พอดแคสต์สุขภาพ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/พอดแคสต์สุขภาพ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 10 Feb 2022 05:03:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ลองวิ่งครั้งแรก ด้วย 6 เทคนิคเพิ่มพลังใจ ชวนท้าทายตัวเองด้วย New Year’s Resolution https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep24/ Sun, 26 Dec 2021 02:05:48 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=575948

การวิ่ง เป็นการออกกำลังกายปราบเซียนที่แม้หลายคนจะรู้อยู […]

The post ลองวิ่งครั้งแรก ด้วย 6 เทคนิคเพิ่มพลังใจ ชวนท้าทายตัวเองด้วย New Year’s Resolution appeared first on THE STANDARD.

]]>

การวิ่ง เป็นการออกกำลังกายปราบเซียนที่แม้หลายคนจะรู้อยู่แล้วว่ามันง่าย แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยลอง กลับกลายเป็นเรื่องที่เริ่มต้นได้ยากเหลือเกิน ซึ่งสำหรับ New Year’s Resolution ของปีใหม่นี้ เราอยากให้ทุกคนลองเพิ่มการวิ่งเข้าไปในลิสต์ด้วย!

 

เคล็ดลับ 6 ข้อสำหรับนักวิ่งมือใหม่

 

  1. เลือกโลเคชันที่ชอบ บางคนเลือกที่จะวิ่งลู่ในฟิตเนส เพราะมีแอร์เย็นฉ่ำ หรือบางคนอาจจะชอบแนวธรรมชาติ ได้ชมนกชมไม้ ก็สามารถเลือกออกไปวิ่งที่สวนสาธารณะใกล้บ้านก็ได้ 

 

  1. เสื้อผ้าหน้าผมต้องได้ ช้อปปิ้งคอสตูมที่ชอบมาสวมใส่เพื่อเสริมสร้างพลังใจ แต่ควรต้องเลือกชุดที่ระบายอากาศได้ดี ไม่รัดแน่นจนเกินไป และไม่มีตะเข็บเยอะ ถ้าเป็นชุดสำหรับออกกำลังกายโดยเฉพาะเลยยิ่งดี 

 

  1. อย่าเพิ่งซีเรียสเรื่องรองเท้าวิ่ง ถ้ายังไม่อยากลงทุนซื้อรองเท้าวิ่งโดยเฉพาะ เพราะราคาสูงเกินไป ให้เริ่มต้นจากรองเท้ากีฬาที่มีอยู่ก่อนก็ได้ เพราะโดยทั่วไปมันจะรับแรงกระแทกได้อยู่บ้างแล้ว แต่ถ้าได้ลองแล้วอยากจะวิ่งต่อในระยะยาวค่อยไปหาซื้อรองเท้าสำหรับวิ่งโดยเฉพาะมาใส่

 

  1. ตั้งเป้าหมายการวิ่งวันแรกให้ง่ายไว้ก่อน ยิ่งคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายจะท้อได้ง่ายมาก ฉะนั้นอาจจะเริ่มจากตั้งเป้าว่าวันนี้ฉันจะวิ่งหรือเดินสลับวิ่งให้ได้ครบ 20 นาทีโดยไม่หยุดพัก ถ้าทำได้แล้วจะได้มีแรงใจทำต่อในเลเวลถัดไป 

 

  1. อย่าลืมพกน้ำดื่มไปวิ่งด้วย โดยเฉพาะคนที่ยังไม่เคยวิ่งเลย เพราะการวิ่งจะทำให้ร่างกายของเราร้อนและเสียเหงื่อมาก การจิบน้ำทีละนิดขณะวิ่งจะช่วยทำให้เราสดชื่นและร่างกายเย็นลง

 

  1. หาคนไปวิ่งเป็นเพื่อน ถ้ามีเพื่อนที่อยากเริ่มวิ่งด้วยกัน หรือเพื่อนที่วิ่งเป็นประจำอยู่แล้ว ก็ให้ลองไปรวมทีมกับเขาดู เพราะการออกกำลังกายเป็นหมู่คณะจะช่วยให้เราอยากไปมากขึ้น สนุกมากขึ้น และทำสำเร็จได้มากขึ้นด้วย

 

ส่วนในเรื่องของความถี่และระยะเวลาในการวิ่ง หากเป้าหมายในตอนนี้คือการวิ่งเพื่อสุขภาพ ช่วงเวลาที่แนะนำคือ 150 นาทีต่อสัปดาห์เป็นอย่างน้อย โดยสามารถแบ่งเป็น 30 นาทีต่อวัน หรือ 5 วันต่อสัปดาห์ก็ได้ แต่ถ้ารู้สึกว่ามันถี่หรือกินเวลาชีวิตมากเกินไป ในบางวันอาจจะเลือกสอดแทรกการออกกำลังกายแบบเวตเทรนนิ่ง ยืดเหยียด เล่นโยคะ หรือสลับคาร์ดิโอชนิดอื่นด้วยก็ได้ เพราะหากมีแผนการออกกำลังกายด้วยการวิ่งร่วมกับกีฬาชนิดอื่นๆ อย่างหลากหลาย นอกจากจะไม่เบื่อแล้ว ยังช่วยเพิ่มศักยภาพของกล้ามเนื้อ ทำให้วิ่งได้สนุกขึ้นและลดการบาดเจ็บด้วย 

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits


The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader ชนเนตร ลอยครุฑ

Webmaster อารยา ปานศรี

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post ลองวิ่งครั้งแรก ด้วย 6 เทคนิคเพิ่มพลังใจ ชวนท้าทายตัวเองด้วย New Year’s Resolution appeared first on THE STANDARD.

]]>
กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ยากอย่างที่คิด แนะนำวิธีที่ทำได้จริง https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep23/ Tue, 21 Dec 2021 16:49:00 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=574212

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เป็นประโยคที่เชื่อว่าทุกคนต้องเคย […]

The post กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ยากอย่างที่คิด แนะนำวิธีที่ทำได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เป็นประโยคที่เชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้ยินซ้ำๆ กันมาตั้งแต่เด็ก แต่น้อยคนที่จะสามารถทำได้ ด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบัน การจะจัดเตรียมให้เป๊ะทุกมื้ออาจยากเกินไป แถมบางคนยังติดกับดักความอร่อยถูกปาก แต่ไม่ถูกหลักสุขภาพเอาเสียเลย

 

อาหารหลัก 5 หมู่ ประกอบไปด้วย 

  • คาร์โบไฮเดรต มีหน้าที่เป็นแหล่งให้พลังงานกับอวัยวะต่างๆ โดยอาหารกลุ่มนี้คือ ข้าว แป้ง และน้ำตาล

  • โปรตีน มีหน้าที่เป็นองค์ประกอบของส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น เอ็นไซม์ เนื้อเยื่อในร่างกาย และกล้ามเนื้อ เวลาส่วนประกอบของร่างกายที่มีการสึกหรอหรือเสื่อมจากการใช้งาน โปรตีนที่รับไปก็จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนก็คือ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ถั่ว นม และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต ชีส

  • ไขมัน เป็นสารที่สะสมตามผิวหนัง ช่วยสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย และเป็นแหล่งพลังงานสำรองให้ร่างกาย ถ้าเราใช้คาร์โบไฮเดรตใกล้หมด ร่างกายก็จะนำไขมันมาใช้แทน โดยแหล่งอาหารจะมาจากน้ำมันต่างๆ หรือเนื้อสัตว์ติดมัน

  • วิตามินและเกลือแร่ เป็นสารอาหารที่ไม่ได้ให้พลังงาน แต่ร่างกายจะนำไปใช้ประกอบกับเอ็นไซม์ต่างๆ ในร่างกายเพื่อให้ทำงานเป็นปกติ โดยมักจะอยู่ในผัก ผลไม้ ในเนื้อสัตว์ และแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี 

 

มีการสำรวจพบว่า อาหารที่คนวัยทำงานรับประทานโดยเฉลี่ยมีสัดส่วนของผักและผลไม้ไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน ถ้าสังเกตจะพบว่าอาหารที่วางขายตามท้องตลาดจะมีข้าวหรือแป้ง เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว หรือเส้นสปาเกตตีเป็นหลัก และอาหารมักจะปรุงด้วยการผัดหรือทอด มีส่วนของโปรตีนคือเนื้อสัตว์ ซึ่งจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ร้าน แต่ปัญหาหลักจะอยู่ที่ผักและผลไม้ เพราะผักจะมีแค่เคียงจานเพียงเล็กน้อย ส่วนผลไม้คนก็มักจะรับประทานกันน้อยลงเมื่อเทียบกับอดีต

 

แต่นอกจากผักผลไม้แล้ว การรับประทานอาหารจากแหล่งที่ดีทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ก็สำคัญต่อสุขภาพไม่แพ้กัน

 

คาร์โบไฮเดรตที่ดี ควรเป็นแป้งที่ไม่ผ่านการแปรรูป หรือผ่านการแปรรูปน้อย เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต เพราะเมื่อผ่านการแปรรูปน้อยก็จะให้วิตามินและไฟเบอร์มาด้วย และแป้งที่ผ่านการแปรรูปน้อยเหล่านี้ เมื่อถูกย่อยเป็นพลังงานก็จะเป็นน้ำตาลในกระแสเลือด ที่ให้ระดับคงที่ต่อเนื่องนานกว่าแป้งที่ผ่านการขัดสี ทำให้เราอิ่มนาน และน้ำตาลที่ย่อยแล้วก็ไม่สูงจนเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน

ส่วนคาร์โบไฮเดรตที่ต้องระวังที่สุดคือน้ำตาล เพราะจะดูดซึมและทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวดเร็ว เมื่อร่างกายเห็นระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินก็จะเอาไปเก็บเป็นไขมัน และด้วยระดับน้ำตาลที่สูงเร็ว-ต่ำเร็ว เราก็จะอยากกินอีกเรื่อยๆ จนกลายเป็นภาวะอ้วนหรือโรคเบาหวานได้

 

อาหารกลุ่มไขมันที่ดี คือไขมันที่ไม่อิ่มตัว ส่วนใหญ่จะอยู่ในน้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน ส่วนไขมันที่ไม่ดี โดยมากจากน้ำมันที่ทำจากกระบวนการแปรรูป ซึ่งจะได้ไขมันทรานส์ พบในเนยเทียม และน้ำมันในของทอดกรอบที่เป็นขนมซอง โดยกลุ่มไขมันทรานส์นี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจ

 

ในกลุ่มโปรตีน พบว่าเนื้อสัตว์ที่มาจากปลา ไก่ และสัตว์ทะเล จะมีไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าสัตว์เนื้อแดง เช่น หมู และวัว ดังนั้นการรับประทานเนื้อแดงบ่อยเกินไปก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองเช่นกัน

 

คำแนะนำในการเลือกซื้ออาหารนอกบ้าน 

  1. ลองสำรวจร้านอาหารละแวกบ้านหรือออฟฟิศว่าร้านไหนมีอาหารหลากหลาย ร้านไหนมีข้าวกล้อง หรือร้านไหนที่ให้ผักเยอะ 

 

  1. เมื่อพบร้านที่ใช่แล้ว ให้เลือกเมนูที่ดีต่อสุขภาพ เช่น เลือกให้มีผักและโปรตีนมากพอ ถ้าต้องการคุมเรื่องไขมัน อาจจะกำหนดว่าต้องมีสัก 1 มื้อที่เป็นอาหารที่ไม่ใช่การทอดเลย แล้วเลือกแต่ของนึ่ง ต้ม หรือตุ๋นแทน เช่น ต้มจืดผักกาดขาว ไข่ตุ๋น ก๋วยเตี๋ยวน้ำ 

 

  1. ปรับนิสัยการกินให้มีเมนูผักแซมเข้ามาเยอะขึ้น เช่น ถ้าไปร้านอาหารที่เป็นข้าวแกงหรืออาหารตามสั่ง อาจจะเลือกสั่งอาหารที่มีผักเป็นหลักมาด้วยทุกมื้อ 

 

  1. ถ้ารู้สึกอยากรับประทานขนมกรุบกรอบ ให้ลองเตรียมผลไม้ที่มีความกรอบมาแช่ตู้เย็นไว้กินแทน เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง ชมพู่ จะช่วยให้เราได้รับวิตามินและเกลือแร่จากผลไม้มากขึ้น 

 

  1. พยายามเลือกกินแต่อาหารที่ปรุงจากของสด ไม่ผ่านการแปรรูป มาเก็บไว้กินในตู้เย็นก็ได้ ถ้าชอบกินขนมอบกรอบ อาจจะเปลี่ยนมากินถั่วลิสงหรือถั่วแระต้มแทน หรือคนที่ชอบไส้กรอก หมูยอ อาจจะปรับเป็นไข่ตุ๋นที่ทำกินเองในไมโครเวฟ หรือกินโยเกิร์ตหรือนม ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีแทน 

 

ฟังเอพิโสดนี้จบแล้ว หลายๆ คนน่าจะเริ่มมีไอเดียในการปรับอาหารการกินในแต่ละวันของเราให้ครบ 5 หมู่มากขึ้น แถมยังมีเทคนิคดีๆ ที่ทำตามได้ไม่ยากในการเลือกสารอาหารที่เหมาะสมต่อร่างกายอีกด้วย สำคัญไปกว่านั้นคือต้องเริ่มทำ และทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่ความแข็งแรงจะได้อยู่คู่ร่างกายของเราไปนานๆ 

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง


Credits

 

The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

The Guest นายแพทย์เอกภพ หมอกพรม

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster รพีพรรณ​ เกตุสมพงษ์

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี,

วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ยากอย่างที่คิด แนะนำวิธีที่ทำได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตรวจสุขภาพประจำปี แนะนำวิธีเลือกแพ็กเกจให้เหมาะกับความเสี่ยงในแต่ละช่วงวัยของคุณ https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep22/ Mon, 20 Dec 2021 06:08:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=573411 Health-Hacker-EP22

การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นสิ่งที่คนยุคนี้เริ่มตระหนักถึง […]

The post ตรวจสุขภาพประจำปี แนะนำวิธีเลือกแพ็กเกจให้เหมาะกับความเสี่ยงในแต่ละช่วงวัยของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Health-Hacker-EP22

การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นสิ่งที่คนยุคนี้เริ่มตระหนักถึงความสำคัญกันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่จะเกิดปัญหาทุกทีตอนที่ตัดสินใจเลือกแพ็กเกจ เพราะมันมีอยู่หลากหลายเหลือเกิน แล้วเราควรเลือกอย่างไร เลือกแบบไหน ถึงจะเหมาะกับตัวเองที่สุด

 

การตรวจสุขภาพประจำปี หรือ ‘การตรวจคัดกรองสุขภาพ’ คือการตรวจค้นหาโรคหรือภาวะที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งต้องมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ จึงถือว่าการตรวจนั้นจะได้ประโยชน์ต่อผู้รับการตรวจ ได้แก่ 

 

  1. เป็นโรคพบบ่อย เพราะเป็นปัญหาพื้นฐานที่หลายๆ คนเจอได้

 

  1. เป็นโรคที่มีระยะไม่ปรากฏอาการอยู่นาน และการรักษาในระยะไม่ปรากฏอาการแล้วได้ผลดี เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งลำไส้ใหญ่

 

  1. โรคที่มีวิธีตรวจไม่ยุ่งยากเกินไป หรือรุกล้ำร่างกายจนเสี่ยงอันตรายเกินไป และให้ผลแม่นยำ

 

ใครที่เคยลองศึกษาแพ็กเกจการตรวจร่างกายประจำปีจากที่ต่างๆ จะพบว่ามีรายการพื้นฐานที่มักจะที่ซ้ำกันในทุกแพ็กเกจ ไม่ว่าจะเป็นการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดรอบเอว วัดความดันเลือด การตรวจน้ำตาล และไขมัน คอเลสเตอรอลในเลือด การตรวจส่วนประกอบของเลือด เอกซเรย์ปอด ตรวจปัสสาวะ ฯลฯ ซึ่งรายการหลักๆ พวกนี้จัดอยู่ในปัจจัยข้อที่ 1 ของการตรวจร่างกายประจำปี คือเป็นไปเพื่อคัดกรองภาวะที่นำไปสู่โรคที่พบบ่อยของคนเรา ก็คือโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง นั่นเอง

 

จริงๆ แล้วการตรวจสุขภาพประจำปีมีตั้งแต่ในช่วงแรกเกิดแล้ว ซึ่งจะเป็นการตรวจเช็กน้ำหนักและส่วนสูงว่าเจริญเติบโตตามเกณฑ์หรือไม่ ได้รับวัคซีนที่จำเป็นครบหรือยัง แล้วเมื่อเริ่มโตขึ้น การตรวจก็จะห่างหายไป 

 

แต่ตามคำแนะนำคือ เมื่ออายุ 18 ปีควรกลับมาเริ่มตรวจสุขภาพอีกครั้ง โดยจะเป็นการตรวจคัดกรองภาวะน้ำหนักตัวเกินและความดันโลหิต แล้วพออายุถึง 25 ปีก็จะเริ่มมีการตรวจที่ต้องเจาะเลือดเยอะขึ้น และต้องตรวจต่อเนื่องเรื่อยไปทุกปีไปจนถึงวัยชรา 

 

การตรวจสุขภาพจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มโรคที่เป็นความเสี่ยงต่อหัวใจและหลอดเลือด ความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง และความเสี่ยงต่อโรคอื่นๆ ซึ่งผู้หญิงจะแตกต่างจากผู้ชายตรงการตรวจกลุ่มมะเร็ง เพราะแพทย์จะแนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มเติม ในขณะที่ผู้ชายจะมีการตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่เพียงอย่างเดียว 

 

การตรวจมะเร็งปากมดลูก เริ่มคัดกรองตอนอายุ 25-30 ปี เป็นการตรวจภายในโดยใช้ไม้เล็กๆ และสำลีป้ายเซลล์จากปากมดลูกมาตรวจ โดยแนะนำให้ตรวจซ้ำทุกๆ 2 ปี หากตรวจไม่พบไวรัสก่อมะเร็ง สามารถยืดเวลาออกไปได้อีกเป็น 3 ปี

 

การตรวจมะเร็งเต้านม เริ่มคัดกรองตอนอายุ 35-40 ปี แนะนำการตรวจที่เรียกว่า Mammogram ร่วมกับ Ultrasound เต้านม โดย Mammogram เป็นการถ่ายภาพเอกซเรย์แบบเดียวกับที่ใช้ในการเอกซเรย์ปอด แต่จะถ่ายเต้านมแทน ภาพเหล่านี้จะมีลักษณะบางอย่างบอกได้ว่ามีความเสี่ยงเป็นมะเร็งหรือไม่ ควรตรวจซ้ำทุกๆ 1-2 ปี 

 

การตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่ เริ่มคัดกรองตอนอายุ 45-50 ปี เทคนิคที่ใช้บ่อยจะเป็นการตรวจอุจจาระเพื่อหาเม็ดเลือดแดงแฝง (Stool occult blood) ปีละ 1 ครั้ง หรือการส่องกล้องทางลำไส้ใหญ่ ถ้าตรวจแล้วปกติก็เว้นช่วงได้ทุกๆ 10 ปี หรือถ้าเป็นการส่องกล้องเฉพาะลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Sigmoidoscopy) ก็ควรตรวจซ้ำทุกๆ 5 ปี 

 

การตรวจหลอดเลือดหัวใจ ยังไม่จำเป็นต้องตรวจ หากยังไม่มีอาการที่เกี่ยวกับโรคหัวใจ ส่วนในผู้ที่มีอาการ เช่น แน่นกลางอก หรือเหนื่อยหอบทั้งที่ออกแรงไม่มาก อาการเหล่านี้อาจจะเป็นอาการได้ทั้งโรคหัวใจ โรคปอด และโรคอื่นๆ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุให้ตรงจุด

 

การตรวจความหนาแน่นกระดูก (BMD) เป็นการตรวจเพื่อคัดกรองภาวะกระดูกพรุน ที่จะบ่งบอกว่ามีความเสี่ยงที่กระดูกจะหักง่าย ภาวะนี้มักจะพบในผู้หญิงอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป หรือผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป หรือในผู้ที่มีความเสี่ยงบางอย่าง เช่น ใช้ยาสเตียรอยด์ หรือเป็นโรคปวดข้อเรื้อรังชนิดรูมาตอยด์ 

 

กล่าวโดยสรุปคือ การเลือกแพ็กเกจตรวจร่างกายประจำปีนั้น จริงๆ แล้วเป็นการเลือกยึดตามอายุและเพศของเรานั่นเอง ซึ่งการตรวจด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือการเจาะเลือดเพื่อวัดค่าบางอย่างอาจยังไม่จำเป็นมากนัก แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ยังแนะนำให้รับการตรวจเป็นประจำทุกปี เพื่อหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัว จะได้แก้ไขและป้องกันอย่างทันท่วงที ส่วนการดูแลสุขภาพด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อน และการออกกำลังกาย ก็ยังคงต้องทำต่อไป เพื่อให้ชีวิตของเรายืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต  


ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits


The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

The Guest นายแพทย์เอกภพ หมอกพรม

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster อารยา ปานศรี

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post ตรวจสุขภาพประจำปี แนะนำวิธีเลือกแพ็กเกจให้เหมาะกับความเสี่ยงในแต่ละช่วงวัยของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กาแฟ กินทุกวันอันตรายไหม กินมากไปแล้วเสี่ยงต่อโรคหัวใจหรือเปล่า Feat. หมอกอล์ฟ https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep21/ Tue, 14 Dec 2021 08:40:01 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=571225

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้กาแฟแทบจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในช […]

The post กาแฟ กินทุกวันอันตรายไหม กินมากไปแล้วเสี่ยงต่อโรคหัวใจหรือเปล่า Feat. หมอกอล์ฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้กาแฟแทบจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตของคนเมืองไปแล้ว ดูได้จากจำนวนร้านกาแฟที่มีอยู่มากมายแทบทุกพื้นที่ โดยเฉพาะเครื่องชงกาแฟที่สมัยนี้มีนวัตกรรมแพร่หลายมากขึ้น จนทุกคนสามารถทำกาแฟสดกินเองที่บ้านได้ง่ายๆ ภายในไม่กี่นาที 

 

แต่เคยสงสัยกันไหมว่าการกินกาแฟทุกวันมันดีต่อร่างกายจริงไหม แล้วถ้าติดมากจนถึงขั้นกินวันละหลายๆ แก้ว หัวใจจะทำงานหนักกว่าปกติหรือเปล่า? 

 

ทุกคนคงรู้ดีอยู่แล้วว่าในกาแฟมีสารสำคัญชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า คาเฟอีน (Caffeine) ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า บรรเทาความอ่อนล้า โดยเฉพาะในคนที่อดนอน คาเฟอีนจะช่วยได้มาก เพราะจะทำให้รู้สึกมีเรี่ยวแรง กระตุ้นให้รู้สึกตื่นตัวได้มากขึ้น

 

จริงๆ แล้วคาเฟอีนไม่ได้มีเฉพาะในกาแฟเท่านั้น มันยังอยู่ในน้ำชาและน้ำอัดลมสีดำด้วย โดยปริมาณของคาเฟอีนจะน้อยกว่ากาแฟเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง ปริมาณคาเฟอีนจะเยอะมากถึง 200 มิลลิกรัมเลยทีเดียว

 

นอกจากกาแฟจะมีส่วนช่วยให้สมองตื่นตัว ยังเคยมีการศึกษาวิจัยที่บอกว่า คาเฟอีนอาจจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคบางโรคได้ด้วย เช่น โรคทางระบบประสาท โดยคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำจะลดโอกาสการเสื่อมของเซลล์ประสาทสมองที่ผลิตสารโดพามีน จึงช่วยลดความเสี่ยงโรคพาร์กินสันได้ ซึ่งโรคนี้มักเกิดในผู้สูงอายุ อาการก็คือมีการเคลื่อนไหวช้า มือสั่น และทรงตัวได้ไม่ดี 

 

ส่วนในผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบซี คาเฟอีนจะช่วยคงสภาพตับให้แข็งแรง ซึ่งการดื่มกาแฟเป็นประจำจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ นอกจากนี้คาเฟอีนยังมีฤทธิ์แก้ปวดด้วย  

 

กินกาแฟแค่ไหนถึงจะดี

  • ไม่ควรดื่มกาแฟหลัง 15.00 น. เพื่อให้เข้านอนในช่วงกลางคืนได้ดี 
  • ไม่ควรรับคาเฟอีนเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน (ประมาณกาแฟดำ 3-4 แก้ว หรือเครื่องดื่มชูกำลังไม่เกินวันละ 2 ขวด) 
  • สำหรับในคนที่ร่างกายไวมาก หรือไม่ได้ดื่มกาแฟเป็นประจำ ไม่ควรรับคาเฟอีนเข้าร่างกายเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการกระสับกระส่าย วิตกกังวล และนอนไม่หลับได้ 

 

กินกาแฟแล้วใจสั่น เป็นสัญญาณเตือนของโรคหัวใจหรือเปล่า

จริงๆ แล้วกาแฟมีฤทธิ์ในการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต โดยอาการจะเด่นชัดในผู้ที่ไม่ได้ดื่มเป็นประจำ แต่มีการศึกษาพบว่าปัจจัยทางพันธุกรรม อาจทำให้ร่างกายของบางคนมีอัตราการกำจัดคาเฟอีนออกจากร่างกายช้าจนทำให้อาการใจสั่นเด่นชัด และต้องใช้เวลานานกว่า 7 วันในการปรับสภาพร่างกาย

ผลการวิจัยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่า การดื่มกาแฟในคนที่สุขภาพปกติ ไม่เป็นการเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคหัวใจ และในคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำก็ไม่เพิ่มโอกาสการเกิดโรคความดันโลหิตสูงด้วย โดยวารสารทางการแพทย์ Circulation เคยตีพิมพ์ผลการวิจัยว่า การดื่มกาแฟวันละ 3-5 แก้วช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ แต่จะต้องเป็นการดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาลหรือครีม เพราะน้ำตาลกับครีมที่ใส่เข้ามาอาจส่งผลต่อสุขภาพได้

 

**ข้อมูลข้างต้นเป็นผลการศึกษาในคนสุขภาพดีเท่านั้น แต่หากคุณมีโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่แล้ว ก็ยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟอยู่ เพราะอาจจะกระตุ้นให้อาการที่มีอยู่เป็นมากขึ้นได้**

 

กินกาแฟแล้วผอมจริงหรือ

มีงานวิจัยทางการแพทย์ที่ให้ผู้ถูกทดลองรับประทานคาเฟอีนแบบเม็ดวันละ 100 มิลลิกรัม (ซึ่งปริมาณคาแฟอีนใกล้เคียงกาแฟ 1 แก้ว) ต่อเนื่องเป็นเวลา 6 วัน ซึ่งพบว่าอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายดีขึ้น 3-4 % คิดเป็น 80-150 กิโลแคลอรีโดยประมาณ แต่ยังไม่เคยมีการศึกษาว่าน้ำหนักจะลดได้จริงหรือไม่ เนื่องจากแคลอรีที่เผาผลาญได้เพิ่มก็ยังไม่มากนัก และถ้ารับประทานกาแฟที่มีน้ำตาลหรือครีม น้ำหนักก็ยังสามารถเพิ่มขึ้นได้ 


ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits



The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์
The Guest นายแพทย์เอกภพ หมอกพรม

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster ไชยพร ศิริกลการ

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี,
วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post กาแฟ กินทุกวันอันตรายไหม กินมากไปแล้วเสี่ยงต่อโรคหัวใจหรือเปล่า Feat. หมอกอล์ฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝึกหายใจตอนออกกำลังกายให้ถูกวิธี ลดเหนื่อย ลดเครียด https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep20/ Sun, 12 Dec 2021 02:00:34 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=570054 Health-Hacker-EP20

รู้หรือไม่ว่า ‘การหายใจ’ ส่งผลต่อร่างกายมากกว่าที่คิด เ […]

The post ฝึกหายใจตอนออกกำลังกายให้ถูกวิธี ลดเหนื่อย ลดเครียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Health-Hacker-EP20

รู้หรือไม่ว่า ‘การหายใจ’ ส่งผลต่อร่างกายมากกว่าที่คิด เพราะเมื่อเราทำกิจกรรมหรืออยู่ในสถานการณ์ต่างๆ ความถี่ของการหายใจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความรู้สึกในขณะนั้น เช่น ถ้ารู้สึกตื่นเต้นเราก็จะหายใจแรงและถี่ขึ้น เมื่อออกกำลังกายเราก็จะหายใจเหนื่อยขึ้น และบางครั้งการหายใจผิดวิธีก็อาจจะทำให้เกิดความผิดปกติหรือเป็นลมไปเลยก็มี

 

สำหรับคนที่ออกกำลังกายในฟิตเนสเป็นประจำ ต้องเคยได้ยินเทรนเนอร์ย้ำบ่อยๆ ว่าให้หายใจเข้าออกตามจังหวะนั้นจังหวะนี้ แล้วเคยสงสัยกันหรือเปล่าว่าการหายใจแบบนั้นมีประโยชน์อย่างไร ถ้าเราหายใจเข้าออกไม่ตรงจังหวะ มันจะเกิดอะไรขึ้น

 

จริงๆ แล้ววิธีการหายใจในการออกกำลังกายแต่ละประเภทก็จะมีเทคนิคแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นตอนเวตเทรนนิ่ง ออกกำลังกายแบบแอโรบิก ตอนยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือเล่นโยคะ ซึ่งการหายใจที่ถูกวิธีจะทำให้เราสามารถออกกำลังกายได้เต็มที่และไม่เกิดอันตรายจากกลไกต่างๆ นั่นเอง

 

เทคนิคการหายใจขณะเวตเทรนนิ่ง

เนื่องจากการออกกำลังกายชนิดนี้จะต้องมีการเกร็งกล้ามเนื้อสู้กับแรงต้านชนิดต่างๆ ทั้งน้ำหนักตัว เพลต หรือดัมป์เบล เพื่อให้กล้ามเนื้อเกิดความแข็งแรง ซึ่งทุกการขยับที่ต้านกับแรงต้านนั้น หัวใจของเราจะเต้นให้เร็วและแรงขึ้นเพื่อนำเลือดไปสูบฉีดที่กล้ามเนื้อและสมองให้เพียงพอ

 

แต่ปัญหาที่พบบ่อยๆ คือ หลายคนจะเผลอเกร็งและกลั้นหายใจขณะที่ใช้แรงมากๆ ส่งผลให้บางครั้งรู้สึกหน้ามืดจนเกือบเป็นลม นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อเรากลั้นหายใจ ความดันในอกจะไม่เพิ่มขึ้นตามที่ควรจะเป็น เลือดจึงไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะสมองไม่ทัน จนทำให้รู้สึกหน้ามืด

 

คำแนะนำ ขณะที่ยกเวต ให้พยายามหายใจเข้าออกเป็นจังหวะที่ไม่เร็วเกินไป เทคนิคที่ง่ายที่สุดก็คือการนับออกเสียงเพื่อให้สัญญาณตัวเองในตอนที่กล้ามเนื้อกำลังถูกใช้งาน เช่น หากเป็นการ Squat ก็ให้นับ 1 ออกเสียงแล้วหายใจเข้าในขณะที่ย่อลง แล้วค่อยๆ หายใจออกตอนที่ยืนขึ้น

 

แต่ถ้าเราออกแรงต้านมากเกินไปจนต้องกลั้นหายใจหรือไม่สามารถหายใจได้เป็นจังหวะ แสดงว่าน้ำหนักที่ยกอาจจะเยอะเกินไป ทางแก้คือควรลดน้ำหนักลงก่อน ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้หน้ามืด เป็นลม หรือกล้ามเนื้อบาดเจ็บระยะยาวได้ 

 

เทคนิคการหายใจขณะออกกำลังกายแบบแอโรบิก

ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างเป็นการวิ่งเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น โดยการวิ่งจะใช้กล้ามเนื้อสะโพกและขาเป็นหลักอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เราต้องการออกซิเจนที่เพียงพอในการสร้างพลังงาน ทำให้นักวิ่งต้องมีการหายใจที่ลึกและถี่ขึ้น ซึ่งการหายใจแบบนี้จะทำให้ร่างกายมีช่วงเวลาในการแลกเปลี่ยนก๊าซน้อยลง และไม่ได้รับออกซิเจนที่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น จนกระทั่งวิ่งต่อไปไม่ไหวในที่สุด 

 

คำแนะนำ มีการศึกษามากมายในการหาจังหวะหายใจที่เหมาะสมต่อการวิ่ง แต่หลักการที่นิยมกันมากที่สุดก็คือการหายใจในจังหวะ 3:2 ซึ่งหมายถึง ให้เราหายใจเข้านับ 1-2-3 และหายใจออกนับ 1-2 ในใจ หรือบางคนอาจจะใช้วิธีนับตามจังหวะก้าวก็ได้ โดยการหายใจเข้า 3 จังหวะนั้นจะทำให้เราได้อากาศในปริมาตรที่เยอะ มีเวลาในการแลกเปลี่ยนออกซิเจน และในขณะเดียวที่เรากำหนดลมหายใจเข้า กล้ามเนื้อกะบังลมกับช่องท้องจะมีการเกร็งตัวเพื่อเตรียมพร้อมก่อนจะหายใจออก ทำให้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวมีความคงที่และทรงตัวได้ดีในขณะวิ่งนั่นเอง

 

เทคนิคการหายใจขณะยืดเหยียดหรือเล่นโยคะ

สำหรับเทคนิคการหายใจในกลุ่มนี้จะมีหลักการคล้ายๆ กับเวตเทรนนิ่ง คือต้องหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอตามท่าทางต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนหรือขยับ ไม่กลั้นหายใจ เพื่อไม่ให้เกิดอาการหน้ามืดหรือเป็นลม

 

คำแนะนำ เทคนิคการหายใจเพื่อผ่อนคลายในกีฬาโยคะเรียกว่า Relaxation Breathing Exercise ซึ่งจะเห็นได้ชัดมากๆ ในท่าศพอาสนะที่เป็นการนอนลง และจับความรู้สึกของกล้ามเนื้อที่เกร็งตึงของอวัยวะส่วนต่างๆ ไว้ทีละส่วนขณะหายใจเข้า ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกยาวๆ และผ่อนคลายกล้ามเนื้อจุดนั้นๆ ซึ่งจะได้ผลดีในคนที่มีความตึงเครียดจนทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง และเป็นหนึ่งในเทคนิคที่แพทย์จิตเวชแนะนำให้คนไข้ทำเมื่อเกิดความเครียดในสถานการณ์ต่างๆ

 

สำหรับเทคนิคในการหายใจทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นการฝึกสำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับทางเดินหายใจที่ยังควบคุมไม่ได้ แต่สำหรับคนที่มักจะรู้สึกเหนื่อยง่ายแม้ร่างกายจะอยู่ในสภาวะปกติ หรือไม่แน่ใจว่าตนเองมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจหรือไม่ แนะนำว่าให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและหาสาเหตุก่อน เพราะบางภาวะ เช่น โรคถุงลมโป่งพอง ก็จะมีเทคนิคการฝึกหายใจเพื่อฟื้นฟูปอดโดยเฉพาะด้วย

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits

The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader นัฐฐา สอนกลิ่น

Webmaster อารยา ปานศรี

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post ฝึกหายใจตอนออกกำลังกายให้ถูกวิธี ลดเหนื่อย ลดเครียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผมร่วงแค่ไหนที่ไม่ปกติ พร้อมวิธีแก้ปัญหาอย่างตรงจุด https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep19/ Wed, 08 Dec 2021 01:10:54 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=568806 ผมร่วงแค่ไหนที่ไม่ปกติ พร้อมวิธีแก้ปัญหาอย่างตรงจุด

ผมร่วงเป็นเรื่องธรรมชาติจริงหรือ แล้วถ้าผมร่วงเยอะเป็นก […]

The post ผมร่วงแค่ไหนที่ไม่ปกติ พร้อมวิธีแก้ปัญหาอย่างตรงจุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผมร่วงแค่ไหนที่ไม่ปกติ พร้อมวิธีแก้ปัญหาอย่างตรงจุด

ผมร่วงเป็นเรื่องธรรมชาติจริงหรือ แล้วถ้าผมร่วงเยอะเป็นกำๆ สระผมก็ร่วง หวีผมก็ร่วง พอเสยผมแต่ละทีก็หลุดติดมือออกมาเลย ทำเอาหวั่นใจว่าผมจะเหลือน้อยลงเรื่อยๆ แล้วจะมีหนทางแก้ไขอย่างไรได้บ้าง

 

ปัญหาผมร่วง ผมบาง เป็นหนึ่งในอาการที่มีคนไข้มาปรึกษาในคลินิกโรคผิวหนังกันบ่อยมาก เพราะผมเป็นส่วนหนึ่งของความสวยงามที่ช่วยส่งเสริมบุคลิกของเราให้ดูดี นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนเซนสิทีฟเรื่องการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะกันมากๆ 

 

เริ่มจากทำความเข้าใจโครงสร้างกันก่อน เส้นผมของคนเรานั้นเป็นเส้นใยเคราตินที่ยึดติดกันด้วยซัลเฟอร์ และภายในก็จะมีเม็ดสีซึ่งแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ เช่น คนเอเชียก็ผมสีเข้ม คนฝั่งตะวันตกก็จะมีผมสีอ่อนกว่า นอกจากนี้ความหนาแน่นของเส้นผมยังขึ้นกับกรรมพันธุ์ อายุ และสุขภาพของเราด้วย

 

ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วเส้นผมบนศีรษะของคนเราจะมีอยู่ประมาณ 100,000 เส้น วงจรชีวิตของมันตั้งแต่ผมงอกจนกระทั่งหลุดร่วงไปจะอยู่ที่ประมาณ 2-6 ปี 

 

โดยปกติแล้วปริมาณผมที่ร่วงมักจะไม่เกิน 100 เส้นต่อวัน และสามารถร่วงได้ถึง 200 เส้นในวันที่สระผม แต่ถ้าเราสระผมทุกวัน ปริมาณผมที่ร่วงจะเฉลี่ยๆ อยู่ที่ประมาณ 100-200 เส้นต่อวัน

 

เวลาที่ผมร่วง หลายคนจะวิตกกังวลมาก ซึ่งเรามีวิธีเช็กเบื้องต้นอยู่คือ ต้องสังเกตดูก่อนว่าหนังศีรษะบริเวณที่ผมร่วงยังเหลือรูขุมขนอยู่หรือเปล่า ถ้าบริเวณดังกล่าวดูเรียบจนไม่เห็นรูขูมขน แบบนี้ต้องมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม หรือตัดชิ้นเนื้อไปตรวจดูความผิดปกติ

 

แต่ถ้าหนังศีรษะยังเหลือทางเปิดของรูขุมขนอยู่ ก็อาจมีแค่บางกรณีเท่านั้นที่ต้องมาพบแพทย์ ยกตัวอย่างเช่น ผมร่วงเป็นหย่อมๆ จนเห็นเป็นวงชัดเจน, ผมร่วงแบบทั่วบริเวณเกิน 100 เส้นต่อวัน หรือผมร่วงไม่เกิน 100 เส้นต่อวัน แต่เป็นมานานกว่า 6 เดือน นอกจากนั้นถ้ามีผื่นหรือขุยบริเวณที่ผมร่วง มีผื่นขึ้นตามตัว มีความเจ็บป่วยอื่นๆ เช่น เป็นไข้ ปวดข้อ ร่วมกับผมร่วง ก็ต้องมาปรึกษาแพทย์ด้วยเช่นกัน

 

และอีกเรื่องสำคัญที่บางคนอาจมองข้ามไปคือ ผมบางจากกรรมพันธุ์ ซึ่งหากมีคนในครอบครัวที่ประสบกับภาวะนี้ แนะนำว่าให้รีบเข้ามาทำการรักษาเพื่อป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า อย่าปล่อยให้บางลงเรื่อยๆ จนกระทั่งผมไม่ขึ้นแล้ว เพราะเมื่อถึงตอนนั้นจะรักษาได้ยาก 

 

นอกจากนี้ยังมีภาวะผมร่วงจากบางสาเหตุที่สามารถหายได้เอง เช่น คุณแม่หลังคลอดที่ใน 3 เดือนแรกมักจะเจอปัญหาผมร่วงเยอะได้ หรือในเด็กวัยรุ่นผู้หญิงที่อดอาหารเยอะๆ ก็อาจจะผมร่วงจากภาวะขาดสารอาหารได้เช่นกัน 

 

หรือถ้าหากมีอาการเจ็บป่วย เป็นไข้ โดยเฉพาะคนที่เป็นหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลหรือต้องผ่าตัด หลังออกจากโรงพยาบาลไปแล้วก็อาจมีปัญหาผมร่วงผิดปกติได้เหมือนกัน รวมทั้งเรื่องของความเครียด ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่พบได้บ่อยในยุคนี้

 

ถ้าพบว่าอาการผมร่วงของเราอาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้ ให้ลองแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการปรับพฤติกรรมของตัวเอง ทั้งการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ หากิจกรรมทำเพื่อคลายเครียดบ้าง ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยได้

 

ผมร่วงมากเกินไปไหม ต้องลองนับเส้นผมดู!

วิธีคำนวณแบบง่ายๆ ว่าผมของเราร่วงเกินปกติหรือเปล่า ให้เริ่มจากการนับเส้นผมที่ร่วงใน 24 ชั่วโมงว่าอยู่ที่ประมาณวันละกี่เส้น วิธีการคือให้เก็บเส้นผมที่ร่วงในแต่ละวันแยกไว้ในถุงพลาสติก โดยให้นับจำนวนเส้นผมเขียนไว้ที่ถุงด้วย พอครบ 7 วันให้ลองเอามารวมกันแล้วหารเฉลี่ยดู ถ้าผลลัพธ์ที่ได้เกิน 100 เส้นต่อวัน ก็ให้มาปรึกษาแพทย์ได้เลย 

 

อาหารเสริมและวิตามินช่วยป้องกันผมร่วงได้จริงไหม

มีผลการวิจัยออกมาว่า วิตามินที่ดีต่อเส้นผมซึ่งทำได้ง่ายและประหยัดที่สุดคือ การดื่มน้ำ จริงๆ แล้วน้ำอาจจะไม่ได้ช่วยเรื่องจำนวนหรือความหนา แต่ช่วยให้ผมของเราชุ่มชื้น ไม่แห้งกรอบ และไม่ร่วงง่าย 

 

หรือถ้าผมร่วงมากและอยากเสริมสร้างด้วยวิตามิน แนะนำให้เลือกกิน Biotin, Zinc หรือธาตุเหล็ก เพราะมีการศึกษาพบว่า ในกลุ่มของคนที่ผมร่วงจะมีสารอาหารเหล่านี้ในร่างกายต่ำกว่าคนปกติ  

 

สำหรับคนที่กำลังกังวลเกี่ยวกับอาการผมร่วง เมื่อฟังเอพิโสดนี้จบก็ลองสังเกตตัวเองเพื่อหาสาเหตุเบื้องต้น แล้วหาทางแก้ไขตามคำแนะนำของหมอมีมี่ แต่ถ้าแก้ไม่ได้หรือยังหาสาเหตุไม่เจอ การเข้าพบแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเพื่อรับคำปรึกษา ก็เป็นทางออกที่ดีและปลอดภัยทีเดียว


ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits



The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์
The Guest แพทย์หญิงเพ็ญวิภา ตระกูลวรรณชัย

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader ภาวิกา ขันติศรีสกุล

Webmaster ไชยพร ศิริกลการ

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี,
วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post ผมร่วงแค่ไหนที่ไม่ปกติ พร้อมวิธีแก้ปัญหาอย่างตรงจุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปวดหลังตั้งแต่อายุยังน้อยเกิดจากอะไร ปวดมากแค่ไหนต้องไปพบแพทย์ https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep18/ Sun, 05 Dec 2021 02:51:25 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=567928 HEALTH HACKER

ปวดหลัง เมื่อยคอ ตึงไหล่ ลุกก็ไม่สะดวก นั่งก็ไม่สบาย ยื […]

The post ปวดหลังตั้งแต่อายุยังน้อยเกิดจากอะไร ปวดมากแค่ไหนต้องไปพบแพทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
HEALTH HACKER

ปวดหลัง เมื่อยคอ ตึงไหล่ ลุกก็ไม่สะดวก นั่งก็ไม่สบาย ยืนก็ไม่ค่อยได้ ถ้าคุณยังอายุน้อยแต่มีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว เป็นไปได้ว่าคุณกำลังใช้ร่างกายหนักเกินไป 

 

ที่น่าเป็นห่วงคือในช่วงที่มีการ Work from Home และเด็กๆ จะเรียนผ่านช่องทางออนไลน์กันมาเป็นปีๆ ทำให้อาการปวดหลังกลายเป็นภาวะที่เกิดขึ้นกับคนที่น้อยลงเรื่อยๆ จากเมื่อก่อนที่อาการนี้จะเป็นโรคของคนวัยทำงานหรือคนอายุมากเท่านั้น

 

ตามหลักแล้ว อาการปวดหลังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือแบบเฉียบพลัน จะมีอาการขึ้นแบบทันทีทันใด โดยมากมักจะเกิดจากอุบัติเหตุหรือการขยับใช้งานผิดท่า จนทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบหรือบาดเจ็บ

กลุ่มที่สองคือกลุ่มปวดหลังเรื้อรัง ลักษณะอาการคือจะปวดเป็นๆ หายๆ หรือปวดน้อยๆ แต่นานๆ โดยมากจะมีอาการมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป ซึ่ง Health Hacker เอพิโสดนี้จะมาโฟกัสที่กลุ่มนี้กัน พร้อมตอบคำถามที่ว่า ปวดแค่ไหนถึงจะต้องไปหาหมอ

 

ก่อนอื่นต้องบอกว่าสาเหตุของอาการปวดหลังที่เจอบ่อยที่สุดมักจะเกิดจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่หลังอักเสบ ซึ่งการอักเสบนั้นมักเกิดจากการใช้งานผิดวิธี เช่น นั่งนาน ยืนนาน นอนคว่ำ นอนท่าแปลกๆ อ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งการก้มยกของผิดวิธี ซึ่งถ้าหากยังมีอายุน้อย การฟื้นตัวของร่างกายจะยังดีอยู่ ไม่ถึงขั้นที่จะปวดหลังเรื้อรัง

แต่ถ้ามีอายุมากขึ้น หรืออยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ก็จะเจอกับอาการปวดหลังแบบนี้บ่อย อาการจะเป็นๆ หายๆ หรืออาจจะเรียกได้ว่ามีอาการปวดเมื่อยติดตัวอยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นเพราะว่าร่างกายของเราซ่อมแซมฟื้นฟูไม่ทันกับการใช้งานนั่นเอง 

 

ปวดหลังแค่ไหนที่ควรไปพบแพทย์

แนะนำว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมในการไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการคือตอนที่รู้สึกว่าอาการปวดหลังเริ่มรบกวนการใช้ชีวิต เช่น ปวดมากจนนอนไม่ได้ ทำงานไม่ไหว หรือมีอาการปวดหลังร่วมกับเป็นไข้ น้ำหนักลดโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ รู้สึกว่าการกลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะของตัวเองเริ่มผิดปกติ หากคุณมีประวัติเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกับอาการปวดหลัง แนะนำว่าควรรีบไปพบแพทย์ทันที 

 

ป้องกันอาการปวดหลังตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการปรับพฤติกรรมของตนเอง

  1. ปรับโต๊ะเก้าอี้ให้เหมาะสมกับการนั่งทำงาน
  2. หมั่นขยับร่างกายให้บ่อย ไม่นั่งท่าเดิมนานๆ 
  3. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นประจำ 
  4. ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวอย่างสม่ำเสมอ 


ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


Credits

The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์
The Guest แพทย์หญิงเพ็ญวิภา ตระกูลวรรณชัย

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี,
วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post ปวดหลังตั้งแต่อายุยังน้อยเกิดจากอะไร ปวดมากแค่ไหนต้องไปพบแพทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผิวแก่ก่อนวัย เพราะแสงสีฟ้าบนหน้าจอจริงหรือ? Botox-Filler ช่วยได้จริงไหม https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep17/ Wed, 01 Dec 2021 02:00:58 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=566171 Health-Hacker

ผิวแก่ก่อนวัย กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ทิ่มแทงใจคุณอยู่หรือ […]

The post ผิวแก่ก่อนวัย เพราะแสงสีฟ้าบนหน้าจอจริงหรือ? Botox-Filler ช่วยได้จริงไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Health-Hacker

ผิวแก่ก่อนวัย กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ทิ่มแทงใจคุณอยู่หรือเปล่า?

 

เคยสงสัยกันบ้างไหม ต่อให้เราจะสรรหาครีมบำรุงแพงๆ มาดูแลผิวก็แล้ว ทาครีมกันแดดเยอะๆ ก็แล้ว แต่ทำไมริ้วรอยและความเหี่ยวย่นก็ยังตามติดเป็นเงา บางคนมีผิวที่ดูแก่กว่าวัยทั้งๆ ที่ยังอายุไม่มาก สาเหตุมันเกิดจากอะไรกันแน่

 

สาเหตุของผิวแก่ก่อนวัยมาจากหลายปัจจัย เริ่มตั้งแต่ปัจจัยภายในกรรมพันธุ์และฮอร์โมนในร่างกาย ผิวของบางคนอาจจะสร้างคอลลาเจนได้น้อย หรือมีสภาพผิวที่แห้งหรือบางแต่กำเนิด ทำให้มีรอยย่น รอยกระ รอยแดง เกิดขึ้นตามผิวหนังได้ง่าย 

 

ส่วนปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นทำให้เรามีผิวแก่ก่อนวัย อันดับแรกคือแสงแดด ซึ่งมีทั้งรังสี UVA และ UVB และอีกหนึ่งสาเหตุใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม นั่นก็คือแสงสีฟ้าจากหน้าคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และแสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อผิว เช่น มลพิษ บุหรี่ ความเครียด ฯลฯ 

 

ซึ่งการจะป้องกันผิวแก่ก่อนวัยมีอยู่หลายวิธี ทั้งทาครีมกันแดด การใช้เครื่องมือช่วยลดริ้วรอย และกินวิตามินเสริมเพื่อบำรุงผิว แต่นอกจากเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยชะลอความแก่ของผิวแล้ว การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นสาเหตุตรงๆ ก็สำคัญเช่นกัน ซึ่งทางแก้เบื้องต้นที่ทุกคนเข้าถึงได้คือการทาครีมกันแดด และที่ต้องเน้นคือการเลือกครีมกันแดดให้ถูกประเภท และใช้ในปริมาณที่เหมาะสมด้วย

 

วิธีใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง

  • ควรเป็นครีมกันแดดที่กันได้ทั้ง UVA, UVB และ Visible Light ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากการอ่านส่วนผสมในฉลากว่าต้องมี Physical Sunscreen 
  • ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 30 ขึ้นไป หรือมากกว่านั้นยิ่งดี (ค่า PA ก็เช่นกัน)
  • ต้องทาก่อนออกแดด 15-30 นาที 
  • ปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละครั้งคือ ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะสำหรับบริเวณลำตัว และ 1-2 ช้อนชาบริเวณใบหน้าและคอ
  • ในกรณีที่ต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ว่ายน้ำ ออกกำลังกาย หรือมีเหงื่อออกจนต้องซับหน้าเยอะ แนะนำให้ทาครีมกันแดดซ้ำบ่อยๆ แต่ถ้าในชีวิตประจำวันทั่วไปที่ไม่มีเหงื่อออก ครีมกันแดดจะสามารถอยู่บนผิวของเราได้ประมาณ 8 ชั่วโมง 

 

Botox, Filler และเทคโนโลยีการยกกระชับใบหน้าด้วยเครื่องมือต่างๆ จำเป็นแค่ไหน

จริงๆ แล้วเทคโนโลยีที่ช่วยชะลอความแก่ของผิวหน้าอาจจะได้ผลมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละคน ถึงแม้ว่าจะหลีกเลี่ยงปัจจัยภายนอกและใช้เทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้มาเสริมแล้ว แต่ก็ยังมีปัจจัยภายในที่ทำให้ผิวของเราเสื่อมตามกาลเวลา มีริ้วรอย มีความหย่อนคล้อยเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน

สัจธรรมของโลกคือร่างกายเราแก่ลงทุกวัน ไม่ว่าเราจะทำอะไรเพื่อป้องกันมากแค่ไหนก็ตาม ริ้วรอยก็จะตามมาเมื่อถึงเวลาอยู่ดี ที่สำคัญกว่าคือเมื่อเราดูแลร่างกายและผิวพรรณอย่างดีแล้ว ก็อย่าลืมดูแลใจของตัวเองด้วย เพื่อที่จะได้เป็นคนมีอายุที่สวย และมีความสุขตามช่วงวัยของตัวเอง

 

ทริกง่ายๆ ในการดูแลผิวไม่ให้แก่ก่อนวัย 

  1. หลีกเลี่ยงแสงแดด พยายามอยู่ในที่ร่ม รับแสงสีฟ้าเท่าที่จำเป็น 
  2. พักผ่อนให้เพียงพอ โดยคนต้องการการนอนอย่างต่อเนื่อง 6-8 ชั่วโมง 
  3. กินอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารประเภทแป้ง ไขมัน อาหารแปรรูป และดื่มน้ำให้เพียงพอ 
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  5. งดปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ผิวแก่ก่อยวัย เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ 

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits

 

The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

The Guest แพทย์หญิงเพ็ญวิภา ตระกูลวรรณชัย

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster อารยา ปานศรี

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post ผิวแก่ก่อนวัย เพราะแสงสีฟ้าบนหน้าจอจริงหรือ? Botox-Filler ช่วยได้จริงไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิธีดูแลตัวเองสำหรับผู้ปวดคอ ไหล่ห่อ หน้ายื่น เพราะทำงานหน้าคอมตลอดเวลา https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep16/ Sun, 28 Nov 2021 11:12:14 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=565204 วิธีดูแลตัวเองสำหรับผู้ปวดคอ ไหล่ห่อ หน้ายื่น เพราะทำงานหน้าคอมตลอดเวลา

ปวดคอ หน้ายื่น ไหล่ห่อ อาการที่มักจะเกิดขึ้นกับคนทำงานอ […]

The post วิธีดูแลตัวเองสำหรับผู้ปวดคอ ไหล่ห่อ หน้ายื่น เพราะทำงานหน้าคอมตลอดเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิธีดูแลตัวเองสำหรับผู้ปวดคอ ไหล่ห่อ หน้ายื่น เพราะทำงานหน้าคอมตลอดเวลา

ปวดคอ หน้ายื่น ไหล่ห่อ อาการที่มักจะเกิดขึ้นกับคนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน หลายคนมักแก้ปัญหาด้วยการไปนวดคอ บ่า ไหล่ หรือไปจัดกระดูกกับคลินิกเฉพาะทาง

แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรามาแก้ปัญหากันที่ต้นเหตุ โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง แค่นี้อาการปวดที่ว่ามาก็สามารถหายได้ แถมยังส่งผลดีต่อร่างกายในระยะยาวอีกด้วย

ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักโครงสร้างของร่างกายกันก่อน รู้หรือไม่ว่าศีรษะของคนเรานั้นมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5 กิโลกรัม ตั้งอยู่บนกระดูกสันหลังส่วนคอ โดยมีกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยึดอยู่รอบๆ เพื่อให้ศีรษะของเรานั้นสามารถตั้งตรงอยู่ได้ ซึ่งโดยปกติที่ควรจะเป็นนั้น แนวของศีรษะควรจะตรงกับแนวของลำตัวอยู่เสมอ

แต่เมื่อเราก้มหรือยื่นหน้าเป็นเวลานานๆ อาจจะเป็นการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือเพลิดเพลินกับการก้มหน้าเล่นมือถือ จะทำให้ศีรษะที่ควรจะตั้งตรงนั้นหลุดออกจากแนวปกติไป ทำให้กล้ามเนื้อที่ยึดอยู่รอบๆ คอต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อพยุงไม่ให้ศีรษะของเราหลุดหรือหล่นพับจนบาดเจ็บ

มีผลการศึกษาบอกเอาไว้ว่า ถ้าเราก้มหน้าเพียง 15 องศา น้ำหนักของศีรษะจะเพิ่มขึ้นจาก 5 กิโลกรัมเป็นราวๆ 12 กิโลกรัม แต่ถ้าเราก้มต่ำกว่านั้นที่ 30 องศา น้ำหนักที่คอต้องรับจะเพิ่มเป็นเกือบ 20 กิโลกรัมเลยทีเดียว และในเมื่อกล้ามเนื้อเส้นเอ็นและข้อต่อบริเวณคอจะต้องรับน้ำหนักเยอะขนาดนี้บ่อยๆ เป็นเวลานานๆ ก็ไม่แปลกที่อาการปวดและอักเสบจะต้องเกิดขึ้น

แต่ถ้าเริ่มปวดแล้วไม่แก้ไข ยังอดทนอยู่ในท่าเดิมๆ แบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ กล้ามเนื้อรอบๆ คอของเราที่ปกติจะมีความยาวเหมาะสมในการรักษาท่าทางก็จะเกร็งและหย่อนผิดปกติ จนทำให้โพสเจอร์ของเราเปลี่ยนไป จากปกติที่ตัวตรง คอตรง ก็จะกลายเป็นคนคางยื่น ไหล่ห่อ สะบักกางออก รู้ตัวอีกทีก็อาจกลายเป็นคนหลังค่อมไปโดยปริยาย 

มาถึงตรงนี้ หลายๆ คนคงเริ่มมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า เราจะมีวิธีรักษา ป้องกัน หรือปรับพฤติกรรมอย่างไรบ้าง สำหรับผู้ที่ยังมีอาการไม่มาก สามารถลดปวดด้วยการประคบเย็นหรือกินยาแก้ปวดได้ และอีกส่วนที่สำคัญมากคือการป้องกันการกลับเป็นซ้ำในระยะยาว ด้วยการปรับโพสเจอร์ในการทำกิจวัตรประจำวันให้เหมาะสม ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้  

 

  1. จัดโต๊ะทำงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomic) เพื่อให้คอไม่ก้ม และไหล่ไม่ยกขณะทำงาน

 

  1. ขยับตัวบ่อยๆ ทุก 20 นาที อาจจะเป็นแค่การหมุนเอียงคอไปทางซ้ายและขวา ผ่อนคลายบ่าไหล่ ยืดอกขึ้น และกลับเข้าสู่โพสเจอร์ที่ถูกต้อง ถ้ากลัวลืมก็ใช้วิธีตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อเตือนตัวเองก็ได้ 

 

  1. หากเป็นไปได้ ควรมีเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน เดินไปกินข้าว หรือกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ทำให้เราไม่ต้องอยู่ในท่าเดิมนานๆ 

 

  1. หมั่นยืดกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ เป็นประจำและสม่ำเสมอ หรือจะทำในช่วงพักทุกๆ 20 นาทีก็ยังได้ ซึ่งท่าทางที่ถูกต้องสามารถเสิร์ชหาได้ทั่วไปในอินเทอร์เน็ต โดยใช้คำค้นว่า Office Syndrome Stretching  

 

ฟังเอพิโสดนี้จบแล้ว อยากใหัทุกคนลองสังเกตท่าทางของตัวเองในการนั่งทำงานหรือนั่งเล่นมือถือดูว่าผิดไปจากปกติหรือเปล่า และเมื่อรู้ตัวแล้วก็ให้กลับมาอยู่ในท่าทางที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อลดภาระการทำงานของกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อของกระดูกคอ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพบเจอกับอาการปวดคอ หน้ายื่น ไหล่ห่อ ในอนาคต  


ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits



The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster ไชยพร ศิริกลการ

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี,
วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post วิธีดูแลตัวเองสำหรับผู้ปวดคอ ไหล่ห่อ หน้ายื่น เพราะทำงานหน้าคอมตลอดเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผื่น ภูมิแพ้ เป็นสิว ไขข้อสงสัยในสิ่งที่คนใส่หน้ากากอนามัยทั้งวันจะต้องเจอ Feat. หมอมีมี่ https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep15/ Tue, 23 Nov 2021 07:50:04 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=563030

