เพื่อนร่วมงาน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/เพื่อนร่วมงาน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 01 Nov 2018 07:26:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เห็นแก่ตัว VS รักตัวเอง เหมือนหรือต่างกันอย่างไร และจะทำอย่างไรถ้าอยู่กับคนที่ยึดความต้องการตัวเองเป็นหลัก https://thestandard.co/podcast/ruok42/ Thu, 01 Nov 2018 17:01:07 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=140671

ความรักตัวเองเป็นสิ่งพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงมี แต่ในขณ […]

The post เห็นแก่ตัว VS รักตัวเอง เหมือนหรือต่างกันอย่างไร และจะทำอย่างไรถ้าอยู่กับคนที่ยึดความต้องการตัวเองเป็นหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความรักตัวเองเป็นสิ่งพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงมี แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเราต้องเข้าสังคมและมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ความรักและความต้องการของเรา อาจต้องยืดหยุ่นหรือลดลง เพื่อให้เราใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

 

R U OK เอพิโสดนี้จึงมาชวนคุยเรื่องความรักตัวเอง ที่บางครั้งดูทับซ้อนกับความเห็นแก่ตัว ว่าจริงๆ แล้วเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และในขณะที่เราต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นโดยเฉพาะที่ทำงาน ที่มีคนที่ชัดเจนในความต้องการของตัวเองมากๆ จะทำอย่างไรให้ใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างไม่ขัดแย้ง

 


 

Credits

The Hosts ปอนด์ ยาคอปเซ่น, ดุจดาว วัฒนปกรณ์

 

Show Creator อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Episode Producer & Editor อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post เห็นแก่ตัว VS รักตัวเอง เหมือนหรือต่างกันอย่างไร และจะทำอย่างไรถ้าอยู่กับคนที่ยึดความต้องการตัวเองเป็นหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชุมอย่างไรให้เจ๋ง ทุกคนได้แสดงความเห็น และไม่เสียเวลา https://thestandard.co/podcast/ihatemyjob10/ Mon, 14 May 2018 07:21:18 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=90446

“โอ๊ย ประชุมอีกแล้ว ไม่ได้ทำงานทำการ”   “เรื่องเล็ […]

The post ประชุมอย่างไรให้เจ๋ง ทุกคนได้แสดงความเห็น และไม่เสียเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>

“โอ๊ย ประชุมอีกแล้ว ไม่ได้ทำงานทำการ”

 

“เรื่องเล็กขนาดนี้ไม่เห็นต้องประชุมก็ได้”

 

“ประชุมตอน 5 โมงเย็นนี่พี่แกล้งหนูหรือเปล่า หนูอยากกลับบ้าน”

 

ชาวออฟฟิศหลายคนคงเคยผ่านประสบการณ์การประชุมที่ไม่ค่อยเวิร์กนัก น่าเบื่อบ้าง ไม่เกี่ยวกับตัวเองบ้าง หรือยาวนานนองนอยเกินไปบ้าง แต่เชื่อไหมว่าการประชุมที่ดีนั้นออกแบบได้ ตั้งแต่ก่อนการประชุม ระหว่างประชุม จนถึงการติดตามผลการประชุมเลยทีเดียว

 

I HATE MY JOB เอพิโสดนี้ บองเต่า และ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ ผู้ผ่านการประชุมเล็กใหญ่หลายร้อยแมตช์ จะมาช่วยกันสุมหัวออกแบบการประชุมที่เวิร์กว่าต้องทำอย่างไร ทริกเล็กๆ ที่น่าสนใจ จนถึงวิธีรับมือมนุษย์แบบต่างๆ ในที่ประชุม ให้การประชุมกลายเป็นเรื่องสนุกที่ทุกคนอยากแชร์ไอเดียกันในที่สุด


ประชุมแบบนี้ไม่เวิร์ก

ไม่ต้องพูดกันให้ยืดยาว หลายคนรู้อยู่แล้วว่า ประชุมคือการเรียกคนที่เกี่ยวข้องมาเจอหน้าค่าตาและพูดคุยกัน มีทั้งแบบการแจ้งเรื่องให้ทราบ และขอความคิดเห็นหรือที่เราเรียกกันว่าการ Brainstorm

 

หลายคนพอถูกเรียกประชุมก็เกิดอาการเบื่อหน่ายไม่อยากเข้าร่วมด้วยเหตุผลต่างๆ นานาทั้งบรรยากาศให้ห้องประชุมที่อึมครึมขรึมขลัง จนไม่รู้สึกเป็นตัวของตัวเอง บางครั้งเมื่ออยู่ในฐานะที่ต้องเป็นคนพรีเซนต์ก็เกร็งประหม่าจนรู้สึกว่าห้องประชุมเป็นดินแดนต้องห้าม และก็มีบางทีที่เราถูกลากเข้าไปนั่งเด๋อๆ แบบไม่มีส่วนที่เกี่ยวข้อง เหตุผลทั้งหมดชวนให้ขยาดและไม่อยากเข้าประชุม เราเลยรวมรูปแบบต่างๆ ของการประชุมที่ไม่เวิร์กมาแชร์ให้ฟังก่อน เพื่อที่รู้แล้วก็อย่าทำเพราะมันไม่ได้เป็นผลดี

 

1. ประชุมแบบไม่มีหัวข้อ

หลายครั้งเราอาจถูกเรียกประชุมแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่ได้เตรียมตัว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประชุมเรื่องอะไรและเกี่ยวข้องกับเราไหม เพียงแค่บอกปากเปล่าหรือไม่ก็แจ้งมาทางอีเมลว่าให้เราเข้าประชุม ด้วยความไม่พร้อมต่างๆ นานา ทำให้ไม่สามารถให้ข้อมูลหรือร่วมแสดงความคิดเห็นได้ดีเท่าที่ควร ไม่ได้ไอเดียที่ดีจนบางคนผิดหวังในตัวเองไปเลยก็มี

 

2. ประชุมยาวนานแบบไม่มีที่สิ้นสุด

เชื่อว่าหลายคนคงมีประสบการณ์การประชุมแบบนี้แน่ๆ บางคนประชุมกันตั้งแต่เช้าลากยาวไปจนพระอาทิตย์ตกดิน หมดพลังไปตามๆ กัน หรือบางทีอาจไม่ได้ยาวทั้งวันทั้งคืน แต่เนื้อหาสาระบางอย่างสามารถคุยได้ให้จบภายใน 1 ชั่วโมงแต่ก็ลากยาวเกินความจำเป็น นี่ก็เป็นการประชุมแบบหนึ่งที่บั่นทอนหลายคนจนไม่อยากประชุมไปเสียดื้อๆ

 

3. ประชุมตอนจะเลิกงาน

เคยเจอกันใช่ไหมที่อยู่ๆ หัวหน้างานก็เรียกประชุมตอน 5 โมง 5 โมงครึ่งทั้งๆ ที่เราเตรียมเก็บกระเป๋า ใจลอยไปหาแฟนที่นัดกินข้าวกันตอนเย็นหรือคิดถึงปาร์ตี้สุดเหวี่ยงกับเพื่อน ไม่ได้จดจ่ออยู่กับงานแล้ว การประชุมในเวลานี้เลยไม่เวิร์กสุดๆ เพราะนอกจากจะไม่ได้โฟกัสกับงานให้เต็มที่แล้ว เวลาเย็นเป็นเวลาที่เราเหนื่อยล้าจากการใช้ความคิดมาทั้งวัน ไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์บางอย่างก็ไม่สามารถคิดกันได้ในเวลานี้แน่ๆ

 

4. ประชุมแบบไม่มีผู้นำการประชุมหรือไม่มีผู้ตัดสินใจ

การประชุมแบบนี้นอกจากจะลากยาวแล้วยังสร้างความปวดหัวให้ไม่น้อย เพราะการที่ไม่มีผู้นำการประชุมอาจเสี่ยงที่จะทำให้ประเด็นไขว้เขวได้ง่าย คุยกันเรื่องนั้นทีเรื่องนี้ทีอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด แถมบางครั้งก็ไม่มีผู้ตัดสินใจ โดยเฉพาะการประชุมที่ต้องการระดมไอเดีย ไอเดียทั้งหลายที่ต่างคิดว่าดีที่สุดก็ถูกสาดเข้ามาอย่างไม่บันยะบันยังแต่กลับไม่มีผู้เคาะโต๊ะฟันธง ทำให้สุดท้ายไอเดียก็ถูกกองรวมอยู่ตรงนั้นโดยที่ไม่ได้เอาไปทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันต่อก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย

 

5. ประชุมที่ลากทุกคนมากองรวมกัน

ไม่รู้แนวความคิดนี้เริ่มต้นมาจากไหน แต่บางทีเราจะเจอการประชุมที่ลากเอาคนที่ทั้งเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องมากองรวมกันเต็มไปหมดแบบเน้นจำนวนเข้าว่า ซึ่งไม่ส่งผลดี เพราะนอกจากจะทำให้คนที่จำเป็นต้องแสดงความคิดเห็นได้พูดกันไม่ครบทุกคนแล้ว คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็ถูกดึงเข้ามา แทนที่เขาเหล่านั้นจะเอาเวลาไปทำงานหรือทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์มากกว่า

 

ประชุมที่ดีออกแบบได้ ลองทำอย่างนี้สิเวิร์ก

หลังจากเบื่อหนายกับการประชุมที่ไม่เวิร์กมาเกือบทั้งชีวิต แต่เชื่อไหมว่าถ้าวันหนึ่งเราต้องเป็นคนชวนทุกคนเข้ามาประชุม เราสามารถออกแบบการประชุมให้ดีได้ อย่างง่ายที่สุดคือการไม่ทำตามอย่างการประชุมที่ว่ามาข้างต้น แต่ถ้ารู้สึกว่ายังไม่เป็นรูปธรรมลองค่อยๆ ทำตามขั้นตอนเหล่านี้ ไม่แน่นะ ในที่สุดเราอาจจะได้ความเข้าใจที่ดี ไอเดียที่เจ๋งจากการประชุมก็ได้

 

1. ยึดหลัก 3 P

ก่อนจะนัดใครมาประชุมสิ่งสำคัญคือเราต้องมองภาพรวมของการประชุมให้ออกก่อน ถามตัวเองง่ายๆ ด้วยการใช้หลัก 3 P คือ

 

Purpose จุดประสงค์ของการประชุมในครั้งนี้คืออะไร

 

Process เพื่อให้เห็นขั้นตอนเราต้องรู้ว่าการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมแบบไหน เป็นการแจ้งให้ทราบเพราะเรื่องนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากที่ต้องบอกกันต่อหน้า หรือเป็นการประชุมแบบแสดงความคิดเห็น เราจะได้วางตัวผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาระดมไอเดียเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด

 

Product เป็นสิ่งที่เราต้องตอบให้ได้ว่าเมื่อประชุมเสร็จสิ้น เราต้องได้มาซึ่งสิ่งนี้จึงถือว่าการประชุมประสบผลสำเร็จ อาจเป็นไอเดียจากการระดมความคิดเห็น หรือเป็นการมอบหมายงานเพื่อให้คนที่เกี่ยวข้องแยกย้ายกันไปทำก็ได้

 

ถ้าตอบตัวเองได้ครบทั้ง 3P เราจะเห็นภาพการประชุมที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มประชุม ระหว่างการประชุม และหลังการประชุม ซึ่งจะรัดกุม และทำให้เกิดการประชุมที่ดี

 

