เครดิต Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/เครดิต/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 16 Nov 2017 10:17:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เครดิตบูโร Q&A: แบล็กลิสต์มีจริงไหม? เบี้ยวหนี้แบบไหนมีผลมากกว่ากัน? เคลียร์หนี้หมดแล้วแต่ทำไมยังกู้ไม่ผ่าน? https://thestandard.co/podcast/themoneycase08/ Sun, 24 Sep 2017 23:00:09 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=29675

     ไขข้อสงสัยอีกชุดใหญ่จากคำถามทางบ้าน […]

The post เครดิตบูโร Q&A: แบล็กลิสต์มีจริงไหม? เบี้ยวหนี้แบบไหนมีผลมากกว่ากัน? เคลียร์หนี้หมดแล้วแต่ทำไมยังกู้ไม่ผ่าน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ไขข้อสงสัยอีกชุดใหญ่จากคำถามทางบ้านที่ The Money Coach รวบรวมมา อย่าง แบล็กลิสต์มีจริงไหม? เบี้ยวหนี้แบบไหนส่งผลต่อเครดิตมากกว่ากัน? เคลียร์หนี้เสียหมดแล้ว แต่ยังกู้ไม่ผ่านต้องทำอย่างไร? ตอบทุกคำถามโดยแขกรับเชิญพิเศษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง คุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร)

     สวัสดีครับ สวัสดีคุณผู้ฟังทุกท่านนะครับ กลับมาพบกับ The Money Case By The Money Coach อีกครั้งนะครับ วันนี้ต่อกันที่ตอนที่ 2 ของเครดิตบูโร ผมเชื่อว่าครั้งก่อนที่ได้ฟังกันน่าจะได้ข้อมูลซึ่งเป็นประโยชน์มาก บางเรื่องผมเองก็เพิ่งรู้และทำให้เข้าใจเรื่องของข้อมูลเครดิตมากขึ้นว่ามีประโยชน์อย่างไร คราวที่แล้วเราบอกไปแล้วว่าเครดิตดีไม่ดีดูอย่างไร ธนาคารก็คงจะเข้าไปดูข้อมูลเราแบบนั้นแหละ ใครที่บริหารจัดการการเงินตัวเองดีก็ไม่ต้องไปกังวลอะไร ทีนี้เรามีคำถามอีกเยอะจากทางบ้านที่ส่งมาทางเฟซบุ๊ก และวันนี้เรายังอยู่กับคุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด นะครับ

 


 

01.14

คำถามจากทางบ้าน

คำว่าแบล็กลิสต์ มันมีจริงไหม และคนที่ทำแบล็กลิสต์ใช่เครดิตบูโรหรือเปล่า เพราะเวลากู้จะติดแบล็กลิสต์เครดิตบูโร

     แบล็กลิสต์ไม่มีอยู่จริงนะครับ วิธีพิสูจน์ง่ายนิดเดียว เข้าไปที่กูเกิล ไปที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แล้วคีย์คำว่าแบล็กลิสต์ ในนั้นจะเขียนชัดเจนว่าคำนี้จริงๆ ใช้กับอาชญากรรมค้ามนุษย์ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้

     การเก็บข้อมูลของเครดิตบูโร เก็บข้อมูลทั้งบวกและลบ ถ้าชำระดี ชำระครบ เราเรียกว่าไม่ค้างชำระ แต่ถ้าค้างชำระ เราก็บอกว่าค้างชำระ ผมยกตัวอย่างเทียบให้เห็นชัดๆ ในประเทศไทยเราเก็บข้อมูล 36 เดือนย้อนหลัง ทั้งดีและไม่ดี ในกัมพูชาประวัติดีจะเก็บ 10 ปี ประวัติไม่ดีเก็บ 3 ปี เขาส่งเสริมให้คนมีประวัติที่ดี เก็บยาวๆ เพื่อให้คนนั้นสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ดีกว่าอีกคนหนึ่ง แบล็กลิสต์ไม่มีอยู่จริงนะครับ แต่การเก็บประวัติตามข้อเท็จจริงว่าใครได้ F ได้ C หรือ A ก็เป็นไปตามนั้น เพียงแต่ระยะเวลา ถ้าเป็นสมุดพกไม่มีใครไปลบมันได้ แต่ของเครดิตบูโร 3 ปีย้อนหลัง พอเราอยู่ที่ปีที่ 11 เราจะข้อมูลปีที่ 11 10 9 พอเราเลื่อนไปปีที่ 12 เราก็จะมี 12 11 10 ส่วน 9 ก็หายไป

 

เคลียร์นะครับ แบล็กลิสต์ไม่มีจริงนะครับ

     เพื่อเป็นการยืนยัน ท่านไหนก็ตามตรวจรายงานข้อมูลเครดิตบูโร แล้วสามารถเอารายงานตัวนี้มาหาผมที่ออฟฟิศ แล้วชี้ให้ผมดูว่าตรงนี้เรียกว่าแบล็กลิสต์ เรายินดีจ่ายให้ 1,000,000 บาท

 

03.20

ข้อมูลเครดิตของคุณคือ มีข้อมูลไม่ค้างชำระ กับ ค้างชำระเท่านั้นเอง เครดิตบูโรมีหน้าที่บันทึกข้อมูลตามจริง คุณเรียนอย่างไรผลการเรียนก็ออกตามนั้น ให้เข้าใจกันด้วย แล้วทำไมข้อมูลเครดิตถึงดูเป็นความลับจังเลย ทำไมไม่สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ทำไมต้องมาขอดู

     คืออย่างนี้ครับ ประวัติของคนเราที่สำคัญในชีวิตคือ ประวัติทางการแพทย์ มันมีความเป็นส่วนตัว มีกฎหมายรองรับ เราลองนึกภาพว่าเราอยากจะเข้าไปดูอะไรของใคร มันดูได้ตลอดมันไม่ควร ในกฎหมายของเครดิตบูโรที่เขียนไว้เพื่อพิทักษ์ดูแลสิทธิ์ของเจ้าของข้อมูล ภรรยาไม่สามารถบังคับดูของสามีได้ หรือขโมยดูก็ไม่ได้ สมมติว่าภรรยาแอบดูของสามี สามีสามารถแจ้งตำรวจจับได้ อันนี้เรื่องจริง

     อีกอย่างคือข้อมูลทางการเงิน มันเหมือนกับข้อมูลโทรศัพท์ เราจะมีความเป็นส่วนตัวปกป้องอยู่ ดังนั้นการเข้ามาดูข้อมูลนี้ คนในโลกนี้ที่จะดูข้อมูลเครดิตบูโรได้มีแค่ 2 คนเท่านั้นคือ ตัวเราเอง ไม่รวมคู่สมรส ตัวเราเองเราจะดูเมื่อไร เราก็ไปตามช่องทางที่เขากำหนด กับอีกคนคือคนที่เราไปขอกู้ เราต้องอนุญาตให้เขาดู เพราะว่าเขาต้องไปหยิบเงินของอีกคนมาให้เรา ลองนึกภาพตาม คนๆ นั้นเราอนุญาต เขาถึงดู คนนั้นดูได้เพราะวิเคราะห์สินเชื่อหรือออกบัตรเครดิตเท่านั้น ถ้าคนนั้นเอาไปให้คนอื่นดูปุ๊บ เขามีโทษทางอาญา ติดคุก อันนี้กฎหมายรองรับไว้ ประเด็นของความไม่สะดวกในการดูข้อมูลเครดิตบูโรวันนี้เป็นเพราะว่า เรากำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบแอนะล็อกหรือกระดาษ ไปเป็นดิจิทัลคือผ่านมือถือ เพียงแต่วันนี้กฎกติกามารยาทในการพิสูจน์ตัวตนว่า นายสุรพลที่ใช้โทรศัพท์เบอร์นี้ ติดต่อเข้ามานี้เป็นนายสุรพลจริง วันนี้เรากำลังรอสิ่งที่เรียกว่ากฎกติกามารยาทในการพิสูจน์ตัวตน ซึ่งหลักการพิสูจน์ตัวตนนายสุรพลคือ นายสุรพลแม้ไม่เห็นหน้ากัน นายสุรพลเป็นเจ้าของโทรศัพท์เครื่องนี้ ไอแพดเครื่องนี้จริง และรายการที่ทำบนเครื่องมือนี้โดยนายสุรพลจริง นี่คือเงื่อนไขตามกฎหมาย เราต้องนึกภาพตามนะครับว่า ถ้ามันหละหลวม ใครเข้ามาดูข้อมูลของเรา มันเหมือนคนๆ นี้เข้ามาดูสมุดพกเรา เราจะไม่แฮปปี้นะ เพราะฉะนั้นสิทธิ์เหล่านี้จะต้องถูกกฎหมาย รออีกนิดหนึ่งครับ ให้เราสามารถก้าวไปสู่ดิจิทัลได้ อีกนิดเดียวแล้วเดี๋ยวมันจะสำเร็จ

 

