กฎหมายระหว่างประเทศ – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 09 Jan 2026 12:18:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ทอ.แจงคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างชาติ-สื่อฯ ย้ำปฏิบัติการต่อกัมพูชา ได้สัดส่วน-ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ https://thestandard.co/rtat-cambodia-operation-law/ Fri, 09 Jan 2026 12:18:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1163408 ทอ.แจง คณะผู้ช่วยทูตทหารต่างชาติ-สื่อฯ ย้ำปฏิบัติการต่อกัมพูชา ได้สัดส่วน-ยึด กฎหมายระหว่างประเทศ

วันนี้ (9 มกราคม) กองทัพอากาศได้แถลงข่าวชี้แจงต่อคณะผู้ […]

The post ทอ.แจงคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างชาติ-สื่อฯ ย้ำปฏิบัติการต่อกัมพูชา ได้สัดส่วน-ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทอ.แจง คณะผู้ช่วยทูตทหารต่างชาติ-สื่อฯ ย้ำปฏิบัติการต่อกัมพูชา ได้สัดส่วน-ยึด กฎหมายระหว่างประเทศ

วันนี้ (9 มกราคม) กองทัพอากาศได้แถลงข่าวชี้แจงต่อคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำกรุงเทพฯ จำนวน 23 ประเทศ และสื่อมวลชนทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ เกี่ยวกับการปฏิบัติการของกองทัพอากาศบริเวณชายแดนระหว่างไทย–กัมพูชา ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ กรุงเทพฯ

 

การแถลงครั้งนี้มีพลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธี และให้ข้อมูลเพิ่มเติมโดย พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ซึ่งมีการชี้แจงว่า การปฏิบัติภารกิจทุกขั้นตอนของกองทัพอากาศยึดถือหลักกฎหมายสากล ความรับผิดชอบ และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

 

ทอ.ยังยืนยันด้วยว่า การโจมตีทางอากาศบริเวณชายแดนกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา เป็นการโจมตีที่ได้สัดส่วน และมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายทางทหารเป็นหลัก ในขณะที่กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดไทยด้วยการโจมตีข้ามชายแดนก่อน ซึ่งรวมถึงการฝังทุ่นระเบิดใหม่ นอกจากนี้ยังมีการใช้อาวุธหนักต่อพลเรือนไทย และใช้โบราณสถานมรดกโลกเป็นฐานปฏิบัติการทหาร ซึ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

 

กองทัพอากาศระบุว่า วัตถุประสงค์หลักของการชี้แจงครั้งนี้ คือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและโปร่งใสต่อแนวทางการปฏิบัติการของกองทัพอากาศ และแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถ ความเป็นมืออาชีพ และมาตรฐานการปฏิบัติงานของกำลังพลไทย ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตฝ่ายทหาร และภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

 

ช่วงถามตอบสื่อมวลชน ผู้สื่อข่าว THE STANDARD ได้สอบถามทีมโฆษกทหารอากาศว่า ในปฏิบัติการต่อกัมพูชารอบที่ 2 นี้ ได้ส่งเครื่องบินรบออกปฏฺิบัติการรวมกี่เที่ยว และใช้ระเบิดจำนวนเท่าใด ซึ่งทีมโฆษก ทอ.ให้ข้อมูลว่า ปฏิบัติการทางอากาศรอบที่ 2 มีขนาดเป็น 3 เท่าของปฏิบัติการรอบแรก ส่วนจำนวนแน่ชัดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากยังเป็นชั้นความลับ

 

การแถลงข่าวในวันนี้ นอกจากผู้บัญชาการทหารอากาศและโฆษกกองทัพอากาศแล้ว ยังมีพลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ร่วมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปฏิบัติการในภาพรวม และตอบคำถามสื่อมวลชนในช่วงท้ายด้วย

 

The post ทอ.แจงคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างชาติ-สื่อฯ ย้ำปฏิบัติการต่อกัมพูชา ได้สัดส่วน-ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัว 66 องค์การระหว่างประเทศ กระทบโลกและไทยอย่างไร https://thestandard.co/trump-us-withdraw-66-orgs/ Fri, 09 Jan 2026 08:25:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1163340 ทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัว 66 องค์การระหว่างประเทศ กระทบโลกและไทยอย่างไร

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศพาสหรัฐฯ […]

The post ทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัว 66 องค์การระหว่างประเทศ กระทบโลกและไทยอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัว 66 องค์การระหว่างประเทศ กระทบโลกและไทยอย่างไร

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศพาสหรัฐฯ ถอนตัวจากองค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศ 66 แห่งทั่วโลกพร้อมกัน เมื่อวานนี้ (8 มกราคม) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นองค์กรหรือหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ (UN) มากถึง 31 แห่ง โดยทรัมป์ระบุว่า องค์การและความร่วมมือเหล่านี้ ‘ไม่สอดคล้อง’ กับผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐฯ

 

THE STANDARD พูดคุยกับ ผศ. ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงภาพสะท้อนและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการประกาศถอนตัวครั้งนี้ของทรัมป์

 

การเปลี่ยนผ่านระเบียบโลก: จาก ‘พหุภาคี’ สู่ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’

 

อาจารย์ธนภัทรกล่าวว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ ‘ส่งแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยสำคัญ’ ต่อระเบียบโลก เดิมทีโลกดำเนินไปภายใต้กฎเกณฑ์แบบ ‘พหุภาคี’ (Multilateralism) ที่หลายชาติตกลงร่วมกัน แต่สหรัฐฯ กำลังพยายามเปลี่ยนไปใช้นโยบายภายในของตนเองเป็นหลัก โดยต้องการให้การติดต่อสัมพันธ์ทุกอย่างยึด ‘กฎหมายภายในของสหรัฐฯ’ (U.S. Domestic Law) เหนือ ‘กฎหมายระหว่างประเทศ’ ซึ่งเห็นได้ชัดจากกรณีการจัดการกับเวเนซุเอลาที่ทรัมป์อ้างกฎหมายสหรัฐฯ โดยไม่แตะต้องกฎหมายระหว่างประเทศเลย

 

ในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงว่า สหรัฐฯ จะใช้ฐานของกฎหมายภายในบังคับกับนานาชาติว่า คุณต้องปฏิบัติตามกฎหมายภายในสหรัฐฯ เราถึงจะเจรจาด้วย ทรัมป์ให้ความสำคัญกับพลเมืองอเมริกันก่อน และคิดว่ากฎหมายภายในของสหรัฐฯ อาจถูกพัฒนาไปเป็นกฎหมายที่นานาชาติจะต้องยอมรับ

 

อาจารย์ธนภัทรยังระบุว่า การถอนตัวนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งโลกและไทยในหลายมิติ พร้อมยกตัวอย่าง เช่น

 

ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ: มีองค์กรสำคัญที่สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนตัวออกคือ คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law Commission: ILC) ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบัน การที่สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวนี้ สะท้อนว่า บทบาทในการจัดการระเบียบโลกอาจตกอยู่กับชาติมหาอำนาจอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐฯ หรืออาจทำให้องค์กรเหล่านี้มีความยากลำบากมากขึ้นในการดำรงอยู่

 

ด้านการเจรจาต่อรอง: สหรัฐฯ จะไม่เจรจาผ่านองค์กรกลาง แต่จะบีบให้คู่ค้าหรือพันธมิตรต้องเจรจาแบบ ‘ตัวต่อตัว’ (Bilateralism) ติดต่อเป็นรายเรื่อง รายประเด็น แทนการเจรจาเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ในระดับภูมิภาค เพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า

 

ด้านการปฏิบัติงานของไทย: อาจารย์ธนภัทรมองว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ ครั้งนี้ ซึ่งไทยเป็นรัฐภาคีในหลายองค์การและหลายความร่วมมือ อีกทั้งหลายแห่งก็มีสำนักงานภูมิภาคตั้งอยู่ในไทยนั้น อาจทำให้ไทยทำงานได้ยากมากยิ่งขึ้น เพิ่มขั้นตอนในการประสานงานหรือส่งข้อมูลรายงาน จากเดิมที่ส่งข้อมูลให้กับองค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศนั้นๆ กลายเป็นว่า อาจต้องส่งแยกให้สหรัฐฯ ต่างหาก เพื่อดูว่าสหรัฐฯ จะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งสร้างความยุ่งยากเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

 

เพราะหลายประเด็นอาจยังต้องการให้สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมหรือมีความรับผิดชอบต่อการดำเนินการนั้นๆ แม้จะถอนตัวออกจากองค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศนั้นๆ ไปแล้วก็ตาม เช่น การรับผิดชอบต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในฐานะที่สหรัฐฯ ถือเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ ของโลก

 

ขณะที่แหล่งข่าวของ THE STANDARD ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของหนึ่งในองค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศที่ทรัมป์ประกาศถอนตัว ให้ข้อมูลในเบื้องต้นว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นผลกระทบที่เป็นรูปธรรมมากนัก ทั้งยังระบุว่า องค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศนี้จะยังคงเดินหน้าทำตามพันธกิจและเป้าหมายต่างๆ ต่อไป แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้เป็นสมาชิก หรือเป็นรัฐภาคีแล้วก็ตาม

 

ทางด้านโฆษกของอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติระบุว่า เลขาธิการ UN แสดงความเสียใจต่อการประกาศของทำเนียบขาว เกี่ยวกับการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะถอนตัวจากหน่วยงานต่างๆ ของ UN หลายแหล่ง พร้อมเน้นย้ำว่า การจ่ายเงินอุดหนุนงบประมาณปกติและงบประมาณด้านการรักษาสันติภาพของ UN ตามที่ได้รับอนุมัติจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) นั้น ถือเป็น ‘พันธกรณีทางกฎหมาย’ ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ สำหรับรัฐสมาชิกทั้งหมด ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ ด้วย หน่วยงานทั้งหมดของ UN จะยังคงทำหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นต่อไป

 

โลกในวันที่ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ต้องการ ‘กฎหมายระหว่างประเทศ’

 

อาจารย์ธนภัทรยังวิเคราะห์ต่อไปว่า จุดที่สหรัฐฯ ขยับออกไปจากกฎกติกาโลกนี้ มีความเป็นไปได้ 2 แนวทาง

 

แนวทางแรกคือ ชาติมหาอำนาจอื่นจะมีบทบาทนำในการผลักดันเรื่องนั้นๆ ในองค์กรระหว่างประเทศแทนสหรัฐฯ ซึ่งแนวทางนี้ ‘เป็นไปได้มากที่สุด’

 

ส่วนแนวทางที่สองที่ ‘มีความเสี่ยง’ คือ ชาติมหาอำนาจอื่นอาจ ‘ตัดสินใจลาออกตาม’ เพื่อสร้างฐานของตัวเอง จีนอาจบอกว่าทุกคนต้องเชื่อจีน รัสเซียอาจบอกว่าต้องเชื่อรัสเซีย โลกอาจเข้าสู่ภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) ที่คนกังวลกันว่า เมื่อสหรัฐฯ ไม่ยอมรับระเบียบโลกแล้ว ทำไมชาติอื่นต้องยอมรับ แต่ถ้าชาติอื่นๆ ยังกอดกันแน่นอยู่ในกรอบพหุภาคี ท้ายที่สุดสหรัฐฯ จะถูกบีบให้กลับเข้ามาอยู่ในกรอบใหม่อีกครั้ง แต่ถ้าต่างคนต่างแยกตัวออกไป อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่ของประชาคมโลก

 

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะมีท่าทีแข็งกร้าว แต่กลไกภายในของสหรัฐฯ ยังทำงานอยู่ โดยเฉพาะการคานอำนาจจากพรรคเดโมแครตและสถาบันตุลาการ เช่น ศาลต่างๆ ที่อาจไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำของทรัมป์เสมอไป ซึ่งปัจจัยภายในเหล่านี้ น่าจะมีผลในการยับยั้งทรัมป์ มากกว่าแรงกดดันจากภายนอกประเทศ

 

แฟ้มภาพ: Getty Images / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัว 66 องค์การระหว่างประเทศ กระทบโลกและไทยอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในแอตแลนติก-แคริบเบียน https://thestandard.co/us-excuse-seizing-2-oil-tankers/ Thu, 08 Jan 2026 05:16:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1162715 เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ใน แอตแลนติก-แคริบเบียน

สหรัฐอเมริกาได้ทำการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ คือเรือ Ma […]

The post เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในแอตแลนติก-แคริบเบียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ใน แอตแลนติก-แคริบเบียน

สหรัฐอเมริกาได้ทำการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ คือเรือ Marinera (หรือ Bella 1) ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือใกล้ไอซ์แลนด์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพเรืออังกฤษที่คอยสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ทั้งทางอากาศและทางทะเล และสหรัฐยังยึดเรือ M/T Sophia อีกลำในทะเลแคริบเบียน เมื่อวานนี้ (7 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่น โดยได้ใช้ข้ออ้างหลักในเชิงกฎหมาย เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปฏิบัติการในครั้งนี้

 

ข้ออ้างที่สำคัญที่สุดในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศคือ (1) สหรัฐฯ อ้างว่าเรือ Marinera (หรือ Bella 1) และ M/T Sophia มีสถานะเป็น ‘เรือไร้รัฐ ไร้สัญชาติ’ (Stateless) ทั้งยังระบุว่า เรือเหล่านี้แอบอ้างใช้ธงของประเทศกายอานา (Guyana) ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า ‘ไม่เป็นความจริง’

 

สหรัฐฯ อ้างกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ (UNCLOS) โดยระบุว่า เรือไม่สามารถเปลี่ยนสัญชาติหรือธงระหว่างการเดินทางได้ เว้นแต่มีการโอนกรรมสิทธิ์จริง การที่เรือเปลี่ยนจากธงกายอานาเป็นธงรัสเซียกลางคัน จึงทำให้สถานะทางกฎหมายหลุดพ้นจากการคุ้มครองของรัฐใดรัฐหนึ่ง และยืนยันว่า เรือไร้รัฐเหล่านี้สามารถบุกขึ้นไปตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ของประเทศใดก็ได้หากมีความสงสัยในความผิด

 

(2) การละเมิดมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions Violations)

 

สหรัฐฯ อ้างว่าเรือทั้งสองลำเป็นส่วนหนึ่งของ ‘กองเรือเงา’ (Shadow Fleet) หรือ ‘กองเรือมืด’ (Dark Fleet) ที่ลักลอบขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาอย่างผิดกฎหมายและละเมิดมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งการยึดเรือเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการสกัดกั้นช่องทางรายได้ของรัฐบาลเวเนซุเอลา ภายหลังการจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร

 

โดยสหรัฐฯ อ้างว่า เรือ M/T Sophia กำลังดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย (Illicit Activities) ในน่านน้ำสากลแถบทะเลแคริบเบียน พร้อมทั้งอ้างความชอบธรรม ผ่านหมายจับจากศาลรัฐบาลกลาง (Federal Court Warrant) โดยอ้างว่า เรือ Marinera ถูกยึดตามหมายจับที่ออกโดยศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หลังจากถูกติดตามโดยหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ และให้เหตุผลว่า เรือทั้งสองลำเพิ่งจะเทียบท่าที่เวเนซุเอลา หรือกำลังมุ่งหน้าไปยังเวเนซุเอลา เพื่อยืนยันว่าเรือเหล่านี้เกี่ยวข้องกับวงจรการค้าน้ำมันผิดกฎหมายของรัฐบาลมาดูโร

