SUSTAIN UPDATE – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 23 Mar 2025 08:29:20 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 Zillion Innovation คว้ารางวัล NOVA Award ด้านนวัตกรรมสีเขียว ยกระดับการจัดการขยะอาหารสู่ความยั่งยืน [PR NEWS] https://thestandard.co/zillion-innovation-nova-award/ Sun, 23 Mar 2025 08:29:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1055334

Zillion Innovation คว้ารางวัล NOVA Award ในสาขานวัตกรรม […]

The post Zillion Innovation คว้ารางวัล NOVA Award ด้านนวัตกรรมสีเขียว ยกระดับการจัดการขยะอาหารสู่ความยั่งยืน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>

Zillion Innovation คว้ารางวัล NOVA Award ในสาขานวัตกรรมสีเขียวที่ช่วยให้โลกยั่งยืน จากเวที The NOVA Expo 2025 สำหรับโครงการ Z’Food Zero Waste เครื่องกำจัดขยะอาหารที่สามารถแปรสภาพเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

เนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิลเลี่ยน อินโนเวชั่น จำกัด (Zillion Innovation) เปิดเผยว่า รางวัลนี้เป็นแรงผลักดันสำคัญให้บริษัทเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้าน Net Zero Carbon และ Zero Waste อย่างต่อเนื่อง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยและโลกของเรา

 

ทั้งนี้ โครงการ Z’Food Zero Waste ได้รับการออกแบบเพื่อลดปริมาณขยะอาหารที่ต้องนำไปฝังกลบ ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น มีเทน (Methane) โดยสามารถแปรรูปขยะเหล่านี้ให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อนำกลับมาใช้ในภาคเกษตรกรรม สนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี

 

เครื่อง Z’Food Zero Waste ได้รับความสนใจจากทั้งภาคครัวเรือนขนาดใหญ่ ร้านอาหาร ไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดกลางและใหญ่ เนื่องจากสามารถช่วยลดต้นทุนการจัดการขยะ และเปลี่ยนของเสียให้เป็นมูลค่าเพิ่ม

 

ปัจจุบัน Z’Food Zero Waste ได้รับการตอบรับอย่างดีจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในสิงคโปร์ รวมถึงภายในประเทศไทยเอง สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และธุรกิจชั้นนำ เช่น โรงแรมและร้านอาหารระดับไฮเอนด์ ต่างให้ความสนใจและติดตั้งเครื่องดังกล่าวเพื่อสนับสนุนแนวทางธุรกิจสีเขียว

 

เนวินธุ์เน้นย้ำว่า ปัญหาขยะอาหารและก๊าซเรือนกระจกเป็นเสียงเตือนให้โลกต้องเปลี่ยนแปลง ซิลเลี่ยน อินโนเวชั่น จึงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่เพียงแต่ลดปริมาณขยะ แต่ยังสร้างพลังงานและปุ๋ยอินทรีย์คืนสู่ธรรมชาติ

 

บริษัท ซิลเลี่ยน อินโนเวชั่น จำกัด เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมก่อสร้างและสิ่งแวดล้อม นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ กันซึมระดับ World Class ตั้งแต่ชั้นใต้ดินถึงดาดฟ้า รวมถึงโซลูชัน Green Wall, Green Roof และวัสดุก่อสร้างเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับความไว้วางใจจากโครงการชั้นนำ เช่น One Bangkok, อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี, อาคารสภาวิศวกร และโรงแรมหรูอย่าง Sala Riverside

The post Zillion Innovation คว้ารางวัล NOVA Award ด้านนวัตกรรมสีเขียว ยกระดับการจัดการขยะอาหารสู่ความยั่งยืน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starbucks ญี่ปุ่น นำร่องเลิกใช้หลอดกระดาษ เปลี่ยนมาใช้หลอดจากพืช พร้อมดีไซน์ทนทานและสัมผัสเรียบลื่น https://thestandard.co/starbucks-japan-plant-based-straws-2025/ Thu, 02 Jan 2025 10:17:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1026538 starbucks-japan-plant-based-straws-2025

Starbucks ญี่ปุ่น นำร่องเปลี่ยนมาใช้หลอดที่ผลิตจากพืชแท […]

The post Starbucks ญี่ปุ่น นำร่องเลิกใช้หลอดกระดาษ เปลี่ยนมาใช้หลอดจากพืช พร้อมดีไซน์ทนทานและสัมผัสเรียบลื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
starbucks-japan-plant-based-straws-2025

Starbucks ญี่ปุ่น นำร่องเปลี่ยนมาใช้หลอดที่ผลิตจากพืชแทนหลอดกระดาษ ชูดีไซน์ทนทานและสัมผัสเรียบลื่น มาในโทนสีเขียวเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ตอกย้ำพันธกิจมุ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

ย้อนไปในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Starbucks ในญี่ปุ่นประกาศเลิกใช้หลอดกระดาษ เพื่อเปลี่ยนไปใช้หลอดชีวมวลจากพืช โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมนี้เป็นต้นไป 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

สำหรับหลอดที่ผลิตจากพืชออกแบบมาให้ใช้งานทนทาน แข็งแรงกว่าหลอดกระดาษที่เคยใช้ และสามารถย่อยสลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ โดยหลอดมาในโทนสีเขียวเข้มตามเครื่องหมายการค้าของ Starbucks 

 

Takafumi Minaguchi ซีอีโอของ Starbucks Coffee Japan กล่าวว่า เรามุ่งส่งเสริมแนวทางการดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืน แน่นอนว่าการใช้หลอดที่ทำจากไบโอโพลีเมอร์นั้นปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าหลอดกระดาษที่ Starbucks ใช้ในปัจจุบัน และยังช่วยลดน้ำหนักของหลอดที่ทิ้งจากร้านกาแฟให้เหลือครึ่งหนึ่งได้อีกด้วย

 

ปัจจุบันประเดิมใช้ในสาขาทั้งหมด 32 แห่งในจังหวัดโอกินาวา หลังจากนั้นก็จะกระจายไปทั่วประเทศ ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของแบรนด์ที่มีเป้าหมายลดขยะและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2030

 

อย่างไรก็ตาม การใช้หลอดที่ผลิตจากพืชไม่ได้มีแค่ Starbucks เท่านั้น แต่ยังมีแบรนด์ร้านอาหารอย่าง McDonald’s และร้านอาหารในเครือ Skylark Holdings ก็เริ่มนำหลอดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้แทนหลอดพลาสติกด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: JARIRIYAWAT / Shutterstock 

 

อ้างอิง:

 

The post Starbucks ญี่ปุ่น นำร่องเลิกใช้หลอดกระดาษ เปลี่ยนมาใช้หลอดจากพืช พร้อมดีไซน์ทนทานและสัมผัสเรียบลื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ignifier ชูแนวคิด ‘Regenerative Business’ ธุรกิจที่สามารถฟื้นฟูและกอบกู้โลก https://thestandard.co/ignifier-regenerative-business/ Sat, 14 Dec 2024 07:53:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1019537 ignifier-regenerative-business

Ignifier นำทัพเหล่ากูรูและพันธมิตรทางธุรกิจ เปิดประสบกา […]

The post Ignifier ชูแนวคิด ‘Regenerative Business’ ธุรกิจที่สามารถฟื้นฟูและกอบกู้โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ignifier-regenerative-business

Ignifier นำทัพเหล่ากูรูและพันธมิตรทางธุรกิจ เปิดประสบการณ์ความรู้สู่เส้นทางการพัฒนาความยั่งยืนให้กับผู้เข้าร่วมงานภายใต้ธีม ‘Ignite the Future’ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและปลุกไฟในการรังสรรค์สิ่งที่ดีให้กับโลกและสังคม ผ่านการชมภาพยนตร์สารคดี Beyond Zero เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ โรงแรม Conrad Bangkok ซึ่งมีเคล็ดลับความสำเร็จมากมายที่สามารถหยิบจับและนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารธุรกิจได้อย่างครบครัน