2. มีความชัดเจนทั้งหัวข้อ วาระ (Agenda) และผู้เข้าร่วมประชุม

หลังจากเราเห็นภาพรวมของการประชุมทั้งหมดแล้ว ต่อมาเราต้องตั้งหัวให้ชัดเจน เพื่อให้รู้ว่าวันนี้เราจะประชุมเรื่องอะไร แจกแจงว่ามีหัวข้อย่อยอะไรบ้างที่เราต้องทำให้สำเร็จ ไล่ลงมาเป็นข้อๆ โดยต้องไม่นอกประเด็นใหญ่ที่เราตั้งไว้ จากนั้นเราต้องกำหนดผู้ที่เข้าร่วมประชุม นึกไว้เสมอว่าคนที่เข้าร่วมประชุมทุกคนควรมีหน้าที่บทบาทของตัวเอง และต้องเกี่ยวข้องกับประเด็นที่เราเรียกเข้าประชุม การเรียกคนจำนวนมากมากองรวมกันไม่ได้ทำให้การประชุมมีความสำคัญขึ้นมา แต่ยังสร้างความไขว้เขวในที่ประชุมได้ด้วย เช่น บางคนที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่ได้มีความรู้จริงๆ แสดงความคิดเห็น ทำให้ทิศทางของการระดมความคิดเห็นเบี่ยงเบน แถมคนที่เกี่ยวข้องจริงๆ กลับไม่ได้แสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึงเนื่องจากต้องแบ่งเวลาให้คนอื่นพูดอย่างทั่วถึงกัน เพราะฉะนั้นแล้วการกำหนดคนและบทบาทของแต่ละคนจึงเป็นเรื่องสำคัญ

 

จากนั้นแล้ว เราจึงแจ้งไปที่ผู้ร่วมเข้าประชุมอย่างเป็นทางการ ไม่ควรบอกด้วยปากเปล่าแต่ควรใช้วิธีแจ้งไปทางอีเมลเวียนหรือเราชอบเรียกว่า ‘ยิง Calendar’ เพื่อเป็นหลักฐาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมรู้ตัว หรือผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องจะได้ปฏิเสธได้ ซึ่งในกำหนดการนั้นควรแจ้งอย่างละเอียดว่าประชุมหัวข้ออะไร หัวข้อย่อยมีเรื่องไหน วัน เวลา สถานที่ และใช้เวลาการประชุมเท่าไรด้วย

 

3. ลองแบ่งการประชุมเป็นพาร์ต

แบบเดียวกับหนังบางเรื่องที่เราเคยดู ถ้าเนื้อเรื่องมันยาวมากเกินกว่าจะเล่าครั้งเดียวจบอาจซอยย่อยเป็น 2 หรือ 3 พาร์ต การประชุมก็เช่นกัน ถ้าเราลองเขียนวาระการประชุมดูแล้วรู้สึกว่ามีหัวข้อย่อยมากเกินกว่าจะคุยครั้งเดียวจบ ลองแบ่งการประชุมมากกว่า 1 ครั้ง แต่ละครั้งเขียนวาระให้ชัดเจนว่าจะประชุมเรื่องใดบ้าง ก็อาจจะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่าที่จะอัดวาระทั้งหมดให้อยู่ในครั้งเดียว เพราะธรรมชาติของคนทั่วไปแล้วการประชุมที่ยาวนานมากเกินไปจะล้าและไม่สามารถให้ไอเดียที่ดีได้

 

4. มีผู้นำการประชุม

การมีผู้นำการประชุมจะทำให้การประชุมเป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น เพราะจะมีหน้าที่ในการไล่ไปตามหัวข้อต่างๆ สามารถจัดสรรให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม กระตุ้นให้คนที่ยังนั่งเงียบได้แสดงความคิดเห็น คอยไกล่เกลี่ยเวลาเกิดเรื่องกระทบกระทั่งกันระหว่างประชุม คอยสรุปไอเดียที่ฟุ้งกระจายให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คอยตัดขอบเวลาเนื้อหาสาระของการประชุมเริ่มนอกประเด็น รวมทั้งรวมความคิดข้อตกลงให้ชัดเจนให้ผู้บันทึกการประชุมสรุปเป็นเอกสารแจกจ่ายหลังการประชุมเสร็จสิ้นด้วย ซึ่งผู้นำการประชุมอาจไม่ใช่ผู้ตัดสินใจก็ได้

 

5. กำหนดเวลาการประชุม

นอกจากเราจะกำหนดหัวข้อเพื่อให้เห็นขอบเขตของเรื่องที่จะคุยแล้ว เราควรกำหนดเวลาของการประชุมด้วย เพราะไม่อย่างนั้นจะสะเปะสะปะออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จักจบสิ้น โดยเฉพาะการประชุมระดมไอเดีย ไอเดียต่างๆ จะค่อยๆ ทยอยออกมา ทุกคนจะพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งหากเราไม่กำหนดเวลาให้ชัดเจน การประชุมอาจเลยไปค่อนวันหรือหรือรู้ตัวอีกทีฟ้ามืดแล้วก็ได้ ประโยชน์ของการกำหนดเวลาคือทุกคนจะได้วางแผนชีวิตได้ถูกว่าประชุมนัดนี้ใช้เวลาเท่านี้ ที่เหลือจะได้เอาไปทำงานหรือทำธุระส่วนตัวต่อ นอกจากนั้นแล้วการทำอะไรก็ตามที่อยู่ภายใต้เวลาที่จำกัด คนเราจะเค้นคั้นสิ่งที่ดีที่สุดออกมาให้ได้ภายใต้ความกดดันนั้น เราอาจได้ไอเดียที่ดีจากการประชุมที่กำหนดเวลาเพียงสั้นๆ มากกว่าก็ได้

 

6. อย่าลืมให้ความสำคัญกับเวลาและสถานที่

ทั้ง 2 สิ่งนี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ค่อยมีผลกับการประชุมเท่าไรนัก แต่การสร้างบรรยากาศการประชุมให้เหมาะสมกับเรื่องที่จะคุย ก็มีผลต่อการตัดสินใจและไอเดียของคนที่ร่วมประชุมอย่างมาก

 

ช่วงเวลา

เช้า สาย บ่าย เย็น ล้วนมีผลต่อการประชุมทั้งนั้น การประชุมที่ต้องการการระดมสมองมากๆ ควรประชุมในเวลาเช้าหรือสายเพื่อให้ทุกคนได้เค้นไอเดียออกมาอย่างเต็มที่ เพราะตอนนั้นสมองและร่างกายยังไม่ล้า ถ้าประชุมตอนเย็นอาจอ่อนเพลียเกินไป ตอนเย็นจึงเป็นการประชุมเพื่อแจ้งให้ทราบจะเหมาะสมกว่า นอกจากนั้นแล้วการประชุมก็ไม่ควรจะใกล้เวลาเลิกงาน เพราะคนส่วนใหญ่จะพะวง จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมัวแต่จะคิดถึงกิจกรรมหลังเลิกงาน อาจส่งผลให้ไม่จดจ่อกับการประชุม

 

นอกจากนี้ยังอยากเสริมเทคนิคสำหรับการประชุมที่ต้องมีการขายงานกับลูกค้า เวลาก็เป็นเรื่องสำคัญ เราควรรู้จักธรรมชาติของลูกค้าที่เราจะไปคุยงานให้ดีว่ากิจวัตรแต่ละวันเขาทำอะไรบ้าง เช่น เขาทำงานในตอนเช้า ตอนเย็นเขาไปรับลูก เราก็ควรนัดหมายกับเขาในเวลาเช้า เพื่อลูกค้าจะได้สนใจในสิ่งที่เรานำเสนออย่างเต็มที่ ถ้าเราเลือกเวลาเย็นจนเกินไป จิตใจเขาอาจจะอยู่กับการต้องไปรับลูกที่โรงเรียน ไม่ได้สนใจสิ่งที่เรานำเสนอ เราก็อาจพลาดในการขายงานให้สำเร็จได้

 

สถานที่

อย่าเพิ่งคิดว่าห้องประชุมมันก็เหมือนๆ กัน แต่สำหรับการประชุมเพื่อระดมไอเดีย การสร้างบรรยากาศก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะ ‘บิลด์’ ให้เราคิดไอเดียดีๆ ออกมาได้ อย่ายึดติดว่าห้องประชุมคือต้องเป็นห้องสี่เหลี่ยมเสมอไป ลองเปลี่ยนที่ประชุมให้เหมาะกับประเด็นที่จะคุย เช่น หากจะต้องคิดสินค้าเพื่อกลุ่มวัยรุ่น ลองไปนั่งคาเฟ่ที่มองเห็นวัยรุ่นเดินผ่านไปผ่านมา เราจะนึกหน้าตากลุ่มเป้าหมายของเราได้อย่างชัดเจน ไอเดียต่างๆ ที่งอกออกมาจะเกิดขึ้นเพื่อเขาโดยเราไม่ได้ยึดตัวเองเป็นหลัก หรือบางประชุมที่ไม่เคร่งเครียดมาก ลองออกจากห้องมานั่งประชุมที่สวนหย่อมหรือพื้นที่ส่วนกลางของออฟฟิศก็อาจช่วยให้บรรยากาศไม่ซ้ำซากจำเจ

 

ส่วนถ้าจำเป็นจะต้องอยู่ในห้องประชุม และต้องระดมไอเดีย ทริกเล็กๆ ที่จะทำให้เกิดความสร้างสรรค์คือลองหยิบหนังสือหรือแมกกาซีนติดมือเข้าไปในห้องประชุมด้วย แมกกาซีนเหล่านั้นจะเป็นเหมือนเรฟเฟอเรนซ์ของเรา และเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นความคิดเราด้วย เช่น ก่อนการประชุมไอเดียลองเปิดไปที่แมกกาซีนสักหน้าหนึ่ง เห็นนายแบบบุคลิกแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ ใช้ชีวิตแบบนี้ ลองกระตุ้นไอเดียก่อนการประชุมจริง ด้วยการพัฒนาสินค้าให้เขาสักชิ้นหนึ่ง สมองเราจะมีความเคลื่อนไหว เป็นการบริหารไอเดียก่อนการประชุมจริงๆ ฉะนั้นแล้วการมีแมกกาซีนติดห้องประชุมไว้บ้าง ก็เป็นทริกเล็กๆ ที่น่าลองหยิบไปใช้ดู

 

7. อย่าละเลยตำแหน่งการนั่งในที่ประชุม

ตำแหน่งในการนั่งประชุมแสดงถึงความสำคัญของแต่ละคนในที่ประชุม ฉะนั้นเราควรวางแผนตั้งแต่ต้นว่าให้ใครนั่งตรงไหน เพราะจะส่งผลต่อลำดับการคุย การมอง เช่น ในห้องประชุมเราควรให้ลูกค้านั่งหันหลังให้ประตู เราเป็นฝ่ายที่มองเห็นประตู เพราะลูกค้าจะได้พุ่งความสนใจมาที่เราที่กำลังเสนองานอยู่ ถ้ากลับกัน ลูกค้าหันหน้าออกไปนอกประตู ความสนใจก็จะว่อกแว่กจากคนที่เดินเข้าออกประตูอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราที่กำลังเสนองานอาจไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

 

8. ยอมรับ เข้าใจ และลองเปลี่ยนทัศนคติระหว่างประชุม

ลองเปลี่ยนทัศนคติการประชุมแบบ Brainstorm ว่าไอเดียนั้นไม่ดี ไอเดียนี้ใช้ไม่ได้ แล้วเผลอไปเหยียดคนอื่นว่าไม่เก่ง เอาใหม่ ลองคิดด้วยแอตติจูดที่ว่าทุกไอเดียที่ทุกคนให้มานั้นดีทั้งหมด เพียงแต่ว่าอันนี้ที่เป็นไปได้มากที่สุด เราก็ค่อยๆ ตัดไปทีละอัน อันไหนได้ผลดีกว่ากับกลุ่มเป้าหมายก็ตัดลงไปอีก สุดท้ายแล้วเราจะเหลือไอเดียที่ดีที่สุดที่จะไปพัฒนาหรือนำไปเสนอลูกค้า ส่วนไอเดียอื่นๆ ที่เราตัดออกไปก่อนหน้านี้ก็บันทึกเก็บไว้ อาจยังไม่เหมาะกับผลิตภัณฑ์นี้หรือเวลานี้ แต่อาจจะเป็นไอเดียที่ดีต่อไปในอนาคต

 

ส่วนสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยในการประชุม คือการโต้เถียง ต่างคนต่างอาจเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมานั้นดีที่สุด เลยตอบโต้กันเพื่อยืนยันในสิ่งที่ตัวเองคิด แต่ลืมคิดเผื่อไปว่าเดินออกจากห้องประชุมแล้วทุกคนยังต้องเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน

เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะทะเลาะกันในห้องประชุมเพื่อให้ได้ไอเดียที่ดี ก็ควรคิดว่าอะไรที่เกิดขึ้นในห้องประชุมก็ให้จบในห้องประชุม อย่าพามันออกไปข้างนอก และอย่าใช้เป็นเหตุผลในการทะเลาะครั้งอื่นๆ

นอกจากนั้นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้วอย่างการใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ การพูดให้ตรงประเด็น อย่านอกเรื่อง ให้เกียรติผู้ร่วมประชุมด้วยการพูดในเรื่องที่ตัวเองรับผิดชอบและไม่กินเวลาคนอื่น ก็เป็นเรื่องที่ลืมไม่ได้เช่นกัน

 

ขออีกนิด อยากฝากทริกที่ดูเหมือนตลกแต่ใช้ได้ผลในการประชุมเสมอ คือการเล่นบทบาทสมมติ หลายครั้งที่เราอ่านสไลด์การประชุมเท่าไรก็ไม่เข้าใจว่าใครต้องรับบทบาทไหนที่หน้างานหรือตอนคุยกับลูกค้า เราขอเสนอว่าให้เล่นบทบาทสมมติประหนึ่งเล่นละครช่อง 7 สมมติให้แต่ละคนรับบทบาทที่แตกต่างกัน ทุกคนจะได้เห็นภาพพร้อมกัน บางทีอาจเข้าใจกว่านั่งบรรยายสไลด์กันทั้งวันก็ได้

 

วิธีรับมือกับมนุษย์แบบต่างๆ ในที่ประชุม

ต่อให้เราออกแบบการประชุมให้ดีเท่าไร ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะร่วมมือร่วมใจกับเราเสมอไป เราจึงได้พบเจอมนุษย์แบบต่างๆ ที่ไม่ได้ส่งเสริมการประชุมให้ดีเท่าที่ควร ซึ่งเราก็มีวิธีรับมือแตกต่างกันไป เช่น

 

1. มนุษย์เงียบ

อย่าเพิ่งตัดสินว่าคนที่นั่งเงียบเป็นคนที่ไม่มีประโยชน์ต่อการประชุม สิ่งที่เราต้องถามดีๆ ก่อนคือเขามีส่วนร่วมกับการประชุมครั้งนี้หรือเปล่า อาจโดนลากมาประชุมอย่างไม่เต็มใจเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยไป ไม่ต้องกระทุ้งให้เขาแสดงความคิดเห็น แต่อีกพวกหนึ่งคือคนที่มีความรู้และมีความสำคัญต่อการประชุมแมตช์นี้แน่ๆ แต่ดันนั่งเงียบ ตรงนี้อาจต้องพึ่งพาผู้นำการประชุมที่จะคอยถามความคิดเห็นทุกคน เป็นการเช็กว่าแต่ละคนตั้งใจฟังการประชุมอยู่หรือเปล่า ที่ยังไม่แสดงความคิดเห็นอาจยังไม่มั่นใจหรืออาจกลัวว่าสิ่งที่เราคิดนั้นไม่ถูกต้อง แต่ความคิดเห็นไม่มีถูกผิด ต่อให้ผู้นำการประชุมไม่ได้ถามที่เราตรงๆ เราควรแสดงความคิดเห็น ไม่ได้ให้เพื่อเด่นหรือมีบทบาท แต่ความคิดของเราอาจเป็นสิ่งที่คนอื่นคิดไม่ถึง หรืออาจบังเอิญไปสอดคล้องกับความคิดของคนอื่นทำให้ไอเดียดูน่าเชื่อถือมากขึ้นก็เป็นได้

 

2. มนุษย์มั่น

บางคนที่รู้ลึกรู้จริงในเรื่องที่กำลังอธิบาย ถ้าเขาจะมั่นใจในสิ่งนั้นมากๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ส่วนใหญ่ที่ประชุมจะเข้าใจและยอมรับเขาในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้นๆ แต่ก็มีมนุษย์มั่นบางประเภทที่ไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้แต่อยากแสดงความคิดเห็น และเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองยึดถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แถมบางครั้งยังมีอิทธิพลให้ที่ประชุมรู้สึกไขว้เขว้จากสิ่งที่เขาพูดด้วย ทางแก้เมื่อเจออย่างนี้ การหักหน้าด้วยการเถียงก็ไม่ใช่สิ่งที่เราควรแลก แต่ผู้ดำเนินการประชุมควรจัดสรรหน้าที่ให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง เมื่อมีใครแสดงอารมณ์ หรือยึดบทสนทนาเป็นของตัวเอง ผู้ดำเนินการประชุมจะต้องดึงสถานการณ์กลับมาให้ทุกอย่างสมดุล ผู้ดำเนินการประชุมจึงมีความสำคัญในแต่ละครั้งเป็นอย่างมาก

 

3. มนุษย์เออออ

มนุษย์กลุ่มนี้จะเห็นด้วยกับทุกอย่างที่ทุกคนพูด โดยที่ไม่แสดงความคิดเห็นของตัวเองและเราไม่มีทางรู้เลยว่าจริงๆ แล้วเขากำลังคิดอะไร เห็นด้วยจริงๆ อย่างที่เขาพูดไหม หรือในใจเต็มไปด้วยคำถามแล้วแอบเอาไปนินทาต่อหลังการประชุม สิ่งที่พอจะช่วยให้มนุษย์พวกนี้หายไปได้ คือผู้นำการประชุมต้องกระทุ้งถามถึงเหตุผลต่อไปว่า ที่เห็นด้วยนั้น เห็นด้วยเพราะอะไร ให้เขาได้แสดงเหตุผลต่อที่ประชุมเพื่อให้ทุกคนรับรู้ร่วมกัน

 

สุดท้ายแล้วเราต้องนึกอยู่เสมอว่าการประชุมคือความร่วมมือร่วมใจของคนหลายฝ่าย ในเมื่อฝ่ายหนึ่งออกแบบการประชุมมาอย่างดีแล้ว เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดการประชุมที่ดีได้ด้วยการเตรียมตัว ศึกษาเรื่องที่จะต้องแสดงความคิดเห็นอย่างเข้าใจ และเราสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีของการประชุมได้ด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะสุดท้ายผลงานหรือไอเดียที่ออกมาก็ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันของทุกคน

 


ฟังรายการ I HATE MY JOB พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 

 


 

Credits

The Hosts ไชยณัฐ สัจจะประเมษฐ์, ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post ประชุมอย่างไรให้เจ๋ง ทุกคนได้แสดงความเห็น และไม่เสียเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
HR ตำแหน่งที่รู้เรื่องดราม่าและรู้จักพนักงานออฟฟิศดีที่สุด https://thestandard.co/podcast/ihatemyjob09/ Mon, 07 May 2018 05:35:59 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=88871

HR (Human Resources) หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล คือตำแหน่งที […]

The post HR ตำแหน่งที่รู้เรื่องดราม่าและรู้จักพนักงานออฟฟิศดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

HR (Human Resources) หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล คือตำแหน่งที่หลายคนรู้จักตอนสมัครเข้ามาทำงาน ระหว่างทำงานก็รู้จักกันแค่ตอนขอใบลา เอกสารรับรอง ร้องขอสวัสดิการ จนถึงเขียนใบลาออก แต่ก็ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตำแหน่งนี้หน้าที่คืออะไรและสำคัญอย่างไรต่อออฟฟิศ

 

I HATE MY JOB เอพิโสดนี้ บองเต่า และ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ เลยชวนเพจ HR – The Next Gen มาหาคำตอบว่าจริงๆ แล้วฝ่ายบุคคลในบริษัททำหน้าที่อะไร ท็อปฮิตของเรื่องดราม่าในออฟฟิศส่วนใหญ่เกิดจากอะไร และพนักงานแบบไหนที่เป็นที่ต้องการของบริษัทในอนาคต

 


หน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) คือดูแลพนักงานตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย

ถ้ามองจากมุมของพนักงานทั่วไปแล้ว หน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือ HR เริ่มขึ้นตั้งแต่พาคนคนหนึ่งเข้ามาเป็นพนักงาน ดูแลความเป็นอยู่ ไปจนถึงวันสุดท้ายที่มีสภาพความเป็นพนักงานคือวันที่ลาออก แต่สำหรับมุมของคนที่ทำหน้าที่ HR แล้ว หน้าที่หลักคือการสร้างสมดุลระหว่างพนักงานกับบริษัท สิ่งที่ต้องทำมีตั้งแต่

 

หนึ่ง Recruit รับพนักงานเข้าบริษัท โดยต้องหาคนที่ประสิทธิภาพสูงสุดภายในงบที่บริษัทจำกัดไว้เพื่อให้คุ้มค่าที่สุด

 

สอง Develop พัฒนาทักษะของพนักงานให้ตรงกับทิศทางของบริษัท

 

สาม Retain รักษาคนให้อยู่กับองค์กร ซึ่งบางตำแหน่งก็อยากให้อยู่นาน แต่บางตำแหน่งก็อยู่เป็นระยะเวลาสั้นๆ ตามนโยบายของบริษัท เนื่องจากบางตำแหน่งต้องมีคนเข้าออกตลอดเวลาเพื่อให้ทันสถานการณ์ เช่น ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สวัสดิการสำหรับตำแหน่งนี้ก็จะเป็นแบบหนึ่ง เงินเดือนเติบโตในระดับหนึ่ง เมื่อเขาตันเขาก็ลาออก แต่ในขณะเดียวกัน บริษัทกลุ่มรถยนต์หรือบริษัทญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเมืองไทย บริษัทกลุ่มนี้อยากให้พนักงานอยู่แบบระยะยาว จึงต้องออกแบบสวัสดิการให้เหมาะสมและเป็นที่ดึงดูดใจอย่างการให้สวัสดิการรักษาพยาบาลร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

 

ความสำคัญของ HR ต่อองค์กร

มีทฤษฎีในการบริหารธุรกิจทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า 4 อย่างที่จำเป็นในการบริหารธุรกิจคือ เงิน การปฏิบัติการ คน และเทคโนโลยี ในการดูแล ‘คน’ ซึ่งเป็นกำลังหลักในการทำงานนั้นอาจไม่ได้ทำโดยฝ่ายบุคคลเสมอไป บางบริษัทเล็กๆ จึงไม่จำเป็นต้องสร้างตำแหน่ง HR ขึ้นมา เพียงแต่หัวใจของความเป็น HR นั้นต้องยังอยู่ ผู้บริหารหรือหัวหน้างานที่ต้องดูแลทุกข์สุขของลูกน้องอยู่แล้วก็สามารถทำหน้าที่เป็น HR ที่ดีได้

 

ปัญหาดราม่าที่พนักงานออฟฟิศเจอและชอบมาปรึกษา

1. ปัญหาเรื่องหัวหน้า

นี่เป็นปัญหาอันดับหนึ่งที่ไม่ว่าจะสำรวจกี่ครั้งก็จะครองแชมป์อยู่เสมอ มีตั้งแต่เรื่องหัวหน้าไม่สนใจ หัวหน้าไม่ยุติธรรมเพราะใส่ใจคนที่เลียเยอะกว่า หัวหน้าไม่รักแล้วให้งานเราหนักกว่าคนอื่น แม้ว่าปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงหรือเป็นแค่การคิดไปเองของพนักงานก็ตาม บทบาทของฝ่าย HR คือเข้ามาช่วยเป็นตัวเชื่อมให้ทั้งสองฝ่ายได้หันหน้าเข้ามาคุยกัน

 

2. ปัญหาเรื่องเงิน

เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนความรู้สึกและสร้างความปั่นป่วนได้ในวงกว้าง ทั้งยังสร้างความรู้สึกไม่เท่าเทียมให้กับหลายคนในออฟฟิศ ปัญหามีตั้งแต่ทำไมคนที่มาทีหลังได้เงินเดือนเยอะกว่าคนที่อยู่มาก่อนอย่างเรา ทำไมผลประเมินของเขาออกมาดีกว่าทั้งๆ ที่เขาดูไม่ได้เก่งไปกว่าเรา การแก้ปัญหาของ HR สามารถทำได้ตั้งแต่ต้นทางคือออกนโยบายให้เงินเดือนเป็นความลับ หรือแก้ที่ปลายทางคืออธิบายทำความเข้าใจเมื่อเกิดปัญหา และส่วนใหญ่เมื่อเรียกมาพูดคุยกันแล้วจะพบว่าโดยธรรมชาติคนมักจะคิดว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงอีกฝ่ายเขาอาจจะเก่งกว่าหรือดีกว่าจริงๆ นั่นแหละ

 

3. ปัญหาเรื่องโอกาสในการเติบโต

หลายครั้งที่หลายคนพยายามเท่าไรก็ยังไม่ได้รับการผลักดันให้สู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นสักที หน้าที่ของ HR ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้คือการมองย้อนกลับไปยังผังองค์กรที่ออกแบบมาตั้งแต่ต้นว่าตำแหน่งนี้สามารถเติบโตไปเป็นอะไรได้บ้าง เขาสามารถขึ้นไปเป็นหัวหน้าได้ไหม หรือถ้าทำไม่ได้ HR ก็อาจต้องแนะนำอย่างจริงใจให้เขาลาออกไปทำงานบริษัทอื่นที่มีเส้นทางการเจริญเติบโตมากกว่านี้

HR ทุกวันนี้ต้องอยู่ทั้งสองข้าง คืออยู่ทั้งข้างบริษัทที่ต้องเรียกร้อง Performance ที่ดีจากพนักงาน และอยู่ข้างพนักงานที่ต้องเรียกร้องการดูแลที่ดีจากบริษัท และทำให้พนักงานมีความสุขด้วย

ในขณะเดียวกันก็มีพนักงานบางส่วนที่ไม่สนใจจะเติบโต แค่อยู่ไปวันๆ อย่างไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร HR ก็ควรต้องเข้าไปดูแลคนกลุ่มนี้โดยผลักดันให้เขาแสดงความสามารถมากขึ้น ให้เขามองอนาคตตัวเองในระยะยาว แต่ในกรณีของพนักงานบางคนที่ไม่อยากก้าวขึ้นไปเป็นหัวหน้า เพราะไม่อยากมีความรับผิดชอบมากขึ้นตามตำแหน่ง HR ก็อาจจะทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้เขาอยู่ในตำแหน่งเดิมต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน การที่บริษัทจะเอาอนาคตไปฝากไว้กับคนที่ขาดแพสชันในการทำงานก็ไม่ใช่เรื่อง HR จึงอาจต้องวางแผนกันใหม่กับหัวหน้างาน เปลี่ยนไปพัฒนาคนที่อยู่ตำแหน่งถัดลงไป แล้วให้โอกาสเขาขึ้นมาแทน อย่างนี้ก็เป็นได้

 

เคสจากเพจ HR – The Next Gen

นอกจากจะคอยผลิตคอนเทนต์เกี่ยวกับมนุษย์ออฟฟิศเพื่อลงเพจ HR – The Next Gen แล้ว หลายครั้งก็ต้องคอยตอบคำถามทางกล่องข้อความอยู่เสมอ และปัญหายอดฮิตที่คนถามเข้ามามากที่สุดก็หนีไม่พ้นเรื่อง การเมืองในออฟฟิศ การแบ่งพรรคแบ่งพวก การขัดขาจากกลุ่มที่มีอิทธิพลในองค์กร ทำดีเท่าไรก็สู้คนที่เลียเก่งกว่าไม่ได้ ในฐานะแอดมินเพจก็จะให้คำแนะนำไปว่า หากหาทางพิสูจน์ได้จริงๆ ว่าบริษัทที่เราทำงานอยู่ต้องเลียเท่านั้นถึงจะก้าวหน้าได้ก็ให้รีบออกมา เพราะในความเป็นจริงไม่มีบริษัทไหนที่จะเจริญก้าวหน้าได้ด้วยคนไร้ความสามารถที่เอาแต่เลียอย่างเดียว

 

สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเกิดปัญหาการเมืองในออฟฟิศ เราต้องมองด้วยสายตาที่เป็นกลางและไม่เข้าข้างตัวเอง เพราะหลายครั้งคนเรามักจะคิดว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ คิดว่าตนเป็นคนดีที่โดนกลั่นแกล้ง แต่ส่วนใหญ่สิ่งที่เกิดขึ้นมักถูกต้องเป็นธรรมแล้ว หลายครั้งเราที่ไม่ถูกโปรโมตก็เพราะศักยภาพเรายังไม่ถึง หรือบางครั้งเราก็นิยามคำว่า ‘เลีย’ แบบผิดๆ ไปตัดสินคนอื่นว่าเขาเลีย เพียงเพราะเขาเดินเอางานไปคุยกับเจ้านาย หรือแสดงความคิดเห็นดีๆ ในที่ประชุม เราควรต้องกลับมาทบทวนว่าเราได้สร้างโอกาสให้ตัวเองบ้างหรือยัง เคยเดินไปคุยกับเจ้านายบ้างหรือเปล่าว่าต้องการทำอะไร ถนัดหรือสนใจเรื่องอะไร ถึงเราจะทำงานดีและซื่อสัตย์แค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าหากเราไม่เคยสื่อสารสิ่งนี้ให้เจ้านายรู้ โอกาสในความก้าวหน้าของเราก็อาจน้อยกว่าคนอื่นเป็นธรรมดา แม้ว่าการเข้าไปคุยกับเจ้านายก่อนอาจขัดกับวัฒนธรรมไทยเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนที่เราเคยถูกปลูกฝังมาทั้งชีวิตก็ตาม

 

พนักงานที่องค์กรต้องการในอนาคตคือพนักงานแบบไหน

ในเมื่อทุกองค์กรต่างกำลังพยายามปรับตัวเข้าสู่โลกอนาคต จึงเป็นธรรมดาที่จะมีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของพนักงานเพื่อรองรับสิ่งที่กำลังจะมาถึง คุณสมบัติเด่นของพนักงานที่เป็นที่ต้องการของยุคนี้คือต้องมีทักษะในการทำงานหลายด้านมากขึ้น

 

เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว เทรนด์ของพนักงานที่บริษัทต้องการคือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialist) แต่ธุรกิจทุกวันนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น การจะเชี่ยวชาญเพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป พนักงานทุกวันนี้จึงควรมีความยืดหยุ่น คล่องตัว และปรับตัวให้เร็วทันกับสถานการณ์ พนักงานที่มีทักษะหลายด้าน (Multiple Skill) จึงเป็นที่ต้องการต่อบริษัท

 

นึกภาพง่ายๆ ว่าถ้าทักษะที่เราถนัดเป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้แล้วในอนาคต เราก็อาจถูกเลิกจ้างได้ แต่ถ้าหากว่าเรายังมีทักษะอื่นๆ ที่สามารถใช้ในการปรับตัวให้เข้ากับธุรกิจในอนาคต เราก็อาจยังเป็นที่ต้องการ ดังนั้นควรเริ่มจากการมองวิสัยทัศน์ของบริษัทว่ามีแนวโน้มจะก้าวไปในทิศทางไหน แล้วเราก็ไปหาความรู้เพิ่มเติม อาจเป็นการเทกคอร์สสั้นๆ เพื่อเพิ่มทักษะเหล่านั้นให้กับตัวเอง เช่น บริษัทกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นดิจิทัล สิ่งที่เราควรต้องเรียนรู้เพิ่มเติมคือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่หลากหลายมากขึ้น หรือการทำมาร์เก็ตติ้งในโซเชียลมีเดีย แล้วเราก็จะยังเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อองค์กรต่อไป

 

สิ่งที่อยากฝากไว้สำหรับคนที่กำลังเกลียดงานตัวเอง

เพจ HR – The Next Gen อยากให้คุณลองค่อยๆ นึกย้อนเหตุการณ์ที่ผ่านมาเพื่อหาว่าเราเกลียดงานตัวเองตั้งแต่ตอนไหน จากนั้นให้ถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่าเราเกลียดอะไรกันแน่ ระหว่างตัวงานกับตัวคนที่อยู่แวดล้อมเรา ถ้าเราสาวไปถึงสาเหตุจนเจอแล้วให้ลองนึกถึงวันแรกที่เริ่มเข้ามาทำงานว่า เราเข้ามาทำงานที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร แล้วในวันนี้สิ่งที่ทำให้เราเกลียดมันมีน้ำหนักมากพอหรือควรค่าแก่การแลกกับสิ่งที่เรารักหรือเปล่า ถ้าบางอย่างสามารถมองข้ามได้ก็อาจทำให้ชีวิตการทำงานมีความสุขขึ้น เพราะไม่มีงานที่ไหนหรือองค์กรไหนจะสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา

 


ฟังรายการ I HATE MY JOB พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 


 

Credits

 

The Hosts ท้อฟฟี่ แบรดชอว์, ไชยณัฐ สัจจะประเมษฐ์

The Guest HR – The Next Gen

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post HR ตำแหน่งที่รู้เรื่องดราม่าและรู้จักพนักงานออฟฟิศดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนจิกงานผ่านไลน์ตลอดเวลา อึดอัดเรื่องงานมา อยากบ่นลงเฟซบุ๊กทำได้ไหม ใช้โซเชียลมีเดียในออฟฟิศอย่างไรให้เวิร์ก https://thestandard.co/podcast/ihatemyjob08/ Mon, 30 Apr 2018 03:23:44 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=87400

โซเชียลมีเดีย คือเครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตการทำงานเราง่ […]

The post โดนจิกงานผ่านไลน์ตลอดเวลา อึดอัดเรื่องงานมา อยากบ่นลงเฟซบุ๊กทำได้ไหม ใช้โซเชียลมีเดียในออฟฟิศอย่างไรให้เวิร์ก appeared first on THE STANDARD.

]]>

โซเชียลมีเดีย คือเครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตการทำงานเราง่ายขึ้นมาก ไม่จำกัดว่าต้องนั่งโต๊ะหน้าคอมพิวเตอร์เสมอไป เราสามารถแก้งานผ่านมือถือได้ หรือพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปในกรุ๊ปสนทนาได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ด้วยความทุกที่ทุกเวลาของมันนี่แหละ บางครั้งโซเชียลมีเดียจึงทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัว เพราะเวลาในการทำงานและชีวิตส่วนตัวไม่แยกขาดออกจากกัน

 

I HATE MY JOB พอดแคสต์ เอพิโสดนี้ บองเต่า และ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ จึงรวมเอาสถานการณ์อึดอัดใจทั้งหลายที่เกิดจากโซเชียลมีเดีย ทั้งมุมลูกน้องที่ถูกตามงาน และเจ้านายที่ต้องตามงาน เพื่อสุดท้ายเราจะได้มีจุดตรงกลางว่าใช้โซเชียลฯ แบบไหนถึงจะพอดีและสบายใจกันถ้วนหน้า

 


ข้อดีของโซเชียลมีเดีย

1. ช่วยให้เราทำงานได้ตลอดเวลา

ปัจจุบันเพียงมีสมาร์ทโฟนเราก็สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา แถมยังทำอย่างอื่นไปได้ด้วย ซึ่งอาจช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นและจะได้มีเวลาแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้งานนั้นออกมาดีที่สุด

 

2. ช่วยให้เรารู้ปัญหาและแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น

เมื่อโซเชียลมีเดียคือสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือซึ่งอยู่กับตัวเราตลอดเวลา พอเจองานมีปัญหาเราก็สามารถแจ้งไว้ในห้องสนทนาอย่างกรุ๊ปไลน์ มอบหมายให้คนที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ และขณะเดียวกันอาจระดมไอเดียจากหลายๆ คน ได้อีกด้วย

 

3. ช่วยเก็บหลักฐาน

เราสามารถย้อนกลับไปดูว่า เพื่อนร่วมงานแต่ละคนพูดเอาไว้อย่างไร เช่น สัญญาว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จภายในวันนั้นวันนี้ แต่พอถึงวันที่นัดหมายทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น มีข้ออ้างต่างๆ นานา เราก็สามารถอ้างอิงจากบันทึกการสนทนาต่างๆ ได้

โซเชียลมีเดียเป็นหลักฐานชั้นดีในการบันทึกว่าใครเคยพูดอะไรไว้

4. ช่วยเพิ่มมิติของการสนทนา

การสื่อสารแบบเก่าอย่างการประชุมหรือการคุยงานผ่านอีเมล ส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยบรรยากาศ ภาษา และรูปแบบที่เป็นทางการ การสนทนาผ่าน ‘กรุ๊ปไลน์’ ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น สามารถตามงาน คุยงานกันเล็กๆ น้อยๆ นอกจากนั้นแล้วสติกเกอร์ไลน์ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มมิติให้รู้สึกสนุกสนานเป็นกันเอง มีเรื่องไว้คอยเล่นสนุกกัน สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานมากขึ้น

 

ข้อเสียของโซเชียลมีเดีย

1. เวลาการทำงานกับเวลาส่วนตัวไม่แยกกันอย่างชัดเจน

เมื่อก่อนเวลาทำงานคือตอนที่เราอยู่ออฟฟิศ และเวลาพักผ่อนคือตอนกลับบ้าน จนเมื่อโซเชียลมีเดียเริ่มเข้ามาอยู่ในโทรศัพท์มือถือ เวลาในการทำงานของเราก็ยืดยาวออกไปมากขึ้น เราต้องเช็กโทรศัพท์ตลอดเวลา เลยเกิดคำถามตามมาว่าเราได้พักผ่อนในเวลาที่ควรได้พักจริงไหม หรือสุดท้ายแล้วโซเชียลมีเดียทำร้ายเรามากกว่าช่วยเรากันแน่

 

2. เกิดการรุกล้ำความเป็นส่วนตัว

ในโซเชียลฯ อย่างเฟซบุ๊ก เราก็มีบางมุมที่ไม่อยากให้เพื่อนร่วมงานเห็น แต่จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เพื่อนร่วมงานกลับเอามุมนี้ของเราไปเล่าให้คนอื่นฟัง เราเลยรู้สึกถูกก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวมากเกินไป

 

3. เกิดการกระทบกระทั่งหรือเสียความรู้สึกได้ง่ายขึ้น

โดยเฉพาะในห้องสนทนาที่เกิดมีการกระทบกระทั่งกัน ฝ่ายหนึ่งอาจจะโกรธและคิดว่าถ้าต่อว่าอีกฝ่ายผ่านห้องแชตนี้ คนอื่นจะได้รับรู้พร้อมๆ กัน แต่สำหรับคนที่ถูกต่อว่า นั่นคือการประจานเขาอย่างมาก ไม่ต่างอะไรกับที่ลากมาตบหน้ากลางสี่แยกแล้วมีผู้คนมุงดู เป็นการซ้ำเติมและทำให้เรื่องราวถูกขยายมากกว่าที่ควรจะเป็น

 

4. ความลับรั่วไหลได้ง่ายขึ้น

บางเรื่องที่ควรจะคุยในที่ที่เป็นส่วนตัว บางคนกลับเอามาคุยในห้องรวม ทำให้หลายคนรู้กันราวกับเป็นเรื่องสาธารณะ แถมตีความกันไปต่างๆ นานา

ฉะนั้นแล้วสิ่งที่ต้องระวังในการพูดคุยกันผ่านโซเชียลมีเดีย คือการรู้ว่าเรื่องไหนควรคุยแบบไหน เรื่องไหนควรคุยกันเป็นส่วนตัว เรื่องไหนควรคุยกันต่อหน้า เพื่อที่ปัญหาทุกอย่างจะได้ถูกแก้ไขอย่างเหมาะสม

จะทำอย่างไรเมื่อเจ้านายจิกงานในไลน์ตลอดเวลา

หนึ่งในสถานการณ์ที่หลายคนได้รับผลกระทบจากการใช้โซเชียลมีเดียหนักมากคือการถูกตามงานแบบไม่เป็นเวลา บางครั้งดึกดื่นเที่ยงคืนกรุ๊ปไลน์ออฟฟิศก็คุยกันอย่างไม่หยุดหย่อนจนรู้สึกถูกเบียดบังเวลาพักผ่อน เมื่อเจอสถานการณ์อย่างนี้หลายคนก็ได้แต่บ่นกระปอดกระแปด จะให้พูดกับเจ้านายตรงๆ ก็ไม่กล้า แต่ถ้ายังปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป เรื่องงานอาจจะรุกล้ำเข้ามาในชีวิตเรามากขึ้น ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรสายเกินไปหากทุกคนทำความเข้าใจกัน โดยลองใช้วิธีเหล่านี้

 

1. ออกแบบวิธีการทำงานร่วมกันตั้งแต่แรก

การที่เราร่วมกันออกแบบวิธีการทำงานก็มีส่วนช่วยให้เราพึ่งพาโซเชียลมีเดียน้อยลง สิ่งที่ทุกคนควรมาตกลงร่วมกันคือ งานนี้คืออะไร สถานะของของงานอยู่ในระดับไหน จะตามงานกันอย่างไร เมื่อไรที่เราควรมาประชุมเพื่อมาอัปเดตงานกัน แล้วจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายไปทำตามหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งระหว่างนั้นอาจใช้โซเชียลมีเดียในการแจ้งเรื่องราวหรือความคืบหน้าให้ทุกคนทราบ

งานจะสำเร็จได้ถ้าทุกคนรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ทำงานให้เสร็จตามเวลาที่ได้รับมอบหมาย การจิกงานแบบโหดๆ ในโซเชียลมีเดียก็จะไม่เกิดขึ้น

2. ออกแบบการใช้โซเชียลมีเดียร่วมกันด้วย

สามารถหาจังหวะสบายๆ บอกคนที่เกี่ยวข้อง เช่น ตอนกินข้าวกลางวันหรือเดินทางกลับบ้านร่วมกัน แต่ถ้าคิดว่าน่าจะตกลงกันอย่างเป็นทางการ ก็หาโอกาสแทรกเรื่องการใช้โซเชียลฯ ในที่ประชุมไปเลย ก็จะทำให้ทุกอย่างชัดเจน จะได้ไม่เกิดปัญหาประเภทโยนเรื่องเข้าไปในกรุ๊ปไลน์แล้วทุกคนอ่านแต่ว่าไม่มีใครตอบหรือลงมือแก้ปัญหา เพราะต่างคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

 

3. ถ้าเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ ให้ปรับที่ตัวเอง

สร้างลิมิตให้กับตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้นแล้วงานหรือคำสั่งต่างๆ จะทะลักมาหาเราจนเกินรับไหว ถ้าเราบอกให้คนอื่นส่งข้อความหาเราเป็นเวลาไม่ได้ ก็ควรห้ามตัวเองไม่ให้อ่านหรือไม่ไปรับรู้ เช่น เซตลิมิตกับตัวเองว่าหลัง 5 ทุ่มจะไม่เช็กไลน์ แล้วค่อยอ่านอีกทีก่อนไปทำงาน ก็ช่วยทำให้เรามีสุขภาพจิตในการทำงานที่ดีขึ้น

 

เตือนตัวเองว่าอย่าเปิดอ่าน บางครั้งเราเกิดอดใจไม่ไหว เปิดอ่านข้อความทันทีที่มีคนส่งมา ต้องนึกไว้เสมอว่าการเปิดอ่านเท่ากับการเปิดไฟเขียวให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาสามารถส่งข้อความหาเราเมื่อไรก็ได้และเราก็พร้อมที่จะสื่อสาร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ทุกครั้งเสมอไป

 

สุดท้ายอาจต้องหาวิธีบอกให้เจ้านายรับรู้ อาจจะพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าตอนกลางคืนไม่สะดวกที่จะตอบข้อความ และเพราะอะไร

 

ส่วนเจ้านายที่บางครั้งต้องตามงานลูกน้องในวันหยุด ใจหนึ่งก็อาจจะรู้สึกเกรงใจ แต่อีกใจหนึ่งก็อยากทำงานให้เสร็จ ฉะนั้นอยากให้คนที่เป็นเจ้านายลองคิดไว้ก่อนว่า

 

1. ลูกน้องอาจจะไม่ได้อยู่กับมือถือตลอดเวลา ฉะนั้นที่ตามงานไปเขาอาจจะไม่ได้ตอบเราในทันทีทันใด จำเป็นต้องให้เวลาเขาบ้าง

 

2. คำว่า ‘ขอบคุณ’ และ ‘ขอโทษ’ เป็นเหมือนใบเบิกทางที่ทำให้คนถูกตามงานรู้สึกดีขึ้น และเป็นแสดงถึงความ ‘รู้ตัว’ และ ‘ออกตัว’ ของเจ้านาย พอได้ยินอย่างนี้ ไม่แน่ว่าเราอาจลุกขึ้นมาทำงานให้อย่างเต็มที่แม้วันนั้นจะเป็นวันหยุดก็ตาม

 

ควรแอดเพื่อนที่ออฟฟิศในโซเชียลมีเดียไหม

เมื่อเพื่อนร่วมงานขอเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก แล้วตัดสินใจไม่ถูก ไม่สามารถฟันธงได้ว่าควรรับใครเป็นเพื่อนในโซเชียลหรือไม่ ลองเอาแนวคิดเหล่านี้ไปถามตัวเองดู

 

1. โซเชียลมีเดียก็คือสังคมหนึ่ง เหมือนกับสังคมจริงที่มีทั้งคนที่เรารู้สึกดีหรือไม่ดีปะปนกันอยู่ ฉะนั้นแล้วการเลือกรับหรือไม่รับเป็นเพียงการกรองเบื้องต้น เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าเพื่อนร่วมงานที่ดีในโลกความเป็นจริง อาจเป็นเพื่อนในโซเชียลที่ไม่เข้าขากับเราเลยก็ได้ หรือเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรกันในออฟฟิศ อาจเป็นคนแคปหน้าจอเอาเรื่องของเราไปนินทาได้เหมือนกัน

 

2. โซเชียลมีเดียออกแบบมาให้ปรับแต่งเองได้ เราเลือกที่จะแสดงอะไรให้ใครเห็น หรือเลือกที่จะไม่เห็นบางอย่างจากบางคนได้ ฉะนั้นเมื่อรู้สึกว่าต้องการความเป็นส่วนตัว เราก็สามารถตั้งค่าให้บางคนไม่เห็นข้อความที่เราโพสต์ได้แม้ว่าเป็นเพื่อนกันอยู่ ในขณะเดียวกันเพื่อนร่วมงานบางคนมีทัศนคติที่ไม่เป็นมิตรสำหรับเรานัก เช่นสุดแสนจะดราม่าหรือแซะคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เราก็สามารถเลือกที่จะซ่อนข้อความนั้นหรือเพื่อนคนนั้นได้ หากรู้สึกว่ามันเป็นมลพิษ ให้คิดว่าถ้าทุกคนมีเสรีภาพที่จะโพสต์ เราก็มีสิทธิในการเลือกเสพเช่นกัน

 

3. โซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้เราได้เห็นมุมอื่นของผู้ร่วมงานนอกจากการทำงาน กับเพื่อนร่วมงานบางคน เราอาจมีปฏิสัมพันธ์กันเฉพาะเรื่องงาน แต่การเพิ่มเขาเป็นเพื่อนในโซเชียลมีเดียอาจทำให้เราเห็นมุมอื่นๆ ที่บางครั้งอาจได้พบว่าสนใจเรื่องเดียวกันกับเรา มีเพื่อนคนเดียวกันกับเรา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของการสนทนา ที่อาจสร้างมิตรภาพที่ดีในที่ทำงาน และส่งผลต่อการทำงานที่ดีในอนาคตก็ได้

 

เมื่อลองพิจารณาแนวคิดทั้ง 3 ข้อนี้แล้วการจะรับเพื่อนร่วมงานเป็นเพื่อนในโซเชียลมีเดียหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและความเหมาะสมของแต่ละคน

 

อึดอัดเรื่องงาน บ่นลงโซเชียลฯ บ้างได้ไหม

ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียทำให้การบ่นระบายง่ายขึ้น เพียงแค่ตั้งสเตตัสในเฟซบุ๊ก หรือทวีตลงทวิตเตอร์ ก็มีคนที่พร้อมจะแสดงความเป็นห่วงเป็นใย กดไลก์กันนับร้อย เราก็จะรู้สึกดีที่มีคนคอยเป็นห่วงและคอยเข้าข้าง เราเลยยิ่งชอบบ่นลงโซเชียลมีเดียหนักเข้าไปอีก แต่บางครั้งเราก็ลืมไปว่า ต่อให้ตั้งค่าจำกัดการเห็นไว้แล้ว ทุกเรื่องที่เราโพสต์ลงไปไม่มีวันเป็นเรื่องส่วนตัว มันจะกลายเป็นของสาธารณะที่หลายคนรับรู้และพร้อมที่จะตีความกันไปตามใจได้ทั้งนั้น

 

การโพสต์เรื่องงานลงโซเชียลฯ บ้างไม่ใช่สิ่งผิดบาปที่ห้ามทำ แต่ก็มีบางเรื่องที่หากโพสต์ไปก็น่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เช่น

 

1. โพสต์เรื่องความลับในที่ทำงาน

บางงานต้องเก็บเป็นความลับ เพราะยังไม่ประกาศเป็นทางการ อยู่ในช่วงที่กำลังพัฒนา หรือบางเรื่องควรให้รู้กันเฉพาะในองค์กร ถ้าดันโพสต์ออกไป คู่แข่งรู้ไต๋หมด ผลกระทบจะรุนแรงไปถึงไหนก็ไม่รู้

 

2. โพสต์ถึงบุคคลอื่นนอกองค์กร อย่างซัพพลายเออร์หรือลูกค้า

เสียมารยาท ไม่เป็นโปรเฟสชันนัล และเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะผู้ถูกพาดพิงอาจไม่พอใจจนความสัมพันธ์ทางธุรกิจอาจเสียหายหรือถึงกับจบสิ้น สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดปัญหาระหว่างการทำงานคือหันหน้ามาประชุมกันมากกว่าจะโพสต์ระบาย เพราะนอกจากความสะใจเพียงสั้นๆ ปัญหาเหล่านั้นก็ไม่ได้รับการแก้ไขจริงๆ นอกจากนั้นแล้วยังดูไม่เป็นมืออาชีพที่ไม่มีวิจารณญาณในการใช้โซเชียลอีกด้วย

 

ถ้าอึดอัดมาก ต้องการระบายอะไรสักอย่าง ควรทำอย่างไร

1. ปรึกษากับมนุษย์สักคนจริงๆ แบบต่อหน้า

จริงอยู่ว่าการโพสต์ลงในโซเชียลฯ ทำให้เราเห็นการตอบรับที่มากกว่าทั้งยอดไลก์และคอมเมนต์ แต่เหล่านี้อาจเป็นเรื่องของปริมาณ เพราะความจริงแล้วการนัดเพื่อนที่เราไว้ใจหรือการโทรหาใครสักคน เราจะได้ยินน้ำเสียง ได้เจอหน้าค่าตากัน อาจเป็นเพียงไม่กี่คนแต่เราอาจมีบทสนทนาคุณภาพ นำไปสู่ทางออกและวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ผล และทำให้เราสบายใจขึ้นกว่าการโพสต์ข้อความทางลบในโซเชียลฯ ก็ได้

 

2. เตือนตัวเองว่าการระบายเรื่องงานจะส่งพลังลบให้คนอื่น

เมื่อไรที่เราโพสต์สิ่งที่เป็นด้านลบ คนที่ผ่านมาเจอข้อความเหล่านั้นก็จะได้รับพลังลบไปด้วย ถ้าคนคนนั้นเป็นเพื่อนร่วมงาน บรรยากาศการทำงานก็จะยิ่งแย่ลง จริงอยู่ว่าเป็นสิทธิของเราที่จะแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกอะไรลงในโซเชียลฯ ก็ได้ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องแสดงความอ่อนแอ เกรี้ยวกราด หรือหยาบคายให้คนอื่นเห็นเสมอไป

 

3. เขียนแล้วลบทิ้ง หรือตั้งค่าให้เห็นเฉพาะตัวเอง (Only Me)

ถ้าไม่ไหวจริงๆ ลองใช้วิธีพิมพ์แล้วลบ อย่าเพิ่งกดโพสต์ ความรู้สึกนั้นอาจจะค่อยๆ จางลงเพราะเราได้ระบายมันออกไป หรือการโพสต์แบบตั้งค่าไว้ให้เห็นเฉพาะตัวเองก็เป็นทางออกที่ดี ไม่แน่เหมือนกันว่าความเกรี้ยวกราดที่เรารู้สึกว่าหนักหนาอยู่ช่วงเวลาหนึ่งนั้น อาจหายไปในเวลาอันรวดเร็วกว่าที่เราคิดก็ได้

 

4. เปลี่ยนประสบการณ์แย่ๆ ให้เป็นบทเรียนดีๆ

แทนที่จะเอาแต่บ่น ให้เปลี่ยนมาโพสต์ว่าวันนี้เราได้เรียนรู้อะไรจากปัญหาในครั้งนี้บ้าง อาจฟังดูโลกสวย แต่เชื่อเถอะว่ามันดีกว่าในระยะยาว อาจเขียนเล่าว่าวันนี้ทำงานแล้วเจอปัญหาอะไร เราได้รับบทเรียนอะไรบ้าง แล้วเราก้าวผ่านปัญหานี้ได้อย่างไร กลายเป็นการบันทึกบทเรียนดีๆ ในการทำงานที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้ด้วย แทนที่จะเป็นข้อความระบายอารมณ์เฉยๆ ที่ไม่มีคุณค่ากับใครเลย

 

ถ้าถูกเพื่อนร่วมงานบ่นลงโซเชียลฯ ควรทำอย่างไร

ต่อให้เราตั้งใจทำงานหรือระมัดระวังตัวเองแค่ไหน เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็สามารถเกิดขึ้นกับเราได้ สำคัญที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราจะรับมืออย่างไร ซึ่งถ้าจะมองให้เป็นข้อดีก็ได้เหมือนกัน เพราะอย่างน้อย เรารู้แล้วว่าสิ่งที่เราทำกำลังเป็นปัญหา และปัญหานี้อาจจะหนักหนาสำหรับคนอื่นเกินกว่าที่เขาจะเดินมาบอกกันตรงๆ

 

ถ้าเป็นเรื่องงาน เราก็ต้องกลับมามองตัวเองว่าเราเป็นอย่างที่คนอื่นพูดจริงหรือเปล่า สามารถปรับแก้อะไรได้ไหม หรือถ้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้านาย เราก็สามารถปรึกษาเพื่อหาทางออกร่วมกันได้

 

แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงาน บางครั้งเราก็จำเป็นที่จะต้องปล่อยไป เพราะเราไม่สามารถมานั่งอธิบายกับทุกคนได้ว่าสิ่งที่เราคิดและทำนั้นหมายความว่าอะไร ยิ่งถ้าเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องจริง เราก็ไม่ควรเก็บมาคิดใส่ใจ เพราะเราไม่สามารถรับผิดชอบความรู้สึกทุกคนบนโลกนี้ได้อยู่ดี

 


 

ฟังรายการ I HATE MY JOB พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 

 


 

Credits


The Host
ไชยณัฐ สัจจะประเมฐ์, ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post โดนจิกงานผ่านไลน์ตลอดเวลา อึดอัดเรื่องงานมา อยากบ่นลงเฟซบุ๊กทำได้ไหม ใช้โซเชียลมีเดียในออฟฟิศอย่างไรให้เวิร์ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อนร่วมงาน ไม่น่ารัก จะรับมืออย่างไรดี นี่คือ 4 สายพันธุ์สตรอว์เบอร์รีพิษในออฟฟิศที่คุณต้องระวัง https://thestandard.co/podcast/ihatemyjob2/ Mon, 19 Mar 2018 06:46:16 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=78205

เพื่อนร่วมงาน มักเป็นสาเหตุให้เกิดดราม่าในออฟฟิศทั้งหลา […]

The post เพื่อนร่วมงาน ไม่น่ารัก จะรับมืออย่างไรดี นี่คือ 4 สายพันธุ์สตรอว์เบอร์รีพิษในออฟฟิศที่คุณต้องระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เพื่อนร่วมงาน มักเป็นสาเหตุให้เกิดดราม่าในออฟฟิศทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพวกขี้เมาท์ ทำงานเอาหน้า เลียเจ้านาย หน้าไหว้หลังหลอก ยักยอกผลงาน ร้ายน้อยหน่อยก็แค่รำคาญ แต่ถ้าร้ายมากๆ ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตและชีวิตการงานของเราได้เหมือนกัน