 

ท่าทีของมหาอำนาจอื่นเป็นอย่างไร

 

จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (อังกฤษ) กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามระดับโลกในการกวาดล้างการฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตร โดยเรือ Marinera ถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และขนส่งน้ำมันผิดกฎหมายจากอิหร่านและเวเนซุเอลา

 

ขณะที่รัสเซียได้ออกมาประณามการยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินเรือภายใต้ธงของตน พร้อมทั้งเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปฏิบัติต่อชาวรัสเซียที่อยู่บนเรืออย่างเหมาะสม และอนุญาตให้พวกเขาเดินทางกลับรัสเซียโดยเร็ว

 

กระทรวงคมนาคมรัสเซียระบุว่า ทางกระทรวงได้ให้ ‘สิทธิชั่วคราว’ แก่เรือลำดังกล่าวในการใช้ธงรัสเซีย พร้อมเสริมว่าไม่มีรัฐใดมีสิทธิใช้กำลังต่อเรือที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องภายใต้อำนาจศาลของรัฐอื่น

 

มีรายงานระบุว่ารัสเซียได้ส่งเรือดำน้ำออกไปเพื่อคุ้มกันเรือลำดังกล่าว แต่ปรากฏว่ากองกำลังสหรัฐฯ สามารถบุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันได้สำเร็จ โดยไม่เผชิญกับการต่อต้านใดๆ

 

ส่วนจีนซึ่งเป็นประเทศ ‘ผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่’ ของเวเนซุเอลา ได้ออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ ว่าเป็น ‘ภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางพลังงานโลก’

 

ภาพ: US EUROPEAN COMMAND via Reuters

 

อ้างอิง:

The post เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในแอตแลนติก-แคริบเบียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าเกราะ ‘ความคุ้มกันประมุข’ ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้มาดูโร รอดคุกสหรัฐฯ https://thestandard.co/maduro-sovereign-immunity-defense/ Wed, 07 Jan 2026 13:15:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1162552 ผ่าเกราะ ความคุ้มกันประมุข ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้ มาดูโร รอดคุก สหรัฐฯ

แม้ว่าทางการสหรัฐฯ จะตั้งข้อหาร้ายแรงแก่นิโคลัส มาดูโร […]

The post ผ่าเกราะ ‘ความคุ้มกันประมุข’ ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้มาดูโร รอดคุกสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าเกราะ ความคุ้มกันประมุข ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้ มาดูโร รอดคุก สหรัฐฯ

แม้ว่าทางการสหรัฐฯ จะตั้งข้อหาร้ายแรงแก่นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ทั้งข้อหาค้ายาเสพติดและร่วมมือกับแก๊งค้ายาเสพติดที่สหรัฐฯ กำหนดให้เป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่ในการต่อสู้คดีนัดแรกของเขาบนชั้นศาลในนครนิวยอร์กเมื่อวันจันทร์ (5 มกราคม) ฉายให้เห็นภาพคร่าวๆ ของแนวทาง หรือข้อต่อสู้จากฝั่งทนายของมาดูโร ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า เขาอาจจะมีโอกาส ‘รอดพ้น’ จากคมเขี้ยวของกฎหมายสหรัฐฯ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘ความคุ้มกัน (Immunity)’ ในฐานะประมุขแห่งรัฐ

 

ความคุ้มกันนี้สำคัญอย่างไร และมีโอกาสมากแค่ไหนที่มาดูโร จะชนะคดีหรือรอดจากการถูกศาลสหรัฐฯ ตัดสินโทษ และจะเกิดอะไรขึ้นหากความคุ้มกันนี้ ‘ใช้ไม่ได้’

 

ความคุ้มกันประมุขแห่งรัฐคืออะไร?

 

  • ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ประธานาธิบดีหรือหัวหน้ารัฐบาลของประเทศหนึ่ง ไม่สามารถถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีในศาลของประเทศอื่นได้

 

เนื่องจากมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามกฎหมาย เช่นเดียวกับนักการทูต

 

  • ศัพท์ทางเทคนิคสำหรับกรณีผู้นำประเทศ เรียกว่า ความคุ้มกันส่วนบุคคล (Immunity Rationae Personae) หรือ ความคุ้มกันเฉพาะบุคคล ซึ่งครอบคลุมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศและอาจรวมถึงรัฐมนตรีกลาโหมด้วย

 

  • หลักการนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางสำหรับทุกประเทศรวมถึงสหรัฐฯ จนไม่มีการบัญญัติไว้ในสนธิสัญญาใดๆ ออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้นำของประเทศต่าง ๆ จากการถูกขัดขวางในการปฏิบัติหน้าที่ และสามารถเดินทางไปปฏิบัติภารกิจยังต่างประเทศได้โดยไม่ต้องกลัวการถูกจับกุม โดยมีรากฐานมาจากแนวคิดที่ว่าทุกประเทศมีความเท่าเทียมกันในเวทีระหว่างประเทศ (ความเท่าเทียมกันในด้านอธิปไตย)

 

ข้อต่อสู้ของมาดูโรคืออะไร?

 

  • มาดูโร วัย 63 ปี ยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ และประกาศในระหว่างขึ้นศาลอย่างท้าทายว่า “เขาคือประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา ที่ถูกลักพาตัวมา”

 

  • แบร์รี พอลแล็ค ทนายความของเขา ส่งสัญญาณภาษากาย ให้เขาปิดปากและส่ายศีรษะระหว่างให้การต่อศาล และพยายามแก้ต่างว่า มาดูโรมีเอกสิทธิ์คุ้มกันในฐานะประมุขแห่งรัฐตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

 

  • ขณะที่อัยการสูงสุดของเวเนซุเอลาก็มีท่าทีในลักษณะเดียวกัน โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ ขาดอำนาจศาล และมาดูโรยังคงได้รับความคุ้มครองในฐานะผู้นำประเทศ

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ โดยมั่นใจว่าทนายของมาดูโร จะยกข้อต่อสู้ว่า ศาลใช้อำนาจในคดีนี้ไม่ได้ เพราะว่ามาดูโรเป็นประธานาธิบดีหรือประมุขของอีกประเทศหนึ่ง และหากศาลสหรัฐฯ ใช้เขตอำนาจในการดำเนินคดี ก็เท่ากับว่ากำลังใช้อำนาจอธิปไตยของสหรัฐฯ เหนือเวเนซุเอลา

 

  • “ตามหลักกฎหมายรัฐมันต้องเท่ากัน ซึ่งหลักการความคุ้มกันประมุขของรัฐ เป็นหลักการที่ทุกประเทศยอมรับ รวมทั้งสหรัฐฯ ด้วย และศาลในสหรัฐฯ เองก็เคยตัดสินไว้อย่างชัดเจน” เขากล่าว

 

  • โดยหากศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่ามาดูโร เป็นประมุขของรัฐและมีความคุ้มกัน ก็ต้องยกฟ้องในทันที ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการตัดสินตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างตรงไปตรงมา และเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญไปยังฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าการใช้อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น ‘มีข้อจำกัด’ คือหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

 

  • “แม้กฎหมายภายในประเทศอาจจะทำได้ แต่ในมิติกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจจะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้”
  • ทั้งนี้ ประเด็นที่อาจทำให้การสู้คดีซับซ้อนมากขึ้น คือท่าทีของ เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดี ซึ่งรับตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาหลังจากที่มาดูโรถูกจับ

 

  • โดยก่อนหน้านี้ เธอเรียกร้องให้ปล่อยตัวมาดูโรอย่างเปิดเผย และประกาศว่าเขายังคงเป็นประธานาธิบดีหนึ่งเดียวของเวเนซุเอลา

 

  • ซึ่งสิ่งที่อาจทำให้การสู้คดีพลิกผัน คือหากรัฐบาลเวเนซุเอลายื่นคำร้องต่อศาล และแจ้งว่าไม่ได้สละเอกสิทธิ์คุ้มกันของมาดูโร และเขายังคงเป็นประมุขแห่งรัฐอยู่

 

  • สำหรับที่ผ่านมา ศาลสหรัฐฯ เคยยกฟ้องคดีแพ่งที่ฟ้องร้องประมุขแห่งรัฐที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาแล้วหลายคดี

 

  • หนึ่งในนั้นรวมถึงคดีฟ้องร้องประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ในปี 1975 และคดีฟ้องร้องต่อมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ในปี 2022 ด้วยข้อหาฆาตกรรมจามาล คาช็อกกี นักข่าวและคอลัมนิสต์ชาวซาอุดีอาระเบียของ Washington Post ที่ลี้ภัยในสหรัฐฯ ซึ่งถูกสังหารภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย ที่นครอิสตันบูล

 

ข้อต่อสู้ของสหรัฐฯ คืออะไร?

 

  • สำหรับข้อต่อสู้ของทางการสหรัฐฯ ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีท่าทีชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงหลังการเลือกตั้งทั่วไปของเวเนซุเอลาในปี 2018 ที่มาดูโร ถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้งและนานาชาติรวมถึงสหรัฐฯ ไม่ยอมรับในผลการเลือกตั้ง ทำให้มาดูโร ไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาอีกต่อไป

 

  • “ดังนั้น อัยการสหรัฐฯ ก็คงจะสู้ว่ามาดูโรไม่ได้เป็นประธานาธิบดี เมื่อไม่ได้เป็นประธานาธิบดีจึงไม่ได้เป็นประมุขของรัฐ เมื่อไม่ได้เป็นประมุขของรัฐจึงไม่มีความคุ้มกัน”

 

  • ทั้งนี้ ข้อต่อสู้อีกอย่างของอัยการสหรัฐฯ คือข้อกล่าวหาว่ามาดูโร ใช้อำนาจในตำแหน่งประธานาธิบดีในการทุจริตและสมรู้ร่วมคิดกับขบวนการค้ายาเสพติดที่สหรัฐฯ กำหนดให้เป็นองค์กรก่อการร้าย

 

  • โดยประเด็นนี้อาจขึ้นอยู่กับว่า การกระทำที่ถูกกล่าวหาของมาดูโร เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในฐานะประธานาธิบดีเวเนซุเอลาหรือไม่

 

  • ตัวอย่างหนึ่งที่หยิบยกมาเทียบได้ คือกรณีของ นายพล มานูเอล โนริเอกา (Manuel Noriega) ผู้นำเผด็จการแห่งปานามาที่ถูกสหรัฐฯ ส่งกองทัพบุกจับกุมไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ ด้วยข้อหาค้ายาเสพติดและฟอกเงิน

 

  • กรณีของนายพลโนริเอกานั้น ความคุ้มกันในฐานะประมุขแห่งรัฐ แทบจะไม่ถูกนำมาพิจารณาในการดำเนินคดีอาญาโดยศาลสหรัฐฯ เลย

 

  • อดีตผู้นำเผด็จการของปานามา เคยใช้กฎหมายนี้ต่อสู้กับข้อกล่าวหาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งสิ่งที่เขาแตกต่างจากมาดูโร คือนายพลโนริเอกาไม่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีปานามาอย่างเป็นทางการ โดยปกครองประเทศในฐานะผู้นำทางทหารที่มีประธานาธิบดีเป็นหุ่นเชิด

 

  • อย่างไรก็ตาม ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่า กรณีของนายพลโนริเอกา นั้นแตกต่างจากมาดูโร เนื่องจากเขาไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีปานามาอย่างเป็นทางการ โดยปกครองประเทศในฐานะผู้นำทางทหารที่มีประธานาธิบดีเป็นหุ่นเชิด

 

  • “ตอนขึ้นศาล นายพลโนริเอกาก็ยอมรับว่า การใช้อำนาจของเขานั้นไม่ได้เหมือนกับทั่วไป และจากข้อเท็จจริงในคดีคือเขาไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ศาลจึงไม่ได้ให้ความคุ้มกัน และตัดสินให้รับโทษ”

 

จะเป็นอย่างไรหากมาดูโร ไม่ได้เอกสิทธิ์คุ้มกัน?

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่า หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ ไม่ได้ให้การรับรองมาดูโร ในฐานะประธานาธิบดีที่ชนะการเลือกตั้งในปี 2018 แต่ก็มีหลายประเทศที่ให้การรับรองเช่น รัสเซีย จีน คิวบา อิหร่าน เกาหลีเหนือและเวียดนาม

 

  • โดยสิ่งที่ต้องคำนึงคือกรณีที่หลักความคุ้มกันประมุขแห่งรัฐ ไม่สามารถใช้การได้ และทำให้มาดูโร ถูกดำเนินคดีและถูกจำคุก ผลที่ตามมาอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้นำสหรัฐฯ เอง

 

  • “หลายๆ ประเทศค่อนข้างยึดถือหลักการข้อนี้อย่างเคร่งครัด เพราะว่าประมุขของตนเองก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศเหมือนกัน ถ้าหากเริ่มไม่ปฏิบัติตามหลักกฎหมายข้อนี้อย่างเคร่งครัด ต่อไปเมื่อประมุขของตนเองเดินทางไปต่างประเทศ ก็อาจจะโดนเล่นงานในทำนองเดียวกัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง” เขากล่าว

 

  • ซึ่งการไม่คำนึงถึงความคุ้มครองทางกฎหมายต่อประมุขหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศอื่นๆ ยังเสี่ยงต่อการทำลายบรรทัดฐานในเรื่องนี้ที่นานาชาติรวมถึงสหรัฐฯ ให้การยอมรับด้วย

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Adam Gray

 

อ้างอิง :

 

The post ผ่าเกราะ ‘ความคุ้มกันประมุข’ ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้มาดูโร รอดคุกสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จับผู้นำเวเนฯ – หาทางยึดกรีนแลนด์’ สำรวจท่าทีผู้นำโลก มองพฤติกรรมทรัมป์อย่างไร? https://thestandard.co/trump-venezuela-greenland-leaders/ Wed, 07 Jan 2026 07:02:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1162191 ‘จับ ผู้นำเวเนฯ - หาทางยึด กรีนแลนด์’ สำรวจท่าทีผู้นำโลก มอง พฤติกรรมทรัมป์อย่างไร?

ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงหลังปีใหม่ที่ผ […]

The post ‘จับผู้นำเวเนฯ – หาทางยึดกรีนแลนด์’ สำรวจท่าทีผู้นำโลก มองพฤติกรรมทรัมป์อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จับ ผู้นำเวเนฯ - หาทางยึด กรีนแลนด์’ สำรวจท่าทีผู้นำโลก มอง พฤติกรรมทรัมป์อย่างไร?

ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงหลังปีใหม่ที่ผ่านมา สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก นับตั้งแต่เปิดฉากปฏิบัติการบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และท่าทีล่าสุดในการเดินหน้าหารือแนวทางเพื่อยึดครองกรีนแลนด์ โดยไม่ปฏิเสธการใช้กำลังทหาร

 

พฤติกรรมของทรัมป์ ทำให้นานาประเทศ ทั้งมิตรและศัตรูของสหรัฐฯ พากันแสดงท่าที ทั้งประณาม ต่อต้านและมีความกังวล โดยบางประเทศเรียกร้องให้ยึดถือและเคารพ ‘กฎหมายระหว่างประเทศ’

 

‘จับ ผู้นำเวเนฯ - หาทางยึด กรีนแลนด์’ สำรวจท่าทีผู้นำโลก มอง พฤติกรรมทรัมป์อย่างไร? 1‘จับ ผู้นำเวเนฯ - หาทางยึด กรีนแลนด์’ สำรวจท่าทีผู้นำโลก มอง พฤติกรรมทรัมป์อย่างไร? 2‘จับ ผู้นำเวเนฯ - หาทางยึด กรีนแลนด์’ สำรวจท่าทีผู้นำโลก มอง พฤติกรรมทรัมป์อย่างไร? 3‘จับ ผู้นำเวเนฯ - หาทางยึด กรีนแลนด์’ สำรวจท่าทีผู้นำโลก มอง พฤติกรรมทรัมป์อย่างไร? 4‘จับ ผู้นำเวเนฯ - หาทางยึด กรีนแลนด์’ สำรวจท่าทีผู้นำโลก มอง พฤติกรรมทรัมป์อย่างไร? 5‘จับ ผู้นำเวเนฯ - หาทางยึด กรีนแลนด์’ สำรวจท่าทีผู้นำโลก มอง พฤติกรรมทรัมป์อย่างไร? 6‘จับ ผู้นำเวเนฯ - หาทางยึด กรีนแลนด์’ สำรวจท่าทีผู้นำโลก มอง พฤติกรรมทรัมป์อย่างไร? 7‘จับ ผู้นำเวเนฯ - หาทางยึด กรีนแลนด์’ สำรวจท่าทีผู้นำโลก มอง พฤติกรรมทรัมป์อย่างไร? 8

The post ‘จับผู้นำเวเนฯ – หาทางยึดกรีนแลนด์’ สำรวจท่าทีผู้นำโลก มองพฤติกรรมทรัมป์อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพภาคที่ 2 เรียกร้องกัมพูชาสอบสวนเหตุยิงเข้าพื้นที่ ‘ช่องบก’ เตือนอย่าให้เกิดซ้ำ ย้ำไทยยึดข้อตกลง-อดกลั้นสูงสุด https://thestandard.co/cambodia-chong-bok-shooting-probe/ Wed, 07 Jan 2026 02:54:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1162037 กองทัพภาคที่ 2 เรียกร้อง กัมพูชาสอบสวนเหตุยิงเข้าพื้นที่ ‘ช่องบก’ เตือนอย่าให้เกิดซ้ำ ย้ำ ไทยยึดข้อตกลง-อดกลั้นสูงสุด

วานนี้ (6 มกราคม) กองทัพภาคที่ 2 ออกแถลงการณ์ต่อเหตุการ […]

The post กองทัพภาคที่ 2 เรียกร้องกัมพูชาสอบสวนเหตุยิงเข้าพื้นที่ ‘ช่องบก’ เตือนอย่าให้เกิดซ้ำ ย้ำไทยยึดข้อตกลง-อดกลั้นสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพภาคที่ 2 เรียกร้อง กัมพูชาสอบสวนเหตุยิงเข้าพื้นที่ ‘ช่องบก’ เตือนอย่าให้เกิดซ้ำ ย้ำ ไทยยึดข้อตกลง-อดกลั้นสูงสุด

วานนี้ (6 มกราคม) กองทัพภาคที่ 2 ออกแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และท่าทีในการรักษาอธิปไตยและสันติภาพ โดยระบุว่า ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้มีหนังสือแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ในพื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

 

ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 2 สามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง กำลังพลมีความพร้อม ทั้งด้านการเฝ้าตรวจและการป้องกันพื้นที่ มีการบริหารจัดการสถานการณ์ด้วยความรอบคอบ เข้มแข็ง และเป็นระบบ การปฏิบัติการเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

 

กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลตลอดแนวชายแดน เป็นไปเพื่อการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของราชอาณาจักรไทย ตามสิทธิอันชอบธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและหลักการสากลมาโดยตลอด ไทยยึดมั่นในพันธกรณีและข้อตกลงที่ได้ร่วมลงนาม ใช้ความอดกลั้นและความรับผิดชอบสูงสุด หลีกเลี่ยงการใช้กำลังเกินสมควร และดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ บนพื้นฐานของการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงของภูมิภาค

 

ในส่วนของความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพภาคที่ 2 คาดหวังให้ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างจริงจังและเปิดเผย การกำหนดมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก รวมทั้งการประสานงานผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ลดความหวาดระแวง และฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว อันจะนำไปสู่สันติภาพ เสถียรภาพ และความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืน

The post กองทัพภาคที่ 2 เรียกร้องกัมพูชาสอบสวนเหตุยิงเข้าพื้นที่ ‘ช่องบก’ เตือนอย่าให้เกิดซ้ำ ย้ำไทยยึดข้อตกลง-อดกลั้นสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุโรป-นอร์ดิกออกแถลงการณ์หนุนเดนมาร์ก โต้สหรัฐฯ อ้างสิทธิครอบครองกรีนแลนด์ https://thestandard.co/europe-nordic-us-greenland-claim/ Wed, 07 Jan 2026 02:49:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1162028 ยุโรป-นอร์ดิกออกแถลงการณ์หนุน เดนมาร์ก โต้ สหรัฐฯ อ้างสิทธิครอบครอง กรีนแลนด์

ยุโรปและกลุ่มประเทศนอร์ดิกรวมตัวแสดงจุดยืนสนับสนุนเดนมา […]

The post ยุโรป-นอร์ดิกออกแถลงการณ์หนุนเดนมาร์ก โต้สหรัฐฯ อ้างสิทธิครอบครองกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุโรป-นอร์ดิกออกแถลงการณ์หนุน เดนมาร์ก โต้ สหรัฐฯ อ้างสิทธิครอบครอง กรีนแลนด์

ยุโรปและกลุ่มประเทศนอร์ดิกรวมตัวแสดงจุดยืนสนับสนุนเดนมาร์กและกรีนแลนด์ หลัง สตีเฟน มิลเลอร์ ผู้ช่วยอาวุโสของ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า กรีนแลนด์ เป็นของสหรัฐอเมริกา ขณะที่ทำเนียบขาวเผย ‘ไม่ปิดโอกาส’ ใช้กำลังยึดกรีนแลนด์

 

วันนี้ (7 มกราคม) ผู้นำยุโรปได้แก่ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร, เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และ ฟรีดริช เมิร์ช นายกฯ เยอรมนี ออกมาเน้นย้ำจุดยืนว่า กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้เดนมาร์ก โดยออกแถลงการณ์ร่วมกันกับอิตาลี, โปแลนด์, สเปน และเดนมาร์ก พร้อมระบุว่า มีเพียงแต่เดนมาร์กที่สามารถตัดสินใจกิจการภายในกรีนแลนด์ได้เท่านั้น

 

นอกจากนี้ สตาร์เมอร์ยังใช้โอกาสการประชุมปารีสเพื่อหารือแนวทางสนับสนุนยูเครน เน้นย้ำจุดยืนประเด็นกรีนแลนด์ต่อหน้า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษ และ จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์อีกด้วย

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศนอร์ดิก ได้แก่ เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ไอซ์แลนด์, นอร์เวย์ และสวีเดน ออกแถลงการณ์ร่วมกันอีกฉบับ แสดงจุดยืนต่อต้านท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ต่อสถานะของกรีนแลนด์ พร้อมสนับสนุนให้ NATO เฝ้าระวังความปลอดภัยในภูมิภาคอาร์กติก โดยย้ำว่า ความมั่นคงของภูมิภาคต้องตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ (UN) และกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการไม่ละเมิดอธิปไตยของรัฐ

 

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมิลเลอร์ หนึ่งในผู้ช่วยอาวุโสทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า กรีนแลนด์ควรเป็นดินแดนของสหรัฐฯ และไม่มีประเทศใดกล้าใช้กำลังทหารท้าทายอเมริกาในประเด็นดังกล่าว รวมถึงยังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของเดนมาร์กในการครอบครองกรีนแลนด์

 

“คำถามที่แท้จริงคือ เดนมาร์กมีสิทธิอะไรในการอ้างอำนาจควบคุมกรีนแลนด์? ฐานของการอ้างสิทธิในดินแดนคืออะไร? และอะไรคือเหตุผลที่กรีนแลนด์ต้องเป็นอาณานิคมของเดนมาร์ก?” มิลเลอร์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ CNN เมื่อวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ ผู้ช่วยอาวุโสยังย้ำว่า สหรัฐฯ คือศูนย์กลางอำนาจของ NATO หากต้องการให้อเมริกาสร้างความมั่นคงให้กับภูมิภาคอาร์กติก กรีนแลนด์ควรเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ เพื่อปกป้องและพิทักษ์ผลประโยชน์ของ NATO

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สหรัฐฯ จะตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังผนวกกรีนแลนด์หรือไม่ มิลเลอร์ตอบว่า ไม่มีความจำเป็นต้องพูดถึง เพราะไม่มีใครสามารถสู้กับสหรัฐฯ ด้านการทหารเพื่อกรีนแลนด์ได้ขณะที่ในเวลาต่อมา เคที มิลเลอร์ นักพอดแคสต์และภรรยาโพสต์ข้อความบน X พร้อมด้วยแผนที่กรีนแลนด์ที่มีธงชาติสหรัฐฯ คลุม กับแคปชัน “เร็วๆ นี้”

 

ปัจจุบัน วิเวียน ม็อตซ์เฟลด์ (Vivian Motzfeldt) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกรีนแลนด์ระบุว่า ผู้นำเดนมาร์กและกรีนแลนด์ขอพบ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอย่างเร่งเด่วน เพื่อจัดประชุม 3 ฝ่ายหารือเกี่ยวกับถ้อยแถลงของสหรัฐฯ ขณะที่ย้ำว่า ข้อมูลของทรัมป์ที่กล่าวว่า เรือของจีนและรัสเซียอยู่รอบกรีนแลนด์เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง

 

ภาพ: Guglielmo Mangiapane / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ยุโรป-นอร์ดิกออกแถลงการณ์หนุนเดนมาร์ก โต้สหรัฐฯ อ้างสิทธิครอบครองกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร? https://thestandard.co/trump-maduro-arrest-illegal/ Tue, 06 Jan 2026 07:46:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1161896 The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule (adding a space before proper nouns that follow a verb). The sequence บุกจับ ‘มาดูโร’ demonstrates this, as there is a space between the verb phrase บุกจับ and the proper noun ‘มาดูโร’. Other parts of the headline also follow typical generous spacing for readability in this style. Therefore, no changes are needed. **Original Headline (already correctly formatted):** ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร?

ตกตะลึงไปทั่วโลกกับปฏิบัติการสุดระทึกของสหรัฐฯ ภายใต้บั […]

The post ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule (adding a space before proper nouns that follow a verb). The sequence บุกจับ ‘มาดูโร’ demonstrates this, as there is a space between the verb phrase บุกจับ and the proper noun ‘มาดูโร’. Other parts of the headline also follow typical generous spacing for readability in this style. Therefore, no changes are needed. **Original Headline (already correctly formatted):** ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร?

ตกตะลึงไปทั่วโลกกับปฏิบัติการสุดระทึกของสหรัฐฯ ภายใต้บัญชาการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งหน่วยรบพิเศษบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมภริยา จากบ้านพักในกรุงคารากัส มายังสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มกราคม และดำเนินคดีใน 4 ข้อหาร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการก่อการร้าย

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากหลายฝ่าย ทำไมสหรัฐฯ จึงสามารถรุกล้ำอธิปไตยและบุกจับกุมตัวผู้นำของประเทศอื่นได้ แม้ว่าผู้นำประเทศนั้นจะมีความเผด็จการหรือก่ออาชญากรรมร้ายแรง และในแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำนี้ถูกหรือผิดอย่างไร

 

ผิด 100%

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD โดยยืนยันแบบตรงไปตรงมาว่า การกระทำของทรัมป์ในกรณีนี้ ‘ผิด 100%’ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการใช้กำลังทหารเข้าไปในรัฐอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) อย่างชัดเจน

 

  • เขาชี้ว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ อ้างสิทธิการป้องกันตนเอง (Self Defense) จากภัยคุกคามเรื่องยาเสพติดที่จะทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ นั้นฟังไม่ขึ้น เพราะข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ตามกฎบัตร UN ข้อที่ 51 รัฐจะใช้กำลังป้องกันตนเองได้ก็ต่อเมื่อ ‘ถูกโจมตีด้วยอาวุธ (An armed attack occurs)’ เท่านั้น

 

  • โดยการลักลอบขนยาเสพติด แม้เป็นภัยคุกคาม แต่ไม่ใช่การโจมตีด้วยอาวุธ ดังนั้นข้ออ้างนี้จึงไม่อาจนำมาใช้สนับสนุนการใช้กำลังทหารเหนืออธิปไตยของประเทศอื่น

 

  • ขณะที่สหรัฐฯ อ้างว่า มาดูโรมีหมายจับ จึงต้องส่งกำลังเข้าไปจับกุมเพื่อบังคับใช้กฎหมาย แต่การส่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ (เช่น FBI หรือ CIA) เข้าไปจับผู้ร้ายในดินแดนของรัฐอื่น ทำไม่ได้หากเจ้าของดินแดนไม่ยินยอม เปรียบเทียบง่ายๆ คือตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับผู้ร้ายที่หนีไปต่างประเทศได้เอง แม้จะมีหมายจับ หากประเทศปลายทางไม่อนุญาต

 

  • การเข้าไปจับกุมโดยพลการ ถือเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองเหนือดินแดนรัฐอื่น ซึ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศอีกชั้นหนึ่ง แยกต่างหากจากเรื่องการใช้กำลังทหาร

 

  • นอกจากนี้ การที่ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะควบคุมการบริหารประเทศของเวเนซุเอลา หรือแม้แต่ควบคุมหรือตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้นำเวเนซุเอลานั้น ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่าเป็นการกระทำผิดอีกชั้นในเรื่องหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น

 

เทียบกรณี ซัดดัม ฮุสเซน (2003)

 

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้นำเวเนฯ ไม่ใช่กรณีแรกที่สหรัฐฯ บุกไปโค่นล้มและจับกุมผู้นำต่างชาติ

 

  • กรณีหนึ่งที่เคยกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก คือการที่กองกำลังผสม สหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย และโปแลนด์ บุกอิรัก และโค่นอำนาจรัฐบาลเผด็จการของ ซัดดัม ฮุสเซน ประธานาธิบดีอิรักในปี 2003

 

  • โดย จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ขณะนั้น ใช้ข้ออ้างเรื่องการสะสมอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) และให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 ในการเปิดปฏิบัติการจนทำให้รัฐบาลซัดดัม ล่มสลายภายในไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่ซัดดัมจะถูกจับกุมในเดือนธันวาคม 2003 และถูกดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากกรณีสังหารชาวชีอะฮ์ที่เมืองดูจาอิล และถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี 2006 แม้ว่าข้ออ้างเรื่องสะสมอาวุธทำลายล้างสูงนั้นไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนใดๆ

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ อธิบายว่า ในกรณีของซัดดัมนั้น มีความแตกต่างจากกรณีของมาดูโร โดยบุชอ้างเรื่อง ‘การป้องกันตนเอง (Self Defense)’ แต่ตีความว่าในกรณีที่เป็นอาวุธทำลายล้างสูง ไม่จำเป็นต้องรอให้สหรัฐฯ ถูกโจมตีก่อนจึงค่อยใช้กำลังตอบโต้กลับเพื่อป้องกันตนเอง แต่สามารถโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ก่อนได้หากได้รับข่าวกรองที่มีหลักฐานว่า อิรักกำลังจะใช้อาวุธเพื่อโจมตีสหรัฐฯ โดยเรียกว่าเป็นหลักการ Preventive Self Defense