 

เปิดเวทีด้วยหัวข้อ ‘Beyond Sustainability: The Green Shift’ โดย ทรงพล ชัญมาตรกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิกนิไฟเออร์ จำกัด (Ignifier) กล่าวถึงวิวัฒนาการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของไทยและของโลกในห้วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันที่วิกฤตการณ์โลกร้อนยังไม่มีแนวโน้มจะดีขึ้น ทำให้โลกของเราต้องการแนวคิดใหม่ที่มากกว่าแค่การลดผลกระทบเชิงลบเท่านั้น นั่นคือ ‘Regenerative Business’ ธุรกิจที่สามารถฟื้นฟูและกอบกู้โลก 

 

โดยนำเสนอเรื่องราวของบริษัท Interface Inc. ผู้ผลิตพรมชั้นนำระดับโลก ที่เป็นต้นแบบความสำเร็จในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง ผ่านภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Beyond Zero

 

หลังชมภาพยนตร์ พนอจันทร์ จารุรังสีพงศ์ ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนองค์กร และ GRI Certified Sustainability Professional ได้สรุปเคล็ดลับความสำเร็จในหัวข้อ ‘Practical Lessons for Regenerative Leadership’ การเปลี่ยนแปลงสำคัญในองค์กรสามารถเกิดขึ้นได้หากผู้นำองค์กรมีความมุ่งมั่นอันแรงกล้า มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและกล้าหาญ ดังเช่น เรย์ แอนเดอร์สัน ผู้ก่อตั้ง Interface ที่สามารถจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งองค์กรร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย นำมาซึ่งนวัตกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบเชิงลบ และสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการประยุกต์ใช้ศาสตร์การออกแบบนวัตกรรมโดยเทคนิคเลียนแบบธรรมชาติ (Biomimicry) ทำให้สามารถลดต้นทุน สร้างยอดขาย และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

กุญแจสำคัญของการพัฒนาไปสู่การเป็น Regenerative Business นั้น นอกจากต้องมีความรู้และความเชี่ยวชาญในธุรกิจ รวมทั้งมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ยังต้องคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญอีกหลายอย่าง

 

ด้าน บุญรอด เยาวพฤกษ์ กรรมการ บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด ให้มุมมองในเรื่อง ‘Climate Strategy: From Reduction to Regeneration’ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นผลมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในปัจจุบันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้สภาพภูมิอากาศของโลกกลับมาดีดังเดิม ธุรกิจจำเป็นต้องผนวกการดำเนินงานด้าน Climate เข้ากับกลยุทธ์การเติบโต เพราะไม่อาจแยกการดำเนินธุรกิจออกจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นการปรับตัวและแสวงหาหนทางเพื่อฟื้นฟูโลกใบนี้ พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจและรักษาความสามารถในการแข่งขันให้ได้ในระยะยาว จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรคำนึงถึงและมุ่งหน้าพัฒนาร่วมกัน 

 

ขณะที่ ศิริคเณศ สกุลยง Chief Designer and Biomimicry Consultant Sapience Solutions ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบนวัตกรรมโดยเทคนิคเลียนแบบธรรมชาติ (Biomimicry) มาช่วยไขความกระจ่างในหัวข้อ ‘Biomimicry in Action: Designing Sustainable Innovations Inspired by Nature’ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติที่มีวิวัฒนาการในการอยู่รอดมากว่า 3.8 พันล้านปี ดังนั้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ถอดแบบกลไกของธรรมชาติดังเช่นที่ Interface ใช้ จะกลายเป็นแนวทางการดำเนินงานหนึ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อธุรกิจ พร้อมสร้างความยั่งยืนให้แก่โลกของเรา

 

เมธา บัวรักสกุล Sustainability Business Development Manager บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ในหัวข้อ ‘Building Trust Through Sustainability Assurance and Transparency’ ซึ่งข้อมูลที่ได้รับการทวนสอบและรับรองความถูกต้องจากบุคคลที่สาม จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะเปลี่ยนความสงสัยของผู้ที่ใช้ข้อมูลให้เป็นความไว้วางใจและความมั่นใจในบริษัท การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสจะช่วยป้องกันการฟอกเขียว (Greenwashing) ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียได้ 

 

นอกจากนี้การสื่อสารผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนทั้งในองค์กรและนอกองค์กรเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับธุรกิจ โดย กฤษณพล พงศ์ธนาวรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด ได้แนะนำวิธีการเล่าเรื่องที่ทรงพลังในหัวข้อ ‘Storytelling for Sustainability: Creating Lasting Impact and Inspiring Change’ กล่าวถึงความเชื่อว่า ‘Facts Inform, but Stories Inspire’ ทุกเรื่องเล่าต้องใช้ ‘หัวใจ’ ในการเชื่อมโยงผู้คน ให้เกิดการตระหนักรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และเปลี่ยนแปลงกรอบความคิด ไปสู่การลงมือทำ โดยการใช้สื่อหรือวิธีการหลากหลายรูปแบบ เพื่อก่อให้เกิดการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ผลลัพธ์ในการพัฒนาความยั่งยืนที่แท้จริง

 

ปิดท้ายช่วงสุดท้ายภายในงาน Ignite the Future ด้วยหัวข้อ ‘The Road Ahead of Sustainability’ โดย ดร.ธนัย ชรินทร์สาร Strategic Management Professional มาเน้นย้ำถึงเรื่องความยั่งยืนว่าจะมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและความสำเร็จของบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ จึงควรต้องวางกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนควบคู่ไปกับการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจ และมีการวางแผนที่ดีเพื่อนำไปปฏิบัติ ซึ่งจุดนี้เองที่หลายบริษัทอาจมองข้าม เพราะแม้จะมีแผนกลยุทธ์ที่ดีเพียงใด แต่ขาดการลงมือทำอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จที่คาดหวังไว้ย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

The post Ignifier ชูแนวคิด ‘Regenerative Business’ ธุรกิจที่สามารถฟื้นฟูและกอบกู้โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.คมนาคม สหรัฐฯ เตือนทั่วโลกเตรียมตัว Climate Change ทำเครื่องบินตกหลุมอากาศเพิ่มขึ้น https://thestandard.co/climate-change-and-air-turbulence/ Mon, 27 May 2024 04:13:12 +0000 https://thestandard.co/?p=937901 เครื่องบิน ตกหลุมอากาศ

พีต บุตติเจจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสหรัฐอเมริกา แส […]

The post รมว.คมนาคม สหรัฐฯ เตือนทั่วโลกเตรียมตัว Climate Change ทำเครื่องบินตกหลุมอากาศเพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบิน ตกหลุมอากาศ

พีต บุตติเจจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสหรัฐอเมริกา แสดงความเห็นกึ่งคำเตือนระหว่างการให้สัมภาษณ์กับรายการ Face the Nation ทางสถานีโทรทัศน์ CBS เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 พฤษภาคม) ระบุว่า สายการบินรวมถึงท่าอากาศยานทั่วโลกจำเป็นต้องยกเครื่องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินต่างๆ หลังการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change คือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เครื่องบินตกหลุมอากาศเพิ่มจำนวนมากขึ้น

 

ความเห็นดังกล่าวของบุตติเจจถือเป็นอีกหนึ่งความคืบหน้าล่าสุดที่ต้องการตอกย้ำให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงผลกระทบเลวร้ายของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น โดยบุตติเจจกล่าวว่า ความเป็นจริงในขณะนี้ก็คือ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นกับโลกแล้วในแง่ของการคมนาคมขนส่ง พร้อมประเมินว่า ความวุ่นวายจะยังคง “ส่งผลกระทบต่อนักเดินทางชาวอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางภายในประเทศหรือเดินทางไปต่างประเทศก็ตาม”

