เจ้านาย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/เจ้านาย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 25 Jun 2018 06:40:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ลาออกอย่างไรให้สวยงามและมีความเป็นมืออาชีพ https://thestandard.co/podcast/ihatemyjob16/ Mon, 25 Jun 2018 06:40:12 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=100647

ดราม่าสูงสุดของการทำงานสำหรับชาวออฟฟิศอย่างเราๆ คือการล […]

The post ลาออกอย่างไรให้สวยงามและมีความเป็นมืออาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดราม่าสูงสุดของการทำงานสำหรับชาวออฟฟิศอย่างเราๆ คือการลาออก เพราะดูเป็นเรื่องใหญ่และยาก ทั้งยังตัดสินใจไม่ถูก ไม่รู้จะเดินไปบอกเจ้านายอย่างไร และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะดีไหมก็ยังไม่รู้

 

I HATE MY JOB เอพิโสดสุดท้ายของซีซันแรก ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ และ บองเต่า จะชวนกันมาทบทวนตัวเองกันดีๆ อีกครั้งก่อนที่จะเดินไปบอกเจ้านายหรือยื่นหนังสือให้ฝ่ายบุคคล และสุดท้ายการลาออกคือคำตอบจะทำอย่างไรให้ดูเป็นมืออาชีพ รวมถึงทริกเล็กๆ น้อยๆ ที่มนุษย์ออฟฟิศที่กำลังจะลาออกควรรู้

 


 

เจออย่างนี้ใครก็ลาออก

เราชาวออฟฟิศรู้กันดีว่าสาเหตุของการเกิดความรู้สึกอยากลาออกนั้นมีได้หลายร้อยอย่าง และส่วนใหญ่สิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นต้นเหตุนั้นมันไม่ได้อยู่อย่างเดี่ยวๆ แต่เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก เจออันนั้นนิดอันนี้หน่อย สะสมจนรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ แถมบางครั้งเมื่อกวาดตาดูเพื่อนที่โตมาพร้อมๆ กัน ต่างคนต่างดูมีชีวิตดี เลยตัดสินใจอยากลองออกไปผจญภัยดูบ้าง แต่ก่อนที่จะกำเอาความมุ่งมั่นเดินไปบอกเจ้านายลองย้อนกลับไปดูที่สาเหตุที่ทำให้เราลาออกจริงๆ ว่าจริงๆ แล้วมันมากมายเกินจะแก้ไขจริงหรือเปล่า

 

1. มีปัญหากับคน

ถือเป็นเรื่องยอดฮิตติดอันดับที่ทำให้อยากลาออกวันหลายร้อยครั้ง ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง หรือว่าเจ้านาย ที่สร้างความรู้สึกด้านลบให้กับการทำงาน บางคนเจอเจ้านายที่ไม่ฟังความคิดเห็นลูกน้องจนรู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง บางคนเจอเพื่อนร่วมงานขี้นินทา ขี้เกียจ ขี้โบ้ย จนสุขภาพจิตเสียกันเป็นประจำวัน เพราะเมื่อเราทำงานสักระยะหนึ่งจะรู้ดีว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนธรรมชาติของใครได้ เลยลองพยายามปรับที่ทัศนคติของเรา แต่บางครั้งมันก็บั่นทอนและยากเกินกว่าจะผ่านไปแต่ละวัน

 

2. มีปัญหากับตัวเนื้องาน

ปัญหานี้อาจเกิดได้ทั้งการทำงานที่นานเกินไปไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นจนตัวเราเองรู้สึกขาดแพสชัน ทำไปให้หมดๆ วันด้วยความอยู่มือ หรือเป็นเพราะเราได้รับมอบหมายให้ทำงานใหม่ๆ ที่เราไม่ถนัด ใช้เวลาเรียนรู้นานเกินไปจนเกิดความรู้สึกว่าเราอาจไม่เหมาะกับงานใหม่นี้

 

นอกจากตัวเนื้องานจริงๆ แล้ว ธรรมชาติของงานบางอย่างที่บางครั้งเราก็ยังแฮปปี้กับมันอยู่นั่นแหละ แต่มันกลับไม่ตอบโจทย์ชีวิตเราในช่วงเวลานี้ เช่น กำลังจะมีลูกและต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับครอบครัว แต่งานที่เรากำลังเอ็นจอยอยู่เป็นงานที่เรียกร้องให้เราสละเวลาชีวิตส่วนใหญ่ให้ หรือต้องทำงานไม่เป็นเวลา จากงานที่เคยไม่มีปัญหาอาจกลายเป็นปัญหาจนเราอยากลาออก เพราะว่าข้อแม้ในชีวิตตอนนี้ของเราไม่เหมือนเดิมก็ได้

 

3. มีปัญหาเรื่องเงิน

นอกจากความก้าวหน้าในหน้าที่การงานแล้ว มนุษย์ออฟฟิศอย่างเราๆ ก็ยังมองเรื่องเงินเป็นปัจจัยสำคัญด้วย ทำงานไปสักพักตำแหน่งก็สูง ความรับผิดชอบก็มากขึ้น นั่นหมายความว่างานก็มากขึ้นตามไปด้วย แต่บางครั้งเงินก็ไม่ได้โตตามงาน โบนัสไม่มีแถมขึ้นเงินเดือนในอัตราอันน้อยนิด จะมองช่องทางในการหารายได้เสริมก็อาจไม่ช่วยเท่าไร บางคนเลยเลือกการเปลี่ยนที่ทำงานเพื่อเป็นการอัปเงินเดือน หรือบางคนก็พยายามมองหางานกับเงินที่สัมพันธ์กันเพื่อที่จะตอบโจทย์ชีวิตที่จะต้องรับผิดชอบมากขึ้น บางคนใช้วิธีการเปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อยๆ (Job Hopper) เลยก็มี

 

4. มีปัญหากับโครงสร้างบริษัท

ตัวบริษัทเองก็มีผลกับการลาออกเหมือนกัน อย่างบางบริษัทไม่ได้มีแผนผังหรือการวาง Career Path ให้กับพนักงานชัดเจน บางคนทำงานไปก็เริ่มมองไม่เห็นอนาคตตัวเองว่าจะเติบโตไปเป็นตำแหน่งอะไร หรือบางคนอยากวางแผนให้ชีวิตมีความมั่นคงบริษัทก็ตอบไม่ได้ กลายเป็นว่าโครงสร้างบริษัทไม่ตอบโจทย์ชีวิตจึงต้องลาออกเพื่อเปลี่ยนที่ทำงาน หรือบางคนทำงานมานานจนตัน ในโครงสร้างไม่มีตำแหน่งอะไรรองรับให้ก้าวหน้า จึงเหมือนถูกแช่ฟรีซอยู่อย่างนั้น มองไปข้างๆ ก็ไม่มีงานใหม่ให้เรียนรู้ เลยเก็บเหตุผลนี้เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง

 

หรือบางบริษัทที่มีความเปลี่ยนแปลงตามสภาพเศรษฐกิจ เกิดการลดโครงสร้าง คล้ายๆ การถูกบีบให้ออก เพราะรู้สึกว่าตำแหน่งหน้าที่เรามีความหมายน้อยลงเรื่อยๆ และเริ่มเห็นอนาคตแล้วว่าถ้าอยู่อย่างนี้ต่อไปอาจส่งผลกระทบกับการทำงานในระยะยาว บางคนเลยขยับขยายย้ายออฟฟิศ

 

5. ไม่มีปัญหาแต่เริ่มเห็นโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต

บางคนยังแฮปปี้กับงานเดิมอยู่ แต่ด้วยความสามารถเลยมีคนเสนอตำแหน่งในที่ทำงานใหม่ที่น่าสนใจ อาจเป็นเนื้องานเดิมหรือให้เราได้เรียนรู้งานใหม่ๆ ซึ่งรู้สึกว่าเป็นงานที่ท้าทาย น่าลอง และโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีเข้ามาบ่อยๆ การลาออกเพราะเหตุผลนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดหนักและต้องชั่งน้ำหนักถึงความเสี่ยงให้ดี

 

อย่าเพิ่งใจร้อน ถามตัวเองให้ดีก่อนเดินไปบอกเจ้านาย

ไม่ว่าสาเหตุของการลาออกจะเป็นเรื่องอะไร อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามเดินเข้าไปขอคุยกับเจ้านาย เพราะการลาออกคือความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทั้งกิจวัตรประจำวัน งาน และสังคม ลองให้เวลาตัวเองและถามตัวเองดีๆ ทีละข้อว่าได้คิดตามนี้อย่างถี่ถ้วนแล้วหรือยัง

 

1. ถามตัวเองว่ากำลังใช้อารมณ์อยู่หรือเปล่า

เพราะบางครั้งเวลาเจอปัญหาที่ทำงานแล้วสะสมมาเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ทนไม่ไหว อยากกรีดร้องระบายอารมณ์หรือลาออกกันไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ไม่ว่าสาเหตุนั้นจะเกิดจากคนหรือระบบการทำงานจนทำให้เราไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไป ลองให้เวลาความโกรธตัวเองดูก่อนว่าถ้าเริ่มจางลงแล้วเราจะยังรู้สึกเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า เพราะการมองปัญหาหรือการตัดสินใจอะไรด้วยอารมณ์จะทำให้เรามองภาพต่างๆ แคบมาก จนเมื่ออารมณ์เราจางลงนั่นแหละ ภาพต่างๆ ถึงจะชัด มองเห็นปัญหาอย่างรอบด้านขึ้น ถึงเวลานั้นจะตัดสินใจลาออกก็ไม่สาย

 

2. ถามตัวเองว่าได้ลงมือแก้ปัญหาเหล่านั้นแล้วหรือยัง

ย้อนกลับไปที่สาเหตุ 5 ข้อข้างต้นที่ทำให้คนลาออกด้านบน ค่อยๆ ลิสต์มาทีละข้อแบบใจเย็นว่าตอนนี้เรากำลังมีปัญหาในที่ทำงานอะไรบ้าง อาจจะยาวพรืดจนน่าตกใจแต่ก็ไม่เป็นไร ลองดูว่าในลิสต์นั้นมีปัญหาอะไรที่เราสามารถแก้ไขได้บ้าง เช่น ถ้ารู้สึกว่าตอนนี้เรากำลังทำงานมากกว่าเงินเดือนก็อย่าเพิ่งเดินเข้าไปคุยกับเจ้านายเพื่อต่อรองเรื่องเงินเดือนหรือขอลาออก แต่ให้เอาแก่นของปัญหาคือเรื่องงานที่กำลังล้นมือจนไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวนั้นเข้าไปคุยกับเจ้านายโดยตรง ร่วมหาทางออกกันโดยที่ยังไม่ต้องเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า ทางออกสำหรับปัญหานี้อาจเป็นการเพิ่มกำลังคนเพื่อแบ่งเบาภาระงานของเราก็ได้

 

หรือในอีกกรณีหนึ่งหากรู้สึกว่าปัญหานั้นเป็นเรื่องคน ทั้งเจ้านายและเพื่อนร่วมงานที่มีนิสัยส่วนตัวบางอย่างที่เรารับไม่ได้ ลองแยกธรรมชาติของเขาเหล่านั้นออกให้เหลือแต่เรื่องที่ส่งผลกระทบในด้านการทำงาน แล้วหอบเอาเฉพาะมุมนี้ไปคุยกับคนที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา เช่น ถ้ารู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานคนนี้พูดจากระทบกระเทียบอยู่ตลอดเวลาจนบั่นทอนสุขภาพจิต ไม่ว่านิสัยโดยรวมเขาจะเป็นอย่างไร เราก็เอาเฉพาะเรื่องการสื่อสารซึ่งเป็นอุปสรรคกับการทำงานไปคุยกับเขา อย่างน้อยก็เป็นการสะท้อนให้เขารู้ว่าวิธีการสื่อสารแบบนี้ส่งผลกระทบกับคนอื่นๆ ถ้าเขารู้สึกและลองเปลี่ยนวิธีก็ถือเป็นผลดีกับภาพรวม แต่ถ้าเกิดเรื่องกระทบกระทั่งกันก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว

 

ส่วนถ้าปัญหานั้นเป็นเรื่องของ Work-Life Balance ลองถามตัวเองว่าโจทย์ใหญ่ในชีวิตของเราตอนนั้นคืออะไร ถ้าเป็นเรื่องชีวิต งานที่เราทำอยู่ในขณะนี้ตอบโจทย์ในชีวิตของเราไหม พอปรับงานให้สอดรับกับชีวิตเราได้หรือเปล่า ถ้าทำไม่ได้จริงๆ การลาออกก็อาจเป็นทางออกที่ไม่ได้ผิดอะไร

 

ลองสู้แก้ไขปัญหาที่ยาวเป็นหางว่าวเหล่านั้นก่อน อาจต้องใช้พลังใจพลังกายในการสู้รบปรบมือในขั้นตอนนี้นานสักหน่อยแต่อย่างน้อยเราก็ได้สู้เพื่อตัวเอง ได้รู้ว่าเราได้แก้ไขปัญหาอย่างถึงที่สุดแทนการชิ่งหนีแล้วไปตายเอาดาบหน้า ไม่แน่เหมือนกันว่าถ้าเราแก้ปัญหานั้นจนเรามีชีวิตการทำงานที่ดีขึ้น การลาออกอาจไม่ใช่คำตอบของเราในเวลานี้ก็ได้

 

3. ถามตัวเองว่าได้คิดถึงงานใหม่ไว้ว่าอย่างไรบ้าง

อะไรที่เรายังไม่เคยได้มาครอบครองมักมองสวยงามไปหมด งานใหม่ก็เช่นกัน เพราะในขณะที่เรากำลังรู้สึกว่าที่ทำงานเก่าเต็มไปด้วยข้อเสีย งานใหม่ที่เรากำลังฝันถึงจึงมีแต่เรื่องสวยงามและน่าท้าทาย คิดว่าเราจะได้เงินเยอะขึ้น ได้สร้างทักษะการทำงานใหม่ๆ ให้เรามากขึ้น แต่ไม่ว่าจะงานไหนก็มีข้อเสียกันทั้งนั้น ลองศึกษาข้อดีข้อเสียของขอบเขตการทำงานในตำแหน่งใหม่ (Job Descriptions) ธรรมชาติองค์กร วิธีการทำงานจากคนที่เคยทำงานที่นั่นมาก่อนแล้วค่อยมาชั่งใจดีๆ คิดถึงประสิทธิภาพในการปรับตัวของเรา รวมถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่เรากำลังถืออยู่ทั้งเรื่องเงินและความรับผิดชอบว่าคุ้มค่าไหมที่เราจะย้ายงานท่ามกลางความรับผิดชอบที่เรามี อย่าลืมว่าถ้ากระโจนไปทำอะไรโดยที่ไม่ได้เตรียมใจและศึกษาข้อดีข้อเสียของมันอย่างถี่ถ้วน เราจะเจ็บหนักเสมอ ส่วนคนที่กำลังจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวที่เป็นความฝันของตัวเอง ลองถามตัวเองว่าได้วางแผนเกี่ยวกับอาชีพใหม่ไว้ว่าอย่างไร ทั้งการเงิน ความรักในงานที่ทำ รวมถึงได้ลองวางแผนในระยะยาวไว้แล้วหรือยังถ้าความฝันไม่ประสบความสำเร็จ

 

4. ถามตัวเองว่าได้วางแผนภาพรวมของชีวิตไว้ว่าอย่างไรบ้าง ทั้งการเงินและหน้าที่ความรับผิดชอบ

อย่าลืมว่าการลาออกคือความเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างหนึ่ง เราอาจไปเจอความไม่แน่นอนที่เราไม่สามารถบอกได้ในอนาคต ถ้าลาออกทั้งๆ ที่ไม่มีงานใหม่รองรับลองถามตัวเองดูก่อนว่ามีเงินที่จะใช้บริหารชีวิตต่อไปได้อีกนานเท่าไร และภายในระยะเวลานั้นเราสามารถหางานใหม่ได้หรือเปล่า แน่นอนว่าชีวิตเต็มไปด้วยความเสี่ยงไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน แต่ถ้าสามารถลดความเสี่ยงได้ก็สามารถทำให้เราวางแผนชีวิตได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็การันตีว่าต่อให้จะไปเจอสภาพสังคมการทำงานที่ต้องปรับตัวอย่างหนัก แต่ในด้านของการเงินแล้วเราจะไม่เสี่ยงมากไปกว่าเดิม

 

แต่ถ้าคนที่อยากเสี่ยงด้วยการไปทำงานใหม่ที่เงินเดือนน้อยลง แต่เป็นงานที่อยากทำ ไม่เคยทำมาก่อน และตอบโจทย์ชีวิตเรื่องการมีเวลาเป็นส่วนตัว ก็ต้องกลับมาดูภาระหนี้ที่เรารับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเลี้ยงดูชีวิตอื่น รวมถึงหนี้บริโภค ว่าภายใต้ข้อจำกัดด้านการเงินข้อใหม่นี้เราสามารถบริหารจัดการดูแลได้หรือเปล่า ลองลิสต์มาดูคร่าวๆ ก่อนก็ได้ว่าในขณะนี้หนี้อะไรบ้างที่เราต้องรับผิดชอบ หากลาออกจากที่เก่าจะส่งผลกระทบอย่างไร ถ้าเงินเดือนเพิ่มมากขึ้นอาจดูเสี่ยงน้อยลง แต่อย่าลืมปัจจัยเรื่องสวัสดิการที่แต่ละที่ทำงานมอบให้ ที่ทำงานใหม่สวัสดิการอาจไม่ครอบคลุมถึงพ่อแม่ลูกอย่างที่เคยได้ก็ได้ อย่าลืมส่วนนี้

 

5. ถามตัวเองว่า “อยากลาออกจริงๆ หรือ”

 

ลาออกอย่างมืออาชีพ

หากสุดท้ายแม้ว่าจะพยายามแก้ปัญหาขนาดไหนก็ยังรู้สึกว่ายังไม่เห็นการคลี่คลายไปในทางที่ดี หรือว่าเหนื่อยจนรู้สึกว่าการลาออกอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ฉะนั้นเราก็จงมาลาออกให้สวยงามกันเถอะ เหมือนนักกีฬายิมนาสติกที่สวิงสวายสวยงามระหว่างทางจนหลายคนประทับใจแล้ว ท่าจบก็ต้องสวยงามไม่แพ้ที่ผ่านมาเอาให้คนยกคะแนนสิบ สิบ สิบ กันถ้วนหน้าเลยทีเดียว

 

1. คิดมาให้ดีพอ

ก่อนที่จะเดินไปบอกเจ้านายขอให้ทบทวนตัวเองด้วย 5 ข้อข้างต้นอีกทีว่าได้ถามตัวเองมาแล้ว คิดมาดีแล้ว และคำตอบคือการลาออกก็ขอให้แน่วแน่กับคำตอบนี้ อย่าโลเล เพราะหลายคนอาจเจอการต่อรองจากเจ้านายหรือฝ่ายบุคคลด้วยการยื่นข้อเสนอต่างๆ ทั้งเรื่องตัวงานและเงินเดือน ให้ลองคิดดูง่ายๆ ว่าถ้าได้เงินเดือนเพิ่มแต่ปัญหาที่เราเจอจนเป็นสาเหตุให้ต้องลาออกไม่ได้ถูกแก้ให้เป็นรูปธรรม มันคุ้มกันไหม อีกอย่างไม่มีใครขึ้นเงินเดือนให้เราเปล่าๆ ปลี้ๆ เพราะเงินเดือนที่เพิ่มย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่มากขึ้นด้วย ชั่งตวงวัดความคุ้มค่าให้ดีๆ แต่ถ้าคิดว่าอยากลาออกก็ขอให้เก็บเป็นความลับ อย่าเพิ่งบอกเพื่อนร่วมงานจนรู้กันทั่วออฟฟิศ ควรให้เกียรติเจ้านายที่เป็นผู้บังคับบัญชาเราโดยตรงก่อน

 

2. หาโอกาสบอกเจ้านายอย่างเป็นทางการ

หาจังหวะเหมาะๆ และอาจบอกเลี่ยงๆ ว่าอยากขอปรึกษาเรื่องงาน แต่ร้อยทั้งร้อยเจ้านายจะมีสัญญาณรู้อยู่แล้วว่าลูกน้องจะมาขอลาออก เราเองก็ต้องเตรียมตัวก่อนล่วงหน้าและเมื่อถึงเวลาก็ให้เริ่มด้วยเรื่องดีๆ ก่อนว่าได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่นี่บ้าง แล้วค่อยบอกอย่างตรงไปตรงมาด้วยความจริงใจว่าจะมาขอลาออกพร้อมเหตุผลประกอบ เจ้านายส่วนใหญ่จะเข้าใจเป็นพื้นฐานว่าถ้าลูกน้องเดินมาขอลาออกแบบนี้แสดงว่าผ่านการคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว และยิ่งถ้าเหตุผลนั้นหนักแน่นเพียงพอก็จะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก จากนั้นค่อยเขียนใบลาออกกับฝ่ายบุคคลอย่างเป็นทางการต่อไป

 

แม้ว่าในทางการกฎหมายจะไม่มีการบังคับว่าต้องแจ้งบริษัทล่วงหน้าเป็นเวลาเท่าไรถึงจะลาออกได้ ถ้าไม่มีสัญญาจ้างที่เซ็นไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพียงแค่แจ้งเจ้านายด้วยวาจาเราก็สามารถออกจากความเป็นพนักงานได้เลย แต่ด้วยมารยาทเราควรเป็นไปตามกฎบริษัท ส่วนใหญ่จะประมาณ 1-2 เดือนล่วงหน้า เพื่อที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้หาคนมารับช่วงต่อในตำแหน่งเราได้ทันเวลา

 

3. ให้ความร่วมมือกับ Exit Interview

บางบริษัทนอกจากจะสัมภาษณ์เข้าทำงานแล้ว ก่อนออกจากงานก็จะมีการพูดคุยเพื่อสอบถามข้อดีข้อเสียจากคนที่กำลังจะออกไปเพื่อนำกลับมาพัฒนา เราควรใช้จังหวะโอกาสนี้ชี้จุดบกพร่องทั้งเรื่องคน ระบบการทำงาน หรือปัญหาต่างๆ ที่เราเจออย่างตรงไปตรงมา เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมงานที่เหลือ แต่อย่าใช้ Exit Interview เป็นเครื่องมือในการทำร้ายใคร ไหนๆ จะจากกันแล้วก็ควรจะลงท่าจบกันให้สวยงาม

 

4. ส่งมอบงานอย่างเป็นมืออาชีพ

ทั้งการสอนงานคนที่มารับตำแหน่งต่อจากเรา การเคลียร์คอมพิวเตอร์และจัดการเอกสารให้เป็นหมวดหมู่เพื่อให้สะดวกต่อคนที่มารับช่วงต่อ แจ้งลูกค้าหรือผู้เกี่ยวข้องว่าเราจะลาออกด้วยอีเมลอย่างเป็นทางการ ที่สำคัญคือเราควรรับผิดชอบหน้าที่เราจนถึงวันสุดท้ายที่ยังอยู่ในตำแหน่ง อย่าวางยาทิ้งปัญหาไว้เพราะคิดว่าอีกไม่นานก็ไม่ใช่หน้าที่เรา คิดไว้เสมอว่าโลกของการทำงานมันแคบกว่าที่คิด เพราะไม่แน่เราอาจกลับมาทำงานในบริษัทเดิมหรือต้องร่วมงานกับคนที่มาทำงานต่อจากเราก็ได้

 

5. จัดการชีวิตให้เรียบร้อย

นอกจากจะเป็นมืออาชีพต่อบริษัทแล้วเราก็ต้องเป็นมืออาชีพต่อตัวเองด้วย เพราะการลาออกครั้งหนึ่งนั้นมีส่วนที่ต้องจัดการกับตัวเองมากมาย เช่น ถ้าเราลาออกโดยที่ยังไม่มีงานใหม่มารองรับทันทีก็ควรไปขึ้นทะเบียนกับสำนักงานจัดหางานของรัฐ หรือลงทะเบียนในเว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน ภายใน 30 วัน (นับจากวันที่สิ้นสุดการเป็นพนักงานในหนังสือรับรองของบริษัท) อาจต้องรายงานตัวประมาณเดือนละครั้ง แต่สิทธิที่จะได้คือเงิน 30% ของเงินเดือนล่าสุดที่ได้โดยที่คิดจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งหมดนี้สำหรับคนที่ภายใน 15 เดือนที่ผ่านมาได้จ่ายค่าประกันสังคมมากกว่า 6 เดือน

 

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ก็เป็นเรื่องที่เราต้องจัดการ อาจต้องศึกษาผลประโยชน์ของกองทุนออฟฟิศใหม่ก่อนตัดสินใจว่าจะย้ายมาหรือว่าถอนออกมาเป็นเงินก้อน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการย้ายด้วย นอกจากนี้ประกันสังคมเองถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไรในช่วงที่ว่างงานก็ควรจะรักษาสิทธิผู้ประกันด้วยการจ่ายค่าประกันสังคมด้วย ส่วนเอกสารอื่นๆ ทั้งใบผ่านงานหรือเอกสารรับรองเงินเดือนจากออฟฟิศเก่าก็ควรขอมาให้ครบก่อนลาออกด้วย

 

สุดท้ายแม้ว่าไม่ใช่เรื่องบังคับแต่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายถ้าก่อนลาออกเราจะส่งอีเมลขอบคุณคนอื่นๆ ในออฟฟิศ ว่าที่ผ่านมาได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างไรบ้าง เพราะนอกจากจะได้ให้เครดิตการทำงานครั้งสุดท้ายแล้ว ข้อความเหล่านั้นยังเป็นกระจกสะท้อนตัวตนของคนที่กำลังทำงานอยู่ให้เอาไปเป็นกำลังใจหรือปรับปรุงตัวเองในอนาคต

 

การลาออกเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของมนุษย์ออฟฟิศ แต่ทุกคนก็ต้องอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนี้ จริงอยู่ที่ในมุมหนึ่งการลาออกคือการสิ้นสุดบางสิ่งบางอย่าง ทั้งหน้าที่การงาน กิจวัตร และความสัมพันธ์ แต่หากมองอีกมุม การลาออกคือจุดสิ้นสุดเพื่อให้เราได้ไปเริ่มต้นใหม่ ได้ออกไปท้าทายในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ได้ทดสอบศักยภาพตัวเอง และสำหรับบางคนคือการได้ใช้ชีวิตที่อยากใช้ ขอให้กำลังใจคนที่กำลังจะลาออกทุกคนให้ชีวิตใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นมีแต่เรื่องดีๆ

 


 

Credits

The Hosts ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

ไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ์

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Graphic Design Interns ธัญญา ศิริสัมพันธ์, พันธิตรา หอมเดชนะกุล

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post ลาออกอย่างไรให้สวยงามและมีความเป็นมืออาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพิ่งเลื่อนตำแหน่ง ต้องดูแลทั้งคนที่โตกว่าและเด็กกว่า เราจะเป็น หัวหน้า ที่ดีได้อย่างไร https://thestandard.co/podcast/ihatemyjob12/ Mon, 28 May 2018 05:30:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=93737

‘หัวหน้า’ เป็นตำแหน่งสำคัญในออฟฟิศ หลายครั้งที่เราเองใน […]

The post เพิ่งเลื่อนตำแหน่ง ต้องดูแลทั้งคนที่โตกว่าและเด็กกว่า เราจะเป็น หัวหน้า ที่ดีได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘หัวหน้า’ เป็นตำแหน่งสำคัญในออฟฟิศ หลายครั้งที่เราเองในฐานะลูกน้องไม่ชอบนิสัยและไม่เข้าใจการตัดสินใจของหัวหน้าเหมือนกัน แต่มาวันหนึ่งที่เราต้องเติบโตและต้องเลื่อนขั้นขึ้นเป็น หัวหน้า คนอื่นบ้างก็เริ่มรู้ว่าการบริหารงานและบริหารคนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

 

I HATE MY JOB เอพิโสดนี้ บองเต่า และ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ อยากให้กำลังใจคนเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งและตั้งใจจะเป็น หัวหน้า ที่ดี จึงรวบรวมแนวคิดต่างๆ ที่เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งขึ้นมาบริหารคนจะเอาไปปรับใช้ ส่วนคนที่เป็นลูกน้อง ถ้าลองเปิดใจก็อาจเข้าใจหัวหน้ามากขึ้น

 


 

10 แนวคิดของการเป็นหัวหน้าที่ดี

 

1. หัวหน้าที่ดีต้องเป็นจิตแพทย์ เชียร์ลีดเดอร์ นักดับเพลิง และวาทยากรคุมวง

โดยปกติแล้ว การทำงานเป็นทีมจะประกอบด้วยหัวหน้าที่เป็นผู้คอยกำหนดทิศทางและลูกน้องที่เป็นแรงเสริมทำงานให้สำเร็จ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีบทบาทหน้าที่ต่างกันไป คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่าการเป็นหัวหน้าคือการเป็นกัปตันคอยชี้นิ้วสั่งงานลูกน้อง แต่ความจริงแล้วหน้าที่ของหัวหน้ามีมากกว่านั้น เพราะการทำงานเป็นทีมนอกจากจะต้องการคนคอยชี้ทิศทางที่ดียังต้องการคุณสมบัติอื่นๆ คอยผลักดันไปด้วย หัวหน้าจึงต้องเป็นจิตแพทย์คอยรับฟังคำปรึกษาเวลาลูกน้องไม่สบายใจ ซึ่งคุณสมบัตินี้อาจเริ่มจากการคอยถามไถ่ลูกน้องเมื่อเห็นว่าไม่สบายใจโดยที่ไม่ต้องรอให้ลูกน้องออกปาก สร้างความรู้สึกไว้วางใจ เวลามีปัญหาอะไรไม่สบายใจลูกน้องจะได้มาปรึกษา แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรง แต่อย่าลืมว่าเรื่องส่วนตัวบางอย่างจะมีผลกับการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นการมีจิตแพทย์คอยให้คำปรึกษาอยู่ในทีมก็เป็นสิ่งที่ดี

 

หัวหน้ายังต้องคอยเป็นเชียร์ลีดเดอร์ คอยให้กำลังใจลูกน้องเวลาทำงาน เพราะการสร้างกำลังใจจะทำให้ทุกคนรู้สึกทำงานเป็นทีม เมื่อเจอปัญหาจะได้ร่วมแก้ไขไปด้วยกัน นอกจากนั้นแล้วหัวหน้ายังอาจเป็นนักดับเพลิงที่เปรียบเหมือนคนคอยดับไฟความร้อนใจ หรือคอยแก้ไขปัญหาทั้งภายนอกและภายในก่อนที่จะลุกลาม และที่สำคัญที่สุด หัวหน้าต้องคอยเป็นวาทยากรผู้ควบคุมวงดนตรีให้แต่ละคนปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ รู้ว่าจังหวะไหนควรเน้น ตรงไหนใครเด่น แล้วร่วมบรรเลงงานออกมาให้กลมกลืนที่สุด

 

ใครที่เพิ่งก้าวขึ้นมาดูแลคนอื่นแล้วรู้สึกว่าภาระหน้าที่ของการเป็นหัวหน้ามันเยอะและยากเกินความสามารถ อย่าเพิ่งใจฝ่อ เพราะคุณสมบัติแต่ละอย่างสามารถค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ฝึกกันได้ อาจเริ่มจากการเป็นนักจิตวิทยาและเป็นเชียร์ลีดเดอร์ที่ดี จากนั้นค่อยเป็นนักดับเพลิงที่ต้องอาศัยความสามารถของคนในทีม จนสามารถเป็นวาทยากรคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้ในที่สุด

 

2. หัวหน้าที่ดีต้องชัดเจน กล้าตัดสินใจ

‘ตัดสินใจ’ อาจดูเป็นคำง่ายๆ และทำได้ไม่ยาก แค่เลือกในสิ่งที่คิดว่าดีและเหมาะสม แต่อย่าลืมว่าการตัดสินใจนั้นหมายความรวมไปถึงการตัดสินใจกำหนดทิศทางของทีม รวมถึงตัดสินความถูกผิดของลูกน้องด้วย ตอนที่เราเป็นลูกน้องอาจเคยเจอหัวหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจ เพราะรู้สึกว่าเรื่องนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวเองจะรับผิดชอบ จึง ‘ปล่อยเบลอ’ ให้ปัญหาคาราคาซังและให้ลูกน้องคอยก้มหน้ารับผิดชอบกันเอง ซึ่งอาจนำพาปัญหาอื่นๆ ให้ตามมา

 

เมื่อก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้า ถ้าพบว่าบางเรื่องที่จะต้องตัดสินใจเป็นเรื่องที่ตัวเองไม่ถนัด การขอความเห็นจากคนที่เชี่ยวชาญหรือระดมความคิดเห็นจากคนที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้ทำให้เราเสียความน่าเชื่อถือ แต่ยังช่วยให้ทุกคนได้ร่วมกันตัดสินใจในสิ่งที่เลือก อีกทั้งตัวหัวหน้าเองยังได้เรียนรู้ร่วมกันไปกับทีมด้วย

 

ส่วนการตัดสินใจที่ค่อนข้างอ่อนไหวอย่างเรื่องคน ทั้งการเลือกให้ใครทำงานอะไร หรือตัดสินว่าใครถูกผิดในแต่ละกรณี อาจเริ่มจากการพูดคุยทำความเข้าใจก่อนว่าความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นจากอะไร แล้วค่อยพิจารณาตามหลักเหตุผลโดยปราศจากอารมณ์ ถ้าลูกน้องในทีมมีความผิดจริง หัวหน้าก็ควรตัดสินใจลงโทษตามความเหมาะสม อย่ากลัวว่าลูกน้องจะไม่รัก เพราะหัวหน้าที่ทำตัววางเฉยหรือคอยประนีประนอมอยู่ตลอดเวลาก็อาจสร้างความลำบากใจให้กับทุกฝ่ายมากกว่าก็ได้

 

3. เป็นหัวหน้าก็ผิดได้

ตอนที่เราเป็นลูกน้อง เราจะรู้สึกว่าหัวหน้าเป็นคนเก่งและถูกต้องเสมอ แต่พอเราขึ้นมาเป็นหัวหน้า เราจึงรู้ว่าหัวหน้าก็เป็นคนเหมือนเราที่ทำอะไรถูกบ้างและผิดบ้างเป็นธรรมดา เพราะเราต่างเป็นมนุษย์ที่ไม่มีใครทำอะไรถูกต้องหรือถูกใจอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญของการเป็นหัวหน้าคือการทำผิดแล้วยอมรับผิดต่างหาก ยอมรับว่าบางเรื่องเราเองก็ไม่ถนัดหรือไม่เชี่ยวชาญ บางเรื่องอาจพลาดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ฉะนั้นเมื่อเกิดความผิดพลาดก็ควรยอมรับว่าความผิดนั้นเกิดจากตัวเอง พร้อมที่จะเรียนรู้ แก้ไข และให้โอกาสตัวเองในวันข้างหน้า ที่สำคัญคืออย่าลืมเผื่อโอกาสเมื่อผิดพลาดไปถึงลูกน้องด้วย

 

4. หัวหน้าที่ดีต้องสร้างแบบอย่างการทำงานที่ดี และสร้างทัศนคติที่ดีให้กับลูกน้อง

‘การกระทำเสียงดังกว่าคำพูด’ เป็นประโยคที่ใช้ได้เสมอกับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะการเป็นหัวหน้า ถ้าอยากให้ลูกน้องเห็นว่าการทำงานที่ดีเป็นอย่างไร หัวหน้าต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง ลูกน้องจะค่อยๆ ซึมซับวิธีการทำงานที่ถูกต้องและนำไปปฏิบัติ โดยบางครั้งอาจไม่ต้องมานั่งสอนกันเป็นขั้นตอนด้วยซ้ำ ลองนึกถึงตัวเองตอนที่เป็นลูกน้อง เราเองจะคอยสังเกตวิธีการทำงานของหัวหน้าตั้งแต่รับงาน กระจายงาน ลงรายละเอียดงานแต่ละอย่างและติดตามผล ฉะนั้นเมื่อเราได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้า ต้องนึกไว้เสมอว่าการกระทำและคำพูดของเราจะถูกส่งต่อไปยังลูกน้องโดยอัตโนมัติ

 

ไม่เพียงแต่วิธีการทำงาน ทัศนคติต่องานและลูกค้าของหัวหน้าก็มีผล ถ้าหัวหน้ามีวิธีการทำงานที่ดี แต่ไม่มีทัศนคติที่ดี ลูกน้องก็พลอยรับอคติเหล่านั้นไปด้วย เช่น ตลอดเวลาที่ทำงานให้ลูกค้า หัวหน้ามีแต่เสียงก่นด่า ไม่พอใจที่ลูกค้าปรับแก้งานตลอดเวลา ลูกน้องและทีมก็จะมองลูกค้าคนนั้นไม่ดีไปด้วย เพราะฉะนั้นแล้วการทำงานทุกอย่าง นอกจากจะเป็นแบบอย่างที่ดีแล้วก็ต้องมีเจตนาที่ดีที่จะส่งต่อไปถึงทีมด้วย

 

5. หัวหน้าที่ดีต้องรู้จักและมองหาความเก่งของลูกน้อง

เมื่อเราก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้า คนส่วนใหญ่อาจปล่อยให้ลูกน้องแต่ละคนทำงานอย่างที่เคยทำมาก่อนโดยที่ไม่ทันพิจารณาว่าตำแหน่งที่ทำอยู่นั้นเหมาะสมแล้วหรือเปล่า ฉะนั้นสิ่งที่หัวหน้าควรทำคือการศึกษาธรรมชาติของลูกน้องแต่ละคนว่ามีความถนัดอะไร และเขากำลังได้ใช้ความสามารถนั้นอย่างเต็มที่หรือเปล่า หัวหน้าสามารถสังเกตจุดแข็งและจุดอ่อนของลูกน้องแต่ละคนจากวิธีการทำงาน การแสดงออก รวมไปถึงความชอบอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องงาน แล้วมาพิจารณาว่าใครเหมาะสมสำหรับตำแหน่งไหน สามารถถามความสมัครใจและปรับให้แต่ละคนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้เสมอ เชื่อเถอะว่าวลี ‘Put the right man on the right job’ เป็นสิ่งที่ใช้ได้อยู่วันยังค่ำ

 

เท่านั้นอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ควรทำในขั้นต่อไปคือการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของแต่ละคนให้ได้มากที่สุดด้วย เช่น เมื่อเห็นว่าลูกน้องมีความสามารถพิเศษที่พอจะทำงานอื่นที่นอกเหนือจากการงานที่รับผิดชอบก็สามารถป้อนงานใหม่ๆ ให้ลูกน้องได้แสดงศักยภาพออกมา ลูกน้องก็จะได้ถือเป็นโอกาสพัฒนาตัวเอง การร่วมมือกันทำแบบนี้บ่อยๆ จะสร้างทีมให้มีความแข็งแกร่ง โดยกุญแจสำคัญของคุณสมบัติข้อนี้ต้องมาจากการสังเกตและใส่ใจของผู้เป็นหัวหน้าอย่างสม่ำเสมอ

 

6. หัวหน้าที่ดีต้องอย่ากลัว

โดยเฉพาะคนที่สมัครเข้าไปเป็นหัวหน้าในบริษัทใหม่ เพราะจะเต็มไปด้วยความไม่คุ้นเคย แถมคนที่ทำงานมาก่อนจะมีวิธีการทำงานและวัฒนธรรมบางอย่างที่เราต้องเรียนรู้ อย่าเพิ่งใจเสียและคิดว่าเป็นเรื่องยากเกินไป ให้คิดว่าทุกคนที่มาทำงานมีเจตนาดี ทุกคนอยากสร้างงานที่ดีร่วมกัน ฉะนั้นแล้วเมื่อเจอวิธีการทำงานที่ไม่เหมือนกันก็ค่อยๆ ปรับกันไปในแต่ละกรณี เราเองอาจมีวิธีของเรา ทีมเดิมอาจมีวิธีของเขา สุดท้ายแล้วเราอาจสร้างวิธีการทำงานใหม่ร่วมกัน ที่สำคัญคือมีอะไรต้องเปิดใจและสื่อสาร อย่าเก็บไว้และมานินทาลับหลัง เพราะไม่ได้เป็นผลดีกับใคร

 

7. หัวหน้าที่ดีต้องรู้จักสอนงานลูกน้อง

เมื่อเราขึ้นมาเป็นหัวหน้าด้วยความสามารถและทักษะการทำงานที่โดดเด่น หลายคนอาจมีความคิดว่าการรวบงานทั้งหมดมาทำเองเป็นเรื่องไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไร ดีกว่าจะต้องกระจายงานให้คนอื่นทำ เพราะอาจจะผิดพลาดแล้วเราต้องคอยตามแก้ไข นี่คือความคิดที่ผิด เราควรสอนงานให้คนอื่นๆ ในทีมมีทักษะการทำงานที่ดีขึ้นหรือเก่งกว่าเราด้วยซ้ำ เพราะการสอนงานเต็มไปด้วยข้อดี คือเราจะได้กระจายความสามารถที่เรามีให้ทีม ทีมจะได้เก่งและแกร่งไปพร้อมๆ กัน เมื่อไรที่เราเกิดล้มป่วยหรือไม่สามารถมาทำงานได้ ลูกน้องหรือคนที่เก่งรองลงไปจากเราจะได้ช่วยเราทำงานหรือตัดสินใจแทนได้

แรกๆ อาจจะเหนื่อยบ้างที่ต้องสอนงานคนอื่น แต่ถ้าเราไม่สอนงานคนอื่นเลย อย่าลืมว่ามันจะทำให้เราเหนื่อยไปตลอดกาล

8. ลองไม่เป็นหัวหน้าบ้าง

หากลองดูตามความอาวุโส เราอาจเป็นพี่หรือเป็นน้องของใครต่อใครหลายคนในทีม ฉะนั้นแล้วเมื่อเจอเรื่องอะไรที่เราไม่ถนัดก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่เราจะขอความรู้จากคนเหล่านั้น โดยเฉพาะคนที่ทำงานมานานๆ เขาอาจมีทักษะบางอย่างที่เราคิดไม่ถึง การลองไม่เป็นหัวหน้าและฟังเสียงคนอื่นดูบ้างอาจช่วยให้เราได้แลกเปลี่ยนความรู้ สร้างความแข็งแรงให้ทีมมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วหากไม่ใช่เวลางาน การลองถอดหมวกความเป็นเจ้านายให้เหลือแต่ความเป็นพี่น้อง และไปแฮงเอาต์กินข้าวกับคนในทีมบ้าง อาจเป็นการทำให้เราได้รู้จักลูกน้องในมิติใหม่ๆ ได้รู้ว่าแต่ละคนคิดเห็นอย่างไร และบางครั้งก็เป็นโอกาสให้ลองเปิดใจกันได้ง่ายขึ้นกว่าการอยู่ในฐานะหัวหน้าและลูกน้องก็ได้

 

9. หัวหน้าที่ดีต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลง

มีคนกล่าวไว้ว่า ‘ไม่มีใครอยู่เป็นหัวหน้าหรือลูกน้องใครตลอดไป’ เพราะสิ่งหนึ่งที่คนก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าต้องยอมรับคือในบริษัทจะมีคนเข้าออกเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะทีมตัวเองที่ทำงานกันมา ไม่วันใดวันหนึ่งก็ต้องมีคนออกไปทำงานที่อื่น หัวหน้าควรเข้าใจเหตุผลของความเปลี่ยนแปลงและพาทีมทำงานต่อไปให้ได้ ซึ่งจะแก้ไขปัญหาด้วยการรับสมัครคนใหม่หรือบริหารคนเท่าที่มีให้ทำงานต่อจนสำเร็จ หัวหน้าเองต้องเหนื่อยขึ้น แต่นี่ก็เป็นหนึ่งในความรับผิดชอบที่หัวหน้าต้องทำ คิดในแง่ดีว่าทำให้เรามีทักษะในการบริหารคนมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็ทำให้ทีมที่เหลืออยู่แน่นแฟ้นขึ้นด้วย

 

10. หัวหน้าที่ดีต้องอย่าหยุดที่จะเรียนรู้

หลายคนคิดว่าคนที่ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดและดีที่สุด แต่ข้อหนึ่งที่อย่าลืมว่าหัวหน้าก็เป็นมนุษย์ที่มีบางเรื่องที่ไม่รู้และไม่ชำนาญเช่นเดียวกับคนทั่วไป เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้ก้าวมาเป็นหัวหน้าไม่ได้หมายความว่าคือจุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง แต่ให้คิดว่าเราคือพนักงานคนหนึ่งที่ยังต้องพร้อมจะเรียนรู้ตลอดเวลา แค่เรามีหน้าที่เพิ่มเติมในการบริหารและดูแลคนอื่นๆ ยิ่งทุกวันนี้มีเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานมากขึ้น การเพิ่มทักษะให้ตัวเองจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ ยิ่งเป็นหัวหน้ายิ่งต้องเรียนรู้เร็วและก่อนลูกน้อง

 

และไม่ใช่แค่เรื่องทักษะความสามารถ แต่หัวหน้าก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีความไม่สมบูรณ์ มีบางเรื่องที่อาจตัดสินใจผิดไปบ้าง เข้าใจผิดไปบ้าง ใช้อารมณ์มากเกินไปบ้าง เราเองในฐานะหัวหน้าก็อย่าเพิ่งกล่าวโทษตัวเองจนลืมคิดเผื่อไปว่าเราเองก็คือมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์และสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดที่ผ่านมาได้ ในขณะเดียวกัน ลูกน้องเองก็ต้องเผื่อใจในข้อนี้

การทำงานเป็นทีมไม่มีใครเก่งหรือถูกต้องไปทั้งหมด เพียงแต่ทุกคนเมื่อผิดพลาด ก็ต้องพัฒนาตัวเองและรู้จักที่จะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน


 

Credits

The Hosts ไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ์

ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post เพิ่งเลื่อนตำแหน่ง ต้องดูแลทั้งคนที่โตกว่าและเด็กกว่า เราจะเป็น หัวหน้า ที่ดีได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปลี่ยนงานเพื่ออัพเงินเดือนดีไหม? คนมาใหม่ทำไมเงินเดือนเยอะกว่าเรา? เมื่อลูกน้องขอขึ้นเงินเดือน เจ้านายควรทำอย่างไร? https://thestandard.co/podcast/ihatemyjob07/ Mon, 23 Apr 2018 06:17:49 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=85660

เงินเดือน คือสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหากับมนุษย์ออฟฟิศอยู่เส […]

The post เปลี่ยนงานเพื่ออัพเงินเดือนดีไหม? คนมาใหม่ทำไมเงินเดือนเยอะกว่าเรา? เมื่อลูกน้องขอขึ้นเงินเดือน เจ้านายควรทำอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เงินเดือน คือสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหากับมนุษย์ออฟฟิศอยู่เสมอ หลายคนอาจคิดว่าปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดหากได้ตกลงกับฝ่ายบุคคลจนได้ตัวเลขจนเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่ายตั้งแต่แรก แต่ในความเป็นจริง พอทำงานไปได้สักพักอาจเกิดคำถามว่าเงินเดือนที่ได้นั้นยังคุ้มอยู่ไหม นี่เราเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า หรือลองเปลี่ยนงานเพื่อเพิ่มเงินเดือนจะดีไหม แล้วทำไมแอบรู้มาว่าคนที่เข้ามาใหม่ในตำแหน่งงานเดียวกันได้เงินเดือนเยอะกว่าเรา จะเห็นได้ว่าปัญหาเรื่องเงินเดือนสามารถงอกขึ้นมากวนใจได้ไม่จบสิ้น

 

I HATE MY JOB พอดแคสต์ในสัปดาห์นี้ บองเต่า และ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ ชวนกันสุมหัวคุยเรื่องเงินๆ ทองๆ อีกครั้ง เผื่อใครกำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้จะได้พอมีแนวทางหาคำตอบให้กับตัวเอง

 


เปลี่ยนงานเพื่ออัพเงินเดือน เป็นสิ่งที่ควรทำไหม

บางคนใช้วิธีเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ เพื่ออัพเงินเดือนตัวเอง เพราะคิดว่าเมื่อประสบการณ์การทำงานเพิ่มขึ้น เงินเดือนก็ควรจะขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าไม่สามารถเรียกค่าตอบแทนที่สูงขึ้นจากบริษัทปัจจุบัน เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างเงินเดือนหรืออัตราการเพิ่มเงินเดือน ก็เปลี่ยนที่ทำงานเสียเลยแล้วกัน

 

การเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ หรือ Job Hopping นั้นไม่ใช่สิ่งผิด และแน่นอนว่าจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่ลองถามตัวเองง่ายๆ ก่อนการย้ายงานแต่ละครั้งดังนี้

 

1. เงินเดือนคือเหตุผลเดียวในการเปลี่ยนงานใช่หรือไม่

เมื่อไรที่เราเปลี่ยนงานเพียงเพราะอยากได้เงินเดือนมากขึ้น โดยไม่ทันได้คิดว่าเราควรมีความสามารถหรือประสบการณ์ที่เหมาะสมกับค่าตอบแทนที่สูงขึ้นด้วย ผนวกความคาดหวังจากผู้คนในองค์กรใหม่ (ที่อาจคิดว่า ‘อุตส่าห์ซื้อตัวมาตั้งแพง’) เมื่อนั้นเราอาจเดือดร้อนจากการย้ายงานไปเรื่อยๆ เพราะทักษะที่แท้จริงยังไม่ถึง ทั้งหมดนี้อาจส่งผลต่อ Performace และประวัติในการทำงานระยะยาว

 

2. แน่ใจนะว่าอยากให้ประวัติการเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ฟ้องอยู่ในเรซูเม

เมื่อทุกอย่างถูกบันทึกไว้ในเรซูเม ฝ่ายบุคคลหรือผู้ที่พิจารณาเข้าทำงานย่อมเห็น และพฤติกรรมแบบนี้ของเราอาจถูกตีความว่า ‘ไม่มีความจงรักภักดีต่อองค์กร’ เขาอาจคิดต่อไปว่าหากจ้างคนแบบนี้เข้ามา อยู่ได้ไม่นานก็คงออกไปทำงานที่อื่นอีก หรือไม่ก็คงมีบุคลิกลักษณะบางอย่างที่ทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้

 

3. เรายังมีโอกาสได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นที่องค์กรเดิมอยู่หรือเปล่า

คนที่ทำงานบริษัทเดิมนานๆ แน่นอนว่าเงินเดือนจะเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปตามโครงสร้างเงินเดือนของบริษัท ซึ่งอาจรู้สึกไม่ทันใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะเมื่อไรที่เราแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถเกินหน้าที่รับผิดชอบจนกลายเป็น ‘ผู้เล่นทรงคุณค่า’ ที่บริษัทอยากรักษาไว้ หรือจำเป็นต้องรักษาไว้ให้ได้ สุดท้ายแล้วเราก็มีโอกาสจะได้สิ่งตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกับความสามารถอันแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน (และตำแหน่ง) ให้โดยที่เราไม่ต้องร้องขอ หรือการขึ้นค่าตอบแทนให้ในอัตราก้าวกระโดด

 

ในขณะเดียวกัน หัวหน้าเองก็สามารถชิงตอบแทนลูกน้องก่อนได้โดยไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยปากขอ เพราะการที่ลูกน้องไม่ได้ขอก็ไม่ได้หมายความว่าเขาพอใจกับเงินที่เขาได้แล้ว เมื่อไรที่หัวหน้าหรือผู้บริหารเห็นว่าพนักงานคนไหนมีความสามารถมากพอและอยากรักษาเอาไว้ให้เติบโตไปพร้อมกันก็ควรจะรีบตอบแทนเขา อย่าปล่อยให้ความซื่อสัตย์ที่พนักงานมีให้กับองค์กรเป็นสิ่งที่ไม่มีราคา ไม่อย่างนั้นพนักงานที่จงรักภักดีจะรู้สึกหมดค่าและเสียความรู้สึกในที่สุด

 

4. ความเสี่ยงของการเปลี่ยนงานครั้งนี้คืออะไร

ทุกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเราคือความเสี่ยง โดยเฉพาะการเปลี่ยนงานที่ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องที่คาดไม่ถึง และหลายคนประเมินความเสี่ยงตรงนี้ต่ำเกินไป เราอาจได้เงินเดือนมากขึ้นก็จริง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยวิธีการทำงานที่ไม่คุ้นและต้องปรับตัวอย่างหนัก ทีมงานใหม่ไม่คลิกกันเหมือนทีมที่ออฟฟิศเก่า หรือเจ้านายใหม่ที่ไม่ยอมฟังความคิดเห็นลูกน้องจนทำให้คิดถึงเจ้านายเก่าเป็นอย่างมาก

 

เหล่านี้เป็นเรื่องที่เราควรคำนึงถึงในการเปลี่ยนงานเช่นกัน เพราะแน่นอนว่าตอนไปสัมภาษณ์งานใหม่ ทุกอย่างจะดูสวยงามไปหมด แต่เราต้องเผื่อใจถึงด้านมืดของมันด้วย

 

คำถามทั้ง 4 ข้อข้างต้นน่าจะช่วยให้เราชั่งน้ำหนักดูได้ว่าคุ้มไหมที่จะเปลี่ยนงาน ยอมรับได้ไหมกับความเสี่ยงที่เราจะต้องเจอทั้งสภาพแวดล้อมและวิธีการทำงานที่ต้องเปลี่ยนไป ความรับผิดชอบที่ต้องเพิ่มขึ้น (ตามเงินเดือนที่เราขอไปและเข้ายอมให้)

 

ทำไมคนที่มาใหม่ในตำแหน่งเดียวกันได้เงินเดือนเยอะกว่าเรา

แม้เงินเดือนควรเป็นความลับ แต่สุดท้ายเราก็มักได้แอบรู้เงินเดือนกันอยู่เสมอ และจะปวดใจที่สุดตอนได้รู้ว่าพนักงานใหม่ที่ตำแหน่งหน้าที่เดียวกันทุกอย่างได้เงินเดือนเยอะกว่าเราที่อยู่มาก่อนตั้งนาน เราอุตส่าห์จงรักภักดีกับบริษัท ไม่เคยคิดจะย้ายไปไหน แล้วทำไม Job Hopper พวกนี้กลับได้ค่าตอบแทนมากกว่า ไม่ยุติธรรมเลย

 

ถ้ากำลังเผชิญสถานการณ์แบบนี้ ลองใช้วิธีเหล่านี้ในการรับมือ

 

1. ถือเป็นโอกาสในการพิจารณาตัวเอง

ก่อนจะตีโพยตีพาย ให้ลองย้อนมาพิจารณาตัวเองว่าประสิทธิภาพในการทำงานของเราเป็นอย่างไร เต็มที่และดีพอหรือยัง เพราะการที่คนมาใหม่ได้เงินเดือนเยอะกว่าอาจเป็นเพราะเขามีความสามารถหรือประสบการณ์บางอย่างที่เราไม่มี อาจเป็นตัวเราเองที่ควรต้องสร้างทักษะใหม่ๆ เพิ่มเติม และสุดท้ายเมื่อเราเก่งขึ้นและตั้งใจทำงานมากขึ้น ผลงานที่ออกมาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นเอง

 

2. ลองคุยกับเจ้านายตรงๆ

การขอคุยกับหัวหน้างานไม่ใช่วิธีที่จะทำให้ได้ขึ้นเงินเดือนเสมอไป แต่มันอาจนำไปสู่ความเข้าใจกันของทั้งสองฝ่าย เช่น ฝั่งเราได้เห็นว่าตำแหน่งและระดับความสามารถของเรานั้นเหมาะสมกับเงินเดือนที่ได้รับอยู่แล้วจริงๆ หรือฝั่งเจ้านายอาจได้เห็นและเข้าใจว่างานที่เราทำอยู่นั้นหนักเกินเงินเดือนอยู่มาก ซึ่งถึงเขาจะไม่สามารถขึ้นเงินเดือนให้เราได้ในทันที เพราะโครงสร้างของบริษัทบังคับอยู่ แต่ก็อาจช่วยปรับให้งานหนักน้อยลงหรือหาคนมาช่วยได้ เรียกว่าคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันมากกว่า

 

ส่วนในมุมของเจ้านายและฝ่ายบุคคล สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกเมื่อพนักงานมาปรึกษาคือยอมรับและเข้าใจว่ามันเป็นปัญหา และมันส่งผลกระทบกับความรู้สึกของพนักงานจริงๆ สิ่งที่ควรดูกันต่อไปเพื่อแก้ไขให้ถูกจุดก็คือพนักงานคนนี้อยู่ในกลุ่มหรือเกรดไหน กลุ่มคุณภาพที่บริษัทต้องรักษาไว้ กลุ่มกลางๆ ที่แค่ทำงานได้ตามมอบหมาย หรือกลุ่มด้อยคุณภาพ แล้วค่อยจัดการไปตามความเหมาะสม

 

ฉะนั้นในฐานะพนักงาน เราจึงควรพยายามย้ายตัวเองไปอยู่ในกลุ่มที่องค์กรอยากรักษาเอาไว้ให้ได้ แล้วเมื่อนั้นอำนาจการต่อรองเรื่องเงินและเรื่องต่างๆ จะมากขึ้นตามไปด้วย

 

ขู่ว่าจะลาออกดีไหม เผื่อเขาขึ้นเงินเดือนให้

คิดภาพว่าเขาน่าจะรั้งเราเอาไว้ด้วยการรีบขึ้นเงินเดือนให้ เพราะกลัวจะเสียเราไป ซึ่งต่อให้บริษัทยอมจ่าย แต่ปัญหาแท้จริงอาจยังไม่ถูกแก้ไขอย่างตรงจุด เพราะส่วนใหญ่ปัญหาเหล่านี้ใช้เงินอย่างเดียวแก้ไขไม่ได้ หรือบางคนบริษัทก็ไม่รั้งอะไรเลย กะจะลาออกแบบขู่ๆ เลยกลายเป็นต้องออกไปจริงๆ

เราควรถามตัวเองว่าสาเหตุของการอยากลาออกจริงๆ คืออะไร เพราะไม่ชอบงานนี้ งานไม่ท้าทาย ตำแหน่งไม่เติบโต แต่ถ้าสาเหตุเป็นเรื่องเงินก็ควรเข้าไปคุยกับฝ่ายบุคคลหรือเจ้านายก่อนขู่ว่าจะลาออกด้วยซ้ำ

คุยกับเจ้านายอย่างไรเมื่ออยากขอขึ้นเงินเดือน

1. หาเหตุผลอันสมควรที่แท้จริงให้เจอเสียก่อน

ตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนว่าการที่เรารู้สึกว่าได้เงินน้อยนั้น เราวัดจากอะไร ถ้าเกิดจากการเทียบกับคนอื่นในสาขาวิชาชีพเดียวกัน เพราะไปสำรวจมาแล้วพบว่าเงินเดือนเราน้อยกว่ามากและมั่นใจว่าเราทำงานเต็มที่แล้ว อย่างนี้ก็นับเป็นเหตุผลสมควรแก่การเข้าไปขอคุย หรือเกิดจากการวัดความรู้สึกของตัวเองแล้วพบว่างานเยอะจนเริ่มเสียสมดุลชีวิต ไม่มีเวลาพักผ่อน นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ควรขอคุยเช่นกัน

 

2. อย่าเริ่มต้นด้วยการขอขึ้นเงินเดือน

อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามเข้าไปด้วยการตั้งธงว่าวันนี้จะขอขึ้นเงินเดือน แต่ให้คุยในประเด็นปัญหาที่เราประสบอยู่จริงๆ เช่น รู้สึกว่าเสียสมดุลชีวิต เพราะงานหนักเกินไป หรือคุยเรื่องเป้าหมายร่วมของเรากับบริษัท เช่น เรามองว่าอยากเติบโตที่บริษัทนี้ไปอีกกี่ปี สิ่งที่เราจะทำให้บริษัทได้มีอะไรบ้าง เราอยากเรียนรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติม อยากเติบโตในสายงานไหน และสุดท้ายเมื่อเราวางตัวชี้วัด (KPI) ร่วมกันได้แล้ว โอกาสที่จะได้ขึ้นเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อในอนาคตจะตามมาเอง

 

เจ้านายควรทำอย่างไรเมื่อลูกน้องมาขอขึ้นเงินเดือน

เรื่องความรู้สึกว่าค่าตอบแทนไม่ยุติธรรมตรงนี้ แท้จริงแล้วอาจมีเรื่องอื่นที่มากกว่าเงินซ่อนอยู่

 

1. หาสาเหตุแท้จริงให้เจอ ชวนลูกน้องคุยว่าตอนนี้สิ่งที่กำลังรู้สึกหรือสิ่งที่เขากำลังคิดว่าเป็นปัญหานั้นคืออะไร เช่น รู้สึกว่างานเยอะมากจนรู้สึกว่าไม่คุ้มที่จะทำอีกต่อไป หรือรู้สึกว่าต้องเสียสละสิ่งมีค่าในชีวิตเพื่องานมากเกินไป เช่น การเดินทาง วันหยุด หรือเวลาการทำงานที่เป็นระบบ เมื่อเราไล่จนเจอว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร เราจะได้หาต่อว่าทางออกคืออะไรกันแน่ และคำตอบอาจไม่ใช่การขึ้นเงินเดือนเสมอไป

 

2. รับรู้ว่าเป็นปัญหาและลงมือแก้ไข การที่ลูกน้องถึงกับออกปากเรื่องพูดยากอย่างนี้ย่อมแสดงว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับเขา เจ้านายควรรับรู้และเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหา ถ้าไม่สามารถตัดสินใจหรือลงมือได้ด้วยตนเองก็ควรแจ้งปัญหาให้ฝ่ายบุคคลรับรู้เพื่อวางแผนและร่วมกันหาทางออกต่อไปในอนาคต

 

3. คอยสอดส่องดูแลลูกน้องอยู่เรื่อยๆ ถ้าเจ้านายคอยจับตามองและเห็นว่าใครกำลังมีปัญหา การเข้าหาลูกน้องก่อนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ลองหาโอกาสเหมาะๆ อย่างตอนนั่งรถไปด้วยกัน ตอนกินอาหารร่วมกัน ลองชวนคุย เปิดโอกาสให้เขาได้ปรึกษาอย่างรู้สึกวางใจ อาจทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไขก่อนบานปลายจนกลายเป็นไม่ต้องคุยกันเรื่องเงินเดือนให้หนักใจกันเลยด้วยซ้ำ

เมื่อเกิดปัญหาเรื่องเงินเดือน สิ่งสำคัญคือการสื่อสารกัน และควรมองว่าเราจะให้อะไรกับบริษัทได้บ้างก่อนที่เราจะเรียกร้องอะไร


ฟังรายการ I HATE MY JOB พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 

 


Credit


The Host
ท้อฟฟี่ แบรดชอว์, ไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ์

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post เปลี่ยนงานเพื่ออัพเงินเดือนดีไหม? คนมาใหม่ทำไมเงินเดือนเยอะกว่าเรา? เมื่อลูกน้องขอขึ้นเงินเดือน เจ้านายควรทำอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
วางแผนวันลาเพื่อให้หยุดอย่างแฮปปี้ https://thestandard.co/podcast/ihatemyjob03/ Mon, 26 Mar 2018 06:19:03 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=79766

วันลา เป็นสิ่งที่ชุ่มชื่นหัวใจและเฝ้ารอสำหรับชาวออฟฟิศท […]

The post วางแผนวันลาเพื่อให้หยุดอย่างแฮปปี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันลา เป็นสิ่งที่ชุ่มชื่นหัวใจและเฝ้ารอสำหรับชาวออฟฟิศที่ทำงานหนักตลอดทั้งปี เป็นเหมือนจุดแวะพักที่เราได้ไปชาร์จแบตตัวเอง ได้ไปทำสิ่งที่ชอบ ได้ไปจัดการด้านอื่นๆ ของชีวิตที่นอกเหนือจากการทำงาน

 

แม้วันลาจะเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่มนุษย์ออฟฟิศทุกคนจะพึงมีพึงได้มากน้อยต่างกันตามอายุงาน แต่อย่างที่รู้กัน เราไม่สามารถลาตามอำเภอใจ นึกอยากจะหยุดเมื่อไรก็หยุด เพราะตราบใดที่ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม ทั้งงานที่ต้องประสานกับคนอื่นๆ ในออฟฟิศและหน่วยงานข้างนอก เราจึงจำเป็นต้องลาอย่างมีแผนเพื่อทุกฝ่ายจะได้เข้าใจ และเราเองก็ได้หยุดอย่างสบายใจด้วยเช่นกัน

 

I HATE MY JOB เอพิโสดนี้ บองเต่า และ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ มาชวนกันวางแผนการลางาน ทั้งลากิจ ลาป่วย ลาพักร้อน ให้ได้หยุดยาวอย่างมีความสุขกันถ้วนหน้า เดินไปขอเจ้านายอย่างไรให้เข้าใจ รวมถึงมารยาทในการใช้โซเชียลมีเดียในช่วงลา เช่น จะโพสต์ได้ลั้นลาขนาดไหนในขณะที่เพื่อนๆ กำลังทำงานอยู่


ประเภทของ วันลา

สำหรับชีวิตมนุษย์ออฟฟิศ การลาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะลาเพียง 1 ครั้งอาจส่งผลกระทบต่องานและผู้ร่วมงานได้ วันลาที่เราคุ้นเคยกันสามารถแบ่งได้เป็น

 

ลาป่วย พบว่าโรคยอดฮิตสำหรับคนที่ลาป่วยในระยะเวลาสั้นคือ อาหารเป็นพิษ ส่วนใหญ่การลาป่วยนั้นสามารถลาได้ตามเวลาที่ป่วยจริง เพราะเราไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะหายป่วยเมื่อไร แม้จะระวังรักษาร่างกายมากขนาดไหนก็ตาม และอย่าลืมส่งใบรับรองแพทย์เป็นหลักฐานให้ HR ด้วย

 

ลากิจ คือการลาไปทำธุระส่วนตัว เช่น เพื่อไปติดต่อหน่วยงานราชการ ทำบัตรประชาชน ใบขับขี่ พาสปอร์ต จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ เมื่อโดนตัดน้ำตัดไฟ ซึ่งต้องไปติดต่อในเวลาราชการ และบางออฟฟิศก็ต้องการหลักฐานเหมือนกัน เช่น บัตรประชาชนใบใหม่ หรือพาสปอร์ตเล่มใหม่ จำนวนวันที่ลาได้นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละที่ว่าให้ปีละกี่วัน เพราะถือเป็นสวัสดิการที่องค์กรมอบให้ ไม่ได้บังคับใช้ตามกฎหมาย โดยที่องค์กรมีสิทธิ์พิจารณาไม่จ่ายค่าจ้างในวันที่ลากิจได้ด้วย

 

ลาพักร้อน ถือเป็นการลาไฮไลต์สำหรับใครหลายคน เพราะเป็นการหยุดพักจากการทำงานเพื่อไปใช้ชีวิตส่วนตัวในด้านอื่นๆ บ้าง แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้ทุกองค์กรมีลาพักร้อน แต่เป็นสวัสดิการที่ควรมี เพราะจะเป็นผลดีทั้งต่อบริษัทและต่อศักยภาพของพนักงาน ลองนึกภาพคนที่ใช้ชีวิตเป็นกิจวัตรจันทร์ถึงศุกร์และมีวันหยุดแค่เสาร์อาทิตย์ซ้ำอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน โดยที่ไม่ได้มีโอกาสพิเศษออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนเลย ชีวิตย่อมจะเหี่ยวเฉา แต่การได้หยุดพักบ้าง นอกจากทำให้รู้สึกผ่อนคลายแล้ว การเดินทางท่องเที่ยวไปในที่แปลกใหม่ ไม่คุ้นเคย ก็ทำให้พบแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่จะเอามาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้ด้วย โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องอาศัยความครีเอทีฟ การลาพักร้อนจึงจำเป็นอย่างมาก

 

จำนวนวันลาพักร้อนของแต่ละองค์กรก็ไม่เท่ากัน ตามนโยบายของแต่ละที่จะได้มากน้อยแค่ไหนส่วนใหญ่อยู่ที่อายุงาน เช่น พนักงานใหม่อาจมีโควตาปีละ 7 วัน จนถึงมากที่สุดหากอยู่มานานๆ อาจได้ถึง 20 กว่าวันเลยก็มี นโยบายเรื่องการให้วันลาพักร้อนก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาเลือกงานของคนจำนวนมากในสมัยนี้

 

นอกจากวันลาพื้นฐาน 3 ชนิดที่เราคุ้นเคยกันดีแล้ว ยังมี

 

ลาคลอด แม่สามารถลาคลอดได้ครั้งละ 90 วันตามกฎหมายกำหนด โดยนับวันหยุดอยู่ในช่วง 90 วันนี้ด้วย ซึ่ง 45 วันแรกออฟฟิศจะเป็นคนจ่ายเงินเดือนให้ ส่วนแม่ที่ส่งประกันสังคม ประกันสังคมจะออกค่าจ้างให้ทั้งหมด 90 วัน โดยจ่ายให้ 50% ของเงินเดือนในกรณีที่มีเงินเดือนไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท

 

ส่วนใครที่มีเงินเดือนเกิน 15,000 บาท ประกันสังคมก็จะคิดให้ในอัตราเดือนละ 15,000 บาทเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น แม่มีเงินเดือน 10,000 บาท x 3 เดือน x 50% เท่ากับว่าประกันสังคมจ่ายให้ 15,000 บาท หรือในอีกกรณีที่แม่มีเงินเดือน 15,000 บาท หรือมากกว่า ก็จะเป็น 15,000 บาท x 3 เดือน x 50% เท่ากับว่าประกันสังคมจ่ายให้ 22,500 บาท

 

ส่วนผู้ที่เป็นพ่อ กฎหมายยังไม่มีกำหนดว่าสามารถให้ลาคลอด แต่บางองค์กรก็เริ่มมีนโยบายนี้แล้วด้วยเหมือนกัน

 

ลาเกณฑ์ทหาร พนักงานสามารถลาได้ตามจำนวนที่หมายเรียกกำหนด โดยถือว่ายังไม่พ้นสภาพความเป็นพนักงาน ส่วนเรื่องเงินเดือนในช่วงที่ไปเกณฑ์ทหารนั้นองค์กรจะเป็นคนจ่ายให้ แต่กฎหมายกำหนดให้จ่ายได้ไม่เกิน 60 วันต่อปี

 

ลาบวช ถือเป็นสวัสดิการที่แต่ละองค์กรมอบให้ ซึ่งบางที่อาจไม่มีนโยบายนี้ และถึงแม้ว่าให้ลาได้ การจ่ายค่าจ้างก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละองค์กรเหมือนกัน แนะนำให้พูดคุยกับฝ่ายบุคคลจะได้คำตอบที่ชัดเจนที่สุด

 

ลาทำหมัน สามารถลาได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยควรลาล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดผลข้างเคียงจากการทำหมันก็สามารถลาป่วยต่อได้ด้วย ซึ่งทั้งหมดต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ โดยองค์กรจะจ่ายเงินเดือนให้ไม่มีการหักเงินในวันนั้นๆ

 

ในปัจจุบันองค์กรจะมีลักษณะที่แตกต่างหลากหลายมากขึ้น บางที่จะมีวันหยุดที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นมา เช่น บางบริษัทมีนโยบายให้หยุดในวันเกิด หรือบางบริษัทมี Sabbatical Leave อนุญาตให้พนักงานประจำที่ทำงานกับองค์กรมานานได้หยุด (ยาวกว่าลาพักร้อน อาจตั้งแต่ 2 เดือนไปถึง 1 ปี) เพื่อไปชาร์จพลังงานให้ตัวเองในช่วงเวลาหนึ่ง อาจเดินทางท่องเที่ยว ลงเรียนคอร์สต่างๆ หรืออื่นๆ ในกรณีพนักงานจะกลับมาพร้อมพลังงานมากขึ้น ประสบการณ์หรือความรู้มากขึ้น ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น บริษัทจะยังจ่ายหรือไม่จ่ายค่าจ้างแค่ไหนอย่างไรระหว่าง Sabbatical Leave แล้วแต่กฎกติกาของแต่ละที่

 

นอกจากนั้นแล้วออฟฟิศรุ่นใหม่ที่เข้าใจธรรมชาติของพนักงาน เช่น เว็บไซต์ Mango Zero และ ParentsOne ให้พนักงานลาหยุดได้ถ้าอกหัก ปีละ 3 วัน หรือพนักงานที่อายุงานครบ 1 ปี ก็สามารถลาไปบำเพ็ญประโยชน์ได้ 1 วัน เป็นต้น

 

เราควรลาแค่ไหน

สิ่งสำคัญที่สุดของการลาคือเราควรลาตามความเป็นจริง เพื่อเป็นการไม่เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน บริษัท และที่สำคัญเป็นการไม่ให้เกียรติตัวเอง ลาป่วยก็ลาเมื่อป่วย ลากิจเมื่อต้องมีธุระติดต่อกับสถานที่ราชการและลาพักร้อน ก็ควรลาเต็มสิทธิ์ที่เรามี ถ้าเป็นพนักงานใหม่ ปีแรกอาจจะยังลาไม่ได้เนื่องจากอายุงานไม่ถึงตามนโยบายแต่ละบริษัท แต่เมื่อมีสิทธิ์ในการลาในปีถัดไปแล้ว เราควรลาตามสิทธิ์ทั้งหมดที่มี เพราะถือว่าเป็นสวัสดิการที่ออฟฟิศมอบให้

 

มีบางคนไม่ยอมใช้สิทธิ์ในการลาพักร้อนเพราะรู้สึกผิด รู้สึกเหมือนว่าถ้าลาเยอะแล้วดูขี้เกียจ ดูไม่รักงาน หรือต่อให้ลาบ้างก็ไม่ยอมใช้สิทธิหมดโควตา แต่อยากให้ลองคิดว่า ถ้าตอนทำงานเราทำเต็มที่ ตอนพักเราก็ควรพักเต็มที่ด้วย วันลาเป็นสิทธิ์ที่เราควรได้ เราก็ต้องใช้มัน และไม่ต้องกังวลว่ามันจะเกี่ยวกับเพอร์ฟอร์แมนซ์ เพราะตราบใดเท่าที่เรายังรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ คุณภาพงานดี และไม่ได้ลาเกินกว่าที่บริษัทกำหนด ก็เรียกว่าเราได้ใช้ทั้งสิทธิ์และทำทั้งหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่แล้ว

 

วางแผนการลาอย่างไรให้เวิร์ก

1. วางแผนลาร่วมกันทั้งทีม

ตั้งแต่ต้นปี ลองเรียกทั้งทีมมาประชุมกัน เอาปฏิทินมากางแล้ววางแผนการลาร่วมกันว่าใครแพลนจะหยุดเมื่อไรบ้าง อย่างแรกคือจะทำให้ทุกคนในทีมรู้สึกว่าชีวิตการทำงานมีเป้าหมาย รู้ว่าตรงไหนจะได้หยุดพัก นอกจากนั้นแล้วยังสามารถจัดสรรคนรับผิดชอบแทนในช่วงที่มีคนลาด้วย

 