 

  • อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่าย เนื่องจากมีสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวที่ใช้หลักการนี้ และในการโจมตีเมื่อได้รับข่าวกรอง นั้นไกลเกินไปจากการป้องกันตนเอง และไกลจากตัวบทของกฎบัตร UN ข้อที่ 51 เรื่องการที่รัฐจะใช้กำลังป้องกันตนเองได้ก็ต่อเมื่อ ถูกโจมตีด้วยอาวุธแล้วเท่านั้น

 

  • กรณีของมาดูโรนั้น ทรัมป์ไม่มีคำอธิบายทางกฎหมายที่ซับซ้อน โดยใช้แค่คำว่า Self Defense และไม่พยายามอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับกฎบัตร UN ข้อที่ 51 อย่างไร ซึ่งการที่ไม่ได้รับความยินยอมของเจ้าของดินแดน ทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้ ไร้คำอธิบายทางข้อกฎหมาย

 

เทียบกรณี สหรัฐฯ บุกจับผู้นำเผด็จการปานามา (1989)

 

  • อีกกรณีคือ นายพล มานูเอล โนริเอกา (Manuel Noriega) ผู้นำเผด็จการแห่งปานามาที่ถูกสหรัฐฯ ส่งกองทัพบุกจับกุมตัวไปดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติด โดยใช้ข้ออ้างที่คล้ายกันคือเรื่อง Self Defense

 

  • เหตุการณ์จับกุมนายพลโนริเอกา เกิดขึ้นช่วงปลายเดือนธันวาคมปี 1989 หลังจากที่รัฐบาลเมืองไมอามีและแทมปา ในรัฐฟลอริดา ฟ้องร้องเขาในข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดและฟอกเงิน ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองในปานามาที่ปั่นป่วนจากคดีฆาตกรรมนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล และการที่เขายกเลิกผลการเลือกตั้งในประเทศ

 

  • โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้พ่อ ตัดสินใจส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาให้เขาลาออกแต่ประสบความ ‘ล้มเหลว’

 

  • ขณะที่รัฐสภาปานามาที่พรรค PRD ของนายพลโนริเอกาครองเสียงข้างมากได้ประกาศ ‘สถานะสงคราม’ ระหว่างสหรัฐฯ และปานามา และยังประกาศให้โนริเอกาเป็น ‘ซีอีโอ’ ของรัฐบาล ประกอบกับเกิดเหตุการณ์กองกำลังทหารของโนริเอกาคุกคามทหารและพลเรือนอเมริกัน จึงเป็นเหตุให้เกิดปฏิบัติการบุกจับ

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ เทียบเคียงกับกรณีมาดูโร โดยชี้ว่ารายงานของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ที่ยื่นต่อสภาคองเกรสตามกฎหมาย War Powers Resolution 4kpหลังปฏิบัติการจับตัวนายพลโนริเอกา ยังต้องมีการหาคำอธิบายทางกฎหมายที่ดี เพื่ออธิบายกับ สส. ประชาชน และประชาคมโลกให้เข้าใจ และชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะรัฐสภาปานามาประกาศสงครามกับสหรัฐฯ ก่อน และเริ่มมีการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่อเมริกัน

 

  • ขณะที่บุช ชี้แจงว่าผู้นำปานามาคนใหม่ที่เข้าดำรงตำแหน่งหลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการทางทหารแล้ว ยังได้ให้ความยินยอมและตอบรับความช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐฯ ในการโค่นล้มระบอบเผด็จการของนายพลโนริเอกาด้วย

 

  • ซึ่งแม้หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย แต่คำอธิบายเหล่านี้ยังมองได้ว่าเป็นคำอธิบายทางกฎหมายที่มีน้ำหนักกว่าหนังสือชี้แจงของทรัมป์

The post ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ บุกยึดเวเนซุเอลา เกมวางหมากล้อมด้านพลังงานต่อจีน https://thestandard.co/us-venezuela-energy-china-strategy/ Mon, 05 Jan 2026 10:04:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1161601 สหรัฐฯ บุกยึด เวเนซุเอลา เกมวางหมากล้อมด้านพลังงาน ต่อ จีน

การบุกเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนแปลงเกมอำนาจโลก ไม่ […]

The post สหรัฐฯ บุกยึดเวเนซุเอลา เกมวางหมากล้อมด้านพลังงานต่อจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ บุกยึด เวเนซุเอลา เกมวางหมากล้อมด้านพลังงาน ต่อ จีน

การบุกเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนแปลงเกมอำนาจโลก ไม่ใช่เพียงภูมิรัฐศาสตร์ แต่ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่โลกไม่เคยเห็นมานานกว่าศตวรรษแล้ว

 

การบุกและยึดเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ มีผลเปลี่ยนแปลงเกมอำนาจโลกอย่างไร

 

Military of Speed vs Economies of Speed

 

ชัดเจนว่า สหรัฐฯ ใช้ความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงด้านการทหารที่เหนือกว่าเวเนซุเอลา ในการบุกจับมาดูโร่ นี่แสดงให้จีนเห็นว่า

 

1) อำนาจทางทหารสหรัฐฯ ทรงพลังแค่ไหน

 

2) ละตินอเมริกาคือข้างบ้านสหรัฐฯ ที่ใครห้ามมาแตะและสหรัฐฯ จะต้องปกป้อง ยึดครอง ควบคุม

 

3) ยุทธศาสตร์ “ช้าๆ แต่ทางพลังด้านการค้าและเศรษฐกิจ” ของจีน ถูกท้าทายโดยตรงโดย “รวดเร็ว แต่ทรงพลังด้านการทหาร” ของสหรัฐฯ

 

“Peace in democracy” vs “Pieces in democracy”

 

การบุกยึดเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ไม่แตกต่างจากการบุกยึดยูเครนของรัสเซีย ที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศทั้งคู่ แต่แม้เหตุผลอาจแตกต่าง เพราะรัสเซียบุกยูเครนเพราะเหตุผลความมั่นคงทางการทหาร แต่สหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลาเพราะเหตุผลความมั่นคงทางพลังงาน

 

ใช้พลังงานต้านทองคำและล้างหนี้

 

ดูเหมือนสหรัฐฯ กำลังเล่นเกมใช้อำนาจด้านพลังงานที่สนับสนุนด้วยอำนาจทางทหารของสหรัฐฯ โดยมีระยะทาง = ความได้เปรียบ และ ความเร็ว = อำนาจ ในการสร้างอำนาจต่อรองกับจีนและ BRICS ที่ใช้ทองคำในการต่อสู้กับดอลลาร์ของสหรัฐฯ และยังสามารถใช้รายได้ด้านพลังงานที่จะกอบโกยได้ในเวเนซุเอลา ในการลดหนี้ สร้างความแข็งแกร่งให้สหรัฐฯ

 

US is on the hunt vs UN is now defunct

 

การไร้บทบาทของ UN ต่อการบุกเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ตอกย้ำสถานภาพขององค์กรโลก UN ที่ไร้ประสิทธิภาพมากที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้ง UN มา เพราะสหรัฐฯ ไม่ได้ทำลายเพียงกฎหมายระหว่างประเทศ (เช่นเดียวกับรัสเซียที่บุกยูเครน) แต่ทำลายรัฐธรรมนูญและกฎหมายของสหรัฐฯ เอง ที่การบุกประเทศอื่นๆ ด้วยกำลังทหาร ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาสหรัฐฯ แต่การบุกเวเนซุเอลาครั้งนี้ รัฐสภาสหรัฐฯ ไม่ได้รับรู้ใดๆ เลย เช่นเดียวกับคนอเมริกัน ที่ไม่ได้เรียกร้องให้มีการล้มล้างมาดูโร่แต่อย่างใด

 

“Balance sheet of Energy” vs “Balance sheet of Money”

 

สหรัฐฯ ได้แสดงให้โลกเห็นอย่างชัดเจนว่า ในอนาคตต่อไป ใครมีสำรองพลังงานมากกว่า คนนั้นได้เปรียบ เพราะหากรวมสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ กับเวเนซูล่าแล้วจะสูงถึง 3.48 แสนล้านบาร์เรล ซึ่งจำนวน 3.03 แสนล้านบาร์เรล มาจากเวเนซูเอช่า กับ 45,000 ล้านบาร์เรล ของสหรัฐฯ มากกว่าอันดับสองของโลกคือ ซาอุดีอาระเบีย 2.67 แสนล้านบาร์เรล, อันดับสามอิหร่าน 2.1 แสนล้านบาร์เรล, อันดับ 4 แคนาดา 1.63 แสนล้านบาร์เรล ส่วนรัสเซีย มี 80,000 ล้านบาร์เรล ขณะที่มีจีนมี 28,000 ล้านบาร์เรล

 

ในขณะที่สหรัฐฯ เสียเปรียบจีนอย่างมากในด้านสำรองเงินตรา โดยจีน มีสำรองเงินตรา จำนวน 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เปรียบเทียบกับสหรัฐฯ ที่มีสำรองเงิน จำนวน 38,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือจีนมีเงินสำรองมากกว่าสหรัฐฯ ถึง 86 เท่า

 

ดังนั้นการได้เวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ทำให้จีนเกิดความเสี่ยงด้านพลังงานสูงขึ้นมาก

 

จีนคือประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบมากที่สุดในโลกที่ราว 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นถึงราว 3 ใน 4 ของการใช้น้ำมันของจีน เทียบกับสหรัฐฯ ที่นำเข้าน้ำมันดิบ 1/3 ของการใช้ แต่ถ้าหักการส่งออกแล้ว สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันสุทธิเพียง 2.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยการนำเข้าส่วนใหญ่ เป็นน้ำมันดิบชนิดหนักจากแคนาดา ตะวันออกกลาง และแน่นอนรวมทั้งการนำเข้าจากเวเนซุเอลาด้วย ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันดิบหนักมากใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

 

สหรัฐฯ กำลังวางหมากล้อมด้านพลังงานต่อจีน

 

สงครามกลางเมืองในเยเมนปัจจุบันและการประกาศแยกตัวเป็นเอกราชของ Somaliland และ South Arabia ในเยเมนใต้ เมื่อรวมกับการบุกยึดเวเนซุเอลาแล้ว ชัดเจนว่า สหรัฐฯ กำลังปิดล้อมจีนด้านพลังงานและการส่งออกสินค้าผ่านทางทะเลแดง ที่จีนใช้ขนส่งสินค้าไป-มายุโรป และขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและอเมริกาใต้ รวมทั้งเวเนซุเอลาด้วย

 

Venezuela + Somaliland + South Arabia คีมหนีบที่สมบูรณ์แบบต่อการขนส่งนำเข้าพลังงานจีน

 

หาก Somaliland ที่แยกตัวจาก Somalia ที่ตั้งอยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา และ South Arabia ทางใต้ของเยเมน โดยการขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดง จะถูกขนาบด้วย Somaliland ทางใต้และ South Arabia ทางเหนือ นั่นจะทำให้การขนส่งทั้งพลังงานและสินค้าต่างๆ ระหว่างยุโรป ตะวันออกกลางและเอเชีย ผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซ ที่ต้องมาผ่านช่องแคบมะละกาอีกด้วย จะทำให้จีนมีความเสี่ยงสูงมากด้านการนำเข้าพลังงาน

 

Iran/ Panama/ Greenland could be next?

 

หลังการล่มสลายของมาดูโร่ คาดว่าสหรัฐฯ จะทุ่มสรรพกำลัง เข้าควบคุมปานามา เพื่อยึดครองเส้นทางคลองปานามา ที่ปัจจุบันจีนยังคงมีอำนาจควบคุมอยู่

 

โดยเข้าบ่อนทำลายล้มล้างรัฐบาลอิสลามอิหร่านที่สหรัฐฯ พยายามล้างมานานกว่า 47 ปี ตั้งแต่ปี 1979 ที่เกิดการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านโค่นล้มพระเจ้าชาห์ เพื่อเข้ายึดครองพลังงาน โดยน่าจะมีการโจมตีอิหร่านโดยอิสราเอล+สหรัฐฯ ในไม่ช้านี้

 

สหรัฐฯ อาจใช้กำลังบุกยึดกรีนแลนด์ โดยที่เดนมาร์กและยุโรป ไม่อาจต่อต้าน แต่อาจออกมาให้การสนับสนุนด้วยซ้ำ

 

ราคาน้ำมันโลกจะลดลงแต่ราคาก๊าซ LNG จะสูงขึ้น

 

การเข้ามาของสหรัฐฯ คาดจะทำให้การผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นจาก 0.8 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือสูงกว่าได้ใน 1-2 ปีข้างหน้า เมื่อรวมกับการเติบโตการผลิตน้ำมันดิบของ Guyana ประเทศที่ติดกับเวเนซุเอลาและการผลิตน้ำมันและก๊าซของอาร์เจนติน่า พันธมิตรสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา นั่นจะทำให้สหรัฐฯ จะเพิ่มอำนาจทางด้านพลังงานมากกว่ากลุ่ม Opec+ ทั้งหมด ทั้งสามารถลดทอนรายได้พลังงานของรัสเซียและสร้างความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างมากต่อจีน

 

เกมนี้ลึกล้ำ แต่จากนี้ไป โลกเสมือนไร้กฎหมาย ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เมื่อรัสเซียบุกยูเครนได้ สหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลาได้ โดยเฉพาะที่อยู่ในน่านน้ำหรือดินแดนใกล้เคียงกันได้แบบพริบตา

 

น่าคิดว่า แล้วจีนกับรัสเซียจะทำอย่างไร?

