NewYearNewYou Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/newyearnewyou/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 31 Aug 2018 11:24:01 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สาเหตุที่ทำให้ไม่สำเร็จตามเป้าหมาย และวางแผนครึ่งปีหลังอย่างไรให้ชีวิตดี https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou-special/ Fri, 31 Aug 2018 11:24:01 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=117725

ผ่านไปครึ่งปีแล้วสำหรับพอดแคสต์ New Year New You และเป็ […]

The post สาเหตุที่ทำให้ไม่สำเร็จตามเป้าหมาย และวางแผนครึ่งปีหลังอย่างไรให้ชีวิตดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผ่านไปครึ่งปีแล้วสำหรับพอดแคสต์ New Year New You และเป็นครึ่งทางของใครหลายคนในการทำปณิธานปีใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีคนที่สำเร็จและล้มเหลวเป็นธรรมดา

 

ในโอกาสครบรอบ 1 ปี ของ THE STANDARD Podcast เลยชวน จูนจูน-พัชชา พูนพิริยะ กลับมาทำพอดแคสต์ New Year New You ตอนพิเศษ ว่าด้วยเรื่องการสำรวจตัวเองในครึ่งปีแรกว่ามีสาเหตุอะไรที่ทำให้เราทำตามเป้าหมายไม่สำเร็จ และเราจะทำชีวิตในครึ่งปีหลังให้ดีได้อย่างไร

 

สาเหตุที่ทำให้ทำ New Year’s Resolutions ไม่สำเร็จ

 

  1. ขาดแพสชัน

หลายคนเข้าใจว่าการมีแพสชันคือต้องมีบางสิ่งมาเปลี่ยนแปลงให้เราไปทำสิ่งต่างๆ อาจเกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ แต่ในความเป็นจริงไม่ว่าจะแพสชันหรือแรงบันดาลใจต่างก็เป็นสิ่งที่ออกไปหามันได้เสมอ โดยที่ไม่ต้องรอให้มันเดินมาหา

 

อย่างง่ายที่สุดคือการลองคุยกับใครสักคนที่ทำบางอย่างแล้วประสบความสำเร็จ พอได้คุยเราอาจพบว่า จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถ ทั้งหมดเกิดจากความกลัวไปเอง แถมคนที่ประสบความสำเร็จอาจช่วยสอนทริกเล็กๆ น้อยๆ ให้เราไม่ท้อและมีแรงต่อที่จะทำตามเป้าหมาย จากนั้นแพสชันที่เราหาไม่เจอก็อาจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นก็ได้

 

หรืออีกวิธีใกล้ตัวที่เรานึกไม่ถึงคือการเปิด YouTube ใน YouTube จะมีคนที่ประสบความสำเร็จมากมายมาช่วยกันแชร์ประสบการณ์ เพียงเสิร์ชเป้าหมายที่อยากทำให้เสร็จ เราอาจพบทริกวิธีมากมาย ลองไล่ดูไปเรื่อยๆ เราอาจเจอวิธีที่เหมาะกับเราเข้าสักอันก็ได้

 

  1. ผัดวันประกันพรุ่ง

เชื่อว่า New Year’s Resolutions หลายคนไม่สำเร็จเพราะนิสัยข้อนี้แน่ๆ ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือบางคนที่ตั้งใจจะลดน้ำหนัก ก็มักมีข้ออ้างต่างๆ มากมาย ทั้งวันนี้เหนื่อยบ้าง ปวดขาบ้าง ขอผัดไปก่อน รอฤกษ์ดีค่อยเริ่ม

 

งั้นลองปรับความคิดใหม่ว่า ไม่มีฤกษ์อะไรทั้งนั้นสำหรับคนที่ตั้งใจ คิดได้แล้วให้ลงมือทำเลย คิดเสียว่าวันนี้คือฤกษ์ที่ดีที่สุด อยากออกกำลังกายก็เริ่มจากเดินเลยก็ได้ อยากลงเรียนคอร์สก็กางปฏิทินแล้วเลือกวัน อยากเที่ยวต่างประเทศคนเดียวก็หาวันที่ว่างและเริ่มหาข้อมูล ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของเรา

 

  1. ไม่ได้วางแผน

เป้าหมายบางอย่างถ้าไม่ได้วางแผนก่อนลงมือทำ อาจทำให้ประสบความสำเร็จได้ยาก เพราะฉะนั้นถ้ารู้ว่าเริ่มมีแพสชันหรือแรงบันดาลใจเริ่มมา ให้ลองวางแผนก่อนอย่างอื่น เราจะได้รู้ว่าเมื่อไรควรทำอะไร ทำอย่างไร จากนั้นคอยเช็กตัวเองอยู่เป็นระยะว่าได้ทำตามที่วางแผนไว้หรือเปล่า เพราะเมื่อไม่มีแผนและไม่รู้ว่าก้าวต่อไปจะต้องไปเจออะไร ก็ทำให้เราเลิกล้มความตั้งใจได้ง่าย

 

สำคัญที่สุดคือมีแผนแล้วก็ต้องลงมือทำด้วย

 

  1. ท้อเก่ง ไม่มีความมั่นใจ จึงยอมแพ้ง่าย

คนส่วนใหญ่มองแต่เป้าหมายปลายทางเลยเกิดท้อได้ง่ายๆ เพราะคิดว่าตัวเองต้องผ่านอุปสรรคมากมาย แต่อย่าลืมว่าไม่มีใครลงมือทำอะไรสักอย่างแล้วจะกระโดดไปถึงเป้าหมายได้ในทันที ทุกคนต้องทำตามลำดับ 1 2 3 ทั้งนั้น และระหว่างทางการเจอเรื่องที่ทำให้ท้อหรือความเหนื่อยล้าก็เป็นเรื่องธรรมดาอีกเหมือนกัน

 

ท้อได้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ไม่อยากให้เลิกล้มความตั้งใจด้วยความรู้สึกที่ว่า ทำไมถึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที ลองมองเป้าหมายสั้นๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ไม่ว่าใครก็ต้องผ่านขั้นตอนนี้กันทั้งนั้น

 

จัดการชีวิตครึ่งปีหลังให้มีประสิทธิภาพและสามารถทำตามเป้าหมาย

หลังจากเรารู้แล้วว่าสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เราทำปณิธาณปีใหม่ไม่สำเร็จเกิดจากอะไรบ้าง ฉะนั้นแล้วเรามาทำเวลาในครึ่งปีที่เหลือให้ดี บางอย่างอาจยังไม่สายเกินไปที่จะ เริ่มทำเสียแต่ตอนนี้ ไม่แน่ว่าสิ้นปีเราอาจเห็นผลลัพธ์ดีๆ ก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนว่านี่ไม่ใช่ฮาวทูและไม่ใช่วิธีการทำปณิธานปีใหม่ให้เป็นจริง เป็นเพียงพื้นฐานการจัดการชีวิตให้ดี ซึ่งถ้าเราวางแผนชีวิตได้ตามนี้แล้ว การจะทำตามเป้าหมายใดๆ ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

 

  1. เพื่อให้ชีวิตมีประสิทธิภาพ ลองแบ่งเวลาหรือสร้างตารางในแต่ละวัน

เวลาของทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่การใช้เวลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดคือการรู้จัก เรียงลำดับ ความสำคัญว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ลองดูชีวิตของตัวเองในช่วงนั้นๆ ว่าควรเทน้ำหนักไปทางไหน หลังจากนั้นเราก็มา กำหนด ว่าจะทำอะไรในช่วงเวลาไหน เคล็ดลับอย่างหนึ่งที่อยากบอกคือ ในแต่ละกิจกรรมเราต้องกำหนดเวลา เริ่ม และเวลา เลิก ของแต่ละกิจกรรมด้วย เหมือนกับเราทำแบบฝึกหัดตอนเด็กๆ เสร็จข้อหนึ่งเรายังขีดเส้นใต้ เพราะฉะนั้นแล้วการกำหนดเวลาเลิกให้แต่ละกิจกรรมจึงสำคัญมาก เพื่อจะที่เราจะได้ทำจบไปเป็นเรื่องๆ

 

ที่สำคัญในกิจกรรมแต่ละวันอย่าลืมใส่เวลาของการทำเป้าหมายของเราให้สำเร็จลงในตารางอย่างเป็นรูปธรรมด้วย เช่น ทุกเช้าวันจันทร์ถึงศุกร์เราจะออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง หรือบ่ายโมงถึงบ่ายสองของวันอาทิตย์เราจะลองเรียนคอร์ส เป็นต้น

 

  1. หาเวลาออกกำลังกาย

การดูแลร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญลำดับต้นๆ คือนอกจากกินอาหารที่ดีแล้ว เราควรทำร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย อย่างในตารางชีวิตแต่ละวันเราควรหาเวลาออกกำลังกายแทรกลงไปด้วย เพราะร่างกายที่แข็งแรงจะเป็นพื้นฐานให้เราได้ไปทำในสิ่งที่เราตั้งใจได้สำเร็จ

 

  1. มองหาพลังบวก

นอกจากเรื่องร่างกายแล้ว เรื่องจิตใจความรู้สึกก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงพลังลบ หรือการสร้างเกราะที่เข้มแข็ง เรามักจะเจอเพื่อนบางคนที่ชอบแซวว่าทำไปทำไม ทำไม่เสร็จหรอก คำพูดอย่างนี้แม้เรารู้ว่าบางทีเพื่อนไม่ตั้งใจ แต่มันก็บั่นทอนความรู้สึกเราเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราต้องเข้มแข็งและมองหาแรงบันดาลใจ อาจจะเป็นการคุยกับคนที่สนใจอะไรเหมือนกันก็อาจสร้างพลังบวกให้กับเราได้

 

นอกจากนั้นแล้วใส่ใจสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งผลทางใจ อย่างการสร้างบรรยากาศการทำงาน หรือบรรยากาศที่บ้านของเราให้น่าอยู่ ใช้ Room DIffuser ที่เราชอบ ถึงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่มันก็เป็นเรื่องชื่นใจของเราในแต่ละวัน

 

  1. ตั้งเป้าหมายและลงมือทำ

สิ่งสำคัญของการทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จคือการตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง เช่น เราอาจจะอยากทำ New Year’s Resolutions นี้ให้สำเร็จ แต่ ‘ความอยาก’ อย่างเดียวอาจไม่พอค่ะ เราต้องกำหนดเป้าหมายให้เป็นรูปธรรมและชัดเจน เช่น เราตั้ง New Year’s Resolutions ไว้ว่าอยากวิ่ง แต่ตั้งไว้ลอยๆ แบบไม่กำหนดอะไรให้ชัดเจนมันก็จะอยู่อย่างนั้น เพราะมันอุดมคติเกินไป ลองทำให้มันชัดเจนขึ้นด้วยการเซตว่า 1 สัปดาห์ เราจะออกกำลังกายทุกวันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์ การตั้งเป้าหมายให้แบบนี้ จะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้น และเมื่อมีเป้าหมายแล้วเราก็ต้อง ลงมือทำ จะสำเร็จหรือไม่ยังไม่มีใครบอกอนาคตได้ แต่มันต้องเริ่มต้นก้าวแรกด้วยการลงมือทำทั้งนั้น

 


Credits
The Host พัชชา พูนพิริยะ


Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์
Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์

Music Westonemusic

The post สาเหตุที่ทำให้ไม่สำเร็จตามเป้าหมาย และวางแผนครึ่งปีหลังอย่างไรให้ชีวิตดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 วิธีคิดสำหรับคนที่อยาก ปล่อยวาง กับชีวิตให้มากขึ้น https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou31/ Tue, 30 Jan 2018 17:01:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=66330

ใครที่ตั้งใจอยากเป็นคนใหม่ที่รู้จัก ปล่อยวาง มากขึ้น อา […]

The post 5 วิธีคิดสำหรับคนที่อยาก ปล่อยวาง กับชีวิตให้มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใครที่ตั้งใจอยากเป็นคนใหม่ที่รู้จัก ปล่อยวาง มากขึ้น อาจจะอยากปล่อยวางอดีต  ปล่อยวางจากปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน หรืออยากปล่อยวางจากความกดดันของตัวเอง ที่อยากดีที่สุด เก่งที่สุด แต่พอทำไม่ได้ตามที่หวังก็เศร้าเอาง่ายๆ

 

จูนจูน พัชชา รวบรวมวิธีคิด ชวนเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติ ที่ไม่ว่าคุณอยากจะปล่อยวางเพราะอะไร ก็สามารถเอาไปลองปรับใช้ได้กับตัวเอง

 

1. จำไว้เลยว่าคุณคือผู้ควบคุมสถานการณ์ทุกอย่าง

เรามีสิทธิ์ที่จะบังคับร่างกายเราทำทุกสิ่งได้ ตื่น เดิน วิ่ง กิน นอน และแน่นอนว่าอารมณ์ก็เป็นสิ่งที่เราเลือกให้เกิดได้และกำหนดได้ เพราะฉะนั้นเราก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกให้ตัวเองรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้า เปรียบเทียบว่าฝ่ายตรงข้ามหยิบยื่นกล่องของขวัญมาให้ แต่พอเราเปิดแล้วมันคือก้อนพลังด้านลบ แทนที่เราจะรับมันไว้แล้วเอามาคิดเอามาเก็บเป็นปัญหา เราก็แค่ปฏิเสธมันเท่านั้น

 

2. ไม่มีอะไรยั่งยืน

เมื่อไรก็ตามที่เรายึดติดกับอะไรมากๆ เมื่อนั้นเองความเจ็บปวด ความเศร้า ความผิดหวังจะมาหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรายึดติดกับพวกสิ่งของนอกกาย เราจะไม่มีวันใช้เวลากับมันอย่างเป็นสุขเลย เพราะมัวแต่กลัวว่ามันจะหาย มันจะพัง มันจะโดนขโมย และกฎข้อนี้ก็เกิดขึ้นกับทุกคนบนโลก เมื่อไรก็ตามที่เราเห็นคนอื่นหรือตัวเองมีความสุข ความสุขนั้นก็ไม่ได้อยู่ตลอด เช่นเดียวกันกับความทุกข์ด้วย มันจะมาแล้วมันก็จะไปเหมือนกันหมด ถ้าเข้าใจ เราจะเป็นคนมีสติ และสงบขึ้น

 

3. ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอด

เราไม่ใช่คนเดิมกับที่เราเคยเป็น อดีตที่เคยเกิดขึ้น สิ่งที่เคยเกิดแล้วเราชอบนึกว่ามันจะตีกรอบความเป็นเรา มันไม่มีอยู่จริง เพราะฉะนั้นอยู่กับปัจจุบัน และอย่าไปหวั่นไหว หงุดหงิดโมโหกับการเปลี่ยนแปลงที่มันเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว

 

4. จดลิสต์สิ่งที่คุณเคยทำสำเร็จ ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องเล็กๆ

จะจดลิสต์หรือจะโน้ตไว้ในมือถือก็ได้ หรือจะจำมันไว้เฉยๆ ก็ได้ว่าชีวิตนี้เราเคยทำอะไรดีๆ เพื่อตัวเอง เพื่อคนรอบข้าง หรือสิ่งที่เราเคยทำสำเร็จอะไรเอาไว้บ้าง คิดไว้ทุกวัน หาสิ่งนั้นที่ทำทุกวัน แล้วทุกครั้งที่เราเครียด วิตกกังวล ชีวิตหมดพลัง และไม่สามารถถอดตัวเองออกจากสถานการณ์นั้นได้ ให้นึกถึงเรื่องเหล่านี้เอาไว้ มันจะช่วยเพิ่มความพึงพอใจในตัวเองขึ้นมา แล้วจะทำให้คุณเริ่มเห็นคุณค่าในตัวเอง และพร้อมจัดการกับสถานการณ์นั้นๆ ได้ดีขึ้น

 

5. เผื่อที่ไว้ให้ความผิดพลาด

ไม่มีใครดีเลิศเลอไปทุกอย่าง ทุกคนมีข้อเสียและเคยทำผิดมาก่อนทั้งนั้น และมันเป็นเรื่องปกติมาก การที่คนเราชอบเศร้า ก็เพราะเราคิดว่าความเศร้า ความผิด ความกลัว สิ่งไม่ดี มันไม่ควรมี มันไม่ควรเกิดขึ้น แต่ที่จริงแล้วเราเป็นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป เรามีความรู้สึก และความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นจะช่วยเป็นบทเรียนให้เราได้ ไม่ต้องผลักไสไล่ส่งมันไปไหน น้อมรับมันไว้แต่แค่รู้จักที่จะวางมันให้ถูกที่

 

5 ข้อที่น่าจะช่วยให้หลายๆ คนรู้จักการ ปล่อยวาง มากขึ้น ทิ้งท้ายไว้ให้เป็นข้อคิดสั้นๆ ว่า ในทุกสถานการณ์เรามี 3 ตัวเลือกให้เลือกเท่านั้น คือ เอาตัวออกจากสถานการณ์นั้นๆ เปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้นๆ และยอมรับสถานการณ์นั้น แต่การจับจดมัวแต่เก็บมาคิด มาเครียด มาโมโห ไม่ช่วยอะไร เอาล่ะ มาเริ่ม ปล่อยวาง กัน

 


 

Credits
The Host
พัชชา พูนพิริยะ

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post 5 วิธีคิดสำหรับคนที่อยาก ปล่อยวาง กับชีวิตให้มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Move on เป็นคนใหม่ให้หัวใจได้มีรักอีกครั้ง https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou30/ Mon, 29 Jan 2018 17:01:44 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=66063

เลิกรากันแล้วก็จริงแต่ยังลืมกันไม่ได้ บางคู่ก็ยังคุยกัน […]

