เฟซบุ๊ก Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/เฟซบุ๊ก/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 03 May 2021 14:31:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ไหว ไม่ทน https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce-executive-espresso207/ Mon, 03 May 2021 14:25:46 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=483606 ย้ายประเทศกันเถอะ

‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ ปรากฏการณ์ที่ดูผิวเผินอาจไม่ได้มีคว […]

The post ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ไหว ไม่ทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้ายประเทศกันเถอะ

‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ ปรากฏการณ์ที่ดูผิวเผินอาจไม่ได้มีความสำคัญนักในเชิงเศรษฐกิจและธุรกิจ ทว่ากลุ่มเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 500,000 คนโดยใช้เวลาเพียง 3 วัน อาจเปรียบเสมือนสัญลักษณ์จากคนรุ่นใหม่ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวังในการบริหารจัดการประเทศของไทย 

 

และเหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อองค์กรธุรกิจชั้นนำของไทย หากเหล่าเด็ก ‘หัวกะทิ’ ที่จะเติบโตมาเป็นผู้นำในอนาคตเลือกที่จะเปลี่ยนเป้าหมายชีวิตไปสู่การเติบโต ใช้ชีวิต และทำงานในต่างประเทศ

 

เคน นครินทร์ คุยกับ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ภู แอดมินผู้ก่อตั้งกลุ่ม ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’

 

 


 

สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย

 


Credits

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Show Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์
Creative ภัทร จารุอริยานนท์
Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์
Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์
Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์
Channel Admins เอกราช มอเซอร์, จักรภัทร อ่ำพริ้ง
Proofreader ชนเนตร ลอยครุฑ

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์
Social Media Admin สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล

Archive Officer ชริน จำปาวัน 

Music westonemusic.com

The post ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ไหว ไม่ทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Clubhouse เกิดมาฆ่าพอดแคสต์ โค่นเฟซบุ๊ก จริงหรือ https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce-executive-espresso186/ Wed, 17 Feb 2021 00:17:41 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=455333

Clubhouse แอปพลิเคชันที่ถูกใช้โดยผู้ทรงอิทธิพลของโลกมาก […]

The post Clubhouse เกิดมาฆ่าพอดแคสต์ โค่นเฟซบุ๊ก จริงหรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Clubhouse แอปพลิเคชันที่ถูกใช้โดยผู้ทรงอิทธิพลของโลกมากมาย ทั้ง คานเย เวสต์ และ อีลอน มัสก์ ที่ล่าสุดได้มีการเชิญชวน วลาดิเมียร์ ปูติน มาคุย และในประเทศไทยเองก็มีแอ็กเคานต์ใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Clubhouse คืออะไร จะเติบโตไปได้ถึงจุดใด จะล้มพอดแคสต์และเฟซบุ๊กได้หรือไม่ อะไรคือความท้าทายหรือความน่ากลัวที่อาจเกิดขึ้น ผู้ใช้ควรรับมืออย่างไร

 


 

สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย

 


 

Credits

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Show Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์
Creative ภัทร จารุอริยานนท์
Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์
Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์
Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์
Channel Admins เอกราช มอเซอร์, จักรภัทร อ่ำพริ้ง
Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster ไชยพร ศิริกลการ
Social Media Admin สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล

Archive Officer ชริน จำปาวัน 

Music westonemusic.com

 

The post Clubhouse เกิดมาฆ่าพอดแคสต์ โค่นเฟซบุ๊ก จริงหรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดหน้าชก! ทิม คุก ซัด มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก Apple ทะเลาะอะไรกับ Facebook https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce-executive-espresso177/ Tue, 02 Feb 2021 00:01:12 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=449748 Executive Espresso EP.177 เปิดหน้าชก! ทิม คุก ซัด มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก Apple ทะเลาะอะไรกับ Facebook

ความร้อนแรงของแวดวงเทคโนโลยีในปี 2021 ปะทุหนักขึ้นเรื่อ […]

The post เปิดหน้าชก! ทิม คุก ซัด มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก Apple ทะเลาะอะไรกับ Facebook appeared first on THE STANDARD.

]]>
Executive Espresso EP.177 เปิดหน้าชก! ทิม คุก ซัด มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก Apple ทะเลาะอะไรกับ Facebook

ความร้อนแรงของแวดวงเทคโนโลยีในปี 2021 ปะทุหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้ออกมาโจมตี Apple ในงานแถลงกำไรไตรมาส 4 ของปี 2020 ว่าด้วยเรื่องมาตรการความเป็นส่วนตัว ซึ่งล่าสุด ทิม คุก ก็ได้ออกมาโต้กลับอย่างแยบยลในประเด็นของการที่บริษัทเทคโนโลยีบางแห่งแสวงหาประโยชน์จากข้อมูลแบบไม่ตรงไปตรงมา โดยไม่ได้เอ่ยชื่อ ‘แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย’ ดังกล่าว

 


 

สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย


 

Credits

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Show Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์
Creative ภัทร จารุอริยานนท์
Video Editor วุฒิชัย ถิระบัญชาศักดิ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์
Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์
Channel Admin จักรภัทร อ่ำพริ้ง
Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster ณฐพร  โรจน์อนุสรณ์
Social Media Admin สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล  

Archive Officer ชริน จำปาวัน 

Music westonemusic.com

The post เปิดหน้าชก! ทิม คุก ซัด มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก Apple ทะเลาะอะไรกับ Facebook appeared first on THE STANDARD.

]]>
คว่ำบาตรเฟซบุ๊ก กรณีศึกษา Hate Speech ทำซักเคอร์เบิร์กสูญ 2 แสนล้าน https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce-executive-espresso94/ Mon, 29 Jun 2020 12:15:14 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=376046

เมื่อ Starbucks, Coca-Cola และแบรนด์ต่างๆ ลุกขึ้นมาต่อต […]

The post คว่ำบาตรเฟซบุ๊ก กรณีศึกษา Hate Speech ทำซักเคอร์เบิร์กสูญ 2 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อ Starbucks, Coca-Cola และแบรนด์ต่างๆ ลุกขึ้นมาต่อต้าน Facebook ผ่านแคมเปญ ‘Stop Hate For Profit’ จุดยืนของแบรนด์ในโลกปัจจุบันต้องเปลี่ยนไปอย่างไร แพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ Twitter ตอบรับกับวิกฤตในครั้งนี้อย่างไร

 

เคน นครินทร์ ถอดบทเรียนจากการจัดการ Hate Speech ของโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งข้อคิดสำหรับการสร้างตัวตนของแบรนด์ในปัจจุบัน

 

 


 

สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย

 


Credits

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข, นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Show Producer นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Show Co-Producer & Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Creative ภัทร จารุอริยานนท์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์
Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์
Social Media Admin สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, ณัฐชัย ตั้งวงศ์วิวัฒน์  

Archive Officer ชริน จำปาวัน 

Intern ภูมิ ทรงศรีพิพัฒน์

The post คว่ำบาตรเฟซบุ๊ก กรณีศึกษา Hate Speech ทำซักเคอร์เบิร์กสูญ 2 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากแกล้งป่วยถึงขู่จะฆ่าตัวตาย อะไรทำให้คน เรียกร้องความสนใจ แล้วแค่ไหนถึงต้องไปหาหมอ https://thestandard.co/podcast/ruok12/ Tue, 29 May 2018 11:31:24 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=93933

ปิดโทรศัพท์มือถือไม่ให้ใครตามตัว เปลี่ยนโปรไฟล์เฟซบุ๊กเ […]

The post จากแกล้งป่วยถึงขู่จะฆ่าตัวตาย อะไรทำให้คน เรียกร้องความสนใจ แล้วแค่ไหนถึงต้องไปหาหมอ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปิดโทรศัพท์มือถือไม่ให้ใครตามตัว เปลี่ยนโปรไฟล์เฟซบุ๊กเป็นสีดำ แกล้งปวดท้องเพราะไม่อยากไปโรงเรียน น้อยใจแล้วขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย หลากหลายวิธีเรียกร้องความสนใจที่เราเคยพบตั้งแต่เรื่องเล็กจนถึงเรื่องใหญ่ บางทีก็พบว่าไม่สมเหตุสมผล และหลายครั้งพบว่าไม่จริง

 

R U OK เอพิโสดนี้ ปอนด์ ยาคอปเซ่น และ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้วยการเคลื่อนไหว จะชวนมาสำรวจพฤติกรรมการเรียกร้องความสนใจที่เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เขาเหล่านั้นทำไปทำไม นำพาไปสู่โรคทางจิตอะไรไหม และทำอย่างไรถ้าจะต้องเจอคนมีนิสัยเรียกร้องความสนใจอยู่เป็นประจำ

 


 

ทำไมคนเรา เรียกร้องความสนใจ

วลีที่บอกว่า ‘มนุษย์เป็นสัตว์สังคม’ เป็นสิ่งที่เราได้ยินกันอยู่เสมอ แต่ลึกลงไปในวลีนี้จะพบว่าการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมนุษย์นั้น นอกจากจะต้องพึ่งพากันด้านกายภาพเพื่อเอาชีวิตรอด มนุษย์ยังต้องการการพึ่งพิงด้านความรู้สึกเพื่อให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ได้มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนเพื่อความเข้าใจระหว่างกัน บางครั้งที่การสื่อสารไม่ถูกตอบสนอง มนุษย์จึงพยายามให้ได้มาซึ่งความสนใจนั้นเลยเรียกร้องด้วยการกระทำต่างๆ นานา เมื่อประสบผลสำเร็จจึงเริ่มเรียนรู้ว่าหากแสดงออกแบบนี้ก็จะได้มาซึ่งการได้รับความสนใจ ทำให้ตัวเองรู้สึกมีค่าและเป็นการยืนยันว่ายังเป็นที่ต้องการของคนอื่นๆ อยู่

 

การ เรียกร้องความสนใจ จึงเป็นพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เพราะธรรมชาติของมนุษย์ต้องการการซัพพอร์ตทางความรู้สึกให้รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ตัวเองอยู่ โดยการเรียกร้องความสนใจนั้นเป็นได้ทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุ ซึ่งแต่ละคน แต่ละช่วงวัยก็จะมีสาเหตุในการแสดงออกแตกต่างกันไป

 

อาการ เรียกร้องความสนใจ

ในวัยเด็กที่ยังไม่สามารถสื่อสารในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แสดงออกด้วยการต้องการความสนใจอย่างตรงไปตรงมา เช่น ตะโกนเสียงดัง ร้องไห้เสียงดังในที่สาธารณะ เกาะติดพ่อหรือแม่มากผิดปกติ ขว้างปาข้าวของ หรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เด็กในวัยนี้อาจรู้สึกว่าตัวเองมีความไม่มั่นคงทางจิตใจ โดดเดี่ยว หรือไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร ซึ่งพ่อแม่สามารถทำให้ความรู้สึกไม่มั่นคงนี้ค่อยๆ หายไปด้วยการเอาใจใส่และมองให้เห็นว่าแท้จริงแล้วลูกต้องการอะไรกันแน่ และในขณะเดียวกันก็สามารถสอนให้ลูกเข้าใจความรู้สึกของตัวเองด้วยการรู้จักอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น ทั้งความเบื่อ ความเหงา เด็กอาจยังไม่สามารถจัดการความรู้สึกเหล่านั้นได้ด้วยตัวเองในทันที แต่สุดท้ายเด็กจะเข้าใจความรู้สึกตัวเองมากขึ้น และการแสดงออกอย่างเหมาะสมจะตามมา

 

วัยรุ่นจะต้องการความสนใจเพื่อนและสังคมรอบข้างเป็นหลัก ต้องการให้ตัวเองเป็นที่รัก อยากได้การยอมรับ ซึ่งเราสามารถพบเห็นการแสดงออกเหล่านี้สะท้อนผ่านการสื่อสารในโซเชียลมีเดีย ทั้งการพยายามทำตัวให้เด่น การแสดงอารมณ์รุนแรงเพื่อเรียกยอดไลก์หรือรีแอ็กชันต่างๆ โดยสาเหตุที่แท้จริงของการกระทำเหล่านี้อาจเกิดจากการไม่ได้เหลียวแลหรือเติมเต็มจากครอบครัว ความรู้สึกไม่มั่นคงต่างๆ จึงแสดงออกผ่านการเรียกร้องต่างๆ คนรอบข้างสามารถให้ความสนใจตามสมควรเท่าที่ตัวเองไม่คิดว่าเกินไป

ที่สำคัญคือควรสังเกตพฤติกรรมของเพื่อน สอบถาม ให้กำลังใจ มากกว่าจะทำตามอารมณ์ตัวเองด้วยการรุมวิพากษ์วิจารณ์ รุมกลั่นแกล้ง จนสุดท้ายอาจกลายเป็นความรุนแรงที่เราคาดไม่ถึง

วัยผู้ใหญ่และวัยทำงาน ในที่ทำงานเรามักเห็นคนบางกลุ่มที่อยากแสดงความคิดเห็นทุกเรื่องทั้งที่ไม่เกี่ยวข้อง และเมื่อความคิดเห็นตัวเองไม่ได้รับการยอมรับก็เกิดความไม่พอใจ พานคิดว่าตัวเองไม่สำคัญ แถมบางครั้งมีการสร้างเรื่องไปต่างๆ นานา บางครั้งก็เจอคนที่มั่นใจในตัวเองทั้งความคิดและรูปร่างมากเกินปกติ แถมยังต้องการเป็นจุดสนใจของคนอื่นๆ คนกลุ่มนี้ลึกๆ เขาอาจมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัยบางอย่างจึงแสดงตัวให้อยู่ในการจับจ้องและเสียงชื่นชม ถ้าเป็นเพียงบุคลิกหรือนิสัย เราก็สามารถมองข้ามพฤติกรรมที่สร้างความน่ารำคาญและมองให้เห็นถึงสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ ก่อนที่จะตัดสินหรือรุม Bully เขา

 

ส่วนความสัมพันธ์ เราอาจพบเจอคู่รักที่เรียกร้องความสนใจด้วยการงอนหรือไม่พอใจที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างเพียงพอ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ เพราะมนุษย์ต้องการความรู้สึกปลอดภัยในความสัมพันธ์อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้ารู้สึกว่ามันมากเกินไปจนเกิดปัญหาในความสัมพันธ์ก็ควรพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกันก่อนที่จะเบื่อหน่ายหรือรำคาญกันในที่สุด แต่สำหรับบางคู่ที่ต้องเจอคนรักที่เรียกร้องความสนใจด้วยการขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย กรีดแขน หรือหนักที่สุดอย่างการฆ่าตัวตายก็ควรทำความเข้าใจ เพราะคนกลุ่มนี้จะมีความอ่อนไหวมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นอาการของโรคจิตเวชได้ ทางที่ดีควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษา

 

และสำหรับผู้สูงอายุ เราก็สามารถพบพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจนี้ได้เช่นกัน เพราะส่วนใหญ่คนที่เริ่มไม่ได้ทำงานจะมีความรู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง คุณค่าของตัวเองลดลง ไม่มีอะไรในชีวิตประจำวันให้ยึดเหนี่ยว รวมถึงรู้สึกไม่ปลอดภัยทางด้านร่างกายว่าวันหนึ่งจะป่วยและเป็นผู้ที่ไม่มีใครต้องการ ด้วยสาเหตุเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุบางคนแสดงออกด้วยการน้อยใจ หนีออกจากบ้านไปดื้อๆ หรือกุข่าวว่าป่วยเพื่อให้ลูกหลานแสดงว่าสนใจตัวเองก็สามารถพบเห็นได้

 

เรียกร้องความสนใจ ไม่ใช่แค่นิสัย แต่อาจเป็นอาการของโรค

หลายคนที่รู้สึกว่าพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจเป็นสิ่งที่น่ารำคาญ จึงคิดว่าถ้าลองไม่ตอบสนอง เดี๋ยวเขาก็หยุดไปเอง แต่หากลองสังเกตจะมีหลายครั้งที่เรานิ่งเฉย เขายิ่งกลับเรียกเรียงความสนใจและมีพฤติกรรมที่รุนแรงมากขึ้นอย่างไม่มีท่าว่าจะหยุด พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นอาการหนึ่งของโรคทางจิตเวชได้หลายโรค แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือการเข้าข่ายของการเป็นโรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทีเรีย (Histrionic Personality Disorder หรือ HPD)

 

ภาพจำของคนที่เป็นโรคฮิสทีเรียของคนส่วนใหญ่คือคนที่ติดเซ็กซ์ ซึ่งไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้าง เพราะคนที่เป็นโรคนี้อยากเป็นศูนย์กลางความสนใจของคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลาและมากเกินปกติ เวลาเจอใครที่ไม่สนใจจะไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ ซึ่งการได้รับความสนใจอย่างการถูกโมโหหรือด่าว่า คนที่เป็นโรคนี้กลับรู้สึกดี ที่สำคัญจะรู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่อไม่ได้รับในสิ่งที่ตัวเองต้องการ นอกจากนั้นแล้วจะมีอาการเบื่อความซ้ำซากจำเจ ต้องหาสิ่งใหม่คอยปลุกเร้าตัวเองอยู่ตลอดเวลา

 

ถ้าเริ่มสงสัยว่าคนรอบข้างอาจเข้าข่ายการเป็นโรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทีเรีย ลองสังเกตดูว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่ ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งที่ชัดเจนก็สามารถปรึกษาจิตแพทย์ได้ทันที ที่สำคัญ อย่าสันนิษฐานเอาเอง เพราะผู้ป่วยจะมีความซับซ้อนและสามารถมีอาการร่วมกับโรคทางจิตเวชอีกหลายโรค ซึ่งอาการดังกล่าว ได้แก่

 

1. รู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้รับความสนใจ

 

2. แสดงออกทางสีหน้าท่าทางเหมือนเล่นละคร หรือเล่นใหญ่อยู่ตลอดเวลาเกินความจำเป็น

 

3. มีอารมณ์แปรปรวน แสดงออกอย่างขาดความยั้งคิด หรือมีความอ่อนไหวต่อคำพูดคนอื่นมากเกินไป

 

4. มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในทางที่ไม่เหมาะสม ใช้รูปร่างภายนอกเรียงร้องความสนใจ ซึ่งข้อนี้ทำให้หลายคนคิดว่าฮิสทีเรียคืออาการติดเซ็กซ์ ซึ่งไม่ใช่ เพราะไม่ใช่ลักษณะการติด แต่เป็นการใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองพอใจ

 

5. บางครั้งก็ชอบคิดไปเอง หรือเหมาเอาว่าคนที่ตัวเองไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วยจะเล่นด้วยและเป็นจริงเป็นจัง ทั้งที่อีกฝ่ายอาจไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยเลย

 

6. นอกจากนั้นยังมีความรุนแรงทางอารมณ์ที่พอจะสังเกตได้ เช่น เชื่อคนง่าย ถูกโน้มน้าวใจได้ง่าย ถูกหลอกได้ง่าย บางครั้งก็ขู่จะฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องความสนใจ

 

ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากกรรมพันธ์ุ คือถ้าหากพ่อแม่หรือคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ก็มีแนวโน้มที่จะถ่ายทอดให้ลูกด้วย นอกจากนั้นแล้ว การเลี้ยงดูหรือประสบการณ์ที่รุนแรงในวัยเด็กก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องให้เกิดโรคนี้ โดยส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการถูกทอดทิ้งทางความรู้สึกและขาดความรักความเข้าใจจากคนรอบข้าง แต่สำหรับบางคนอาจเกิดขึ้นจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ซึ่งสาเหตุของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน การไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาที่มาของโรคจะให้การบำบัดรักษาเป็นไปอย่างถูกวิธีมากขึ้น ซึ่งหลังจากตรวจพบว่าคนรอบข้างป่วยเป็นโรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทีเรีย สิ่งที่จะต้องรับมือด้วยค่อนข้างจะเป็นเรื่องยากที่จะหาจุดพอดี

เราต้องนึกไว้เสมอว่าคนที่ป่วยเหล่านี้ การเรียกร้องความสนใจที่เขาทำไม่ใช่ความทุกข์ที่เกิดจากความไม่สบอารมณ์เหมือนคนทั่วไป แต่เป็นเพราะเขาขาด สิ่งที่เราจะต้องหยิบยื่นให้เขาจึงไม่ใช่ ‘การตามใจ’ แต่เป็น ‘ความเข้าใจ’ ในฐานะที่ตัวเองเป็น

เช่น ปฏิบัติกับเขาในฐานะเป็นพ่อแม่ เป็นแฟน เป็นเพื่อน เป็นเพื่อนร่วมงาน เราสามารถเข้าใจและดูแลเขาตามสถานะของตัวเองได้โดยที่ตัวเองยังไม่เดือดร้อน ส่วนที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญที่จะมีวิธีบำบัดอาการเหล่านี้ให้ดีขึ้นด้วยการทำจิตบำบัด พฤติกรรมบำบัด หรือให้ยาร่วมด้วย

 

จะรับมืออย่างไรกับคนที่มีนิสัย เรียกร้องความสนใจ

แม้จะไม่ได้ถึงกับป่วยเป็นโรคก็ไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจจะไม่น่ากังวล เพราะบางคนใช้วิธีนี้ทำให้คนอื่นสนใจจนติดเป็นนิสัย ทั้งที่ความจริงมีทางเลือกอีกตั้งมากมายที่จะแสดงออก แถมคนที่ต้องพบเจอพฤติกรรมแบบนี้บ่อยๆ ก็สร้างความรู้สึกด้านลบตั้งแต่หงุดหงิดไปจนถึงรำคาญ ฉะนั้นแล้วเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์ ทางเลือกที่เป็นไปได้คือการปรับทัศนคติตัวเอง เพราะคนที่ชอบเรียกร้องความสนใจ บางครั้งเขาก็ไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำ เพราะเขาทำจนเคยชิน เราสามารถรับมือได้ด้วยการ

 

1. อย่าเพิ่งแสดงความสนใจต่อการเรียกร้องนั้นในทันที เพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่าการแสดงพฤติกรรมแบบเดิมๆ จะได้ผลเสมอไป

 

2. มองข้ามอคติหรือความหมั่นไส้ของตัวเองเวลาเห็นคนเรียกร้องความสนใจ ลองแยกแยะพฤติกรรมเสียงดัง เล่นใหญ่ หรือการทำตัวมีปัญหาอยู่ตลอดเวลาเหล่านั้นออก แล้วมองว่าสารที่เขาคนนั้นต้องการจะสื่อจริงๆ คืออะไร เราอาจจะรู้ถึงความต้องการของเขาชัดเจนมากขึ้นก็ได้ คนส่วนใหญ่จะติดอยู่ตรงกับดักกับความน่าขวางหูขวางตาเหล่านี้

 

3. หากพยายามทำความเข้าใจแล้วก็ไม่สามารถรู้ถึงความต้องการ การพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาถึงความต้องการก็เป็นทางออกที่ดี เราสามารถถามไปตรงๆ ว่าเขาต้องการอะไร แต่ถ้าไม่มีอะไรนอกจากการเรียกร้องความสนใจเล็กๆ น้อยๆ อย่างการโพสต์สเตตัสเฟซบุ๊กเศร้าๆ หรือโพสต์คลิปตัวเองร้องไห้ลงในโซเชียลมีเดีย

ถ้ามันเป็นเรื่องไม่หนักหนาอะไรสำหรับเรา การแสดงความสนใจเล็กๆ น้อยๆ อย่างการกดไลก์หรือการถามไถ่อย่างจริงใจบ้างก็เป็นการประคับประคองทางความรู้สึกในช่วงสั้นๆ แต่ไม่ได้แก้นิสัยการเรียกร้องความสนใจที่ต้นเหตุอยู่ดี

4. เมื่อพบว่าเริ่มเรียกร้องความสนใจแบบล้ำเส้นความถูกผิด เช่น เริ่มโกหก ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ถ้าเป็นเพื่อนอยู่ในฐานะที่เตือนกันได้ก็ควรพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าการกระทำเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิด และเมื่อมีโอกาสเปิดใจ ควรถามถึงสาเหตุของการกระทำนั้นๆ มากกว่าการดุด่าว่ากล่าว เพราะการตำหนิหรือทำให้จะสร้างนิสัยเรียกร้องความสนใจมากขึ้นไปอีก

 

ถ้าอยากเปลี่ยนนิสัย เรียกร้องความสนใจ เราจะปรับอย่างไรได้บ้าง

ในทางกลับกัน ถ้าตัวเราเองเริ่มรู้สึกว่าการเรียกร้องความสนใจเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก สร้างความปวดหัวน่ารำคาญให้กับคนอื่น เราก็สามารถปรับพฤติกรรมตัวเองให้ดีขึ้นได้ โดยที่เราต้องเริ่ม ‘เชื่อ’ และ ‘อยาก’ ที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญ โดยมิวิธีคิดง่ายๆ ว่า

 

1. ลองถามตัวเองอย่างจริงใจว่าขณะนี้เรากำลังรู้สึกอะไร ต้องการอะไร และสามารถสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาได้หรือเปล่า เช่น เราโกรธแฟนที่ไม่มาตามนัดเพราะเห็นงานสำคัญกว่า แทนที่เราจะหนีกลับบ้านแล้วไม่ยอมติดต่อแฟนไป 3 วัน ลองเปลี่ยนวิธีการสื่อสารเป็นการโทรหาแฟนแล้วพูดตรงๆ ว่าเรากำลังไม่พอใจที่เขาผิดสัญญา การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้นอกจากจะจริงใจกับความรู้สึกตัวเองแล้ว ปัญหาบางอย่างอาจไม่หมักหมมและถูกเคลียร์กันให้เข้าใจตั้งแต่แรกเลยก็ได้

 

2. ถ้ารู้ตัวว่าเริ่มไม่เป็นที่สนใจและอยากให้มีคนตอบสนองสิ่งที่ตัวเองทำ แทนที่จะโพสต์ภาพร้องไห้ลงโซเชียลมีเดียจนคนตีความไปต่างๆ นานา ลองยกหูหาเพื่อนสนิทหรือคนที่เราไว้ใจสักคน แล้วเล่าสถานการณ์หรืออารมณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ให้เขาฟัง หรือถ้าไม่มีเรื่องมีราวอะไร แต่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกไม่สนใจก็ลองฝึกพูดแบบนี้ไปแบบทีเล่นทีจริงก็ได้ว่าตอนนี้เหมือนไม่มีใครสนใจและอยากได้รับความเห็นใจจากคนอื่นอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรที่จะบอกใครไปแบบนั้น ไม่ต้องเขิน อาจไม่ใช่วิธีที่เราคุ้นเคยนัก แต่การแชร์เพลงเศร้าลอยๆ หวังจะให้คนอื่นสนใจก็ไม่ใช่วิธีที่จะได้มาซึ่งความสนใจเสมอไปเหมือนกัน

 

ถ้าลองฝึกด้วยวิธีคิดข้างต้นแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ผล หรือว่ายากเกินไปที่จะทำก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่วมกันวิเคราะห์ว่าอาการเรียกร้องความสนใจเป็นส่วนหนึ่งของโรค ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งโรคซึมเศร้า โรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทีเรีย หรืออาจเป็นเพียงนิสัยที่เราเคยชินว่าทำแบบนี้แล้วจะได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือเป็นเพียงพฤติกรรมก็สามารถค่อยๆ ปรับเปลี่ยน เรียนรู้ และสร้างทางเลือกใหม่จนเราสามรถลดการเรียกร้องความสนใจได้ในที่สุด

 


 

Credits

The Hosts ปอนด์ ยาคอปเซ่น

ดุจดาว วัฒนปกรณ์

 

Show Creator อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Episode Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic.com

The post จากแกล้งป่วยถึงขู่จะฆ่าตัวตาย อะไรทำให้คน เรียกร้องความสนใจ แล้วแค่ไหนถึงต้องไปหาหมอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนจิกงานผ่านไลน์ตลอดเวลา อึดอัดเรื่องงานมา อยากบ่นลงเฟซบุ๊กทำได้ไหม ใช้โซเชียลมีเดียในออฟฟิศอย่างไรให้เวิร์ก https://thestandard.co/podcast/ihatemyjob08/ Mon, 30 Apr 2018 03:23:44 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=87400

โซเชียลมีเดีย คือเครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตการทำงานเราง่ […]

The post โดนจิกงานผ่านไลน์ตลอดเวลา อึดอัดเรื่องงานมา อยากบ่นลงเฟซบุ๊กทำได้ไหม ใช้โซเชียลมีเดียในออฟฟิศอย่างไรให้เวิร์ก appeared first on THE STANDARD.

