×

การลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี

08.09.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

5 mins read
  • เช้าวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ดวงอาทิตย์เกิดการลุกจ้า (Solar Flare) ขึ้น 2 ครั้ง ซึ่งครั้งที่ 2 เป็นการลุกจ้าที่รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี
  • การลุกจ้าเป็นแสงสว่างที่วาบขึ้นบนผิวของดวงอาทิตย์ เกิดขึ้นเมื่อสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์เกิดการบิดหมุนแล้วเชื่อมต่อใหม่ (Reconnect) แล้วปลดปล่อยพลังงานและความร้อนรุนแรงออกมาจนนักดาราศาสตร์สังเกตเห็นได้ แน่นอนว่าการลุกจ้านั้นมีความสัมพันธ์กับจุดบนดวงอาทิตย์ (Sun Spot) ซึ่งเป็นจุดที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณรอบๆ เนื่องจากสนามแม่เหล็กด้วย
  • สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การลุกจ้าครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปีนี้เป็นที่สนใจของนักดาราศาสตร์ เพราะช่วงนี้ดวงอาทิตย์กำลังจะเข้าสู่ช่วงสงบ กล่าวคือ เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ น้อยที่สุด (Solar Minimum) ซึ่งการเงียบสงบนี้จะเกิดสลับกับความรุนแรงเป็นวัฏจักรทุกๆ 11 ปี

     เชื่อไหมว่าไม่นานมานี้ ดวงอาทิตย์เพิ่งเกิดปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย

     เช้าวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ดวงอาทิตย์เกิดการลุกจ้า (Solar Flare) ขึ้น 2 ครั้ง ซึ่งครั้งที่ 2 เป็นการลุกจ้าที่รุนแรงที่สุดในรอบสิบปี

     ข้อมูลจาก SWPC (The National Oceanic and Atmospheric Administration’s Space Weather Prediction Center) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทร ชั้นบรรยากาศโลก รวมทั้งสภาพโดยรอบชั้นบรรยากาศ พบว่าการลุกจ้าในครั้งนี้ส่งผลให้อุปกรณ์รับส่งสัญญาณคลื่นวิทยุความถี่สูงดับเป็นวงกว้าง และสูญเสียการติดต่อสื่อสารไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมง นอกจากนี้อุปกรณ์ที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่ต่ำอย่างระบบนำร่องก็พลอยขัดข้องไปด้วย

 

 

     การลุกจ้าเป็นแสงสว่างที่วาบขึ้นบนผิวของดวงอาทิตย์ เกิดขึ้นเมื่อสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์เกิดการบิดหมุนแล้วเชื่อมต่อใหม่ (Reconnect) แล้วปลดปล่อยพลังงานและความร้อนรุนแรงออกมาจนนักดาราศาสตร์สังเกตเห็นได้ แน่นอนว่าการลุกจ้านั้นมีความสัมพันธ์กับจุดบนดวงอาทิตย์ (Sun Spot) ซึ่งเป็นจุดที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณรอบๆ เนื่องจากสนามแม่เหล็กด้วย

     การลุกจ้านั้นแบ่งตามความรุนแรงได้หลายระดับ ซึ่งครั้งที่เกิดล่าสุดนี้เป็นแบบ X class ซึ่งเป็นแบบที่ปลดปล่อยพลังงานรุนแรงที่สุด

     ในระหว่างที่เกิดการลุกจ้านั้น อาจมีการพ่นเอาพลาสมาซึ่งเป็นสสารบนผิวดวงอาทิตย์ให้หลุดออกจากผิวดวงอาทิตย์สาดออกไปไกลมาก เรียกว่า Coronal Mass Ejection หรือ CME

     ข้อมูลจากคลื่นวิทยุที่ออกมาจากดวงอาทิตย์ทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเกิดการปะทุของพลาสมา (CME) ออกมาด้วย แต่ข้อสรุปที่ชัดเจนนั้นต้องรอภาพถ่ายจากอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ เพิ่มเติมเสียก่อน (ยานอวกาศและกล้องโทรทรรศน์ขององค์การนาซาและองค์การอวกาศยุโรปที่กำลังโคจรรอบดวงอาทิตย์ในขณะนี้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่พร้อมจะส่งข้อมูลกลับมายังโลก ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องรออีกสักระยะ)

     จุดบนดวงอาทิตย์จะปรากฏเป็นคู่เสมอ จุดที่เกี่ยวข้องกับการลุกจ้าที่รุนแรงที่สุดมีชื่อว่า 2673 ซึ่งเป็นจุดที่มีขนาดเล็กกว่าคู่ของมัน แต่ถึงจะบอกว่าเล็กกว่าคู่ของมัน ก็มีขนาดกว้างกว่าโลก 7 เท่า และยาวกว่าโลกราวๆ 9 เท่าทีเดียว

 

 

     ที่น่าสนใจคือ เมื่อวันก่อนการปะทุที่รุนแรงนี้เพียงหนึ่งวัน เกิดปรากฏการณ์ลุกจ้าแบบ M class ซึ่งเล็กกว่าการลุกจ้าล่าสุดถึง 10 เท่า แต่มันทำให้เกิดการพ่นมวลโคโรนามายังโลกของเรา ซึ่ง ‘อาจ’ ทำให้หลายๆ พื้นที่บนโลกสังเกตเห็นแสงออโรราที่ชัดเจนสวยงามได้ (เช่น รัฐโอไฮโอ และ รัฐอินเดียนา) เนื่องจากอนุภาคต่างๆ ที่พุ่งมายังโลกนั้นมีพลังงานสูงมาก ที่น่ากังวลคือ มันอาจทำให้ดาวเทียมเกิดความเสียหาย ระบบสื่อสารหลายแห่งล่ม และโรงไฟฟ้าอาจขัดข้องได้

     อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่กล่าวมานี้อาจจะเกิดขึ้นในวันที่ 9 หรือ 10 กันยายน ซึ่งนักดาราศาสตร์กำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด

     สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การลุกจ้าครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปีนี้เป็นที่สนใจของนักดาราศาสตร์ เพราะช่วงนี้ดวงอาทิตย์กำลังจะเข้าสู่ช่วงสงบ กล่าวคือ เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ น้อยที่สุด (Solar Minimum) ซึ่งการเงียบสงบนี้จะเกิดสลับกับความรุนแรงเป็นวัฏจักรทุกๆ 11 ปี

     แม้ว่าดวงอาทิตย์กำลังจะเข้าสู่ช่วงสงบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์ที่มีโอกาสเกิดน้อยอาจเกิดขึ้นได้อย่างรุนแรง และยังแสดงให้เห็นว่าความรู้เกี่ยวกับการพยากรณ์สภาพอวกาศของมนุษย์เรานั้นยังไม่มากพอจะทำนายปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านี้

     แน่นอนว่าความรู้เรื่องนี้สำคัญทั้งในแง่การป้องกันดาวเทียมและระบบสื่อสารต่างๆ จากความเสียหาย รวมทั้งในแง่ที่ว่ามันจะช่วยให้วันที่มนุษย์เราจะเดินทางท่องอวกาศมาถึงได้เร็วขึ้นด้วย

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising