ผ่อน – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 17 Sep 2018 05:32:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 บทเรียนและทางออกจาก 3 เคสเด็กดีที่อยากแก้ปัญหาหนี้ให้ครอบครัว https://thestandard.co/podcast/themoneycase51/ Sun, 16 Sep 2018 17:01:52 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=121473

  เมื่อมีทางเลือก ไม่ได้แปลว่า เราต้องเลือกแค่ทางใ […]

The post บทเรียนและทางออกจาก 3 เคสเด็กดีที่อยากแก้ปัญหาหนี้ให้ครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

เมื่อมีทางเลือก ไม่ได้แปลว่า เราต้องเลือกแค่ทางใดทางหนึ่ง เช่นเดียวกับทางออกในการแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่จำเป็นต้องใช้แค่วิธีเดียว

 

มันนี่โค้ช หยิบเคสจากทางบ้านที่ส่งเข้ามาขอคำปรึกษา เป็นเคสที่ประสบปัญหาไปในทางเดียวกัน นั่นคืออยากแก้ปัญหาหนี้ให้ครอบครัวได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่ละเคสอธิบายทางเลือกที่ตัวเองอยากใช้มาพร้อมสรรพ มันนี่โค้ชจะแนะนำและให้คำตอบไปทางไหน กดฟังได้ใน The Money Case by The Money Coach เอพิโสดนี้ หรือถ้าใครสะดวกอ่านสามารถไล่สายตาลงมาข้างล่างได้เลย  

 


 

Q: สวัสดีค่ะโค้ช อยากปรึกษาปัญหาหนี้ค่ะ ขอแนะนำตัวก่อนว่าได้ดูคลิปการสอนของโค้ช เนื่องจากสนใจการซื้อคอนโดฯ ปล่อยเช่าค่ะ ตอนนี้หนูเพิ่งเรียนจบได้ 1 ปี ทำงานเงินเดือน 20,000 บาท ส่งให้ทางบ้านเดือนละ 10,000 มาโดยตลอด เนื่องจากทราบดีว่าที่บ้านมีหนี้อยู่ 3 รายการค่ะ คือ

 

1. ผ่อนรถ 6,500 บาทต่อเดือน

2. ผ่อนจำนองบ้าน หลังที่ 1 7,500 บาทต่อเดือน

3. ผ่อนจำนองบ้าน หลังที่ 2 10,000 บาทต่อเดือน

 

ซึ่งที่ผ่านมารับรู้การใช้จ่ายของทางบ้านตลอด ว่ามีการใช้จ่ายกันอย่างไร การจำนองบ้านนั้นก็เพื่อนำเงินมาลงทุน แต่พอได้เงินจากธนาคารมาแล้ว กลับไม่ได้นำเงินก้อนดังกล่าวมาลงทุนตามที่ตั้งใจไว้ เพราะไม่มีการเตรียมแผนไว้เลยว่าจะลงทุนด้านไหน  

 

ผลสุดท้าย เงินที่ได้จากการกู้ธนาคารจึงนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเทอมลูก ไม่ได้ลงทุนเป็นชิ้นเป็นอัน ทำให้เมื่อเงินหมด ก็มีปัญหาการส่งเงินแก่ธนาคาร ตอนนี้สงสารแม่มากค่ะ อยากช่วยแม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้คิดไว้อยู่ 2 ทางคือ

 

1. อยากจะเพิ่มจำนวนเงินให้ที่บ้าน เป็น 17,000 ต่อเดือน เพื่อให้พอผ่อนรถด้วย เพราะผ่อนรถน่าจะหมดประมาณปีนี้ค่ะ ถ้าหมดหนี้รถ ก็จะกลับมาให้เดือนละ 10,000 เหมือนเดิม

 

2. อยากขายบ้านที่พ่อกับแม่อยู่ตอนนี้ ถ้าขายได้ จะสามารถใช้หนี้ที่มีอยู่ตอนนี้หมดได้เลย ลองเช็กดูแล้วราคาประเมินกรมที่ดินอยู่ที่ 5 ล้านค่ะ จะปิดหนี้ได้และซื้อบ้านหลังใหม่ที่เล็กลงได้ด้วย

 

อยากรบกวนโค้ชช่วยแนะนำค่ะว่าหนูควรเลือกทางไหนดี ใจจริงอยากทำข้อ 2 มากๆๆๆๆๆๆ เพราะเราจะได้ไม่ต้องใช้หนี้อะไรอีก คิดว่าอยากให้พ่อกับแม่เลิกทำงานเลยด้วยซ้ำ อยากส่งเงินให้เขากินอยู่สบายๆ ค่ะ แต่เรื่องบ้าน แม่ค่อนข้างยึดติด ไม่อยากขาย แต่ก็เห็นทั้งสองคนทุกข์และเครียดเรื่องหนี้อยู่ทุกวัน ตอนนี้กิจการที่ท่านทั้งสองคนทำ ก็ไม่มีกำไร จะว่าไปขาดทุนเสียด้วยซ้ำ หลายครั้งยังมีความคิดจะกู้หนี้นอกระบบมาใช้หนี้ธนาคารด้วยค่ะ

 

หนูรอคำตอบจากโค้ชอยู่นะคะ ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะโค้ช

 

อันดับแรกที่ต้องเตือนก่อนคือ ความคิดที่ว่าจะกู้หนี้นอกระบบ อย่าเด็ดขาด เพราะเมื่อไรที่เราออกไปนอกระบบ สถานการณ์และความยากลำบากจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง กัดฟันสู้ในระบบยังดีเสียกว่า

 

ที่ถามว่าเลือกทางไหนโอเคกว่ากัน แบบแรกก็โอเค แต่หัวใจสำคัญคือเราต้องหารายได้เพิ่ม ถ้าให้เงินที่บ้าน 17,000 บาท เราจะเหลือเงิน 3,000 บาท จำนวนนี้อยู่กินไม่ได้หรอก

 

ทางที่สองเป็นทางออกที่ดีมาก ไม่ไหวจริงๆ ก็ขาย และเอาเงินคืนหนี้เขาไป เหลือส่วนเกินเอามาซื้อบ้านด้วยเงินสด ไม่เป็นหนี้อีกต่อไป เป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้าเราเอาอารมณ์ความรู้สึกของคนในครอบครัวเข้ามาด้วย กล้ารับประกันว่าเรื่องนี้ค่อนข้างใหญ่ บ้านเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ผูกพันต่อคนที่อยู่อาศัย เราก็ต้องเข้าใจคุณพ่อคุณแม่ด้วย

 

ถ้าเป็นไปได้ทำทั้งสองทางไปพร้อมกันก็ไม่น่าผิดอะไร เหตุผลคือ แม้จะเลือกทางที่สอง คุยกับคนที่บ้านแล้วเข้าใจกันว่าเราต้องสละบ้านไปชั่วคราว และหาโอกาสใหม่ๆ ให้ชีวิต ทำให้ชีวิตเราเบาลง คล่องขึ้น ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าประกาศแล้วจะขายได้เลย อาจจะต้องรอไปถึง 6 เดือน หรือ 1 ปี ระหว่างที่ยังขายไม่ได้และภาระหนี้ยังอยู่ ทางเลือกที่ 1 ก็เป็นทางเลือกที่ใช้ได้ อาจจะจ่ายให้ที่บ้านมากกว่าเดิมสักหน่อยและหารายได้เสริมด้วย เราให้เพิ่มแต่ไม่ควรไปกู้มาเพิ่ม ผมว่ามันเป็นโบนัสเหมือนกัน ถ้าเรากัดฟันช่วยที่บ้านส่งรถอีกประมาณ 5 เดือน โดยการหารายได้เพิ่มเข้ามา สร้างอาชีพขึ้นมาอีกหนึ่งอาชีพ พอหนี้รถหมด กลับไปส่งให้ที่บ้านเดือนละ 10,000 บาทเหมือนเดิม แต่เรามีรายได้ทางที่สองแล้ว เราก็จะมีรายได้เพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งทาง ซึ่งผมคิดว่าทางนี้จะช่วยได้ด้วยในระหว่างที่บ้านยังขายไม่ได้ บางครั้งในชีวิตเราอาจจะไม่ต้องเลือกทางเดียว

 

เราต้องคุยกับที่บ้านให้เข้าใจให้เขาเห็นภาพข้างหน้าว่า การทำแบบนี้จะสั่นสะเทือนทางจิตใจเล็กน้อย แต่ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้ทุกที่ จากนั้นก็ประกาศขายบ้านตามแนวทางที่วางไว้ และหารายได้เพิ่ม เมื่อทุกอย่างผ่านไปรายได้ก็จะสูงขึ้น ซึ่งจะน่าจะเป็นทางออกที่ดี

 

Lessons learned

1. การกู้ยืมเงินออกมาโดยไม่มีแผน เป็นเรื่องที่ต้องระวัง ทุกครั้งที่จะกู้เงิน จำไว้เลยว่า เงินนั้นเป็นเงินที่มีต้นทุนและมีเรื่องดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

2. เวลาเราตัดสินใจเรื่องใดๆ ก็ตาม เราไม่ต้องเลือกข้อ 1 หรือ 2 บางครั้งมันอาจเป็นส่วนผสมของทางเลือก ทางเลือกแรกอาจจะดีแบบหนึ่ง ทางเลือกที่สองอาจจะดีอีกแบบหนึ่ง เอามาผสมกันก็อาจจะได้เป็นอีกทางเลือกที่ดีกว่า

 


 

Q: สวัสดีค่ะโค้ช ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนนะคะ หนูติดตามเพจมาได้ประมาณปีกว่า ชื่นชอบในเพจของโค้ชมาก ให้สาระ ข้อคิดอะไรหลายๆ อย่าง หนูเรียนจบมา 3 ปีแล้วค่ะ เป็น 3 ปีที่ผ่านไปเร็วมาก ไม่ทันตั้งตัวไม่ได้วางแผนการเงินอะไรสักอย่าง ซึ่งมันก็มีปัญหาที่มีอยู่แล้ว หนูไม่ได้แก้ไข เลยอยากจะขอคำปรึกษาจากโค้ชค่ะ

 

คือที่บ้านหนูพ่อแม่มีภาระหนี้สินอยู่ก้อนหนึ่ง ซึ่งหนูเป็นพี่คนโตของบ้าน พ่อแม่มักจะหวังกับหนูว่าพอเรียนจบจะทำงานหาเงินมาใช้ให้พ่อแม่ แม่มักจะพูดซ้ำๆ ว่าหนี้ทั้งหมดเป็นของหนูคนเดียว ตอนที่เรียนใช้เงินเยอะมาก 3 ปีที่หนูเพิ่งทำงานใหม่ เงินเดือนไม่พอใช้ เงินเดือนเดือนแรกไม่ได้ให้พ่อแม่เลย เพราะกลัวจะไม่มีจ่ายค่าหอ ค่าอาหาร ค่าชุดที่ต้องซื้อไปทำงาน จึงทำให้พ่อแม่ผิดหวังอย่างแรง

 

หนูไม่รู้จะทำไง ทำงานมาปีหนึ่ง หนูเลยไปกู้เงินออมสินมาก้อนหนึ่ง ไปให้แม่ หลังจากนั้นก็ผ่อนออมสินต่อ แต่หนี้เก่ามันเยอะกว่าเงินที่หนูกู้มา มันไม่พอใช้ เวลาแม่เครียดๆแม่ก็จะพูดซ้ำๆ ไปมา ว่าไม่ช่วยกันเลย เงินเดือนก็ไม่เคยให้ ที่ไม่ได้ให้เพราะเอาเงินไปผ่อนออมสินอยู่ค่ะ และตอนนี้ก็ปีที่ 3 หนี้พ่อแม่ก็อยู่เหมือนเดิมผ่อนแต่ดอกเบี้ย หนูทำงานธนาคารเลยปรึกษาผู้จัดการ เพื่อที่จะกู้เงินซื้อบ้านของแม่ แล้วเอาเงินส่วนเกินมาใช้หนี้ให้พ่อแม่ ดอกเบี้ยร้อยละ 1.75 ผ่อน 10 ปี

 