 

ส่วนยุโรปไม่ต้องเดา สองมาตรฐานระหว่างรัสเซีย-ยูเครน กับ สหรัฐฯ -เวเนซุเอลา (ที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศทั้งคู่) และยุโรปอยู่ใต้อิทธิพลพลังงานของสหรัฐฯ ไปแล้วตั้งแต่การตัดพลังงานราคาถูกจากรัสเซียแล้วแทนที่ด้วยพลังงาน LNG ราคาแพงจากสหรัฐฯ จนทำให้เศรษฐกิจยุโรปอ่อนแอลงมาก

 

The post สหรัฐฯ บุกยึดเวเนซุเอลา เกมวางหมากล้อมด้านพลังงานต่อจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพูชาประท้วงไทย อ้างใช้กำลังละเมิดอธิปไตย ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ https://thestandard.co/cambodia-protests-thailand-sovereignty/ Sat, 03 Jan 2026 09:25:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1161147 กัมพูชาประท้วง ไทย อ้างใช้กำลังละเมิดอธิปไตย ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

กัมพูชาออกแถลงการณ์ประท้วงไทยอย่างเป็นทางการ ชี้ละเมิดอ […]

The post กัมพูชาประท้วงไทย อ้างใช้กำลังละเมิดอธิปไตย ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพูชาประท้วง ไทย อ้างใช้กำลังละเมิดอธิปไตย ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

กัมพูชาออกแถลงการณ์ประท้วงไทยอย่างเป็นทางการ ชี้ละเมิดอธิปไตย ยึดครองดินแดนกัมพูชา และบุกยึด 4 จังหวัดในพื้นที่ของประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7-27 ธันวาคม 2025 ย้ำการกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

 

วันนี้ (3 มกราคม) กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ประท้วงไทย โดยกล่าวหาว่า กองทัพยังละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา แม้จะลงนามในข้อตกลงหยุดยิง ณ การประชุมพิเศษของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025

 

แถลงการณ์ระบุว่า ระหว่างวันที่ 7–27 ธันวาคม 2025 ไทยได้ดำเนินปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ โดยบุกเข้าไปในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนของกัมพูชาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ บันเตียเมียนเจย โพธิสัตว์ พระวิหาร และอุดรมีชัย โดยมีการระบุชื่อหมู่บ้าน พื้นที่ยุทธศาสตร์ และโบราณสถานหลายแห่งที่ได้รับผลกระทบ

 

นอกจากนี้กัมพูชายังกล่าวหาว่า กองกำลังไทยยังรื้อถอนบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และสถานที่ทางวัฒนธรรมในพื้นที่พิพาท ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องพลัดถิ่น และไม่สามารถกลับสู่ที่อยู่อาศัยเดิมได้

 

แถลงการณ์ระบุต่อว่า การกระทำของไทยละเมิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ทั้งกฎบัตรสหประชาชาติ (UN) และอนุสัญญาเจนีวา พิธีสารเพิ่มเติมที่ห้ามการใช้กำลังต่อรัฐอื่น พร้อมย้ำว่า หลักการห้ามใช้กำลังครอบครองดินแดน คือ หลักบังคับเด็ดขาดตามกฎหมายระหว่างประเทศ

 

อนึ่ง กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมทางทหารทั้งหมดโดยทันที เช่น ถอนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ออกจากดินแดนกัมพูชา พร้อมทั้งปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและกรอบการเจรจาที่มีอยู่อย่างจริงจัง อีกทั้งยังแสดงจุดยืนว่า กัมพูชามุ่งแก้ไขข้อพิพาทชายแดนแบบสันติวิธีและคำนึงถึงหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยหวังว่า ประชาคมระหว่างประเทศจะเน้นย้ำให้ไทยปฏิบัติตามพันธกรณีดังกล่าว

 

ภาพ: ក្រសួងការបរទេស – Ministry of Foreign Affairs and International Cooperation

 

อ้างอิง:

 

The post กัมพูชาประท้วงไทย อ้างใช้กำลังละเมิดอธิปไตย ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ยืนยันปฏิบัติการชายแดนอยู่ในอาณาเขตตนเอง ไม่ใช่ยึดครองกัมพูชา https://thestandard.co/border-not-occupy-cambodia/ Fri, 02 Jan 2026 06:58:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1160938 ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ยืนยันปฏิบัติการชายแดนอยู่ในอาณาเขตตนเอง ไม่ใช่ยึดครอง กัมพูชา

วันนี้ (2 มกราคม) ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–ก […]

The post ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ยืนยันปฏิบัติการชายแดนอยู่ในอาณาเขตตนเอง ไม่ใช่ยึดครองกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ยืนยันปฏิบัติการชายแดนอยู่ในอาณาเขตตนเอง ไม่ใช่ยึดครอง กัมพูชา

วันนี้ (2 มกราคม) ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ชี้แจงต่อรายงานข่าวของสื่อมวลชนต่างประเทศบางสำนัก ที่ระบุว่าประเทศไทยใช้กำลัง “ยึดดินแดน” ของกัมพูชา และห้ามชาวกัมพูชา “กลับบ้านพัก” ซึ่งถ้อยคำดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายของพื้นที่

 

ประเทศไทยขอยืนยันว่า การปฏิบัติของฝ่ายไทยเกิดขึ้น ภายในอาณาเขตของประเทศไทย และ/หรือ ในพื้นที่ใกล้บริเวณที่มีข้ออ้างสิทธิทับซ้อนซึ่งยังอยู่ระหว่างกระบวนการตามกลไกทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่มิใช่การรุกรานหรือการยึดครองดินแดนของรัฐอื่น

 

การดำเนินการของไทยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ

 

1. คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

 

2. ป้องกันการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

 

3. ควบคุมสถานการณ์และลดระดับความตึงเครียด เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว

 

ประเทศไทยยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการใช้กำลังเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน พร้อมยืนยันการใช้สันติวิธี การเจรจา และความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืน

 

ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ให้ความสำคัญต่อบทบาทของสื่อมวลชน และขอความร่วมมือในการนำเสนอข่าวสารอย่างรอบด้าน ถูกต้อง และใช้ถ้อยคำที่สะท้อนสถานะทางกฎหมายของพื้นที่อย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประชาคมระหว่างประเทศ

 

ประเทศไทยยังคงเปิดกว้างในการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่เกี่ยวข้องแก่สื่อมวลชนและภาคีระหว่างประเทศ บนพื้นฐานของความโปร่งใสและความเคารพซึ่งกันและกัน

The post ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ยืนยันปฏิบัติการชายแดนอยู่ในอาณาเขตตนเอง ไม่ใช่ยึดครองกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม สหรัฐฯ ต้องการ กรีนแลนด์? ไขเหตุผลความมั่นคง-ภูมิรัฐศาสตร์ในอาร์กติก https://thestandard.co/key-messages-usa-greenland/ Wed, 24 Dec 2025 08:03:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1157854 ทำไมสหรัฐฯ ต้องการ กรีนแลนด์? ไขเหตุผลความมั่นคง-ภูมิรัฐศาสตร์ในอาร์กติก

“เราต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เพื่อ […]

The post ทำไม สหรัฐฯ ต้องการ กรีนแลนด์? ไขเหตุผลความมั่นคง-ภูมิรัฐศาสตร์ในอาร์กติก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสหรัฐฯ ต้องการ กรีนแลนด์? ไขเหตุผลความมั่นคง-ภูมิรัฐศาสตร์ในอาร์กติก

“เราต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เพื่อแร่ธาตุ เรามีแหล่งแร่และน้ำมันมากมายอยู่แล้ว” เป็นคำยืนยันของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาเมื่อวานนี้ (23 ธันวาคม) หลังแต่งตั้ง เจฟฟ์ แลนดรี (Jeff Landry) ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนสหรัฐฯ ประจำกรีนแลนด์ โดยไม่ได้หารือกับทางการกรีนแลนด์หรือเดนมาร์ก

 

เป็นเหตุให้ เมตเต เฟรเดอริกเซน (Mette Frederiksen) นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก และเยนส์ เฟรเดอริก นีลเซน (Jens-Frederik Nielsen) นายกฯ กรีนแลนด์ออกโรงคัดค้านว่า ดินแดนดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และไม่สามารถผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ได้

 

ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) กล่าวเตือนว่า ความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติกเป็นวาระสำคัญ และบูรณภาพแห่งดินแดน คือหลักการพื้นฐานตามกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญ โดย EU จะยืนข้างเดนมาร์กและกรีนแลนด์ในประเด็นดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ

 

“กรีนแลนด์เป็นของประชาชน เดนมาร์กคือผู้ค้ำประกัน” เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุสั้นๆ

 

กรีนแลนด์มีความเป็นมาและสถานะอย่างไร

 

กรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก (หากไม่นับรวมทวีปออสเตรเลีย) ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและทะเลอาร์กติก แต่ในเชิงภูมิศาสตร์ถือว่าตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีพื้นที่เกือบ 2.17 ล้านตารางกิโลเมตร ขณะที่ 80% ของพื้นที่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง และมีประชากรราว 5.6 หมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่เมืองหลวงอย่างนุก

 

ย้อนกลับไป ชาวอินูอิตเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรีนแลนด์ตั้งแต่ยุค 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาชาวไวกิงในยุโรปเหนือเข้ามาตั้งถิ่นฐานในศตวรรษที่ 10 ขณะที่ในปี 1814 เดนมาร์กได้ประกาศให้กรีนแลนด์เป็นอาณานิคมอย่างเป็นทางการ ก่อนจะยกระดับเป็นจังหวัดหนึ่งของเดนมาร์ก และได้รับสิทธิปกครองตนเองในปี 1979 ร่วมกับหมู่เกาะแฟโร

 

ในปี 2009 กรีนแลนด์ได้รับอำนาจปกครองตนเองเพิ่มขึ้น ครอบคลุมในด้านกิจการภายใน เช่น การศึกษาหรือการสาธารณสุข รวมถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เดนมาร์กยังมีอำนาจด้านการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และการให้งบประมาณสนับสนุน

 

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจในเดือนมกราคม 2025 ชี้ว่า ชาวกรีนแลนด์ต้องการเป็นเอกราชจากเดนมาร์ก ในเงื่อนไขสำคัญคือ เศรษฐกิจต้อง ‘แข็งแกร่ง’ มากพอ หากแต่ประชากร 85% ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

 

อนึ่ง เดนมาร์กและกรีนแลนด์มีความบาดหมางทางประวัติศาสตร์ โดยมีการขุดคุ้ยอดีตในช่วงอาณานิคมว่า เดนมาร์กละเมิดสิทธิและกระทำย่ำยีชาวกรีนแลนด์ เช่น การบังคับให้ผู้หญิงกรีนแลนด์ฝังห่วงคุมกำเนิดในช่วงปี 1960-1970 ทำให้ มูเต เอเกเด อดีตนายกฯ กรีนแลนด์ถึงเรียกว่า นี่คือ ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยรัฐ’

 

ขณะที่มีความเชื่อว่า กรีนแลนด์กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในเวทีโลก โดยในปี 2024 มีการจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และความมั่นคงในชื่อ Greenland in the World – Nothing About Us Without Us ว่า ภายในปี 2024-2033 กรีนแลนด์ต้องมีความสำคัญบนเวทีโลก

 

สหรัฐฯ เชื่อมโยงกับ กรีนแลนด์ อย่างไร

 

สำหรับการเข้ามาของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์ ต้องย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เดนมาร์กทำข้อตกลงอนุญาตให้กองทัพสหรัฐฯ เข้ามาปกป้องกรีนแลนด์ในปี 1941 เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญ เช่น การเป็นเส้นทางเดินเรือ หรือการสกัดกั้นเรือดำน้ำเยอรมนีในเวลานั้น

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังตั้งฐานทัพในกรีนแลนด์ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น อย่างฐานทัพอากาศ Pituffik ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ โดยทำหน้าที่เตือนภัย ป้องกันขีปนาวุธ ป้องกันภัยทางอากาศ รวมไปถึงติดตามกิจกรรมทางทหารของสหภาพโซเวียต

 

อันที่จริง แนวคิดการครอบครองกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนกลับไปจะพบว่า วอชิงตันพยายามผลักดันประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เช่น

 

  • 1867 – สหรัฐฯ เคยสำรวจแนวโน้มการซื้อกรีนแลนด์และไอซ์แลนด์ แต่เดนมาร์กไม่สนใจขาย

 

  • 1910 – เคยมีข้อเสนอแลกเปลี่ยนดินแดนสามฝ่าย โดยสหรัฐฯ เสนอแลกกรีนแลนด์กับดินแดนบางส่วนของฟิลิปปินส์ให้เดนมาร์ก

 

  • 1946 – สหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดี แฮร์รี เอส. ทรูแมน เคยขอซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์กด้วยทองคำมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์อย่างเป็นความลับ โดยให้เหตุผลว่า สหรัฐฯ ต้องครอบครองกรีนแลนด์ด้วยเหตุผลทางการทหาร

 

  • 1955 – เสนาธิการทหารร่วมของสหรัฐฯ เคยแนะนำให้รัฐบาลพยายามซื้อกรีนแลนด์เพื่อรับประกันการเข้าถึงทางทหาร แต่ไม่มีข้อเสนออย่างเป็นทางการ

 

  • 2019 – ทรัมป์เคยเสนอแนวคิดซื้อกรีนแลนด์อีกครั้ง แต่เดนมาร์กปฏิเสธ ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ประท้วงด้วยการยกเลิกแผนการเยือนโคเปนเฮเกน

 

  • 2025 – ทรัมป์ระบุว่า การครอบครองกรีนแลนด์มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ ขณะที่สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน เสนอร่างกฎหมายให้ประธานาธิบดีเจรจากับเดนมาร์กเพื่อซื้อกรีนแลนด์

 

ทำไมสหรัฐฯ ต้องการครอบครองกรีนแลนด์?

 

ทรัมป์ระบุว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญในมิติความมั่นคงของประเทศ ซึ่งขณะนี้มีเรือของมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนอยู่ตามแนวชายฝั่ง โดยอ้างว่าเหตุผลการครอบครองไม่ใช่เรื่องทรัพยากร เพราะอเมริกามีแร่และน้ำมันอยู่แล้ว พร้อมทั้งยังตั้งคำถามต่อสิทธิการครอบครองกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก

 

อย่างไรก็ดีกรีนแลนด์โต้แย้งทรัมป์ว่า ไม่พบเรือของทั้งสองประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่การลงทุนของจีนในกรีนแลนด์เริ่มลดน้อยลงตั้งแต่ช่วงปี 2010 เป็นต้นมา แม้เคยสนใจโครงการเหมืองแร่และการท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

 

(หมายเหตุ: จีนเคยสนใจลงทุนเส้นทางการเดินเรือในอาร์กติก ภายใต้โครงการ Polar Silk Road แต่บทบาทของปักกิ่งลดลงอย่างมาก เพราะแรงกดดันจากสหรัฐฯ จีนจึงร่วมมือลงทุนทางอ้อมกับรัสเซียแทน)

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรีนแลนด์กำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นพื้นที่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังรวมถึงเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์ดังต่อไปนี้

 

  1. การมีเส้นทางที่สั้นที่สุด หากต้องเดินทางไปมาระหว่างอเมริกาเหนือกับยุโรป
  2. การมีฐานทัพสหรัฐฯ สำหรับระบบเตือนภัยขีปนาวุธ การป้องกันขีปนาวุธ และการเฝ้าระวังทางอากาศ
  3. การตั้งอยู่ในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งกำลังกลายเป็นสนามการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของยุโรปและมหาอำนาจโลก โดยเฉพาะหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2022 ที่เร่งให้ประเทศในยุโรปตอนเหนือประเมินภัยคุกคามด้านความมั่นคงใหม่ทั้งหมด เช่น ฟินแลนด์และสวีเดนตัดสินใจเข้าร่วม NATO
  4. การตั้งอยู่บนจุด GIUK Gap (Greenland–Iceland–United Kingdom) หรือจุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ในการต่อต้านเรือดำน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกในช่วงสงครามเย็น ซึ่งในปัจจุบัน ยังมีความสำคัญในการติดตามความเคลื่อนไหวของรัสเซีย
  5. การเป็นเส้นทางเดินเรือสายใหม่ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กล่าวคือ กรีนแลนด์มีที่ตั้งใกล้เส้นทางเดินเรือ 2 เส้น คือ Northwest Passage และ Transpolar Sea Route หากน้ำแข็งในทวีปอาร์กติกละลาย กรีนแลนด์จะได้เส้นทางใหม่ที่อาจลดเวลาเดินเรือ และหลีกเลี่ยงเส้นทางคอขวดอื่นๆ อย่างคลองสุเอซและคลองปานามา

 

อย่างไรก็ดีมีข้อถกเถียงว่า เส้นทางนี้อาจไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีสภาพอากาศรุนแรง แต่ในแผนระยะยาว กรีนแลนด์จะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการความปลอดภัยทางทะเล และโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาร์กติก

 

นอกจากนี้ กรีนแลนด์ยังมีความสำคัญในด้านทรัพยากรธรรมชาติ เช่น สังกะสี, ตะกั่ว, ทองคำ, แร่เหล็ก, ก๊าซธรรมชาติ และเป็นขุมทรัพย์ ‘แร่หายาก’ ขนาดใหญ่ของโลก ซึ่งจำเป็นต่อการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์

 

กรีนแลนด์ถูกเดิมพันว่าจะกลายเป็น ‘ดินแดนแร่แห่งใหม่’ ของโลก โดยรายงานของ BBC ระบุว่า บริษัทต่างๆ พยายามวางแผนขุดแร่หายากอย่างจริงจัง หากแต่อุปสรรคสำคัญคือขั้นตอนการสร้างเหมืองที่ต้องริเริ่มตั้งแต่โรงงาน ที่พัก ท่าเรือ การหาเงินทุน การศึกษาความเป็นไปได้ ไปจนถึงการอนุมัติจากรัฐบาล

 

เกร็ก บาร์นส์ (Greg Barnes) นักธรณีวิทยาและผู้ก่อตั้งโครงการขุดเหมืองแร่ Tanbreez ที่สำรวจพื้นที่ดังกล่าวมานานหลายปีระบุว่า หากมีโครงการขุดแร่หายากในกรีนแลนด์ อาจทำให้ชาติตะวันตก ‘พลิกเกม’ ในศึกแรร์เอิร์ธได้ เพราะจำนวนทรัพยากรในกรีนแลนด์มีมากพอให้ใช้ได้นานถึงพันปี

 

อย่างไรก็ตาม มีบริษัทที่ได้ถือใบอนุญาตขุดเหมืองแร่ในเชิงพาณิชย์เพียง 9 แห่ง และมีเหมือง 2 แห่งที่เปิดดำเนินการจริงจังในกรีนแลนด์

 

ปัจจุบันจีนผลิตแร่หายากราว 60% และแปรรูปมากกว่า 90% ของโลก โดยในช่วงที่ผ่านมา จีนประกาศจำกัดการส่งออกแร่หายาก แม้จะมีการระงับมาตรการหลังเจรจากับสหรัฐฯ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของชาติตะวันตก ที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรดังกล่าวจากจีน

 

ภาพ: Michael Kappeler / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทำไม สหรัฐฯ ต้องการ กรีนแลนด์? ไขเหตุผลความมั่นคง-ภูมิรัฐศาสตร์ในอาร์กติก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพภาคที่ 1 กระชับพื้นที่ชายแดนสระแก้วสำเร็จ 2 จุด ปะทะเดือด ‘บ้านหนองจาน’ ยืนยันตอบโต้ตามหลักสากล https://thestandard.co/1st-army-region-successfully-secured/ Wed, 24 Dec 2025 02:32:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1157621 กองทัพภาคที่ 1 กระชับพื้นที่ชายแดนสระแก้วสำเร็จ 2 จุด ปะทะเดือด ‘บ้านหนองจาน’ ยืนยันตอบโต้ตามหลักสากล

วันนี้ (24 ธันวาคม) กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) รายงานสถานการ […]

The post กองทัพภาคที่ 1 กระชับพื้นที่ชายแดนสระแก้วสำเร็จ 2 จุด ปะทะเดือด ‘บ้านหนองจาน’ ยืนยันตอบโต้ตามหลักสากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพภาคที่ 1 กระชับพื้นที่ชายแดนสระแก้วสำเร็จ 2 จุด ปะทะเดือด ‘บ้านหนองจาน’ ยืนยันตอบโต้ตามหลักสากล

วันนี้ (24 ธันวาคม) กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) รายงานสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่แนวรบชายแดน จังหวัดสระแก้ว เปิดเผยถึงความคืบหน้าของปฏิบัติการทางทหารทั้ง 3 แนวรบ ท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่เป็นอุปสรรคและยุทธวิธีของฝ่ายตรงข้ามที่ใช้พื้นที่พลเรือนเป็นเกราะกำบัง

 

รายงานระบุว่า สภาพพื้นที่ปฏิบัติการโดยรวมมีลักษณะเป็นที่โล่งแจ้ง ขาดภูมิประเทศที่เป็นฐานที่มั่นหรือที่กำบังแข็งแรง ทำให้ฝ่ายไทยตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย นอกจากนี้ ยังพบว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พื้นที่ของพลเรือนเป็นฐานที่ตั้งทางทหารในการระดมยิงเข้าใส่ฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 1 ได้ปรับยุทธวิธีและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดังนี้:

 

สรุปสถานการณ์ 3 แนวรบหลัก

 

1. พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: กองกำลังฝ่ายไทยสามารถเข้ายึดและควบคุมพื้นที่ได้สำเร็จ พร้อมทั้งดำเนินการสถาปนาที่มั่นและใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อตรึงพื้นที่ แม้ฝ่ายกัมพูชายังคงทำการต้านทานด้วยการยิงตอบโต้ โดยเฉพาะการใช้เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) เข้าใส่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง

 

2. พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สถานการณ์คล้ายคลึงกับพื้นที่แรก ฝ่ายไทยสามารถยึดและควบคุมพื้นที่ได้แล้ว พร้อมสถาปนาที่มั่นและใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อรักษาพื้นที่ ท่ามกลางการยิงต่อต้านจากฝ่ายกัมพูชาที่ยังคงใช้ BM-21 โจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

 

3. พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: เป็นจุดที่มีการปะทะรุนแรงที่สุด เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้เสริมความแข็งแรงของฐานที่มั่น และระดมยิงใส่ฝ่ายไทยด้วยอาวุธหนักนานาชนิด ทั้งปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด และ BM-21 ในการนี้ กองทัพภาคที่ 1 ได้ดำเนินยุทธวิธีด้วยความรอบคอบ รัดกุม โดยใช้อาวุธยิงตอบโต้เพื่อกดดันและเตรียมเข้าช่วงชิงพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างเบ็ดเสร็จต่อไป

 

สำหรับปฏิบัติการต่อเป้าหมายทางทหารในพื้นที่ฝั่งปอยเปต กองทัพภาคที่ 1 ยังคงดำเนินภารกิจอย่างต่อเนื่อง โดยระบุเป้าหมายที่ชัดเจน ได้แก่ ที่มั่นทางทหาร คลังเก็บอาวุธกระสุน ที่ตั้งพลซุ่มยิง ที่ตั้งอาวุธวิถีโค้ง และระบบสื่อสารสั่งการต่างๆ ที่เป็นภัยคุกคามต่อฝ่ายไทย เพื่อทำให้เป้าหมายเหล่านั้นสิ้นสภาพการรบ

 

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า การปฏิบัติการทั้งหมดคำนึงถึง การตอบโต้ตามสัดส่วน (Proportionality) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้อง และยึดมั่นตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

The post กองทัพภาคที่ 1 กระชับพื้นที่ชายแดนสระแก้วสำเร็จ 2 จุด ปะทะเดือด ‘บ้านหนองจาน’ ยืนยันตอบโต้ตามหลักสากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เป็นประธานในพิธีส่งร่าง 2 ทหารเนิน 350 กลับภูมิลำเนา https://thestandard.co/pm-repatriates-2-soldiers-350/ Sun, 21 Dec 2025 05:26:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1156603 นายกฯ เป็นประธานในพิธีส่งร่าง 2 ทหารเนิน 350 กลับภูมิลำเนา

วันนี้ (21 ธันวาคม) ที่จังหวัดสุรินทร์ อนุทิน ชาญวีรกูล […]

The post นายกฯ เป็นประธานในพิธีส่งร่าง 2 ทหารเนิน 350 กลับภูมิลำเนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เป็นประธานในพิธีส่งร่าง 2 ทหารเนิน 350 กลับภูมิลำเนา

วันนี้ (21 ธันวาคม) ที่จังหวัดสุรินทร์ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีกองทหารเกียรติยศ ส่งร่าง จ.ส.อ. สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา กำลังพลสังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 วีรบุรุษทหารกล้าเนิน 350 ไปประกอบพิธีทางศาสนา ณ ภูมิลำเนา

 

สำหรับความคืบหน้าของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในด้านการทหาร กองทัพไทยทั้งสามเหล่าทัพสามารถยึดพื้นที่เป้าหมายที่เคยถูกรุกล้ำกลับคืนมาได้เกือบทั้งหมด และได้ผลักดันฝ่ายตรงข้ามถอนกำลังออกจากพื้นที่ พร้อมเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะรุนแรงเพิ่มเติม ยืนยันจุดยืนของประเทศไทยว่า ไม่เคยเป็นฝ่ายรุกรานหรือคุกคามประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ได้ละเมิดข้อตกลงหรือปฏิญญาใด ๆ การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อสถาปนาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ โดยหากต้องการยุติการปะทะ ต้องหยุดยิง หยุดคุกคาม และหยุดการรุกราน รวมถึงการใช้โดรนในพื้นที่ชายแดน

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของทหารที่เสียชีวิต และยืนยันว่าจะดูแลสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งบำเหน็จ ปูนบำเหน็จ และเงินชดเชยตามระเบียบที่กำหนดไว้ พร้อมย้ำว่าการสูญเสียครั้งนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตัวเลข แต่คือชีวิตของผู้ที่อุทิศตนเพื่อชาติ และขอให้การเสียสละของทหารกล้า 2 นาย เป็น 2 ชีวิตสุดท้าย

 

สำหรับประเด็นการเจรจา นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ยังไม่มีการให้ประเทศใดเข้ามาเป็นคนกลาง เนื่องจากเป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยตรง ส่วนการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการอพยพ จะมีการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม ครอบคลุมทุกครอบครัว

 

นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า แม้อยู่ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง รัฐบาลยังคงมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน ดูแลประชาชน และป้องกันประเทศ พร้อมย้ำว่าครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จะได้รับการดูแลทั้งในเรื่องบำเหน็จ ปูนบำเหน็จ และเงินชดเชยตามระเบียบที่กำหนด

 

สำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในวันจันทร์นี้ (22 ธันวาคม) นายกรัฐมนตรีระบุว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศนำเสนอนโยบายและจุดยืนของประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่า ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหรือรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยยืนอยู่บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และต้องการยุติความสูญเสียโดยไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

 

นายกฯ เป็นประธานในพิธีส่งร่าง 2 ทหารเนิน 350 กลับภูมิลำเนา 1นายกฯ เป็นประธานในพิธีส่งร่าง 2 ทหารเนิน 350 กลับภูมิลำเนา 2นายกฯ เป็นประธานในพิธีส่งร่าง 2 ทหารเนิน 350 กลับภูมิลำเนา 3นายกฯ เป็นประธานในพิธีส่งร่าง 2 ทหารเนิน 350 กลับภูมิลำเนา 4นายกฯ เป็นประธานในพิธีส่งร่าง 2 ทหารเนิน 350 กลับภูมิลำเนา 5นายกฯ เป็นประธานในพิธีส่งร่าง 2 ทหารเนิน 350 กลับภูมิลำเนา 6

The post นายกฯ เป็นประธานในพิธีส่งร่าง 2 ทหารเนิน 350 กลับภูมิลำเนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวเนซุเอลาประณามสหรัฐฯ ก่อการโจรสลัด หลังยึดเรือบรรทุกน้ำมันเป็นครั้งที่ 2 https://thestandard.co/venezuela-us-international-piracy/ Sun, 21 Dec 2025 05:08:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1156577 เวเนซุเอลาประณาม สหรัฐฯ ก่อการโจรสลัด หลังยึดเรือบรรทุกน้ำมันเป็นครั้งที่ 2

เวเนซุเอลาประณามสหรัฐอเมริกากระทำการ ‘โจรสลัด’ ผิดกฎหมา […]

The post เวเนซุเอลาประณามสหรัฐฯ ก่อการโจรสลัด หลังยึดเรือบรรทุกน้ำมันเป็นครั้งที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวเนซุเอลาประณาม สหรัฐฯ ก่อการโจรสลัด หลังยึดเรือบรรทุกน้ำมันเป็นครั้งที่ 2

เวเนซุเอลาประณามสหรัฐอเมริกากระทำการ ‘โจรสลัด’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ หลังยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในน่านน้ำสากล โดยอ้างว่า เป็นมาตรการปิดล้อมเพื่อปราบปรามอาชญากรรมยาเสพติด

 

เมื่อคืนนี้ (20 ธันวาคม) คริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐฯ ยืนยันผ่าน X ว่า หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ และกระทรวงกลาโหมสกัดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งจากเวเนซุเอลาในน่านน้ำสากลเป็นครั้งที่ 2 โดยอ้างว่า สหรัฐฯ กำลังปิดล้อมและไล่ล่าเรือขนส่งน้ำมัน ที่ถูกใช้เป็นเงินทุนการก่อการร้ายด้วยยาเสพติดในภูมิภาคนี้

 

โนเอมโพสต์คลิปวิดีโอที่มีความยาวราว 8 นาที โดยเป็นภาพมุมสูงทางอากาศ เผยให้เห็นเฮลิคอปเตอร์ลอยตัวอยู่เหนือเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่กลางทะเล ก่อนจะค่อยๆ ลงจอดเพื่อยึดเรือลำดังกล่าว

 

ด้าน แอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาวระบุข้อมูลเพิ่มเติมว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำนี้เป็นเรือที่จดทะเบียนธงปลอม และเป็นกองเรือเงาของเวเนซุเอลาที่ถูกใช้สนับสนุนการก่อการร้ายของ นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

 

อย่างไรก็ดี The Guardian และ Reuters ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำนี้เป็นของบริษัท Centuries ที่จดทะเบียนในประเทศปานามา โดยใช้ชื่อปลอมว่า Crag เป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเงา ซึ่งกำลังขนน้ำมันดิบ 1.8 ล้านบาร์เรลไปยังประเทศจีน ขณะที่รายงานหลายฉบับชี้ว่า เรือลำดังกล่าวไม่ได้อยู่ในรายชื่อเรือที่สหรัฐฯ คว่ำบาตร

 

ขณะที่เวเนซุเอลาออกมาประณามการยึดเรือของสหรัฐฯ ว่า กระทำการโจรสลัดระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง (Act of International Piracy) โดยชี้ว่า เป็นการโจรกรรมและบังคับสูญหายลูกเรือกลางน่านน้ำสากล หากแต่รัฐบาลและ Petroleos de Venezuela (PDVSA) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของเวเนซุเอลา ยังไม่ได้ตอบคำถามกับสื่อถึงกรณีดังกล่าว

 

นับว่า ท่าทีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งสหรัฐฯ – เวเนซุเอลา หลัง โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวหาว่า มาดูโรอยู่เบื้องหลังอาชญากรรมที่ใช้ยาเสพติดเป็นเครื่องมือก่อการร้ายโจมตีประเทศ ขณะที่ผู้นำเวเนซุเอลาเชื่อว่า ทรัมป์พยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ เพื่อครอบครองทรัพยากรสำคัญ

 

ล่าสุด ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ NBC News ว่า แนวโน้มที่สหรัฐฯ จะทำ ‘สงคราม’ กับเวเนซุเอลาภายใต้มาดูโรยังอยู่ และเขาไม่ตัดความเป็นไปได้นี้ทิ้ง พร้อมกล่าวหาว่า เวเนซุเอลายึดน้ำมันสหรัฐฯ ไป เป็นเหตุให้ประเทศสูญเสียการลงทุน

 

