็กอายุ 12 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปีนั้น เป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ และศาลมีอำนาจไม่ส่งตัวเด็กไปควบคุมที่สถานพินิจฯ แต่จะกำหนดเงื่อนไขตามมาตรา 56 ให้ผู้ปกครองปฏิบัติ 

 

คือในวรรคสามบอกว่า ในกรณีที่ศาลมอบตัวเด็กให้ผู้ปกครอง ศาลอาจกำหนดให้ตั้งเจ้าพนักงานคุมประพฤติควบคุมติดตามดูพฤติการณ์เด็กก็ได้ แต่ถ้าศาลจะไม่ใช้วิธีนี้ ก็ส่งตัวเข้าสถานพินิจฯ ไป เหตุการณ์เด็กกระทำผิดร้ายแรงครั้งนี้ไม่ใช่คดีแรก แต่เกิดมาหลายครั้งแล้ว ขณะที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองเด็กไม่ให้ต้องรับโทษ แต่จะมีมาตรการสำหรับเด็กแทน

 

วีรศักดิ์กล่าวต่อว่า ที่น่าเป็นห่วงคือการเสนอข่าวของสื่อโซเชียลโดยนักข่าวพลเมือง รวมทั้งสื่อหลักบางแห่งเสนอภาพ รูปร่าง ที่อยู่ ชื่อของบุคคลที่เข้าถึงตัวเด็กได้ จะมีกฎหมาย 2 ฉบับคุ้มครองเด็ก คือ 1. คุ้มครองเพราะเขายังเป็นเด็ก คือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กับ 2. คุ้มครองในฐานะเขาเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญา, พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่กฎหมายไม่ยอมให้เปิดเผยถึงตัวเด็กเลย แต่ก็ยังมีการละเมิดกฎหมายอยู่ ซึ่งต้องตระหนักให้มาก

 

แต่ในทางกลับกัน กฎหมายจะไปมุ่งลงโทษผู้ปกครองที่ทอดทิ้งหรือปล่อยปละละเลยให้บุตรหลานของตนไปทำละเมิดคนอื่น คือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ มาตรา 23, 25 และ 26 ซึ่งมีอัตราโทษสูง

 

ในประเด็นว่าเด็กอาจป่วยเป็นโรคจิต จะได้รับการคุ้มกันโดยกฎหมายหรือไม่ ประเด็นนี้ต้องย้อนไปดูต้นตอของปัญหาว่า พ่อแม่ได้ให้ความรักความอบอุ่นกับลูกหรือไม่ เด็กไม่ใช่สินทรัพย์ของพ่อแม่ที่จะเลี้ยงดูด้วยการตามใจซื้อข้าวของให้ แต่ต้องให้ความใกล้ชิดเอาใจใส่

The post รองโฆษกสภาทนายความฯ ระบุผู้ก่อเหตุอายุ 14 ปี กฎหมายระบุอาจไม่ต้องรับโทษ แต่ใช้มาตรการอื่นจัดการ ส่วนผู้ปกครองอาจต้องรับโทษแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซียจ่อผ่านประมวลกฎหมายอาญาใหม่ ห้ามมีเพศสัมพันธ์นอกการแต่งงาน https://thestandard.co/indonesia-set-pass-new-crimina/ Tue, 06 Dec 2022 05:11:25 +0000 https://thestandard.co/?p=720168 ห้ามมีเพศสัมพันธ์

เจ้าหน้าที่อาวุโสในรัฐบาลอินโดนีเซีย ยืนยันว่ารัฐบาลเตร […]

The post อินโดนีเซียจ่อผ่านประมวลกฎหมายอาญาใหม่ ห้ามมีเพศสัมพันธ์นอกการแต่งงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ห้ามมีเพศสัมพันธ์

เจ้าหน้าที่อาวุโสในรัฐบาลอินโดนีเซีย ยืนยันว่ารัฐบาลเตรียมให้สัตยาบันแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในวันนี้ (6 ธันวาคม) โดยเป็นการยกเครื่องกฎหมาย ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าอาจจำกัดเสรีภาพและศีลธรรมของตำรวจภายในประเทศ

 

เนื้อหาในการปรับเปลี่ยนประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว ซึ่งเป็นที่ถกเถียงมากที่สุด คือมาตราที่กำหนดบทลงโทษสำหรับการมีเพศสัมพันธ์นอกการแต่งงาน โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 1 ปี และห้ามการอยู่กินร่วมกันระหว่างคู่รักที่ไม่ได้แต่งงาน 

 

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การดูหมิ่นประธานาธิบดี และการเผยแพร่แนวคิดที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์ชาติฆราวาสหรือที่เรียกว่า ‘ปัญจศีล (Pancasila)’ ซึ่งถือเป็นหลักปรัชญาแห่งรัฐ 5 ประการของอินโดนีเซีย เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเช่นกัน

 

ซุฟมี ดัสโก อาห์หมัด (Sufmi Dasco Ahmad) รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และ บัมบัง วูร์ยันโต (Bambang Wuryanto) หัวหน้าคณะกรรมาธิการรัฐสภาอินโดนีเซีย ที่ดูแลการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ยืนยันกับสำนักข่าว Reuters ว่ารัฐสภาจะจัดประชุมใหญ่ในวันนี้ เพื่อให้สัตยาบันสำหรับประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่

 

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม วิพากษ์วิจารณ์การเปลี่ยนแปลงในประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวว่าเป็น ‘ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่’ สำหรับประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยใหญ่เป็นอันดับสามของโลก

 

“รัฐไม่สามารถจัดการกับศีลธรรมได้ หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่ผู้ชี้ขาดระหว่างอนุรักษนิยมและเสรีนิยมของอินโดนีเซีย” ภิวิตรี ซูซานตี (Bivitri Susanti) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากโรงเรียนกฎหมายอินโดนีเซีย Jentera กล่าว

 

ขณะที่เมื่อวานนี้ที่หน้ารัฐสภาในกรุงจาการ์ตา ยังมีการชุมนุมประท้วงของกลุ่มผู้คัดค้านร่างประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ดังกล่าว โดย แดเนียล วินาร์ตา (Daniel Winarta) นักศึกษามหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย ชี้ว่าเนื้อหากฎหมายที่ปรับเปลี่ยน เช่นการอยู่ร่วมกันของคู่รักนั้น ชัดเจนว่าเป็น ‘เรื่องส่วนตัว’