 

บุตติเจจระบุว่า จนถึงขณะนี้โลกได้เห็นแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมในแทบจะทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดคลื่นความร้อนในระดับที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ทางสถิติ จนอาจคุกคามสายเคเบิลของระบบขนส่งมวลชนในฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของแปซิฟิก ไปจนถึงฤดูกาลของเฮอริเคนที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่นับรวมข้อบ่งชี้ต่างๆ ที่ตอกย้ำว่าความปั่นป่วนรุนแรงของสภาพภูมิอากาศทำให้หลุมอากาศ (Turbulence) เพิ่มขึ้นประมาณ 15%

 

คำเตือนนี้สอดคล้องกับผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Geophysical Research Letters เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของ CAT (Clear Air Turbulence) คือความปั่นป่วนในอากาศแจ่มใส ระหว่างปี 1979-2020 โดยมีความปั่นป่วน ‘รุนแรงหรือมากขึ้น’ ซึ่งเป็นประเภท CAT ที่แข็งแกร่งที่สุด เพิ่มขึ้น 55% บ่อยครั้งเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือในช่วงเวลาดังกล่าว

 

ทั้งนี้ CAT เป็นภาวะปั่นป่วนที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งเตือนใดๆ ที่มองเห็นได้ ซึ่งตามปกติแล้วลักษณะเมฆบนท้องฟ้าจะช่วยส่งสัญญาณให้นักบินรู้ว่าบริเวณนั้นๆ จะมีสภาพอากาศปั่นป่วนอย่างไร ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงหรือบินผ่านเข้าไปในเมฆชนิดนั้น แต่ในกรณีของ CAT คือกรณีที่บินอยู่ในบริเวณที่ไม่มีก้อนเมฆปรากฏอยู่เลย แต่เครื่องบินได้รับการกระแทกหรือราวกับถูกจับโยน

 

บุตติเจจชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นและเพิ่มจำนวนความถี่มากขึ้น ทำให้ประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐฯ จำเป็นต้องเร่งวางนโยบาย และพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้ทันกับการรับมือสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

 

ความเห็นของบุตติเจจยังมีขึ้นหลังจากที่มีรายงานว่าหลายเที่ยวบินในสหรัฐฯ และทั่วโลก เผชิญกับความเสียหายรุนแรงจากการตกหลุมอากาศในปีนี้ โดยล่าสุดก็คือสายการบิน Qatar Airways เที่ยวบินระหว่างโดฮา-ดับลิน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 พฤษภาคม) ซึ่งทำให้มีผู้โดยสารบาดเจ็บทั้งหมด 12 ราย และสายการบิน Singapore Airlines ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บ 30 ราย เสียชีวิต 1 ราย

 

แม้จะมีโอกาสน้อยมากที่การตกหลุมอากาศอย่างรุนแรงระดับที่ Singapore Airlines ประสบ แต่บุตติเจจก็ชี้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตระหนักว่าหลุมอากาศสามารถเกิดขึ้นได้ และบางครั้งก็อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ซึ่งขณะนี้มีระเบียบปฏิบัติและรูปแบบสำหรับสิ่งต่างๆ เช่น วิธีที่นักบินที่เผชิญกับความวุ่นวายสามารถแจ้งเตือนผู้ที่อาจเข้ามาในเส้นทางได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วเจ้าตัวกลับเห็นว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระเบียบการประเมินใหม่ เนื่องจากความเป็นจริงของโลกในเวลานี้ก็คือหลุมอากาศเป็นสิ่งที่มีแนวโน้มว่าต้องเผชิญบ่อยขึ้น และต้องเผชิญในลักษณะที่รุนแรงกว่าเดิม ซึ่งหมายรวมถึงบรรดาสายการบิน ผู้ผลิตเครื่องบิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ที่จำเป็นต้องยกเครื่องมาตรการความปลอดภัยของตนเอง

 

ทั้งนี้มีรายงานว่า ทีมผู้บริหารของทาง Boeing บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเครื่องบินสัญชาติอเมริกัน มีกำหนดเข้าพบหารือกับ Federal Aviation Administration ในวันพฤหัสบดีนี้ (30 พฤษภาคม) เพื่อนำเสนอแผนการปรับปรุงการควบคุมคุณภาพ หลังเครื่องบิน Boeing ของทางสายการบินประสบปัญหาด้านความปลอดภัย จนทำให้มีการยื่นร้องเรียนมากมาย

 

อ้างอิง:

The post รมว.คมนาคม สหรัฐฯ เตือนทั่วโลกเตรียมตัว Climate Change ทำเครื่องบินตกหลุมอากาศเพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปะการังกำลังจะตาย หายนะสีขาวจากทะเลเดือด เราช่วยอะไรได้บ้าง https://thestandard.co/coral-bleaching/ Thu, 16 May 2024 01:12:48 +0000 https://thestandard.co/?p=934037 ปะการังฟอกขาว

หากใครเคยมีประสบการณ์ดำน้ำ ได้สัมผัสโลกใต้ทะเลด้วยตาของ […]

The post ปะการังกำลังจะตาย หายนะสีขาวจากทะเลเดือด เราช่วยอะไรได้บ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปะการังฟอกขาว

หากใครเคยมีประสบการณ์ดำน้ำ ได้สัมผัสโลกใต้ทะเลด้วยตาของตัวเอง จะพบว่าใต้ทะเลนั้นแสนมหัศจรรย์ นอกจากจะเป็นบ้านของมวลหมู่ปลาแล้ว สีสันจากปะการังนานาชนิดก็สวยราวกับเราได้ลอยตัวอยู่เหนือทุ่งดอกไม้ใต้ผืนน้ำขนาดมหึมา

 

แต่วันนี้โลกเดือดทำให้ใต้ทะเลร้อนระอุ จนมีคนกล่าวว่า ‘เหมือนเกิดไฟป่าใต้น้ำ’ ปะการังที่เคยเปล่งสีสันเปลี่ยนเป็นกอซีดขาวโพลน หลายพื้นที่ตอนนี้สภาพไม่เหลือเค้าเดิมของสถานที่ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยว

 

พวกเธอกำลังจะตาย

 

THE STANDARD สัมภาษณ์พิเศษ ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์ปะการังฟอกขาววันนี้ว่าหนักหนาแค่ไหน และเราจะช่วยอะไรได้บ้าง ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่อยากเห็นท้องทะเลต้องบาดเจ็บไปมากกว่านี้

 

  • ปะการังฟอกขาวที่เกิดขึ้นวันนี้สาหัสแค่ไหน

 

ดร.ปิ่นสักก์กล่าวว่า ปะการังฟอกขาวโดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการที่ปะการังเจอกับอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงเกินปกติ คือประมาณ 30.5 องศาเซลเซียสต่อเนื่องกันประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ถึงเช่นนั้นก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการฟอกขาวของปะการังด้วย เช่น เรื่องของสภาพแวดล้อม ชนิดพันธุ์ของปะการัง ความจ้าของรังสี UV ที่ปะการังได้รับ การฟอกขาวจึงมีความหนักเบาไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่

 

แต่สิ่งที่เราต้องจับตาคือในปีนี้ NOAA หรือองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ออกมาเตือนว่า โลกจะเจอกับการฟอกขาวระดับหายนะครั้งที่ 4 เนื่องจากอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นทั่วทั้งโลก

 

  • ไทยเจอปะการังฟอกขาวที่ไหนแล้วบ้าง

 