The post Move on เป็นคนใหม่ให้หัวใจได้มีรักอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เลิกรากันแล้วก็จริงแต่ยังลืมกันไม่ได้ บางคู่ก็ยังคุยกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผ่านไปได้ แต่ละคนใช้เวลามากน้อยแตกต่างกัน

 

ใครที่ปีนี้ตัดสินใจแล้วว่าอยากเริ่มใหม่ อยากดึงชีวิตกลับมาเป็นของเรา รู้สึกกับเขาให้น้อยลง และก้าวต่อไปข้างหน้า จูนจูน พัชชา ชวนชาว THE STANDARD มาแชร์วิธี move on กัน

 

1. พังแค่ไหนก็ต้องสวยไว้ก่อน จากคุณแพรว

ครั้งหนึ่งเคยมีปัญหาเรื่องความรัก แล้วก็ไม่เป็นอันกินอันนอนเลย นอนแช่อยู่ที่โซฟาคอนโด รู้สึกล้มเหลวและไม่อยากมีชีวิต จนวันหนึ่งแม่เปิดประตูเข้ามาแล้วพูดกับเราว่า ตอนที่พ่อตายแม่ยังใช้ชีวิตอยู่ได้และเลี้ยงลูก 2 คนมาด้วย นั่นเป็นคำที่เปลี่ยนชีวิตเลยว่าเราต้องเดินต่อไปให้ได้ ต้องนึกถึงครอบครัวให้มากที่สุด และแม่บอกอีกว่า ตอนงานศพพ่อ แม่สวยทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ไม่สวยเลย และวันนี้คืออะไรแกแค่โดนแฟนทิ้ง ทำไมถึงปล่อยสภาพตัวเองให้พังขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเลยคิดว่าเราต้องสวยตลอดเวลา จะได้ move on ไปหาคนใหม่ได้ จะได้รู้สึกว่าชีวิตข้างหน้ามันมีทางที่ดีมากกว่าจะนอนทิ้งร่างให้ตัวเองเป็นแบบนี้ ฉะนั้นข้อหนึ่งคืออกหักเมื่อไร วันรุ่งขึ้นต้องสวยให้มากที่สุด

 

2. มีคนใหม่ จากคุณตุ๊กตา

ตอนนั้นเลิกกันแต่ก็ยังคุยกันปกติ แต่ไม่ได้เป็นแฟนกันแล้ว ก็มีคนใหม่ไม่ได้ เหมือนยังติดกับคนนี้อยู่ เราเลยโทรไปหาเขา ถามว่าเราเป็นอะไรกัน เขาพูดมาคำหนึ่งว่า ก็คุยๆ ไปเป็นอย่างนี้แหละ แต่ว่าไม่ได้กลับมาคบกันนะ เพราะเขารู้สึกว่าอยู่กับเพื่อนแล้วมีความสุขกว่า เราเลยโอเคถ้าเขาไม่เดินออกไปเราจะเดินออกไปเอง แล้วอีกวันเราก็มีแฟนใหม่เลย เริ่มคุยกับคนใหม่แล้วก็ตกลงเป็นแฟน แต่ถามว่าช่วงนั้นลืมคนเก่าได้ไหมก็ไม่ได้หรอก เพราะคนเก่ายังมีความผูกพันหลงเหลืออยู่ จนวันหนึ่งเขาไปเปิดอีกเบอร์แล้วเอาเบอร์แปลกโทรมาหาเรา ทั้งที่เราบล็อกเบอร์อะไรไปหมดแล้ว เราเลยลองรับดู สรุปว่าเป็นเขา เราเลยตัดสินใจบอกเขาไปว่ามีแฟนใหม่แล้ว ไม่ต้องโทรมาแล้ว นี่คือวิธีที่เราทำ

 

3. ร้องไห้ให้เต็มที่ จากคุณนัท

บางคนคิดว่าอกหักแล้วร้องไห้คือความอ่อนแอ แต่สำหรับเราเราชอบการร้องไห้มาก เพราะมันทำให้สิ่งที่หนักอยู่ในหัว ที่เราคิดวนเวียน หรือความเจ็บๆ ที่หัวใจได้ระบายออกมา เราจะรู้สึกดีขึ้นกับมันทุกครั้ง บางคนอาจจะรู้สึกว่าเสียใจมากแต่ร้องไห้ไม่ออก เราว่าการดูหนังที่ดี อาจจะเป็นหนังฟีลกู๊ดก็ได้ หรือฟังเพลงก็ได้แล้วรู้สึกร่วมกับมัน แล้วเราได้ร้องไห้ บางทีคือการปลดปล่อยและระบายความเศร้าจังหวะนั้นได้

 

4. ไปเที่ยวที่ไกลๆ จากคุณฝัน

ถ้าเรารู้สึกไม่โอเคกับความสัมพันธ์แล้วอยาก move on เราจะไปสักที่หนึ่งที่ไม่คุ้นเคย จะเป็นต่างจังหวัด ต่างประเทศ เรารู้สึกว่าได้ตัดซีนชีวิตเรา เหมือนความสัมพันธ์นั้นมันได้จบตอนไปแล้ว ถ้าอยากเริ่มตอนใหม่ของชีวิต เราต้องไปสักที่หนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราเป็นคนแปลกหน้าของที่นั่น เราจะได้อยู่กับตัวเองและจะเริ่มสังเกตว่าตัวเราเล็กน้อยมากในโลกใบนี้ มันอาจดูน้ำเน่า แต่เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ความสัมพันธ์ที่ผ่านมามันไม่ได้มีผลอะไรกับโลกใบนี้เลย มีแค่ตัวเรา และเป็นเราที่รู้สึกอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจบความสัมพันธ์แล้วเริ่มต้นใหม่ เราจะไปสักที่หนึ่ง มันได้ผลสำหรับเรา

 

5. รีบกลับมารักตัวเอง จากคุณมิ้นต์

อย่ารู้สึกแย่กับตัวเอง ต้องรู้สึกให้ได้ว่าวันพรุ่งนี้หรือวันถัดไปมันต้องดีกว่านี้ อย่าคิดว่าความรักคือสิ่งสุดท้าย แต่ต้องคิดว่าการใช้ชีวิตอยู่มันมีเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องนี้ แค่นั้นก็โอเคแล้ว

 

6. ตัดขาดการติดต่อ จากคุณวาวา

เราเลือกที่จะตัดขาดการติดต่อไปเลย ทั้งโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ เราทั้งอันเฟรนด์และบล็อกกันไปเลย สำหรับเราการไม่เห็นกันเลยดีที่สุด เพราะแค่ผ่านมาหน้านิวส์ฟีดนิดเดียวเราจะกลับไปรู้สึก เราเลือกที่จะเอาทุกอย่างออกไป รวมทั้งเพื่อนๆ เขา คือบางทีเพื่อนเขาเราก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กันอยู่ ไม่ได้ว่าเลิกกันแล้วจะเลิกคบกันไปด้วย แต่เบื้องต้นถ้าเขาแท็กกัน เราอาจจะต้องซ่อนเพื่อนของเขาไปเหมือนกัน

 


 

Credits

The Host พัชชา พูนพิริยะ

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post Move on เป็นคนใหม่ให้หัวใจได้มีรักอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กลิสต์ทบทวนตัวเอง สำหรับคนที่อยากออกจากความสัมพันธ์ที่ไม่ดี https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou29/ Sun, 28 Jan 2018 17:01:50 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=65208

ใครที่ไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนรักหรือคนที่ […]

The post เช็กลิสต์ทบทวนตัวเอง สำหรับคนที่อยากออกจากความสัมพันธ์ที่ไม่ดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใครที่ไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนรักหรือคนที่กำลังคุยๆ กันอยู่ตอนนี้มันยังดีหรือเปล่า ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ ไม่รู้ว่าควรเดินหน้าหรือถอยหลัง ถ้าเมื่อไรก็ตามที่คุณอยู่ในสภาวะแบบนี้ อาจถึงเวลาต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราควรเก็บความสัมพันธ์นี้ไว้ในชีวิตจริงๆ หรือเปล่า

 

จูนจูน พัชชา พาแขกรับเชิญพิเศษอย่าง ดีเจพี่อ้อย นภาพร แห่ง Club Friday มาให้คำแนะนำเป็นเช็กลิสต์สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองควร ออกจากความสัมพันธ์ที่ไม่ดี นี้แล้วหรือยัง

 

1. ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่าเสียเวลากับความทุกข์มากกว่าความสุข หรือทำไมใน 24 ชั่วโมง คุณมีเวลาของการเสียน้ำตาเยอะเหลือเกิน แทบจะไม่ได้ยิ้มหรือหัวเราะ และต้องจบวันด้วยการร้องไห้เสมอ ถ้าใครกำลังเผชิญข้อนี้อยู่ ขอให้กลับมาคิดเลยว่า เราให้คุณค่าเขาสูงเกินไปหรือเปล่า

 

2. ถ้าไม่นับว่าเขาเป็นความสุขของเรา ยังมีสิ่งอื่นใดอีกบ้างที่ทำให้ชีวิตของคุณมีความสุข ถ้าคิดแล้วไม่มีคำตอบ ขอให้ออกมาเถอะค่ะ ชีวิตเราผูกขาดกับเขาเยอะเกินไปแล้ว

 

3. ถ้าเมื่อไรที่คุณเริ่มเห็นคุณค่าตัวเองน้อยลง ถึงขั้นแตะภาวะซึมเศร้า รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าสำหรับเขา หรือมักเป็นคนที่ถูกลืมเสมอโดยคนที่ไม่เคยลืม อาจถึงเวลาที่ต้องบอกตัวเองแล้วว่า คนอื่นลืมเราแต่เราต้องไม่ลืมตัวเอง

 

4. ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าเวลาของเรามันน้อยลงทุกที และยังต้องเสียเวลากับความทุกข์มากมายขนาดนี้ พอเถอะ ลืมตาตื่นขึ้นมาหนึ่งวันก็ห่างอดีตไกลขึ้นอีกขั้นแล้ว ถ้ามัวแต่จมความทุกข์ แล้วเมื่อไรจะมีความสุขสักที ชีวิตของเรา เรามีสิทธิ์เลือก ลมหายใจยังเป็นของเราอยู่ เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีกันเถอะ

 


 

Credits

The Host พัชชา พูนพิริยะ

The Guest นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post เช็กลิสต์ทบทวนตัวเอง สำหรับคนที่อยากออกจากความสัมพันธ์ที่ไม่ดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป็นคนใหม่ที่ได้เป็นตัวเองจริงๆ ด้วยการ come out กับคนใกล้ชิด https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou28/ Sat, 27 Jan 2018 17:01:47 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=65640

สิ่งที่น่าทำในช่วงปีใหม่คือการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ อย่าง […]

The post เป็นคนใหม่ที่ได้เป็นตัวเองจริงๆ ด้วยการ come out กับคนใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>

สิ่งที่น่าทำในช่วงปีใหม่คือการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ อย่างเป็นตัวเองมากที่สุด หลายคนค้นพบและรู้จักตัวเองดีแล้วและอยากบอกคนใกล้ตัว หรือคนในครอบครัวให้รู้ว่าตัวตนทางเพศที่แท้จริงของเราคืออะไร แต่กำลังชั่งใจ ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ทำแล้วจะดีจริงไหม

 

จูนจูน พัชชา ชวนแขกรับเชิญที่เคยผ่านประสบการณ์ coming out มาเล่าเรื่องราว เพื่อให้คุณได้ทบทวนหรือได้แนวทาง และอาจจะได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นว่า เราควร come out หรือไม่   

 

ประสบการณ์ของคุณต้า

ผมเคยมีแฟนเป็นผู้หญิงมาก่อน จนกระทั่งช่วงเรียนมหาวิทยาลัยไป Work and Travel ที่ต่างประเทศ และเกิดตกหลุมรักผู้ชายคนหนึ่ง ถือเป็นครั้งแรกที่รู้สึกแบบนี้กับผู้ชายด้วยกัน

 

ผมเลยลองปรึกษาเพื่อนสนิทและกลับมาทบทวนตัวเอง จนได้คำตอบที่แน่ชัดแล้วว่า ผมเป็นเกย์ กลับมาไทยเลยตัดสินใจค่อยๆ บอกเพื่อนสนิทแต่ละกลุ่ม ซึ่งทุกคนเข้าใจและไม่ได้โกรธเกลียดเราเลย

 

ส่วนกับครอบครัว ผมไม่เคยบอกเรื่องนี้กับแม่โดยตรง แต่แม่ก็รับรู้มาโดยตลอด จนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตที่คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็ง ผมดูแลเขาอย่างดีที่สุด จนวันสุดท้าย แม่พูดกับน้าว่า ดีใจที่เราเป็นแบบนี้ เพราะถ้าเราไม่เป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะดูแลเขาได้หรือเปล่า

 

“สุดท้ายแล้วการคัมเอาต์อาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด เพราะการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดนั้นสำคัญยิ่งกว่า”

 

ประสบการณ์ของคุณนุ้ย

โชคดีที่ครอบครัวของเรามีความคิดโมเดิร์นอยู่แล้ว ไม่ได้ซีเรียสว่าลูกจะต้องเป็นเพศอะไร เราเพิ่งค้นพบตัวเองตอนอายุ 16 ว่าชอบผู้ชาย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้ต้องบอกแม่ไหม คิดอะไรไม่ออก เลยลองบอกพี่สาวซึ่งสนิทกัน และให้พี่สาวไปบอกแม่อีกที สุดท้ายแม่ก็ไม่ได้ซีเรียส แถมบอกด้วยว่า มีอะไรก็ขอให้บอกแม่

 

“ถ้าให้เราแนะนำ ลองเลือกผู้หญิงสักคนที่สนิท อาจเป็นคุณแม่หรือพี่สาวที่ไว้วางใจ ให้เขาเป็นคนสื่อสารเรื่องนี้ไปถึงคนอื่นๆ ในครอบครัวเราเอง”

 

ประสบการณ์ของคุณบอล

ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 เป็นช่วงที่เริ่มรู้ว่าตัวเองเลิกมองผู้หญิง มีแฟนเป็นผู้ชาย พอเลิกกับแฟน เราก็อกหัก แม่เลยถามว่า ทำไมเศร้า เป็นอะไร เราคิดว่าการปิดบังเรื่องเพศสภาพตัวเองกับคนที่เรารักทำให้มีระยะห่างกัน สถานการณ์คือ เอารูปแฟนที่เพิ่งทิ้งเราไปให้แม่ดู พอเขาเห็นเป็นรูปผู้ชายตอนแรกก็ตกใจ แต่เรารู้ว่าแม่รักเราและเขาหัวสมัยใหม่ เลยเลือกสื่อสารกับแม่โดยตรง แต่กับพ่อก็ต้องหาวิธีอ้อมๆ ในการสื่อสารกันไป

 

“ข้อดีของการคัมเอาต์ คือเราไม่ต้องเหนื่อยกับการเป็นคนที่ไม่ใช่ตัวเอง และได้คัดกรองคนที่จะเข้ามาในชีวิตว่าคนอื่นจะโอเคกับสิ่งที่เราเป็นจริงหรือเปล่า”

 

ประสบการณ์ของคุณเฟรม

ตอนปี 1 เราเคยมีแฟนเป็นผู้หญิงที่รักมาก แต่พออกหักเราเลยคิดว่าชีวิตควรมีทางเลือกมากกว่านี้ไหม ไม่จำเป็นต้องเป็นความรักของชาย-หญิงเท่านั้น เลยทดลองดู วิธีการของเราง่ายมากคือ เดินไปบอกแม่ว่าจะลองคบผู้ชายดูนะ แม่ตอบกลับมาว่า “แล้วจะแต่งหญิงด้วยไหม” ก็เป็นการคัมเอาต์ที่ตลกๆ หน่อย

 

อย่างเวลามีวันสำคัญ เราก็พาผู้ชายไปที่บ้าน ทุกคนในครอบครัวจะเข้าใจไปเองว่า คนนี้คือแฟนเรา โดยที่ไม่ต้องใช้คำพูดสื่อสารกันมากมาย

 

“เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่เกย์ทุกคนต้อง come out ถ้าการทำแบบนั้น ทำให้เขาใช้ชีวิตยากลำบากมากขึ้น หรือสร้างความทุกข์ใจให้คนอื่น มันก็ไม่จำเป็นเลย แล้วแต่ทางเลือกและความสบายใจของแต่ละคนมากกว่า”

 


 

Credits
The Host
พัชชา พูนพิริยะ

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post เป็นคนใหม่ที่ได้เป็นตัวเองจริงๆ ด้วยการ come out กับคนใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตรวจสุขภาพประจำปี ไปทำไม และเลือกโรงพยาบาลอย่างไรให้ง่ายที่สุด https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou27/ Fri, 26 Jan 2018 17:01:49 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=65386

ตรวจสุขภาพประจำปี คือสิ่งหนึ่งที่ควรทำ แต่หลายคนยังไม่เ […]

The post ตรวจสุขภาพประจำปี ไปทำไม และเลือกโรงพยาบาลอย่างไรให้ง่ายที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตรวจสุขภาพประจำปี คือสิ่งหนึ่งที่ควรทำ แต่หลายคนยังไม่เริ่ม เพราะคิดว่า ถ้าร่างกายเราแข็งแรง ไม่ต้องไปตรวจก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พฤติกรรมบางอย่างที่เราทำอยู่ทั้งการกิน การนอน การใช้ชีวิตนั้นส่งผลต่อร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัว และอาจนำพาไปสู่โรคได้ การรู้และป้องกันตัวเองไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการตรวจสุขภาพ ทำให้เราได้ระวังตัวเองและใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้อง

 

จูนจูน พัชชา มาพร้อมคำตอบของคำถามที่หลายคนน่าจะอยากรู้ว่า จริงๆ แล้วตรวจสุขภาพประจำปีคืออะไร ใครควรตรวจ แล้วเขาตรวจอะไรเราบ้าง และจะเลือกโรงพยาบาลยังไงดี

 

คำถามที่น่ารู้เกี่ยวกับการตรวจสุขภาพประจำปี

1. ตรวจสุขภาพประจำปี คืออะไร ตรวจไปเพื่ออะไร

การตรวจสุขภาพประจำปี คือการตรวจร่างกายตอนที่เราไม่มีอาการป่วยใดๆ จุดประสงค์หลักๆ คือตรวจเพื่อค้นหาว่าจริงๆ แล้วร่างกายเรามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอะไรหรือเปล่า หรือมีความผิดปกติอะไรที่เรามองไม่เห็น รวมทั้งเพื่อเป็นการป้องกันโรคที่เรายังไม่ได้เป็น หรือถ้าเรามีความเสี่ยง เราจะได้ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราให้ไม่เสี่ยงที่จะเป็นโรค

 

2. ใครควรตรวจสุขภาพประจำปี

จริงๆ แล้วทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ควรตรวจร่างกายประจำปี โดยคณะกรรมการพัฒนาการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประชาชนของกระทรวงสาธารณสุข ได้แบ่งช่วงอายุของการตรวจสุขภาพไว้ 3 ช่วงอายุ ซึ่งแต่ละช่วงจะมีรายละเอียดการตรวจที่แตกต่างกันออกไป

กลุ่มแรกคือ กลุ่มเด็กและวัยรุ่น คือแรกเกิด-18 ปี

กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มวัยทำงาน อายุตั้งแต่ 18-60 ปี

กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ซึ่งทั้งหมดนี้ครอบคลุมทุกวัย นอกจากแต่ละช่วงอายุแล้ว ผู้หญิงกับผู้ชายในวัยต่างกัน ก็ต้องมีรายละเอียดการตรวจที่แตกต่างกันด้วย

 

3. ตรวจอะไรบ้าง

คำถามนี้น่าจะเป็นเหตุผลหลักๆ ที่หลายคนไม่กล้าตรวจร่างกาย คือไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกับร่างกายเรา ไม่รู้ว่าจะตรวจอะไร ในกรณีนี้ขอยกตัวอย่างกลุ่มคนวัยทำงาน โดยการตรวจสุขภาพจะเริ่มจากการซักประวัติว่าเรามีพฤติกรรมเสี่ยงอะไรบ้าง มีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคประจำตัวอะไรบ้าง เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือด เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เพื่อเก็บเป็นข้อมูลไว้ และเพื่อจะได้รู้ว่าจะต้องตรวจอะไรเพิ่มเติม

 

ต่อมาก็จะเป็นการตรวจร่างกายทั่วไป ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดันโลหิต เพื่อที่จะได้รู้ว่าเรามีภาวะอ้วน หรือดูว่าเราเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง จากนั้นก็จะเป็นการตรวจสุขภาพช่องปาก ตรวจการได้ยิน ตรวจตา ให้เราตอบแบบประเมินสุขภาพ

 

ทีนี้มาถึงส่วนที่สำคัญคือการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือการตรวจห้องแล็บ ซึ่งมีทั้งการเอกซเรย์หน้าอก การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เพื่อดูว่าเรามีภาวะโลหิตจาง หรือมีความผิดปกติอื่นๆ หรือเปล่า ตรวจไขมันในเลือด ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อดูความเสี่ยงโรคเบาหวาน ตรวจปัสสาวะ อุจจาระ ตรวจระดับกรดยูริก เพื่อป้องกันโรคเกาต์ ส่วนคนที่มีอาการปวดข้อจะมีการตรวจเพิ่มเติม ตรวจการทำงานของไต ตับ และตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

 

การตรวจพื้นฐานเหล่านี้จริงๆ แล้วโรงพยาบาลรัฐและเอกชน มีแพ็กเกจพื้นฐานให้เราอยู่แล้วว่าเพศนี้ อายุเท่านี้ ควรตรวจแพ็กเกจไหน และหลังจากการซักประวัติ เราควรตรวจอะไรเพิ่มเติมบ้าง ที่สำคัญสำหรับพนักงานออฟฟิศหลายคนที่มีสิทธิประกันสังคม อาจจะยังไม่รู้ว่าสามารถตรวจสุขภาพประจำปี ได้ปีละ 1 ครั้ง ตามสถานพยาบาลที่เราประกันตนอยู่ ซึ่งสิ่งที่ตรวจก็ค่อนข้างครอบคลุม

 

4. เลือกโรงพยาบาลไหนดี

เพราะว่าแต่ละโรงพยาบาลก็เด่นต่างกัน แถมโรงพยาบาลเอกชนราคาแพ็กเกจก็ใกล้เคียงกันอีก แต่ทุกวันนี้เรามีแหล่งข้อมูลที่สะดวกมากคือเว็บไซต์ Hospeta.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวมโปรแกรมตรวจสุขภาพและการรักษาของหลายโรงพยาบาล รวมทั้งมีข้อมูลราคาให้ผู้ที่ต้องการใช้บริการได้เปรียบเทียบ ได้ดูว่าโรงพยาบาลไหนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านใด และยังมีการจองโปรแกรมการตรวจรักษาได้อีกด้วย โดยปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 30 โรงพยาบาลโดยสามารถจองออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง

 


 

Credits
The Host
พัชชา พูนพิริยะ
The Guest วชิรวิชญ์ พงศ์วิสสุตรา

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์
Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post ตรวจสุขภาพประจำปี ไปทำไม และเลือกโรงพยาบาลอย่างไรให้ง่ายที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อยากเปิดร้านขายของออนไลน์ ต้องเริ่มอย่างไรให้ทั้งรอดและรุ่ง https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou26/ Thu, 25 Jan 2018 17:01:16 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=65037

ความคิดเล็กๆ ที่ผุดมาในหัวของคนยุคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ คือ […]

The post อยากเปิดร้านขายของออนไลน์ ต้องเริ่มอย่างไรให้ทั้งรอดและรุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความคิดเล็กๆ ที่ผุดมาในหัวของคนยุคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ คือการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เพราะหันไปทางไหนก็เจอแต่คนเปิดกิจการ มีแบรนด์ขายออนไลน์ที่ขายดีมาก ลูกค้าเยอะมาก แถมยังง่ายและสะดวกกว่าเมื่อก่อนด้วย เพราะเป็นช่องทางที่ทุกคนใช้กันอยู่แล้ว

 

จูนจูน พัชชา มาแชร์ประสบการณ์ตรงสำหรับคนอยากเริ่มทำธุรกิจและชวนคุณเค้ก-อภิพรรณ มงคลพาณิชยกิจ เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าออนไลน์ทั้ง Rally Movement, j.c.co และเป็น Co-founder ของ gloc มาให้คำแนะนำเป็นแนวทางสำหรับคนอยากเปิดร้านออนไลน์

 

คำถามที่ควรถามตัวเองก่อนเริ่มทำธุรกิจ

1. ชอบอะไร

สนใจอะไร เป็นความชอบแค่ผิวเผินหรือเปล่า ถ้าทำไปเรื่อยๆ จะเบื่อหรือเปล่า ธุรกิจที่สำเร็จยั่งยืนคือธุรกิจที่ต้องใช้ระยะเวลา ถ้าทำไปเรื่อยๆ แล้วล้มเลิกกลางทางก็จะไม่ประสบความสำเร็จ

 

2. มีต้นทุนเท่าไร งบตั้งต้นมาจากไหน และจะจัดสรรอย่างไร อาจเริ่มจากเงินเก็บที่เรามีเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ เมื่อธุรกิจเริ่มโต มีกลุ่มลูกค้า แล้วค่อยๆ เพิ่มเงินขยายธุรกิจออกไป ต้องวางแผนการเงินของธุรกิจตัวเองคร่าวๆ ก่อนด้วย

 

3. ขายใคร

เมื่อรู้กลุ่มเป้าหมายทำให้เรารู้ว่าควรทำสินค้าแบบไหน ขายช่องทางไหนบ้าง เช่น ถ้ากลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มคนสูงอายุ การขายออนไลน์อาจจะไม่เหมาะ แต่เหมาะสำหรับกลุ่มวัยรุ่น เป็นต้น และต้องมั่นใจด้วยว่า บริการหรือการขายของเรามันมีคนซื้อจริงๆ ไม่ใช่การคิดเองคนเดียว

 

แนวคิดในการเริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์ของตัวเอง

1. สังเกตตัวเอง

ทำอะไรแล้วมีความสุข หรืออยู่กับสิ่งนั้นได้นาน ดูว่าเราทำอะไรแล้วรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว หรือทำแล้วเราไม่ได้รู้สึกว่าทำงานอยู่ ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจเสื้อผ้า อาจเป็นอาหาร บริการอื่นๆ ก็ได้ หรืออีกวิธีคือลองสังเกตจากสิ่งรอบตัว เช่น ครอบครัวของเรามีธุรกิจอื่นที่เคยทำ อาจจะเป็นสิ่งที่เราสนใจและอาจนำมาต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ได้ เพราะการมีรากฐานที่ดีจากครอบครัวจะทำให้เราไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ก็เป็นเรื่องที่ดี

 

2. ลงมือทำ

เราควรคิดเร็วทำเร็ว เพราะโลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงเร็วมากๆ บางทีไอเดียเราดีมากแต่ไม่ยอมลงมือทำ รอเวลาไปเรื่อยๆ อาจจะมีคนอื่นมาทำแล้วประสบความสำเร็จแทนเราไปเลยก็ได้

 

3. วางคาแรกเตอร์แบรนด์

แบรนด์เราสไตล์ประมาณไหน ราคาเท่าไร สินค้ามีอะไรบ้าง แบรนด์ที่ดีควรจะมีสไตล์ที่ชัดเจนเพื่อกำหนดกลุ่มผู้บริโภคได้ตรงที่สุด สำหรับมือใหม่เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นลองทำ Mood Board รวมสิ่งที่จะเป็นเราดูว่าแพ็กเกจเป็นอย่างไร ภาพรวมแบรนด์เป็นอย่างไร อาจหาภาพจากอินเทอร์เน็ตมาแปะบนกระดาษหรือไดคัตในคอมพิวเตอร์ เพื่อจำกัดภาพรวมแบรนด์ของเราให้เป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น

 

4. สำรวจตลาด

ลิสต์ว่ามีแบรนด์คู่แข่งแบรนด์ไหนบ้าง สินค้าเป็นอย่างไร ราคาขายเท่าไร ต้องสำรวจตลาดเพื่อให้เราเห็นช่องว่างทางการตลาดว่ามีอะไรบ้าง แบรนด์ที่ขายเหมือนเรายังขาดอะไรอยู่ อาจทำให้เราเกิดความคิดใหม่ๆ สินค้าใหม่ๆ ที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ได้ นอกจากนั้นแล้วการสำรวจตลาดยังช่วยให้มือใหม่ซึมซับวิธีการขายจากโมเดลธุรกิจที่มีอยู่แล้ว และบางอย่างอาจปรับใช้กับธุรกิจของเราเองได้

 

5. กำหนดกลุ่มเป้าหมาย

ให้คิดเลยว่าใครจะเป็นคนมาซื้อสินค้าเรา วัยไหน เพศอะไร เช่น ถ้าทำธุรกิจเสื้อผ้าอาจต้องลงลึกไปถึงบุคลิกของลูกค้าว่าเป็นอย่างไร สาวเท่ สาวหวาน คนแบบนี้จะใช้สินค้าแบบไหนบ้าง อาจทำให้เราคิดสินค้าได้ตอบโจทย์มากขึ้น

 

กรณีตัวอย่าง

จากประสบการณ์การทำแบรนด์ Rally Movement ของคุณเค้ก ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงซึ่งเน้นสูทกับกางเกงสแล็กเป็นหลัก จุดเริ่มต้นของแนวคิดเริ่มจากตัวคุณเค้กเองที่ชอบใส่สูทกับกางเกงสแล็กมาก แต่หาซื้อในตลาดไม่ได้เพราะส่วนใหญ่จะมีไว้สำหรับใส่ไปทำงาน มีสีให้เลือกไม่มาก คือ ขาว ดำ เทา แต่คุณเค้กเป็นคนชอบสีสันจึงอยากทำแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาก อีกเหตุผลหนึ่งคือคุณเค้กสูงประมาณ 155 เซนติเมตร เวลาหากางเกงสแล็กทรงสวยๆ ที่ชอบมันหายากมาก เพราะปลายขาจะกองพื้นแล้วต้องคอยเอาไปตัดขาแล้วทรงจะเสียตลอด เลยเป็นจุดเริ่มต้นทำให้สร้างแบรนด์นี้ขึ้นมา

 

หลังจากที่รู้แล้วว่าอยากขายอะไร เลยไปศึกษาตลาดต่อ ไปดูว่าตอนนี้มีคนขายสูทกับกางเกงสแล็กแบบไหนบ้าง แต่เท่าที่ดูในตลาดตอนนั้นยังไม่มีแบรนด์ที่ขายสูทกับกางเกงสแล็กสำหรับผู้หญิง เลยสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมา แล้ววางคาแรกเตอร์แบรนด์ให้เป็นผู้หญิงเท่ที่สนุกกับการแต่งตัวและแมตช์สี

 

คุณเค้กทิ้งท้ายทริกเล็กๆ น้อยๆ ไว้อีกดังนี้

1. ต้องอดทนและทุ่มเท

อย่าล้มเลิกไปก่อน แรกๆ อาจจะยังขายไม่ดีเท่าไรนัก แต่อาจจะมีคนมาซื้อในภายหลังก็ได้ มีหลายแบรนด์ที่ทำแบรนดิ้งสวย มีสินค้าที่น่าสนใจ แต่ล้มเลิกภายใน 1 เดือนเพราะคิดว่าไม่มีคนซื้อ ในความเป็นจริงแล้วต้องใช้เวลาเพื่อให้ผู้บริโภคเห็นเราและจะกลับมาซื้อสินค้าของเราในภายหลัง

 

2. ต้องต่อเนื่อง

ขยันโพสต์ ขยันแชร์ สร้างคอนเทนต์ ทำให้ลูกค้าเห็นเรามากๆ และลูกค้าจะกลับมาซื้อสินค้าในอนาคต

 

3. ตามเทรนด์อย่างพอเหมาะ

อย่าสูญเสียความเป็นตัวเอง เห็นใครขายอะไรดีก็ไปขายตามเพราะอาจจะไม่เข้ากับแบรนด์เราก็ได้ เราต้องแข็งแรงและรักษาคาแรกเตอร์ของแบรนด์เราเอาไว้ และอยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่อยากเริ่มธุรกิจออนไลน์ในปีนี้ ขอให้เริ่มทำและทำให้สำเร็จ

 


 

Credits

The Host พัชชา พูนพิริยะ

The Guest อภิพรรณ มงคลพาณิชยกิจ

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post อยากเปิดร้านขายของออนไลน์ ต้องเริ่มอย่างไรให้ทั้งรอดและรุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดูดี ดูแพง เพิ่มโอกาส ด้วยการปรับบุคลิกภาพและการสื่อสารให้ดีขึ้น https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou25/ Wed, 24 Jan 2018 17:01:15 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=64746

บุคลิกภาพ และการสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนประทับใ […]

The post ดูดี ดูแพง เพิ่มโอกาส ด้วยการปรับบุคลิกภาพและการสื่อสารให้ดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

บุคลิกภาพ และการสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนประทับใจ สามารถเพิ่มเสน่ห์และโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิตได้อีกมาก ใครที่ปีนี้อยากเปลี่ยนเป็นคนใหม่ด้วยการมีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น

 

จูนจูน พัชชา ชวน ครูฝน-น้ำฝน ภักดี จาก Pronality Academy ที่มีประสบการณ์ในการสอนเรื่องบุคลิกภาพกว่า 13 ปี มาให้เหตุผลว่าทำไมเราต้องปรับบุคลิกภาพและถ้าอยากปรับเบื้องต้นต้องทำอย่างไร

 


 

ทำไมเราต้องปรับบุคลิกภาพและการสื่อสารของตัวเอง

1. ด้านส่วนตัว 

ทั้งเรื่องความรัก เพื่อนฝูง การเข้าสังคมต่างๆ ทุกคนอยากเป็นที่รัก เป็นคนน่าประทับใจสำหรับคนอื่นไม่ว่ายืนอยู่ตรงไหน ง่ายๆ อย่างตอนถ่ายรูป เราตายอยู่คนเดียวในรูปหมู่หรือเปล่า ใครแท็กเฟซบุ๊กมาก็อยาก Remove Tag แต่ถ้าเราดูดี รู้จักการจัดวางร่างกาย เวลาอยู่ในสังคมก็จะดูดี หรือแม้แต่กระทั่งเรื่องความรัก การมีบุคลิกภาพดีก็เป็นจุดดึงดูด เพราะทุกวันนี้การคบหากันอาจจะไม่ใช่เรื่องหน้าตาเพียงอย่างเดียว พูดกันรู้เรื่องไหม ยืนกับคนนี้แล้วเขาอยากยืนข้างเราไหม บางคนยืนด้วยแล้วรู้สึกไม่เท่ากันแบบนี้ก็มี ฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราเห็นความสำคัญตรงนี้มากน้อยแค่ไหน บางคนอาจไม่เห็นว่าสำคัญ แต่เมื่อวันหนึ่งที่รู้สึกถูกเปรียบเทียบ หรือวันที่โอกาสมาถึงแล้วเราไม่ได้รับโอกาสนั้น เราก็จะเห็นความสำคัญของสิ่งนี้

 