 

ทั้งนี้ ประชากรอินโดนีเซียส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และยังมีกลุ่มผู้นับถือศาสนาฮินดู คริสต์ และผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ จำนวนมาก โดยชาวมุสลิมอินโดนีเซียส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามแบบสายกลาง แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ลัทธิอนุรักษนิยมทางศาสนาได้เพิ่มสูงขึ้นและเริ่มรุกเข้าสู่การเมือง

 

ภาพ: REUTERS / Willy Kurniawan

อ้างอิง:

The post อินโดนีเซียจ่อผ่านประมวลกฎหมายอาญาใหม่ ห้ามมีเพศสัมพันธ์นอกการแต่งงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
“กฎหมายร้ายแรงไม่ช่วยแก้ปัญหา” เปิดใจพ่อของสายน้ำ เยาวชนอายุ 16 ปีคนแรกที่ถูกตั้งข้อหา ม.112 https://thestandard.co/serious-laws-cant-solve-112-section-problems/ Mon, 29 Mar 2021 11:27:47 +0000 https://thestandard.co/?p=470429 “กฎหมายร้ายแรงไม่ช่วยแก้ปัญหา” เปิดใจพ่อของสายน้ำ เยาวชนอายุ 16 ปีคนแรกที่ถูกตั้งข้อหา ม.112

จากกรณีที่ สายน้ำ (สงวนชื่อสกุล) เยาวชนอายุ 16 ปี ที่ถู […]

The post “กฎหมายร้ายแรงไม่ช่วยแก้ปัญหา” เปิดใจพ่อของสายน้ำ เยาวชนอายุ 16 ปีคนแรกที่ถูกตั้งข้อหา ม.112 appeared first on THE STANDARD.

]]>
“กฎหมายร้ายแรงไม่ช่วยแก้ปัญหา” เปิดใจพ่อของสายน้ำ เยาวชนอายุ 16 ปีคนแรกที่ถูกตั้งข้อหา ม.112

จากกรณีที่ สายน้ำ (สงวนชื่อสกุล) เยาวชนอายุ 16 ปี ที่ถูกฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากกรณีในช่วงที่ม็อบราษฎร จัดงานแฟชั่นโชว์ ‘รันเวย์ของประชาชน’ ที่หน้าวัดแขก สีลม เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 โดยนับเป็นเยาวชนคนแรกที่ถูกตั้งข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

 

มานะ (สงวนชื่อสกุล) คุณพ่อของสายน้ำ ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับ THE STANDARD ว่า วันนี้ทางอัยการยังไม่มีคำสั่งฟ้อง แต่ไม่ได้หมายความว่ายกฟ้อง จึงไม่รู้ว่าหลังจากนี้ผลของคดีจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะยังอยู่ในกระบวนการ

 

สำหรับความรู้สึกของครอบครัวขณะนี้ รู้สึกว่าได้หายใจอย่างเต็มที่อีกครั้ง เหมือนได้พักจากการต่อสู้คดี ส่วนตัวมองว่าคดีของเด็กอาจจะต่างจากของผู้ใหญ่ เนื่องจากมีกระบวนการพิจารณาคดีแตกต่างกัน โดยเฉพาะของเด็กเอง คดีทางการเมืองเช่นนี้ถือว่าเพิ่งเคยเกิดขึ้น เพราะก่อนนั้นอาจเป็นคดีประเภทด้านยาเสพติด อาชญากรรมอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นเรื่องทางความคิดที่แตกต่าง โดยมองว่าแนวโน้มของการดำเนินคดีเด็กที่เกี่ยวข้องกับการเมืองจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการชุมนุมมากขึ้น และรัฐยังยืนยันจะใช้วิธีการจับกุมฟ้องร้องคดีต่างๆ เพิ่มขึ้น

 

เมื่อถามว่าในฐานะพ่อรู้สึกอย่างไรกับการดำเนินคดีต่อสายน้ำซึ่งเป็นเยาวชน มานะตอบว่า

 

“ส่วนหนึ่งก็ภูมิใจนะ ที่ลูกได้ทำสิ่งที่ตัวเองคิด และเพื่อคนอื่นที่มากกว่าตัวเอง คำที่ลูกพูดคือสิ่งที่เขาทำนั้นเขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเขาเอง เขาทำเพื่อทุกคน เพราะว่าอนาคตของเขา สังคมที่เขาอยู่ ก็อยากจะให้มันดีขึ้น ถ้าดีขึ้นก็เป็นประโยชน์ต่อทุกคน ทั้งคนอื่น ครอบครัวอื่นในสังคมด้วย เขาไม่ได้โดนคดีเนื่องจากก่ออาชญากรรม ไปทำร้ายใคร

 


“แต่อีกส่วนคือเราก็เป็นห่วงด้วย ในฐานะพ่อแม่ผู้ปกครองทุกคน ห่วงว่าลูกจะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นกระบวนการตามปกติโดยทั่วๆ ไป อาจจะไม่ได้ห่วงมากนัก แต่ด้วยกระบวนการทางการเมืองที่มีหลายรูปแบบ ก็ยังอดเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย และเลือกปฏิบัติบางอย่างไม่ได้” ทั้งนี้ มานะเสริมว่าตนกังวลเรื่องความปลอดภัยมากที่สุด เพราะเรื่องคดี การจับกุมต่างๆ นั้นต้องต่อสู้กันในระยะยาว และห่วงเรื่องอนาคตของสายน้ำ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

 

“ตอนนี้ให้กำลังใจเขาว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อแม่ก็อยู่เคียงข้างเขา อันนี้ผมว่าสำคัญที่สุด เพราะเขาเล่าให้ฟังหลายครั้งว่าเพื่อนๆ เขา เด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน อาจจะมีความเห็นทางการเมืองหรือออกมาร่วมชุมนุมแล้วที่บ้านไม่ยอมรับ บางคนถูกไล่ออกจากบ้าน บางคนถูกทำร้ายร่างกาย ผมว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ ความขัดแย้งทางความคิดบางทีมันอาจทำให้ความสัมพันธ์ทางครอบครัวหลายๆ ครอบครัวแตกร้าว” มานะกล่าว

 

