เศร้า Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/เศร้า/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 05 Jun 2018 05:44:10 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 5 ขั้นตอนทางจิตวิทยาของการอกหัก และถ้าเศร้าหนักเกินเยียวยาไปหาจิตแพทย์ได้ไหม https://thestandard.co/podcast/ruok13/ Tue, 05 Jun 2018 05:42:57 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=95222

สำหรับคนที่อกหักอาจกำลังรู้สึกว่า เวลาของความเจ็บปวดนี้ […]

The post 5 ขั้นตอนทางจิตวิทยาของการอกหัก และถ้าเศร้าหนักเกินเยียวยาไปหาจิตแพทย์ได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำหรับคนที่อกหักอาจกำลังรู้สึกว่า เวลาของความเจ็บปวดนี้มันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า และยาวนานเกินกว่าจะรับไหว

 

R U OK เอพิโสดนี้ ปอนด์ ยาคอปเซ่น และ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้วยการเคลื่อนไหว เลยชวนกันมาทำความเข้าใจอาการอกหักด้วยมุมมองทางจิตวิทยา ว่ากว่าจะผ่านเศร้าที่ยาวนาน เราจะต้องผ่านขั้นตอนทางความรู้สึกอะไร ทำอย่างไรถึงจะดีขึ้น และถ้ารู้สึกเสียใจเกินกว่าจะรับมือ การเดินเข้าไปหาผู้เชี่ยวชาญก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินไป

 


 

5 ขั้นตอนทางจิตวิทยาที่เราต้องเผชิญหน้าเมื่ออกหัก

อกหัก เป็นประสบการณ์ทางความรักที่ใครหลายคนต้องเคยผ่านมาในชีวิต ทั้งเป็นความไม่สมหวังที่เราแอบชอบเขา เพิ่มดีกรีขึ้นมาหน่อยอย่างการรักคนที่ดูเหมือนมีความหวังแต่สุดท้ายเขาไม่ได้รักเราตอบ หรืออย่างการเลิกลากับใครสักคนที่เคยร่วมใช้ชีวิตกันมาด้วยเหตุผลต่างๆ นานาที่จนแล้วจนรอดเราไม่เข้าใจ แต่ทุกครั้งที่ความรักไม่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่ตามมาแน่ๆ คือ ความเสียใจ แล้วแต่เบอร์เล็กเบอร์ใหญ่ แล้วแต่ความผูกพัน เหตุผลในการเลิก หรือบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับสกิลการรับมือที่เริ่มแก่กล้าขึ้นตามจำนวนความรักที่ผ่านไป

 

แต่ไม่ว่าจะครั้งนี้หรือครั้งไหน เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสีย สำหรับทางจิตวิทยาแล้วมีทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายวิธีการรับมือของมนุษย์ด้วย 5 ขั้นตอน ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่ฮาวทูในการก้าวข้ามความเสียใจหรือวิธีการเลิกรักใครสักคน แต่เราอยากชวนตามความรู้สึกตัวเองให้ทันว่าตอนนี้กำลังดำเนินไปถึงขั้นไหน ควรทำอย่างไรให้ไม่เข้าใกล้ปัจจัยเสี่ยง เมื่อสุดท้ายเราค่อยๆ เห็นตัวเองทีละขั้นอาจมีกำลังใจว่าตอนนี้เราได้เดินทางผ่านมาตั้งไกล และใกล้ความสุขมากขึ้นทุกที ไม่ต้องเชื่อทั้งหมดก็ได้เพราะสุดท้ายอย่างที่เรารู้กันว่าความรักคือสิ่งมหัศจรรย์และละเอียดอ่อนกว่าที่จะมีทฤษฎีอะไรจะอธิบายมันได้

 

1. ปฏิเสธ (Denial)

คือปฏิกิริยาแรกเมื่อต้องรับมือกับความเสียใจ ซึ่งเป็นสัญชาตญาณป้องกันตัวเองของมนุษย์เมื่อเวลาเจออะไรที่ไม่ทันตั้งตัว และรู้สึกว่าตอนนี้ยังรับมือกับมันไม่ไหวเลยเลือกที่จะปฏิเสธมันออกไปก่อน อย่างตอนที่เราโดนบอกเลิกทางโทรศัพท์ ความรู้สึกแรกที่แวบขึ้นมาในใจจะรู้สึกคือ เหวอ ช็อก และไม่เชื่อว่าเป็นความจริง แถมในเวลาที่รวดเร็วมาก เรายังสามารถหาเหตุผลต่างๆ ขึ้นมาสนับสนุนในใจ เขาน่าจะพูดเอาคืนให้เราเจ็บช้ำน้ำใจบ้างล่ะ เขากำลังเครียดเรื่องงานอยู่แล้วไม่รู้จะระบายออกทางไหนบ้างล่ะ ที่เป็นอย่างนี้เพราะตอนนั้นเรากำลังรู้สึกเหมือนถูกความผิดหวังก้อนใหญ่จู่โจมเราอย่างไม่ทันตั้งตัว เราเลยผลักออกและแสดงอาการไม่พร้อมจะดีลอะไรทั้งนั้น

 

หากอยู่ในขั้นตอนนี้คนเป็นเพื่อนสามารถอยู่ข้างๆ ได้โดยที่ไม่ต้องแสดงพยายามโยนความจริงเข้าใส่ อย่างการแคปหน้าจอแฟนของเพื่อนที่คุยกับผู้หญิงคนอื่นมายื่นให้เพื่อนดู อย่าเพิ่ง เพราะตอนนี้เพื่อนเราแสดงออกแล้วว่ายังไม่พร้อมจะรับมือกับความจริง หรือในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องช่วยเพื่อนตั้งหน้าตั้งตาปฏิเสธ เพราะยิ่งทำแบบนี้จะทำให้เพื่อนเราก้าวสู่สเตปต่อไปได้ยากขึ้น ท่องไว้ว่าแค่อยู่ข้างๆ เพื่อนเราก็พอ ไม่ต้องแสดงความเห็นอะไรเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว

 

2. โกรธ (Anger)

เป็นระยะที่เราเริ่มยอมรับความจริงได้มากขึ้น ตัวตนหรืออัตตาของเราจึงแสดงออกมาด้วยการที่รู้สึกว่าไม่มีใครที่จะมีสิทธิทำแบบนี้กับเรา ภาพที่เห็นชัดที่สุดสำหรับความรู้สึกขั้นตอนนี้คือผู้หญิงคนหนึ่งที่เดือดดาล ด่าอีกฝ่ายเสียๆ หายๆ ทำไมเธอทำอย่างนี้ ทำไมมีสิทธิอะไรถึงมาทำอย่างนี้กับชีวิตของฉัน หรือสำหรับบางคนแล้วเลือกที่จะปล่อยพลังความโกรธนี้ไปที่มือที่สามหรือคนที่ทำให้ความรักครั้งนี้พัง แทนที่จะปล่อยไปที่คนกลางเพราะรู้สึกว่ายังรักอยู่ เราเลยเห็นภาพมือที่สามถูกคอมเมนต์ด่ากลางเฟซบุ๊ก หรือสมัยมัธยมเราก็เคยยกเพื่อนไปรุมมองหน้าหาเรื่องผู้หญิงอีกคนที่แย่งแฟนเราไป หรือสำหรับบางคนแล้วก็เลือกที่จะหาที่รองรับด้วยการโทษฟ้าโทษฝน ทำไมเราถึงซวยอย่างนี้ที่มาเจอผู้ชายคนนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความรู้สึกตอนนี้เราจะกลายเป็นคนคลั่งเสียศูนย์ประมาณเพลงปาน ธนพร เวอร์ชันดุร้ายอยู่พักหนึ่ง

นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเจออะไรยากเกินกว่าจะรับมือ ก็เลยตั้งคำถามกับมัน ช่วงเวลานี้ในหัวของเราเลยมีแต่คำว่า ทำไม ทำไม และทำไม

3. ต่อรอง (Bargaining)

ความรู้สึกของเราเมื่ออยู่ในสเตปนี้คือจะเริ่มหาทางที่จะไม่สูญเสียคนที่รักไป เลยเริ่มต่อรองด้วยวิธีต่างๆ ด้วยหวังว่าสุดท้ายแล้วจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม อย่างต่อรองว่าถ้าเราเคยทำตัวไม่ดีเราก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกอย่าง ถ้าเราเคยละเลย ไม่เคยใส่ใจเท่าที่ควรเราก็จะปรับปรุงตัวเสียใหม่ เราจะเลิกนัดคนในทินเดอร์แค่เธออย่าทิ้งฉันไปได้ไหม หรือสำหรับบางคนต่อรองกับคนรักไม่พอ ยังต่อรองกับฟ้าฝนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยการบนบานศาลกล่าวให้เขากลับมาเป็นเหมือนเดิมก็เป็นไปได้ ไม่ต้องมองไปที่ไหนเพื่อนเราหรือตัวเราเองก็เคยทำ

 

หรืออีกพฤติกรรมหนึ่งของคนที่อยู่ในสเตปนี้ จะพยายามง้อแฟนด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งอาจประสบความสำเร็จด้วยการที่อีกฝ่ายยอมคืนดี หรือไม่ประสบผลสำเร็จอะไรก็ได้ การที่เราทำอย่างนี้เหมือนเราเริ่มมีสติและตรรกะมากขึ้นด้วยการวิเคราะห์จุดด้อยของตัวเอง วางแผนพยายามหาทางออก

การพยายามง้อขอคืนดี เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่เมื่อรู้สึกสูญเสีย จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจไปขณะหนึ่ง การทำแบบนี้จึงเป็นวิธีเพื่อดึงอำนาจการควบคุมกลับมาเป็นของเรานั่นเอง

4. เศร้าเสียใจ (Depression)

คนเราเมื่อต่อรองไปพักหนึ่งก็จะเริ่มเหนื่อยและเริ่มค้นพบความจริงว่าสิ่งต่างๆ ที่พยายามเพียรทำมาไม่มีทางได้ผล เราก็กำลังจะก้าวเข้าสู่เฟสของความเศร้าเสียใจ ซึ่งเป็นภาพที่คนเห็นชัดที่สุดเวลาที่มีคนอกหัก ทั้งยืนเปียกใต้ฝักบัว นั่งริมหน้าต่าง ฟูมฟาย ฝนตก กระจกแตก ร้องไห้คร่ำครวญถึงความสัมพันธ์ครั้งที่ผ่านพ้นไป ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในระยะนี้คือ ภาวะเศร้า ซึ่งคือคนละอย่างกับการเป็นโรคซึมเศร้า แต่ก็เป็นไปได้ที่ความเศร้าโศกเสียใจที่มาจากการอกหักนั้นจะนำพาไปสู่โรคซึมเศร้าจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระวัง โดยเฉพาะเพื่อนหรือคนรอบข้างควรนั่งข้างๆ ให้กำลังใจและคอยสังเกตพฤติกรรมของคนที่อกหักด้วย

 

บทบาทสำคัญที่สุดของเพื่อนในระยะนี้คือการอยู่เป็นเพื่อนโดยไม่ตัดสิน เพียงแต่เมื่อไรที่เห็นเพื่อนเราเริ่มอาการย่ำแย่ เดินไปเจอของขวัญวันเกิดที่แฟนเก่าเคยให้เลยร้องไห้อย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็เพียงแค่อนุญาตให้เพื่อนแสดงความเสียใจนั้นออกมาเพราะว่ามันโอเคมากที่จะเสียใจเพราะใครเจออย่างนี้ก็จะเสียใจ ปล่อยให้เพื่อนใช้โควตาการร้องไห้ให้เต็มที่โดยไม่บอกให้เพื่อนหยุดร้อง ตำหนิว่าร้องเป็นเด็กๆ หรือบังคับให้เพื่อนเข้มแข็ง เหล่านี้คือสิ่งไม่ควรทำ ให้เพื่อนเป็นไปตามธรรมชาติโดยเราไม่ต้องแทรกแซงใดๆ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

 

5. ยอมรับความจริงได้จริงๆ (Acceptance)

เป็นช่วงที่เราเริ่มมีสติเห็นความจริงแล้วว่า เราเกิดการสูญเสียขึ้น เขาคนนั้นได้เดินจากเราไปจริงๆ เราเริ่มยอมรับความกลวงโหว่ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ แม้ว่าจะยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่มีความสุขก็ตาม แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่สงบ เริ่มอยู่กับปัจจุบัน และเริ่มตระหนักว่าเราสามารถอยู่คนเดียวได้ แม้จะอยู่อย่างคนที่เว้าแหว่งก็ตาม ช่วงนี้ทางที่ดีควรหากิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ส่งผลดีกับตัวเองทำ จะทำให้เรามุ่งหน้าไปในทางที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง

 

อยากหมายเหตุไว้ว่าความรู้สึกที่ต้องผ่านโดยเฉพาะขั้นที่ 1-4 นั้น สามารถกระโดดสลับไปสลับมาได้ตลอดเวลา อย่างถ้าเราอยู่ในช่วงฟูมฟายชุดใหญ่แต่มีโอกาสกลับไปเจอแฟนเก่าแล้วยังเห็นแววตาเขามีความหวัง เราอาจจะอยากกลับไปต่อรอง หรือเสียใจอยู่แต่เพิ่งพบสาเหตุจริงๆ ว่าเขาไม่ได้อยากมีใครแต่เขานอกใจไปหาคนอื่น เราก็อาจจะกลับไปโกรธใหม่ได้ เพราะฉะนั้นให้บอกตัวเองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราจะกลับไปกลับมา และมันโอเคที่จะเป็นแบบนั้น เพียงแค่อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกไปตามนั้น ไม่ต้องฝืนเข้มแข็งเพียงแต่ต้องรู้เท่าทันจนไม่มีอะไรรุนแรงทั้งกับตัวเองและคนอื่น ปล่อยให้เวลาค่อยๆ พาเราก้าวไปข้างหน้า รู้ตัวอีกทีเราอาจจะถึงสเตปที่ 5 และกำลังจะมีความสุขอยู่ก็ได้

 

ถ้าเสียใจมากอยากเดินเข้าไปหาจิตแพทย์จะเกินไปไหม

หลายคนเมื่ออ่านบทความนี้แล้วอาจรู้สึกว่าตัวเองหมกมุ่นอยู่ในสเตปที่ 4 คือความเศร้าโศกและไม่สามารถหลุดพ้น ทำอะไรก็ไม่ดีขึ้นทั้งออกไปเที่ยวกับเพื่อนเพื่อลืมเรื่องเก่าๆ หรือพยายามเปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยการเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน เข้าวัดฟังธรรมแล้วก็ยังไม่เป็นผล การเดินเข้าไปหาจิตแพทย์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้ โดยอย่าคิดว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เพราะในสเตปที่ 4 นี้เป็นช่วงเวลาที่สุ่มเสี่ยงที่จะนำพาไปสู่อาการทางจิตเวชต่างๆ ทั้งโรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล ฉะนั้นเมื่อไม่แน่ใจการเดินเข้าไปหาผู้เชี่ยวชาญอาจทำให้เราพบทางเลือกนอกจากความเสียใจที่เราเลือกเป็นอยู่ก็ได้ ไม่ต้องกลัวเพราะไม่มีจิตแพทย์คนไหนจะแซวคนไข้ว่าอกหักถึงกับต้องมาหาหมอ คงไม่มี

 

แต่สำหรับใครที่พึงพอใจที่จะอยู่ในความเสียใจ ปั่นความเศร้าให้ยาวนานต่อไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่ายังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องหลุดพ้น ยังรู้สึกดีที่เพื่อนยังประคบประหงมหรือดูแลมากกว่าตอนที่เราเข้มแข็งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เราเคารพความชอบของทุกคน แต่อยากให้สำรวจตัวเองสักหน่อยว่าเราใช้เวลาอยู่ตรงนี้ยาวนานเกินไปไหม มันจะนำพาไปสู่พฤติกรรมอื่นๆ ที่ไม่ส่งผลดีกับตัวเรา ไม่อยากออกไปเจอเพื่อน ทำงานก็ไม่ฟังก์ชัน อย่างนี้ก็คงไม่เวิร์ก ลองถามตัวเองง่ายๆ แล้วกันว่าแฟร์ไหมที่จะปล่อยให้ชีวิตเป็นแบบนี้ เพราะนี่คือชีวิตของเราและคือชีวิตเดียวที่เราต้องดูแล

 

แต่ก็มีบางคนที่อกหักแล้วควรต้องไปพบจิตแพทย์โดยด่วน คือคนที่อยู่ในขั้นตอนทางความรู้สึกขั้นตอนแรกๆ แล้วไม่สามารถก้าวผ่านไปได้ อย่างเช่นบางคนเลิกรากับแฟนไปนานแล้ว แต่กลับเข้าใจว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมและบอกทุกคนเพราะเชื่อจริงๆ ว่าวันหนึ่งแฟนจะกลับมา คอยปฏิเสธอยู่เรื่อยไปโดยไม่มองความจริง อาการนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของโรคบางอย่างที่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์และช่วยเหลือ

 

เรารู้ว่าอาการอกหักไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึก แต่สำหรับบางคนคือการวางแผนชีวิตที่ผิดพลาดและต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด ใครที่ผ่านไปแล้ววันหนึ่งอาจจะกลับมาหัวเราะกับความฟูมฟาย เดินกลางฝน โพสต์เฟซบุ๊กประชดประชัน อย่างนั้นเราขอแสดงความยินดีด้วย แต่สำหรับคนที่ยังจมอยู่กับความทุกข์และไม่รู้จะก้าวข้ามอย่างไร ไม่ต้องไปเร่งเวลาให้มันผ่านไป แค่เรายังเจ็บ แสดงว่าเรายังรู้สึกและยังมีชีวิต มีชีวิตที่เหลือให้เราใช้ต่อ ให้เราลืมตาขึ้นมาในวันใหม่ และที่สำคัญให้รู้ไว้ว่าชีวิตนั้นมันเป็นของเรา

 


 

Credits

 

The Hosts ปอนด์ ยาคอปเซ่น, ดุจดาว วัฒนปกรณ์

 

Show Creator อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Episode Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic.com

The post 5 ขั้นตอนทางจิตวิทยาของการอกหัก และถ้าเศร้าหนักเกินเยียวยาไปหาจิตแพทย์ได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทราย เจริญปุระ ทำความเข้าใจโรคซึมเศร้า ที่ไม่ต้องปิดเพราะเราแค่ป่วย https://thestandard.co/podcast/ruok09/ Tue, 08 May 2018 08:27:25 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=89276

3 วันดี 4 วันเศร้า คือหนังสือเล่มล่าสุดของ ทราย เจริญปุ […]

The post ทราย เจริญปุระ ทำความเข้าใจโรคซึมเศร้า ที่ไม่ต้องปิดเพราะเราแค่ป่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>

3 วันดี 4 วันเศร้า คือหนังสือเล่มล่าสุดของ ทราย เจริญปุระ ที่เธอบอกว่าตัวเองก็มีอาการเช่นเดียวกับชื่อหนังสือเล่มนั้น ด้วยโรคซึมเศร้าที่ทำให้บางวันก็หดหู่ รู้สึกไร้ค่าเหมือนที่เธอชอบใช้ศัพท์ว่า ‘วันนี้ผีมา’ อยู่เป็นประจำ นั่นยังไม่นับรวมถึงการที่เธอต้องดูแลแม่ที่ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมและมีประวัติเป็นซึมเศร้าเช่นเดียวกัน

 

R U OK พอดแคสต์ เอพิโสดนี้ ปอนด์ ยาคอปเซ่น และ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้วยการเคลื่อนไหว เลยได้โอกาสชวน ทราย เจริญปุระ มาแบ่งปันประสบการณ์ความซึมเศร้า การรู้เท่าทันตัวเอง วิธีดีลให้เราอยู่ร่วมกันได้ ไปจนถึงแนวคิดเรื่องการทดแทนคุณด้วยการดูแลผู้ใหญ่ในสังคมไทย ที่เราสามารถทำความเข้าใจกันใหม่เพื่อให้ไม่มีใครต้องเจ็บปวดกับคำว่าอกตัญญู

 


 

02:39

ไม่ต้องเซอร์ไพรส์เพราะใครก็เป็นโรคซึมเศร้าได้

คงเป็นเพราะภาพข้างนอกทรายดูเบิกบาน แข็งแกร่ง ดูเป็นคนมีการระบายออกสม่ำเสมอและไม่ได้เก็บกดอะไร หลายคนจึงค่อนข้างเซอร์ไพรส์ว่าทำไมทรายเป็นโรคซึมเศร้า แต่อยากบอกว่าของอย่างนี้มันเลือกไม่ได้ค่ะ ไม่ได้หมายความว่าคนนี้เขาดูเข้มแข็ง เขาดูรวย เขาดูจน เขาคงไม่ได้เป็น คนมันจะเป็นก็จะเป็นขึ้นมาเฉยๆ เหมือนที่เราจั่วไพ่ติดใบนี้ มันก็ต้องได้ใบนี้

 

ในแต่ละช่วงของชีวิตเราก็เจอปัญหาอยู่เรื่อยๆ เพียงแค่ปัญหาของทรายมันเรื้อรัง และสำหรับทรายเองมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่ต้องมานั่งอายหรือต้องคอยปิด เพราะเราไม่ได้ผิด เราแค่ป่วย แล้วเราก็รักษาตัวเองให้อยู่ร่วมกับสังคมได้ ไม่ใช่ไม่ยอมกินยาแล้วมานั่งฝืนจนคนอื่นเดือดร้อน ทรายว่าทรายรับผิดชอบสังคมแล้วนะ ตอนแรกก็ตกใจเหมือนกันที่ทุกคนเซอร์ไพรส์ อาจเพราะโรคนี้มันอธิบายยาก ส่วนตัวทรายเองค่อนข้างเปิดกว่าคนอื่นเพราะแม่เป็นตั้งแต่เรายังเด็ก ทรายยังเคยพาแม่ไปหาหมอ มันเลยไม่รู้สึกว่าแปลกอะไร

 