แล้วอย่างนี้เราเช็กทางออนไลน์ได้หรือยัง

     ยังไม่ได้ เรากำลังยื่นขอเรื่องไปยังหน่วยงานที่กำกับดูแลเราว่า นาย ก. ไปติดต่อที่แบงก์ ยื่นคำขอที่แบงก์ แล้วเราสามารถส่งข้อมูลแทนที่เป็นกระดาษใส่ซองมาให้ เป็นอีเมลได้ไหม แต่พอส่งไปเสร็จไม่ได้เปิดง่ายๆ จะมีพาสเวิร์ดวิ่งผ่านมือถือไป ซึ่งต้องเป็นมือถือเขาถึงจะเห็น อีกนิดเดียวครับ

 

เครดิตของผมทำไมผมต้องเสียสตางค์ดู

     มีลักษณะอย่างนี้ครับ เครดิตของเรา เราไม่ต้องเสียสตางค์ดูนะครับ กรณีที่ทุกๆ ต้นปี จะมีหนังสือจากสถาบันการเงินที่เรากู้ เขาจะส่งไปให้เราว่าบัญชีบ้านที่เรากู้ที่แบงก์นี้ 12 เดือนที่ผ่านมาปีที่แล้ว แบงก์ส่งข้อมูลบวกหรือลบให้กับเรา ที่เห็นว่า 1010 ปกติ อันนั้นคือสิทธิ์ตามกฎหมายที่ไม่ต้องเสียเงิน เราเป็นหนี้ 5 บัญชี เราจะได้ 5 ฉบับในเดือนมกราคม เขาจะส่งมาให้โดยอัตโนมัติ อันนั้นคือสิทธิ์ แต่ทีนี้วันที่เราอยากจะได้ข้อมูล วันนั้น วันนี้ เดือนนั้น เดือนนี้ เช่น เราจะเตรียมตัวไปขอกู้บ้านเดือนพฤศจิกายน เราก็ไปหาข้อมูลล่าสุดมาดูก่อนเพื่อเตรียมตัวเองก่อนว่า ประวัติฉันเป็นอย่างไร ซ้อมสัมภาษณ์ เราก็จะไปหาข้อมูล ตรงนั้นถึงจะเสียสตางค์ แล้วถ้าไม่อยากเสียสตางค์ อีกอันหนึ่งก็คือเข้าไปดูในเว็บไซต์เครดิตบูโรว่าเราไปจัดกิจกรรมที่ไหน อันนี้เราไม่เก็บสตางค์

 

08.59

เคยสมัครบัตรเครดิต (เพราะอยากได้ของแถม) ได้บัตรมาแล้วแต่ยังไม่ได้เปิดใช้ พนักงานบอกว่าบัตรจะตัดเองถ้าไม่เปิดใช้ภายใน 6 เดือน ระหว่างที่เรายังไม่เปิดใช้อย่างนี้ข้อมูลขึ้นไหม

     เมื่อบัตรถูกอนุมัติ ข้อมูลจะถูกส่งมาแต่ยอดหนี้จะเป็นศูนย์ เพราะฉะนั้นเดือนที่ 1 เราไม่ได้ใช้ก็ศูนย์ เพราะฉะนั้นเดือนที่ 2 เราไม่ได้ใช้ก็ศูนย์ เพราะฉะนั้นเดือนที่ 3 เราไม่ได้ใช้ก็ศูนย์

 

เพราะฉะนั้นการอนุมัติบัตรเกิดแล้วก็เหมือนหนี้เกิดแล้ว

     ถูกครับ บัตรอนุมัติ สัญญาเกิด เขาก็ส่งข้อมูลมา พูดง่ายๆ ว่ามีสัญญาแต่ไม่ได้สิทธิ์ตามสัญญา 2 ขั้นตอนนะครับ Approve กับ Activate คือ Approve บัตร สัญญาเกิด ข้อมูลมา เราไม่ได้ใช้บัตรเพราะเราไม่ได้ Activate ข้อมูลมันก็จะเป็นศูนย์ไปเรื่อยๆ ผ่านไป 36 เดือน ก็มีศูนย์ 36 ตัว

 

10.07

ระหว่างเบี้ยวหนี้บัตรเครดิตกับสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไหนมีผลต่อเครดิตมากกว่ากัน

     มีผลทั้งคู่ เพราะเวลาเราไปเบี้ยวหนี้อะไรก็ตาม มันจะผิด 2 สิ่ง สัญญาไม่เป็นสัญญา เป็นหนี้ไม่ใช้หนี้ คำถามผมถามแค่ว่า ถ้าเราเป็นเจ้าของเงินฝาก และเรากำลังเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อแบงก์ คำถามคือ แล้วถ้าเขามาบอกว่าจะเบี้ยวหนี้หรือว่าไม่จ่าย เราคิดว่าเราเสี่ยงไหม เงินฝากเรา สมมติว่าผมดูแลเงินของครอบครัว มีเพื่อนของภรรยา หรือเพื่อนของเพื่อนภรรยา คนหนึ่งยืมเงินเราแล้วบอกว่าวันที่ 15 จ่าย วันที่ 14 จ่าย อีกคนบอกว่าคืนวันที่ 18 แต่คืนวันที่ 7 เดือนถัดไป ถามว่าถ้าเราต้องให้กู้อีกครั้ง เราจะให้ใคร

 

แล้วถ้าบัตรเครดิตกับบ้านละครับ ถ้าในทางข้อมูลเครดิตคือเบี้ยวเหมือนกันใช่ไหมครับ

     คือค้างชำระเหมือนกัน สินเชื่อคือสินเชื่อ มันไม่ใช่เป็นลักษณะทางอาญาลักวิ่งชิงปล้น ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย แล้วจะโทษเบากว่าฆ่าคนตาย มันไม่ใช่ แต่เขาเรียกว่ามีความเสียหายในประวัติทางการเงิน เพราะเป็นลักษณะของพฤติกรรมที่เป็นหนี้ไม่ใช้หนี้ สัญญาไม่เป็นสัญญาตรงนี้ต่างหาก ผมอยากเรียนทุกท่านว่า หลักประกันที่ดีที่สุดที่จะไปกู้เงินคือนิสัยของเรา วินัยของเราที่ทำกับหนี้อันนั้นคือหลักประกันที่ดีที่สุด ดีกว่าที่ดินหรือทุกอย่าง

 

12.14

หลานสาวเคยลืมผ่อนบัตรเดรดิต 2 เดือน แต่เดือนละ 500 บาทเอง แต่เลยติดข้อมูลว่ามีปัญหา ต้องแก้ไขอย่างไร

     อันที่ 1 ต้องเข้าใจก่อนว่า หนี้มากหนี้น้อยมันไม่ใช่สาระสำคัญ แต่สาระสำคัญคือเราเป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้ กรณีเราเป็นเจ้าหนี้ นึกถึงใจเจ้าหนี้นะครับ เราบอกว่าเจ้าหนี้ให้กู้ไป 500 บาท ลูกหนี้บอกว่า 500 บาทเอง เจ้าหนี้อาจจะรู้สึกว่าตั้ง 500 บาท มันคนละมุมกัน เหมือนน้ำเหลืออยู่ครึ่งแก้ว อาจจะเป็นเหลือแค่ครึ่งแก้ว หรือเหลือตั้งครึ่งแก้ว มันมอง 2 มุม

     อีกอันหนึ่งเจ้าหนี้อาจจะคิดได้ว่าสตางค์น้อยยังเบี้ยว เพราะฉะนั้นสตางค์มากยิ่งจะไม่จ่ายถูกไหมครับ แต่ฝั่งลูกหนี้อาจจะบอกว่าสตางค์แค่นี้เอง สตางค์แค่นี้ทำไมไม่จ่ายล่ะ ทีนี้วิธีทำ ถ้าเราค้างเดือนเมษายน เรารีบไปเคลียร์เดือนพฤษภาคมเพื่อหยุดประวัติไม่ดี พอเดือนพฤษภาคมเราก็จะกลายเป็นปกติ แต่เมษายนค้างชำระ พอเป็นมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคมเป็นปกติไปเรื่อยๆ ประวัติที่ดีมันจะช่วยให้เราเห็นว่าครั้งนั้นมันเป็นเพียงครั้งหนึ่งหรือมันมีเหตุ แต่มันไม่ใช่ลักษณะพฤติกรรมที่ประจำสม่ำเสมอ หรือว่า 2 เดือนค้างที 3 เดือนค้างที ภาษาสินเชื่อเราเรียกว่าการผ่อนตะกุกตะกัก คือมันไม่ราบรื่น

 

14.14

เพื่อนคนหนึ่งเป็นหนี้บัตรเครดิตมาหลายปีแล้ว พอไปตรวจข้อมูลกับเครดิตบูโรก็ไม่พบรายการหนี้เดิมที่มีแล้ว เกิน 3 ปีไปแล้ว แบบนี้เวลาไปขอกู้ต่อจากนี้ ทางธนาคารจะเห็นหนี้ที่มีในอดีตอีกไหมครับ

     ถ้าไปกู้ธนาคารที่เราเคยกู้อยู่ ที่เราบอกว่าเราหายไป ธนาคารเดิมเขายังเก็บข้อมูลไว้อยู่ ผมอนุมานว่าท่านผู้ถามเป็นหนี้ไม่ดี ผมเรียนอย่างนี้ครับ หนี้ไม่ดีจะมีเกณฑ์อย่างนี้ สมมติว่าเราเป็นหนี้ NPL คือเรามีบัตรเครดิต แล้วเราไม่จ่าย 3 งวดติดกัน เรากลายเป็น NPL นับแต่วันที่เราเป็น NPL นับไป 5 ปี ธนาคารจะส่งข้อมูลให้เครดิตบูโรทุกปี ทั้งหมด 60 งวด ผมจะเก็บไว้แค่ 36 งวด ครบ 5 ปีปุ๊บ มันก็มีแต่คำว่าค้างถูกไหมครับ ผมเก็บมา 36 บรรทัด ปีที่ 5 ผมก็จะมีข้อมูลปีที่ 5 4 3 พอปีที่ 6 ผมจะเริ่มลบข้อมูล ผมจะต้องใช้เวลาอีก 36 เดือนในการลบทีละบรรทัด เพราะฉะนั้นบวกไปอีก 3 ปี ใครก็ตามเป็นหนี้ NPL แล้วไม่จ่าย ส่งประวัติเข้ามาอยู่กับเราทั้งหมด 8 ปี แล้วข้อมูลก้อนนั้นก็จะหายออกจากระบบเราไป ทีนี้หายไปปุ๊บ ถ้าเรากลับไปที่แบงก์นั้นเขายังเก็บข้อมูลอยู่ แต่ไปอีกแบงก์หนึ่งเขาจะไม่เห็น แต่ลักษณะของคนที่จะไม่จ่าย เขาจะไม่จ่ายหลายบัญชี เขาจะไม่จ่ายบัญชีเดียว ดังนั้นก็เจอรายการแบบนี้หมด ขึ้นอยู่กับว่ามันจะไปจบที่ปีไหน

 

เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ว่าคุณเคยทำกรรมกับแบงก์นี้ เขายังมีข้อมูลคุณอยู่

     อันนั้นเป็นถังข้อมูลของแบงก์นั้น ไม่เกี่ยวกับของเครดิตบูโร

 

อันนี้ที่เขาสงสัยคือเครดิตบูโรไม่มีข้อมูลของผมแล้ว ทำไมผมยังกู้ไม่ได้ แสดงว่าเป็นไปได้ว่าคุณกลับไปแบงก์เก่า

     หรือเราอาจจะเจอคดีที่มีคำพิพากษาแล้ว มันอยู่ในราชกิจจานุเบกษา และในนั้นมันอยู่ถาวร สามารถเช็กได้

 

17.36

เคยมีข้อมูลหนี้เสียในเครดิตบูโรและเพิ่งเคลียร์หมด แต่ว่ายังกู้ไม่ผ่านจะทำอย่างไร

     ลักษณะอย่างนี้เขาเรียกว่าคนเคยค้าง สมมติว่าเคลียร์จบ ปิดบัญชี มันไม่มีข้อมูลใหม่เข้า ข้อมูลเก่าก็รอเวลาถูกลบทิ้งไป ถ้าเราจะไปกู้ใหม่เราก็ต้องมีประวัติที่ดี สมมติเราหยุดประวัติที่เสียไว้แล้ว ประวัติหลังจากที่เสียเขาเรียกว่าระยะดูใจ คิดง่ายๆ อย่างนี้ครับว่า เรามีลูกคนหนึ่ง เรียนดีมาตลอด แต่เทอมนี้เรียนไม่ดี เราจะทำอย่างไรกับเขา เราก็ต้องมีการภาคทัณฑ์ มีการหยุดอะไรบางอย่าง เมื่อไรก็ตามที่เขากลับเข้าแทร็กเดิมได้ เราก็ปล่อยเขาได้ อย่างนั้นเรียกว่าระยะดูใจ เพราะฉะนั้นเดือนนี้มิถุนายนค้าง กรกฎาคมเคลียร์ นับตั้งแต่กรกฎาคม คือ สิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ชำระให้ครบและตรง ประวัติดีก็จะโชว์ขึ้นมา ประวัติดีนี้คือตัวที่พิสูจน์ว่า ฉันจะไม่กลับไปทำแบบนั้นอีกแล้ว ทีนี้ระยะดูใจสั้นหรือยาวมันอยู่ที่แต่ละแบงก์ แบงก์ A อาจจะ 6 เดือน แบงก์ B อาจจะ 12 เดือน แบงก์ C อาจจะ 18 เดือน ที่ผมเห็นสั้นสุดคือ 6 เดือน ยาวสุดคือ 24 เดือน เพราะฉะนั้นจะกู้ที่แบงก์ไหนถามเขานิดหนึ่งว่า กรณีที่มีประวัติค้างชำระ นับแต่วันที่เคลียร์ยอดค้างชำระนั้นเสร็จสิ้น แบงก์จะให้โอกาสเราดูใจกันอีกกี่เดือน ซึ่งบางแบงก์เขาจะบอกว่าอีก 6 เดือนค่อยมาคุยกันใหม่ เดือนที่ 7 ค่อยมาใหม่ แสดงว่าระยะดูใจคือ 6 เดือน แท็กติกมันอยู่ตรงนี้ครับ

 

เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้คุณเพิ่งจบหนี้เก่าไป แน่นอนว่าถ้ากู้ตอนนี้อาจจะติดปัญหานิดหนึ่ง เพราะว่าคุณยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเอง

     บางท่านก็อาจจะบอกว่า งั้นก็เอาเงินฝากไปค้ำสิ มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงินฝากค้ำหรือหลักประกัน หลักประกันที่ดีที่สุดอย่างที่ผมบอกคือพฤติกรรมของเรา อะไรคือความเชื่อที่คนให้กู้เขาจะเชื่อว่าเราจะไม่กลับไปเป็นแบบนั้นอีก

 

20.18

กรณีที่เราเป็นผู้ค้ำประกัน เราไม่ได้เป็นผู้กู้ ทีนี้รายละเอียดที่คนกู้ไปทำสัญญา มันจะไปบันทึกในข้อมูลผู้ค้ำด้วยหรือไม่

     ไม่ครับ กฎหมายกำหนดเครดิตบูโรว่า ผู้ค้ำไม่ใช่ผู้ขอสินเชื่อ เครดิตบูโรเฉพาะผู้ขอสินเชื่อเท่านั้น นายสุรพลกับนาย ก. นาย ก. ค้ำประกันให้นายสุรพล ประวัติจะมีเฉพาะนายสุรพล บัญชีนี้จะไม่อยู่ที่นาย ก. แต่ธนาคารที่นายสุรพลและนาย ก.ไปทำนิติกรรมไว้ ธนาคารจะมีข้อมูลทั้ง 2 คน แต่ธนาคารอื่นและในระบบเครดิตบูโรไม่มี เพียงแต่ท่านต้องเข้าใจ แต่ถ้ากู้ร่วมต่างกันนะ กรณีกู้ร่วมหมายความว่า นายสุรพลกับนาย ก. เป็นหนี้บัญชีเดียวกัน เพราะฉะนั้นหนี้สินก้อนนี้อยู่ทั้ง 2 คน นึกภาพตามนะครับ เพราะว่าเรา 2 คนเป็นหนี้บัญชีเดียวกัน แบงก์ไม่รู้ว่าใครเป็นคนจ่าย ทีนี้มันจะมีปัญหาเกิดขึ้นมา นายสุรพลกับนาย ก. ตกลงกันเอง แบงก์ไม่รู้เรื่องว่าใครเป็นคนจ่ายหนี้ก้อนหนี้ แต่ประวัติมันโชว์ทั้ง 2 คน ถ้าคนใดคนหนึ่งผิดสัญญากันเอง บาปเคราะห์จะโดน 2 คน

 

21.53

เพิ่งไปตรวจข้อมูลกับเครดิตบูโรมา พบว่าบางรายการยังไม่อัพเดตเลย ปิดหนี้หมด หักบัตรทิ้งแล้ว แต่ก็ยังปรากฏข้อมูลอยู่ ปกติหลังจากเคลียร์หนี้หมดแล้ว สถาบันการเงินจะส่งรายงานเคลียร์หนี้เราให้เครดิตบูโรภายในกี่วัน

     สมมติปิดบัญชีเดือนกันยายน ยอดหนี้เป็นศูนย์ ข้อมูลของเดือนกันยายนนี้ แบงก์จะปิดบัญชีวันที่ 30 กันยายน ข้อมูลจะส่งให้เครดิตบูโรไม่เกินวันที่ 20 ตุลาคม ก็คือวันที่ 20 ของเดือนถัดไป และเครดิตบูโรใช้เวลาอีกไม่เกิน 5 วันในการเอาขึ้นระบบ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปเช็กข้อมูลวันที่ 26 เราจะเห็นเลยว่า ณ สิ้นเดือนกันยายนยอดหนี้เราเป็นศูนย์ เราไม่สามารถทำเป็นออนไลน์อัพเดตได้เพราะว่าเรื่องหนี้เป็นเรื่องเซนซิทีฟ ลองคิดภาพว่าเราไปจ่ายหนี้ปิดบัญชีวันที่ 29 หรือ 30 แบงก์จะต้องมีกระบวนการตรวจสอบให้แน่ใจว่าชำระหนี้เสร็จสิ้นครบถ้วน ไม่มีหนี้ค้างต่างๆ และอัพเดตขึ้นระบบ เพราะถ้าแบงก์ส่งข้อมูลผิด เขาจะเจอบทปรับ 300,000 บาท ต่อรายการ และปรับอีก 10,000 บาททุกวันจนกว่าข้อมูลจะถูก อันนี้คือการพิทักษ์รักษาสิทธิ์ว่า ก่อนที่คุณจะเอาอะไรขึ้นระบบ คุณจะต้องตรวจแล้วตรวจอีก

     ถ้าเจ้าของข้อมูลรายนี้ไม่สบายใจ มาติดต่อที่สำนักงานเครดิตบูโร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ชั้น 2 อาคาร 2 ยื่นเรื่องเลยครับ บอกว่าช่วยดูให้ผมหน่อยว่าข้อมูลไม่อัพเดต หรือมันผิดถูก ในกฎหมายบอกเลยว่าทันทีที่ท่านยื่นเรื่องให้เราอย่างเป็นทางการ มีแบบฟอร์มทุกอย่างครบ เราจะต้องดำเนินการและต้องมีหนังสือตอบให้ภายใน 30 วัน และพออัพเดตปุ๊บ ผมต้องพิมพ์รายงานฉบับที่อัพเดตที่สุด แนบไปกับหนังสือฉบับนั้นส่งคืนไปด้วย

 

24.49

จริงหรือไม่ว่าถ้าขอตรวจข้อมูลเครดิตบ่อยๆ จะมีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อ

     อย่างนี้ครับ การตรวจข้อมูลเครดิตบ่อยๆ ถ้าตัวเองตรวจเอง หมายถึงเราไปยื่นขอตรวจไปผ่านช่องทางต่างๆ ไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ ถ้าเราตรวจเองนะ หรือถ้าเราเป็นลูกค้าเก่าของแบงก์แล้วแบงก์นั้นเขาตรวจเรา สมมติผมเป็นลูกค้าแบงก์ ก. แล้วแบงก์ ก. ตรวจผมทุกเดือนก็ไม่มีผล สิ่งที่จะมีผลกรณีเดียวคือ กรณีที่เราไปขอกู้หลายๆ ที่ในเวลาใกล้เคียงกัน ตัวนั้นการที่แบงก์เข้ามาตรวจข้อมูลของเราเพื่อการพิจารณาสินเชื่อใหม่ แบงก์ ก. เข้ามาตรวจ แบงก์ ข. เข้ามาตรวจ แบงก์ ค. เข้ามาตรวจ มันมองได้ 2 มิติ คือเราเป็นลูกค้าดีเขาเลยเข้ามา เพราะว่าเราไปยื่นขอไว้หลายที่ หรือ เรากำลังอยู่ในภาวะร้อนสตางค์ แล้วเราไปยื่นขอหลายที่ มันมี 2 มุม ทีนี้เขาจะดูว่า 2 มุมนี้เกิดอะไรขึ้น เขาก็ต้องไปดูข้อมูลอื่นๆ ประกอบ เช่น ทุกบัญชีที่เรามีอยู่แต่เดิมเต็มวงเงินหมด รายได้เราไม่มากแต่ทุกวงเงินเต็ม ยอดผ่อนเราเต็มเพดานแล้วแต่เราไปเหวี่ยงใบสมัครเพียบเลยทุกที่ อย่างนี้จะตีความแบบหนึ่ง แต่ถ้าวงเงินเรานิดเดียว แล้วเราไม่เคยมีบ้านแต่กำลังจะขอกู้บ้าน แต่เราไปเหวี่ยงหลายที่ รายได้เราสูง มุมที่ดูไม่ได้มีมุมเดียว มันมีหลายมุม มันต้องดูปัจจัยแวดล้อมด้วย

 

26.44

อีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่ามีคนถามกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ พอดีเขาติดต่อไปบางทีแล้วพูดกันมาว่า คะแนนติดลบ คะแนนเป็นบวก รู้สึกว่าเหมือนจะมีสถาบันการเงินหรือสินเชื่อพูดว่า ถ้าเกิดคะแนนคุณขาดไปนิดหนึ่ง เขาเลยถามกลับมาว่า เอ๊ะ เมืองนอกเรื่องข้อมูลที่เรียกว่า เครดิตสกอร์ ของเมืองไทยมาหรือยัง

     ของเมืองไทยมีเครดิตสกอร์ครับ เราให้บริการที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ชั้น 2 อาคาร 2 ว่าเราเป็นแบบไหน AA คือดีสุด HH คือแย่สุด ไปตรวจได้ครับว่าเราอยู่ในชั้นไหน แต่คะแนนที่กำลังพูดนี่มันมี 2 คนที่ทำนะครับ คือเครดิตบูโรทำ กับอีกคนหนึ่งคือแบงก์เขาก็มีทำ ส่วนแบงก์เขาจะทำเพื่อจะดูว่าลูกค้านี่อยู่ในเกรดไหน มันเหมือนกับการให้เกรด เราเรียนมา 4 เทอมก็ให้เกรด เพราะฉะนั้น 3.08 ของมหาวิทยาลัยนี้ กับ 3.08 ของสอบแอดมิชชันทั่วประเทศมันไม่เท่ากัน มันคนละมุม ของเครดิตบูโรคือการบอกว่า คนๆ นี้ใช้สินเชื่อโดยรวมแล้วเกรดเท่านี้ แต่ถ้าเป็นของธนาคารเขาอาจจะบอกว่า ถ้าเป็นสินเชื่อบ้านคนแบบนี้จะเกรดแบบนี้

     ผมเปรียบเทียบให้ดูนะ 3.8 ของเครดิตบูโรกับ 3.8 ของแบงก์ มันอาจจะฐานคิดหรือปัจจัยคนละแบบ เวลาเจอคะแนนต้องถามว่า คะแนนนี้ใครทำ เป็นแบงก์สกอร์หรือเครดิตบูโรสกอร์ ถ้าแบงก์สกอร์ เราก็ต้องถามต่อว่าแบงก์สกอร์คิดมาจากอะไรเป็นปัจจัยหลัก แต่ถ้าเป็นเครดิตบูโรแล้วมาหาเรา เราจะมีทีมงานอธิบายว่าที่ได้คะแนนหรือเกรดเท่านี้เป็นเพราะประมาณ 5 เรื่องหลักดังต่อไปนี้

 

28.58

คิดว่าน่าจะได้ประโยชน์ไปพอสมควร ผมคิดว่าคำถามที่ชอบถามกันเยอะๆ และสงสัยคิดไปเอง วันนี้คุณสุรพลตอบให้เกือบทั้งหมดแล้ว สุดท้ายอยากให้คุณสุรพลฝากถึงผู้ที่จะขอสินเชื่อ ผู้ที่จะมีสัญญาสินเชื่ออยู่แล้ว เป็นคำแนะนำก็ได้ครับในการบริหารเครดิต ซึ่งมีผลและมีประโยชน์ต่อชีวิตมากๆ

     การกู้เงิน กู้ได้ การกู้เงินไม่ใช่เรื่องที่ผิด ไม่ใช่บาป แต่การกู้เงินและบริหารให้ได้ อันนั้นคือความฉลาด เราจะสามารถบริหารเงินกู้ได้อย่างชาญฉลาด จุดเริ่มต้นก็คือว่าคิดก่อนกู้ การกู้จะต้องอยู่บนพื้นฐานความจำเป็นที่ต้องกู้ ไม่ใช่แค่ความอยากที่อยากจะกู้ เพราะเมื่อไรที่เราเริ่มต้นทุกอย่างด้วยความอยาก เรากลัดกระดุมเม็ดแรกของเสื้อตัวที่สวยผิด พอกระดุมเม็ดแรกมันกลัดผิด เม็ดที่ 2 ไม่ต้องพูดถึง มันต้องผิดตามมาด้วย การที่เราจะแยกแยะว่าอยากหรือจำเป็น อันนั้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของจุดเริ่มต้นของทุกเรื่อง ความฉลาดทางการเงินซึ่งหมายรวมถึงเรื่องเป็นหนี้ด้วย

 

     น่าจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเชื่อว่าคนน่าจะเข้าใจบริษัท เครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ เครดิตบูโร ได้อย่างถูกต้อง และสุดท้ายแล้วเครดิตทางการเงินทั้งหมดเป็นเรื่องของลูกหนี้ หรือตัวผู้กู้เอง ท่านมีหน้าที่บริหารให้ดีที่สุด และข้อมูลที่เครดิตบูโรนำเสนอนั้นเป็นข้อมูลของตัวคุณเอง คุณบริหารดีก็มีข้อมูลที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อการขอสินเชื่อครั้งต่อไป คุณบริหารไม่ดี ข้อมูลก็ต้องออกมาไม่ดี และมีผลต่อการขอสินเชื่อที่มีอุปสรรคเยอะแยะเต็มไปหมด วันนี้ต้องขอบคุณคุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ที่มาเป็นเกียรติในวันนี้

 

ติดตาม The Money Case By The Money Coach ในตอนต่อๆ ไป สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

 


 

Credits

 

The Host จักรพงษ์ เมษพันธุ์

The Guest สุรพล โอภาสเสถียร

 

Show Creator จักรพงษ์ เมษพันธุ์

Episode Producer เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริณ ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Music Westonemusic.com

The post เครดิตบูโร Q&A: แบล็กลิสต์มีจริงไหม? เบี้ยวหนี้แบบไหนมีผลมากกว่ากัน? เคลียร์หนี้หมดแล้วแต่ทำไมยังกู้ไม่ผ่าน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครดิตบูโร: รู้จักและเข้าใจกับหน่วยงานที่คนเคยกู้คุ้นหู แต่มักไม่รู้จริง https://thestandard.co/podcast/themoneycase07/ Sun, 17 Sep 2017 23:00:32 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=27544

     บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ห […]

The post เครดิตบูโร: รู้จักและเข้าใจกับหน่วยงานที่คนเคยกู้คุ้นหู แต่มักไม่รู้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

     บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ เครดิตบูโร คืออะไร มีความสำคัญแค่ไหน เป็นอุปสรรคสำหรับคนขอเงินกู้อย่างที่หลายคนเชื่อจริงหรือไม่ พวกเขาเก็บข้อมูลกันอย่างไร ข้อมูลเครดิตที่ดีเป็นแบบไหน ไม่มีใครจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีเท่าแขกรับเชิญพิเศษของเราในเอพิโสดนี้ คุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

 


 

     สวัสดีคุณผู้ฟังทุกท่านนะครับ กลับมาพบกับรายการ The Money Case By The Money Coach อีกครั้งหนึ่งนะครับ ในตอนนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นตอนที่ตั้งใจมาก อยากจะสื่อสาร อยากให้คนทั่วไปที่อยากจะรู้เรื่องการเงินรับทราบ เพราะว่าผมเองตอบคำถามทางการเงินเยอะมาก และหลายครั้งคนที่ส่งคำถามกันเข้ามา โดยเฉพาะเรื่องการกู้เงิน ยืมเงิน หรือมีหนี้สินทั้งจ่ายและไม่จ่ายก็ตาม ก็จะมีหน่วยงานหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องข้อมูลทางการเงิน และหลายครั้งก็ตกเป็นจำเลย เวลาที่กู้ไม่ได้ก็จะมีคนพูดว่า กู้ไม่ได้เพราะติดเครดิตบูโร วันนี้เพื่อเอาให้เคลียร์กันไปเลย เรียนเชิญหัวเรือใหญ่ของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ท่านเป็นผู้จัดการใหญ่ของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติเลยทีเดียว วันนี้ขอต้อนรับเกสต์ของเรา คุณสุรพล โอภาสเสถียร

 

ต้องขออนุญาตเรียกพี่สุรพลนะครับ ตอนที่บอกว่าจะเชิญพี่สุรพลมาเป็นเกสต์ในวันนี้นั้น ผมก็โพสต์ข้อความลงไปในเฟซบุ๊กว่าใครมีคำถามอะไรที่อยากจะถามบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร ให้ส่งมาได้เลย

     ถามได้เลยครับ

 

คนเฟซบุ๊กมาเยอะมาก เป็นร้อยเลย ต้องมานั่งไล่กรองกันพอสมควร วันนี้เราจะคุยกันว่าบริษัทข้อมูลแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร มีหน้าที่อะไร แล้วเครดิตมีความสำคัญกับคนมากแค่ไหน รวมถึงทุกข้อสงสัย

     ยินดีครับ

 

02.05

เครดิตบูโรคืออะไร ตั้งมาเพื่ออะไร

     เครดิตบูโรคือองค์กรหนึ่งที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อจะรวมข้อมูลคนเป็นหนี้ ใครไปเป็นหนี้แบงก์ ใครไปเป็นหนี้นอน-แบงก์ มันจะมีองค์กรแบบนี้เป็นศูนย์กลางในการเก็บข้อมูลคนที่เป็นหนี้ ถ้าจะเปรียบเทียบ มันคือสมุดพกของคนเป็นหนี้ เหมือนว่าเราไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยนั้นหรือที่โรงเรียนนั้นแล้วก็จะมีจะสมุดพกเพื่อรวบรวมว่าคนคนนี้มีผลการเรียนอย่างไร มันก็เหมือนกันกับว่าคนคนนี้มีหนี้ที่ไหนบ้าง แล้วปฏิบัติต่อหนี้แต่ละก้อน แต่ละที่อย่างไร องค์กรนี้ในต่างประเทศและในประเทศไทยเรียกว่าเครดิตบูโร

 

แสดงว่ามีอยู่ทุกประเทศ

     190 กว่าประเทศในโลกนี้ครับ ประเทศกานาก็มี เอธิโอเปียก็มี เร็วๆ นี้เมียนมาก็ตั้งแล้ว เพราะฉะนั้นในประเทศที่มีการกู้ยืมกันระหว่างธุรกิจกับแบงก์ หรือธุรกิจกับนอน-แบงก์ หรือนาย ก. นาย ข. เช่าซื้อรถ ก็จะมีเครดิตบูโร

 

เรียกว่าเป็นลักษณะสากลอยู่แล้ว

     มันเหมือนโครงสร้างพื้นฐาน เหมือนถนน สะพาน กรณีที่เป็นระบบสถาบันการเงิน เราเปรียบเทียบกันอย่างนี้ครับ

 

เพราะฉะนั้นในหลักการคือการเก็บรวบรวมข้อมูลของคนเป็นหนี้เพื่อจะมีผลกับการพิจารณาสินเชื่อของบุคคลนั้นๆ เพียงอย่างเดียวหรือเปล่าครับ

     ลองนึกภาพต่อนะครับ เช่น นายสุรพลมีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นบ้าน มีบัตรเครดิตอยู่กับธนาคารกรุงเทพ แต่ละเดือนธนาคารกรุงเทพก็ส่งข้อมูล ไทยพาณิชย์ก็ส่งข้อมูล ทีนี้ผมอยากเกิดจะไปกู้กรุงศรี วันที่ผมไปกู้กรุงศรี กรุงศรีไม่รู้จักตัวผม กรุงศรีจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผมนิสัยดีพอที่จะกู้เงินเขา เขาก็จะต้องให้ผมอนุญาตเพื่อจะเข้าไปดูข้อมูลผมที่ทำไว้กับธนาคารกรุงเทพ ไทยพาณิชย์ ว่าผมทำนิสัยอย่างไร

 

04.29

เพราะฉะนั้นสำหรับคนทั่วไป เขาจะมีความรู้สึกว่าหน่วยงานตรงนี้มาเก็บข้อมูลของเขาไป แต่จริงๆ แล้วโดยประโยชน์มันมี

     อย่างนี้ครับ ก่อนปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ลองนึกภาพนะครับ มีคนเอาเงินไปฝาก 100 บาท แล้วแบงก์เอาเงินก้อนนี้ไปปล่อยกู้ให้กับอีกคนหนึ่ง ปรากฏว่าเราไม่รู้จักคนกู้มากพอ 100 บาทที่เราเอาไปปล่อยกู้เสียหาย 47 บาท เราเหลือเงินกลับมาให้คนฝาก 53 บาท แล้วส่วนที่ขาดไปที่คนฝากจะต้องได้เต็ม 100 บาท เขาเอาภาษีไปเติม ก็คือหนี้ที่เราเจอ ที่เราเรียกว่าหนี้กองทุนฟื้นฟู นั่นคือความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเครดิตบูโรมีหน้าที่หนึ่งคือให้ข้อมูลกับคนปล่อยกู้เพื่อจะปกป้องเงินฝาก นี่คือหลักการพื้นฐาน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเป็นเครื่องมือของคนปล่อยกู้อย่างเดียว ลึกๆ แล้วมันคือเครื่องมือป้องกันฝั่งเงินฝาก เพราะคนที่เอาเงินมาฝาก เขาต้องการฝาก 100 บาท แล้วอยากได้คืน 100 บาท แล้วคนที่เอาเงินไปฝากหรือเอาไปปล่อยกู้ต่อก็ต้องดูแลให้เรียบร้อย แบงก์จะไปปล่อยกู้ต่อใคร แบงก์ต้องรู้จักคนนั้นอย่างเพียงพอ ตรงนั้นแหละครับ

 

ผมเชื่อว่าตรงนี้คนส่วนใหญ่ไม่รู้

     คนส่วนใหญ่จะรู้จักเราว่าเป็นอุปสรรคหรือเป็นตัวขัดขวาง ทำให้เขาไม่ได้กู้สมใจ อันนี้เป็นสิ่งที่เครดิตบูโรที่ไม่ใช่แค่ประเทศไทย ทั่วโลกเลยต้องต่อสู้กับความเชื่อนี้แหละครับ ในอินเดียก็เหมือนกัน ในกัมพูชาก็เหมือนกัน

 

จงทราบไว้ว่าเครดิตบูโรปกป้องเงินฝากด้วย

     ให้ข้อมูลคนตัดสินใจเอาเงินฝากไปปล่อยกู้

 

เพราะฉะนั้นใน พ.ศ. 2540 ที่เกิดปัญหาต้องเอาภาษีมาอุดหนุน เกิดจากการปล่อยกู้ให้กับคนกู้

     เรามีข้อมูลไม่ครบ เราไม่รู้ว่าคนที่มาขอกู้เรานั้นมีหนี้ที่ไหนบ้าง มีหนี้เท่าไร แล้วแต่ละบัญชีที่เขากู้ เขามีนิสัยการชำระหนี้อย่างไร ไม่กลัว ไม่มี ไม่หนี ไม่ให้หรือเปล่า เขาไม่รู้ จึงเป็นที่มาของเหตุ

 

แล้วเครดิตบูโรเกิดขึ้นเมื่อไร

     เครดิตบูโรเกิดขึ้นเมื่อเราต้องเบิกเงินจาก IMF ประมาณรอบที่ 4 เขาบอกว่า เอาล่ะ ระบบสถาบันการเงินเราต้องเหมือนกับนานาประเทศ​ต้องมีสิ่งนี้ ก็มีการจัดตั้งเครดิตบูโรขึ้นมา 2 บริษัทในอดีต แล้วต่อมาสองบริษัทนี้ก็รวมกิจการให้เหลือบริษัทเดียว แล้วก็มีกฎหมายออกมาเพื่อจะกำกับดูแล เนื่องจากเครดิตบูโรไปเก็บข้อมูลที่เป็นความลับของคน ดังนั้นเราก็ต้องไปดูแลว่าอย่านอกลู่นอกทาง เพราะถ้านอกลู่นอกทางจะมีโทษถึงขั้นจำคุก อย่างนี้เป็นต้น

 

ทำงานเสี่ยงนะครับเนี่ย

     ต้องเรียนตรงๆ ว่าไม่ใช่ผมจะติดคุกติดตาราง คือตัวอยู่ในตารางอยู่แล้ว อยู่ที่กุญแจจะลั่นวันไหน (หัวเราะ)

 

08.06

ปัจจุบันนี้ทราบว่าเครดิตบูโรจะเก็บข้อมูลทั้งบริษัทและบุคคล ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่ฟังจะสนใจส่วนของบุคคลเป็นพิเศษ คนที่มีข้อมูลอยู่ในเครดิตบูโรนี่มีอยู่สักเท่าไร

     ประมาณ 29 ล้านคนครับ เรามีประชากรไทย 70 ล้านคนโดยประมาณ เรามีคนที่อยู่ในวัยทำงาน 45 ล้านคน เรามีคนที่เป็นหนี้กับสถาบันการเงิน 96 แห่ง ที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร ทั้ง 96 แห่งมีตั้งแต่แบงก์ 16 แห่ง นอน-แบงก์ เช่าซื้อรถยนต์ เช่าซื้อมอเตอร์ไซค์ บริษัทบัตรเครดิต บริษัทสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งไทยและเทศ สถาบันการเงินทั้ง 96 ที่นี้ก็จะส่งข้อมูลมา ใน 29 ล้านคนมีบัญชีสินเชื่อทั้งหมดที่อยู่ในระบบ 95 ล้านบัญชีสินเชื่อ อย่าลืมว่าเรามีคนอยู่ 29 ล้านลูกหนี้

 

เฉลี่ยแล้วคนละ 2-3 บัญชี

     ใช่ครับ

 

09.19

แล้วมีหนี้อะไรที่เข้าอยู่ในเครดิตบูโรไหม เพราะมีการขู่กันเหลือเกินว่าสหกรณ์ กยศ. อันนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าที่กำลังจะเข้าไปด้วย

     เอาอันแรกก่อน หนี้บ้าน บัตร รถ สินเชื่อบุคคล กู้ซื้อมอเตอร์ไซค์ สินเชื่อเกษตร อันนี้อยู่กับเครดิตบูโรมาครบแล้ว มีหนี้อยู่ 2 ตัวที่อยู่ระหว่างพิจารณาอยู่ หนึ่งคือ กยศ. อยู่ในระหว่างการพิจารณาตัดสินใจว่าจะเข้ามาดีหรือไม่ เนื่องจากตัว กยศ. เองเขาก็มีกฎหมายใหม่ของเขา ซึ่งให้สิทธิ์นายจ้างหักและนำส่ง เขาก็จะไปพิจารณาว่าเขาแฮปปี้ไหม หรือเห็นประโยชน์ไหมที่จะเข้ามาในระบบนี้ เพราะการเข้ามาในระบบนี้มันมีภาระที่จะส่งข้อมูลให้เราด้วย

     อันต่อไปคือสหกรณ์ออมทรัพย์ เฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ คือตั้งแต่ทรัพย์สินตั้งแต่ 5 พันล้านบาทขึ้นไป ทางรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนและผลักดันให้รายใหญ่ๆ เข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโร ตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ทั้งนี้ก็เป็นระบบสมัครใจ คือแต่ละที่ต้องตัดสินใจว่าจะเข้ามาเป็นสมาชิกเราไหม ปัจจุบันถ้าเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ก็มีเข้ามาเป็นสมาชิกแล้ว 2 แห่ง คือสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น และสหกรณ์กรมป่าไม้ ที่เข้ามาในระบบเราแล้ว

 

ที่บอกว่าสเกลเกิน 5 พันล้าน

     ทรัพย์สินของสหกรณ์นั้นเกิน 5 พันล้านคือสหกรณ์ขนาดใหญ่ เล่าให้ฟังอย่างนี้ครับ หนี้ครัวเรือนไทยทั้งหมด ตัวเลขคือ นาย ก. นาย ข. ไม่รวมบริษัทที่ไปกู้สถาบันการเงินทุกสิ่งอัน รวมกันเบ็ดเสร็จ 11.5 ล้านล้านบาท มี 87% อยู่ที่เครดิตบูโร ปริมาณหนี้ประมาณนี้

 

ช่วงหนึ่งเคยมีข่าวว่าค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ จะเข้าเครดิตบูโรด้วย

     คืออย่างนี้ครับ มีแนวความคิดอยู่ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แล้วถูกผลักดันโดยธนาคารโลกว่าคนที่เขาไม่มีเงินเดือนประจำ พูดง่ายๆ คือคนไม่มีสลิปเงินเดือน ถามว่าคนเหล่านั้น เช่น พ่อค้าขายข้าวมันไก่ หรือพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ข้างสาขาแบงก์ในตลาดสด เขาไม่มีสลิปเงินเดือน แต่เขาเป็นคนที่ทำมาค้าขาย แล้วเขาคนนั้นก็มีรายได้ เอกสารที่บอกที่มาของรายได้เขาในแต่ละเดือนมันคือเงินสดที่วิ่งเข้าวิ่งออกในเก๊ะเงินของเขา แต่ร้านเขาอยู่ติดกับแบงก์เลยนะ ถ้าตัวเขาเองคิดอยากจะได้บ้านสักหลัง ทำไมเขากู้ไม่ได้ เพราะว่าหลักฐานในการแสดงที่มาของรายได้มันไม่มี ถูกไหมครับ ก็เกิดความคิดว่าถ้าอย่างนั้นคนยากจนที่อยู่ต่างจังหวัดที่เขารับจ้างรายวัน แต่เขาเป็นคนมีวินัย เขาควรจะได้เข้าถึงบริการทางการเงินไหม เราก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นไปดูซิว่าหลักฐานอื่นที่เขาแสดงวินัยทางการเงินคืออะไร เช่น การจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ในต่างประเทศ ก็เป็นการยืนยันว่าเขาเป็นคนใช้ครบ ใช้ตรง เป็นหนี้ เขาใช้หนี้ ดังนั้นข้อมูลชุดนี้มันอาจเอามาทดแทนกับสลิปเงินเดือนได้ไหม

     แต่ในประเทศไทยมันมีความต่างจากต่างประเทศ หนึ่ง มิเตอร์น้ำ-ไฟ อาจจะไม่ใช่ของเจ้าตัวคนคนนั้น เช่น บ้านเช่า มิเตอร์เป็นของผู้ให้เช่าหรือเจ้าของห้องเช่า แต่คนใช้จริงๆ เป็นอีกคนหนึ่ง มันไม่ได้สะท้อนถึงความจริง สอง ข้อมูลมันไม่ได้อัพเดต เพราะมันมีโอกาสเป็นไปได้ที่มิเตอร์หนึ่งมันรุ่นอาก๋ง เกือบจะเสียแล้ว แต่คนใช้เป็นหลาน วินัยมันต้องสะท้อนที่ตัวหลาน ไม่ใช่สะท้อนตัวอาก๋งที่ไปแล้ว อย่างนี้เป็นต้น แต่มีอีกมุมคิดหนึ่งว่าคนที่เขาไม่เห็นด้วย เขาบอกว่าน้ำ-ไฟไม่น่าเกี่ยว เพราะเป็นสาธารณูปโภค เราไม่ใช้ เราก็ถูกลงโทษด้วยการตัดน้ำ-ตัดไฟแล้ว และอีกอย่างหนึ่ง ในประเทศเราอาจจะยังไม่พร้อม เรื่องนี้เรียนตรงๆ ว่าจนถึงวินาทีนี้ยังไม่ได้มีการตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้นว่าจะทำไหม บางประเทศทำ เช่น มาเลเซีย แต่บางประเทศไม่ทำ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเทศนั้นพัฒนาหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับทัศนคติและมุมมองในแต่ละประเทศ บางประเทศเขามองว่าสัญญาว่าจะใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม คือไปใช้บริการแล้ว แล้วก็เอาเงินไปจ่าย อย่างนี้เรียกว่าเป็นหนี้หมด อีกประเทศหนึ่งเขาบอกเอาเฉพาะที่เป็นหนี้เงิน อย่างนี้เป็นต้น