หน้าพังเพราะใส่หน้ากากอนามัยทั้งวัน บางคนเกิดผื่นคัน บา […]

The post ผื่น ภูมิแพ้ เป็นสิว ไขข้อสงสัยในสิ่งที่คนใส่หน้ากากอนามัยทั้งวันจะต้องเจอ Feat. หมอมีมี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หน้าพังเพราะใส่หน้ากากอนามัยทั้งวัน บางคนเกิดผื่นคัน บางคนก็ถึงขั้นเป็นสิว อาการแบบนี้เป็นเพราะเราแพ้มาสก์หรือเปล่านะ 

 

ในเมื่อใส่ก็แพ้ แต่จะไม่ใส่ก็ไม่ได้! Health Hacker เอพิโสดนี้ หมอแพนจะพาทุกคนมาไขข้อสงสัยให้กระจ่าง พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ หมอมีมี่-เพ็ญวิภา ตระกูลวรรณชัย แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง ที่จะมาอธิบายเกี่ยวกับปัญหาภูมิแพ้ผิวหนังให้ทุกคนได้ฟังกัน  

 

ผื่นแพ้ผิวหนังถือเป็นหนึ่งในอาการของโรคภูมิแพ้ ซึ่งตัวของโรคภูมิแพ้เองนั้นเกิดมาจากหลายสาเหตุ แต่หลักๆ เป็นเพราะสารที่ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายของเรามีความผิดปกติ ซึ่งจะแสดงออกได้ทั้งทางผิวหนัง เช่น การเกิดผื่น ผิวแห้ง หรือมีอาการคันตามตัว นอกจากนั้นอาจจะมีอาการคันที่เยื่อบุตา จมูก หรือส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบันที่มีทั้งโรคระบาด มลภาวะ และฝุ่นควัน ทำให้คนมีความเครียดเยอะขึ้น ซึ่งก็ยิ่งทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบมากขึ้นตามไปด้วย 

 

จริงหรือไม่! การแพ้มาสก์เกิดเพราะใส่หน้ากากอนามัยทั้งวัน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดผื่นผิวหนังบนใบหน้า 

หากจะเรียกว่าแพ้มาสก์ก็อาจไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะการที่มีผื่นบริเวณใบหน้าที่สัมผัสหน้ากาก จริงๆ แล้วเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการแพ้สารที่อยู่ในหน้ากาก หรือเป็นแค่การระคายเคืองธรรมดา แต่ส่วนใหญ่คนที่มาหาหมอในช่วงนี้ เมื่อตรวจแล้วมักจะเกิดจากการระคายเคืองของหน้ากาก โดยอาการจะเป็นเหมือนสิว คือมีตุ่มแดงหรือตุ่มหนองอยู่บริเวณส่วนล่างของใบหน้า ยิ่งเราไปแกะเกาก็จะยิ่งเกิดความระคายเคืองและผื่นก็ยิ่งเยอะขึ้น

 

แต่หากจะแยกให้รู้แน่ชัดว่าเกิดจากแพ้สารในหน้ากากหรือเป็นแค่การระคายเคืองกันแน่ ก็ต้องใช้วิธีสังเกตดู โดยส่วนใหญ่ผื่นจากการระคายเคืองจะขึ้นในระยะเวลา 6 สัปดาห์หลังเริ่มสัมผัส ผื่นจะดูกระจายทั่วพื้นที่ใต้หน้ากาก แต่ถ้าเป็นผื่นแพ้จากสารในหน้ากาก จะมีผื่นขึ้นบริเวณที่สัมผัสกับสารชนิดนั้น ซึ่งจะอยู่บริเวณยางหรือโครงเหล็ก

 

สำหรับคนที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่ ต้องบอกว่าการที่ผื่นหรือสิวจะหายไปได้นั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เกิด เช่น ถ้าเกิดจากการแพ้สารที่อยู่ในหน้ากาก เมื่อเลิกใส่หน้ากาก อาการก็จะดีขึ้นเอง แต่ถ้าเป็นผื่นที่เกิดจากโรคบางอย่าง เช่น Seborrheic Dermatitis ที่หลายๆ เรียกกันว่าเซบเดิร์ม โดยธรรมชาติของมันจะเป็นโรคที่เรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถควบคุมได้ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ

 

ข้อควรระวังคือถ้ายังไม่แน่ใจว่าอาการแพ้ของเราเกิดจากอะไรกันแน่ แนะนำว่าไม่ควรซื้อยามาทาเองเด็ดขาด เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่จะได้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์มาใช้ ซึ่งอาจทำให้เกิดผื่นชนิดใหม่ขึ้นมาอีกแบบไม่จบไม่สิ้น

 

วิธีดูแลผิวหน้าหากต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดทั้งวัน

  1. เลือกใช้หน้ากากที่ทำจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เช่น คอตตอน, ลินิน หรือซิลก์ และหลีกเลี่ยงหน้ากากที่มีโลหะ 

 

  1. ไม่ควรใส่หน้ากากต่อเนื่องเกิน 4 ชั่วโมง ถ้าระหว่างวันมีช่วงที่ได้อยู่คนเดียวก็ถอดหน้ากากออกบ้างก็ได้ 

 

  1. ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน มี pH ใกล้เคียงกับผิวหรือเป็นกรดเล็กน้อย อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น 

 

  1. เลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่เป็นเซรั่มหรือโลชั่นเนื้อบางเบา หลีกเลี่ยงครีมที่มีแอลกอฮอล์, กรดซาลิไซลิกหรือเรตินอล เพราะส่วนใหญ่สารเหล่านี้จะอยู่ในผลิตภัณฑ์รักษาสิว ซึ่งอาจทำให้ผิวของเราระคายเคืองได้มากขึ้น

 

  1. การทาครีมกันแดด ให้เลี่ยงการใช้สูตรกันน้ำ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย แต่ถ้าจำเป็นต้องออกแดดเป็นเวลานาน ให้ใช้วิธีทาซ้ำทุก 3-4 ชั่วโมงจะดีกว่า

 

สำหรับคนที่มีอาการผื่นแพ้ผิวหนังอยู่ก็ไม่ต้องกังวล ให้ลองปรึกษาคุณหมอผิวหนังเพื่อดำเนินการรักษาอย่างตรงจุดและได้ผลดีที่สุด ผิวหน้าของเราจะได้สวยสุขภาพดีไปนานๆ


ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits



The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader นัฐฐา สอนกลิ่น

Webmaster ไชยพร ศิริกลการ

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี,
วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post ผื่น ภูมิแพ้ เป็นสิว ไขข้อสงสัยในสิ่งที่คนใส่หน้ากากอนามัยทั้งวันจะต้องเจอ Feat. หมอมีมี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ระเบิดไขมันทั่วร่าง ด้วยการออกกำลังกายแบบ HIIT ดีต่อร่างกายอย่างไร เหมาะกับใครบ้าง https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep14/ Mon, 22 Nov 2021 02:49:49 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=562439 HIIT

ลองหรือยัง? การออกกำลังกายแบบ HIIT ที่ไม่ว่าเปิดยูทูบสา […]

The post ระเบิดไขมันทั่วร่าง ด้วยการออกกำลังกายแบบ HIIT ดีต่อร่างกายอย่างไร เหมาะกับใครบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
HIIT

ลองหรือยัง? การออกกำลังกายแบบ HIIT ที่ไม่ว่าเปิดยูทูบสายสุขภาพไปช่องไหนก็ต้องเจอ

ในปัจจุบันที่ชีวิตต้องเร่งรีบมากขึ้นในทุกๆ ด้าน แม้งานจะเยอะและหนักแค่ไหน แต่ก็ยังต้องพยายามรักษาสุขภาพในเวลาที่มีอยู่จำกัด สายสุขภาพจึงเลือกวิธีออกกำลังกายแบบ HIIT เพื่อดูแลตัวเอง เพราะเป็นรูปแบบที่ใช้เวลาไม่นาน แต่สามารถเผาผลาญแคลอรีได้เยอะเหมือนกับเสียเหงื่อมาหลายชั่วโมง

 

HIIT มาจากคำว่า High-intensity Interval Training หรือ High-intensity Intermittent Training หมายถึงการออกกำลังกายหนักสลับเบาวนไปเรื่อยๆ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือมีหลักการคล้ายกับ T25 ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่คนไทยช่วงปี 2014

 

การออกกำลังกายแบบ HIIT สามารถแบ่งประเภทไปได้อีกหลายชนิดตามเป้าหมายที่ต้องการ โดยจะแยกจากความเหนื่อยที่ได้จากท่าออกกำลังกายนั้นๆ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์การกีฬาจะมีมาตรวัดหลายตัว แต่สำหรับคนทั่วไปก็สามารถสังเกตง่ายๆ ได้จากอัตราการเต้นของหัวใจเป็นหลัก

 

เมื่ออยู่ในช่วงที่ออกกำลังกายหนัก หรือ High Intensity เราจะต้องออกแรงมาก มีการระเบิดพลังออกมาอย่างรวดเร็วด้วยการวิ่ง กระโดด หรือเวตเทรนนิ่งด้วยกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างต่อเนื่องในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นมากกว่า 80-100% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดของแต่ละคน กล้ามเนื้อจะทำงานหนักและมีการหลั่งกรดแลกติกออกมา ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกเมื่อยล้า พอสลับมาในช่วงที่ออกแรงน้อยลง อัตราการเต้นของหัวใจจะค่อยๆ ลดระดับลง ร่างกายจะมีการสูบฉีดเลือดเข้ามาที่กล้ามเนื้อในปริมาณมากเพื่อเอาออกซิเจนและสารอาหารมาเติมเต็ม และยังช่วยขับเอากรดแลกติกออก ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวในระยะสั้นๆ และพร้อมจะออกกำลังกายต่อในเซ็ตต่อไป

 

การฝึก HIIT อย่างต่อเนื่อง นอกจากจะทำให้แข็งแรงขึ้นแล้วยังช่วยให้ร่างกายทนทานต่อความเมื่อยล้าและฟื้นตัวไวมากขึ้นด้วย จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมโค้ชกีฬาและเทรนเนอร์หลายคนมักจะนำการออกกำลังกายแบบ HIIT มาใช้ เพราะนอกจากจะสนุกแล้ว ยังสามารถออกแบบท่วงท่าได้หลากหลาย และได้ผลลัพธ์สุขภาพที่ดีในหลายมิติอีกด้วย

 

แต่นอกจากข้อดีแล้วก็ต้องมีข้อควรระวังด้วยเช่นกัน เพราะถ้าหากคุณมีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือโรคกลุ่มเสี่ยง เช่น อ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง การออกกำลังกายในระดับที่หนักมากแบบนี้อาจกระตุ้นให้อาการของโรคกำเริบขึ้นมาได้

และถ้าคุณยังอยู่ในระดับ Beginner ที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรง การฝืนยกน้ำหนักหรือออกแรงมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ ฉะนั้นควรต้องเริ่มจากออกกำลังกายแบบเบามากๆ ก่อน หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเอง แล้วค่อยๆ ให้ร่างกายได้ปรับสภาพไปเรื่อยๆ จะดีกว่า

 

สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะกับการออกกำลังกายแบบ HIIT หรือเปล่า โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคทางกระดูกและข้อ แนะนำให้ลองปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อรับคำแนะนำก่อน แต่ถ้าปรึกษาแล้วพบว่าเราไม่เหมาะกับการออกกำลังกายรูปแบบนี้จริงๆ ก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะในโลกนี้มีวิธีออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพดีอีกมากมายหลายวิธี ไม่แน่ว่าสุดท้ายแล้วคุณอาจจะได้ค้นพบวิธีออกกำลังกายที่ใช่สำหรับตัวเองมากกว่าเดิมก็ได้


ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits

 

The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster อารยา ปานศรี

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post ระเบิดไขมันทั่วร่าง ด้วยการออกกำลังกายแบบ HIIT ดีต่อร่างกายอย่างไร เหมาะกับใครบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กินอย่างไรให้ผอม กุญแจสำคัญของการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep13/ Wed, 17 Nov 2021 02:00:29 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=560379

ลดน้ำหนักสารพัดวิธี ขยันออกกำลังกายเหนื่อยแทบแย่ แต่ทำไ […]

The post กินอย่างไรให้ผอม กุญแจสำคัญของการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ลดน้ำหนักสารพัดวิธี ขยันออกกำลังกายเหนื่อยแทบแย่ แต่ทำไมถึงยังไม่ผอมลงสักที

 

Health Hacker เอพิโสดนี้จะมาเล่าถึงปัญหาคาใจของหลายๆ คนอย่าง ‘การลดน้ำหนัก’ ว่าทำอย่างไรที่เราจะสามารถลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน และไม่วนกลับมาสู่จุดเดิมอีก

 

การลดน้ำหนักอย่างยั่งยืนนั้นประกอบด้วย 2 ปัจจัยคือ การกินที่เหมาะสม และการออกกำลังกายที่มากพอ โดยผลของน้ำหนักที่ลดจะมาจากอาหารเป็นหลัก ส่วนการออกกำลังกายเหมือนเป็นตัวช่วยคุมและเสริมให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งถ้าเราทำ 2 ข้อนี้ได้ตลอดชีวิต ก็ไม่จำเป็นต้องหาสูตรลัดอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว

 

กินแบบไหนที่เรียกว่าเหมาะสม

การกินที่เหมาะสมคือการกินที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ซึ่งตัวที่ให้พลังงานกับร่างกายของเราคือคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน สิ่งสำคัญคือจะต้องจัดสัดส่วนของสารอาหารให้เหมาะสมต่อพลังงานที่ใช้ไปในแต่ละวัน โดยค่าเฉลี่ยคนทั่วไปคือคาร์โบไฮเดรต 50% ไขมัน 30% โปรตีน 15-20%

 

หลังจากนั้นให้นำสัดส่วนนี้แล้วมาจับคู่กับหลักการลดน้ำหนักที่ว่า ‘ใช้พลังงานให้มากกว่าสิ่งที่กินเข้าไปในแต่ละวัน’ ซึ่งการเลือกอาหารที่มีสัดส่วนเหมาะสมในทุกๆ มื้อก็ช่วยให้ลดน้ำหนักได้แล้ว  

 

นอกจากนี้ช่วงเวลาของการกินในแต่ละวันก็มีผลต่อการลดน้ำหนักเช่นกัน ที่แน่ๆ คือเราไม่ควรจะกินมื้อหนักในตอนกลางคืน เพราะจะส่งผลกระทบต่อการพักผ่อนของร่างกายในช่วงการนอนได้ และการงดมื้อเย็นก็อาจทำให้เกิดโรคกระเพาะได้ หรือคนที่กินอาหารช่วงดึกมากๆ ก็เสี่ยงที่จะเกิดกรดไหลย้อนอีก ดังนั้นจึงไม่มีสูตรตายตัว แต่แนะนำว่าการกินอาหารครบ 3 มื้อเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

 

ออกกำลังกายหนักแค่ไหนถึงพอ

การออกกำลังกายยอดนิยมในการลดน้ำหนักก็คือการออกกำลังกายแบบแอโรบิก หรือคาร์ดิโอ ซึ่งจะช่วยเราเผาผลาญสารอาหารส่วนเกินออก โดยเฉพาะไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งตัวเลขที่มากพอและเหมาะสมคืออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่ถ้าต้องการลดน้ำหนักโดยเฉพาะ ก็สามารถเพิ่มขึ้นที่ประมาณ 300 นาทีต่อสัปดาห์ก็ได้

 

คำแนะนำจาก American College of Sports and Medicine (ACSM) บอกไว้ว่า การลดน้ำหนักที่ปลอดภัยและไม่เร็วเกินไปคือราวๆ ครึ่งกิโลกรัมใน 1 สัปดาห์ ซึ่งเราควรเผาผลาญพลังงานให้มากกว่าที่กินเข้าไปอย่างน้อยวันละะ 500-1,000 แคลอรี และการออกกำลังกายต่างๆ ก็ควรทำเป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์

 

การลดน้ำหนักที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากตัวเรา ทั้งการวางแผนการกินอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะสมเพียงพอในแต่ละคน ที่สำคัญคือไม่ว่าคุณจะเลือกวางแผนแบบไหน ‘วินัย’ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราสามารถไปถึงเป้าหมายได้ดีที่สุด และรางวัลที่คุณจะได้รับก็คือความภูมิใจในตัวเอง มีรูปร่างและสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits

 

The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster อารยา ปานศรี

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post กินอย่างไรให้ผอม กุญแจสำคัญของการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญญาณบอกเหตุว่าคุณกำลังเสพติดการออกกำลังกาย https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep12/ Sun, 14 Nov 2021 02:00:43 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=559175

เสพติดการออกกำลังกาย มีจริงหรือ? เชื่อไหมว่าในขณะที่คนส […]

The post สัญญาณบอกเหตุว่าคุณกำลังเสพติดการออกกำลังกาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เสพติดการออกกำลังกาย มีจริงหรือ?



