พลังงานบริสุทธิ์ – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 28 Mar 2022 13:05:11 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 สรุป The Secret Sauce EP.515 บุกโรงงานแบตเตอรี่ ใหญ่ที่สุดในอาเซียน กับสมโภชน์ EA https://thestandard.co/podcast/summary-of-the-secret-sauce-ep-515/ Mon, 28 Mar 2022 13:05:11 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=611458 สมโภชน์ อาหุนัย

The Secret Sauce พาไปลงพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก […]

The post สรุป The Secret Sauce EP.515 บุกโรงงานแบตเตอรี่ ใหญ่ที่สุดในอาเซียน กับสมโภชน์ EA appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมโภชน์ อาหุนัย

The Secret Sauce พาไปลงพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในจังหวัดฉะเชิงเทรา สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ความใหญ่ของ Gigafactory ที่มีช่ือว่า Amita Thailand ผู้ผลิตเซลล์แบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน แต่อยู่ที่ความน่าทึ่งของ คุณสมโภชน์ อาหุนัย ‘สารตั้งต้น’ ผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนความฝันและแผนในกระดาษให้กลายเป็นความจริง 

 

เส้นทางของ Amita Thailand เป็นหนึ่งใน Real Case และ Best Practice แห่งการสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่ผู้ประกอบการน่าเรียนรู้ เพื่อปรับใช้และทำให้ธุรกิจพร้อมโต้ไปกับคลื่นความเปลี่ยนแปลง

 


RELATED STORIES

 


[Chapter 1]

From a Thinker to Player

#มองเทรนด์ #หาโอกาสจับคลื่นอนาคต    

 

Amita Thailand เป็นโรงงานผู้ผลิตเซลล์แบตเตอรี่ชนิด NMC (Nickel, Manganese and Cobalt) อยู่ในตระกูลหนึ่งของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน มีขนาดกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 1,000 MWh หรือที่เราเรียกกันว่า GWh (จิกะวัตต์) และโรงงานแห่งนี้ก็เป็นโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน 

 

ถามว่าทำไมคุณสมโภชน์จึงคิดว่าแบตเตอรี่จะเป็น Game Changer หรือเป็นกุญแจสำคัญนำพาวงการไปสู่ New S-Curve มันสำคัญอย่างไรกับอุตสาหกรรมพลังงานหรืออุตสาหกรรมยานยนต์ 

 

พลังงานสะอาดในปัจจุบันไม่เสถียร 

เวลาพูดถึงพลังงานสะอาดในโลกนี้ก็มีอยู่ไม่กี่ชนิด เช่น น้ำ ลม แสงอาทิตย์ ไฮโดรเจน หรือนิวเคลียร์

น้ำเป็นโครงการพิเศษเฉพาะ ต้องอยู่ในบางจุดของแม่น้ำจึงจะสร้างเขื่อนได้ ส่วนแดดและลมมีอยู่ทุกที่ หาได้ทั่วไป แต่มีปัญหาเรื่องความไม่เสถียร ยกตัวอย่างเช่น แดด บางครั้งแดดสดใสก็มีพลังงาน แต่ถ้ามีเมฆ พลังงานอาจตกหรือไม่มีเลย ทำให้ไม่สามารถควบคุมมันได้ 

 

อุปกรณ์เก็บกักพลังงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ

พลังงานจำเป็นต้องมีพื้นที่จัดเก็บและควบคุม ซึ่งในยุคก่อนหน้านี้เราค้นพบว่าระบบเก็บกักพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ที่ดีและเสถียรคือ ‘แบตเตอรี่’ แต่สมัยก่อนต้นทุนของมันมีราคาสูง คำนวณแล้วไม่คุ้มกับการใช้งาน จึงยังไม่เป็นที่นิยม จนเมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ราคาของแบตเตอรี่ลดลง ประกอบกับภาพใหญ่ เมื่อโลกร้อนขึ้นทุกวัน ทำให้ผู้คนเริ่มคำนึงถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม จึงถึงเวลาที่แบตเตอรี่จะก้าวเข้ามาเป็น Game Changer ของโลกในยุคต่อไป 

 

เพราะทุกอย่างในโลกข้างหน้าต้องมีการเก็บพลังงาน 

 

#แบตเตอรี่คือหัวใจของการ ‘เปลี่ยน’

#ความกล้าคือหัวใจของนวัตกร 

#มองให้ใหญ่มองให้ไกลมองให้เกินคาด 

#เกินคาดคือเกินกว่าที่คนอื่นคาด 

 

เมื่อเห็นเทรนด์เช่นนี้ คุณสมโภชน์จึงกระโดดเข้าไปลุย แม้จะรู้ว่ามัน ‘ยาก’

นี่คือ Innovator Mindset

คุณสมโภชน์เชื่อเสมอว่า ‘High Risk’ เท่ากับ ‘High Return’ ทำสิ่งที่ทุกคนทำได้มันก็ทั่วไป ทำพื้นๆ ย่อมได้ผลลัพธ์พื้นๆ

ดังนั้นดีเอ็นเอของ ‘พลังงานบริสุทธิ์’ คือ #ทำเรื่องยากและบุกเข้าไปก่อนคนอื่นเสมอ

เรื่องยากที่ว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง 

  1. สมัยทำ Biodiesel พลังงานบริสุทธิ์เป็นบริษัทแรกของประเทศไทยที่ผลิตกลีเซอรีนบริสุทธิ์สำเร็จ และจนถึงวันนี้ก็ยังเป็นแค่ 1 ใน 4 ของประเทศที่ผลิตได้ 

 

  1. เลือกทำโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ถึง 90 เมกะวัตต์ ซึ่ง ณ ขณะนั้น ฟาร์มที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีขนาดเพียง 20 เมกะวัตต์ คุณสมโภชน์เดินเข้าหานักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนถามประโยคที่ฝังอยู่ในใจมาจนทุกวันนี้ว่า 

 

“Why Thailand?” 

 

แต่วันนั้นคุณสมโภชน์ถามกลับว่า “Why not Thailand?” 

 

แล้วเขาก็สู้จนทำสำเร็จจริงๆ

 

Business Insight is an Advantage 

คุณสมโภชน์ทำธุรกิจด้านพลังงานสะอาดมาตลอด เริ่มจากแดด ต่อด้วยลม ทำให้มีประสบการณ์และข้อมูลเบื้องลึกที่ทำให้พอจับทางได้ว่าทั่วโลกกำลังมุ่งไปหาแบตเตอรี่ เขาจึงเริ่มบุก แม้เห็นอนาคตอยู่แล้วว่าจะยาก เพราะเมืองไทยไม่มีความรู้ ไม่มี Know-How ไม่มีเทคโนโลยี

ใครๆ ก็คงคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นอุปสรรค แต่คุณสมโภชน์เลือกที่จะคิดสวนทาง มองอุปสรรคให้กลายเป็นโอกาสสำคัญ

 

  1. เมื่อทำสิ่งยาก หมายความว่าคู่แข่งก็จะน้อย และถ้าทำสำเร็จ ผลตอบแทนที่ได้จะสูงมาก

 

  1. เทคโนโลยีที่เป็นอนาคต เรามี ‘โอกาส’ มากน้อยขนาดไหน วันที่พลังงานบริสุทธิ์เริ่มบุกธุรกิจแบตเตอรี่เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ฝั่งตะวันตกยังทำแบตเตอรี่ไม่เป็น ประเทศที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสมัยนั้นมีแค่ 3 ชาติ คือ ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน จากนั้นจึงขยายเข้าไปสู่จีน และเมื่อตลาดเริ่มเติบโตขึ้นมา ฝั่งตะวันตกจึงเริ่มหันมาศึกษาธุรกิจแบตเตอรี่อย่างจริงจัง นั่นหมายความว่ากลุ่มที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เริ่มต้นก่อนคนอื่นนั้นเป็นกลุ่มประเทศในแถบเอเชียแทบทั้งหมด

 

  1. สำหรับประเทศไทย ไม่ว่าอย่างไรก็ตามในอนาคตยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปจะต้องเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า นั่นทำให้ความต้องการ ‘แบตเตอรี่’ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

  1. ธุรกิจแบตเตอรี่เป็นธุรกิจที่ผู้เล่นใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยาก (High Barriers to Entry) หากใครสามารถเข้ามายังตลาดได้จะสามารถอยู่ในตลาดได้นาน ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อคุณสมโภชน์ต้องการพาพลังงานบริสุทธิ์ออกจากบริบทที่ต้องหนีคู่ต่อสู้อยู่ตลอดเวลา ทำโซลาร์ฟาร์มก็ถูกดิสรัปต์ด้วยคู่แข่ง เมื่อคู่แข่งเยอะขึ้น Margin ก็บางลง ทำให้ต้องหนีไปยังธุรกิจอื่น และหากยังเป็นแบบนี้ต่อไปก็คงไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืน นั่นทำให้คุณสมโภชน์มองหาธุรกิจที่ ‘ยาก’ ยิ่งยากก็ยิ่งดี เพื่อให้พลังงานบริสุทธิ์ได้หลุดพ้นจากวงจรเดิมๆ

 

ในเมื่อคุณสมโภชน์มองเห็น ‘โอกาส’ มากมายที่แม้ว่าจะเปรียบเป็น ‘อุปสรรค’ สำหรับคนอื่นก็ตาม คำถามก็คือจะทำอย่างไรให้สามารถจับโอกาสที่ล้วนเป็นความยากทั้งหมดนี้ให้กลายเป็นโอกาสที่เกิดขึ้นได้จริง

 

#วิธีเปลี่ยนความยากให้เป็นไปได้ 

 

หาโอกาสผ่านความต้องการของโลกข้างหน้า

อย่างที่คุณสมโภชน์กล่าวไป นั่นคือหาสิ่งที่ผู้คนต้องการในอนาคต ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างธุรกิจนวัตกรรม

 

#นวัตกรต้องเป็นนักจินตนาการ  

 

ศึกษาสิ่งที่จะทำให้ ‘ลึก’ 

คุณสมโภชน์เริ่มศึกษาก่อนว่าโลกนี้มีแบตเตอรี่กี่แบบ กว่าจะมาลงตัวที่ลิเทียมไอออนก็หลงทางเข้าสู่วงจร Test and Let Go อยู่หลายตัว ในอดีตแบตเตอรี่ประเภทลิเทียมไอออนยังมีต้นทุนที่สูง กล่าวคือต้นทุนต่อ kWh สูงถึง 1,000 เหรียญ นั่นทำให้คุณสมโภชน์ไม่คิดว่าแบตเตอรี่ประเภทนี้จะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ตลาด ทำอย่างไรก็ไม่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าทางการเงิน

 

#นวัตกรต้องเป็นนักการเงิน 

 

นั่นทำให้คุณสมโภชน์หันมาสนใจ Flow Battery (Vanadium Redox Flow Battery) ที่มีองค์ประกอบจาก Zinc Bromine ก่อน ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีต้นทุนสูงมาก แต่ว่าอายุการใช้งานยาวนานกว่าลิเทียมอย่างน้อย 10 ถึง 100 เท่า ด้วยความที่คิดว่าน่าจะคุ้มเลยเข้าไป ‘ยุ่ง’ เรียกได้ว่า ‘พุ่ง’ ไปทางนี้อยู่ 3 ปี

 

ยุ่งในที่นี้หมายถึงการเข้าไปค้นหาว่า Major Technology อยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้ผลิต พยายามเข้าไปพบและร่วมทุน อย่างไรก็ตาม ระหว่างการค้นหา คุณสมโภชน์ก็เปิดทางเลือกอื่นๆ ไว้อยู่ตลอด เสมือนการเปิดเรดาร์อยู่ตลอดเวลา ไม่ปิดกั้นตัวเองจากโอกาสอื่นๆ เพราะตระหนักดีว่าพลังงานบริสุทธิ์จะต้องทำธุรกิจแบตเตอรี่ และต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อมาตอบโจทย์ทิศทางของธุรกิจ

 

#นวัตกรต้องเป็นนักสำรวจ ต้อง Explore ทุก Possibilities 

 

และในท้ายที่สุดตลาดจะเป็นตัวบอกเองว่าสิ่งไหนคืออนาคต ระหว่างที่ศึกษาค้นคว้าไปปรากฏว่า บริษัทแบตเตอรี่ประเภท Flow Battery ก็เริ่มทยอยปิดตัวลง แต่ธุรกิจแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนนั้นกลับเติบโตขึ้น ทำให้คุณสมโภชน์เริ่มเฉลียวว่าเขาอาจจะมาผิดทาง 

 

จากสิ่งที่ดูไม่น่าเป็นไปได้กลับเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ราคาที่เคยสูงก็กลับต่ำลง จนถึงจุดหนึ่งก็เริ่มตระหนักได้แล้วว่าแบตเตอรี่ที่น่าจะเป็นคำตอบของธุรกิจสำหรับคุณสมโภชน์นั้นไม่ใช่ Flow Battery แต่กลับเป็นลิเทียมไอออนที่ถึงแม้จะไม่ทนทาน แต่ราคาที่กำลังลดลงอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่า ‘จุดตัด’ ทางธุรกิจกำลังเกิดขึ้นแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมองเห็นโอกาสที่เป็นจุดตัดสำคัญ แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่ได้หลงทางแบบที่ผ่านมา นั่นทำให้เราต้องหาทาง ‘ยืนยันคำตอบ’

 

อ่านข้อมูลรอบด้าน วิเคราะห์ และวิจัย 

โดยพื้นฐานคุณสมโภชน์เป็นนักวิจัย ชอบทำรีเสิร์ช และในฐานะนักธุรกิจนวัตกรรม เมื่อทราบข้อมูลทั้งหมดแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาต่อภาพและวิเคราะห์ เพื่อให้ได้มาซึ่ง ‘สมมติฐาน’ และสุดท้ายถึงต้องยืนยัน (Confirmation)

 

#นวัตกรต้องเป็นนักวิเคราะห์วิจัย 

 

วิธียืนยันที่ดีคืออะไร คือการหาผู้เชี่ยวชาญ (Expert) เราต้องดูว่าผู้เชี่ยวชาญในเทคโนโลยีนี้คือใคร และพยายามติดต่อเขาให้ได้ ศึกษางานของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เรามั่นใจได้อย่างแท้จริงว่าสิ่งที่เราคิดนั้นไม่ผิด และสุดท้ายจึงถึงเวลาของการ ‘ตัดสินใจลงมือ’

 

Go

ลงมือทำ หาโอกาส ศึกษา วิเคราะห์ แม้จะยืนยันจนมั่นใจมากแค่ไหน ถ้าไม่ลงมือทำ ทุกอย่างก็ไม่เกิด

 

#นวัตกรต้องเป็นนักลงมือทำ 

 

#เชื่อในสิ่งที่เลือก

 

ความยากต่อมาของการเป็นผู้บุกเบิกคือมักจะมี ‘เสียง’ ลอยมาตามลมว่าคิดอะไร ทำไมถึงเป็นลิเทียมไอออน คนอื่นเขาไป Solid State หรือบริษัทใหญ่ๆ ก็ไปไฮโดรเจน คุณสมโภชน์บอกว่าเมื่อตัดสินใจแล้วต้องเชื่อในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ และเขาเองก็เชื่อในลิเทียมไอออน

 

นอกจากเชื่อในความเป็นไปได้ (Feasibility) ในเรื่องของราคา เพราะเห็นอัตราเร่งของต้นทุนที่ลดลงเร็วมากๆ แล้ว คุณสมโภชน์ยังเชื่อในวิทยาศาสตร์ของแบตเตอรี่ ‘ลิเทียมไอออน’ เช่นกัน

 

เพราะเป็นวิศวกรจึงทำให้คุณสมโภชน์มี Engineer Concept ที่ ‘เห็น’ ในมุมอื่นๆ 

 

ไม่ใช่ต้นทุนในการสร้างแบตเตอรี่อย่างเดียว แต่ต้นทุนในการเก็บประจุก็สำคัญ หากลิเทียมใส่พลังงานไป 100% จะเอาออกมาใช้ได้ 99% กล่าวคือสูญเสียแค่ 1% เท่านั้น ในขณะที่ไฮโดรเจนเอากลับมาใช้ได้ไม่ถึง 40% 

 

ลิเทียมเป็นธาตุหมู่ 1 ในตารางธาตุ ซึ่งมีความหนาแน่นของอิเล็กตรอน (Electron Density) ต่อหน่วยของอะตอมสูง นั่นหมายความว่าลิเทียมสามารถเก็บพลังงานได้ดี และเป็นธาตุที่เป็นของแข็งเพียงตัวเดียวที่มีคุณสมบัติข้างต้นรองจากไฮโดรเจน เพราะฉะนั้นสำหรับคุณสมโภชน์ไม่มีอะไรในตารางธาตุที่ดีกว่านี้อีกแล้ว

 

And that’s why Lithium… 

 

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสำหรับคุณสมโภชน์ ‘ลิเทียม’ ถึงเป็น Game Changer ของวงการแบตเตอรี่

 


[Chapter 2]

From Paper to the Market 

#มองทาง #หาวิธีเปลี่ยนความคิดให้เป็นความจริง   

 

มีไอเดียแล้ว มั่นใจแล้วว่าเทคโนโลยีกำลังมาทางนี้ แต่นั่นเป็นแค่การหาโอกาส ในโลกของธุรกิจสิ่งที่ยากกว่าคือการเปลี่ยนจินตนาการในกระดาษให้ออกมาเป็นการลงมือทำ

 

เมื่อมีไอเดียเทคโนโลยีแล้ว คำถามต่อไปคือเรามีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้ชนะหรือไม่

 

 เราทำได้ดีกว่าคนอื่นไหม

 เรามีตลาดรองรับไหม 

 

การค้นหา Hidden Gem ของพลังงานบริสุทธิ์ เทคโนโลยีที่ไม่มีใคร ‘จองที่’ คือโอกาสที่ดีในการสร้างนวัตกรรม

 

#เราทำได้ดีกว่าคนอื่นไหม

 

เมื่อวันนี้พลังงานบริสุทธิ์ยังทำไม่ได้ก็ต้องต้นหาและนำองค์ความรู้เข้ามา และนั่นคือสิ่งที่คุณสมโภชน์พบกับ Amita ที่ไต้หวัน

 

Why Taiwan? 