 

วันนี้ บองเต่า และ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ จะมาจำแนกประเภท เพื่อนร่วมงาน แนวสตรอว์เบอร์รีสารพัดพิษทั้งหลายนี้ที่ชาวออฟฟิศอาจได้พบเจอ และช่วยคิดหาวิธีรับมือเพื่อให้เราอยู่รอดปลอดภัยอย่างสวยงาม

 

1. เพื่อนร่วมงานขี้เมาท์

สตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้ไม่ค่อยคุยกันเรื่องงาน แต่เมื่อไรที่มีเรื่องแซ่บๆ ของชาวบ้านก็จะสุมหัวเมาท์กันทันที พบได้ตามห้องแพนทรี บริเวณเตรียมอาหาร โดยเฉพาะแถวตู้กดน้ำ เมาท์กันตั้งแต่ตั้งแต่ละครหลังข่าวไปจนถึงเรื่องที่ทำให้คนอื่นเสียหาย

 

การเมาท์นั้นใช่ว่าจะเป็นสิ่งไร้สาระและไม่มีประโยชน์เสียทีเดียว ในแง่ของสังคมแล้ว การนินทาสามารถทำให้คนรู้สึกใกล้ชิดกันได้ จากที่ไม่สนิทสนมกันมาก่อน เมื่อมีจุดประสงค์ร่วมกันจะทำให้เกิดการพูดคุย สื่อสาร แลกเปลี่ยน ร่วมไม้ร่วมมือ และรู้สึกเป็นพวกพ้องเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นการนินทายังเป็นกลไกหนึ่งของสังคมในการช่วยกันเป็นหูเป็นตาและตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นในที่ทำงานได้อีกด้วย

 

แต่แน่นอนว่าการเมาท์ก็ทำให้เกิดโทษ โดยเฉพาะในออฟฟิศ หลายครั้งเราจะได้ยินเรื่องเล่าของคนนั้นคนนี้ การฟังคนอื่นพูดต่อๆ กันมาทำให้เราตัดสินคนผู้นั้นไปแล้วโดยที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักเขาด้วยตัวเองจริงๆ และในบางครั้งเรื่องของเราก็อาจถูกเอาไปเมาท์แบบนี้เหมือนกัน

 

วิธีรับมือเพื่อนร่วมงานขี้เมาท์

เราจะพบว่าวงเมาท์ที่ออฟฟิศส่วนใหญ่มักเป็นขาประจำ ล้วนเป็นหน้าเดิมๆ ทั้งนั้นที่จะคอยสร้างพลังลบให้เราอยู่เสมอ แถมหลีกเลี่ยงยาก ถ้าเรามีอันต้องตกอยู่ในวงเมาท์โดยไม่ได้ตั้งใจ ลองใช้วิธีต่อไปนี้

 

  • เปลี่ยนโหมดเป็นผู้ฟังเท่านั้น เก็บข้อมูลเฉยๆ แต่ไม่ต้องแสดงความคิดเห็น
  • บางคนเชื่อว่าขอเป็นคนเมาท์ดีกว่าคนโดนเมาท์ จึงเอาตัวเข้าไปอยู่ในวงเมาท์เพื่อที่จะไม่โดนเมาท์ แต่เชื่อเถอะว่ายังไงทุกคนก็จะโดนเมาท์อยู่ดี ไม่มีข้อยกเว้น
  • ถ้ารู้สึกทนไม่ไหวกับพลังงานลบของวงเมาท์ ให้เดินออกมาเลยโดยไม่ต้องแคร์ว่าจะเสียมารยาท หรือกลัวว่าจะไม่ได้สนิทกับเพื่อนร่วมงานเหล่านั้น เพราะในความเป็นจริง เพื่อนร่วมงาน คือ ‘เพื่อน’ ที่ร่วมกัน ‘ทำงาน’ ให้ระลึกไว้เสมอว่าจุดหมายหลักของเราควรจะเป็นการ ‘ร่วมกันทำงาน’ เสียก่อน และถ้าเรายังเป็นเพื่อนในชีวิตส่วนตัวกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขได้ด้วย นั่นนับว่าเป็นโบนัส นั่นจึงเป็นเพื่อนที่เราควรพยายามรักษาไว้ เพราะฉะนั้นสำหรับเพื่อนร่วมงานประเภทที่ไม่อยากเป็นเพื่อนเรา เพราะคิดว่าเราเสียมารยาทที่ไม่ยอมร่วมสุมหัวนินทากับเขาก็ปล่อยเขาไปเถอะ ถือโอกาสใช้ตรงนี้เป็นฟิลเตอร์ไว้กรองคนที่ควรคบเพื่อนในออฟฟิศก็แล้วกัน
  • ถ้าโดนเมาท์แล้วรู้สึกเจ็บใจ ไม่โอเค ให้ลองคิดในแง่บวกว่าคนที่พูดลับหลังเราคือคนที่ตามหลังเราอยู่ มันแสดงว่าเรากำลังนำหน้าเขาอย่างไรเล่า ถ้าสู้เราไม่ได้ก็ปล่อยให้เขาดีแต่พูดไปอย่างนี้ก็แล้วกัน น่าสงสารออก

 

2. เพื่อนร่วมงานหน้าไหว้หลังหลอก

สตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้มักจะไม่ค่อยจะแสดงตัว กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร งูพิษเหล่านี้ก็แผลงฤทธิ์จนก่อเรื่องราวไปแล้วมากมาย หรือบางครั้งก็เป็นพวกที่ตบตาเราได้เนียนมากราวกับเรียนการแสดงมา สิ่งที่พวกหน้าไหว้หลังหลอกทำลายในสังคมออฟฟิศคือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ แทนที่จะสามารถทำดีตอบคนที่ดีต่อเราได้อย่างสบายใจ กลายเป็นต้องผิดหวัง เสียใจ และต้องมาระแวงกัน เพราะบางคนที่เหมือนจะดีกับเราต่อหน้ากลายเป็นร้ายลับหลัง

 

แต่สุดท้ายที่เขาว่ากันว่า ‘โลกนี้ไม่มีความลับ’ ก็ยังเป็นเรื่องจริงอยู่วันยังค่ำ สตรอว์เบอร์รีหน้าไหว้หลังหลอกเหล่านี้จะต้องถูกเปิดโปงเข้าสักวัน เชื่อเถอะว่ามันจะมีกลไก เวรกรรม หรือสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้เขาต้องเผยนิสัยที่แท้จริงออกมา และแพ้ภัยตัวเองไปในที่สุด

 

วิธีรับมือเพื่อนร่วมงานหน้าไหว้หลังหลอก

 

  • ใช้มันเป็นบทเรียนเสียเลย สำหรับคนที่โดนกระทำในทีแรกอาจรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้รับความจริงใจตอบแทน แต่ในทางกลับกันมันก็เป็นข้อดี ให้คิดเสียว่าก็ดีที่เราได้รู้ความจริงก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปกว่านี้ คิดเสียว่าพวกหน้าไหว้หลังหลอกทำให้เราแกร่งขึ้น สร้างภูมิต้านทานให้ชีวิตมากขึ้น อีกหน่อยถ้าไปเจอเรื่องคล้ายๆ กันจะได้รู้เท่าทัน เป็นการเบิกเนตรและเพิ่มประสบการณ์ให้ดูออกว่าใครเป็นงูพิษในออฟฟิศ ในวันข้างหน้าเราก็จะจับงูพิษกันได้เก่งขึ้น
  • ไม่ต้องตีตัวออกห่าง แต่ควรรักษาระยะห่าง เพราะถ้าจำเป็นต้องทำงานด้วยกันในวันหน้าจะได้ไม่เป็นปัญหา เพียงแต่ต้องระลึกไว้เสมอว่าเขามีนิสัยอย่างไร จะได้คอยระวังและเผื่อใจเอาไว้ ให้ปรับระดับความสัมพันธ์ลงมาเหลือแค่เพื่อนร่วมงานเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อนในชีวิตจริงที่จะแชร์เรื่องส่วนตัวเหมือนที่เคยทำ

 

3. เพื่อนร่วมงานสายเลีย

สตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้จะแสนซี้กับผู้บังคับบัญชาหรือผู้นำมาซึ่งผลประโยชน์ต่างๆ ลักษณะทั่วไปคือมักพูดเอาดีเข้าตัว และบางทีอาจมีการพูดเอาชั่วใส่คนอื่นอย่างแยบยลอีกด้วย

 

อีกลักษณะหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปคือเป็นมนุษย์ Yes ตอบตกลงทุกสิ่ง ได้ครับพี่ ดีครับผมทุกอย่าง เห็นดีเห็นงามกับเจ้านายทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อตัวงานหรือเพื่อนร่วมทีมเลย เพราะคิดอยู่แค่ว่าทำตัวหรือพูดอย่างไรเจ้านายจึงจะรักและเอ็นดู

 

มนุษย์เลียผู้เห็นดีเห็นงามไปเสียทุกอย่างนี้อาจส่งผลให้องค์กรอ่อนแอได้อย่างคาดไม่ถึง กล่าวคือองค์กรที่ดีควรมีความหลากหลาย ประกอบด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป แล้วมาช่วยกันดูว่ามีอะไรบ้างที่แต่ละฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาได้ แต่ถ้าองค์กรไหนเต็มไปด้วยมนุษย์ Yes หัวหน้าคิดอะไร ทุกคนก็พากันเห็นด้วยไปเสียทุกเรื่อง จะทำให้องค์กรไม่มีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน ไม่มีการถกเถียงเพื่อหาทางเลือกที่ดียิ่งขึ้น ก็จะไม่เกิดการพัฒนา

 

วิธีการรับมือเพื่อนร่วมงานสายเลีย

 

  • อย่าเป็นศัตรูกับเขา เขาสามารถจะไปพูดอะไรใส่หูเจ้านายก็ได้ เพราะเขาคือคนที่ใกล้ชิดกับอำนาจ แต่การไม่เป็นศัตรูก็ไม่ได้หมายความจะต้องเป็นมิตร เราไม่จำเป็นต้องไปเลียคนชอบเลียอีกทีหนึ่ง
  • ปล่อยเขาไป เขาจะเลียอย่างไรก็ช่างเขา แค่เราอย่าไปเลียตามเขาก็พอ ถ้าเราจะได้ดีก็ให้เป็นเพราะผลงาน อย่าเป็นเพราะเราเลียเก่งจนได้ดี

 

4. เพื่อนร่วมงานที่ใช้แต่ปากทำงาน

เวลาเขาทำงานกันล่ะไม่มาทำ แต่พอถึงเวลานำเสนอผลงาน สตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์นี้จะกระโดดขึ้นเวทีแถลงอย่างรวดเร็ว ซ้ำยังพรีเซนต์เสียอย่างกับตนทำมากับมือทั้งสิ้น แถมละเลยการให้เครดิตเพื่อนๆ อีก

 

สตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้ บางครั้งนอกจากจะเก่งเรื่องการขโมยความชอบยังเก่งเรื่องการโบ้ยความผิด สารพัดพิษอย่างแท้จริง

 

วิธีรับมือเพื่อนร่วมงานที่ใช้แต่ปากทำงาน

 

