รางวัลโนเบล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/รางวัลโนเบล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 10 May 2021 00:13:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 Thinking, Fast and Slow ตอน 4 ความสุขในนิยามของนักจิตวิทยารางวัลโนเบล https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce387/ Mon, 10 May 2021 00:13:35 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=486659 The Secret Sauce EP.387

ในขณะที่หลายคนอาจไม่ได้พยายามทำความเข้าใจถึงความสุขที่ต […]

The post Thinking, Fast and Slow ตอน 4 ความสุขในนิยามของนักจิตวิทยารางวัลโนเบล appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Secret Sauce EP.387

ในขณะที่หลายคนอาจไม่ได้พยายามทำความเข้าใจถึงความสุขที่ตนมีในแต่ละวัน ทั้งจากการได้เดินทางท่องเที่ยวหรือการได้รับโบนัสก้อนโต ปัจจัยแห่งความสุขจากผลวิจัยของ Daniel Kahneman นักจิตวิทยาเจ้าของรางวัลโนเบล มีด้านใดบ้าง เราจะสามารถนำทฤษฎีเหล่านี้มาเพิ่มความสุขให้กับตัวเองได้อย่างไร 

 

เคน นครินทร์ สรุปหนังสือ Thinking, Fast and Slow โดย Daniel Kahneman กับบทสุดท้ายที่ว่าด้วยเรื่องของ ‘ความสุข’

 


 

สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย

 


 

Credits

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Show Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์
Creative ภัทร จารุอริยานนท์
Video Editor วุฒิชัย ถิระบัญชาศักดิ์
Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ
Sound Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์
Assistant อสุมิ สุกี้คาวะ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์
Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์
Channel Admin จักรภัทร อ่ำพริ้ง
Proofreader วรรษมล สิงหโกมล

Webmaster ไชยพร ศิริกลการ
Social Media Admins วนัชพร ดวงนิล, สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์

Archive Officer ชริน จำปาวัน 

 

The post Thinking, Fast and Slow ตอน 4 ความสุขในนิยามของนักจิตวิทยารางวัลโนเบล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thinking, Fast and Slow ตอน 3 ทฤษฎีความคาดหวังกับการเกลียดความสูญเสีย https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce384/ Wed, 05 May 2021 00:48:05 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=484005

บทสรุปของหนังสือ Thinking, Fast and Slow โดย Daniel Kah […]

The post Thinking, Fast and Slow ตอน 3 ทฤษฎีความคาดหวังกับการเกลียดความสูญเสีย appeared first on THE STANDARD.

]]>

บทสรุปของหนังสือ Thinking, Fast and Slow โดย Daniel Kahneman นักจิตวิทยาเจ้าของรางวัลโนเบล ในตอนที่ 3 เราอยากชวนคุณมาทดสอบความน่าตกใจของมนุษย์เมื่อต้องเจอกับทางเลือก ผ่านการทดลองดังต่อไปนี้ 

 

คุณจะเลือกอะไร ระหว่าง

  1. ‘ได้รับเงิน 500 บาท’ หรือ ‘โอกาส 5% ที่จะได้รับเงิน 10,000 บาท’
  2. ‘สูญเสียเงิน 500 บาท’ หรือ ‘โอกาส 5% ที่จะสูญเสียเงิน 10,000 บาท’
  3. ‘ได้รับเงิน 9,500 บาท’ หรือ ‘โอกาส 95% ที่จะได้รับเงิน 10,000 บาท’
  4. ‘สูญเสียเงิน 9,500 บาท’ หรือ ‘โอกาส 95% ที่จะสูญเสียเงิน 10,000 บาท’

 

คุณเลือกข้อใดบ้าง คำตอบของคุณแสดงถึงการตัดสินใจบนพื้นฐานของตรรกะหรือไม่ การทดลองนี้มีนัยสำคัญอย่างไร

 


 

สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย

 


Credits

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Show Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์
Creative ภัทร จารุอริยานนท์
Video Editor วุฒิชัย ถิระบัญชาศักดิ์
Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ
Sound Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์
Assistant อสุมิ สุกี้คาวะ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์
Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์
Channel Admin จักรภัทร อ่ำพริ้ง
Proofreader วรรษมล สิงหโกมล

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์
Social Media Admins วนัชพร ดวงนิล, สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post Thinking, Fast and Slow ตอน 3 ทฤษฎีความคาดหวังกับการเกลียดความสูญเสีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเศรษฐศาสตร์แก้จนได้รับรางวัลโนเบล และเราจะปรับใช้มันอย่างไร https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce-executive-espresso6/ Fri, 18 Oct 2019 11:28:58 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=296732 พอดแคสต์ The Secret Sauce

ประกาศผลเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐ […]

The post ทำไมเศรษฐศาสตร์แก้จนได้รับรางวัลโนเบล และเราจะปรับใช้มันอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
พอดแคสต์ The Secret Sauce

ประกาศผลเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2019 ซึ่งปีนี้มีผู้รับรางวัลทั้งหมด 3 คน ได้แก่ อภิจิต บาเนอร์จี, เอสเธอร์ ดัฟโล ศาสตราจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และ ไมเคิล เครเมอร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทั้งสามคน ได้รับรางวัลเพราะนำวิธีการทำวิจัยเชิงทดลอง (Experiment-Based Approach) มาใช้ในการจัดการกับปัญหาความยากจน

 

รางวัลนี้น่าสนใจ เพราะกระบวนการวิจัยของพวกเขาเป็นสิ่งที่เราสามารถนำไปปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาได้ในหลายเรื่อง ผมยกเนื้อหาบางส่วนจากบทความ เหตุผลที่เศรษฐศาสตร์แก้จนได้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2019 ของ คุณต้า-ภัทราภา เวชภัทรสิริ มาเล่าใน Executive Espresso เอพิโสดนี้

 


 

คุณต้า ภัทราภา เล่าในบทความไว้ว่า

 

ผู้เขียนมีความคุ้นเคยกับชื่อของทั้งสามคนนี้อยู่พอสมควร เพราะเคยเรียนวิชา International Economic Development ซึ่งหนังสือและงานวิจัยที่อาจารย์นำมาใช้ในการเรียนการสอนมักมีชื่อของทั้งสามคนนี้ให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ 

 

ส่วนตัวเคยมีโอกาสได้ไปฟังดัฟโลเล่าถึงงานวิจัยของเธอ และเพื่อนร่วมงานจากสถาบันวิจัยที่ผู้เขียนไปฝึกงาน (Financial Access Initiative Research Center) เป็นนักเรียนในที่ปรึกษาของเครเมอร์ สำหรับส่วนที่ทำให้รู้สึกยินดีและดีใจมากคือ ผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในคนที่ใช้วิธีวิจัยเชิงทดลองในการทำงานวิจัยเช่นกัน

 

ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องเรื้อรังมายาวนาน วิธีการแก้ปัญหาของหลายหน่วยงาน มักมุ่งเป้าไปที่การมอบปัจจัยที่คิดว่าจะสามารถช่วยเยียวยาได้ ยกตัวอย่างปัญหาเรื่องการศึกษา เด็กไม่ยอมไปโรงเรียนหรือไม่มีโอกาสด้านการเรียน องค์กรบางแห่งจึงเข้าไปมอบหนังสือให้ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เมื่อเห็นปัญหาความยากจน ก็แจกเงิน หรือให้กู้ยืมเงิน เป็นวิธีการที่ไม่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอ เปรียบเทียบเหมือนการให้ ‘ปลา’ แต่ไม่ให้ ‘เบ็ดตกปลา’

 

บาเนอร์จีและดัฟโลจึงสร้าง The Poverty Action Lab ขึ้นภายใน MIT เมื่อปี 2003 เพื่อผลิตงานวิจัยและออกแบบนโยบายที่ช่วยลดระดับความยากจน โดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลที่มาจากงานวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งมีการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ก่อนที่จะนำผลลัพธ์จากการทดลองมาใช้เป็นนโยบายจริง

 

พวกเขาเปลี่ยนมุมมองจากแค่ภาพใหญ่ที่มีความซับซ้อนมาโฟกัสในจุดที่เล็กลง เน้นการแก้ปัญหาให้ตรงจุด เห็นผลชัดเจน รวมทั้งสามารถวัดผลได้ว่า นโยบายที่ทำนั้นมีผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจอย่างไร

 

ผมลองสรุปกระบวนการของพวกเขาออกมาเป็น 4 ข้อย่อย เพื่อให้จดจำง่ายและสามารถเอาไปใช้ต่อได้ ดังนี้

 

1. แตกปัญหาใหญ่ให้เป็นปัญหาย่อยที่สามารถเข้าถึงได้

หากพูดถึงปัญหาในที่ทำงาน เราอาจนึกถึงเรื่องใหญ่ เช่น การทำ Digital Transformation หรือปัญหาการเมืองในบริษัท แต่เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียด ทุกเรื่องใหญ่ย่อมมีเรื่องย่อยที่เป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาซ่อนอยู่ ดังนั้น สิ่งที่ผู้แก้ปัญหาควรทำคือ การใช้วิธีคิดแบบ  Bottom Up ซอยปัญหาเล็กๆ ย่อยๆ แล้วค่อยแก้ไขให้ตรงจุดว่าต้นตอของเรื่องคืออะไร

 

ย้อนกลับมาที่งานวิจัยของ The Poverty Action Lab พวกเขาเล่าว่า ก่อนออกแบบวิธีการแทรกแซง พวกเขาจะพยายามเข้าใจกลุ่มเป้าหมายว่ามีความคิดและพฤติกรรมอย่างไร และอะไรจะช่วยทำให้พวกเขาเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เช่น ทำอย่างไรเพื่อให้เด็กๆ ไปโรงเรียนได้มากขึ้น ทำอย่างไรให้เด็กๆ ได้รับวัคซีนมากขึ้น ทำอย่างไรให้ผู้คนใช้มุ้งเพื่อป้องกันยุง เพื่อเป็นบ่อเกิดของโรคมาลาเรียมากขึ้น

 

2. ลงไปคลุกคลีเพื่อทำความเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไร

บาเนอร์จีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า วิธีการทำวิจัยที่พวกเขาใช้ เป็นการมองจากมุมของคนยากไร้ จากมุมมองของคนเหล่านั้นจริงๆ ไม่ได้มองจากที่นโยบายรัฐบาลมีให้พวกเขา

 

นโยบายส่วนใหญ่ของผู้นำประเทศมักมาจากความหวังดีในกลุ่มผู้ร่วมประชุม แต่ขาดความเข้าใจ เพราะพวกเขาอาจไม่เคยจนมาก่อน ไม่เคยเข้าใจว่าความจนนั้นคืออะไร เช่นเดียวกับปัญหาของคนในองค์กร ถ้าผู้บริหารมัวแต่คิดจากมุมมองตัวเอง ก็ไม่มีทางแก้ไขได้อย่างแท้จริง ฉะนั้นหากอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น นอกจากแตกหัวข้อปัญหาย่อยๆ ลองเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจจากมุมของพนักงานอย่างตรงไปตรงมา และเลิกคิดจากตัวเองเพียงอย่างเดียว

 

3. ออกแบบการทดลองว่าวิธีใดใช้ผลดีที่สุด

ทีม The Poverty Action Lab มีวิธีการที่ใช้ในการทำวิจัยเชิงทดลองเรียกว่า Randomised Controlled Trials (RCTs) ซึ่งพวกเขาเป็นคนแรกๆ ที่นำวิธีนี้มาใช้กับงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ 

 

ในความเป็นจริง RCTs เป็นวิธีการที่นิยมมากในทางการแพทย์ เช่น หากต้องการทราบว่ายา A มีประสิทธิภาพทำให้คนไข้หายจากโรคได้หรือไม่ สิ่งที่นักวิจัยยาสามารถทำได้ก็คือ ให้ยา A แก่คนไข้กลุ่มหนึ่ง และให้ยาหลอกซึ่งทำมาจากแป้ง (Placebo) แก่คนไข้อีกกลุ่ม หากกลุ่มที่ได้รับยา A มีอาการที่ดีขึ้นกว่ากลุ่ม Placebo อาจสรุปได้ว่า ยา A มีประสิทธิภาพในการรักษาโรค 

           

ผลลัพธ์จากการใช้ RCTs กับงานด้านเศรษฐศาสตร์ ก็ทำให้สามารถบอกได้ว่า Intervention ที่ใช้ในการทำการทดลองมีประสิทธิภาพเพียงใด เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับ Intervention (Control Group) และกลุ่มที่ได้รับ Intervention ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งวิธีการนี้ส่งผลดีในการทำให้รู้ว่า ควรใช้เงินงบประมาณไปกับนโยบายใด เพื่อทำให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด

 

4. วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

อีกเคสต์ตัวอย่างจากบทความของคุณต้าที่ผมชอบมาก เธอเล่าว่า

 

งานที่สร้างอิมแพ็กในการแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาที่มาพร้อมกับปัญหาเรื่องสุขภาพ หากคิดถึงว่าจะทำอย่างไรให้เด็กๆ ที่ยากจนในทวีปแอฟริกามาเรียนที่โรงเรียนมากขึ้น นโยบายที่สามารถทำได้มีหลากหลาย เช่น จัดอาหารเช้าและกลางวันให้เด็กรับประทาน แจกชุดนักเรียน หรือให้เรียนฟรี อย่างไรก็ดี พวกเขาพบว่า ปัญหาหนึ่งที่เด็กๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน เพราะว่าพวกเขาป่วยจากโรคพยาธิลำไส้ ซึ่งเป็นโรคที่ป้องกันได้ และสามารถรักษาให้หายได้ด้วยต้นทุนที่ถูกมาก 

            

งานวิจัยได้ใช้วิธี RCTs แสดงเปรียบเทียบให้เห็นว่า จำนวนปีที่นักเรียนจะมาเรียนเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับ Intervention เมื่อเทียบกับเงิน 100 ดอลลาร์ ที่ใช้ในการทำนโยบายจะเป็นเท่าไร ซึ่งผลที่ออกมาพบว่า การให้ยาถ่ายพยาธิส่งผลให้พวกเขามาเรียนได้เพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่วิธีอื่นๆ เช่น การเพิ่มจำนวนคุณครู การจัดให้มีอาหารทานฟรี การให้ชุดนักเรียน การให้ทุนเรียนฟรี ส่งผลให้จำนวนปีที่นักเรียนจะมาเรียนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 

 

ทั้งนี้ ก็เนื่องจากต้นทุนของยาถ่ายพยาธิมีราคาถูกมาก และสามารถสร้างผลลัพธ์ในระยะยาวได้ด้วย ปัจจุบันมีการจัดให้มีวันถ่ายพยาธิในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ เช่น เอธิโอเปีย อินเดีย เคนยา ไนจีเรีย และเวียดนาม โดยจากข้อมูลบนเว็บไซต์ของ J-PAL พบว่า ในปี 2017 มีจำนวนนักเรียนมากกว่า 285 ล้านคนทั่วโลกในประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับ Intervention นี้ และส่งผลให้พวกเขามีสุขภาพกายที่ดีขึ้น และทำให้สามารถไปโรงเรียนได้

 

​นักวิจัยทั้งสามคนได้รับรางวัลโนเบล จากการที่พวกเขาใช้วิธีการวิจัยเชิงทดลอง และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่าสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ยากไร้ได้จริง 

 

ลองกลับมานึกถึงวิธีการที่เราใช้ในการตั้งต้นแก้ปัญหา คนจำนวนไม่น้อยมักลงมือทำไปเลย แล้วค่อยดูผลลัพธ์ว่าเป็นอย่างไร ครั้งต่อไปใช้วิธีการ RCTs เป็นเครื่องมือช่วย เพื่อให้เรารู้ว่าการลงทุนเงินกับเรื่องอะไรคุ้มค่าที่สุด หรือการแก้ปัญหาแบบไหนได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด

 


 

สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย

 


 

Credits

The Host นครินทร์ วนกิจไพบลูย์

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Show Producers เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์, ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Marketing & Coordinator อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาวิกา ขันติศรีสกุล

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post ทำไมเศรษฐศาสตร์แก้จนได้รับรางวัลโนเบล และเราจะปรับใช้มันอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>