“พวกเขายึดน้ำมันของเราไปไม่นานมานี้ เราต้องการมันคืน พวกเขายึดไปอย่างผิดกฎหมาย” ทรัมป์ระบุ ซึ่งเป็นที่มาของนโยบายปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

 

อนึ่ง นโยบายปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ สร้างผลกระทบมหาศาลต่อเวเนซุเอลา เพราะตั้งแต่สหรัฐฯ ยึดเรือลำแรกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เรือลำอื่นๆ ก็เลือกจอดในน่านน้ำเวเนซุเอลาแทน และการส่งออกน้ำมันดิบของประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ดี เรือจากอิหร่านและรัสเซียยังไม่ถูกคว่ำบาตร ขณะที่เรือบรรทุกน้ำมันจากบริษัทเชฟรอนของสหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้ขนส่งน้ำมันเข้าออกในเวเนซุเอลา

 

ปัจจุบัน จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลารายใหญ่ที่สุด หรือคิดตัวเลขราว 4% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของจีน ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า หากการปิดล้อมดำเนินต่อไป อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น

 

ภาพ: DHS/Handout via REUTERS

 

อ้างอิง:

The post เวเนซุเอลาประณามสหรัฐฯ ก่อการโจรสลัด หลังยึดเรือบรรทุกน้ำมันเป็นครั้งที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเรือไทยประณามกัมพูชาละเมิดกฎหมายมนุษยธรรม พบหลักฐานฝึกใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลรุกรานชายแดน https://thestandard.co/cambodia-border-landmines-violation/ Fri, 19 Dec 2025 04:09:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1156302 กองทัพเรือไทยประณาม กัมพูชาละเมิดกฎหมายมนุษยธรรม พบหลักฐานฝึกใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลรุกรานชายแดน

วันนี้ (19 ธันวาคม) ที่ กองบัญชาการกองทัพเรือ พลเรือตรี […]

The post กองทัพเรือไทยประณามกัมพูชาละเมิดกฎหมายมนุษยธรรม พบหลักฐานฝึกใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลรุกรานชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเรือไทยประณาม กัมพูชาละเมิดกฎหมายมนุษยธรรม พบหลักฐานฝึกใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลรุกรานชายแดน

วันนี้ (19 ธันวาคม) ที่ กองบัญชาการกองทัพเรือ พลเรือตรี พาราช รัตนใจพันธ์ โฆษกกองทัพเรือไทย เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังตรวจพบความเคลื่อนไหวทางทหารที่ส่อเจตนาสร้างอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของทั้งเจ้าหน้าที่และพลเรือน

 

จากการติดตามการปฏิบัติงานของ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ในการเข้าควบคุมและกวาดล้างพื้นที่บริเวณบ้านหนองรี ซึ่งอดีตเคยเป็นป้อมปราการของทหารกัมพูชา เจ้าหน้าที่ไทยได้ค้นพบ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวน 16 ทุ่น ที่ถูกดัดแปลงมาจากทุ่นระเบิดต่อต้านรถถัง ซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอย่างเต็มที่

 

กองทัพเรือระบุว่า การดัดแปลงอาวุธดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ชัดเจนในการสร้างความสูญเสียอย่างรุนแรง และถือเป็นภัยคุกคามในระดับที่ไม่อาจยอมรับได้

 

นอกจากนี้ ในระหว่างการเข้าตรวจสอบฐานพลูกดรามีย์ (บริเวณบ้านสามหลัง) เจ้าหน้าที่ไทยยังสามารถยึดเอกสารทางทหารของกัมพูชาได้หลายฉบับ ประกอบด้วย:

 

  • บันทึกการฝึกอบรมการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2
  • รายละเอียดลักษณะทั่วไปของระเบิด การติดตั้ง และขั้นตอนการกวาดล้างระบุวันที่ฝึกอบรมล่าสุดคือ 7 ตุลาคม 2024

 

หลักฐานชุดนี้ชี้ชัดว่า กองกำลังกัมพูชาได้มีการฝึกอบรมการใช้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เหตุบังเอิญหรือการกระทำของบุคคลเพียงบางกลุ่ม แต่สะท้อนถึงเจตนาเชิงยุทธศาสตร์ในการใช้สงครามทุ่นระเบิด

 

กองทัพเรือไทยย้ำว่าการกระทำของกัมพูชาถือเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง 2 ฉบับหลัก คือ:

 

1. อนุสัญญาออตาวา 1997: ที่สั่งห้ามการใช้ ผลิต และกักเก็บทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

 

2. พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ของอนุสัญญาเจนีวา: ว่าด้วยหลักความแตกต่างระหว่างเป้าหมายทางทหารและพลเรือน รวมถึงการห้ามใช้อาวุธที่ไม่สามารถจำกัดวงความเสียหายได้

 

“การครอบครองและดัดแปลงระเบิดเหล่านี้ สะท้อนถึงความเพิกเฉยต่อหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน กองทัพเรือไทยขอประณามการกระทำดังกล่าว และเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศทันที” โฆษกกองทัพเรือ กล่าว

 

ประเทศไทยขอยืนยันในเจตนารมณ์ที่จะปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ตลอดจนสวัสดิภาพของประชาชนตามแนวชายแดน โดยจะยึดถือการปฏิบัติภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด

 

อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/p/1G4APwd982/

The post กองทัพเรือไทยประณามกัมพูชาละเมิดกฎหมายมนุษยธรรม พบหลักฐานฝึกใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลรุกรานชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. วุฒิสภาเผย 7 เหตุผล หลังมีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU44 ไทย-กัมพูชา https://thestandard.co/senate-committee-revealed-7-reasons/ Tue, 16 Dec 2025 08:33:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1155374 กมธ. วุฒิสภาเผย 7 เหตุผล หลังมีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU44 ไทย-กัมพูชา

วันนี้ (16 ธันวาคม) ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามั […]

The post กมธ. วุฒิสภาเผย 7 เหตุผล หลังมีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU44 ไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. วุฒิสภาเผย 7 เหตุผล หลังมีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU44 ไทย-กัมพูชา

วันนี้ (16 ธันวาคม) ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ของวุฒิสภา ที่มี นพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นประธานการประชุม ได้แถลงมติของที่ประชุมกรรมาธิการฯ

 

นพดลกล่าวว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีการประชุมพิจารณาหารือมาแล้ว จำนวน 12 ครั้ง ซึ่งมีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงได้มีการเดินทางไปศึกษาดูงานในเรื่องดังกล่าว ณ จังหวัดตราด ในช่วงต้นเดือนตุลาคม และจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และสระแก้ว เมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา

 

“จากผลการพิจารณาศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด รอบคอบ รอบด้าน ในทุกมิติแล้ว คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จึงได้ข้อสรุปเกี่ยวกับ MOU 2544 ที่เป็นที่แน่ชัดแล้ว โดยที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่า เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2544” นพดลระบุ

 

ยก 7 เหตุผล เห็นควรยกเลิก MOU44

 

นพดลชี้แจงว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญมีเหตุผลในการเลิก 7 ประการ ดังนี้

 

1. เส้นเขตไหล่ทวีป พ.ศ. 2515 ของราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นการละเมิดอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทยอย่างชัดแจ้ง ดังนั้น จึงไม่สมควรที่จะนำเส้นเขตดังกล่าว เข้ามาเป็นกรอบในการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น

 

2. ราชอาณาจักรกัมพูชาแสดงเจตนารมณ์อันชัดแจ้งว่า จะไม่ปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนของเขตทางทะเลของทั้งสองประเทศ พ.ศ. 2544 ซึ่งการแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าวมิใช่ครั้งแรก กัมพูชาได้เคยแจ้งกับฝ่ายไทยเมื่อปี พ.ศ. 2538 ว่า “เส้นไหล่ทวีปของกัมพูชา ไม่สามารถเจรจาต่อรองได้”

 

3. ไม่ปรากฏความคืบหน้าในการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เช่นนี้เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีระหว่างการกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย

 

และเวียดนาม หรือการจัดทำข้อตกลงในการจัดทำพื้นที่พัฒนาร่วมกับมาเลเซีย นับเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดแจ้งว่า บันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 มิอาจบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้

 

4. ราชอาณาจักรกัมพูชายังคงอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดของไทย เมื่อพิจารณาหลักฐานต่างๆ แล้วเห็นเป็นที่แน่ชัดว่า ราชอาณาจักรกัมพูชายังคงมีเจตนารมณ์ที่จะอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดทั้งหมด หรืออย่างน้อยที่สุดครึ่งหนึ่งของเกาะ และแสดงให้ประจักษ์ว่าราชอาณาจักรกัมพูชาไม่มีเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเลไปพร้อมๆ กับการแบ่งปันผลประโยชน์ ตามหลักการที่เป็นแก่นสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544

 

5. กรอบการเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้ กรอบการเจรจาของบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 ซึ่งผูกเรื่องการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือเข้ากับเรื่องการเจรจาแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือเอาไว้ด้วยกัน แม้จะเห็นได้ว่าเป็นแนวทางที่พึงประสงค์

 

ในเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้ ด้วยเหตุดังกล่าว การผูกมัดทั้งสองประเด็นเข้าไว้ด้วยกัน จึงกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหา แทนที่จะเป็นกลไกในการส่งเสริมให้การเจรจาคืบหน้าตามที่ตั้งเจตนารมณ์ไว้

 

6. บันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 พ้นลักษณะของข้อตกลงชั่วคราวไปแล้ว หากจะถือเอาบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 เป็นข้อตกลงชั่วคราว (Provisional Arrangement) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea, 1982: UNCLOS) ข้อ 83 (3) ซึ่งจัดทำขึ้นในกรณีที่การเจรจาแบ่งเขตทางทะเลไม่มีความคืบหน้านั้น ปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่า บันทึกความเข้าใจดังกล่าวได้พ้นระยะเวลาที่อาจถือได้ว่าเป็นชั่วคราวไปแล้ว และได้กลายสภาพเป็นทางตันแทน

 

7. ปัจจัยสภาวะแวดล้อมทางการเมือง สังคม การขาดความจริงใจ จากฝั่งกัมพูชาที่ส่งผลกระทบทางลบ และไม่เอื้ออำนวยต่อบรรยากาศในการเจรจา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการเจรจา ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีเจตนาที่จะอ้างสิทธิในไหล่ทวีปเพื่อให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิ

 

ในไหล่ทวีปทับซ้อนที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่เกินจากความเป็นจริง ขาดพื้นฐานทางกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นไหล่ทวีปที่ไม่เคารพต่ออำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยทางทะเลโดยรอบเกาะกูดของไทย และการกระทำอื่น ๆ ที่หากพิจารณาในภาพรวมที่ไม่แบ่งแยกว่าบกหรือทะเล พบว่า กัมพูชามีพฤติกรรมและเจตนาที่ไม่ส่งเสริมบรรยากาศในการเจรจาแม้แต่น้อย

 

ด้วยเหตุนี้ การยกเลิก MOU 2544 เพื่อแสวงหาข้อตกลงชั่วคราวรูปแบบใหม่ที่มีความเป็นไปได้สูงกว่า และสามารถนำไปสู่ความคืบหน้าได้อย่างแท้จริง น่าจะเป็นแนวทางที่สมควรในอันที่จะผ่าทางตัน และบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

กมธ. วุฒิสภา เปิดข้อเสนอแนะ

 

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีข้อเสนอแนะกรณีการยกเลิก MOU 2544 ดังนี้

 

1. หลักการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างรัฐยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หาก MOU 2544 มีการยกเลิกไป การเตรียมความพร้อมในการกำหนดเขตทางทะเลของหน่วยงานรัฐ และการให้ความรู้กับประชาชนยังคงต้องดำเนินต่อไป

 

โดยต้องมีการออกมาตรการชั่วคราว เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีแนวทางในการดำเนินการใดๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจและสิทธิอธิปไตยทางทะเลของไทยทางโดยสมบูรณ์

 

2. กดดันกัมพูชาให้มาเจรจาแบ่งเขตทางทะเลโดยเร็วที่สุด โดยแสดงเจตจำนงยกเลิก MOU 44 ตามอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยสนธิสัญญา ปี ค.ศ. 1968 (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ข้อ 56 โดยให้มีผลบังคับอีก 12 เดือน และหลังรัฐสภาไทยเห็นชอบซึ่งใช้บริหารเวลาให้เหมาะสมได้หลังแสดงเจตจำนงแล้วอาจเจรจากับกัมพูชา เพื่อตกลงร่วมกันยกเลิก MOU 44 หรือแก้ไขให้เหมาะสม โดยเน้นให้มีการเจรจาแบ่งเขตทางทะเลให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

 

3.ใช้มาตรการทางนาวิกานุภาพ (Naval Power) กดดัน เช่น การปิดอ่าว (Blockade) ควบคุมเรือ สินค้าเข้าออกท่าเรือกัมพูชา

 

4. พิจารณาประกาศเส้นฐานตรงเพิ่มเติมให้ครอบคลุมตลอดแนวชายฝั่งของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอ่าวไทยทั้งด้านตะวันออกและตะวันตก ในบริเวณชายฝั่งที่ยังมีสถานะเป็นเส้นฐานปกติ เนื่องจากตามแนวชายฝั่งดังกล่าว ยังมีเกาะและหินเรียงราย ที่สามารถใช้เป็นจุดฐานในการสร้างเส้นฐานตรง เพื่อรองรับการกำหนดเขตทางทะเลกับกัมพูชา โดยไม่กระทบกับเขตแดนทางทะเลที่ไทยได้ทำข้อตกลงไว้กับประเทศเพื่อนบ้านแต่อย่างใด

 

5. ศึกษาแนวทางในการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างรัฐ โดยทำการศึกษาจากผล

 

การพิจารณาตัดสินทั้งจากของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ) และศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea : ITLOS) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเจรจาเกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเล รวมถึงคิดค้นวิธีการกำหนดเขตทางทะเลที่สามารถแสดงความเที่ยงธรรมให้เป็นรูปธรรมให้สอดคล้องกับขั้นตอนตรวจสอบความได้สัดส่วนในการกำหนดเขตทางทะเลที่ ICJ และ ITLOS นำมาประกอบการพิจารณา โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่อง จำนวน ขนาด และระยะทางจากฝั่งพื้นที่ทางทะเลที่เกิดจากเกาะหรือหินจะแสดงความเกี่ยวข้องกับพื้นที่สำหรับการกำหนดเขตทางทะเลที่ชัดเจน ให้ผลการปรับแต่งเส้นมัธยะเป็นแบบพื้นที่ ที่แสดงเป็นตัวเลขเป็นเครื่องมือในการยืนยันความเที่ยงธรรมที่เป็นรูปธรรม

 

7. ข้อเสนอแนะทางกฎหมาย กรณีการยกเลิก MOU 2544 รัฐบาลพึงพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อให้บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน MOU 44 สิ้นผลบังคับ ทั้งโดยวิธีการเจรจาขอยกเลิกภายใต้ความยินยอมของทั้งสองประเทศ หรืออาศัยเหตุแห่งการสิ้นสุดของสนธิสัญญา หรือเหตุในการบอกเลิกหรือถอนตัวในฐานะรัฐภาคีสนธิสัญญาประการต่าง ๆ ตามข้อบทแห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 เช่น เหตุที่สนธิสัญญาได้สิ้นสุดลงโดยปริยายจากพฤติการณ์ที่ราชอาณาจักรกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญา หรือปฏิบัติตามโดยไม่สอดคล้องกับเจตนาเดิม