สำหรับในบ้านเรานั้น ทะเลแบ่งเป็น 2 ฝั่งคืออ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งมีปัจจัยทางสมุทรศาสตร์ไม่เหมือนกัน แต่จากการคาดการณ์ล่วงหน้าที่ได้จากโมเดลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งร่วมกับ IOC-WESTPAC ในรอบนี้พบว่า พื้นที่อันดามันล่างตั้งแต่ภูเก็ต-กระบี่ลงไป จะมีโอกาสพบปะการังฟอกขาวสูงกว่าอันดามันเหนือ ส่วนในฝั่งอ่าวไทยคาดว่าฟอกหมด แต่จะหนักที่แถวชุมพรและตราด

 

แต่หากถามว่าการฟอกขาวที่เกิดขึ้นคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของแนวปะการังทั้งประเทศ ดร.ปิ่นสักก์กล่าวว่า ขณะนี้น่าจะเกิน 50% ไปแล้ว ซึ่งการฟอกมีหลายระดับแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

 

  • ผลกระทบของปะการังฟอกขาวคืออะไร

 

สัตว์น้ำมากกว่า 60-70% ในทะเลต้องอาศัยการคงอยู่ของปะการัง หรือเรียกได้ว่าปะการังเป็นบ้านของสัตว์น้ำ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อนหรือลูกปลา เมื่อปะการังฟอกขาวจนตาย สัตว์น้ำก็สูญเสียบ้าน ผลกระทบที่ตามมาคือทำให้สัตว์น้ำในทะเลลดลง

 

ผลกระทบที่ตามมาต่อมนุษย์เป็นลูกโซ่คือเราจะจับปลาได้น้อยลง ปะการังสวยๆ ที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวก็จะไม่ดึงดูดคนอีกต่อไป รายได้ของชาวประมงและผู้ประกอบการก็โดนกระทบด้วย ต่อมาคือผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่ เพราะนักท่องเที่ยวจากทั้งในและนอกประเทศต่างชื่นชอบการเที่ยวทะเลไทยกันทั้งสิ้น

 

  • มีวิธีที่จะช่วยปะการังได้หรือไม่

 

ตามแผนของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแล้ว การประเมินความรุนแรงของปะการังฟอกขาวแบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกันคือ

 

  1. ไม่รุนแรง (ปะการังฟอกขาวน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30%) ดร.ปิ่นสักก์กล่าวว่า ในระยะนี้จะเน้นลดผลกระทบอื่นที่ทำให้ปะการังเครียด เช่น รณรงค์ให้ประชาชนใช้ครีมกันแดดที่ไม่เป็นพิษต่อปะการัง ไม่ทิ้งขยะลงน้ำ ไม่ให้อาหารปลา เป็นต้น

 

  1. รุนแรง (ปะการังฟอกขาวมากกว่า 30%) ตรงนี้หน่วยงานในพื้นที่จะต้องสั่งงดกิจกรรมที่คุกคามปะการัง เช่น ต้องปิดอุทยาน หรือสั่งงดกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นภัยต่อจุดที่เกิดปะการังฟอกขาวรุนแรง

 

  1. รุนแรงมาก (คาดว่าปะการังจะตายจากการฟอกขาวมากกว่า 30% เพราะอุณหภูมิมีแนวโน้มสูงอย่างต่อเนื่อง) ในส่วนนี้ต้องหาแนวทางเพื่อช่วยลดอัตราการตาย เช่น การย้ายปะการังไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม หรือใช้การบังแสงเข้าช่วย

 

“กว่าที่ปะการังจะฟื้นได้ต้องใช้เวลา 3-5 ปี และมันก็ยากเพราะสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เราก็เลยบอกว่าในปีนี้ถ้าใครมีโอกาสช่วยลดอัตราการตายของปะการังได้ก็อยากให้ช่วยกัน แม้จะ 1-2% ของพื้นที่ก็ยังดี โดยช่วยผ่านการย้ายปะการังไปยังจุดที่ลึกขึ้น น้ำเย็นขึ้น โดนแสงน้อยลง หรือทำสแลนกันแสง UV เพื่อเพิ่มอัตราการรอด เราจึงมีการรณรงค์ให้กลุ่มนักวิชาการช่วยกันทำตรงนี้” ดร.ปิ่นสักก์กล่าว

 

  • การทำสแลนกันแดดหรือย้ายปะการังดูเหมือนว่าจะช่วยได้แค่ในวงจำกัด แล้วปะการังส่วนอื่นๆ ในภาพใหญ่จะช่วยอย่างไร หรือทำได้แค่รอธรรมชาติฟื้นฟู

 

ดร.ปิ่นสักก์กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าวิธีการช่วยเหลือนั้นเป็นไปในวงจำกัด และสเกลของปัญหาก็ใหญ่เกินกว่าที่มือของมนุษย์จะช่วยได้ แต่แน่นอนว่าธรรมชาติมีศักยภาพในการฟื้นฟูตัวเอง ฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์ทำได้คือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เอื้อต่อการฟื้นฟูปะการัง

 

“เทียบให้เห็นภาพคือเหตุการณ์ของเกาะสิมิลัน ซึ่งมีคุณภาพน้ำดี ไม่มีมลพิษ ปะการังฟอกขาวแค่ 1-2 ปีก็ฟื้นกลับมาได้แล้ว ในขณะที่ฝั่งอ่าวไทยบางโซนที่ชายฝั่งน้ำมีมลพิษเจือปน ตะกอนเยอะ ปะการังตายบางที่เป็นสิบปียังไม่ฟื้นเลยครับ เพราะฉะนั้นมนุษย์นี่แหละครับเป็นตัวแปรสำคัญในการฟื้นฟูธรรมชาติ”

 

  • คนธรรมดาจะช่วยปะการังได้อย่างไรบ้าง

 

ดร.ปิ่นสักก์กล่าวว่า ภาคประชาชนสามารถมีส่วนช่วยในการลดปัจจัยคุกคามได้ด้วยกิจกรรมง่ายๆ ดังนี้

 

  1. เลิกใช้ครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง เพราะความเป็นพิษถึงจะไม่เยอะ แต่ก็มีผลกับปะการังอย่างที่หลายคนอาจคิดไม่ถึง
  2. น้ำมันจากเรือท่องเที่ยวก็มีผลกับปะการัง ควรเลือกท่องเที่ยวกับผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ใช้เครื่องยนต์เรือคุณภาพดี ไม่โยนน้ำมันทิ้งลงไปในทะเล
  3. นักดำน้ำอย่าเตะหรือตีตะกอนใส่ปะการัง เพื่อไม่ให้ปะการังเครียดหรือเกิดความเสียหาย
  4. ดูแลรักษาปลาที่ช่วยกินสาหร่าย ซึ่งทำให้ปะการังลงเกาะบนพื้นได้ง่าย เช่น ปลานกแก้ว ต้องรักษาไว้ อย่าไปจับกิน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่มนุษย์ช่วยได้มาก

 

  • ภาครัฐทำอะไรเพื่อแก้ปัญหานี้แล้วบ้าง

 

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งร่วมมือกับคณะนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมการรับมือกับเหตุปะการังฟอกขาวตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่าปี 2024 เหตุปะการังฟอกขาวจะมีความรุนแรง โดยมีการประชุมคณะทำงานวิชาการกันอย่างต่อเนื่องเพื่อทบทวนแผนการ สร้างช่องทางการสื่อสาร สร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง รวมถึงเฝ้าติดตามข้อมูลสภาพภูมิอากาศอย่างใกล้ชิด และมีการประสานงานกับเครือข่ายนักดำน้ำที่คอยแจ้งข่าวสารมา เพื่อให้สามารถระบุพิกัดของปะการังฟอกขาวได้

 

“ในปีนี้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมีการกระตุ้นคนกลุ่มนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ตลอดจนนักวิชาการที่ทำงานร่วมกับกรมฯ พบปะการังฟอกขาวจุดไหนให้รายการกันเข้ามา โดยทางกรมฯ มีการจัดทำข้อมูลแผนที่ปะการังฟอกขาว ซึ่งประชาชนสามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ https://thailandcoralbleaching.dmcr.go.th/

 

ปัจจุบันการฟอกขาวของปะการังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ว่าจะฟอกหนักในอันดามันช่วงใต้ และมีความรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์จริง เพราะบริเวณที่มีการฟอกขาวนั้นกินพื้นที่ 80-90% ของแนวปะการังแล้ว ซึ่งกรมฯ จะมีการประเมินความรุนแรงของระดับการฟอกขาว และดำเนินการลดปัจจัยคุกคามและช่วยลดอัตราการตายของปะการังต่อไป

 

  • อยากฝากอะไรถึงคนที่อยากเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อโลกในวันนี้

 

ดร. ปิ่นสักก์กล่าวทิ้งท้ายว่า “ธรรมชาติบอกเราแล้วว่ามันหนักหนาจริงๆ และผลกระทบจากภาวะโลกร้อน โลกรวน เราก็ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน ต่อเศรษฐกิจและสังคม ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลงมือทำกันจริงๆ เริ่มจากตัวเองในการทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้เกิดประโยชน์ และเมื่อหลายๆ คนทำแบบนี้พร้อมๆ กัน มันจะเกิดเป็น Collective Action ที่กลายเป็นพลังใหญ่ และช่วยให้โลกของเราเดินหน้าต่อไปได้”

 

“อยากให้เชื่อมั่นว่าเราช่วยกันทำให้ผลลัพธ์เป็นจริงได้ โดยที่เราเริ่มลงมือทำด้วยตัวเอง”

The post ปะการังกำลังจะตาย หายนะสีขาวจากทะเลเดือด เราช่วยอะไรได้บ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานแห่งชาติเผย ภาวะโลกร้อน-โลกรวน ทำภาคอีสานเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง-ขาดอาหาร https://thestandard.co/risks-to-the-northeastern-from-global-chaos/ Tue, 07 May 2024 09:45:42 +0000 https://thestandard.co/?p=930758

รายงานแห่งชาติฉบับที่ 4 (Fourth National Communication: […]

The post รายงานแห่งชาติเผย ภาวะโลกร้อน-โลกรวน ทำภาคอีสานเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง-ขาดอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>

รายงานแห่งชาติฉบับที่ 4 (Fourth National Communication: NC4) จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ  (UNDP) ซึ่งสนับสนุนโดยกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะนครราชสีมาเสี่ยงภัยพิบัติหนักทั้งวิกฤตน้ำท่วม ภัยแล้ง และส่งผลให้เกิดภาวะเสี่ยงขาดสารอาหารตามมา เพราะอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นและสภาพอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น ส่งผลให้ปศุสัตว์เครียดหรือตาย และพืชพันธุ์ต่างๆ ขาดน้ำ ขณะที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เสี่ยงได้รับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด โดยเฉพาะในมิติการตั้งถิ่นฐาน

 

รายงาน NC4 ประเมินความเสี่ยงของไทยต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนำภัยพิบัติ 3 ประเภทที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วม ไปประเมินผลกระทบใน 6 ด้านคือ ภาคการจัดการทรัพยากรน้ำ, ภาคการท่องเที่ยว, ภาคสาธารณสุข, ภาคเกษตรและภาคความมั่นคงทางอาหาร, ภาคทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภาคการตั้งถิ่นฐานและความปลอดภัยของมนุษย์ โดยประเมินความเสี่ยงระยะยาวจากข้อมูล 4 ช่วงเวลาคือ ปี 1970-2005, 2016-2035, 2046-2065 และ 2081-2099 

 

รายงานฉบับนี้ยังอ้างถึงข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปี 2018 โดยชี้ว่าภาคพลังงานปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด (69.06%), ภาคเกษตรกรรม (15.69%), ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (10.77%) และภาคของเสีย (4.88%) โดยด้านเกษตรกรรม โลกร้อนส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยตรง ทั้งยังคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2011-2045 ผลกระทบสะสมต่อภาคเกษตรสามารถสร้างความเสียหายรวมเป็นมูลค่ารวมสูง 17,912-83,826 ล้านบาทต่อปี  

 

รายงาน NC4 ยังระบุว่า หากมองถึงระดับท้องถิ่นจากแผนที่ความเสี่ยงของประเทศไทย ที่ประเมินความเสี่ยงต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากภัยธรรมชาติยังสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในเชิงภูมิภาค เนื่องจากจังหวัดได้รับการจัดอันดับว่าเสี่ยงภัยความร้อนสูงสุด 7 จังหวัดล้วนอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งสิ้น ได้แก่ นครราชสีมา, อุบลราชธานี, บุรีรัมย์, ขอนแก่น, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และร้อยเอ็ด

 

นอกจากนี้รายงานยังชี้ว่า ยิ่งเมืองใหญ่ ยิ่งประชากรเยอะ ยิ่งเสี่ยงได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมรอบด้าน โดยคาดการณ์ว่าในปี 2040 ประชากรไทย 74.3% จะอาศัยอยู่ในเมือง และจะเหลือประชากรเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเสี่ยงส่งผลให้ระบบประปาหยุดชะงัก กระทบที่อยู่อาศัย และบริการสาธารณะซึ่งจะส่งผลต่อคนในเมืองนับล้านคน โดยจังหวัดที่เสี่ยงสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา สมุทรปราการ และขอนแก่น นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีคนอยู่อาศัยมากที่สุดในประเทศไทยถึง 5.4 ล้านคน ยังเป็นจังหวัดที่เสี่ยงสูงสุดทั้งภัยความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วม 

 

แฟ้มภาพ: Witsawat.S / Shutterstock

อ้างอิง: UNDP ประเทศไทย

The post รายงานแห่งชาติเผย ภาวะโลกร้อน-โลกรวน ทำภาคอีสานเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง-ขาดอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
มนุษยชาติมีเวลาอีกแค่ 5 ปี ก่อนเผชิญวิกฤตโลกรวนที่ไม่อาจย้อนกลับ https://thestandard.co/humanity-5-years-away-from-irreversible-global-crisis/ Thu, 02 May 2024 10:31:16 +0000 https://thestandard.co/?p=929283 วิกฤตโลกรวน

โลกมีเวลาอีกเพียงราว 5 ปี ในการป้องกันผลกระทบที่ไม่อาจแ […]

The post มนุษยชาติมีเวลาอีกแค่ 5 ปี ก่อนเผชิญวิกฤตโลกรวนที่ไม่อาจย้อนกลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตโลกรวน

โลกมีเวลาอีกเพียงราว 5 ปี ในการป้องกันผลกระทบที่ไม่อาจแก้ไขได้จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

Climate Clock หรือนาฬิกาสภาพอากาศ เปิดตัวในเดือนกันยายน 2020 มีความสูง 4 ชั้น เหนือย่าน Union Square ของนิวยอร์กในย่านใจกลางเมืองแมนฮัตตัน โดยเกิดจากการสร้างสรรค์ของกลุ่มศิลปิน นักเขียน และนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน ได้แก่ กัน โกแลน (Gan Golan), แอนดรูว์ บอยด์ (Andrew Boyd), เคที เพย์ตัน ฮอฟสตัดเตอร์ (Katie Peyton Hofstadter) และ เอเดรียน คาร์เพนเตอร์ (Adrian Carpenter) โดยมีเป้าหมายเพื่อ ‘เตือนโลกทุกวันว่าเราใกล้จะถึงจุดอันตรายแล้ว’ ขณะที่ เกรตา ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดนก็มีส่วนร่วมในโปรเจกต์นี้ช่วงแรกๆ ด้วย

 

ตัวเลขบนนาฬิกาแสดงให้เห็นว่าโลกเหลือเวลาอีกนานแค่ไหน ก่อนที่อุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดที่ผลกระทบเลวร้ายที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ‘ไม่อาจย้อนกลับได้’

 

ข้อมูลในนาฬิกาสภาพอากาศอ้างอิงจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Mercator Research Institute on Global Commons and Climate Change (MCC) ไม่ได้นับถอยหลังวันที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกจะสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่เป็นการประเมินว่าจะมีเวลาเหลืออีกเท่าใด ก่อนที่มนุษย์จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากพอที่จะกระตุ้นให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งปัจจุบันประเมินว่าอยู่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2029

 

ข้อมูลปี 2023 ระบุว่า โลกมีอุณหภูมิร้อนกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมประมาณ 1.48 องศาเซลเซียส เนื่องจากการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดคลื่นความร้อน ไฟป่า พายุ และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และเป็นเหตุผลที่ผู้นำโลกต้องตกลงร่วมกันในข้อตกลงปารีส เพื่อป้องกันไม่ให้โลกร้อนมากกว่าที่เป็นอยู่

 

ทั้งนี้ เว็บไซต์นาฬิกา https://climateclock.world/ ยังแสดง Lifeline หรือเส้นชีวิตที่สามารถทำให้โลกจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสได้ โดยแบ่งเป็น 6 ด้าน ดังนี้

 

  1. พลังงานหมุนเวียน ซึ่งปัจจุบันพลังงานทั่วโลกที่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนอยู่ที่ 12.5% และกำลังเพิ่มขึ้น แต่ยังเร็วไม่มากพอ ซึ่งผู้สร้างนาฬิกายังเรียกร้องให้นานาชาติดำเนินการแข่งกับเวลาในการลดการแพร่กระจายก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ซึ่งยังไม่มีรัฐบาลประเทศใดในโลกเต็มใจที่จะทำ

 

  1. การรักษาพื้นที่อาศัยของชนพื้นเมือง ซึ่งเป็นผู้พิทักษ์ที่สำคัญต่อความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติของโลก

 

  1. Loss and Damage ความสูญเสียและความเสียหายจากภาวะโลกรวน โดย Loss คือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไป ส่วน Damage คือความเสียหายต่อทรัพย์สินในเชิงกายภาพ

 

  1. กองทุนภูมิอากาศสีเขียว หรือ Green Climate Fund (GCF) เป็นกลไกทางการเงินภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) จัดตั้งขึ้นโดย 194 ประเทศ ในปี 2013 เพื่อส่งเสริมประเทศกำลังพัฒนาให้ตอบสนองต่อความท้าทายที่มีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจุบันมีคำมั่นสัญญาที่ได้รับการยืนยันแล้วมูลค่ารวม 9.52 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี

 

  1. ความเท่าเทียมทางเพศ ในธรรมาภิบาลแห่งชาติเป็นวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ โดยปัจจุบันเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เป็นตัวแทนในรัฐสภาของประเทศทั้งหมดคือ 26.5% การเคลื่อนไหวของสตรีและการเคลื่อนไหวด้านสภาพอากาศทั่วโลกมีเป้าหมายที่จะเพิ่มเป็น 50% ความต้องการบรรลุความเท่าเทียมทางเพศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการเจรจาและข้อตกลงทั้งหมด เพื่อต่อสู้กับผลกระทบด้านลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

  1. การถอนการลงทุนด้านเชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนำแรงกดดันทางเศรษฐกิจมาสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมก๊าซและน้ำมัน และส่งเสริมให้นักลงทุนปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่ยุติธรรมไปสู่พลังงานหมุนเวียน

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

อ้างอิง:

The post มนุษยชาติมีเวลาอีกแค่ 5 ปี ก่อนเผชิญวิกฤตโลกรวนที่ไม่อาจย้อนกลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดประวัติ ‘มาริษ เสงี่ยมพงษ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ https://thestandard.co/new-minister-of-foreign-affairs/ Wed, 01 May 2024 02:58:30 +0000 https://thestandard.co/?p=928724

THE STANDARD ชวนผู้อ่าน ผู้ติดตาม ทำความรู้จัก ‘มาริษ เ […]

The post เปิดประวัติ ‘มาริษ เสงี่ยมพงษ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD ชวนผู้อ่าน ผู้ติดตาม ทำความรู้จัก ‘มาริษ เสงี่ยมพงษ์’ หรือทูตปู ผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแทน ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ยื่นหนังสือลาออกเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา

 

‘มาริษ’ ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และความสามารถทางด้านการทูต เนื่องจากรับราชการกระทรวงการต่างประเทศมาอย่างยาวนาน เคยทำงานที่กรมองค์การระหว่างประเทศ กรมสารนิเทศ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเป็นข้าราชการที่ถูกส่งไปประจำการ ณ ทำเนียบรัฐบาลในสมัยที่ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้เขามีความสนิทสนมกับตระกูลชินวัตรจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งเคยเป็นเอกอัครราชทูตในหลายประเทศ 

 

 

‘มาริษ เสงี่ยมพงษ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่

 

ชื่อ: มาริษ เสงี่ยมพงษ์

ชื่อเล่น: ปู

วันเกิด: 19 พฤศจิกายน 2501

อายุ: 66 ปี 

 

ประวัติการศึกษา 

 

  • ปริญญาโท: ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) มหาวิทยาลัยโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา 
  • ปริญญาตรี: ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง) มหาวิทยาลัยรามคำแหง 

 

ประวัติการทำงาน

 

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  • อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ปานปรีย์ พหิทธานุกร)
  • ร่วมงานการเมืองพรรคเพื่อไทย 
  • อดีตเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา 
  • อดีตเอกอัครราชทูต ประจำกรุงกาฐมาณฑุ สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล
  • อดีตเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ประจำสาธารณรัฐฟิจิ
  • อดีตเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ประจำเครือรัฐออสเตรเลีย รับผิดชอบสถานเอกอัครราชทูตไทยในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี และนาอูรู
  • อดีตเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐวานูอาตู ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 
  • อดีตข้าราชการประจำทำเนียบรัฐบาล ในสมัย ทักษิณ ชินวัตร จนมีความสนิทสนมถึงปัจจุบัน 
  • อดีตข้าราชการประจำกรมองค์การระหว่างประเทศ กรมสารนิเทศ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

อ้างอิง: THE STANDARD รวบรวม ณ วันที่ 30 เมษายน 2567

The post เปิดประวัติ ‘มาริษ เสงี่ยมพงษ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Eco-Curious รายการ Sustain ที่ชวนคนมารักษ์โลกทุกวัน ไม่เฉพาะวัน Earth Day https://thestandard.co/life/eco-curious Mon, 22 Apr 2024 09:52:56 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=925428

วันที่ 22 เมษายนของทุกปี คือ ‘Earth Day’ หรือ ‘วันคุ้มค […]

The post Eco-Curious รายการ Sustain ที่ชวนคนมารักษ์โลกทุกวัน ไม่เฉพาะวัน Earth Day appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันที่ 22 เมษายนของทุกปี คือ ‘Earth Day’ หรือ ‘วันคุ้มครองโลก’ วันที่มีขึ้นเพื่อให้พวกเราตื่นรู้และตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับวันยิ่งถูกทำลายมากเข้าไปทุกที ไม่ว่าจะเป็น ขยะล้นเมือง ฝุ่นควัน การตัดไม้ทำลายป่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ฯลฯ พานให้เกิดโลกร้อนไปจนถึงโลกรวน ประเทศที่ไม่เคยหนาวก็หนาว ประเทศไม่เคยร้อนก็ร้อน ดูอย่างไทยเราสภาพอากาศก็ร้อนขึ้นทุกวันจนทะลุปรอท ออกแดดทีผิวแทบไหม้ 