2. ด้านการงาน
อย่างการออกไปหาลูกค้า หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงาน เพราะไม่มีใครนั่งทำงานคนเดียวตลอดเวลา แม้แต่คนที่ทำเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีการสื่อสารกับเจ้านายหรือลูกน้องอยู่ดี ฉะนั้นการสื่อสารที่ดีทำให้คนที่เราสื่อสารด้วยเข้าใจและประทับใจ มันจะเป็นตัวบวกเข้าไป

 

3. ด้านสุขภาพ

อย่างเวลาเรานั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วนั่งไม่ได้ระยะที่ดี ก็จะเอาหน้ายื่นเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว วันหนึ่งเป็นเวลาหลายชั่วโมง คอก็จะเริ่มยื่นไปด้วย เพราะกล้ามเนื้อเราถูกฝึกไว้อย่างนี้ตลอดเวลา มือหรือขาที่ชอบเอาพาดบนโต๊ะ หรือนั่งครึ่งเดียวของเก้าอี้แล้วพิงเลย ทำให้รูปทรงกระดูกไม่ได้ตั้งตรงอย่างที่ควร กลายเป็นหงิกงอแต่เรารู้สึกสบายกับท่านี้ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความเคยชิน เราควรกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรานั่งอย่างสบายทุกวันนี้เกิดขึ้นจากความเคยชินโดยที่ไม่รู้เลยว่ารูปกระดูกของเราเป็นอย่างไร ซึ่งจะนำพาไปสู่การปวดหลัง ปวดเอว

 

การปรับปรุงบุคลิกภาพและการสื่อสารเบื้องต้น

1. ลองสำรวจบุคลิกภาพตัวเอง

การยืน หลังตรงไหม ไหล่เท่ากันหรือเปล่า ถ้าไหล่ขวาตกไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องยกไหล่ขวาขึ้น แต่ต้องกดไหล่ซ้ายลงเพื่อให้สมดุลกัน

 

การเดิน ต้องเอาส้นเท้าวางก่อนเล็กน้อย แล้ววางปลายเท้าลง เหยียบให้เต็มเท้าก่อนจะก้าวไปอีกข้างหนึ่ง บางคนชอบใช้ปลายเท้าเดินแบบเขย่งๆ หรือใช้ส้นเท้าลงอย่างเดียวแบบเดินลากเท้า ผู้หญิงบางคนเดินไม่ทิ้งสะโพกเพราะคิดว่าดูดัดจริตเกินไป ซึ่งจริงๆ แล้วการเดินทิ้งสะโพกคือการเดินปกติ เพราะทิ้งตามแรงโน้มถ่วงของโลก คนที่ไม่ทิ้งสะโพกคือเกร็งสะโพกไว้ไม่ยอมให้มันลง เลยตัวแข็งโด่

 

การนั่ง ผู้หญิงก็ไม่ควรนั่งเข่าห่างออกจากกัน ควรนั่งให้ชิดเหมือนถูกมัดเชือกไว้เลย ผู้ชายก็ไม่ควรนั่งหนีบ

 

2. ลองสำรวจการสื่อสาร

ปัญหาของคนที่สื่อสารไม่เป็น ส่วนใหญ่คือไม่ยอมฟังเสียงตัวเอง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองใช้โทนไหนเวลาพูด หรือไม่รู้ว่าเราฟังเองเราจะชอบฟังคำเหล่านี้หรือเปล่า เราต้องเอาตัวเองเป็นผู้ฟัง อย่างง่ายที่สุดลองอัดเสียงตัวเองฟังเล่นๆ หรืออัดวิดีโอตอนตัวเองพูด ถ้ารู้สึกไม่ชอบคนนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง เสียง หรือการแต่งตัว คำตอบคือต้องปรับแล้ว เพราะแม้แต่ตัวเราเองยังไม่ชอบเลย เพราะฉะนั้นมันจะกลับมาสู่จุดเริ่มต้นตรงที่ว่า คนเราถ้าเราชื่นชม มั่นใจในตัวเอง รู้ว่าตัวเองจะทำอะไร มีเป้าหมายอะไร และรู้สึกว่าไม่มีปมด้อยที่ต้องปิดบัง ก็จะทำอะไรดีๆ ออกมา

 


 

Credits
The Host
พัชชา พูนพิริยะ
The Guest น้ำฝน ภักดี

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post ดูดี ดูแพง เพิ่มโอกาส ด้วยการปรับบุคลิกภาพและการสื่อสารให้ดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป็นมิตรในที่ทำงาน สร้างสัมพันธ์กับทีมและคนนอกแผนกอย่างไรให้ราบรื่น https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou24/ Tue, 23 Jan 2018 17:01:31 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=64431

เพื่อนร่วมงานคือคนสำคัญที่จะทำให้ชีวิตการทำงานดีขึ้นอย่ […]

The post เป็นมิตรในที่ทำงาน สร้างสัมพันธ์กับทีมและคนนอกแผนกอย่างไรให้ราบรื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

เพื่อนร่วมงานคือคนสำคัญที่จะทำให้ชีวิตการทำงานดีขึ้นอย่างแท้จริง ใครที่ปีนี้ตั้งใจอยากสานสัมพันธ์กับคนในที่ทำงานให้มากขึ้นไม่ว่าจะทั้งในหรือนอกแผนก แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร

 

จูนจูน พัชชา ชวนแอดมินเพจ เจ้าหญิงแห่งวงการ HR มาให้คำแนะนำแบบเป็นขั้นตอนให้คุณนำไปปรับใช้ได้ทันที

 


 

ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ในแผนกอื่นต้องเริ่มอย่างไร

1. ปรับทัศนคติ

Attitude is everything. ทัศนคติที่ว่าคนในองค์กรเดียวกันคือคนหนึ่งที่จะทำให้งานของเราประสบความสำเร็จ เราต้องเริ่มที่ตรงนี้ มันเป็นธรรมดาที่คนเราเห็นหน้าก็หมั่นไส้เลย บางทีก็ไปฟังคนอื่นมาแล้วคนนั้นคนนี้บอกว่าไม่ดี ถ้าเราเริ่มต้นด้วยทัศนคติแบบนี้ สิ่งที่แนะนำจากนี้จะไม่มีประโยชน์เลย เพราะฉะนั้นถ้าเรามาเริ่มต้นว่าเป้าหมายในปีใหม่คือเราจะลบเรื่องพวกนี้เพื่อที่จะเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการเป็นมิตรและมีเพื่อนร่วมงานที่ดี ก็อยากให้เริ่มต้นที่ตัวเราก่อน

 

2. รอยยิ้ม

เราไม่ได้มาประกวดเป็นนางงาม แต่รอยยิ้มคือใบเบิกทางที่ดีมากๆ ในการที่จะทำให้เราผูกมิตรกับคนอื่นได้ ข้อดีคือเป็นสิ่งที่ทำให้คนฝั่งตรงข้ามจดจำแล้วว่าอย่างน้อยหน้าเราก็เป็นหน้ายิ้ม

 

3. ทักทาย

สำหรับบางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องยาก แต่การทักทายไม่ต้องไปลงลึก การทักทายเป็นดาบสองคมสำหรับคนไม่รู้จักกันได้ เช่น “สวัสดีค่ะ” กับบางประโยคที่เราตั้งใจพูดให้ยาวขึ้น “สวัสดีค่ะ ดูอ้วนขึ้นนะคะ” ในสมองเราอาจจะแค่อยากทักทาย แต่คำว่า “ดูอ้วนนะคะ ปิดปีใหม่ไปเที่ยวมาเยอะเหรอ” บางทีเราไม่ทันได้คิด เราใช้ประโยคพวกนี้เพื่อที่จะช่วยสร้างมิตรภาพ แต่มันอาจจะทำให้เกิดอคติจากฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้นควรเริ่มง่ายๆ สั้นๆ ไม่ต้องฝืนตัวเอง และไม่ต้องพยายามทำให้มันเยอะ แค่ยิ้มและทักทาย

 

4. แบ่งปัน

เราอาจหาอะไรติดไม้ติดมือแล้วเอามาแบ่งให้กับคนใน ที่ทำงาน อาจจะเป็นขนม ของฝาก ซึ่งมันจะช่วยในหลังจากนี้ด้วยนะ คืออาจเปิดโอกาสให้ได้พูดคุยกันบ้าง ถึงแม้ไม่เคยทำงานด้วยกัน

 

5. ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

อย่างเราลุกจากโต๊ะไปห้องน้ำ เห็นเพื่อนถือของมาเยอะ แต่ไม่รู้จักกัน ไม่เคยพูดคุยกัน การที่เราไปช่วยเขามันก็ช่วยสร้างความประทับใจให้คนที่อยู่ในออฟฟิศ ช่วยถือของ ช่วยเปิดประตูให้ อาจจะช่วยสร้างมิตรภาพภายในหน่วยงานหรือบริษัทเดียวกันได้

 

“สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์คือการจับกลุ่มนินทากัน เมื่อเราเอาตัวเองเข้าไปสู่เหตุการณ์ด้านลบแบบนี้ เราจะถอนตัวได้ยาก และให้จำไว้เลยว่าไม่มีมิตรแท้ในหมู่โจร ฉะนั้นถ้าเราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกลุ่มนินทาและคิดว่านี่คือเครื่องมือการสร้างมิตร ให้รู้เลยว่านี่คือการเริ่มต้นที่ผิด”

 

และสำหรับเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในทีมเดียวกัน ในปีที่ผ่านมาอาจจะกระทบกระทั่ง ไม่ลงรอยกันบ้าง หรือบางครั้งก็อาจพูดจากันโดยไม่ระวัง เพื่อให้ปีนี้ทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นมากขึ้น เจ้าหญิงแห่งวงการ HR มีเทคนิคมาให้ลองทำกันดังนี้

 

ต้องเริ่มต้นด้วยทัศนคติที่ว่า อย่าทำงานพร้อมกับมีศัตรูในออฟฟิศ

บางคนคิดแค่ว่าทำงานของตัวเองให้ดีก็พอ เรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่นก็ไม่เป็นไร หลายครั้งคนที่คิดแบบนี้ต้องแพ้ให้กับคน ที่ทำงาน ไม่ได้ดีมาก แต่สามารถรับมือกับความขัดแย้งได้ดีกว่า ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องจำเลยคือ อย่าสร้างศัตรูในออฟฟิศเพื่อเพิ่มความยากในการทำงานให้กับตัวเอง

 

วิธีง่ายๆ ในการทำงานกับเพื่อนในทีมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

1. ความจริงใจ

เราต้องจริงใจกับคนอื่นๆ ให้ได้จริงๆ แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ ก็ให้แสดงอะไรก็ได้เพื่อให้เขาจับไม่ได้ว่าเราไม่จริงใจ

 

2. ไม่มองเป็นคู่แข่ง

อย่าคิดว่าเพื่อนร่วมงานของเราคือคู่แข่ง แต่เพื่อนร่วมงานคือส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายของเราได้ คนที่ทำงานคนเดียวได้ดีจะมีอายุการทำงานที่สั้น หมายความว่า พอวันเวลาผ่านไป เป้าหมายในการทำงานสูงขึ้น ปริมาณงานมากขึ้น ภาระงานโหลด เราอาจจะเคยทำได้ดีในปีแรกๆ แต่หลังๆ เริ่มไม่ไหว แล้วสุดท้ายก็ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ หรือต้องลาออก แต่ถ้าเราต้องการความสำเร็จที่ยั่งยืน เราจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากเพื่อนทั้งในหน่วยงานและนอกหน่วยงานให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะให้เป้าหมายในการทำงานของเรามันไปถึงตรงนั้นได้

 

3. ประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

เรามาทำงานเพื่อเป้าหมายว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ ชื่อเสียง ความภาคภูมิใจ แต่งานที่ยั่งยืนและชีวิตที่ประสบความสำเร็จจริงๆ คือชีวิตที่เราใช้เวลา โอกาส และความสามารถของเราเพื่อที่ให้คนอื่นมีโอกาสที่ดีขึ้นได้ด้วย ฉะนั้นในการทำงานก็อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง ถ้าเราคิดอยู่เสมอว่าให้คนอื่นประสบความสำเร็จไปด้วย เรื่องการสร้างความสัมพันธ์ในทีมก็จะดีและราบรื่นขึ้นไปด้วย

 


 

Credits
The Host
พัชชา พูนพิริยะ
The Guest เจ้าหญิงแห่งวงการ HR

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์
Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post เป็นมิตรในที่ทำงาน สร้างสัมพันธ์กับทีมและคนนอกแผนกอย่างไรให้ราบรื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจและแก้ไข เป็นคนใหม่ที่มีไฟในการทำงานมากขึ้น https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou23/ Mon, 22 Jan 2018 17:01:13 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=64219

ในวัยทำงาน บางคนรู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย ขาดแรงจูงใจ […]

The post สำรวจและแก้ไข เป็นคนใหม่ที่มีไฟในการทำงานมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในวัยทำงาน บางคนรู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย ขาดแรงจูงใจ จนเข้าสู่ภาวะ หมดไฟ และปีใหม่นี้อยากกลับมามีชีวิตการทำงานที่ดีขึ้นและกลับมามีไฟอีกครั้ง

 

จูนจูน พัชชา ชวน คุณโอ๋-ชนาภัณฑ์ ธรรมรัฐ นักจิตบำบัดด้วยละครและการเคลื่อนไหว มาให้คุณสำรวจภาวะ Burnout Syndrome หรือการหมดไฟในการทำงาน รวมถึงแนะนำการดูแลตัวเองเพื่อให้หายจากภาวะนี้

 


 

สำรวจตัวเองว่าเข้าข่ายภาวะหมดไฟหรือไม่

1. ร่างกาย

มีการนอนที่ผิดเพี้ยน นอนไม่หลับ ผวา กังวล ฝันร้าย คิดซ้ำๆ ในเวลากลางคืน เอาความกังวลของงานไปฝัน หรือมีอาการเบื่ออาหาร หรือกลับกันบางคนกินเยอะผิดปกติ มีการบริโภคแอลกอฮอล์มากขึ้น สูบบุหรี่จัดขึ้น เพิ่มการดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

 

2. อารมณ์

ให้ลองสังเกตว่าตัวเองมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วไปมาหรือไม่ ท้อแท้ สิ้นหวัง เหนื่อยหน่ายกับการใช้ชีวิตหรือการทำงาน หรือรู้สึกว่าตัวเองอยู่กับความโกรธหงุดหงิดตลอดเวลา ใครพูดอะไรอารมณ์ปรี๊ดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เกิดความไม่มั่นคงทางอารมณ์มากขึ้น

 

3. พฤติกรรม

เริ่มต่อต้านการไปทำงานหรือเปล่า นำมาสู่การไปทำงานสาย ลางานมากขึ้นหรือเปล่า หรือเป็นพฤติกรรมที่เลิกงานปุ๊บแล้วเคลียร์ทุกอย่างกลับบ้านเลย หรือเริ่มไม่อยากพูดคุย พบปะกับคนในที่ทำงาน เริ่มหลีกเลี่ยงหัวหน้างาน เริ่มทะเลาะเบาะแว้ง เกิดความขัดใจคับข้องใจกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้นหรือเปล่า

 

ต้องเยียวยาตัวเองอย่างไร

1. นอนให้พอ

ภาวะหมดไฟเกิดจากความเหนื่อยล้าที่มากเกินไป เพราะฉะนั้นการพักผ่อนสร้างสมดุลให้กับตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการนอนเป็นสิ่งสำคัญมาก เหมือนไฮไลต์ของการใช้ชีวิต เมื่อพฤติกรรมการนอนผิดเพี้ยนจะส่งผลไปถึงการทำงานในระบบสมอง การสั่งการอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ที่เพี้ยนไป การนอนในช่วงวัยทำงานต้องการนอนเฉลี่ย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ถึงจะเพียงพอ

 

2. ขอลาหยุด

ถ้าเป็นไปได้เราอาจจะขอเวลาเบรกจากที่ทำงานเพื่อฟื้นฟูจิตใจ แต่อย่างที่ทราบสำหรับบางท่านเป็นไปได้ยากมาก เพราะว่าการจะขอเวลาหยุด 1-2 วัน หรือทั้งสัปดาห์มันยากลำบาก แต่เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน หากที่ทำงานเข้าใจได้ว่าเรามีภาวะนี้เกิดขึ้น มันมีสัญญาณอะไรบางอย่าง อยากให้ช่วยซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน ถึงเราจะดื้อทำงานไปในภาวะแบบนี้ทุกอย่างจะแย่ลง บางคนมีความรู้สึกผิดที่เราจะลาพักหรือปฏิเสธคนอื่น แรกๆ เราอาจจะยื้อหรือต้าน แต่มันจะแย่ลง จนมันตึงแล้วไม่สามารถไปต่อได้ สู้เราดูแลตัวเองไปเป็นลำดับขั้นตอนดีกว่า

 

3. ปรับวิธีการทำงาน

มันมีแพตเทิร์นการทำงานบางอย่างที่ทำให้เราหมดไฟ เช่น เราจมอยู่กับอะไรบางอย่าง หรือใช้เวลานานกับการทำอะไรบางอย่าง เราสามารถเพิ่มเติมเทคนิคให้กับตนเองอย่างการจัดสรรเวลาการทำงาน หรือเราสามารถสร้างสมดุลการใช้เวลาในที่ทำงานกับพื้นที่ส่วนตัวได้ พอเราเลิกงาน อยากให้เวลานี้มันเป็นเวลาพักผ่อนจริงๆ ไม่เอางานกลับมาทำที่บ้าน ต้องปรับทัศนคติการทำงานของเราด้วยว่า มันมีขอบเขตแค่ไหนอย่างไร เรียนรู้ที่จะสร้างขอบเขตในการทำงาน หรือในทีมเราสามารถสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน ที่ให้ทุกคนทำงานแล้วดูแลซึ่งกันและกันไม่ให้หมดไฟ

 