 

อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้น ประเทศที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในแถบเอเชียนั้น ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน แต่เพราะเหตุใดถึงไม่ใช่ 2 ประเทศที่เหลือ

 

 จะไปหาญี่ปุ่น ก็มี Panasonic ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หากพลังงานบริสุทธิ์เข้าไปก็คงไม่ดึงดูดให้เขาอยากมาร่วมธุรกิจกับเรา

 

 หันไปหาเกาหลี ไปหา LG, Samsung เขาก็คงไม่รู้จักพลังงานบริสุทธิ์ ไม่สนใจเรา

 

 ไต้หวันจึงน่าสนใจ เพราะไต้หวันมีเทคโนโลยีเหมือนสองประเทศแรก แต่ยังไม่มีแบรนด์ของตัวเอง ยังเป็น OEM เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีของประเทศนี้ มีแบรนด์แต่ยังไม่มีตลาด คนยังไม่รู้จัก นอกจากนั้นที่ไต้หวันยังมีสถาบันวิจัยชั้นนำ 1 ใน 5 ของโลกคือ ITRI นั่นทำให้ไต้หวันกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่พลังงานบริสุทธิ์จะเข้าไปร่วมธุรกิจ

 

คุณสมโภชน์ไปจึงตัดสินใจไปทัวร์ยังไต้หวัน ไปหาว่าเทคโนโลยีดีๆ อยู่ที่ไหน ใครเก่ง ใครเป็นตัวจริง และใช้คอนเซปต์ง่ายๆ แต่ชัดเจนว่าคุณมีเทคโนโลยี แต่คุณไม่มีตลาด ในขณะที่ประเทศไทยมีตลาดที่ใหญ่มาก เพราะไทยรวมกับอาเซียนใน ASEAN Free Trade (AFTA) กล่าวคือมีถึง 600 ล้านคน มี GDP เท่ากับอินเดีย คุณสมโภชน์ถามว่าไต้หวันมี 20 ล้านคนจะขายได้ขนาดไหน มาขาย 600 ล้านดีกว่าไหม ในที่สุดก็เจอ Amita ที่เรียกได้ว่าเป็น Hidden Gem เพราะมีเทคโนโลยีขั้นสูงแล้วยัง OEM อยู่ และยังไม่มีแบรนด์ของตัวเอง 

 

ถามว่า Amita ไม่มีคนเข้ามาก่อนหน้านี้เลยไหม พลังงานบริสุทธิ์ไม่มีคู่แข่งเลยหรือเปล่า ก็คงต้องตอบว่าไม่ เพราะแท้จริงแล้วบริษัท Amita ก็มีคนเข้ามาขอลงทุนก่อนหน้านี้แล้ว เช่น Delta Electronics ที่คุณสมโภชน์ต้องซื้อหุ้นบางส่วนต่อมา เพียงแต่ว่ามันผิดเวลา เมื่อตอนที่คนอื่นมาร่วมธุรกิจนั้นแบตเตอรี่ยังมีราคาสูงอยู่ นั่นทำให้ Amita ไม่ได้เติบโตอย่างเต็มที่ จนกลายเป็นม้านอกสายตา

 

แต่ ณ เวลานี้ นี่คือคำตอบที่ถูกต้องของพลังงานบริสุทธิ์ เพราะต้องการคนที่มี Know-How จริงๆ มาพัฒนา ‘แบตเตอรี่’ ที่เป็นโจทย์หลักของบริษัท

 

อย่างไรก็ตาม ต่อให้เจอ ‘มือ’ ที่จะมาช่วยสร้างผลิตภัณฑ์แล้ว ก็ยังไม่มากพอที่ทำให้พลังงานบริสุทธิ์สามารถกระโดดเข้ามายังธุรกิจนี้ได้ แม้มีของดีแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรอดเสมอไป เพราะถ้าทำธุรกิจ สิ่งที่ต้องมีก็คือ ‘ตลาด’

 

#เรามีตลาดไหม
 

ผลิตภัณฑ์ที่ดีมีนวัตกรรมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องขายได้ สร้างรายได้ให้เราได้ด้วย นั่นคือเราต้องทำ Product-Market-Fit สร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด 

 

มีหลากหลายวิธีที่เราทำได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับคุณสมโภชน์คือ เขาไม่ได้หาตลาดใหม่ แต่กลับใช้วิธีการ ‘สร้างตลาด’

 

#ไม่มีก็สร้าง

 

ก่อนที่คุณสมโภชน์จะตัดสินใจทำแบตเตอรี่อย่างจริงจัง คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ พลังงานบริสุทธิ์จะขายแบตเตอรี่ให้ใคร ถึงแม้ในอนาคตประเทศไทยจะต้องการแบตเตอรี่ และมีตลาดถึง 600 ล้านคนก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีในวันนี้ แต่ถ้าจะให้รอถึงวันนั้นและทุ่มทุนสร้างโรงงานไปก่อนก็คงไม่รอดแน่นอน คุณสมโภชน์จึงต้องคิดใหม่ ถ้าทำแบตเตอรี่ก็คงไม่พอ นั่นทำให้เขาต้องทำให้ครบทั้ง Ecosystem จนกว่าจะทำให้เกิดตลาดขึ้นมา

 

#นวัตกรต้องสร้างตลาด 

 

สร้างอะไรดี? ถ้าจะสร้างรถยนต์ส่วนบุคคล พลังงานบริสุทธิ์จะต้องแข่งกับ Toyota, Mercedes-Benz, Nissan มีแต่บริษัทใหญ่ๆ นึกไม่ออกเลยว่าพลังงานบริสุทธิ์จะสู้ได้อย่างไร แล้วมีเซกเมนต์อื่นไหมที่น่าจะพอเข้าไปได้ อย่างเช่น ‘ยานยนต์เชิงพาณิชย์’

 

ตลาดของยานยนต์เชิงพาณิชย์น่าสนใจสำหรับคุณสมโภชน์ เพราะอะไร ตลาดนี้เป็นตลาดที่คนขับไม่ใช่เถ้าแก่ และเถ้าแก่ไม่เคยคิดจะขับ ดังนั้นการเลือกรถนั้นจะถูกพิจารณาโดยใช้ตรรกะล้วนๆ ไม่มีการนำอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาพิจารณา ยานยนต์เชิงพาณิชย์ที่ดีจะถูกตัดสินว่าคุ้มทุนหรือไม่ ทนทานขนาดไหน ซึ่งตอบโจทย์ความถนัดของพลังงานบริสุทธิ์ที่เป็นเชิงวิศวกรรม นั่นทำให้คุณสมโภชน์มองว่า ก้าวแรกของพลังงานบริสุทธิ์นั้นก่อนที่จะทำยานยนต์ที่สวย จะต้องเอาความทนทานและคุ้มค่าให้ได้ก่อน

 

แต่ถึงจะไปเซกเมนต์นี้ก็ยังมีคู่แข่งเจ้าตลาดที่ต้องสู้อย่างหนักอยู่ดีทั้ง Hino และ Isuzu แล้วพลังงานบริสุทธิ์จะสู้ได้อย่างไร คุณสมโภชน์มองว่า ก็ด้วย Game Changer ที่เราค้นคว้ามา นั่นก็คือแบตเตอรี่ ซึ่งในตลาดปัจจุบันยังไม่มีใครทำยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นยานยนต์ขนาดใหญ่ แม้แต่ อีลอน มัสก์ ที่กล่าวว่าจะทำรถหัวลากไฟฟ้ามา 4-5 ปีแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่เข้ามาทำจริงจัง 

 

คุณสมโภชน์เริ่มตั้งคำถามแบบนวัตกร เพราะเหตุใดธุรกิจถึงไม่หันมาทำยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งหากเราค้นคว้าข้อมูลจะพบว่า ยานยนต์ขนาดใหญ่นั้นชอบใช้พลังงานจากไฮไดรเจน เพราะเหตุผลดังนี้

 

 ไฮโดรเจนสามารถเติมเร็ว 

 ไฮโดรเจนมีความจุของพลังงาน (Energy Density) สูงเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่

 

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการ ‘เติมเร็ว วิ่งได้ไกล’ คือคำตอบของยานยนต์ขนาดใหญ่นั่นเอง

 

นั่นหมายความว่าถ้าพลังงานบริสุทธิ์สามารถทำให้แบตเตอรี่ชาร์จเร็วขึ้นและสามารถทำให้รถวิ่งได้ไกล ก็สามารถไปแทนพื้นที่ในตลาดที่ถูกจับจองโดยไฮโดรเจนได้

 

นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณสมโภชน์ตัดสินใจจับตลาดนี้ และเพิ่มความดึงดูดให้อีกว่านอกจากจะเติมเร็ว วิ่งได้ไกลแล้วยัง ‘เสื่อมช้า’ อีกด้วย ซึ่งเป็นจุดอ่อนของแบตเตอรี่ที่เมื่อมีคุณสมบัติชาร์จเร็วแล้วมักจะมีความทนทานน้อย เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดและสร้างธุรกิจให้เกิดขึ้นได้จริง 

 

จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่ารถเชิงพาณิชย์ของพลังงานบริสุทธิ์จะกลายเป็นที่ต้องการของตลาด ในเมื่อประเทศไทยก็มีแบรนด์ยอดนิยมอยู่หลายแบรนด์

 

  1. คุณสมโภชน์เชื่อว่า ตลาดรถเชิงพาณิชย์เป็นตลาดที่ใหญ่พอ ประเทศไทยมีรถเชิงพาณิชย์อยู่ 1 ล้าน 3 แสนคัน ในปีหนึ่งมีรถจดทะเบียนใหม่ประมาณ 80,000 คัน แม้ว่าอาจจะดูไม่ใหญ่ถ้าเทียบกับ 20 ล้านคันของรถทั้งหมดในประเทศ แต่สำหรับบริษัทที่กำลังจะเริ่ม 80,000 คันก็มากพอแล้วสำหรับการสร้างรายได้ให้ธุรกิจ 

 

  1. ด้วยปริมาณ (Volume) เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิด Economy of Scale ได้

 

  1. รถกลุ่มนี้มีการบริโภคพลังงาน (Energy Consumption) สูง เพราะฉะนั้นหากบริษัทสามารถเปลี่ยนผ่านการใช้ยานยนต์ขนาดใหญ่ในปัจจุบันไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าได้ จะช่วยลดต้นทุนให้ประเทศได้อีกมาก 

 

#หัวใจที่สำคัญที่สุดคือทุกคนไม่เชื่อว่ามันทำได้ 

 

ทุกคนยังวิ่งไปที่ไฮโดรเจนอยู่ คุณสมโภชน์มองว่านี่คือโอกาสสำคัญ

 

เมื่อเห็นว่าเป็นโอกาส คุณสมโภชน์ก็ลองค้นคว้าต่อว่าจะถ้าเขาจะต้องทำธุรกิจนี้ให้เกิดขึ้นนั้นต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

 

  1. แบตเตอรี่ ต้องมีแบตเตอรี่ที่ชาร์จเร็วเสื่อมช้า ค้นหาจนเจอ Amita

 

  1. Drivetrain องค์ประกอบสำคัญเพื่อสร้างยานยนต์ ในส่วนนี้มีวิศวกรอยู่แล้ว คาดว่าสามารถทำได้

 

  1. ระบบชาร์จพลังงาน (Charging System) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ที่สร้างขึ้นใหม่นี้ได้ เรื่องนี้ยาก แต่ก็ได้ค้นคว้าจนไปเจอ A-test ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและน่าจะทำได้

 

#User_Validation 

#คุยกับใครพูดเรื่องที่เขาอยากฟัง

 

เมื่อองค์ประกอบของเทคโนโลยีเป็นไปได้ก็กลับมาที่เรื่องตลาด ดังนั้นก็ต้องกลับมาถามผู้ใช้งานว่ารถใหญ่ในไทยที่ใช้ก๊าซ NGV เป็นหลัก เวลาเติมแก๊สแถวยาวล้นออกมานอกปั๊ม คนก็จะบ่นว่าต่อแถวนานและชาร์จก็นาน คุณสมโภชน์ที่ตัดสินใจไปถามผู้ใช้งานเองว่าถ้ารถใหญ่แบบนี้ชาร์จสัก 15-20 นาที เขาสนใจหรือไม่ และได้คำตอบว่าถ้าชาร์จได้อย่างนี้แล้วต้นทุนก็ถูกลง ทำไมจะไม่เอา

 

ทีนี้ก็จะมีคำถามว่าราคาต่อคันจะแพงกว่าหรือถูกกว่ายานยนต์แบบเดิม แน่นอนว่าแบตเตอรี่มีต้นทุนที่สูง แต่เมื่อใช้งานแล้วเทียบต้นทุนต่อการวิ่ง 1 กิโลเมตรแล้วถูกว่า กล่าวคือต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) แพง แต่ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ถูก เพราะฉะนั้นรถที่ใช้ไปสักพักก็จะสามารถประหยัด (Cost Savings) ได้มากกว่า นั่นจึงทำให้มั่นใจได้ว่า ณ เวลานี้ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่เป็นไปได้ แต่ตลาดเองก็ขานรับต่อผลิตภัณฑ์เช่นกัน

 

จะทำของยากต้องมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน Patented and Competitive Advantage 

 

คอนเซปต์มี เทคโนโลยีเป็นไปได้ ตลาดรองรับ แล้วรถคันนี้สร้างยากไหม คุณสมโภชน์เดินทางไปดูและคุยบริษัททำรถใหญ่ๆ ทั่วโลก ทั้งอังกฤษ เยอรมนี อิตาลี ในตอนแรกคิดว่าถ้าทำรถไม่เป็นก็อาจใช้วิธีจ้างบริษัทอื่นทำ แต่พบว่าต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูง ไม่คุ้มค่าแน่นอน แต่การเดินทางไปเจอผู้เชี่ยวชาญด้านการทำรถทั่วโลกนั้นกลับให้อะไรหลายอย่าง เพราะเท่ากับว่าคุณสมโภชน์ได้ปรึกษา ได้ตรวจสอบไอเดียกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ได้แอบถามบางข้อที่คาใจ ราวกับว่ากำลังต่อจิ๊กซอว์ทีละชิ้น

 

 Customer คนนี้ตอบว่าแบบนี้เอา 

 Technology คนนั้นตอบว่าทำได้ 

 Engineer คนโน้นบอกว่าแบบนี้ถ้าทำได้คือปาฏิหาริย์

 

#ทำของยากต้องกลัวคนก๊อบปี้

อย่าลืมว่าที่ทำมาทั้งหมดนั้นเพื่อให้พลังงานบริสุทธิ์ได้หลุดพ้นจากวงจรหนีคู่แข่ง นั่นทำให้คุณสมโภชน์ได้ลองค้นหาสิทธิบัตร (Patent) ของเทคโนโลยีที่ตนทำ ดังนั้นต้องตระหนักไว้เลยว่าถ้าจะสร้างนวัตกรรมต้องไปดูก่อนว่ามีใครทำไปแล้วบ้าง ปรากฏว่าคนที่จดวิธีที่พลังงานบริสุทธิ์คิดจะทำนั้นมีน้อยมาก ก็แปลว่าทุกอย่างนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด เมื่อเห็นอย่างนั้นคุณสมโภชน์ไม่ลังเลที่จะจดสิทธิบัตรไว้ทั่วโลก เพื่อยืนยันว่าพลังงานบริสุทธิ์ได้ครอบครองเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

 

ณ วันนี้ พลังงานบริสุทธิ์ได้ต่อภาพไว้หมดแล้ว สามารถพูดได้แล้วว่าไม่ได้เป็นเพียงบริษัทที่ทำแค่แบตเตอรี่ ไม่ได้ทำแค่ระบบชาร์จพลังงาน แต่วันนี้เราทำ Ultra-Fast Charge Solution Ecosystem ที่ตอบโจทย์ตลาดยานยนต์ไทย 

 


[Chapter 3]

From a Challenger to the Winner  

#มองท่าไม้ตาย #สร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่ง    

 

ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะชนะ แม้ว่าพลังงานบริสุทธิ์จะทำการบ้านจนมี Product-Market-Fit ตอบโจทย์ตลาดแล้วก็ตาม แต่ความยากหลังจากนี้คือการยืนอยู่ให้ได้ท่ามกลางการแข่งขันกับคู่แข่งมากมาย ซึ่งล้วนเป็นคู่แข่งระดับโลก 

 

#คนไม่เชื่อว่าไทยทำได้

#คนไทยก็ไม่เชื่อคนไทยกันเอง

 

ระหว่างที่ทำไปคุณสมโภชน์ก็ภูมิใจในนวัตกรรมที่ตัวเองคิดมาก แต่เมื่อไปเล่าให้ใครฟังกลับไม่มีใครเชื่อ 

 

ถ้าเป็นบริษัทจีนอย่าง MEO แค่มีนวัตกรรม แม้ยังไม่ทำอะไรก็ตาม ต่อให้ขายรถยังไม่ถึง 1,000 คัน ก็สามารถระดมทุนได้เป็นแสนล้าน หรือถ้าเป็นที่สหรัฐฯ ขอเพียงพูดเท่านั้นตลาดก็พร้อมจะให้เงินทุนสนับสนุน แต่พอเป็นไทย คุณสมโภชน์จะเจอคำถามปวดใจคำถามเดิมที่ตามมาหลอกหลอนนั่นคือ 

 

Why Thailand? 

 

Why? ทำไมเราโดนคำถามนี้ เพราะคนไทยไม่เคยไปอยู่ในพื้นที่ของนวัตกรรมมาก่อน ทุกครั้งที่พอจะทำได้ก็จะถามกันว่าเอาเทคโนโลยีมาจากไหน จับมือกับใคร ที่ผ่านมาเราไม่เคย ‘คิด’ เราไม่เคยคิดว่าเราจะทำเอง และด้วยมายด์เซ็ตของเราจึงทำให้เรา ‘นวัต’ ไม่ได้สักที เวลาที่ต่างชาติมองเข้ามาเขาก็เลยไม่คิดว่าเราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ ราวกลับว่าแค่เราเริ่มก็เหมือนแพ้ไปแล้ว 

 

แล้วพลังงานบริสุทธิ์จะทำอย่างไร เราคิดว่าเราทำได้แต่เขาไม่เชื่อ นั่นทำให้คุณสมโภชน์คิดถึงการทำโปรเจกต์ เราต้องทำของมาโชว์เพื่อให้เขาเชื่อเรา แต่เงินเราไม่ได้เยอะมาก ถ้าเอาเงินไม่เยอะไปทำของโชว์ด้วยงบ 100 ล้านบาท 500 ล้านบาท พลังงานบริสุทธิ์คงจะเจ๊งไปเสียก่อน  

 

ดังนั้นเราต้อง #หาวิธีพิสูจน์โปรดักต์ที่หาเงินได้ด้วย เป็น Proof of Concept ที่ทำให้คนเชื่อไปด้วย แล้วเราก็ได้ผลตอบแทนบางส่วน ถามว่ามันมีวิธีที่ดีขนาดนั้นเลยหรือไม่ คุณสมโภชน์ให้คำตอบเพียงสั้นๆ 

 

“ก็ต้องคิดไง”

 

ไปบอกคนอื่นว่าจะชาร์จแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เท่าไรก็ได้ภายใน 15 นาที เขาก็บอกเราว่าเคยเห็นแต่ในรถเล็ก แต่ถ้าขนาดใหญ่ๆ เขาไม่เคย แล้วจะทำอย่างไรถึงจะพิสูจน์ได้ คุณสมโภชน์นึกขึ้นมาได้ 1 อย่าง ที่ถึงแม้จะใหญ่เกินไปก็ตาม แต่ก้ตอบโจทย์ได้ชัดเจนดีเช่นกัน และนั่นคือการสร้าง ‘เรือ’ 

 

เพราะว่าเรือลำใหญ่ใส่แบตเตอรี่ได้เยอะ เรือลำหนึ่งใส่แบตเตอรี่ได้มากกว่ารถบัสเสียอีก รถบัสใส่แบตเตอรี่มากกว่ารถเล็กประมาณ 4 เท่า แต่เรือใส่มากกว่ารถบัส 3 เท่า 

 

แล้วกระบวนการผลิตเราก็สามารถทำได้อยู่แล้ว เพราะตอนที่สร้างรถยนต์ ทีมงานบางส่วนก็มาจากทีมสร้างเรือ เรียกว่าทำเรือมาทั้งชีวิต เป็นความบังเอิญที่ลงตัว เพราะตอนเริ่มต้นคุณสมโภชน์ไม่ได้คิดจะทำเรือ แต่ว่าหาคนทำรถซึ่งเป็นวิศวกรโครงสร้างไม่ได้ ที่หามาได้คือคนทำเรือที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน ดังนั้นการกลับมาทำเรือจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แค่หลับตาก็นึกออก เพราะเขาทำมาตลอดชีวิต 

 

แล้วเอา Ultra-Fast Charge System ใส่เข้าไป แบตเตอรี่ขนาด 800 kWh ถือว่าใหญ่มาก แต่เรือลำนี้ใช้เวลาชาร์จแค่ 20 นาที ใช้พาวเวอร์ 3.2 MW ซึ่งถือว่าเร็วมาก คุณสมโภชน์เชื่อว่าเขาน่าจะเป็นกลุ่มคนแรกๆ ของโลก ดังนั้นในท้ายที่สุดพลังงานบริสุทธิ์จึงสามารถทำเรือไฟฟ้าออกมาเป็น Proof of Concept ถึงจะไม่สามารถสร้างรายได้เป็นหลัก แต่ก็ยังให้ผลตอบแทนกลับมา สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เราพูดได้เต็มปากแล้วว่าพลังงานบริสุทธิ์สามารถทำ Ultra-Fast Charge ได้จริงๆ เป็นการยืนยันว่า เรา-ทำ-ได้

 

สร้าง Gigafactory ถึงเวลาลงมือทำจริง ถ่ายโอนองค์ความรู้จากไต้หวันสู่ประเทศไทยยากขนาดไหน

 

ยากมาก เพราะเงื่อนไขเหล่านี้

 

  1. ถึงแม้เราไป Take Over เขามา ก็ต้องพยายามให้เขาถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เรา 

 

  1. ไม่มีใครอยากให้นำองค์ความรู้ออกนอกประเทศ เราต้องโน้มน้าวให้เขามาตั้งโรงงานที่ประเทศไทยให้ได้

 

  1. ทำให้เขามาตั้งในไทยได้แล้ว ก็ต้องพยายามให้คนของเขามาช่วยเราสร้างที่นี่ด้วย เพื่อให้องค์ความรู้ถูกถ่ายทอดมาจริงๆ

 

  1. การสร้างที่นี่เป็นการ Scale Up จาก Capacity เดิมที่ไต้หวัน 4 เท่า Amita เองถึงแม้ว่าจะมีเทคโนโลยี แต่โรงงานก็ไม่ได้ใหญ่เป็น Gigafactory ขนาดนี้ การที่ต้องสร้างโรงงานที่ขยายกำลังการผลิตขึ้นมาอีก 4 เท่าก็จะเจอปัญหาใหม่ๆ ซึ่งเป็นความท้าทายที่ทั้งพลังงานบริสุทธิ์และ Amita ต้องร่วมมือกัน

 

  1. วิกฤตโควิดทำให้การสร้างโรงงานมีความยากเพิ่มขึ้นอีก ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถเข้าประเทศมาได้ ของที่ต้องใช้ก็ไม่มาตามแผนงาน การก่อสร้างก็ต้องดูแลให้ปลอดภัยสูงสุด เพราะหากเกิดมีใครคนหนึ่งติดเชื้อ แผนทั้งหมดก็จำเป็นต้องหยุดทันที

 

พลังงานบริสุทธิ์ต้องบริหารความเสี่ยงทุกอย่าง ตอนนั้นมีทางเลือกแค่ 2 ทาง คือ ยอมแพ้ รอให้โควิดดีขึ้นแล้วค่อยทำ แต่เราเลือกที่จะไม่ยอม ต้องทำให้ได้ ถ้าผู้เชี่ยวชาญเข้าประเทศมาไม่ได้ เราก็ใช้ช่องทางออนไลน์แทน เป็นอีกครั้งที่เราเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส ถึงมันจะมีความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้และกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องสอนเรา เพราะเขาเข้าประเทศมาไม่ได้ กลายเป็นการถ่ายโอนความรู้เกิดได้ง่ายมากขึ้น

 

#ความรู้คือกำไรไม่มีใครให้กันง่ายๆ

 

ต้องยอมรับว่าการถ่ายโอนความรู้นั้นไม่ง่าย ใครๆ ก็หวง Know-How ของตนเอง ซึ่งเราก็ต้องใจเขาใจเรา ใครที่ไหนอยากจะให้ความรู้ ใครอยากจะให้ Margin มันถือเป็นเรื่องปกติ เราจึงต้องยอมรับว่าเรามีความรู้ที่จำกัด (Limited Knowledge) ไม่ใช่ว่าไม่มีแต่มีจำกัด อย่างที่เราเป็นฐานการผลิตรถยนต์ให้บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น เขาก็มี Handbook มาให้เลยว่าในการสร้างรถยนต์ต้องใช้วัสดุอะไร มอเตอร์ขนาดนี้ต้องใช้สายไฟขนาดไหน แต่เขาไม่บอกเราว่า ‘ทำไม’ ถึงต้องใช้แบบนี้ เพราะฉะนั้นความรู้ที่เป็นเบื้องหลังจริงๆ คนไทยเราไม่เคยรู้ เมื่อไทยผลิตทุกอย่างเสร็จก็ส่งกลับไปให้เขาตรวจสอบ แล้วก็ส่งกลับมา 

 

คุณสมโภชน์ย้ำว่า นี่ไม่ใช่เรื่องผิด หากเราเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเราก็ทำอย่างนั้นเช่นกัน แต่ถ้าเราอยากเก่งขึ้น เราก็ต้องค่อยๆ พัฒนาตัวเอง ถึงแม้วันนี้เราอาจจะทำ 100 ไม่ได้ วันนี้เราก็ทำ 10 พรุ่งนี้เพิ่มอีก 10 เราก็ได้ 20 ทุกคนก็ต้องเริ่มอย่างนี้ ญี่ปุ่นก็เริ่มอย่างนี้ เกาหลีก็เริ่มอย่างนี้ ไทยเองก็ต้องเริ่มอย่างนี้เช่นกัน

 

#แต่เราต้องเริ่มเดี๋ยวนี้ 

 

สำหรับที่ Amita Thailand มีการถ่ายโอนความรู้และพัฒนาความรู้ร่วมกันกับทางไต้หวันด้วยการสร้าง Gigafactory 

 

  1. วิธีการจัดการ Production Line เป็นการส่งต่อประสบการณ์จากของเจ้าของเดิมคือ จาก Capacity เดิม พอต้องมาทำโรงใหญ่ ทางไต้หวันก็จะมีการทบทวนว่าที่ทำมา 20 ปี เขาพลาดอะไร ตรงไหน พอถึงเวลาที่จะเกิดใหม่อีกครั้งเขาก็มีความฝันว่าถ้าได้สร้างใหม่ เขาต้องปรับปรุงอะไรบ้าง ก่อให้เกิดการทำ System Integration ใหม่และเราก็เรียนรู้ไปกับเขา 

 

  1. การ Reengineer ให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ คุณสมโภชน์บอกพนักงานทุกคนเสมอว่า พลังงานบริสุทธิ์ต้อง Evolve ไปกับอุตสาหกรรม อย่ามาบอกว่าวันนี้เราไม่ Competitive เราต้อง Competitive ตลอดเวลา 

 

อะไรคือสิ่งที่พลังงานบริสุทธิ์ Competitive อย่างแท้จริง

 

 หากพูดถึงคุณสมบัติของแบตเตอรี่ ต้องบอกว่าสิ่งที่พลังงานบริสุทธิ์ทำนั้นแตกต่างจากคนอื่น คนส่วนใหญ่จะนิยมใช้วิธีการใช้แบตเตอรี่จำนวนมาก เพื่อทำให้ผู้ใช้งานสามารถขับรถยนต์ได้เป็นเวลานาน กล่าวคือมีความจุสูง แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือ นำ้หนักที่รถยนต์ต้องแบกรับมากขึ้น แต่พลังงานบริสุทธิ์คิดอีกแบบคือ ใช้แบตเตอรี่ที่จำนวนน้อยกว่า แต่สามารถชาร์จได้เร็ว มีความทนทาน และความจุที่ใช้ก็ทำให้รถยนต์สามารถวิ่งได้ราว 250 กิโลเมตรต่อชาร์จ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งาน เกิดเป็น Unique Selling Point ของแบตเตอรี่จากพลังงานบริสุทธิ์

 

 หากพูดถึงเรื่องต้นทุนการผลิตยิ่งเป็นเหมือนหัวใจสำคัญที่สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ ใครที่มีต้นทุนต่ำก็ยิ่งได้เปรียบมากกว่า คำถามคือเราจะทำอย่างไรให้โรงงานมีต้นทุนการผลิตที่ถูกลงเรื่อยๆ คุณสมโภชน์ดูในทุกมิติ เช่น เรื่องการทำ Engineering การทำ Process การทำ Machinery การทำ Economy of Scale

 

โดยเอาบริษัทชั้นนำของโลกมาเป็นหมุดหมายว่า ปริมาณเงินที่ต้องใช้ลงทุนต่อจิกะวัตต์นั้นเขาใช้เงินเท่าไร และพลังงานบริสุทธิ์จะทำอย่างไรเพื่อให้ต้นทุนต่อจิกะวัตต์นั้นต่ำกว่ารายอื่น สิ่งที่ค้นพบก็คือในการทำแบตเตอรี่ หากวัตถุดิบตั้งต้น (Raw Material) ราคาเท่ากัน แต่เราสร้างโรงงานแพงกว่า แบตเตอรี่ของเราก็ต้องแพงกว่าเขา แต่ถ้าเกิดเราทำให้ราคาวัตถุดิบตั้งต้นต่ำกว่าได้ ทำให้โรงงานเราถูกลงได้ เราก็จะได้เปรียบและ Competitive มากขึ้น

 

ดังนั้นจึงต้องสำรวจลงไปเพิ่มเติมว่าวัตถุดิบที่ใช้นั้น สารตัวไหนมีราคาแพง และสาเหตุที่ราคาแพงนั้นเกิดจากอะไร บางอย่างอาจเกิดจากต้นทุนการขนส่ง เราก็อาจใช้วิธีต่อรองกับผู้ผลิต หากเราสั่งปริมาณมากเราสามารถเจรจาให้เขามาตั้งโรงงานใกล้ๆ เราได้หรือไม่ เพื่อลดต้นทุนจากการขนส่งแล้วแบ่งกำไรที่ได้จากการขายแบตเตอรี่ หรือสารตัวไหนที่เป็นความลับ เป็นนวัตกรรม ถ้าเราสามารถผลิตเองได้ก็จะช่วยลดต้นทุน เราก็ต้องมองหาวิธีการต่างๆ เพื่อที่จะลดต้นทุนของแบตเตอรี่ลงให้ได้เรื่อยๆ

 

ขณะเดียวกันในด้านของคุณสมบัติ (Characteristic) ของแบตเตอรี่ที่ว่าดี เราก็ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนต่อหน่วยถูกลงแล้วประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไร สามารถเก็บพลังงานให้มากกว่าที่เคยได้หรือไม่ สำหรับคุณสมโภชน์นั้นการ Evolve ไม่มีวันจบ มีหลากหลายมิติที่จะต้องเดิน มีหลากหลายมุมที่จะต้องทำ

 

มายด์เซ็ตของพลังงานบริสุทธิ์คือ ทุกๆ จิกะวัตต์ที่โตขึ้น เราต้องเก่งขึ้น ถูกขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคุณสมโภชน์ถึงต้องแวะเวียนมาที่โรงงานเป็นประจำและเดินตรวจงานตลอด เพราะต้องการเข้าใจกระบวนการทั้งหมดและต้องการเข้ามาเก็บปัญหา คุณสมโภชน์เชื่อว่า ปัญหาที่เจอวันนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้นในอนาคต


 

[Chapter 4]

From Me to You  

#มองทีม #สร้างผู้นำรุ่นใหม่เพื่อส่งต่ออนาคต    

 

คุณสมโภชน์เป็นทั้งนักฝัน นักจินตนาการ นักคิด นักลงมือทำ นวัตกร นักบุกเบิก และนักธุรกิจ แต่คุณสมโภชน์มองว่า ตัวเองเป็นคนไทยคนหนึ่งที่อยากตอบให้ได้ว่า Why Thailand? อยากจะตอบว่า คนไทยเราเก่งไม่แพ้ชาติอื่น แต่เราแค่ไม่เคยทำกันอย่างนี้มาก่อน แล้วเราก็เลยชินกับการนำเข้าเทคโนโลยี โดยที่เราไม่เคยหยุดคิดด้วยซ้ำว่าเราเก่งขนาดไหน

 

#คนไทยเก่งไม่แพ้ใครนะ 

 

สำหรับอนาคตของพลังงานบริสุทธิ์ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า คุณสมโภชน์หวังว่า พลังงานบริสุทธิ์จะใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก หวังว่าจะเป็น World Class Company และอยากจะเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำในการทำอะไรใหม่ๆ สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศและคนไทย ถ้าทำอะไรที่เกิดขึ้นแล้วดีกับสังคมได้นั่นเป็นเป้าหมายของพลังงานบริสุทธิ์

 

ชื่อภาษาอังกฤษของพลังงานบริสุทธิ์คือ วิสัยทัศน์ (Vision) ที่เราอยากจะเป็น Energy Absolute ถ้าแปลจริงๆ ไม่ได้แปลว่าพลังงานบริสุทธิ์ แต่แปลว่าความบริสุทธิ์ที่มีพลัง นี่คือความตั้งใจของเรา ตั้งแต่วันแรกที่ผู้ก่อตั้งจัดตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาว่า เราอยากจะเป็นบริษัทที่มีความบริสุทธิ์ใจ มีความตั้งใจที่จะทำสิ่งดีๆ ให้เกิด 

 

ในอนาคตเราจึงไม่ได้จำกัดตัวเองว่าต้องทำแค่ธุรกิจพลังงานเท่านั้น เราจะไม่มีขอบเขต เราเปิดโอกาสที่จะทำอะไรก็ได้ที่ทำแล้วมันดี ทำให้สังคมดี ทำให้บริษัทดี แต่ก็ไม่ใช่การเพ้อฝัน ต้องมียุทธศาสตร์ที่จะเดินไป 

 

 คำแนะนำถึงบริษัทที่จะทำธุรกิจนวัตกรรม

 

#ตีโจทย์ให้แตก #กล้าอย่าลืมกลัว 

 

จะทำอะไรต้องตีโจทย์ให้แตก ต้อง ‘ทั้งกล้าและกลัว’ กลัวเจ๊งให้มากๆ ถ้าเรากลัวเจ๊ง เราก็จะนั่งคิดนอนคิด ถ้าเราคิดเยอะๆ ตอนทำจริงปัญหาก็จะน้อย ถ้าเราคิดน้อย เรารีบลงไปทำ เดี๋ยวเราก็ต้องแก้ปัญหาอีก หน้างานมันก็จะยากขึ้น 

 

บริษัทในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะมีรูปแบบต่างกัน ตอนที่มันเล็กๆ มันก็เป็นแบบหนึ่ง ตอนมันขนาดกลางมันก็เป็นแบบหนึ่ง ก็เหมือนมนุษย์ มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย บางบริษัทโตจุดหนึ่งมันก็จะเริ่มเสื่อม ความท้าทายหรือความยากจริงๆ ก็คือจะทำอย่างไรให้ DNA ยังคงอยู่กับบริษัท และถ้าจะทำได้ผู้นำก็ต้องรู้จักปรับตัว ต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้อายุเราเปลี่ยนไปแล้ว จะไปแข่งกับเด็กก็คงจะแข่งไม่ได้ ต้องยอมรับก่อนว่าเวลาผ่านไปเราจะเริ่มมีแก็ป มีช่องว่างของมุมมอง เราเริ่มมองไม่เหมือนกัน วิธีคิดคนรุ่นใหม่เปลี่ยน และเขาคือตลาดในอนาคต เราคิดไม่เหมือนเขาแล้ว แต่เขากำลังจะเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของตลาด

 

มันคือความท้าทายที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้องค์กรเรา Agile ทำอย่างไรให้มีความคล่องตัว (Dynamic) คนที่จะทำตรงนี้ได้ก็คือผู้นำ 

 

‘ผู้นำต้องเปลี่ยน’ คุณสมโภชน์บอกว่า ตัวคุณสมโภชน์เองก็ต้องเปลี่ยน ถึงวันหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าต้องไปและต้องไปในเวลาที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรมที่ต้องเกิดขึ้น

 

#ความฝันสูงสุดของพลังงานบริสุทธิ์ 

 

คุณสมโภชน์อยากสร้างให้พลังงานบริสุทธิ์เป็นสถาบันที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม สร้างอะไรให้กับคนไทยได้เยอะๆ เพราะตัวคุณสมโภชน์เองก็มาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีอะไรมากนัก มาถึงขั้นนี้ได้ก็ได้มาจากประเทศนี้ จึงอยากคืนสิ่งเหล่านี้กลับให้สังคม คืนคุณแผ่นดิน 

 

คุณสมโภชน์คิดว่าประสบการณ์ทั้งชีวิตที่ผ่านมาเป็น Know-How ที่สำคัญ และคงน่าเสียดายถ้าหากพรุ่งนี้ตายไปเหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่ถูกปิดลง ความจำที่อยู่ในสมองก็หาย คุณสมโภชน์อยากส่งต่อองค์ความรู้นี้ไปให้กับคนที่เหมาะสมที่จะนำไปใช้ต่อ คุณสมโภชน์ได้โอกาสจากคนอื่นมา ก็อยากจะให้โอกาสนี้กับคนอื่น และอยากจะขอให้คนที่ได้โอกาสไปแล้ว ส่งต่อโอกาสให้คนต่อๆ ไป

 

วันนี้พลังงานบริสุทธิ์ได้เริ่มสร้างพาร์ตเนอร์โปรแกรม ถ้าเห็นคนไหนเป็นเพชรก็จะหยิบมาเจียระไน หากใครมีไอเดียดีๆ สามารถเดินเข้ามาได้เลย พลังงานบริสุทธิ์จะเป็นพาร์ตเนอร์และให้เงินสนับสนุน พูดง่ายๆ ว่ามาแต่ตัวกับความคิด ลงทุนออกไปกลายเป็นเถ้าแก่จริงๆ 

 

พลังงานบริสุทธิ์จะเป็นโรงงานผลิตธุรกิจรุ่นใหม่ๆ ถ้าใครอยากจะได้โอกาส อยากจะได้คนที่มาสนับสนุน ก็ให้นึกถึงที่นี่ แล้วที่นี่ก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องล็อกคุณไว้ คนที่อยากจะเจริญทุกคนก็อยากจะมีอิสระ เขาอยากจะเป็นเจ้าของของตัวเอง โลกเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องยอมรับ 

 

#การให้จะได้กลับมามากกว่าที่เราให้ไป 

 

นี่เป็นสิ่งที่คุณสมโภชน์อยากจะทำกับพลังงานบริสุทธิ์

 

ในแง่ส่วนตัว สุดท้ายแล้วคุณสมโภชน์ก็อยากเป็นแค่คนธรรมดา การเป็นคนชนชั้นกลางที่มี Minimum Needs คุณสมโภชน์คิดว่าเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุดแล้ว มีชีวิตที่ดี อยู่ดีกินดี คุณสมโภชน์คิดว่าต้องสร้างกลุ่มนี้ให้เกิดขึ้นได้เยอะๆ แล้วก็ขอไปอยู่ตรงนี้ด้วยคน

 

#สรุปบทเรียนสำหรับนักธุรกิจ

#ที่อยากเปลี่ยนโลกด้วยการสร้างนวัตกรรม

 

จากเส้นทางสู่ Giga Project ของ คุณสมโภชน์ อาหุนัย 

 

  1. หาโอกาส
    มีวิสัยทัศน์ว่าอะไรคือคลื่นแห่งอนาคตที่เราต้องจับไว้ให้ได้ 

 

  1. ลงสนาม
    ลงมือทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ ต้องเชื่อในความเชื่อของตัวเอง และหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นให้เกิดขึ้นจริง

 

  1. สร้างความแตกต่าง
    มองท่า (ไม้ตาย) สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพื่อยืนระยะในสมรภูมิเหนือคู่แข่ง

 

  1. ส่งต่อ
    มองหาทีม ถ้ามีแค่คนเดียวเกมก็จบแค่นี้ สร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ตรงกัน เพื่อส่งต่อวิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้นมา

 

เส้นทางเปลี่ยนโลกมันไม่ง่าย แต่บทเรียนที่คุณสมโภชน์ให้ไว้นี้น่าจะเป็นแนวทางให้ทุกคนนำไปประยุกต์ใช้ได้สำหรับการเป็นบุคคลที่จับกระแสคลื่นแห่งอนาคต เป็นนักธุรกิจที่เปลี่ยนโลกด้วยนวัตกรรม

 

 

The post สรุป The Secret Sauce EP.515 บุกโรงงานแบตเตอรี่ ใหญ่ที่สุดในอาเซียน กับสมโภชน์ EA appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Tech Company’ รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แล้ว EA มองการเติบโตในไทยอย่างไร | Morning Wealth 18 มกราคม 2564 https://thestandard.co/podcast/morning-wealth-18-01-21/ Mon, 18 Jan 2021 01:46:59 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=444208

เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้ากำลังมาแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุตสา […]

The post ‘Tech Company’ รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แล้ว EA มองการเติบโตในไทยอย่างไร | Morning Wealth 18 มกราคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้ากำลังมาแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ไฟฟ้าคึกคัก แล้วทิศทางของอุตสาหกรรมนี้ในบ้านเราจะพัฒนาศักยภาพไปขนาดไหน พูดคุยกับ อมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าบริหาร บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA 

 

เมื่อเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยาและอีกหลายจังหวัดในโซนภาคตะวันออกต้องเผชิญกับวิกฤตการระบาดโควิด-19 รอบใหม่ ที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจแถบนี้เป็นไปได้ยาก ไปฟังเสียงสะท้อนความเดือดร้อนจากตัวแทนผู้ประกอบการและประชาชนในธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว กับ สรัสนันท์ อัศวชัยโสภณ กรรมการฝ่ายตลาด สมาคมโรงแรมภาคตะวันออก

 

แม้จะมีมาตรการเร่งด่วนจากภาครัฐ เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 รอบใหม่ออกมา แต่หลายภาคธุรกิจยังน่าเป็นห่วง และต้องมีมาตรการอื่นๆ มาช่วยเหลือ ประเมินสถานการณ์นี้กับ ดร.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย

 


Credits

 

Show Creator ศิรัถยา อิศรภักดี, วิทย์ สิทธิเวคิน

Show Producer ทิวาพร ปิ่นสุข

Creative เจนจิรา เกิดมีเงิน
Sound Editor กมลวรรณ ลาภบุญอุดม
Sound Designer & Engineer ธภัทร ตั้งวงษ์ไชย

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์
Channel Admin เอกราช มอเซอร์
Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์
Social Media Admin สุทธกิตติ์​ สุทธาวรรณกุล, ธิติกร ลิ้มทองมณี, วนัชพร ดวงนิล 

Archive ชริน จำปาวัน

The post ‘Tech Company’ รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แล้ว EA มองการเติบโตในไทยอย่างไร | Morning Wealth 18 มกราคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด-19 คือจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมพลังงาน มอง New Normal กับสมโภชน์ พลังงานบริสุทธิ์ https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce235/ Fri, 08 May 2020 12:46:32 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=361727

ท่องไปในโลกอนาคต โลกที่เป็นไปได้ โลกแห่งนวัตกรรมและวิศว […]

The post โควิด-19 คือจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมพลังงาน มอง New Normal กับสมโภชน์ พลังงานบริสุทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่องไปในโลกอนาคต โลกที่เป็นไปได้ โลกแห่งนวัตกรรมและวิศวกรรมสุดล้ำ กับ สมโภชน์ อาหุนัย แห่งพลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA

 

อีก 1 ใน 20 ผู้บริหารที่ได้รับจดหมายจากนายกรัฐมนตรี คุยเรื่องโปรเจกต์ช่วยชาติในนามกลุ่ม ‘ช่วยกัน’ ที่ปั้นแอปพลิเคชัน ‘หมอชนะ’ ซึ่งตั้งใจให้เป็นโควิด-19 วีซ่าที่จะช่วยเราใช้ชีวิตใน New Normal ได้อย่างปลอดภัย

 

ทำไมเขาจึงเชื่อว่าโควิด-19 คือ ‘โอกาส’ ที่ดีที่สุดของประเทศไทยในการไล่กวดประเทศอื่นๆ อะไรคือโอกาสของประเทศไทยในการวิ่งแข่งในโลก New Normal

 

จากจดหมายที่นายกรัฐมนตรีส่งถึง 20 มหาเศรษฐี คุณจะทำอะไรบ้าง

เริ่มอย่างนี้ก่อน ถ้ามองกลับไปประมาณ 2 เดือนที่แล้ว ตอนที่โรคระบาดมันเริ่มขึ้น เราก็เริ่มคิด Scenario ขั้นแรก เราคิดก่อนว่ามันจะเป็นอย่างไรได้บ้าง เช่น Worst Scenario เกิดระบาดคล้ายๆ ประเทศสเปนหรืออิตาลี แล้วอะไรบ้างที่จะทำให้เราเดือดร้อน แล้วก็ไปดู Scenario อื่น เช่น ถ้ามันยืดเยื้อจะเป็นอย่างไร หรือเราเจอวัคซีนเร็วๆ เรารู้วิธีการรักษาเร็วๆ 

 

เราก็เริ่มดูว่าแต่ละ Scenario จะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เราควรจะต้องมีหรือสิ่งที่เราควรจะต้องทำมีอะไรบ้าง พอเราทำ Gap Analysis ในเวลานั้นเสร็จว่าแต่ละ Scenario เป็นอย่างไร เราต้องการ Resource อะไรบ้าง ความร่วมมืออะไรบ้าง เราจะเริ่มลิสต์ลงมาในรายละเอียดได้ เราจะเริ่มรู้แล้วว่าของแต่ละชิ้นหรือ Resource แต่ละเรื่องที่เราต้องทำ เราต้องการอะไรบ้าง ประเภทไหน พอเรามองเห็นภาพนี้ มันใหญ่มาก EA คนเดียวหรือผมคนเดียวทำไม่ได้แน่นอน ก็เลยเป็นที่มาว่าเริ่มไปชวนคนที่รู้จัก คนที่เป็นพันธมิตรเรามาร่วมกันทำงาน เอา Expertise มาช่วยชาติกัน ก็เลยเป็นที่มาของการตั้งกลุ่ม ‘ช่วยกัน’ ขึ้นมา 

 

คุณไปชวนใครมาบ้าง แบ่งส่วนกิจกรรมเป็นกี่แบบ มีอะไรบ้าง

จริงๆ เรามองเป็นเรื่องเครื่องมือก่อน เครื่องมือสำหรับระบบสาธารณสุขมีฮาร์ดแวร์อะไรบ้าง แล้วถ้าเกิดการระบาดขึ้น มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น อะไรบ้างที่เป็นสิ่งที่จำเป็น ในช่วงเวลานั้นผมได้ไปสำรวจหาอุปกรณ์ต่างๆ ในตลาด แล้วก็พบว่ามีของหลายชิ้นที่ถึงเรามีเงินก็ไม่มีโอกาสได้ซื้อมัน เพราะการระบาดครั้งนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยประเทศเดียว มันเกิดขึ้นทั่วโลก เพราะฉะนั้นทุกคนแย่งกันซื้อของ เราก็ต้องนั่งคิดแล้วใช้สมองว่าเราจะใช้ปัญญาของเราไปทำอย่างไรที่จะเอาของที่คนอื่นอาจจะมองไม่เห็นเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์แล้วมาดัดแปลง

 

กลุ่มที่สองจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการป้องกัน เช่น จะทำอย่างไรให้คนติดเชื้อลดลง ไม่ใช่นั่งรอให้คนระบาดเข้ามาอย่างเดียว ซึ่งถ้าเกิดคนไม่ติดเชื้อ สถานการณ์ของทางสาธารณสุขเราก็จะดีขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วประเทศไทยมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นหนึ่งในระดับท็อปๆ ของโลก เพราะฉะนั้นตรงนี้คุณหมอเขาคิดได้ เขาวางแผนอย่างดี วิธีการของเราก็คือต้องเริ่มเข้าไปดูว่าเราควรจะไปช่วยเขาก่อนที่จะมาหาคุณหมอไหม ก็เริ่มไปคิดเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ อีกเหมือนกัน แต่เป็นอุปกรณ์อีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้สำหรับประชาชนหรือคนไทยทั่วไป

 

อีกกลุ่มหนึ่งก็จะเป็นกลุ่มนอกโรงพยาบาล จะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้เขามีสุขภาพที่ดี จะทำอย่างไรให้เขารู้ให้ได้ว่าอะไรที่เสี่ยงหรือไม่เสี่ยง อันนี้คืออีกกลุ่มหนึ่งที่เราเข้าไป… ก็คือหลังจากที่เขารู้ตัวเองว่าเขาเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง เขาต้องมีอุปกรณ์อะไร มีอาวุธอะไรติดตัวเพื่อให้ไม่เสี่ยง ที่เหลือก็คือสิ่งแวดล้อม เราจะจัดการอย่างไรให้รู้ได้ว่าเขาเดินไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่างไร เขาไปอยู่ใกล้กับคนที่เสี่ยงหรือไม่ อันนี้ก็เป็นโปรแกรม ‘หมอชนะ’ ที่เราคิดว่าถ้าเกิดสงครามยังไม่จบ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเวลาเราเดินออกไปข้างนอก เราเสี่ยงแค่ไหน เราจะใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างไร ถ้าเราไม่มีโปรแกรมตัวนี้ เหมือนเราเป็นคนตาบอด ออกไปทุกวัน เราไม่รู้ว่าความเสี่ยงอยู่ที่ไหน แต่ถ้าเรารู้ เราออกไปปั๊บ เราจะรู้ว่าถ้าเราไปตรงนี้ เราอาจจะเสี่ยงมากกว่าเราไปตรงนี้ เราก็มีสิทธิ์เลือกว่าเราอาจจะไปที่ที่เสี่ยงน้อยกว่า 

 

อันนี้ก็เป็นการป้องกันและป้องปรามโดยที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปติดเชื้อ เราเองรู้ตัวว่าถ้าเราเสี่ยงมาก เราก็คงไม่อยากไปอยู่ใกล้ครอบครัวที่เรารัก พ่อแม่ หรือคนที่เรารัก เพราะฉะนั้นตัวเราเองก็จะแยกออกมาจากจุดที่เราจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน อันนี้มันเป็นการ Proactive มองไปข้างหน้า ทำให้คนช่วยกัน 

 

สุดท้าย Post-COVID ก็คือเรื่องวัคซีน หรือแม้กระทั่งเรื่อง Quick Test ถ้าเราไม่มีอุปกรณ์ก็จะไม่รู้ว่าเราป่วยหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมเองก็จะเข้าไปในส่วนนี้ด้วย เรื่องการวิจัยวัคซีนเราก็เข้าไปลงทุนร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ที่เขามีความรู้ความสามารถเรื่องนี้ เราก็เลยจะเข้าไปซัพพอร์ตเขา ถ้าเราสามารถที่จะผลิตสิ่งเหล่านี้ออกมาได้ มันก็จะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขสูงจนเกินไป

 

แอปพลิเคชัน ‘หมอชนะ’ คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว คุณอยากให้มีผู้ใช้เป็นวงกว้างขนาดไหน

แอปพลิเคชันจะใช้ในการ Tracking, Tracing และ Causing อยากจะรู้ว่าเราไปไหนมา เราไปใกล้ใคร แล้วก็เวลาใครคนใดคนหนึ่งเกิดติดเชื้อขึ้นมา เราจะได้รู้ว่าเราไปสืบสวนหรือไป Identify ใคร แต่ส่วนที่เราเน้นจริงๆ คือการเปิดเมือง เปิดเศรษฐกิจ เพราะว่าถ้าเราเอา Information มาใช้เพียงแค่ตอนที่ใครคนใดคนหนึ่งมีปัญหาหรือติดเชื้อ มันก็แค่จัดการกลุ่มนี้ แต่มันไม่ได้ช่วยสังคมที่เหลือว่าจะอยู่กันอย่างไร ผมเปรียบเทียบกับ Google Maps ถ้าเราเอามันมาเป็นเพียงแผนที่ อยู่บนถนนเราขับรถไป เราก็จะรู้ว่าเราวิ่งไปไหน

 

ถ้าเราเก็บข้อมูลว่าเราวิ่งไปไหน เราใกล้ใคร เราวิ่งบนถนนนี้ มันก็ไม่มีประโยชน์ต่อสังคม แต่ถ้าเราเอาข้อมูลของทุกคน โดยที่เราไม่รู้ว่าเขาคือใคร แค่รู้ว่ามีรถคันหนึ่งอยู่ตรงถนนรัชดาภิเษก มีรถอยู่ตรงนี้เป็น 1,000 คัน พอรถ 1,000 คันไม่เคลื่อน มันเลยเป็นสีแดงขึ้นมาให้เรารู้ว่าแถวนี้รถติด เราไม่ควรจะไปแถวนี้

 

เหมือนกันเลยครับ แอปพลิเคชัน ‘หมอชนะ’ สิ่งที่เราทำก็คือเอาข้อมูลของแต่ละคนมาประมวลในรูปแบบต่างๆ ให้เหมาะกับสถานการณ์ เทียบกับ Google Maps ก็คือพื้นที่นี้มีคนที่มีความเสี่ยงเยอะๆ อยู่กี่คน อย่างนี้เสี่ยงไหม ถ้าเสี่ยงแล้วเราควรจะเข้าไปหรือเปล่า หรือมีโปรแกรมตัวนี้เข้าไปเรารู้ว่าแต่ละคนเสี่ยงอย่างไร เราอาจจะบอกได้ว่าถ้าเราไปโรงเรียน แล้วถ้าเราเสี่ยงเยอะ โรงเรียนเขาจะได้รู้ตัวว่าถ้าคุณเสี่ยงมากๆ ทำไมคุณไม่เรียนออนไลน์ แล้วคนที่เสี่ยงน้อยก็เข้ามาเรียนในคลาสได้ 

 

แอปพลิเคชัน ‘หมอชนะ’ เราไปมองในกิจกรรมอย่างนี้ วันนี้เราติดเชื้อกันอยู่ 3,000 คน แต่เรากำลังทำให้คนอีก 70 กว่าล้านคนโดนล็อกดาวน์หมดเลย เราจะทำอย่างไรให้คนที่มีความเสี่ยงกลุ่มนี้มีผลกระทบกับคนอีก 70 ล้านคนให้น้อยที่สุด

 

อะไรคือสิ่งที่คุณรู้สึกว่ายังขาดอยู่และอยากให้มาช่วยกัน 

ความคิด ไอเดียที่จะมามองในโลกใหม่ที่เรียกว่า New Normal คือกลับมาใช้ชีวิตให้ได้ก่อน หลังจากนั้นต้องคิดต่อว่าแล้วใช้ชีวิตอย่างนี้เราจะโตอย่างไร อันนี้สำคัญกว่า ถ้าเราจะโตได้ในสิ่งแวดล้อมนี้ เราต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถอีกเยอะ เราต้องการคนที่มีไอเดีย เรื่องการสนับสนุนจากรัฐบาล ความเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันของคนไทยทั้งหมดที่จะมาทำเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม เอาวิกฤตอันนี้ให้เป็นโอกาสของประเทศไทย ผมว่าทั้งโลกตอนนี้กำลังทึ่งประเทศไทยที่มีระบบสาธารณสุขที่ดีมาก ทุกคนวันนั้นคิดว่าเรา Outbreak แล้ว เราดึงตัวเลขออกมาอย่างนี้ได้เพราะอะไร เพราะเรามีหมอที่เก่งมาก ทุกคนเห็นประเทศไทยเป็นประเทศสบายๆ ไม่มีระเบียบ ทำอะไรก็ได้ตามสบาย แต่พอเกิดวิกฤตขึ้นมา ทุกคนตกใจว่าทำไมคนไทยถึงมีความรับผิดชอบ ช่วยเหลือกัน อันนี้เป็นเอกลักษณ์ของคนไทย ซึ่งผมมองว่าเป็นจุดเด่นและจุดแข็งของเรานี้ เราต้องร่วมมือกัน ทำคนเดียวทำไม่ได้ แล้วก็เลิกคิดว่าผมดีกว่าคุณ คุณดีกว่าผม ผมว่าสังคมไทยตอนนี้ต้องเลิกคิดสิ่งเรานี้ ต้องเริ่มคิดว่าเราจะไปด้วยกัน เราจะดีด้วยกันได้อย่างไร เราจะใช้โอกาสนี้ทำให้ประเทศชาติหรือสังคมและพวกเราเจริญได้อย่างไรในขณะที่คนอื่นเขายังเดือดร้อนอยู่

 

อะไรคือสิ่งที่ประเทศไทยควรจะมอง หรือโอกาสในวิกฤตที่เราจะสามารถวิ่งนำคนอื่นได้ 

ธีมหลักก็คือเรื่อง Healthcare เรื่องเกี่ยวกับสาธารณสุขที่เราแข็งแรง เรามีสังคมที่มีประสิทธิภาพ เรามีโรงพยาบาลที่เก่งๆ เยอะแยะ โรงพยาบาลเอกชนก็แข็งแรง ถ้าทำตรงนี้ได้ดีมันอาจจะเป็น New Normal อีกอันหนึ่งที่เกิดขึ้นก็ได้ Tourism อาจจะเป็น Hospital Tourism ที่แข็งแรงขึ้นมาก็ได้ ซึ่งมันโยงกลับไปที่ทุกอย่างเลย ความบันเทิง พลังงาน การจัดการต่างๆ ทุกธุรกิจ นี่คือเรื่องจริงที่เปลี่ยนไป เอาปัจจัยเหล่านี้กลับไปคิดใหม่ สิ่งแวดล้อมกลับไปคิดใหม่ อย่าไปหลงระเริงหรือกลับไปมองในสิ่งที่มันระยะสั้น

 

อย่างเช่นเรื่องน้ำมัน คุณบอกว่าน้ำมันราคาน้ำมันลดลง ถามจริงๆ เถอะ มันจะอยู่อย่างนี้ได้นานสักเท่าไร ผมว่าคุณเดินไปถามผู้เชี่ยวชาญเป็นร้อยคนเลยนะ ผมว่าหนึ่งคนก็ไม่มีใครกล้าพูดว่าน้ำมันจะอยู่ในราคานี้ ทุกคนพูดร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าน้ำมันขึ้นแน่นอน แต่เวลาการตัดสินใจของเรา เราไปมองว่าน้ำมันราคาอย่างนี้ เราไม่ทำนี่ อุตสาหกรรมนี้เรากำลังตกเป็นเครื่องมือหรือเกมของเขาหรือเปล่า 

 

ถ้าเรามองภาพใหญ่ออก เรารู้เทรนด์ สังคมดิจิทัลมันมาแน่ๆ แม้กระทั่งอุตสากรรมทางการเงินที่เราเรียกว่า Fiat คือใช้ธนบัตร ธนบัตรนี่คือพาหะของการติดเชื้อเลย เพราะว่ามีการพิสูจน์มาแล้วว่าเชื้อโควิด-19 อยู่ที่ธนบัตรได้หลายวันเลย เพราะฉะนั้นทำไมเราไม่เปลี่ยนสังคมจาก Fiat มาเป็น E-money เราจะลดปัญหาเรื่องโรคระบาด เราลดต้นทุนของระบบในการรักษาธนบัตรของทั้งระบบได้ หรือแม้กระทั่งวันนี้เราเริ่มไม่ไปกินข้าวข้างนอก เราสั่งอาหารมากิน เคยรู้ไหมว่าเวลาสั่งแล้วเราคิดว่าเซฟ แต่คนที่ซื้ออาหารมาส่งให้เรา เขาอยู่ในระยะเพาะเชื้อหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ แล้วเขาก็ไปหยิบถุงพลาสติกมาให้เรา ถุงพลาสติกเชื้อก็อยู่ได้เป็นวันๆ สิ่งเหล่านี้ถ้าเราคิดเข้าไปลึกๆ เราอาจจะเจอ Business Model ใหม่ๆ อาจจะเกิดสตาร์ทอัพใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ แล้วเราอาจจะเป็นยูนิคอร์นในประเทศไทย  

 

ถ้าเราเอาสิ่งเหล่านี้มาคิดให้เป็นระบบแล้วมาดูว่าเรามีทรัพยากรอะไรบ้าง มาช่วยกัน ผมเก่งเรื่องนี้ คุณเก่งเรื่องนั้น มาทำอันนี้ เราเป็นพันธมิตร โดยรัฐเข้ามาสนับสนุน มันจะเป็นการเปลี่ยนแปลง วิกฤตครั้งนี้จะกลายเป็นโอกาสของประเทศไทยแทน

 

เหตุการณ์โควิด-19 เกิดผลดีกับกลุ่มธุรกิจพลังงานทางเลือกถูกไหม 

มีทั้งดีและไม่ดีในระยะสั้น ที่ไม่ดีเพราะว่าโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจทั้งโลกชะลอตัว การล็อกดาวน์ทำให้การบริโภคพลังงานลดลง มันมีผลกระทบกับทุกอุตสาหกรรม พลังงานทางเลือก เมื่อก่อนประสิทธิภาพและความสามารถมันสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้นทุนมันถูกลง โดยอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าราคาพลังงานที่เป็นฟอสซิลมันอยู่ตรงนี้ พอวันดีคืนดีราคาฟอสซิลมันลงมาอยู่ตรงนี้ Relative Advantage มันหายไปบางส่วน ผมไม่ได้บอกว่ามันหายไปหมด เพราะฉะนั้นเราต้องดูให้ได้ว่าที่มันหายไปมันชั่วคราวหรือระยะยาว

 

อีกอย่างหนึ่งคนเราชอบเปรียบเทียบแค่เรื่องจำนวนเงิน ตัวเลข แต่ไม่ได้พูดถึงคุณภาพชีวิต ซึ่งวันนี้ผมกล้าพูดได้เลยว่าถ้าเรามองไปข้างนอก ก่อนหน้ามีโควิด-19 เรามีปัญหาเรื่อง PM2.5 วันนี้เราลองมองไปบนท้องฟ้ากรุงเทพฯ สิครับ มันพิสูจน์ชัดเจนว่าต้นเหตุของ PM2.5 มาจากอะไร เพราะถ้าเกิดเรารวมเอาสิ่งนี้ใส่เข้าไปในสมการว่าอะไรมันถูกกว่าอะไร PM2.5 เข้าไปในร่างกายเรา เรากำจัดมันไม่ได้ มันคือการตายผ่อนส่ง คำถามว่าราคาน้ำมันเท่านี้บวกกับราคาตายผ่อนส่ง ถามว่ามันถูกกว่าหรือแพงกว่าการที่ใช้พลังงานสะอาด

 

สมการของเราจะต้องเปลี่ยนหรือมีตัวแปรใหม่ๆ เข้าไป 

ผมคิดว่าเมื่อก่อนการที่เราไม่ได้ไปนับสิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุน เช่น เมื่อก่อนน้ำเสีย ปลาตาย น้ำเน่า อย่างนี้ไม่ใช่ต้นทุน ผมว่าสังคมมันเปลี่ยนคอนเซปต์ตรงนี้ไป พอเปลี่ยนตรงนี้ไป ผมก็ยังเชื่อว่าพลังงานทดแทน พลังงานสะอาด อย่างไรก็ต้องมา เพราะว่าเดี๋ยวนี้หันไปทางไหนไม่มีใครที่ไม่มีประสบการณ์ว่าเพื่อนหรือคนรู้จักเป็นมะเร็ง ผมว่าทุกคนรู้หมด เรารู้ว่าแต่ละปีทำไมมันใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ มันค่อยๆ เป่าเข้าไปอยู่ในความคิดของคน 

 

เพราะฉะนั้นมีผลไหมในระยะสั้น มีบ้าง แต่ระยะยาวผมว่าเทรนด์มันไม่ได้เปลี่ยน แล้วการที่มันเกิด Hiccup หรือการสะดุด มันทำให้เหมือนการสะบัดน้ำมากกว่า บริษัทที่อ่อนแอก็อาจจะหายไป บริษัทที่คิดไม่ได้ในภาพที่ใหญ่ก็จะสู้ไม่ไหว จะมองไม่ดีก็ได้ เพราะว่าทุกคนก็ต้องเหนื่อยขึ้นนิดหนึ่ง แต่มันก็เป็นการลดจำนวนคู่แข่งหรือคนที่มีหน้าตักไม่ยาวพอที่จะเดินไป เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสียของการเกิดโควิด-19

 

อยากให้ช่วยวิเคราะห์เรื่องน้ำมันสักเล็กน้อย ผมเห็น Q1 ออกมา บริษัทไม่ว่าจะ Exxon และ Chevron ผลประกอบการไม่ดี ราคาน้ำมันผันผวนมาก ดิ่งลงไปติดลบ ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเดือนหลังจากนี้ อย่างเดือนพฤษภาคมที่จะซื้อขายช่วงมิถุนายน ในมุมมองของคนที่อยู่ในธุรกิจพลังงานมองว่าพลังงานฟอสซิลตอนนี้ใกล้ที่จะถึงจุดเปลี่ยนหรือยังครับ 

สิ่งที่เกิดมันคือสงครามของผู้ค้าน้ำมัน มันเริ่มจากการตกลงกันไม่ได้ในกลุ่ม คือดีมานด์มันน้อยกว่าซัพพลายอยู่แล้ว ก็เลยเกิด OPEC ซึ่งคุมซัพพลายมาได้ช่วงหนึ่ง ก็เริ่มเกิดคนที่อยู่นอก OPEC จนมาถึงวันนี้มันเป็นการพัฒนาของตลาด ไปจนถึงตรงที่ว่าซัพพลายมันคุยกันไม่รู้เรื่อง ดีมานด์มันมีก้อนเดียว แต่มันคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็แบ่งเค้กไม่ลงตัว วิธีเดียวคือถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องก็ต้องทุบ ทุบเพื่อให้ตายไปข้างหนึ่ง เพื่อให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อที่จะได้กลับมาเจรจาใหม่ ปรับสมดุลใหม่ เพราะว่ามองไปข้างหน้า ผมว่ากลุ่ม OPEC ก็รู้ บริษัทน้ำมันก็เริ่มมาลงทุนในพลังงานทดแทน พลังงานสะอาดแล้ว เขารู้ว่าอันนี้มีจบ แต่ไม่รู้ว่าจบเมื่อไร Inventory มีมหาศาล ใช้ไม่หมดหรอก อย่าไปตีเป็นมูลค่าเลย เพราะถ้าขายก็ไม่รู้ใครจะซื้อ ไม่ต้องรีบแปลง Asset ก้อนนี้ให้ก้อนนี้ให้เร็วที่สุด เฟสนั้นสงครามมันเป็นอย่างนี้ครับ มันเป็นสเตจ

 

สเตจที่หนึ่งก็คือฆ่ากันให้ตาย ซึ่งจะเป็นช่วงหนึ่ง สเตจที่สองคือปรับสมดุลแล้วค่อยเข้าสมดุลใหม่ ช่วงที่ปรับสมดุลมันไม่ใช่แค่หลักการทางด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว มีเรื่องการเมือง มีเรื่องสังคมที่กำลังจะเข้ามา ซึ่งตัวแปรพรุ่งนี้จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ถ้าให้ใครเดา ไม่มีใครเดาได้ถูกหรอก แต่มันเป็น Dynamic เปอร์เซ็นต์วิ่งมาทางนี้แน่ๆ

 

คำถามคือแล้วประเทศไทยจะอยู่ตรงไหน เราจะตั้งรับหรือเราจะรุก ถ้าเราจะตั้งรับก็ดูเกมเขาไป เขาเขียนเกมมา เราก็เล่นตามเขา เราก็จะเป็นผู้ตามได้เรื่อยๆ เท่าที่เราอ่านเกมออก แล้วเวลานี้ทุกคนอ่อนแอ มันอาจจะทำให้เรากลายเป็นผู้นำบางอย่างได้นะ ถ้าไปดูประวัติศาสตร์ ทุกประเทศที่เติบโตขึ้นมาได้มันจะมีจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม ญี่ปุ่นเกิดตอนไหน ไต้หวัน เกาหลีใต้เกิดอย่างไร จีนเกิดอย่างไร ครั้งนี้ผมว่ามันก็ไม่ต่าง เพราะว่าทุกคนเคยเดินมาแข็งแรง เขาก็เป็นเจ้าตลาดอยู่ คุณจะไปสู้เขาอย่างไร เขาแข็งแรงมาก มันต้องเกิดวันที่เขาอ่อนแอนี่แหละ ถ้าเรามองมันออก ผมว่าประเทศไทยมีโอกาส แล้ววันนี้ประเทศไทยก็ไม่เหมือนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว 30 ปีที่แล้ว จริงๆ เราเป็นประเทศที่รวยนะครับ แต่ก็เอาเงินไปฝากโดยผมไม่แน่ใจว่าใช้โดยเกิดประโยชน์หรือเปล่า มันอาจจะต้องตอนนี้แหละ เหมือนกับพ่อแม่เก็บทรัพย์สมบัติไว้ให้เราเยอะ ถึงแม้ประชากรเราเริ่มมีคนแก่เยอะ แต่ลองไปดูนะครับ 30 ปีเราโตในอุตสากรรมมา ตอนเราเปลี่ยนประเทศจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เราสะสมบุคลากรที่มีประสบการณ์และมีความรู้มากมาย มีทั้งเงิน ความรู้ ประสบการณ์ มีครบทุกอย่าง Geolocation ของประเทศไทยดีมาก ไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน

 

มีทุกอย่างแล้ว แต่ขาดการตัดสินใจ ขาดความกล้าหาญในการกล้าลงทุนในช่วงเวลานี้หรือเปล่า

อย่างแรกก่อน วิสัยทัศน์เรายังไม่นิ่ง ถ้าวิสัยทัศน์ของประเทศเรานิ่ง ที่เหลือมันจะวิ่งตาม ถ้าวิสัยทัศน์นิ่งแล้วมีสิ่งที่ซัพพอร์ตออกมาที่เป็นซีรีส์ที่มันชัดเจน ไม่มีบริษัทไหนหรอกที่เขาจะไม่เข้ามาทำ ถ้าองค์ประกอบเราครบ ผมคิดว่าเราเป็นประเทศที่ควรจะโต มีผลสำรวจ ไม่แน่ใจว่าจากที่ไหนสักแห่ง ที่เขาบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เหมาะที่จะเริ่มธุรกิจใหม่ที่สุดในโลก ทำไมคนนอกเขามองเราอย่างนั้น แต่ทำไมคนไทยถึงไม่เริ่มทำกัน อันนี้คืออุปสรรคอันแรก

 

อันที่สองก็คือวัฒนธรรมเรา สังเกตไหมครับว่ากีฬาอะไรที่คนไทยเราเล่นคนเดียว เราจะเล่นเก่ง อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่เคยมีการเล่นเป็นทีมมาเยอะ ผมว่าเริ่มจากรัฐบาลสร้างดรีมทีมประเทศไทย เอาบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศไทยมาช่วยกัน แบ่งงานกันทำ ไม่ใช่ว่ามีของอยู่ 100 แล้วมาแบ่งกัน แย่งกัน อย่างนี้มันก็แย่งกัน ทะเลาะกัน ต้องทำของ 100 ให้เป็น 1,000 ให้เป็น 10,000 ทุกคนแฮปปี้หมด ต่างคนต่างช่วยกันทำงาน ผมว่าเปลี่ยนคอนเซปต์แค่นี้ ประเทศไทยไปได้ แล้วถ้าเกิดธีมที่มันไปได้ ผมเชื่อว่าทุกคนได้ประโยชน์ ฝนมันก็ตกทั่วฟ้า ข้างล่างก็จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

 

หลังจากนี้ประเทศไทยต้องลงมือทำเรื่องพลังงานทางเลือกมากแค่ไหน หรือว่าจริงๆ เราสนับสนุนเรื่องนี้ได้ดีอยู่แล้ว เราเป็นผู้นำในอาเซียนอยู่แล้วหรือเปล่า

เราบอกว่าเราสนับสนุน แต่ Action plan เราไม่ชัดเจน เราเป็นผู้นำจริง สังเกตไหมว่าประเทศไทยชอบจะทำอะไรก่อนคนอื่น แล้วสักพักเราจะหยุดทำ แล้วคนอื่นก็จะแซงเราไป เพราะความต่อเนื่องของเราไม่มี เราไม่ได้มองให้ขาด และการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เปลี่ยนแปลงผู้บริหาร มันไม่ต่อเนื่องในเรื่องนโยบายและวิสัยทัศน์ของประเทศ

 

ผมเคยมีตัวเลข อันนี้อาจจะไม่อัปเดตนะ มันเป็นไปได้อย่างไรว่า 18 ปีที่ผ่านมาเรามีการเปลี่ยนแผนพลังงาน PDP ของประเทศ 12 ครั้ง แผนพลังงานมันโดนสร้างเพื่อให้เราเห็นเทรนด์ว่าประเทศเราจะไปทางไหน เราจะจัดการอย่างไร แต่แผนอันนี้ที่ออกมาเปลี่ยนแทบทุกปี แล้วเปลี่ยนนี่ไม่ใช่ปรับปรุงนะ บางทีมาซ้ายอยู่ เราก็กลับไปขวา วันดีคืนดีพลังงานทดแทน พรุ่งนี้บอกใช้ฟอสซิลใหม่ เพราะมันถูก หรือวันนี้ใช้ฟอสซิลอยู่ พอคนโวยวายว่าทำไมไม่ใช้พลังงานสะอาด เติมหน่อย มันเป็นแผน 20 ปี ก็เอาพลังงานทดแทนไปไว้หลังๆ ก็ถือว่าสนับสนุน และช่วงนี้อุตสาหกรรมมันเดินมาดีๆ มา 5-6 ปี อยู่ดีๆ บอกว่า 5 ปีนี้คุณไม่รับซื้อ บริษัทพวกนี้ไม่ต้องปิดเหรอ พอปิดแล้วมันก็ต้องกลับไปเริ่มต้นที่ศูนย์ใหม่ แทนที่จะค่อยๆ เพิ่มให้บริษัท พรุ่งนี้เขามีรายได้แล้วเขาก็ทำอะไรต่อไป เขาจะได้ขยายและแข็งแรง คือเราขาดความต่อเนื่องแบบนี้ แต่ภาพใหญ่ก็ดูเหมือนเราสนับสนุน ผมว่าถ้าเราแก้สิ่งเหล่านี้ก็โตได้

 

ในมุมมองของทั้งโลก ตอนนี้ในแง่ของพลังงานทางเลือก ประเทศไทยถือว่าอยู่ตำแหน่งตรงไหน

ก็เป็นแนวหน้าเหมือนกันนะ เพราะว่าดูด้วยตัวเลขต่อสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด เปอร์เซ็นต์ของเราก็ถือว่าสูง เพียงแต่ความต่อเนื่องมันไม่ชัดเจน แต่แผนของเรามันยังอยู่ในสภาพของการเป็นผู้ใช้มากกว่าเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิตเทคโนโลยี 

 

ซึ่งผมมองว่าในสเตปต่อไป ถ้าเราสามารถทำให้ตลาดของพลังงานทดแทนมันใหญ่ขึ้นมา ทำไมเราไม่คิดอีกสเตปหนึ่ง เอา Economy of scale ของเราไปสร้างอุตสาหกรรม แทนที่เราจะมองอุตสาหกรรมพลังงานเป็นอุตสากรรมในการนำเข้า เราต้องซื้อเข้ามา ทำไมไม่เปลี่ยนอุตสาหกรรมที่เรานำเข้ามาเป็นอุตสาหกรรมที่เราจะสร้างรายได้ในการส่งออก พวกนี้มันต้องเป็นวิสัยทัศน์ เป็นนโยบายที่ต้องมีความมั่นคงและต่อเนื่อง อันนี้ทำได้แน่นอน แล้วผมว่าประเทศที่มีแอดวานซ์อย่างนี้มีไม่เยอะ ยกเว้นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งผมมองว่าประเทศตรงนั้นความเติบโตในเรื่องพลังงานไม่เยอะ มันเป็นการเปลี่ยนเอาของใหม่ไปแทนของเก่า แต่ประเทศไทยมันไม่ใช่ แถวอาเซียนเราเป็น Growth Economy เราอยู่กับคนที่กำลังเติบโต มีกำลังซื้อ ไม่ต้องไปรื้อของเก่า ไม่โดนการต่อต้าน เราใกล้ตลาด เราควรจะต้องใช้ตรงนี้ เรามีบุคลากร Geographic เราก็ดี ไม่ทำตอนนี้ก็ไม่รู้ทำตอนไหนแล้ว

 

ในแง่ของโรงงาน แบตเตอรี่ Lithium-ion หรือข่าวล่าสุดอย่างตัว PCM เองก็เริ่มมีการรับรู้รายได้ แผนที่วางไว้ การลงทุนยังไปต่อเหมือนเดิม หรือโรงงานไฟฟ้าเป็นอย่างไรบ้าง

เราเชื่อว่าอยู่ในเทรนด์ที่ไม่ผิด ในระยะสั้นมีคลื่นมากระทบบ้างไหม มี แต่เรามองว่าคลื่นที่กระทบมันเป็นข้อดีที่ทำให้เราเดินต่อ ถ้าเรายังมั่นคงกับสิ่งที่เราทำอยู่ เพราะฉะนั้นทาง EA เราจึงมองว่าตรงนี้เป็นโอกาส โรงงานแบตเตอรี่เราเดินหน้าเต็มที่ในการที่จะสร้างโรงงานนี้ให้เสร็จตามแผน อาจจะมีช้าบ้างนิดหน่อยเพราะว่าโควิด-19 มันทำให้การหาแรงงานก่อสร้างยากขึ้น และเราก็ต้องมีมาตรการเยอะขึ้น แต่โดยภาพรวมแล้วเรายังเชื่อว่าโรงงานแบตเตอรี่ Lithium ที่เป็น Gigawatts Factory โรงแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าจะเสร็จภายในสิ้นปีนี้ เรายังเชื่ออย่างนั้นอยู่ เพราะว่าทุกคนทำงานกัน 24 ชั่วโมง ทุกคนเชื่อว่าตรงนี้มันคือโอกาสที่เราต้องเดินไป โรงงาน PCM ที่เราได้พูดกันมาเป็นสิ่งที่ท้าทาย แต่เราก็เดินมาถึงว่าตอนนี้โรงงานใกล้จะเสร็จแล้ว คาดว่า 1-2 เดือนนี้จะเริ่มการผลิต เราก็หวังว่าสารที่เป็น Green จะออกมาเยอะๆ เรื่อยๆ และเราก็จะใช้โมเดลที่เราเคยเชื่อว่าเราอยากจะเป็นบริษัทแรกที่จะเป็น Coporate Social Innovation (CSI) และ Creating Shared Value (CSV) กลับไปให้กับคนในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงเกษตรกร มันจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เราอยากจะไปถึงตรงจุดนั้น

 

โปรเจกต์พวกนี้เห็นแน่ๆ ตอนนี้เกษตรกรอยู่ในช่วงที่หมิ่นเหม่มาก เพราะปาล์มในประเทศเราประมาณครึ่งหรือเกินครึ่งที่ผลิตออกมาเอามาผสมในไบโอดีเซล ไม่มีรถยนต์ น้ำมันก็ไม่มี ดีมานด์จะหาย เราก็เห็นกันอยู่แล้ว วันนี้ผมว่าประเทศเรา เราไม่ได้มองไปไกลพอว่าถ้ารถยนต์เกิดเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าในวันใดวันหนึ่ง แล้วเกษตรกรที่เขาปลูกปาล์มอยู่หรือเกษตรกรที่เอากากน้ำตาลมาทำเอทานอล เอามันสำปะหลังมาทำเอทานอล เขาจะเอาเอทานอลไปทำอะไร

 

ผมก็เลยมองว่าวันนี้เราต้องเตรียมตัว สิ่งที่ผมทำ ด้านหนึ่งผมกำลังจะไปกับเทรนด์ แต่ผมรับผิดชอบต่อสังคม เพราะผมมองว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลย สมมติผมประสบความสำเร็จ เปลี่ยนรถเป็นรถไฟฟ้าหมด แล้วเราไม่นำเข้าน้ำมันดิบ ไม่เป็นไร แต่น้ำมันปาล์มในประเทศเรา เราจะเอาไปทำอะไร ขายออกต่างประเทศราคาก็ต่ำ เราสู้เขาไม่ได้ นั่นคือที่มาว่าทำไมผมถึงทำ Green Diesel และก็ทำ PCM เพื่อเตรียมตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ แล้วให้เกษตรกรไปทำในสิ่งที่ดีกว่า ไปขายของที่แพงขึ้นในตลาดที่มีมูลค่ามากขึ้น เช่น Oleo-Chemicals ช่วงเปลี่ยนถ่าย แน่นอน พอเริ่มมีรถไฟฟ้ามากขึ้น รถน้ำมันน้อยลง แต่ไบโอดีเซลมันไปผสมในน้ำมันได้ จริงๆ คนบอกว่า 20% ผมพูดตรงๆ นะ 10% ก็เริ่มเหนื่อยแล้ว หมายความว่าถ้าวอลุ่มของการใช้น้ำมันมันลดลงไปเรื่อยๆ มันก็ต้องมีผลกระทบไปกับคนที่ปลูกปาล์มแน่นอน

 

วิธีเดียวที่จะทำให้คนปลูกปาล์มไม่โดนกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านก็คือทำให้สามารถผสมน้ำมันปาล์มลงไปในน้ำมันดีเซลได้เยอะขึ้นเรื่อยๆ เกินลิมิตข้อจำกัดของเครื่องยนต์ นั่นเป็นที่มาว่าทำไมเราทำ Green Diesel เพราะมันคือน้ำมันดีเซลที่เกิดการสังเคราะห์จากพืช มันไม่ใช่ไบโอดีเซลซึ่งเป็นสารที่คล้ายๆ น้ำมันดีเซลและใช้ได้ เพียงแต่ผสมได้ค่าหนึ่ง นี่คือสิ่งที่เราพยายามทำ 

 

เพราะฉะนั้นผมกำลังจะบอกว่า EA ทำอะไร เราจะได้อะไร เราจะทำให้เกิดผลกระทบอะไรกับใคร แล้วเราจะไปช่วยเขาอย่างไร การที่เราจะทำธุรกิจใหม่ๆ เราต้องคิดถึงผู้ถือหุ้น คนรอบๆ เราทั้งหมด เราเดินไปอย่างนี้ เราไปกระทบคนนี้ เราไปเป็นพันธมิตรกับเขาดีไหม อย่ากินรวบ กินแบ่งดีไหม ทำอย่างไรให้ซัพพลายเชนเขาอยู่ได้ การทำรถยนต์ไฟฟ้า คนชอบพูดเรื่อยๆ ว่าทำไปแล้วทำให้อุตสาหกรรมเราตาย ไม่จริงครับ ผมกล้าพูดได้เลยวันนี้ว่าถ้าเราไม่เปลี่ยนอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ซัพพลายเชนของเราทั้งหมดจะมีปัญหาและเดือดร้อน เพราะวันนี้ผู้ประกอบการต่างประเทศเขาเริ่มขยับตัวไปประเทศอื่นแล้ว เขาไปแล้ว แต่เขาไม่ได้เอาซัพพลายเชนบ้านเราไป 

 

สิ่งที่เราทำมันเป็นประโยชน์กับทุกคนโดยรวม รถยนต์ไฟฟ้า คนที่เสียประโยชน์ก็มีแค่คนที่ทำตรงเรื่องเกียร์กับเรื่องเครื่องยนต์ ซึ่งสองส่วนนี้ไม่ใช่ของคนไทย คนต่างชาติถือ 100% เพราะฉะนั้นคนไทยที่ถือชิ้นส่วนยานยนต์อันอื่นไม่ได้กระทบมาก แต่การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนทุกคนต้องปรับตัว ถ้าทำเหมือนเดิมก็ได้เหมือนเดิม เศรษฐกิจเราก็เป็นเหมือนเดิม ไม่โต GDP ไม่ขึ้นใช่ไหมครับ การบริโภคเหมือนเดิม ถามตรงๆ ว่าในช่วงที่ผ่านมาหลายปี มีการลงทุนใหญ่ๆ ต่างประเทศเข้าเมืองไทยกี่ราย

 

ถ้าเราไม่เปลี่ยนวิธีคิด มันเห็นอยู่แล้วครับ โลงศพมันอยู่ที่ไหน ดังนั้นวันนี้เราต้องเริ่มเปลี่ยน และวิธีเปลี่ยนที่ดีที่สุดอย่างที่พลังงานบริสุทธิ์ทำทุกวันนี้คือเราเริ่มจากตัวเราเอง เราเริ่มคิดในสิ่งที่มันนอกกรอบ แต่เรามีสตินะ บอกทุกคนรอบๆ เรา เพื่อนเรา พันธมิตรเรา ให้ทำเหมือนเรา และพยายามจะบอกให้เป็นสังคมที่กว้างขึ้น แล้วก็บอกไปถึงรัฐบาลให้ทุกคนเข้ามารวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อให้ประเทศไทยเราเติบโตไปข้างหน้า เข้าสู่ New S-Curve ให้ได้ แล้วก็ประสบความสำเร็จ 

 

คุณได้บทเรียนอะไรสำคัญที่สุดตลอดเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา

ถ้าเรื่องธุรกิจที่ผมเห็นอันแรกเลยก็คือเราต้องมีสติ การตัดสินใจทำอะไร เราก็เรียนหนังสือมาตลอดเรื่อง Risk และ Return บางทีปัญหาส่วนใหญ่ที่ธุรกิจมีก็คือเราคิดเรื่องความเสี่ยงไม่ครบ บางทีธุรกิจที่เราทำมันอาจจะ Rigid เกินไป แล้วก็ทำให้เราปรับตัวไม่ได้ ผมว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ได้กระทบเราโดยตรง มันไปกระทบบริษัทอื่นๆ ที่เรารู้จัก หรือคนที่เราเห็นในอุตสาหกรรมหรือในธุรกิจอื่นๆ มันเป็นบทเรียนที่ดีเอามาวิเคราะห์ มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่เสียเงิน ถ้ารอเอาวิกฤตของโควิด-19 มาใช้เป็นประโยชน์ ทำไมคนนี้ถึงดี คนนั้นเป็นอะไร ถ้าวันนี้เราย้อนเวลาไปได้เราจะทำอะไร ผมว่าแบบฝึกหัดเหล่านี้มันมีคุณค่ามากเลย อยากให้ทุกคนใช้สิ่งเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ ประเทศไทยเองก็ต้องมองในลักษณะเดียวกันอย่างที่ผมคิดอย่างนี้เหมือนกัน

 

 


 

สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย

 


 

Credits

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์
Show Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์
Show Co-Producer เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์
Creative ภัทร จารุอริยานนท์

Sound Editor เดชาณัฏฐ์ ธีรดุริยสฤษฏ์
Video Editor ฐิติกาญจน์ กาญจนภักดี
Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์
Sub-editor ทิพากร บุญอ่ำ
Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์

Music westonemusic.com

 

 

 

The post โควิด-19 คือจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมพลังงาน มอง New Normal กับสมโภชน์ พลังงานบริสุทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กล้าให้ถูก กลัวให้เป็น ล้วงวิธีสร้างนวัตกรรมแบบสมโภชน์ พลังงานบริสุทธิ์ อีลอน มัสก์ เมืองไทย https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce156/ Tue, 01 Oct 2019 15:34:49 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=292013

เราจะสร้างนวัตกรรมครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร  เร […]

The post กล้าให้ถูก กลัวให้เป็น ล้วงวิธีสร้างนวัตกรรมแบบสมโภชน์ พลังงานบริสุทธิ์ อีลอน มัสก์ เมืองไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เราจะสร้างนวัตกรรมครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร 

เราจะสร้างอนาคตให้กับบริษัทได้อย่างไร 

เราจะสร้างเทคโนโลยีให้เป็นของตัวเองได้อย่างไร 

 

เคน นครินทร์ คุยกับ สมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด มหาชน หรือ EA เพื่อหาคำตอบว่า เราจะสร้าง The New S-Curve ตลอดเวลาได้อย่างไร ทำอย่างไรให้เราเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของเราได้อย่างสม่ำเสมอและนำพาองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน 

 


 

พลิกหน้าปฏิทินย้อนประเทศไทยกลับไปเมื่อ 13 ปีที่แล้วในปี 2549 ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ถูกเขย่าครั้งใหญ่และยังคงไว้ซึ่งแรงสั่นสะเทือนจนถึงทุกวันนี้ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นมาด้วยการทำธุรกิจพลังงานทางเลือก ‘ไบโอดีเซล’ เพราะมองเห็นเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจพลังงาน

 

2 ปีให้หลัง ‘ซันเทคปาล์มออยล์’ ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อและติดนามสกุลมหาชนกลายเป็น ‘บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (Energy Absolute Public Company Limited)’ พร้อมเดินเครื่องต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจพลังงานทางเลือก เริ่มจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (2554) ตามมาด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานลม (2558)

 

อาณาจักรพลังงานบริสุทธิ์เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในที่นี้ไม่ใช่แค่กำลังการผลิตไฟฟ้าที่เปลี่ยนจาก ‘เมกะวัตต์’ ไปสู่ ‘กิกะวัตต์’ แต่นับรวมธุรกิจพลังงานทางเลือกที่เร่ิมกระจายตัวไปอยู่ในหลากหลายโครงการและผลิตภัณฑ์

 

เริ่มตั้งแต่ธุรกิจแบตเตอรี่ (Energy Storage), สถานีชาร์จประจุไฟฟ้า (EA Anywhere), รถยนต์และเรือพลังงานไฟฟ้า (MINE Mobility & E-Ferry), แพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานในอนาคตแบบ P2P และล่าสุดกับธุรกิจรถบัสไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Now) และธุรกิจกำจัดขยะ (SWM)

 

Energy Absolute

 

ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา พลังงานบริสุทธิ์พาตัวเองแหวกว่ายฝ่ากระแสคลื่นความเปลี่ยนแปลงและการดิสรัปต์จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานไทย มีมูลค่า Market Cap มากกว่า 180,905 ล้านบาท รายได้ปี 2561 อยู่ที่ 12,656 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 4,975 ล้านบาท (ข้อมูลล่าสุด 20 กันยายน 2562)