สิ่งหนึ่งที่อยากเรียกร้องคืออยากเรียกร้องให้มีพื้นที่อิสระให้เด็กๆ หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ให้ได้มานั่งพูดคุยทำความเข้าใจกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าไปเปลี่ยนให้เด็กคิดและเชื่อแบบที่เราต้องการ การปรับเข้าหากันจึงจำเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งหนึ่งที่น่าจะต้องยังมีอยู่คือสายสัมพันธ์ของครอบครัว เรื่องความรัก มันจะยึดโยงเอาไว้ไม่ให้ขัดแย้งถึงแตกร้าวมากขึ้น

 

“หลายๆ ครอบครัวที่เด็กออกมาเคลื่อนไหวแล้วพ่อแม่เลือกไล่ออกจากบ้าน ทำร้ายทุบตี มันไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมของเด็ก ไม่ได้ทำให้เด็กกลัว แต่ยิ่งผลักเด็กให้ออกไปเผชิญกับอะไรก็ไม่รู้ อันนี้น่ากลัวมากกว่า” มานะกล่าว

 

อย่างไรก็ดี มานะกล่าวว่า การใช้กฎหมายร้ายแรงกับเยาวชนทำให้เห็นทิศทางชัดขึ้น ว่าเด็กรุ่นใหม่หลายๆ คนเริ่มออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน การจัดการปัญหาของรัฐที่เลือกใช้กฎหมาย ความรุนแรง มาตรการต่างๆ โดยคิดว่าจะทำให้การเคลื่อนไหวชะงักลงได้มันไม่เป็นผล กลับยิ่งทำให้เด็กรู้สึกโมโห โกรธแค้นมากขึ้นต่อสิ่งที่ได้รับ ยิ่งดึงให้คนที่มีความรู้สึกเหมือนกันออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ภาครัฐจึงควรหันมาพูดคุยกับเด็กให้มากขึ้นจะดีกว่า 

 

The post “กฎหมายร้ายแรงไม่ช่วยแก้ปัญหา” เปิดใจพ่อของสายน้ำ เยาวชนอายุ 16 ปีคนแรกที่ถูกตั้งข้อหา ม.112 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลื่อนฟังคำสั่งคดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมนี ไป 13 พ.ค. นี้ อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน แกนนำยืนยันสู้ต่อ https://thestandard.co/postpone-the-hearing-order-in-front-of-the-german-embassy-to-13-may/ Thu, 25 Mar 2021 07:01:40 +0000 https://thestandard.co/?p=468839 เลื่อนฟังคำสั่งคดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมนี ไป 13 พ.ค. นี้ อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน แกนนำยืนยันสู้ต่อ

วันนี้ (25 มีนาคม) เมื่อเวลา 09.50 น. ที่สำนักงานอัยการ […]

The post เลื่อนฟังคำสั่งคดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมนี ไป 13 พ.ค. นี้ อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน แกนนำยืนยันสู้ต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลื่อนฟังคำสั่งคดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมนี ไป 13 พ.ค. นี้ อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน แกนนำยืนยันสู้ต่อ

วันนี้ (25 มีนาคม) เมื่อเวลา 09.50 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารกรุงเทพใต้ มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล แนวร่วมกลุ่มราษฎร เดินทางมารายงานตัวตามที่อัยการนัดฟังคำสั่งคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี ซึ่งถูกแจ้งข้อหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และยุยงปลุกปั่นฯ มาตรา 116 รวมถึงข้อหาอื่นๆ 

 

มายด์ ภัสราวลี เปิดเผยว่า วันนี้มารอฟังคำสั่งอัยการ ส่วนตัวเตรียมพร้อมเข้มแข็งจากการชุมนุมเมื่อวานนี้ (24 มีนาคม) เติมกำลังใจตัวเองได้อย่างดี สู้ต่อไม่ถอย ซึ่งพ่อกับแม่ก็ให้กำลังใจ ส่วนที่มีข่าวว่าวันนี้อัยการจะเลื่อนนัดสั่งคดีนั้น ยังไม่มั่นใจ ต้องรอฟังอีกที ทุกคนในคดีมากันครบ เพราะทุกคนมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ มั่นใจในสิ่งที่ทำ กล้าหาญ กำลังใจดี เข้มแข็ง พี่น้องประชาชนส่งพลังให้ตนและทุกคน 

 

มายด์ ภัสราวลีกล่าวต่อไปว่า หากมีการส่งฟ้องแล้วศาลจะให้ประกันตัวหรือไม่นั้น ถ้าให้ประกันตัว ประชาชนจะมองกระบวนการยุติธรรมอย่างมั่นใจ ทุกคนโดนข้อหาเดียวกันทั้ง 13 คน หลายคนเป็นนักศึกษา และส่วนเธอเองก็ยังมีสอบ เชื่อว่าพลังของประชาชนที่ออกมาเป็นส่วนสำคัญ ส่วนเธอเองมองว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนสถานที่ต่อสู้

 

ด้าน เบนจา อะปัญ แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เปิดเผยว่า หากไม่ได้รับการประกันตัวก็จะให้มวลชนเดินหน้าต่อสู้กันต่อไป ตนเองก็จะสู้ต่อไปเพียงแค่เปลี่ยนสถานที่ สำหรับการชุมนุมเมื่อคืนที่ผ่านมา พยายามจัดการชุมนุมให้มีความปลอดภัยกับผู้ชุมนุมมากที่สุด และให้มวลชนได้มีส่วนร่วมกับการทำกิจกรรม ส่วนภารกิจที่ติดค้างคือเรื่องเรียน และการต่อสู้ยังเป็นภารกิจสำคัญ ขณะนี้มองว่าควรที่จะมีการยกเลิกการส่งฟ้องไปเลย ซึ่งจะไม่เป็นการค้างคา 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความคิดเห็นที่มีต่อการชุมนุมของกลุ่ม REDEM ที่ไม่มีแกนนำ เบนจามองว่า เป็นการชุมนุมที่ให้คนหลายกลุ่มได้เข้ามาร่วม ซึ่งตนเองก็ไม่เคยบอกว่าการมีแกนนำหรือไม่มีแกนนำดีหรือไม่ดีอย่างไร จะมีความแตกต่างกันในด้านวิธีการ แต่แนวทางการต่อสู้คือเป้าหมายเดียวกัน 

 

ภายหลังผู้ต้องหาแกนนำและแนวร่วมกลุ่มราษฎร ข้ารายงานตัวต่ออัยการ คดีชุมนุมสถานทูตเยอรมนีแล้ว ประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า อัยการเลื่อนนัดสั่งคดีไปเป็นวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 เวลา 09.00 น. เนื่องจากอัยการอยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน

 

ต่อมาหลังการรับทราบเลื่อนนัดคดี แกนนำกลุ่มราษฎรได้ให้สัมภาษณ์ โดย อรรถพล บัวพัฒน์ หรือครูใหญ่ เปิดเผยว่า ขอให้กระบวนการยุติธรรมธำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นธรรม การเลื่อนเป็นสัญญาณที่ดี ได้เคลื่อนไหวต่อ 

 

ขณะที่เบนจาระบุ ได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรม ทำตามกระบวนการทุกอย่างในการทวงถามความยุติธรรม 

 

ส่วน มายด์ ภัสราวลี เชื่อว่าสถานการณ์ทางการเมืองมีส่วนต่อคดี ตนไม่กังวลกับการถูกดำเนินคดีเพิ่ม เชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ พูด สำหรับกรณีที่มีเจ้าหน้าที่สถานทูตต่างประเทศมาสังเกตการณ์วันนี้ ตนไม่ได้พูดคุยอะไรมาก เจ้าหน้าที่มาหลายประเทศ เห็นความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนจึงมาจับตาดู ขณะนี้ทุกคนไม่กังวลถูกขังหรือไม่ แต่กังวลจะสู้ได้อย่างเต็มที่ข้างนอกมาก-น้อยแค่ไหน

 

สำหรับบรรยากาศที่สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารกรุงเทพใต้ในวันนี้ มีผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎรและผู้ใกล้ชิดเดินทางมารอให้กำลังใจผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดี โดยผู้มาให้กำลังใจ มีอาทิ วิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน และ สุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ มารดาของ พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน รวมถึงมีกลุ่มพระสงฆ์ 4 รูป ถือป้ายข้อความว่า ‘ขอบิณฑบาตอนาคตของชาติ #ยกเลิก112’ 

 

ทั้งนี้ ผู้ชุมนุมที่เดินทางมาให้กำลังใจแกนนำราษฎรในวันนี้ หลังทราบข่าว ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ถูกศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ต่างพากันดีใจด้วย

 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post เลื่อนฟังคำสั่งคดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมนี ไป 13 พ.ค. นี้ อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน แกนนำยืนยันสู้ต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ แจง ปฏิรูปกฎหมายอาญา ลบข้อครหาคุกมีไว้ขังคนจน แต่มีไว้ขังคนทำผิดร้ายแรง https://thestandard.co/prime-minister-clarifies-criminal-law/ Tue, 16 Feb 2021 13:48:44 +0000 https://thestandard.co/?p=455300 นายกฯ แจง ปฏิรูปกฎหมายอาญา ลบข้อครหาคุกมีไว้ขังคนจน แต่มีไว้ขังคนทำผิดร้ายแรง

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรั […]

The post นายกฯ แจง ปฏิรูปกฎหมายอาญา ลบข้อครหาคุกมีไว้ขังคนจน แต่มีไว้ขังคนทำผิดร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ แจง ปฏิรูปกฎหมายอาญา ลบข้อครหาคุกมีไว้ขังคนจน แต่มีไว้ขังคนทำผิดร้ายแรง

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ยืนยันรัฐบาลมีความจริงใจในการปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ กฎหมายจากจำนวน 276 ฉบับ ดำเนินการเสร็จแล้ว 53 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 23 ที่เสนอกฎหมาย โดยเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินอำนวยความสะดวกแก้ไขเสร็จแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งการปฏิรูปกฎหมายเป็นการตอบโจทย์ด้านความโปร่งใส และต่อไปนี้รัฐบาลจะร่างกฎหมายใด จะรับฟังเสียงประชาชนที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้าน ด้วยการเปิดเผยผลการวิเคราะห์และความคิดเห็น นำมาประกอบการพิจารณากฎหมาย เมื่อกฎหมายมีการบังคับใช้แล้วก็ต้องประเมินการบังคับใช้เป็นระยะด้วย คำพูดที่ว่าคุกมีไว้ขังคนจนจะไม่มี แต่มีไว้เพื่อขังคนที่ทำผิดร้ายแรง โดยมีการปรับปรุงกฎหมายอาญา อาทิ ทำงานสังคมแทนการปรับเป็นเงิน 

 

พล.อ. ประยุทธ์ ยังชี้แจงเหตุที่รัฐบาลมีเงินค้างท่อนั้นว่า ก่อนปี 2557 เป็นรัฐบาลใคร ทุกคนย่อมรู้ดี ส่วนปี 2558 เป็นรัฐบาลประยุทธ์ 1 เบิกจ่ายได้ร้อยละ 95 ปี 2560 เบิกจ่ายได้ร้อยละ 96 จากนั้นรัฐบาลประยุทธ์ 2 ร้อยละ 97.61 เป็นต้น ส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้เพิ่มการจัดทำประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ เนื่องจากที่ผ่านมากฎหมายที่ล้าสมัย จัดซื้อจัดจ้างล่าช้า ทำให้เกิดปัญหาขึ้น เป็นต้น

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post นายกฯ แจง ปฏิรูปกฎหมายอาญา ลบข้อครหาคุกมีไว้ขังคนจน แต่มีไว้ขังคนทำผิดร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบข้อแตกต่าง ‘การทำแท้ง’ ในกฎหมายอาญาเดิม และกฎหมายอาญาแก้ไขใหม่ https://thestandard.co/abortion-old-and-new-criminal-law/ Mon, 08 Feb 2021 07:38:23 +0000 https://thestandard.co/?p=451982 เทียบข้อแตกต่าง ‘การทำแท้ง’ ในกฎหมายอาญาเดิม และกฎหมายอาญาแก้ไขใหม่

 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร […]

The post เทียบข้อแตกต่าง ‘การทำแท้ง’ ในกฎหมายอาญาเดิม และกฎหมายอาญาแก้ไขใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบข้อแตกต่าง ‘การทำแท้ง’ ในกฎหมายอาญาเดิม และกฎหมายอาญาแก้ไขใหม่