ตอนนี้หนูลังเลมากว่าคิดถูกหรือผิด ถ้าหนูกู้ใช้หนี้ให้พ่อแม่หมด ตอนนี้หนูอายุ 25 ใช้หนี้หมดก็อายุ 35 ถ้าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่ถ้าไม่กู้อะไรเลยแล้วทำงานใช้หนี้ไปดอกเบี้ยร้อยละ 8-9 บาท ไม่รู้จะหมดเมื่อไรค่ะ หนูคิดว่าพ่อแม่อายุเยอะแล้วอยากให้พัก ไม่ต้องทำงานเหนื่อยแล้ว ส่วนหนี้ก็โอนมาให้หนูรับผิดชอบทั้งหมด

 

แต่ประเด็นคือหนูสนใจเรื่องอสังหาฯ ให้เช่าอยู่ คิดอีกแบบถ้าหนูกู้เงินไปซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ให้คนอื่นเช่า แล้วค่อยๆ หาลู่ทางใช้หนี้จะดีกว่าไหมคะ

 

คำถามคือ

1. หนูกู้เงินซื้อบ้านของแม่ที่อยู่ตอนนี้จะได้เงินก้อนมา แล้วเอาเงินกู้ไปใช้หนี้พ่อแม่จะดีไหม (ผ่อน 10 ปี ดอกเบี้ย 1.75% แต่ถ้าหนูออกจากงานเมื่อไรดอกจะปรับเป็น 6-8 %)

 

2. กู้เงินเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ให้เช่าดีกว่าไหม แต่แอบกลัวผิดพลาดแล้วไม่เป็นตามแผน คนเช่าไม่มี หนี้ก็ไม่ได้ใช้

 

รบกวนโค้ชช่วยแนะนำด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

 

การกู้ดอกเบี้ยต่ำตรงนี้ไปเคลียร์หนี้ของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งดอกเบี้ยร้อยละ 8-9% เป็นแนวทางถูกต้องและสามารถทำได้ แต่เชื่อว่าคงมีความกังวลว่าตนเองต้องเป็นหนี้ไป 10 ปี และก็กลัวเรื่องของการเสียโอกาสที่อยากจะเอาเครดิตของตัวเองไปลงทุนคอนโดฯ ให้เช่าเป็นของตนเอง

 

เรื่องแรกที่อยากเตือนก่อนก็คือ คนที่สภาวะทางการเงินมีความเสี่ยงหรือยังมีเรื่องให้กังวลอยู่มาก การลงทุนแบบอยากจะได้ผลลัพธ์เร็ว อันนี้มีความเสี่ยงสูงอยู่เหมือนกัน ต้องบอกจากประสบการณ์ ไม่ได้ว่าบอกว่าต่อไปต้องเจอเรื่องนี้ อยากให้คิดให้ละเอียดรอบคอบก่อน จัดการปัญหาในอดีตให้เคลียร์และเบาบาง เพื่อลดความกังวลของเราไปสักระดับหนึ่ง อาจจะไม่ต้องเคลียร์หนี้ให้พ่อแม่ทั้งหมด แต่อยู่ในวิสัยที่เราสามารถส่งเงินช่วยได้ เพื่อลดปัญหาทางจิตวิทยาในการลงทุน

 

การกู้ยืมเงินเอาไปช่วยที่บ้าน อยากให้มั่นใจว่าสินเชื่อตรงนี้เอาไปแล้วเคลียร์ได้หมดจด พ่อแม่ไม่ต้องมีภาระหนี้ หรือต้องเหลือผ่อนนิดหน่อยในระดับที่เอาเงินเดือนตัวเองไปช่วยได้ และทำให้เขาไม่กังวล เลือกได้ทั้งสองทาง แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือบางครอบครัวทำและช่วยตรงนี้ไปจบแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน พอเดือดร้อน เคลียร์หนี้ให้หมดแล้ว ก็ต้องกลับมาอีก และมีเรื่องแบบนี้มาให้ปวดหัวกวนใจ

 

เคสนี้ถ้าเป็นไปได้ ควรคุยกับคุณพ่อคุณแม่เรื่องการใช้จ่ายด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรจะดูแลรายได้ของท่าน ถ้าเกิดว่าไม่มีหนี้แล้ว ลูกก็อาจจะส่งเงินให้ใช้จ่ายบางส่วน คุณพ่อคุณแม่ก็ใช้จ่ายให้เพียงพอสำหรับรายได้ตรงนั้น หรือหารายได้เพิ่มด้วยอีกทาง ซึ่งจริงๆ เคสแบบนี้จะไม่ใช่ปัญหาทางด้านการเงินเพียงอย่างเดียว

 

Lessons learned

เรื่องของมุมมองความคิดของคนที่มีปัญหาทางการเงิน อยากจะแก้ปัญหาทางการเงินด้วยการลงทุน บางคนไปไกลถึงการพนัน หาอะไรทำที่ใหญ่ขึ้นเพื่อมาคัฟเวอร์ทุกอย่าง ถ้าทำได้ก็สามารถล้างทุกอย่างได้จริง แต่มีโอกาสเหมือนกันที่เราลงทุนทำอะไรแล้วมันไม่ใช่และไม่ได้ในแบบที่คิดไว้ ถ้าคนที่มีปัญหาเรื่องหนี้แบบนี้ อยากให้กลับมาจัดการ หันกลับมามองเรื่องของหนี้ก่อน เคลียร์หนี้ให้อยู่ในสภาวะที่ไม่ต้องหมดก็ได้ แต่เหลือในปริมาณที่เราส่งไหว ไม่เดือดร้อน ในแต่ละเดือนเริ่มไม่รู้สึกว่าเป็นความกังวลที่ก่อเกิดกับชีวิตเรา

 


 

Q: สวัสดีค่ะโค้ช หนูเป็นคนลาวนะคะ ตอนนี้หนูเรียนอยู่ปีสาม คือหนูกำลังคิดว่าถ้าหากเรียนจบแล้วหนูอยากไปเรียนบริหารการเงินหรือบริหารธุรกิจที่ประเทศไทย เพราะว่าหนูได้มีโอกาสอ่านหนังสือ พ่อรวยสอนลูก และวิดีโอของโค้ชมาบ้างแล้ว หนูก็เลยคิดว่าหนูจะไม่เรียนต่อโท แต่จะมาเรียนรู้การสร้าง Passive Income แทนค่ะ เพราะหนูก็เรียนไม่ค่อยเก่งอยู่แล้ว ถ้ายังจะต่อโทอีกก็คงจะเสียเวลาเปล่า หนูก็เลยอยากรู้ว่ามันจะมีคอร์สแบบนี้หรือเปล่าคะ หนูก็ไม่รู้ว่าเริ่มต้นอย่างไร เพราะตอนนี้หนูคิดแต่ว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองแล้วก็ใช้หนี้ให้ทั้งพ่อและแม่ เพราะท่านทั้งสองแยกทางกันตั้งแต่หนู 10 ขวบ แล้วตอนนี้แม่หนูก็อยู่ที่เรือนจำเพราะหนี้สิน คือที่ผ่านมาความฝันของท่านทั้งสองก็แค่อยากมีบ้านสักหลังเป็นของตัวเอง ตอนนี้หนูก็เลยคิดว่าอยากมีรายได้มากพอที่จะสร้างบ้านทั้งสองหลัง แล้วส่งน้องๆ เรียน ท่านนับวันอายุก็ยิ่งมากขึ้นกลัวว่าจะไม่ทันให้ท่านทั้งสองสบาย หนูก็คิดแล้วคิดอีกว่าจะเอาไงต่อดี เพราะพ่ออยากให้เรียนต่อให้จบโทแล้วค่อยออกมาทำงานถ้าจะทำธุรกิจทำตอนไหนก็ไม่สาย แต่หนูไม่คิดอย่างนั้น เหตุผลก็อย่างที่บอกไปค่ะ แล้วหนูก็ไม่รู้ว่าถ้าจะตัดสินใจแบบนี้ถูกหรือเปล่า โค้ชพอจะแนะนำอะไรให้หนูหน่อยได้ไหมคะ (ถ้าหนูพิมพ์อะไรผิดพลาดก็ขออภัยนะคะ) ขอบคุณมากนะคะ 🙂

 

A: ต้องขอชมก่อนว่าสิ่งที่คิดและตั้งใจจะทำเป็นเรื่องที่ดี คนเรามีหลายมิติในชีวิตที่ต้องมอง เรื่องความตั้งใจไม่มีอะไรผิดเลย เป็นสิ่งที่ดีมากและควรเป็นแบบอย่างให้เด็กคนอื่นๆ ได้คิดและทำตาม แต่มิติหนึ่งที่เราต้องมองเสมอประกอบกันไป คือการรู้จักประมาณกำลังของเรา ไม่ได้บอกให้ฝันเล็กหรือฝันใหญ่ แต่คนเราฝันใหญ่แค่ไหนก็ต้องเดินทีละก้าว ต้องเดินไปตามกำลังที่มี และค่อยๆ พัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถ ทำให้โอกาสในชีวิตของเราค่อยๆ มากขึ้น

 

Passive Income เป็นคำตอบได้ แต่อีกมุมหนึ่ง Active Income หรือรายได้จากการทำงานก็ช่วยได้เหมือนกัน เช่น การทำงานประจำ หรือรับจ้างเป็นฟรีแลนซ์ เป็นต้น เพราะถ้าเรามีทั้งสองอย่างก็คงจะดีและจะช่วยที่บ้านได้ เพราะฉะนั้นอย่าโฟกัสเลือกทางใดทางหนึ่ง

 

สำหรับเรื่องการเรียนต่อปริญญาโทไม่สามารถตัดสินใจให้ได้ เพราะการเรียนมีต้นทุน แต่ถ้าถามว่าเรียนหรือไม่เรียนดี อยากให้เอาเป้าหมายในชีวิตมาเป็นตัวตั้งและเราจะเริ่มมีความชัดเจนขึ้นว่า ควรจะเรียนหรือไม่ เช่น ถ้าเป้าหมายเราอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจหนึ่ง ในมุมนี้โดยส่วนตัวก็อาจจะไม่ต้องเรียนโทก็เป็นเจ้าของกิจการได้ การเรียนรู้เราไปลองไปดูจากเจ้าของกิจการจริงๆ เลยก็ได้ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าจะทำอะไร และก็เรียนลึกลงไปในตรงนั้น นี่คือโจทย์ ยกตัวอย่าง อยากจะเปิดร้านเบเกอรี นั่งตอบคำถามตัวเองเลย เบเกอรีที่จะขายเป็นแบบไหน เป็บแบบไทยหรือแบบฝรั่ง จะขายกาแฟหรืออย่างอื่นด้วยไหม อยากจะขายลูกค้ากลุ่มไหน หรือเราจะขายส่งไม่ต้องมีหน้าร้าน ให้คิดเรื่องต่างๆ ตรงนี้ก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เอากระดาษมา หนึ่งแผ่น มาเขียนสิ่งต่างๆ เหล่านี้

 

คนที่เป็นเจ้าของกิจการเขาลงทุนเวลากับเรื่องตรงนี้มากกว่า ถ้าเราไม่เห็นภาพทั้งหมดหรือคิดเองด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ ลองไปนั่งร้านที่เราชอบกิน ไปนั่งคุยกับคนที่เขาทำกิจการนี้ ลองไปเก็บข้อมูลและใช้เวลากับสิ่งนี้

 

เราต้องแยกโจทย์ก่อนระหว่าง อยากทำธุรกิจส่วนตัว กับ มีความฝันอยากจะซื้อบ้านให้คนในครอบครัว บางทีอาจจะไม่ต้องทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อเรียนจบและทำงานมีเงินเดือน มาประเมินว่าสามารถซื้อบ้านหลังละเท่าไรได้บ้าง ถ้าเราบอกว่าต้องรอให้ทุกอย่างประสบความสำเร็จหมดเลย ธุรกิจไปได้สวย มีรายได้และกำไรจากธุรกิจมากพอถึงจะซื้อบ้านให้คนในครอบครัวได้ อาจจะไม่ใช่ก็ได้

 

หลายๆ ครั้งคนเราตั้งความฝันและเป้าหมาย จากนั้นเราก็คิดหาวิธีการ และเรายึดอยู่กับวิธีการที่เรามองและเชื่อว่าต้องมีธุรกิจ มี Passive Income ถ้ามีสองอย่างนี้จะซื้อบ้านในฝันให้คนในครอบครัวได้ ลองคิดใหม่เราไม่ต้องติดกับทางนั้นก็ได้ เมื่อเราเรียนจบก็ตั้งใจทำงานหาเงินกู้ซื้อบ้าน หรือเราอาจจะหารายได้เสริมตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้เหมือนกัน

 


ฟังพอดแคสต์ The Money Case by The Money Coach โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Spotify, Podbean, SoundCloud, YouTube หรือแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) 


 

Credits

 

The Host จักรพงษ์ เมษพันธุ์


Show Creator จักรพงษ์ เมษพันธุ์

Show Producer & Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Shownote อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post บทเรียนและทางออกจาก 3 เคสเด็กดีที่อยากแก้ปัญหาหนี้ให้ครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กู้เงินก้อนใหญ่สร้างกิจการเพื่อครอบครัวจนจัดการไม่ไหวและมองไม่เห็นทางรอด https://thestandard.co/podcast/themoneycase50/ Sun, 09 Sep 2018 17:01:55 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=119971

มันนี่โค้ช หยิบเคสที่น่าสนใจจากอีเมลมาเล่า เป็นสองเคสที […]

The post กู้เงินก้อนใหญ่สร้างกิจการเพื่อครอบครัวจนจัดการไม่ไหวและมองไม่เห็นทางรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>

มันนี่โค้ช หยิบเคสที่น่าสนใจจากอีเมลมาเล่า เป็นสองเคสที่มีจุดร่วมเดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ ว่าด้วยการกู้เงินก้อนใหญ่ การบริหารจัดการหนี้และดอกเบี้ย การใช้เงินลงทุนสร้างกิจการ เพื่อหวังจะเลี้ยงดูครอบครัว แต่สุดท้ายสู้แทบไม่ไหว และเหมือนจะไปไม่รอด เพราะอะไร และควรหาทางออกอย่างไร ติดตามได้ใน The Money Case by The Money Coach

   


 

CASE: ทำงานประจำเงินเดือน 100,000 บาท แฟนเปิดร้านอาหารได้ประมาณ 6 เดือน ก่อนเปิดร้านเป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่แล้ว 3 ล้านบาทจากการลงทุนอย่างอื่น พอเปิดร้านก็เป็นหนี้เพิ่ม ปัจจุบันเป็นหนี้อยู่ 5 ล้านบาท จากที่คาดว่าร้านจะสร้างรายได้เพื่อมาใช้หนี้ ปรากฏว่ารายได้ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายร้าน ทำให้ต้องกดเงินจากบัตรเครดิตมาหมุนมากขึ้น ตอนนี้ร้านอาหารเปลี่ยนเป็นแบบบุฟเฟต์ เพื่อเรียกลูกค้าให้มากขึ้น แต่ปัญหาคือ เริ่มจ่ายบัตรเครดิตได้ไม่หมดทุกใบ ธนาคารเริ่มโทร.มาทวงแล้ว เพราะไม่จ่ายขั้นต่ำก็ไม่ได้ ตอนนี้ตันมาก จะเลิกทำร้านอาหารก็ไม่รู้จะหารายได้จากไหนเพิ่ม ถ้าหาเงินลงทุนทำธุรกิจได้ คิดว่าจะเบาขึ้น เช่น ถ้าสามารถกู้เงินได้ 5 ล้านบาท เอามาปิดหนี้ และผ่อนจ่ายระยะยาว 10-15 ปี จ่ายเดือนละ 50,000-60,000 บาท แต่ตอนนี้เครดิตเต็มกู้ไม่ได้แล้ว ขอคำแนะนำด้วยค่ะ คิดจะหยุดจ่ายบัตรแต่กลัวเรื่องฟ้องร้องที่จะมีผลต่องานประจำ ป.ล. ทางบ้านยังไม่ทราบเรื่อง เพราะว่าไม่กล้าบอก

 

จากเคสนี้มีเรื่องที่อยากจะเตือนและฝากไปถึงหลายๆ ท่านด้วย คือการไฟแนนซ์เงินมาลงทุนหรือเปิดกิจการ เคสนี้มีหนี้เดิมอยู่ 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้บัตรเครดิตจากการเอาเงินไปลงทุน บัตรเครดิตในเมืองไทยอัตราดอกเบี้ยอย่างต่ำๆ ก็มี 18% ต่อปี บางธนาคารไปถึง 20-24% ต่อปี ถ้าเป็นของนอน-แบงก์ก็ไปได้ถึง 28% ต่อปี

 

การไฟแนนซ์เงินโดยมีต้นทุน 18-24% ต่อปี เราต้องลงทุนอะไรที่ให้ผลตอบแทนเอาชนะตรงนี้ได้ ลองนึกภาพ เราขายของราคา 100 บาท เราก็ต้องหักจ่ายค่าต้นทุนไป เหลือเป็นกำไร กำไรจะต้องมากกว่า 18-24% ก่อนเป็นอันดับแรก ถ้ากำไรเราเท่ากับ 18-24% เท่ากับว่าเหนื่อยฟรี และไม่ได้อะไรเลย ทำงานใช้หนี้ธนาคารและสถาบันการเงินไปเรื่อยๆ ผลตอบแทนที่ควรจะได้น่าจะต้องมีประมาณหนึ่งเท่าตัว

 

ที่หนักหน่อยของเคสนี้ก็คือ เคยมีหนี้บัตรเครดิต 3 ล้านบาทอยู่แล้ว ผมคิดว่าผ่อนต่อเดือนก็สูง และเราไปกู้มาเพิ่มเป็น 5 ล้านบาท เมื่อฐานของดอกเบี้ยสูง ทำให้เราเครียดในการหารายได้ ถ้าสามารถหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ อย่างน้อยที่สุดต่ำกว่า 18-24% ดอกเบี้ยไม่ควรเกิน 10% ถ้าได้ดอกเบี้ยตรงนี้มาก็จะช่วยได้  หลายๆ คนเวลาที่ปัญหารุมแบบนี้ จะรู้สึกว่าหนี้เยอะ และจะทิ้งธุรกิจนี้ไปก็ไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีธุรกิจนี้ยิ่งไปกันใหญ่ แต่อยากให้ตั้งสติแบบนี้ครับ หยิบธุรกิจของเรามามองดีๆ สิ่งที่อยากให้ทำมากที่สุด ลองทำงบกำไร-ขาดทุน ทำการค้าขายควรจะมีตัวเลขตรงนี้ รายได้ต่อเดือนเท่าไร ต้นทุนต่อเดือนเท่าไร รายรับหักลบรายจ่ายและลองมาดูกำไร อย่าเพิ่งเอาหนี้หรือเงินส่งหนี้มาหัก