4. ปรับบุคลิกส่วนตัว

บางคนตึงมาก ต้องสมบูรณ์แบบทุกอย่าง มาตรฐานสูงมาก ฉะนั้นเวลาเราแก้ภาวะ หมดไฟ ต้องย้อนกลับมาที่บุคลิกลักษณะของตัวเรา ที่จะเข้าข่ายสร้างความเครียดในที่ทำงาน ถ้าเรามีมาตรฐานที่สูงมากเกินความจำเป็น เราสามารถปรับลดได้ไหม หรือลดความคาดหวังที่เรามีต่อคนอื่นได้ไหม หรือเราสามารถเรียนรู้ ยอมรับ ปรับทัศนคติด้านบวกที่เรามีต่อองค์กรที่เราทำงานอยู่ได้มากขึ้นบ้างหรือเปล่า

 

5. หลีกเลี่ยงพลังงานลบ

บางคนจมอยู่กับคนทำงานคิดลบ ว่าทุกอย่าง บ่นทุกอย่าง แล้วเราจะรู้สึกหดหู่ไปด้วย ถ้าจะแก้ภาวะ หมดไฟ เราก็จะต้องปรับสิ่งแวดล้อมในการทำงาน เราปรับเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ แต่ให้เราตระหนักรู้ว่าเราจะวางตัวเองอยู่จุดไหนของการทำงาน ถ้าคนที่เขาชอบคิดลบและเราไปคุยกับเขาทุกวัน ตลอดเวลา โดยอัตโนมัติเราจะรู้สึกเหมือนถูกสะกดจิตให้ลบไปด้วย หรือบางครั้งองค์กรมีปัญหาเยอะแยะมากมาย ให้ลองดูว่าถ้าเราต้องอยู่ในองค์กรนี้เราจะอยู่ตรงไหนอย่างไร ที่เราจะไม่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงตรงนี้

 

ภาวะหมดไฟไม่สามารถแก้ด้านใดด้านหนึ่งได้ เพราะมันประกอบด้วยหลายส่วน และความรุนแรงของภาวะหมดไฟมันกระทบต่อจิตใจและพฤติกรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลรักษาตัวเองแบบองค์รวม

 


 

Credits
The Host พัชชา พูนพิริยะ
The Guest ชนาภัณฑ์ ธรรมรัฐ

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์
Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post สำรวจและแก้ไข เป็นคนใหม่ที่มีไฟในการทำงานมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮาวทูง่ายๆ สำหรับคนอยากเริ่มต้น ทำพอดแคสต์ ของตัวเอง https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou22/ Sun, 21 Jan 2018 17:01:03 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=63725

พอดแคสต์เปรียบแล้วก็เหมือนบล็อก เป็นพื้นที่ที่ใครถนัดหร […]

The post ฮาวทูง่ายๆ สำหรับคนอยากเริ่มต้น ทำพอดแคสต์ ของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

พอดแคสต์เปรียบแล้วก็เหมือนบล็อก เป็นพื้นที่ที่ใครถนัดหรือสนใจอะไรก็เอามาเล่าด้วยเสียงแทนตัวหนังสือ เหมาะสำหรับคนที่เขียนไม่เก่ง แต่พูดเก่ง เล่าเก่ง และกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ใครที่เริ่มคุ้นเคยกับพอดแคสต์แล้วรู้สึกอยากมีรายการเป็นของตัวเองบ้าง จูนจูน พัชชา ชวน บิ๊ก-ภูมิชาย บุญสินสุข Executive Director for Podcast ที่ THE STANDARD มาแนะนำฮาวทูง่ายๆ 7 ขั้นตอนสำหรับคนที่อยากลอง ทำพอดแคสต์ ด้วยตัวเอง

 

1. เลือกประเด็นเดียว

เลือกพูดเพียงแค่เรื่องเดียว อย่า ทำพอดแคสต์ ที่เล่าทุกเรื่อง คนฟังจะสับสนว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร และจะได้ฟังอะไรจากเรากันแน่ แต่ถ้ายังเลือกไม่ถูกจริงๆ ลองจัดแบบจับฉ่ายไปก่อน สักพักเราจะรู้ว่าจริงๆ แล้วเราพูดเรื่องนี้สนุก หรือพูดเรื่องนี้แล้วได้รับการตอบรับที่ดี ถึงตอนนั้นค่อยเลิกจัดแบบจับฉ่ายก็ยังไม่สายเกินไป แต่ถ้าให้แนะนำจริงๆ ให้พูดเรื่องที่เราชอบ เรื่องที่เราอยากเล่า เรื่องที่เรารู้ดีพอจะสอนคนอื่น หรือเรื่องอะไรที่เป็นแพสชัน พูดทั้งวันเราก็ไม่เบื่อ

 

2. เลือกคนฟังคนเดียว (The audience of 1)

อย่าพยายามจัดรายการเพื่อทุกคนในโลก หรืออยากพูดเรื่องที่ถูกใจคนทุกเพศทุกวัย หลังจากที่เลือกเรื่องที่จะพูดได้แล้วให้ลองนึกภาพคนฟังแค่คนเดียว เช่น เลือกแล้วว่าจะพูดเรื่องไฮเทค แต่การเล่าเรื่องไฮเทคให้แฟนฟังกับเล่าให้อาม่าฟัง มันก็จะออกมาคนละแบบ เราจะเลือกใคร เอาคนเดียวพอ

 

3. วางแผน

สมมติเราเลือกแล้วว่าจะจัดพอดแคสต์เล่าเรื่องเทคโนโลยีให้คนวัยอาม่าฟัง ก็ลองเขียนมาว่าทั้ง 10 เอพิโสดจะว่าด้วยเรื่องอะไรบ้าง เช่น EP.1 นอกจากการส่งสวัสดีวันต่างๆ แล้วอาม่าสามารถส่งอะไรให้คนในกรุ๊ปไลน์ได้อย่างสร้างสรรค์อีกบ้าง, EP.2 ฮาวทูสำหรับอาม่าที่อยากเป็นยูทูเบอร์, EP.3 คอมเมนต์ลูกหลานบนเฟซบุ๊กอย่างไรให้ไม่โดนมันอันเฟรนด์ ว่าไปสัก 10 เอพิโสดแล้วดูว่าตันหรือเปล่า ถ้าคิดไม่ออก เปลี่ยนเรื่องไปเลยก็อาจจะเวิร์กกว่า

 

4. ทำการบ้าน

  • เราต้องศึกษาสิ่งที่พูดให้ดี แต่ไม่แนะนำให้ทำสคริปต์เต็มๆ ให้ทำ outline หรือเป็นข้อๆ เพื่อคุมประเด็นให้เป็นไปตามลำดับ
  • กำหนดเวลารายการ อย่าพูดไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ว่าจะจบตรงไหน แรกๆ อาจจะลองจัดแบบฟรีสไตล์ไปก่อนก็ได้ แล้วค่อยๆ ปรับจูนจนรู้สึกพอดี
  • ขอคำแนะนำจากเพื่อนให้มาช่วยฟังว่ารายการสั้นหรือยาวเกินไปหรือเปล่า

 

5. จัดเลย อัดเลย

  • ไม่ต้องห่วงเรื่องคุณภาพเสียง เอาแค่อยู่ในห้องที่ไม่มีเสียงรบกวนก็พอแล้ว
  • อุปกรณ์การอัด ใช้ไมค์ไอโฟนหรือสมาร์ทโฟนนี่แหละ ไม่แย่เลย ของสมัยนี้คุณภาพดีมาก อัดเป็นไฟล์ MP3 จบ ง่ายๆ หรือถ้าอยากได้ไมค์ดีเพื่อเป็นเกียรติเป็นศรี หรือถ้าการมีไมค์ดีจะช่วยให้เราคึกคัก อยากจัดรายการ แนะนำ ProPlugin ที่เดียวจะจัดให้คุณได้ทุกอย่าง
  • อย่าเพิ่งห่วงเรื่องตัดต่อ ใส่เพลง หรือจิงเกิลต่างๆ ถ้าไปกังวลเรื่องพวกนี้มากจะไม่ได้เริ่มทำสักที สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่เรื่องที่จะพูดต่างหาก ใช้เวลาทั้งหมดทำการบ้านกับตรงนี้ดีกว่า 

6. ลองมองหา Co-host แล้วชวนมาจัดรายการด้วยกัน

การพูดคนเดียวมันไม่ใช่ธรรมชาติสำหรับทุกคน การหาเพื่อนมาช่วยจัดเป็นทางออกที่ดี และ ‘เพื่อน’ ในที่นี้อาจเป็นใครก็ได้ที่เรารู้สึกว่าเคมีเข้ากับเราได้ดี จังหวะไปด้วยกันได้ดี อาจชวนแฟนมาจัด หรือชวนคุณแม่มาจัดก็ยังได้

7. สมัคร SoundCloud แบบฟรี

  • เราจะได้พื้นที่สำหรับการอัพไฟล์เสียง 3 ชั่วโมง ให้ลองเล่นดู แต่ถ้าใครยิ่งจัดยิ่งมันก็อัพเกรดเป็น SoundCloud Pro ได้ในราคาเดือนละ 7 เหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 200 บาท สำหรับพื้นที่ 6 ชั่วโมง แต่ตอนแรกใช้ของฟรีไปก่อนเถอะ เซฟๆ
  • แต่ถ้าชัวร์แล้วว่าจะเอาจริง เลือกแบบ Pro Unlimited ไปเลยก็ได้ เดือนหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 500 บาท จะอัพเยอะแค่ไหนก็จัดไปเต็มที่ ขอแนะนำให้หาเพื่อนมาช่วยกันหารหลายๆ คนก็จะยิ่งคุ้ม
  • หลังจากนั้นก็อัพโหลดพอดแคสต์ตัวเองขึ้น SoundCloud แล้วก็โปรโมตตามสะดวกทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของตัวเอง

 

“ถ้าเริ่ม launch รายการไปแล้วควรจัดอย่างต่อเนื่อง ทำพอดแคสต์ มันสำคัญที่สุดตรงความสม่ำเสมอ”

 

อย่าไปนอยด์มากกับตัวเลขดาวน์โหลดหรือจำนวนคนฟัง ถ้าไปหมกมุ่นกับมันมาก เราจะท้อใจ แล้วก็ถอดใจ นั่นคือเหตุผลที่แนะนำให้เลือกเรื่องที่ตัวเองชอบ ต่อให้คนฟังยังไม่เยอะ แต่เราก็จะสนุกที่ได้พูดเรื่องที่เรารักและหลงใหล

 

สิ่งที่เราควรยึดมั่นคือเดดไลน์ นั่นแปลว่าตั้งใจจะอัพทุกวันจันทร์ ถึงเช้าวันจันทร์มันก็ต้องปล่อยแล้ว ไม่ว่าจะพอใจหรือไม่พอใจแค่ไหนก็ต้องปล่อย ถ้ายังไม่แฮปปี้ก็แก้ตัวเทปหน้า พอพับลิชขึ้นไปแล้ว ให้ทิ้งช่วงสักวันสองวันแล้วค่อยกลับมาตั้งใจฟังรายการตัวเองอย่างวิพากษ์วิจารณ์ ฟังอย่างจับผิด แล้วค่อยๆ ปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

ขอให้ต้นปีนี้เป็นฤกษ์งามยามดีในการ ทำพอดแคสต์ ของตัวเอง ใครอยากส่งมาให้ THE STANDARD ฟังด้วยก็ได้นะ เราจะยินดีสุดๆ แชร์มา แท็กมา หรือเมนชันมาได้เลย

 


 

Credits
The Host
พัชชา พูนพิริยะ
The Guest ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post ฮาวทูง่ายๆ สำหรับคนอยากเริ่มต้น ทำพอดแคสต์ ของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อยาก เลี้ยงสัตว์ เช็กก่อนไหมว่าเหมาะกับอะไร จะได้เลี้ยงไปนานๆ https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou21/ Sat, 20 Jan 2018 17:01:27 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=63689

คงเป็นความฝันของใครหลายคนเลยก็ว่าได้ สำหรับการ เลี้ยงสั […]

The post อยาก เลี้ยงสัตว์ เช็กก่อนไหมว่าเหมาะกับอะไร จะได้เลี้ยงไปนานๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>

คงเป็นความฝันของใครหลายคนเลยก็ว่าได้ สำหรับการ เลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น หมา แมว กระต่าย ปลา หรือนก

 

จูนจูน พัชชา ชวนเหล่าคน เลี้ยงสัตว์ แต่ละชนิด มาให้คำแนะนำ รวมถึงบอกข้อดีที่ได้รับ เพื่อให้ชัวร์ว่าคุณเหมาะกับอะไร และพร้อมที่จะเลี้ยงแล้วหรือยัง

 

 

อยากเลี้ยงหมา ต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง

แนะนำโดย คุณยอร์ช-สรศาสตร์ วิเศษสินธุ์ เจ้าของเพจ GlutaStory

1. มีความรู้ หาข้อมูลให้ดีก่อนว่าหมาสายพันธุ์ที่เราอยากเลี้ยงนิสัยเป็นยังไง เข้ากับเราได้ไหม

2. มีความพร้อม สามารถพาหมาไปหาหมอเมื่อเค้าป่วยหรือมีอาการผิดปกติ รวมถึงมีความพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็นอีกด้วย

3. มีที่อยู่อาศัยที่พร้อม บางคนอยากเลี้ยงแต่ไม่มีพื้นที่สำหรับหมา ต้องล่ามไว้กับต้นไม้หรือจับใส่กรงตลอดเวลา กลายเป็นว่าหมาไม่ได้มีอิสระเท่าที่ควร

4. มีเวลา เพราะหมาเป็นสัตว์ที่ต้องการความเอาใส่ใจและการอยู่ร่วมกันกับมนุษย์

 

 

สำหรับคนที่อยากเลี้ยงแมว ต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง

แนะนำโดย คุณแอ้ว-ภูริตา บุญล้อม Beauty Editor ประจำ THE STANDARD

1. ต้องมีพื้นที่ให้น้องแมวอาศัยอยู่อย่างสะดวกสบาย

2. เตรียมพร้อมสำหรับค่าใช้จ่าย ทั้งค่าอาหาร ค่ากระบะทราย ค่าตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีน และอื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากมาย

3. การมีเวลาให้แมวเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้แมวจะเป็นสัตว์ที่เอาแต่ใจและมีโลกส่วนตัวสูง แต่ก็มีช่วงเวลาที่เขาต้องการให้เราเอาใจใส่เช่นกัน

 


อยากเลี้ยงกระต่าย ต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง

แนะนำโดย คุณวิว-วิมลพร รัชตกนก Digital Media Manager ประจำ THE STANDARD

1. ควรศึกษาวงจรชีวิตของกระต่ายก่อนรับมาเลี้ยง เพราะบางคนรับไปเลี้ยงโดยที่ไม่รู้อายุที่แท้จริงของมัน ซื้อกระต่ายแคระที่ยังไม่หย่านมไป สุดท้ายพอมันไม่ได้กินนมแม่ มันก็ไม่รอด

2. การมีวินัยในการรักษาความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าใครเลี้ยงกระต่ายในคอนโด ควรเก็บขี้กระต่ายทุก 1-3 วัน

3. กระต่ายเป็นสัตว์ที่ต้องให้อาหารเช้า-เย็น อาหารเม็ดและหญ้าแห้ง อยู่ที่ 450-500 บาท ถ้าเลี้ยงแค่ตัวเดียว อยู่ได้ประมาณ 2 เดือน

 

 

อยากเลี้ยงปลา ต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง

แนะนำโดย คุณเนม-สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ Graphic Designer ประจำ a day BULLETIN

1. เลือกสายพันธุ์ปลาให้ดีก่อนเลี้ยง

2. ศึกษาเรื่องอุปกรณ์ ปลาแต่ละสายพันธุ์ต้องเลี้ยงโดยใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกัน บางสายพันธุ์ต้องพึ่งออกซิเจน ในขณะที่บางสายพันธุ์ไม่ต้องใช้ ดังนั้นเราจึงควรเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะกับสายพันธุ์ที่เราเลือกจริงๆ และอย่าลืม เลือกตู้ปลาเผื่อสำหรับการเจริญเติบโตของมันด้วย

3. ดูแลเอาใจใส่ บางสายพันธุ์อาจไม่ต้องดูแลมาก ไม่ต้องจริงจังกับเรื่องอุณหภูมิน้ำหรือการให้อาหารก็ไม่จำเป็นต้องตรงเวลามากนัก แต่อย่างปลาทองเป็นปลาที่รักความสะอาด น้ำห้ามขุ่น ก็ต้องใส่ใจมากขึ้นเป็นพิเศษ

4. พร้อมสำหรับค่าใช่จ่ายที่เกิดขึ้น นอกจากค่าอาหารที่ต้องจ่ายเป็นประจำแล้ว ยังมีค่าหินทราย ค่าทำความสะอาดตู้ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ตามมาอยู่เรื่อยๆ อีกด้วย

 

 

อยากเลี้ยงนก ต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง

แนะนำโดย คุณแอ้-ธัญพร เฮงวัฒนอาภา อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย และผู้ประกาศอิสระ

1. เลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่

2. มีเวลาให้นก ถ้าเป็นนกทั่วไป อย่างน้อยช่วงเช้าต้องมีการเปลี่ยนน้ำและอาหาร แต่ถ้าเป็นนกแสนรู้อย่างนกแก้ว ควรมีเวลาฝึกพฤติกรรมกับเขาให้เจริญเติบโตตามที่เหมาะสมด้วย

3. มีความรับผิดชอบ ดูแลความปลอดภัยของนก เช่น ถ้าคุณจะไม่อยู่บ้าน 1 สัปดาห์ คุณจะเอานกไปฝากไว้ที่ไหนได้บ้าง หรือถ้านกไม่สบาย เราต้องหาโรงพยาบาลใกล้บ้านในการพาไปรักษา