 

แสดงว่าตอนที่มีข่าวกันขึ้นมา จุดมุ่งหมายคืออยากช่วยเหลือหรือให้โอกาส

     บางกลุ่มครับ ว่าเอาตรงนั้นมาแทนได้ไหม ลักษณะคืออย่างนี้ เขามีข้อมูลเท่าที่มีในกระเป๋าสตางค์เขา อย่างอื่นเขาไม่มีแล้ว เราจะปล่อยกู้เขาได้ยังไง เราจะต้องมีเอกสารยืนยัน ถ้าเราช่วยคนกลุ่มนี้ได้ เขาไม่ต้องหนีไปนอกระบบ อันนี้ก็คือหลักการ

 

ตอนนี้ถ้าพูดกันตรงๆ ถ้าตัดเรื่องน้ำ-ไฟออกไป ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นในบ้านเรา ถ้าเกิดคนที่ปัจจุบันเขาไม่มีหนี้อะไรเลย เขาก็จะไม่มีข้อมูลในเครดิตบูโรหรือเปล่า

     ถ้าไม่มีหนี้อะไรเลย ทุกอย่างใช้จ่ายเป็นเงินสด จะไม่มีประวัติในเครดิตบูโร มาตรวจที่เครดิตบูโรจะมีแต่ชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประชาชน แล้วก็ขึ้นว่าศูนย์บัญชี

 

16.50

เวลาจะไปยื่นกู้ธนาคาร กลไกที่ธนาคารย้อนกลับมาดูข้อมูลในเครดิตบูโร เขาทำอย่างไรบ้าง

     มันเริ่มต้นอย่างนี้ครับ นายสุรพล คนขอกู้ อยากจะได้รถ 1 คันแบบเช่าซื้อ ผมก็ไปติดต่อไฟแนนซ์ แล้วก็ยื่นใบสมัคร เขาจะมีใบสมัครมาให้เรา เราก็กรอกใบสมัคร อายุ อาชีพ รายได้ วันเดือนปีเกิด เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ เขียนสรตะนี่คือใบสมัคร จากนั้นเราจะเซ็นอีกใบหนึ่งเรียกว่าหนังสือให้ความยินยอม คือการยอมให้เครดิตบูโรเปิดเผยประวัติเราให้กับไฟแนนซ์รายนี้ดู เรายอมให้เขาดูเพราะเราไปขอกู้เขา เราก็เซ็น พอเราเซ็นเสร็จ เขาก็เข้ามาดูข้อมูลเรา เขาจะดูรายได้ รายได้เราพอไหม อาชีพเรามั่นคง ตำแหน่งหน้าที่เราเป็นอย่างไรบ้าง อันนั้นเราเรียกว่าดูความสามารถในการชำระหนี้ คือทั้งสลิปเงินเดือน สเตทเมนต์ อีกอย่างคือดูความตั้งใจในการชำระหนี้ คือก่อนมากู้รถที่เขา คุณเคยไปกู้ไว้ที่ไหน แล้วตอนที่คุณไปกู้ไว้ที่โน่นที่นี่ นิสัยของเราที่ไปชำระหนี้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ใช้ครบ ใช้ตรงไหม ติดๆ ขัดๆ หรือเปล่า ตะกุกตะกักไหม ผ่อนงวดติดงวด เลี้ยงงวด หรือว่าไม่จ่ายเลยแล้วก็ปิดบัญชี แล้วมาขอกู้ใหม่ หรือว่าจ่ายครบ จ่ายตรงตลอดแล้วก็ปิดบัญชี มันจะมีลักษณะอาการต่างๆ นานา

     ทีนี้เขาจะเอาความสามารถในการชำระหนี้และความตั้งใจในการชำระหนี้มาตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้

 

พอดูข้อมูลแล้วธนาคารบอกว่าโอเค ความสามารถในการชำระใช้ได้ นิสัยใจคอเดิมน่าเชื่อถือเลยให้กู้ พอทำเรื่องให้กู้ ข้อมูลจากธนาคารจะถูกส่งมาบันทึกที่เครดิตบูโรเมื่อไร

     เป็นคำถามที่ผมอยากตอบมาก คือเมื่อได้รับอนุมัติปุ๊บแล้วเปิดบัญชี ทันทีที่มีเลขบัญชีสินเชื่อใหม่เกิดขึ้น ซึ่งมันจะอยู่ประมาณ 1 เดือน ข้อมูลจะถูกส่งเข้าที่เครดิตบูโรในเดือนนั้นเลย ตอนที่เขาส่งข้อมูลให้เครดิตบูโร ธนาคารหรือคนให้กู้เขาจะมีหนังสือมาถึงเรา 1 ฉบับภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันอนุมัติ เขาจะบอกเราว่าคุณได้มากู้นะ แล้วแบงก์เป็นสมาชิกเครดิตบูโรตามกฎหมาย นับแต่นี้ต่อไปเราจะส่งข้อมูลของคุณให้กับเครดิตบูโรทุกเดือนนะ หนังสือนั้นเรียกว่าเป็น Notice มาบอกแล้ว และทุกเดือนข้อมูลจะเข้ามาที่เครดิตบูโร เดือนที่ 1 เดือนที่ 2 จะอยู่เหนือเดือนที่ 1 เรียงเป็นขนมชั้น เดือนที่ 2 ไม่ไปทับเดือนที่ 1 ส่วนเดือนที่ 3 อยู่เหนือเดือนที่ 2 ข้อมูลจะเรียงเป็นขนมชั้นขึ้นไปจนครบ 36 ชั้น พอครบ 36 ชั้น หรือ 3 ปี เดือนที่ 37 เข้า เดือนที่ 1 ออก เดือนที่ 38 เข้า เดือนที่ 2 ออก เดือนที่ 39 เข้าเดือนที่ 3 ออก ใหม่เข้าเก่าออก ณ จุดใดจุดหนึ่งของเวลา เวลาถ้ามองนิสัยคนคนหนึ่ง เราจะเห็นลึกที่สุดคือ 3 ปี สมมติผมกู้ไว้ 10 ปี ผมกู้ปีที่ 1 แล้วก็ผ่อนไป 10 ปี แต่ประวัติผมที่โชว์ในวันนี้จะเห็นปีที่ 10, 9, 8 ปีหลังจากนั้นจะไม่มีข้อมูล จะเห็นแค่ 3 ปี เรียกว่า 3 ปีย้อนหลัง

 

คือพอมีเลขสัญญากู้ปุ๊บ ภายใน 1 เดือน ข้อมูลจะต้องมาที่เครดิตบูโร ผู้กู้จะได้ Notice จากสถาบันการเงินที่เราติดต่อบอกว่าข้อมูลคุณจะต้องถูกส่งมาที่นี่ ส่วนทางของเราก็จะเรียงข้อมูลไปเรื่อยๆ

     ซึ่งตรงนี้ผมอยากจะแนะนำนะครับว่าทันทีที่มีเอกสารแบบนี้มาให้เราดู เพราะเราไม่เคยไปขอกู้ที่ไหน ทำไมมันมีเอกสารนี้มา แสดงว่ามีคนฉ้อฉลเอาเอกสารเราไป ทุกอย่างที่ส่งมา ให้เราเปิดอ่านสักนิดนึง มันมีประโยชน์ทั้งสิ้น อย่าตีว่ามันเป็นขยะแล้วฉีกทิ้งทั้งหมด

 

22.16

พอไปขอข้อมูลมันจะเป็นรายงาน ยิ่งถ้าใครมีหนี้หลายรายการจะลายตาไปหมด เราต้องดูยังไงว่าอันนี้คือเครดิตชั้นดี อันนี้คือเครดิตชั้นไม่ดี

     พอได้รายงานมาปุ๊บ ในรายงานจะมีท่อนแรกเป็นชื่อ ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด สถานภาพสมรส ดูก่อนว่ามันใช่ตัวเราไหม ถูกต้องหรือเปล่า บางทีนายเป็นนางบ้าง นายเป็นนางสาวบ้าง ชื่อสะกดผิดถูก จากนั้นมาดูทีละบัญชี แต่ละบัญชีมันจะมีเขียนไว้ในนั้นเลยว่า บัญชีที่ 1 2 3 ไล่ดูทีละบัญชี บัญชีนั้นปกติหรือเปล่า มันจะมีคำว่า รหัสสถานะบัญชี ภาษาอังกฤษคือ Account Status เป็นการบอกว่าสถานะปัจจุบันอัพเดตที่สุด บัญชีนี้ปกติหรือไม่ปกติ ถ้าปกติถือว่าปัจจุบันโอเค ทีนี้ดูจากปัจจุบันโอเคปุ๊บ ให้ดูย้อนหลังทีละบรรทัดอย่างที่ผมบอก บรรทัดที่มันแสดงอยู่ที่รายงาน มันจะมีบรรทัดเรียงกันเป็นตับลงมาให้ไล่ดู บรรทัดนั้นมีเดือนอยู่ เริ่มจากเดือนปัจจุบันย้อนกลับไปในอดีต เราก็ดูย้อนไปทุกบรรทัด มี 34 บรรทัด ดูทั้ง 34 บรรทัด ทุกบรรทัดจะต้องมีคำว่าไม่ค้างชำระ