2. ลองลาในช่วงที่ไม่ใช่เทศกาล

หลังจากรู้ว่าสมาชิกในทีมหยุดวันไหนกันแล้วบ้าง เราลองมาดูตัวเองว่าเราชอบวันลาแบบไหน ระหว่างการหยุดในช่วงเทศกาล หรือยอมหยุดยาวในช่วงที่คนอื่นไม่หยุดกัน แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่า ถ้าลาพักร้อนในช่วงเทศกาล ก็ต้องไปแย่งกันกินแย่งกันเที่ยวกับคนมากมาย ถ้าไม่อยากเจอแบบนั้น ให้ลองเลือกลาหยุดยาวในช่วงนอกเทศกาล ก็จะได้ไปเที่ยวโดยไม่ต้องผจญกับคนเยอะๆ แถมอาจได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูกกว่าด้วย เช่น เลี่ยงช่วงซากุระบานหรือช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในญี่ปุ่น เปลี่ยนมาเที่ยวในช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งอาจเจออากาศร้อน และ/หรือ ฝน แต่ค่าใช้จ่ายทุกอย่างถูกหมดเพราะเป็น Low Season เป็นต้น

 

3. เฉลี่ยวันลา

ถ้าเป็นคนไม่ค่อยนิยมการเที่ยวยาว แต่รู้สึกว่าการได้พักผ่อนสั้นๆ แต่ได้ไปบ่อยๆ เหมาะกับธรรมชาติตัวเองมากกว่า ก็ลองเฉลี่ยวันลาดู เช่น ถ้าทั้งปีมีวันลาพักร้อน 12 วัน ก็ลาเดือนละ 1 วัน เพื่อหยุดยาวในศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ของทุกๆ เดือน เป็นต้น

 

4. ทำเช็กลิสต์เคลียร์งาน

ถ้าหยุดยาวแต่ยังมีสิ่งคั่งค้างต้องเคลียร์ ลองทำเช็กลิสต์เป็นข้อๆ เพื่อให้รู้ว่างานทั้งหมดที่ต้องทำมีอะไรบ้าง แล้วไล่ทำทีละข้อจนหมด เมื่อถึงเวลาจะได้ไปเที่ยวอย่างสบายใจ

 

การตั้ง Auto Reply ในอีเมลเพื่อให้คนที่ติดต่อมารู้ว่าเราลาอยู่ก็เป็นการสื่อสารที่ดี นอกจากนั้นลองเขียนป้ายตั้งไว้บนโต๊ะทำงานว่าเราลาช่วงนี้ถึงช่วงนี้ เวลามีคนในออฟฟิศมาติดต่อจะได้รู้

 

5. ลาอย่างมีน้ำใจ กระจายโควตาให้เพื่อนบ้าง

ทุกครั้งที่มีช่วงหยุดยาวหรือวันลาฟันหลออาจมีขาประจำบางคนที่คอยเหมาจองทั้งหมดโดยไม่เผื่อแผ่ให้คนอื่น ก็ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร แต่ก็ไม่น่ารักเท่าไร การวางแผนลาร่วมกันทั้งทีมอย่างที่แนะนำไปในตอนต้นจะช่วยแก้ปัญหาข้อนี้ ในปัจจุบันนี้มีบางบริษัทให้พนักงานจองวันลาล่วงหน้าในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็จะทำให้เห็นหมดว่าใครลาวันไหนบ้าง และเห็นหมดว่าใครเผื่อแผ่หรือใครเห็นแก่ตัวแค่ไหนบ้าง

 

6. โพสต์โซเชียลอย่างเหมาะสม

ในขณะที่คนอื่นกำลังทำงานยุ่งเป็นระวิง เราผู้กำลังเที่ยวลั้นลาอยู่นั้นก็ควรโพสต์โซเชียลแต่พอดี มีความบันยะบันยัง และไม่มีน้ำเสียงเยาะเย้ยหรือสมน้ำหน้าเพื่อนที่กำลังทำงานอยู่ ต่อให้ตั้งใจจะเล่นมุกขำๆ แต่คนทางนี้อาจไม่ขำด้วย นี่คงไม่ใช่กฎ แต่เป็นเรื่องของมารยาทมากกว่า

 

เคสตัวอย่างของการลา

1. ลาป่วยแต่โป๊ะ

ยุคนี้เป็นยุคโซเชียลมีเดีย ใครทำอะไรคนก็เห็นหมด มีเหตุการณ์หนึ่งที่พนักงานไลน์มาบอกเจ้านายว่าป่วยด้วยเสียงอันสั่นเครือ ขอลาไปโรงพยาบาล ปรากฏโดนเพื่อนแท็กรูปในเฟซบุ๊ก เลยเห็นว่าที่จริงกำลังเที่ยวทะเลอย่างสนุกสนาน ตกลงยังไง ป่วยเพราะโดนแมงกะพรุนหรืออะไร โป๊ะกันไป กลายเป็นตราบาป จำไว้ว่าอย่าโกหก ไม่มีความลับในโลกโซเชียลหรอกนะ

 

2. ลาไปแล้ว แต่งานเข้า

ลาพักร้อนไปแล้ว แต่มีเหตุการณ์คาดไม่ถึง งานเข้าไม่หยุด และเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้ถึงวันที่ลาไว้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเคลียร์ทัน ตั๋วเครื่องบินก็ซื้อไปแล้ว ที่พักก็จองไว้แล้ว ในกรณีนี้ทั้งท้อฟฟี่และบองเต่าเห็นตรงกันว่า ควรจะเอางานไว้ก่อน แม้ว่าการลาจะเป็นสิทธิ์ของเราก็ตาม แต่ความรับผิดชอบเรื่องงานต้องมาเป็นอันดับแรก

 

3. ลาแล้วลาลับได้ไหม

หลายคนถือว่าการลาเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ระดับที่จะขอตัดขาดเรื่องงานแบบไม่แตะเลย แต่บางคนก็ลาเหมือนไม่ได้ลา ต้องพกงานไปทำด้วย

 

ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถหาข้อสรุปได้เลยว่าใครควรจะทำอย่างไร เพราะตำแหน่งงานที่รับผิดชอบแต่ละคนก็ต่างกันไป และแต่ละองค์กรก็มีธรรมชาติในการทำงานไม่เหมือนกัน ต้องหาจุดเหมาะสมของเราเอง แต่มีข้อที่อยากให้ลองคิดดูคือ

 

เราสามารถลาแบบไม่ต้องชัตดาวน์ได้ คือการใช้อุปกรณ์สื่อสารและโซเชียลเน็ตเวิร์กในการอัปเดตเรื่องงานได้ เช่น เช็กอีเมลสักครั้งก่อนนอน ถ้ามีอะไรด่วนหรือสำคัญมากๆ ที่ต้องทำเดี๋ยวนั้นก็มอบหมายหรือขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานได้ หรือถ้าเจองานสำคัญแต่ยังไม่ต้องทำทันทีก็ได้ ให้ติดดาวหรือปักธงเอาไว้ให้ตัวเองรู้ว่าต้องรีบจัดการทันทีเมื่อกลับมาทำงานตามปกติ

 

ตั้ง Auto Reply ในอีเมล นอกจากควรอีเมลแจ้งผู้ที่มีธุระต้องติดต่อกันประจำล่วงหน้าให้รู้ว่าเราจะลาช่วงไหนบ้างแล้ว การตั้งข้อความตอบอัตโนมัติยังเป็นการสื่อสารให้คนอื่นๆ รู้ว่าเราไม่อยู่ ไม่สามารถช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาใดๆ ให้เขาได้ในทันที นอกจากนั้น เรายังควรใส่ชื่อและเบอร์ติดต่อของคนที่สามารถรับเรื่องแทนเราได้ไว้ในข้อความตอบอัตโนมัตินี้ด้วย

 

พูดคุยตกลงกันในทีมให้เข้าใจตรงกัน ว่าในช่วงที่แต่ละคนลานั้น หากไม่ฉุกเฉินหรือคอขาดบาดตายจริงๆ ไม่ต้องตามตัว ให้คิดเสียว่าติดต่อไม่ได้ เพราะช่วงที่ทำงานก็ทำกันอย่างเต็มที่แล้ว พอถึงช่วงที่ลาก็อยากให้พักกันจริงๆ ไม่มีเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรตกลงกันดีๆ ก่อนว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบแทนในกรณีที่มีเรื่องให้แก้ปัญหาหรือว่ามีคนติดต่อเข้ามา เพื่อให้งานยังดำเนินไปได้

 

การ ‘ลาแล้วลาเลย’ ในกรณีที่คนลาเป็นหัวหน้าหรือเจ้านาย อาจเป็นโอกาสดีในการปล่อยให้ลูกน้องและทีมได้รับผิดชอบเต็มที่โดยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จะเป็นการฝึกสกิลให้แข็งแกร่งขึ้น

 

คิดสักนิดก่อนจะลา

แม้ว่า วันลา จะเป็นสิทธิ์โดยชอบธรรม แต่การลาครั้งหนึ่งของเราอาจส่งผลกระทบต่อทีมหรือตัวงาน เพราะฉะนั้นเราควรลาให้ถูกต้อง และไม่เดือดร้อนใคร และควรศึกษาระเบียบของบริษัทให้ดี เพราะบางที่ลาปากเปล่าได้ แต่บางที่ต้องมีการทำเรื่องขออนุญาตอย่างเป็นขั้นตอน

 

ส่วนการลาพักร้อน ก็ควรดูธรรมชาติของธุรกิจแต่ละบริษัท เช่น บริษัทที่ธุรกิจเกี่ยวข้องกับฤดูกาลหรือเทศกาล แต่ละเดือนจะมีความยุ่งไม่เท่ากัน โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าและร้านอาหาร ซึ่งช่วงที่พีกที่สุดคือปลายปีประมาณพฤศจิกายนถึงธันวาคม ในขณะที่บริษัทอื่นๆ มีวันหยุดเยอะมาก แต่ห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารจำเป็นต้องเปิดทำการและบางที่อาจจะมีนโยบายว่า 2 เดือนนี้ห้ามลา ถือเป็นเงื่อนไขที่พิเศษและต่างจากบริษัททั่วไปที่เราควรรู้และเป็นข้อมูลในการพิจารณาการสมัครงานด้วย

 


ฟังรายการ I HATE MY JOB พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 

 

 


 

Credits

The Host ท้อฟฟี่ แบรดชอว์, ไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ์

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Show Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post วางแผนวันลาเพื่อให้หยุดอย่างแฮปปี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อนร่วมงาน ไม่น่ารัก จะรับมืออย่างไรดี นี่คือ 4 สายพันธุ์สตรอว์เบอร์รีพิษในออฟฟิศที่คุณต้องระวัง https://thestandard.co/podcast/ihatemyjob2/ Mon, 19 Mar 2018 06:46:16 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=78205

เพื่อนร่วมงาน มักเป็นสาเหตุให้เกิดดราม่าในออฟฟิศทั้งหลา […]

The post เพื่อนร่วมงาน ไม่น่ารัก จะรับมืออย่างไรดี นี่คือ 4 สายพันธุ์สตรอว์เบอร์รีพิษในออฟฟิศที่คุณต้องระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เพื่อนร่วมงาน มักเป็นสาเหตุให้เกิดดราม่าในออฟฟิศทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพวกขี้เมาท์ ทำงานเอาหน้า เลียเจ้านาย หน้าไหว้หลังหลอก ยักยอกผลงาน ร้ายน้อยหน่อยก็แค่รำคาญ แต่ถ้าร้ายมากๆ ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตและชีวิตการงานของเราได้เหมือนกัน

 

วันนี้ บองเต่า และ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ จะมาจำแนกประเภท เพื่อนร่วมงาน แนวสตรอว์เบอร์รีสารพัดพิษทั้งหลายนี้ที่ชาวออฟฟิศอาจได้พบเจอ และช่วยคิดหาวิธีรับมือเพื่อให้เราอยู่รอดปลอดภัยอย่างสวยงาม

 

1. เพื่อนร่วมงานขี้เมาท์

สตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้ไม่ค่อยคุยกันเรื่องงาน แต่เมื่อไรที่มีเรื่องแซ่บๆ ของชาวบ้านก็จะสุมหัวเมาท์กันทันที พบได้ตามห้องแพนทรี บริเวณเตรียมอาหาร โดยเฉพาะแถวตู้กดน้ำ เมาท์กันตั้งแต่ตั้งแต่ละครหลังข่าวไปจนถึงเรื่องที่ทำให้คนอื่นเสียหาย

 

การเมาท์นั้นใช่ว่าจะเป็นสิ่งไร้สาระและไม่มีประโยชน์เสียทีเดียว ในแง่ของสังคมแล้ว การนินทาสามารถทำให้คนรู้สึกใกล้ชิดกันได้ จากที่ไม่สนิทสนมกันมาก่อน เมื่อมีจุดประสงค์ร่วมกันจะทำให้เกิดการพูดคุย สื่อสาร แลกเปลี่ยน ร่วมไม้ร่วมมือ และรู้สึกเป็นพวกพ้องเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นการนินทายังเป็นกลไกหนึ่งของสังคมในการช่วยกันเป็นหูเป็นตาและตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นในที่ทำงานได้อีกด้วย

 