 

จากมนุษย์ที่เคยขลุกอยู่แต่ในโลกของตัวเลข การเงิน และการลงทุน THE STANDARD ชวนคุณมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันว่า สมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) มีแนวคิดการบริหารงานอย่างไร จึงทำให้บริษัทที่เขาปั้นขึ้นมาจากศูนย์เติบโตต่อเนื่องและสรรหานวัตกรรมใหม่ๆ มาเติมพอร์ตธุรกิจได้ตลอดเวลา จนได้รับการขนานนามว่า ‘อีลอน มัสก์ เมืองไทย’ 

 

Energy Absolute

 

เริ่มพอใจเมื่อไร = เริ่มถอยหลังถอยหลังเมื่อนั้น อ่านเกมล่วงหน้าให้ขาด พลิกแพลงให้เป็น

สิบกว่าปีที่ผ่านมาของการทำธุรกิจพลังงานทางเลือก สมโภชน์ยอมรับว่าตัวเขาเองพอใจภาพรวมของการทำธุรกิจในระดับหนึ่ง แต่ถึงแม้บริษัทจะเติบโตจนเป็นที่ยอมรับและถูกจับตามากแค่ไหน ในมุมหนึ่งผู้บริหารวัย 51 ปีก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ ด้วยมองว่าเมื่อไรก็ตามที่เขาเริ่มเกิดความรู้สึก ‘พอใจ’ ในสิ่งที่ทำ นั่นหมายความว่าสัญญาณความล้มเหลวจะเริ่มเดินเข้ามาถามหาเขาแล้ว

 

“ถามว่าผมพอใจไหม บริษัทโตมาถึงขนาดนี้ก็ต้องตอบว่าพอใจนะ แต่ผมคิดว่าถ้าเมื่อไรก็ตามที่เราเริ่มบอกกับตัวเองว่าพอใจในสิ่งที่ทำแบบ 100% เราจะเริ่มถอยหลัง ฉะนั้นจริงๆ มนุษย์ทุกคนมันก็ต้องมีฝันไปเรื่อยๆ เราต้องมีวิสัยทัศน์ของตัวเองที่จะเดินต่อไป”

 

สมโภชน์ย้อนเล่าความหลังว่าตัวของเขาและ EA ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงเวลาที่เกิด ‘ความเปลี่ยนแปลง’ โดยที่ไม่ได้ตั้งตัวและตั้งใจ ซึ่งเรื่องเดียวกันน้ีหลายคนอาจจะมองเป็นอุปสรรค ขณะที่เขากลับมองมันเป็นโอกาส ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับทักษะการคิดวิเคราะห์และการคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้า

 

“พื้นฐานผมไม่ใช่คนทะเยอทะยาน แต่ผมชอบไปอยู่ในจุดที่มันเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมทำงานด้านการเงินมา วันดีคืนดีกลับเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องออกจากธุรกิจ แต่สิ่งที่ติดตัวผมมาด้วยคือวิชาการเงิน การลงทุน และการวิเคราะห์ ซึ่งพลังงานบริสุทธิ์ก็เกิดขึ้นจากความรู้เรื่องการลงทุนที่ติดตัวผมมา

 

“ทุกครั้งเวลาที่ผมทำอะไร ผมจะวิเคราะห์ลงรายละเอียดเชิงลึกของมันเสมอ มันช่วยทำให้ตัวผมเองมองเห็น ‘โอกาส’ และสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ได้ล่วงหน้า เหมือนอย่างตอนที่เริ่มทำธุรกิจไบโอดีเซลเพราะปาล์มล้นตลาดและรัฐบาลไทยส่งเสริม แต่ทำไปทำมาถึงจะกำไรได้บ้าง แต่อำนาจต่อรองเรากลับเสียเปรียบเมื่อเทียบกับผู้เล่นรายใหญ่ๆ

 

“ผมจึงเริ่มมองไปข้างหน้า 3-5 ปีว่าธุรกิจของเราจะเป็นอย่างไรต่อ จากนั้นก็ลองไปดูว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนจะมีอะไรอีกบ้าง จนเริ่มไปจับโซลาร์เซลล์ในวันที่หลายคนยังไม่ได้มองเห็นว่ามันดี แล้วก็ต่อยอดไปสู่พลังงานลม เพราะเข้าใจว่าวันหนึ่งธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะต้องมีการแข่งขันที่สูง ผลที่ตามมาคือมาร์จินจะลดลง

 

“ระหว่างที่ทำพลังงานลม ผมก็เริ่มคิดต่อแล้วว่าตลาดที่เราอยู่ใหญ่แค่ไหน มันเปิดโอกาสให้ผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามาได้ง่ายหรือเปล่า โอกาสที่เราจะได้ส่วนแบ่งจากศักยภาพการเติบโตหรือการถดถอยของตลาดจะเป็นอย่างไร ถ้ามันเริ่มน้อยลง เราจะต้องมุ่งไปทางไหน 

 

“ผมจะคิดต่อยอดไปแบบนี้เรื่อยๆ แต่ต้องคิดให้เร็ว อย่าให้มันไปถึงจุดวิกฤตแล้วค่อยมานั่งคิด เพราะเราจะเตรียมตัวไม่ทัน สิ่งที่ผมและ EA เป็นและทำกันมาตลอดนั่นคือการวางแผน คิดวิเคราะห์ มองหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นความต่อเนื่องของกระบวนการ”

 

ไม่ใช่แค่มองให้ขาด วิเคราะห์และหาข้อมูลให้เป็น เพราะเคล็ดลับที่เขามักจะใช้อยู่เป็นประจำเมื่อลังเลหรือไม่แน่ใจว่าเทรนด์ต่างๆ จะกลายมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้เมื่อไร นั่นคือการหมั่นเข้าไปขอความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละอุตสาหกรรมอยู่เสมอ เพราะประโยชน์ที่ได้คือความสามารถในการปะติดปะต่อภาพใหญ่ และทางลัดการฝึกปรือวิชามองเกมให้ขาดทะลุปรุโปร่ง

 

สมโภชน์ทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่าแม้กระทั่งตอนที่เขากำลังนั่งคุยกับเราอยู่ แม้บริษัทจะมีรายได้เติบโตเฉลี่ยต่อเนื่อง 11% ในช่วง 3 ปีหลังสุด แต่ตัวเขาเองและทีมงานก็เริ่มวางแผนและมองหาโอกาสแล้วว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้า EA จะเป็นอย่างไร ต้องเผชิญหน้าหรือรับมือกับอะไรบ้าง

 

Energy Absolute

 

คิดได้แล้วต้อง ‘กล้า’ ที่จะลงมือทำ ควบคู่ไปกับ ‘กลัว’ ในส่ิงที่ทำเสมอ

กล้าและกลัว คือสองคำที่มีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงและไม่น่าจะไปด้วยกันได้เลย หากแต่ทั้งสองคำกลับเป็นเหมือนเครื่องมือคู่ใจที่สมโภชน์จะต้องคอยชั่งน้ำหนักตวงสมดุลระหว่างกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะในทุกๆ ครั้งที่เขาเกิดไอเดียจะริเริ่มลงมือทำโครงการใหม่ๆ 

 

“ความกล้าที่อยู่ในตัวของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ถ้าเรารู้จักตัวเองมาก รู้ทักษะของตัวเอง ความกล้ามันก็จะเพิ่มมากขึ้น พอกล้ามากขึ้น ถ้ายังจำวันที่คุณเคยล้มเหลว ผิดพลาด หรือวันที่คุณเคยกลัวมากๆ ได้ สิ่งเหล่านี้มันจะหล่อหลอมและสร้างสมดุลให้กับตัวคุณจนเกิดเป็นทักษะในทุกๆ ครั้งที่ต้องตัดสินใจ

 

“ตัวผมเองจะบอกกับพนักงานของ EA ทุกคนว่า ‘อย่ากลัว’ ที่จะเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ถ้าคิดได้แล้วก็ควรที่จะเริ่มเข้าไปทำมันทันที แต่เมื่อไรก็ตามที่ตัดสินใจจะลงมือทำแล้วให้เริ่มกลัวมันเยอะๆ กลัวว่าจะล้มเหลว คิดทุกวันก่อนที่งานจะเดินว่าถ้าเราทำแล้วเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น เกิดเรื่องนี้ขึ้นมา จะรับมือกับมันอย่างไร ต้องกลัวให้เยอะๆ ว่าตัวเราเองคิดบวกมากเกินไปหรือเปล่า

 

“อย่างตอนที่ผมเริ่มพัฒนาโครงการฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ 90 เมกะวัตต์ ผมจะเริ่มคิดแล้วว่าจะมีอะไรบ้างที่ทำให้โครงการของผมล้มเหลว โครงการใหญ่ขนาดนี้ ถ้ามีโจรหรือขโมยเข้ามาในพื้นที่จะทำอย่างไร ถ้าเกิดไฟป่าล่ะ จะรับมือไหวไหม เวลาเริ่มก่อสร้างแล้วต้นทุนจะบานปลายหรือเปล่า

 

“ผมเป็นคนชอบคิดสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่มันน่าจะเกิดขึ้นในใจ ทุกครั้งเวลาจะทำอะไรก็ตาม จะไม่คิดเข้าข้างตัวเองว่ามันจะต้องได้ ต้องสำเร็จ แต่ผมจะคิดว่าถ้าเกิดมันเจ๊งขึ้นมา ผมรับได้ไหม ถ้ารับได้ก็จะเริ่มเดินหน้าลงมือทำทันที”

 

Energy Absolute

 

แนวคิดเดียวกันนี้ยังถูกนำไปใช้กับธุรกิจสถานีชาร์จประจุไฟฟ้า EA Anywhere ที่พลังงานบริสุทธิ์วางแผนทำทั้งหมด 1,000 จุดทั่วประเทศในรัศมีทุกๆ 5 กิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ประเทศไทยยังมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าวิ่งบนท้องถนนไม่ถึงหลักพันด้วยซ้ำ เพราะหากอนาคตมันบูมขึ้นมาเมื่อไร โครงสร้างขั้นพื้นฐานที่สมโภชน์วางเอาไว้ก็จะประสบความสำเร็จทันที

 

กลับกัน หากโปรเจกต์ของเขาล้มเหลวไม่เป็นท่า สมโภชน์ก็ยังเป็นผู้ประกอบการที่มีจำนวนสถานีชาร์จในเมืองเยอะที่สุดอยู่ดี และมันก็จะกลายสภาพเป็นเน็ตเวิร์กที่เขาสามารถนำไปขายทอดตลาดให้กับผู้ประกอบการเจ้าอื่นๆ ใดด้วย

 

เมื่อพูดถึงคำว่ากลัว สมโภชน์ก็ยกตัวอย่างคำหนึ่งในภาษาอังกฤษขึ้นมา นั่นคือ ‘ความโลภและความกลัว’ (Greed and fear) ซึ่งเป็นคำที่เขาเชื่อว่าหากผู้ประกอบการธุรกิจสามารถหาจุดกึ่งกลางระหว่างทั้งสองความรู้สึกดังกล่าวได้ในการจะลงมือทำอะไรก็ตาม ความสำเร็จก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

นอกจากนี้ในฐานะองค์กรที่สามารถสรรหาผลิตภัณฑ์และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะยกระดับตัวเองเป็น ‘New S-Curve’ ขององค์กรได้อยู่เสมอ เขาได้ฝากคำแนะนำถึงองค์กรใหญ่ๆ ที่อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านหรือมีแนวคิดจะเริ่มทรานส์ฟอร์มบริษัทว่า ผู้บริหารต้องพร้อมจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ อย่ายึดติดกับความสำเร็จของวันวาน 

 

“มันต้องเริ่มจากตัวเรา (ผู้นำองค์กร) ว่าพร้อมจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ แล้วเอาความกลัวเข้ามาใส่เยอะๆ กล้าทำสิ่งใหม่ๆ ออกไปลอง อย่ายึดติดกับอดีตที่มันประสบความสำเร็จนานๆ มันไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย อะไรที่คุณทำแล้วควบคุมได้ก็ต้องทำมันให้หมด แต่อะไรที่ควบคุมไม่ได้ก็ให้กลัวมันเยอะๆ เข้าไว้ หาวิธีป้องกันแล้วเดินหน้าต่อทุกวัน อย่ารอจนเกิดวิกฤตแล้วค่อยลงมือทำ เพราะมันจะไม่ทัน”

 

Energy Absolute

 

วัฒนธรรมองค์กรแบบ EA ‘อยากสร้างนวัตกรรมต้องผลักดันพนักงานไปให้ถึงขีดจำกัด’

นอกเหนือจากแนวคิดส่วนตัวของสมโภชน์ที่เชื่อในเรื่องการคิดวิเคราะห์ การมองหาโอกาส และการสร้างสมดุลระหว่างความกล้ากับความกลัวแล้ว วัฒนธรรมองค์กรของ EA ที่พนักงานทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องสัมผัสกันในทุกๆ วัน นั่นคือการถูกผลักดันให้ไปถึงขีดจำกัดและศักยภาพของตัวเอง เพราะผลลัพธ์ที่ได้คือการนำพาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ มาสู่องค์กรได้อยู่เสมอ

 

“มนุษย์จะมีธรรมชาติอย่างหนึ่ง คือหากคุณไม่ถูกผลักดันจนถึงขีดจำกัดของตัวเอง คุณก็จะไม่พัฒนา น้อยคนนะที่จะพัฒนา คุณเรียนหนังสือ ถ้าไม่มีการสอบ คุณจะขยันไหม มันเป็นธรรมชาติ ฉะนั้นสิ่งแรกก็คือต้องผลักให้เขาถึงขีดจำกัดของตัวเอง  

 

“แล้วต้องให้โอกาสเขาได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ลองไกด์เขา แนะนำแนวทางเขาบ้าง หรือสร้างแรงกดดันบ้างในบางโอกาส แล้วคนที่ผ่านตรงนี้ไปได้ก็จะมีสัญชาตญาณและมีกึ๋นในการจัดการและรับมือกับส่ิงต่างๆ”

 

Energy Absolute

 

ทั้งนี้สมโภชน์เน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่องค์กรควรจะต้องลงมือทำก่อนผลักดันพนักงานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดคือการที่ตัว ‘ผู้บริหาร’ เองก็จะต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่กำลังจะลงมือทำ แม้จะยังไม่เห็นภาพความสำเร็จที่ชัดเจน เพราะทั้งหมดจะถูกหล่อหลอมให้องค์กรสามารถสร้างวัฒนธรรมดังกล่าวขึ้นมาได้ ทั้งยังเป็นการดึงดูดแคนดิเดตพนักงานที่มีศักยภาพให้มาอยู่กับองค์กรได้อีกทาง

 

“คุณต้องกล้าเดินเข้าไปลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ” สมโภชน์ตอบเราเมื่อถูกถามว่าเขาสร้างสภาพแวดล้อมการพัฒนานวัตกรรมแบบต่อเนื่องให้เกิดกับองค์กรได้อย่างไร “บางบริษัท วัฒนธรรมผู้บริหารคือถ้าเขาไม่เห็นภาพก็จะไม่เอาเลย ไม่ทำ แต่ไม่ใช่กับที่นี่ ถ้าคอนเซปต์มันใช่ สมมติฐานเรามองว่ามันน่าจะไปได้ เราก็จะลองทำ และไม่ปิดโอกาสตัวเอง”

 

Energy Absolute

 

พารถยนต์ไฟฟ้าบุกตลาดเชิงพาณิชย​์ เจาะกลุ่มแท็กซี่และองค์กร กรณีศึกษาเมื่อปลาเล็ก EA ในน่านน้ำสีแดงคิดจะทำการใหญ่

ไม่เกินปี 2562 นี้ เราน่าจะได้เห็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ MINE Mobility บริษัทในเครือพลังงานบริสุทธิ์วิ่งบนท้องถนน ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะแรกพวกมันจะมาในรูปโฉมของ ‘รถแท็กซี่’ เพราะนี่คือกลยุทธ์และหมากอันแยบยลที่สมโภชน์ได้วางไว้ให้กับธุรกิจยานยนต์ EV ของเขา

 

“ผมคงเริ่มจากกลุ่ม Niche Market ก่อน จับกลุ่มเชิงพาณิชย์ เหมือนที่ผมเคยบอกไว้ว่าจะมุ่งไปทางแท็กซี่ตอนที่เริ่มคิดจะทำรถยนต์ใหม่ๆ เพราะอย่างที่ใครๆ ทราบกันว่ามูลค่าการลงทุนมันสูง (ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า) ถึงคุณจะบอกว่า EA เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่เราก็ยังเป็นแค่ ‘ไวรัส’ เมื่อเทียบกับผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Toyota, BMW หรือ Mercedes-Benz”

 

หนึ่งใน Trigger Point สำคัญที่ทำให้สมโภชน์ตัดสินใจได้ว่าพร้อมจะเริ่มลุยธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการประเดิมเล่นในสมรภูมิรถแท็กซี่และต้องลงมือทำเดี๋ยวนั้นทันที เป็นเพราะเขาเห็นแล้วว่าในประเทศไทยมีซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จำนวนมหาศาล แต่ยอดขายรถยนต์ของไทยช่วงที่ผ่านมากลับไม่ได้โตแบบหวือหวา

 

ประกอบกับผู้ผลิตแต่ละเจ้าก็ไม่ได้ถูกว่าจ้างให้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เพื่อแบรนด์นั้นๆ แบบเหมารวม 100% ทั้งคัน เนื่องจากค่ายรถยนต์ไม่ต้องการพึ่งพาซัพพลายเออร์เพียงรายเดียว (ด้วยเหตุผลด้านอำนาจในการต่อรอง ฯลฯ) ด้วยเหตุนี้ผู้ผลิตแต่ละรายจึงเหลือกำลังการผลิตอยู่มากพอสมควร

 

Energy Absolute

 

“ถ้าเราเข้าไปตอนนี้ เขาก็น่าจะต้อนรับเรา แต่ถ้าเข้าไปตอนที่ธุรกิจเขากำลังดีๆ (ยอดขายรถอู้ฟู่) เราคงถูกมองว่าบริษัทของเราเป็นใคร ไปยุ่งอะไรกับเขา เราเพิ่งเริ่มธุรกิจได้ไม่นาน กำลังคนเราก็มีเท่านี้ การจะไปสู่กับแบรนด์ที่ผลิตรถยนต์เพื่อใช้ในครัวเรือนในช่วงแรกอาจจะแข่งได้ยาก แต่บังเอิญว่าสำหรับ ‘รถแท็กซี่ในไทย’ ถ้ามองจากมุมผู้ใช้งานแล้ว ผมเชื่อว่าหากเขาเจออะไรที่ดีกว่าก็พร้อมจะเปลี่ยน 

 

“ผมมองและวิเคราะห์ดีแล้วว่าตลาดเชิงพาณิชย์น่าจะทำให้ผมมีจุดยืน และจนถึงตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดคุยกันแล้ว (กับผู้ประกอบการสหกรณ์แท็กซี่) และเขาก็ต้อนรับเราแน่นอน เพราะรถยนต์ไฟฟ้าของผมจะช่วยให้เถ้าแก่ผู้ประกอบการเหลือเงินเยอะขึ้น คนขับรถประหยัดค่าเชื้อเพลิง ผู้ใช้บริการทั่วไปที่ได้ขึ้นรถก็จะได้ลองนั่งรถยนต์ไฟฟ้า มันจึงเป็นกรณีที่สมบูรณ์แบบมากๆ”

 

Energy Absolute

 

ขณะที่แผนการล่าสุดหลังยื่นจดทะเบียนบริษัทใหม่กับตลาดหลักทรัพย์ ‘EV Now’ เพื่อประกอบธุรกิจรถบัสไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า รวมถึงธุรกิจบริการขนส่งสาธารณะ ก็น่าจะพอตอบคำถามได้เบื้องต้นว่าสมโภชน์มองเกมการแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยไว้อย่างไร จะพา EA เดินไปข้างหน้าด้วยกลยุทธ์ไหน

 

คงเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าหมากที่สมโภชน์เดินในวันนี้และจิ๊กซอว์ธุรกิจพลังงานสะอาดที่เขาต่อเอาไว้แยบคายเพียงใด เพราะศึกนี้ต้องตามดูกันยาวๆ แต่อย่างน้อยที่สุดเราเชื่อว่าวิธีคิดหรือแนวทางการทำงานที่ถูกส่งต่อจากประสบการณ์ตลอดสิบกว่าปีที่ชายผู้นี้สั่งสมจากพลังงานบริสุทธิ์น่าจะเป็นประโยชน์และให้อะไรบางอย่างกับใครหลายคนได้พอสมควร

 

The Secret Sauce ของ สมโภชน์ แห่งพลังงานบริสุทธิ์

 

1. กล้าที่จะลงมือทำ ในขณะเดียวกันก็ต้องกลัวที่จะล้มเหลว ต้องมีความกลัวและคิดถึง Worst Case Scenario ตลอดเวลาเพื่อที่จะรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อย่ามองโลกในแง่ดีจนเกินไป ต้องหาสมดุลระหว่างความกล้าและความกลัว

 

2. อ่าน วิเคราะห์ ศึกษา และขอความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายคนเพื่อหาข้อมูลเชิงลึกเพื่อที่จะได้ทราบมุมมองที่หลากหลาย

 

3. หาแผนสำรองที่หลากหลาย EA จะทำรถยนต์ไฟฟ้าแล้วพบอุปสรรคมากมายจากนโยบายทางรัฐบาล พฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังไม่คุ้นชิน และคู่แข่งขันยักษ์ใหญ่ EA จึงมีแผนสำรองคือ หนึ่ง ตั้งราคารถยนต์ไฟฟ้าให้ถูกว่ารถยนต์ทั่วไปและพัฒนาให้ทนและใช้งานได้ยาวนาน สอง พัฒนาสถานีชาร์จไฟฟ้าด้วยตัวเองไม่ใช่รอให้บริษัทอื่นทำ ถ้าธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าของ EA ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็จะเป็นบริษัทที่มีสถานีชาร์จไฟฟ้าเยอะที่สุดในเมือง และยังสามารถเป็น Infrastruture ให้กับแบรนด์อื่นๆ ได้อีกด้วย สาม ทำการตลาดกับคนขับแท็กซี่เพื่อให้ลูกค้าคุ้นชินกับการใช้บริการและมั่นใจในคุณภาพรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท

 

4. คนที่สร้างสรรค์กับคนที่เพ้อฝัน ต่างกันอย่างเดียวคือผลลัพธ์ คนที่เพ้อฝันคิดแล้วไม่ลงมือทำ หรือทำออกมาแล้วไม่สำเร็จ แต่คนที่สร้างสรรค์จะกล้าและทำให้เกิดผลลัพธ์ได้

 


 

สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย

 


 

Credits

 

The Host นครินทร์ วนกิจไพบลูย์

The Guest สมโภชน์ อาหุนัย

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Show Producers เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์, ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Marketing & Coordinator อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Interns อสุมิ สุกี้คาวา, ณัฏฐนิช ผิวสว่าง

The post กล้าให้ถูก กลัวให้เป็น ล้วงวิธีสร้างนวัตกรรมแบบสมโภชน์ พลังงานบริสุทธิ์ อีลอน มัสก์ เมืองไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดวิสัยทัศน์ ‘พลังงานบริสุทธิ์’ ฝันเป็น ‘เทสลาแห่งอาเซียน’ https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce129/ Sat, 13 Jul 2019 14:41:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=270321

สมโภชน์ อาหุนัย ซีอีโอแห่ง ‘พลังงานบริสุทธิ์’ เขาคือมหา […]

The post เปิดวิสัยทัศน์ ‘พลังงานบริสุทธิ์’ ฝันเป็น ‘เทสลาแห่งอาเซียน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมโภชน์ อาหุนัย ซีอีโอแห่ง ‘พลังงานบริสุทธิ์’ เขาคือมหาเศรษฐีของประเทศไทย ที่เพิ่งถูกจัดอันดับให้อยู่ในลำดับที่ 10 จากนิตยสาร Forbes ประสบความสำเร็จทางด้านการทำธุรกิจและมีชีวิตหลากหลายด้านที่น่าสนใจ จนสื่อต่างประเทศหลายสำนักต่างตั้งฉายาให้เขาเป็น ‘อีลอน มัสก์ แห่งประเทศไทย’

The Secret Sauce เอพิโสดนี้ เคน นครินทร์ แชร์ประสบการณ์จากการได้พูดคุยถึงวิสัยทัศน์ของคุณสมโภชน์ในทริปเยี่ยมชมโรงงาน Amita Technologies Inc. โรงงานแบตเตอรี่ของพลังงานบริสุทธิ์ ณ ประเทศไต้หวัน สถานที่ซึ่งเปรียบเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ความฝันของคุณสมโภชน์นั้นเป็นจริง





สมโภชน์ อาหุนัย ชายผู้มีความฝันอยากเป็นคนแรกของประเทศไทยที่สามารถสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ด้วยตัวเอง เพราะที่ผ่านมายังไม่มีใครสามารถทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ คนไทยยังแค่รับจ้างผลิตหรือสร้างเทคโนโลยีแล้วนำออกไปขาย ไม่เคยมีแบรนด์เทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ไม่เคยมีการสร้างนวัตกรรมเบ็ดเสร็จ 100%

เบื้องหลังวิสัยทัศน์ของ สมโภชน์ อาหุนัย คืออะไร ทำไมเขาถึงกล้าฝันใหญ่ แถมเริ่มต้นลงมือทำจริงไปแล้วอีกด้วย



‘พลังงานบริสุทธิ์’ เป็นบริษัทเกี่ยวกับอะไร

ย้อนกลับไปเท้าความกันสักนิด สำหรับคนที่อาจยังไม่ค่อยรู้จักบริษัทนี้

พลังงานบริสุทธิ์ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 13 ปีก่อน สมัยนั้นคุณสมโภชน์มีทรัพย์สินส่วนตัวอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท เขาเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เคยทำงานในตำแหน่งผู้จัดการที่บริษัท หยวนต้า ประเทศไทย จำกัด แต่เมื่อล่าสุดจากตัวเลขการรายการของนิตยสาร Forbes เขามีทรัพย์สินถึง 90,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียงหนึ่งทศวรรษ เขามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหลายร้อยเท่าตัว จากการมองการณ์ไกลในธุรกิจที่ไม่ใช่ใครก็ทำได้ และรู้จักใช้กลไกทางตลาดหุ้นในการเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง

ภาพรวมธุรกิจของพลังงานบริสุทธิ์มุ่งเน้นเป็นผู้นำทางด้านการผลิตเทคโนโลยีที่มาจากพลังงานทางเลือก มีผลประกอบการในปี 2561 รายได้รวมอยู่ที่ 12,500 ล้านบาท มีกำไรสุทธิเกือบ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และ 30​% ตามลำดับจากปีก่อน





คุณสมโภชน์กำลังลงทุนธุรกิจอะไรที่ไต้หวัน

เหตุผลที่พลังงานบริสุทธิ์เชิญสื่อหลายสำนักเดินทางไปไต้หวันในครั้งนี้ เพราะเมื่อปี 2559 เขาได้ลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท Amita Technologies Inc. ผู้นำธุรกิจแบตเตอรี่ประเภทลิเธียม ไอออน โพลิเมอร์

หลายครั้งการทำธุรกิจ เราอาจได้ยินคำว่า The New S-Curve คุณสมโภชน์ยอมรับว่า กำไรของบริษัทเขากำลังลดลง เช่นเดียวกับอีกหลายบริษัทที่ต้องเผชิญปัญหานี้ เพราะกำไรจากบางส่วนที่ทำได้กำลังจะหมดลง แม้เป็นสิ่งที่พอคาดเดาได้ แต่คุณสมโภชน์จะไม่มีวันอยู่นิ่งดูดายปล่อยให้ธุรกิจตาย เขาต้องหา The New S-Curve หรือธุรกิจใหม่ เข้ามาทดแทนส่วนที่หายไป ซึ่งคำตอบของเขาคือ ‘แบตเตอรี่’ นั่นเอง

แน่นอน ต้องเกิดคำถามต่อว่า แล้วทำไมต้องเป็นแบตเตอรี่?

ลองคิดตามให้ดี แบตเตอรี่คือเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการพลิกเกม ทำให้ ‘โรงงานไฟฟ้าพลังงานทางเลือก’ แปรสภาพมาเป็น ‘โรงงานไฟฟ้าหลัก’ จาก ‘เลือก’ เป็น ‘หลัก’ ด้วยการกักเก็บพลังงานไว้ใช้ผ่านแบตเตอรี่ ทำให้จ่ายไฟได้อย่างสม่ำเสมอ แม้ในช่วงเวลาที่ไม่มีสายลมหรือแสงแดด ดังนั้นยิ่งแบตเตอรี่ดีเท่าไร ยิ่งส่งผลบวกกับพลังงานทางเลือกมากเท่านั้น 


คุณสมโภชน์จึงลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ประเภทลิเธียม ไอออน โพลิเมอร์
50 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีในประเทศไทย มีมูลค่าการลงทุนสูงถึงแสนล้านบาท แม้ตอนนี้เขาเริ่มต้นที่ 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี แต่ในอนาคตจะยิ่งขยายไปในแผนระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี





ทำไมต้องเป็นบริษัท Amita Technologies Inc.

คุณสมโภชน์เล่าให้ฟังว่า ก่อนจะตัดสินใจเลือกที่นี่ เขาใช้เวลาค้นหาอยู่ประมาณ 2 ปี พูดคุยตกลงอีก 3 ปีกับหลายที่ทั่วโลก โดยเหตุผลที่ตัดสินใจว่าต้องเป็นอมิตา มาจากเทคนิคการถามคนอื่น เขาเลือกที่จะถามหลายๆ คน พอได้คำตอบ ก็เอาไปถามคนใหม่ต่อ เขาบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนเก่ง แต่คุยกับคนเยอะ กล้าขอความรู้ และหมั่นเรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง



 


Amita Technologies Inc. เป็นโรงงานที่อยู่ใกล้ละแวกชุมชน ก่อตั้งมาได้ 19 ปี แม้จะผลิตแบตเตอรี่ได้ดี การันตีด้วยรางวัลระดับโลก แต่อีกมุมหนึ่ง พวกเขาไม่เก่งเรื่องการสร้างแบรนด์ หรือไม่รู้วิธีต่อยอดจากสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีเท่าไรนัก คุณสมโภชน์มองเห็นจุดนี้ จึงอยากพัฒนา Know How ที่มี เพื่อมุ่งสู่การสร้างเทคโนโลยีใหม่ของตัวเอง

นี่คือวิธีคิดในอีกมุมของการซื้อเทคโนโลยี ที่ไม่ใช่แค่ซื้อเพื่อให้มีใช้ แต่มองลึกไปถึงการต่อยอด เพราะเขากำลังสร้างโรงงานใหม่ Bluetech City ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อพัฒนานวัตกรรมแบตเตอรี่โดยเฉพาะ

เช่นเดียวกับบริษัทอมิตาก็รู้สึกวิน-วินกับเรื่องนี้ เพราะอย่างที่เล่าไปว่า เขาไม่เก่งเรื่องการสร้างธุรกิจ เขาเป็นเหมือนโออีเอ็มที่ผลิตสินค้าให้บริษัททั่วโลกมามากมาย แต่ไม่เคยคิดสินค้าที่ต่อยอดไปขายในตลาดได้ พลังงานบริสุทธิ์จึงเข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้อย่างดี

 



สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการให้สัมภาษณ์ของคุณสมโภชน์

ช่วงหนึ่งของการให้สื่อฯ เปิดประเด็นสัมภาษณ์คุณสมโภชน์ มีนักข่าวท่านหนึ่งถามว่า นิยามของพลังงานบริสุทธิ์คืออะไร และทำไมเขาถึงกล้าฝันใหญ่เช่นนี้

เขาตอบ พลังงานบริสุทธิ์ไม่ได้ต้องการทำแค่แบตเตอรี่ แต่ต้องการสร้าง Solution ต้องการเป็นแอปพลิเคชันโพรวายเดอร์ ต้องการยกระดับไปอีกขั้น เขาต้องการเป็นคนแรกของเมืองไทยที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ เพราะปัจจุบันประเทศไทยกำลังไฟไหม้หรือกำลังกินบุญเก่าของตัวเองอยู่ ไม่มีการลงทุนใหญ่ๆ ของต่างประเทศมานานแล้ว สิ่งเหล่านั้นกระจายออกไปอยู่ที่ประเทศอื่นเสียหมด ค่าแรงเราไม่ดึงดูดเท่าที่ควร คนไทยเคยชินกับการดึงคนนอกมาลงทุน แน่นอน 20-30 ปีที่ผ่านมา เราอาจเคยทำได้ ตลาดแรงงานพร้อม ค่าแรงถูก ทรัพยากรธรรมชาติมีให้ใช้ แต่สิ่งที่เราลืมไปคือ เราไม่เคยผลิตอะไรพวกนี้เองได้เลย เป็นกับดักรายได้ปานกลาง ถ้ารัฐบาลยังใช้วิธีคิดแบบเดิมอยู่ เขาเชื่อว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องตื่น EA อยากรีเทิร์นกลับมาให้ประเทศ คนไทยเก่งแต่ไม่ค่อยเชื่อกันเอง ชอบมองว่าคนไทยเป็นคนชั้นสองของประเทศ พอเราอยากผลิตแบตเตอรี่ ไม่ค่อยมีใครเชื่อ แต่พอต่างชาติพูดว่าจะทำ กลับเชื่อ ดังนั้น ถ้าเราไม่เปลี่ยนวิธีคิดเหล่านี้ ในอนาคตจะเหนื่อยแน่นอน

ถามต่อว่า ความเสี่ยงของการทำเรื่องนี้คืออะไร

เขาเชื่อว่า สิ่งที่กำลังจะทำเป็นเพียงไวรัสความต้องการเล็กๆ ของโลกใบนี้ พลังงานทางเลือกหรือรถยนต์ไฟฟ้ากำลังมาแน่นอน เพราะมันมีปัจจัยชัดเจน การระบุเป้าหมายว่า อยากสร้าง 50 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี เป็นเพียงจุดเล็กๆ ในมหาสมุทรของการสร้างพลังงานทางเลือก เขาไม่ได้กลัวสิ่งที่ทำมาไม่มีคนใช้ แต่กลัวทำแล้วไม่เพียงพอต่อความต้องการต่างหาก





วิธีคิดในการสร้างวิสัยทัศน์แบบ อีลอน มัสก์ แห่งประเทศไทย

1. หาข้อมูลให้ครบถ้วน คุณสมโภชน์ตอบว่า อาจเป็นเพราะเขาเคยเป็นนักวิเคราะห์หุ้นมาก่อน เวลาจะวิเคราะห์หุ้นสักตัว เขาจะหาข้อมูลให้ละเอียดรอบด้าน คู่แข่งคืออะไร เทรนด์กำลังจะไปทางไหน อุตสาหกรรมขับเคลื่อนอย่างไร ต้องครบถ้วน

2.ใช้ Five Force Analysis การวิเคราะห์ปัจจัยกดดันทั้ง 5 ตั้งแต่ระดับสูง กลาง ต่ำ เพื่อวิเคราะห์การแข่งขัน

3. มีใจเป็นกลาง อย่าตัดสินใจจากจุดที่ไม่เหมาะสม เช่น อยากช่วยเพื่อน ชอบเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว หรือคิดเอาเองว่าน่าจะเป็นไปได้ และพยายามหาเหตุผลสนับสนุนเรื่องพวกนี้ของตัวเอง

4. กล้าลงมือทำ เขาสรุปทิ้งท้ายว่า ถ้าไม่เริ่มต้นตอนนี้ เราจะทำกันเมื่อไร ยกตัวอย่างเช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แน่นอนว่าหลายเจ้าอยากทำ อยากทำกำไร แต่ถ้าไม่เสี่ยง มันจะเติบโตได้อย่างไร

 

 


 

สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย

 


 

 Credits

 

The Host นครินทร์ วนกิจไพบลูย์

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Show Producers เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์, ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Marketing & Coordinator อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาวิกา ขันติศรีสกุล

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์

The post เปิดวิสัยทัศน์ ‘พลังงานบริสุทธิ์’ ฝันเป็น ‘เทสลาแห่งอาเซียน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>