 

แสดงว่ามันมีโอกาสว่าข้างหน้าสรุปว่าปกติ แต่ก็มีโอกาสที่บางบรรทัดขึ้นว่าค้างชำระ

     อาจจะมีเดือนใดเดือนหนึ่งในอดีตค้างชำระ ลักษณะอย่างนั้นเขาเรียกว่าคนเคยค้าง ก็คือว่าครั้งหนึ่งฉันเคยไปค้าง แต่ปัจจุบันฉันเคลียร์แล้ว มันมีเรื่องจริงเกิดขึ้นนะครับ เจ้าหนี้แบงก์ถามลูกค้า ทะเลาะกันอยู่ 2 ชั่วโมงต่อหน้าผม แบงก์ถามว่าพี่เคยค้างใช่ไหม คำตอบของฝั่งลูกค้าเขาบอกว่าปัจจุบันเคลียร์แล้ว แบงก์ก็ถามครั้งที่ 2 ว่าในอดีตพี่เคยค้าง ลูกค้าก็ตอบว่าตอนนี้เคลียร์แล้ว สองคนนี้เขาคุยกันคนละมิติเวลา ถาม ก. ตอบ ข. พอแบงก์ถามครั้งที่ 3 บอกว่าผมดูจากประวัติแล้ว ตรงนี้มีคำว่าค้างอยู่ ฝั่งลูกค้าก็จะบอกว่าแล้วจะถามทำไม เริ่มมีอารมณ์ ผมอยากเรียนให้ทราบอย่างนี้ นายสุรพลเรียนดี เกรดเฉลี่ย 3 กว่า ได้ A 20 แต่มี C โผล่มาตัวหนึ่งตอนปี 3 เทอม 3 ผมไปสมัครงานที่บริษัทใหญ่ๆ ถามสิว่าถ้าเราเป็นคนสัมภาษณ์ เราจะถามนายสุรพลถึงตัว A หรือตัว C กรรมการจะถามว่า A ท่านได้แต่ใดมา หรือตัว C ท่านได้แต่ใดมา นายสุรพลอยากตอบหรืออยากให้เห็นตัว C ไหม เพราะว่าตัว C อาจส่งผลลบ แต่เขาอยากจะถาม ตัว C นั้นคือประวัติค้างชำระหรือเคยค้างในอดีตนั่นเอง แต่คำถามคือ ใครคือคนทำให้เกิดตัว C ก็ตัวเราเอง แล้วเราไปโทษสำนักทะเบียนประมวลผลได้ไหม ก็เขาเก็บความเป็นจริงไง แต่เราต้องบอกเหตุผลเขาว่าทำไมวันนั้น เวลานั้น เดือนนั้น เราถึงค้างชำระ หมุนไม่ทัน มีอุบัติเหตุ ถูกเพื่อนยืมไปแล้วไม่เอามาคืน เหตุผลต่างๆ นานาเหล่านั้นมีไหม แต่เหตุผลที่มันไม่ใช่เหตุผลสิ ที่มันนำพามาซึ่งความไม่น่าเชื่อถือของเรา เช่น เราไปบอกว่าลืม กลับข้างกัน สมัยมัธยมเราให้เพื่อนยืมเงิน ทุกวันนี้เราจำได้ไหมว่าเพื่อนที่ยืมเงินเราคือใคร เราเป็นเจ้าหนี้ เราจำได้หมด ทำไมเราเป็นลูกหนี้ถึงลืมได้ หรือเราบอกว่าก็ไม่มีใบทวงเงินมา ถ้าเราเป็นเจ้าหนี้ แล้วอีกคนมายืมเงินเรา แล้วลูกหนี้คนนั้นมาบอกเราว่าเธอไม่ส่งใบทวงเงินมาให้ ก็เลยไม่จ่าย มันใช่หรือเปล่า ใจเขาใจเรา ใจเจ้าหนี้ ใจลูกหนี้ มันมีต่างกรรมต่างวาระ อย่าไปพูดสิ่งนี้ถ้ามันไม่ใช่ความจริง

     คำพูดที่พูดกันมาตลอดคือไปต่างประเทศ พอไปต่างประเทศ คนที่เป็นเจ้าหนี้ก็บอกว่าทำไมไม่ใช้วิธีหักชำระอัตโนมัติก็ได้ แล้วทุกวันนี้ไปต่างประเทศก็ใช้ Mobile Banking โอนเงินก็ได้ แล้วถ้าเกิดเขาถามว่างั้นเอาพาสปอร์ตมาดูหน่อยซิว่าคุณปั๊มตราช่วงเวลานั้นจริงหรือเปล่า ถ้าเกิดเราไม่มีให้เขาดูคือโกหก โกหกคือไม่น่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นคำพูดของคนที่เป็นลูกหนี้ ถ้าจะให้มีความน่าเชื่อถือคือมันต้องมีเหตุผลและความเป็นจริง

 

พอไปขอข้อมูลจากเครดิตบูโรมา ที่บอกว่าเครดิตคือด้านหน้าปกติ ส่วนที่เป็นบทสรุปก็ข้อมูลถูกต้อง พอเข้ามาดูเป็นรายเดือนก็ไม่มีค้างชำระ อย่างนี้คือดีที่สุด

     ดูรายเดือน ดูทุกบัญชีนะครับ เหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่จะเป็นปัญหาที่ผมเจอคือมีคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นผู้สูงวัย 2 ท่านเดินมาหาผมด้วยอารมณ์โกรธ บอกว่าในชั่วชีวิตที่ค้าขาย แกไม่เคยค้างชำระใครเลย แกจำได้ว่ามีอยู่ 4 บัญชี แกถามผมเลยนะว่าเป็นลูกคนจีนหรือเปล่า ผมบอกว่าผมเป็นลูกแต้จิ๋ว แกก็ถามผมว่าทำไมมาใส่ประวัติว่าแกค้าง ผมบอกว่างั้นตรวจเครดิตบูโรครับ ตรวจของตัวเองมาดู พอตรวจเครดิตบูโรตัวเองปุ๊บ มันมี 5 บัญชีครับ มันไม่ใช่ 4 บัญชี บัญชีที่ 5 ที่เกิดขึ้นคือบัญชีที่เตี่ยไปกู้รถให้ลูก เพราะลูกเรียนจบจะทำงาน และลูกไม่ไปชำระตามเวลาที่กำหนด แต่ชื่อเป็นเตี่ยกู้ เพราะฉะนั้นนิสัยลูกหรือพฤติกรรมลูกกลายมาเป็นความน่าเชื่อถือของตัวเตี่ย อาซ้อที่เป็นคนมาด้วยแกก็กระตุกแขนอาเจ็กท่านนั้นแล้วก็บอกว่า อันนี้น่าจะเป็นของไอ้ตั่วมัน ตั่วนี่คือลูกชายคนโต เราลองนึกภาพสิครับว่าคนที่เขาเชื่อมั่นในตัวเองมา แล้วเขาอุตส่าห์สร้างหนี้ให้ลูก ให้ลูกมีรถเอาไปทำงาน แล้วลูกก็บอกว่าชำระตรง ชำระตลอด แม้แต่เวลานั้นก็ยังบอกว่าชำระ จนส่งโทรศัพท์มาแล้วผมก็ถามเขาว่าชำระครบทุกงวดหรือเปล่า เขาก็บอกว่ามีบางงวดส่งช้า มันก็กลายเป็นประวัติว่าเคยค้างชำระ มันส่งผลกระทบมาเป็นเครดิตของเตี่ย

     ในตอนนี้น่าจะได้เห็นข้อมูลคร่าวๆ ของเครดิตบูโรนะครับว่าเก็บข้อมูลยังไง ข้อมูลที่ดีเป็นแบบไหน อย่างไร เชื่อว่าทุกคนก็อยากจะมีข้อมูลเครดิตที่ดี แล้วก็น่าจะได้มุมมองในการที่จะเอาไปตรวจสอบทางการเงินของตัวเอง

     เรื่องเราเยอะมาก น่าจะต้องมีอีกตอน ตอนต่อไปคงต้องให้พี่สุรพลตอบคำถามทางบ้านมากันยกใหญ่เลย สำหรับในตอนนี้ The Money Case By The Money Coach ก็ต้องขอลาไปก่อนแล้ว ตอนต่อไปพี่สุรพลจะอยู่กับเราต่อ และจะตอบทุกคำถาม เคลียร์ข้อข้องใจเพื่อให้คุณเข้าใจเครดิตบูโรได้ดีขึ้น สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

 


 

Credits

 

The Host จักรพงษ์ เมษพันธุ์

 

Show Creator จักรพงษ์ เมษพันธุ์

Episode Producer เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริณ ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Music Westonemusic.com

The post เครดิตบูโร: รู้จักและเข้าใจกับหน่วยงานที่คนเคยกู้คุ้นหู แต่มักไม่รู้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>