 

ยกตัวอย่าง กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ประธานคณะทำงานร่วมทางเทคนิค (Joint Technical Committee: JTC) ฝ่ายราชอาณาจักรกัมพูชาได้เสนอร่างข้อตกลงการประชุมต่อประธานคณะทำงานร่วมทางเทคนิคฝ่ายไทย เพื่อพิจารณาลงนามในการประชุมครั้งต่อไป

 

โดยร่างข้อตกลงดังกล่าวประกอบด้วยเนื้อหาสาระสำคัญประการที่สำคัญยิ่งว่า “ให้ทั้งสองประเทศแบ่งผลประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันในเขตไหล่ทวีปใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือในอัตราเท่ากัน คือ 50:50 และให้ยุติการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือเอาไว้ก่อน”

 

เหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงสภาวการณ์อย่างสำคัญ (Fundamental Change of Circumstances) จากพฤติการณ์สู้รบในภาวะสงครามเต็มรูปแบบ หรือเหตุจากการละเมิดพันธกรณีที่เป็นสาระสำคัญ (Material Breach) จากพฤติการณ์ที่ราชอาณาจักรกัมพูชาละเมิดบทบัญญัติที่จำเป็นต่อการบรรลุวัตถุประสงค์หรือความมุ่งประสงค์ของสนธิสัญญาในประการต่าง ๆ ที่ปรากฏโดยชัดแจ้งและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยได้ประท้วงให้ราชอาณาจักรกัมพูชาหยุดการละเมิดทั้งหลายนั้นมาโดยตลอด แต่ไม่เป็นผล

 

ทั้งนี้ โดยปฏิบัติตามขั้นตอนการกล่าวอ้างเหตุแห่งการถอนตัวหรือการสิ้นสุดของสนธิสัญญาและการระงับข้อพิพาทตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา

 

ค.ศ. 1969 และหลักสากลอื่นที่เกี่ยวข้อง

 

ยินดีส่งข้อมูลให้ ครม. ดำเนินการ

 

นพดลระบุว่า หากยกเลิก MOU แล้ว ก็กลับไปใช้มาตรฐานสากลที่สหประชาชาติบังคับใช้อยู่ ซึ่งมีกฎหมายทางทะเลกำหนดไว้อยู่แล้ว ทุกประเทศก็ควรจะปฏิบัติตาม เมื่อเรานับหนึ่งใหม่ เพราะ 24 ปีที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไรคืบหน้าอยู่แล้ว การกลับไปใช้กฎหมายสากลก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้จากนานาประเทศ ในเมื่อกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลแล้ว ก็เป็นหน้าที่ต้องไปชี้แจงต่อสหประชาชาติ หรือภาคีต่างๆ ที่ประเทศกัมพูชาแบบสมาชิกอยู่

 

นพดลกล่าวด้วยว่า ถ้าไม่ยุบสภาเสียก่อน ก็สามารถนำมติของกรรมาธิการฯ เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไปได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ครม. ว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ขณะนี้ก็ถือว่าหมดหน้าที่ของกรรมาธิการฯ

 

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะไม่ดำเนินการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU43-44 แล้ว นพดลระบุว่า เชื่อว่าการที่กรรมาธิการฯ มาแถลงวันนี้ รัฐบาลก็น่าจะรับรู้แล้ว และหากรัฐบาลต้องการรายงานฉบับเต็มของกรรมาธิการฯ ก็สามารถแจ้งมาได้ กรรมาธิการฯ ยินดีส่งไปให้อย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากยังไม่มีมติของวุฒิสภา

The post กมธ. วุฒิสภาเผย 7 เหตุผล หลังมีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU44 ไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชุดสำรวจและปักหมุดชั่วคราวไทย-กัมพูชา คืบหน้า 81.93% https://thestandard.co/thai-cambodia-border-survey-progress/ Sat, 22 Nov 2025 03:42:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1146073 **ชุดสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ไทย-กัมพูชา คืบหน้า 81.93%**

วานนี้ (21 พฤศจิกายน) หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร […]

The post ชุดสำรวจและปักหมุดชั่วคราวไทย-กัมพูชา คืบหน้า 81.93% appeared first on THE STANDARD.

]]>
**ชุดสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ไทย-กัมพูชา คืบหน้า 81.93%**

วานนี้ (21 พฤศจิกายน) หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับชุดสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนจันทบุรี และชุดรักษาความปลอดภัย ตำบลเทพนิมิตร รวม 60 นาย ได้ปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายกัมพูชาจำนวน 40 นาย เพื่อสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 53-54 ได้จำนวน 3 หมุด (TM53-19 ถึง TM53-21) รวมระยะทาง 150 เมตร รวมปักได้ 136 หมุด จากทั้งหมด 166 หมุด คิดเป็น 81.93% รวมระยะทาง 6.8 กิโลเมตร จากทั้งหมด 8.3 กิโลเมตร

 

ในช่วงบ่าย ชุดสำรวจฯ ของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันจัดทำรายงานประจำวันเพื่อบันทึกผลการสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 52-59 โดยพบว่าพื้นที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่เป็นสวนลำไยและสวนทุเรียน ส่งผลให้ต้นไม้ขนาดใหญ่บดบังสัญญาณดาวเทียม GPS อีกทั้งยังมีบางช่วงเป็นป่าหญ้ารกทึบ ทำให้การวัดพิกัดต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบและความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างชุดสำรวจทั้งสองฝ่าย

 

สำหรับแผนการปฏิบัติงานในวันที่ 22 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น. ทั้งสองฝ่ายได้นัดพบกันที่หลักเขตแดนที่ 58 เพื่อดำเนินการปักหมุด TM57-39 ถึง TM57-47 ตามแผนที่วางไว้ร่วมกัน

 

การปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ‘จัดทำเส้นเขตแดนบนพื้นดิน (land boundary demarcation)’ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในการแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ หมุดแต่ละหมุดทำหน้าที่เป็นจุดอ้างอิงเชิงพิกัด (geodetic reference points) เพื่อยืนยันตำแหน่งของเส้นเขตแดนอย่างถูกต้องก่อนนำไปสู่การติดตั้งหลักเขตแดนถาวรในลำดับต่อไป กระบวนการนี้ต้องอาศัยการปฏิบัติร่วมกันอย่างละเอียดระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อให้เส้นเขตแดนมีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถใช้ประกอบการบริหารพื้นที่ชายแดนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ อันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง ระหว่างไทย-กัมพูชา

 

**ชุดสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ไทย-กัมพูชา คืบหน้า 81.93%** 1
**ชุดสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ไทย-กัมพูชา คืบหน้า 81.93%** 2
**ชุดสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ไทย-กัมพูชา คืบหน้า 81.93%** 3
**ชุดสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ไทย-กัมพูชา คืบหน้า 81.93%** 4
**ชุดสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ไทย-กัมพูชา คืบหน้า 81.93%** 5

The post ชุดสำรวจและปักหมุดชั่วคราวไทย-กัมพูชา คืบหน้า 81.93% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุน มาเนต ออกแถลงการณ์ประณามไทยใช้ความรุนแรง ทำพลเรือนกัมพูชาบาดเจ็บ 3 คน และเสียชีวิต 1 คน https://thestandard.co/hun-manet-slams-thai-violence/ Thu, 13 Nov 2025 03:49:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1142765 ฮุน มาเนต ออกแถลงการณ์ประณาม ไทยใช้ความรุนแรง ทำพลเรือนกัมพูชาบาดเจ็บ 3 คน และเสียชีวิต 1 คน

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เผยแพร่แถลงการณ์ผ่าน Face […]

The post ฮุน มาเนต ออกแถลงการณ์ประณามไทยใช้ความรุนแรง ทำพลเรือนกัมพูชาบาดเจ็บ 3 คน และเสียชีวิต 1 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุน มาเนต ออกแถลงการณ์ประณาม ไทยใช้ความรุนแรง ทำพลเรือนกัมพูชาบาดเจ็บ 3 คน และเสียชีวิต 1 คน

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เผยแพร่แถลงการณ์ผ่าน Facebook วานนี้ โดยแสดงท่าทีประณาม และกล่าวหาว่าฝ่ายไทยใช้ความรุนแรงโดยปราศจากการยั่วยุต่อพลเรือนชาวกัมพูชา ในหมู่บ้านเปรยจัน ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (12 พฤศจิกายน) และอ้างว่ามีพลเรือนชาวกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 คน และเสียชีวิต 1 คน

 

ขณะที่ชี้ว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดต่อหลักการมนุษยธรรมและข้อตกลงร่วมกันที่ได้บรรลุไว้ก่อนหน้านี้ในการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างอิสระจากหน่วยงานระหว่างประเทศเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้

 

รายละเอียดแถลงการณ์ทั้งหมดมีดังนี้

 

“ข้าพเจ้าขอประณามอย่างรุนแรงต่อการใช้ความรุนแรงโดยปราศจากการยั่วยุของฝ่ายไทยต่อพลเรือนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ในหมู่บ้านเปรยจันในช่วงบ่ายของวันที่ 12 พฤศจิกายน 2025 ซึ่งส่งผลให้พลเรือนชาวกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 คน และเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า 1 คน

 

การกระทำนี้ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดต่อหลักการมนุษยธรรมและข้อตกลงร่วมกันที่ได้บรรลุไว้ก่อนหน้านี้ในการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงที่จะอนุญาตให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ดำเนินการสำรวจและตั้งเครื่องหมายชั่วคราว และให้คงสถานะเดิมไว้จนกว่าการสำรวจจะเสร็จสิ้นและ JBC ตัดสินใจขั้นสุดท้าย

 

ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยุติการใช้กำลังต่อพลเรือนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ในหมู่บ้านเปรยจันโดยทันที และงดเว้นการใช้กำลังใดๆ ในการแก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างประเทศของเราทั้งสอง

 

ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างอิสระเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ และขอให้ภาคีระหว่างประเทศที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าร่วมเปิดเผยความจริงและผู้รับผิดชอบ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่เหยื่อ

 

ขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าได้กำชับหน่วยงานท้องถิ่นและกองกำลังความมั่นคงทุกฝ่ายให้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องพลเรือนของเรา โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและชีวิตของพวกเขาเป็นอันดับแรก

 

กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนนี้โดยสันติ ตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาร่วมที่ลงนาม ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้งและสร้างสันติภาพระหว่างประเทศของเราทั้งสอง”

The post ฮุน มาเนต ออกแถลงการณ์ประณามไทยใช้ความรุนแรง ทำพลเรือนกัมพูชาบาดเจ็บ 3 คน และเสียชีวิต 1 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยย้ำเจตจำนงลดอาวุธและความมั่นคงรอบด้านในการประชุมคณะกรรมการ 1 สมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80 https://thestandard.co/thailand-unga-disarmament-security/ Thu, 13 Nov 2025 02:35:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1142737 ไทยย้ำเจตจำนงลดอาวุธและความมั่นคงรอบด้านในการประชุมคณะกรรมการ 1 สมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80

ในการประชุมคณะกรรมการ 1 ว่าด้วยการลดอาวุธและความมั่นคงร […]

The post ไทยย้ำเจตจำนงลดอาวุธและความมั่นคงรอบด้านในการประชุมคณะกรรมการ 1 สมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยย้ำเจตจำนงลดอาวุธและความมั่นคงรอบด้านในการประชุมคณะกรรมการ 1 สมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80

ในการประชุมคณะกรรมการ 1 ว่าด้วยการลดอาวุธและความมั่นคงระหว่างประเทศ สมัยที่ 80 ของ สมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ถึง 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้แทนไทยได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันและได้แถลงจุดยืนหลักในประเด็นสำคัญครอบคลุมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธตามแบบ และความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่

 

ถ้อยแถลงของไทยได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นอันยาวนานของประเทศในการส่งเสริมโครงสร้างความมั่นคงระหว่างประเทศบนพื้นฐานของกฎหมาย หลักการด้านมนุษยธรรม และความร่วมมือระดับภูมิภาคเรียกร้องให้ลดอาวุธนิวเคลียร์และจัดการกับความเสี่ยงอย่างเร่งด่วน

 

ไทยได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อนการลดอาวุธนิวเคลียร์ให้ก้าวหน้า โดยความพยายามนี้ต้องดำเนินการในกรอบของสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) และตราสารระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนไทยระบุว่า “ไทยเรียกร้องให้รัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ปฏิบัติตามพันธกรณี โดยให้หลักประกันด้านความมั่นคงที่ชัดเจนแก่รัฐที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมและสามารถตรวจสอบได้เพื่อลดความเสี่ยงจากอาวุธนิวเคลียร์”

 

นอกจากนี้ ไทยยังได้ย้ำถึงความสำคัญของสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือสนธิสัญญากรุงเทพ ในฐานะรากฐานของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และเรียกร้องให้รัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์มีส่วนร่วมกับสนธิสัญญาฉบับนี้อย่างเต็มที่
ยืนยันเจตจำนงด้านการลดอาวุธบนพื้นฐานมนุษยธรรม

 

ไทยได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการลดอาวุธบนพื้นฐานมนุษยธรรม พร้อมนำเสนอความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การเยียวยาผู้เสียหายและการให้การศึกษาเกี่ยวกับภัยจากทุ่นระเบิด ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (APMBC) นอกจากนี้ ไทยได้ยืนยันการสนับสนุนปฏิญญาทางการเมืองว่าด้วยการปกป้องพลเรือนจากผลกระทบทางมนุษยธรรมจากการใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในพื้นที่ชุมชน (EWIPA) และเรียกร้องให้มีการควบคุมเทคโนโลยีเกิดใหม่ในด้านการทหารให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัดส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และความรับผิดชอบของรัฐในพื้นที่ไซเบอร์

 

ไทยยินดีกับการจัดตั้ง Global Mechanism on developments in the field of ICTs in the context of international security and advancing responsible State behaviour in the use of ICTs เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบของรัฐในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICTs)

 

ผู้แทนไทยได้ย้ำถึงการสนับสนุนบรรทัดฐานพฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบของรัฐโดยสมัครใจ 11 ข้อ ในพื้นที่ไซเบอร์ และนำเสนอบทบาทเชิงรุกในระดับภูมิภาค โดยได้ชี้ว่า การที่ไทยเป็นเจ้าภาพศูนย์พัฒนาศักยภาพความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCCBC) เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมพื้นที่ไซเบอร์ที่ปลอดภัย มีความมั่นคง และมีเสถียรภาพ ผู้แทนไทยเสริมว่า “ด้วยการพัฒนาศักยภาพและความร่วมมือระดับภูมิภาค เรากำลังทำงานเพื่อเชื่อมโยงความแตกต่างและส่งเสริมสภาพแวดล้อมดิจิทัลระดับโลก ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจและกฎหมายระหว่างประเทศ”

 

การมีส่วนร่วมของไทยในการประชุมคณะกรรมการ 1 สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่รอบด้านและมีหลักการในการส่งเสริมความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยสร้างสมดุลระหว่างความจำเป็นเร่งด่วนในการลดอาวุธกับการรับมือกับภัยคุกคามแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ของศตวรรษที่ 21

The post ไทยย้ำเจตจำนงลดอาวุธและความมั่นคงรอบด้านในการประชุมคณะกรรมการ 1 สมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80 appeared first on THE STANDARD.

]]>