×

สตีเฟน ฮอว์คิง ชายผู้ไม่ย่อท้อต่อโรคร้าย และแรงบันดาลใจของนักฟิสิกส์ทั่วโลก

14.03.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

3 Mins. Read
  • ในวัย 21 ปี โชคชะตาเหมือนจะเล่นตลกกับสตีเฟน ฮอว์คิง เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเขาป่วยเป็นโรค Amyotrophic Lateral Sclerosis หรือ ALS ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างปกติ และหมอบอกว่าเขาน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 2 ปีเท่านั้น
  • ข่าวร้ายนั้นไม่อาจทำให้เขาก้มหัวยอมรับชะตากรรมและละทิ้งงานที่ใฝ่ฝัน ถึงแม้อาการของเขาจะย่ำแย่ลงจนไม่สามารถเดินได้อย่างคนปกติ และต้องนั่งอยู่บนรถเข็นไปตลอดชีวิต แต่เขาก็ยังยืนหยัดต่อสู้ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
  • อาจวรงค์ จันทมาศ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์มองว่าการจากไปของสตีเฟน ฮอว์คิง ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของแวดวงวิทยาศาสตร์ เพราะเขาถือเป็นแรงบันดาลใจคนสำคัญของนักฟิสิกส์ทั่วโลก

โลกถึงคราวสูญเสียอัจฉริยบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแวดวงวิทยาศาสตร์อีกครั้งเหมือนเมื่อครั้งสูญเสียอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขาผู้นี้คือ ‘สตีเฟน ฮอว์คิง’ นักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาผู้อุทิศตนให้กับการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวกับจักรวาลและกาลเวลา รวมถึงค้นหาคำตอบของทฤษฎีสรรพสิ่งที่ริเริ่มโดยไอน์สไตน์ โดยหนึ่งในผลงานโดดเด่นของฮอว์คิงคือ การศึกษาทฤษฎีหลุมดำที่สร้างชื่อให้กับเขา  

 

แต่สิ่งที่ทำให้ฮอว์คิงตราตรึงอยู่ในใจของคนทั่วโลกตลอดมา ไม่ใช่แค่เพียงผลงานวิชาการที่มีคุณูปการต่อโลกมากมายเท่านั้น แต่เป็นความมุ่งมั่น อุตสาหะ และความไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา แม้ว่าเขาจะป่วยเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก และทำให้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติก็ตาม

 

ต้นแบบของความไม่ย่อท้อ

สตีเฟน ฮอว์คิง เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม ปี 1942 ในเมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เป็นพี่ชายคนโตในบรรดาลูก 4 คนของครอบครัวนักวิทยาศาสตร์ โดยพ่อของเขา แฟรงค์ ฮอว์คิง เป็นนักชีววิทยา ส่วนแม่ของเขา อิโซเบล ฮอว์คิง ทำงานด้านวิจัยการแพทย์ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งแวดล้อมที่เขาเติบโตมาด้วยนั้น ทำให้เขามีความสนใจศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เป็นพิเศษ

 

หลังสำเร็จการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจากมหาวิทยาลัยคอลเลจในเมืองออกซ์ฟอร์ด ฮอว์คิงได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก สาขาจักรวาลวิทยาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในปี 1962 ที่นั่นเขาได้ค้นหาความเร้นลับของจักรวาลอันกว้างใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาสนใจใคร่รู้มาตลอด และนี่ยังถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตการศึกษาของเขา ขณะที่อนาคตอันรุ่งโรจน์กำลังรอคอยเขาอยู่ในภายภาคหน้า

 

แต่แล้วในวัย 21 ปี โชคชะตาเหมือนจะเล่นตลกกับเขา เมื่อฮอว์คิงสังเกตเห็นความผิดปกติของกล้ามเนื้อ ต่อมาเขาไปตรวจอาการอย่างละเอียดที่โรงพยาบาล ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเขาป่วยเป็นโรค Amyotrophic Lateral Sclerosis หรือ ALS ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทสั่งการ (Motor Neuron) ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างปกติ ดังนั้นกล้ามเนื้อจึงอ่อนแอและเล็กลีบลง  

 

แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือหมอบอกว่าเขาน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 2 ปีเท่านั้น

 

ทว่าข่าวร้ายนั้นไม่อาจทำให้เขาก้มหัวยอมรับชะตากรรมและละทิ้งงานที่ใฝ่ฝัน ถึงแม้อาการของเขาจะย่ำแย่ลงจนไม่สามารถเดินได้อย่างคนปกติ และต้องนั่งอยู่บนรถเข็นไปตลอดชีวิต แต่เขาก็ยังยืนหยัดต่อสู้ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต พร้อมกับพิสูจน์ให้เห็นว่า โรคร้ายไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลย หากเขามีความเข้มแข็ง เพราะฮอว์คิงยังคงมีชีวิตอยู่ต่อจากวันนั้นเป็นเวลาอีก 55 ปี

