Live Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/live/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 30 Nov 2018 05:26:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไมบางคนตัวตนในอินเทอร์เน็ตไม่เหมือนที่เรารู้จัก แล้วแบบไหนคือตัวตนจริงๆ https://thestandard.co/podcast/ruok49/ Fri, 30 Nov 2018 05:26:39 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=156327

หลายครั้งที่พบว่าคนที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย กับในโซเชียล […]

The post ทำไมบางคนตัวตนในอินเทอร์เน็ตไม่เหมือนที่เรารู้จัก แล้วแบบไหนคือตัวตนจริงๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลายครั้งที่พบว่าคนที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย กับในโซเชียลมีเดียเหมือนเป็นคนละคนกัน บางคนเรียบร้อยแต่ในเฟซบุ๊กกลับเกรี้ยวกราด บางคนชอบโชว์หวิวในโลกเสมือน หรือบางคนมีแอ็กเคานต์ลับไว้คุยเรื่องเพศโดยเฉพาะ จนชวนสงสัยว่าจริงๆ แล้วคนตรงหน้าเป็นอย่างไรกันแน่

R U OK เอพิโสดนี้เลยชวนสำรวจตัวตนในโซเชียลมีเดีย ที่บางครั้งแสดงออกเรื่องเพศอย่างโจ่งแจ้ง พฤติกรรมนี้มาจากไหน และมีอะไรบ้างที่ควรระวังก่อนจะไปถึงขั้นเสพติด

 


Credits
The Hosts
ปอนด์ ยาคอปเซ่น, ดุจดาว วัฒนปกรณ์

 

Show Creator อธิษฐาน กาญจนะพงศ์
Episode Producer & Editor อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์
Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์

The post ทำไมบางคนตัวตนในอินเทอร์เน็ตไม่เหมือนที่เรารู้จัก แล้วแบบไหนคือตัวตนจริงๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกันแบบไร้ไรม์กับอดีต ปัจจุบัน อนาคตของโต้ง Twopee สามีแห่งชาติคนใหม่ https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk17/ Fri, 29 Jun 2018 07:09:10 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=102429

แม้จะเห็นหน้าค่าตากันอย่างถี่ในช่วงนี้ แต่โต้ง Twopee ก […]

The post คุยกันแบบไร้ไรม์กับอดีต ปัจจุบัน อนาคตของโต้ง Twopee สามีแห่งชาติคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้จะเห็นหน้าค่าตากันอย่างถี่ในช่วงนี้ แต่โต้ง Twopee ก็ทำวง Southside กับคู่หู Freddy V มาสิบกว่าปีแล้ว มีผลงานฮิตในแวดวงฮิปฮอปหลายเพลงจนเรียกได้ว่าเป็นแรปเปอร์มือดีคนหนึ่งของประเทศไทยเลยก็ว่าได้

 

ไปฟัง แพท บุญสินสุข สัมภาษณ์ถอดตัวตนและที่มา รวมถึงอนาคตของแรปเปอร์เจ้าเสน่ห์ที่สาวๆ หลายคนยกให้เป็นสามีแห่งชาติคนใหม่ในปีนี้ใน Eargasm Deep Talk Podcast

 

 

กว่าจะเป็น Twopee Southside

โต้งเป็นเด็กภูเก็ต ในอดีตภูเก็ตไม่ได้มีวงฮิปฮอปที่เกิดจากที่นั่นจริงๆ Southside น่าจะเป็นวงแรกๆ ที่ก่อตั้งวง ทำเพลงที่ภูเก็ต

 

มีอยู่วันหนึ่งที่ Thaitanium ไปเล่นคอนเสิร์ตที่นั่น ด้วยความที่ชอบวงนี้อยู่แล้ว Southside เลยเข้าไปขอเล่นเปิดให้ ทางพี่ๆ เห็นว่าเรากล้าขอ เขาก็กล้าให้ ก็เลยได้เล่นครั้งแรกที่เวทีนั้น เป็นเพลงที่เพิ่งอัดวันนั้นเสร็จก็นั่งรถไปขอเล่นเลย สรุปว่าเนื้อก็จำไม่ค่อยได้ เละมาก หลังจากนั้นก็ไม่กลัวอะไรอีกแล้ว

 

ช่วงแรกก็แต่งแรปเรื่องความฝัน จีบหญิง มุมมองแบบเด็กมัธยมน่ะครับ จากนั้นก็ได้เข้ามากรุงเทพฯ ช่วงแรกก็เป็นการเข้ามาแข่งแรป แข่งฟรีสไตล์ แต่ก็ไปๆ มาๆ แต่พอหลังจากได้อยู่ค่ายไทยเทเนี่ยม เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ก็ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เลย ตอนแรกตั้งใจจะไปเรียนต่อ แต่พอได้ทำเพลงก็เลยยังไม่ได้ไป บอกพ่อแม่ว่าเดี๋ยวว่างกว่านี้ค่อยไป นี่ก็ผ่านมา 10 ปีแล้ว

 

Southside to all side

พอได้ออกเพลงกับค่าย ทีนี้ก็สนุกแล้ว ไปทัวร์จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ยิ่งมาช่วงนี้คนตอบรับเราเยอะมาก ล่าสุดไปนครศรีธรรมราชก็บรรยากาศดีมากๆ ครับ มีนั่งรถตู้แล้วแฟนเพลงวิ่งตามบ้างเหมือนกัน บางทีเล่นคอนเสิร์ตก็มีดึงแขนดึงขาบ้าง สนุกดีครับ

 

มีคนบอกว่าช่วงนี้แรปกลับมาเมนสตรีมอีกแล้ว แต่สำหรับผมมันไม่เคยหายไปนะ ถึงจะมีดรอปๆ ไปบ้างก็ตาม หรือพูดตามตรงว่าก่อนหน้านี้วงการมันค่อนข้างกระจาย มันไม่มีใครจับมารวมกันให้เห็นเป็นภาพใหญ่ พอมี Rap is Now หรือ The Rapper มาก็ดูจับต้องได้ ดูเห็นภาพ เหมือนเป็นค่ายที่ผลักดันคนมีความสามารถหรือแรปเปอร์ใต้ดินให้ขึ้นมา

 

เข้าสู่ The Rapper

ทีมงานโต๊ะกลมที่ทำงานกับเวิร์คพอยท์โทรมา เขาอยากได้คนจากฝั่งไทยเทเนี่ยมและก้านคอคลับมาร่วมงานกัน ซึ่งพอได้รับคำชวนเราก็บอกเลย Yes, of course. ไม่มีลังเลเลย เพราะด้วยความที่เป็นรายการแรป และเป็นช่องเวิร์คพอยท์ที่ผมชอบดูอยู่แล้ว ทีมงานโต๊ะกลมก็เป็นทีมงานคุณภาพที่เก่งมาก เพราะฉะนั้นก็ Let’s go.

 

ซึ่งพอมาทำรายการก็พบว่ามีคนมีความสามารถเยอะมาก เราเป็นแรปเปอร์อยู่ในวงการยังรู้จักไม่หมดเลย หลายคนเป็นรุ่นใหม่แบบฟัง Thaitanium ยังไม่ทันเลยก็มี

 

มีตัวเลือกอื่นไหม ถ้าไม่เป็นแรปเปอร์

สมัยก่อนโต้งเคยเล่นสเกตบอร์ดมาก่อน และเคยมีวงร็อกมาก่อนด้วย เป็นนักร้องนำ เป็นช่วงก่อนแรป เราเป็นเด็กเล่นเวกบอร์ด สเกตบอร์ด แล้วก็มาฟังเพลงแรปคอร์ (เพลงร็อกผสมแรป) พวก Limp Bizkit หรือ Korn ตอนนั้นมัธยมต้น ในห้องเรียนก็มีวงแล้ว เขาหานักร้องไม่ได้ เขาเห็นว่าเราแรปก็เลยมาชวนเราไปร้อง ก็เป็นนักร้องนำวงร็อกอยู่ช่วงหนึ่ง มันมาก

 

 

เพลงแรปเพลงแรกที่แต่ง

จำได้แค่ 2 ท่อน “พระอาทิตย์ขึ้นเนี่ยผมก็ขึ้นมาพร้อมกับพระอาทิตย์ เปล่งแสงปล่อยประกาย เตรียมตัวพร้อมจะ split”

 

เหมือนพระอาทิตย์ขึ้น เราก็ขึ้นมาพร้อมที่จะ rise and shine ก็เหมือนความฝันกับความตั้งใจ ประมาณนั้น จำได้แค่นี้ เพราะแต่งมานานมาก

 

การแต่งเพลงแรปต้องศึกษาการใช้คำเพิ่มไหม

ไม่เลย เราคิดว่าถ้าจะถ่ายทอดความรู้สึก มันต้องเป็นคำที่เราพูดอยู่แล้ว

 

แรปมีกี่แบบ

โห ตอบยากครับ มันมีตั้งแต่ Old school แล้วก็ East Coast rap สไตล์แบบเจย์-ซี, นิกกี้ มินาจ ดนตรีก็จะมีซาวด์แบบนิวยอร์กๆ แล้วก็มี West Coast rap ให้นึกภาพ Dr.Dre, Snoop Dogg เป็นฟังกี้ มีความเป็นจีฟังก์ มีเสียงเครื่องเป่า ฮอร์น แล้วก็จะมี South เป็นยุคที่ผมเริ่มทำเพลง จะมีศิลปินอย่าง Dem Franchize Boyz, T.I., UGK จะเป็นแนวเด้งๆ เต้นๆ หน่อย มันจะโยก จะไม่ hands up แล้วก็จะมี Mid West อีก พวก Bay Area มันก็จะเป็นแบบแปลกๆ

 

แต่นั่นคือสมัยคลาสสิก เดี๋ยวนี้มีเป็นอีก 10 แบบครับ ส่วนโต้งจะเป็นสไตล์ South trap หน่อยๆ จริงๆ ก็แรปหลายแบบ แต่นั่นจะเป็นจุดเด่นของ Southside

 

แชมป์ฟรีสไตล์

งานแรกที่ได้แชมป์เป็นงานอันเดอร์กราวด์ แข่งครั้งแรก Southside มาแสดงที่กรุงเทพฯ ครั้งแรก พูดง่ายๆ คือไม่มีใครรู้จักเลย ชื่องานว่า Bang Town เป็นงานของ Siam Hip Hop เป็นงานที่ได้แชมป์ครั้งแรก อีกงานก็เป็นของ Singha Battle of the Year เป็นงานใหญ่

 

การแรปฟรีสไตล์ต้องคิดคำให้เร็วและมีความหมาย บางครั้งก็มีคิดคำสุดท้ายไว้ก่อนเพื่อให้คิดคำได้เร็ว แต่อีกเทคนิคก็คือขึ้นมาเลย จะลงตรงไหนค่อยว่ากัน วิธีแรปสดก็เหมือนเราพูดกันอยู่ตรงนี้แหละ เหมือนจัดรายการนี่แหละ แต่ให้คล้องจอง

 

เราไม่ได้เป็นคนอ่านหนังสือเยอะเลย แต่คำที่ใช้จะได้มาจากรอบตัว คือเรามีคำอยู่ในหัวอยู่แล้ว แค่ว่าเราไม่ได้นึกถึงมันนั่นเอง เวลาพูดเราก็พูดแล้วผ่านไป ไม่ได้จำ ไม่ได้จด ไม่ได้เขียนมัน แค่นั้นเอง

 

ไรม์บางคำก็อันตรายนะ อย่างเช่นสระอวย

รวย สวย หมวย ย้วย

 

สระอีล่ะ

Wanna be, Twopee, MC, you see me (หัวเราะ)

 

น้ำเสียงสำคัญกับการเป็นแรปเปอร์ไหม

คิดว่าแรปเปอร์น่าจะเป็นแนวเพลงเดียวที่น้ำเสียงไม่ต้องดี เนื้อเสียงไม่ต้องเพราะ คือคุณเป็นยังไงก็ได้ แต่ถ้าส่งมาอย่างถูกวิธีมันจะทำให้คุณมีเสน่ห์เฉพาะตัว เช่น ไอ้นี่แหบแบบแปลกๆ ไอ้นี่เสียงแหลมกวนตีน ฯลฯ ซึ่งถ้าเราร้องถูกวิธี มันจะเป็นเหมือนอาวุธ คือนักร้องเนี่ย ถ้าร้องไม่เพราะก็จบแล้ว

 

อนาคตอยากทำงานกับใครบ้าง

ถ้าในประเทศไทยอยากทำงานกับ Getsunova เป็นเพลงร็อกเพราะๆ ลีดกีตาร์สวยๆ วงนี้ผมให้ที่หนึ่งเลย อีกคนที่อยากร่วมงานมานานและเพิ่งปล่อยเพลงไปคือ แก้ม The Star

 

ส่วนถ้าต่างประเทศ อยากทำงานกับ ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์ ให้เขาโปรดิวซ์ ให้เขาร้องฮุกเพราะๆ เลย เดี๋ยวผมแรปเอง

 

ฝากผลงาน

อัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกกำลังจะออกครับ น่าจะประมาณเดือนตุลาคม ซิงเกิลแรกจากอัลบั้มนี้กำลังจะปล่อยเดือนหน้าครับ โปรดิวซ์โดย KHAN Thaitanium กับ Keezy ในนาม BangBangBang

 

 


 

Credits

The Host แพท บุญสินสุข

The Guest พิทวัส พฤกษกิจ

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Graphic Design Interns ธัญญา ศิริสัมพันธ์, พันธิตรา หอมเดชนะกุล

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Music Westonemusic

The post คุยกันแบบไร้ไรม์กับอดีต ปัจจุบัน อนาคตของโต้ง Twopee สามีแห่งชาติคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพลงและศิลปินไทยยอดเยี่ยมในครึ่งปี 2018 กับเลเล่เล้ https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk16/ Fri, 22 Jun 2018 06:56:37 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=99928

เลเล่เล้ เป็นนามปากกา (หรือเอาจริงๆ คือแอ็กเคานต์ล็อกอิ […]

The post เพลงและศิลปินไทยยอดเยี่ยมในครึ่งปี 2018 กับเลเล่เล้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เลเล่เล้ เป็นนามปากกา (หรือเอาจริงๆ คือแอ็กเคานต์ล็อกอินเว็บบอร์ดพันทิป) ของวรเชษฐ ไพศาขมาศ ที่ตั้งกระทู้รีวิวอัลบั้มยอดเยี่ยมเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 2000 รวมแล้วกว่า 18 ปี

 

ครึ่งปี 2018 ผ่านไป ศิลปินทำอัลบั้มไม่มากเท่าปีที่แล้ว รายการพอดแคสต์ Eargasm Deep Talk เลยขอเชิญเลเล่เล้มารีวิวซิงเกิลเพลงไทยยอดเยี่ยมประจำครึ่งปีที่ผ่านมากัน

 


 

 

เริ่มเป็นนักฟังเพลง

เริ่มตั้งแต่ ป.4 ซึ่งมีวิชาขับร้อง เพลงแรกๆ ที่ร้องคือเพลง ชาวดง “ชาวดงพงป่าเขาลำเนาไพรไกลสังคม” จากนั้นพอ ป.5-ป.6 พ่อก็ซื้อเทปให้ฟัง จำได้ว่าม้วนแรกคือแกรนด์เอ็กซ์ ชุดที่มีเพลง เชื่อฉัน จากนั้นก็เริ่มซื้อเทปเอง เช่น The Barracudas, หรั่ง ร็อกเคสตร้า, คีรีบูน, ดิ อินโนเซ้นท์, คาราบาว อัลบั้ม เมดอินไทยแลนด์ ฯลฯ

 

แทบจะฟังแต่เพลงไทยด้วยซ้ำ มาเริ่มฟังเพลงสากลตอน ม.ปลาย ฟังตามเพื่อน ยุคนั้นก็เป็น Bon Jovi เพลง Final Countdown, จอร์จ ไมเคิล เป็นต้น

 

ตอนนั้นคืออยากทำงานเป็นดีเจ แต่ว่ามาเรียนสายวิทย์ เลยไม่ได้ทำงานด้านนั้นเลย

 

จากนั้นช่วงปี 2007-2008 ก็ได้รับคำชวนจากนิตยสาร HAMBURGER ให้เขียนรีวิวเพลงลงในนิตยสารหน่อย ก็เลยได้เขียนรีวิวด้านดนตรีเรื่อยมา

 

เพลงไทยยอดเยี่ยมครึ่งปี 2018

ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้เพลงไทยออกอัลบั้มไม่เยอะ ส่วนมากเป็นซิงเกิล ซึ่งเยอะมาก ฟังกันไม่หวาดไม่ไหวเลย เอาว่าพูดถึงแบบรวมๆ ทั้งอัลบั้ม ทั้งเพลง ทั้งอีพีแล้วกัน

 

1. อพาร์ตเมนต์คุณป้า / อพาร์ตเมนต์คุณป้า

ชอบเพลง ปายฝนต้นหนาว แทร็กแรกของอัลบั้ม เพลงนี้เปิดหัวออกมาทำให้เรารู้สึกเหมือนสมัยที่พวกเขาทำ Bangkok Love Story มันเป็นเพลงช้าที่กินใจ และตุลเองก็เขียนเพลงได้กวีมากอยู่แล้ว รู้สึกเหมือนพวกเขากำลังกลับมา น่าสนใจมากครับ

 

อัลบั้มนี้แบ่งเป็น 2 พาร์ตคือ ครึ่งแรก ‘หมอกฝัน’ ที่เป็นเพลงฟุ้งๆ เกี่ยวกับความฝัน ส่วนครึ่งหลังเป็น ‘ควันเมือง’ ที่ได้อีกอารมณ์หนึ่ง อีกเพลงที่ชอบมากคือ หยุดค่ำคืนไว้ตรงหน้าเธอจะดีไหม ที่ร้องว่า “ใครบันดาล ให้เธอบินผ่าน จากนภาสู่วิมาน อันแสนไกล”

 

เป็นวงที่เนื้อเพลงเป็นบทกวีที่ทิ้งความคิดอะไรสักอย่างไว้ตรงนั้น ซ่อนอะไรไว้อยู่เยอะเหมือนกัน อย่างในเพลง ปายฝนต้นหนาว ที่มีท่อน “เดือนตุลาคม ไร้เสียงเพลงแค่ชั่วคราว เงียบงันเหลือเกินลมหนาว” มันอาจสื่อถึงเดือนตุลาคมจริงๆ ก็ได้ที่เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว หรือจะตีความเป็น coming of age ก็ได้ เป็นเรื่องความรักที่กำลังจะจบลง กำลังจะมีใหม่ หรือจะถึงช่วงเดือนตุลาคมในสังคมไทยที่มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในเดือนนี้ก็ได้เหมือนกัน เขียนได้ดีมากและลึกมาก

 

ชุดนี้กล้ามากด้วยการที่ไม่ทำเอ็มวีเลย อยู่ๆ ก็ปล่อยออกมาตูมเดียวเป็นอัลบั้มเลย ชอบชุดนี้มากกว่าอัลบั้มที่แล้ว ด้วยความที่อัลบั้มก่อนเป็นการเมืองหนักไปหน่อย

 

 

 

2.ใคร คือ เรา / Bodyslam

พี่ตูนไปวิ่งกลับมาอยู่ๆ ก็ออกเพลงตูมเลย แล้วขึ้นมาประโยคแรก “ใครกำหนดไว้ให้เราต่างเชื่อดวงดาว” เฮ้ย ถ้าไม่ใช่พี่ตูนนี่เจ๊งเลยนะ วงการหมอดูนี่อยู่ไม่ได้เลยนะ ผมว่ามันเจ๋งมากเลยนะ ตูนเขาหนักแน่นขึ้น เทียบพัฒนาการจากเพลงแรกๆ ที่เป็นเรื่องความรัก แล้วต่อมามีเรื่องความเชื่อ พอมา 2 ชุดล่าสุดเพลงเขาหนักแน่นขึ้นมากและเริ่มเป็นปรัชญา ดีมากๆ เราต้องยอมรับคนอย่างตูนว่าเขาเป็นไอดอลของประเทศจริงๆ

 

แต่นี่ก็แค่ซิงเกิล ไว้รออัลบั้มเต็มว่าจะเป็นยังไง ชุดที่แล้วก็เป็นชุดที่ดีมาก แต่ชื่อพูดยากไปนิดหนึ่ง

 

 

 

3. Shonichi วันแรก / BNK48

เพลงนี้เพราะนะครับ เป็นเหมือนเพลงของเด็กที่ต้องการสร้างความฝันตัวเองให้สวยงาม เป็นเพลงแห่งความพยายาม ใครที่ฟังแล้วน่าจะอินกับเนื้อเพลงที่ร้องว่า “คำว่าพยายาม ไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ” ประโยคนี้โคตรดีเลย ผมชอบเพลงนี้มากกว่าเพลง River ที่ยังไม่โดนเท่าไร

 

หรือเพลง 365 วันกับเครื่องบินกระดาษ ก็ดีนะครับ

 

 

 

4. TELEx TELEXs

ถ้าพูดถึงเพลงที่มีนักร้องผู้หญิงที่ดีมากอีกเพลงก็คือวงนี้ที่ออกมา 3 เพลงแล้ว มีเพลง ซ่อน, เอายังไง และล่าสุด เพื่อนชื่อความเหงา ซึ่งใน 3 เพลงนี้ผมชอบเพลง ซ่อน มากที่สุด

 

TELEx TELEXs เป็นวงที่น่าจะเปลี่ยนวงการเพลงไทยได้เลยนะ ด้วยความที่เขาเขียนเพลงน่าติดตาม มีการเฉลยตอนหลัง เนื้อหาซับซ้อน เป็นวงที่เจ๋งมาก และยังวัยรุ่นอยู่ด้วย

 

วงนี้เหมือนมารับช่วงต่อจากที่ Kidnappers เป็นคนสร้างซาวด์แบบนี้ไว้ มี DCNXTR มาต่อ แล้วมาที่ TELEx TELEXs ชอบครับ วงนี้ดี

 

 

 

5. เกลียด / The Yers

เพลงนี้เพราะดี ปกติเขาทำเพลงหนักกันมา แต่เพลงนี้เบา มีแค่กีตาร์ กลอง เนื้อหาแนวคล้ายๆ กับ TELEx TELEXs ทำ คือยังเป็นวัยรุ่นอยู่ การบอกว่าเกลียดตัวเองที่ยังรักเขาอยู่เนี่ยมันยังวัยรุ่น แต่เพลงเพราะใช้ได้เลย

 

ผมชอบเพลงเพราะที่ให้วัยรุ่นฟัง ถ้าเราเป็นวัยรุ่นตอนนี้ก็คงชอบเพลงนี้

 

 

 

6. โลกเปลี่ยน / The White Hair Cut

เพิ่งจะได้รู้ข้อมูลว่าน้องๆ วงนี้เด็กมาก เรียนอยู่ ม.ปลาย เอง เพลงล่าสุด โลกเปลี่ยน เป็นเพลงที่เจ๋งดี ซาวด์กีตาร์มุ้งมิ้งใสๆ หน่อย ฟังแล้วนึกถึงวงอย่าง The Bottom Blues หรือ Better Weather

 

 

 

7. ร้อยล้านวิว / Penguin Villa

ฟังแล้วรู้สึกว่าเจกลับมาทำอัลบั้มได้แล้ว ต้องบอกว่าเขาเป็นคนมีพลังตั้งแต่ทำวงพราวแล้ว เขาทำเพลงป๊อปได้มีพลังมากนะ มันมีแรงส่งให้คนเต็มไปหมด ยกตัวอย่างเช่น Scrubb ก็ตามวงพราวมา

 

จากนั้นเจก็มาทำ Smallroom ออกอัลบั้มของ Penguin Villa อยู่ชุดเดียวแล้วก็หายไปเลย

 

 

 

8. ภูมิ วิภูริศ

เขาทำซาวด์ดีมาก ไปอินเตอร์แล้ว ทั้งเนื้อร้องและทำนองที่มันเป็นภาษาอังกฤษ เขาไปเรียนที่นิวซีแลนด์ก็เลยเขียนเพลงภาษาอังกฤษได้ เนื้อเพลงก็โอเค เพลงล่าสุดที่ชอบก็คือ Lover Boy ชอบการร้องแนวนีโอโซลของเขา และกีตาร์ที่เล่นก็มีพลังมาก มันมีกรู๊ฟ

 

โชว์ของเขาก็ขายไปต่างประเทศได้เลย ไปเกาหลีใต้ ไปไต้หวัน แถมยังเด็กอยู่เลย

 

 

 

9. temp.

เป็นวงที่ต้องเปิดเพลงต่อจากภูมิเลย เพราะเขาก็มาแนวจังหวะดึ๋งดั๋งๆ โซลๆ หน่อยเหมือนกัน แต่ temp. จะมีกลิ่นแคลิฟอร์เนีย ทูพีซ ชายหาดหน่อย เป็นวงที่ผมชอบมากตั้งแต่อัลบั้มที่แล้วที่มีเพลง Motel California

 

ล่าสุดทำเพลงชื่อ Miss Summer เพราะมาก เป็นเพลงที่ 5 ของพวกเขาเท่านั้นเอง

 

 

 

10. Rasmee Isan Soul

เพิ่งได้แผ่นมา ชุดนี้ตายจริงๆ ต้องบอกว่ารัสมีเป็นคนเสียงดีมากอยู่แล้ว ชุดแรกก็ชัดอยู่แล้ว แต่ชุดนี้ผมชอบกว่าชุดแรกอีก เพราะมือกีตาร์ของวงได้มาทำโปรดิวเซอร์ชุดนี้ด้วย ทำให้กีตาร์ชัดเจนขึ้นอีก ผสมกับเสียงรัสมีมันยิ่งเข้ากัน

 

เพลงที่ชอบคือเพลง The Beauty of Loneliness ความงามของความเหงา เป็นเพลงช้าๆ ที่ได้ฟีลลอยๆ หน่อย กีตาร์จะเหมือนธีร์ ไชยเดช ลอยๆ แต่ฟังแล้วซี้ดเลย

 

เรารู้สึกว่าเขามาแล้วเปลี่ยนวงการเพลงเลย ไม่เคยเห็นคนทำเพลงแบบนี้ เขาไม่ทิ้งความเป็นไทย แต่ก็มีอย่างอื่นเข้ามาผสม มีเนื้อเพลงเขมรด้วย มีดนตรีสากลด้วย

 

 

 

11. Season / Scrubb

อัลบั้มใหม่ Scrubb ก็ดี ประเด็นคือเขาทำเพลงมาเกือบ 20 ปีแล้วมั้ง ซึ่งเขาน่าจะตัน แต่กลับไม่ตัน เพราะอัลบั้มนี้เป็น Scrubb + Plastic Plastic เขาได้น้องปกป้องมาเป็นโปรดิวเซอร์ แล้วก็ได้คีย์บอร์ดของน้องเพลง แล้วมันเพราะ เลยรู้สึกว่า Scrubb ขยับไปอีกระดับหนึ่งแล้ว

 

ผมว่าปกป้องเก่งมากนะ ติดตามตั้งแต่วง Plastic Plastic รู้สึกว่าเขามีของเยอะ แต่เวลาทำเพลงเขาไม่ได้ใส่เยอะนะ เขาใส่มาพอดี

 

 

 

12. ภาพจำ / ป๊อบ ปองกูล

เป็นเพลงช้าๆ เศร้าๆ ที่เรารู้สึกว่าเพราะ ป๊อบเป็นคนร้องเพลงเศร้าเพราะอยู่แล้ว เพลงนี้เพราะและได้ความเศร้าอีกระดับหนึ่ง

 

ยุคนี้มันไม่มีแบ่งแมสกับอินดี้แล้ว มันเหมือนอินดี้ข้ามมาฝั่งเมนสตรีมหมดเลย แล้วกวาดเก็บไปหมดด้วย ไม่ว่าจะเป็น Polycat หรือยุคก่อนก็ Calories Blah Blah มันแยกไม่ออกแล้ว

 

เดี๋ยวนี้วงในค่ายเพลงใหญ่ๆ ก็เริ่มใช้วิธีการทำเพลงแบบอินดี้ เพลงก็ออกมาน่าสนใจหลายเพลง

 

 

13. พจนานุกรม / M Yoss

ตอนแรกที่ฟังเพลงนี้ผมเฉยๆ นะ แต่พอฟังไปเรื่อยๆ แล้วทรัมเป็ตโผล่มา โห ตายไปเลย ทรัมเป็ตมันดึงให้เราอยู่นิ่งๆ จนรู้สึกว่าขอกูฟังทรัมเป็ตไปเรื่อยๆ ได้ไหม เพราะมาก

 

ซิงเกิลนี้เป็นซิงเกิลที่ 2 ของเขาแล้วต่อจากเพลง เสาอากาศ ซึ่งฟังแล้วผมเฉยๆ แต่พอเพลง พจนานุกรม นี่ผมตายไปเลย

 

 

 

14. The TOYS

ไม่พูดถึงไม่ได้ เขาเป็นคนที่เจ๋งมาก ตั้งแต่ปีที่แล้วที่เขาออกเพลง ก่อนฤดูฝน เขาสร้างสไตล์ร้องรัวๆ ที่เราร้องตามไม่ได้ออกมา เห็นเลยว่าเขาเก่ง มันกลายเป็นแนวของเขาไปแล้ว เป็นแนวป๊อปบวกแรป จริงๆ ฝรั่งก็ทำ เอ็ด ชีแรน ก็ทำ แต่เขาเก่งจริงๆ เพลงปีนี้ที่ผมชอบคือ นอนได้แล้ว ที่เขาทำกับฟักกลิ้ง ฮีโร่

 

ต้องยอมรับเลยว่าเขาเก่ง และจะเป็นอนาคตของศิลปินไทยอีกคนหนึ่งที่จะนำพาเพลงไทยไปอีกสเตปหนึ่งได้เลย

 

 

 

15. Drive / วิโอเลต วอเทียร์

เพลงนี้ดีมาก เนื้อเพลงโดนมาก แล้วน้องก็สวยมากด้วย วีเป็นคนมี sex appeal อยู่ ก่อนหน้านี้ก็มีเพลงที่เย้ายวนนิดๆ คือเพลง ก็แค่ไม่มีฉัน ซึ่งผมว่าเขาแสบ

 

แต่พอมาเพลง Drive เพลงนี้แสบกว่า ยิ่งดูเอ็มวีนี่เลือดสาดเลย ฟังแล้วเหมือนเพลงชื่อ Chasing Cars ของ Snow Patrol มันมีฟีลของความรักความโหยหาอยู่ในเพลง แล้วเสียงวีก็เพราะมาก

 

 

 

16. มาดามอโศก / PLOT

เพลงนี้สุดยอดแล้ว ฟังครั้งแรกคือ เฮ้ย ทำได้ยังไงวะ มันออกมาเป็น Joy Division เพลง Transmission แนวๆ นั้น เพลงมันมีพลังมาก แล้วเนื้อเพลงเนี่ยไม่รู้เรื่อง ฟังไป 3 รอบ 5 รอบก็ยังไม่รู้เรื่อง แล้วการเขียนเนื้อเพลงแบบไม่รู้เรื่องเนี่ย ฝรั่งเขาทำมานานแล้ว แต่เพลงไทยไม่เคยทำเลย มีเพลงนี้แหละ

 

“มาดามอโศก ไม่เคยเศร้าโศก” แล้วก็ไปอะไรก็ไม่รู้ ฉันตายไม่เป็น ฝันอะไร แล้วจบเพลง ฟังไปอีก 3 รอบก็ยังไม่รู้เรื่องอีก คนไทยควรจะเขียนเพลงแบบนี้ตั้งนานแล้ว ผมอยากให้เขาเป็นโมเดลเลยนะ เพลงไทยไปทางนี้เลย แล้วจะไปได้อีกเยอะ

 

 

 

ทิศทางวงการเพลงไทยครึ่งปีที่เหลือจะเป็นอย่างไร

ไม่รู้เหมือนกัน ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าน้องศิลปินที่ทำอยู่ทุกวันนี้ที่พูดมาทั้งหมดเขาก็คงยังทำเพลงต่อไป และมันก็คงมีอะไรมาท้าทายเขาหน่อย เพราะศิลปินก็เกิดใหม่อีกเยอะ

 

ผมว่าช่วงนี้เป็นขาขึ้นของวงการเพลงไทยนะ ปีที่แล้วก็ขึ้นเหมือนกัน และคิดว่าเขาจะขายโชว์ต่ออีก ถ้าเรามองวงการเพลงฝรั่ง เขาก็ขายโชว์เหมือนกัน แล้วโชว์เขาก็ต่อยอดให้วงการเพลงไปได้อีกไกล เขาไม่ได้ขายแค่ในประเทศอย่างเดียว เขาขายออกไปในตลาดโลก มันก็เลยทำให้ทุกอย่างกว้างขึ้น

 

ศิลปินไทยก็ทำได้นะ เราไปถึงญี่ปุ่นได้อยู่แล้ว หรือรอบๆ นี้อย่างลาว ไต้หวัน ก็ฟังเพลงไทย ฉะนั้นอย่างไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น นี่เราไปได้สบาย หรือจะสิงคโปร์ มาเลเซีย ก็ไปได้เหมือนกัน ตอนนี้ต้องสร้างคอนเน็กชันกันไว้จะดีกว่า เหมือนที่แสตมป์ไปสร้างไว้กับศิลปินและวงการเพลงญี่ปุ่น

 

อีกอย่างคือผมว่าศิลปินควรจะมีเยอะกว่านี้ มันจะได้มีการคัดกรอง เราควรมีศิลปินอินดี้เป็นร้อยๆ พันๆ เบอร์ แล้วมันจะคัดขึ้นมาจนได้ตัวเจ๋งๆ จริงๆ

 


 

Credits

The Host แพท บุญสินสุข

The Guest วรเชษฐ ไพศาขมาศ

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Music Westonemusic

The post เพลงและศิลปินไทยยอดเยี่ยมในครึ่งปี 2018 กับเลเล่เล้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มายด์ ลภัสลัล ไอดอลนักดูคอนเสิร์ต ที่ฝันอยากมีเทศกาลดนตรีร็อกเป็นของตัวเอง https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk15/ Fri, 15 Jun 2018 06:55:12 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=98122

ถึงจะไม่ใช่นักดนตรีหรือนักร้อง แต่ มายด์-ลภัสลัล จิรเวช […]

The post มายด์ ลภัสลัล ไอดอลนักดูคอนเสิร์ต ที่ฝันอยากมีเทศกาลดนตรีร็อกเป็นของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถึงจะไม่ใช่นักดนตรีหรือนักร้อง แต่ มายด์-ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล ก็ชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ เห็นได้จากแฮชแท็ก #ItsMildLive ที่รวมภาพคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีร้อยกว่าภาพที่เธอไปร่วมเสพมาตลอด 2 ปี

 

ไปฟังว่าแพสชันในการฟังดนตรีสดของเธอมาจากไหน และทำไมดนตรีร็อกถึงอยู่ในสายเลือดของเธอกัน

 


 

 

เดินทางไปดูมันทุกคอนเสิร์ตร็อกในไทย

ถึงแม้ว่า มายด์ ลภัสลัล จะเป็นดาราสาวหน้าหวาน แต่เธอกลับรักในดนตรีร็อกมากถึงขนาดตามไปดูคอนเสิร์ตร็อกแทบจะทุกครั้งที่มีมาจัดที่กรุงเทพฯ

 

มายด์เป็นเด็กชลบุรีที่ชอบฟังเพลงเป็นนิสัยอยู่แล้ว พอได้มาทำงานในกรุงเทพฯ ก็เลยถือโอกาสมาฟังคอนเสิร์ตวงดนตรีที่ชอบ

 

ตั้งแต่เด็ก อัลบั้มแรกที่ซื้อมาฟังคือ Ozzy Osbourne – Black Rain เพราะรู้สึกว่าปกเท่ดี ดนตรีมันมีจิตวิญญาณ ก็ไปฝึกเล่นกีตาร์ไฟฟ้า จนติดฟังเพลงร็อกงอมแงม

 

คอนเสิร์ตแรกๆ ที่เริ่มเปิดศักราชการดูของมายด์คือ Korn เมื่อปี 2015 และ Queen เมื่อปี 2016 นี้เอง จากจุดนั้นก็เป็นเวลา 2 ปีแล้วที่เธอดูคอนเสิร์ตรัวๆ จนแซงหน้านักฟังหลายคนไปเรียบร้อย

 

ไปต่างแดนเพื่อดูคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ

จากนั้นมายด์ก็เริ่มเดินทางไปดูคอนเสิร์ตวงที่ชอบถึงต่างประเทศ วงแรกคือ Red Hot Chilli Pepper ที่เทศกาลฟูจิร็อก ประเทศญี่ปุ่น โดยเธอไปคนเดียว ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่เหมาะจะไปเทศกาลดนตรีคนเดียว เพราะสะอาดและค่อนข้างปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว แถมยังมีเทศกาลดนตรีหลากหลาย เช่น Summer Sonic, Fuji Rock

 

บรรยากาศเทศกาลดนตรีญี่ปุ่นเต็มไปด้วยความเป็นระเบียบต่างจากภาพลักษณ์เทศกาลดนตรีที่มายด์คิด ที่นี่มีถังขยะแบบแยกประเภทถึง 5 ถัง ที่คนทิ้งแกะพลาสติก ฉลากขวดน้ำ ทิ้งตามถังอย่างเรียบร้อย คนต่อแถวเข้าห้องน้ำ เข้าเทศกาลกันยาวเฟื้อยแต่เป็นระเบียบ แถมเธอไปซื้อเก้าอี้สนามมาใช้ ก็วางทิ้งไว้ได้โดยไม่หาย

 

นอกจากนี้คนญี่ปุ่นยังอินกับดนตรีมาก ทำ mosh pit ก็มี แต่ไม่เถื่อนเท่ายุโรป ซึ่งก็เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะเขามักจะยืนกันนิ่งเพื่อเสพดนตรี ไม่ยกมือถือขึ้นมาถ่ายกันมากนัก แต่ก็ไม่บ้าบอ ไม่เละเทะ ไม่เมามันมากนัก

 

 

เริ่มไปดูคอนเสิร์ตต่างประเทศ

นั่นเป็นด้านของเทศกาลดนตรี แต่ด้านคอนเสิร์ตจำเพาะของศิลปิน มายด์เดินทางไปดู Rolling Stone ที่อัมสเตอร์ดัม เป็นคอนเสิร์ตแรก ด้วยความคิดว่า Rolling Stone ไม่น่าจะมาทัวร์ที่ไทยง่ายๆ และสมาชิกวงก็แก่มากแล้ว ไม่รีบดูอาจจะไม่ได้ดูอีกเลย จึงเดินทางไปดูถึงอัมสเตอร์ดัม

 

คอนเสิร์ตคราวนั้นมีแต่คนแก่เป็นส่วนมาก แต่คนยุโรปตัวสูง มายด์ก็ต้องพกรองเท้าบู๊ตส้นสูงไปด้วย ซึ่งยุโรปจะอันตรายกว่าญี่ปุ่นพอสมควร ต้องพาเพื่อนไปดูด้วยกัน

 

ส่วนทริปแรกในเอเชียคือที่มาเลเซีย ครั้งนั้นไปดู Foo Fighter เพราะมายด์ชอบ Nirvana มาก แต่ไม่สามารถดูวงเล่นสดได้ เลยเอาเป็นวงของ Dave Grohl แทนแล้วกัน ตามดูตามเก็บมากที่สุดเท่าที่จะไปได้ ทำให้ปีนั้นได้ดู Foo Fighter ถึง 4 ครั้งเลยทีเดียว

 

ซึ่งถึงแม้ว่าจะดูในทัวร์เดียวกัน นั่นแปลว่าเซตลิสต์เพลงก็ต้องคล้ายกันมาก แต่อารมณ์และบรรยากาศในการแสดงสดนั้นมันต่างกัน ซึ่งนั่นคือเสน่ห์ของการแสดงสด

 

 

เป็นสายไหนในคอนเสิร์ต

ตอนนี้มายด์เป็นสายเกาะรั้วอยู่หน้าเวที แต่ก็เฉพาะวงที่ชอบ ซึ่งการจะเกาะรั้วได้เนี่ย เราต้องแพลนช่วงเวลาที่ประตูเปิด แล้วเผื่อเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง พอประตูเปิดก็ต้องวิ่งให้เร็วที่สุด

 

มายด์เคยเกาะรั้ววง Guns n’ Roses สองรอบ ทั้งที่ไทยและที่มาเลเซีย

 

มารยาทของการดูคอนเสิร์ต

หลายคนมาดูคอนเสิร์ตแล้วไลฟ์กระจาย ทั้งเพลง ทั้งคอนเสิร์ต เราคิดว่ามารยาทในคอนเสิร์ตคือไม่ควรถ่ายคลิปเกิน 1 นาที มันคือประมาณเพลงท่อนหนึ่งพอดี แต่ไม่ควรถ่ายทั้งเพลง

 

สองคือไม่ควรคุยเสียงดัง จริงๆ ในคอนเสิร์ตมันเสียงดังได้ แต่การคุยเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับคอนเสิร์ต ไม่เกี่ยวกับศิลปิน แล้วมันรบกวนคนที่ตั้งใจเสพดนตรี ฟังศิลปินอยู่

 

ข้อที่สามคือการพกเบียร์เข้าไปดื่ม ไม่ได้ห้าม แต่ควรดูแลมันดีๆ ไม่ควรสาดเบียร์ ไม่ควรวางบนพื้นจนโดนเตะหกเลอะเทอะ มายด์เคยโดนเบียร์รดหัวเหนียวหมด

 

หนักสุดที่มายด์เคยเจอคือ เหมือนผู้ชายแถวนั้นเขาเมาแล้วปวดฉี่ ไม่อยากออกไปห้องน้ำ ก็ควักอวัยวะออกมาฉี่ใส่แก้ว ติดตามาก

 

ยังมีอีกหลายวงที่อยากดูแต่ยังไม่ได้ดู ทั้ง Black Sabbath, AC/DC, Metallica, Kiss

 

 

 

ช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ กับคอนเสิร์ตที่คาดว่าจะดู

มี Iron Maiden, Ozzy Osbourne, และ Paul McCartney จริงๆ อยากดู The Beatles แต่ดูเซอร์พอลก็ยังได้อารมณ์แบบเก่าๆ เหมือนกัน แล้วก็ Metallica

 

วิธีเก็บคอนเสิร์ตของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนเน้นเก็บประเทศใกล้ๆ ก่อน บางคนเก็บศิลปินที่อายุมากๆ ก่อน บางคนเน้นไปดูตามเฟสติวัล ก็แล้วแต่คน

 

อย่างมายด์จะชอบไปเฟสติวัล เพราะบรรยากาศคนดูมันดี ช่วงเปลี่ยนเวทีจะเห็นคนอินไปกับดนตรีเต็มไปหมด ดีมาก แต่ก็มีเงื่อนไขเหมือนกันว่าต้องมีวงที่เราชอบ 5 วงขึ้นไปถึงจะคุ้มไปเฟสติวัล

 

ตอนนี้จะอยากไปเทศกาล Burning Man ซึ่งเป็นเทศกาลที่รวมทั้งคอนเสิร์ต แฟชั่น ศิลปะ เอาไว้ด้วยกัน แล้วไปจัดกลางทะเลทราย มันต้องเตรียมตัวเยอะ แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับดนตรีโดยตรงแต่คนที่ชอบงานอาร์ตก็ควรไป

 

เอาจริงๆ ตอนนี้วงที่คิดว่าจะดูเนี่ยก็เกือบครบแล้ว ก็อาจต้องลิมิตตัวเองว่าจะดูกี่วงดี ประกอบกับที่เราไม่ใช่คนที่ชอบช้อปปิ้งขนาดนั้น ก็เอาเงินมาลงกับคอนเสิร์ตนี่แหละ

 

 

มายด์ ลภัสลัลมิวสิกเฟสติวัล?

ถ้ามีเทศกาลดนตรีเป็นของตัวเองมายด์อยากจะจัดที่พัทยา 3 วัน เพราะหนึ่งก็ใกล้บ้าน อีกอย่างก็มีเทศกาลดนตรีอย่าง Wonderfruit อยู่แล้ว มีที่ทางดี ไม่รบกวนชาวบ้านเท่าไร

 

ส่วนไลน์อัพดนตรี ช่วงหลังเริ่มฟังฮิปฮอปมากขึ้น ก็น่าจะมี Travis Scott เพราะชอบ ส่วนเฮดไลน์ก็ต้องมี Foo Fighter แน่นอน เอาไว้ปิดท้ายคืนวันอาทิตย์ ให้วง Phoenix เป็นวงช่วงวันแรก เพราะก็ยังเบาๆ หน่อย เฮดไลน์อีกวงก็ต้องเป็น Metallica อ้อ แล้วช่วงนี้ก็ชอบ Tash Sultana ด้วย ประมาณนี้

 

 

 

ติดตามมายด์ ลภัสลัล ได้ที่ Facebook / Twitter / Instagram

 


 

Credits


The Host แพท บุญสินสุข

The Guest ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Graphic Design Interns ธัญญา ศิริสัมพันธ์, พันธิตรา หอมเดชนะกุล

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic

The post มายด์ ลภัสลัล ไอดอลนักดูคอนเสิร์ต ที่ฝันอยากมีเทศกาลดนตรีร็อกเป็นของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
20 ปีในเบื้องหลัง กับประสบการณ์ของดาโน่ ดนัย โปรดิวเซอร์ผู้ปลุกปั้นวง Klear https://thestandard.co/podcast/eargasmdeep14/ Fri, 08 Jun 2018 08:36:53 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=96191

อาชีพโปรดิวเซอร์ต้องทำอะไรบ้าง และเส้นทางที่จะมุ่งหน้าไ […]

The post 20 ปีในเบื้องหลัง กับประสบการณ์ของดาโน่ ดนัย โปรดิวเซอร์ผู้ปลุกปั้นวง Klear appeared first on THE STANDARD.

]]>

อาชีพโปรดิวเซอร์ต้องทำอะไรบ้าง และเส้นทางที่จะมุ่งหน้าไปเป็นอาชีพผู้บงการเบื้องหลังของวงการเพลงนี้ต้องทำอย่างไร ไปฟัง ดาโน่-ดนัย ธงสินธุศักดิ์ โปรดิวเซอร์มือทอง ผู้ปลุกปั้นวงดังอย่าง Klear หรือ Retrospect เล่าเส้นทางสายอาชีพของเขาให้เราฟัง

 


 

 

ก่อนดาโน่จะเป็นโปรดิวเซอร์

ช่วงแรกที่เริ่มเข้าสู่แวดวงดนตรีคือการตั้งวงฟอร์มวงกับเพื่อนตอนมัธยม เพราะฟังเพลงจากพี่ๆ ที่บ้านมาตั้งแต่เด็ก ทั้งเพลงฝรั่งอย่าง บอน โจวี หรือเพลงการ์ตูน แต่เพลงที่ Touch จริงๆ คือพวกคาราบาว หรือ ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ หรือช่วงนั้นเทปเพลงที่เห็นในบ้านก็จะเป็นพี่เต๋อ เรวัต หรือคีตกวี เป็นต้น เราก็หล่อหลอมซึมซับจนได้มุ่งหน้าไปทางดนตรีเอง

 

พอมาเลือกฟังเอง ไม่ได้ฟังตามพี่ๆ ช่วงนั้นก็เล่นดนตรี ประกอบกับที่บ้านทำธุรกิจให้เช่าเครื่องดนตรี ทั้งพวกแอมป์ ไมค์ มิกเซอร์ ที่บ้านก็มีกีตาร์ไฟฟ้าวางอยู่ ก็เลยหัดเล่น ทีนี้ก็มีเพื่อนที่โรงเรียนเอากีตาร์มาหัดเล่นที่บ้านเรา แล้วบอกพี่สาวเราว่าเราเล่นกีตาร์ไม่ได้หรอก นิ้วสั้น เราก็เกิดแรงฮึดขึ้นมา

 

เราเป็นเด็กที่ฟังเพลงแล้วเปิดดูปกเทปว่ามีทีมงานเป็นใครบ้าง ใครทำอะไรบ้าง ใครมิกซ์ อัดที่สตูดิโอไหน รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เป็นไปโดยธรรมชาติ

 

ตอนนั้นรู้สึกว่าเราไม่มีพรสวรรค์ด้านการเล่น แต่อยากแต่งเพลง ประกอบกับพี่ปู พงษ์สิทธิ์ มาเล่นที่โรงเรียน เลยเริ่มแต่งเพลงเลียนแบบพี่ปู ซึ่งช่วงแรกก็ต้องเลียนแบบก่อนล่ะ แล้วค่อยพัฒนาสู่การเรียนรู้

 

เบนเข็มสู่วงการดนตรี

ช่วงนั้นเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 ก็พบว่าเราไม่ชอบทำงานด้านโฆษณาที่เรียนมาเนี่ยหรอก สิ่งที่เราควรไปเรียนคือด้านโปรดักชันมากกว่า ก็เลยเรียนให้จบ แล้วก็หมกมุ่นกับการฟังเพลงมากขึ้น อ่านนิตยสารดนตรี วิดีโอแสดงสดคอนเสิร์ตซึ่งทำให้เราอินในดนตรีขึ้นไปอีก

โปรดิวเซอร์คือใคร

เอาง่ายๆ คือถ้ามองว่าเพลงคือโปรดักต์ โปรดิวเซอร์คือคนที่ต้องทำยังไงก็ได้ให้โปรดักต์นั้นเสร็จ ไม่ว่าจะทำเอง แต่งเพลงเอง หาคนมาร้อง ดูว่าโปรดักต์ที่จะเสร็จหน้าตาเป็นยังไง ได้ยินเสียงยังไง โยงใยทุกคนมาทำให้งานนี้เสร็จ

 

หรือเดี๋ยวนี้ที่ฮิปฮอปเริ่มฮิต ถ้าเทียบกับดนตรีฮิปฮอป คนที่ทำบีตของวงการฮิปฮอปก็คือโปรดิวเซอร์

 

แต่ก็ไม่ใช่ว่าโปรดิวเซอร์ต้องทำทุกอย่างเอง หรือทำเพลงเอง อย่างริก รูบิน (Rick Rubin) โปรดิวเซอร์ระดับโลก เขาเป็นโปรดิวเซอร์ที่ทำงานในมุมมองของแฟนเพลง เขาเหมือนจะเล่นกีตาร์พอเป็นอยู่ แต่แต่งเพลงไม่เป็น เล่นเครื่องดนตรีแทบไม่เป็น แต่เขารู้ว่าวงคุณต้องทำอย่างนี้ สมมติเขาอยากมอง Red Hot Chili Pepper หรือ Black Sabbath เขาจะมองว่าเขาอยากได้ยินเพลงอะไรจากคนคนนี้ เขาไม่แคร์เลยว่าคุณจะทำได้หรือไม่ แต่ด้วยความคาดหวังของแฟนเพลงแล้วเขาอยากได้ยินแบบนี้

 

เขาเหมือนแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แต่เขาอยู่ในเนื้องาน เขาเป็นคนฟันธงงาน เป็นคนบอกว่าโปรดักต์นี้เสร็จแบบนี้ เอาแบบนี้

 

โปรดิวเซอร์เหมือนเป็นพาร์ตเนอร์กัน บางทีวงก็ต้องหาสิ่งที่ขาดในตัวโปรดิวเซอร์ให้มาเติมสิ่งที่วงมองหาอยู่

 

ผลงานโปรดิวซ์ของดาโน่

งานแรกที่คนรู้จักกันน่าจะเป็นงาน Little Rock Project (โปรเจกต์ของแกรมมี่ในปี 2546 ที่นำวงป๊อปร็อกชั้นนำในยุคนั้นมาร้องเพลงของวงไมโคร) ส่วนงานที่เรียกว่าแจ้งเกิดเราจริงๆ ในฐานะโปรดิวเซอร์ เราได้ทำงานตั้งแต่เริ่มต้น เลือกวงจริงๆ คือ Retrospect อัลบั้มแรก เหมือนเราโตไปด้วยกัน แฟนเพลงก็ให้เกียรติเรา

 

เราอยากทำงานเบื้องหลังมาตั้งแต่แรก คิดไปว่าการมาเป็นศิลปินออกเทปจะทำให้ได้รู้จักพี่ๆ ที่ทำงานเบื้องหลัง และทำให้ได้ทำงานเบื้องหลังในที่สุด เรารู้สึกว่าเราไม่ใช่คนที่อยู่บนเวที ไปเล่นก็เขินๆ

 

ต่อมาก็ได้ไปโปรดิวซ์ให้วง Klear ซึ่งพูดตามตรงว่าในช่วงแรกแพท (นักร้องนำวง Klear) เป็นคนปิดตัวเองและไม่ค่อยสื่อสารในทางบวกกับคนฟังเท่าไร แต่ก็โชคดีที่ช่วงนั้นเหมือนแพทจะเริ่มเปิดขึ้นนิดๆ ด้วยการโทรหาเราก่อนเพื่อทำความรู้จักกัน

 

พอทำงานร่วมกันสักพัก เราก็เห็นว่าแพทร้องเพลงเพราะมาก ซึ่งไม่เหมือนที่วงเคยทำชุดแรกที่ร็อกมาก ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของเสียงเพราะๆ ของแพทเท่าไร จึงทำให้วงได้มีเพลงฮิตๆ อย่าง รักไม่ต้องการเวลา

 

 

นินจาในเงามืด

เราอยากซ่อนอยู่ข้างหลัง อยู่ในงานทุกๆ งาน แต่ไม่ได้เอาหน้าไม่ได้ใส่สไตล์ของเราลงไปจนคนจำได้ว่านี้งานเรา งานดาโน่แน่ๆ

 

เราไม่ได้โชว์ความเป็นเรา แต่ถ้าใครอยากได้ส่วนผสมแบบเราก็ค่อยมาหา มาทำงานร่วมกันดู

 

แต่ถ้าถามถึงงานที่เราไม่อยากทำก็คงเป็นศิลปินที่อะไรยังไงก็ได้จนเกินไป เพราะงานของเราจะยากมากๆ เพราะเขาจะไหลไปตามที่เราเสนอหมด แล้วก็หาตัวตนไม่เจอ

 

พูดตามตรง การเป็นวงดนตรีไม่ควรมีประชาธิปไตย บางครั้งการแชร์กับเพื่อนมันทำให้เราไม่ได้ฟันธงอะไรสักที ไม่มีคนที่ดูภาพรวมของงาน ทุกอย่างโหวตหมด มันก็ไม่เสร็จเสียที

 

จากโปรดิวเซอร์สู่ผู้บริหารค่ายเพลง

พอทำงานโปรดิวเซอร์สักพักหนึ่ง คนก็มักจะเชียร์ให้เปิดค่ายเพลง ซึ่งจริงๆ เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดจะทำเลย มันเป็นการออกจากคอมฟอร์ตโซนมากๆ จึงได้มาทำงานที่ค่าย Wayfer Records ที่มีศิลปินอย่าง Boom Boom Cash, Annalynn, TELEx TELEXs, D Gerrard และ Wonderframe

 

ตอนนี้ทำมาทุกตำแหน่งแล้ว ตั้งแต่นักดนตรี โปรดิวเซอร์ และผู้บริหารค่ายเพลง แต่ก็ยังฟังเพลงอยู่ เน้นฟังเพลงที่ชอบ ไม่ได้ฟังเพื่อตามว่ากระแสทุกวันนี้เป็นอย่างไรอย่างเดียว

 

แต่บางครั้งเวลาที่ฟังเพลงออกไปจากคอมฟอร์ตโซนของเรา โดยเฉพาะเวลาที่ Spotify มัน Shuffle มาเนี่ย ก็ยังเจอเพลงใหม่ๆ ที่ชอบนะ แม้จะไม่ใช่เพลงร็อกที่เราชอบมากๆ มาตั้งแต่เมื่อก่อนก็ตาม

 

ทุกวันนี้ไม่ได้ทำงานโปรดิวเซอร์เท่าไรแล้ว แต่ก็ยังอยากเจอวงที่เราอยากทำให้อยู่นะ ถ้าเรายังเห็นหน้าที่เราอยู่ในนั้นว่าเราทำอะไรให้เขาได้ เราก็อยากทำ

 

 

 

ดาโน่เคยเล่นอยู่วง Noir ที่มีเพลง เข็ด ในอัลบั้ม Intro 2000 เป็นวงเดียวที่ไม่มีนักร้อง เลยเชิญพลพล พลกองเส็ง มาร้องในเพลงร็อกเพลงนี้

 


 

Credits

 

The Host แพท บุญสินสุข

The Guest ดนัย ธงสินธุศักดิ์

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic

The post 20 ปีในเบื้องหลัง กับประสบการณ์ของดาโน่ ดนัย โปรดิวเซอร์ผู้ปลุกปั้นวง Klear appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังสีสันของ Scrubb กับฤดูกาลรอบที่ 18 ของวง https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk13/ Fri, 01 Jun 2018 07:55:26 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=94584

ตลอด 18 ปี กับ 7 อัลบั้มที่ผ่านมา วง Scrubb มีผลงานเพลง […]

The post เบื้องหลังสีสันของ Scrubb กับฤดูกาลรอบที่ 18 ของวง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอด 18 ปี กับ 7 อัลบั้มที่ผ่านมา วง Scrubb มีผลงานเพลงฮิตมาไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเพลงทุกอย่าง ใกล้, คู่กัน, คำตอบ และอีกมาก วันนี้บอลและเมื่อยกลับมาอีกครั้งกับอัลบั้มใหม่ Season ที่พกพาสีสันใหม่ๆ ด้วยการทำงานกับทีมงานใหม่ๆ และเพลงแบบใหม่ๆ ที่ทั้งสองอยากลองทำ

 

 

วงที่มีงานต่อเนื่องมาถึง 18 ปี

ตอนนี้เราทำงานกันมาทั้งหมด 18 ปี นับตั้งแต่วันแรกที่เราเอาซีดีไปวางที่ร้านโดเรมีสยาม ตอนเดือนพฤศจิกายน

 

อัลบั้มล่าสุดเป็นอัลบั้มที่ 7 ชื่อว่า Season ซึ่งตั้งใจให้พ้องเสียงกับคำว่าสีสัน เมื่อยเป็นคนที่ชอบคิดคำที่อ่านเป็นไทยก็ได้อังกฤษก็ได้ไว้ในหัว คำนี้ก็เอามาเสนอแล้วก็สะดุดพอดี

 

เมื่อยเป็นคนที่มีคลังคำแบบนี้ในหัวเยอะมาก เช่น Club-ครับ, Kid-คิด หรืองาน Dude-ดูด ก็ตาม

 

พูดถึงอัลบั้มใหม่ Season

ปล่อยซิงเกิลออกมาทีเดียวติดกันคือเพลง ฤดู และ ดวงตะวัน ซึ่งทางวงรู้สึกว่าศิลปินต่างชาติก็ไม่ได้ซีเรียสกับการปล่อยซิงเกิลแล้วว่าต้องมีระยะเวลาการปล่อยเป็นมาตรฐาน อย่างวง Muse ก็ปล่อยซิงเกิลออกมาติดๆ กัน แล้วก็ประกาศเวิลด์ทัวร์เลย

 

หลายๆ วงเริ่มทำแบบนี้เยอะขึ้นแล้ว ให้เห็นความแตกต่างระหว่างวงที่ปล่อยซิงเกิลกับวงที่จะปล่อยอัลบั้ม

 

 

อะไรที่วงอายุ 18 ปีรู้สึกว่ายังไม่เคยทำ

ถ้าส่วนตัวเมื่อยทำมาหมดแล้ว และยังมีโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่คิดอยากทำอีกมาก ก็มีงานอีเวนต์ที่ให้ศิลปินหน้าใหม่ๆ มาเล่นเพลงตัวเอง

 

ส่วนทางบอล มีงานบริหารค่ายเพลง What The Duck อยู่ด้วย แต่ในนาม Scrubb นั้น ก็ยังดีใจที่วงยังอยู่ถึงทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ไม่กล้าคิดด้วยซ้ำว่าจะได้เล่นดนตรีเป็นอาชีพ และยังได้ทำอยู่จนปัจจุบัน

 

ให้มันเป็นหน้าบ้านของสองคน ว่าถ้าเห็นหน้าบอลกับเมื่อยรวมกับฟั่น-โกมล บุญเพียรผล (โปรดิวเซอร์คู่ใจของวง) ก็แปลว่ามันเป็นงานของ Scrubb

 

ตอนนี้มันเหมือนเป็นเฟสที่ 3 ของ แล้ว ซึ่งแม้แต่ละคนก็มีงานส่วนตัวของตัวเองแยกกันไป แต่ก็ยังว่าด้วยเรื่องของเพลงอยู่

 

การต่อยอด หรือส่งไม้ต่อให้น้องๆ ก็ยังสำคัญ

 

เฟสที่ 3

คิดว่าเฟสที่ 1 คือการเริ่มต้น ซึ่งก็ยังงงๆ อยู่ แต่ก็สนุกดี เฟสที่ 2 เป็นยุคที่เรามีตัวตนแล้วแล้วจะทำยังไงต่อ เริ่มมีคนรู้จักแล้ว วงไม่ใช่หน้าใหม่ที่คนกรี๊ดกร๊าดแล้ว ก็ต้องคิดว่าต้องสร้างงานแบบไหน พอตอนนี้เกือบจะ 20 ปีแล้ว ก็มาคิดว่านี่น่าจะเป็นก้าวต่อไปแล้วนะ

 

เฟสสามก็เป็นเรื่องของการที่วงเห็นแล้วว่าเหลี่ยมมุมของวงการ หรืองานที่ทำอยู่นี่มันเป็นประมาณไหน ต่อไปก็ไปดูเรื่องความสนใจของแต่ละคนที่ต่อยอดออกไปอีกนั้นเป็นอะไร ทำให้เห็นงานในพาร์ตอื่นๆ ของเมื่อย บอล หรือฟั่นอีก

 

และเมื่อถึงเวลาที่สมควรก็จะได้เห็นทุกคนในฐานะ Scrubb อีก

 

 

Scrubb เหมือนงานกลุ่ม

แม้ว่าจะโปรโมตว่ามีสมาชิก 2 คน แต่ฟั่น โกมล ก็เป็นคนที่เมื่อยและบอลยกให้เป็น Scrubb คนที่สาม ซึ่งร่วมทำงานด้วยกันมานาน เหมือนงานกลุ่มที่ทำกัน 3 คน แบ่งเครดิตกัน 33.33% จังหวะที่คิดได้แบบนี้ทุกอย่างก็สว่างเลย

 

เชื่อว่าทุกวันนี้คนฟังไม่ได้ต้องการวงที่เล่นดีแล้ว เขาต้องการคนที่เล่นได้อารมณ์มากกว่า

 

ซึ่งเมื่อก่อนเมื่อยไม่เคยบิลด์อารมณ์ก่อนเล่นเลยนะ แต่ตอนนี้อายุมากแล้ว เมื่อยก็เริ่มเซฟคลิปวอร์มเสียงในยูทูบมาวอร์มก่อนขึ้นเล่นแล้ว

 

ตอนเมื่อยจัดงาน ‘ดูด’ ครั้งแรก ก็เหมือนโดนรุ่นน้องตบหน้าด้วยการที่วง Monomania ส่งไรเดอร์ ลิสต์อุปกรณ์มาเหมือนวงต่างประเทศเลย นั่นคือตอนที่ทำวงเป็นปีที่ 16 แต่วงไม่เคยทำแบบนี้เลย

 

ทำให้เมื่อยเกร็งไปเลย ซึ่งมันดี วงเดี๋ยวนี้รู้อะไรเยอะมาก

 

18 ปี เปลี่ยนไปหรือคงไว้ซึ่งสไตล์เดิม

เหมือนที่เคยตอบไปว่า คืองานกลุ่มที่เมื่อยมีหน้าที่ทำเดโมไปเรื่อยๆ จนบอลมาสะดุดเพลงไหน แล้วก็เอาไปทำต่อ จนไปลุยกับพี่ฟั่นอีกที

 

เนื้อเพลงน่าจะคงไว้เป็นสไตล์ของเมื่อย ซึ่งทำให้ส่วนดนตรีเนี่ยแหละที่มีความเป็นยุคสมัย

 

บอลจะชอบมีการบ้านส่วนตัวในการทำงานเสมอ อะไรที่ชอบก็คงไว้ แต่อะไรที่เป็นสิ่งใหม่ เป็น innovation ในยุคนั้นๆ ที่เราสนใจก็พยายามเอามาผสมด้วย แต่ก็ยอมรับว่าไม่ได้สำเร็จไปเสียทุกครั้ง

 

บางครั้งใส่เข้าไปก็ได้ผลลัพธ์เหมือนเพลงเดิมๆ แต่บางครั้งใส่เข้าไปก็รู้สึกเหมือนไม่ใช่เพลง Scrubb เลยถ้าไม่มีเสียงเมื่อย

 

อัลบั้ม Season กับทีมงานใหม่

อัลบั้มนี้มีการทำงานกับทีมงานใหม่ๆ ด้วยเช่น ปกป้อง Plastic Plastic ที่มาช่วยทำซาวด์

 

คือก่อนหน้านี้วงมักจะขึ้นงานที่ห้องพี่ฟั่น ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ทำแบบนั้นแหละ แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่มากขึ้นทำให้รวมตัวกันยากขึ้นมาก เลยไปหาพื้นที่อีกที่ที่เอาไว้ขึ้นงาน

 

โชคดีที่น้องเพลง (วง Plastic Plastic) เล่นแบ็กอัพให้วงมานานแล้ว เลยพลอยรู้จักกับปกป้องไปด้วย ซึ่งบอลก็จับตามองปกป้องมานานแล้วว่าเด็กคนนี้มีของมากๆ ฟีลเหมือนตอนที่เจอกับกิจแจ๊ซ (โปรดิวเซอร์ สิงโต นำโชค, Hers และอีกหลายวง) บอลบอกเลยว่าให้จับตามองอีก 5 ปี ปกป้องจะเป็นปีศาจ

 

ซึ่งที่น่ากลัวมากคือช่วงขั้นตอนการอัดเพลง ขึ้นเพลง นั่งฟังเรฟเฟอเรนซ์กัน ปกป้องไม่เคยเปิดเพลงซ้ำเลย มันเป็นคนที่มีคลังเพลงในหัวเยอะมาก บางทีบรีฟกันว่าอยากได้เพลงประมาณนี้แล้วอธิบายภาพไม่ถูก มันก็เปิดเพลงเลย ซึ่งไม่เคยซ้ำเลยสักเพลง

 

อีกอย่างคือปกป้องไม่มีลูกเกรงใจเลย เป็นเด็กกวนตีนคนหนึ่ง ซึ่งเก่ง กวนตีนเท่าที่มันเก่ง มันจะคอยตั้งคำถามกับวงว่าทำไมต้องเล่นแบบนั้นแบบนี้ ไม่เล่นแบบนี้ได้ไหม ทำไมไม่ทำแบบนี้ แล้วก็เปิดเรฟเฟอเรนซ์ให้ฟัง แรกๆ ก็ขัดใจนะ แต่สุดท้ายก็สนุกดี

 


ฟังรายการ Eargasm Deep talk พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 


 

Credits


The Host
แพท บุญสินสุข

The Guest ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ, ต่อพงศ์ จันทบุบผา

 

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic

The post เบื้องหลังสีสันของ Scrubb กับฤดูกาลรอบที่ 18 ของวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โหมโรง เดอะมิวสิคัล ละครเวทีที่อยากให้รากของดนตรีไทยเติบโตไปพร้อมกับปัจจุบัน https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk12/ Fri, 25 May 2018 06:32:46 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=93267

“ทำไมวัยรุ่นจะสะพายซอสีชมพูเดินห้างไม่ได้”   คือคำ […]

The post โหมโรง เดอะมิวสิคัล ละครเวทีที่อยากให้รากของดนตรีไทยเติบโตไปพร้อมกับปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ทำไมวัยรุ่นจะสะพายซอสีชมพูเดินห้างไม่ได้”

 

คือคำถามที่ ครูเอ้-อัษฎาวุธ สาคริก ทายาทรุ่นเหลนของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ฝากไว้ในพอดแคสต์นี้ ซึ่งก็เหมือนตั้งคำถามไปถึงวัฒนธรรมอื่นๆ ของประเทศด้วยว่า ของคลาสสิกที่มีอยู่ก็น่าคงไว้ แต่ของใหม่ๆ ที่อยากจะสร้างสรรค์ทำไมถึงยังไม่มี

 

คุยกับ ครูเอ้ และ พีท-ปิติพงษ์ ผาสุขยืด นักแสดงจาก โหมโรง เดอะมิวสิคัล ในเรื่องดนตรีไทยและเบื้องหลังละครเวทีเรื่องนี้

 


 

 

 

ที่มาของละครเวที โหมโรง เดอะมิวสิคัล

ครูเอ้ อัษฎาวุธ เขียนหนังสือชีวประวัติของหลวงประดิษฐ์ไพเราะขึ้นมาเล่มหนึ่ง ขายไม่ได้เลย จนกระทั่งวันหนึ่งพี่อิท อิทธิสุนทร ผู้กำกับภาพยนตร์เดินทางมาหาครูเอ้ที่บ้านเพื่อเอาหนังสือเล่มนี้ไปสร้างเป็นหนังเรื่อง โหมโรง (2547) ขึ้นมา ซึ่งจุดกระแสดนตรีไทยขึ้นมาได้ระยะหนึ่งเลย

 

ซึ่งในความเห็นของครูเอ้ ดนตรีไม่มีแบ่งไทย-สากล อย่างในภาพยนตร์และละครเวทีก็มีฉากเล่นเปียโนคู่กับระนาด ซึ่งทำได้ แต่ก็อาจต้องมีทางทฤษฎีบ้าง เช่น การจูนคีย์ให้เข้ากัน ฯลฯ

 

ดนตรีไทยกับชีวิตคนไทย

พีทเคยเล่นดนตรีไทยอยู่ในช่วงเรียนในโรงเรียนประถม ก็เห็นว่าการเล่นดนตรีไทยขาดสังคมและการสนับสนุน ด้วยความเห็นของผู้ปกครองที่คิดว่าดนตรีไทยเชย อีกทั้งยังไม่มีพื้นที่ให้แสดงออก การแข่งขันน้อย อย่างเวลาดูใน โหมโรง จะเห็นว่ามีการดวลกัน ซึ่งมันสนุก แต่พอปัจจุบันไม่มีการแข่งการดวลที่แพร่หลาย หลายคนก็ไม่รู้สึกว่ามันสนุก

 

ละครเวทีโหมโรง

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่มีละครเวทีเรื่อง โหมโรง ซึ่งครั้งแรกที่ทำรู้สึกว่ายาก ทั้งการขนย้ายเครื่องดนตรีไทย ระนาดนี่ก็หนักนะ ขนยาก แต่ก็พอทำได้ แต่สิ่งที่ยากคือพระเอกที่ต้องเล่นระนาดได้ ร้องเพลงได้ หน้าตาเป็นพระเอกได้ หลังจากแคสต์อยู่นานก็ได้ อาร์ม กรกันต์ มาเล่นจนได้

 

เพลงละครเวทีก็ได้ทั้ง สังข์-ธีรวัฒน์ อนุวัตรอุดม ผู้กำกับละครเวที โหมโรง, บอย ตรัย, ประภาส ชลศรานนท์ ฯลฯ ช่วยๆ กันทำหลายฝ่าย

 

ด้วยความที่ในภาพยนตร์ไม่ได้มีเพลง ก็ต้องแต่งเพลงขึ้นมาใหม่ และการเลือกว่าจุดไหนจะมีเพลงก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

 

บางครั้งการเล่าด้วยเพลงมันเร็วหรือช้ากว่าการพูดธรรมดา อย่างเช่นฉากที่นายศรเล่นระนาดอยู่แล้วโตขึ้นมาเป็นหนุ่มในทันที หรือว่าฉากที่นายศรพบกับแม่โชติแล้วตกหลุมรักกัน เขาก็จีบกันด้วยเพลง ไม่ได้บอกรักกันต่อหน้าด้วยซ้ำ พูดถึงดอกลั่นทม แต่ก็ทำให้คนดูทั้งหมดเข้าใจไปกับเพลงด้วย

 

 

ก้าวต่อไปจากโหมโรง

ครูเอ้เพิ่งได้คุยกับสังข์ ผู้กำกับว่า อยากมีโปรเจกต์ที่สานต่อแนวคิดของ โหมโรง สังข์พูดว่า “อย่าให้มันหายไปนะ” แต่เรื่องเล่าคราวนี้อาจไม่ได้ย้อนกับไปดูชีวประวัติของศิลปินไทยในอดีตแล้ว แต่มาดูในปัจจุบันนี่แหละว่าอยู่กันอย่างไร ดนตรีไทยมีพื้นที่อย่างไร ตั้งคำถามกับปัจจุบันนี่แหละ

 

ทำไมเด็กจะหิ้วซอเดินห้างไม่ได้ จะมีซอสีชมพูสีแดงไม่ได้ล่ะ ในฐานะคนทำละครเราก็ทำได้เท่านี้ล่ะ ทำสิ่งที่เราทำได้ ก็ต้องฝากไปถึงคนที่ทำสิ่งอื่นๆ ได้ด้วย ที่จะเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่สวยงามและน่าสนใจ จะสนับสนุนไปทางไหนดี

 

มันก็ต้องปรับหลายฝ่าย ทั้งคนเล่นดนตรี ครูดนตรี สังคมด้วย ช่างทำเครื่องดนตรีด้วย ก็ต้องเข้าใจว่าพอมันเป็นงานศิลปะมันก็ไม่สามารถไปกรอบมันให้อยู่แค่ในขนบไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นมันก็จะได้อยู่แค่นั้นแหละ

 

เอาง่ายๆ ทุกวันนี้แค่ถามว่าอยากได้ระนาดไปซื้อที่ไหน ก็จบแล้ว นึกไม่ออก

 

 

มายาคติของดนตรีไทย

จริงๆ เครื่องดนตรีจะสีอะไรก็ได้นะ จะเป็นแฟชั่นก็ได้ ไม่มีปัญหา

 

แต่เอาเข้าจริง การบอกว่าอย่าแตะ อย่าเปลี่ยนแปลงมันก็มีประโยชน์ของมัน แต่เรากลับไม่มีการอธิบายต่อว่า แล้วถ้าจะแตะต้องทำอย่างไร มันถูกบล็อกไว้แค่อย่าแตะ ทำให้ไม่มีคนคิดอะไรใหม่ๆ เพลงใหม่ๆ เครื่องดนตรีใหม่ๆ การผสมวงใหม่ๆ

 

แต่ถามจริงๆ ดนตรีไทยมันต้องเป็นแฟชั่นไหม ก็อาจจะไม่จำเป็นนะ เหมือนชาเขียวที่คุณจะกดตู้กินก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันถ้าคุณอยากรู้วิธีการชงชาเจ๋งๆ แบบคลาสสิก คุณก็ต้องขึ้นเขา แต่งตัว ทำพิธีอะไรก็ว่าไป

 

เอาเป็นว่าเอาให้อยู่แล้วกัน ให้มันอยู่ถูกที่ถูกทาง

 

คนไทยติดกับความคิดว่า หนึ่ง ดนตรีไทยสูงส่ง แตะต้องไม่ได้ สอง ดนตรีไทยมากับเรื่องผี ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเริ่มจากไหน แต่ภาพยนตร์ไทยทำซ้ำเรื่องความน่ากลัวของดนตรีไทย ผีไทยเสมอ ถ้าดึกๆ เสียงกีตาร์ลอยมาเราคงไม่กลัวเท่าเสียงซอนะ

 

แต่สุดท้ายถ้าลองเสพแล้วไม่ชอบดนตรีไทย ก็ไม่เป็นอะไรนะ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ แต่อยากให้ลองให้รู้ก่อน เพราะเราถูกบล็อกด้วยความไม่รู้

 

จริงๆ ทางเลือกมี แต่เราโดนจำกัดด้วยสื่อที่เราเสพ

 

อนาคตของดนตรีไทย

การสร้างพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ของตัวศิลปินหรือพื้นที่ของผู้ที่เสพ ผู้ที่ฟัง ผู้ที่อยากจะเรียน ก็ต้องให้เข้ามาเจอกัน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามสื่อสารสิ่งที่มีในปัจจุบันว่าต้องปรับอะไรบ้าง ให้มันมาประสานกัน ระหว่างของคลาสสิกกับของใหม่

 

วัฒนธรรมเองก็ต้องรองรับปัจจุบันด้วย คุณต้องสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ แทนที่จะร้องเพลงเนื้อหาเก่าๆ เดิมๆ ที่ห่างไกลไปแล้ว ก็ต้องร้องเพลงที่ร่วมสมัยด้วยในส่วนหนึ่ง ส่วนที่เป็นคลาสสิกก็อยู่ไป อนุรักษ์ไป

 

ทำไมลูกทุ่งอยู่ได้ แข็งแรง เพราะเขาพูดเรื่องปัจจุบัน มีปัญหา มีคอนเทนต์อะไรก็ใส่ลงในเพลง แล้วมันก็อยู่ได้ และถ้าคนชอบก็จะลงลึกไปเรื่อยๆ เอง

 

จริงๆ ท่านครู (หลวงประดิษฐ์ไพเราะ) เป็นตัวอย่างของคนที่บิด เป็นกบฏ แต่กบฏด้วยพื้นฐานของความรู้ ความรัก ความเคารพ บางคนเนี่ยเป็นกบฏโดยที่ไม่มีความรู้ มันก็เฉไฉผิดทาง ก็โดนต้านได้ง่าย ฉะนั้น ช่วยรักมันหน่อย หาความรู้กับมันหน่อย แล้วเราจะกบฏได้

 

 

รายละเอียดในละครเวที โหมโรง

การดีไซน์ดนตรีใน โหมโรง ก็มีการแบ่งให้ต่างกันอยู่ อย่างในฉากประชันกัน เสียงระนาดของขุนอินก็เล่นแบบวางมือห่างกัน 1 ออกเตฟ โด-โด แล้วก็ตีให้ดุดันแข็งแรง ส่วนนายศรก็วางให้มีการรัว มีเทคนิคต่างๆ มากกว่า

 

ซึ่งถ้าย้อนไปถึงในภาพยนตร์ เราดีไซน์มากกว่าขึ้นอีก เช่น ไม้ที่ใช้ตี ที่มีการเปลี่ยนไม้ เปลี่ยนผืนระนาดให้เสียงออกมาต่างกัน

 

พีทรู้สึกว่าละครเวทีเรื่องนี้ใช้ทีมงานเยอะมาก แต่กลับมีระเบียบดีมาก ทุกคนรับผิดชอบหน้าที่ตัวเองได้ดี มีครั้งหนึ่งที่พื้นฉากแตก ทีมงานก็ซ่อมกันหลังเวทีตรงนั้นเลยให้ทันใช้งานฉากต่อไป

 

แต่กระนั้นก็ยังมีคนที่เล่นหลายๆ บทอยู่ อย่างเช่น คุณพ่อของจูนจูนที่เล่นหลายบท ทั้งเล่นเป็นพ่อทิวตอนแก่ และยังเล่นเป็นสมเด็จฯ ของขุนอินอีกด้วย

 

อีกรายละเอียดที่หลายคนไม่รู้คือเครื่องดนตรีครึ่งแรกของละครจูนเป็นคีย์บีแฟลต (Bb) ทั้งหมด แต่พอเข้าครึ่งหลังก็เปลี่ยนเป็นเครื่องที่จูนเสียงคีย์ซี (C) เอาไว้ เพื่อให้อารมณ์ขึ้นอีกนิดหนึ่ง ซึ่งคนไม่รู้หรอก แต่จะรู้สึกได้

 

ตอนนี้ละครเวที โหมโรง เดอะมิวสิคัล ก็เหลือแค่ 5 รอบแล้ว ถ้าใครสนใจดูละครสนุกๆ ก็สามารถไปจองตั๋วดูกันได้ รอบสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายนนี้

 

 


ฟังรายการ Eargasm Deep talk พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน


Credits


The Host
แพท บุญสินสุข

The Guest อัษฎาวุธ สาคริก, ปิติพงษ์ ผาสุขยืด


Show Creator
แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic

The post โหมโรง เดอะมิวสิคัล ละครเวทีที่อยากให้รากของดนตรีไทยเติบโตไปพร้อมกับปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ผู้ที่ชนะ Band Lab ไม่ใช่คนที่ได้เงินรางวัล แต่คือคนที่อยู่ในวงการนี้ได้นานที่สุด” https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk11/ Fri, 18 May 2018 06:34:40 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=91499

ท่ามกลางความงงงวยของธุรกิจค่ายเพลง ปัณฑพล ประสารราชกิจ […]

The post “ผู้ที่ชนะ Band Lab ไม่ใช่คนที่ได้เงินรางวัล แต่คือคนที่อยู่ในวงการนี้ได้นานที่สุด” appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางความงงงวยของธุรกิจค่ายเพลง ปัณฑพล ประสารราชกิจ หรือ โอม Cocktail กลับลุกขึ้นมาก่อตั้งค่ายเพลงนาม Gene Lab และพร้อมกันนั้นก็เปิดตัวรายการค้นหาศิลปินเข้าสู่ค่ายนี้นามว่า Band Lab ซึ่งเขานิยามว่าเป็นรายการแข่งดนตรีที่ไม่ได้สอนเล่นดนตรี แต่สอนให้ศิลปินเอาชีวิตรอดได้ในวงการเพลง

 

กดปุ่มเพลย์ด้านบน เพื่อฟัง โอม และ อู๋ The Yers ในฐานะโปรดิวเซอร์คนหนึ่งของรายการ Band Lab เกี่ยวกับการอยู่ในวงการเพลงไทย และประสบการณ์ที่พวกเขาคิดว่าสอนกันได้ แต่ถ้าใครสะดวกอ่านก็เลื่อนลงไปด้านล่างได้เลย

 


 

 

อะไรคือ Band Lab

มันคือรายการประกวดวงดนตรีของ Gene Lab ค่ายเพลงใหม่ของแกรมมี่ที่มีโอม Cocktail นั่งตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งเริ่มมาจากการที่คุณนิค จีนี่ เรคคอร์ดส์ รู้สึกว่าพื้นที่ในค่ายจีนี่ไม่ค่อยเหมาะจะรับศิลปินใหม่เท่าไร ด้วยความที่มีศิลปินรุ่นเก๋าและรุ่นกลางอยู่มากมาย ศิลปินใหม่น่าจะเกร็ง เลยเปิดตัวค่ายใหม่ขึ้นมาเพื่ออิสระในการทำงานของทีมและศิลปินใหม่

 

อะไรคือ Band Lab

เป็นรายการที่เรียกได้หลายแบบ เป็นทั้งเรียลิตี้ ทั้ง documentary ทั้งเกมโชว์ ซึ่งอู๋ The Yers ก็ได้มานั่งเป็นหนึ่งในโค้ชของรายการนี้ ร่วมกับโอม Cocktail เอง เจ๋ง Big Ass และหนุ่ม กะลา

 

และ Band Lab ก็เริ่มขึ้นมาจากความคิดว่าอยากให้ความรู้ในเรื่องดนตรีและวงการดนตรี ตบกันไปมาก็กลายเป็นรูปแบบนี้ที่เหมือน entrepreneur ที่นักดนตรีเป็นเจ้าของไอเดีย ส่วนค่ายเป็นเจ้าของทุน ที่ต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เป็นเจ้านายกับลูกน้อง

 

ก็กลายเป็นว่ามีมิชชันขึ้นมา 12 มิชชันในแต่ละสัปดาห์ ให้ศิลปินมานำเสนอตัวเอง แล้วถ้าเราเชื่อใครก็จ่ายให้คนนั้นไป

 

และการทำเป็นรายการมันทำให้ค่ายมีคอนเทนต์ตั้งแต่วันที่เริ่มสร้างศิลปิน ซึ่งน่าจะดีกว่าการทำเพลงก่อนแล้วทำรายการมาสนับสนุนทีหลัง ที่อาจแป้กได้ถ้าเพลงไม่มา

 

และในแง่สปอนเซอร์ถ้าใครเข้ามาสนับสนุนก็ได้ช่วยเกื้อหนุนศิลปินตั้งแต่ day 1 ซึ่งอาจทำให้มีสิทธิ์ต่างๆ ในอนาคตหากศิลปินหรือค่ายมีชื่อเสียงมากขึ้น

 

รูปแบบของ Band Lab

อยากพาไปดูกระบวนการของการทำเพลงหนึ่งเพลง ตั้งแต่เริ่มแรกที่ศิลปินจรดปากกาเซ็นสัญญากับค่าย ไปจนถึงวันที่เพลงกลายเป็นเอ็มวีให้คุณดูและฟังในหน้าจอโทรศัพท์

 

ตัวคอนเทนต์ของรายการ โอมจะใช้คำว่า Startup ของวงดนตรี การเป็นศิลปินต้องเริ่มคิดตั้งแต่เมื่อเข้าค่ายมาต้องทำอะไร? ต้องแต่งเพลง งั้นแต่งกันเองมั้ย? หรือต้องจ้างคนแต่ง ทำเพลงให้เสร็จสมบูรณ์ยังไง? พอเพลงเสร็จก็ต้องคิดอีกว่า แสดงสดเพลงนี้ยังไง? รับมือกับสถานการณ์หน้างานยังไง? ซึ่งในรายการนี้จะมีสถานการณ์โยนลงไปให้เขาแก้ปัญหากัน ทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาที่ทุกวงเคยเจอ ไม่ว่าจะเป็น The Yers, Cocktail หรือแม้แต่ Bodyslam

 

คนทั่วไปจะไม่รู้ว่าวงดนตรีต้องเจออะไรบ้าง แต่ถ้าดูรายการนี้จะได้รู้กัน

 

หรือมากไปกว่านั้นคือ รายการจะไม่ได้พูดถึงวงดนตรีในฐานะ Performer อย่างเดียว แต่จะเล่าไปถึงธุรกิจดนตรี ทั้งการตีความลูกค้า การตีโจทย์ การสื่อสารระหว่างคนกับเพลง ไปถึงการอยู่ร่วมกับเพื่อนในวง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การทำเอ็มวีที่นักดนตรีก็ควรจะรู้ เพื่อให้ทำงานกับคนอื่นรู้เรื่อง

 

เป็นการเอาประสบการณ์ของรุ่นพี่ทุกคนมาให้น้องๆ ได้เรียนรู้ในเวลาแค่ 12 สัปดาห์

 

การเลือกโค้ชในรายการ

ในรายการมีโค้ชคือหนุ่ม กะลา, เจ๋ง บิ๊กแอส และอู๋ เดอะเยอร์ส ซึ่งแต่ละคนมีที่มาน่าสนใจต่างกัน คนแรกมาจากการประกวด และใช้เวลา 12 ปีในวงการอยู่กับค่ายเดียว ตั้งแต่ยุคที่ค่ายทำทุกอย่างให้ มาถึงยุคที่ศิลปินต้องทำเกือบทุกอย่างเอง

 

พี่เจ๋ง โตมาในสลัม เดินทางเข้ากรุงมาเล่นดนตรีกลางคืน และได้มาเป็นนักร้องของวงดนตรีที่ดังที่สุดวงหนึ่งของไทย แถมมาแทนคนเดิมซึ่งก็ดังมากด้วย

 

อีกคนคืออู๋ที่เป็นศิลปินอินดี้มานานตั้งแต่กรุงเทพมาราธอน มีพี่ชายดังมาก่อน และเป็นศินปินที่มาจากอินดี้สู่แมสจริงๆ

 

หรือแม้แต่ผู้เข้าแข่งขันเองก็มาจากหลายที่มา มีทั้งยูทูเบอร์ที่มีคนติดตามหลักล้านคน มีทั้งวงดนตรีจากอุตรดิตถ์ที่เอาชื่อถนนที่ยาวที่สุดของจังหวัดมาตั้งเป็นชื่อวง ความหลากหลายนี่แหละที่ทำให้รายการสนุก

 

ซึ่งทางค่ายไม่ได้คีปลุคว่าต้องเป็นค่ายเพลงรุ่นใหม่ที่มีภาพลักษณ์เป็นวงดนตรีคนเมือง เพราะประเทศไทยไม่ได้มีแค่กรุงเทพมหานครนี่

 

คัดเลือกให้เหลือ 4 วง

จริงๆ มีคนส่งออดิชันมาถึง 400 กว่าวง แต่หลายวงไม่ได้เข้าคัดเลือกเพราะส่งรายละเอียดมาไม่ครบบ้าง เพราะโอมเขียนใบสมัครวางยาไว้ ว่าให้ส่งเพลงตัวเองหรือเพลงคัฟเวอร์มา 2 เพลง ให้เราสนใจที่สุด ซึ่งแปลว่าควรจะส่งเพลงตัวเองมาทั้ง 2 เพลงเลย เพราะนั่นคือสิ่งที่น่าสนใจกว่าเพลงคัฟเวอร์ แต่เกือบทุกวงก็ไม่เก็ตตรงนี้

 

หรือหลายวงที่ส่งรายละเอียดมาไม่ครบก็มีบ่นว่าไม่ครบแค่นิดๆ หน่อยๆ เอง หยวนๆ ไม่ได้เหรอ ก็ต้องบอกว่าทางรายการจะหาศิลปินมืออาชีพ การอ่านใบสมัครไม่ครบถ้วนก็เป็นคุณสมบัติที่ไม่ดีของศิลปินเช่นกัน อีกหน่อยไปทำงานจริงก็ต้องไปอ่านเอกสารพรีเซนเตอร์นะ ต้องอ่านให้ครบถ้วน เราไม่ได้อยากได้คนที่เล่นดนตรีเป็นอย่างเดียว

 

 

ปัญหาที่วงหน้าใหม่มักจะมี

อู๋คิดว่าเป็นการหาตัวเองไม่เจอ ซึ่งอาจจะมาจากการมีอินพุตน้อยหรือมากเกินไป ทำให้หาความเป็นวงของตัวเองไม่เจอ หลายครั้งที่สมาชิกในวงมีอินพุตต่างกัน ทำให้ความเป็นแบนด์ไม่โผล่ออกมา บ้างก็เป็นนักร้องแอนด์เดอะแบนด์

 

หรือบางทีอินพุตเยอะ ก็ทำให้มีดาต้าเยอะ แต่ไม่ได้สังเคราะห์มันมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวเอง เทคโนโลยีมัน disrupt ให้เด็กยุคใหม่มีอุปนิสัยที่เปลี่ยนไป การอ่านเรื่องคนอื่นเยอะๆ ทำให้เราคิดแต่ในมุมของเรา มันไม่มีการสังเคราะห์ข้อมูลที่จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นจริงๆ

 

ในสังคมดนตรีก็ต้องเข้าใจคนอื่นแบบนี้ บางวงทำเพลงไม่ดังก็บอกว่าคนดูแม่ง…ไม่ฟัง ซึ่งศิลปินทุกคนน่าจะเคยผ่านจุดนี้มาก่อนแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือเราจะจัดการกับความรู้สึกหรือสถานการณ์นั้นอย่างไร

 

อีกประเด็นคือไม่เป็นตัวของตัวเอง ก๊อบปี้วงอื่น ไม่ว่าจะประกวดวงดนตรีจะกี่ปีก็ต้องเจอเพลงเดิมๆ ที่เล่นตามศิลปินต้นฉบับร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะมี Bodyslam สองวงทำไมล่ะ

 

การก๊อบปี้เพลงมาเล่นไม่ได้ผิดนะ การเล่นดนตรีเริ่มมาจากการเลียนแบบ แต่วงหน้าใหม่ควรจะเอาเพลงคัฟเวอร์นั้นมาเล่นในแบบของตัวเอง

 

มันจะกลับมาที่วิชาเศรษฐศาสตร์ 101 เราจะมีสินค้าเดียวกันเยอะๆ ทำไม ราคามันก็ตกสิ

 

วงดนตรีรุ่นเก่ามีปัญหาการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างไร

รุ่นใหญ่มักจะมีปัญหาว่าไม่หมุนตามโลก ไม่เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ จากศิลปินใหม่ๆ อย่าง เจค บักก์ (Jake Bugg) ที่เพิ่งมาก็เป็นรุ่นใหม่มากๆ เด็กมาก แต่ประสบความสำเร็จแล้ว เราก็ควรจะเรียนรู้อะไรบางอย่างจากเขาหรือเปล่า

 

เราจะคิดว่าเราเก๋าไม่ได้เลย มันมีรุ่นใหม่ที่คอยขึ้นมาใหม่เสมอ ถ้าเราไม่เรียนรู้จากเขาเราก็ไม่สามารถเป็นรุ่นพี่ที่ดีได้เลย คิดแบบนี้แล้วมันก็เห็นสัจธรรมเหมือนกันนะ

 

แม้แต่ศิลปินในตำนานอย่างเดวิด โบวี ยังทำเพลงใหม่ๆ สไตล์ใหม่ๆ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตเลย

 

เราเคยเห็นว่าเราแซงศิลปินรุ่นก่อนทั้งในแง่ค่าตัวหรือผลงาน ซึ่งมันทำให้เห็นสัจธรรมว่าถ้าเราแซงได้ เราก็โดนศิลปินใหม่ๆ แซงได้เหมือนกัน ฉะนั้นต้องโฟกัสที่การทำงาน พัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นไป

 

สิ่งที่รายการต้องการจากวงรุ่นใหม่

รายการไม่ได้อยากให้พวกเขาเก่งกว่า แต่อยากให้พวกเขาดีกว่าพวกเรา ไม่ใช่แค่การเล่นดนตรี แต่รวมถึงการทำงาน ทั้งการทำงานร่วมกับคนอื่น การเข้าใจคนอื่น การรับมือตามสถานการณ์ การยอมรับความจริง การให้ความเคารพผู้อื่น เคารพความเห็น การรับแรงกดดัน มันเห็นอยู่ทุกที่ไม่ใช่แค่ในวงการดนตรี

 

เพื่อนโอมคนหนึ่งเคยบอกว่าอยากให้โอมทำรายการการศึกษา และสุดท้ายมันก็รวมกันออกมาเป็นรายการ Band Lab นี่เอง

 

สุดท้ายมันไม่ใช่แค่รายการประกวดดนตรี แต่มันสอนวิธีการทำงาน การใช้ชีวิต ถ้าคุณไม่ได้เล่นดนตรี แค่ดูคุณก็อาจได้แนวคิดไปใช้ในชีวิตเหมือนกัน

 

ไม่ใช่แค่ผู้ชนะใน Band Lab เท่านั้นที่ได้อยู่ในค่าย ทุกวงที่แข่งขันได้เป็นศิลปินค่าย Gene Lab ทั้งหมด และผู้ชนะที่แท้จริงไม่ใช่คนที่ได้เงิน 100,000 ไปในตอนจบรายการ แต่คือคนที่อยู่ในวงการดนตรีได้นานที่สุดต่างหาก

 


ฟังรายการ Eargasm Deep talk พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน


Credits


The Host
แพท บุญสินสุข

The Guest ปัณฑพล ประสารราชกิจ, ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์


Show Creator
แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Music Westonemusic

The post “ผู้ที่ชนะ Band Lab ไม่ใช่คนที่ได้เงินรางวัล แต่คือคนที่อยู่ในวงการนี้ได้นานที่สุด” appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาสา พาไปหลง เพจเที่ยว+เพลง ที่พิสูจน์ว่าทุกคนพร้อมบ้าไปกับความสนุก https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk10/ Thu, 10 May 2018 17:01:52 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=89833

‘อาสา พาไปหลง’ คือเพจท่องเที่ยวที่โดดเด่นขึ้นมาอย่างไม่ […]

The post อาสา พาไปหลง เพจเที่ยว+เพลง ที่พิสูจน์ว่าทุกคนพร้อมบ้าไปกับความสนุก appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘อาสา พาไปหลง’ คือเพจท่องเที่ยวที่โดดเด่นขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อในช่วงที่คอนเทนต์เที่ยวเต็มหน้าฟีดไปหมด เบื้องหลังนั้นคือ ว่านไฉ-อคิร วงษ์เซ็ง นักแต่งเพลงที่อยากทลายกรอบบรีฟไปทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง ผลลัพธ์คือเพลงบ้าบอติดหูที่เรียกรอยยิ้มได้ในทุกคลิปที่เขาพาเราไปเที่ยว  


 

อาสา พาไปหลง เพจท่องเที่ยวโดย ว่านไฉ AF5

 

นักทำเพลงมาทำเพจเที่ยว

ว่านไฉ-อคิร วงษ์เซ็ง คือนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์มือดีที่ทำงานเพลงให้ศิลปินมาหลายคน รวมทั้งตัวเองในฐานะวง 123Soul (ลองฟัง เผื่อลืม เพลงดังของวงนี้ที่ว่านแต่งเองกับมือกัน)   เรื่องเพจมันเกิดขึ้นมาง่ายๆ คือหลังจากทำเพลงมาหลายปี ได้เงินมาก็เอาไปเที่ยว วันหนึ่งว่านไฉก็คิดว่าน่าจะเอาเรื่องที่ตัวเองมาเที่ยวไปเล่าต่อได้นี่นา   พอเริ่มทำเพจก็ทำเองทั้งหมด ทั้งตัดคลิป ทำเพลง ซึ่งด้วยประสบการณ์การทำเพลง ว่านจึงทำคลิปใน structure ของเพลงหนึ่งเพลง มีเกริ่นแบบท่อนเวิร์ส มีปูเนื้อหาแบบท่อนพรีฮุก และเฉลยไฮไลต์ของคลิปแบบท่อนฮุก ความยาวคลิปก็เท่าๆ กับเพลงหนึ่งเพลงคือราวๆ 4-5 นาที   (ลองไปดูกับตาสักคลิปว่าว่านเล่าเรื่องแบบเพลงจริงหรือเปล่า)  

ลิขสิทธิ์ไม่ได้ก็แต่งเองสิ

ด้วยความที่ไม่เคยทำเพจ ไม่เคยทำคลิปเที่ยวมาก่อน ช่วงแรกว่านใช้เพลงที่ชอบมาประกอบแล้วโดนแบนคลิป เลยตระหนักได้ว่าการทำแบบนี้มันผิดลิขสิทธิ์นะ ทำไมเราไม่แต่งเพลงประกอบคลิปเองล่ะ เพราะตัวเองก็เป็นนักแต่งเพลงอยู่แล้ว   ว่านไฉจึงเริ่มความคิดว่าจะเอาความสามารถทุกอย่างที่พอทำได้มาทำคอนเทนต์ลงเพจ ทั้งตัดคลิป ถ่ายรูป แต่งเพลงประกอบทริป และลงเสียงพากย์ เพราะว่านเองก็ทำงานพากย์ voice over อยู่แล้ว ก็เอาทุกอย่างมายำเข้าด้วยกันกลายเป็นคลิปแรกของเพจ คือทริปมัลดีฟส์   ซึ่งทริปมัลดีฟส์นี้เป็นทริปแรกที่ตั้งใจไปทำคอนเทนต์เลย เป็นทริปที่ว่านได้รับคำชวนจากเพื่อนชื่อ วอลนัท-สายทิพย์ วิวัฒนปฐพี ที่ทำคอนเทนต์ท่องเที่ยวอยู่เช่นกัน (คือวอลนัทคนเดียวกับที่ไปประกวด The Voice Thailand ซีซัน 2 ทีมโจอี้ บอย นั่นแหละ) ในรายการทีวีทุนต่ำ Checklist และเพจ Saitrip ด้วยความที่ตากล้อง (ซึ่งตากล้องคนนี้ก็มีซิงเกิลในนาม M YOSS) ติดงาน ไปถ่ายด้วยกันไม่ได้ เลยชวนว่านไปแทน   เพลง เมาดิบ ที่เห็นคนแชร์ไปทั่ว ว่านไฉก็แต่งในทริปนี้นี่เอง  

อาสา พาไปหลง เพจท่องเที่ยวโดย ว่านไฉ AF5

 

จาก 10,000 เป็น 100,000 ไลก์ในข้ามคืน

หลังจากคลิปเมาดิบแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีคนมากดไลก์เพจเยอะมาก จากหมื่นเป็นแสนไลก์ในข้ามคืน ทุกครั้งที่รูดโทรศัพท์ ดูยอดไลก์เพจ คนตามเพิ่มขึ้น 100 ไลก์ทุกครั้งที่รูด   ว่านตกใจมาก แต่ก็ดีใจมาก นอนไม่หลับเลย เพราะสิ่งแรกที่คิดคือตอนนี้มีคนมาตามแล้ว เขากิน เขาชอบอาหารของเราแล้ว เราต้องเสิร์ฟอาหารจานใหม่แล้ว   ว่านจึงมาวางโพสิชันตัวเองใหม่ว่าจะไม่ทำเพจแค่เป็นบล็อกเกอร์แล้ว แต่จะเป็นรายการ ทริปที่สอง ‘อาสาพาไปหลงรักสัตว์’ จึงเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น เป็นทริปที่พาไปดูเมืองสัตว์ต่างๆ เช่น เมืองกวางอย่างนารา หรือเกาะแมว เกาะกระต่าย   ก็เลยมีเพลง ‘รักสัตว์’ ขึ้นมา แต่ไม่ได้ปล่อยเสียที เพราะคอมพิวเตอร์พังจนงานหายหมด เป็นเพลงอาถรรพ์ที่ทำเสร็จกี่ครั้ง คอมพิวเตอร์ก็พังทุกทีจนไม่ได้ปล่อย  

อาสา พาไปหลง เพจท่องเที่ยวโดย ว่านไฉ AF5

 

แต่งเพลงเลี้ยงชีพแบบแฮปปี้

จุดมุ่งหมายแรกที่ทำเพจนี้ขึ้นมาเพราะว่านทำงานแต่งเพลงมาสิบปี ซึ่งทุกอย่างที่ทำเป็นอาชีพมันจะเริ่มไม่สนุก การเป็นนักแต่งเพลงก็ต้องรับบรีฟจนเหนื่อย มีคำที่ศิลปินต้องการ เวิร์ดดิ้งที่ลูกค้าต้องการ   ว่านรู้สึกขึ้นมาว่าตัวตนของตัวเองหายไป มีแต่การทำงานให้คนอื่นล้วนๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเราทำเลี้ยงชีพ แต่ชีวิตนักแต่งเพลงก็ต้องการการเอาแต่ใจบ้าง แต่งอะไรงี่เง่าบ้าง หรือทำเพลงบ้าๆ บอๆ แต่เราสนุกของเราเองบ้าง ทำให้เราสนุกกับวิชาชีพที่เราเคยสนุกกับมันในครั้งแรก   ซึ่งสุดท้ายแล้ว เมื่อเพจดังขึ้นก็ต้องมีลูกค้าเข้ามาติดต่องานในเพจ ซึ่งทำให้ว่านต้องกลับมาแต่งเพลงรับบรีฟอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันต่างกันออกไป   ช่วงนี้ อาสา พาไปหลง เลยมีช่วงใหม่ล่าสุดขึ้นในเพจ ไม่ได้เป็นเรื่องเที่ยว แต่เป็นเรื่องการเป็นนักแต่งเพลงของว่านล้วนๆ ชื่อช่วง 2Hooks Review Everything ที่จะแต่งเพลงมารีวิวทุกอย่างใน 2 ฮุก (ซึ่งทีมงานไปฟังมาแล้ว เพลงดันเพราะซะด้วย)   ตอนนี้ว่านยึดหลักแฮปปี้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเพจนี้ต้องแฮปปี้ไปด้วยกัน ทั้งตัวว่านเองในฐานะคนทำคอนเทนต์ ลูกเพจที่เข้ามาเสพคลิปของเขา และลูกค้าที่ช่วยสนับสนุนเพจในหลายทาง มันไม่ควรมีใครคนใดคนหนึ่งที่แฮปปี้มากที่สุด ทุกคนควรได้สิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างบาลานซ์ ว่านได้สนุก คนดูได้สนุก ลูกค้าได้โปรโมต ทุกคนแฮปปี้  

อาสา พาไปหลง เพจท่องเที่ยวโดย ว่านไฉ AF5

 


ฟังรายการ Eargasm Deep talk พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 


 Credits

 

The Host แพท บุญสินสุข

The Guest อคิร วงษ์เซ็ง

 

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Music Westonemusic

The post อาสา พาไปหลง เพจเที่ยว+เพลง ที่พิสูจน์ว่าทุกคนพร้อมบ้าไปกับความสนุก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสไรม์ The Rapper ว่าที่ตำนานรายการแรปที่จะส่งฮิปฮอปไทยสู่เมนสตรีม https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk09/ Thu, 03 May 2018 17:55:54 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=88238

พูดคุยกับสองหัวเรี่ยวหัวแรงของรายการ The Rapper อย่าง โ […]

The post ถอดรหัสไรม์ The Rapper ว่าที่ตำนานรายการแรปที่จะส่งฮิปฮอปไทยสู่เมนสตรีม appeared first on THE STANDARD.

]]>

พูดคุยกับสองหัวเรี่ยวหัวแรงของรายการ The Rapper อย่าง โจ้-ศวิชญ์ สุวรรณกุล ผู้ก่อตั้ง Rap is Now ที่พร้อมต่อยอดกระแสฮิปฮอปที่เขาและเพื่อนเป็นผู้ปลุกขึ้นมา และ แต๊บ-ธนพล มหธร Music Director ที่แม้จะเป็นที่รู้จักจากรายการ AF แต่ก็คลุกคลีกับเพลงฮิปฮอปมามากกว่าสิบปี ถึงความสำเร็จของ The Rapper ที่ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มาจากการทำงานหนักและแพสชันล้วนๆ

 

The Rapper คือว่าที่รายการฮิตรายการใหม่ของ WorkPoint อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จใน 4 อีพีที่ผ่านมา คือความกล้าของสตูดิโอที่เปิดโอกาสให้ทีมงานที่รักในเพลงฮิปฮอปได้เข้ามาเป็นตัวหลักในการสร้างรายการ

 

Eargasm Deep Talk ตอนนี้ ขอชวนแต๊บและโจ้ สองทีมงานของรายการมาคุยเรื่องนี้กัน

 


 

 

Rapper Rising

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสฮิปฮอปในทุกวันนี้ถูกจุดจากรายการ Rap is Now ที่ทำให้การแรปแบทเทิลเป็นที่รู้จักขึ้นมา จนกระทั่งบริษัทโต๊ะกลมที่เป็นโปรดักชันเฮาส์ของเวิร์คพ้อยท์ได้ติดต่อให้ทีม Rap is Now และแต๊บกับทีมโปรดักชัน Freshment ของแต๊บ มาช่วยขึ้นรายการแรปแบทเทิลรายการใหม่ของประเทศไทย

 

ซึ่งไอเดียแรกที่ทาง Rap is Now บอกว่าต้องทำให้เกิดคือภาพการร่วมงานกันของพี่โจ้-โจอี้ บอย และพี่ขัน-ขันเงิน เนื้อนวล แห่ง Thaitanium ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสองขั้วของวงการแรปเมืองไทย ซึ่งจะดึงความสนใจของชาวฮิปฮอปได้แน่ๆ

 

ซึ่งฮิปฮอปเป็นวงการที่ไม่กว้าง และทุกคนพยายามทำให้เพลงที่มีภาพลักษณ์ใต้ดินนี้ให้ออกไปสู่วงกว้าง อย่างพี่กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ไปออกรายการอะไรก็พยายามไปแรปสดเป็นสีสัน พี่โจอี้บอยไปเป็นโค้ช The Voice ก็ไปทำเพลงผสมแรป ให้คนได้รู้จักเพลงแรปมากขึ้น

 

การได้ทำรายการนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะรวมทุกคนเข้ามาอยู่ในที่เดียวกัน เพื่อวงการฮิปฮอปนี้

 

 

Respect!

การทำงานโดยทีมงานที่เข้าใจฮิปฮอปเป็นสิ่งที่สำคัญ ทีมงานต้องมีการสกรีนเนื้อหากันตลอดเวลา ด้วยความที่ไม่อยากให้ภาพลักษณ์ออกไปแล้วดูไม่น่ารัก ไม่น่าดู

 

เอาเข้าจริง ฮิปฮอปเป็นที่ล้อเลียนมานานเหมือนกัน มียุคหนึ่งที่การแต่งตัวแบบแรปเปอร์จะเป็นเป้าให้คนเข้ามาล้อเลียน โย่วๆ ใส่ ซึ่งทุกวันนี้มันต่างออกไปแล้ว ฮิปฮอปเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นจริงๆ ชาร์ตบิลบอร์ดมีเพลงฮิปฮอปตลอด กลายเป็นเพลงเมนสตรีมในต่างประเทศ ดาราเซเลบระดับโลกแต่งตัวแบบฮิปฮอปกันหมด มันพิสูจน์แล้วว่าเราไม่ได้ตลกนะ

 

ฉะนั้นการทำรายการก็ต้องเข้าใจคนฮิปฮอป Rap is Now ก็รับหน้าที่นี้ ที่จะให้รายการอุ่นใจ คนดูอุ่นใจ ว่าภาพลักษณ์ฮิปฮอปไม่ดูแย่

 

Go Overground

เราตัดสินใจเลือกใช้เพลงฮิตมา Rearrange มารีมิกซ์ใหม่ ให้ผู้เข้าแข่งขันได้เล่าเรื่องราวของตัวเอง ซึ่งทีมงานพบว่าเรื่องราวของคนมาแข่งรายการนี้มันช่างยูนีกต่างกับแรงขับของนักร้องรายการอื่นๆ ซึ่งก็ต้องขุดชีวิตเขาออกมา

 

เรื่องราวของคนประกวดรายการร้องเพลงก็จะคล้ายๆ กันคืออยากพิสูจน์ตัวเองกับเวทีนี้ อยากให้ที่บ้านสบายขึ้น แต่ของคนที่มาแข่ง The Rapper คือโดนกระทืบมาทุกวันตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.3 เพราะหน้ากวนตีน ครูช่วยไม่ได้ แม่ก็ลำบากมาก ไม่อยากให้แม่กังวลใจ ชีวิตมันสุดมาก คนฮิปฮอปมันต้องมั่นคงระดับหนึ่งนะ

 

สิ่งที่มิวสิกไดเรกเตอร์อย่างแต๊บทำคือต้องเอาเพลงที่มีอยู่แล้วมีรีมิกซ์ใหม่ นั่นแปลว่าต้องเลือกเพลงที่เข้ากับเรื่องราวของผู้เข้าแข่งขัน มิกซ์เป็นแนวที่เขาถนัด ทำบีตที่เขาแต่งเนื้อออกมาได้ และรายการต้องให้ผู้เข้าแข่งขันแต่งทุกอย่างออกมาเอง

 

ตอนนี้แต๊บทำมาแล้ว 95 เพลง ในระยะเวลา 1 เดือน

 

First of a Kind

คิดว่ารายการ The Rapper น่าจะเป็นรายการแรกที่นำเสนอเพลงฮิปฮอปแบบนี้ มันไม่มีรายการฮิปฮอปจีนที่ ‘หนี่เหวินหว่ออ้าย’ แล้วมาแรป แต่รายการนี้ทำแบบนั้น คือเอาเพลงที่คนรู้จักมาทำแรป ซึ่งทำให้รายการนี้ไม่มีตัวอย่างให้เกาะเลย

 

รายการนี้ผ่านการคิดมาเยอะมากๆ บางคนมีเรื่องที่ดีมาก แต่เราต้องคิดกันอยู่ 2 ชั่วโมง เพื่อหาเพลงที่เหมาะกับเรื่องราวของเขา

 

ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะผ่านทีม Rap is Now และ Freshment รวมทั้ง WorkPoint ซึ่งทีม Freshment ของแต๊บจะดูเรื่องดนตรี เรื่องฟีล ส่วนทีม Rap is Now ก็จะดูปูมหลังชีวิต เรื่องราว ความน่าสนใจ WorkPoint ก็จะมาดูในแง่ครีเอทีฟว่าถ้าไปอยู่ในรายการแล้วคนนี้จะน่าสนใจแค่ไหน เด้งออกมาแค่ไหน

 

ดราม่าไม่ใช่โฟกัสหลักที่จะเลือกผู้เข้าแข่งขันเลย แต่เป็นพลังงาน เป็นบรรยากาศ บางคนแค่เปิดประตูเข้ามาสวัสดีเราก็รู้สึกถึงพลังงานของเขาแล้ว พอยิ่งแรปออกมาก็ยิ่งรู้สึกว่าพลังงานของเขามันดี อย่างน้อง OZEEOOS ที่คนน่าจะจำได้เยอะที่สุดคนหนึ่ง แม้เขาจะมีปัญหาทางสายตา แต่วันนั้นในห้องออดิชันเราไม่ได้คุยกับเขาเรื่องปัญหาของเขาเลย คุยแต่เรื่องการแต่งเพลง เขามีพลังที่ดีมาก วันนั้นในห้องออดิชัน แต๊บกดบีตสดๆ ให้อู๊ดแรป ปรากฏเขาแต่งแรปได้สดๆ เลย ซึ่งมันดีมาก

 

ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเป็นเหมือนลูกเลย เพราะเราทำเพลงให้เขา อยู่กับเขามาตลอด

 

 

The Coaches

โค้ชทุกคนเลือกจากความน่าสนใจ และเป็นตัวแทนของยุคหรือแนวทางบางอย่าง อย่าง โต้ง TwoPee ก็เป็นฮิปฮอปรุ่นเดียวกับพี่กอล์ฟนะ แต่อายุน้อยกว่า เท่ก็เท่ UrboyTJ ก็เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ทำเพลงเอง เป็น Beatmaker แรปมีสไตล์ พี่กอล์ฟก็คมคาย เฉียบขาด ปู่จ๋านนี่หลายคนอาจไม่รู้จัก แต่เขาเป็นคนที่ถ้าไปเล่นคอนเสิร์ตตามงานฝังลูกนิมิตเนี่ยมีคนขี่มอเตอร์ไซค์มาดูเป็นหมื่นคัน ทัวร์มาแล้วทั่วประเทศไทย เป็นกรณีศึกษาเลย

 

ทั้ง 4 คนจะมีคาแรกเตอร์ต่างกันมาก ปู่จ๋านจะตลกมาก พี่กอล์ฟจะตลกเหมือนกัน แต่เป็นพี่ใหญ่ โต้งก็กวนๆ ยิ่งดูไปเรื่อยๆ คาแรกเตอร์จะออกมากขึ้น และที่สำคัญคือทุกคนสนิทกันจริง ตั้งแต่โปรดิวเซอร์ 2 คน พี่โจ้พี่ขัน มาถึงโค้ชทั้ง 4 คน กรุ๊ปไลน์นี่คุยกันตลอด เขาน่ารักกับน้องๆ มาก

 

What is Real

พอรายการออกไปเสียงตอบรับก็ดีมาก แต่ก็มีบางส่วนที่บอกมาว่า เฮ้ย ไม่เรียลเลย เพลงโคตรแมสเลย เราก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมอะ ทำไมต้องเก็บเพลงฮิปฮอปไว้ฟังคนเดียว ถ้าคุณชอบมากๆ ทำไมไม่แบ่งเพื่อนฟัง ทำไมไม่แบ่งคุณลุงข้างบ้านฟัง มันตลกนะ

 

ซึ่งเราก็พยายามจะทำเพลงแบบง่าย แบบยาก แบบลึก แบบตื้น ทุกแนว ให้คนได้ฟังหมด เราก็ทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว

 

อย่างน้อยสิ่งที่ดีของรายการนี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาประมาณหนึ่งด้วยคือเราไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์มา ทำให้ไม่มีฐานแฟนรอดูอยู่เหมือนกับรายการเพลงอื่นๆ ของประเทศเราที่ซื้อมาจากเมืองนอก แต่ข้อดีคือเราทำอะไรกับมันก็ได้ ไม่มีจำกัดเลย ยิ่งได้ทำงานกับคนที่มี energy ดีๆ ก็ยิ่งสนุก

 

โต๊ะกลมกับเวิร์คพ้อยท์ตอนนี้ฮิปฮอปกันหมดแล้ว ผู้บริหารก็ลงมาดูเทปกับเราด้วย ทุกคนเอ็นจอยมาก เราก็ดีใจนะที่เขาชอบมัน

 

 

What’s Next?

ไอเดียของซีซันต่อไปก็เริ่มมีคุยๆ กันแล้วเหมือนกัน แต่ตอนนี้ที่ใกล้กว่านั้นคือทีมงานคิดว่าจะจัดคอนเสิร์ต The Rapper ซึ่งเราจะได้เห็นโจอี้บอยกับขันเงินบนเวทีเดียวกันแน่ๆ

 

ทุกวันนี้รายการก็ไปสู่คนหมู่มากขึ้นจริงๆ ซึ่งทำให้เราดีใจมากๆ และมาย้อนคิดว่าเราคิดถูกนะที่ตัดสินใจเอาเพลงฮิต เพลงป๊อปมารีมิกซ์เป็นฮิปฮอป

 


ฟังรายการ Eargasm Deep talk พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 


 

Credits


The Host
แพท บุญสินสุข

The Guest ศวิชญ์ สุวรรณกุล, ธนพล มหธร

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic

The post ถอดรหัสไรม์ The Rapper ว่าที่ตำนานรายการแรปที่จะส่งฮิปฮอปไทยสู่เมนสตรีม appeared first on THE STANDARD.

]]>
How to Audition ทีมงานออดิชันอยากเห็นอะไรจากคนมาประกวดร้องเพลง https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk08/ Thu, 26 Apr 2018 17:01:41 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=86700

ก่อนจะได้แสดงความสามารถออกอากาศในรายการเพลง ทุกคนต้องผ่ […]

The post How to Audition ทีมงานออดิชันอยากเห็นอะไรจากคนมาประกวดร้องเพลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก่อนจะได้แสดงความสามารถออกอากาศในรายการเพลง ทุกคนต้องผ่านด่านออดิชันกันก่อน ซึ่งการจะสร้างความประทับใจให้ทีมงานออดิชัน หรือทีม scout นั่น ถือว่าเป็นเรื่องที่กดดันและอาศัยเทคนิคอยู่พอสมควรเลย

 

Eargasm Deep Talk เอพิโสดนี้ จึงขอเชิญผู้ที่เคยทำหน้าที่ scout และผู้ที่เคยส่งคนไปออดิชัน มาคุยว่าการสร้างความประทับใจในขั้นแรกของการคัดเลือกนั้น ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

 


 

 

Eargasm Deep Talk เทปนี้ มาคุยกับ พี-ประพฤติ ทองธานี ครูสอนร้องเพลงที่มีประสบการณ์ส่งนักเรียนไปประกวดร้องเพลงมานักต่อนัก และ แท็บบี้-รฐา โกกิลานนท์ นักร้องที่เคยเข้าประกวดและเคยเป็นกรรมการออดิชันนักร้องมาหลายรายการ รวมถึง โจ้-นทธัญ แสงไชย โปรดิวเซอร์รายการ Eargasm ที่เพิ่งผ่านการเป็นกรรมการคัดเลือกนักร้องมาสดๆ ร้อนๆ

 

สิ่งแรกที่ควรคิดเมื่ออยากสมัครแข่งรายการเพลง

ต้องดูว่ารายการที่เราอยากสมัครเขามองหาอะไร บางรายการหานักร้องที่บุคลิกภาพดี สวยสูงหุ่นดีมั่นใจ บางรายการก็เน้นร้องเพลงแหละ แต่หาคนที่เกือบจะเก่งมาปั้นให้พัฒนาในรายการ หรือ The Voice ที่ชื่อเหมือนจะเน้นเสียง แต่ก็ดูที่เสน่ห์เป็นหลัก ไม่ต้องหล่อก็ได้นะ แต่ร้องเพลงแล้วมีเสน่ห์ ดูเป็นศิลปิน ก็ต้องดูว่าคาแรกเตอร์เราเหมาะกับที่รายการหาอยู่หรือเปล่า ซึ่งถ้าไปแล้วไม่ติด ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่ดีนะ แต่อาจเพราะเราไม่ใช่คาแรกเตอร์แบบที่รายการหาอยู่

 

ซึ่งหน้าที่ของแท็บบี้หรือโจ้ที่มาพูดคุยวันนี้ คือเป็นทีมออดิชันในขั้นแรก ที่ไม่ได้ออกทีวี ไม่มีการถ่ายเก็บไว้ ทำงานเป็นหน่วยคัดกรองคนออดิชันก่อนจะเข้าไปในรายการจริงๆ หลังจากนั้น

 

ซึ่งแต่ละปีจะมีเพลงฮิตของปีนั้นๆ ซึ่งทำให้กรรมการเกิดอาการ earworm มาก อย่างเช่นปีนี้จะเป็นเพลงของ The TOYS ถ้าเพลงสากลก็เป็น Shape of You

 

ถ้ามองในสายตาของครูสอนร้องเพลง พีเองคิดว่าก่อนประกวดร้องเพลง คนคนนั้นก็ต้องพอร้องเพลงได้บ้าง ควบคุมเสียงได้ เข้าใจความหมายเพลง ถ่ายทอดเนื้อหา สื่อสารได้ ถ้ายังก็จะยังไม่ส่งให้น้องไปประกวดที่ไหน

 

เลือกเพลงที่เหมาะกับตัวเอง

นักร้องหลายคนเลือกเพลงยากเกินไป หรือไม่เหมาะกับตัวเอง ฉะนั้นต้องแยกให้ออกระหว่างเพลงที่เราชอบ กับเพลงที่เหมาะกับเสียงเรา

 

บางทีเรามักมีภาพจำว่านักร้องประกวดต้องร้องเพลงโชว์พลังเสียง แต่ส่วนมากเท่าที่ผ่านการออดิชันมา กรรมการชอบฟังเพลงที่ฟังแล้วสบาย ซึ่งก็คือเพลงที่เหมาะกับเสียงของเรานั่นแหละ เราอาจไม่เหมาะกับเพลงโชว์เสียงอย่าง Listen ของบียอนเซ่ แต่เหมาะกับเพลงสบายๆ อย่างสิงโต นำโชค มากกว่า

 

อีกอย่างคือต้องมีการเตรียมท่อนเพลงสักหน่อย เลือกว่าท่อนไหนโชว์เสียงเรามากที่สุด ไม่จำเป็นต้องมายืนร้องตั้งแต่ท่อนเวิร์สแรก ซึ่งกว่าจะไปพีกก็อาจจะอีก 2 ท่อนต่อมา

 

เพราะด้วยความที่ผู้เข้าประกวดมีมาก กรรมการก็ต้องทำเวลาในการฟัง แต่ถึงเวลาจะน้อย กรรมการก็ฟังออกว่าคุณมีศักยภาพประมาณไหน ฉะนั้นเอาท่อนที่ดีที่สุดของคุณออกมาเลย

 

ถ้ามีแบ็กกิ้งแทร็กก็ควรตัดมาแค่ท่อนที่โชว์เสียงเราก็พอ ไม่ต้องเอามาตั้งแต่ต้นเพลง

 

หรืออย่างที่เคยไปดูออดิชันรายการหาบอยแบนด์ ซึ่งก็จะมีตำแหน่งต่างๆ ทั้งร้อง เต้น แรป ก็เจอเด็กที่ร้องไม่ได้ดีมาก แต่แรปดี เต้นดี หน้าตาดี เราก็บอกไปว่าน้องควรเข้าไปโชว์แรปนะ มันน่าสนใจกว่า แต่พอปล่อยเข้าห้องออดิชันใหญ่ไป น้องกลับร้องเพลงที่เตรียมมาตั้งแต่ท่อนแรก กว่าจะเข้าท่อนแรปน้องก็โดนตัดจบไปแล้ว เสียดายแทน

 

 

รู้จักตัวเองให้ดีพอ

อีกประเด็นคือเราไม่ควรตอบกรรมการว่า ฟังเพลงทุกแนว ชอบเพลงศิลปินทุกคนเท่ากันหมด เพราะเขากำลังหาคาแรกเตอร์ของคุณอยู่ ฉะนั้นคุณควรรู้จักตัวเองระดับหนึ่งว่าเราเป็นนักร้องสไตล์ไหน หรือชอบฟังเพลงสไตล์ไหน

 

บางครั้งเด็กเลือกเพลงมา พีเองในฐานะครูก็ต้องกรองให้ว่าเพลงเหมาะกับน้องไหม แต่บางทีก็มีตัวแปรเป็นพ่อแม่เด็กเหมือนกัน ที่เลือกเพลงที่ตัวเองชอบมาให้ลูกร้อง แต่ไม่เหมาะกับลูก ทำให้บางครั้งนอกจากต้องสอนร้องเพลงแล้ว ก็ต้องสอนพ่อแม่ด้วยเหมือนกัน

 

First Impression คือสิ่งสำคัญ

วันออดิชันควรนอนมาให้พอ และแต่งตัวมาให้เหมาะ ไม่เยอะเว่อร์เกินไปจนน่าอึดอัด หรือแต่งตัวไม่สุภาพมากๆ มา ก็ทำให้ทีมงานรู้สึกไม่ประทับใจในแว่บแรก

 

พอเข้ามาถึงการร้องเพลง ก็อย่างที่บอกไปว่าต้องเลือกเพลงที่เหมาะกับเสียงตัวเอง บางคนอายุน้อยมากไม่ถึง 10 ขวบ แต่ร้องเพลงเนื้อหาแอบรักเป็นชู้อย่าง Saving All My Love For You ก็ไม่เหมาะนะ

 

บางคนจะรู้สึกว่าเพลงยากเนี่ย กูต้องร้องให้ได้ มันเป็นบันไดที่ต้องขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ มันต้องกลับมาดูตัวเองว่าเสียงเราเหมาะกับเพลงแบบไหนมากกว่า การร้องเพลงแหกปากพลังเสียงไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าเราเป็นนักร้องที่ไม่ดีหรือใช้ไม่ได้ เราอาจเหมาะกับเพลงอะคูสติก เพลงใสๆ มากกว่า

 

การเลือกเพลงมาร้อง

อีกอย่างคือ ควรเตรียมเพลงมาสัก 3-4 เพลง ในหมวดต่างๆ เช่น เพลงช้า เพลงเร็ว เพลงสากล เพราะกรรมการก็อยากรู้ว่าเด็กคนนี้มีศักยภาพด้านไหนบ้าง มีอะไรน่าสนใจซ่อนอยู่อีกบ้าง

 

ซึ่งสามารถคิดเพลงได้จากเพลงหลักของเราเลย เพลงหลักควรเป็นเพลงที่เราร้องแล้วมั่นใจ ถ้าเพลงนั้นเป็นเพลงเร็วสากล เราก็หาเพลงช้า เพลงไทย มาเพิ่มหน่อย เผื่อกรรมการอยากฟังอีก เราจะเตรียมเพลงแนวเดียวกันมาให้กรรมการฟังทำไมล่ะ เพราะถ้ามันออกมาแย่ มันก็แย่ไปเลย ถ้ามันออกมาดี มันก็ดีเหมือนเดิม เราควรจะมีความดีหลายๆ แบบบ้าง

 

ความในใจทีมงานออดิชัน

เป็นตำแหน่งที่กดดันนะ เพราะนอกจากต้องตัดสินคนที่เราไม่รู้จัก ต้องบอกปฏิเสธคนจำนวนมากแล้ว การปล่อยให้คนที่ไม่ใช่คาแรกเตอร์ที่รายการหาอยู่ให้เข้าสู่รอบต่อไป ก็เสี่ยงต่อการโดนทีมงานหรือโปรดิวเซอร์ด่าได้เหมือนกัน

 

การออดิชันหรือรายการประกวดเหล่านี้ก็เป็นเหมือนบันไดขั้นแรกของการเข้าสู่สังคมนักดนตรี ฉะนั้นอย่างแรกสำหรับคนที่อยากเข้ามาออดิชันคือ เราต้องรักการร้องเพลง ไม่อยากให้คาดหวังอย่างอื่นก่อน ถ้าเราขับเคลื่อนตัวเองด้วยความสุขในการร้องเพลง เมื่อเจอฟีดแบ็กทั้งดีหรือไม่ดี ความเหนื่อยในการทำงานในภายภาคหน้า ความสุขนี่แหละที่จะทำให้เราไปต่อได้

 

อย่างที่สองคือสิ่งที่ย้ำมาตลอด เราต้องรู้จักตัวเอง และรู้ว่าจะพรีเซนต์อะไรในตัวเองให้คนอื่นดูหรือฟัง

 

อีกอย่างคืออยากเสริมให้คนที่ออดิชันแล้วไม่ผ่าน ว่านั่นไม่ใช่จุดจบของโลกนะ พลังของบางคนไม่ได้เหมาะจะมาโชว์คนเดียวบนเวที แต่อาจจะเหมาะกับการเล่นดนตรีกับเพื่อนแล้วอัปลงยูทูบก็ได้ หาช่องทางที่เหมาะกับตัวเองดีกว่า

 


ฟังรายการ Eargasm Deep talk พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 


Credits


The Host
แพท บุญสินสุข

The Guest ประพฤติ ทองธานี, รฐา โกกิลานนท์, นทธัญ แสงไชย


Show Creator
แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Music Westonemusic

The post How to Audition ทีมงานออดิชันอยากเห็นอะไรจากคนมาประกวดร้องเพลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Music City เป็นอย่างไร และทำไมกรุงเทพฯ ถึงมีศักยภาพพอจะเป็นเมืองดนตรี https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk07/ Thu, 19 Apr 2018 17:01:53 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=84392

Music City ไม่ใช่ชื่อร้านขายเครื่องดนตรี แต่คือคอนเซปต์ […]

The post Music City เป็นอย่างไร และทำไมกรุงเทพฯ ถึงมีศักยภาพพอจะเป็นเมืองดนตรี appeared first on THE STANDARD.

]]>

Music City ไม่ใช่ชื่อร้านขายเครื่องดนตรี แต่คือคอนเซปต์ของเมืองที่ผลักดันให้ดนตรีเป็นตัวชูโรงด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ถ้านึกเร็วๆ เราอาจคิดถึงเมืองแจ๊ซอย่างนิวออร์ลีนส์ เสียงดนตรีคันทรีจากแนชวิลล์ เมืองต้นกำเนิดวงบีเทิลส์อย่างลิเวอร์พูล หรือแม้แต่เมืองที่ไลฟ์เฮาส์และสตรีทมิวสิกคึกคักมากอย่างญี่ปุ่นและนิวยอร์ก

 

Eargasm Deep Talk ตอนนี้ เราอยากตั้งคำถามว่า แล้วกรุงเทพฯ มีศักยภาพในการจะเป็น Music City ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกได้หรือไม่ ร่วมพูดคุยกับ ต้อม-พงศ์สิริ เหตระกูล หัวแรงหลักของ Sofar Sounds Bangkok หนึ่งในคนที่พยายามริเริ่มให้กรุงเทพฯ ไปถึงจุดนั้น

 

 

ต้อม พงศ์สิริ กับ Sofar Sounds Bangkok

คุยกับ ต้อม-พงศ์สิริ เหตระกูล กรรมการบริหารเครือแม่บ้าน ผู้มีอาชีพหลักในการทำสื่อไลฟ์สไตล์อย่างนิตยสาร แม่บ้าน, Time Out Bangkok และ Nylon Thailand ควบงานอดิเรกอย่างการเป็นมือเพอร์คัสชัน ทั้งอัดสตูดิโอและเล่นแบ็กอัพกับหลายวง อาทิ The Paradise Bangkok Molam International Band

 

ปัจจุบันต้อมเป็นหัวแรงหลักของงานไลฟ์มิวสิกชื่อว่า Sofar Sounds Bangkok ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2009 รูปแบบคือจะเป็นงานดนตรีสดที่จัดตามสถานที่ที่คาดไม่ถึง เช่น สถานีรถไฟฟ้า ห้องนั่งเล่น ห้องออฟฟิศ ห้องประชุม ห้องนอน หรือแม้แต่โบสถ์คริสต์ก็มีมาแล้ว

 

ซึ่งเกิดจากผู้ก่อตั้ง (Rafe Offer) ที่ไม่ชอบใจบรรยากาศคอนเสิร์ตที่เคยเจอ ซึ่งคนฟังไม่มีสมาธิกับโชว์เลย และส่วนมากก็มีแต่คนมาฟังเพลงดังแล้วก็กลับ เขาจึงร่วมมือกับเพื่อนนักดนตรีจัดงานไลฟ์มิวสิกที่ไม่บอกว่าใครเล่น สถานที่ก็ประกาศก่อนเล่นแค่ 24 ชั่วโมง และเชิญแต่คนที่อยากให้มาร่วมงานเท่านั้น จำนวนไม่กี่สิบคน เพื่อให้คนได้เสพดนตรีที่ดีโดยไม่ต้องคำนึงว่าวงที่มาจะเป็นศิลปินดังหรือไม่ แต่รับประกันความดีงามของการแสดง

 

ซึ่ง Sofar Sounds ดำเนินงานด้วยอาสาสมัครล้วนๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะขาดทุน ทีมงานทุกคนล้วนมาด้วยความคิดที่อยากให้เกิดซีนดนตรีในเมืองของฉัน

 

 

สามารถลงทะเบียนแสดงความสนใจเข้าร่วมดู Sofar Sounds Bangkok ครั้งต่อไปได้ที่นี่

 

ซาวด์แบบกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร

เราคุ้นกับ Music City อย่างนิวออร์ลีนส์ที่เป็นเมืองแจ๊ซ หรือซีแอตเทิลก็เป็นเมืองกรันจ์ ญี่ปุ่น เกาหลี ก็มีซาวด์ของเขา กรุงเทพฯ ก็มีวงดนตรีหลายวงที่มีซาวด์น่าสนใจ อาทิ Jelly Rocket, Yellow Fang, My Life As Ali Thomas เป็นต้น

 

เมื่อก่อนจะมีสื่อหลายหัวที่พยายามนิยามซีนดนตรีของเมืองไทย หรือของกรุงเทพฯ ขึ้นมา ด้วยการทำชาร์ตเพลงต่างๆ แต่เดี๋ยวนี้สตอรีของดนตรีมันหายไป การมาถึงของระบบ auto play ของยูทูบหรือสตรีมมิงต่างๆ ทำให้เรื่องราวหายไป การฟังเพลงใหม่ๆ กลายเป็นแค่การแรนดอมของระบบ

 

คนอาจจะฟังเพลงมากขึ้น แต่มูฟเมนต์มันหายไป ความกระหายในการฟังเพลงเท่ๆ ที่เราไม่รู้จักมันหายไป ปัจจุบันก็มีสื่อหนึ่งที่พยายามทำสิ่งนี้ก็คือ ฟังใจ Fungjai ซึ่งคุณพาย ฟังใจ (ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี) กับต้อม ก็พูดคุยกันในเรื่องนี้อยู่ตลอด

 

นิยาม Music City คืออะไร

Music City เกิดขึ้นเมื่อเมืองต่างๆ ในโลกริเริ่มเอาดนตรีมาเป็นตัวชูโรงเพื่อประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว เราจะเห็นหลายเมืองที่ไม่มีอะไรเลย ไม่รู้จะเที่ยวอะไร แต่นำคอนเทนต์ด้านครีเอทีฟมาชูเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามา ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่ได้จำกัดแค่ดนตรีเท่านั้น

 

มันจะมีเมืองชื่อ ลินซ์ (Linz) ที่ออสเตรีย ด้วยความอิจฉาว่าเมืองซาลซ์บูร์กที่อยู่ประเทศเดียวกันมีสถานที่ท่องเที่ยวจากหนังเรื่อง The Sounds of Music ต่างกับลินซ์ที่ไม่มีอะไรเลย เขาเลยสร้างเฟสติวัลเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์อาร์ตขึ้นมา ปรากฏว่าทุกวันนี้นักท่องเที่ยวที่เมืองเขาต่อปีมีจำนวนเท่าๆ กับประชากรเมืองเลย

 

 

Music City น่าจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือหนึ่ง เมืองที่ร่ำรวยวัฒนธรรมอยู่แล้ว ซีนดนตรีในเมืองนั้นๆ ก็เจริญไปด้วย เช่น นิวยอร์ก โตเกียว เบอร์ลิน ชิคาโก ส่วนอีกประเภทคือเมืองที่ไม่ได้มีเนื้อหาด้านดนตรีเลย แต่จงใจสร้างภาพลักษณ์ขึ้นมาด้วยฝีมือขององค์กรหรือคนกลุ่มหนึ่ง

 

เช่น เมืองออสติน เท็กซัส ถ้าเคยไปจะรู้ว่ามันไม่มีอะไรเลย เป็นทะเลทราย นอกจากดาวน์ทาวน์ก็ไม่มีอะไรเลย สิ่งเดียวที่ดีคือมหาวิทยาลัย (University of Texas at Austin) ทำให้มีวัยรุ่นเยอะ และชอบฟังดนตรีดีๆ ทำให้ช่วงปี 1991 เมืองออสตินนิยามตัวเองให้เป็น Live Music Capital of The World เริ่มบัญญัติข้อบังคับต่างๆ ให้เอื้อกับนักดนตรีและการเล่นดนตรีสด ทำให้เมืองคึกคักมาก นักท่องเที่ยวก็เข้ามามาก คนก็แฮปปี้ เมืองแฮปปี้ นักท่องเที่ยวแฮปปี้ รัฐบาลแฮปปี้

 

ซึ่งที่ออสตินนี้มีงาน SXSW (South by Southwest) ซึ่งเริ่มจากเป็นมิวสิกเฟสติวัลที่มีผู้เข้าชมงานเพียงหลักร้อย แต่ปัจจุบันกลายเป็นงานที่มีทั้งดนตรี ภาพยนตร์ เกม อินเตอร์แอ็กทีฟคอนเทนต์ วิชวลอาร์ต ซึ่งคิดว่าเป็นงานดนตรีที่แสดงความเป็นออสตินได้ดีมาก เป็นงานที่คนอยากจะมาค้นพบเทคโนโลยี หนัง และวงดนตรี ศิลปินที่ยังไม่มีใครค้นพบ ยังไม่โด่งดัง ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

 

 

สิ่งที่ดีที่สุดของที่นี่คือบาร์ ซึ่งเรียงรายกันติดกันเป็นแพในถนนหนึ่งเส้นที่ยาวประมาณทองหล่อ คือ 6th Street และเหล่าศิลปินฝีมือดีที่ยังไม่ถูกค้นพบจากงาน SXSW เหล่านั้น ก็จะมาเล่นในบาร์เหล่านี้นี่เอง

 

ศิลปินที่ถูกค้นพบจากงาน SXSW

หลายคนเคลมว่าจอห์น เมเยอร์ ดังจากการได้มาเล่นที่เฟสติวัลนี้, เอมี ไวน์เฮาส์มาเล่นที่อเมริกาครั้งแรกที่งานนี้, เจมส์ บลันต์ก็ใช่, เดีย แฟรมป์ตันที่ไปประกวด The Voice USA รวมไปถึงเทคโนโลยีอย่างเช่นแอปฯ Foursquare, Twitter ก็บอกว่าได้ ยูเซอร์และเข้าสู่กระแสแมสจากงานนี้ หรือแม้แต่ศิลปินสแตนด์อัพอย่างวง Flight of the Conchords

 

งานแบบ SXSW สามารถเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ​ ได้หรือเปล่า

คิดว่ากรุงเทพฯ มี potential นะ คนไทยฟังเพลงกันอยู่แล้ว และชอบฟังด้วย มีเวลาฟัง พูดในด้านสถิติตัวเลขยอดวิวในยูทูบของเพลงไทย 200-300 ล้านวิวกันเยอะมากนะ ทั้งๆ ที่ภาษาไทยนี้ไม่ได้ฟังกันอย่าง worldwide เหมือนภาษาอังกฤษ

 

หลักๆ คือเราต้องจุดกระแสให้การฟังเพลงหรือวงดนตรีที่ไม่รู้จักเป็นเรื่องเท่ ถ้าทำอย่างนั้นได้ อีกสัก 5-10 ปีเจอกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ มองกลับไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ถ้ามีใครบอกว่าเกาหลีใต้จะกลายเป็นผู้นำด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ของเอเชีย คนคงจะไม่เชื่อ แต่พอถึงวันนี้ใครจะหัวเราะพวกเขาได้บ้าง

 

ถ้าพูดถึงเมืองไทย ผมว่าป๋าเต็ดเคยเกือบจะจุดกระแสนี้ติดแล้วนะ มันเกือบแล้ว ซึ่งถ้า Music City จะเกิดขึ้น บรรยากาศเหมือนยุคอินดี้ต้องกลับมาก่อน ซึ่งมีศักยภาพมากทีเดียว ถ้ามองจากมุมมองนักดนตรี กรุงเทพฯ ค่าใช้จ่ายในเมืองเราไม่แพง มีกลุ่มคนฟังจากทั่วโลก ทั้งนักท่องเที่ยว คนต่างชาติที่มาอยู่ รวมถึง expat ต่างๆ ที่มาใช้ชีวิตในเมือง สถานที่เล่นดนตรีก็มีมาก เป็นเมืองมันๆ เมืองหนึ่ง

 

 

ทางรอดของซีนดนตรีกรุงเทพฯ คือไลฟ์เฮาส์?

เป็นไปได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนมากคือโตเกียว ที่แม้จะมีจุดเด่นหลายด้านทั้งอาหาร วัฒนธรรม เทคโนโลยี แต่ดนตรีก็โดดเด่นมากๆ พวกเราถ้าเคยไปญี่ปุ่นจะเห็นซีนดนตรีได้ชัดเจน เช่น นักดนตรีที่เล่นกันอยู่ข้างถนน ที่เก่ง อยากจะเล่น และคนฟังก็เอ็นจอย กระโดดโลดเต้นกัน ให้กำลังใจนักดนตรี ไม่มีการตัดสินคนที่ยังไม่เก่ง ไม่โห่ ไม่ด่า แต่เอ็นจอยไปกับดนตรี

 

เมืองอื่นๆ ในไทยที่มีศักยภาพจะเป็น Music City

ผมยังไม่เคยไปมาทุกเมือง แต่เห็นว่าเชียงใหม่เป็นได้ เพราะที่นั่นวัยรุ่นเยอะ ซีนดนตรีมักขับเคลื่อนด้วยคนรุ่นใหม่ และยังชอบศิลปะ แถมยังติดตามผลงานศิลปินอย่างจริงจัง เคยไปจัดงานที่เชียงใหม่ 5 ปีต่อมายังเจอแฟนเพลงคนเดิมอยู่เลย แปลว่าเขาจริงจัง

 

อีกอย่างคือเชียงใหม่มีถนนที่รวมร้านบาร์ไว้ในถนนเส้นเดียวคือ นิมมานเหมินทร์ ซึ่งสะดวกกับการเกิดขึ้นของซีนดนตรี ไม่ต่างจาก 6th Street ที่ออสตินเลย

 

อีกจังหวัดน่าสนใจคือมหาสารคาม เป็นจังหวัดที่คนติดตามดนตรีกันอย่างจริงจัง มีคลื่นอินดี้ ร้านอินดี้โดยเฉพาะ

 

เมืองที่มีบุคลิกแบบนี้ต้องมีพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์ได้ระบายออก ซึ่งเอาจริงๆ กรุงเทพฯ เสียเปรียบในเรื่องนี้มาก ลองนึกว่าถ้าอยากเล่นดนตรีในกรุงเทพฯ จะเล่นที่ไหนที่ไม่โดนไล่ หรือไม่ต้องขออนุญาตก่อน ซึ่งใช้เวลานาน แต่ถ้ามองไปที่ต่างประเทศ ตามสวนสาธารณะนี่เขาเปิดกว้างให้ทำอะไรก็ได้นะที่เป็นงานศิลปะ

 

 

อีกอย่างคือกรุงเทพฯ ไม่มีวัฒนธรรมของการเดิน เมื่อคนเดินกันเยอะ ศิลปะที่เกิดขึ้นตามถนนมันก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ และยังสร้างบรรยากาศให้คนในเมืองเดินจากบาร์หนึ่งไปบาร์หนึ่ง หรือจากโชว์หนึ่งไปอีกโชว์หนึ่ง ไม่ใช่การขับรถซึ่งลำบากและใช้เวลามากกว่ามาก

 

ที่น่าสนใจคือมีงานวิจัยบอกว่าคนกรุงเทพฯ ​เดินเยอะไม่แพ้คนญี่ปุ่นหรือเกาหลีเลย แต่เดินแค่ไม่กี่ที่ เช่น ในห้างสรรพสินค้า สิ่งที่เราควรคิดคือทำยังไงถึงจะเกลี่ยการเดินในสถานที่จำกัดมาเป็นการเดินไปนั่นไปนี่ได้โดยไม่ต้องกังวลและสะดวกสบายพอ

 

น่าจับตามองว่าเจริญกรุงจะเป็นถนนที่เป็นหัวหอกของวัฒนธรรมการเดินในกรุงเทพฯ เป็นย่านที่ไม่อันตรายมากนัก มีบาร์กระจายอยู่ทั่ว มีแหล่งศิลปะอยู่ในระยะเดินถึงได้

 

 

นั่นแปลว่ากรุงเทพฯ สามารถเป็นเมืองดนตรีอย่างเมืองดนตรีอื่นๆ ในโลกได้

ถ้าเทียบกับเมืองอย่างออสตินแล้ว กรุงเทพฯ มีความพร้อมกว่ามากนะ หลายเมืองที่เจริญด้านวัฒนธรรมอยู่ตอนนี้เคยไม่มีอะไรเลยมาก่อน แต่กรุงเทพฯ มีหลายอย่างที่ดี เหลือเพียงแต่ว่ากระแสการแสวงหาฟังดนตรีจะกลับมาอีกครั้ง และมีคนที่นำทางกระแสนี้ให้มันไปได้

 

 


ฟังรายการ Eargasm Deep talk พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 


Credits


The Host
แพท บุญสินสุข

The Guest พงศ์สิริ เหตระกูล

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic

Photo Sofar Sounds Bangkok, พงศ์สิริ เหตระกูล, ญาณิกา เลิศพิมลชัย

The post Music City เป็นอย่างไร และทำไมกรุงเทพฯ ถึงมีศักยภาพพอจะเป็นเมืองดนตรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อะไรคือเนื้องานแท้ๆ ของอาชีพดูแลศิลปิน (Artist Relation) https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk06/ Thu, 05 Apr 2018 17:01:39 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=82501

“คอนเสิร์ตก็ดูฟรี นักดนตรีก็ได้เจอ” เป็นนิยามที่หล […]

The post อะไรคือเนื้องานแท้ๆ ของอาชีพดูแลศิลปิน (Artist Relation) appeared first on THE STANDARD.

]]>

“คอนเสิร์ตก็ดูฟรี นักดนตรีก็ได้เจอ” เป็นนิยามที่หลายคนมอบให้คนที่ทำอาชีพดูแลศิลปิน (Artist Relation) แล้วอะไรคือเนื้องานจริงๆ ของพวกเขากันแน่

 

มาพูดคุยกับหลากหลายตำแหน่งคนดูแลศิลปิน อย่าง เต๋า-เดชณรงค์ มีประโลม ผู้จัดการวง Getsunova, แน๊ค-นันทพร จงรั้งกลาง พีอาร์ค่าย Smallroom และ เพิร์ล-จรรยาณี สุทธาวสินธุ์ พีอาร์จากค่าย SpicyDisc มาแถลงไขให้ฟัง ว่านอกจากความดีงามที่ได้ใกล้ชิดศิลปินที่ชื่นชอบแล้ว คนทำงานนี้ต้องหัวร้อนกับอะไรอีกบ้าง  

 

 

ใครคือคนดูแลศิลปิน (Artist Relation)

จริงๆ แล้วคนดูแลศิลปินมีหลายตำแหน่ง เช่น ผู้จัดการ ที่ดูแลศิลปินที่หน้างานเมื่อต้องออกงาน พีอาร์ หน้าที่หลักคือการพาศิลปินไปโปรโมต รวมถึงเขียนข่าวส่งไปตามสื่อ แต่ก็ต้องดูแลศิลปินด้วยในระหว่างที่ออกทัวร์ และเออาร์ คือตำแหน่งดูแลศิลปินที่ต้องคอยดูสารทุกข์สุกดิบของศิลปินในระหว่างทำงาน

 

 

งานของผู้จัดการและพีอาร์

ก็คือการจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ถ้ามีงานมาสักงาน ผู้จัดการก็ต้องติดต่อวงดนตรี ทีมงาน แบ็กสเตจ ตากล้อง ประสานงานให้ทุกฝ่ายมาในเวลาที่เหมาะสม รวมไปถึงตรวจเช็กสถานที่ว่ามีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง

 

ส่วนงานของพีอาร์จะไม่จบแค่หน้างานเหมือนผู้จัดการหรือเออาร์ บางครั้งถ้าพาศิลปินไปงานแถลงข่าวมาก็ต้องกลับมาเขียนข่าวส่งเลยเหมือนกัน ทำทั้งงานพรีโปรดักชัน และโพสต์โปรดักชันเลย

 

ในยุคนี้พีอาร์อาจมีส่วนร่วมงานพาร์ตครีเอทีฟด้วย คือคิดว่าศิลปินบุคลิกอย่างนี้จะต้องไปออกสื่อไหนที่เข้ากับลักษณะของวง

 

 

มีปัญหาในการทำงานไหม

สมมติว่าต้องไปดูแลศิลปินต่างเพศ ก็ยังไม่เคยเจอปัญหานะ เพราะการไปออกงานแต่ละครั้งเราจะมีการบรีฟว่างานนี้ต้องการแบบนั้นแบบนี้นะ แล้ววงก็จะรับทราบ ปรับงานทำงานของวงให้เป็นตามที่สื่อต้องการ และส่วนมากวงมืออาชีพก็ไม่ค่อยมีปัญหานัก เขาเข้าใจเนื้องาน

 

ส่วนหน้างานก็มักจะมีปัญหาประเภทว่ามีการขอเพลงนอกเซตลิสต์ที่เตรียมมา เช่น Happy Birthday หรือมีการเชิญคนขึ้นกล่าวบนเวทีกลางโชว์ เป็นต้น ซึ่งเราก็จะถามศิลปินก่อนว่าได้ไหม ถ้าวงไม่แฮปปี้ก็เป็นหน้าที่เราที่ต้องเป็นตัวกลางไปสื่อสารกับผู้ว่าจ้างให้รู้ และเสนอทางแก้ไข เช่น ไปแฮปปี้กันหลังโชว์ได้ไหม เป็นตำแหน่งที่เป็นกันชนให้วง ต้องปฏิเสธเป็นและต้องซอฟต์ด้วย ประนีประนอม

 

จริงๆ ศิลปินไม่ใช่คนเรื่องมากเลย ถ้ารีเควสต์ต่างๆ เขาทำให้ได้ แต่บางครั้งรีเควสต์ของสื่อหรือลูกค้าก็ไม่เข้ากับเขาเลย เช่น ให้ศิลปินป๊อปไปร้องลูกทุ่ง หรือให้เต้นหน่อย

 

เราต้องเซฟศิลปินและผู้ว่าจ้าง ให้ทั้งสองฝ่ายนี้ไม่ผิดใจกัน มีสัมพันธ์ที่ดีต่อไป แม้บางครั้งจะกลายเป็นเราโดนว่าแทนก็ตาม

 

 

ความสามารถที่คนดูแลศิลปินควรต้องมี

เคยเห็นค่ายเพลง What The Duck ประกาศรับตำแหน่งพีอาร์โดยบอกว่าต้องเป็นคนที่จองตั๋วเครื่องบินได้รวดเร็ว มันคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เราต้องดูแลคนจำนวนมากด้วยตัวเองคนเดียว ฉะนั้น การคิดเร็วและลงมือทำเลยมันสำคัญ เราจะคิดกับวงเหมือนเวลาเราทำกับตัวเอง ถ้าเราอยากจองไฟลต์ที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เราก็ต้องทำสิ่งนั้นให้วงเหมือนกัน

 

งานบัญชีก็ต้องทำนะ เห็นอย่างนี้ ทำหนักมาก ต้องมีความรู้เรื่องภาษี การหัก VAT โปรแกรมบัญชีก็ต้องใช้ หรือแม้กระทั่งถ่ายรูปศิลปินเวลาเล่น

 

ส่วนหน้าที่ผู้จัดการอย่างเต๋า อาจไม่ต้องถ่ายรูปศิลปินแต่ต้องเตรียมหน้างานให้ศิลปิน อุปกรณ์ที่ต้องพกไปอย่างแน่นอนคือโทรศัพท์กับไฟฉาย โดยเฉพาะไฟฉาย สำคัญที่สุดสำหรับหน้าเวที เนื่องจากเราไม่คุ้นสถานที่ ตรงไหนเดินยังไง มีหลุมหรือเปล่า เพดานเตี้ยไหม ก็ต้องมีไฟฉายไว้ดูก่อน เพราะถ้าศิลปินตกลงไปบาดเจ็บก็เป็นความผิดเราที่ไม่เคลียร์เวที

 

งานดูแลศิลปินมันเหมือนลูปนะ เราเสร็จงานหนึ่งพรุ่งนี้เราก็ต้องไปทำอีกงานหนึ่งที่มันเหมือนกัน มันเหมือนการทำงานออฟฟิศ เพียงแต่สถานที่มันเปลี่ยนทุกวัน ร้อยวันก็ร้อยร้าน

 

 

เรื่องประทับใจคนดูแลศิลปิน

มีโดนแกล้ง โดนตั้งสเตตัสแกล้ง แกล้งกันเกือบทุกวง แต่เห็นสนิทกันแกล้งกันอย่างนี้ แต่จริงๆ มันก็มีระยะของการทำงานนะ เพราะเมื่อไรที่ทำงาน ศิลปินที่ซี้ๆ กันเขาก็จะรู้ว่านี่เราจริงจังแล้วนะ พอหลังเลิกงานก็ค่อยลั้นลา

 

เราสามารถเตือนกันได้ คุยกันได้ บางทีถ้าใจดีเกินไปมันก็จะมีการไม่เชื่อฟังกัน เราก็ต้องแสดงให้ศิลปินหรือทีมงานเห็นว่าเราซีเรียสได้นะ

 

คุณสมบัติของคนดูแลศิลปินที่ดี

อย่างแรกคือตรงต่อเวลา เพราะถ้าเราสาย ทุกอย่างมันจะล่มหมดเลยเป็นโดมิโน เคยมีครั้งหนึ่ง ไปทัวร์กับวงแล้วนัดวงตอนเที่ยงที่ล็อบบี้โรงแรม เราลงมาเที่ยงตรง วงนั่งรอหมดแล้ว เรานี่ขนลุกเลย เขาตรงเวลากันมาก

 

อย่างที่สองคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งในเนื้องานและกับตัวศิลปินเอง มีบางครั้งที่ศิลปินต้องเข้างานแล้วแต่อารมณ์ไม่พร้อม เราก็ต้องทำยังไงให้เขา go on กับงานต่อไปได้ เราต้องไว ต้องดูศิลปินและรายการตลอดเวลาว่ารู้สึกยังไงอยู่

 

อย่างที่สามคือความอดทน คือเราต้องรู้จักระงับอารมณ์ตัวเอง และช่วยระงับอารมณ์คนอื่น บางทีเราโมโหนะ แต่เราก็ต้องคิดเผื่อวง ว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ต้องคอยเตือนทั้งตัวเองและศิลปิน

 

เค้าจ้างเรามาแก้ปัญหาน่ะเนอะ


ฟังรายการ Eargasm Deep talk พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 


Credits

The Host แพท บุญสินสุข

The Guest นันทพร จงรั้งกลาง, จรรยาณี สุทธาวสินธุ์, เดชณรงค์ มีประโลม


Show Creator
แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Music Westonemusic

The post อะไรคือเนื้องานแท้ๆ ของอาชีพดูแลศิลปิน (Artist Relation) appeared first on THE STANDARD.

]]>
15 ปีในวงการเพลง กับสิ่งที่วง Zeal ยังไม่ได้ทำ https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk05/ Fri, 30 Mar 2018 06:09:00 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=80928

นักฟังเพลงอายุ 30 ปีขึ้นไปคงคุ้นกับ Zeal วงดนตรีร็อกผสม […]

The post 15 ปีในวงการเพลง กับสิ่งที่วง Zeal ยังไม่ได้ทำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักฟังเพลงอายุ 30 ปีขึ้นไปคงคุ้นกับ Zeal วงดนตรีร็อกผสมอิเล็กทรอนิกส์ ที่เปิดตัวอัลบั้มแรก (ใช่แล้ว อัลบั้ม) ด้วยเพลงเร็วที่หนักและมันอย่าง เหวี่ยง, คนบ้า และเพลงช้าที่บาดและฮิตมากอย่าง สองรัก ที่ทุกวันนี้ก็วงร้านอาหารหรือผับเธคก็ยังเล่นกันอยู่

 

ผ่านมา 15 ปี ยังมีอะไรใหม่กับวงร็อกรุ่นเก๋าอย่าง Zeal บ้าง และมีอะไรในชีวิตของวงดนตรีวงหนึ่งที่พวกเขายังไม่ได้ทำบ้าง มาติดตามฟังใน Eargasm Deep Talk สัปดาห์นี้

 

 

เพลงใหม่ อัลบั้มใหม่

ช่วงที่ผ่านมาออกเพลงปีละ 1 ซิงเกิลมา 3 ปี ซึ่งจะนำไปสู่การทำอัลบั้มในช่วงปี 2018 นี้ เพลงล่าสุดคือ ปลุก (Rizing) ซึ่งวงลองเปลี่ยนระบบการทำงานดูด้วยการไปขลุกรวมตัวกันแต่งเพลงที่สตูดิโอที่พัทยา ก็ได้เพลงนี้ออกมา ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เผชิญหน้ากับปัญหาอยู่ ซึ่งบางคนอาจผ่านมันมาได้ แต่หลายคนผ่านไม่ได้ บ้างก็ถึงกับเกิดอาการซึมเศร้าหรือคิดฆ่าตัวตาย

 

ปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เราสามารถอยู่เคียงข้างเขาได้ มองเห็นว่าเขามีปัญหา และช่วยดึงเขาให้ลุกขึ้นมาก่อนจะสายเกินไป เพลงนี้ก็เป็นตัวแทนความรู้สึกของคนที่ต้องการกำลังใจ พวกเราเองก็เคยเป็น เคยมีปัญหา เราก็ต้องการแสงสว่างเหมือนกัน แสงนั้นแหละที่มีความหมายให้พวกเรามีชีวิตต่อไป ทำผลงานต่อไปได้

 

Zeal เมื่อ 15 ปีก่อน และ Zeal ทุกวันนี้

วงซีลขึ้นชื่อเรื่องเอาซาวด์อิเล็กทรอนิกส์ของซินธ์มาผสมกับดนตรีร็อกหนักหน่วง เมื่อ 15 ปีที่แล้ว การทำซาวด์แบบนั้นเป็นเรื่องยาก เครื่องก็ใหญ่เทอะทะ แต่เดี๋ยวนี้มันง่ายขึ้นมาก

 

แต่อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีสะดวกสบายขึ้น แต่การคิดงาน ทำเพลงก็ยังต้องการไอเดียที่ดีอยู่ดี มนุษย์คือคนตัดสินใจว่าซาวด์ไหนจะวางไว้ตรงไหน บางคนอาจบอกว่าเครื่องมือดิจิทัลวางงานให้เราได้ แต่หากขาดการควบคุม ขาดไอเดีย จินตนาการ ก็ยากที่จะเป็นผลงานที่ดี

 

การมีมือกีตาร์เข้ามาในวงอีก 1 คน

สมาชิกล่าสุดของวงคือ ศิลา ที่เข้ามาเล่นกีตาร์ ในขณะที่มี ชุ (ณัฐบวร เศรษฐกนก) เป็นมือกีตาร์อยู่แล้ว แต่ไม่มีปัญหาในการทำงานอะไร เพราะแบ่งหน้าที่กันชัดเจนว่าศิลาเป็นกีตาร์ rhythm ส่วนชุเป็นกีตาร์โซโล่

 

ช่วงที่ทำเพลงนี้ ศิลาไปฟังดนตรีเจร็อกเยอะขึ้นมาก อาทิ Luna Sea ซึ่งมีบทสัมภาษณ์อิโนรัน (Inoran – มือกีตาร์วง Luna Sea) ว่าเขาชอบเล่น rhythm มากกว่า เพราะรู้สึกว่ามันโอบอุ้มวงไว้ และทำให้วงอยู่ได้เป็นปึกแผ่น แต่ก็คิดงานด้วยกัน ลูกจิ้มกีตาร์ในอินโทรเพลง ศิลาก็เป็นคนคิด แต่ให้ชุเล่น ด้วยการแบ่งงานกันนี้เอง

 

สไตล์การทำงานที่เปลี่ยนไปหลังผ่านเวลา 15 ปี

คือคิดงานให้ซับซ้อนน้อยลง ไม่ใช่ว่าคิดน้อยลงนะ แต่การเล่นจะซับซ้อนน้อยลง ส่วนทางด้านของเบส ก็มีการพูดคุยถึงทิศทางของซิงเกิล ที่ย้อนไปถึงอารมณ์กรันจ์ สาดๆ เหมือนช่วงแรกที่ทำวง

 

ทางเบสเนี่ย ป๊อกอยากให้ซาวด์เบสที่มี distortion แตก สากๆ ให้ได้อารมณ์ใหม่ ที่จริงๆ ก็อยากได้มานานแล้วตั้งแต่ตอนทำอัลบั้มที่สอง (อัลบั้ม Trip) แต่ไม่เคยหาซาวด์แบบนี้เจอเลยมาสิบกว่าปี แต่พอถึงจุดที่เจอ มันก็เจอซะอย่างนั้น ไม่ได้ใช้ก้อนเอฟเฟกต์ด้วยซ้ำ

 

 

การทำเพลงหลังจากนี้

จากนี้น่าจะได้ฟังเพลงกันถี่ยิ่งขึ้น ปีนี้อาจจะมีอีก 2-3 เพลง Zeal เองผ่านการทำงานในยุคทำอัลบั้มมาแล้ว 3-4 อัลบั้ม ซึ่งเพลงในนั้นก็จะมีฟังก์ชันต่างกันไป ซึ่งมันก็สนุก แต่ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมการบริโภคดนตรีมันเปลี่ยนไป หลายครั้งมองย้อนกลับไป เราก็เสียดายหลายเพลงในอัลบั้มที่เป็นเพลงหลืบๆ ไม่ได้ปล่อยเป็นซิงเกิล ซึ่งน่าจะมีคนอีกหลายคนไม่ได้ฟัง ก็เปลี่ยนมาปล่อยเป็นซิงเกิลตามสมัยนิยม

 

ซึ่งถ้าต่อไปภายภาคหน้า พฤติกรรมการฟังคนเปลี่ยนไปอีก โหยหาการฟังอัลบั้มอีก เราก็พร้อมจะกลับมาทำอัลบั้มนะ

 

เพลงที่เสียดายที่ไม่ได้ปล่อยเป็นซิงเกิล

ที่เป๊กชอบมากคือเพลงชื่อ เก็บ ของอัลบั้มที่แล้ว (อัลบั้ม Grow) ซึ่งเพราะมาก อยากให้ลองไปฟังกันดู

 

 

เจ้าพ่องานผับ

วงซีลไม่ได้เอ็นเตอร์เทนดุดัน หรือพูดจาจริงจังซีเรียสมาก เป็นสายแซวมากกว่า ตลกโปกฮากันไป เราคิดว่าถ้าคนฟังทุกคนมีความสุข สนุกกับมัน เราก็โอเคนะ ก็ต้องดูสถานการณ์หน้างานด้วย ถ้าลองฮาแล้วคนยังไม่แฮปปี้มาก เราก็อาจเปลี่ยนกระบวน ส่งให้เคนโซโล่กลองกายกรรมสักหน่อย คนก็อาจจะฮือฮาขึ้นมา

 

มันต้องมีหลายมิติ สนุกบ้าง ฮาบ้าง โชว์ความสามารถบ้าง หรือถ้าคนอยากได้อารมณ์จริงจัง เป๊กก็อาจพูดเข้าเพลงซีเรียสบ้างก็ได้ ส่วนเพลงไม้ตาย แน่นอนว่าคือเพลง สองรัก ที่ทุกคนคุ้นหู แต่เราจะไม่เล่นกันตั้งแต่กลางโชว์ เพราะหลายคนฟังเพลงนี้เพลงเดียวแล้วก็กลับ ก็จะเอาไปไว้เพลงสุดท้ายมากกว่า ซึ่งได้ผลนะ คนอยู่รอฟัง

 

มีบางโชว์เราเคยเล่น สองรัก อยู่ 2-3 รอบ เพราะคนขอขึ้นมาอยู่นั่นแหละ บางคนเพิ่งมาแต่เราเล่นไปแล้วก็ขอให้เล่น สองรัก เราก็เล่นอีกอยู่นั่น

 

 

 

สิ่งที่วงอายุ 15 ปียังไม่ได้ทำ

คงเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ ที่ยังไม่เคยมีอย่างเป็นทางการเลย คิดว่าหลังจากออกอัลบั้มชุดนี้ ซึ่งเป็นชุดที่ 6 ก็น่าจะได้จัดคอนเสิร์ตควบคู่กันไป

 

การเล่นดนตรีต่างประเทศก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่เราอยากทำ ไปเล่นให้คนไทยในต่างประเทศฟังก็ยังดี เราก็ถือโอกาสไปใช้ชีวิต ทัวร์ในต่างแดนด้วยกันด้วย

 

วง Zeal เคยไปเล่นไลฟ์เฮาส์ที่ญี่ปุ่นด้วยกันครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ได้รับคำตอบรับที่ดีมากๆ ที่แปลกใจคือคนที่มาดูโชว์เป็นคนญี่ปุ่นไปครึ่งหนึ่ง เป็นคนญี่ปุ่นที่ชอบฟังเพลงไทย มาจากหลายเมืองเลย ตอนแรกก็ไม่รู้นึกว่าคนไทย เพราะเขาร้องเพลงเราได้ทุกเพลง แต่พอเข้าไปคุย เฮ้ย คนญี่ปุ่นนี่หว่า แถมมีถือซีดีมาให้เซ็นอีกต่างหาก ซึ่งไม่ใช่ซีดีที่เราขนไปขาย บางแผ่นเป็นอัลบั้มเก่าแล้ว แปลว่าเขาติดตามเรามานาน ก็น่าประทับใจจริงๆ

 

วงการดนตรียุคนี้มันเป็นอย่างไร สำหรับวงดนตรีที่อยู่มาหลายยุค

มันหลากหลายขึ้น ทุกคนแสดงความสามารถของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ต้องเอาเดโมไปยื่นที่นั่นที่นี่ รอค่ายใหญ่ๆ ให้โอกาสเรา แต่ยุคนี้เราเสนอผลงานให้คนฟังโดยตรงได้เลย

 

นอกจากจะดีสำหรับผู้บริโภคแล้ว แต่ศิลปินก็ต้องเปลี่ยนแปลงตาม ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีไปอีกแบบ เมื่อก่อนมีฉลองล้านตลับ เดี๋ยวนี้ก็มีฉลองล้านวิว มันก็มีเสน่ห์ไปคนละแบบ ไม่ใช่ดีกับไม่ดี อีกหน่อยก็คงมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกระลอก มันก็คงไม่แย่ แค่ต้องปรับกัน คือถ้าใครเริ่มบ่นก็อาจจะแปลว่าเขาเริ่มถอยจากวงการเพลงแล้ว

 

ไปฟัง Zeal อัลบั้มแรกที่หลายคนยกให้เป็นมาสเตอร์พีซที่นี่

เอ็มวีซิงเกิลใหม่ ปลุก (Rizing) ก็ออกมาให้ดูแล้ว

 


ฟังรายการ Eargasm Deep talk พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 


 

Credits

 

The Host แพท บุญสินสุข

The Guest ปราชญ์ พงษ์ไชย, ปรัชญา มีบำรุง, ณัฐบวร เศรษฐกนก, ศิลา นามเทพ, ต่อยศ จงแจ่ม


Show Creator
แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic

The post 15 ปีในวงการเพลง กับสิ่งที่วง Zeal ยังไม่ได้ทำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เล่นดนตรีเก่ง ทำวงได้ แต่งเพลงดี แค่นี้พอไหมกับการเป็นนักดนตรีอาชีพ https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk04/ Fri, 23 Mar 2018 09:06:31 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=79284

ใครที่เคยทำวงดนตรีก็ต้องฝันอยากจะใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือ […]

The post เล่นดนตรีเก่ง ทำวงได้ แต่งเพลงดี แค่นี้พอไหมกับการเป็นนักดนตรีอาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใครที่เคยทำวงดนตรีก็ต้องฝันอยากจะใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพให้ได้สักครั้งล่ะนะ ได้อยู่กับสิ่งที่เรารักทุกวัน มันน่าจะมีความสุขจะตาย

 

แล้วถ้าคุณเป็นคนเล่นดนตรีเก่ง ทำวงก็ดี แต่งเพลงก็ได้ อย่างนี้เพียงพอไหมกับการจะเป็นนักดนตรีมืออาชีพ

 

Eargasm Deep Talk สัปดาห์นี้ พาไปคุยกับพี่สึด แอดมินจากเพจ โถชีวิตนักดนตรี ที่แปรเปลี่ยนเรื่องเศร้ามาเป็นสีสัน ขอนำประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการดนตรีแสดงสดมานานกว่า 20 ปี มาแชร์ให้เราฟังว่ามันสึดๆ ขนาดไหน

 

โถชีวิตนักดนตรี เพจรวมความป่วงในวงการเพลงที่ถูกใจนักดนตรี

เกิดจากความอยากบ่นของพี่สึดเอง แต่ไม่อาจบ่นลงสเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวได้ ก็เลยเปิดเพจมาบ่น แต่ปรากฏคนกลับชอบ จนเข้ามากดไลก์และติดตามมากมาย

 

 

ประสบการณ์การเล่นดนตรีเป็นอาชีพมาร่วม 20 ปีของพี่สึด

สำหรับการเล่นดนตรีอาชีพ การเล่น การฝึกซ้อม การปรับตัวมันคือหน้าที่ของเรา มันทำให้หน้างานเราดูดี แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือนิสัย ถ้าเราเล่นดีมากแต่เรานิสัยไม่ดี บุคลิกเป็นภัยกับเพื่อนร่วมงาน เขาอาจจะไม่เรียกเราไปเล่นอีกก็ได้ หรือไม่เขาก็จะคิดถึงเราเป็นตัวเลือกท้ายๆ

 

สิ่งที่นักดนตรีควรเตรียมพร้อมในตอนก่อนขึ้นเล่นและระหว่างเล่น ก่อนเล่นก็ไม่มีอะไรมาก แค่ต้องไปเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย จะได้เล่นสบาย ส่วนบนเวที ถ้าอยากให้เพอร์ฟอร์มออกมาดี เราต้องตื่นตัวกว่าปกติ ต้องฟังเพื่อนร่วมวงให้มากกว่าปกติ ความสนุกของการเล่นดนตรีคือการสื่อสารนี่แหละ อย่างในวงผม จะเล่นเพลงในแต่ละคืนไม่เหมือนกันเลย เล่นเพลงเดียวเป็นร้อยเวอร์ชันเลย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เราสั่งสมมาด้วยเหมือนกัน

 

จุดเริ่มต้นเพจโถชีวิตนักดนตรี

เกิดจากความหงุดหงิด แต่มันเหมือนประสบการณ์ร่วมระหว่างผู้ร่วมอาชีพนักดนตรี ที่เหมือนโดนความป่วงแบบเดียวกันมา เริ่มแรกก็อยู่ในหมู่นักดนตรีและศิลปิน พอมีการแชร์มากเข้า ก็เริ่มเข้าไปสู่สังคมคนฟังเพลงและคนที่ติดตามศิลปินเหล่านั้นมากขึ้น

 

มุกที่คนชอบมากๆ มักจะเป็นมุกง่ายๆ เช่น เขียนลงในรูปว่า ‘จับคอร์ด F ไม่ได้’ ซึ่งคอร์ด F คือคอร์ดแรกๆ ที่คนหัดกีตาร์ต้องทาบนิ้ว ซึ่งทุกคนเจอเหมือนกันแน่นอน

 

มันเหมือนมือกีตาร์ก็จะมีโจ๊กของเขา มือกลองก็มีโจ๊กของเขา นักร้องก็มีโจ๊กของเขา

 

 

เรื่องป่วยๆ แบบอินไซด์สัก 2-3 เรื่อง

เรื่องแรกคือมีรุ่นน้องมือคีย์บอร์ดไปเล่นงานแต่ง แล้วโดนขอเพลง มหาฤกษ์ ก็คิดว่าเล่นได้ พอเล่นไปสักพักปรากฏว่ามีเมโลดี้เพลง ลอยกระทง เข้ามาในหัว สุดท้ายก็เล่นตามเมโลดี้ไปซะเฉย ก็เล่นไปจนท่อนสร้อย ‘บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ’ พอจบ ทุกคนในงานสตันต์กันหมด จนน้องต้องลุกขึ้นมานำไชโยเอง

 

เคยคุยกับคุณจีน AF1 ที่รายการนี้เหมือนกัน การไปเล่นดนตรีในงานแต่งงาน

คุณจีนนี่ก็มีเรื่องฮาเหมือนกัน เขาไปเล่นงานหนึ่งที่ต่างจังหวัด ทีมงานก็บรีฟอย่างดีว่าจะมีคนมารับคุณจีนนะ พอไปถึงสนามบินที่นั่นก็หาตัวกันอยู่นานก็ไม่เจอ ปรากฏว่าคนที่มารับเข้าใจว่ามารับคนจีน เลยเตรียมป้ายเป็นภาษาจีนมา (ฮา)

 

หรือมีวงดนตรีวงหนึ่งชื่อ Bomb At Track จะไปเล่นดนตรีต่างจังหวัดเหมือนกัน คราวนั้นจะโหลดของลงใต้เครื่อง ซึ่งดันเขียนที่กล่องว่า ‘BOMB AT TRACK!!!’ ป๋าเต็ดเดินมาดูก็บอกว่า “ผมว่า…กล่องนี้ไม่น่าจะผ่านนะ”

 

หลังไมค์เพจโถ

เรื่องที่ฮิตมากคือ มีผู้หญิงส่งรูปมาให้ดูว่าแฟนซื้อกีตาร์มา บอกว่าราคาเท่านั้นเท่านี้ ซึ่งถูกกว่าราคาจริงมาก ผมก็เลยเอาไปแปะหน้าเพจ ถามลูกเพจว่าคิดยังไง ปรากฏว่าที่ฮาคือ ลูกเพจพากันเข้ามาปกป้องแฟนหนุ่มกันใหญ่ บอกว่าซื้อมาถูกแล้ว ต่างๆ นานา

 

ผมจะพยายามไม่ตัดสินอะไร ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ก็จะไม่ออกตัวไปยุ่งมากนัก แต่ถ้าเป็นเรื่องเบาๆ ไม่หนักหนาอะไรนักก็เอามาเฮฮากันหน้าเพจนี่แหละ

 

 

แอดมินนิรนามที่ไม่เปิดเผยตัว

พี่สึดพยายามไม่เปิดเผยตัว เพราะคิดว่าหลายครั้งการที่คนรู้ว่าเราทำเพจดังในวงการก็ทำให้คนที่รู้ปฏิบัติตัวกับเราอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมไม่ชอบ ผมอยากทำตัวสบายๆ มากกว่าเป็นพี่สึดที่ทุกคนเกรงใจ

 

แต่ก็มีบางคนที่ผมไปเล่นด้วยแล้วรู้สึกชอบใจ ก็จะมอบสติกเกอร์ของเพจให้แทนคำบอกเล่าว่าผมคือพี่สึด ซึ่งหลายคนก็แปลกใจ

 

มีครั้งหนึ่งไปเที่ยวลาว แล้วเจอวงดนตรีที่นั่นเล่นดีมาก ผมก็เข้าไปขอแจม แจมเสร็จก็ฟินมาก รู้สึกดีมาก เลยเอาสติกเกอร์ให้เขาไป กะว่าไม่ได้อะไรมาก แต่วงดนตรีวงนั้นกลับรู้จักเราซะงั้น เขาบอก “อ้ายคือ…อ้ายสึด ใช่บ่?” มันประทับใจมาก เขาบอกที่ลาวเพจเราดังมากเลย

 

 

อยากบอกอะไรน้องๆ ที่กำลังเริ่มเล่นดนตรี

พวกเขาควรมองไปข้างหน้า นอกจากการเล่นดนตรี เราก็ควรมีการวางตัว ต้องวางตัวให้ดี ใจกว้างใจดีกับทุกคน เพราะการอยู่ร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญของวงการดนตรี เมื่อเขาต้องการคนอย่างเรา เขาก็จะนึกถึงเรา

 

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือต้องซ้อม ไม่ใช่แค่เล่นแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมาเท่านั้นนะครับ แต่ซ้อมเพราะจะได้รู้ว่าเราจะเป็นนักดนตรีอย่างไรต่อไป หาสไตล์ของตัวเอง หาตัวตนของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเราควรจะโดดเด่นออกมา มีทักษะพิเศษที่ไม่เหมือนใครที่ทุกคนต้องการ และให้ราคาที่ดี

 

สิ่งนั้นจะทำให้เราได้ไปเล่นในที่ที่พิเศษ และเขาก็จะมีราคาที่พิเศษให้ เพราะวงคุณคือวงที่พิเศษ แต่ถ้าทำงานออกมากลมกลืนกับคนอื่นๆ ไปหมด เราก็ต้องไปแข่งในตลาดที่มีคนเล่นอยู่เยอะไปหมด ก็ต้องแย่งชิงกันเหมือนวิ่งเข้ามาในสุขุมวิทช่วงเช้าๆ เนี่ย อย่าเป็นแบบนั้น ขอให้เป็นรถที่วิ่งออกไปนอกกรุงเทพฯ​ ดีกว่า

 

คำถามจากทางบ้าน

1. อยากบอกอะไรกับเจ้าของผับที่จ้างนักดนตรีบ้าง – อยากบอกว่าร้านแต่ละร้านก็มองนักดนตรีต่างกัน บางที่มองเป็น decorate บางที่อาจมองเป็นตัวดูดลูกค้า ผมมองว่ามันไม่ใช่ความสัมพันธ์ในแง่ลูกจ้างกับนายจ้างนะ มันเป็นการพึ่งพิงกันมากกว่า เพราะถ้าเราเล่นเพลงมีรสนิยมที่ดี ร้านก็จะได้ลูกค้าที่รสนิยมดีเข้ากับร้าน

 

ฉะนั้น ร้านควรให้ตัวตนกับนักดนตรี ให้เขาสามารถเล่นเพลงที่เขาต้องการเล่นได้ และแบ่งมาเล่นเพลงที่ร้านอยากให้เล่นได้เช่นกัน

 

2. คิดอย่างไรกับการตัดราคา – ผมว่ามันเป็นเรื่องของเด็กนะ เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เล่นดนตรี เริ่มรับงานก็งงนะ ไม่รู้ว่าเรตราคามันคือยังไง อยู่ตรงไหน งกๆ เงิ่นๆ ยังเป็นมือสมัครเล่นอยู่ เทียบกับวงที่มีประสบการณ์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ผมว่าก็แฟร์ดีถ้าน้องๆ จะรับอีกราคาหนึ่ง เอาจริงๆ ถ้าเด็กที่เพิ่งเริ่มๆ เล่นดนตรีมารับราคาเดียวกับผม ผมโกรธนะ แต่ถ้าคนที่มีประสบการณ์พอๆ กัน มารับราคาแบบตัดกันอย่างนั้น น่าโกรธกว่า

 

3. ได้ทิปเยอะสุดเท่าไร และมีวิธีปฏิเสธเล่นเพลงที่โดนขออย่างไรให้เนียน – ได้ทิปเยอะสุดคนละเป็นหมื่นเลยนะ งานนี้มันพิเศษอย่างตรงที่ ถ้าเราไม่หยุดพัฒนาตัวเอง มันจะพาเราไปที่ที่เราไม่เคยไป ไปกินอะไรที่เราไม่เคยกิน ผมมีงาน Private Event เยอะ เป็นพื้นที่ที่เราไม่มีทางเข้าไปได้ ซึ่งเขาก็จ้างเราราคาดี ถ้าเขาพอใจก็จ่ายเพิ่ม โอนตามมาก็มี

 

ส่วนวิธีปฏิเสธเพลงที่เล่นไม่ได้หรือไม่อยากเล่น ถ้าเนียนสุดก็บอกว่าเล่นไปแล้ว มันมีเหมือนกันนะ ที่เราเพิ่งเล่นเพลงนั้นจบไปเมื่อกี้ แล้วเหมือนเพลงมันไปแล่นอยู่ในหัวเขาตอนคุยกับเพื่อนน่ะ สรุปเขาก็ขอเพลงนี้ขึ้นมาให้เราเล่นอีก เพราะไม่รู้ว่าเราเล่นไปแล้ว ไม่ได้ฟัง แต่รู้สึกมีเมโลดี้เพลงนี้วิ่งอยู่ในหัว

 

4. มีเพลงไม้ตายไหม และเพลงที่พอเถอะ ไม่ต้องขอกูแล้ว มีไหม – ผมว่ายุคนี้เพลง ‘พอเถอะ’ มันไม่มีแล้ว ยุคนี้มันฟุ้งมาก ไม่มีเพลงไหนที่มาสุดๆ สักเพลงเดียวเลย อย่างเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ก็ไม่ได้โดนขอกันตลอดขนาดนั้น ส่วนเพลงไม้ตาย ยุคก่อนหน้านี้สัก 4-5 ปี ต้องเล่นเพลง รักเดียว ปู พงษ์สิทธิ์ รับรองลูกค้าหันกันทั้งร้าน ลองดูครับ

 

 


 

Credits

The Host แพท บุญสินสุข

The Guest พี่สึด เพจโถชีวิตนักดนตรี

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Photographer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์ 

Music Westonemusic

The post เล่นดนตรีเก่ง ทำวงได้ แต่งเพลงดี แค่นี้พอไหมกับการเป็นนักดนตรีอาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักทำสกอร์หนัง ฮีโร่ในภาพยนตร์ที่เราไม่อาจชื่นชมด้วยสายตา https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk03/ Fri, 16 Mar 2018 07:58:27 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=77748

สกอร์หนัง เปรียบเสมือนฮีโร่ที่เรามองไม่เห็น เคยมีคนบอกว […]

The post นักทำสกอร์หนัง ฮีโร่ในภาพยนตร์ที่เราไม่อาจชื่นชมด้วยสายตา appeared first on THE STANDARD.

]]>

สกอร์หนัง เปรียบเสมือนฮีโร่ที่เรามองไม่เห็น เคยมีคนบอกว่า ถ้าเราปิดหูดูหนัง จะทำให้อรรถรสของภาพยนตร์ลดลงไปกว่าครึ่ง นั่นคือความสำคัญของเสียงและดนตรีประกอบหนัง แขกรับเชิญของเราวันนี้ แม้จะไม่ได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์เป็นอาชีพหลัก แต่ในชีวิตนักตัดต่อหนังของ นุ่น-ภราดร เวศอุรัย ก็ต้องจับงานทำเพลงประกอบ หรือ สกอร์หนัง อยู่หลายหน เช่น ภาพยนตร์ It Gets Better ไม่ได้ขอให้มารัก ของผู้กำกับ กอล์ฟ ธัญญ์วาริน

 

เราจะมาพูดคุยเรื่องการทำเพลงประกอบหนัง การสร้างอารมณ์ให้ภาพยนตร์โดยใช้เสียง ปิดท้ายด้วยการให้คุณนุ่น เล่นดนตรีประกอบสถานการณ์สดๆ แบบไม่มีเตี๊ยม

 

ภราดร เวศอุรัย นักตัดต่อที่ชอบทำเพลง

นุ่น-ภราดร เวศอุรัย มีอาชีพคือเปิดบริษัททำโปรดักชันเฮาส์ ตัดต่อ ใส่เสียงให้กับโฆษณาและภาพยนตร์ ชื่อว่า Fool House

 

แต่รายการ Eargasm: Deep Talk จะพูดคุยเกี่ยวกับเพลง ดังนั้นจึงเชิญคุณนุ่น ภราดร มาพูดคุยในฐานะของคนทำสกอร์หนัง และการเลือกเพลงเพื่อใส่ในภาพยนตร์ นุ่นเคยศึกษาเรื่อง Recording Engineer ที่ต่างประเทศ อีกทั้งยังเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรก เคยอยู่ TU Band ในตำแหน่งมือคีย์บอร์ด

 

นุ่นทำสกอร์หนังใหญ่มาแล้ว 2 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่สนใจอยู่แล้ว พอได้โอกาสก็คว้าไว้ เรื่องแรกคือภาพยนตร์ของกอล์ฟ-ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ชื่อเรื่อง It Gets Better ไม่ได้ขอให้มารัก นำแสดงโดยต่าย เพ็ญพักตร์ ซึ่งแรกเริ่ม บริษัทนุ่นได้มาทำงานตัดต่อให้หนังเรื่องนี้ และได้โอกาสในการทำสกอร์หนังในที่สุด

 

การทำงานเพลงสกอร์หนังครั้งแรก

ก่อนหน้านุ่นเคยทำดนตรีประกอบอยู่บ้าง แต่ทำให้กับหนังสั้นหรือไม่ก็สปอตจิงเกิลรายการทีวี ซึ่งเป็นงานสั้นๆ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ทำดนตรีประกอบหนังทั้งเรื่อง ยาว 90 นาที คือตอนรับทำหนังเรื่อง It Gets Better กับคุณกอล์ฟ ธัญญ์วารินทร์ ที่หลังจากคุยขอทำดนตรีประกอบแล้ว นุ่นก็โยนงานตัดต่อให้คนอื่นในทีม แล้วทุ่มกำลังกับการทำสกอร์อย่างเดียว

 

สรุปแล้ว นุ่นใช้เวลาทำสกอร์หนังเรื่องนี้กว่า 3 เดือน กระบวนการทำคือต้องรอให้หนังมีดราฟต์แรกออกมาก่อน ซึ่งจะส่งดราฟต์นี้ให้ทุกคนในทีมไปดู นักทำสกอร์หนังก็ต้องนั่งดูทีละซีน เพื่อคิดเพลงเพื่อส่งอารมณ์ให้หนัง

 

วิธีทำงานก็คือ ทำไล่ไปเป็นฉากๆ เพลงก็ส่งขึ้นเรื่อยๆ ตามองค์ของหนัง แต่ที่ควรระวังคือต้องให้มู้ดของเพลงมันคล้ายกัน ไม่แตกต่างกันมากเกินไป

 

อุปสรรคของงานคือ บางครั้งดนตรีที่ทำมันไม่พอดีกับซีน ซีนอาจจะจบแล้ว แต่ดนตรียังจบไม่ได้ ยังไม่ลงห้อง ยังไม่ครบจังหวะ แต่คนทำดนตรีก็ไม่อาจไปเปลี่ยนคัตติ้งของผู้กำกับได้ เพราะนี่คือจังหวะที่ทีมงานพอใจแล้ว ก็ต้องโกงโน้ตโกงห้องดนตรีกันไป ให้จบพอดีเปลี่ยนคัต

 

เพลงธีมหลักของภาพยนตร์

ปกติแล้ว ดนตรีประกอบหนังมักจะมีเพลงธีม พูดง่ายๆ คือเป็นเมโลดี้หลักที่คุ้นหู แล้วบิดไปเป็นหลายแนว หลายอารมณ์เพลง ที่ติดหูก็เช่น เพลงธีมของ Forrest Gump

 

แต่ในหนัง It Gets Better ไม่มีเพลงธีม เพราะด้วยความที่เป็นหนังเรื่องแรกที่นุ่นได้ทำเพลง เลยลืมคิดว่าต้องมีเพลงธีมด้วย

 

ส่วนตัวนุ่นมองว่าดนตรีประกอบเป็นส่วนที่สำคัญน้อยที่สุดในหนัง เพราะแม้จะมีหน้าที่ชูอารมณ์ของภาพยนตร์ แต่ก็ไม่ควรใส่มาจนรกเกินหนัง ดนตรีประกอบที่ดีมีหน้าที่แค่ประคองอารมณ์ของหนัง ไม่ใช่ชี้นำ

 

มีคอมโพเซอร์หนังคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ดนตรีประกอบที่ดี ควรทำให้เรารู้สึกกับหนังแล้วค่อยมีฉุกคิดว่าเมื่อกี้มีดนตรีด้วยเหรอ (Vangelis – ฟิล์มคอมโพเซอร์ที่มีผลงานเพลงประกอบหนัง เช่น Chariots of Fire, Blade Runner ฯลฯ) เพราะหนังคือการเล่าเรื่องด้วยภาพและบท ดนตรีแค่เสริมให้ได้อารมณ์ขึ้น คล้ายกับงานบริการ ที่ต้องทำงานให้บรรยากาศดี บริกรในร้านอาหารต้องเปลี่ยนจานเปลี่ยนช้อนโดยไม่รบกวนแขกที่นั่งกินอาหารอยู่ ดนตรีก็เช่นเดียวกัน

 

ซึ่งจากงานเพลงของเรื่อง It Gets Better ก็ทำให้นุ่นได้เข้าชิงรางวัลสาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมของ STARPICS Thai Film Awards ครั้งที่ 10

 

บางครั้งดนตรีประกอบหนังก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลง เป็นเมโลดี้เยอะๆ อาจจะเป็นโน้ตตัวเดียวเล่นค้างไว้ก็เป็นได้

 

ดนตรีประกอบเรื่อง Red Wine in The Dark Night

เรื่องนี้ท้าทายตรงที่เป็น genre ที่เฉพาะตัวมาก คือเป็นหนังรัก แวมไพร์ เกย์ ซึ่งนุ่นควบหน้าที่ทำเพลงประกอบและซาวด์ดีไซน์ สองตำแหน่งเลย

 

ดนตรีประกอบคือทำเพลงบรรเลงสร้างอารมณ์ให้หนัง ส่วน Sound Design คือสร้างเสียงประกอบที่ไม่ใช่ดนตรี แต่เพิ่มอารมณ์ให้หนังขึ้นอีก เช่น ในหนังเรื่อง Lord of The Rings มีกองทัพออร์คเดินมาพร้อมเสียงกลอง มีเสียงออร์คคำราม หรือในหนังผีช่วงก่อนผีโผล่จะมีเสียงหวีดหวิวในเรื่อง หรือเสียงไลต์เซเบอร์จาก Star Wars นั่นแหละคือ Sound Design เป็นเสียงที่ถูกทำในภายหลัง

 

จากเรื่องที่แล้วคือหนังรักดราม่า แต่เรื่องนี้นอกจากมีเรื่องรักแล้วยังมีพาร์ตของทริลเลอร์ มีฆ่ากัน เลยทดลองเอาเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์มาใช้

 

ดนตรีสกอร์หนังคืออะไร

เพลงสกอร์หนังคือเพลงบรรเลง ต่างกับเพลงประกอบหนังหรือซาวด์แทร็ก ที่จะเป็นเพลงเลย มีเนื้อร้อง อย่างเช่น My Heart Will Go On ของภาพยนตร์ Titanic หรือหนังไทยก็มี โปรดส่งใครมารักฉันที ของเรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ เป็นต้น

 

สกอร์หนังที่นุ่น-ภราดร ประทับใจ

เรื่องแรกที่นึกออกคือดนตรีประกอบ นางนาก ของนนทรีย์ นิมิบุตร ที่ทำโดย ป้อ-ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ ที่เป็นเสียงผู้หญิงร้อง

 

ส่วนฟากหนังต่างประเทศ ก็จะชอบสกอร์ของจอห์น วิลเลียมส์ (Star Wars, Indiana Jones) ที่ฟังตั้งแต่เด็ก ที่ชอบเพราะมันได้ฟีลมาก ยิ่งเพลงอินเดียนา โจนส์ ถ้าฟังอย่างเดียวไม่ดูภาพ ยังเห็นคนไล่กันบนหลังม้า แค่โน้ตไม่กี่โน้ตก็ทำให้เห็นภาพหนังแล้ว พออยู่บนซีนก็ไม่แย่งซีนภาพ

 

อีกท่านก็คือ โจฮานน์ โจฮานน์สัน ผู้ล่วงลับ ที่ทำสกอร์ให้ภาพยนตร์เช่น Sicario, Arrival, The Theory of Everything ซึ่งเป็นนักทำเพลงที่น้อยแต่ไม่ได้นิ่ง ส่งหนังเป็นอย่างดี

 

กลับมาทางเอเชีย ที่ชอบมากคือ โจ ฮิไซชิ ผู้ทำดนตรีประกอบให้แอนิเมชันของสตูดิโอจิบลิเกือบทั้งหมด รวมถึงหนังของทาเคชิ คิตาโนะ เขาเป็นทั้งนักเปียโนและคอมโพเซอร์ ยกให้เป็นนักทำเพลงคลาสสิกยุคใหม่เลย มันเพราะมาก และยอมซื้อเพลงมาฟังเปล่าๆ เลย ไม่ต้องดูหนังไปด้วยก็ได้

 

อาชีพคอมโพเซอร์

ยุคนี้ ศิลปินนักดนตรีสายป๊อปสายร็อกหลายคนที่ผันตัวมาทำงานดนตรีประกอบหนังมากขึ้น เช่น จอนนี กรีนวู้ด มือกีตาร์ของ Radiohead ที่มาทำดนตรีให้หนังของผู้กำกับ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน (There Will Be Blood, The Master, Phantom Thread) หรือวง Muse ก็ทำเพลงประกอบ End Credit หนัง

 

แต่ไม่ว่าดนตรีป๊อป ดนตรีร็อก หรือดนตรีประกอบหนัง ก็เป็นเพลงทั้งนั้น ถ้าฟังแล้วชอบก็ฟังไปเถอะ

 


 

Credits

The Host แพท บุญสินสุข

The Guest ภราดร เวศอุรัย

 

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Music Westonemusic

The post นักทำสกอร์หนัง ฮีโร่ในภาพยนตร์ที่เราไม่อาจชื่นชมด้วยสายตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
แว่น จักราวุธ กับ แอ้ม อัจฉริยา คุยเรื่องนักแต่งเพลงไทย จากยุคทองสู่ยุคฟรีแลนซ์ https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk02/ Fri, 09 Mar 2018 10:33:25 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=76111

ก่อนจะมีเพลงให้ศิลปินนักร้องมาเล่นกัน เบื้องหลังนั้นคือ […]

The post แว่น จักราวุธ กับ แอ้ม อัจฉริยา คุยเรื่องนักแต่งเพลงไทย จากยุคทองสู่ยุคฟรีแลนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก่อนจะมีเพลงให้ศิลปินนักร้องมาเล่นกัน เบื้องหลังนั้นคืออาชีพปิดทองหลังพระอย่าง นักแต่งเพลง วันนี้เราจะมาพูดคุยกับนักแต่งเพลงสองยุคสมัย คนแรกคือนักแต่งเพลงสาวรุ่นใหม่ ที่แต่งเพลงฮิตมามากมาย เช่น รู้ยัง ต้น ธนษิต, หนึ่งหัวใจ โดม จารุวัฒน์, รักที่เป็นของจริง นิว จิ๋ว หรือ Make It Happen ที่ดังจากรายการ The Face Thailand

 

และอีกคนคือตำนานนักแต่งเพลง แว่น-จักราวุธ แสวงผล ที่แต่งเพลงเลี้ยงชีพมาตั้งแต่ยุคทองของวงการเพลงจนถึงปัจจุบัน มีผลงานมาแล้วกว่า 500 เพลง เช่น ทางเดินแห่งรัก แอม เสาวลักษณ์, เพื่อเธอ ตลอดไป ศักดา พัทธสีมา, จะรักให้ดีที่สุด ตอง ภัครมัย, รักกันมั้ย เบิร์ด ธงไชย และอีกมาก

 

มาฟังเบื้องหลังการทำงานของนักดนตรีในยุคทองกับยุคฟรีแลนซ์ สไตล์การแต่งเพลงของแต่ละคน และที่มาของไอเดียการแต่งเพลงฮิตทั้งหลายกัน

 

 

สองนักแต่งเพลงจากสองยุค

แว่น-จักราวุธ แสวงผล เป็นนักแต่งเพลงที่มีผลงานคุ้นหูคนไทยเยอะมาก ตลอดหลายสิบปี เช่น ยุ่งน่า, ประมาณนี้รึเปล่า, ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ – เจ เจตริน, ไม่ยากหรอก – คริสติน่า อากีล่าร์, คุณครูครับ – น้องพลับ, รักกันมั้ย และ ลองซิจ๊ะ – เบิร์ด ธงไชย, Would You Please – อ๊อฟ ปองศักดิ์, เจ้าช่อมาลี – Mr. Team รวมๆ แล้วตั้งแต่ปี 2532 น่าจะแต่งเพลงไปกว่า 500 เพลง

 

แอ้ม-อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ ก็เป็นนักแต่งเพลงรุ่นใหม่ที่กำลังมีผลงานเพลงคุ้นหู เช่น รู้ยัง – ต้น ธนษิต, รักที่เป็นของจริง – นิว จิ๋ว, นี่แหละความรัก – เป๊ก ผลิตโชค, Make It Happen – ญาญ่า ที่โด่งดังจากรายการ The Face Thailand

 

หน้าที่ของ นักแต่งเพลง

ในอุตสาหกรรมเพลงยุคก่อน ก็ต้องดูก่อนว่าตัวตนของศิลปินเป็นยังไง ภาพลักษณ์เป็นยังไง จากนั้นก็มาดูว่าในอัลบั้มจะมีเพลงแบบไหนบ้าง เพลงช้ากี่เพลง เพลงเร็วกี่เพลง เพลงขายกี่เพลง ศิลปินบางคนร้องเพลงช้าได้ดี ก็อาจมีเพลงช้ามากหน่อย พี่เต๋อ เรวัต บอกว่าต้องให้คนฟังทั้งอัลบั้มจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเทปคาสเซ็ตต์

 

ส่วนมากพี่แว่นจะเป็นคนใส่เนื้อเพลง มีแค่บางเพลงที่แต่งทำนองด้วย

 

ในยุคนั้นก็จะมีการเคาะเพลง มีหลายคนคอยช่วยฟังช่วยเคาะ ส่วนปัจจุบันจะมีระบบหลากหลาย ถ้าเป็นงานค่ายเพลงก็คล้ายกับยุคก่อน แต่ยุคนี้ไม่ได้คิดเพลงเป็นอัลบั้มแล้ว ซึ่งน่าเสียดาย เพราะยุคก่อนจะมีเพลงไส้ คือเพลงที่ไม่แมส แต่เพราะมากๆ ดีมากๆ

 

เดี๋ยวนี้เวลาบรีฟงานทำซิงเกิลเดียว เราก็ต้องเอาทุกสิ่งทุกอย่างใส่ลงไป ทำให้ทุกเพลงต้องฟาดต้องปังทั้งหมด

 

อีกระบบคืองานศิลปินอิสระ ที่ศิลปินจะเอาเพลงไปดีลกับค่ายเอง งานแบบนี้จะสนุก มีตัวตนของศิลปินอยู่เยอะ เราก็จะยึดตัวเขาเป็นหลัก ตามใจเขาเยอะหน่อย

 

เพลงแรกของพี่แว่นคือเพลง ทะเลคน ของสุรสีห์ อิทธิกุล ซึ่งแต่งยากมาก เป็นแนวโปรเกรสซีฟ แต่ก็ต้องขอบคุณเพลงนั้นมากๆ ที่ทำให้เกิดแรงทำงานมาจนถึงทุกวันนี้

 

ส่วนแอ้มเริ่มแต่งเพลงตั้งแต่เด็ก เป็นคนชอบฟังวิทยุมาก จดชาร์ตเพลง เนิร์ดมาก แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้เป็นนักแต่งเพลง รู้สึกว่ามันไกลตัวมาก ต่อมาก็ได้มาทำงานคอรัสเพลงก่อนที่ RS ได้มารู้จักพี่ๆ โปรดิวเซอร์ที่นั่น ก็ช่วยให้ได้เห็นการทำงานเบื้องหลัง ฝึกเขียนเพลง วิเคราะห์เพลงมากขึ้น

 

 

Input ของการแต่งเพลง

เกือบทุกอย่างเป็น input ได้หมด หลายครั้งที่พี่แว่นดูหนังหรืออ่านหนังสือได้สั้นๆ แล้วต้องปิดเพื่อไปแต่งเพลงเลย รู้สึกเหมือนโดนมันฉุดไปข่มขืน ทำกับเราแบบนี้ได้ยังไง เราจะอยู่ยังไงโดยที่ไม่ไปแต่งเพลงตอนนี้ โดยเฉพาะประโยคในหนัง มันจะมีที่โดนๆ

 

ครั้งหนึ่งดูหนังแล้วมีฉากที่พระเอกวิ่งลงไปดักหน้าลิฟต์เพื่อคุยกับนางเอกว่า ผมรู้ละ ผมไปกินข้าวคนเดียวก็ได้ ไปซักผ้าคนเดียวก็ได้ เดินเล่นคนเดียวก็ได้ ผมอยู่ได้โดยไม่มีคน แต่บอกผมหน่อยว่าผมจะอยู่ไปทำไม เปรี้ยง ไปเลย แต่งเพลง ฉันอยู่ได้โดยไม่มีเธอ กลายเป็นเพลงป๊อปเพลงเดียวที่อยู่ในอัลบั้มลูกทุ่งของสุนารี ราชสีมา

 

และเราเหมือนเป็นนักแสดงในตัวหนังสือ มันมีการหักมุม มีการสร้างสถานการณ์ มีการเล่าเรื่อง อย่างเพลง จะรักให้ดีที่สุด ของตอง ภัครมัย เพลงนี้ตอนแรกบรีฟมาเป็นเพลงเปลี่ยนปกเพิ่มเพลงของญารินดา แต่ต่อมาก็ปรับมาให้ตองร้อง เพลงนี้เล่าเรื่องมาให้คนสงสัย ‘ฉันไม่สัญญาว่าเธอจะเป็นคนสุดท้าย’ เอ๊า! ‘ฉันไม่มั่นใจอะไรที่มันยังไม่เกิด’ เอ๊า! แล้วก็ตบกลับมา ‘ฉันสัญญาจะมีแต่เธอเท่านั้น’ … ‘ความรักจะยืนยงเท่าไร ก็ต้องอยู่ที่เรา ทั้งสองคน’ จบ

 

ส่วนแอ้มก็มักใช้จากเรื่องรอบตัว ไม่เรื่องตัวเองก็เรื่องเพื่อน อย่างเพลง รักที่เป็นของจริง ก็คุยกับเพื่อนว่าคนที่โดนทิ้งเนี่ย ไม่ใช่ว่าเป็นคนไม่ดี แต่อาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เราเลิกกัน ตอนนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งโดนเพื่อนทิ้ง เราก็สงสาร แต่ต่อมาเขาก็ได้เจอแฟนคนปัจจุบันที่ดีมากๆ ตอนนี้ก็แต่งงานมีลูกไปแล้ว

 

เพลงแต่ละเพลงเริ่มขึ้นมาอย่างไร

ส่วนใหญ่การแต่งเพลงจะเริ่มที่ทำนองก่อน เพราะถ้ามีเนื้อเพลงก่อนใส่ทำนองมันจะยากกว่า ในความเห็นแอ้ม เมโลดี้จะเป็นแกนที่สำคัญกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้คนจำเพลงนั้นได้จริงๆ แต่แอ้มก็เคยเอาคำกลอนมาใส่ทำนอง คือเพลง รักในดวงใจนิรันดร์ ก็ทำได้ แต่อาจจะไม่ได้เหมาะกับเพลงป๊อปเท่าไร จากนั้นพอได้เมโลดี้ เนื้อเพลงแล้ว ก็เอามาเรียบเรียงดนตรีกันต่อ

 

ชีวิตของ นักแต่งเพลง ในยุคทองของวงการเพลง

เราทำงานกันอาทิตย์ละ 3 วัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เพราะเราต้องการที่ทำงานที่สงบ ซึ่งสำหรับพี่แว่นคือที่บ้าน เริ่มแต่งเพลงกันสักบ่ายสองไปจนหกโมง ช่วงแรกก็ยังไม่ได้ไปผจญภัยที่ห้องอัดเท่าไร

 

ทุกอย่างมันสนุกมาก สำหรับเด็กคนหนึ่งที่เพื่อนไปเป็นสถาปนิก ไม่มีความกดดันใดๆ ไม่โดนดุ ไม่โดนตี เป็นเด็กอายุ 23-24 ปี ท่ามกลางพี่อายุ 30+ คนวัยเท่าๆ กันก็เป็นแอม เสาวลักษณ์ จากนั้นพอเย็นๆ อากู๋ก็จะนัดเราไปกินข้าวที่นั่นที่นี่ ฟรี! คอนเสิร์ตก็ไปดูฟรี เทปซีดีก็ได้ฟรี มันดีมาก แต่ที่มันแย่คือมันผ่านไปแล้ว

 

รายได้ก็มาจากส่วนแบ่งการเขียนเพลง ลิขสิทธิ์เพลง ก็พอมีเงินใช้สบายๆ เงินมันก็รันของมันไป

 

ชีวิตของ นักแต่งเพลง ยุคใหม่

เป็นยุคที่ส่วนแบ่งจากการแต่งเพลงค่อนข้างน้อย แต่จริงๆ ถ้ารับงานเยอะ หรืองาน commercial ก็จะอยู่ได้ มีเงินเป็นกอบเป็นกำขึ้น เช่น เพลงโฆษณา เป็นต้น แต่ถ้าทำเพลงค่าย ส่วนแบ่งก็ไม่เคยเพิ่ม ได้เท่ากับสมัยพี่แว่นเลย ทั้งที่ค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้นแล้ว หรืออย่างส่วนแบ่งจากยูทูบก็ได้มาถึงนักแต่งเพลงน้อยมาก

 

นักแต่งเพลง รุ่นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาก็ไม่ได้คิดว่าเป็นศัตรูหรือคู่แข่งนะ ยกเว้นแต่มาตัดราคากัน

 

พูดตามตรงเด็กนักแต่งเพลงยุคนี้เก่งจริงๆ ก็น่าเสียดายที่เขาไม่ได้รู้ศาสตร์ของการทำเพลงอัลบั้มทีละ 10 เพลง

 

ปัญหาของการแต่งเพลง

ปัญหาใหญ่คือบรีฟว่าต้องทำเพลงฮิต เพราะเราการันตีไม่ได้จริงๆ เพราะต้องมาดูกันว่าคนจะชอบหรือเปล่า บางทีลูกค้าเป็นแบรนด์แล้วอยากให้เพลงฮิต เราก็ทำให้ไม่ได้ บางทีก็ไม่รับ เพราะอย่างแรกที่เราต้องการคือจะทำเพลงลักษณะแบบไหน เรากับโปรดิวเซอร์ก็ต้องดีลกับทุกฝ่ายว่าจะทำยังไงถึงจะประนีประนอมสิ่งเหล่านี้ได้ ให้ออกมาเป็นเพลงที่ดี

 

ส่วนเรื่องกระแสเราเดาไม่ได้จริงๆ อย่างเพลง หน้าหนาวที่แล้ว ของ The Toys เขาปล่อยในยูทูบมา 2 ปีแล้ว ก็เพิ่งมาดังปีที่แล้วนี่เอง มันคาดเดาไม่ได้จริงๆ

 

อย่างพี่แว่น บางเพลงแต่งมา 4 เนื้อก็ยังไม่ลงตัว เช่นเพลง เสียดาย ของพี่เบิร์ด ที่เป็นช่วงที่กำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์พี่เบิร์ดจากนุ่มๆ มาเป็นป๊อปมากขึ้น สุดท้ายก็ต้องให้พี่นิ่ม สีฟ้า ช่วย ก็ได้มาเป็น ‘เสียดาย ที่วันนี้ไม่มีเธออยู่’ โห มันง่ายมากเลย คำพูดง่ายมาก

 

 

ฝากถึงนักอยากแต่งเพลงยุคใหม่

พี่แว่นคิดว่าให้เริ่มจากว่าเราจะแต่งเพลงให้ใคร นึกก่อนเลย แต่งให้พ่อแม่ แต่งให้แฟน แต่งให้คนคนหนึ่ง ให้คนที่คุณรัก แล้วพูดไปเลยอย่างที่อยากพูด ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เพราะ

 

พี่แว่นชอบเพลงหนึ่งมาก ชื่อเพลง Fu**in’ Perfect ของ P!nk ที่บอกว่า แกไม่ต้องคิดมากเลย ที่แกชอบขับรถหลงทาง เนิร์ดมาก เพราะแกฟักกิ้งเพอร์เฟกต์จริงๆ ฟังแล้วร้องไห้เลยนะ

 

อีกอย่างคืออย่าเดินตามนักแต่งเพลงรุ่นเก่า พวกพี่แว่นแก่แล้ว เขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาเลย เขียนตำราขึ้นมาเลยว่าเพลงไทยรุ่นใหม่เป็นแบบนี้

 

ส่วนแอ้มคิดว่าเนื้อเพลงคือไอเดียที่เราเอามาเล่า บางคนมาปรึกษาเรื่องเขียนเพลง แอ้มพบว่าคำเป็นคำที่เห็นกันบ่อยมาก เรื่องก็ไม่เดินไปไหนเลย เหมือนเอาคำสวยๆ มาเรียงกันมากกว่า ไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกอะไร

 

บางคนแต่งมาไม่คล้องจองเท่าไร แต่เพลงมีไอเดีย อย่างนี้มีแววมากกว่า

 

ส่วนการแต่งทำนองมันยากยิ่งกว่าเนื้อเพลงซะอีก เป็นนามธรรมมาก อิสระมาก แต่คนชอบละเลยทำนองเพลง สำหรับแอ้มทำนองที่ดีต้องบอกอารมณ์ของเพลงได้เลย เช่น เพลง Jingle Bell ฟังทำนองดูก็รู้แล้วว่าเป็นเพลงสนุก

 

ฉะนั้นก็ควรศึกษาทฤษฎีบ้าง จะได้สื่อสารกับนักดนตรีหรือคนที่ทำเพลงรู้เรื่อง แอ้มมักบอกให้น้องที่มาปรึกษาเรื่องทำเพลงว่าให้ฟังเพลงเยอะๆ เพลงฮิตเพลงตลาดที่เราอาจจะไม่ชอบฟัง เราก็ควรฟังเพื่อให้รู้จักว่าทำไมมันถึงฮิต เขาแต่งมายังไง เราไม่ควรดูถูกแนวเพลงใดๆ ก็ตามในโลกนี้

 

อีกสิ่งที่สำคัญคือ อยากให้กล้าที่จะลอง ยิ่งถ้าอยากเข้ามาทำงานแต่งเพลง ก็ต้องเป็นคนที่อยากจะแต่งเพลง อยากจะเล่าจริงๆ ที่แอ้มยังมีความสุขแม้ว่าเงินในวงการนี้จะน้อย เพราะเรามีความสุขที่ได้นั่งในห้องอัด ฟังเพลงกับเพื่อน พอเพลงของเราออกมามีคนฟังแล้วชอบ เราก็ชื่นใจแล้ว

 

อีกอย่างคือต้องมีความรับผิดชอบ ความติสท์เป็นข้ออ้างไม่ได้ ต้องรู้จักลดอีโก้ลง เราต้องรู้ว่าทำเพลงกับคนอื่นแล้วเราอยู่ในโพสิชันไหน เวลาทำงานค่ายเราต้องแคร์ค่าย แคร์นักร้อง แคร์ศิลปินด้วย อยากให้ทุกคนตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด

 


Credits

The Host แพท บุญสินสุข

The Guest จักราวุธ แสวงผล

อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์

 

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Photographer ศศิพิมพ์ อนันตกรณีวัฒน์  

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic

The post แว่น จักราวุธ กับ แอ้ม อัจฉริยา คุยเรื่องนักแต่งเพลงไทย จากยุคทองสู่ยุคฟรีแลนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานแต่งครั้งใดเป็นได้แค่นักดนตรี ฟังเบื้องหลังวงดนตรีงานแต่ง ที่ไม่ได้แค่เล่นเพลงรักไปวันๆ https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk01/ Fri, 02 Mar 2018 06:44:31 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=74310

ทุกครั้งที่เราไปงานแต่งงาน นอกจากบ่าวสาว พิธีกร พรีเซนเ […]

The post งานแต่งครั้งใดเป็นได้แค่นักดนตรี ฟังเบื้องหลังวงดนตรีงานแต่ง ที่ไม่ได้แค่เล่นเพลงรักไปวันๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุกครั้งที่เราไปงานแต่งงาน นอกจากบ่าวสาว พิธีกร พรีเซนเทชันบนเวที และอาหารบุฟเฟต์โต๊ะจีนรสเด็ดแล้ว อีกอย่างที่เป็นองค์ประกอบสำคัญมากในงานแต่งงานคือ วงดนตรี

 

วงดนตรีเก่งๆ ช่วยให้บรรยากาศดีตลอดงาน ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ระหว่างพิธีการ ไปจนถึงอาฟเตอร์ปาร์ตี้เลยทีเดียว

 

แล้วถ้ามองจากสายตาของนักดนตรีงานแต่งล่ะ งานแบบไหนที่พวกเขาอยากเล่น การทำงานในงานแต่งยากแค่ไหน มีอะไรต้องคำนึงเป็นพิเศษบ้าง แล้วรีเควสต์จากบ่าวสาวแบบไหนที่ทำใจลำบาก

 

Eargasm Deep Talk เอพิโสดนี้ ขอเชิญวง Middle Age Band วงดนตรีงานแต่งที่มีนักร้องมากฝีมืออย่าง จีน AF1 มาพูดคุยในเรื่องนี้กัน

 

 

 

วงดนตรีงานแต่งงาน

ยุคนี้มีวงดนตรีหลายวงที่รับเล่นดนตรีในงานแต่งงานเป็นหลัก ด้วยรายได้ที่ถ้าหากเป็นที่รู้จักแล้วก็เรียกได้ว่าเป็นกอบเป็นกำ และเนื้องานที่เป็นเสมือนการเพิ่มอารมณ์ให้บรรยากาศของงานแต่งงานให้สมบูรณ์ขึ้น วง Middle Age Band ก็เป็นหนึ่งในนั้น สมาชิกประกอบไปด้วย จีน (ร้อง), เบิ้ล (กีตาร์), จิว (ดับเบิ้ลเบส), ปอนด์ (แซกโซโฟน) และตี้ (กลอง)

 

จีนเคยประกวด AF ซีซัน 1 ซึ่งหลังจากประกวดก็มีหลายคนเชิญชวนไปร้องในงานแต่งงาน ก็มาตั้งวงดนตรีกับเบิ้ลที่รู้จักกันจากงานการกุศลงานหนึ่ง ซึ่งสำหรับจีนแล้ว การร้องในงานแต่งสนุกกว่าการไปร้องเพลงแบบดารานักร้อง เพราะมันเหมือนได้อยู่ในจังหวะสำคัญของคนอื่น ได้เป็นส่วนหนึ่งของเขา

 

ตอนแรกที่ตั้งวงกันมาเล่นงานแต่ง ก็ตั้งใจว่าจะเล่นแนวแจ๊ซๆ แต่ไปๆ มาๆ ด้วยความต้องการของลูกค้าทำให้วงต้องเริ่มเล่นเพลงสนุก แดนซ์ ลำไยไหทองคำ หญิงลี มากขึ้นซะอย่างนั้น มีถึงขั้นต้องเล่นเพลง เจงกิสข่าน ในอาฟเตอร์ปาร์ตี้งานแต่งแบบไม่เคยซ้อมกันด้วยซ้ำ

 

แต่สุดท้ายก็ได้ทำหน้าที่ของวงงานแต่ง คือทำให้บ่าวสาวและเพื่อนๆ เอ็นเตอร์เทน

 

ชื่อวง Middle Age Band ไม่ได้มาจากวัยกลางคน แต่มาจากการที่ช่วงแรกๆ วงเล่นเพลงเก่าเยอะ ซึ่งเข้ากับคนฟังวัยกลางๆ คน

 

เพลงต้องห้ามของงานแต่งงาน

ส่วนมากบ่าวสาวเจ้าของงานมักมีรีเควสต์เพลงที่อยากให้เล่นมา ซึ่งหลายเพลงไม่เหมาะกับงานแต่งเท่าไร อย่างเช่นเพลง Tears In Heaven เป็นต้น หรือที่วงเคยเจอมาคือบ่าวสาวเลือกเพลง Live and Learn ให้วงเล่น ซึ่งมีท่อนแรกว่า “เมื่อวันที่ชีวิต เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน” พอถึงท่อนว่า “พอมีเข้ามาก็มีเลิกไป” นี่วงถึงกับเงิบ

 

ซึ่งบางครั้งวงก็ทราบดี ว่าเพลงไหนเหมาะไม่เหมาะ แต่งานแต่งก็เป็นงานของบ่าวสาว ของลูกค้า ก็ต้องมีการปรึกษา มีการแจ้งกันว่าเพลงนี้อาจจะไม่เหมาะนะ อาจทำให้บรรยากาศของงานอึนนะ รับได้ไหม เพราะบางครั้งผู้ใหญ่ในงานอาจจะไม่ชอบใจ ถ้าวงเล่นเพลงที่ความหมายไม่ดี เราก็ได้แต่ให้คำปรึกษา ส่วนการตัดสินใจอยู่ที่เขา

 

เร็วๆ นี้กำลังจะต้องร้องเพลง รถด่วนขบวนสุดท้าย ตอนช่วงโยนดอกไม้ ซึ่งส่วนมากจะใช้ดนตรีสนุก เพื่อกลบความเคอะเขินของเพื่อนๆ ที่จะออกมารับดอกไม้ ถ้าเป็นเพลงช้าแบบนี้นี่ก็ต้องแก้ปัญหาหน้างานเหมือนกัน

 

 

วงงานแต่ง มีงานต่อเนื่อง?

ถึงงานแต่งจะเป็นงานที่คนเราจัดไม่บ่อยครั้ง แต่ถ้าวงไปเล่นงานไหนแล้วมีแขกในงานประทับใจ หรือออร์แกไนซ์เห็นฝีมือ ก็ต่อยอดสร้างโอกาสได้งานใหม่ๆ เช่นกัน

 

สมัยก่อนอาจจะทำวงดนตรีที่เล่นงานแต่งงานอย่างเดียวยากเพราะติดต่อยาก ไม่รู้ว่าต้องหาวงดนตรีจากไหน จากร้านอาหารเหรอ แต่เดี๋ยวนี้เพียงแค่เข้าไปหาในกูเกิลก็ได้เบอร์ติดต่อแล้ว สะดวกขึ้นมากทั้งสำหรับนักดนตรีและบ่าวสาวที่หาวงดนตรี

 

วงดนตรีสำคัญกับงานแต่งขนาดไหน

หลังจากเข้างานแต่งงานไปถ่ายรูปกับบ่าวสาว นอกจากโต๊ะจีนแล้วสิ่งต่อไปที่เราได้ยินหรือเห็นคือดนตรี ถ้าเป็นดนตรีสดก็จะน่าสนใจมากขึ้น ยิ่งถ้าเล่นดีร้องดีก็จะสร้างความสนใจมากขึ้นอีก

 

จริงๆ ดนตรีที่คลอในบรรยากาศงานแต่งเป็นอะไรที่สำคัญมาก แขกจะกินดุ กินเร็ว กินช้า กลับบ้านเร็วไหม มันขึ้นอยู่กับดนตรีมากทีเดียว งานแต่งที่ดีก็ต้องมีครบทั้งรูป รส กลิ่น เสียง บ่าวสาวสวย งานสวย อาหารอร่อย กลิ่นไม่รบกวน ดนตรีก็ต้องดี บางงานที่ทุกอย่างดีแต่อาหารห่วย ก็ทำให้อารมณ์แขกเสียไปเลย เช่นเดียวกับดนตรี ถ้างานดีแต่ดนตรีน่ารำคาญ ก็จบเลย ตรงข้ามกับงานที่ดนตรีรื่นหู

 

ในงานแต่งงานทุกคนจะยุ่งมาก ทั้งแขก ทั้งบ่าวสาว ทั้งคนจัดงาน ส่วนมากทุกคนก็มาคุยกัน ทานข้าวกัน เพลงก็มีหน้าที่ต้องเลี้ยงให้คนอยู่ในอารมณ์ที่ดี วงดนตรีงานแต่งไม่ได้มาจัดคอนเสิร์ต เราไม่ต้องมีตัวตนขนาดนั้น แต่มีหน้าที่ทำให้แขกสบายหู

 

 

การแก้ปัญหาในงานแต่ง

ตอนเล่นเพลงสนุกมักไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร แต่เวลาเล่นระหว่างงานต้องคิดกันเยอะมาก ว่าจะเล่นชิลลืๆ หรือเล่นให้คนหันมาฟังกันเลย บางทีถ้างานดูกร่อยๆ ก็ต้องเลือกเพลงให้บรรยากาศดีขึ้น

 

บางงานเจ้าบ่าวเจ้าสาวอยากร้องเพลงให้กัน ก็ต้องเตรียมรับมือ เพราะบ่าวสาวก็ไม่ได้เป็นนักร้องอาชีพ ร้องไม่เป๊ะ บางครั้งร้องไม่ดีเลย ก็ต้องแก้ปัญหาไป บางครั้งร้องเพลงคนละคีย์กับตอนซ้อม ก็ต้องเปลี่ยนคีย์เพลงให้เร็ว บางครั้งก็ต้องร้องห่างๆ ไมค์เบาๆ รองเสียงเขาไว้ ให้เขาเกาะเมโลดี้ แต่จะไม่ปฏิเสธไม่ให้เขาร้อง เพราะนี่งานเขา อาจจะเป็นโอกาสครั้งเดียวที่เขาได้ร้องเพลงให้คนรักฟังก็ได้ ซึ่งหลายคนก็รู้ตัวว่าร้องแย่ เราก็ต้องมาคุยกัน

 

หรืออีกหนึ่งปัญหาคลาสสิกคือ บ่าวสาวอยากให้เล่นเพลง มหาฤกษ์ ซึ่งเครื่องดนตรีของวงเล่นไม่ได้ เพราะมีแค่กีตาร์ กลอง เบส ร้อง ก็ต้องคุยให้เขาเข้าใจว่าเราเล่นเหมือนกับของจริงไม่ได้ ถ้าอยากได้เหมือนของจริงก็เปิดยูทูบดีกว่า

 

มีบางงานที่เขาอยากให้เล่นสดๆ ก็ร้องแทมทะดะแดมแถ่มแทมแทมแท้ม~ กันไปก็มี ถ้ารับได้ก็เล่นให้ได้

 

ทางวง Middle Age Band ก็เอาเพลงมหาฤกษ์มาใส่ในซิงเกิลของวง นักดนตรีงานแต่งงาน ด้วยเช่นกัน

 

 

การทำงานของวงนอกเหนือจากการเล่นดนตรี

อย่างแรกเลยคือเมื่ออยู่หน้างาน วงต้องสังเกตแขกในงานว่าต้องการเพลงแบบไหน ถ้ามีผู้ใหญ่เยอะ ก็อาจต้องจัดเพลงเก่าๆ ให้บ้าง หรือถ้าวัยรุ่นมีบทบาทในงานมาก ก็เอาเพลงใหม่ๆ ให้เข้ากับสไตล์ของเขา ต้องสังเกตตลอดเวลา

 

อีกอย่างที่วง Middle Age ทำ ก็คือทำสเกลวงให้ลูกค้าเลือก ให้เข้ากับงบประมาณหรือสไตล์ที่เขาต้องการ เช่น ถ้าต้องการวง 3 ชิ้น อาจจัดเป็นกีตาร์-เบส-ร้อง / กีตาร์-เบส-แซกซ์ / ร้อง-กลอง-กีตาร์ ไว้ให้เขา เป็นแพ็กเกจให้เลือก จะได้ไม่ต้องทะเลาะกับลูกค้าเรื่องบัดเจ็ต ปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยเจอปัญหาเรื่องราคาเลย

 

มีแค่งานหนึ่งที่เล่นเสร็จลูกค้าให้เล่นอาฟเตอร์ปาร์ตี้เพิ่มจากที่ตกลงกันไว้ ซึ่งก็ต้องมาคุยกันอีก ว่าหากเพิ่มงานก็ต้องให้ค่าเล่นเพิ่มนะ เพราะนักดนตรีก็เหนื่อย บางครั้งเล่นมา 3 ชั่วโมง ตั้งแต่ก่อนเริ่มพิธีการ จนถึงโยนช่อดอกไม้

 

แต่ก็มีบางงานที่อยากได้จริงๆ แต่ไม่อยากเพิ่มเงิน วงก็ต้องต่อรองว่า ขอมีเบรกบ่อยด้วย ขอเลิกเร็วบ้าง หรือพิธีการไม่มีดนตรีสด แล้วแต่งาน

 

 

ปัญหาของการเป็นวงงานแต่ง

อย่างแรก งานแต่งงานมักจะกระจุกอยู่ในช่วงไฮซีซัน ปลายปีถึงต้นปี ก็ทำให้งานไม่ได้มีต่อเนื่องขนาดนั้น ช่วงที่ฤกษ์ไม่ดีหรือฝนตกบ่อย ที่คนมักไม่แต่งงานกัน วงก็ต้องกลับไปร้องเพลงตามร้านกัน

 

หรือช่วงที่จัดงานแต่งกันเยอะ ก็มีปัญหาว่างานชน บางงานฤกษ์แต่งเดียวกัน ก็ทำให้กระจายรับงานไม่ได้

 

อีกปัญหาคือวงงานแต่งหลายวงไม่ได้คำนึงถึงภาพลักษณ์เท่าไรนัก ซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะวงเป็นส่วนหนึ่งของงาน เมื่อมีรูปถ่ายออกไปก็มีนักดนตรีติดไป ถ้าแต่งตัวดูแลลุคไม่ดี ก็ทำให้งานดูไม่ดีไปด้วย บรรยากาศก็เสีย วงก็เสียเครดิต

 

อีกปัญหาในงานแต่งที่อาจไม่เกี่ยวโดยตรงกับดนตรีคือพิธีกร บ่าวสาวหลายคู่อยากให้เพื่อนสนิทมาเป็นพิธีกร แต่หลายครั้งเพื่อนทำพิธีกรไม่ได้ ก็น่าสงสารทั้งเพื่อนทั้งงานแต่ง ยิ่งพอพิธีกรดำเนินงานไม่ราบรื่น พอส่งเข้าวงดนตรีก็กร่อยแล้ว เหนื่อยวงที่ต้องพยายามยกบรรยากาศงานอีก

 

พิธีกรเป็นเหมือนนางเอกอีกคนของงานเลย อย่าละเลย

 

 

สิ่งที่ประทับใจจากการเป็นวงดนตรีงานแต่งงาน

ก่อนมาทำวงงานแต่งเต็มตัว ก็เคยคิดว่าดนตรีสดในงานแต่งก็เหมือนมาแทนการเปิด MP3 แต่จริงๆ มันไม่ใช่ มันเป็นสิ่งที่บรรยากาศมันเข้มข้น ทำให้ความซาบซึ้ง ความอบอุ่นมันออกมา บางงานไปเล่นแล้วบ่าวสาวน้ำตาคลอจากเพลงที่เราเล่น ความรู้สึกที่ออกไปกับเพลงนั่นแหละที่ทำให้มันพิเศษ

 


 

Credits
The Host แพท บุญสินสุข

The Guest ธัญนันท์ มหาพิรุณ

เอกปิยะ สังขทับทิมสังข

ฐากูร คุณากรจิตติรักษ์

สรวิศ พันธ์เกษม

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วัวัฒนานนท์
Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Music Westonemusic

The post งานแต่งครั้งใดเป็นได้แค่นักดนตรี ฟังเบื้องหลังวงดนตรีงานแต่ง ที่ไม่ได้แค่เล่นเพลงรักไปวันๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคที่สองของวงพอส จากอัลบั้มสู่ซิงเกิล จากซีดีสู่สตรีมมิง และจากโจ้สู่เฟ้นท์ https://thestandard.co/podcast/multipleeargasms24/ Fri, 23 Feb 2018 08:42:48 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=72566

ดูเผินๆ วงพอสเหมือนวงที่อยู่ในวงการเพลงมานานหลายสิบปีแล […]

The post ยุคที่สองของวงพอส จากอัลบั้มสู่ซิงเกิล จากซีดีสู่สตรีมมิง และจากโจ้สู่เฟ้นท์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดูเผินๆ วงพอสเหมือนวงที่อยู่ในวงการเพลงมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ที่จริงพวกเขามีช่วงเวลาที่แยกย้ายกันไปถึง 15 ปี ก่อนจะกลับมาทำเพลงกันอีกครั้งด้วยความไม่ตั้งใจ

 

จนช่วง 2 ปีมานี้ วงพอสได้เปิดตัวเฟ้นท์ นักร้องใหม่ ที่คล้ายกับโจ้ อัมรินทร์ ทั้งเสียง รูปลักษณ์ และบุคลิก จนน่าตกใจ พวกเขายังคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ หรือว่าต้องการจะก้าวต่อไปกันแน่ ฟังความคิดของวงที่ผ่านจากยุคอัลบั้มมาซิงเกิล ยุคฟังเทปมาฟังสตรีมมิงอย่างวงพอสกัน

 

 

วงพอสคือวงที่อยู่ในวงการเพลงมานานจริงหรือ

ปีนี้เป็นปีที่ 22 ของวงพอสแล้ว ซึ่งถ้านับตั้งแต่สมัยทำวงตอนเป็นนักศึกษาก็คงนานกว่านั้น

 

แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ว่าวงพอสอยู่ในวงการมานานหรอก เพราะวงมีช่วงเวลาที่หายไปมากกว่าช่วงแอ็กทีฟทำเพลง ช่วงแรกเราทำวงกันอยู่ 4-5 ปี พอคุณโจ้เสีย เราก็หายไป 15 ปีได้ แล้วก็กลับมาทำเพลงกันใหม่ช่วง 2 ปีนี้เอง

 

ตอนแยกกันเราก็แยกกันแบบไม่ตั้งใจ ตอนกลับมาก็ไม่ตั้งใจเหมือนกัน ตอนช่วงปี 2555 มีเสียงเรียกร้องว่าอยากดูวงพอส เราก็เลยกลับมาเล่นคอนเสิร์ต แล้วก็มีน้องๆ เพื่อนๆ นักร้องมาเติมเต็มส่วนที่คุณโจ้หายไป

 

เราก็เริ่มรับงานเล่น แต่ก็เปลี่ยนนักร้องไปเรื่อย มีเอ๊ะ จิรากร บ้าง พี่เก้ง Crescendo บ้าง มันก็ไม่เสถียร คนจ้างก็ไม่รู้ว่าจ้างวงพอสแล้วจะได้ใครมาร้อง เราก็รู้สึกเหมือนเป็นวงแบ็กอัพยังไงก็ไม่รู้

 

ประจวบเหมาะกับที่ได้เข้าค่าย แต่ก็ยังไม่มีนักร้อง เราก็มีเพลง รักอยู่รอบกาย ที่คุณโจ้ร้องไว้ก่อนจะเสีย หลังจากนั้นก็มีกระแส เพราะมีนักร้องเขียนเมสเสจมาคุยกับเอ (พลกฤษณ์ วิริยานุภาพ – มือกีตาร์วงพอส) ว่าขอเอาเพลงไปคัฟเวอร์ เอก็ตอบไปว่าขอบคุณครับ หวังว่าเราอาจจะได้ร่วมงานกัน ก็เลยเกิดการลือไปว่าวงพอสหานักร้อง เราก็เลยตามเลย คุณฟองเบียร์ก็บอกว่าเราต้องหานักร้องกันละนะ

 

เราก็เลือกนักร้องมาคนละ 1 คน ทัวร์ทีหนึ่งก็เอาน้องๆ นักร้องไปกัน 3 คน ร้องกันคนละ 3 เพลง เฟ้นท์นี่เอเป็นคนเลือก

 

การได้มาเล่นกับวงพอส มันเหมือนเราได้กลับไปเจอเพื่อนเก่าๆ ได้ใส่ชุดนักเรียนกันอีกครั้ง

 

ทำไมถึงเลือกเฟ้นท์เป็นนักร้อง

นอกจากคลิปที่เล่นเพลง รักอยู่รอบกาย ส่งมาแล้ว เฟ้นท์ยังมีโปรไฟล์คือทำวงอินดี้ของตัวเองอยู่ด้วย ชื่อวง เจ้าฟาฟา มหาสนุก ตอนนั้นฟังเสียงแล้วรู้สึกว่าคล้ายโจ้ น่าจะเอามาร้องเพลงที่เราทำกันไว้ได้ ซึ่งเฟ้นท์สามารถเข้ามาร้องเพลงที่เราทำไว้กับโจ้ได้เลย ไม่ต้องปรับคีย์อะไร

 

เสียงโจ้จะนุ่มกว่า แต่เฟ้นท์จะร้องเพลงสนุกได้ดีกว่า

 

ตอนที่ประกาศว่าเฟ้นท์เป็นนักร้องนำคือบนเวทีเลย เพราะมีวันหนึ่งที่น้องนักร้องอีก 2 คนไม่ว่างมาเล่นพอดี แล้วตอนที่เล่นที่ร้าน เราก็เห็นว่าคนฟังเขามองเฟ้นท์ เขารักเฟ้นท์ วันนั้นก็เลยประกาศเลยว่าเฟ้นท์เป็นนักร้องของวงเรา

 

กระแสหลังจากเปิดตัวนักร้องใหม่

มันดีนะ แต่ก็มีทั้งกระแสบวกและลบแหละ เฟ้นท์ก็มีไปอ่านเจอคอมเมนต์แย่ๆ เหมือนกัน แต่พวกเราก็บอกว่าไม่ต้องห่วง ตอนนี้น้องอยู่กับพวกพี่แล้ว โฟกัสที่พวกพี่ดีกว่า ตอนโจ้ก็โดนเหมือนกัน โดนตะโกน โดนโห่ไล่บนเวที

 

เฟ้นท์ต้องพยายามเป็นตัวเองให้ได้ภายใต้วงพอส ตอนนี้ก็เป็นพอสยุคที่สองแล้วมาสักระยะหนึ่ง ตอนนี้คนดูเราก็เป็นแฟนคลับรุ่นใหม่ๆ ที่หลายคนก็ไม่ทันดูยุคโจ้หรอก

 

จริงๆ ตอนโจ้ก็เป็นคนพูดน้อยเหมือนกับเฟ้นท์ แต่คนดูกลับชอบเขา ชอบบุคลิกเขา

 

เพลงล่าสุด คนที่แสนธรรมดา

เนื้อ-ทำนอง เป็นฝีมือของพี่ฟองเบียร์ แล้วก็ได้ นะ Polycat มาฟีเจอริง เพราะว่านอสอนน้องเพียว มือเบสวง Polycat อยู่ ก็เลยติดต่อได้ แล้วก็ที่พิเศษคือได้พี่หรั่ง ร็อกเคสตร้ามาคุมร้อง

 

อนาคตของวงพอส

ภายในปีนี้ก็คุยกันไว้ว่าจะมีคอนเสิร์ตนะครับ ส่วนอัลบั้มก็เน้นสะสมซิงเกิลไว้ ถ้าครบก็ทำเป็นอัลบั้มครับ

 

เราอยู่ในยุคที่เป็นอัลบั้มมาก่อน เฟ้นท์ก็ยังไม่เคยได้สัมผัสอารมณ์นั้น คือศิลปินทุกคนก็อยากมีอัลบั้มแหละ พวกเรายังชอบเก็บสะสมผลงานที่จับต้องได้อยู่นะ

 

Eargasm Session

  1. ที่ว่าง – พอส
  2. กอดหมอน – พอส
  3. คนที่แสนธรรมดา – พอส

 


 

Credits
The Host
แพท บุญสินสุข

The Guest พลกฤษณ์ วิริยานุภาพ

นรเทพ มาแสง

นิรุจ เดชบุญ

ประภาพ ตันเจริญ

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วัวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic.com

The post ยุคที่สองของวงพอส จากอัลบั้มสู่ซิงเกิล จากซีดีสู่สตรีมมิง และจากโจ้สู่เฟ้นท์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Annalynn วงเมทัลคอร์รุ่นเก๋าที่อาจไม่คุ้นชื่อในหมู่เรา แต่พวกเขาไปทัวร์มาแล้วทั่วเอเชีย https://thestandard.co/podcast/multipleeargasms23/ Fri, 16 Feb 2018 07:03:36 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=70919

เวียดนาม สิงคโปร์ มาเก๊า เจิ้นเจียง เซี่ยงไฮ้ มาเลเซีย […]

The post Annalynn วงเมทัลคอร์รุ่นเก๋าที่อาจไม่คุ้นชื่อในหมู่เรา แต่พวกเขาไปทัวร์มาแล้วทั่วเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เวียดนาม สิงคโปร์ มาเก๊า เจิ้นเจียง เซี่ยงไฮ้ มาเลเซีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น คือประเทศและเมืองที่วงเมทัลคอร์อย่าง Annalynn พาเสียงดนตรีดิบแน่นและเสียงว้ากแตกพร่าไปบรรเลงกระหึ่มมาแล้วทั้งนั้น แม้จะไม่เป็นที่รู้จักในวงการเพลงเมนสตรีมบ้านเรานัก แต่ในวงการเมทัล พวกเขาคือรุ่นเก๋ามากประสบการณ์ที่แสดงสดมาแล้วทั่วทวีปเอเชีย


ไปฟัง 5 สมาชิกของวงพูดคุยเรื่องซีนดนตรีเมทัลและไลฟ์เฮาส์ของเอเชีย ประสบการณ์การเล่นในต่างประเทศและในไทยแตกต่างกันที่ตรงไหน ปิดท้ายด้วยครั้งแรกของการเล่นเพลงของตัวเองในแบบอะคูสติก

 


 

 

ใครคือ Annalynn

สมาชิกปัจจุบันของวงดนตรีวงนี้ประกอบด้วย บอล (ร้องนำ), เอก (กีตาร์เบส), ม้ง (กลอง), บอส (กีตาร์), ภพ (กีตาร์) แนวดนตรีคือเมทัลคอร์ คือหนักกว่าแนวร็อกขึ้นมาอยู่ระหว่างเมทัลกับฮาร์ดคอร์


วง Annalynn โลดแล่นอยู่ในวงการดนตรีมา 15 ปีแล้ว ได้เล่นตามซีนอินดี้และซีนอันเดอร์กราวน์จนเลยเถิดมาถึงปัจจุบัน ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ทำเพลงหนักเท่าทุกวันนี้ แถมยังทำเป็นภาษาไทยด้วย

 

อยู่มาได้อย่างไรเป็นสิบปี ทั้งที่เพลงฟังย้ากยาก

ไม่ว่าจะวงร็อกหรือวงป๊อป ยังไงก็ต้องทำเพลงฮิตเพื่อให้อยู่ได้ ของวงเราคือเพลง Seconds of a Thousand Lies ซึ่งถึงจะไม่ใช่เพลงที่ได้เปิดวิทยุ แต่ก็เป็นเพลงที่ทำให้คนรู้จักว่าเพลงแบบนี้เป็นของวงอะไร เป็นเพลงแจ้งเกิดของวง


สำหรับการตลาดของวงเมทัลแบบนี้ การเล่นสดเป็นตัวโปรโมตที่ดีที่สุด  

 

 

พูดถึงซีนเมทัลคอร์

ทุกวันนี้ซีนเมทัลในเมืองไทยเงียบลงเยอะ ถ้าเทียบกับสมัยก่อนที่มีทั้งร็อกผับ มีทั้งอีเวนต์ คนฟังเมื่อก่อนก็หลักพันคนได้ ไปจัดที่มูนสตาร์ แต่เดี๋ยวนี้คนฟังก็หายไป น่าจะด้วยการวนไปของวัฏจักรดนตรีก็เป็นได้ บางคนที่เคยฟังเมทัลเมื่อก่อนก็อาจวนไปฟังอย่างอื่น หลายคนมีครอบครัว มีลูก ก็ไม่ได้มาตามเพลงเมทัลแล้ว ไม่สะดวก


เมทัลคอร์มีความเป็นแฟชั่นนะ มาช่วงเดียวกันกับช่วงดนตรีอีโม เป็นยุคเดียวกับ myspace ที่ดนตรีเมทัลคอร์รุ่งเรืองมาก ทั้งเสื้อสีๆ กางเกงขาเดฟ ใส่เครื่องประดับหนาม เป็นสัญลักษณ์เลยว่าชาวร็อกจะแต่งตัวแบบนี้ แต่บ้านเราเรื่องการแต่งกายมาก่อนการฟังดนตรีร็อก

 

 

ผลงานเพลงของ Annalynn

ถ้ารวมมินิอัลบั้มล่าสุดที่ออกกับค่าย Wayfer Records ชื่อว่า Deceiver / Believer ทางวงก็มีผลงานมาแล้ว 2 มินิอัลบั้ม กับ 1 อัลบั้มเต็ม ความแตกต่างของอัลบั้มล่าสุดกับอัลบั้มที่ผ่านๆ มาคือนอกจากมีมือกีตาร์ใหม่แล้วก็ยังตั้งใจทำเพลงให้ลงตัวมากขึ้น มีทั้งความหนักของเมทัลคอร์แบบเก่าๆ และแนวทางใหม่ๆ โดยมีเพลงแรกที่ปล่อยเอ็มวีคือ Fear

 

ได้ไปเล่นต่างประเทศอย่างโชกโชน

ซีนดนตรีเมทัลต่างประเทศก็ต่างจากไทยเหมือนกัน สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือพฤติกรรมของคนที่ไปดูวงดนตรีแสดงสด อย่างที่สิงคโปร์ แม้คนดูจะปริมาณพอๆ กับที่ไทย แต่จะไม่ไว้ท่าเหมือนคนไทย จะเห็นชัดว่ามาเพื่อฟังเพลง มาปลดปล่อย มามันไปกับดนตรี


ส่วนมากในประเทศไทยจะมาดูวงดนตรีของคนรู้จักมากกว่า มาเชียร์เพื่อน เคยมีวงต่างประเทศที่ค่อนข้างดังได้รับเชิญมาเล่นในไทย เป็นวงจากสิงคโปร์ชื่อ A Town In Fear ทั้งที่คนฟังก็ชอบเพลงเขาเยอะ เคยดูวงนี้เล่นมาแล้ว แต่ก็เอาแต่ยืนดูกันเฉยๆ เหมือนคนไทยไม่ค่อยปลดปล่อย มันแปลกๆ ไม่ค่อยจอยกันเท่าไร


ไม่แน่ใจว่าปัญหาคือคนมักไปฟังวงที่รู้จักอยู่แล้วมากกว่าไปค้นหาวงดนตรีเจ๋งๆ ใหม่ๆ มากกว่าหรือเปล่า ทำให้วัฒนธรรมไลฟ์เฮาส์บ้านเราไม่ค่อยเติบโต ต่างกับต่างประเทศ


วงเคยไปเล่นที่จีน เป็นงานเฟสติวัลใหญ่มาก มี 3 เวที แต่พื้นที่ประมาณ 20 สนามฟุตบอลได้ เวทีที่ไปเล่นก็เป็นวงเมทัลเยอะมาก แต่คนดูก็เป็นอาม่าอาแปะเข็นจักรยานอะไรอย่างนี้ เยอะมาก เขาก็เอ็นจอย มันไม่เกี่ยวกับวัยจริงๆ


จะว่าไป ประเทศไทยเราเสพศิลปะน้อยกว่าประเทศเอเชียด้วยกันมากจริงๆ อย่างตอนไปเล่นที่ญี่ปุ่น วงก็เห็นเลยว่าคนญี่ปุ่นเต็มที่กับการเสพดนตรีแค่ไหน งานเริ่มบ่ายโมง เวลา 11 โมงครึ่งคนก็รอที่หน้าประตูแล้ว พอเปิดประตูทุกคนก็กรูเข้ามาในงาน ไม่มีการรอว่าต้องถึงวงที่รอดูค่อยมานะ

 

 

ประสบการณ์การเล่นสดที่ญี่ปุ่น

เคยได้ไปญี่ปุ่น 1 ครั้ง แต่ไปเล่น 2 งาน งานแรกคือเฟสติวัลดนตรีของวง Crystal Lake ซึ่ง Annalynn เคยได้ฟีเจอริงกับเขามาเมื่อหลายปีที่แล้ว ก็จัดที่ Studio Coast ส่วนงานที่ 2 เล่นไลฟ์เฮาส์ที่ชินจูกุ เห็นเลยว่าที่ญี่ปุ่นมีไลฟ์เฮาส์เยอะมากจริงๆ


ระบบไลฟ์เฮาส์ที่นั่นดีมาก จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ อย่างเช่น ถ้าสถานที่นั้นมีความจุ 100 คน หากมีคนมาดูวงเรา 40 คนขึ้นไปจะแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ เป็นต้น ซึ่งจะให้เท่าๆ กันทุกวงที่เล่นในวันนั้น นอกจากนี้ยังเอาสินค้าไปขายที่นั่นได้ด้วย ไลฟ์เฮาส์ก็อาจได้ค่าดริงก์ ค่าอาหารไป


วัฒนธรรมนี้ไม่ค่อยเติบโตในไทยเท่าไร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าโมเดลบ้านเราเป็นการเล่นเพลงคัฟเวอร์ เพลงที่เล่นก็จะไม่มาก ไม่หลากหลายเท่าไร แต่ถ้าที่ญี่ปุ่น เวลาเราผ่านไลฟ์เฮาส์ก็จะพบว่าเขาเล่นเพลงตัวเองให้คนอื่นฟัง แถมมีจัดคอนเสิร์ตทุกๆ สัปดาห์ วิธีคิดของวงคือขายเพลงของตัวเองมาตั้งแต่แรก

 

 

Eargasm Session

  1. I Am Unbroken (Acoustic Version) – Annalynn

 


 

Credits
The Host
แพท บุญสินสุข

The Guest ณัฐพล จุฑาทวีวรรณ

เอกราช แก้วสมเด็จ

ณัฏฐภพ ชื่นสุขธนานันท์

สุพัชยะ สมพงษ์

ณัฐพล ลาภอาภารัตน์

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วัวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธ์ุพงศ์

Music Westonemusic.com

The post Annalynn วงเมทัลคอร์รุ่นเก๋าที่อาจไม่คุ้นชื่อในหมู่เรา แต่พวกเขาไปทัวร์มาแล้วทั่วเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>