เชื่อไหมว่าในขณะที่คนส่วนใหญ่มีปัญหาจากการไม่อยากออกกำลังกาย แต่กลับมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เสพติดการออกกำลังกายมากจนเกินพอดี ซึ่งการเสพติดนี้กลายเป็นดาบสองคมที่สามารถทำให้เกิดผลร้ายในระยะยาวกับสุขภาพของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ 

 

การเสพติดการออกกำลังกาย (Exercise Addiction) คือการหลงใหลในกิจกรรมการออกกำลังกายจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต สุขภาพกาย หรือสุขภาพใจ ตัวอย่างเช่น ร่างกายอ่อนเพลียหรือบาดเจ็บจากการออกกำลังกายมากเกินไป บางคนแม้งานจะยุ่งแค่ไหน แต่ก็เลือกที่จะไปออกกำลังกายทั้งที่งานตรงหน้ายังไม่เสร็จ หรือแม้กระทั่งว่าคุณไม่มีกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ เลยนอกจากไปฟิตเนสหรือไปวิ่ง เป็นต้น 

 

เมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารที่ทำให้เรารู้สึกฟินหรือมีความสุขอย่าง เอ็นดอร์ฟิน หรือโดพามีน ซึ่งสำหรับหลายๆ คนที่ชีวิตมีแต่ความเคร่งเครียด การออกกำลังกายอาจจะเป็นช่วงเวลาเดียวที่รู้สึกฟินเหมือนได้รางวัลจนทำให้ไม่อยากไปทำอย่างอื่น หรือบางคนก็ต้องการไปสู่เป้าหมายการมีสุขภาพดี รูปร่างดี เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีในสังคม จนเมื่อออกกำลังกานมาถึงจุดๆ หนึ่ง ก็ลืมไปว่าจริงๆ แล้วการไปถึงรางวัลนั้นได้ต้องประกอบด้วยปัจจัยอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะการคลายเครียด การนอนหลับที่ดี การเข้าสังคม และอาหารการกิน 

 

สัญญาณบอกเหตุว่าคุณอาจจะเข้าข่ายการเสพติดการออกกำลังกายแล้ว 

 

  1. หายใจเข้าหายใจออกเป็นแพลนการออกกำลังกายอยู่ตลอดเวลา และถ้าผิดไปจากแผน เช่น มีงานด่วนที่ทำให้ไม่ได้ไปฟิตเนสแล้วจะรู้สึกหงุดหงิดมาก หรือไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เพียงเพราะอยากไปฟิตเนสมากกว่า

  2. เมื่อมีคนเห็นว่าคุณใช้เวลาในการออกกำลังกายเยอะมากหรือออกกำลังกายจนป่วย คุณกลับมีเหตุผลมากมายมาต่อรอง เช่น ถ้าไม่ได้ทำจะนอนไม่หลับ สมองไม่แล่น กินข้าวไม่ลง หรือที่เจอบ่อยมากก็คือคิดว่าถ้าหยุดแล้วจะอ้วนขึ้นทันที 

  3. มักคิดว่ายิ่งออกกำลังกายมากก็ยิ่งดี เช่น มักจะคำนวณเวลาที่ใช้การออกกำลังกาย หรือจับระยะทางในการวิ่ง ถ้าวันไหนทำได้ไม่ตามเป้าจะหงุดหงิด และพยายามทำเพิ่มไปเรื่อยๆ 

  4. รู้สึกหงุดหงิดถ้าไม่ได้ออกกำลังกาย หรืออาจจะรู้สึกผิดมากและทำโทษตัวเองด้วยการออกกำลังกายให้หนักขึ้นในครั้งถัดไป 

  5. ถ้าคุณไม่ได้ออกกำลังกายนานมากๆ เมื่อได้กลับมาออกกำลังกายอีกครั้งก็จะออกหนักมากจนอาจทำให้ร่างกายบาดเจ็บได้

 

หากรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในภาวะเสพติดการออกกำลังกาย จะเกิดอะไรขึ้น?

 

หากพูดถึงผลกระทบโดยตรงต่อร่างกาย ถ้าเราออกกำลังกายทุกวันโดยไม่ได้พักเลย ก็เหมือนซ้ำเติมให้ร่างกายเราบอบช้ำจากการใช้งานกล้ามเนื้อ จนอาจเกิดการอักเสบรุนแรงได้ หรือคนที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิกต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ก็อาจทำให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานหนักได้เช่นกัน

 

ส่วนผลกระทบทางด้านจิตใจและอารมณ์ ต้องบอกว่าการปล่อยให้การอยากออกกำลังกายตลอดเวลามาครอบงำอารมณ์และความคิดจนทำให้หงุดหงิดง่าย ไม่สามารถโฟกัสกับงานที่ทำ อาจทำให้คนรอบข้างอาจจะได้รับผลกระทบ และมีผลต่อการเข้าสังคมด้วย และที่น่าเป็นห่วงมากๆ ก็คือผู้ที่เสพติดการออกกำลังกายมักจะมีความรู้สึกผิด โทษตัวเอง และด้อยค่าตัวเองได้ง่ายหากไม่สามารถออกกำลังกายได้ตามเป้า ซึ่งอาจเป็นบ่อเกิดโรคซึมเศร้าได้ 

 

ฟังแล้วอย่าเพิ่งกลัวว่าตัวเองจะเสพติดการออกกำลังกาย ให้ลองสำรวจตัวเองดูแล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ฟังเสียงร่างกายตัวเองเยอะๆ ถ้าร่างกายเตือนด้วยความเหนื่อย ความล้า ก็ต้องพักบ้าง ช่วงแรกๆ อาจจะยาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะพบว่าชีวิตของเราสมดุลมากขึ้น 

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits



The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader วรรษมล สิงหโกมล

Webmaster อารยา ปานศรี

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post สัญญาณบอกเหตุว่าคุณกำลังเสพติดการออกกำลังกาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นอนไม่หลับ ลองแฮ็กร่างกายด้วย 10 สูตรลับ ที่จะช่วยให้การนอนเป็นเรื่องง่ายขึ้น https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep11/ Wed, 10 Nov 2021 03:10:36 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=558142

นอนไม่หลับ ฟังเอพิโสดนี้! หมอแพน Health Hacker มี ‘10 ส […]

The post นอนไม่หลับ ลองแฮ็กร่างกายด้วย 10 สูตรลับ ที่จะช่วยให้การนอนเป็นเรื่องง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

นอนไม่หลับ ฟังเอพิโสดนี้! หมอแพน Health Hacker มี ‘10 สูตรลับ ตัวช่วยสำหรับคนนอนไม่หลับ’ มานำเสนอ

 

การนอนไม่หลับถือเป็นปัญหาระดับชาติที่ไม่ว่าใครก็น่าจะเคยผ่านประสบการณ์นี้กันมาแล้ว ซึ่งทุกวันนี้ก็มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจ ซึ่งถ้าคุณเองกำลังประสบปัญหานี้อยู่ ตามมาฟังเอพิโสดนี้กันได้เลย

 

การนอนหลับ นับว่ามีผลดีทั้งกับร่างกาย ความคิด และจิตใจ เพราะมันคือการช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนและชาร์จแบตได้เต็มที่ รวมถึงเป็นช่วงเวลาทองของการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย และยังช่วยให้สมองของเราได้มีเวลาจัดเก็บข้อมูลและจัดการความคิดเพื่อให้ตื่นขึ้นมาอย่างสดใสในวันใหม่

 

แต่การจะนอนหลับได้ดีนั้นมีปัจจัยเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนาฬิกาชีวภาพ ฮอร์โมนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงแสงสว่างและสิ่งแวดล้อมในห้องนอนด้วย ซึ่ง Health Hacker จะมาแชร์ 10 สูตรลับ ตัวช่วยคนนอนไม่หลับ ให้ฟังกัน 

 

  1. เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาสม่ำเสมอทุกวัน จะช่วยให้การนอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น นาฬิกาชีวภาพทำงานได้อย่างราบรื่น การหลั่งของฮอร์โมนต่างๆ จะเป็นไปอย่างปกติ ทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ 
  2. จัดห้องนอนและเตียงนอนให้เหมาะสม ฟังก์ชันของห้องนอนที่เหมาะสมกับการนอนจริงๆ ไม่ควรมีอุปกรณ์ความบันเทิงต่างๆ มารบกวน เช่น หนังสือ ทีวี คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพื่อให้สมองเรียนรู้ว่าเมื่อมาอยู่ในห้องนี้แล้วเราจะต้องนอนนั่นเอง 
  3. วางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอนอย่างน้อย 30 นาที เพราะฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยให้เราหลับได้ดีมักจะหลั่งในตอนกลางคืน การที่มีหน้าจอหรือแสงสว่างมารบกวนก็อาจทำให้หลับยากขึ้นได้  
  4. ไม่ควรทำงานหรือทำกิจกรรมที่เครียดมากๆ ก่อนนอน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหลังเวลา 6 โมงเย็น ร่างกายของคนเราจะเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาผ่อนคลายและเตรียมที่จะพักผ่อน หากเราฝืนทำงานจนดึกดื่น ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดชนิดต่างๆ ออกมา ทำให้เรานอนหลับได้ยากขึ้น 
  5. ไม่ออกกำลังกายอย่างหนักก่อนนอน หลายคนเข้าใจว่าการออกกำลังกายก่อนนอนจะทำให้เหนื่อยและเพลียง่าย แต่ความจริงแล้วการออกกำลังกายทำให้มีการหลั่งสารอะดรีนาลีนที่ทำให้เกิดการตื่นตัวออกมา จนอาจส่งผลให้หลับยากขึ้นนั่นเอง 
  6. ไม่ควรดื่มน้ำเยอะก่อนเข้านอน เพราะจะทำให้ต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำในช่วงกลางคืน จนอาจจะทำให้นอนไม่หลับหรือหลับต่อไม่สนิท 
  7. หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ 3 ชั่วโมงก่อนนอน เพราะจะทำให้นอนหลับยากจากกรดที่หลั่งมากขึ้นและลมที่เพิ่มขึ้นในกระเพาะอาหาร บางคนอาจจะกลายเป็นโรคกรดไหลย้อนได้ด้วย 
  8. การงีบหลับช่วงกลางวันอาจทำให้เข้านอนตอนกลางคืนได้ยากขึ้น แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็สามารถอนุโลมได้แค่ไม่เกิน 30 นาที 
  9. คนสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ จากการศึกษาพบว่าจะมีแนวโน้มนอนหลับยากกว่าคนทั่วไป แต่สำหรับคนที่ขาดกาแฟไม่ได้จริงๆ แนะนำว่าให้ดื่มแค่ 1 แก้วในช่วงเช้าเท่านั้น เพื่อให้รบกวนการนอนน้อยที่สุด
  10. ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ มีส่วนช่วยให้นาฬิกาชีวภาพของเรามึความเสถียรและนอนหลับได้ดีตามเวลาที่ควรจะเป็น

ฟังพอดแคสต์เอพิโสดนี้จบแล้ว ทดลองทำตาม 10 สูตรลับได้ตั้งแต่วันนี้เลย คืนแรกอาจจะยังหลับยากอยู่สักหน่อย แต่ถ้าทำซ้ำๆ บ่อยๆ ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัว และเชื่อว่าคุณจะได้การนอนที่ดีกลับคืนมาอย่างแน่นอน 

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง


Credits

The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader ชนเนตร ลอยครุฑ

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี,
วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post นอนไม่หลับ ลองแฮ็กร่างกายด้วย 10 สูตรลับ ที่จะช่วยให้การนอนเป็นเรื่องง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปวดข้อมือ นิ้วล็อก อาการของคนเล่นมือถือมากไป ยังไม่สูงวัยก็เป็นได้ https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep10/ Sun, 07 Nov 2021 02:00:15 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=556654

ปวดข้อมือ ปวดนิ้ว มือชา นิ้วล็อก ไม่ต้องรอให้แก่ก็เป็นไ […]

The post ปวดข้อมือ นิ้วล็อก อาการของคนเล่นมือถือมากไป ยังไม่สูงวัยก็เป็นได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปวดข้อมือ ปวดนิ้ว มือชา นิ้วล็อก ไม่ต้องรอให้แก่ก็เป็นได้ เพราะมันอาจเกิดขึ้นกับคนที่ใช้มือถือตลอดเวลาเช่นคุณ

 

ด้วยเทรนด์การใช้ชีวิตยุคนี้ที่เราต้องมีมือถือหรือแท็บเล็ตเป็นอวัยวะที่ 33 เพราะคอยไถนิวส์ฟีดเพื่อตามข่าวสาร ไต่แรงก์ในเกม แชตกับเพื่อน หรือแม้กระทั้งกดโค้ดลดราคาในแอปฯ ช้อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งเมื่อทุกสิ่งมันมาอยู่บนหน้าจอ แน่นอนว่านิ้วมือ ข้อมือ ไปจนถึงแขน และไหล่ของเราก็ทำงานหนักขึ้น จนอาการปวดข้อมือ มือชา นิ้วล็อก กลายเป็นโรคธรรมดาๆ ของคนยุคดิจิทัลไปแล้ว

 

เมื่อต้นปี 2021 ที่ผ่านมา มีการสำรวจพบว่าคนไทยอายุ 16-64 ปีใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตมากถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน และที่น่าสนใจกว่านั้นคือเป็นการใช้งานผ่านมือถือถึงวันละ 5 ชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเหล่านี้เองที่ทำให้เราเผลอเล่นมือถืออยู่ในท่าเดิมนานๆ โดยไม่รู้ตัว จนอาจส่งผลให้เกิดการปวด อักเสบ หรือการผิดรูปของข้อมือและนิ้วมือก่อนวัยอันควรได้ 

 

โดยภาวะที่พบได้บ่อยมากขึ้นในวัยหนุ่มสาวที่เกิดจากการเล่นมือถือก็คือ โรคนิ้วล็อก ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากปลอกหุ้มเอ็นนิ้วมืออักเสบ และสัมพันธ์กับการกำมือถือแน่นๆ เป็นเวลานาน

 

อีกกลุ่มหนึ่งคือ อาการปวดที่โคนนิ้วโป้ง หรือเดอกาแวง เป็นการอักเสบของเยื่อหุ้มเอ็นนิ้วโป้ง โดยอาจมีสาเหตุมาจากการขยับนิ้วโป้งเยอะๆ เวลาแชต และที่ตอนนี้มีการพูดถึงมากขึ้นคือกลุ่มโรค Smartphone Finger ที่เป็นการปวดและผิดรูปของนิ้ว โดยเฉพาะนิ้วก้อย นิ้วที่เล็กที่สุดของเราที่ต้องประคองมือถือเอาไว้เป็นเวลานาน จนส่งผลทำให้นิ้วเบี้ยวและปวดได้

 

ทำไมอาการเหล่านี้จึงเกิดขึ้น? 

ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานๆ นั้นมีโอกาสสูงมากที่เราจะมีการใช้งานที่ผิดท่า ผิดมุมไปจากภาวะปกติ จนทำให้เส้นเอ็นและข้อต่อต้องรับแรงซ้ำๆ เป็นเวลานานจนเกิดการบาดเจ็บเล็กๆ สะสมไปเรื่อยๆ

 

โดยเฉพาะถ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยแข็งแรง หรือไม่เคยออกกำลังกายก็จะมีโอกาสเป็นได้ง่ายกว่า เพราะโครงสร้างต่างๆ ของข้อและเส้นเอ็นไม่สามารถรับแรงที่ผิดปกติซ้ำๆ ได้ไหว โดยเฉพาะในเด็กที่อายุน้อย ซึ่งข้อต่อกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ก็จะทำให้มีอาการได้ง่ายกว่าวัยผู้ใหญ่

 

เมื่อมีอาการแล้วจะทำอย่างไรต่อ?

 

  1. หยุดการใช้งานในท่าที่สงสัยว่าเป็นสาเหตุ เช่น หากปวดโคนนิ้วโป้ง ให้หยุดใช้นิ้วโป้งในการขยับเพื่อพิมพ์แชต รวมถึงเลี่ยงการใช้งานในกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นการกระตุ้นให้เจ็บ
  2. หากรู้สึกปวดมาก ให้ลองประคบหรือแช่น้ำเย็นสัก 15 นาทีทั้งเช้าและเย็น จะสามารถลดอาการปวดและอักเสบได้
  3. ปรับพฤติกรรมตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บในระยะยาว เช่น ลองเปลี่ยนวิธีการพิมพ์โดยใช้นิ้วอื่นๆ บ้าง หรืออาจจะเป็นการพิมพ์ผ่านคอมพิวเตอร์แทนก็ได้  
  4. ถ้ารักษาด้วยตนเองแล้วยังไม่ดีขึ้น ให้ลองไปปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและรักษาตามกระบวนการ 

 

ฟังจบแล้วอย่าลืมกลับไปสำรวจตัวเองเยอะๆ ว่าพฤติกรรมการใช้มือถือของเราเป็นอย่างไร อย่ามัวแต่แชตเพลินจนลืมขยับหรือยืดเหยียด ให้พยายามเปลี่ยนท่าทางของมือและนิ้วมือบ่อยๆ วันละหลายๆ ครั้งได้ยิ่งดี เพียงเท่านี้ก็จะห่างไกลอาการปวดข้อมือ ปวดนิ้ว นิ้วล็อก และใช้ชีวิตได้อย่างแฮปปี้แล้ว

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits



The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster อารยา ปานศรี

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post ปวดข้อมือ นิ้วล็อก อาการของคนเล่นมือถือมากไป ยังไม่สูงวัยก็เป็นได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดื่มน้ำแค่ไหนถึงจะเพียงพอ และคนเราต้องดื่มน้ำอย่างต่ำวันละ 2 ลิตรจริงหรือ? https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep9/ Wed, 03 Nov 2021 02:00:57 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=555188 Health-Hacker

วันนี้คุณดื่มน้ำไปแล้วกี่แก้ว? ถ้าพบคำตอบว่าวันวันหนึ่ง […]

The post ดื่มน้ำแค่ไหนถึงจะเพียงพอ และคนเราต้องดื่มน้ำอย่างต่ำวันละ 2 ลิตรจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Health-Hacker

วันนี้คุณดื่มน้ำไปแล้วกี่แก้ว? ถ้าพบคำตอบว่าวันวันหนึ่งเราดื่มน้ำน้อยเหลือเกิน ร่างกายอาจเกิดอาการขาดน้ำได้ แล้วปัญหาของระบบอวัยวะภายในอาจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในไม่ช้า

 

และด้วยเทรนด์ตอนนี้ที่หลายคนนิยมพกกระบอกใส่น้ำ 2 ลิตรไปไหนมาไหน เพื่อเป็นการเตือนตัวเองให้ขยันกินน้ำมากขึ้น แม้บางคนจะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เอพิโสดนี้หมอแพนจะมาอธิบายให้ฟังว่าการดื่มน้ำสำคัญกับร่างกายขนาดไหน แล้วทำไมจะต้องเป็นปริมาณ 2 ลิตรถึงจะดีที่สุด!

 

รู้หรือไม่ว่าร่างกายของเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 60-70% ซึ่งประโยชน์ของน้ำในร่างกายของนั้นมีเยอะมาก เช่น ช่วยในการขนส่งสารอาหารต่างๆ ไปทั่วร่างกาย, ช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้เหมาะสม, ช่วยในการทำงานของระบบอวัยวะภายใน และที่สำคัญที่สุดคือช่วยในการขับของเสียออกจากร่างกาย ทั้งทางปัสสาวะ เหงื่อ หรือแม้กระทั่งการหายใจ 

 

แล้วถ้าร่างกายขาดน้ำจะเป็นอย่างไร?

 

ตามปกติแล้ว ถ้าร่างกายเริ่มขาดน้ำเพียง 2% ของน้ำหนักตัว เราก็จะเริ่มมีอาการปากแห้ง อ่อนเพลีย และถ้าขาดมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้ระบบร่างกายทำงานผิดปกติ เช่น ท้องผูกบ่อยขึ้น กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ เป็นนิ่วในไต หรือแม้กระทั่งผิวเหี่ยวแห้งและแตกเป็นขุย ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งการใช้ชีวิตและความสวยงามในระยะยาวเลยทีเดียว

 

ทั่วโลกมีความพยายามในการศึกษาว่าคนทั่วไปในวัยผู้ใหญ่ควรกินน้ำวันละกี่ลิตรกันแน่ถึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งแนวทางที่ทั่วโลกยอมรับกันมากพบว่าร่างกายของผู้ใหญ่ต้องการน้ำวันละไม่น้อยกว่า 2-2.5 ลิตร ซึ่งน้ำที่ว่านั้นรวมถึงน้ำที่เราดื่มในแต่ละวัน น้ำที่อยู่ในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวต้ม ผลไม้ หรืออาหารใดๆ ที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบด้วย ดังนั้นการที่เราดื่มน้ำเปล่าวันละ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย ร่วมกับการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ทุกวัน ก็นับว่าเพียงพอสำหรับพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดีแล้ว

 

แต่ตัวเลข 2 ลิตรที่ว่านี้ จริงๆ แล้วเป็นเพียงหลักการมาตรฐานเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึงตามบริบทการใช้ชีวิตของแต่ละคน เช่น นักกีฬาที่เสียเหงื่อเยอะก็ต้องดื่มน้ำเยอะกว่าคนที่นั่งทำงานออฟฟิศทั้งวัน หรือถ้าเป็นคนที่ต้องอยู่ในที่กลางแจ้งหรืออากาศร้อนมากๆ ก็จะมีความต้องการน้ำที่มากกว่าคนปกตินั่นเอง

 

เมื่อรู้แล้วว่าน้ำมีความสำคัญมากในการช่วยให้ทุกระบบของร่างกายของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 2 ลิตรต่อวันก็เป็นหนึ่งในวิธีแฮ็กสุขภาพดีที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง งั้นมาเริ่มดื่มน้ำกันตั้งแต่ตอนนี้เลยนะ!

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits



The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader ชนเนตร ลอยครุฑ

Webmaster อารยา ปานศรี

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post ดื่มน้ำแค่ไหนถึงจะเพียงพอ และคนเราต้องดื่มน้ำอย่างต่ำวันละ 2 ลิตรจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไมเกรน โรคยอดฮิตของคนยุคนี้ เกิดจากอะไร รักษาให้หายได้ไหม https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep8/ Sat, 30 Oct 2021 12:39:49 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=554184

ไมเกรน โรคยอดฮิตของมนุษย์ออฟฟิศที่นำมาซึ่งอาการปวดหัวที […]

The post ไมเกรน โรคยอดฮิตของคนยุคนี้ เกิดจากอะไร รักษาให้หายได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไมเกรน โรคยอดฮิตของมนุษย์ออฟฟิศที่นำมาซึ่งอาการปวดหัวที่สุดแสนจะทรมาน แถมเมื่อเกิดอาการขึ้นแต่ละครั้งก็ทำเอาเสียงานเสียการได้เลยทีเดียว ซึ่งหากใครที่รู้ตัวว่าเป็นไมเกรนแล้ว คำถามที่ต้องตามมาแน่ๆ คือ ‘โรคนี้รักษาให้หายได้ไหม’ หมอแพน Health Hacker จะมาให้คำตอบในเอพิโสดนี้!

 

ไมเกรน คืออาการปวดศีรษะเรื้อรังที่เกิดจากสารเคมีในสมองกระตุ้นให้มีการบีบและคลายของหลอดเลือดแดงในสมองมากกว่าปกติ สาเหตุของการเกิดโรคยังไม่มีความชัดเจน แต่ที่แน่ๆ คือมักจะมีตัวกระตุ้นที่ทำให้อาการกำเริบ เช่น หลายคนอาจมีอาการเมื่ออยู่ในที่ที่แสงจ้ามากๆ ร้อนมากๆ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนเยอะๆ ผู้หญิงที่มีรอบเดือนหรือกินยาคุมกำเนิดบางชนิด และที่สำคัญที่สุดก็คือความเครียดและการพักผ่อนน้อย

ลักษณะอาการของไมเกรนจะเป็นการปวดศีรษะ ส่วนมากจะปวดตุบๆ ข้างเดียวเหมือนมีหลอดเลือดมาเต้นอยู่ข้างขมับ แต่ในบางรายก็ปวดทั้งสองข้างในคราวเดียวได้เช่นกัน โดยทั่วไปอาการปวดมักจะสลับข้างกันในแต่ละรอบของการปวด เช่น วันนี้ปวดข้างขวา ครั้งหน้าอาจจะปวดข้างซ้ายก็ได้ หรือบางคนที่มีอาการรุนแรงก็อาจมีการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย 

 

วิธีแก้ปัญหาของหลายๆ คนคือการไปซื้อยากินเอง ซึ่งตามหลักแล้วยาที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดคือ ‘พาราเซตามอล’ แต่คนที่เป็นไมเกรนส่วนใหญ่มักจะบอกว่ามันเอาไม่อยู่ ร้านขายยาจึงจ่ายยาแก้ไมเกรนโดยเฉพาะมาให้ ซึ่งเป็นตัวที่แรงขึ้น แต่จริงๆ แล้วไม่แนะนำอย่างมาก เพราะยาบางตัวก็อาจจะมีผลต่อหลอดเลือดส่วนอื่นๆ จนอาจทำให้ปลายมือปลายเท้ามีปัญหาขาดเลือดได้ หากกินต่อเนื่องในปริมาณมาก 

 

ในกรณีที่เป็นมากจนทนไม่ไหว แนะนำว่าควรไปพบแพทย์อายุรกรรมสาขาระบบประสาทและสมอง เพื่อให้ช่วยวินิจฉัยว่าเป็นไมเกรนจริงไหม โดยแพทย์จะให้ยาแก้ปวดมากิน รวมถึงยาที่ใช้ในการควบคุมไม่ให้อาการเกิดขึ้นถี่มากเกินไป ซึ่งผลลัพธ์ก็แล้วแต่บุคคล บางคนอาการดีขึ้น แต่บางคนก็ไม่ดีขึ้นเลย ซึ่งที่เป็นแบบนั้นอาจเป็นเพราะว่ามีอีกหนึ่งภาวะซ่อนอยู่ นั่นคือ ‘ไมเกรนเทียม’  

 

ไมเกรนเทียม เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่าตึงจนเป็นก้อนที่เรียกว่า Taut band โดยก้อนนี้จะเป็นจุดกระตุ้น (Trigger point) ที่ทำให้รู้สึกปวดร้าวไปที่ศีรษะข้างเดียวกัน จนทำให้เกิดอาการปวดหัวคล้ายกับไมเกรนได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในกลุ่มพนักงานออฟฟิศ หรือคนที่มีภาวะออฟฟิศซินโดรม 

 

สำหรับแนวทางการรักษาไมเกรนเทียมก็ไม่ยากเลย เพียงแค่หมั่นยืดกล้ามเนื้อ ทำกายภาพบำบัด นวด หรือมาพบแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูให้ช่วยฝังเข็ม Dry Needling เพื่อจัดการ Taut band ดังกล่าวได้เลย และที่สำคัญคืออย่าลืมแก้ไขพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดภาวะออฟฟิศซินโดรมดังที่เคยเล่าไปแล้วในเอพิโสดก่อนหน้าด้วย เพียงเท่านี้อาการปวดศีรษะก็สามารถหายเป็นปลิดทิ้งได้แล้ว

 

แต่หากปรึกษาแพทย์แล้วพบว่าตัวเองเป็นไมเกรนแท้ นอกจากการกินยาแล้วก็ให้สังเกตดูว่าเหตุกระตุ้นนั้นเกิดจากอะไรแล้วทำการแก้ไข เช่น หากเกิดจากการดื่มกาแฟ ก็ให้ลดการดื่มกาแฟลง เป็นต้น และที่สำคัญคืออย่าลืมผ่อนคลายความเครียด และพักผ่อนให้เพียงพออย่างสม่ำเสมอ

 

อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเริ่มเห็นภาพมากขึ้นแล้วว่า เราจะสามารถจัดการไมเกรนให้วนกลับมาหาเราให้น้อยที่สุดได้อย่างไร ซึ่งคีย์เวิร์ดที่สำคัญในการรักษาไมเกรนก็คือ ‘การแก้ไขที่ต้นเหตุ’ นั่นเอง

 

ทั้งหมดนี้เป็นทริกง่ายๆ ที่ทุกคนนำไปใช้ได้เลย เพียงแค่ลองทำตามคำแนะนำของหมอแพนในเอพิโสดนี้ เราเชื่อว่าชีวิตของคุณจะกลับมาแฮปปี้ขึ้นได้แน่นอน

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


Credits

The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี,
วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post ไมเกรน โรคยอดฮิตของคนยุคนี้ เกิดจากอะไร รักษาให้หายได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อายุมากขึ้น แต่ไม่เคยออกกำลังกายเลย แล้วระบบร่างกายจะเป็นอย่างไร https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep7/ Wed, 27 Oct 2021 01:00:20 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=552540 HEALTH HACKER EP7

จำได้ไหมว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ออกกำลังกายคือเมื่อไร? หรื […]

The post อายุมากขึ้น แต่ไม่เคยออกกำลังกายเลย แล้วระบบร่างกายจะเป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
HEALTH HACKER EP7

จำได้ไหมว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ออกกำลังกายคือเมื่อไร? หรือถ้าคุณเป็นคนที่ชีวิตนี้ไม่เคยออกกำลังกายเลย ลองคิดดูว่าเมื่อตัวเลขอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากวัย 20 ไปสู่ 30 และ 40 ปี แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายบ้าง

 

หลังจากที่คนเราเกิดมานั้น ร่างกายจะมีการเจริญเติบโตตามช่วงวัยต่างๆ ตั้งแต่ทารก วัยเด็ก วัยรุ่น จนกระทั่งเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่เป็นจุดเริ่มต้นของวัยเจริญพันธุ์ (อายุราว 11-13 ปี) ที่ร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปตามฮอร์โมนเพศ จนกระทั่งอายุ 17-20 ปี ที่ลักษณะทางกายภาพเจริญเติบโตอย่างเต็มที่จนไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างใหญ่ๆ อีก ซึ่งเป็นช่วงที่เราเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวนั่นเอง

 

จุดสำคัญที่ต้องเริ่มดูแลร่างกายจึงเริ่มต้นในช่วงอายุ 17-20 ปี เนื่องจากร่างกายของเราแทบจะไม่มีพัฒนาการใดๆ ที่ธรรมชาติจัดสรรให้อีก ฉะนั้นถ้าอยากจะถนอมสุขภาพให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน ตัวช่วยที่ดีที่สุดก็คือการออกกำลังกายนั่นเอง

 

คำถามคือการออกกำลังกายที่ว่านี้มันครอบคลุมกิจกรรมแบบไหนบ้าง? หมอแพนแนะนำว่าเพียงแค่เราทำกิจกรรมทางกายอะไรก็ได้ในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสม อาจจะเป็นการทำงานบ้าน เดินรอบหมู่บ้าน หรือออกไปวิ่งเพื่อให้หัวใจแข็งแรง ก็ถูกต้องทั้งนั้น และเอพิโสดนี้จะมาแบ่งกลุ่มให้เข้าใจกันชัดๆ ว่าควรออกกำลังกายแบบไหนในแต่ละช่วงอายุ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของร่างกายให้ตรงจุดมากที่สุด

 

ช่วงอายุ 20 ปี

เป็นช่วงเวลาทองในการสะสมความแข็งแรงของร่างกาย เพราะอวัยวะของเราเพิ่งเติบโตสมบูรณ์อย่างเต็มที่

 

แต่หากไม่ออกกำลังกายเลยก็จะมีความแข็งแรงสะสมอยู่น้อย เมื่อถึงวัยที่ร่างกายถดถอย แน่นอนว่าความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นไวกว่าคนอื่นที่แอ็กทีฟและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 

ช่วงอายุ 30 ปี

เป็นช่วงที่ฮอร์โมนที่ช่วยในการเติบโตและซ่อมแซมร่างกาย เช่น Growth Hormone เริ่มมีการหลั่งในสัดส่วนที่น้อยลง อัตราการเผาผลาญของร่างกายจึงค่อยๆ ลดลงตามไปด้วย เมื่อเรานอนน้อยหรือทำงานหนักก็จะเริ่มอ่อนเพลียง่าย นั่นเป็นเพราะร่างกายเริ่มใช้เวลาในการฟื้นฟูและซ่อมตัวเองนานขึ้นกว่าตอนเด็กๆ

 

ถ้าไม่ได้ออกกำลังกายเลย ร่างกายของเราก็จะทรุดโทรมลงเร็วกว่าเพื่อนวัยเดียวกันที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นั่นเป็นเพราะความแข็งแรงที่เราสะสมไว้มีน้อยกว่านั่นเอง ฉะนั้นก่อนที่จะสายเกินไป เริ่มออกกำลังกายตอนนี้ก็ยังทัน เพราะเริ่มเร็วแค่ไหนก็ยิ่งได้ผลไวเท่านั้น

 

ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป

เป็นช่วงที่จะเริ่มตรวจเจอโรคประจำตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ อีกทั้งยังเริ่มเข้าใกล้วัยทองเข้าไปทุกที ร่างกายกำลังเข้าสู่ช่วงการถดถอยที่ชัดเจนตามธรรมชาติ ทำให้คนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนต้องนำเอาความแข็งแรงที่เคยสะสมไว้ออกมาใช้มากขึ้น เมื่อใช้หมดไปโดยที่ไม่ได้เติมก็จะทำให้ร่างกายทรุดโทรม ป่วยหนักขึ้น ไปจนถึงเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร

 

สำหรับคนที่ชีวิตเดินทางมาถึงช่วงวัยนี้แล้วยังไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน จะเริ่มตอนนี้ก็ยังไม่สายและไม่ยากเกินไป แค่เริ่มทำทีละน้อยๆ ช้าๆ อย่างน้อยก็เพื่อคงความแข็งแรงละความสามารถของเราในขณะนั้นไว้ให้มากที่สุด และถ้าทำได้สม่ำเสมอ ผลของการออกกำลังกายก็จะเป็นไปตามเป้าหมายสุขภาพดีที่ตั้งไว้ได้อย่างแน่นอน

 

การออกกำลังกายก็เหมือนเป็นการลงทุนสำหรับสุขภาพในระยะยาว ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงอายุเท่าไร เชื่อว่าไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นแน่นอน รับรองว่าเมื่อได้ลองทำจนเป็นกิจวัตรแล้ว คุณจะได้พบตัวเองในเวอร์ชันใหม่ที่ทั้งกระปรี้กระเปร่าและแข็งแรง ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของการปรับมายด์เซ็ตในการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits

 

The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader วรรษมล สิงหโกมล

Webmaster อารยา ปานศรี

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post อายุมากขึ้น แต่ไม่เคยออกกำลังกายเลย แล้วระบบร่างกายจะเป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้ามพ้นภาวะซึมเศร้าด้วย Aerobic Exercise https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep6/ Sun, 24 Oct 2021 02:00:34 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=551055 HealthHacker-EP6

ภาวะซึมเศร้าไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป ด้วยสภาพสังค […]

The post ข้ามพ้นภาวะซึมเศร้าด้วย Aerobic Exercise appeared first on THE STANDARD.

]]>
HealthHacker-EP6

ภาวะซึมเศร้าไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป ด้วยสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีแรงปะทะเข้ามารอบด้าน จึงไม่ใช่ทุกคนที่จะรับมือกับทุกเรื่องได้ทุกเวลา

 

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่เราจะมีความรู้สึกแบบนั้นเกิดขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือหนทางและวิธีการที่จะทำให้เราผ่านจุดนั้นไปได้ต่างหาก ซึ่งนอกเหนือจากการกินยารักษาแล้ว การออกกำลังกายแบบ Aerobic Exercise ก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้หลายๆ คนผ่านช่วงเวลาที่ซึมเศร้ามาได้ และไม่กลับไปเป็นซ้ำอีก

 

Aerobic Exercise คือการออกกำลังกายที่เน้นการขยับของร่างกายอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา 30 นาทีขึ้นไป โดยให้มีความเหนื่อย เช่น การเดินต่อเนื่อง วิ่ง ว่ายน้ำ หรือเต้นคัฟเวอร์ การออกกำลังกายชนิดนี้ทำให้ร่างกายได้ใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญสารอาหารต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะไขมันและคาร์โบไฮเดรต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สุขภาพและหัวใจแข็งแรง นอกจากนั้นยังพบว่า มีส่วนช่วยทำให้เราอารมณ์ดีและสดชื่นแจ่มใสอีกด้วย

 

Aerobic Exercise ช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นได้อย่างไร

1. ช่วยปรับสารสื่อประสาทในสมองให้สมดุล ทำให้เราควบคุมจัดการอารมณ์เศร้าได้ดีขึ้น ช่วยให้ร่างกายหลั่งสารความสุข (Endorphine) ออกมา เหมือนกับความรู้สึกฟินที่เกิดขึ้นหลังออกกำลังกายนั่นเอง

 

2. การออกกำลังกายทำให้อุณหภูมิแกนกลางร่างกายสูงขึ้น ส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลาย และอุณหภูมิอุ่นๆ นี้เองที่ทำให้อาการซึมเซาของเราลดลง

 

3. การออกกำลังกายช่วยทำให้เราโฟกัสกับกิจกรรมมากกว่าที่จะอยู่ในวังวนความเศร้าและความกังวล

 

4. การออกกำลังกายทำให้เรามีสุขภาพแข็งแรง หุ่นดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อเนื่องช่วยเสริม Self Esteem และลดอาการซึมเศร้าได้อีกทางหนึ่ง

 

จากประสบการณ์ตรงของหมอแพนที่ทดลองมาแล้วด้วยตัวเองพบว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิกช่วยลดอาการซึมเศร้าได้จริงๆ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีอาการไม่มาก แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าตัวเองมีปัญหาซึมเศร้าหรือไม่ และรุนแรงแค่ไหน แนะนำว่าควรปรึกษาจิตแพทย์ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาตามกระบวนการที่ถูกต้อง 

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


 

Credits



The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader ภาวิกา ขันติศรีสกุล

Webmaster อารยา ปานศรี

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post ข้ามพ้นภาวะซึมเศร้าด้วย Aerobic Exercise appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิตามินดี สำคัญอย่างไร และทำไมคนไทยในประเทศแดดตลอดปี จึงขาดวิตามินดีถึง 50% https://thestandard.co/podcast/health-hacker-ep5/ Tue, 19 Oct 2021 10:37:06 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=549987 health-hacker

วิตามินดี เป็นสิ่งที่ร่างกายสร้างได้ผ่านแสงแดด แต่ทำไมค […]

The post วิตามินดี สำคัญอย่างไร และทำไมคนไทยในประเทศแดดตลอดปี จึงขาดวิตามินดีถึง 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
health-hacker

วิตามินดี เป็นสิ่งที่ร่างกายสร้างได้ผ่านแสงแดด แต่ทำไมคนไทยที่เผชิญแดดจ้ากันอยู่ทุกวันกลับขาดสิ่งนี้มากถึง 50% ทั้งๆ ที่วิตามินดีก็มีความสำคัญไม่แพ้วิตามินอื่นๆ ที่เรารับเข้าร่างกาย 

 

วิตามินดีเป็นวิตามินที่สำคัญและมีประโยชน์ในหลายระบบของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นทำงานร่วมกับแคลเซียมในการบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ไม่พรุนง่าย ช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อไม่ให้ปวดหรืออ่อนแรง ช่วยเรื่องระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รวมถึงการควบคุมอารมณ์ของเราให้สดใส

 

ที่น่าตกใจก็คือในขณะที่ประเทศไทยแดดแรงทุกฤดูขนาดนี้ แต่กลับมีรายงานว่าคนไทยขาดวิตามินดีถึงเกือบ 50% นั่นเป็นเพราะว่าคนไทยกลัวแดด และยังมีค่านิยมการกลัวผิวคล้ำเสีย หรือการระวังแดดเพราะกลัวมะเร็งผิวหนัง ทำให้เดี๋ยวนี้หลายคนพยายามเลี่ยงแสงแดดให้น้อยที่สุด จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนไทยขาดวิตามินดีมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง 

 

แล้วถ้าไม่อยากขาดวิตามินดี แต่ก็อยากเลี่ยงแสงแดดแรงที่ทำร้ายผิวด้วย ต้องทำอย่างไร?

 

‘ก่อน 9 โมงเช้า หรือหลัง 5 โมงเย็น’ เป็นช่วงเวลาที่แสงแดดยังมีความเข้มข้นของรังสี UV ไม่มากเกินไป การออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งราวๆ 15 นาทีต่อวันในช่วงเวลาดังกล่าว จึงช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้เพียงพอแล้ว ส่วนในช่วงเวลาอื่นที่แดดเข้มข้นมาก แนะนำว่าให้พยายามหลีกเลี่ยง และอย่าลืมทาครีมกันแดดทุกครั้ง

 

นอกจากแสงแดดแล้ว เรายังสามารถรับวิตามินดีจากอาหารบางชนิดได้ เช่น เห็ด หรือยีสต์ที่เจริญเติบโตท่ามกลางแสงแดด อาหารพวกปลาที่มีไขมันมากๆ อย่างปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล และน้ำมันตับปลา นอกจากนี้ยังพบได้ในไข่แดงและชีสด้วย

 

ถ้าหากสงสัยว่าเราขาดวิตามินดีหรือเปล่า แพทย์สามารถส่งไปตรวจเช็กได้ด้วยวิธีการเจาะเลือดเพื่อดูระดับวิตามิน โดยวิธีการนี้จะมีข้อบ่งชี้ในการตรวจ เช่น เมื่อบุคคลนั้นๆ มีอาการผิดปกติที่รักษาด้วยกระบวนการทั่วไปได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร หรือในผู้สูงอายุที่มีไขมันใต้ผิวหนังบางลง ร่วมกับมีความเสี่ยงในการหกล้ม เป็นต้น

 

สำหรับคนทั่วไปจริงๆ แล้วเพียงแค่ตื่นแต่เช้าออกมารับแสงแดดที่เพียงพอ และกินอาหารครบ 5 หมู่ เสริมด้วยการออกกำลังกาย เพียงเท่านี้ก็แทบไม่จำเป็นต้องกินวิตามินเสริมใดๆ อีกแล้ว 

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ Health Hacker ได้ทุกวันพุธและอาทิตย์ ทาง THE STANDARD Podcast ทุกช่องทาง

 


Credits

The Host แพทย์หญิงศุภรัศมิ์ ทวนนวรัตน์

 

Show Creator Care Label

Project Manager ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Creative นัทธมน หัวใจ

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์

Videographer เสาวภา โตสวาท

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Recording Engineer ขจีพรรณ วิจิตรรัตน์

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin เอกราช มอเซอร์

Proofreader ลักษณ์นารา พัตร์เพียงจันทร์

Webmaster รพีพรรณ​ เกตุสมพงษ์

Social Media Admins สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี,
วนัชพร ดวงนิล, วิมลณัฐ พรศิริอนันต์   

Archive Officer ชริน จำปาวัน

The post วิตามินดี สำคัญอย่างไร และทำไมคนไทยในประเทศแดดตลอดปี จึงขาดวิตามินดีถึง 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>