 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 28 พ.ศ. 2564 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมความผิดฐานทำแท้งที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2499 ให้หญิงสามารถทำแท้งได้ภายในอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ และเพิ่มเหตุยกเว้นความผิดอื่นๆ โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ 7 กุมภาพันธ์ 

 

THE STANDARD เปรียบเทียบข้อแตกต่างของเนื้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาเดิมและประมวลกฎหมายอาญาที่แก้ไขใหม่ ในเรื่องการทำแท้ง

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post เทียบข้อแตกต่าง ‘การทำแท้ง’ ในกฎหมายอาญาเดิม และกฎหมายอาญาแก้ไขใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมฆ่าตัวตายต้องไลฟ์เฟซบุ๊ก แล้วไม่ช่วยผิดกฎหมายด้วยหรือ? https://thestandard.co/facebook-live-suicide/ https://thestandard.co/facebook-live-suicide/#respond Fri, 05 Jan 2018 12:45:30 +0000 https://thestandard.co/?p=60437

เหตุการณ์ล่าสุดที่สะเทือนความรู้สึกต่อผู้คนในสังคม ก็คื […]

The post ทำไมฆ่าตัวตายต้องไลฟ์เฟซบุ๊ก แล้วไม่ช่วยผิดกฎหมายด้วยหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เหตุการณ์ล่าสุดที่สะเทือนความรู้สึกต่อผู้คนในสังคม ก็คือกรณีการฆ่าตัวตายของ นางสาวนิตยา สวัสดิวรรณ หรือ น้องเคลียร์ หญิงสาววัยรุ่นอายุ 18 ปี ที่ทำการว่าจ้างให้หนุ่มขับวินมอเตอร์ไซค์ช่วยถ่ายคลิป ซึ่งเป็นการไลฟ์สดระหว่างเธอกำลังก่อเหตุฆ่าตัวตาย ด้วยการกระโดดจากสะพานพระราม 8 ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ชนวนเหตุมาจากการผิดหวังเรื่องความรัก กระทั่งกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วสังคมออนไลน์

 

THE STANDARD สำรวจความเคลื่อนไหวของสังคม ชวนเรียนรู้เท่าทันทั้งตัวเองและคนใกล้ตัว เพื่อไม่ให้ ‘การฆ่าตัวตาย’ เป็นทางออกสุดท้ายของชีวิต ค้นหาแรงขับจากภายใน ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อรับมือและตอบคำถามถึงความคาใจต่างๆ ในแง่จิตวิทยาและมุมมองกฎหมาย หากพบคนอยู่ในภาวะอันตราย ไม่ยื่นมือเข้าช่วย กฎหมายเอาผิดได้จริงหรือ มีเหตุผลอะไรกันแน่

 

ไลฟ์สด เทคโนโลยี ช่วยประกาศความตาย หรืออยากให้รู้ว่าเจ็บปวด

เมื่อประมาณเดือนกันยายนปีที่แล้ว ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน ‘เพียงนาที เปลี่ยนชีวิต’ ที่โรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งเป็นการรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาการฆ่าตัวตาย

 

ปัญหาสำคัญของสิ่งที่พูดคุยกันวันนั้นก็คือ ‘การฆ่าตัวตาย’

 

คนที่มีความคิดฆ่าตัวตายนั้นมักจะเป็นผู้ที่ความทุกข์อย่างท่วมท้น ไม่สามารถที่จะสื่อสารด้วยวิธีอื่น ตกอยู่ในสภาพที่ทนทุกข์ทรมาน จึงเลือกทางออกสุดท้ายที่จะจบชีวิตตัวเองลง หากเปรียบเทียบความรู้สึก ณ เวลานั้น ก็คงเหมือนอยู่ในอุโมงค์มืดเพียงลำพัง

 

ข้ามปีมาไม่นานนัก เหตุการณ์สะเทือนความรู้สึกที่มาจากเหตุฆ่าตัวตายของหญิงวัย 18 ปีที่ผิดหวังเรื่องความรัก กระทั่งโดดสะพานลงเเม่น้ำ เพื่อทิ้งโลกใบนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะเทคโนโลยีการไลฟ์สดของเฟซบุ๊กคือเครื่องมือที่ใช้ประกาศให้คนที่ติดตามเธอรับรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และในที่สุดมันก็ดับไปพร้อมๆ กับชีวิตของหญิงสาวที่ยังมีอนาคตอีกยาวไกล

 

 

พ.ต.หญิง ดร.พนมพร พุ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสมาคมสะมาริตันส์ ที่ให้บริการเป็นเพื่อนพูดคุยทางโทรศัพท์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย อธิบายให้ THE STANDARD ฟังว่า

 

ไม่ใช่ทุกคนที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายแล้วจะ ‘ไลฟ์สด’ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นชวนให้น่าคิดว่า ข้างในลึกๆ ของผู้ที่ตัดสินใจจบชีวิตตนเองด้วยวิธีการแบบนี้ต้องการอะไร เพราะโดยปกติคนที่ฆ่าตัวตายคือคนที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลก และเลือกที่จะจบชีวิตไปตามวิถีของตนเอง

 

“สิ่งที่เกิดขึ้นอาจารย์อยากจะชวนมองว่า มีความต้องการในการไลฟ์สดแบบนี้ เพื่อที่อยากจะบอกใคร อยากบอกผู้คนให้รู้ถึงความเจ็บปวดที่เกิด หรืออยากให้คนเห็นคุณค่าของตนเอง มีความต้องการให้อีกฝ่ายเข้ามารับรู้ รวมทั้งสังคม

 

“คำถามต่อมาคือการทำแบบนี้ คนที่เห็นจะเป็นใครบ้าง เพราะเฟซบุ๊กไม่ได้จำกัดกลุ่มเพื่อนแบบโซเชียลมีเดียอื่น เช่น ไลน์ แต่สามารถทำให้เกิดการแชร์ บอกต่อ และตั้งค่าสาธารณะได้ ที่น่าคิดต่อคือ คนที่ทำแบบนี้อาจเป็นเพียงคนทั่วไปที่ไม่มีใครรู้จัก แต่อยากบอกให้คนรู้ว่ามีทุกข์ หรือต้องการให้ใครยื่นมือเข้ามาช่วยเขา”

 