 

ใครที่ติดตาม THE STANDARD LIFE คงเคยเห็นรายการ Eco-Curious ผ่านหูผ่านตามาบ้าง รายการนี้เป็นรายการใหม่ที่ LIFE อยากพาผู้อ่านของเราไปซอกแซกดูมุม Sustain ของแบรนด์ต่างๆ ที่ทำให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น เพราะเรื่องรักษ์โลก หรือความยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว 

 

เราไม่อยากให้ผู้คนรักษ์โลกแค่ในวัน Earth Day แต่อยากให้ทุกคนรู้สึกว่าเรื่อง Sustain ไม่ใช่เรื่องยากและสนุก Eco-Curious ออกอากาศทุกวันพุธที่ 1 กับ 3 ของเดือน ตอนนี้มีให้ชมเป็นคลิปสั้นแนวตั้งแล้ว 3 ตอน รวมถึงบทความด้วย สามารถตามไปดูได้ตามลิงก์ด้านล่าง 

 

ส่วนใครมีเรื่อง Sustain ที่สนุก อยากบอกต่อหรือนำเสนอเรา คอมเมนต์บอกได้เช่นกัน

 


 

 

Eco-Curious EP.1

 

REVERB by Gadhouse เปลี่ยนขยะเหลือใช้เป็นเครื่องเล่นไวนิลรักษ์โลก

 

หลายคนอาจรู้จัก ‘REVERB by Gadhouse: Repurpose Collective’ ผ่านงาน BKKDW2024 คอลเล็กชันเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ Gadhouse พัฒนาขึ้น โดยใช้สิ่งของเหลือใช้จากโรงงานและผลิตผลทางการเกษตรมา Upcycle ให้กลายเป็นโปรดักต์ใหม่ที่ทั้งรักษ์โลก ใช้งานได้จริง และยังช่วยให้คุณภาพเสียงจากเครื่องเล่นดีกว่าเดิมด้วย 

 

จุดเริ่มต้นของ REVERB คืออะไร แล้วช่วยรักษ์โลกอย่างไรได้บ้าง ตามไปหาคำตอบกันได้ใน Eco-Curious รายการที่จะพาไปซอกแซกดูมุม Sustain ของแบรนด์ต่างๆ ที่จะทำให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น กับตอนแรก REVERB by Gadhouse 

 

บทความ: https://thestandard.co/life/reverb-by-gadhouse

 

 

 
 
 
 
 
View this post on Instagram
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

A post shared by THE STANDARD LIFE (@thestandard.life)

 

 


 

 

Eco-Curious EP.2

 

CAKE มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหลักแสน เช่าได้ในราคาหลักร้อย

 

CAKE มอเตอร์ไซค์ยุคใหม่ที่เป็นมิตรกับโลกและผู้คนในสังคม รถสองล้อเกรดพรีเมียม ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ไม่ปล่อยมลพิษทั้งกลิ่นและเสียง แถมยังทิ้ง Carbon Footprint ในการผลิตน้อยกว่าโทรทัศน์ 43 นิ้วเครื่องเดียวเสียอีก

 

จุดเริ่มต้นของ CAKE คืออะไร แล้วช่วยรักษ์โลกได้อย่างไรบ้าง ติดตามได้ใน Eco-Curious รายการที่จะพาไปซอกแซกดูมุม Sustain ของแบรนด์ต่างๆ ที่จะทำให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น กับ EP.2 CAKE มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหลักแสน เช่าได้ในราคาหลักร้อย

 

บทความ: https://thestandard.co/life/cake-electric-motorcycle-can-be-rented

 

 

 
 
 
 
 
View this post on Instagram
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

A post shared by THE STANDARD LIFE (@thestandard.life)

 

 


 

 

Eco-Curious EP.3

 

Bounce Burger เบอร์เกอร์สุดล้ำ ทำจากเนื้อจิ้งหรีด

 

ใครจะคิดว่าแค่การกินเบอร์เกอร์ 1 ครั้ง จะมีส่วนช่วยโลกลดการก๊าซเรือนกระจกได้ Bounce Burger เป็นร้านเบอร์เกอร์ลับๆ ย่านปรีดี พนมยงค์ ที่ใช้วัตถุดิบลับอย่างจิ้งหรีด เนื้อสัตว์จำพวกแมลงมาเป็นส่วนประกอบของเบอร์เกอร์ นอกจากโปรตีนสูงจนถูกเรียกว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ดแห่งอนาคต การเลี้ยงจิ้งหรีดยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซมีเทน ซึ่งร้ายแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณมาก

 

จุดเริ่มต้นของ Bounce Burger คืออะไร แล้วช่วยรักษ์โลกได้อย่างไรบ้าง ติดตามได้ใน Eco-Curious รายการที่จะพาไปซอกแซกดูมุม Sustain ของแบรนด์ต่างๆ ที่จะทำให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น กับ EP.3 Bounce Burger เบอร์เกอร์สุดล้ำ ทำจากเนื้อจิ้งหรีด

 

บทความ: https://thestandard.co/life/bounce-burger-cricket-burger

 

 

 
 
 
 
 
View this post on Instagram
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

A post shared by THE STANDARD LIFE (@thestandard.life)

 

 

ภาพ: Shutterstock

The post Eco-Curious รายการ Sustain ที่ชวนคนมารักษ์โลกทุกวัน ไม่เฉพาะวัน Earth Day appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกรวนทำทะเลเดือด ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลตาย เต่ามีแต่ตัวเมีย https://thestandard.co/global-chaos/ Thu, 18 Apr 2024 11:50:49 +0000 https://thestandard.co/?p=924246 ภาวะโลกรวน

ไม่ใช่แค่มนุษย์เดินดินที่เป็นประจักษ์พยานต่อสภาพอากาศร้ […]

The post โลกรวนทำทะเลเดือด ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลตาย เต่ามีแต่ตัวเมีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาวะโลกรวน

ไม่ใช่แค่มนุษย์เดินดินที่เป็นประจักษ์พยานต่อสภาพอากาศร้อนระอุจนแทบจะอยู่ไม่ไหว แต่สัตว์น้ำในโลกใต้ทะเลก็กำลังประสบเคราะห์กรรมจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทะเลอันกว้างใหญ่ซึ่งเคยเป็นบ้านอันฉ่ำเย็นของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ บัดนี้กำลังร้อนขึ้นทุกขณะ 

 

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและสัตว์ทะเลหายาก เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า ระบบนิเวศทางทะเลกำลังเผชิญกับผลกระทบหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นหญ้าทะเลเกิดความเสื่อมโทรมและตายลง อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นผิดปกติจนทำให้เกิดสถานการณ์ปะการังฟอกขาว รวมถึงเต่าทะเลที่ปัจจุบันเป็นเพศเมียมากกว่าเพศผู้

 

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจากภาวะโลกรวนที่มนุษย์ก่อขึ้นทั้งสิ้น 

 

  • ปะการังฟอกขาว

 

โดยปกติแล้วปะการังในทะเลจะมีสีสันที่หลากหลาย ดึงดูดให้บรรดานักท่องเที่ยวและนักดำน้ำลงไปแหวกว่ายเพื่อชื่นชมความงาม แต่เมื่อเกิดภาวะที่อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 31 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง (ประมาณ 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน) จะทำให้ปะการังเครียด จนเนื้อเยื่อของมันมีสีจางลงจนกลายเป็นสีขาว ซึ่งเราเรียกเหตุการณ์นี้ว่า ‘ปะการังฟอกขาว’ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในฤดูร้อนช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม

 

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดี ทช. กล่าวว่า ปีนี้คาดการณ์ว่าจะเกิดปะการังฟอกขาวใหญ่เป็นวิกฤตโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของปะการัง โดยปกติกว่าปะการังจะกลับคืนมาสภาพเดิมได้นั้น ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 5-10 ปีขึ้นไป 

 

ทั้งนี้ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเคยเกิดสถานการณ์ปะการังฟอกขาวขนานใหญ่ 2 ครั้ง ทำให้ปะการังเติบโตไม่ทัน ผลพวงที่ตามมาจะทำให้สัตว์น้ำขาดแหล่งที่อยู่อาศัย วางไข่ และหลบภัย ขณะที่นักท่องเที่ยวเองก็อาจไม่อยากไปเที่ยวชมอีก ทำให้กระทบต่อภาคเศรษฐกิจและสังคมด้วย โดยปะการังฟอกขาวมักเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน

 

ขณะเดียวกัน รายงานขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA เผยถึงภาวะปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่รอบที่ 4 ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศของโลก ส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และส่งผลต่อแนวปะการังทั่วโลก 

 

  • หญ้าทะเลเสื่อมโทรม

 

ไม่เพียงแค่ปะการังเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ภาวะโลกเดือดยังสร้างความเสียหายต่อหญ้าทะเล ทำให้หญ้าทะเลเกิดความเสื่อมโทรมและตายในที่สุด ซึ่งเมื่อหญ้าทะเลตาย สัตว์น้อยใหญ่ก็จะขาดแหล่งอาหาร รวมถึงพะยูนและเต่าทะเลซึ่งมีจำนวนน้อยอยู่แล้วด้วย 

 

โดยปกติหญ้าทะเลที่ตายลง ใบจะร่วงแล้วงอกขึ้นมาใหม่ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ปีนี้นับเป็นปีแรกที่สถานการณ์โลกเดือดทำให้เหง้าของหญ้าทะเลเกิดการเน่าเปื่อย เนื่องจากดินมีความร้อนสูงกว่าปกติ ซึ่งเกิดจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น ส่งผลให้หญ้าทะเลเกิดการอืดแห้งนาน แต่ส่วนหนึ่งก็เกิดจากระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปกติ 30-50 เซนติเมตร ทำให้หญ้าทะเลอืดแห้งนานกว่าปกติมากกว่าหนึ่งชั่วโมง 

 

ทช. ได้ส่งทีมนักวิชาการ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานและสถาบันการศึกษา ดำเนินการค้นคว้าและวิจัยหาสาเหตุการตายของหญ้าทะเล ปรากฏว่าภาวะโลกเดือดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หญ้าทะเลเสื่อมโทรมลง ซึ่ง ทช. ได้ดำเนินการปฏิบัติตามมาตรการในการแก้ปัญหาหญ้าทะเลเสื่อมโทรม เพื่อเร่งฟื้นฟูสภาพแหล่งหญ้าทะเลให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม 

 

  • โลกเดือดกระทบเพศเต่าทะเล

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกเดือด นั่นก็คือการขาดความสมดุลเพศของเต่าทะเล เนื่องจากอุณหภูมิเป็นตัวกำหนดเพศของเต่าทะเล 

 

รายงานของ National Ocean Service ระบุว่า หากไข่เต่าฟักตัวที่อุณหภูมิต่ำกว่า 27.7 องศาเซลเซียส ลูกเต่าส่วนใหญ่จะออกมาเป็นตัวผู้ แต่หากไข่เต่าฟักตัวที่อุณหภูมิสูงกว่า 31 องศาเซลเซียส ลูกเต่าจะเป็นตัวเมีย นักวิจัยยังพบด้วยว่า ยิ่งทรายมีอุณหภูมิอุ่นมากขึ้นเท่าไร สัดส่วนของลูกเต่าเพศเมียก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น 

 

ในอดีตโลกเคยสามารถรักษาสมดุลให้เต่ามีเพศผู้และเพศเมียอย่างละครึ่ง แต่ปรากฏว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากภาวะโลกรวนทำให้เต่าเพศเมียเยอะขึ้น ส่วนเพศผู้ลดลง ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อเต่าเพศผู้ลดน้อยลงก็ไม่เกิดการผสมพันธุ์ ทำให้ไข่ของแม่เต่าเป็นไข่ลมและเน่าเสียได้ 

  • ภาครัฐดำเนินการอะไรแล้วบ้าง

 

พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สิ่งที่ระบบนิเวศทางทะเลกำลังเผชิญกับผลกระทบหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นหญ้าทะเลเกิดความเสื่อมโทรม อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นผิดปกติ และการเกิดสถานการณ์ปะการังฟอกขาว นับว่าเป็นสัญญาณเตือนของวิกฤตทะเลเดือด จากปัญหาที่เกิดขึ้น ตนในฐานะผู้นำของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้หารือกับ จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเร่งหาแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานในการจัดการและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตามที่ได้ประกาศไว้ พร้อมทั้งมอบหมายให้ ทช. เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ปะการังฟอกขาวที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน

 

ส่วน ทช. ได้ติดตามสถานการณ์โลกเดือดอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่เตรียมความพร้อมในการรับมือ และดำเนินการวางแผนเฝ้าระวังสถานการณ์ปะการังฟอกขาว โดยมีการร่วมมือกับเครือข่ายอนุรักษ์ปะการัง รวมถึงกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาปะการังฟอกขาว มีระบบติดตาม เฝ้าระวัง การตรวจวัดอุณหภูมิใต้ทะเล หากพบน้ำทะเลสูงขึ้นผิดปกติจะดำเนินการตามกฎระเบียบและข้อบังคับที่กำหนด โดยการลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดปัญหาต่อปะการัง รวมถึงลดภัยคุกคามต่างๆ ที่ทำให้ปะการังเครียด เช่น กิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล กิจกรรมดำน้ำดูปะการัง และการปล่อยน้ำเสียลงในทะเล  

 

นอกจากนี้ ทช. ได้เปิดโอกาสให้เครือข่ายชุมชนชายฝั่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เมื่อพบจุดปะการังฟอกขาวที่รุนแรง หรือมีแนวโน้มที่กำลังจะตาย ให้รีบแจ้งเบาะแสไปยังสำนักงานภายในพื้นที่สังกัด ทช. ทั้ง 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล หรือโทรไปที่เบอร์ 1362 สายด่วนพิทักษ์ป่าและรักษาทะเล ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อที่ ทช. จะดำเนินการประเมินและพิจารณาในการตัดสินใจย้ายปะการังไปไว้ในที่ปลอดภัยบริเวณพื้นที่ทะเลที่มีอุณหภูมิเย็น เพื่อปะการังจะฟื้นตัวกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมอีกครั้ง

 

ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกเดือดที่ลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเกิดความวุ่นวายกลายเป็นทะเลเดือด สร้างความเสียหายแก่พี่น้องชุมชนชายฝั่ง ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังคงต้องจับตามองและให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด 

 

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มันเกิดขึ้นจริง ถ้าหากเราไม่ช่วยกัน เราก็อาจไม่มีทรัพยากรทางทะเลที่สวยงามหลงเหลือให้ลูกหลานได้เห็น ฉะนั้น ความร่วมมือคือสิ่งสำคัญ มาร่วมกันปกป้องทรัพยากรทางทะเลไม่ให้เสียสมดุลจากภาวะโลกเดือด เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติ และช่วยกันกอบกู้โลกใบนี้ให้กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง” ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว

 

ภาพ: กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

อ้างอิง:

  • กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

The post โลกรวนทำทะเลเดือด ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลตาย เต่ามีแต่ตัวเมีย appeared first on THE STANDARD.

]]>