]]>

โซเชียลมีเดีย คือเครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตการทำงานเราง่ายขึ้นมาก ไม่จำกัดว่าต้องนั่งโต๊ะหน้าคอมพิวเตอร์เสมอไป เราสามารถแก้งานผ่านมือถือได้ หรือพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปในกรุ๊ปสนทนาได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ด้วยความทุกที่ทุกเวลาของมันนี่แหละ บางครั้งโซเชียลมีเดียจึงทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัว เพราะเวลาในการทำงานและชีวิตส่วนตัวไม่แยกขาดออกจากกัน

 

I HATE MY JOB พอดแคสต์ เอพิโสดนี้ บองเต่า และ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ จึงรวมเอาสถานการณ์อึดอัดใจทั้งหลายที่เกิดจากโซเชียลมีเดีย ทั้งมุมลูกน้องที่ถูกตามงาน และเจ้านายที่ต้องตามงาน เพื่อสุดท้ายเราจะได้มีจุดตรงกลางว่าใช้โซเชียลฯ แบบไหนถึงจะพอดีและสบายใจกันถ้วนหน้า

 


ข้อดีของโซเชียลมีเดีย

1. ช่วยให้เราทำงานได้ตลอดเวลา

ปัจจุบันเพียงมีสมาร์ทโฟนเราก็สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา แถมยังทำอย่างอื่นไปได้ด้วย ซึ่งอาจช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นและจะได้มีเวลาแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้งานนั้นออกมาดีที่สุด

 

2. ช่วยให้เรารู้ปัญหาและแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น

เมื่อโซเชียลมีเดียคือสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือซึ่งอยู่กับตัวเราตลอดเวลา พอเจองานมีปัญหาเราก็สามารถแจ้งไว้ในห้องสนทนาอย่างกรุ๊ปไลน์ มอบหมายให้คนที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ และขณะเดียวกันอาจระดมไอเดียจากหลายๆ คน ได้อีกด้วย

 

3. ช่วยเก็บหลักฐาน

เราสามารถย้อนกลับไปดูว่า เพื่อนร่วมงานแต่ละคนพูดเอาไว้อย่างไร เช่น สัญญาว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จภายในวันนั้นวันนี้ แต่พอถึงวันที่นัดหมายทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น มีข้ออ้างต่างๆ นานา เราก็สามารถอ้างอิงจากบันทึกการสนทนาต่างๆ ได้

โซเชียลมีเดียเป็นหลักฐานชั้นดีในการบันทึกว่าใครเคยพูดอะไรไว้

4. ช่วยเพิ่มมิติของการสนทนา

การสื่อสารแบบเก่าอย่างการประชุมหรือการคุยงานผ่านอีเมล ส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยบรรยากาศ ภาษา และรูปแบบที่เป็นทางการ การสนทนาผ่าน ‘กรุ๊ปไลน์’ ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น สามารถตามงาน คุยงานกันเล็กๆ น้อยๆ นอกจากนั้นแล้วสติกเกอร์ไลน์ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มมิติให้รู้สึกสนุกสนานเป็นกันเอง มีเรื่องไว้คอยเล่นสนุกกัน สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานมากขึ้น

 

ข้อเสียของโซเชียลมีเดีย

1. เวลาการทำงานกับเวลาส่วนตัวไม่แยกกันอย่างชัดเจน

เมื่อก่อนเวลาทำงานคือตอนที่เราอยู่ออฟฟิศ และเวลาพักผ่อนคือตอนกลับบ้าน จนเมื่อโซเชียลมีเดียเริ่มเข้ามาอยู่ในโทรศัพท์มือถือ เวลาในการทำงานของเราก็ยืดยาวออกไปมากขึ้น เราต้องเช็กโทรศัพท์ตลอดเวลา เลยเกิดคำถามตามมาว่าเราได้พักผ่อนในเวลาที่ควรได้พักจริงไหม หรือสุดท้ายแล้วโซเชียลมีเดียทำร้ายเรามากกว่าช่วยเรากันแน่

 

2. เกิดการรุกล้ำความเป็นส่วนตัว

ในโซเชียลฯ อย่างเฟซบุ๊ก เราก็มีบางมุมที่ไม่อยากให้เพื่อนร่วมงานเห็น แต่จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เพื่อนร่วมงานกลับเอามุมนี้ของเราไปเล่าให้คนอื่นฟัง เราเลยรู้สึกถูกก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวมากเกินไป

 

3. เกิดการกระทบกระทั่งหรือเสียความรู้สึกได้ง่ายขึ้น

โดยเฉพาะในห้องสนทนาที่เกิดมีการกระทบกระทั่งกัน ฝ่ายหนึ่งอาจจะโกรธและคิดว่าถ้าต่อว่าอีกฝ่ายผ่านห้องแชตนี้ คนอื่นจะได้รับรู้พร้อมๆ กัน แต่สำหรับคนที่ถูกต่อว่า นั่นคือการประจานเขาอย่างมาก ไม่ต่างอะไรกับที่ลากมาตบหน้ากลางสี่แยกแล้วมีผู้คนมุงดู เป็นการซ้ำเติมและทำให้เรื่องราวถูกขยายมากกว่าที่ควรจะเป็น

 

4. ความลับรั่วไหลได้ง่ายขึ้น

บางเรื่องที่ควรจะคุยในที่ที่เป็นส่วนตัว บางคนกลับเอามาคุยในห้องรวม ทำให้หลายคนรู้กันราวกับเป็นเรื่องสาธารณะ แถมตีความกันไปต่างๆ นานา

ฉะนั้นแล้วสิ่งที่ต้องระวังในการพูดคุยกันผ่านโซเชียลมีเดีย คือการรู้ว่าเรื่องไหนควรคุยแบบไหน เรื่องไหนควรคุยกันเป็นส่วนตัว เรื่องไหนควรคุยกันต่อหน้า เพื่อที่ปัญหาทุกอย่างจะได้ถูกแก้ไขอย่างเหมาะสม

จะทำอย่างไรเมื่อเจ้านายจิกงานในไลน์ตลอดเวลา

หนึ่งในสถานการณ์ที่หลายคนได้รับผลกระทบจากการใช้โซเชียลมีเดียหนักมากคือการถูกตามงานแบบไม่เป็นเวลา บางครั้งดึกดื่นเที่ยงคืนกรุ๊ปไลน์ออฟฟิศก็คุยกันอย่างไม่หยุดหย่อนจนรู้สึกถูกเบียดบังเวลาพักผ่อน เมื่อเจอสถานการณ์อย่างนี้หลายคนก็ได้แต่บ่นกระปอดกระแปด จะให้พูดกับเจ้านายตรงๆ ก็ไม่กล้า แต่ถ้ายังปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป เรื่องงานอาจจะรุกล้ำเข้ามาในชีวิตเรามากขึ้น ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรสายเกินไปหากทุกคนทำความเข้าใจกัน โดยลองใช้วิธีเหล่านี้

 

1. ออกแบบวิธีการทำงานร่วมกันตั้งแต่แรก

การที่เราร่วมกันออกแบบวิธีการทำงานก็มีส่วนช่วยให้เราพึ่งพาโซเชียลมีเดียน้อยลง สิ่งที่ทุกคนควรมาตกลงร่วมกันคือ งานนี้คืออะไร สถานะของของงานอยู่ในระดับไหน จะตามงานกันอย่างไร เมื่อไรที่เราควรมาประชุมเพื่อมาอัปเดตงานกัน แล้วจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายไปทำตามหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งระหว่างนั้นอาจใช้โซเชียลมีเดียในการแจ้งเรื่องราวหรือความคืบหน้าให้ทุกคนทราบ

งานจะสำเร็จได้ถ้าทุกคนรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ทำงานให้เสร็จตามเวลาที่ได้รับมอบหมาย การจิกงานแบบโหดๆ ในโซเชียลมีเดียก็จะไม่เกิดขึ้น