06:28

เริ่มต้นจากอาการนอนไม่หลับ

ทรายเริ่มเสิร์ชกูเกิลจากอาการนอนไม่หลับ แล้วมันตลกมากคือเราไม่แน่ใจว่าตัวเองนอนไม่หลับจริงหรือเปล่า เหมือนดูหนังเรื่อง Inception แล้วสงสัยว่านี่เราหลับหรือยัง หรือหลับไปเมื่อวันก่อน ทุกอย่างมันซ้อนกันหมด ตอนนั้นทรายประสบอุบัติเหตุรถชนแล้วแอดมิตอยู่โรงพยาบาลพอดีเลยปรึกษาจิตแพทย์ ตอนแรกสงสัยว่าเกิดจากการปวดแผล แต่ก็ไม่ใช่ มันแปลกกว่านั้น เลยรักษาไปทีละเรื่อง เริ่มจากทำให้นอนหลับก่อนโดยกินยาคลายกังวล ซึ่งมันก็เริดอยู่ แต่ก็ยังพบจิตแพทย์อยู่เรื่อยๆ เขาก็ค่อยๆ หยอดถามเราว่าถ้าหายเป็นปกติแล้วอยากทำอะไรมากที่สุด ทรายก็บอกว่าอยากขับรถ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นเรื่องนี้เพราะเรามีทางเลือกมากมาย แต่เรารู้สึกว่าอยากทำให้ได้ แล้วหลังจากนั้น มันคือกระบวนการรื้อโครงสร้างทางจิตใจ จนเจอว่าการขับรถของเราไม่ได้มีความหมายแค่การขับรถ แต่มันคือการรับผิดชอบและเป็นผู้ใหญ่เราเลยอยากทำสิ่งนี้ให้เป็นปกติที่สุด

 

ที่เรารีเควสต์จิตแพทย์ตอนนั้นเพราะเรารู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

มันน่าจะเป็นจากกรรมพันธุ์ เพราะแม่ทรายเองก็เป็นโรคซึมเศร้า ตอนนั้นทรายประมาณ 5-6 ขวบ เราก็เอาดอกไม้ที่อยู่ในบ้านไปให้เขา บอกเขาว่า ‘แม่ฮะ ให้’ สิ่งที่เขาแสดงออกคือ เขากรี๊ดแตกใส่เรา ‘แกทำอย่างนี้ได้ยังไง!’ แล้วก็ร้องไห้

เขาเองก็ตกใจเหมือนกันที่กรี๊ดใส่ลูก ตอนนั้นเขาก็รู้ตัวเองทันทีว่าไม่โอเค เลยไปหาหมอ เขาก็อันล็อกตัวเองเลยนะ เพราะแม่ทรายเป็นคนไม่ชอบการไม่มีคำตอบ ต้องหาให้เจอว่าเป็นเพราะอะไรจะได้รักษาถูกจุด เขากินยาและบอกกับทุกคนอย่างเป็นธรรมชาติมากว่าตัวเองเป็นซึมเศร้า ทรายไปเป็นเพื่อนแม่หาหมอรับยาปกติมากอย่างกับไปตลาดเลย

 

คนที่เป็นโรคนี้ตัวเองจะรู้ดีที่สุดว่าตอนนี้เราเริ่มไม่โอเคแล้ว ตอนนี้เราเริ่มประหลาดแล้ว ก็ควรไปหาหมอ ทรายเลยไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนดิ้นรนทำทุกอย่างแล้วค่อยหาหมอเป็นอย่างสุดท้าย เหมือนคนที่อยากหุ่นดีแล้วไปกินยาลดความอ้วนก่อน แล้วค่อยออกกำลังกายเป็นอย่างสุดท้าย แต่อย่างที่บอก บางทีโรคนี้ไม่ใช่เรื่องเข้าใจง่ายในสังคมไทย มันอวดชาวบ้านไม่ได้ไงว่าลูกฉันกินยาต้านเศร้าอยู่ 3 ตัวจ้ะ มันไม่ใช่เรื่องน่าอวด

 

คนป่วยโรคนี้มันง่ายที่จะโทษตัวเองอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ชัดที่สุดของอาการเลย ขนาดทุกวันนี้ทรายกินยา ยังมีวันที่โทษตัวเอง ทรุดตัวในมุมมืดแล้วเหงาหงอย แต่สักพักก็รู้ตัวเองว่าขาดยา ก็ไล่ตัวเองให้ไปกินยา แล้วทุกอย่างก็โอเค สิ่งสำคัญคือเราต้องยอมรับว่าปัญหามันคือปัญหา แรกๆ เราก็ปฏิเสธว่ามันต้องไม่มีปัญหา เราต้องแข็งแกร่งและเป็นที่พึ่งให้กับทุกคนได้ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้

 

 

15:57

การอยู่ร่วมกันคือการบอกความต้องการของตัวเอง

อันนี้อยากบอกคนเป็นซึมเศร้าด้วยนะว่าคุณเลิกหวังได้เลยว่าจะให้ทุกคนบนโลกมาเข้าใจคุณ มันเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือการถนอมความรู้สึกคนที่เข้าใจเราเอาไว้ เราต้องให้พื้นที่เขาได้งงบ้าง ให้เขาเข้าใจบ้าง และเปิดโอกาสให้ถามเรากลับได้บ้าง ไม่ใช่เอะอะอะไรจะสะบัดสะบิ้งบอกว่าฉันป่วย อย่างนี้จะไม่มีใครทนเราได้แล้วจะยิ่งซึมเศร้าต่อไปเรื่อยๆ

 

เราต้องยอมรับว่าโรคนี้จะทำให้เราเป็นคนไม่น่ารักจริงๆ อย่างทรายอยู่กับแม่มา 30 กว่าปี รู้เลยว่าคนป่วยเป็นโรคนี้อยู่ด้วยยากมากจริงๆ ถ้าเรายอมตามเขาเราก็จะกลายเป็นตัวประกันของเขาไปตลอดกาล แต่ถ้าเราไม่ยอมเขาเลย เราก็จะรู้สึกผิด สิ่งที่เราต้องกลับมาตั้งต้นกันใหม่ ถ้าจะอยู่ร่วมกันคือ ทั้งคนที่ป่วยและไม่ป่วย ควรได้บอกความต้องการของตัวเองทั้งคู่ แล้วหาจุดตรงกลางว่าคือตรงไหน