ไลฟ์สด ฆ่าตัวตาย มีความเสี่ยงส่งต่อ อาจเกิดการเลียนแบบ

เช่นนี้แล้วการไลฟ์สดจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการลอกเลียนแบบเป็นพฤติกรรมหนึ่งในการฆ่าตัวตายหรือไม่นั้น ดร.พนมพร เห็นว่า อาจเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ คนที่หวั่นไหวข้างใน คนที่มีกลุ่มแฟนคลับอย่างดาราเกาหลีที่เคยก่อเหตุ เขาอาจจะอยากบอกอะไรกับกลุ่มคนที่เขารัก เป็นวาระสุดท้าย หรือเพื่อบอกให้รู้ว่าเขามีทุกข์ รูปแบบเหล่านี้จริงๆ แล้วก็คล้ายคลึงกับการส่งสัญญาณกลายๆ ว่าต้องการให้ช่วยเขาด้วยในคราวเดียวกัน

 

“ที่มันสะเทือนอารมณ์ความรู้สึกมาก เพราะการฆ่าตัวตายแบบนี้ แบบทำให้คนรู้มันไปกระแทกความรู้สึกผู้คน และเข้าถึงกลุ่มคนได้อย่างกว้าง”

 

สอดคล้องกับที่ น.ต. นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิตให้ข้อมูลว่า มีการศึกษาพบว่า บุคคลที่เปราะบาง ได้แก่ ผู้ที่มีปัญหามากอยู่แล้วจะเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ที่จะมีโอกาสเลียนแบบได้สูง เพราะอยู่ในสภาวะจิตใจที่ขาดความมั่นคง ซึ่งสื่อหลักและสื่อสังคมจะมีส่วนช่วยได้มาก ด้วยการระมัดระวังในการนำเสนอข่าวหรือการส่งต่อข้อมูล เนื่องจากเลือกไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

 

ช่วยเหยื่อให้พ้นทุกข์ ด้วยการรับฟังให้มาก พูดกันอย่างใจเย็น

ดร.พนมพร ฝากข้อคิดสำหรับตัวเราและคนใกล้ตัวว่า หากมีใครที่อยู่ใกล้ตัวเราเปรยขึ้นมากลายๆ ว่า อยากตาย เบื่อโลกนี้ ไม่อยากอยู่แล้ว ภาวะแบบนี้เรียกว่า call for help มีความหมายซ่อนอยู่ภายใต้บริบทนี้ว่า เขาต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคน หากเราสามารถช่วยได้ อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อเขาก็ขอให้เต็มใจที่จะทำ เพราะคนปกติทั่วไปคงไม่มีใครมานั่งบ่นแบบนี้

 

“ข้างในเขาคงทุกข์หนักมาก ขอให้เราพูดกับเขาอย่างใจเย็น ฟังด้วยความตั้งใจ ให้อีกฝ่ายระบาย เล่ารายละเอียดของความทุกข์ออกมา เพื่อให้เขารู้สึกว่าในชีวิตยังมีทางออกอีกมากมาย ความตายไม่ใช่ทางออกเดียว”

 

ขณะที่หมอแอร์ พ.ต.ท. พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล จิตแพทย์ (โรงพยาบาลตำรวจ) บอกว่า อาการผิดหวังจากความรักก็เป็นสาเหตุฆ่าตัวตายลำดับต้นๆ บางคนเขาไม่อยากตายคนเดียว ไม่อยากจากไปอย่างเดียวดาย ก็เลือกที่จะหาวิธีบอกหรือสร้างความสนใจให้เห้นคุณค่าของตนเอง

 

“ที่น่าคิดต่อก็คือ กรณีไลฟ์สดของหญิงสาววัยรุ่นนั้น หากเราสามารถให้ความรู้ประชาชนทั่วไป เพื่อรู้ถึงอาการจากการสังเกตเบื้องต้นว่า เขามีภาวะที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ อย่างวินมอเตอร์ไซค์ ก็อาจจะกลายเป็นคนที่ให้ความช่วยเหลือเขาก็ได้ เรื่องนี้ยาก แต่ก็ต้องลงมือทำกันต่อไป”

 

Photo: www.winyuchon.co.th

 

ช่วยไลฟ์สดให้คนฆ่าตัวตาย ในมุมกฎหมาย มีทั้งผิดและไม่ผิด

“น้องวัย 18 ว่าจ้างให้ผมมาส่งที่สะพานพระราม 8 จากนั้นก็ให้ช่วยไลฟ์สดเฟซบุ๊ก ทั้งๆ ที่ไม่รู้มาก่อนว่าเขาจะกระโดดลงไป ผมคิดแค่ว่าต้องการจะให้ช่วยถ่ายบรรยากาศให้เท่านั้น แต่พอเห็นว่าน้องโดดลงไปจริงๆ ผมก็รีบโทรฯ แจ้งตำรวจ และขอความช่วยเหลือคนแถวๆ นั้นทันที” คือคำให้การของ นายภัทรดนัย นุ่มศรีนารถ คนขับวินมอเตอร์ไซค์ที่ไปส่งหญิงสาว รวมทั้งเป็นผู้ถ่ายทอดสดเหตุสะเทือนความรู้สึกดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก

 

ข้อเท็จจริงหนึ่งที่สังคมสนใจก็คือ กรณีที่หนุ่มคนดังกล่าวไม่เข้าช่วยเหลือหญิงสาวที่ฆ่าตัวตาย แต่กลับทำหน้าที่เสมือนสนับสนุนด้วยการช่วยไลฟ์สด นำมาสู่การตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 374 ที่วางหลักไว้ว่า ‘ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิตซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่นแต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ’

 

กฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์เบื้องหลังอย่างไร แล้วการฆ่าตัวตาย ไม่เข้าช่วยเหลือ เป็นความผิดด้วยหรือ ขยายไปมากกว่านั้นคือการไม่ช่วยคนที่มีอันตรายตรงหน้า แบบไหนถึงจะกลายเป็นความผิด เพราะเงื่อนไขชีวิตแต่ละคนอาจต่างออกไปตามสถานการณ์

 

ผศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญา ช่วยไขคำตอบเกี่ยวกับประเด็นการฆ่าตัวตายว่า

 

โดยหลักการ การฆ่าตัวตายของบุคคล ไม่ถือว่าเป็นความผิดทางอาญา คนที่เห็น ที่ช่วย ที่ยุ โดยหลักการก็ไม่มีความผิดทางอาญาเช่นเดียวกัน เพราะการต้องการมีชีวิตอยู่หรือตาย ถือว่าเป็นเสรีภาพของแต่ละบุคคล

 

แต่อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 293 วางหลักไว้ว่า ‘ผู้ใดช่วยหรือยุยงเด็กอายุยังไม่เกินสิบหกปี หรือผู้ซึ่งไม่สามารถเข้าใจว่าการกระทำของตนมีสภาพหรือสาระสำคัญอย่างไร หรือไม่สามารถบังคับการกระทำของตนได้ ให้ฆ่าตนเอง ถ้าการฆ่าตนเองนั้นได้เกิดขึ้นหรือได้มีการพยายามฆ่าตนเอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ’

 

ความหมายก็คือ ถ้ามีใครไปช่วยหรือไปยุยงให้เด็กที่มีอายุไม่เกิน 16 ปี หรือคนสติไม่ดีไปฆ่าตัวตาย กฎหมายบอกว่าแบบนี้ผิด เพราะเด็กยังไม่สามารถที่จะตัดสินใจอะไรได้ดี ส่วนคนที่สภาพเสียสติ ตัดสินใจอะไรเองไม่ได้อยู่แล้ว ไปยุหรือช่วยให้เขาฆ่าตัวตายแบบนี้คือผิดกฎหมาย แต่ก็ต้องพิจารณาถึงเจตนาของเขาด้วย ตามข้อเท็จจริงของแต่ละสถานการณ์

 

ดร.ปกป้อง ขยายความต่อถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 374 ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งเป็นข้อหาต่อวินมอเตอร์ไซค์คันดังกล่าวว่า มาตรา 374 นั้น เป็นเรื่องของการที่เห็นคนตกอยู่ในอันตราย ซึ่งเราสามารถที่จะช่วยได้แต่ไม่ช่วย เช่น เห็นคนจะตาย เห็นคนมีอันตราย กฎหมายมีเจตนารมณ์เพื่อให้พลเมืองเป็นคนดีของสังคม ไม่เพิกเฉยต่อเหตุร้ายที่เกิดกับผู้คนในสังคม แต่โทษของกรณีดังกล่าวก็เป็นโทษเล็กน้อย ซึ่งภาษากฎหมายเรียกว่าลหุโทษ

 

ดร.ปกป้อง อธิบายอีกว่า การจะมีความผิดตามกฎหมายข้างต้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีเงื่อนไขตามกฎหมายที่ต้องพิจารณา คือ

 

1. ต้องเห็นคนตกอยู่ในภาวะอันตราย

 

2. เป็นภาวะที่ช่วยได้ โดยไม่กลัวอันตราย แต่กลับไม่ช่วย

 

เช่น เราเห็นคนกำลังจะจมน้ำ อยู่ต่อหน้า ถ้าเราว่ายน้ำไม่เป็น กลัวว่าลงไปช่วยแล้วอาจจะตายไปด้วยกันทั้งคู่ ก็เลยไม่ช่วย แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นความผิด กลับกัน ถ้าคนที่เห็นเป็นนักว่ายน้ำ เป็นนักประดาน้ำ หน่วยกู้ภัยที่ถูกฝึกมาเพื่อช่วยเหลือคน แต่เพิกเฉยไม่ช่วย อันนี้ผิดกฎหมายแน่นอน

 

“ถ้าพิจารณาตามปกติของวิญญูชน เห็นคนจมน้ำ เห็นน้ำเชี่ยว แล้วกลัว ไม่โดดลงไปช่วย เพราะอาจทำให้ตัวเองเสียชีวิตด้วยอันนี้ไม่ผิด แล้วถ้าไปดูวินมอเตอร์ไซค์ที่ช่วยไลฟ์สดหญิงสาวฆ่าตัวตาย อันนี้ยิ่งไม่ผิดโดยหลักการ และไม่ผิดมาตรา 374 ด้วย เมื่อเขาไม่รู้ว่าการกระทำแบบนั้นของหญิงสาวจะเป็นการฆ่าตัวตาย หรือต่อให้รู้ การที่คนเราจะกระโดดไปช่วยคนที่ตกลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาที่เชี่ยวและสะพานก็สูง เลยตัดสินใจไม่ช่วยก็ยิ่งไม่ผิด คือมันต้องวัดจากมาตรฐานวิญญูชน หรือคนปกติทั่วไปว่า แบบนี้จะช่วยไหม”

 

แม้ว่าจะมีควาคลุมเครือระหว่างคำอธิบายทางกฎหมายกับคำถามในเชิงศีลธรรมว่า เห็นคนจะตายแต่ไม่ช่วยนั้นเป็นบาปหรือไม่ ผู้เขียนเห็นว่าเราก็ได้บทเรียน ที่สำคัญจากกรณีนี้อยู่ไม่น้อย เป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายตั้งแต่เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้คน คือเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกก็จริง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นดาบสองคมทิ่มแทงไปพร้อมกัน

 

การฆ่าตัวตาย อาจมีเหตุปัจจัยจากหลายสาเหตุ แต่ก่อนจะนำไปสู่โศกนาฏกรรมความสูญเสียแบบที่เราเห็น ‘ทุกคน’ ควรหันมาช่วยพยุงประคับประคองตัวเองและคนใกล้ตัวไม่ให้เดินเหยียบเข้าไปสู่ภาวะเช่นนั้นจะดีกว่า

The post ทำไมฆ่าตัวตายต้องไลฟ์เฟซบุ๊ก แล้วไม่ช่วยผิดกฎหมายด้วยหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-live-suicide/feed/ 0
เข้าใจคณิตศาสตร์ในกฎหมายอาญา ทำไมโทษจำคุก 1 ปี ไม่เท่ากับจำคุก 12 เดือน https://thestandard.co/the-legal-length-of-one-month/ https://thestandard.co/the-legal-length-of-one-month/#respond Wed, 06 Dec 2017 11:44:27 +0000 https://thestandard.co/?p=53288

อ่านข่าวแล้วเคยเจอพาดหัวหรือการรายงานเนื้อหาว่า ตัดสินจ […]

The post เข้าใจคณิตศาสตร์ในกฎหมายอาญา ทำไมโทษจำคุก 1 ปี ไม่เท่ากับจำคุก 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

