Football Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/football/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 13 Jul 2018 13:21:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 พอลลีน งามพริ้ง กับเรื่องฟุตบอลที่ไม่ได้หายไปตามการข้ามเพศ https://thestandard.co/podcast/randomwisdom10/ Fri, 13 Jul 2018 11:07:56 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=107039

พอลลีน งามพริ้ง หรือในอดีตคือ พินิจ งามพริ้ง ผู้ก่อตั้ง […]

The post พอลลีน งามพริ้ง กับเรื่องฟุตบอลที่ไม่ได้หายไปตามการข้ามเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

พอลลีน งามพริ้ง หรือในอดีตคือ พินิจ งามพริ้ง ผู้ก่อตั้งกลุ่มเชียร์ไทย ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญให้กระแสฟุตบอลไทยคึกคักขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

หลังจากเลือกเส้นทางชีวิตใหม่ด้วยการข้ามเพศ เรื่องฟุตบอลยังหลงเหลืออยู่ในชีวิตเธอแค่ไหน เธอยังอินกับฟุตบอลไทยอยู่หรือไม่ และฟุตบอลให้อะไรกับเธอมาจนถึงวันนี้

 


 

ฟุตบอลเข้ามาในชีวิตตั้งแต่เมื่อไร

ตั้งแต่ฟุตบอลโลก ปี 1978 จำได้ว่านักฟุตบอลคนแรกที่เห็นคือ เซปป์ ไมเออร์ ผู้รักษาประตูทีมชาติเยอรมนี ประทับใจในสีสันสวยงามของเสื้อฟุตบอลสีฟ้า เราเองเป็นคนชอบสีฟ้าด้วยโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่ตอนนั้นเลยชื่นชอบฟุตบอลและฝึกเล่นมาตั้งแต่อายุ 11 ปี

 

เป็นนักฟุตบอลจริงจังเลยไหม

เริ่มแรกเราเล่นให้ทีมโรงเรียน ตอนอยู่โรงเรียนหอวังก็ได้แชมป์กรมพลศึกษา ม.ปลาย ย้ายไปอยู่โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีก็เป็นแชมป์โค้กคัพ แต่เราไม่ได้เล่นเลย แต่ตอนอยู่สุรศักดิ์มนตรีก็ได้ไปคัดตัวกับทีมธํารงไทยสโมสร เป็นทีมใหญ่ที่แข่งไทยซอคเกอร์ลีก คล้ายๆ กับไทยลีกในปัจจุบัน พอไปคัดตัวก็ติด ซึ่งเราเด็กที่สุดในทีม แต่หนึ่งฤดูกาลก็ได้เป็นแค่ตัวสำรอง พออายุ 17 ปีก็เลิกเล่นเลย อยู่ๆ อารมณ์หญิงก็โผล่ขึ้นมา อยากทำตัวสำอาง แต่ฟุตบอลก็ยังฝังอยู่ หลังจากนั้นก็ทำมันเป็นงานอดิเรก

 

การทำเชียร์ไทย

หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยแล้วจบออกมาทำงานทำการแล้ว เราก็มีประสบการณ์พอสมควร ได้รับการยอมรับในที่ทำงาน เลยแอบเข้ามาเชียร์บอลเป็นเรื่องเป็นราว ตอนนั้นเจลีกกำลังเริ่ม เราไปญี่ปุ่นก็ได้สัมภาษณ์ประธานเจลีก ไปดูกองเชียร์ของทีมอุลตร้า นิปปอน และสโมสรต่างๆ ในเจลีก ไปคุยกับหัวหน้าของเขา เราก็ถามว่าทำไมเชียร์พร้อมกันจังเลย เขาก็อธิบายว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนขี้อายเหมือนคนไทย จะให้ตะโกนร้องเพลงโดยที่ไม่มีกลองแบบคนยุโรปคงไม่ได้ ต้องมีจังหวะนำ นำเสร็จก็ต้องมีกรุ๊ปลีดเดอร์ คือมีหลายๆ คนที่คอยเป็นต้นเสียง เราก็เลยคิดว่าน่าจะเอามาปรับให้เป็นของไทยเรา ใช้วิธีการเดียวกัน เพราะว่าพื้นฐานคนคล้ายๆ กัน ก็เริ่มก่อตั้งโดยที่ไม่ได้มีอะไรมากมาย เดินเข้าไปในสนามด้วยตัวเอง ทำเว็บไซต์ชื่อว่า cheerthai.com เพื่อเป็นศูนย์รวม เข้าไปที่สนาม เราก็ดึงคนเข้ามาที่เว็บไซต์แล้วก็ดึงเข้าสนาม วันเสาร์-อาทิตย์ก็เตะฟุตบอลเพื่อให้รู้จักหน้าตากัน เวลามีแข่งฟุตบอลจะได้ไม่เขิน ก็เริ่มทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จากตัวเรา จาก 2 คนเป็น 4 คน พอคนเห็นแล้วเขาชอบ เขาก็เข้ามาร่วม

 

ชีวิตหลังข้ามเพศในวงการฟุตบอล

ภาพที่เราเห็นกับตาก็ดี เวลาที่ไปอยู่ตรงไหนในวงการฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกองเชียร์ หรือว่าไปเจอผู้บริหารสมาคมเก่าๆ ก็รู้สึกว่ามีการยอมรับที่ดี เพียงแต่ว่าความเข้าใจอาจจะไม่ได้เข้าใจมาก เพราะว่าฟุตบอลเป็นวงการของผู้ชายที่โคตรจะแมน คือไม่แมน แต่ก็พยายามทำตัวให้แมนเพื่อที่จะเบ่งกล้ามกับคนอื่น นี่คือสิ่งที่พอลลีนสัมผัสในฐานะผู้หญิงข้ามเพศในคราบผู้ชาย แต่พอเราเข้าไปเขาก็ให้เกียรติ เพียงแต่เขาจะเข้าใจแค่ไหน ผู้หญิงข้ามเพศคืออะไร เป็นกะเทยหรือว่าเหมือนกับเกย์ไหม เราก็เข้าไปแบบนิ่มๆ ไม่ได้บู๊เหมือนเมื่อก่อน

 

หลังจากข้ามเพศแล้วความชื่นชอบฟุตบอลลดลงไหม

ไม่ลด แต่เรามองเห็นในบางแง่มุมมากขึ้น เช่น การที่ผู้หญิงเข้าไปดูบอล คือสนามฟุตบอลมันไม่ได้ติดแอร์เหมือนคอนเสิร์ต ถึงแม้จะแข่งตอนเย็นๆ ค่ำๆ แต่ว่าออกมาตัวเหนียวทุกคน เราเข้าไปก็รู้สึกว่าเมื่อก่อนเราทำได้ยังไง เดี๋ยวนี้มีเมกอัพ พอเหงื่อออกก็ไม่ค่อยสบายตัว เราได้สัมผัสฟุตบอลในแง่มุมที่แปลกออกไป เราเข้าใจในมุมมองของผู้หญิง บางทีผู้หญิงตามแฟนเข้าไปดู ความชอบของผู้หญิงจะไม่เหมือนผู้ชาย ผู้หญิงจะชอบแบบชื่นชม แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคนอยากเป็นแฟนนักฟุตบอล

 

ความชอบฟุตบอลของเรายังอยู่ แต่ถ้าต้องไปแบกกลองอะไรเยอะแยะ เราคงเลือกที่จะสวยๆ ดีกว่า แต่บางทีก็อดไม่ได้ เราเห็นอุปกรณ์วางอยู่ ไม่ได้ขนสักที ฟุตบอลเลิก 4-5 ทุ่มก็ต้องช่วยเขาอยู่ดี พอเราไปขน ทุกคนก็จะมาช่วยกัน ด้วยความเป็นผู้นำในแบบของคุณพินิจ จะลงมือทำเองให้เห็นก่อน แล้วทุกคนก็จะมาช่วยกัน มันอดไม่ได้จริงๆ ทั้งที่เราควรอยู่สวยๆ (หัวเราะ)

พอลลีนกับฟุตบอลไทย

เมื่อก่อนชอบดูมาก แต่พอมาทำเชียร์ไทยมันกลายเป็นภารกิจ เราอยากให้มีกองเชียร์ เวลาถ่ายทอดสดออกมาจะได้มีเสียงคนดู คนจะอยากเข้ามาดู สปอนเซอร์ก็จะได้เข้ามาสนับสนุนฟุตบอล ฟุตบอลไทยจะได้มีเงินและมีการพัฒนาเป็นฟุตบอลอาชีพ และจะไปฟุตบอลโลกหรืออะไรก็แล้วแต่ สำคัญตรงจุดที่ว่าจะต้องมีคนดูก่อน พอเชียร์ไทยเริ่มก่อตั้งมาได้ 3-4 ปีก็ผยองมาก ไปไล่นายกสมาคมคนเก่าออก และหลังจากนั้นเป็นภารกิจที่ต้องทำ

เวลาเข้าสนาม จะบอกว่าเราไม่ใช่จิ๊กโก๋ปากซอยรวมพลมาเชียร์บอล การพูดในสนามฟุตบอลจะต้องมียุทธวิธีที่ไม่ให้มันมากเกินไปและไม่น้อยเกินไป ไม่กระตุ้นจนคนรู้สึกหวาดกลัว หรือไม่สบายๆ จนกระทั่งไม่มีเสียงเชียร์ เราต้องทำให้มันอยู่ตรงกลาง

อยากเปลี่ยนแปลงอะไรในวงการฟุตบอลบ้างไหม

ตั้งแต่วันแรกของเชียร์ไทยจนมาถึงวันที่ออกไป เป็นประธานอยู่ 14 ปี มันก็เปลี่ยนมาแล้วในกระบวนการที่พินิจ งามพริ้ง เขาทำไว้ เมื่อมองไปมันก็เกินเป้าที่ตัวเองตั้งไว้แล้ว ในชีวิตคนมันคงทำอะไรได้ไม่เยอะหรอก สำคัญคือเราปูพื้นฐานให้คนรุ่นต่อไปมาทำได้มากแค่ไหน สิ่งใดจะสำเร็จ มันจะต้องมีหลายเจเนอเรชัน แล้วอะไรคือความสำเร็จ สมมติไปฟุตบอลโลก คนอาจจะดีใจแล้วก็หอบประตูกลับบ้าน มันเป็นเรื่องของความเป็นชาติของเรา ความพยายามของคนในชาติร่วมกัน ฟุตบอลมันยากตรงที่ว่ามันใช้ความพยายามเยอะ มันไม่ใช่แค่คนคนเดียว นอกจาก 11 คนแล้วยังมีตัวสำรองอีกเป็น 20-30 คน แล้วก็มีโค้ช สตาฟฟ์โค้ช มีแพทย์ประจำทีม มีนักจิตวิทยา มีคนบริหาร มีคนจ่ายเงิน มีคนดู มีคนเอาไปทำการตลาด มันใช้ความพยายามเยอะ ถ้าทำสำเร็จได้ มันคือความสำเร็จของคนทั้งชาติ มันคือการพัฒนาในวงการที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น สังคมก็จะดีขึ้น จะไปฟุตบอลโลกมันต้องมีความพร้อมทุกอย่าง ไม่มีคำว่าฟลุก ยกตัวอย่าง ซาอุดีอาระเบียเข้าฟุตบอลโลกไปหลายครั้งก็ยังหอบประตูกลับบ้านทุกครั้ง เพราะฉะนั้นทำใจไว้สำหรับทีมที่ไปแรกๆ ได้เสมอนัดหนึ่งก็ยิ่งใหญ่แล้ว หรือชนะขึ้นมาก็ต้องฉลองแล้ว แต่ประเด็นก็คือถ้าเราแพ้วันนี้แล้วเราพยายามต่อไปมากน้อยแค่ไหน นั่นคือสิ่งที่เราคิดว่าเป็นหัวใจมากกว่าสำหรับการพยายามทำในเรื่องฟุตบอล

 

บอลไทยจะมีโอกาสไปบอลโลกไหม

มี แต่อย่าถามว่าเมื่อไร มันเป็นเรื่องที่คนเอามาเล่นเป็นโจ๊กกันเยอะ เป็นเรื่องที่ขำและก็ไม่ขำ เราได้ยินมาเยอะตั้งแต่เด็กๆ แล้ว บอลไทยไม่ต้องไปดูมันหรอก ยังไงก็แพ้ กระจอก มันมีแต่เส้นสาย แล้วมันจริงไหม จริง แล้วมันถาวรไหม มันไม่ถาวร ถ้าคุณจะเปลี่ยนคุณก็เปลี่ยนได้ หรือคุณทำอะไรบ้างนิดหน่อยหรือเปล่า เข้าสนามไปเชียร์ไหม หรือเปิดทีวีให้กำลังใจเขาบ้างหรือยัง ซื้อเสื้อทีมชาติมาใส่บ้างหรือยัง จะทำอะไรก็แล้วแต่ เราจะชอบวิพากษ์วิจารณ์โดยที่ตัวเองก็อยู่เฉยๆ เป็นผู้ดู เราว่าคนพวกนี้ไม่มีสิทธิ์วิจารณ์ คนที่มีสิทธิ์วิจารณ์คือคนที่เขาทำแล้วก็บอกว่ามันน่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ อันนี้คือสร้างสรรค์

ฟุตบอลสอนอะไร

ต้องย้อนกลับไปเรื่องข้ามเพศ ตอนเป็นพินิจมันยากมาก เพราะเราเกิดมามีจิตใจเป็นผู้หญิง แต่เราต้องพยายามที่จะเป็นผู้ชาย และฟุตบอลก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีความมั่นใจในฐานะผู้ชาย เราเตะฟุตบอลได้ เราทำเรื่องนี้ได้ สิ่งที่พอลลีนได้จากฟุตบอลมันถูกใช้ไปกับพินิจแล้ว พินิจได้พิสูจน์ตัวเองในวงการฟุตบอลแล้ว

ฟุตบอลสอนเราในเรื่องความพยายาม การเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ผู้ที่ชื่นชมความสำเร็จ

กว่าที่ทีมทีมหนึ่งจะได้ชัยชนะ เส้นทางมันมากกว่านั้น มันเคยแพ้มาก่อนทุกทีมแล้วถึงจะชนะ ทุกคนต้องเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนั้นในทีม ถ้าคนใดคนหนึ่งท้อ มันก็ต้องมีอีกคนไปหยิบเขาขึ้นมา ถ้าเรามองตรงนี้มันก็เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของเราด้วย ทำอย่างไรเราจะไปถึงจุดสุดยอดของวิชาชีพที่เราทำ ทำอย่างไรเราถึงจะเข้ารอบบอลโลกในตัวของเราเองได้

 


 

Credits

 

Intro Voice-over จริยา มุ่งวัฒนา

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Episode Producers อภิสิทธิ์ หรรษาภิรมย์โชค, เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Photographer กษิดิ์เดช ทัยธิษา

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic.com

The post พอลลีน งามพริ้ง กับเรื่องฟุตบอลที่ไม่ได้หายไปตามการข้ามเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โค้ชง้วน-สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ “ลูกกลมๆ ในโลกฟุตบอลกำลังไปในทางที่แน่นอนขึ้น” https://thestandard.co/podcast/randomwisdom09/ Thu, 12 Jul 2018 11:54:20 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=106828

โค้ชง้วน-สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ตำนานกองกลางทีมชาติไทยในยุ […]

The post โค้ชง้วน-สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ “ลูกกลมๆ ในโลกฟุตบอลกำลังไปในทางที่แน่นอนขึ้น” appeared first on THE STANDARD.

]]>

โค้ชง้วน-สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ตำนานกองกลางทีมชาติไทยในยุคดรีมทีม ยุคเดียวกับ ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน และธชตวัน ศรีปาน

 

หลังจากแขวนสตั๊ดแล้วผันตัวเองมาเป็นโค้ช เขาก็แสดงฝีมือจนได้ร่วมงานกับสโมสรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเขาคือผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าสที่ดูแลภาพใหญ่ทั้งเรื่องโค้ช สัญญานักเตะ และอะคาเดมี

 

หัวใจในการคุมทีมฟุตบอลคืออะไร เขาอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในวงการฟุตบอล และคำว่า ‘ลูกกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้’ ยังเป็นเรื่องจริงอยู่ไหมในมุมมองของโค้ชง้วน


เป็นนักเตะมาก่อนแล้วมาเป็นโค้ช ถือว่าได้เปรียบไหม

จะรู้ว่านักกีฬาต้องเป็นอย่างไร บุคลิกภาพที่ดี ความเป็นอยู่ทั้งในและนอกสนาม แล้วก็การสื่อสารระหว่างการเป็นผู้เล่นกับโค้ช แต่มันก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะจากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ อย่างสมัยผมเองจะต้องเรียนหนังสือเป็นหลักก่อน เพราะว่าสมัยก่อนมันไม่มีกีฬาอาชีพ การปฏิบัติตัว เราจะเชื่อฟังโค้ชและสนิทสนมกับเพื่อนร่วมทีมมากกว่าปัจจุบัน เพราะว่าไม่มีเรื่องเงินทองมาเกี่ยวข้อง เราเล่นกีฬาเพื่อความสนุกสนาน แต่นักกีฬาปัจจุบันเป็นนักกีฬาอาชีพมากขึ้น ก็อาจจะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น มีครอบครัวเร็วขึ้น ความคิดความอ่าน การเรียนรู้อะไรต่างๆ ได้เร็วขึ้น มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีความมั่นใจสูง มันก็ปกครองยากหน่อย

ฟุตบอลจริงๆ มันเป็นเรื่องของการฝึกซ้อม การทำซ้ำๆ ความเข้าใจในเพื่อนร่วมทีม ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมทีมกับโค้ช ถ้ามันดีแล้ว การฝึกซ้อม การทำงานในทีม การแข่งขัน หรือทำอะไรก็จะสำเร็จได้ง่ายขึ้น

คนเป็นโค้ชต้องฝึกฝนอย่างไร

ถ้าเรื่องฟุตบอลหลักๆ เลยคือการ Coaching มี Pro Licence มีเรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาที่ต้องพูดคุย บริหารจัดการคน ดูแลสตาฟฟ์ ดูแลผู้เล่นทั้งเรื่องร่างกายและพละกำลัง ถ้าไม่รู้เรื่องพวกนี้เราจะคุยกับคนในทีมไม่รู้เรื่อง อย่างตัวนักกีฬา เราต้องรู้ว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ชอบฝึกหนักหรือไม่หนัก ต้องเสริมเติมแต่งตรงไหน ส่วนที่เขาดีแล้ว ทำอย่างไรให้มันดีขึ้น ส่วนที่ไม่ดีก็ต้องปรับปรุง แก้ไขสไตล์การเล่นให้เข้ากับทีมมากที่สุด เราต้องมีปรัชญา มีเป้าหมายในการสร้างทีมว่าเราต้องเล่นระบบแบบไหน ตัวนักกีฬาที่มีเป็นแบบไหน แล้วเราต้องใส่ให้เขาแบบไหน ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราต้องมอง    

 

หัวใจของการเป็นโค้ช

ทำให้การฝึกซ้อมสนุก นักกีฬาเข้าใจง่าย เหมือนครูสอนนักเรียน ถ้าฟังแล้วมันเครียดเกินไปก็ไม่สนุก ต้องมีลูกล่อลูกชนบ้าง อันไหนที่เบื่อแล้วเราก็ไม่ทำ บางทีก็หยุดไปเลย ต้องทำสิ่งใหม่ๆ ให้นักกีฬาชอบ ในช่วงที่เรากำลังฝึกซ้อมอยู่เพื่อให้เขาซึมซับได้เร็ว ตรงนี้คือเป้าหมายหลัก

 

ทีมฟุตบอลไม่มีโค้ชได้ไหม มีแค่กัปตันทีมพอไหม

ถ้าเป็นฟุตบอลระดับ อบจ. อบต. พอได้ แต่ฟุตบอลในระดับหากินต้องมีผู้นำ ทีมฟุตบอลที่มีเป้าหมายที่สูงๆ ต้องมีโค้ช มีทีมงาน อย่างที่เขาเรียกกันว่า Team Behind the Team ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ

 

มันแฟร์จริงไหมที่เวลาบอลแพ้แล้วคนเอาแต่โทษโค้ช

มันเป็นสิทธิ์ของคน อาจจะบ่นว่าโค้ชคนนี้ไม่ดี คนนั้นไม่เก่ง ตราบใดที่คนดูซื้อตั๋วเข้ามาดู ผมไม่แคร์ แต่ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งคือฟุตบอลมันเป็นศาสตร์ มันไม่สามารถทำให้ใครดูแล้วบอกว่าไอ้นี่มันเก่ง มันไม่เก่ง ผมอยากถามว่าให้โค้ชระดับโลกไปคุมทีมต่ำๆ ดู แล้วจะรู้ว่าฟีลลิ่งนี้คือมึงทำได้รึเปล่า ถ้าทำทีมล่างๆ แล้วได้แชมป์ ผมยอมรับ

ทีมเวิร์กคือสิ่งสำคัญที่สุดไหมในการได้ชัยชนะ

ตัวนักกีฬาต้องมีทักษะที่ดีก่อน มีความกระหาย มีความมุ่งมั่น แล้วทีมเวิร์กก็จะตามมา เมื่อไรที่นักกีฬารวมตัวกันได้ เล่นกันด้วยจังหวะเดียวกัน มีหัวจิตหัวใจที่สู้พร้อมกัน เข้าใจในระบบการเล่น มีความสามัคคีในทีม มันจะมีพลังแฝงให้ได้รับชัยชนะ

 

ทีมฟุตบอลที่ชอบ

ผมไม่มีทีมที่โปรดมาก แต่ดูการทำทีมมากกว่า อย่างในพรีเมียร์ลีกก็จะดูอาร์เซนอล ดูสไตล์การทำทีมของอาร์เซน เวนเกอร์ เป็นทีมที่มีแมวมองเก่ง สามารถปั้นเด็กขึ้นมาเล่น ทำให้ทีมประสบความสำเร็จได้โดยใช้งบประมาณไม่มาก ตรงนั้นเป็นสิ่งที่เรามองเป็นหลักและเป็นต้นแบบมาตลอด แล้วก็อาจจะไม่ได้เก่งมากมายนัก แต่ว่าเกือบจะมีแชมป์บอลถ้วยติดมาทุกปี

 

อยากเห็นอะไรเปลี่ยนแปลงในวงการฟุตบอล

อยากเห็นการทำงานที่เป็นระบบมากกว่านี้ในสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันในสมาคม อยากให้สมาคมเป็นคนกลางจริงๆ ที่จะประสานงานได้กับทุกทีม ไม่มีความขัดแย้ง มีการวางแผนระยะยาวที่ชัดเจน แล้วก็ทำงานอย่างมืออาชีพ ถ้าตรงนี้ทำได้ มันก็จะทำให้ฟุตบอลบ้านเราเจริญและเดินไปตามแนวทางได้อย่างถูกต้อง

 

ทุกวันนี้ฟุตบอลเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในชีวิต

ก็อยู่มาทั้งชีวิต อาจจะอยู่ในบทบาทนักกีฬามาก่อน เป็นโค้ชมาก่อน ตอนนี้เป็นผู้บริหารก็ต้องมองอีกมุมหนึ่งที่เราจะทำอะไรให้สโมสรมีความเจริญก้าวหน้า มีระบบการทำงานที่ยั่งยืน แล้วก็มีทีมที่มั่นคง เล่นดี สวยงาม

  

คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะยังอยู่กับฟุตบอลอยู่ไหม

คงไม่ไปไหน แต่มันจะเปลี่ยนแปลงไปรูปแบบไหนก็อยู่ที่เทรนด์ของฟุตบอล ตอนนี้มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ทุก 4 ปีตามเวิลด์คัพ ก็จะมีอะไรใหม่ๆ เข้ามา จะเห็นเลยว่าทีมในปัจจุบันก็จะมีอะไรใหม่ๆ เข้ามา ทำให้ฟุตบอลมันดูสนุกขึ้น มีความถูกต้องใสสะอาดมากขึ้น

คำว่า ‘ลูกกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้’ เริ่มไม่จริงแล้ว มันกลมจริงๆ แต่มันเริ่มแน่นอนขึ้น เพราะว่าสนามดีขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกในสนามก็ดีขึ้น มีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ เข้ามาทำให้ฟุตบอลที่เป็นลูกกลมๆ ไปในทิศทางที่แน่นอนมากขึ้น


 

Credits

 

Intro Voice-over จักรพงษ์ เมษพันธุ์

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Episode Producers อภิสิทธิ์ หรรษาภิรมย์โชค, เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Photographer อภิสิทธิ์ หรรษาภิรมย์โชค

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic.com

The post โค้ชง้วน-สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ “ลูกกลมๆ ในโลกฟุตบอลกำลังไปในทางที่แน่นอนขึ้น” appeared first on THE STANDARD.

]]>
สารัช อยู่เย็น นักฟุตบอลที่ผ่านมาแล้วทั้งช่วงรุ่ง เหลิง และเริ่มใหม่ https://thestandard.co/podcast/randomwisdom08/ Tue, 10 Jul 2018 17:01:48 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=105880

ตัง-สารัช อยู่เย็น นักฟุตบอลทีมชาติไทย วัย 26 ปี ที่ติด […]

The post สารัช อยู่เย็น นักฟุตบอลที่ผ่านมาแล้วทั้งช่วงรุ่ง เหลิง และเริ่มใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตัง-สารัช อยู่เย็น นักฟุตบอลทีมชาติไทย วัย 26 ปี ที่ติดทีมชาติชุดเยาวชนมาตั้งแต่เด็ก หลายคนอาจจะคุ้นหน้าค่าตาเขาจากบทบาทพระเอกมิวสิกวิดีโอ เชือกวิเศษ ของวงลาบานูน แน่นอน เขาเป็นนักฟุตบอลที่หน้าตาดี แต่ผลงานในสนามก็ดีไม่แพ้กัน เขาเป็นส่วนหนึ่งที่เคยพาทีมชาติทำผลงานได้ดีมาแล้วในหลายรายการ และปัจจุบันยังเป็นกำลังสำคัญให้กับสโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

 

การเป็นนักฟุตบอลอาชีพของสารัชเริ่มตั้งแต่เมื่อไร เส้นทางนี้ต้องพิสูจน์ตัวเองแค่ไหน และเขาผ่านช่วงบาดเจ็บครั้งใหญ่ก่อนกลับคืนสู่สนามได้อย่างไร

 

กดปุ่ม Play ด้านบนเพื่อฟังพอดแคสต์ Random Wisdom ซีรีส์พิเศษ Soccer Wisdom แต่ถ้าถนัดอ่านก็ไล่สายตาเพื่อเสพบทความด้านล่างได้เลย

 


 

 

เริ่มเตะฟุตบอลตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มแรกดูจากคุณพ่อก่อน เพราะว่าคุณพ่อเป็นคนที่ชอบเล่นฟุตบอลอยู่แล้ว เราก็ติดตามเขาไปเรื่อยๆ ไปตามสนามที่เขาแข่ง เรารู้สึกว่ามันน่าจะสนุก หลังจากนั้นเราก็เริ่มเล่นมาตั้งแต่ 7 ขวบ

 

เมื่อไรที่รู้สึกว่าจะเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพ

เริ่มจากเล่นฟุตบอลโรงเรียนมาก่อน พอช่วง ม.ปลาย เรามาอยู่โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ตอนนั้นฟุตบอลอาชีพกำลังบูมในประเทศไทย ฟุตบอลโรงเรียนจะแข่งขันกันมากเพื่อที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ

 

นัดแรกของการเป็นนักฟุตบอลอาชีพและนัดแรกในนามทีมชาติไทย

ผมจำความรู้สึกนั้นได้ ตื่นเต้นมาก เพราะผมเล่นแต่ฟุตบอลโรงเรียน พอมาเล่นฟุตบอลอาชีพ บรรยากาศจะแตกต่างกัน คนดูค่อนข้างเยอะ ส่วนนัดแรกในทีมชาติไทยไม่ตื่นเต้นเท่า เพราะเราปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมหรือคนที่เข้ามาดูได้หมดแล้ว แต่เป็นความกดดันมากกว่า เพราะทุกคนจับจ้องมาที่เรา เราคือตัวแทนของประเทศ เราต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้สมบูรณ์แบบที่สุด

 

แมตช์ในความทรงจำ

นัดชิง ซูซูกิ คัพ ที่เราไปเยือนมาเลเซีย คือเราไม่ได้แชมป์มา 12 ปีแล้ว ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ก็มีคนที่ดูถูกและสบประมาทเราค่อนข้างเยอะว่าจะไม่ได้แชมป์อีกครั้งหนึ่ง สุดท้ายสถานการณ์ก็เกือบจะเป็นแบบนั้น แต่พอทุกคนรวมใจกลับมาอีกครั้ง เราก็คว้าแชมป์ในรอบ 12 ปีได้

มีคนวิจารณ์เราเยอะ เราก็ต้องซ้อมให้มากขึ้น ทำงานในแต่ละวันให้หนักขึ้น และสุดท้ายผลงานในสนามจะตอบทุกคำวิจารณ์เอง

 

เสน่ห์ของฟุตบอล

ผมมองว่าเป็นการใช้สมอง พละกำลัง และร่างกายของแต่ละคน สมัยนี้ฟุตบอลเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง เพราะว่าฟุตบอลมีระบบเข้ามาแทรกด้วย สังเกตว่าจะพัฒนาไปเรื่อยๆ จะไม่ตายตัว คือฟุตบอลโลกปีนี้ เราดูอย่างทีมสเปนเล่นบอลเท้าสู่เท้า ก็เริ่มพัฒนามาในแต่ละปี

 

ฝึกซ้อมหนักแค่ไหน

ถ้าเป็นช่วงก่อนเปิดซีซันจะเป็นช่วงที่หนัก จะใส่เรื่องพละกำลังหรือฟิตเนสค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าเป็นช่วงระหว่างซีซันจะไม่หนักมาก เพราะมีโปรแกรมแข่งตลอดทั้งปี ทีมงานจะเป็นคนออกแบบให้เราทั้งหมด

 

คิดจะไปเล่นลีกต่างประเทศบ้างไหม

ก่อนหน้านี้เราก็คิด ตอนที่เรายังไม่เจ็บ ช่วงนั้นฟอร์มการเล่นของเราค่อนข้างดี แต่พอเราเจ็บ ทุกวันนี้ก็ยังไม่เหมือนเดิม คงต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี

 

ตอนนั้นบาดเจ็บหนักแค่ไหน

ขาหักครับ เอ็นรอบข้อเท้าฉีกหมดเลย ทุกวันนี้ยังมีเหล็ก มีน็อตอยู่ที่ขา เป็นช่วงเวลา 3 เดือนที่เราอยู่เฉยๆ มีช่วงหนึ่งที่คิดว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับตัวเรา พอได้เริ่มกายภาพ ได้เริ่มออกกำลังกาย มีคนรอบข้างให้กำลังใจ เพื่อนร่วมทีม ครอบครัว แฟนบอลส่งกำลังใจให้เราตลอด มันก็ทำให้สภาพจิตใจเราดีขึ้น แล้วกลับมา

 

ถ้าไม่ใช่ฟุตบอล มีความชอบอย่างอื่นบ้างไหม

มีฟุตบอลอย่างเดียวเลยครับ เพราะผูกพันกับมันมาตลอด ถ้าไม่เล่นฟุตบอลก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรเหมือนกัน

 

มองย้อนกลับไปในวันแรกที่เล่นฟุตบอลใหม่ๆ กับวันนี้ ตัวตนของคุณเปลี่ยนไปไหม

เปลี่ยนเยอะครับ เพราะสมัยก่อนผมชอบอยู่คนเดียว ไม่ชอบอยู่กับคนเยอะ แต่ทุกอย่างก็อยู่ที่การปรับตัว ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ค่อยชิน (หัวเราะ)

 

 

มีช่วงที่เหลิงหรือคิดว่าตัวเองเก่งบ้างไหม

มีครับ เพราะเราติดทีมชาติมาตั้งแต่เด็ก มีช่วงหนึ่งตอนอายุ 17 ปี ที่คิดว่าเราเหลิง คิดว่าตนเองเก่ง ออกนอกกรอบ ออกจากกฎระเบียบทุกอย่างที่โรงเรียนตั้งไว้ มาคิดได้ตอนอายุ 19 ปี เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างเป็นนักฟุตบอลโรงเรียนกับนักฟุตบอลอาชีพ ต้องเลือกระหว่างฟุตบอลกับเรียนมหาวิทยาลัยด้วย เราก็คิดได้ตรงนั้นแล้วกลับมาเต็มที่กับฟุตบอล

 

ฟุตบอลสอนอะไร

ระเบียบวินัยในตนเองและในการใช้ชีวิต การเป็นคนตรงต่อเวลา พอมาเล่นฟุตบอลอาชีพ เราจะสายแม้แต่นาทีเดียวไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะถูกปรับเงินที่ค่อนข้างเยอะ คือทุกอย่างต้องตรงเป๊ะหมดตามกฎระเบียบที่ตั้งไว้ ฟุตบอลสอนเราหลายเรื่องทั้งในและนอกสนาม

 

จะเล่นฟุตบอลไปอีกนานแค่ไน

อยากเล่นไปอีก 6-7 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายด้วย ทุกวันนี้ก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หลังจากนั้นก็จะทำงานอยู่ในวงการฟุตบอลต่อไป

เพราะฟุตบอลเป็นสิ่งที่ผมถนัดและรักที่สุดในชีวิต


 

Credits

 

Intro Voice-over เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Episode Producers อภิสิทธิ์ หรรษาภิรมย์โชค, เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Photographer กษิดิ์เดช ทัยธิษา

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic.com

The post สารัช อยู่เย็น นักฟุตบอลที่ผ่านมาแล้วทั้งช่วงรุ่ง เหลิง และเริ่มใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้าหัง-อัฐชพงษ์ สีมา นักพากย์ฟุตบอลที่อินเนอร์มาเต็ม! https://thestandard.co/podcast/randomwisdom07/ Mon, 09 Jul 2018 17:01:00 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=105479

อัฐชพงษ์ สีมา หรือ น้าหัง นักพากย์ฟุตบอลที่คอบอลบอกเป็น […]

The post น้าหัง-อัฐชพงษ์ สีมา นักพากย์ฟุตบอลที่อินเนอร์มาเต็ม! appeared first on THE STANDARD.

]]>

อัฐชพงษ์ สีมา หรือ น้าหัง นักพากย์ฟุตบอลที่คอบอลบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พากย์ได้อิน มัน เร้าใจที่สุด การันตีด้วยรางวัลผู้บรรยายกีฬาดีเด่น รางวัลโทรทัศน์ทองคำ ปี 2559

 

กว่า 20 ปีในวงการ จุดเริ่มต้นเป็นมาอย่างไร การพากย์ในสมัยก่อนยากแค่ไหน เขาฝึกฝนและมีเทคนิคอะไรถึงทำให้พากย์ได้สนุกอยู่เสมอ   

 

กดปุ่ม Play ด้านบนเพื่อฟังพอดแคสต์ Random Wisdom ซีรีส์พิเศษ Soccer Wisdom แต่ถ้าถนัดอ่านก็ไล่สายตาเพื่อเสพบทความด้านล่างได้เลย

 


 


จุดเริ่มต้นของการเป็นนักพากย์

เริ่มจากการแข่งขันฟุตบอลภายใน สมัยเรียนสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาที่จุฬาฯ เริ่มพากย์จากความสนุกตามประสาเด็กทั่วไปที่ชอบพากย์ แล้วตอนนั้นได้รู้จักกับอาจารย์สุวัฒน์ (น้าติง) ซึ่งเป็นนักพากย์อยู่แล้ว เลยบอกอาจารย์ว่าถ้ามีงานพากย์ชวนผมไปด้วยนะครับ แกยังบอกกลับมาเลยว่า อย่างเราจะได้เรื่องเหรอ (หัวเราะ)

 

สมัยนั้นเคเบิลทีวียังเป็น UTV และ IBC เราได้ไปพากย์ของ UTV ก่อนที่จะย้ายมาพากย์ที่ IBC แล้วก็พากย์มาตลอด ตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา ช่วงที่ IBC มารวมกับ UTV กลายเป็น UBC เป็นช่วงเวลา 4-5 ปีที่โดนคัดออกเพราะเราก็ยังโนเนม ภายหลังก็มีโอกาสไปพากย์ใหม่ แล้วก็พากย์มาเรื่อยๆ

 

น้าหัง จำแมตช์แรกที่พากย์ได้ไหม

สมัยนั้นคือการพากย์เทป ไม่ใช่บอลสด เราต้องดูเทปก่อนแล้วค่อยลงเสียงใส่ จำได้ว่าแมตช์นั้นคือบอลลีกโปรตุเกส คู่ FC Porto กับ S.L. Benfica หรือไม่ก็ Sporting CP ต้องกรอเทปเพื่อดูหลังเสื้อแล้วจดว่ามีใครบ้าง จนครบ 11 คน ถึงจะพากย์ได้เพราะไม่มีข้อมูลเลย ถ้าพากย์สองคนก็ช่วยกันจด แบ่งจากล่างขึ้นบน และบนลงล่าง ไม่เหมือนสมัยนี้ที่หาข้อมูลได้ตลอดเวลา แต่เราก็รู้สึกสนุกกับมัน

 

 

ศิลปะในการพากย์ ความยาก และการฝึกฝน

ความยากอยู่ที่ต้องออกเสียงให้ถูกต้อง ตัวผมเองมีปัญหาด้านการออกเสียงภาษาอังกฤษอยู่บ้าง หรือการออกเสียงควบกล้ำก็พยามยามทำให้ถูกต้อง นอกจากนี้ ความยากคือ เราจะบอกเหตุการณ์ตรงนั้นให้มันใช่ได้อย่างไร หากผู้รักษาประตูเอามือรับ จะพูดว่าเข้าซอง ปัดออก หรือทุบออก มันไม่เหมือนกัน ถ้าเราทำให้มันถูกต้องได้ มันจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป ถ้ามีเวลาว่าง ผมจะนั่งดูเทปเก่าที่เราพากย์แล้วดูว่าจุดไหนที่เราพลาดบ้าง เราจะพยายามปรับปรุง

 

สมัยก่อนทีวียังไม่ชัด เราเห็นนักฟุตบอลบอลจากไกลๆ ต้องหาเทคนิคในการจำ ผมจะจดเช่น คนนั้นใส่รองเท้าสีอะไร ถนัดซ้ายหรือขวา เราต้องจำให้หมด ทุกวันนี้มองชัดแล้วมันง่ายขึ้น แต่เราติดเป็นนิสัยในการจดไปแล้ว

 

เสน่ห์ของการพากย์บอล

การพูดถึงเกมในจอในแบบที่คนดูอยากให้พูด เป็นจุดที่เราต้องทำให้ได้ ในทางกลับกัน ถ้าเราบอกอีกแบบหนึ่งอาจเป็นที่ขัดใจ เราต้องทำให้มีเสน่ห์ตรงนี้ ต้องถอดตัวเองออกมาเป็นผู้ชม จังหวะแบบนี้ควรจะบอกว่าอะไร นี่คือเสน่ห์ที่ทำให้คนดูชอบ

 

 

แบ่งงานกับคู่พากย์อย่างไร

ผมจะแบ่งงานกับน้องปากสองว่า ถ้าบอลกำลังเล่นอยู่ ผมจะพากย์ตามจังหวะเกมไป แต่ถ้าบอลตาย บอลออกข้าง กรรมการเป่า เกิดการฟาวล์ น้องปากสองจะเข้ามาให้ข้อมูลนักเตะ ช่วงที่บอลตายสามารถพูดอะไรก็ได้ แต่หากบอลเป็น ผมต้องกลับมาพากย์เกมตามที่เกิดขึ้นจริง นี่คือสไตล์ของผม ซึ่งมันก็แล้วแต่สไตล์ของแต่ละคน ส่วนจะรู้ได้อย่างไรว่าจังหวะนี้ต้องเร่งเสียงแค่ไหน มันเป็นความรู้สึกที่เราอินกับมัน เราสามารถเข้าใจได้เพราะเป็นนักฟุตบอลมาก่อนด้วย จังหวะแบบนี้ต้องยิง หรือจังหวะแบบนี้ยิงไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ได้ถูกเสมอไป บางครั้งก็แป้ก เช่น เมสซีไม่ยิง จะมีจังหวะการยั้ง การล็อกต่างๆ เราก็ต้องเปลี่ยนทางใหม่ การพากย์บาร์เซโลนา ทำให้เรามีสเตปในการมองมากยิ่งขึ้น ตัวผมอยู่กับบอลสเปนมาตลอด เราเข้าใจว่าบอลมันต้องเป็นแบบนี้ถึงจะน่าดู พอเจอบอลแนวอื่นเราก็เข้าใจ จะพรีเมียร์ลีกหรือบอลไทย แม้จะเป็นฟุตบอลเหมือนกัน แต่การพากย์ก็แตกต่างกัน

ถ้าเราพากย์แล้วไม่มัน เราเองยังเบื่อ คนดูก็คงเบื่อแน่ๆ นี่คือหลักของผมตั้งแต่สมัยพากย์ช่วงดึก ถ้าเราง่วง แล้วคนดูจะมานั่งดูเราง่วงทำไม เราจะปลุกตัวเองด้วยการที่เราสนุกไปกับเกม มันจึงติดเป็นนิสัย สำหรับผมเลยไม่มีบอลคู่ไหนที่ไม่สนุก

ผมชอบดูการวางแผนของโค้ช ทีมที่เป็นรองท้ายตาราง แต่ต้องเจอกับทีมใหญ่ เขาจะมาสู้อย่างไร สู้ได้หรือไม่ บางครั้งไม่จำเป็นต้องยิงก็มันได้ เพียงเรารู้จังหวะ และวิธีการพูด ที่สำคัญเราต้องสนุกกับมันและไม่เฟก

 

ฟุตบอลเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในชีวิต

สมัยเด็ก กีฬาอย่างเดียวที่เล่นคือฟุตบอล ผมเล่นเป็นนักฟุตบอลในทีมโรงเรียน มหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่เคยคิดจะเป็นนักพากย์ ทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยได้เล่นด้วยสภาพร่างกายและอายุ จึงหันมาเล่นกอล์ฟแทน แต่ในด้านการงาน ฟุตบอลก็คือร้อยเปอร์เซ็นต์ พอผมมีเวลาว่างก็จะหาข้อมูล โชคดีที่เป็นฟรีแลนซ์จึงมีเวลาว่างสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ช่วงเวลาที่อยู่กับลูก

 

กิจวัตรประจำวัน

สำหรับวันหยุด ถ้าไม่มีงาน ตื่นเช้ามา ผมจะพาลูกไปออกกำลังกาย ไปส่งภรรยา เสร็จแล้วก็ไปเล่นกีฬา หากวันไหนมีงานพากย์ดึก ผมจะนอนช่วงเช้า ตื่นช่วงเที่ยง ส่วนช่วงบ่ายอาจจะไปออกกำลังกาย ตีกอล์ฟ จ๊อกกิ้งในสวนสาธารณะ ปั่นจักรยาน แล้วแต่วันว่าวันนั้นเหมาะกับการออกกำลังกายเเบบไหน อาชีพของผมเป็นอาชีพที่ต้องทำงานดึก ฉะนั้นต้องออกกำลังกายสู้ ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม และรักษาร่างกายสำหรับอนาคต

 

 


 

Credits

 

Intro Voice-over นทธัญ แสงไชย

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Episode Producers อภิสิทธิ์ หรรษาภิรมย์โชค, เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Photographer อภิสิทธิ์ หรรษาภิรมย์โชค

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic.com

The post น้าหัง-อัฐชพงษ์ สีมา นักพากย์ฟุตบอลที่อินเนอร์มาเต็ม! appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอ.บู๋ คอลัมนิสต์ที่ชีวิตแสบร้อนที่สุดในวงการฟุตบอล https://thestandard.co/podcast/randomwisdom6/ Sun, 08 Jul 2018 17:01:15 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=104999

ชื่อของ บอ.บู๋ ต่อให้เป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องฟุตบอลก็น่าจ […]

The post บอ.บู๋ คอลัมนิสต์ที่ชีวิตแสบร้อนที่สุดในวงการฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชื่อของ บอ.บู๋ ต่อให้เป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องฟุตบอลก็น่าจะพอรู้จัก ในบทบาทคอลัมนิสต์และนักจัดรายการก็จะมีทั้งคนชิงชังและชื่นชอบ แม้จะโดนด่าว่าปากจัด หยาบคาย ไร้จรรยาบรรณ แถมโดนสื่อแบนหลายครั้ง แต่เขาก็ยังเป็นตัวจริงที่อยู่ในวงการนี้มาได้กว่า 20 ปี และมีแฟนๆ ติดตามอย่างเหนียวแน่น

 

ความผูกพันกับฟุตบอลเริ่มจากอะไร การเป็นตัวเองในวงการนี้มันยากแค่ไหน เขาเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาด และเขาจะอยู่กับเรื่องฟุตบอลไปอีกนานเท่าไร

 

กดปุ่ม Play ด้านบนเพื่อฟังพอดแคสต์ Random Wisdom ซีรีส์พิเศษ Soccer Wisdom แต่ถ้าถนัดอ่านก็ไล่สายตาเพื่อเสพบทความด้านล่างได้เลย

 

 

นิยามตัวเอง

ไม่อยากใช้คำว่าเป็นนักข่าวด้วยซ้ำ เพราะคำว่านักข่าว เราต้องออกภาคสนาม หาแหล่งข่าว ไปพูดคุย ที่ทำอยู่ตอนนี้เหมือนเขียนหนังสือมากกว่า เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ นิตยสาร โลกโซเชียล นอกนั้นก็จะอยู่ในทีวี ก็อาจจะนิยามว่าเป็นคนที่บ้าบอล แล้วพอดีมีโอกาสเขียนหนังสือ มีโอกาสถ่ายทอดความคิดเห็นให้คนอื่นได้รับรู้

 

โตมากับฟุตบอล

ตั้งแต่เด็กๆ เลย เรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน มันเป็นโรงเรียนที่เด็กบ้าบอล ก็เล่นฟุตบอลมา แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร เตะฟุตบอลก๊อกๆ แก็กๆ จนกระทั่งประมาณ ป.6 มีนิตยสารเล่มหนึ่งเป็นรายสัปดาห์ ชื่อว่า สตาร์ซอคเกอร์ เห็นว่าเป็นนิตยสารฟุตบอล ก็ซื้อมาดูมาอ่าน ประกอบกับมีรุ่นพี่ที่เขาบ้าบอลก่อนเรา เขาก็เอาหนังสือมาให้เราดู มันมีเสื้อทีมนั้นทีมนี้ นี่นักเตะลิเวอร์พูล นักเตะแมนฯ ยู เราก็ตามเขามาตั้งแต่ตอนนั้น เลยเริ่มปลูกฝัง

ความบ้าฟุตบอล ไม่ใช่รักฟุตบอลนะ ต้องบ้าเลย เพราะรักมันกลายเป็นเรื่องที่ไม่พอ ถ้ารัก พนักงานบัญชี นายธนาคาร คนช้อนลูกน้ำอาจจะรักฟุตบอลได้ แต่ถ้าบ้าบอลมันต้องทำอย่างนี้ คือต้องทำงานอยู่กับฟุตบอลมาตั้งแต่แรกยันปัจจุบันเลย ไม่เคยเปลี่ยนงาน

ทุ่งหญ้าแห่งความฝัน

คอลัมน์นี้เกิดจากมีรุ่นพี่อยู่คนหนึ่งที่เขาชอบเบี้ยวงาน พอเราเข้ามาเป็นน้องใหม่ เราก็เป็นคนทะลึ่งตึงตัง เป็นคนบ้าๆ บอๆ เขาก็เห็นว่าไอ้นี่บ้าๆ ดีว่ะ ความคิดมันแปลกแยก เขาก็เลย เฮ้ย มันน่าจะเขียนหนังสือได้ พอเขาให้เขียนแทน เขาบอก มึงตั้งชื่อคอลัมน์ไปเลย เราก็มานั่งนึกว่าจะตั้งชื่อคอลัมน์อะไรดีวะ ตอนนั้นช่อง 7 วันเสาร์ มันมีโปรแกรมเพชรหนังพันล้าน ที่เอาหนังมาฉายทุกวันเสาร์ มันมีหนังเรื่อง Field of Dreams เราก็ เฮ้ย ทุ่งหญ้าแห่งความฝัน เออ เอาตรงนี้แหละวะ ตั้งๆ ไปก่อน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเขียนคอลัมน์

 

 

ความผิดพลาด

ตอนสมัยที่อายุ 20 กว่าๆ 30 เศษๆ ตอนนั้นเราชนหมด กูไม่สน กูไม่แคร์การแบน เมื่อก่อนโซเชียลมันไม่ได้ขนาดนี้ พอโดนไปก็ต้องระมัดระวังตัวไว้จุดหนึ่ง เสร็จแล้วมันก็จะมีพลาดเพิ่มขึ้น เป็นระดับๆ ขึ้นมา พูดง่ายๆ ว่า บทเรียนมันเรียนไม่รู้จบ

 

โดนวิทยุแบนไป 4 ครั้ง ครั้งแรกโดนเพราะทำรายการ แล้วมีคนโทรศัพท์เข้ามาสดๆ แล้วก็ด่ากับมัน พอมันสดๆ ก็ตัดออกและเซนเซอร์ไม่ได้ โอเค เราก็เลิกรับโทรศัพท์ พอล่าสุดที่โดนแบนจากวิทยุก็คือ เราทะลึ่งไง ตอนนั้นคลื่นวิทยุมันต้องหมุนเปลี่ยนช่อง คือสมมติถ้าถึงเวลาเที่ยงคืนแล้วจะฟังต่อก็ต้องหมุนไปอีกคลื่นหนึ่ง ตอนนั้นมีหนังเรื่อง The Ring เราก็พูดเล่นๆ ถ้าใครได้ยินเสียงผมแล้วไม่เปลี่ยนช่องตาม เดี๋ยวจะมีตีนไปถีบหน้ามึง อะไรอย่างนี้ แม่งแบนกูอีก ก็คิดว่าประเทศนี้แม่งไม่มีอารมณ์ขันเลยเหรอวะ

 

ตั้งแต่นั้นมาก็ตั้งปณิธานว่า กูไม่ทำแล้ว เพราะว่าถ้าทำเราก็ต้องเป็นตัวของตัวเอง เราก็เป็นคนอย่างนี้ ถ้าเราทำอีก มันก็ต้องแบนอีก เพราะฉะนั้นตัดปัญหาคือไม่ทำวิทยุดีกว่า ไม่ได้จัดรายการวิทยุมาสิบกว่าปีแล้ว ทีวีก็น้อยลงเรื่อยๆ แต่พอมันเป็นออนไลน์ พูดตรงๆ นะ โคตรดีใจเลยที่โลกนี้มีออนไลน์ จะพูดเหี้ย ไอ้สัตว์ หน้าส้นตีนอะไรก็ได้ คือมีความสุขมากกับการที่ได้มาทำตรงนี้ แม่งเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีใครมาเสือก ไม่มีใครมาสนใจ ไม่มีใครมาด่าได้ เพราะเหมือนเรามีช่องเป็นของตัวเอง

 

ถูกมองว่า เป็นคนหยาบคาย ไร้จรรยาบรรณ

ถ้าทำในช่องทางของเรา นั่นคือตัวเรา แต่เวลาไปทำในสื่อหลัก ก็ต้องระมัดระวังคำพูดมากขึ้น พูดในเพจของ บอ.บู๋ ก็อย่างหนึ่ง แต่มาพูดในเพจของสยามสปอร์ต มันก็ต้องเป็นงานเป็นการ ก็อีกอย่างหนึ่ง เราจะรู้ว่าตอนนั้นอยู่ในบทบาทไหน ถ้าเราอยู่ในบทบาทของตัวเอง เราก็เป็นตัวของตัวเอง เราพูดในเพจว่า ไอ้ส้นตีน อะไรอย่างนี้ แต่ก็ไม่ได้เขียนหนังสือแบบนี้นี่ เขียนหนังสือก็เหมือนเดิม คืออยู่ในกรอบ อยู่ในข้อจำกัดที่สังคมเขาตีไว้ว่าอะไรควรไม่ควร ก็ยังยึดถือกฎเกณฑ์ตรงนั้น แต่พอมาเป็นตัวเรา เราก็ใส่เต็มที่ว่านี่เป็นตัวของเรา

บางทีมีคนบอกว่า ไอ้บู๋ มึงถ่อยแล้วเท่เหรอวะ เราก็บอกว่ากูไม่ได้ถ่อยแล้วเท่ ก็ปากกูเป็นอย่างนี้ กูเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่มึงยังเป็นวุ้นอยู่เลย ก็จะด่ามันคืน

จริงๆ เรื่องฟีดแบ็กในโลกออนไลน์ จะไม่ค่อยไปสนใจ ไม่ค่อยไปให้ราคามาก แต่บางวันมันว่างไง บางทีด่ากูแรงเกิน ด่าแบบไม่มีเหตุไม่มีผล เวลาเขาด่า เขาตำหนิ เขาตำหนิเพื่อที่จะให้เอาไปปรับปรุงตัว เหมือนเป็นกระจกสะท้อนการทำงาน แต่คนรุ่นใหม่ คนที่เล่นอินเทอร์เน็ตไม่เข้าใจจุดนี้ มันจะด่าเอามัน เอาสนุก เอาแบบกูเกลียดมึง กูอคติมึง อยู่ดีๆ ก็มาด่า ไอ้สัตว์บู๋ กูเกลียดหน้ามึง อย่างนี้ให้กูเอาไปปรับปรุงยังไง

 

ไอดอล

พี่ย.โย่ง-เอกชัย นพจินดา ที่ล่วงลับไปแล้ว ถือเป็นแรงบันดาลใจให้มาทำงานตรงนี้ ทำให้รู้สึกว่าเอาบอลมาเป็นอาชีพได้ ทำให้ตัวเองมีชื่อเสียงได้ ก็เลยยึดถือเป็นแม่แบบในการทำงาน อีกอย่างพี่โย่งเป็นคนเขียนหนังสือดี เพราะแกอ่านเยอะ ก่อนที่คุณจะเป็นนักเขียนได้ คุณก็ต้องเป็นนักอ่านมาก่อน พี่โย่งเขียนบอกไว้แบบนี้ประจำ สองก็คือ โย่งเป็นคนแม่นยำในเรื่องข้อมูล ซึ่งยุคก่อนต้องใช้ความจำอย่างเดียว ไปเปิดกูเกิล ไปเปิดวิกิพีเดียไม่ได้ เราก็อยู่ในยุคนั้น สมัยที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต การจะจำว่าแมตช์นี้ผลเป็นอย่างไร ต้องใช้เวลาค้นหนังสือเป็นชั่วโมง เพื่อที่จะเขียนแค่คำไม่กี่คำ เพราะฉะนั้นความจำต้องแม่นมาก ส่งผลมาถึงทุกวันนี้ว่าข้อมูลต้องเป๊ะ เราจะเขียนเรื่องอะไร เราต้องรู้ลึก รู้จริง เราถึงจะเขียนเรื่องนั้นได้ อย่าไปเขียนแบบฉาบฉวย เห็นบ้าๆ บอๆ เวลาทำงาน เขียนข้อมูล ต้องเอาให้เป๊ะ เอาให้ลึกกว่าคนอื่น เอาให้มันกินขาด

 

ไอดอลทางการเขียน

นักเขียนที่ชอบที่สุดคือ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เมื่อก่อนก็ตามทุกอย่างเลย จนโดนคนด่าว่าเขียนเหมือนเกินไป เพราะเราอ่านมากแล้วมันอิน เหมือนโดนครอบงำ แต่พอเวลาผ่านไปสัก 5-6 ปี มันก็จะเริ่มปรับกลับมาเป็นตัวเรา คนอื่นๆ ที่ชอบก็อากังฟู, ขุนทอง อสุนี, อารีย์ แท่นคำ และอีกเยอะ สมัยก่อนชอบอ่านหนังสือเพลง เป็นคนชอบเพลงร็อก เพลงเฮฟวี ซึ่งศัพท์ของหนังสือเพลงมันจะเป็นแบบเพลงนี้แม่งทะลุเข้าไปในรูหูอะไรอย่างนี้ เราสามารถปรับมาเป็นภาษาฟุตบอลได้ ซึ่งเราได้อิทธิพลมาจากหนังสือเพลงพวกนี้เยอะ

 

 

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ยังอยู่ตรงนี้ได้กว่า 20 ปี

บอกแล้วว่าไม่ได้รักบอล มันบ้าบอล พอบ้าบอลแล้วมันทำให้เรามีอาชีพ มีเงิน มีรายได้เลี้ยงครอบครัว และก็ได้รับประสบการณ์ พูดตรงๆ มีที่ไหนคนจ้างไปดูบอลนัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก มีคนจ้างไปดูนัดชิงฟุตบอลโลก ไปดูแล้วยังได้เงินอีก มีคนออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ มีคนขับรถพาไป ได้เบี้ยเลี้ยง แถมเอามาต่อยอดได้อีก ทุกอย่างหล่อเลี้ยงของมันอยู่อย่างนี้

 

บอ.บู๋ ในอีก 10 ปีข้างหน้า

ย้อนกลับไปสิบปีที่แล้วยังมองตัวเองตอนอายุ 48 ไม่ออกว่าจะนั่งอยู่ตรงนี้หรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ยังอยู่ที่เดิม ตอนนี้มันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งมันทำให้เราทำงานง่ายขึ้น อย่างพอมีแฟนเพจขึ้นมา มันนอนทำก็ได้ ตื่นมา กดรูปดู นึกจะเขียนอะไรก็ว่ากันไป นั่งอยู่บนรถ นั่งขี้อยู่ กินเหล้าอยู่กับเพื่อน มันก็ทำได้หมดเลย มันก็สบายขึ้น แต่ไม่รู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเทคโนโลยีมันจะไปถึงไหน เฟซบุ๊กยังอยู่หรือเปล่า เราก็ยังมองไม่ออก ส่วนเราก็คงยังไม่ได้ทิ้งฟุตบอลไป ยังอยู่ในวงโคจรนี้ แต่บทบาทอาจจะเปลี่ยน อาจจะไม่ได้เขียนข่าว ไม่ได้เขียนคอลัมน์ แต่อาจจะไปเปิดสนามฟุตบอล หรือสร้างทีมทีมหนึ่งขึ้นมา เป็นทีมสมัครเล่น แล้วค่อยๆ เข้าสู่ฟุตบอลอาชีพ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 


 

Credits

 

Intro Voice-over ภูมิชาย บุญสินสุข

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Episode Producers อภิสิทธิ์ หรรษาภิรมย์โชค, เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Photographer เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic.com

The post บอ.บู๋ คอลัมนิสต์ที่ชีวิตแสบร้อนที่สุดในวงการฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>