 

เช่นวันนี้ทรายรู้สึกไม่โอเค ต้องพังแน่ๆ ทรายก็จะบอกน้องกับแฟนว่าวันนี้เราจะดีเลย์นะ เล่นมุกอะไรจะไม่เก็ตและอาจจะโกรธด้วยซ้ำ ครั้งหนึ่งจำได้ มันเปรตมาก คือทรายเกิดวันที่ 23 ธันวาคม พอถึงวันที่ 19 อยู่ๆ ก็อยากได้ของขวัญและเฮิร์ตมากที่ไม่มีใครซื้อให้ ซึ่งมันก็แหงอยู่แล้วเพราะมันยังไม่ถึงวันไง แล้วเราก็หม่นหมองระบายอารมณ์ต่างๆ คิดว่าตัวเองไม่สำคัญ ถ้าไม่มีใครรู้มาก่อนว่าเราป่วยก็จะรู้สึกว่าอีนี่ไหวหรือเปล่า แฟนเห็นแล้วว่าทรายโพสต์สเตตัสในเฟซบุ๊กแต่เขาก็ไม่โต้ตอบอะไร เราก็กินยานอนไป วันรุ่งขึ้นเราก็ตื่นมาด้วยสดใส และตัดพ้อแฟนไปต่างๆ นานา เขาก็บอกว่ายังไม่ถึงวันเกิดเลย ทุกคนที่นัดจะมางานวันเกิดก็ยังมา เราก็เริ่มรู้สึกตัวว่านี่เราเครียดอะไร มันเลยจบไป พอถึงวันเกิดจริงๆ ก็ร่าเริงปกติ เราก็ได้ของขวัญจากแฟน เพื่อนทุกคนก็มางาน แล้วมันก็เหมือนวันที่เราจิตตกไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถ้าใครไม่เข้าใจก็คงจะไม่โอเคอย่างรุนแรง เพราะเราเหมือนโดนผีสิงวันเว้นวัน

 

แฟนเขาจะเห็นความผีบ้าของเรามาตลอดเพราะทำงานอยู่ในวงการเดียวกัน และเป็นเพื่อนกันมาก่อน รู้จักกันมา 10 ปี แต่คบเป็นแฟนมา 3 ปี เขาบอกทรายเลยนะว่าเขาไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่ใช่หมอและไม่ได้เป็นซึมเศร้า บางวันทรายเดินน้ำตานองแล้วก็ล้มแปะต่อหน้า เขาปล่อยให้เราร้องจนหมดยก ร้องจนหิว จากนั้นค่อยพาเราไปกินข้าว ถามว่าช่วยไหมเขาก็ไม่ได้ช่วยอย่างบำบัด แต่แค่อยู่ข้างๆ ตลอด ยิ่งพอรู้จักกันมากขึ้นเขาจะจับสังเกตได้ อย่างบางช่วงที่ยุ่งมากแล้วมีโอกาสได้เจอกันวันเดียว แต่บังเอิญเป็นวันผีเข้าของเราพอดี เราไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะถ้าไม่ออกไปเจอก็จะไม่ได้เจอกันอีกนาน แต่ถ้าออกไปคงต้องวันนั้นพังแน่ๆ เขาก็จะรู้ว่าเราไม่โอเค งั้นเอาไว้เจอกันวันหลังก็ได้ สาธุมากๆ

 

เขาไม่ได้ตั้งข้อสงสัยกับวิธีการดูแลตัวเองของทราย ไม่ตั้งข้อสงสัยกับวันที่เราผีเปรตอสุรกาย และวันไหนดีเขาก็ไม่ได้ชมด้วยนะ เพราะถ้าทำอย่างนั้นมันจะกลายเป็นการกดดันให้เราต้องพยายามดี หรือต้องถามตัวเองว่า นี่วันอื่นๆ คงบัดซบมากใช่ไหม

 

26:13

ความคาดหวังของคนอื่นต่อโรคนี้

คนอื่นจะมาคาดหวังเราก็ไม่ผิด แต่ทรายก็มีสิทธิที่จะรู้สึกและวีนเขากลับเหมือนกัน แต่ก่อนจะระมัดระวังในการที่จะตอบโต้มากๆ หมอบอกเราว่าไม่ต้องทำอย่างนั้นก็ได้ แต่เรากลับรู้สึกว่าไม่ได้สิ ต้องรักษาภาพพจน์ แต่ภาพพจน์เราไม่ใช่แอฟ ทักษอรไง เลยเรียนรู้ว่า งั้นเราบอกเขาได้นี่นาว่าไม่ชอบอะไรอย่างไร แบบไม่ต้องหยาบคาย

 

 

28:25

ก้าวข้ามคำว่าอกตัญญูด้วยการมองแม่อย่างเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

คำว่าอกตัญญูนี่หนีไม่ได้เลยค่ะ แรกๆ ทรายรับมือด้วยการมองให้เป็นเรื่องตลก ทรายรับมืออย่างนี้มาตั้งแต่ยุคพ่อ พ่อทรายเป็นอัลไซเมอร์กับพาร์กินสัน เขาจำเราไม่ได้ ในความเป็นลูกมันแย่มาก มันมองเป็นเรื่องดีไม่ได้เลยที่เขาเราจำเราไม่ได้ถึงขนาดยกมือไหว้ขอข้าวเรากิน แต่ทุกคนพยายามบอกว่าคนแก่ก็หลงๆ ลืมๆ อย่างนี้แหละ เราก็สงสัยว่าอ๋อ นี่กูต้องตลกหรือ เราเสียใจไม่ได้หรือที่พ่อจำเราไม่ได้ เราเสียใจมากเลยนะ