4. ดูว่าเราต้องการให้นกมีบทบาทอะไรกับชีวิตเรา เช่น อยากให้นกช่วยสร้างความสวยงามและความเพลิดเพลิน ควรเลือกนกที่มีสีสันและรูปลักษณ์สวยงาม มีเสียงร้องให้ฟังสบายๆ หรือถ้าต้องการเป็นเพื่อนเลย ควรเลือกนกที่มีการสื่อสารกับคน เช่น นกแก้ว นกแอฟริกันเกรย์ นกหงส์หยก นกซันคอนัวร์ นกลูกป้อน

 

ข้อดีของการเลี้ยงสัตว์

  • คุณยอร์ชบอกว่า หมาเป็นเหมือนที่พึ่งทางใจ ทำให้ผ่านความทุกข์ไปได้เร็วขึ้น เป็นเพื่อนที่ดีและอยู่เคียงข้าง และทำให้ได้รู้จักดูแลคนอื่น รู้จักการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน  เรียนรู้ที่จะมีความสุขง่ายขึ้น
  • สำหรับคุณแอ้วแล้ว การเลี้ยงแมวคือการปลดล็อกความกลัว เพราะแต่ก่อนเป็นคนกลัวแมวมากๆ แถมยังทำให้เปลี่ยนนิสัยตัวเอง เป็นคนที่ใส่ใจสิ่งรอบข้างมากขึ้น
  • สำหรับคุณวิว การเลี้ยงกระต่าย เป็นการฝึกความช่างสังเกตที่ดีเยี่ยม เพราะเวลากระต่ายป่วย จะไม่แสดงอาการ เลยต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมอยู่ตลอด
  • สำหรับคุณเนม การเลี้ยงปลาช่วยบรรเทาความเหงา เพราะไม่มีแฟน และทำให้รักความสะอาดมากขึ้น กับเจอความตื่นเต้นใหม่ๆ อย่างการถึงฤดูผสมพันธุ์ของปลา
  • สำหรับคุณแอ้ การเลี้ยงนก ช่วยสร้างความเพลิดเพลิน ฝึกความรับผิดชอบในการให้อาหาร ทำให้จิตใจอ่อนโยนมากขึ้น และได้สังคมใหม่ๆ ของคนที่เลี้ยงสัตว์ชนิดเดียวกัน

 


 

Credits
The Host พัชชา พูนพิริยะ

The Guest สรศาสตร์ วิเศษสินธุ์

ภูริตา บุญล้อม

วิมลพร รัชตกนก

สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

ธัญพร เฮงวัฒนอาภา

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post อยาก เลี้ยงสัตว์ เช็กก่อนไหมว่าเหมาะกับอะไร จะได้เลี้ยงไปนานๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ติดโซเชียลหนักมาก อยากลดการใช้ลงบ้าง ต้องทำอย่างไร https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou20/ Fri, 19 Jan 2018 17:01:11 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=63717

โซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่เกือบทุกคนต้องใช้ ไม่ว่าจะเสพข่ […]

The post ติดโซเชียลหนักมาก อยากลดการใช้ลงบ้าง ต้องทำอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

โซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่เกือบทุกคนต้องใช้ ไม่ว่าจะเสพข่าว คุยกับเพื่อน รู้ว่าเพื่อนโพสต์อะไร กินข้าวที่ไหน หรือเราเองจะคิดอะไรก็โพสต์ได้ทันที บางคนหมกมุ่นกับยอดไลก์ ยอดแชร์ ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดูตลอด บางครั้งทำให้เราเสียบุคลิกและเสียสมาธิในการทำงาน

 

หากใครคิดว่าตัวเองมีพฤติกรรมเข้าข่ายติดโซเชียล เริ่มมีปัญหาและผลเสียตามมาในชีวิตประจำวัน และปีนี้อยากลองลดการเล่นโซเชียลลง จูนจูน พัชชา มีวิธีมาแนะนำ

 

1. ยอมรับก่อนว่าตัวเองติดโซเชียล

หลายคนอาจติดโซเชียลมาก สังเกตจากโซเชียลเริ่มรบกวนชีวิตประจำวันของเรา และให้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันกับมันมากเกินไป

 

2. เข้าใจว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่ได้ส่งผลกับเราขนาดนั้น

ตัวตนของเราจริงๆ แล้วไม่ใช่โลกออนไลน์ เพราะภาพและเพลงที่เราเลือกโพสต์มันคืออีกโลกและตัวตนหนึ่งที่เราฝากไว้ เราควรออกจากโลกนั้นแล้วใช้ชีวิตในโลกจริงๆ มากกว่า

 

3. ลองจำกัดเวลาเล่น

เช่น ก่อนนอน ถ้าเรานอนเล่นมือถือไปเรื่อยๆ ลองจำกัดเวลาต่อครั้ง เช่น ไม่เกิน 10 นาที หรือนับแล้วเวลารวมไม่เกิน 1 ชั่วโมง หรือถ้าใครต้องทำงานผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ลองเข้าแอปพลิเคชันที่ใช้ทำงานเท่านั้นจะทำให้เราสามารถลดการเล่นโซเชียลได้

 

4. ปิดระบบแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือ

ลองปิดเสียง เปิดสั่น หรือถ้ายังรู้สึกรบกวนอยู่ให้ปิดสั่นไปเลย โดยเฉพาะเวลาที่ต้องการสมาธิมากๆ เช่น ตอนเรียน หรือทำงาน โซเชียลเน็ตเวิร์กเหล่านี้จะได้ไม่มากวนใจ และสนใจมันน้อยลงตามลำดับ

 

5. หางานอดิเรกใหม่ๆ แทนการเล่นโซเชียล

เช่น การอ่านหนังสือ ดูซีรีส์ ออกกำลังกาย หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่สื่อสารกับคนในชีวิตจริง จะทำให้ตัวตนของเราในโซเชียลลดลง

 

“สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดจากการลดการเล่นโซเชียลคือเราจะมีเวลามากขึ้น และเราสามารถเอาเวลานั้นไปทำสิ่งอื่นที่เกิดประโยชน์ได้อีกมากมาย”

 

จูนจูน ได้คุยกับ พี่เอ็ม-ขจร เจียรนัยพานิชย์ ที่หลายคนรู้จักในชื่อแอ็กเคานต์ @khajochi ซึ่งครั้งหนึ่งพี่เอ็มเคยติดโซเชียลหนักมากจนถึงขั้นอ้วก เลยลองหักดิบหยุดเล่น 5 วัน

 

“เรื่องเกิดขึ้นประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นคนไทยยังไม่ได้ติดโซเชียลกันมาก แต่ผมเองเล่นโซเชียลหลายตัว ทั้ง Multiply, Space, Facebook, Hi5 และที่กำลังมาแรงอย่าง Twitter แต่พอมีโซเชียลหลายตัวและชอบเป็นคนชอบลองโน่นลองนี่ เลยสมัครโซเชียลทุกตัว มีทั้งหมดเกือบ 20 แอ็กเคานต์ โซเชียลที่ชอบมากตอนนั้นคือทวิตเตอร์ มันเป็นโซเชียลที่ไปไวมาก ข้อมูลข่าวสารเยอะ ทำให้เราเสพข้อมูลเยอะมากจนรู้สึกว่าอาการไม่ไหวแล้ว นอกจากวางมือถือไม่ได้ ไม่มองอย่างอื่น อยากมองแต่จอแล้ว ช่วงนั้นเริ่มนอนไม่หลับและเริ่มมีอาการมึนหัว จนสุดท้ายที่รู้ว่าเป็นหนักคือนอนไม่ได้เลยจนตี 3 ตี 4 แล้วลุกขึ้นมาอาเจียน คือร่างกายเราปกตินะ แต่รู้สึกว่าเราเสพโซเชียลมาก มันวนอยู่ในหัวจนร่างกายรับไม่ไหว เลยรู้สึกว่าตอนนั้นเริ่มป่วยแล้ว

 

“พอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นโรคติดโซเชียลมีเดีย เริ่มจากหาข้อมูลจากกูเกิล แต่ข้อเสียคือไม่ได้ไปหาหมอ ดูว่าต่างประเทศเขาเจออย่างนี้ เขาหาทางออกอย่างไรกันบ้าง เพราะตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีอาการอย่างนี้เท่าไร พอเราเจอวิธีก็หาทางออกว่าเราจะไปทางไหนบ้าง เลยเริ่มไม่ใช้ดู แต่ไม่ค่อยเวิร์ก เพราะมีงานที่ต้องทำผ่านช่องทางนั้น ทำให้เราต้องเข้าโซเชียลทุกวัน เราแทบลดลงไม่ได้ด้วยตัวเอง

 

“วิธีต่อมาคือเริ่มใช้ให้น้อยลงและเป็นเวลามากขึ้น อาจจะใช้แค่ชั่วโมงละครั้งหรือ 2-3 ชั่วโมงครั้ง แต่พอลองทำแล้วก็ยังต้องทำงานผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่ มันคืองานประจำวันที่เราต้องทำ เลยลดไม่ได้อยู่ดี สุดท้ายไปเจอบทความจากที่ไหนจำไม่ได้เหมือนกัน เขาใช้วิธีหักดิบด้วยการหยุดใช้โซเชียลเลยช่วงหนึ่ง จะเรียกว่าเป็นการดีท็อกซ์ก็ได้ ผมเลยลองไปเกาะเสม็ด 5 วัน และตั้งใจว่าจะไม่ใช้โซเชียลเลย พอไปถึง สิ่งแรกที่ทำคือเอามือถือใส่เซฟแล้วล็อกไว้ แล้วไม่ทำงานเลย อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ

 

“จากเหตุการณ์ครั้งนั้นเหมือนเป็นจุดเปลี่ยน คือมันคงไม่มีอะไรแก้ปัญหาการติดโซเชียลได้ในทันที เหมือนคนหยุดสูบบุหรี่ที่ผ่านไป 5 วันอาจจะยังไม่หายขาด แต่มันได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นการปักหมุดว่าโซเชียลมีเดียไม่ใช่ของจำเป็น แต่การได้อยู่กับครอบครัว การได้อออกไปเที่ยว การได้วางโทรศัพท์มือถือ 2-3 ชั่วโมง มันก็เป็นความสุขได้เหมือนกัน ได้พักผ่อนตัวเอง และเป็นจุดเปลี่ยนจุดหนึ่ง ความสำคัญที่สุดของการพักผ่อนครั้งนั้นคือการได้รู้ว่าโซเชียลมีเดียไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต”

 


 

Credits
The Host พัชชา พูนพิริยะ
The Guest ขจร เจียรนัยพานิชย์

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post ติดโซเชียลหนักมาก อยากลดการใช้ลงบ้าง ต้องทำอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 วิธีหาเรื่องไปเจอคนต่างชาติ สำหรับคนที่อยากเก่งภาษาอังกฤษ https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou19/ Thu, 18 Jan 2018 17:01:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=63119

หนึ่งใน New Year’s Resolution สุดฮิต ใครๆ ก็อยากเก่งภาษ […]

The post 7 วิธีหาเรื่องไปเจอคนต่างชาติ สำหรับคนที่อยากเก่งภาษาอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนึ่งใน New Year’s Resolution สุดฮิต ใครๆ ก็อยากเก่งภาษาอังกฤษ แต่มันก็ไม่ง่ายไง แล้วเก่งภาษาอังกฤษในที่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงแค่การสอบให้ได้ A แต่หมายถึงชิตแชตกับฝรั่งได้คล่องๆ ด้วยสำเนียงที่ดีงาม

 

จูนจูน ชวน พี่บิ๊กบุญ-ภูมิชาย บุญสินสุข มาช่วยคิดหาวิธีฝึกภาษาอังกฤษให้เก่งขึ้น

 

อยากฟังเก่งขึ้น

ลองหาพอดแคสต์ภาษาอังกฤษฟังเยอะๆ ถ้าลองเข้าไปดูในแอปฯ Podcast หรือ podcast player อะไรก็ตามที่คุณใช้อยู่ จะพบว่า มันมีพอดแคสต์เยอะมาก เป็นแสนเป็นล้าน แล้วจะฟังอันไหนดี

 

เริ่มจาก เลือกประเด็นที่เราชอบ หรือเรื่องที่เรามีพื้นฐานความรู้อยู่แล้ว จะทำให้ฟังออกเยอะหน่อย เช่น ชอบเรื่องสุขภาพ ปกติหาข้อมูลเรื่องอะไรเฮลตี้ๆ อ่านเยอะอยู่แล้ว พอไปฟังพอดแคสต์สุขภาพ ก็จะเจอศัพท์ที่เราคุ้นๆ มากมาย ก็จะรู้สึกว่า โอ้ว ฟังออกเยอะ

 

หรือลองฟังแบบ random ไปก่อน แล้วถ้าเจอรายการไหนที่เรารู้สึกว่า เฮ้ยชอบเสียงคนนี้จัง หรือชอบในลีลาว่า เออ พูดชัด พูดดี น่าฟัง และเราฟังออกเยอะกว่ารายการอื่นๆ ก็ลองฟังรายการนั้นล่ะครับไปเรื่อยๆ

 

สำหรับคนที่ไม่ต้องนอนเงียบกริบ ลองหลับไปพร้อมเสียงภาษาอังกฤษ และพอตื่นมาก็เปิดเสียงภาษาอังกฤษฟังเลยทันทีระหว่างแปรงฟันอาบน้ำแต่งตัว

 

พอดแคสต์ที่อยากแนะนำเพื่อฝึกการฟังภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ขอแอบโฆษณา We Need To Talk ของ THE STANDARD เรานี่เอง อันนี้ต่อให้พูดอังกฤษกันตูมๆ แต่บางทีก็มีแทรกไทยบ้างพออร่อย และด้วยความที่เกสต์จะเป็นเซเลบไทยที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว มันเลยรู้สึกใกล้ตัว ฟังเพลิน สนุกด้วย

 

อยากพูดอังกฤษเก่งขึ้นต้องทำอย่างไร

คนไทยเนี่ย หลายครั้งฟังออก แต่พูดไม่ได้ เพราะมันนึกไม่ออก ถามว่า แล้วทำไมนึกไม่ออก ทั้งที่เป็นคนท่องโวแคบเยอะม้าก ท่องเป็นพันๆ คำ เหตุผลง่ายๆ คือ เพราะมันไม่มีโอกาสได้ดึงศัพท์เหล่านั้นออกมาใช้ในชีวิตจริง ดังนั้นต้องแก้ตรงนี้ คือต้องหาเรื่องใช้ หาโอกาสพูดบ่อยๆ วันนี้ก็เลยจะมาช่วยคิด เป็น ‘7 วิธีหาเรื่องไปเจอคนต่างชาติ’

 

1. ออกไปนอกบ้าน เพราะฝรั่งจะไม่มาหาเราที่บ้าน เราต้องออกไปหาเขา อยากได้เพื่อนพูดภาษาอังกฤษ อย่านอนเมือกอยู่กับบ้านเฉยๆ จงออกไปหากิจกรรมทำ ไปเข้าแคมป์เข้าค่ายภาษาต่างๆ

 

2. ไปทำงานพิเศษ ตามแหล่งที่นักท่องเที่ยวชุกชุม ร้านกาแฟเอย โฮสเทลเอย เยอะแยะ

 

3. คืนศุกร์เสาร์ลองไปนอนโฮสเทล แถวข้าวสารดูบ้างก็ได้ ฝรั่งเยอะเลยนะ solo traveler เยอะอยู่นะ และราคาถูกกว่าการไปลงคอร์สภาษาอังกฤษ ทุกวันนี้โอกาสเจอคนต่างชาติเยอะมาก ถ้าเราทำตัวเฟรนด์ลีก็ชวนเขาคุย หรือเสนอความช่วยเหลือ หมายเหตุว่า เอาแต่พอดี ไม่โรคจิต ที่จริงนอกจากข้าวสารก็มีอีกหลายแหล่ง เข้า booking.com หรือ agoda.com ไปค้นดูได้ ใส่ search filter: hostel ที่สำคัญ ให้อ่านรีวิว ดูซิว่าบรรยากาศของที่พักเป็นยังไง มีความชิตแชตทูเกเตอร์ไหม หรือเขามาแนวเงียบๆ

 

4. เสนอหน้าเสนอตัว เราเองอาจไม่มีเพื่อนต่างชาติ แต่ถ้าเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนมาเที่ยว แล้วรู้ข่าวว่าเขานัดกันนี่ก็เสนอหน้าเสนอตัวไปเลย อาสาพาไปที่ต่างๆ เทกแคร์ต่างๆ อยากไปจตุจักรไหม อยากไปเยาวราชไหม อยากไปเอเชียทีคไหม หรือเดย์ทริปไปอยุธยาหรือฟาร์มจระเข้ไหม อะไรแบบนี้

 

5. เป็น host family โครงการแลกเปลี่ยนอย่าง AFS สมัยนี้แนะนำให้เป็น host Airbnb หรือ couchsurfing (มีโฮสต์ในกรุงเทพฯ เกือบ 30,000 ราย) Airbnb experiences คือกิจกรรมต่างๆ ที่คนในพื้นที่คิดและจัดขึ้น โดยพาชาวต่างชาติไปเที่ยวชมสถานที่และชุมชนต่างๆ ในเมืองเพื่อสัมผัสประสบการณ์พิเศษในแบบเฉพาะของคนท้องถิ่น

 

6. ไป Work and travel เสิร์ชว่า work and travel ที่ไหนดี pantip

 