 

สิ่งที่คนส่วนใหญ่มึนกับการแก้ปัญหาหนี้ เพราะคิดว่าโจทย์มีอยู่ทางเดียว คือหาเงินกู้มาเคลียร์ แต่จริงๆ ต้องดูว่าการหาเงินกู้มาเคลียร์นั้นได้ประโยชน์หรือเปล่า ผมจึงแนะนำให้ทำงบตรงนี้เพื่อดูว่าธุรกิจนี้ถ้าไม่ต้องส่งหนี้เลยอยู่รอดได้ด้วยตัวเองไหม กำไรมากพอหรือเปล่า สมมติว่าหักลบกันแล้วติดลบ ยังไม่ได้กำไร การที่คุณจะไปกู้เงินมาเพิ่ม การรีไฟแนนซ์เปลี่ยนจากหนี้เก่าเป็นหนี้ใหม่ด้วยดอกเบี้ยต่ำกว่า อาจไม่แก้ปัญหาได้เท่าการหยุดทำธุรกิจนี้ ถ้ามันมีกำไรเกินมา แต่ไม่พอเลี้ยงหนี้ เราต้องดูว่ามันรอดจริงหรือเปล่า ถ้ามันรอดและมีโอกาส แหล่งทุนที่พอทำได้ต้องลองหาดู หลายๆ คนจะท้อและไม่พยายาม เวลาช้อปปิ้งยังเดินเปรียบเทียบราคา ทำไมในส่วนสินเชื่อที่มีภาระต่อเนื่องยาวนาน ไม่พยายามค้นหาดู

 

ถ้าเกิดกู้สถาบันการเงินไม่ได้ ผมแนะนำสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือหยิบยืมจากเพื่อนก็ยังดีกว่า 18-24% ที่เป็นการไฟแนนซ์ที่ผิดวิธี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องทำงบรายรับ-รายจ่าย ถ้าทำงบการเงินแล้วธุรกิจมันไปไม่ได้ การหยุดจ่ายหรือการขายสินทรัพย์เพื่อลดหนี้ลงอาจจะเป็นทางออก เพราะว่าเราเป็นหนี้เขา สุดท้ายก็ต้องจ่าย การหยุดจ่ายชั่วคราวทำแบบนี้นะครับ ตอนหยุดจ่ายกลไกที่จะเกิดขึ้นก็คือ สถาบันการเงินจะโทร.หาเรา เราอย่าไปหนี ขอเจรจากับเขาว่าสถานการณ์ของเราหนักมาก พอจะมีทางช่วยอะไรได้บ้าง ยื่นข้อเสนอไปเลย แต่อย่าไปยื่นมั่ว อาจจะขอลดดอกเบี้ย อาจจะหยุดจ่ายต้น จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยชั่วคราว หรือแม้กระทั่งขอหยุดจ่ายชั่วคราว และทำเรื่องปรับโครงสร้างหนี้

 

ตอบเรื่องที่ว่าจะกระทบกับงานประจำไหม ไม่มีผลกระทบ การที่คนอื่นจะมารู้เรื่องของเราได้ มีอยู่อย่างเดียวคือ หลบ ไม่รับโทรศัพท์ พอหยุดจ่ายแล้วให้เก็บสะสมเงินด้วย สมมติเมื่อก่อนเงินเดือน 1 แสนบาท ต้องเอามาจ่ายหนี้บัตรเครดิตเกือบทั้งหมด พอไม่ได้จ่ายเขา จะมีเงินเหลือออม เงินเหลือออมตรงนี้ก็ห้ามเอาไปกินไปใช้ เก็บสะสมไว้ เพื่อเตรียมที่จะเจอและคุยกับเขา

 

บทเรียนจากเคสนี้

 

  1. การไฟแนนซ์เงินที่มีต้นทุนและดอกเบี้ยสูงเกินไป อาจไม่เหมาะกับการทำกิจการหรือการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณประเมินไม่เป็นว่ารายรับที่คุณจะได้มีผลกำไรกี่เปอร์เซ็นต์

 

  1. ให้ดูว่าเงินที่เรากู้มา เอาไปใช้ประโยชน์หรือเปล่า ทำให้กิจการโตขึ้นหรือเปล่า เงินเราจ่ายไปกับอะไร เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองทำงบกำไร-ขาดทุน และประเมินสถานการณ์ดูว่า ธุรกิจไปได้จริงหรือเปล่า มันคู่ควรกับการที่จะกู้เงินมาอีก เพื่อสู้กับมันไหม

 

  1. ตราบใดที่ยังไม่เป็นหนี้นอกระบบ ถือว่ายังโอเคอยู่ ลองใช้วิธีการหยุดจ่ายชั่วคราว ไม่หลบ ไม่หนี รับโทรศัพท์ทุกเคส เก็บเงินสะสม รอคอยวันเจรจา ปลายทางไกลที่สุดก็คือ ขึ้นศาล ถ้าธนาคารรอไม่ไหว เขาอาจจะขอคุยก่อนขึ้นศาล เปิดฉากเจรจากัน บางทีทางตรงอาจจะเป็นทางลัดที่ดีที่สุดสำหรับใครหลายๆ คน การหลบเลี่ยงอาจจะทำให้เรื่องยาวขึ้น

 

CASE: ตอนนี้อายุ 28 ปี เป็นหนี้ 6 ล้านบาท ตั้งแต่อายุ 24 ตอนนั้นต้องซื้อบ้านที่อยู่อาศัย เพราะอากงเสีย ลูกฝั่งภรรยาน้อยก็ฟ้องศาลเพื่อแบ่งมรดก บ้านอยู่ในทำเลที่ดี สามารถขึ้นตึกมาเพื่อปล่อยเช่าได้ เลยกู้เงินมาเพิ่ม 2 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารให้เช่า ได้เงินค่าเช่า 75,000 บาทต่อเดือน แต่ว่าต้นกับดอกอยู่ที่ 83,000 บาท ติดลบประมาณ 8,000 บาท จึงกู้เงินนอกระบบมา 8 ล้านบาท ดอกเบี้ย 8.5% ต่อปี (กู้จากคนที่รู้จักกันจึงเสียดอกเบี้ยไม่แพง)

 

ปัจจุบันทำงานเป็นเซล รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 30,000 บาท ต้นปีที่ผ่านมาลงทุนเพิ่มซื้ออาคารพาณิชย์มาต่อเติมเป็นหอพัก ราคา 5.5 ล้านบาท ต่อเติมซื้อของอีก 2.5 ล้านบาท รวมทั้งหมด 8 ล้านบาท ผ่อนนอกระบบเดือนละ 30,000 บาท ในระบบ 17,000 บาท ตอนนี้ที่ไม่ไหวเกิดจากปัญหาคนในครอบครัว เรื่องหนี้สินไม่เคยหวั่นเลย แต่ติดตรงที่คุณพ่อ น้องชาย ลูกพี่ลูกน้องที่ต้องดูแล และลูกน้องชาย รวมทั้งหมด 4 คนที่ต้องดูแล ทุกวันหางานหาลูกค้า เอาอาชีพเก่าของพ่อคือรับเหมาก่อสร้างมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อหาเงิน 28 ปีที่โตมา เห็นมาตลอดว่าพ่อเป็นบุคคลที่ล้มเหลวทางด้านการเงิน เป็นผู้รับเหมาสไตล์โบราณ คือขาดทุนย่อยยับ แต่ก็ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ พยายามเก็บเงิน รู้ค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ ทำให้พอมีวิกฤตเข้ามา ก็สามารถพลิกให้เป็นโอกาสได้ น้องชายยังไม่รับผิดชอบพอ ทำงานช้าบ้าง แล้วแต่อารมณ์บ้าง ตอนนี้รู้สึกเครียดกับพวกเขาที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว และมาหวังพึ่งคนอื่นอย่างเดียว

 

คำถามคือ จะขายบ้านขายทรัพย์สินและออกจากครอบครัวนี้ไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียว จะเป็นลูกอกตัญญูไหม คนข้างๆ ไม่มีใครพร้อมจะไปด้วยกันกับเรา ไม่เห็นเหตุผลที่เราจะต้องสู้ต่อไป

 

เคสนี้มีไม่น้อยในบ้านเมืองเรา ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวอุปถัมภ์ค้ำจุน คนที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ ถ้ามีลูกหลายคนจะสังเกตได้ง่ายๆ ว่า จะรักและเป็นห่วงคนที่ไม่ได้เรื่อง ห่วงจนบางทีคนที่ได้เรื่องน้อยใจ คือคนที่ได้เรื่องก็ทำมาหากินเก็บหอมรอมริบ มีเวลาว่างก็แวะมาเยี่ยม ซื้อของมาไหว้ ซื้อของมาฝาก แต่สุดท้ายพ่อแม่ก็พูดถึงคนที่ไม่ได้เรื่องมากกว่าอยู่ดี ผมฝากบอกคนที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ ลูกก็คือลูก เขาก็อยากได้รับกำลังใจจากพ่อแม่ ไม่ว่าวันนี้เขาจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

 

ผมชอบคำว่า ‘การเงินส่วนบุคคล’ เมื่อเราโตขึ้น เรียนจบ มีรายได้หาเลี้ยงตัวเองได้ ต้องทำให้เงินเป็นเรื่องส่วนบุคคล เราต้องดูแลตัวเองให้ได้ บางทีคนที่ถูกประคบประหงมมากๆ อย่างที่เจ้าของเรื่องเล่าให้ฟัง ผมเรียกว่า ‘อาการเสพติดภาวะพึ่งพิง’ ถึงเวลาที่เขาเดือดร้อนก็มีคนช่วย มีคนจัดการให้ อันนี้เป็นเรื่องที่พบเห็นมาตลอด 10 ปีที่ทำงานตรงนี้

 

สำหรับเจ้าของเรื่อง ถ้าจะให้พูดแบบตรงไปตรงมา เราเองเป็นคนหนึ่งที่ทำให้เกิดสภาวะนี้ขึ้นที่บ้าน พวกเขาไม่ต้องคิดอะไร เพราะเมื่อไรที่เดือดเนื้อร้อนใจขึ้นมา เขาก็แค่โยนปัญหาเข้ามาตรงกลาง เสร็จแล้วจะมีคนที่รับเรื่องนี้ไม่ได้ก็คือตัวเรานั่นแหละ เราก็ต้องสู้และแก้ปัญหา

 

ตอบคำถามแรกก่อนว่า ถ้าทิ้งทุกคนไปจะอกตัญญูไหม จากที่เล่ามาก็เห็นว่าเราทำหน้าที่อย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว การที่เราจะออกไปตั้งตัว ดูแลการเงินของตัวเอง มีเหลือก็ส่งมาให้เขาใช้จ่ายบ้าง ไม่ถึงกับอกตัญญูหรอก เพราะในมุมของผมจะพูดเสมอว่า คนที่จะเป็นพ่อแม่ยุคใหม่ ต้องคิดว่าแก่ตัวแล้วจะดูแลตัวเองได้ ไม่ใช่คิดว่าจะทำตัวให้เป็นภาระของลูก และก็อ้างความกตัญญูว่าลูกต้องดูแล ผมเชื่อว่าลูกทุกคนอยากดูแลพ่อแม่อยู่แล้ว แต่ที่บอกว่าอยากจะขายทุกอย่างทิ้งให้หมดและหนีไป อันนี้ไม่เห็นด้วยที่จะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ควรเปลี่ยนและปรับโดยกระบวนการดังนี้

 

  1. ชวนทุกคนในครอบครัวมานั่งคุยกันและเล่าปัญหาทุกอย่าง เล่าให้เห็นเลยว่า ตึกที่ปล่อยเช่าอยู่ตอนนี้ติดลบ และที่ไปลงทุนเพิ่มก็มีติดลบอยู่ แต่ถ้าไม่ต้องดูแลคนอื่นก็จะมีเงินเดือนที่ดูแลตัวเองได้ ชี้แจงปัญหาให้ทุกคนเห็น มาฟังสถานการณ์ที่แท้จริง ดังนั้นถ้าจะอยู่กันเหมือนเดิมแบบนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

 

  1. ออกมาตรการให้ทุกคนช่วยกัน จำกัดสิทธิบางอย่าง เช่น ถ้าเราเคยให้พ่อ น้องชาย และลูกพี่ลูกน้องเท่านี้ ต้องเปลี่ยนเป็นให้เงินเดือนช่วยเหลือ ให้เดือนละเท่านั้นเท่านี้ ใครไม่มาช่วยก็ไม่ได้เงิน ถ้าเราไม่มีก็ไม่ให้แล้ว น้องชายและลูกพี่ลูกน้องให้ออกไปทำงานอย่างอื่น ไปเลี้ยงดูลูกด้วยตัวเอง เราต้องเด็ดขาดในเรื่องนี้

 

  1. มีบทลงโทษ ถ้าใครไม่ช่วยก็จะตัดสิทธิ ผมเองเคยเป็นแบบนี้ ครอบครัวเคยเจอสถานการณ์แบบนี้เหมือนกัน ทำงานอยู่คนเดียว คนอื่นก็ไม่ต้องห่วงอะไร ในครอบครัวผมเขามีงานทำกันหมด แต่ไม่รับผิดชอบเรื่องหนี้ ผมบอกว่าให้รับผิดชอบงานตัวเองให้ดี เงินที่ได้มาในแต่ละเดือนกินให้พอ ไม่ได้ช่วยก็อย่างสร้างภาระ ซึ่งภาระที่มีอยู่ก็มีมากอยู่แล้ว

 

ในส่วนของเจ้าของเรื่อง อยากให้ลองหาช่องทาง โดยเฉพาะหนี้ 2 ตัว หาช่องทางที่ทำให้เก็บค่าเช่าได้มากขึ้น หรือสามารถรีไฟแนนซ์บางส่วนได้ไหม เพื่อให้เราผ่อนชำระต่อเดือนได้น้อยลง ในมุมหนึ่งถ้าเอาฐานรายได้เราเป็นตัวตั้ง เงินเดือนประมาณ 30,000 บาท เข้าใจว่าตั้งใจอยากเอาเงินมาช่วยคนที่บ้าน แต่หนี้ทั้งหมด 16 ล้านบาท น้องลงทุนหนักเกินไปเหมือนกัน

 

ถ้าเราให้ทุกคนดูแลตัวเขาเองแล้ว ผมอยากให้คิดถึงเรื่องการสร้างรายได้เพิ่มจากทักษะความสามารถที่เรามี เราอาจจะได้เพิ่มมา 10,000-20,000 บาท มันก็ทำให้เรากินอยู่ใช้จ่ายมีความสุขมากขึ้น หรือจะเอามาเก็บและเคลียร์หนี้บางส่วนก็ได้ เรื่องที่เราอยากไปอยู่คนเดียวนั้นไม่ผิด แต่ถ้าขายทุกสิ่งทุกอย่าง ผมคิดว่ายังเป็นสินทรัพย์ที่ยังพอบริหารจัดการได้ ลองคิดหาช่องทางแก้ไขดีกว่า

 

บทเรียนจากเคสนี้

 

  1. สภาวะอุปถัมภ์ของคนในครอบครัว คนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่จะดูแลครอบครัวไม่ควรทำเกินกำลัง บางคนรักครอบครัวมาก อยากให้เขาได้ทุกสิ่งทุกอย่าง และเราก็ต้องเกินตัวเกินกำลัง แบบนี้เป็นการทำที่ไม่ถูกต้อง ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน เราต้องคิดเรื่องพอประมาณเป็นลำดับแรกเสมอ เพราะฉะนั้นแต่ละคนต้องดูแลเรื่องการเงินของตัวเองให้ดี อย่าปล่อยให้ใครไม่ต้องมีภาระดูแลด้านการเงินเลย อย่างน้อยที่สุดการเงินตัวเขาเองต้องไม่เดือดร้อนคนอื่น

 

  1. บางทีเราอยากได้เงินก้อนโตเข้ามาเพื่ออุ้มชูทุกคน แต่กลายเป็นว่านำเราไปสู่ภาวะเสี่ยงทางการเงิน ด้วยรายได้ 30,000 บาทที่บอกมา กู้ไปถึงระดับ 16 ล้านบาท ค่อนข้างสาหัสอยู่เหมือนกัน และมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดข้อผิดพลาดได้ เพราะห้องพักหรือตึกแถวมีโอกาสที่จะไม่มีคนเช่า

 

  1. เวลาที่เราแบกอะไรไว้มากเกินไป หลายคนเลือกวิธีที่จะตัดปัญหา คือการหยุดความเหนื่อยไป วิธีนี้ไม่ดี กลายเป็นว่าทำลายทุกสิ่งทุกอย่างด้วยมือ อยากให้ลองคิดดูแบบเป็นขั้นเป็นตอน เราสามารถแก้ปัญหานี้แบบเป็นขั้นเป็นตอนได้อย่างไร ซึ่งขั้นตอนที่แนะนำไปก็คือ เรียกทุกคนมาคุย วันนี้เขาไม่ช่วย ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี แต่เขาอาจไม่รู้ว่าที่เราแบกมันหนักเกินไป และรับมือไม่ไหวแล้ว เพราะเขาคิดว่าเราไหวอยู่ตลอด เขาจึงไม่ต้องพยายามที่จะขยันหรือทำอะไรมากขึ้น เมื่อเปิดเผยเรื่องทั้งหมดแล้ว กำหนดหน้าที่ สิทธิ และความช่วยเหลือให้มีความชัดเจน และยื่นคำขาดว่าเราจะไม่ช่วย ถ้าทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่เราบอก

 

สุดท้ายเราอยากจะย้ายออกไปก็ย้ายได้ แต่ทุกคนต้องทำตามที่ตกลงกันไว้ เราจะได้ไปเริ่มต้นชีวิตของเราในแบบที่ต้องการ

 


ฟังพอดแคสต์ The Money Case by The Money Coach โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Spotify, Podbean, SoundCloud, YouTube หรือแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) 



Credits

 

The Host จักรพงษ์ เมษพันธุ์


Show Creator จักรพงษ์ เมษพันธุ์

Show Producer & Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์
Shownote อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค
Proofreader ภาวิกา ขันติศรีสกุล
Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์

The post กู้เงินก้อนใหญ่สร้างกิจการเพื่อครอบครัวจนจัดการไม่ไหวและมองไม่เห็นทางรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>