แต่แน่นอนว่าการเมาท์ก็ทำให้เกิดโทษ โดยเฉพาะในออฟฟิศ หลายครั้งเราจะได้ยินเรื่องเล่าของคนนั้นคนนี้ การฟังคนอื่นพูดต่อๆ กันมาทำให้เราตัดสินคนผู้นั้นไปแล้วโดยที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักเขาด้วยตัวเองจริงๆ และในบางครั้งเรื่องของเราก็อาจถูกเอาไปเมาท์แบบนี้เหมือนกัน

 

วิธีรับมือเพื่อนร่วมงานขี้เมาท์

เราจะพบว่าวงเมาท์ที่ออฟฟิศส่วนใหญ่มักเป็นขาประจำ ล้วนเป็นหน้าเดิมๆ ทั้งนั้นที่จะคอยสร้างพลังลบให้เราอยู่เสมอ แถมหลีกเลี่ยงยาก ถ้าเรามีอันต้องตกอยู่ในวงเมาท์โดยไม่ได้ตั้งใจ ลองใช้วิธีต่อไปนี้

 

  • เปลี่ยนโหมดเป็นผู้ฟังเท่านั้น เก็บข้อมูลเฉยๆ แต่ไม่ต้องแสดงความคิดเห็น
  • บางคนเชื่อว่าขอเป็นคนเมาท์ดีกว่าคนโดนเมาท์ จึงเอาตัวเข้าไปอยู่ในวงเมาท์เพื่อที่จะไม่โดนเมาท์ แต่เชื่อเถอะว่ายังไงทุกคนก็จะโดนเมาท์อยู่ดี ไม่มีข้อยกเว้น
  • ถ้ารู้สึกทนไม่ไหวกับพลังงานลบของวงเมาท์ ให้เดินออกมาเลยโดยไม่ต้องแคร์ว่าจะเสียมารยาท หรือกลัวว่าจะไม่ได้สนิทกับเพื่อนร่วมงานเหล่านั้น เพราะในความเป็นจริง เพื่อนร่วมงาน คือ ‘เพื่อน’ ที่ร่วมกัน ‘ทำงาน’ ให้ระลึกไว้เสมอว่าจุดหมายหลักของเราควรจะเป็นการ ‘ร่วมกันทำงาน’ เสียก่อน และถ้าเรายังเป็นเพื่อนในชีวิตส่วนตัวกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขได้ด้วย นั่นนับว่าเป็นโบนัส นั่นจึงเป็นเพื่อนที่เราควรพยายามรักษาไว้ เพราะฉะนั้นสำหรับเพื่อนร่วมงานประเภทที่ไม่อยากเป็นเพื่อนเรา เพราะคิดว่าเราเสียมารยาทที่ไม่ยอมร่วมสุมหัวนินทากับเขาก็ปล่อยเขาไปเถอะ ถือโอกาสใช้ตรงนี้เป็นฟิลเตอร์ไว้กรองคนที่ควรคบเพื่อนในออฟฟิศก็แล้วกัน
  • ถ้าโดนเมาท์แล้วรู้สึกเจ็บใจ ไม่โอเค ให้ลองคิดในแง่บวกว่าคนที่พูดลับหลังเราคือคนที่ตามหลังเราอยู่ มันแสดงว่าเรากำลังนำหน้าเขาอย่างไรเล่า ถ้าสู้เราไม่ได้ก็ปล่อยให้เขาดีแต่พูดไปอย่างนี้ก็แล้วกัน น่าสงสารออก

 

2. เพื่อนร่วมงานหน้าไหว้หลังหลอก

สตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้มักจะไม่ค่อยจะแสดงตัว กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร งูพิษเหล่านี้ก็แผลงฤทธิ์จนก่อเรื่องราวไปแล้วมากมาย หรือบางครั้งก็เป็นพวกที่ตบตาเราได้เนียนมากราวกับเรียนการแสดงมา สิ่งที่พวกหน้าไหว้หลังหลอกทำลายในสังคมออฟฟิศคือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ แทนที่จะสามารถทำดีตอบคนที่ดีต่อเราได้อย่างสบายใจ กลายเป็นต้องผิดหวัง เสียใจ และต้องมาระแวงกัน เพราะบางคนที่เหมือนจะดีกับเราต่อหน้ากลายเป็นร้ายลับหลัง

 

แต่สุดท้ายที่เขาว่ากันว่า ‘โลกนี้ไม่มีความลับ’ ก็ยังเป็นเรื่องจริงอยู่วันยังค่ำ สตรอว์เบอร์รีหน้าไหว้หลังหลอกเหล่านี้จะต้องถูกเปิดโปงเข้าสักวัน เชื่อเถอะว่ามันจะมีกลไก เวรกรรม หรือสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้เขาต้องเผยนิสัยที่แท้จริงออกมา และแพ้ภัยตัวเองไปในที่สุด

 

วิธีรับมือเพื่อนร่วมงานหน้าไหว้หลังหลอก

 

  • ใช้มันเป็นบทเรียนเสียเลย สำหรับคนที่โดนกระทำในทีแรกอาจรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้รับความจริงใจตอบแทน แต่ในทางกลับกันมันก็เป็นข้อดี ให้คิดเสียว่าก็ดีที่เราได้รู้ความจริงก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปกว่านี้ คิดเสียว่าพวกหน้าไหว้หลังหลอกทำให้เราแกร่งขึ้น สร้างภูมิต้านทานให้ชีวิตมากขึ้น อีกหน่อยถ้าไปเจอเรื่องคล้ายๆ กันจะได้รู้เท่าทัน เป็นการเบิกเนตรและเพิ่มประสบการณ์ให้ดูออกว่าใครเป็นงูพิษในออฟฟิศ ในวันข้างหน้าเราก็จะจับงูพิษกันได้เก่งขึ้น
  • ไม่ต้องตีตัวออกห่าง แต่ควรรักษาระยะห่าง เพราะถ้าจำเป็นต้องทำงานด้วยกันในวันหน้าจะได้ไม่เป็นปัญหา เพียงแต่ต้องระลึกไว้เสมอว่าเขามีนิสัยอย่างไร จะได้คอยระวังและเผื่อใจเอาไว้ ให้ปรับระดับความสัมพันธ์ลงมาเหลือแค่เพื่อนร่วมงานเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อนในชีวิตจริงที่จะแชร์เรื่องส่วนตัวเหมือนที่เคยทำ

 

3. เพื่อนร่วมงานสายเลีย

สตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้จะแสนซี้กับผู้บังคับบัญชาหรือผู้นำมาซึ่งผลประโยชน์ต่างๆ ลักษณะทั่วไปคือมักพูดเอาดีเข้าตัว และบางทีอาจมีการพูดเอาชั่วใส่คนอื่นอย่างแยบยลอีกด้วย

 

อีกลักษณะหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปคือเป็นมนุษย์ Yes ตอบตกลงทุกสิ่ง ได้ครับพี่ ดีครับผมทุกอย่าง เห็นดีเห็นงามกับเจ้านายทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อตัวงานหรือเพื่อนร่วมทีมเลย เพราะคิดอยู่แค่ว่าทำตัวหรือพูดอย่างไรเจ้านายจึงจะรักและเอ็นดู

 

มนุษย์เลียผู้เห็นดีเห็นงามไปเสียทุกอย่างนี้อาจส่งผลให้องค์กรอ่อนแอได้อย่างคาดไม่ถึง กล่าวคือองค์กรที่ดีควรมีความหลากหลาย ประกอบด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป แล้วมาช่วยกันดูว่ามีอะไรบ้างที่แต่ละฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาได้ แต่ถ้าองค์กรไหนเต็มไปด้วยมนุษย์ Yes หัวหน้าคิดอะไร ทุกคนก็พากันเห็นด้วยไปเสียทุกเรื่อง จะทำให้องค์กรไม่มีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน ไม่มีการถกเถียงเพื่อหาทางเลือกที่ดียิ่งขึ้น ก็จะไม่เกิดการพัฒนา

 

วิธีการรับมือเพื่อนร่วมงานสายเลีย

 

  • อย่าเป็นศัตรูกับเขา เขาสามารถจะไปพูดอะไรใส่หูเจ้านายก็ได้ เพราะเขาคือคนที่ใกล้ชิดกับอำนาจ แต่การไม่เป็นศัตรูก็ไม่ได้หมายความจะต้องเป็นมิตร เราไม่จำเป็นต้องไปเลียคนชอบเลียอีกทีหนึ่ง
  • ปล่อยเขาไป เขาจะเลียอย่างไรก็ช่างเขา แค่เราอย่าไปเลียตามเขาก็พอ ถ้าเราจะได้ดีก็ให้เป็นเพราะผลงาน อย่าเป็นเพราะเราเลียเก่งจนได้ดี

 

4. เพื่อนร่วมงานที่ใช้แต่ปากทำงาน

เวลาเขาทำงานกันล่ะไม่มาทำ แต่พอถึงเวลานำเสนอผลงาน สตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์นี้จะกระโดดขึ้นเวทีแถลงอย่างรวดเร็ว ซ้ำยังพรีเซนต์เสียอย่างกับตนทำมากับมือทั้งสิ้น แถมละเลยการให้เครดิตเพื่อนๆ อีก

 

สตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้ บางครั้งนอกจากจะเก่งเรื่องการขโมยความชอบยังเก่งเรื่องการโบ้ยความผิด สารพัดพิษอย่างแท้จริง

 

วิธีรับมือเพื่อนร่วมงานที่ใช้แต่ปากทำงาน

 

  • ปลูกฝังและสร้างวัฒนธรรมในการให้เครดิตทุกคนในทีม โดยเฉพาะคนที่ต้องออกไปพรีเซนต์งานบ่อยๆ ต้องไม่ลืมที่จะให้ความดีความชอบแก่คนที่อยู่ข้างหลังอีกหลายมือที่คอยช่วยเหลือให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ การสร้างวัฒนธรรมการให้เครดิตเช่นนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้พวกที่ทำงานแต่ปากไม่มีที่ยืน
  • หัวหน้าที่ดีควรตระหนักรู้ว่าอาจมีคนประเภทนี้อยู่ หัวหน้าสามารถตรวจทานซ้ำ ซักถามรายละเอียดลงลึกเพิ่มเติมในเนื้องาน และการเช็กว่าตกลงใครทำอะไรตรงไหนบ้าง กระบวนการนี้จะทำให้รู้ได้ในที่สุดว่าใครเป็นคนที่ลงมือทำงานจริงๆ และใครเป็นคนที่ทำงานแต่ปาก

 

สิ่งที่เรียนรู้จากการได้เจอสตรอว์เบอร์รีพิษในออฟฟิศ

 

  • คนพวกนี้มีอยู่ทุกที่ และบางทีเราเลี่ยงไม่ได้ อยู่ออฟฟิศเดียวกันมันก็ต้องเห็นหน้ากัน มีปฏิสัมพันธ์กัน ร่วมงานกันอยู่ดี สุดท้ายแล้วคนเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราถึงกับตาย แต่จะทำให้เราเรียนรู้โลกและแข็งแกร่งขึ้นได้ และยังสอนให้เรารู้จักปรับตัวอยู่ร่วมกับบุคคลไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย
  • คนพวกนี้เป็นเหมือนครูคนหนึ่งของเรา ลองคิดเสียว่าพวกเขาเป็นครูที่ลงทุนทำตัวเองให้มีพฤติกรรมไม่น่ารัก ไม่พึงประสงค์ เห็นเขาแล้วเราก็จงมองย้อนกลับมาถามตัวเองว่าอยากเป็นคนอย่างนั้นไหม ถ้าไม่ ก็ต้องมีสติและระวัง อย่าเป็นคนไม่น่ารักเสียเอง
  • เราอาจค้นพบความจริงในแง่ที่ว่า ไม่ว่าใครทำอะไรไว้ก็จะได้ผลอย่างนั้น อาจจะไม่ได้เร็วทันใจแบบกฎแห่งกรรมในละคร แต่มันจะมีกลไกบางอย่างที่จะทำให้ทุกคนรู้ความจริงในที่สุด
  • ฝึกให้เราเป็นคนอดทน รับมือกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม และที่สำคัญ เป็นการฝึกทัศนคติของเราว่าเรายังอยากเป็นคนอย่างที่เราตั้งใจให้เป็นหรือเปล่า เพราะว่าสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ต่างๆ ที่ไม่ได้ทำดีแต่ยังได้ดีอยู่ก็มีให้เห็น เราจะประคองทัศนคติหรือความตั้งใจดีของตัวเองอย่างไรให้ตลอดรอดฝั่ง นั่นคือสิ่งที่เราต้องพิสูจน์

ฟังรายการ I HATE MY JOB พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง YouTube ก็ได้เช่นกัน


 

Credits


The Host ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

ไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ์

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Show Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post เพื่อนร่วมงาน ไม่น่ารัก จะรับมืออย่างไรดี นี่คือ 4 สายพันธุ์สตรอว์เบอร์รีพิษในออฟฟิศที่คุณต้องระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>