 

ตอนพ่อนั่นรอบหนึ่ง มาตอนแม่ เวลาทรายเล่าอะไรออกมาก็จะมีคนบอกว่า เรามีบุญแล้วที่ได้ดูแลแม่ เรารู้สึกหมามาก แค่รู้สึกเครียดกับแม่ก็เหมือนถูกนรกสูบลงไปแล้ว แค่คิดก็เหมือนคนเลวมากๆ แล้ว ทุกคนตอบโต้เราด้วยวิธีอย่างนี้ตลอดจนเรารู้สึกว่ามันคือปัญหาที่ไม่มีทางออก เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องชั่วครั้งชั่วคราว แต่แม่ป่วยมาตั้งแต่ทรายยังเด็ก แถมหนักขึ้นเรื่อยๆ ทรายเป็นซึมเศร้าครั้งแรกตอนรถชน แล้วก็มาเป็นอีกรอบตอนเรื่องแม่ หมอที่ดูแลทรายเขาบอกตั้งแต่แรกเลยว่าถ้าเรายังแบกแม่เอาไว้อย่างนี้ เดี๋ยวเราก็จะกลับมาเป็นซึมเศร้าอีก

เราคุย เลาะ รื้อกับจิตแพทย์อยู่นานจนยอมรับได้ว่า แม่เราก็เป็นคน เขามีข้อเสีย และเขาเพิ่งเคยเป็นแม่ เราก็เป็นคน เรามีข้อเสีย และเราเพิ่งเคยเป็นลูก มันจั่วกันมาแล้วเจอไพ่ใบนี้ และเราก็ต่างเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เราต้องกล้าพอที่จะบอกว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร

คนเป็นพ่อเป็นแม่เขาไม่ชอบหรอกที่เรารับมือเขาแบบนี้ แต่ถ้าคุณไม่แจ้งความต้องการของคุณ คุณก็ต้องทนอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ เราไม่ได้กบฏตอนเด็กๆ แต่ตอนนี้ทราย 30 กว่าแล้ว ถ้ามนุษย์มีชีวิต 60 ปีมันก็ปาไปครึ่งชีวิตแล้ว เราก็จะอยู่สปอยล์แม่ไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าชีวิตอยู่ตรงไหน ความสุขของเราคืออะไรที่ทำอย่างนี้ เราอาจจะรู้สึกดีที่แม่ไม่วีน แต่จริงๆ แล้วเขาแค่สมใจ หมอบอกว่าถ้าแม่เรียกแล้วเราไม่ไปเขาจะตายไหม ถ้าเขาไม่ตายก็ปล่อยเขาไป หมอเบิกเนตรเรามากว่าทำแบบนี้ได้ด้วย แต่หมอเขาพูดอย่างมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกัน เราต้องถอดความเป็นแม่ลูกออกไป ลองถามตัวเองว่าถ้าคนอื่นมาทำแบบนี้กับเราเรายอมไหม เราไม่ยอมหรอก นี่มันผ่านมา 30 ปี แล้ว ถ้าดูเรื่องบุญเราคงขึ้นสวรรค์ไป 2 รอบสบายๆ พอคิดได้แบบนี้ ความรู้สึกทั้งหลายก็เบาลง

 

สิ่งสำคัญคือพอเรากล้าบอกความต้องการของเราต่อแม่มากขึ้น เขาก็ตกใจเหมือนกันที่วิธีที่เคยใช้ตอนนี้ใช้กับเราไม่ได้แล้ว แล้วมันก็จะทำให้เขารู้สึกว่า งั้นพูดดีๆ กับเราก็ได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ เพราะเราเป็นลูกมาทั้งชีวิต และบางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเราพูดเร็วกว่านี้ ปัญหาก็จะไม่ลุกลามใหญ่โตอย่างที่เป็นทุกวันนี้ก็ได้

 

ทรายเหมือนเกิดมาสปอยล์พ่อแม่ทั้งชีวิต ตั้งแต่วันที่รู้ว่าแม่ป่วย พ่อจะบอกเราว่าแม่จะไม่ฟังก์ชันเหมือนแม่คนอื่นๆ นะ บางวันแม่ขับรถไปส่งได้ แต่บางวันแม่ก็ขับรถไม่ได้เพราะกลัวสะพาน ทรายก็ไม่รู้จะบอกครูที่โรงเรียนอย่างไรว่าที่เราไปเรียนสายเพราะแม่กลัวสะพาน มันเลยกลายเป็นเราตอบว่าเราตื่นสายเอง หรือวันไหนที่แม่เฉิดฉายเปิ๊ดสะก๊าดเข้าไปในโรงเรียนในชุดผ้าไหมกระโปรงบานสีบานเย็น เราก็ต้องคอยบอกคนอื่นว่าแม่เขาตัดชุดเองเขาเลยอยากอวด ทั้งๆ ที่เราเองก็รู้สึกว่ามันประหลาด แม่กูก็ไม่ต้องเปิดตัวแรงทุกซีนอย่างนั้นก็ได้

 

มีอยู่ครั้งที่แม่เขาไปตัดผมสั้นมาก แล้วเราก็ร้องไห้ เขาบอกว่าฉันไม่ได้ตัดแขน จะร้องทำไม เขาโกรธเราที่เราร้องไห้ ไม่สมกับเป็นลูกของสาวเปรี้ยว เราเลยรู้สึกผิดที่ร้องไห้ ผมก็ผมเขา สิ่งเหล่านี้มันทำให้เรารู้สึกว่าต้องสปอยล์เขาเพราะเขาป่วยแต่เราไม่ป่วย มันเป็นความรู้สึกที่ต้องดูแลและยอมเขาไปเรื่อยๆ