7. ไปเรียนคอร์สสั้นต่างประเทศ ไปใกล้ๆ ก็ได้ ไม่ต้องอังกฤษอเมริกา อย่ามองข้ามประเทศเพื่อนบ้าน สิงคโปร์ ไต้หวัน เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ หรือเอาจริงๆ แค่การไปเที่ยวต่างประเทศนี่แหละ โอกาส ในการใช้ภาษาอย่างแท้จริงเลย ยิ่งไปเที่ยวคนเดียวยิ่งดี

 

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าลืมจริงใจในการคบเพื่อน อย่าหวังแต่จะใช้เขาเป็นตัวฝึกภาษา แต่จง make friends กันจริงๆ”

 


 

Credits

The Host พัชชา พูนพิริยะ

The Guest ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post 7 วิธีหาเรื่องไปเจอคนต่างชาติ สำหรับคนที่อยากเก่งภาษาอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อยากทำงานเป็นอาสาสมัคร ต้องเริ่มอย่างไรให้ง่ายที่สุด https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou18/ Wed, 17 Jan 2018 17:01:12 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=62678

สำหรับปีนี้ใครที่รู้สึกว่าตัวเองพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้ให […]

The post อยากทำงานเป็นอาสาสมัคร ต้องเริ่มอย่างไรให้ง่ายที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำหรับปีนี้ใครที่รู้สึกว่าตัวเองพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้ให้ อยากแบ่งปันเวลาไปช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม ลองมาทำงานอาสาสมัครกัน

 

จูนจูน พัชชา ชวน ครูชัย-ศักดิ์ชัย ศรีวัฒนาปิติกุล ที่ทำงานเรื่องเด็กไร้บ้าน ผู้ป่วยเด็กในโรงพยาบาล รวมถึงใช้ศิลปะบำบัดเด็กในสถานพินิจ มาเล่าถึงข้อดีและวิธีการเริ่มต้นเป็นอาสาสมัครกันแบบง่ายๆ

 

ข้อดีของการทำงานอาสาสมัคร

 

1. ได้รับความสุข การทำงานเป็นอาสาสมัครคือการเป็นผู้ให้ เราจะรู้สึกว่าได้รับความสุขอะไรบางอย่างกลับมานี่คือพื้นฐานเลย

 

2. ได้เพื่อนใหม่ ไม่ใช่แค่เพื่อนอาสาสมัคร แต่คนที่ไปช่วยเหลือด้วย ทำให้เราได้มีสังคมใหม่

 

3. ได้รู้จักตัวเอง เราจะได้เห็นว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร ผ่านการทำงานนั้นๆ ถ้าสังเกตตัวเองดีๆ เวลาช่วยคน เรามีการตัดสินเขาไหม เรามองเขาแบบไหน มีทัศนคติอย่างไร เรามีภาวะอารมณ์แบบไหน

 

4. ได้เรียนรู้ เมื่อเราคิดถึงคนอื่นมากขึ้น เราจะคิดถึงตัวเองน้อยลง เราจะเลิกคิดว่าตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง กลับมาอยู่บ้านกับครอบครัว เราก็จะรู้สึกว่าขนาดคนอื่นเรายังเมตตาได้เลย แล้วทำไมคนในครอบครัว เล็กๆ น้อยๆ ทำไมเราต้องหัวฟัดหัวเหวี่ยงทะเลาะกันด้วย

 

อยากเริ่มเป็นอาสาสมัครต้องทำอย่างไร

 

1. ถามตัวเองว่าอยากทำอะไร

 

2. เรามีความถนัดอะไร หรือ อยากเรียนรู้อะไร บางอย่างเราไม่ต้องถนัดก็ได้ แต่เราอยากเรียนรู้สิ่งนี้

 

3. เราต้องมองหาว่าองค์กรที่เราไปทำงานด้วยเขาเป็นใคร แต่ปัจจุบันง่ายขึ้นเยอะมากเพราะเรามี ธนาคารจิตอาสา JitArsa Bank ซึ่งสามารถคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ หรือทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก จะมีรายละเอียดเป็นหมวดต่างๆ สามารถเลือกหมวดที่เราสนใจ เช่น หมวดศาสนา หมวดช่วยเหลือคน เด็กและเยาวชน ลองคลิกเข้าไปดู แล้วดูว่าเงื่อนไขที่เขามีเข้ากับเราหรือเปล่า การทำงานอาสาสมัครจริงอยู่ว่าเป็นงานอาสา แต่จะต้องมีข้อตกลง เช่น วันที่เราจะไปทำนั้นเราว่างจริงหรือเปล่า เพราะถ้าไปยกเลิกเขาอาจจะหาคนไม่ทัน และอาจเกิดปัญหาในเนื้องานนั้นได้

 

หรืออีกวิธีการหนึ่งง่ายๆ สำหรับคนที่สนใจ ลองดูที่องค์กรต่างๆ โดยตรง เช่น โรงพยาบาลจุฬาฯ โรงพยาบาลเด็ก หรือองค์กรที่เรารู้จัก ที่เราเคยไปทำบุญ เชื่อว่าทุกวันนี้ทุกคนต้องการงานอาสาสมัครทั้งนั้น ไม่ว่าด้านไหนก็ตาม เราลองเดินเข้าไปหาและสอบถาม

 


 

Credits

The Host พัชชา พูนพิริยะ

The Guest ศักดิ์ชัย ศรีวัฒนาปิติกุล


Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post อยากทำงานเป็นอาสาสมัคร ต้องเริ่มอย่างไรให้ง่ายที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีสกิลเพิ่มเป็นชิ้นเป็นอันด้วยการลงเรียนคอร์สสั้นๆ ที่น่าสนใจ https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou17/ Tue, 16 Jan 2018 17:01:34 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=62370

ใครที่รู้สึกว่าเสาร์-อาทิตย์ว่างเกินไป ไม่มีอะไรทำ หรือ […]

The post มีสกิลเพิ่มเป็นชิ้นเป็นอันด้วยการลงเรียนคอร์สสั้นๆ ที่น่าสนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใครที่รู้สึกว่าเสาร์-อาทิตย์ว่างเกินไป ไม่มีอะไรทำ หรือรู้สึกว่าตัวเองยังไม่มีความสามารถพิเศษ การหาคอร์สลงเรียนเพื่อเพิ่มสกิลก็เป็นไอเดียที่ดีในการตั้งปณิธานปีใหม่ ได้ประโยชน์กับตัวเองแบบเต็มๆ และอาจต่อยอดเป็นกิจการส่วนตัวในอนาคตได้

 

จูนจูน พัชชา มีคอร์สที่หลากหลายและน่าสนใจมาแนะนำ ทั้งคอร์สทำสบู่ ทำผ้ามัดย้อม งานไม้ ไปจนถึงการเขียนแบบ Calligraphy

 

1. เวิร์กช็อปมัดย้อมชิโบริ ที่ The Cave Workshop Studio
ผ้ามัดย้อมครามสไตล์ญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า ชิโบริ ผ้าจะมีสีครามเข้มกับลายสีขาวที่เกิดจากการทำมือ แต่ราคาที่ค่อนข้างสูง The Cave เขาเลยนำเอาสไตล์การย้อมของญี่ปุ่นรวมกับสีครามของไทยมาเปิดเวิร์กช็อปให้เรามัดย้อมลายผ้าของตัวเองที่มีผืนเดียวในโลก แถมเอาผ้านั้นไปประดิษฐ์เป็นของขวัญหรือของที่ระลึกได้มากมาย ใช้เวลาเรียน 1 วัน ส่วนราคาและวันเวลาในแต่ละเดือน ติดตามได้ในเพจ The Cave Workshop Studio

 

 

2. คอร์สรื่นรมย์สมกลิ่น (Do the diffuser that inspire by yourself) ที่ชามเริญ สตูดิโอ

หลายคนถ้าได้ยินชื่อชามเริญ สตูดิโอ จะนึกถึงการปั้นเซรามิกอย่างคอร์สอบอุ่นละมุนดิน แต่จริงๆ แล้วที่นี่เขาสอนหลายอย่าง หนึ่งในคอร์สที่น่าสนใจคือเรียนเรื่องกลิ่นต่างๆ ที่เป็นพื้นฐานให้เราได้ผสมกลิ่น essential oil กว่า 30 กลิ่นให้เป็นกลิ่นของตัวเองตามที่เราจินตนาการ แถมเรียนเสร็จเราจะได้รับน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นพิเศษฝีมือตัวเองกลับบ้านไปด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Charm-Learn Studio Thailand

 

 

3. เบลนด์เมล็ดกาแฟสูตรพิเศษที่ Olive Creative Laboratory

ซึ่งร่วมมือกับ Roastology เราจะได้เรียนรู้ตั้งแต่การดมกลิ่นกาแฟ สายพันธุ์ต่างๆ ของกาแฟ รวมถึงได้ชิมกาแฟสายพันธุ์ต่างๆ ทั่วโลกด้วย ใครที่หลงใหลกาแฟไม่น่าพลาดคอร์สนี้ซึ่งจัดขึ้นเดือนละครั้ง สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เพจ Olive Creative Laboratory

 

 

4. Water Color City View Sketch ที่ Olive Creative Laboratory

คนที่มีความถนัดในการวาดรูประบายสีต่างๆ มีให้เลือกเยอะมาก โดยวันนี้ขอแนะนำคลาส Water Color City View Sketch ซึ่งคือการวาดภาพสีน้ำ แต่เน้นเฉพาะการวาดวิวเมือง สถาปัตยกรรม รวมถึงการลงสีให้เหมาะกับบรรยากาศของเมืองนั้นๆ ใครลงเรียนคอร์สนี้แล้วได้ไปต่างประเทศ ได้เปลี่ยนบรรยากาศจากการถ่ายรูปมาเป็นการสเกตช์ภาพเมืองระบายสีน้ำก็เท่ไม่เบาเหมือนกัน คลาสนี้จัดขึ้นเดือนละครั้ง ติดตามวันเวลาได้ที่เพจ Olive Creative Lobaratory

 

5. เรียนเขียน Calligraphy ที่ Typer

คอร์สนี้ค่อนข้างเฉพาะทาง แต่ว่าก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงตัวอักษรภาษาอังกฤษที่เขียนด้วยมือ ตัวหนังสือมีหางตวัดสวยๆ อยู่ตามการ์ดเก๋ๆ บ้าง โปสเตอร์เก๋ๆ บ้าง เราเรียกว่าการเขียนแบบ Calligraphy ซึ่งการเขียนแบบนี้ต่อให้มีฟอนต์มากมายขนาดไหนก็ทดแทนเสน่ห์ความคราฟต์นี้ไม่ได้ 100% คอร์สการเขียน Calligraphy ที่ Typer นี้สามารถเลือกอุปกรณ์ที่จะใช้เขียนได้หลายแบบตามความชอบของเราเลย ทั้งปากกาจุ่มหมึก / Pentel Touch / Sakura Koi ตัวอักษรที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไป ใช้เวลาเรียน 1-2 วัน ส่วนรายละเอียดค่าใช้จ่ายและวันเวลาสามารถติดตามได้ที่เพจ Typer

 

 

6. เรียนทำงานไม้กับ Mink’s

หลายคนอาจจะคุ้นตากับแบรนด์ Mink’s ที่ผลิตงานไม้ตั้งแต่ของกระจุกกระจิกชิ้นเล็กๆ จนถึงชิ้นใหญ่อย่างเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งคลาสเวิร์กช็อปของ Mink’s มีให้ลงเรียนสลับกันไป อย่างล่าสุดที่จะเกิดขึ้นคือการทำโต๊ะไม้ที่เราจะได้เรียนรู้ตั้งแต่การใช้อุปกรณ์วัดแบบต่างๆ ตัดประกอบ ขึ้นโครง จนถึงทำสีเคลือบ แถมเรียนเสร็จแล้วเรายังได้เฟอร์นิเจอร์ที่เราทำเองกลับบ้านไปด้วย สถานที่เรียนอาจจะอยู่ไกลสักหน่อยที่จังหวัดระยอง แต่ถ้าใครสนใจ ถือว่าได้เป็นการเที่ยวไปด้วยในตัวก็สนุกดี ติดตามรายละเอียดที่เพจเฟซบุ๊ก Mink’s

 

 

7. เรียนทำสบู่ออร์แกนิกกับ Play Plearn : เพลย์ เพลิน

อาจจะฟังดูธรรมดา แต่สบู่ออร์แกนิกของครูก้อยที่สอนที่ Play Plearn รูปร่างหน้าตาออกมาสวยงามน่าใช้มากๆ วิธีการทำสบู่ออร์แกนิกของครูก้อยจะใช้เวลา 1 วัน มีทั้ง Hot และ Cold Process โดยครูก้อยจะเตรียมทั้งน้ำมันพืช น้ำมันหอมระเหย ผงสีธรรมชาติ แม่พิมพ์ไม้ เรียกว่าไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการทำสบู่ มาแค่ใจรักก็พอ แถมเรียนเสร็จเรายังได้สบู่ฝีมือตัวเอง พร้อมเอกสารสูตรการทำสบู่กลับบ้านไปด้วย ติดตามรายละเอียดได้ที่เพจ Play Plearn : เพลย์ เพลิน

 

 


 

Credits
The Host
พัชชา พูนพิริยะ


Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post มีสกิลเพิ่มเป็นชิ้นเป็นอันด้วยการลงเรียนคอร์สสั้นๆ ที่น่าสนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 วิธีที่ไม่ต้องเขียนไดอะรี แต่ก็ทำให้ปีนี้คุณบันทึกได้มากขึ้น https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou16/ Mon, 15 Jan 2018 17:01:07 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=62365

ใครที่ปีนี้ตั้งใจอยากเป็นคนที่บันทึกให้มากขึ้น เพื่อที่ […]

The post 5 วิธีที่ไม่ต้องเขียนไดอะรี แต่ก็ทำให้ปีนี้คุณบันทึกได้มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใครที่ปีนี้ตั้งใจอยากเป็นคนที่บันทึกให้มากขึ้น เพื่อที่สิ้นปี หรือผ่านไปหลายปี เราจะได้จดจำเรื่องราว เหตุการณ์ ความรู้สึก หรือแม้แต่ความเป็นตัวเราในช่วงเวลาเหล่านั้นเอาไว้

 

จูนจูน พัชชา มาแนะนำวิธีบันทึกที่สนุกๆ ไม่ยาก ไม่น่าเบื่อ ให้เลือกไปใช้ในแบบที่เป็นคุณ

 

1. บันทึก 1 วัน 1 ประโยค

ถ้าเป็นคนชอบเขียนไดอะรีอยู่บ้าง แต่ไม่อยากเขียนเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น ลองจดสั้นๆ 1 วัน 1 ประโยค เลือกเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด หรือประทับใจที่สุดของวัน แล้วซื้อสมุดเป็นช่องเหมือนปฏิทิน ช่องจะไม่ได้ใหญ่มาก ช่องว่างตรงนั้นจะบังคับให้เราไม่เขียนยาว และสรุปจบได้ภายในช่องเดียว

 

2. บันทึกเฉพาะช่วงเที่ยว

ถ้าเป็นคนชอบเที่ยว ช่วงเวลาที่เราไปเที่ยวลองตั้งโจทย์ให้ตัวเองใน 1 วันจะมี 1 รูปที่เขียนสรุปเหตุการณ์ในแต่ละวัน อาจจะโพสต์ลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม แต่แคปชันที่บันทึกอาจจะพิเศษขึ้นด้วยการเล่าเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับวันนั้นๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไปเที่ยวที่ไหน แท็กสถานที่ เขียนความรู้สึก พอจบทริปจะได้เตือนความจำเราว่า เราเคยไปที่นั่นที่นี่ และรู้สึกอย่างไรกับที่นั้นๆ แถมเวลามีเพื่อนมาขอเที่ยวตามรอย เราก็ยังเอาข้อมูลตรงนี้ไปให้เพื่อนดูได้ด้วย

 

3. บันทึกสิ่งที่ชอบเสพ

ถ้าเป็นคนชอบดูหนัง อ่านหนังสือ ฟังเพลง เราอาจจะไม่ต้องจดบันทึกหรือรีวิวอะไรยิ่งใหญ่ แต่ลองบันทึกเป็นประเด็น เช่น หนังเรื่องนี้เราชอบ ไม่ชอบอะไร เป็นข้อๆ พอสิ้นปีเราอาจจะเอามาดูแล้วพบว่า ตัวเองดูหนังไปทั้งหมดกี่เรื่อง ชอบหนังเรื่องไหนที่สุด อาจจะรู้จักตัวเองมากขึ้นว่าเป็นคนแบบไหนด้วย และในอนาคตถ้าเราเขียนจนได้จำนวนเยอะขึ้นอาจจะเปิดเพจ ซึ่งเพจที่ได้รับความนิยมอยู่ตอนนี้อาจมีจุดเริ่มต้นมาจากอย่างนี้ก็ได้

 

4. บันทึกกินดื่ม

ถ้าเป็นคนชอบกินหรือนั่งคาเฟ่ ลองแยกแอ็กเคานต์อินสตาแกรมแล้วบันทึกเฉพาะเรื่องของกิน เช่น วันนี้ไปกินร้านนี้ ชอบหรือไม่ชอบอะไร มีเมนูอะไรบ้าง ราคาประมาณเท่าไร หรือหากไม่อยากสร้างแอ็กเคานต์ใหม่ ก็ลองสร้างแฮชแท็กการกินเป็นของตัวเอง พอสิ้นปีเราก็กดแฮชแท็กว่าเราเคยไปกินเที่ยวที่ไหนบ้าง

 

5. บันทึกความฝัน

ถ้าเป็นคนฝันบ่อยๆ ซึ่งมักจะเป็นเรื่องแฟนตาซีเหนือจริงแล้วเราจะลืมทุกครั้งหลังจากตื่นมา เราลองจดความฝันว่าวันนี้เราฝันเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องสนุกๆ ที่น่าบันทึกไว้เหมือนกัน