อ่านข่าวแล้วเคยเจอพาดหัวหรือการรายงานเนื้อหาว่า ตัดสินจำคุก 10 ปี 12 เดือน หรือ 26 ปี 12 เดือน หรือ 18 ปี 24 เดือน แบบนี้กันไหม ขอตอบแทนว่า…เคยแน่ๆ

 

และมักจะมีคำถามคาใจให้หงุดหงิดว่า เอ๊ะ! ทำไมไม่นับจำนวนเดือนเป็นรายปีให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ตามความเข้าใจที่เราเคยเรียนหนังสือกันมาที่ 1 ปี ก็มี 12 เดือนไม่ใช่หรือ

 

เพราะฉะนั้น 10 ปี 12 เดือน ทำไมไม่นับเป็น 11 ปีไปเลย เข้าใจง่ายกว่ามาก สรุปว่ารายงานข่าวผิดพลาด หรือศาลมีวิธีคำนวณตามกฎหมายอย่างไร

 

ว่าด้วยการลงโทษตามกฎหมายอาญา

ในการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรมในคดีอาญานั้น กรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยในคดี ‘มีความผิด’ และต้องรับโทษ ‘จำคุก’ อันเป็น 1 ใน 5 สถานของโทษที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา

 

ยกตัวอย่างคดีหนึ่งศาลพิพากษาให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยให้ ‘จำคุกตลอดชีวิต’ ฐานทำให้เกิดระเบิดจนผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส, ให้จำคุก 3 ปี ฐานประกอบวัตถุระเบิดซึ่งทำให้เกิดระเบิด, ให้จำคุก 1 ปี ฐานครอบครองยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต และให้ปรับ 1,000 บาท ฐานนำวัตถุระเบิดไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จึงรวมจำคุกทั้งสิ้น 26 ปี 12 เดือน และปรับ 500 บาท

 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 วางหลักไว้ว่า เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้

 

(1) 10 ปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี

(2) 20 ปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี

(3) 50 ปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

 

คณิตศาสตร์ในกฎหมายอาญา

หากเราพิจารณาตามข้อเท็จจริงข้างต้นเทียบเคียงข้อกฎหมาย

  • ฐานทำให้เกิดระเบิดจนผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อเรียงกระทงความผิด ศาลลงโทษ 50 ปี และเมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งจะเหลือ 25 ปี
  • ฐานประกอบวัตถุระเบิดซึ่งทำให้เกิดระเบิด จำคุก 3 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง จะเหลือ 1 ปี 6 เดือน
  • ฐานครอบครองยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และให้ปรับ 1,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งจะเหลือ 6 เดือน และปรับ 500 บาท

 

เมื่อรวมโทษทุกกรรมเรียงกระทงแล้วจะพบว่า ศาลพิพากษาให้จำเลยคนนี้ได้รับโทษรวม 25 ปี + 1 ปี 6 เดือน + 6 เดือน + ปรับ 500 บาท รวมเป็น 26 ปี 12 เดือน และปรับ 500 บาท

 

ความสงสัยว่า เหตุใดไม่นับโทษจำคุก 12 เดือนเป็น 1 ปีนั้น

 

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 ได้วางหลักเกี่ยวกับเรื่องการคำนวณระยะเวลาการลงโทษจำคุกนี้ มีบัญญัติไว้เฉพาะในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวรรค 2 ว่า

 

“ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือน ให้นับ 30 วัน เป็น 1 เดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ”

 

พิจารณาตามตัวอักษรจะพบว่า ให้นับ 1 เดือนเท่ากับจำนวน 30 วัน

 

ส่วนการคำนวณปีนั้น ให้นับจำนวนวันตามปีปฏิทินราชการในปีนั้นๆ ซึ่งจะมีจำนวน 365 วัน หรือ 366 วัน แล้วแต่วงรอบของปีอธิกสุรทิน ซึ่งจะมี 366 วัน และ 4 ปีจะมีเพียง 1 ครั้ง

 

เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยรับโทษเท่ากับ 26 ปี 12 เดือน และปรับ 500 บาท

 

จึงหมายถึงจำเลยรับโทษจำคุก 26 ปี เมื่อพ้นโทษ 26 ปี ไปแล้วจะรับโทษต่ออีก 12 เดือน คือ 12×30 = 360 วัน

 

หากนับ 12 เดือน เป็น 1 ปี ตามปีปฏิทินในราชการ แสดงว่าจำเลยจะต้องรับโทษต่อ ในจำนวน 365 วัน หรือ 366 วัน

 

ซึ่งจะเห็นว่าจำเลย ต้องรับโทษจำคุกเพิ่มอีก 5-6 วัน ซึ่งไม่ยุติธรรมและไม่เป็นคุณต่อตัวจำเลยเอง

 

เพื่อความยุติธรรม ไม่ลักลั่น

อย่างไรก็ตามในแวดวงของกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับการคำนวณสัดส่วนเกี่ยวกับการรับโทษว่าควรเรียงกระทงลงโทษก่อน แล้วจึงลดโทษ หรือลดโทษก่อนแล้วจึงเรียงกระทงลงโทษ ยังเป็นข้อถกเถียง เพราะจะให้ผลที่แตกต่างกัน แต่ที่สำคัญคือการอำนวยความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วศาลมักจะใช้วิธีเรียงกระทงลงโทษก่อนแล้วจึงลดโทษ

 

ตามความเห็นของ สินทร สิงห์นิมิตตระกูล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา (เวลานั้น) ได้เขียนบทความลงใน ดุลพาห เล่ม 4 ปีที่ 43 เห็นว่า ควรใช้วิธีลดโทษก่อนแล้วจึงเรียงกระทงลงโทษ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมโดยเสมอภาพ ไม่ลักลั่น (คลิกอ่านที่นี่)

 

การใช้ชีวิตหลังกำแพงเรือนจำเป็นเรื่องที่จำเลยต้องสูญเสียอิสรภาพ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตอยู่แล้ว หากต้องให้ติดคุกเพิ่มจำนวนวันไปอีก คงไม่มีใครปรารถนา

 

เพราะอิสรภาพ แม้เพียงวันเดียว ย่อมเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด

The post เข้าใจคณิตศาสตร์ในกฎหมายอาญา ทำไมโทษจำคุก 1 ปี ไม่เท่ากับจำคุก 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-legal-length-of-one-month/feed/ 0