grammy Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/grammy/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 24 Nov 2023 03:51:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘อากู๋’ โยนบิ๊กล็อต GRAMMY มอบเป็นมรดกให้ลูก ตั้งธรรมนูญครอบครัว แบ่งหน้าที่บริหารชัด | Morning Wealth 19 ตุลาคม 2564 https://thestandard.co/podcast/morning-wealth-19-10-21/ Tue, 19 Oct 2021 01:42:31 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=549637

อากู๋ ไพบูลย์ แจงโยนบิ๊กล็อตหุ้น บมจ.จี เอ็ม เอ็ม แกรมม […]

The post ‘อากู๋’ โยนบิ๊กล็อต GRAMMY มอบเป็นมรดกให้ลูก ตั้งธรรมนูญครอบครัว แบ่งหน้าที่บริหารชัด | Morning Wealth 19 ตุลาคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>

อากู๋ ไพบูลย์ แจงโยนบิ๊กล็อตหุ้น บมจ.จี เอ็ม เอ็ม แกรมมี่ (GRAMMY) 52% หวังปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น มอบเป็นมรดกให้ลูก รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

วิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยและแนวโน้มกำไรกลุ่มแบงก์ กับ เอกภาวิน สุนทราภิชาติ ผอ.ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ไทยพาณิชย์  

 


 

Credits

 

Show Creator ศิรัถยา อิศรภักดี, วิทย์ สิทธิเวคิน

Show Producer ทิวาพร ปิ่นสุข

Creative เจนจิรา เกิดมีเงิน
Sound Editor กมลวรรณ ลาภบุญอุดม
Sound Designer & Engineer ธภัทร ตั้งวงษ์ไชย

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์
Channel Admin เอกราช มอเซอร์
Proofreader ภาวิกา ขันติศรีสกุล, วรรษมล สิงหโกมล, ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster ไชยพร ศิริกลการ
Social Media Admin สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์

Archive ชริน จำปาวัน

The post ‘อากู๋’ โยนบิ๊กล็อต GRAMMY มอบเป็นมรดกให้ลูก ตั้งธรรมนูญครอบครัว แบ่งหน้าที่บริหารชัด | Morning Wealth 19 ตุลาคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
GMM GRAMMY บันได 3 ขั้นของการทรานส์​ฟอร์มครั้งประวัติศาสตร์ “ไม่ได้แค่ทำเพลง แต่คือ Infrastructure” https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce398/ Tue, 15 Jun 2021 00:36:29 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=500196 GMM GRAMMY

เกิดอะไรขึ้นเบื้องหลังการทรานส์ฟอร์มครั้งประวัติศาสตร์ข […]

The post GMM GRAMMY บันได 3 ขั้นของการทรานส์​ฟอร์มครั้งประวัติศาสตร์ “ไม่ได้แค่ทำเพลง แต่คือ Infrastructure” appeared first on THE STANDARD.

]]>
GMM GRAMMY

เกิดอะไรขึ้นเบื้องหลังการทรานส์ฟอร์มครั้งประวัติศาสตร์ของแกรมมี่ ไล่ตั้งแต่วิธีคิด การปรับองค์กรเพื่อสอดรับทิศทางใหม่ของบริษัท ไปจนถึงข่าวล่าสุดที่จับมือกับ YG ค่ายยักษ์ใหญ่ของเกาหลี พร้อมแชร์ประสบการณ์ไม่เคยเล่าที่ไหนของ เจ๋อ-ภาวิต จิตรกร จากนักโฆษณามือทองของ Ogilvy ถึงผู้นำทัพ GMM Music เคล็ดลับอะไรที่ทำให้ ‘นักฝัน’ คนนี้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการดนตรีประเทศไทยได้อยู่เสมอ ใน The Secret Sauce 

 


 

สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย

 


Credits

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Show Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์
Creative ภัทร จารุอริยานนท์, พชร ไพโรจน์
Video Editor วุฒิชัย ถิระบัญชาศักดิ์
Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ
Sound Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์
Assistant อสุมิ สุกี้คาวะ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์
Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์
Channel Admin จักรภัทร อ่ำพริ้ง
Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์
Social Media Admins วนัชพร ดวงนิล, สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post GMM GRAMMY บันได 3 ขั้นของการทรานส์​ฟอร์มครั้งประวัติศาสตร์ “ไม่ได้แค่ทำเพลง แต่คือ Infrastructure” appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ผู้ที่ชนะ Band Lab ไม่ใช่คนที่ได้เงินรางวัล แต่คือคนที่อยู่ในวงการนี้ได้นานที่สุด” https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk11/ Fri, 18 May 2018 06:34:40 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=91499

ท่ามกลางความงงงวยของธุรกิจค่ายเพลง ปัณฑพล ประสารราชกิจ […]

The post “ผู้ที่ชนะ Band Lab ไม่ใช่คนที่ได้เงินรางวัล แต่คือคนที่อยู่ในวงการนี้ได้นานที่สุด” appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางความงงงวยของธุรกิจค่ายเพลง ปัณฑพล ประสารราชกิจ หรือ โอม Cocktail กลับลุกขึ้นมาก่อตั้งค่ายเพลงนาม Gene Lab และพร้อมกันนั้นก็เปิดตัวรายการค้นหาศิลปินเข้าสู่ค่ายนี้นามว่า Band Lab ซึ่งเขานิยามว่าเป็นรายการแข่งดนตรีที่ไม่ได้สอนเล่นดนตรี แต่สอนให้ศิลปินเอาชีวิตรอดได้ในวงการเพลง

 

กดปุ่มเพลย์ด้านบน เพื่อฟัง โอม และ อู๋ The Yers ในฐานะโปรดิวเซอร์คนหนึ่งของรายการ Band Lab เกี่ยวกับการอยู่ในวงการเพลงไทย และประสบการณ์ที่พวกเขาคิดว่าสอนกันได้ แต่ถ้าใครสะดวกอ่านก็เลื่อนลงไปด้านล่างได้เลย

 


 

 

อะไรคือ Band Lab

มันคือรายการประกวดวงดนตรีของ Gene Lab ค่ายเพลงใหม่ของแกรมมี่ที่มีโอม Cocktail นั่งตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งเริ่มมาจากการที่คุณนิค จีนี่ เรคคอร์ดส์ รู้สึกว่าพื้นที่ในค่ายจีนี่ไม่ค่อยเหมาะจะรับศิลปินใหม่เท่าไร ด้วยความที่มีศิลปินรุ่นเก๋าและรุ่นกลางอยู่มากมาย ศิลปินใหม่น่าจะเกร็ง เลยเปิดตัวค่ายใหม่ขึ้นมาเพื่ออิสระในการทำงานของทีมและศิลปินใหม่

 

อะไรคือ Band Lab

เป็นรายการที่เรียกได้หลายแบบ เป็นทั้งเรียลิตี้ ทั้ง documentary ทั้งเกมโชว์ ซึ่งอู๋ The Yers ก็ได้มานั่งเป็นหนึ่งในโค้ชของรายการนี้ ร่วมกับโอม Cocktail เอง เจ๋ง Big Ass และหนุ่ม กะลา

 

และ Band Lab ก็เริ่มขึ้นมาจากความคิดว่าอยากให้ความรู้ในเรื่องดนตรีและวงการดนตรี ตบกันไปมาก็กลายเป็นรูปแบบนี้ที่เหมือน entrepreneur ที่นักดนตรีเป็นเจ้าของไอเดีย ส่วนค่ายเป็นเจ้าของทุน ที่ต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เป็นเจ้านายกับลูกน้อง

 

ก็กลายเป็นว่ามีมิชชันขึ้นมา 12 มิชชันในแต่ละสัปดาห์ ให้ศิลปินมานำเสนอตัวเอง แล้วถ้าเราเชื่อใครก็จ่ายให้คนนั้นไป

 

และการทำเป็นรายการมันทำให้ค่ายมีคอนเทนต์ตั้งแต่วันที่เริ่มสร้างศิลปิน ซึ่งน่าจะดีกว่าการทำเพลงก่อนแล้วทำรายการมาสนับสนุนทีหลัง ที่อาจแป้กได้ถ้าเพลงไม่มา

 

และในแง่สปอนเซอร์ถ้าใครเข้ามาสนับสนุนก็ได้ช่วยเกื้อหนุนศิลปินตั้งแต่ day 1 ซึ่งอาจทำให้มีสิทธิ์ต่างๆ ในอนาคตหากศิลปินหรือค่ายมีชื่อเสียงมากขึ้น

 

รูปแบบของ Band Lab

อยากพาไปดูกระบวนการของการทำเพลงหนึ่งเพลง ตั้งแต่เริ่มแรกที่ศิลปินจรดปากกาเซ็นสัญญากับค่าย ไปจนถึงวันที่เพลงกลายเป็นเอ็มวีให้คุณดูและฟังในหน้าจอโทรศัพท์

 

ตัวคอนเทนต์ของรายการ โอมจะใช้คำว่า Startup ของวงดนตรี การเป็นศิลปินต้องเริ่มคิดตั้งแต่เมื่อเข้าค่ายมาต้องทำอะไร? ต้องแต่งเพลง งั้นแต่งกันเองมั้ย? หรือต้องจ้างคนแต่ง ทำเพลงให้เสร็จสมบูรณ์ยังไง? พอเพลงเสร็จก็ต้องคิดอีกว่า แสดงสดเพลงนี้ยังไง? รับมือกับสถานการณ์หน้างานยังไง? ซึ่งในรายการนี้จะมีสถานการณ์โยนลงไปให้เขาแก้ปัญหากัน ทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาที่ทุกวงเคยเจอ ไม่ว่าจะเป็น The Yers, Cocktail หรือแม้แต่ Bodyslam

 

คนทั่วไปจะไม่รู้ว่าวงดนตรีต้องเจออะไรบ้าง แต่ถ้าดูรายการนี้จะได้รู้กัน

 

หรือมากไปกว่านั้นคือ รายการจะไม่ได้พูดถึงวงดนตรีในฐานะ Performer อย่างเดียว แต่จะเล่าไปถึงธุรกิจดนตรี ทั้งการตีความลูกค้า การตีโจทย์ การสื่อสารระหว่างคนกับเพลง ไปถึงการอยู่ร่วมกับเพื่อนในวง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การทำเอ็มวีที่นักดนตรีก็ควรจะรู้ เพื่อให้ทำงานกับคนอื่นรู้เรื่อง

 

เป็นการเอาประสบการณ์ของรุ่นพี่ทุกคนมาให้น้องๆ ได้เรียนรู้ในเวลาแค่ 12 สัปดาห์

 

การเลือกโค้ชในรายการ

ในรายการมีโค้ชคือหนุ่ม กะลา, เจ๋ง บิ๊กแอส และอู๋ เดอะเยอร์ส ซึ่งแต่ละคนมีที่มาน่าสนใจต่างกัน คนแรกมาจากการประกวด และใช้เวลา 12 ปีในวงการอยู่กับค่ายเดียว ตั้งแต่ยุคที่ค่ายทำทุกอย่างให้ มาถึงยุคที่ศิลปินต้องทำเกือบทุกอย่างเอง

 

พี่เจ๋ง โตมาในสลัม เดินทางเข้ากรุงมาเล่นดนตรีกลางคืน และได้มาเป็นนักร้องของวงดนตรีที่ดังที่สุดวงหนึ่งของไทย แถมมาแทนคนเดิมซึ่งก็ดังมากด้วย

 

อีกคนคืออู๋ที่เป็นศิลปินอินดี้มานานตั้งแต่กรุงเทพมาราธอน มีพี่ชายดังมาก่อน และเป็นศินปินที่มาจากอินดี้สู่แมสจริงๆ

 

หรือแม้แต่ผู้เข้าแข่งขันเองก็มาจากหลายที่มา มีทั้งยูทูเบอร์ที่มีคนติดตามหลักล้านคน มีทั้งวงดนตรีจากอุตรดิตถ์ที่เอาชื่อถนนที่ยาวที่สุดของจังหวัดมาตั้งเป็นชื่อวง ความหลากหลายนี่แหละที่ทำให้รายการสนุก

 

ซึ่งทางค่ายไม่ได้คีปลุคว่าต้องเป็นค่ายเพลงรุ่นใหม่ที่มีภาพลักษณ์เป็นวงดนตรีคนเมือง เพราะประเทศไทยไม่ได้มีแค่กรุงเทพมหานครนี่

 

คัดเลือกให้เหลือ 4 วง

จริงๆ มีคนส่งออดิชันมาถึง 400 กว่าวง แต่หลายวงไม่ได้เข้าคัดเลือกเพราะส่งรายละเอียดมาไม่ครบบ้าง เพราะโอมเขียนใบสมัครวางยาไว้ ว่าให้ส่งเพลงตัวเองหรือเพลงคัฟเวอร์มา 2 เพลง ให้เราสนใจที่สุด ซึ่งแปลว่าควรจะส่งเพลงตัวเองมาทั้ง 2 เพลงเลย เพราะนั่นคือสิ่งที่น่าสนใจกว่าเพลงคัฟเวอร์ แต่เกือบทุกวงก็ไม่เก็ตตรงนี้

 

หรือหลายวงที่ส่งรายละเอียดมาไม่ครบก็มีบ่นว่าไม่ครบแค่นิดๆ หน่อยๆ เอง หยวนๆ ไม่ได้เหรอ ก็ต้องบอกว่าทางรายการจะหาศิลปินมืออาชีพ การอ่านใบสมัครไม่ครบถ้วนก็เป็นคุณสมบัติที่ไม่ดีของศิลปินเช่นกัน อีกหน่อยไปทำงานจริงก็ต้องไปอ่านเอกสารพรีเซนเตอร์นะ ต้องอ่านให้ครบถ้วน เราไม่ได้อยากได้คนที่เล่นดนตรีเป็นอย่างเดียว

 

 

ปัญหาที่วงหน้าใหม่มักจะมี

อู๋คิดว่าเป็นการหาตัวเองไม่เจอ ซึ่งอาจจะมาจากการมีอินพุตน้อยหรือมากเกินไป ทำให้หาความเป็นวงของตัวเองไม่เจอ หลายครั้งที่สมาชิกในวงมีอินพุตต่างกัน ทำให้ความเป็นแบนด์ไม่โผล่ออกมา บ้างก็เป็นนักร้องแอนด์เดอะแบนด์

 

หรือบางทีอินพุตเยอะ ก็ทำให้มีดาต้าเยอะ แต่ไม่ได้สังเคราะห์มันมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวเอง เทคโนโลยีมัน disrupt ให้เด็กยุคใหม่มีอุปนิสัยที่เปลี่ยนไป การอ่านเรื่องคนอื่นเยอะๆ ทำให้เราคิดแต่ในมุมของเรา มันไม่มีการสังเคราะห์ข้อมูลที่จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นจริงๆ

 

ในสังคมดนตรีก็ต้องเข้าใจคนอื่นแบบนี้ บางวงทำเพลงไม่ดังก็บอกว่าคนดูแม่ง…ไม่ฟัง ซึ่งศิลปินทุกคนน่าจะเคยผ่านจุดนี้มาก่อนแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือเราจะจัดการกับความรู้สึกหรือสถานการณ์นั้นอย่างไร

 

อีกประเด็นคือไม่เป็นตัวของตัวเอง ก๊อบปี้วงอื่น ไม่ว่าจะประกวดวงดนตรีจะกี่ปีก็ต้องเจอเพลงเดิมๆ ที่เล่นตามศิลปินต้นฉบับร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะมี Bodyslam สองวงทำไมล่ะ

 

การก๊อบปี้เพลงมาเล่นไม่ได้ผิดนะ การเล่นดนตรีเริ่มมาจากการเลียนแบบ แต่วงหน้าใหม่ควรจะเอาเพลงคัฟเวอร์นั้นมาเล่นในแบบของตัวเอง

 

มันจะกลับมาที่วิชาเศรษฐศาสตร์ 101 เราจะมีสินค้าเดียวกันเยอะๆ ทำไม ราคามันก็ตกสิ

 

วงดนตรีรุ่นเก่ามีปัญหาการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างไร

รุ่นใหญ่มักจะมีปัญหาว่าไม่หมุนตามโลก ไม่เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ จากศิลปินใหม่ๆ อย่าง เจค บักก์ (Jake Bugg) ที่เพิ่งมาก็เป็นรุ่นใหม่มากๆ เด็กมาก แต่ประสบความสำเร็จแล้ว เราก็ควรจะเรียนรู้อะไรบางอย่างจากเขาหรือเปล่า

 

เราจะคิดว่าเราเก๋าไม่ได้เลย มันมีรุ่นใหม่ที่คอยขึ้นมาใหม่เสมอ ถ้าเราไม่เรียนรู้จากเขาเราก็ไม่สามารถเป็นรุ่นพี่ที่ดีได้เลย คิดแบบนี้แล้วมันก็เห็นสัจธรรมเหมือนกันนะ

 

แม้แต่ศิลปินในตำนานอย่างเดวิด โบวี ยังทำเพลงใหม่ๆ สไตล์ใหม่ๆ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตเลย

 

เราเคยเห็นว่าเราแซงศิลปินรุ่นก่อนทั้งในแง่ค่าตัวหรือผลงาน ซึ่งมันทำให้เห็นสัจธรรมว่าถ้าเราแซงได้ เราก็โดนศิลปินใหม่ๆ แซงได้เหมือนกัน ฉะนั้นต้องโฟกัสที่การทำงาน พัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นไป

 

สิ่งที่รายการต้องการจากวงรุ่นใหม่

รายการไม่ได้อยากให้พวกเขาเก่งกว่า แต่อยากให้พวกเขาดีกว่าพวกเรา ไม่ใช่แค่การเล่นดนตรี แต่รวมถึงการทำงาน ทั้งการทำงานร่วมกับคนอื่น การเข้าใจคนอื่น การรับมือตามสถานการณ์ การยอมรับความจริง การให้ความเคารพผู้อื่น เคารพความเห็น การรับแรงกดดัน มันเห็นอยู่ทุกที่ไม่ใช่แค่ในวงการดนตรี

 

เพื่อนโอมคนหนึ่งเคยบอกว่าอยากให้โอมทำรายการการศึกษา และสุดท้ายมันก็รวมกันออกมาเป็นรายการ Band Lab นี่เอง

 

สุดท้ายมันไม่ใช่แค่รายการประกวดดนตรี แต่มันสอนวิธีการทำงาน การใช้ชีวิต ถ้าคุณไม่ได้เล่นดนตรี แค่ดูคุณก็อาจได้แนวคิดไปใช้ในชีวิตเหมือนกัน

 

ไม่ใช่แค่ผู้ชนะใน Band Lab เท่านั้นที่ได้อยู่ในค่าย ทุกวงที่แข่งขันได้เป็นศิลปินค่าย Gene Lab ทั้งหมด และผู้ชนะที่แท้จริงไม่ใช่คนที่ได้เงิน 100,000 ไปในตอนจบรายการ แต่คือคนที่อยู่ในวงการดนตรีได้นานที่สุดต่างหาก

 


ฟังรายการ Eargasm Deep talk พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน


Credits


The Host
แพท บุญสินสุข

The Guest ปัณฑพล ประสารราชกิจ, ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์


Show Creator
แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Music Westonemusic

The post “ผู้ที่ชนะ Band Lab ไม่ใช่คนที่ได้เงินรางวัล แต่คือคนที่อยู่ในวงการนี้ได้นานที่สุด” appeared first on THE STANDARD.

]]>
แว่น จักราวุธ กับ แอ้ม อัจฉริยา คุยเรื่องนักแต่งเพลงไทย จากยุคทองสู่ยุคฟรีแลนซ์ https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk02/ Fri, 09 Mar 2018 10:33:25 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=76111

ก่อนจะมีเพลงให้ศิลปินนักร้องมาเล่นกัน เบื้องหลังนั้นคือ […]

The post แว่น จักราวุธ กับ แอ้ม อัจฉริยา คุยเรื่องนักแต่งเพลงไทย จากยุคทองสู่ยุคฟรีแลนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก่อนจะมีเพลงให้ศิลปินนักร้องมาเล่นกัน เบื้องหลังนั้นคืออาชีพปิดทองหลังพระอย่าง นักแต่งเพลง วันนี้เราจะมาพูดคุยกับนักแต่งเพลงสองยุคสมัย คนแรกคือนักแต่งเพลงสาวรุ่นใหม่ ที่แต่งเพลงฮิตมามากมาย เช่น รู้ยัง ต้น ธนษิต, หนึ่งหัวใจ โดม จารุวัฒน์, รักที่เป็นของจริง นิว จิ๋ว หรือ Make It Happen ที่ดังจากรายการ The Face Thailand

 

และอีกคนคือตำนานนักแต่งเพลง แว่น-จักราวุธ แสวงผล ที่แต่งเพลงเลี้ยงชีพมาตั้งแต่ยุคทองของวงการเพลงจนถึงปัจจุบัน มีผลงานมาแล้วกว่า 500 เพลง เช่น ทางเดินแห่งรัก แอม เสาวลักษณ์, เพื่อเธอ ตลอดไป ศักดา พัทธสีมา, จะรักให้ดีที่สุด ตอง ภัครมัย, รักกันมั้ย เบิร์ด ธงไชย และอีกมาก

 

มาฟังเบื้องหลังการทำงานของนักดนตรีในยุคทองกับยุคฟรีแลนซ์ สไตล์การแต่งเพลงของแต่ละคน และที่มาของไอเดียการแต่งเพลงฮิตทั้งหลายกัน

 

 

สองนักแต่งเพลงจากสองยุค

แว่น-จักราวุธ แสวงผล เป็นนักแต่งเพลงที่มีผลงานคุ้นหูคนไทยเยอะมาก ตลอดหลายสิบปี เช่น ยุ่งน่า, ประมาณนี้รึเปล่า, ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ – เจ เจตริน, ไม่ยากหรอก – คริสติน่า อากีล่าร์, คุณครูครับ – น้องพลับ, รักกันมั้ย และ ลองซิจ๊ะ – เบิร์ด ธงไชย, Would You Please – อ๊อฟ ปองศักดิ์, เจ้าช่อมาลี – Mr. Team รวมๆ แล้วตั้งแต่ปี 2532 น่าจะแต่งเพลงไปกว่า 500 เพลง

 

แอ้ม-อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ ก็เป็นนักแต่งเพลงรุ่นใหม่ที่กำลังมีผลงานเพลงคุ้นหู เช่น รู้ยัง – ต้น ธนษิต, รักที่เป็นของจริง – นิว จิ๋ว, นี่แหละความรัก – เป๊ก ผลิตโชค, Make It Happen – ญาญ่า ที่โด่งดังจากรายการ The Face Thailand

 

หน้าที่ของ นักแต่งเพลง

ในอุตสาหกรรมเพลงยุคก่อน ก็ต้องดูก่อนว่าตัวตนของศิลปินเป็นยังไง ภาพลักษณ์เป็นยังไง จากนั้นก็มาดูว่าในอัลบั้มจะมีเพลงแบบไหนบ้าง เพลงช้ากี่เพลง เพลงเร็วกี่เพลง เพลงขายกี่เพลง ศิลปินบางคนร้องเพลงช้าได้ดี ก็อาจมีเพลงช้ามากหน่อย พี่เต๋อ เรวัต บอกว่าต้องให้คนฟังทั้งอัลบั้มจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเทปคาสเซ็ตต์

 

ส่วนมากพี่แว่นจะเป็นคนใส่เนื้อเพลง มีแค่บางเพลงที่แต่งทำนองด้วย

 

ในยุคนั้นก็จะมีการเคาะเพลง มีหลายคนคอยช่วยฟังช่วยเคาะ ส่วนปัจจุบันจะมีระบบหลากหลาย ถ้าเป็นงานค่ายเพลงก็คล้ายกับยุคก่อน แต่ยุคนี้ไม่ได้คิดเพลงเป็นอัลบั้มแล้ว ซึ่งน่าเสียดาย เพราะยุคก่อนจะมีเพลงไส้ คือเพลงที่ไม่แมส แต่เพราะมากๆ ดีมากๆ

 

เดี๋ยวนี้เวลาบรีฟงานทำซิงเกิลเดียว เราก็ต้องเอาทุกสิ่งทุกอย่างใส่ลงไป ทำให้ทุกเพลงต้องฟาดต้องปังทั้งหมด

 

อีกระบบคืองานศิลปินอิสระ ที่ศิลปินจะเอาเพลงไปดีลกับค่ายเอง งานแบบนี้จะสนุก มีตัวตนของศิลปินอยู่เยอะ เราก็จะยึดตัวเขาเป็นหลัก ตามใจเขาเยอะหน่อย

 

เพลงแรกของพี่แว่นคือเพลง ทะเลคน ของสุรสีห์ อิทธิกุล ซึ่งแต่งยากมาก เป็นแนวโปรเกรสซีฟ แต่ก็ต้องขอบคุณเพลงนั้นมากๆ ที่ทำให้เกิดแรงทำงานมาจนถึงทุกวันนี้

 

ส่วนแอ้มเริ่มแต่งเพลงตั้งแต่เด็ก เป็นคนชอบฟังวิทยุมาก จดชาร์ตเพลง เนิร์ดมาก แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้เป็นนักแต่งเพลง รู้สึกว่ามันไกลตัวมาก ต่อมาก็ได้มาทำงานคอรัสเพลงก่อนที่ RS ได้มารู้จักพี่ๆ โปรดิวเซอร์ที่นั่น ก็ช่วยให้ได้เห็นการทำงานเบื้องหลัง ฝึกเขียนเพลง วิเคราะห์เพลงมากขึ้น

 

 

Input ของการแต่งเพลง

เกือบทุกอย่างเป็น input ได้หมด หลายครั้งที่พี่แว่นดูหนังหรืออ่านหนังสือได้สั้นๆ แล้วต้องปิดเพื่อไปแต่งเพลงเลย รู้สึกเหมือนโดนมันฉุดไปข่มขืน ทำกับเราแบบนี้ได้ยังไง เราจะอยู่ยังไงโดยที่ไม่ไปแต่งเพลงตอนนี้ โดยเฉพาะประโยคในหนัง มันจะมีที่โดนๆ

 

ครั้งหนึ่งดูหนังแล้วมีฉากที่พระเอกวิ่งลงไปดักหน้าลิฟต์เพื่อคุยกับนางเอกว่า ผมรู้ละ ผมไปกินข้าวคนเดียวก็ได้ ไปซักผ้าคนเดียวก็ได้ เดินเล่นคนเดียวก็ได้ ผมอยู่ได้โดยไม่มีคน แต่บอกผมหน่อยว่าผมจะอยู่ไปทำไม เปรี้ยง ไปเลย แต่งเพลง ฉันอยู่ได้โดยไม่มีเธอ กลายเป็นเพลงป๊อปเพลงเดียวที่อยู่ในอัลบั้มลูกทุ่งของสุนารี ราชสีมา

 

และเราเหมือนเป็นนักแสดงในตัวหนังสือ มันมีการหักมุม มีการสร้างสถานการณ์ มีการเล่าเรื่อง อย่างเพลง จะรักให้ดีที่สุด ของตอง ภัครมัย เพลงนี้ตอนแรกบรีฟมาเป็นเพลงเปลี่ยนปกเพิ่มเพลงของญารินดา แต่ต่อมาก็ปรับมาให้ตองร้อง เพลงนี้เล่าเรื่องมาให้คนสงสัย ‘ฉันไม่สัญญาว่าเธอจะเป็นคนสุดท้าย’ เอ๊า! ‘ฉันไม่มั่นใจอะไรที่มันยังไม่เกิด’ เอ๊า! แล้วก็ตบกลับมา ‘ฉันสัญญาจะมีแต่เธอเท่านั้น’ … ‘ความรักจะยืนยงเท่าไร ก็ต้องอยู่ที่เรา ทั้งสองคน’ จบ

 

ส่วนแอ้มก็มักใช้จากเรื่องรอบตัว ไม่เรื่องตัวเองก็เรื่องเพื่อน อย่างเพลง รักที่เป็นของจริง ก็คุยกับเพื่อนว่าคนที่โดนทิ้งเนี่ย ไม่ใช่ว่าเป็นคนไม่ดี แต่อาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เราเลิกกัน ตอนนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งโดนเพื่อนทิ้ง เราก็สงสาร แต่ต่อมาเขาก็ได้เจอแฟนคนปัจจุบันที่ดีมากๆ ตอนนี้ก็แต่งงานมีลูกไปแล้ว

 

เพลงแต่ละเพลงเริ่มขึ้นมาอย่างไร

ส่วนใหญ่การแต่งเพลงจะเริ่มที่ทำนองก่อน เพราะถ้ามีเนื้อเพลงก่อนใส่ทำนองมันจะยากกว่า ในความเห็นแอ้ม เมโลดี้จะเป็นแกนที่สำคัญกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้คนจำเพลงนั้นได้จริงๆ แต่แอ้มก็เคยเอาคำกลอนมาใส่ทำนอง คือเพลง รักในดวงใจนิรันดร์ ก็ทำได้ แต่อาจจะไม่ได้เหมาะกับเพลงป๊อปเท่าไร จากนั้นพอได้เมโลดี้ เนื้อเพลงแล้ว ก็เอามาเรียบเรียงดนตรีกันต่อ

 

ชีวิตของ นักแต่งเพลง ในยุคทองของวงการเพลง

เราทำงานกันอาทิตย์ละ 3 วัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เพราะเราต้องการที่ทำงานที่สงบ ซึ่งสำหรับพี่แว่นคือที่บ้าน เริ่มแต่งเพลงกันสักบ่ายสองไปจนหกโมง ช่วงแรกก็ยังไม่ได้ไปผจญภัยที่ห้องอัดเท่าไร

 

ทุกอย่างมันสนุกมาก สำหรับเด็กคนหนึ่งที่เพื่อนไปเป็นสถาปนิก ไม่มีความกดดันใดๆ ไม่โดนดุ ไม่โดนตี เป็นเด็กอายุ 23-24 ปี ท่ามกลางพี่อายุ 30+ คนวัยเท่าๆ กันก็เป็นแอม เสาวลักษณ์ จากนั้นพอเย็นๆ อากู๋ก็จะนัดเราไปกินข้าวที่นั่นที่นี่ ฟรี! คอนเสิร์ตก็ไปดูฟรี เทปซีดีก็ได้ฟรี มันดีมาก แต่ที่มันแย่คือมันผ่านไปแล้ว

 

รายได้ก็มาจากส่วนแบ่งการเขียนเพลง ลิขสิทธิ์เพลง ก็พอมีเงินใช้สบายๆ เงินมันก็รันของมันไป

 

ชีวิตของ นักแต่งเพลง ยุคใหม่

เป็นยุคที่ส่วนแบ่งจากการแต่งเพลงค่อนข้างน้อย แต่จริงๆ ถ้ารับงานเยอะ หรืองาน commercial ก็จะอยู่ได้ มีเงินเป็นกอบเป็นกำขึ้น เช่น เพลงโฆษณา เป็นต้น แต่ถ้าทำเพลงค่าย ส่วนแบ่งก็ไม่เคยเพิ่ม ได้เท่ากับสมัยพี่แว่นเลย ทั้งที่ค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้นแล้ว หรืออย่างส่วนแบ่งจากยูทูบก็ได้มาถึงนักแต่งเพลงน้อยมาก

 

นักแต่งเพลง รุ่นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาก็ไม่ได้คิดว่าเป็นศัตรูหรือคู่แข่งนะ ยกเว้นแต่มาตัดราคากัน

 

พูดตามตรงเด็กนักแต่งเพลงยุคนี้เก่งจริงๆ ก็น่าเสียดายที่เขาไม่ได้รู้ศาสตร์ของการทำเพลงอัลบั้มทีละ 10 เพลง

 

ปัญหาของการแต่งเพลง

ปัญหาใหญ่คือบรีฟว่าต้องทำเพลงฮิต เพราะเราการันตีไม่ได้จริงๆ เพราะต้องมาดูกันว่าคนจะชอบหรือเปล่า บางทีลูกค้าเป็นแบรนด์แล้วอยากให้เพลงฮิต เราก็ทำให้ไม่ได้ บางทีก็ไม่รับ เพราะอย่างแรกที่เราต้องการคือจะทำเพลงลักษณะแบบไหน เรากับโปรดิวเซอร์ก็ต้องดีลกับทุกฝ่ายว่าจะทำยังไงถึงจะประนีประนอมสิ่งเหล่านี้ได้ ให้ออกมาเป็นเพลงที่ดี

 

ส่วนเรื่องกระแสเราเดาไม่ได้จริงๆ อย่างเพลง หน้าหนาวที่แล้ว ของ The Toys เขาปล่อยในยูทูบมา 2 ปีแล้ว ก็เพิ่งมาดังปีที่แล้วนี่เอง มันคาดเดาไม่ได้จริงๆ

 

อย่างพี่แว่น บางเพลงแต่งมา 4 เนื้อก็ยังไม่ลงตัว เช่นเพลง เสียดาย ของพี่เบิร์ด ที่เป็นช่วงที่กำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์พี่เบิร์ดจากนุ่มๆ มาเป็นป๊อปมากขึ้น สุดท้ายก็ต้องให้พี่นิ่ม สีฟ้า ช่วย ก็ได้มาเป็น ‘เสียดาย ที่วันนี้ไม่มีเธออยู่’ โห มันง่ายมากเลย คำพูดง่ายมาก

 

 

ฝากถึงนักอยากแต่งเพลงยุคใหม่

พี่แว่นคิดว่าให้เริ่มจากว่าเราจะแต่งเพลงให้ใคร นึกก่อนเลย แต่งให้พ่อแม่ แต่งให้แฟน แต่งให้คนคนหนึ่ง ให้คนที่คุณรัก แล้วพูดไปเลยอย่างที่อยากพูด ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เพราะ

 

พี่แว่นชอบเพลงหนึ่งมาก ชื่อเพลง Fu**in’ Perfect ของ P!nk ที่บอกว่า แกไม่ต้องคิดมากเลย ที่แกชอบขับรถหลงทาง เนิร์ดมาก เพราะแกฟักกิ้งเพอร์เฟกต์จริงๆ ฟังแล้วร้องไห้เลยนะ

 

อีกอย่างคืออย่าเดินตามนักแต่งเพลงรุ่นเก่า พวกพี่แว่นแก่แล้ว เขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาเลย เขียนตำราขึ้นมาเลยว่าเพลงไทยรุ่นใหม่เป็นแบบนี้

 

ส่วนแอ้มคิดว่าเนื้อเพลงคือไอเดียที่เราเอามาเล่า บางคนมาปรึกษาเรื่องเขียนเพลง แอ้มพบว่าคำเป็นคำที่เห็นกันบ่อยมาก เรื่องก็ไม่เดินไปไหนเลย เหมือนเอาคำสวยๆ มาเรียงกันมากกว่า ไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกอะไร

 

บางคนแต่งมาไม่คล้องจองเท่าไร แต่เพลงมีไอเดีย อย่างนี้มีแววมากกว่า

 

ส่วนการแต่งทำนองมันยากยิ่งกว่าเนื้อเพลงซะอีก เป็นนามธรรมมาก อิสระมาก แต่คนชอบละเลยทำนองเพลง สำหรับแอ้มทำนองที่ดีต้องบอกอารมณ์ของเพลงได้เลย เช่น เพลง Jingle Bell ฟังทำนองดูก็รู้แล้วว่าเป็นเพลงสนุก

 

ฉะนั้นก็ควรศึกษาทฤษฎีบ้าง จะได้สื่อสารกับนักดนตรีหรือคนที่ทำเพลงรู้เรื่อง แอ้มมักบอกให้น้องที่มาปรึกษาเรื่องทำเพลงว่าให้ฟังเพลงเยอะๆ เพลงฮิตเพลงตลาดที่เราอาจจะไม่ชอบฟัง เราก็ควรฟังเพื่อให้รู้จักว่าทำไมมันถึงฮิต เขาแต่งมายังไง เราไม่ควรดูถูกแนวเพลงใดๆ ก็ตามในโลกนี้

 

อีกสิ่งที่สำคัญคือ อยากให้กล้าที่จะลอง ยิ่งถ้าอยากเข้ามาทำงานแต่งเพลง ก็ต้องเป็นคนที่อยากจะแต่งเพลง อยากจะเล่าจริงๆ ที่แอ้มยังมีความสุขแม้ว่าเงินในวงการนี้จะน้อย เพราะเรามีความสุขที่ได้นั่งในห้องอัด ฟังเพลงกับเพื่อน พอเพลงของเราออกมามีคนฟังแล้วชอบ เราก็ชื่นใจแล้ว

 

อีกอย่างคือต้องมีความรับผิดชอบ ความติสท์เป็นข้ออ้างไม่ได้ ต้องรู้จักลดอีโก้ลง เราต้องรู้ว่าทำเพลงกับคนอื่นแล้วเราอยู่ในโพสิชันไหน เวลาทำงานค่ายเราต้องแคร์ค่าย แคร์นักร้อง แคร์ศิลปินด้วย อยากให้ทุกคนตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด

 


Credits

The Host แพท บุญสินสุข

The Guest จักราวุธ แสวงผล

อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์

 

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Photographer ศศิพิมพ์ อนันตกรณีวัฒน์  

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic

The post แว่น จักราวุธ กับ แอ้ม อัจฉริยา คุยเรื่องนักแต่งเพลงไทย จากยุคทองสู่ยุคฟรีแลนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนา เธียรอัจฉริยะ เป็นทุกอย่างที่นักการตลาดต้องรู้ กับบทบาทการนำ SCB ไปสู่อนาคต https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce08/ Mon, 25 Sep 2017 23:00:48 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=30131

     อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของมือการต […]

The post ธนา เธียรอัจฉริยะ เป็นทุกอย่างที่นักการตลาดต้องรู้ กับบทบาทการนำ SCB ไปสู่อนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>

     อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของมือการตลาดรุ่นใหญ่ที่ผ่านแบรนด์มาอย่างหลากหลาย เช่น DTAC, Mc Jeans รวมถึง GMM Grammy กับบทบาทที่ท้าทายในการพาธนาคารที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยไปสู่อนาคต

     เคน นครินทร์ คุยกับ คุณโจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ รักษาการ Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)

 



02.38

ในระยะเวลา 5-10 ปีที่ผ่านมา วงการธนาคารเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ทำไมถึงพูดว่าธนาคารกำลังจะสูญพันธุ์

     มันเริ่มมาจากคำพูดของคนเก่งๆ ทั้งโลก บิล เกตส์ บอกว่า Banking จะยังอยู่ แต่แบงก์ไม่แน่ ทุกอุตสาหกรรมที่โดนผลกระทบจากเทคโนโลยีโดนหมด สาเหตุก็คือ

     หนึ่ง แบงก์ถูกทำให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลได้ เงินไม่จำเป็นต้องเป็นเหรียญหรือธนบัตรเสมอไป
สอง แบงก์เคยผูกขาดความเชื่อ แต่พอมีพวกดิจิทัลไจแอนท์เกิดขึ้นมา อย่าง Facebook, Google, Line คนเชื่อสิ่งเหล่านี้ไม่แพ้แบงก์
สาม พวกสตาร์ทอัพจะพยายามเจาะสิ่งต่างๆ ที่แบงก์ทำไว้ได้ไม่ดี 3 อย่าง คือ แพง ช้า ห่วย ซึ่งมีอยู่แล้วในทุกส่วนอุตสาหกรรม ลองนึกถึงเวลาที่เราโอนเงินข้ามประเทศ ค่าภาษีแพง ใช้เวลา 2-3 วันถึงจะได้ การดำเนินการยุ่งยาก เมื่อไรที่ไหนมี 3 ข้อนี้ พวกสตาร์ทอัพจะเข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ค่อยๆ เจาะทีละเล็กทีละน้อย
สุดท้าย ลูกค้าเปลี่ยนไปมาก สมัยก่อนระยะทางของลูกค้ากับแบงก์ค่อนข้างไกลคือสาขา เดี๋ยวนี้พอลูกค้ามีสมาร์ทโฟน วิถีชีวิตเปลี่ยนหมด อะไรก็อยู่ในนั้น

 

05.03

สถานการณ์โดยรวมของแบงก์

     แบงก์ยังไม่กระทบเท่าไร เพราะว่ากำไรหลักยังมาจากการรับฝากเงินแล้วไปปล่อยกู้ ถ้าเป็นซีอีโอจะอยู่ได้อีก 2-3 ปีแน่ๆ แล้วอาจจะไปทำอย่างอื่น ซีอีโอบางท่านอาจจะเลือกแบบนั้น หรือซีอีโอที่มองยาวไปกว่านั้น คิดถึง 10 ปีข้างหน้า คิดถึงพนักงานแบงก์ คิดถึงความอยู่รอดของผู้ถือหุ้น จะรอเหมือนอย่าง Nokia รอ Apple รอ Android มาก่อนแล้วค่อยแก้ไข มันไม่ทันแล้ว ตอนนี้เราเห็นสตาร์ทอัพ เราเห็นผู้เล่นใหม่ๆ อย่าง Line, Facebook, Google เริ่มโอนเงินได้ เราเห็น Alipay เข้ามาปีเดียวก็เต็มเชียงใหม่แล้ว เขาใช้เวลาแป๊บเดียวเอง เราจะปรับตัวไม่ทัน ถ้าเราไม่ทำตอนนี้

 

ไม่ใช่การตื่นตระหนกใช่ไหม

     แยกเป็น 2 คำคือพารานอยด์ กับแพนิก แพนิกคือตื่นตระหนก พังแน่นอน แต่เราใช้คำว่าพารานอยด์ จากประสบการณ์ ถ้ามีความรู้สึกพารานอยด์จะเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราไม่นิ่งเฉย ต้องหาอะไรใหม่ๆ ต้องปรับตัว ต้องสร้างวัฒนธรรม โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นกับหัวหน้าหรือผู้นำ มันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเยอะในองค์กร ซึ่งมันจำเป็นอยู่แล้ว

 

07.47

ทำงานด้านการตลาดมานาน มีวิธีปรับตัวให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างไร

     พยายามเจอคนที่ไม่คุ้นชิน เช่น คนที่มีสาขาอาชีพอื่น พี่ทำสถาบันชื่อ ABC มีนักเรียนตั้งแต่อายุ 20 กว่าจนถึง 60 มีตั้งแต่ดาราถึงนักธุรกิจ เราก็จะได้คุยกับคนที่เราไม่คุ้น คนที่ต่างเจเนอเรชัน แล้วพี่ทำงานมาหลายอุตสาหกรรม เคยทำงานสื่ออยู่แกรมมี่ รีเทลอยู่แมคยีนส์ โทรคมเคยอยู่ดีแทค ตอนนี้อยู่แบงก์ ดังนั้นเราจะไปอยู่ในอุตสาหกรรมที่เราเห็นว่าเวลามันมีการเปลี่ยนแปลง มันต้องคิดยังไง ยกตัวอย่างแกรมมี่ ถ้าพูดถึง Technology Disruption แกรมมี่โดนหนักสุดตั้งแต่เคยเห็นมาในชีวิต โดนตั้งแต่เทปเป็นซีดี เจอ MP3 จนกลายเป็นสตรีมมิง เขาโดนมาหลายครั้ง แต่ยังอยู่ได้ อย่างพี่เข้าไปอยู่ ได้เห็นกระบวนการปรับตัว เห็นความพารานอยด์ของคุณไพบูลย์ที่พยายามหาธุรกิจใหม่ๆ

     ตอนมาเป็นที่ปรึกษาไทยพาณิชย์ช่วงแรกๆ เขาให้ไปทำ Fintech ไปเป็น Digital Ventures ก็ได้ไปคลุกคลีกับพวกสตาร์ทอัพ ทำ Corporate Venture Capital ทำโรงเรียน ทำแล็บกับโปรดักต์ ได้วิธีคิดใหม่ๆ business model ใหม่ๆ ทำให้เราสามารถเข้าใจว่าโลกเปลี่ยนยังไง

 

10.43

ทำไมถึงพร้อมที่จะไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ

     อาจจะเพราะว่ามีความเชื่อ พี่เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ไม่มีอะไรเลย แต่โตมาเพราะว่าได้ไปลองในสิ่งที่ไม่เคยทำและได้โอกาส เวลาไปทำในสิ่งที่ไม่คุ้น ไม่ว่าเราจะล้มเหลวหรือสำเร็จ เราได้อะไรทุกทีเลย

     เคยอ้วนจนเข้าโรงพยาบาลครั้งใหญ่ ตอนนั้นเราคิดว่ามันแย่ แต่มันทำให้เรามีประสบการณ์ ต้องเริ่มออกกำลังกาย เริ่มกินอาหารที่ดีขึ้น ทำให้เราแข็งแรง เรารู้สึกว่าเรื่องร้ายๆ เหมือนเราเปลี่ยนงานเรื่อยๆ

     อย่างตอนไปทำแมคยีนส์ เราก็ไม่ประสบความสำเร็จนะ ถือว่าล้มเหลวเลยแหละ แต่ถามว่าได้อะไรไหม ก็ได้เยอะมาก ได้รู้ว่าเราไม่ถนัดอะไร รู้ว่าธุรกิจนี้มันเป็นยังไง มันต้องใช้อีกแบบหนึ่ง ไม่ใช้แบบเรา เราก็จะเรียนรู้มาตลอด ทำงานกับเจ้าของ ทำงานกับมืออาชีพ

 

เวลาทำอะไรที่มันออกจาก Comfort Zone มันคือ Knowledge Zone

 

12.20

ทำไมถึงตัดสินใจเข้าไปทำ SCB

     ตอนนั้นเป็นช่วงที่ลูกสาวกำลังโต เลยไม่อยากทำงานประจำ เพราะอยากมีเวลาให้ลูก ตัดสินใจออกมารับงานเป็นที่ปรึกษากับกรรมการ ชีวิตก็โอเค มีเวลาให้ลูกจริง ได้หลุดเข้ามาเป็นที่ปรึกษาใน SCB ก็ไม่ยากอะไร เป็นการทดลองใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งเรารู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่าง มันคือ purpose พอทำเป็นที่ปรึกษามันไม่ได้ออกแอ็กชัน ไม่ได้มีผลอะไรให้เราเห็นเป็นรูปธรรม มันได้แต่เงิน

     ต่อมา SCB อยากได้คนไปตั้งบริษัทเป็น Venture Capital ถึงจะเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างยาก แต่พอทำมาได้ปีนึงแล้วมันค่อนข้างโอเค ได้เรียนรู้อะไรเยอะ ลองผิดลองถูกจนมันเซตอัพได้ ตอนนี้เขาเลยชวนกลับมาทำการตลาดที่แบงก์

 

นี่คือ purpose ใหม่ของเรา แล้วอยากจะเจอสิ่งที่มันท้าทายขึ้นถูกไหม

     รู้สึกว่ามันมีประโยชน์ คือถ้าเรามีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ มีเงิน เราน่าจะมีความสุข แต่จริงๆ มันยังรู้สึกขาด คนญี่ปุ่นเรียกว่า ‘อิคิไก’ เราตื่นมาเพื่ออะไร เราตื่นมาเพื่อลูก แต่พอลูกไปโรงเรียน เราก็เหงา ไม่รู้จะทำอะไร เป็นที่ปรึกษา เป็นกรรมการ เงินดี แต่มันไม่มีแอ็กชัน พอทำ Digital Ventures เราเริ่มเห็นคนในนั้น เห็นงานออกมา มันเติมเต็มบางอย่าง
     ซีอีโอที่ไทยพาณิชย์เขาตั้งโจทย์โหดมาก ประมาณน้องๆ สตีฟ จ็อบส์ เลย เขาเรียกว่า Reality Distortion คือบิดจากสิ่งที่ต้องใช้เวลาทำ 1 ปีให้เสร็จภายใน 3 เดือน เกิดความท้าทาย อยากทำให้มันดังและปัง เขาอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงเร็วๆ ตอนนี้เลยรู้สึกมี value เพราะเราเป็นมนุษย์ประหลาดอยู่ในแบงก์ เราไม่ใช่แบงเกอร์ วันก่อนซีอีโอเพิ่งพูดว่าหลังๆ คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องระหว่างแบงเกอร์กับอาร์ทิสต์ พี่ค่อนข้างเป็นสายอาร์ทิสต์ แต่เรารู้สึกว่าเรา contribute value บางอย่างได้ในตอนนี้ ตื่นมาแล้วมันตื่นเต้นทุกวัน คิดว่าเรายังทำให้มันมีผลทางการตลาดได้อีกแค่ไหน เราไม่ได้ทำแคมเปญแบบนี้มานานแล้ว มันก็จะมีอะไรที่ตื่นเต้นท้าทายเข้ามา

 

15.58

ตอนเข้ามาเขาให้โจทย์อะไร

     จริงๆ ที่ไทยพาณิชย์ไม่เคยมีตำแหน่ง Chief Marketing Officer เราไปรับส่วนงานสื่อสารการตลาดผสมกับงานอีเวนต์แล้วค่อยๆ สร้างทีมขึ้นมา ตอนนี้ก็ยังทำเป็นชิ้นๆ อยู่ ไม่มีกำหนดตายตัวแน่นอนว่างานคืออะไร ช่วงหลังๆ พี่ดู Customer Experience ด้วย ดูคอลเซ็นเตอร์ด้วย เป็นงานที่ไม่เคยทำเหมือนกัน ต้องใช้ทักษะอีกแบบ ดูเป็นโปรเจกต์ไป อย่างล่าสุดทำเรื่อง Mobile Banking ตอนแรกก็ทำเรื่องโฆษณาอยู่ แต่ตอนนี้ก็รับเป้ามาด้วยแล้ว ต้องวางโครงสร้างของมันจะทำอย่างไรให้ได้รับการยอมรับ เกิดการดาวน์โหลด เกิดการใช้

 

16.53

โจทย์เกี่ยวกับ Mobile Banking คืออะไร

     เดิมแบงก์อยากทำกำไรมากที่สุด แต่ซีอีโอเขามองเห็นว่าอนาคตมันไม่ใช่เรื่องกำไร แต่เป็น customer engagement ถ้าเราไม่สามารถทำให้ลูกค้ารักหรือว่าเชื่อเราได้ ในอนาคตกำไรอะไรก็ไม่ยั่งยืน เราจะ engage customer มากกว่านี้ได้ยังไง จริงๆ มันเป็นมิชชันตั้งแต่ปีที่แล้วว่าเราอยากเป็น most admired bank มันเป็นวิธีคิดใหม่สำหรับแบงก์

     ตอนนี้ตัวเลขของเราเป็นประมาณเบอร์ 2 เบอร์ 3ในเรื่อง Digital Banking แต่เบอร์ 1 ก็ไม่ได้ห่างเรามาก สมมติเขามี 5 ล้าน เรามี 4 ล้าน จริงๆ เราเหมือนตัวจิ๋วๆ คุยกัน เพราะ Line มี 30 กว่าล้านคน Facebook ในเมืองไทย 40-50 ล้าน Alipay เข้ามาแป๊บเดียวก็หลายล้านแล้ว

     แล้วต่อไปมันคือสงครามแพลตฟอร์ม ถ้าใครมีแพลตฟอร์มได้ คนนั้นก็จะเป็นเจ้านาย ที่เหลือเป็นลูกน้อง เราถึงเห็น Samsung Pay เห็น Apple Pay เพราะทุกคนก็อยากจะมีเพย์แล้วเอาแบงก์ไปเป็นลูกน้อง แบงก์จะยอมเป็นลูกน้องเขาหรือไม่ หรือเราควรมีแพลตฟอร์มให้ใหญ่พอที่มีเราจะอำนาจในการต่อรองกับร้านค้าหรือ payment ชนิดอื่นๆ ดังนั้นเราก็ต้องพยายาม อย่างน้อยเราต้องลองสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองด้วย โดยที่ใช้ customer engagement เป็นคีย์หลัก

     ฉะนั้นจะทำยังไงให้มันเข้าไปอยู่ในชีวิตคน เพราะจริงๆ banking มันอยู่กับทุกที่ เป็นเส้นเลือดของทุกอย่าง เราจะดีไซน์เป็น experience platform ได้อย่างไร ก็เลยค่อยๆ เริ่มคิด ปัจจุบันเราใส่ไปประมาณ 60-70% ของไอเดียเราเองนะ คือมันจะต้องออกมาเยอะกว่านี้อีก เช่น ตอนนี้เราก็มีลูกเล่นใหม่ๆ ที่คนฮือฮาคือถอนเงินไม่ใช้บัตร ตอนนี้ก็เป็นอะไรที่คนตอบรับสูงมาก ต่อไปเราจะมี experience ที่อีกสักเดือนสองเดือนหวังว่าเราจะจองตั๋วหนังได้

     ในอนาคต ประเทศไทยจะมีระบบ QR Code ที่รัฐบาลกำหนดเป็นมาตรฐานเดียวกัน เป็นการเปิดมิติใหม่ในการจ่ายเงิน ใช้มือถือเป็นกระเป๋าสตางค์ ไม่ต้องมีเงินสดเลย ไปสแกนเอาตามร้านต่างๆ ผมคิดว่านี่เป็นนวัตกรรมที่สุดยอดที่สุดของรัฐบาลไทยที่เคยทำมา ถ้าประเทศอื่นๆ จะต้องใช้สตาร์ทอัพ กว่าจะโตขึ้นมา มันลดต้นทุนการแข่งขันมหาศาลเลย

 

24.36

ฟีเจอร์หมัดเด็ด
     อย่างแรกคือกดเงินไม่ใช้บัตร ตอนแรกเป็นฟีเจอร์เล็กๆ อันหนึ่ง แต่ในแง่ประสบการณ์ผมในเรื่องการตลาด ผมเห็นปั๊บ ผมรู้เลยว่าอันนี้มันโดนแน่ๆ เพราะว่าสุดท้ายหลักๆ คือถ้าลืมกระเป๋าสตางค์ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ ง่ายๆ เลยคือจากแอปฯ มือถือ เราสามารถไปที่ฟังก์ชันกดเงินไม่ใช้บัตร จะมีโค้ดที่ใช้ไปกดเงินหน้าตู้ได้เลย ภายใน 15 นาที ไทยพาณิชย์ได้เปรียบ เพราะเรามี ATM เยอะสุดในไทย

 

แบงก์อื่นก็มีการกดเงินแบบไม่ใช้บัตร?

     มีที่เดียวคือ ออมสิน ที่ทำมาก่อนเรา ที่อื่นจะเป็นกดจาก ATM ไปสู่อีกคนหนึ่ง มันจะไม่ใช่กดจากแอปฯ ออมสินมีความต่างกับเรานิดนึงคือเขาใช้ QR Code แต่เราใช้ดิจิทัล แต่ก่อนออมสินก็มีแบงก์ต่างประเทศทำอยู่แล้วนะ

     เราไม่ได้เคลมว่าเราเป็นรายแรก แต่เราหวังเคลมว่ามันสะดวก สักพักหนึ่งทุกแบงก์คงมีหมด

 

การที่บริษัทอยู่ได้ยาวกว่าคนอื่นหรือปรับตัวได้ มันไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี มันเป็นเรื่องของ culture ทั้งสิ้น คือวัฒนธรรมองค์กรยืดหยุ่น ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่เห็นแก่เงิน เห็นแก่ลูกค้า ให้ลองทำผิดได้ มันถึงจะ attack คนรุ่นใหม่ attack innovation ไม่จมกับอดีต มันคือ culture ล้วนๆ

 

33.18

ตั้งแต่เข้าไป วัฒนธรรมองค์กรเปลี่ยนไปเยอะไหม

     จริงๆ ผู้นำมีส่วนเยอะ อย่างซีอีโอเป็นคนที่ไดรฟ์การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม เขาสร้างความพารานอยด์ว่าโลกมันเป็นอย่างนี้ มันจะเปลี่ยนแล้ว เราเองต้องเปลี่ยน ต้องขับเคลื่อนไปด้วย ดังนั้นมันจึงเริ่มเห็นผล และมันจะต้องถูกซัพพอร์ตด้วย quick wins บางอย่าง เช่น พอเราปล่อย SCB Easy แล้วมันได้รับการตอบรับดี เขาจะรู้สึกว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้อง เราจะเริ่มเห็นผู้บริหารลุยออกไป ทำ QR Code ถ่ายรูปแท็กซี่ ไปทำอะไรที่มันเริ่มลงไปหาคนมากกว่าให้เขาเข้ามา มันจะเกิด customer engagement มากขึ้น องค์กรไหนๆ ก็ต้องมาทางนี้ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

 

34.17

Mobile Banking ตั้งเป้าขนาดไหน

     ส่วนตัวพอใจมาก แต่ยังห่างจากซีอีโอเยอะ การวัดแบรนด์สักสองสามเดือนคงเห็น แต่ถ้ารวมๆ เดินคุยกับสาขา ทุกคนก็รู้จัก พูดถึงเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ในแง่ของมาร์เก็ตติ้งก็สำเร็จระดับหนึ่ง

     เป้าระยะยาว ปีนี้เรามีลูกค้าประมาณ 4 ล้าน ทำมา 4-5 ปี ปีหน้าซีอีโออยากได้สัก 8 ล้านหรือ 10 ล้าน คือเท่านึงภายในปีเดียว ก็ไม่แน่ เราก็ต้องเต็มที่ หามุม เพราะมันจะเป็นแพลตฟอร์มไง 8-10 ล้านเราเพิ่งเท่ากับ JOOX เองนะ มันจะไปต่อจากนั้นได้ไหม เราต้องตีโจทย์อะไรมากขึ้นกว่านี้อีก มันต้องสะดวก มันต้องสนุก มันต้องปลอดภัย ก็ต้องทำให้เขารู้สึกมีประสบการณ์ที่ดีกับเรา ก็ต้องสร้างไปเรื่อยๆ

 

36.47

เข้ามาแล้วต้องปรับตัวเยอะไหม หรือได้เรียนรู้อะไรเพิ่มไหม

     เยอะครับ ก็สนุกดี มันเป็นองค์กรที่แปลกในตัวเอง เป็นองค์กรร้อยปีที่คนรักองค์กรมาก ในขณะเดียวกันมันก็มีไดนามิกสูงมากตอนนี้ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง พี่เป็นคนโชคดีที่ชอบไปอยู่ในท่ามกลางพายุ เช่น ตอนที่อยู่ Dtac เราก็จะไปอยู่ในช่วงที่มันกำลังเข้มข้นเลย Dtac มีตั้งแต่ทรุดเกือบเจ๊งจนถึงแบบขึ้นมาแล้วมาต่อสู้ มี True มี Hutch ช่วงนั้นเป็นช่วงที่โทรคมบูม แล้วก็ตอนไปอยู่แกรมมี่ก็การเปลี่ยนแปลงเยอะ ทำประมูลทีวี ตอนนั้นกำลังจะประมูลพรีเมียร์ลีก ทำกล่อง ทำเพลย์ทีวี เพลงกำลังลง คือช่วงการเปลี่ยนแปลงเยอะ มีจอดำช่วงนั้น พอมาอยู่แบงก์ก็จะมาอยู่ช่วงที่แบงก์กำลังเปลี่ยนแปลงพอดี ไปตอนแรกๆ มันไม่มีอะไรเปลี่ยนสักอย่าง คือไปทุกอย่างมันนิ่งหมด พอเราเข้าไป มันดูดเข้าพายุทุกที

 

39.20

อนาคตของธนาคารที่มองเห็นใน 4-5 ปีข้างหน้า มันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

     มันไม่มีใครมองเห็นจริงๆ นะ แต่ถ้ามองจากข้อมูลวันนี้คืออีก 2-3 ปีข้างหน้าลูกค้าจะชินกับการจ่ายเงินแบบไม่ถือเงินสดเยอะขึ้นอย่างมหาศาล ที่มั่นใจเพราะว่ามันเกิดขึ้นที่ประเทศอย่างจีนและอินเดีย ซึ่งใกล้เคียงกับเรา คือถ้าไปเกิดที่อเมริกาหรือยุโรป เมืองไทยอาจจะไม่นำมาใช้นะ แต่ถ้าพี่จีน อาม่า อาอึ้ม อาเจ็กเขายังทำได้เลย ของเราก็น่าจะเกิด

     สอง มือถือจะเป็นสาขาแบงก์ขึ้นมา transaction จะค่อยๆ มูฟ และมันจะมากขึ้น มันไม่ใช่แค่ย้ายนะ คือ transaction โดยรวมของแบงก์จะมากขึ้น เพราะว่าคนจะสะดวกขึ้นในการใช้ รวมถึงการเช็กยอดต่างๆ สาขายังจำเป็นอยู่ แต่จะเปลี่ยน format คือเปลี่ยนการหน้าที่ให้บริการกลายเป็นเรื่อง relationship มากขึ้น เป็นเรื่อง advisory มากขึ้น เพราะว่าในที่สุดแบงก์ต้องการ customer engagement อย่างที่บอก

     แล้วก็จะเห็นสาขารูปแบบใหม่มากขึ้น เช่น ทองหล่อจะเป็นสาขาสแตนด์อโลน เราสามารถเปลี่ยนเป็นมินิสาขาไปอยู่ตาม Eight Thonglor ไปอยู่ที่ Market Place วรจักรมี SME เยอะ มันควรจะเป็นสาขาที่ SME ไหม หรืออยู่ที่รวยๆ อย่างเอ็มควอเทียร์มันควรจะเป็น Investment Center ไหม ตอนนี้เราทดลองหลายๆ แบบ อันไหนเวิร์กก็เดินต่อ ขยายมันร้อยแห่งเลย ไม่เวิร์กไม่เป็นไร เปลี่ยนรูปแบบ

 

42.44

ความยากง่ายในการทำการตลาดกับแบงก์ในอนาคต

     มันยากที่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สมัยเดิมมันจะ What you pay what you get  ซื้อหนังสือพิมพ์เราก็จะได้ประมาณนี้แหละ เพราะมันเป็นวันเวย์ เราเขียนแล้วคนก็ไม่ค่อยมีปากมีเสียง เดี๋ยวนี้พอมันเป็นโลกโซเชียลมีเดีย สื่อมันเปลี่ยนหมด วิธีคิดต้องเปลี่ยนเยอะมาก

     จริงๆ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่วิธีการที่ง่ายที่สุดคือหาทีมที่เก่ง เป็นวิธีที่ค้นพบมาจากการทำอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต เพราะถ้าเรามีทีมที่เก่ง เราจะสบาย ดังนั้นตอนนี้ทีมพี่ก็หาคนเก่งๆ เข้ามา แล้วเขาจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่แล้ว เราแค่ไปสังเกตว่ามันเกิดอะไรบ้างในโลก

     ปัจจุบันอินฟลูเอนเซอร์สำคัญ word of mouth จะสร้างมันยังไง advertising จะไม่ค่อยเวิร์ก บางเรื่องที่เราไม่คิดว่าจะเกิด เช่น เราทำตู้ฝากเหรียญ เกิดไวรัลมาก เรายังไม่เคยพีอาร์ ไม่เคยทำข่าว ไม่เคยไปหาใครมาทำคลิปใดๆ ทั้งสิ้น มันเกิดไวรัลขึ้นมาเอง เพราะเรายังไม่พร้อม เครื่องเราเพิ่งมี 5-6 อันเอง อย่างนี้พยายามจะสังเกตว่า word of mouth จริงๆ มันมีพลังมาก

 

คำแรกเลยที่คิดว่าการตลาดเมืองไทยต้องมีคือคำว่า humble แอปฯ จะมาชูว่านี่คือแอปฯ ที่ดีที่สุดในประเทศไทย คนด่าต้อง humble

 

     อย่างตอนที่ทำแอปฯ มันมีหลายไอเดีย มันจะจนมุมแล้ว เหลืออีกวันสองวัน นึกอะไรไม่ออก ทำยังไงดีวะ ก็ไปคุยกับน้องๆ ว่าตอนนี้ฟังเพลงอะไรอยู่ เฮ้ย มันมีเพลง เป็นทุกอย่าง แล้วมันเหมาะกับแอปฯ เรามาก และถ้าฟังเพลง เป็นทุกอย่าง ดีๆ มันจะมีความ humble คือเราเป็นทุกอย่างเพื่อเธอ แต่เธอไม่ต้องเป็นอะไรกับเรานะ เรามีประโยชน์แค่บางครั้ง ก็เลยใช้แท็กตรงนี้มาขยาย

 

47.23

มีวิธีการมองอย่างไรว่าคนนี้เก่ง

     อย่างแรกต้องนิสัยดีก่อน ถ้านิสัยไม่ดีมันทำงานด้วยกันยาก เราเคยทำงานกับหลายคน เราก็จะรู้ ถ้าชวนหัวๆ มาใหม่ๆ ก็ต้องคนที่เคยทำงานด้วย ถ้าอ่านจาก resume มันดูไม่ออก ก็จะชวนอย่างคุณตูน สุธีรพันธ์ ที่ทำอะไรด้วยกันมาหลายโปรเจกต์ ก็รู้ว่าเขาเหมาะกับแบงก์ เพราะเขามีเทสต์ดี มีความรู้เรื่องดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เป็นอาจารย์ รู้จักคนเยอะ อีกฝั่งหนึ่งก็เป็นคุณเปิ้ล อนิสา เป็นคนละเอียด รู้เรื่อง customer ดีมาก สองคนนี้มาแล้วสบาย พูดคำเดียวรู้เรื่อง มีความสามารถในการเล่าเรื่องและดูแลทีมได้

 

คุณสมบัติคนเก่งหรือคนที่อยากทำงานด้วย

     หลักๆ คือทักษะในงานที่เขาทำ เช่น ทำการตลาดก็ต้องรู้เรื่องดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ในแง่หัวหน้า ต้องมีคอนเน็กชันในการดึงคนที่เก่งตามมาได้อีก พอเป็นทีมก็ต้องเป็นหัวหน้าที่ดี ต้องมีความเป็นโค้ช โค้ชในแง่ของการทำงาน คือสอน ไม่เอาเครดิตเข้าตัวเอง แล้วก็จัดทีมให้มันได้สมดุล รู้จักเพิ่มทักษะให้น้องๆ มี celebrate small win พี่พยายามสังเกตว่าทีมที่ดีคือตอนแฮปปี้ก็จะแฮปปี้กันอยู่แล้ว แต่ถ้ามันมีเรื่อง มันพลาด มันทำอะไรผิดด้วยกัน มันจะกอดคอร้องไห้กันไหม

     เดี๋ยวนี้บทบาทเปลี่ยน สมัยก่อนตอนอยู่ Dtac เราก็จะลงไปคลุกคลีกับทุกคนไปเป็นพี่ใหญ่ของเขา แต่พอตอนนี้แก่ด้วยล่ะมั้ง ก็พยายามทำตัวลอยๆ หน่อยเหมือนโค้ชใหญ่ที่ไม่ได้ลงไปลึกมาก แล้วมันทำงานหลากหลายมากขึ้น

 

50.00

จุดร่วมของคนที่ประสบความสำเร็จ

     อย่างแรกคือต้องเคยล้มเหลว ต้องมีประสบการณ์ชีวิตที่ถูกเคี่ยวกรำมาก่อน ถ้ามีรวมๆ อย่างที่เรียกว่าอิทธิบาท 4  ฉันทะ – ชอบรัก วิริยะ – คนที่อาจจะไม่มีแพสชัน แต่ฝึกหมื่นชั่วโมง จิตตะ – โฟกัสในงานที่ทำอย่างชลากรณ์ที่เวิร์คพอยท์ อย่างตอนนี้เขาทำจานดาวเทียม เขาไปอยู่กับช่างดาวเทียม 2 เดือน ไม่มีใครทำอย่างนี้หรอก วิมังสา – คลาสสิกสุด คือทดลองทำล้มเหลวผิดพลาด วิมังสาคือสตาร์ทอัพ คือ testing rationing นะ testing คือทดลอง พระพุทธเจ้าท่านสุดยอดมาก ทดลองและเรียนรู้จากมัน คนที่ผิดบ่อยๆ แล้วแก้ไขมันมาเรื่อยๆ คนนี้ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จ

 

53.08

เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิตคืออะไร

     เรียงได้ง่ายๆ 4 อันคือ หนึ่ง ลูกสาว เขากำลังจะเป็นวัยรุ่น ลูกสาวคือทุกอย่าง เราเปลี่ยนงานก็เพื่อลูกสาว เป็นสองคนที่เราอยากให้ตื่นมาในชีวิต

     สองคือสุขภาพ เพราะเราเคยป่วย เราต้องวิ่งทุกวันเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง คุณไพบูลย์ที่แกรมมี่เคยเล่าว่า เรามีเกิด แก่ เจ็บ ตาย แกบอกว่าธรรมชาติบังคับสามตัวนะ แต่เราเลือกที่จะไม่เจ็บได้ เกิด แก่ และตายได้เลยถ้าเราออกกำลังและแข็งแรงพอ

     สาม ความสุขจุกจิก คือมีความสุขแต่ละวันไปเรื่อยๆ เอาวันต่อวัน ไม่ได้มองไกลๆ

     สี่ purpose คือมันมีอะไรบางอย่างที่เรากำลังสร้างมันอยู่

 

56.19

การเป็นพ่อมันเปลี่ยนแปลงอะไรเยอะไหม

     เปลี่ยนเยอะมาก ปกติระดับองค์ความรักนะ เปรียบง่ายๆ เช่น เรามีเงินแล้ว เรารักตัวเอง เราชอบกินลูกชิ้น เราจะสั่งมาเยอะๆ เราจะกินๆๆ เรามีเพื่อน ถ้ามีลูกชิ้นอยู่ลูกหนึ่ง บางทีก็แย่งมันกินหรือแบ่งๆ กัน ถ้ามีแฟน เราอาจจะคีบลูกชิ้นให้แฟน แต่เราก็จะเสียดายลูกชิ้นนั้น เราเสียสละ แต่เรายังอยากกินนะ แต่ลูกนี้เราไม่อยากกินเลย เราอยากให้เขากิน เราไม่กินก็ได้ เราเห็นเขากิน เราไม่กินอะไรเลยก็ได้ มันเป็น unconditional love มันเป็นความรู้สึกอีกแบบ เป็นความสุขที่ดี

 

57.34

อะไรคือ The Secret Sauce ของ ธนา เธียรอัจฉริยะ

  • พารานอยด์ แต่ไม่แพนิก ไม่ตื่นตระหนก แต่รู้สึกไม่สบายตัว ต้องเปิดรับอะไรใหม่ๆ สร้างความเปลี่ยนแปลงในองค์กร
  • โฟกัส customer engagement หมดยุคมุ่งเน้นทำกำไร ทำให้ลูกค้ารักโปรดักต์ แล้วรายได้จะมาเอง
  • ดึงหัวหน้าที่สามารถดึงคนเก่งตามมาได้อีก พอได้ทีมที่คาแรกเตอร์คล้ายๆ กันก็สามารถสร้างผลงานที่ดี หัวหน้าก็ไม่เหนื่อย
  • ทำการตลาดต้องรู้จัก humble ถ่อมตัว ไม่อวดว่าตัวเองดีที่สุด

 


 

Credits

 

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest ธนา เธียรอัจฉริยะ

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producers ปวริศา ตั้งตุลานนท์, อธิษฐาน กาญจนพงศ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริณ ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Photographer อธิษฐาน กาญจนพงศ์

Music Westonemusic.com

The post ธนา เธียรอัจฉริยะ เป็นทุกอย่างที่นักการตลาดต้องรู้ กับบทบาทการนำ SCB ไปสู่อนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>