  • ปลูกฝังและสร้างวัฒนธรรมในการให้เครดิตทุกคนในทีม โดยเฉพาะคนที่ต้องออกไปพรีเซนต์งานบ่อยๆ ต้องไม่ลืมที่จะให้ความดีความชอบแก่คนที่อยู่ข้างหลังอีกหลายมือที่คอยช่วยเหลือให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ การสร้างวัฒนธรรมการให้เครดิตเช่นนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้พวกที่ทำงานแต่ปากไม่มีที่ยืน
  • หัวหน้าที่ดีควรตระหนักรู้ว่าอาจมีคนประเภทนี้อยู่ หัวหน้าสามารถตรวจทานซ้ำ ซักถามรายละเอียดลงลึกเพิ่มเติมในเนื้องาน และการเช็กว่าตกลงใครทำอะไรตรงไหนบ้าง กระบวนการนี้จะทำให้รู้ได้ในที่สุดว่าใครเป็นคนที่ลงมือทำงานจริงๆ และใครเป็นคนที่ทำงานแต่ปาก

 

สิ่งที่เรียนรู้จากการได้เจอสตรอว์เบอร์รีพิษในออฟฟิศ

 

  • คนพวกนี้มีอยู่ทุกที่ และบางทีเราเลี่ยงไม่ได้ อยู่ออฟฟิศเดียวกันมันก็ต้องเห็นหน้ากัน มีปฏิสัมพันธ์กัน ร่วมงานกันอยู่ดี สุดท้ายแล้วคนเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราถึงกับตาย แต่จะทำให้เราเรียนรู้โลกและแข็งแกร่งขึ้นได้ และยังสอนให้เรารู้จักปรับตัวอยู่ร่วมกับบุคคลไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย
  • คนพวกนี้เป็นเหมือนครูคนหนึ่งของเรา ลองคิดเสียว่าพวกเขาเป็นครูที่ลงทุนทำตัวเองให้มีพฤติกรรมไม่น่ารัก ไม่พึงประสงค์ เห็นเขาแล้วเราก็จงมองย้อนกลับมาถามตัวเองว่าอยากเป็นคนอย่างนั้นไหม ถ้าไม่ ก็ต้องมีสติและระวัง อย่าเป็นคนไม่น่ารักเสียเอง
  • เราอาจค้นพบความจริงในแง่ที่ว่า ไม่ว่าใครทำอะไรไว้ก็จะได้ผลอย่างนั้น อาจจะไม่ได้เร็วทันใจแบบกฎแห่งกรรมในละคร แต่มันจะมีกลไกบางอย่างที่จะทำให้ทุกคนรู้ความจริงในที่สุด
  • ฝึกให้เราเป็นคนอดทน รับมือกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม และที่สำคัญ เป็นการฝึกทัศนคติของเราว่าเรายังอยากเป็นคนอย่างที่เราตั้งใจให้เป็นหรือเปล่า เพราะว่าสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ต่างๆ ที่ไม่ได้ทำดีแต่ยังได้ดีอยู่ก็มีให้เห็น เราจะประคองทัศนคติหรือความตั้งใจดีของตัวเองอย่างไรให้ตลอดรอดฝั่ง นั่นคือสิ่งที่เราต้องพิสูจน์

ฟังรายการ I HATE MY JOB พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง YouTube ก็ได้เช่นกัน


 

Credits


The Host ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

ไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ์

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Show Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post เพื่อนร่วมงาน ไม่น่ารัก จะรับมืออย่างไรดี นี่คือ 4 สายพันธุ์สตรอว์เบอร์รีพิษในออฟฟิศที่คุณต้องระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป็นมิตรในที่ทำงาน สร้างสัมพันธ์กับทีมและคนนอกแผนกอย่างไรให้ราบรื่น https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou24/ Tue, 23 Jan 2018 17:01:31 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=64431

เพื่อนร่วมงานคือคนสำคัญที่จะทำให้ชีวิตการทำงานดีขึ้นอย่ […]

The post เป็นมิตรในที่ทำงาน สร้างสัมพันธ์กับทีมและคนนอกแผนกอย่างไรให้ราบรื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

เพื่อนร่วมงานคือคนสำคัญที่จะทำให้ชีวิตการทำงานดีขึ้นอย่างแท้จริง ใครที่ปีนี้ตั้งใจอยากสานสัมพันธ์กับคนในที่ทำงานให้มากขึ้นไม่ว่าจะทั้งในหรือนอกแผนก แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร

 

จูนจูน พัชชา ชวนแอดมินเพจ เจ้าหญิงแห่งวงการ HR มาให้คำแนะนำแบบเป็นขั้นตอนให้คุณนำไปปรับใช้ได้ทันที

 


 

ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ในแผนกอื่นต้องเริ่มอย่างไร

1. ปรับทัศนคติ

Attitude is everything. ทัศนคติที่ว่าคนในองค์กรเดียวกันคือคนหนึ่งที่จะทำให้งานของเราประสบความสำเร็จ เราต้องเริ่มที่ตรงนี้ มันเป็นธรรมดาที่คนเราเห็นหน้าก็หมั่นไส้เลย บางทีก็ไปฟังคนอื่นมาแล้วคนนั้นคนนี้บอกว่าไม่ดี ถ้าเราเริ่มต้นด้วยทัศนคติแบบนี้ สิ่งที่แนะนำจากนี้จะไม่มีประโยชน์เลย เพราะฉะนั้นถ้าเรามาเริ่มต้นว่าเป้าหมายในปีใหม่คือเราจะลบเรื่องพวกนี้เพื่อที่จะเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการเป็นมิตรและมีเพื่อนร่วมงานที่ดี ก็อยากให้เริ่มต้นที่ตัวเราก่อน

 

2. รอยยิ้ม

เราไม่ได้มาประกวดเป็นนางงาม แต่รอยยิ้มคือใบเบิกทางที่ดีมากๆ ในการที่จะทำให้เราผูกมิตรกับคนอื่นได้ ข้อดีคือเป็นสิ่งที่ทำให้คนฝั่งตรงข้ามจดจำแล้วว่าอย่างน้อยหน้าเราก็เป็นหน้ายิ้ม

 

3. ทักทาย

สำหรับบางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องยาก แต่การทักทายไม่ต้องไปลงลึก การทักทายเป็นดาบสองคมสำหรับคนไม่รู้จักกันได้ เช่น “สวัสดีค่ะ” กับบางประโยคที่เราตั้งใจพูดให้ยาวขึ้น “สวัสดีค่ะ ดูอ้วนขึ้นนะคะ” ในสมองเราอาจจะแค่อยากทักทาย แต่คำว่า “ดูอ้วนนะคะ ปิดปีใหม่ไปเที่ยวมาเยอะเหรอ” บางทีเราไม่ทันได้คิด เราใช้ประโยคพวกนี้เพื่อที่จะช่วยสร้างมิตรภาพ แต่มันอาจจะทำให้เกิดอคติจากฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้นควรเริ่มง่ายๆ สั้นๆ ไม่ต้องฝืนตัวเอง และไม่ต้องพยายามทำให้มันเยอะ แค่ยิ้มและทักทาย

 

4. แบ่งปัน

เราอาจหาอะไรติดไม้ติดมือแล้วเอามาแบ่งให้กับคนใน ที่ทำงาน อาจจะเป็นขนม ของฝาก ซึ่งมันจะช่วยในหลังจากนี้ด้วยนะ คืออาจเปิดโอกาสให้ได้พูดคุยกันบ้าง ถึงแม้ไม่เคยทำงานด้วยกัน

 

5. ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

อย่างเราลุกจากโต๊ะไปห้องน้ำ เห็นเพื่อนถือของมาเยอะ แต่ไม่รู้จักกัน ไม่เคยพูดคุยกัน การที่เราไปช่วยเขามันก็ช่วยสร้างความประทับใจให้คนที่อยู่ในออฟฟิศ ช่วยถือของ ช่วยเปิดประตูให้ อาจจะช่วยสร้างมิตรภาพภายในหน่วยงานหรือบริษัทเดียวกันได้

 

“สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์คือการจับกลุ่มนินทากัน เมื่อเราเอาตัวเองเข้าไปสู่เหตุการณ์ด้านลบแบบนี้ เราจะถอนตัวได้ยาก และให้จำไว้เลยว่าไม่มีมิตรแท้ในหมู่โจร ฉะนั้นถ้าเราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกลุ่มนินทาและคิดว่านี่คือเครื่องมือการสร้างมิตร ให้รู้เลยว่านี่คือการเริ่มต้นที่ผิด”

 

และสำหรับเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในทีมเดียวกัน ในปีที่ผ่านมาอาจจะกระทบกระทั่ง ไม่ลงรอยกันบ้าง หรือบางครั้งก็อาจพูดจากันโดยไม่ระวัง เพื่อให้ปีนี้ทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นมากขึ้น เจ้าหญิงแห่งวงการ HR มีเทคนิคมาให้ลองทำกันดังนี้

 

ต้องเริ่มต้นด้วยทัศนคติที่ว่า อย่าทำงานพร้อมกับมีศัตรูในออฟฟิศ

บางคนคิดแค่ว่าทำงานของตัวเองให้ดีก็พอ เรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่นก็ไม่เป็นไร หลายครั้งคนที่คิดแบบนี้ต้องแพ้ให้กับคน ที่ทำงาน ไม่ได้ดีมาก แต่สามารถรับมือกับความขัดแย้งได้ดีกว่า ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องจำเลยคือ อย่าสร้างศัตรูในออฟฟิศเพื่อเพิ่มความยากในการทำงานให้กับตัวเอง

 

วิธีง่ายๆ ในการทำงานกับเพื่อนในทีมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

1. ความจริงใจ

เราต้องจริงใจกับคนอื่นๆ ให้ได้จริงๆ แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ ก็ให้แสดงอะไรก็ได้เพื่อให้เขาจับไม่ได้ว่าเราไม่จริงใจ

 

2. ไม่มองเป็นคู่แข่ง

อย่าคิดว่าเพื่อนร่วมงานของเราคือคู่แข่ง แต่เพื่อนร่วมงานคือส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายของเราได้ คนที่ทำงานคนเดียวได้ดีจะมีอายุการทำงานที่สั้น หมายความว่า พอวันเวลาผ่านไป เป้าหมายในการทำงานสูงขึ้น ปริมาณงานมากขึ้น ภาระงานโหลด เราอาจจะเคยทำได้ดีในปีแรกๆ แต่หลังๆ เริ่มไม่ไหว แล้วสุดท้ายก็ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ หรือต้องลาออก แต่ถ้าเราต้องการความสำเร็จที่ยั่งยืน เราจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากเพื่อนทั้งในหน่วยงานและนอกหน่วยงานให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะให้เป้าหมายในการทำงานของเรามันไปถึงตรงนั้นได้

 

3. ประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

เรามาทำงานเพื่อเป้าหมายว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ ชื่อเสียง ความภาคภูมิใจ แต่งานที่ยั่งยืนและชีวิตที่ประสบความสำเร็จจริงๆ คือชีวิตที่เราใช้เวลา โอกาส และความสามารถของเราเพื่อที่ให้คนอื่นมีโอกาสที่ดีขึ้นได้ด้วย ฉะนั้นในการทำงานก็อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง ถ้าเราคิดอยู่เสมอว่าให้คนอื่นประสบความสำเร็จไปด้วย เรื่องการสร้างความสัมพันธ์ในทีมก็จะดีและราบรื่นขึ้นไปด้วย

 


 

Credits
The Host
พัชชา พูนพิริยะ
The Guest เจ้าหญิงแห่งวงการ HR

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์
Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post เป็นมิตรในที่ทำงาน สร้างสัมพันธ์กับทีมและคนนอกแผนกอย่างไรให้ราบรื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>