2. ออกแบบการใช้โซเชียลมีเดียร่วมกันด้วย

สามารถหาจังหวะสบายๆ บอกคนที่เกี่ยวข้อง เช่น ตอนกินข้าวกลางวันหรือเดินทางกลับบ้านร่วมกัน แต่ถ้าคิดว่าน่าจะตกลงกันอย่างเป็นทางการ ก็หาโอกาสแทรกเรื่องการใช้โซเชียลฯ ในที่ประชุมไปเลย ก็จะทำให้ทุกอย่างชัดเจน จะได้ไม่เกิดปัญหาประเภทโยนเรื่องเข้าไปในกรุ๊ปไลน์แล้วทุกคนอ่านแต่ว่าไม่มีใครตอบหรือลงมือแก้ปัญหา เพราะต่างคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

 

3. ถ้าเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ ให้ปรับที่ตัวเอง

สร้างลิมิตให้กับตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้นแล้วงานหรือคำสั่งต่างๆ จะทะลักมาหาเราจนเกินรับไหว ถ้าเราบอกให้คนอื่นส่งข้อความหาเราเป็นเวลาไม่ได้ ก็ควรห้ามตัวเองไม่ให้อ่านหรือไม่ไปรับรู้ เช่น เซตลิมิตกับตัวเองว่าหลัง 5 ทุ่มจะไม่เช็กไลน์ แล้วค่อยอ่านอีกทีก่อนไปทำงาน ก็ช่วยทำให้เรามีสุขภาพจิตในการทำงานที่ดีขึ้น

 

เตือนตัวเองว่าอย่าเปิดอ่าน บางครั้งเราเกิดอดใจไม่ไหว เปิดอ่านข้อความทันทีที่มีคนส่งมา ต้องนึกไว้เสมอว่าการเปิดอ่านเท่ากับการเปิดไฟเขียวให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาสามารถส่งข้อความหาเราเมื่อไรก็ได้และเราก็พร้อมที่จะสื่อสาร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ทุกครั้งเสมอไป

 

สุดท้ายอาจต้องหาวิธีบอกให้เจ้านายรับรู้ อาจจะพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าตอนกลางคืนไม่สะดวกที่จะตอบข้อความ และเพราะอะไร

 

ส่วนเจ้านายที่บางครั้งต้องตามงานลูกน้องในวันหยุด ใจหนึ่งก็อาจจะรู้สึกเกรงใจ แต่อีกใจหนึ่งก็อยากทำงานให้เสร็จ ฉะนั้นอยากให้คนที่เป็นเจ้านายลองคิดไว้ก่อนว่า

 

1. ลูกน้องอาจจะไม่ได้อยู่กับมือถือตลอดเวลา ฉะนั้นที่ตามงานไปเขาอาจจะไม่ได้ตอบเราในทันทีทันใด จำเป็นต้องให้เวลาเขาบ้าง

 

2. คำว่า ‘ขอบคุณ’ และ ‘ขอโทษ’ เป็นเหมือนใบเบิกทางที่ทำให้คนถูกตามงานรู้สึกดีขึ้น และเป็นแสดงถึงความ ‘รู้ตัว’ และ ‘ออกตัว’ ของเจ้านาย พอได้ยินอย่างนี้ ไม่แน่ว่าเราอาจลุกขึ้นมาทำงานให้อย่างเต็มที่แม้วันนั้นจะเป็นวันหยุดก็ตาม

 

ควรแอดเพื่อนที่ออฟฟิศในโซเชียลมีเดียไหม

เมื่อเพื่อนร่วมงานขอเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก แล้วตัดสินใจไม่ถูก ไม่สามารถฟันธงได้ว่าควรรับใครเป็นเพื่อนในโซเชียลหรือไม่ ลองเอาแนวคิดเหล่านี้ไปถามตัวเองดู

 

1. โซเชียลมีเดียก็คือสังคมหนึ่ง เหมือนกับสังคมจริงที่มีทั้งคนที่เรารู้สึกดีหรือไม่ดีปะปนกันอยู่ ฉะนั้นแล้วการเลือกรับหรือไม่รับเป็นเพียงการกรองเบื้องต้น เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าเพื่อนร่วมงานที่ดีในโลกความเป็นจริง อาจเป็นเพื่อนในโซเชียลที่ไม่เข้าขากับเราเลยก็ได้ หรือเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรกันในออฟฟิศ อาจเป็นคนแคปหน้าจอเอาเรื่องของเราไปนินทาได้เหมือนกัน

 

2. โซเชียลมีเดียออกแบบมาให้ปรับแต่งเองได้ เราเลือกที่จะแสดงอะไรให้ใครเห็น หรือเลือกที่จะไม่เห็นบางอย่างจากบางคนได้ ฉะนั้นเมื่อรู้สึกว่าต้องการความเป็นส่วนตัว เราก็สามารถตั้งค่าให้บางคนไม่เห็นข้อความที่เราโพสต์ได้แม้ว่าเป็นเพื่อนกันอยู่ ในขณะเดียวกันเพื่อนร่วมงานบางคนมีทัศนคติที่ไม่เป็นมิตรสำหรับเรานัก เช่นสุดแสนจะดราม่าหรือแซะคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เราก็สามารถเลือกที่จะซ่อนข้อความนั้นหรือเพื่อนคนนั้นได้ หากรู้สึกว่ามันเป็นมลพิษ ให้คิดว่าถ้าทุกคนมีเสรีภาพที่จะโพสต์ เราก็มีสิทธิในการเลือกเสพเช่นกัน

 

3. โซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้เราได้เห็นมุมอื่นของผู้ร่วมงานนอกจากการทำงาน กับเพื่อนร่วมงานบางคน เราอาจมีปฏิสัมพันธ์กันเฉพาะเรื่องงาน แต่การเพิ่มเขาเป็นเพื่อนในโซเชียลมีเดียอาจทำให้เราเห็นมุมอื่นๆ ที่บางครั้งอาจได้พบว่าสนใจเรื่องเดียวกันกับเรา มีเพื่อนคนเดียวกันกับเรา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของการสนทนา ที่อาจสร้างมิตรภาพที่ดีในที่ทำงาน และส่งผลต่อการทำงานที่ดีในอนาคตก็ได้

 

เมื่อลองพิจารณาแนวคิดทั้ง 3 ข้อนี้แล้วการจะรับเพื่อนร่วมงานเป็นเพื่อนในโซเชียลมีเดียหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและความเหมาะสมของแต่ละคน

 

อึดอัดเรื่องงาน บ่นลงโซเชียลฯ บ้างได้ไหม

ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียทำให้การบ่นระบายง่ายขึ้น เพียงแค่ตั้งสเตตัสในเฟซบุ๊ก หรือทวีตลงทวิตเตอร์ ก็มีคนที่พร้อมจะแสดงความเป็นห่วงเป็นใย กดไลก์กันนับร้อย เราก็จะรู้สึกดีที่มีคนคอยเป็นห่วงและคอยเข้าข้าง เราเลยยิ่งชอบบ่นลงโซเชียลมีเดียหนักเข้าไปอีก แต่บางครั้งเราก็ลืมไปว่า ต่อให้ตั้งค่าจำกัดการเห็นไว้แล้ว ทุกเรื่องที่เราโพสต์ลงไปไม่มีวันเป็นเรื่องส่วนตัว มันจะกลายเป็นของสาธารณะที่หลายคนรับรู้และพร้อมที่จะตีความกันไปตามใจได้ทั้งนั้น

 

การโพสต์เรื่องงานลงโซเชียลฯ บ้างไม่ใช่สิ่งผิดบาปที่ห้ามทำ แต่ก็มีบางเรื่องที่หากโพสต์ไปก็น่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เช่น

 

1. โพสต์เรื่องความลับในที่ทำงาน

บางงานต้องเก็บเป็นความลับ เพราะยังไม่ประกาศเป็นทางการ อยู่ในช่วงที่กำลังพัฒนา หรือบางเรื่องควรให้รู้กันเฉพาะในองค์กร ถ้าดันโพสต์ออกไป คู่แข่งรู้ไต๋หมด ผลกระทบจะรุนแรงไปถึงไหนก็ไม่รู้

 

2. โพสต์ถึงบุคคลอื่นนอกองค์กร อย่างซัพพลายเออร์หรือลูกค้า

เสียมารยาท ไม่เป็นโปรเฟสชันนัล และเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะผู้ถูกพาดพิงอาจไม่พอใจจนความสัมพันธ์ทางธุรกิจอาจเสียหายหรือถึงกับจบสิ้น สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดปัญหาระหว่างการทำงานคือหันหน้ามาประชุมกันมากกว่าจะโพสต์ระบาย เพราะนอกจากความสะใจเพียงสั้นๆ ปัญหาเหล่านั้นก็ไม่ได้รับการแก้ไขจริงๆ นอกจากนั้นแล้วยังดูไม่เป็นมืออาชีพที่ไม่มีวิจารณญาณในการใช้โซเชียลอีกด้วย

 

ถ้าอึดอัดมาก ต้องการระบายอะไรสักอย่าง ควรทำอย่างไร

1. ปรึกษากับมนุษย์สักคนจริงๆ แบบต่อหน้า

จริงอยู่ว่าการโพสต์ลงในโซเชียลฯ ทำให้เราเห็นการตอบรับที่มากกว่าทั้งยอดไลก์และคอมเมนต์ แต่เหล่านี้อาจเป็นเรื่องของปริมาณ เพราะความจริงแล้วการนัดเพื่อนที่เราไว้ใจหรือการโทรหาใครสักคน เราจะได้ยินน้ำเสียง ได้เจอหน้าค่าตากัน อาจเป็นเพียงไม่กี่คนแต่เราอาจมีบทสนทนาคุณภาพ นำไปสู่ทางออกและวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ผล และทำให้เราสบายใจขึ้นกว่าการโพสต์ข้อความทางลบในโซเชียลฯ ก็ได้

 

2. เตือนตัวเองว่าการระบายเรื่องงานจะส่งพลังลบให้คนอื่น

เมื่อไรที่เราโพสต์สิ่งที่เป็นด้านลบ คนที่ผ่านมาเจอข้อความเหล่านั้นก็จะได้รับพลังลบไปด้วย ถ้าคนคนนั้นเป็นเพื่อนร่วมงาน บรรยากาศการทำงานก็จะยิ่งแย่ลง จริงอยู่ว่าเป็นสิทธิของเราที่จะแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกอะไรลงในโซเชียลฯ ก็ได้ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องแสดงความอ่อนแอ เกรี้ยวกราด หรือหยาบคายให้คนอื่นเห็นเสมอไป

 

3. เขียนแล้วลบทิ้ง หรือตั้งค่าให้เห็นเฉพาะตัวเอง (Only Me)

ถ้าไม่ไหวจริงๆ ลองใช้วิธีพิมพ์แล้วลบ อย่าเพิ่งกดโพสต์ ความรู้สึกนั้นอาจจะค่อยๆ จางลงเพราะเราได้ระบายมันออกไป หรือการโพสต์แบบตั้งค่าไว้ให้เห็นเฉพาะตัวเองก็เป็นทางออกที่ดี ไม่แน่เหมือนกันว่าความเกรี้ยวกราดที่เรารู้สึกว่าหนักหนาอยู่ช่วงเวลาหนึ่งนั้น อาจหายไปในเวลาอันรวดเร็วกว่าที่เราคิดก็ได้

 

4. เปลี่ยนประสบการณ์แย่ๆ ให้เป็นบทเรียนดีๆ

แทนที่จะเอาแต่บ่น ให้เปลี่ยนมาโพสต์ว่าวันนี้เราได้เรียนรู้อะไรจากปัญหาในครั้งนี้บ้าง อาจฟังดูโลกสวย แต่เชื่อเถอะว่ามันดีกว่าในระยะยาว อาจเขียนเล่าว่าวันนี้ทำงานแล้วเจอปัญหาอะไร เราได้รับบทเรียนอะไรบ้าง แล้วเราก้าวผ่านปัญหานี้ได้อย่างไร กลายเป็นการบันทึกบทเรียนดีๆ ในการทำงานที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้ด้วย แทนที่จะเป็นข้อความระบายอารมณ์เฉยๆ ที่ไม่มีคุณค่ากับใครเลย

 

ถ้าถูกเพื่อนร่วมงานบ่นลงโซเชียลฯ ควรทำอย่างไร

ต่อให้เราตั้งใจทำงานหรือระมัดระวังตัวเองแค่ไหน เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็สามารถเกิดขึ้นกับเราได้ สำคัญที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราจะรับมืออย่างไร ซึ่งถ้าจะมองให้เป็นข้อดีก็ได้เหมือนกัน เพราะอย่างน้อย เรารู้แล้วว่าสิ่งที่เราทำกำลังเป็นปัญหา และปัญหานี้อาจจะหนักหนาสำหรับคนอื่นเกินกว่าที่เขาจะเดินมาบอกกันตรงๆ

 

ถ้าเป็นเรื่องงาน เราก็ต้องกลับมามองตัวเองว่าเราเป็นอย่างที่คนอื่นพูดจริงหรือเปล่า สามารถปรับแก้อะไรได้ไหม หรือถ้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้านาย เราก็สามารถปรึกษาเพื่อหาทางออกร่วมกันได้

 

แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงาน บางครั้งเราก็จำเป็นที่จะต้องปล่อยไป เพราะเราไม่สามารถมานั่งอธิบายกับทุกคนได้ว่าสิ่งที่เราคิดและทำนั้นหมายความว่าอะไร ยิ่งถ้าเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องจริง เราก็ไม่ควรเก็บมาคิดใส่ใจ เพราะเราไม่สามารถรับผิดชอบความรู้สึกทุกคนบนโลกนี้ได้อยู่ดี

 


 

ฟังรายการ I HATE MY JOB พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 

 


 

Credits


The Host
ไชยณัฐ สัจจะประเมฐ์, ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post โดนจิกงานผ่านไลน์ตลอดเวลา อึดอัดเรื่องงานมา อยากบ่นลงเฟซบุ๊กทำได้ไหม ใช้โซเชียลมีเดียในออฟฟิศอย่างไรให้เวิร์ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ติดโซเชียลหนักมาก อยากลดการใช้ลงบ้าง ต้องทำอย่างไร https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou20/ Fri, 19 Jan 2018 17:01:11 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=63717

โซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่เกือบทุกคนต้องใช้ ไม่ว่าจะเสพข่ […]

The post ติดโซเชียลหนักมาก อยากลดการใช้ลงบ้าง ต้องทำอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

โซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่เกือบทุกคนต้องใช้ ไม่ว่าจะเสพข่าว คุยกับเพื่อน รู้ว่าเพื่อนโพสต์อะไร กินข้าวที่ไหน หรือเราเองจะคิดอะไรก็โพสต์ได้ทันที บางคนหมกมุ่นกับยอดไลก์ ยอดแชร์ ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดูตลอด บางครั้งทำให้เราเสียบุคลิกและเสียสมาธิในการทำงาน

 

หากใครคิดว่าตัวเองมีพฤติกรรมเข้าข่ายติดโซเชียล เริ่มมีปัญหาและผลเสียตามมาในชีวิตประจำวัน และปีนี้อยากลองลดการเล่นโซเชียลลง จูนจูน พัชชา มีวิธีมาแนะนำ

 

1. ยอมรับก่อนว่าตัวเองติดโซเชียล

หลายคนอาจติดโซเชียลมาก สังเกตจากโซเชียลเริ่มรบกวนชีวิตประจำวันของเรา และให้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันกับมันมากเกินไป

 

2. เข้าใจว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่ได้ส่งผลกับเราขนาดนั้น

ตัวตนของเราจริงๆ แล้วไม่ใช่โลกออนไลน์ เพราะภาพและเพลงที่เราเลือกโพสต์มันคืออีกโลกและตัวตนหนึ่งที่เราฝากไว้ เราควรออกจากโลกนั้นแล้วใช้ชีวิตในโลกจริงๆ มากกว่า

 

3. ลองจำกัดเวลาเล่น

เช่น ก่อนนอน ถ้าเรานอนเล่นมือถือไปเรื่อยๆ ลองจำกัดเวลาต่อครั้ง เช่น ไม่เกิน 10 นาที หรือนับแล้วเวลารวมไม่เกิน 1 ชั่วโมง หรือถ้าใครต้องทำงานผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ลองเข้าแอปพลิเคชันที่ใช้ทำงานเท่านั้นจะทำให้เราสามารถลดการเล่นโซเชียลได้

 

4. ปิดระบบแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือ

ลองปิดเสียง เปิดสั่น หรือถ้ายังรู้สึกรบกวนอยู่ให้ปิดสั่นไปเลย โดยเฉพาะเวลาที่ต้องการสมาธิมากๆ เช่น ตอนเรียน หรือทำงาน โซเชียลเน็ตเวิร์กเหล่านี้จะได้ไม่มากวนใจ และสนใจมันน้อยลงตามลำดับ

 

5. หางานอดิเรกใหม่ๆ แทนการเล่นโซเชียล

เช่น การอ่านหนังสือ ดูซีรีส์ ออกกำลังกาย หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่สื่อสารกับคนในชีวิตจริง จะทำให้ตัวตนของเราในโซเชียลลดลง

 

“สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดจากการลดการเล่นโซเชียลคือเราจะมีเวลามากขึ้น และเราสามารถเอาเวลานั้นไปทำสิ่งอื่นที่เกิดประโยชน์ได้อีกมากมาย”

 

จูนจูน ได้คุยกับ พี่เอ็ม-ขจร เจียรนัยพานิชย์ ที่หลายคนรู้จักในชื่อแอ็กเคานต์ @khajochi ซึ่งครั้งหนึ่งพี่เอ็มเคยติดโซเชียลหนักมากจนถึงขั้นอ้วก เลยลองหักดิบหยุดเล่น 5 วัน

 

“เรื่องเกิดขึ้นประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นคนไทยยังไม่ได้ติดโซเชียลกันมาก แต่ผมเองเล่นโซเชียลหลายตัว ทั้ง Multiply, Space, Facebook, Hi5 และที่กำลังมาแรงอย่าง Twitter แต่พอมีโซเชียลหลายตัวและชอบเป็นคนชอบลองโน่นลองนี่ เลยสมัครโซเชียลทุกตัว มีทั้งหมดเกือบ 20 แอ็กเคานต์ โซเชียลที่ชอบมากตอนนั้นคือทวิตเตอร์ มันเป็นโซเชียลที่ไปไวมาก ข้อมูลข่าวสารเยอะ ทำให้เราเสพข้อมูลเยอะมากจนรู้สึกว่าอาการไม่ไหวแล้ว นอกจากวางมือถือไม่ได้ ไม่มองอย่างอื่น อยากมองแต่จอแล้ว ช่วงนั้นเริ่มนอนไม่หลับและเริ่มมีอาการมึนหัว จนสุดท้ายที่รู้ว่าเป็นหนักคือนอนไม่ได้เลยจนตี 3 ตี 4 แล้วลุกขึ้นมาอาเจียน คือร่างกายเราปกตินะ แต่รู้สึกว่าเราเสพโซเชียลมาก มันวนอยู่ในหัวจนร่างกายรับไม่ไหว เลยรู้สึกว่าตอนนั้นเริ่มป่วยแล้ว

 

“พอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นโรคติดโซเชียลมีเดีย เริ่มจากหาข้อมูลจากกูเกิล แต่ข้อเสียคือไม่ได้ไปหาหมอ ดูว่าต่างประเทศเขาเจออย่างนี้ เขาหาทางออกอย่างไรกันบ้าง เพราะตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีอาการอย่างนี้เท่าไร พอเราเจอวิธีก็หาทางออกว่าเราจะไปทางไหนบ้าง เลยเริ่มไม่ใช้ดู แต่ไม่ค่อยเวิร์ก เพราะมีงานที่ต้องทำผ่านช่องทางนั้น ทำให้เราต้องเข้าโซเชียลทุกวัน เราแทบลดลงไม่ได้ด้วยตัวเอง

 

“วิธีต่อมาคือเริ่มใช้ให้น้อยลงและเป็นเวลามากขึ้น อาจจะใช้แค่ชั่วโมงละครั้งหรือ 2-3 ชั่วโมงครั้ง แต่พอลองทำแล้วก็ยังต้องทำงานผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่ มันคืองานประจำวันที่เราต้องทำ เลยลดไม่ได้อยู่ดี สุดท้ายไปเจอบทความจากที่ไหนจำไม่ได้เหมือนกัน เขาใช้วิธีหักดิบด้วยการหยุดใช้โซเชียลเลยช่วงหนึ่ง จะเรียกว่าเป็นการดีท็อกซ์ก็ได้ ผมเลยลองไปเกาะเสม็ด 5 วัน และตั้งใจว่าจะไม่ใช้โซเชียลเลย พอไปถึง สิ่งแรกที่ทำคือเอามือถือใส่เซฟแล้วล็อกไว้ แล้วไม่ทำงานเลย อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ

 

“จากเหตุการณ์ครั้งนั้นเหมือนเป็นจุดเปลี่ยน คือมันคงไม่มีอะไรแก้ปัญหาการติดโซเชียลได้ในทันที เหมือนคนหยุดสูบบุหรี่ที่ผ่านไป 5 วันอาจจะยังไม่หายขาด แต่มันได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นการปักหมุดว่าโซเชียลมีเดียไม่ใช่ของจำเป็น แต่การได้อยู่กับครอบครัว การได้อออกไปเที่ยว การได้วางโทรศัพท์มือถือ 2-3 ชั่วโมง มันก็เป็นความสุขได้เหมือนกัน ได้พักผ่อนตัวเอง และเป็นจุดเปลี่ยนจุดหนึ่ง ความสำคัญที่สุดของการพักผ่อนครั้งนั้นคือการได้รู้ว่าโซเชียลมีเดียไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต”

 


 

Credits
The Host พัชชา พูนพิริยะ
The Guest ขจร เจียรนัยพานิชย์

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post ติดโซเชียลหนักมาก อยากลดการใช้ลงบ้าง ต้องทำอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>