ด้วยโรคหรือด้วยอะไรก็แล้วแต่ เราสปอยล์เขามาตลอดชีวิตขนาดเราให้ความเป็นเราไปแล้วเขายังไม่พอใจเลย ถามว่าเขาผิดไหมที่จะเทสต์ความรักเราด้วยวิธีแบบนี้ เขาไม่ผิดหรอก เราต่างหากผิดเองที่ไปตอบสนองเขาแบบผิดๆ

46:16

วิธีรับมือกับความคาดหวังของพ่อแม่ ที่แม้ไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า

หลายคนใช้วิธีทนเอา ถ้าเป็นครั้งเป็นคราวยังพอไหว แต่ถ้าต้องอยู่ในภาวะหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือ พ่อแม่เขาก็เป็นคน แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องตาย และถ้าวันนั้นเรายังอยู่ เราต้องอยู่อย่างเคว้งคว้างเพราะเข้ากับใครไม่ได้ เนื่องจากคุณให้พ่อกับแม่ไปหมดแล้ว นี่ทรายพูดในแง่ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องบุญ เราต้องเริ่มตั้งแต่ต้นว่ามันต้องมีบ้างที่ต้องเป็นวันของเรา

 

 

52:15

โรคซึมเศร้าทำให้รู้จักตัวเอง และปฏิบัติต่อตัวเองเปลี่ยนไป

หลังจากป่วย สิ่งที่เห็นชัดเลยคือเราจะยืนหยัดเพื่อเสียงของตัวเองมากขึ้น ข้อแรกคือยามันแพงค่ะ เราไม่ควรกินยาแล้วให้ใครที่ไหนไม่รู้มาทำลายวันของเราด้วยคำพูดเห่ยๆ ที่แต่ก่อนเราจำเป็นต้องทน และพอรู้ตัวอย่างนี้แล้วเราก็จะไม่เอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับภาวะบางอย่าง

การเป็นซึมเศร้าทำให้เราสำรวจตัวเองมากขึ้น ทรายอาจจะเป็นมิตรน้อยลงในสายตาของคนอื่น แต่ทรายน่ารักกับตัวเองมากขึ้นนะ

เรารู้สึกตัวเองว่าใช้เงินซื้อเสื้อโง่ๆ ตัวหนึ่งก็ได้ โดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่ได้ซื้อให้แม่ก่อน อยากซื้อก็ซื้อ อยากใส่ก็ใส่

 

ตอนที่ป่วยแรกๆ หลายคนบอกให้ทรายไปทำสมาธิหรือกรรมฐาน แต่ทรายว่าพอเป็นโรคนี้ถึงจุดหนึ่งเราจะเข้าใจไปอย่างอัตโนมัติว่า อันไหนโรคพูด อันไหนเราพูด อันนี้โรคเป็น อันนี้เราไม่ได้เป็น มันจะค่อนข้างชัด ไม่ได้หมายความว่าจะไม่อยากหายนะคะ แต่ตอนนี้ทรายไม่รู้สึกแย่กับมันเท่าตอนเป็นแรกๆ เหมือนเรามีเพื่อนบ้าๆ อยู่คนหนึ่งที่ต้องไปด้วยกัน อยู่ๆ วันนี้มันแวะมาหา ไล่ไปไหนไม่ได้ก็ให้มันนั่ง หาน้ำให้มันกิน นั่งให้พอเลยนะแล้วจะไปก็ไป ทรายรู้สึกแบบนี้ มันต่อรองหรือเลือกไม่ได้หรอกค่ะ มันจะเป็นก็เป็น แค่นั้นเอง

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สำหรับหลายคนที่มาปรึกษาทราย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวหรือคนรอบตัว สุดท้ายมันจะขึ้นอยู่กับตัวเขาเองที่จะขวนขวาย ทรายได้แค่บอกค่ะ บางคนบอกทรายว่าอยากลองสู้ด้วยตัวเอง นี่สู้มา 2 ปีแล้ว ทรายตอบเขาว่านี่สู้ยังไม่พออีกหรือคะ มันน่าจะพิสูจน์แล้วว่าเราควรพบคนที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง ทรายทำได้เท่านี้ แต่ถ้าน้องเขายังจะสู้ต่อเราก็ไม่รู้จะอะไรด้วยแล้ว ถามทรายได้ว่าหาหมอที่ไหน ราคาประมาณเท่าไร กินยานานไหม กินยาตัวนี้แล้วเวียนหัวจังมีตัวอื่นไหม อันนี้ทรายยินดีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แต่สุดท้ายมันต้องเริ่มจากตัวเองค่ะ คุณต้องพาตัวเองไป

คนป่วยเป็นซึมเศร้าเป็นคนคนหนึ่งที่มีทั้งด้านดีและไม่ดี ไม่ต่างจากคนอื่นๆ อย่าให้ความเป็นโรคมาบดบังตัวตน หลายคนคิดว่าต้องให้อภัยทุกอย่างเพราะเขาป่วย อย่างนี้ก็คงไม่มีใครเลวแล้วบนโลกนี้


ฟังรายการ R U OK พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 


 

Credits

 

The Hosts ปอนด์ ยาคอปเซ่น, ดุจดาว วัฒนปกรณ์

The Guest อินทิรา เจริญปุระ

 

Show Creator อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Episode Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Photographer นวลตา วงศ์เจริญ

Music Westonemusic.com

The post ทราย เจริญปุระ ทำความเข้าใจโรคซึมเศร้า ที่ไม่ต้องปิดเพราะเราแค่ป่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>