 

นอกจากความสำเร็จด้านการศึกษาแล้ว เขายังพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้ป่วยเป็นโรคร้าย ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติทั่วไป เขาแต่งงานกับ เจน ไวลด์ ในปี 1965 หลังพบรักกันในงานปาร์ตี้ของวิทยาลัย โดยในขณะนั้นเธอกำลังศึกษาด้านอักษรศาสตร์ ที่วิทยาลัยเวสต์ฟิลด์ มหาวิทยาลัยลอนดอน ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 3 คน โดย โรเบิร์ต ลูกคนโตเกิดในปี 1967 จากนั้นในปี 1970 พวกเขาได้ให้กำเนิด ลูซี และทิโมธี ในปี 1979

 

ในด้านหน้าที่การงาน ฮอว์คิงก็เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก โดยในปี 1979 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ลูคาเซียนด้านคณิตศาสตร์ (Lucasian Professor of Mathematics) ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งทางวิชาการอันทรงเกียรติที่ ไอแซก นิวตัน เคยเป็นมาก่อน และก่อนหน้านั้น 1 ปี ฮอว์คิงยังได้รับรางวัล ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัลเกียรติยศสูงสุดที่มอบให้กับนักวิทยาศาสตร์ด้วย ซึ่งถือเป็นอีกเครื่องยืนยันถึงความยอดเยี่ยมของผลงานเขา

 

โลกอาลัยการจากไปของสตีเฟน ฮอว์คิง   

วันนี้ (14 มีนาคม) ไม่ว่าที่ไหนๆ ในโลกโซเชียลและสื่ออื่นๆ เราจะเห็นข้อความมากมายที่แสดงความอาลัยกับการจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับของสตีเฟน ฮอว์คิง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์แห่งยุคผู้นี้

 

THE STANDARD ได้ต่อสายพูดคุยกับ อาจวรงค์ จันทมาศ คอลัมนิสต์ผู้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และเป็นแฟนตัวยงของสตีเฟน ฮอว์คิง เพื่อพูดถึงผลงานของฮอว์คิงให้เราได้รู้จักมากขึ้น รวมถึงบอกเล่าความรู้สึกและแรงบันดาลใจที่คุณอาจวรงค์ได้รับจากสตีเฟน ฮอว์คิง  

 

อาจวรงค์ กล่าวว่า “สตีเฟน ฮอว์คิง เป็นหนึ่งในนักฟิสิกส์ นักเอกภพวิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาได้สร้างงานวิจัยต่างๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอ แม้กระทั่งในช่วงที่เขามีอายุค่อนข้างมากแล้ว แต่ก็ยังมีข้อคิดเห็นที่น่าสนใจต่างๆ เกี่ยวกับฟิสิกส์ เอกภพ และดาราศาสตร์มาโดยตลอด ดังนั้นครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่มาก โดยเฉพาะการมีอยู่ของสตีเฟน ฮอว์คิง เป็นเหมือนกับแรงบันดาลใจของคนหลายๆ คน ทั้งในแง่ของการเรียนฟิสิกส์และการใช้ชีวิต เพราะเขาเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่สามารถดำเนินชีวิตมาจนถึงอายุ 76 ปี ทั้งที่หมอบอกว่าเขาจะอยู่ได้ไม่นานนัก แต่เขาก็อยู่มาได้ถึงวันนี้”

 

“จริงๆ ต้องบอกว่าผลงานของสตีเฟน ฮอว์คิง ยังไม่มีการนำไปประยุกต์ใช้ เพราะเป็นสิ่งที่เรียกว่า Frontier Physics คือเป็นฟิสิกส์ที่ยังอยู่ในช่วงของการค้นคว้าวิจัยอยู่ ผลงานโดดเด่นของสตีเฟน ฮอว์คิง คืองานที่ทำร่วมกับ จาคอบ เบเคนสไตน์ และโรเจอร์ เพนโรส คือการศึกษาหลุมดำ ซึ่งในยุคที่เขาเริ่มศึกษาเรื่องนี้ หลุมดำยังเป็นวัตถุที่ไม่มีการศึกษาอย่างแพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ และยังมีการถกเถียงอยู่เยอะมาก

 