 

วิธีทั้งหมดที่กล่าวมาอาจจะต่างจากการเขียนไดอะรียาวๆ ที่เล่าชีวิตประจำวันว่าตื่นมาทำอะไรบ้าง แต่จดเฉพาะเหตุการณ์ หรือเรื่องราวที่เราสนใจก็ได้ แต่ถ้าเราทำได้อย่างสม่ำเสมอ พอสิ้นปีเราสามารถย้อนดูได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอันและเป็นรูปธรรมมากๆ และจะทำให้การบันทึกของเราเป็นนิสัยมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

 


 

Credits
The Host
พัชชา พูนพิริยะ

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post 5 วิธีที่ไม่ต้องเขียนไดอะรี แต่ก็ทำให้ปีนี้คุณบันทึกได้มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
นอนกรน นอนดึก นอนเยอะแต่ยังง่วง มาปรับการนอนให้ปีนี้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou15/ Sun, 14 Jan 2018 17:01:10 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=62026

การนอนเป็นสิ่งสำคัญที่ใกล้ตัวมากๆ และส่งผลกระทบอย่างมาก […]

The post นอนกรน นอนดึก นอนเยอะแต่ยังง่วง มาปรับการนอนให้ปีนี้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

การนอนเป็นสิ่งสำคัญที่ใกล้ตัวมากๆ และส่งผลกระทบอย่างมากกับชีวิต บางคนติดนิสัยนอนดึก หรือมีปัญหานอนหลับยาก บางคนนอนเยอะแล้วแต่ตื่นมายังง่วง เพลีย ไม่สดชื่น ไปจนถึงบางคนที่เข้าข่ายเป็นโรคการนอนอย่าง นอนกรน นอนกัดฟัน

 

จูนจูน พัชชา มาพร้อมวิธีปรับการนอนสำหรับคนที่อยากนอนอย่างมีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสำหรับคนที่ต้องการดูแลรักษาอย่างจริงจัง

 

1. ปรับท่านอน

สำหรับคนที่มีปัญหาการนอน ให้ลองนอนหงาย กางแขน กางขา หรือนอนท่าที่เราสบายตัวที่สุด ไม่นอนทับแขนทับขาจนชา พยายามนอนโดยให้ทุกอวัยวะของร่างกายผ่อนคลายที่สุด

 

2. จำไว้ว่าเตียงนอนมีไว้นอนเท่านั้น

บางคนติดนิสัยกลับบ้านแล้ววิ่งขึ้นเตียงนอนเล่นโทรศัพท์ กินขนม นอนทำงาน ทำให้ร่างกายเราสับสน พอขึ้นเตียงแล้วร่างกายอาจรู้สึกว่าไม่ใช่เวลานอน เพราะฉะนั้นใช้เตียงนอนเพื่อหลับนอนเท่านั้นดีที่สุด

 

3. ตัดสิ่งรบกวน

ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือก่อนนอน หรือเปิด Airplane Mode หรือถ้าห้องนอนเสียงดังเกินไป ลองบุผนังกันเสียง ใช้ที่อุดหู หรือถ้าห้องสว่างเกินไป ควรเปลี่ยนผ้าม่านที่มีความทึบมากกว่าเดิม หรือใช้ผ้าปิดตาสำหรับการนอน

 

4. ดูแลเรื่องความสะอาด

การนอนอย่างไม่มีคุณภาพ บางครั้งอาจจะเกิดจากเตียงฝุ่นเยอะ เราทำความสะอาดห้อง แต่ลืมซักผ้าปูเตียง ซึ่งอาจมีไรฝุ่นที่ส่งผลถึงการนอน สุขภาพทางเดินหายใจ เราต้องหมั่นซักปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูเตียง อาจทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

 

5. ลงทุนกับชุดเครื่องนอน

บางคนใช้เครื่องนอนมาตั้งแต่เด็ก แต่จริงๆ แล้วเครื่องนอนเป็นสิ่งที่ควรลงทุน เพราะเป็นของที่เราใช้กันทุกวัน ลองเปลี่ยนหมอน เตียง ฟูกที่รองรับสรีระเราได้จริงๆ หมอนที่เหมาะกับศีรษะเรา อาจจะแพงหน่อย แต่คุ้มค่าที่จะลงทุนแน่นอน

 

6. ออกกำลังกาย

ถ้านอนไม่หลับ อาจลองลุกขึ้นมาออกกำลังกายเบาๆ อย่างกระโดดเชือก ซิตอัพ วิดพื้น ที่สามารถทำได้ในห้องนอนประมาณ 30 นาที หรือหาเวลาออกกำลังกายระหว่างวัน ถ้าวันนั้นเราเหนื่อยขึ้น พอถึงกลางคืน หัวถึงหมอนก็อาจจะหลับได้ง่ายขึ้น

 

คำแนะนำจาก ทพ.ดร.อมรพงษ์ วชิรมน จาก Vital Sleep Clinic สำหรับคนที่เข้าข่ายเป็นโรคนอนกรน

อาการนอนกรนมีทั้งกรนธรรมดาและการนอนกรนแบบหยุดหายใจ การกรนธรรมดาอาจจะไม่ได้กระทบกับตัวเองเท่าไร แต่จะมีผลกับคนที่ร่วมนอนด้วย ทำให้คนอื่นนอนหลับไม่สนิท แต่สำหรับการกรนที่หยุดหายใจจะมีผลต่อการทำงานของหัวใจ ความดันสูงขึ้น นำไปสู่อัตราการเกิดโรคหัวใจและอัมพฤกษ์อัมพาตที่สูงขึ้น จะมีอาการเพลียมาก หรือนอนเท่าไรก็ไม่พอ ตื่นมาแล้วรู้สึกยังง่วงนอนอยู่ ถ้าใครมีอาการเหล่านี้ควรตรวจด้วยการทำ sleep test ดูก็จะรู้ว่ามีการหยุดหายใจหรือไม่

 

การรักษา

แบ่งเป็นการผ่าตัดและไม่ผ่าตัด การไม่ผ่าตัดอาจจะใช้วิธีลดน้ำหนักและออกกำลังกายที่มากพอ ใช้เครื่องช่วยหายใจ ใช้เครื่องมือเล็กๆ ที่ใส่ในปากเพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจ นอกจากนั้นยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัด เช่น Myofunctional Therapy เป็นการฝึกให้กล้ามเนื้อทางเดินทางหายใจส่วนบนแข็งแรงขึ้น

 

ส่วนการผ่าตัดมีอยู่หลายวิธี ทั้งการผ่าตัดเพดานอ่อน โคนลิ้น หรือผ่าเลื่อนขากรรไกรบนล่าง เพื่อเปิดทางเดินหายใจส่วนหลังให้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการนอนกรนเพื่อที่จะช่วยวินิจฉัยและหาทางรักษาที่ถูกต้องได้

 


 

Credits

 

The Host พัชชา พูนพิริยะ

The Guest ทพ.ดร.อมรพงษ์ วชิรมน

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post นอนกรน นอนดึก นอนเยอะแต่ยังง่วง มาปรับการนอนให้ปีนี้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อยากเปลี่ยนตัวเองมากินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ควรเลือกกินอะไรบ้าง https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou14/ Sat, 13 Jan 2018 17:01:00 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=62023

ปีใหม่ทั้งทีใครที่อยากหันมาดูแลตัวเองด้วยการกินอาหารที่ […]

The post อยากเปลี่ยนตัวเองมากินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ควรเลือกกินอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปีใหม่ทั้งทีใครที่อยากหันมาดูแลตัวเองด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น จูนจูน พัชชา ขอแนะนำอาหารที่เราอาจจะมองข้ามไป แค่ลองเปลี่ยนเมนูเดิมๆ มาเป็นวัตถุดิบเหล่านี้ หรือเลือกกินมันมากขึ้น ปีนี้คุณอาจสุขภาพดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

อาหารหลัก ลองเปลี่ยนมาเป็นอาหารเหล่านี้ให้มากขึ้น

 

1. ปลา เป็นเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนสูง ไขมันน้อย ย่อยง่าย แนะนำปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาสวาย ปลาดุก เพราะมีโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่จำเป็น ช่วยในการทำงานของสมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และลดระดับคลอเรสเตอรอล

 

2. ข้าวกล้อง มีวิตามิน ไฟเบอร์มากกว่าข้าวขาวหลายเท่า ช่วยในเรื่องขับถ่าย ความคุมน้ำตาลในเลือด ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

3. คะน้า คือซูเปอร์ผัก สรรพคุณเยอะมาก ทั้งป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก ลดการเกิดมะเร็ง ลดไขมันหน้าท้อง หรือถ้าไม่ชอบคะน้า ลองกินดอกกะหล่ำหรือบร็อกโคลี ก็มีสรรพคุณดีงามพอกัน

 

4. กระเทียม ถือเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่มีประโยชน์มาก สามารถลดไขมัน ลดความดัน ต้านแบคทีเรีย ลดความอ้วน คุมน้ำตาล และช่วยแก้อาการอ่อนล้า อ่อนเพลียได้ด้วย แต่ถ้ารู้สึกว่ากระเทียมกลิ่นแรงเกินไป ลองกินกระเทียมทอดกรอบ ลองกินจากตรงนั้นดู หรือถ้าไม่สามารถจริงๆ กินกระเทียมที่เป็นแคปซูลก็ช่วยได้

 

อาหารหวาน ของกินเล่น แทนที่จะกินอะไรระหว่างวันที่อ้วน ลองปรับมาเป็น

 

1. ธัญพืชต่างๆ ข้าวโอ๊ต อัลมอนด์ หรือที่หากินง่ายมากตอนนี้คือ กราโนล่า ไม่แพง อร่อย สามารถกินกับนม โยเกิร์ต หรือกินเล่นเลยก็สามารถได้เหมือนกัน มีให้เลือกหลายรสชาติและหลายยี่ห้อ ทั้ง Diamond Grains หรือ OMG OAT My Gosh! ประโยชน์ของกราโนล่าคือมีไฟเบอร์สูง ช่วยระบบการขับถ่าย ช่วยระบบย่อย ลดคลอเรสเตอรอล ลดความอยากน้ำตาล เหมาะที่จะกินเป็นอาหารว่างระหว่างวันมากๆ

 

2. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี เป็นผลไม้กินง่ายอย่าง สตรอว์เบอร์รี ราสป์เบอร์รี บลูเบอร์รี โกจิเบอร์รี เป็นผลไม้ที่แคลอรีต่ำ วิตามินซีสูง ป้องกันโรคหวัด ช่วยเรื่องสายตา บำรุงผิวพรรณ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและภาวะสมองเสื่อมด้วย

 

3. แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่แนะนำมาก ใครที่กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ลองกินแอปเปิ้ลเขียว เพราะว่าน้ำตาลน้อยกว่า มีไฟเบอร์สูง สามารถลดความอยากอาหารได้ อีกอย่างถ้าใครไม่ได้ลดความอ้วนมาก แต่อยากกินผลไม้ก็ลองกินแอปเปิ้ลสีแดง จะช่วยชะลอวัย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซีสูง สร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง

 

4. โยเกิร์ต ช่วยทั้งระบบย่อยอาหาร กระดูกแข็งแรง ป้องกันความดันโลหิต ลดคลอเลสเตอรอล ผิวพรรณสดใส ดีต่อฟันและเหงือก ซึ่งทุกวันนี้โยเกิร์ตมีให้เลือกหลายรสชาติ หลายสูตรให้ลองกัน ฉะนั้นใครที่อยากกินอาหารที่มีประโยชน์ทุกวัน เริ่มด้วยโยเกิร์ตก็เป็นเรื่องไม่ยากเกินไป

 

ทิปส์เล็กๆ สำหรับคนที่อยากกินอาหารที่มีประโยชน์ ใครที่ติดนิสัยระหว่างวันต้องเดินเข้าร้านสะดวกซื้อซื้อขนม แทนที่เราจะหยิบทุกอย่างที่อยากกิน แนะนำว่าลองดูแคลอรีที่ฉลากมากขึ้น ไขมัน โซเดียมเยอะหรือเปล่า ข้อมูลตรงนี้จะทำให้เราตัดสินใจในการกินได้ดีขึ้น หรือแทนที่เราจะหยิบขนมขบเคี้ยวลองเปลี่ยนเป็นผลไม้ในร้านสะดวกซื้อก็ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ถ้าใครสามารถทำได้จนติดเป็นนิสัยสุขภาพดีตลอดปีนี้แน่นอน

 


 

Credits
The Host
พัชชา พูนพิริยะ

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์
Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post อยากเปลี่ยนตัวเองมากินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ควรเลือกกินอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอาใจช่วยคนอยากเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ด้วย 7 วิธี ที่เริ่มทำได้วันนี้เลย https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou13/ Fri, 12 Jan 2018 17:01:22 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=61740

ขึ้นปีใหม่ทีไร คนดื่มหนักสูบบุหรี่จัดก็เอาฤกษ์มาตั้งเป้ […]

The post เอาใจช่วยคนอยากเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ด้วย 7 วิธี ที่เริ่มทำได้วันนี้เลย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ขึ้นปีใหม่ทีไร คนดื่มหนักสูบบุหรี่จัดก็เอาฤกษ์มาตั้งเป้าเลิกเหล้าเลิกบุหรี่กันทุกปี แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ยากมาก หลายคนพยายามมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จ

 

จูนจูน พัชชา ขอเอาใจช่วย สำหรับคนที่อยากเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เป็นคนใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพกว่าเดิม ด้วยวิธีง่ายๆ ที่เริ่มทำได้เลยตั้งแต่วันนี้

 


 

1. ไม่ต้องหาฤกษ์แต่ให้เลิกเลย

ถ้าคิดว่าอยากเลิกไม่ต้องรอเดือนหน้า อย่าหาข้ออ้างว่าจะมีปาร์ตี้อย่างนั้น วันเกิดเพื่อนอย่างนี้ เลิกเลย สำหรับเหล้า ค่อยๆ เลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลดปริมาณลงแล้วดื่มอย่างอื่นแทน เช่น เวลาไปร้านอาหารลองสั่งโซดาดื่มแทนแอลกอฮอล์ ส่วนสำหรับบุหรี่ถ้าอยากเลิกแนะนำให้หักดิบไปดื้อๆ เลย หลายคนพิสูจน์มาแล้วว่าเวิร์กกว่า

 

2. เลิกเพื่อตัวเอง

หลายคนอาจเคยตั้งปณิธานว่าอยากเลิกเหล้าเพื่อครอบครัว เลิกบุหรี่เพื่อคนที่เรารักแต่ไม่เคยสำเร็จ ลองเปลี่ยนมาตั้งใจว่าให้เลิกเพื่อตัวเองดูไหม เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งดีๆ ที่เกิดจากการเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ก็เกิดขึ้นกับตัวเองทั้งนั้น

 

3. หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะถูกชวนไปสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้า

สำหรับคนใจอ่อนลองหลีกเลี่ยงการร่วมวงไปก่อน ลองพยายามปฏิเสธเพื่อน หรือถ้าปฏิเสธไม่เป็นก็ให้โกหกหรืออ้างไปเลยว่า “หมอห้าม” “ต้องขับรถ” “ได้กลิ่นบุหรี่ก็จะอ้วกแล้ว”

 

4. คำนวณค่าเหล้า ค่าบุหรี่ที่ต้องเสียไปแต่ละเดือน

อาจจะเยอะมากโดยที่เราไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ เสียสุขภาพ เหตุผลนี้อาจจะทำให้เราตระหนักและเลิกมันได้ ได้ทั้งสุขภาพและเงินกลับมาเป็นกอบเป็นกำ

 

5. ลองสมัครเป็นอาสามัคร

เจาะจงไปในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยจากการดื่มเหล้าหรือติดบุหรี่ อาจจะอยู่ในระดับฮาร์ดคอร์นิดหนึ่ง แต่ทำแล้วจะทำให้เราเห็นภาพผู้ได้รับผลกระทบจากการเสพสิ่งเหล่านี้ แถมยังเป็นเรื่องที่ดีต่อใจ ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมอีกด้วย

 

6. หาอย่างอื่นมาติดแทน

อย่างการออกกำลังกายหรือวิ่ง พอเรารักษาสุขภาพมากๆ เราจะเริ่มรักตัวเองมากขึ้น รู้สึกว่าสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อปอด สูบไปก็เหนื่อยง่าย วิ่งไม่ได้ตามเป้า ทำให้ลดการสูบบุหรี่ลง หรือบางคนขณะออกกำลังกายรักษาหุ่นอยู่ เล่นเวตอยู่แล้วกินเบียร์ ทำให้รูปร่างเสีย อ้วนขึ้นรวดเร็วแบบไม่รู้ตัว ตรงนี้อาจจะทำให้เราอยากกินเบียร์น้อยลงเพื่อรักษารูปร่างมากขึ้น

 

7. ลองปรึกษาแพทย์

สมัยนี้มีทั้งยา ทั้งสมุนไพร หรือคอร์สที่ช่วยเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ที่ทันสมัย มีเทคโนโลยีมาช่วยมากขึ้น ทำให้ได้คำแนะนำที่ถูกต้อง ได้ผล และสามารถทำให้สำเร็จได้ไม่ยาก

 

หรือใครที่อยากลองโทรไปที่สายด่วนเพื่อรับการปรึกษาเบื้องต้นและทำการเลิกได้เป็นขั้นตอนมากขึ้น เลิกเหล้า โทร. 1413 และสายด่วนเลิกบุหรี่ โทร. 1600

 


 

Credits

The Host พัชชา พูนพิริยะ

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post เอาใจช่วยคนอยากเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ด้วย 7 วิธี ที่เริ่มทำได้วันนี้เลย appeared first on THE STANDARD.

]]>