“แต่สตีเฟน ฮอว์คิง ยืนยันว่าหลุมดำน่าจะมีจริง แล้วยังสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับหลุมดำมากมาย ยกตัวอย่างทฤษฎีที่โด่งดังคือ ทฤษฎีการแผ่รังสีของหลุมดำ ซึ่งเขามองว่าแทนที่หลุมดำจะเป็นสิ่งที่ลึกลับ จับต้องไม่ได้ แต่เขากลับมองว่าหลุมดำเป็นวัตถุที่มีความร้อน แผ่รังสีได้ ทำให้วงการฟิสิกส์เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จนถึงทุกวันนี้ เพราะหลุมดำมีการแผ่รังสีแบบที่สตีเฟน ฮอว์คิง คิดหรือเปล่าเราก็ยังไม่รู้ เพราะยังไม่มีใครตรวจจับรังสีของฮอว์คิงได้ แต่ถ้าตรวจจับได้ ก็คุยกันมาช้านานแล้วว่าสตีเฟน ฮอว์คิง น่าจะได้รางวัลโนเบลจากงานนี้แน่นอน เพราะถือว่าเป็นสิ่งสำคัญล่าสุด

 

“ตอนนี้แนวคิดเรื่องการแผ่รังสีของหลุมดำยังส่อให้เห็นว่าโลกฟิสิกส์อาจจะต้องการฟิสิกส์ทฤษฎีใหม่ๆ ที่ดีกว่านี้ เพราะตอนนี้การแผ่รังสีที่ฮอว์คิงคิดขึ้นมา ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งหลายอย่างในโลกฟิสิกส์ ซึ่งก็ยังมีข้อถกเถียงกันมาจนถึงวันนี้

 

“ส่วนตัวผม สาเหตุหนึ่งที่มาเรียนฟิสิกส์ ก็เพราะอ่านหนังสือของสตีเฟน ฮอว์คิง นี่แหละ ซึ่งหนังสือเล่มนั้นคือ A Brief History of Time ซึ่งเป็นหนังสือขายดีมาก และมีแปลเป็นภาษาไทยด้วย ตอนที่ผมอ่าน สารภาพตรงๆ ว่าอ่านไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ส่วนที่เข้าใจก็รู้สึกว่าน่าสนใจ ส่วนที่ไม่เข้าใจก็รู้สึกอยากจะเข้าใจ ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงส่งผลมากๆ ที่ทำให้ผมอยากมาเรียนฟิสิกส์ แล้วผมว่าน่าจะส่งผลต่อไม่ใช่แค่ผม แต่นักฟิสิกส์ระดับโลกหลายๆ คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ผมเชื่อว่าเขาอ่านประวัติย่อของกาลเวลามาทั้งนั้น คือมันเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจ

 

“แล้วตอนผมเรียนปริญญาตรีตอนปี 4 ผมก็เลือกทำหัวข้อวิจัยเล็กๆ เรื่องการแผ่รังสีของหลุมดำที่ฮอว์คิงคิดขึ้นมาด้วย ยังจำได้เลยว่าอาจารย์ให้ไปพูดใหม่ เพราะตอนนั้นผมพูดไม่รู้เรื่อง แล้วก็หาข้อมูลไม่ดี ซึ่งถือเป็นเรื่องยากมากสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี

 

“ปัจจุบันผมก็ยังติดตามความเคลื่อนไหวสตีเฟน ฮอว์คิง อยู่เรื่อยๆ แต่วันนี้ออกจะช็อกไปบ้าง เพราะวันนี้ (14 มีนาคม) เป็นวัน Pi และเป็นวันเกิดของไอน์สไตน์ ก็เตรียมจะเขียนเรื่องไอน์สไตน์อยู่เลย แต่สตีเฟน ฮอว์คิง กลับมาเสียชีวิตวันเดียวกับที่ไอน์สไตน์เกิด

 

“เอาง่ายๆ เลยนะครับ ใครที่ไปเคมบริดจ์ ก็มีความหวังที่จะได้ไปเจอกับสตีเฟน ฮอว์คิง สักครั้ง โดยเฉพาะนักฟิสิกส์ต่างๆ หลายคนที่กลับมาก็ขอท่านถ่ายรูป ท่านก็สบายๆ พูดง่ายๆ คือมันเสียกำลังใจไปเยอะเหมือนกัน ถือว่าเสียบุคลากรคนสำคัญของโลกไปคนหนึ่งเลย”

 

การจากไปตลอดกาลของสตีเฟน ฮอว์คิง ไม่อาจทำให้เราลืมบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคคนนี้ได้ เพราะการยืนหยัดต่อสู้เพื่อสานปณิธานอันแรงกล้าจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก ไม่เพียงแต่งานวิจัยของเขาที่มีคุณูปการต่อโลกมากมายเท่านั้น

 

แน่นอนว่าคุณค่าแห่งการใช้ชีวิตที่เขาฝากไว้ให้กับคนรุ่นหลังจะไม่ถูกกลืนหายไปในหลุมดำหรือเลือนลางไปตามกาลเวลา ขณะที่ทฤษฎีทางวิชาการของเขาจะถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นตราบนานเท่านาน

 

Photo: AFP

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising