จิตต์สุภา ฉิน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/จิตต์สุภา-ฉิน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 08 Sep 2022 01:26:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รีวิวและอัปเดตส่งท้ายพอดแคสต์ Tomorrow is Now ซีซันแรก https://thestandard.co/podcast/tomorrowisnow12/ Tue, 25 Dec 2018 13:32:58 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=170455

จาก 11 เอพิโสดที่ ซู่ชิง-จิตต์สุภา ฉิน ได้พุดคุยกับแขกร […]

The post รีวิวและอัปเดตส่งท้ายพอดแคสต์ Tomorrow is Now ซีซันแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>

จาก 11 เอพิโสดที่ ซู่ชิง-จิตต์สุภา ฉิน ได้พุดคุยกับแขกรับเชิญและผู้เชี่ยวชาญจากหลายวงการเกี่ยวกับเทคโนโลยีล้ำๆ ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Smart Home, AI กับวรรณกรรม, เทคโนโลยีการเกษตร, AR/VR และอื่นๆ

 

เอพิโสดนี้เพื่อเป็นการทิ้งท้ายซีซันแรก ซู่ซิงชวนเหล่าทีมงานมาร่วมพูดคุยอีกครั้ง มาฟังกันว่าใครชอบเอพิโสดไหนที่สุด มีเรื่องไหนอัปเดตไปแล้วบ้าง ทุกคนมีมุมมองต่อเรื่องต่างๆ อย่างไร และได้เรียนรู้อะไรจากรายการนี้บ้าง

 

หวังว่าจะได้พบกันอีกในซีซันที่ 2 🙂

 


 

Credits

 

The Host จิตต์สุภา ฉิน

The Guests ​ภูมิชาย บุญสินสุข, อธิษฐาน กาญจนพงศ์, ปิยพร อรุณเกรียงไกร

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer ปิยพร อรุณเกรียงไกร

Show Co-producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์  

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post รีวิวและอัปเดตส่งท้ายพอดแคสต์ Tomorrow is Now ซีซันแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ SPACETH.CO เรื่องการท่องเที่ยวอวกาศ และ Mars Colonization https://thestandard.co/podcast/tomorrowisnow11/ Fri, 14 Dec 2018 10:47:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=165173

Tomorrow is Now เอพิโสดนี้ ซู่ชิง-จิตต์สุภา ฉิน ชวนเดิน […]

The post คุยกับ SPACETH.CO เรื่องการท่องเที่ยวอวกาศ และ Mars Colonization appeared first on THE STANDARD.

]]>

Tomorrow is Now เอพิโสดนี้ ซู่ชิง-จิตต์สุภา ฉิน ชวนเดินทางออกไปสำรวจอวกาศ กับเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง เจ้าของเว็บไซต์และแฟนเพจ SPACETH.CO ​เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน และ กร-กรทอง วิริยะเศวตกุล


ทำไมคนไทยถึงสนใจเรื่องอวกาศ

จริงๆ คนไทยสนใจเรื่องนี้มานานแล้ว แต่มันมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ช่วงปี 2015 เทคโนโลยีไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊กกำลังเป็นของใหม่มาแรง นาซาจึงได้ถ่ายทอดสดระหว่างส่งยานอวกาศชื่อนิวฮอไรซันส์ (New Horizons) ไปสำรวจดาวพลูโต

 

 

‘ดาวพลูโต’ ที่อยู่ห่างไกล อาจคล้ายเป็นสัญลักษณ์ของความเหงาโดดเดี่ยวสำหรับคนไทย เมื่อเห็นเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผูกพัน และมองว่าอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัว ถึงขั้นมีการเข้าไปถล่มคอมเมนต์จำนวนมากจนเป็นที่จดจำไปทั่วโลก

 

Photo: NASA/JPL-Caltech

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากนอกโลก

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพิ่งมีข่าวดีแรกจากยานอวกาศชื่อว่าอินไซท์ (Insight) ที่ไปสำรวจดาวอังคาร โดยระยะเวลาจากการสำรวจดาวเคราะห์ดวงนี้รอบที่แล้วกับรอบใหม่ห่างกันถึง 6 ปี ทันทีที่นักสำรวจส่งเสียงลมที่พัดผ่านบนดาวอังคาร จึงนับเป็นความตื่นเต้นครั้งใหญ่ เพราะนั่นคือเสียงแรกที่มนุษย์สามารถได้ยิน

 

 

เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ที่สักวันหนึ่ง มนุษย์จะย้ายไปอยู่บนดาวอังคาร

ตอนนี้หลายหน่วยงานเริ่มวางเป้าหมายที่การไปตั้งฐานอยู่อาศัยไกลถึงดาวอังคาร นาซาเรียกภารกิจนี้ว่า ‘การกลับไปดวงจันทร์ เพื่อเดินหน้าไปสู่ดาวอังคาร’ เป็นโครงการสำรวจใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เริ่มต้นจากการตั้งสถานีอวกาศรอบดวงจันทร์ ก่อนปล่อยยานสำรวจไปที่นั่น รอจนเทคโนโลยีต่างๆ มีความพร้อม ถึงเริ่มเดินทางสู่อวกาศชั้นลึก คือการไปอยู่บนดาวอังคารนั่นเอง

 

หากสงสัยว่าทำไมถึงมีช่องว่างอันยาวนานระหว่างการไปถึงดวงจันทร์และการรอสำรวจดาวอังคาร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ผ่านมา โครงการอวกาศอย่างอะพอลโล 13 ที่นักอวกาศเกือบไม่ได้กลับบ้าน หรือมีกระสวยอวกาศระเบิดไปถึง 2 ครั้ง ทำให้ต้องสูญเสียชีวิตของนักบิน ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าการสำรวจอวกาศยังคุ้มค่าอยู่หรือไม่ ถ้าเรามีเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทำไมไม่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทำไมต้องเอามนุษย์ไปเสี่ยงชีวิตอีก

 

Photo: SpaceX

 

เก็บกระเป๋าเตรียมท่องเที่ยวอวกาศ

จากเดิมที่คนมักคิดว่าการสำรวจอวกาศเป็นเรื่องของหน่วยงานรัฐบาลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอวกาศโดยตรงเท่านั้น แต่สมัยนี้หลายบริษัทอย่าง SpaceX ของอีลอนมัสก์ หรือ Virgin Galactic ของริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson) ทำให้การเดินทางไปอวกาศดูเป็นเรื่องง่ายขึ้น อีกไม่นานเกินรอ เราอาจขึ้นสู่วงโคจรเหมือนกับการมีเครื่องบินโดยสารเดินทางจากนิวยอร์กไปลอนดอนเลยก็เป็นได้

 

จริงๆ เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ด้วยความร่ำรวยของมหาเศรษฐีเงินเหลือใช้ที่ขอจ่ายเงินให้หน่วยงานอวกาศของรัสเซีย เพื่อแลกกับการไปเที่ยวบนสถานีอวกาศ เขาต้องฝึกทักษะกับนักบินนานถึงครึ่งปี ก่อนจะได้บินไปอยู่บนสถานีนานาชาติอีก 1 สัปดาห์ เป็นประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ได้ใช้ชีวิตเหมือนนักอวกาศ

 

Photo: NASA Ames Research Center

ภาพคอนเซปต์การท่องเที่ยวและอยู่อาศัยในยานอวกาศ โดย Rick Guidice

 

ทั้งหมดที่เราพูดถึงยังอยู่ในรอบวงโคจรของโลก แต่เมื่อกลางปี 2018 นี้เอง SpaceX เพิ่งประกาศพาคุณยูซากุ มาเอซาวา (Yusaku Maezawa) นักท่องเที่ยวอวกาศชาวญี่ปุ่นคนแรกที่เหมาเที่ยวบินของยาน BFR เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวดวงจันทร์ในปี 2023 นี้

 

Photo: NASA

 

มนุษย์ต่างดาวมีจริงไหม

เป็นเรื่องที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ถ้ามีจริง มันอาจไม่ได้มีรูปลักษณ์แบบที่เราเห็นตามภาพยนตร์ หากวันหนึ่งมีการสำรวจแล้วเจอแค่ในระดับไมโครเซลล์ ก็นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แล้ว ที่ทำให้มนุษย์รู้ว่าเราไม่ได้อยู่กันลำพังในจักรวาลแห่งนี้

 

ถ้าหากเราอยู่ลำพังบนจักรวาลแห่งนี้จริงๆ ก็อาจเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะที่ผ่านมาความพยายามสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบ หรือสำรวจหาสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จะกลายเป็นเรื่องสูญเปล่าทั้งหมด

 

The Great Filter แนวคิดที่เชื่อว่า มีฟิลเตอร์ขนาดใหญ่ที่สิ่งมีชีวิตไม่สามารถผ่านข้ามไปได้ เป็นการทำลายล้างครั้งใหญ่ เทียบกับโลกเหมือนยุคไดโนเสาร์ที่โดนกวาดล้างครั้งใหญ่โดยอุกกาบาต ถึงขั้นมีการตั้งสมมติฐานว่าโลกเราอาจเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่ผ่าน The Great Filter มาได้แล้ว แต่ดวงอื่นยังคงติดอยู่ตรงนั้น ทำให้เราไม่อาจค้นพบสิ่งมีชีวิตอื่นได้ กลับกัน เราอาจเป็นสิ่งเดียวที่ยังไม่ผ่านจุดนั้น และกำลังรอเผชิญมันอยู่ก็ได้เช่นกัน

 

Photo: NASA

 


สามารถฟังพอดแคสต์ Tomorrow is Now
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย


 

Credits

 

The Host จิตต์สุภา ฉิน

The Guests ​ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน, กรทอง วิริยะเศวตกุล

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer ปิยพร อรุณเกรียงไกร

Show Co-producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์  

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาวิกา ขันติศรีสกุล

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post คุยกับ SPACETH.CO เรื่องการท่องเที่ยวอวกาศ และ Mars Colonization appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมคนถึงกลัว AI ครองโลก รถไร้คนขับชนคนใครผิด จริยธรรมจะตอบคำถามนี้ได้ไหม https://thestandard.co/podcast/tomorrowisnow10/ Thu, 29 Nov 2018 09:40:32 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=156057

AI กำลังเก่งกว่ามนุษย์จนหลายคนกลัวว่าจะตกงาน หรือต้องเป […]

The post ทำไมคนถึงกลัว AI ครองโลก รถไร้คนขับชนคนใครผิด จริยธรรมจะตอบคำถามนี้ได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>

AI กำลังเก่งกว่ามนุษย์จนหลายคนกลัวว่าจะตกงาน หรือต้องเปลี่ยนไปทำงานอื่นแทน แถมยังอดรู้สึกไม่ได้ว่า เทคโนโลยีสมัยนี้ดูน่าสะพรึงกลัวไปด้วยในทีเดียวกัน เกิดกระแสในการกำหนดกฎหมายและจริยธรรมการใช้ AI

 

Tomorrow is Now เอพิโสดนี้ ซู่ชิง-จิตต์สุภา ฉิน คุยกับ อาจารย์อาร์ต-อรรถพล ปะมะโข แขกรับเชิญที่เคยมาพูดคุยในอีพีที่ 3 เมื่อ AI กลายร่างเป็นนักเขียนนิยาย! รอบนี้เราจะมาคุยกันเรื่องที่ยังต้องถกเถียงและยังไม่มีคำตอบแน่ชัด นั่นคือ ‘จริยธรรมกับ AI’

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

ทำไมเราต้องสนใจเรื่องจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์

ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาแบบก้าวกระโดด ทำให้มนุษย์ต้องเริ่มเตรียมแนวคิดสำหรับรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เช่น กรณีที่คนตั้งข้อสันนิษฐานว่า AI อาจมีจิตสำนึก หรือตัดสินใจกระทำอะไรบางอย่างได้เอง คำถามที่ตามมาคือ ถ้า AI เป็นผู้ตัดสินใจ AI ต้องรับผิดชอบการกระทำเหล่านั้นเองด้วยหรือเปล่า เรื่องนี้จึงนำไปสู่แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์

 

เป้าหมายอย่างหนึ่งของการสร้าง AI คือการทำให้มันตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างแทนเราอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในที่สุดมันก็ต้องมีวันที่ AI มีสตินึกคิดขึ้นมาแน่นอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราเองก็คงมีคำถามตามมาอีกว่า แม้ AI จะเป็นตัวตัดสิน แต่ AI คิดได้จริงหรือเปล่า หรือเกิดขึ้นเพียงแค่ตัดสินตามข้อมูลสถิติที่ถูกป้อนมา AI เข้าใจเรื่องที่ตัวเองตัดสินว่าอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันในเชิงปรัชญามากพอสมควร

 

เวลาเราได้ยิน AI เก่งกว่าคน เรามักกลัวว่า AI จะครองโลกหรือเปล่า จะทำร้ายมนุษย์หรือถึงขั้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษยชาติไหม ความกลัวนี้มีที่มาจากอะไร

ความกลัวเหล่านี้พบได้ตามนิยายต่างๆ ตั้งแต่สมัยโบราณ มันไม่ใช่เรื่องใหม่ เช่น นิยายของแมรี เชลลีย์ ที่สร้าง แฟรงเกนสไตน์ ขึ้นมา เป็นสิ่งมีชีวิตที่ดูน่ากลัวน่าสยดสยอง ทำให้หลายคนต้องตายและต่างหวาดกลัว เป็นปีศาจชนิดหนึ่ง เหมือนแนวคิดที่ผูกโยงความกลัวมากับอะไรบางอย่าง กลัวว่าจะถูกแทนที่ กลัวว่าตัวเองจะสูญหายไปกับกาลเวลา หรือแม้แต่ภาพยนตร์ซีรีส์เรื่อง Westworld ก็ฉายภาพถึงมุมมองความคิดต่อ AI ในฐานะเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่เป็นเบื้องล่างของมนุษย์ แต่เมื่อ AI สามารถตื่นรู้ได้แล้ว ก็อาจย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์และก่อการปฏิวัติครั้งใหม่ได้เช่นกัน เหล่านี้เป็นความกลัวแบบฉบับของซีกโลกตะวันตก

 

 

ส่วนความกลัวของซีกโลกตะวันออก มันอาจยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่มีจุดน่าสนใจคือ ในขณะที่ชาวตะวันตกถ่ายทอดความกลัวเทคโนโลยีผ่านภาพยนตร์หรือซีรีส์ กลับกันชาวตะวันออกอย่างประเทศญี่ปุ่น เลือกที่จะมองเทคโนโลยีในแง่บวกมากกว่า เช่น พวกการ์ตูนหุ่นยนต์อย่างโดราเอมอน หรือเจ้าหนูอะตอม (Astro Boy) เขามองว่าเทคโนโลยีจะพามนุษย์ไปสู่โลกในอุดมคติได้

 

ทำไมคนเราถึงมักจะกลัวหุ่นยนต์ที่หน้าตาเหมือนกับมนุษย์ มากกว่าหุ่นยนต์ทั่วไป

จริงๆ ถ้าหุ่นยนต์หน้าและท่าทางเหมือนคน 100% เลย คนอาจจะไม่กลัว แต่มันจะมีจังหวะหนึ่งที่หุ่นยนต์ค่อยๆ พัฒนาจากรูปลักษณ์แบบตัวการ์ตูนมาเหมือนมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ทำให้อยู่ตรงกลางระหว่างความเหมือนและความต่าง ทฤษฎีนี้เรียกว่า ‘Uncanny Valley’ หรือหุบเขาแห่งอันแคนนี

 

Uncanny Valley ไม่ใช่ความกลัวแบบ กลัวอันตราย กลัวจนต้องหวีดร้อง แต่เป็นความกลัวจากสิ่งที่เราคุ้นเคย เช่น กลัวเงาในกระจก กลัวซอมบี้ เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ดูคล้ายกับสิ่งมีชีวิต แต่ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ทำให้เราสับสน เป็นความแปลกปลอมที่คนยังไม่คุ้นเคย

 

ประเด็นจริยธรรมยังเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อรถไร้คนขับเกิดชนคนเสียชีวิต ทำให้เกิดคำถามว่าเราจะให้ AI ตัดสินใจแทนคนได้ไหม

ปัญหาโลกแตกสำหรับวงการรถยนต์ไร้คนขับก็คือ จะเกิดอะไรขึ้นหากรถยนต์ไร้คนขับกำลังจะพุ่งชนคน และมันต้องเลือกว่าใครจะรอดชีวิต เช่น เด็ก หรือ คนแก่ ซึ่งจริงๆ ตามหลักคือทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน แต่ด้านความคิดเห็น บางคนอาจคิดว่าคนแก่อาจมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ส่วนอีกคนอาจคิดว่า เด็กเป็นอนาคตและความหวัง เลือกเก็บเด็กไว้ดีกว่า นี่เป็นวิธีตัดสินปัญหาที่เรียกว่า ‘ประโยชน์นิยม’

 

เรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญในการทำให้ปัญญาประดิษฐ์ตัดสินใจเองได้ มนุษย์จะสร้างกฎอะไรในการตัดสิน เป็นเรื่องที่แม้แต่มนุษย์ก็ตัดสินใจไม่ตรงกันในแต่ละคน ฉะนั้นปัญหานี้ยังไม่มีคำตอบตายตัว แต่หากเรามองว่ารถยนต์ไร้คนขับเป็นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง โอกาสผิดพลาดมันก็เกิดขึ้นได้

 

ท้ายสุด หากถามว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริงๆ ใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ ระหว่าง ผู้สร้าง หรือ AI คงต้องย้อนกลับดูว่าระบบวิธีคิดแบบไหนที่คนป้อนให้กับปัญญาประดิษฐ์ หากถูกตั้งไว้อยู่แล้วว่าให้พุ่งชนคนแก่ เรื่องนี้มนุษย์คงเป็นคนผิดเต็มๆ แต่หากเป็นการตัดสินใจด้วยระบบบางอย่างของ AI เอง คงต้องมาคิดกันต่อว่า แล้วเราจะลงโทษ AI อย่างไร

 

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า AI ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มการเกิดอาชญากรรมหรือตัดสินคดีความ กลับมีอคติขึ้นมา

ProPublica องค์กรข่าวแบบไม่แสวงกำไร รายงานว่าศาลหลายแห่งทั่วสหรัฐฯ กำลังใช้ AI เข้ามาช่วยคาดการณ์แนวโน้มการเกิดอาชญากรรมหรือแม้แต่ตัดสินคดีความ ซึ่งมักพบว่าอัลกอริทึมของ AI มีอคติต่อชาวแอฟริกันอเมริกันมากเป็นพิเศษ ที่น่าตกใจคือ คนผิวดำมักจะถูกตัดสินว่ามีความผิดมากกว่าคนผิวขาวถึง 2 เท่า

 

ปัญหาเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของ AI แต่เป็นความผิดของผู้สร้างที่มีอคติต่อคนบางกลุ่ม เพราะว่า AI ไม่ได้ตัดสินใจเอง มันเป็นเพียง AI ประเภท Weak AI ไม่ได้ตัดสินอะไรเอง แต่ตัดสินตามกฎที่ถูกตั้งไว้เท่านั้น ฉะนั้นเมื่อไรที่ AI ก้าวข้ามจุดนี้ ไปถึงประเภท Strong AI หรือตัดสินใจเทียบเคียงกับมนุษย์ นั่นจะกลายเป็นอีกเรื่องที่เราต้องถามว่ามันจะมีอคติด้วยตัวเองหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

 


สามารถฟังพอดแคสต์ Tomorrow is Now
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย


 

Credits

 

The Host จิตต์สุภา ฉิน

The Guests อรรถพล ปะมะโข

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer ปิยพร อรุณเกรียงไกร

Show Co-producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์  

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ
Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post ทำไมคนถึงกลัว AI ครองโลก รถไร้คนขับชนคนใครผิด จริยธรรมจะตอบคำถามนี้ได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
FemTech คลื่นธุรกิจลูกใหม่ที่รันโดยผู้หญิง เพื่อผู้หญิง https://thestandard.co/podcast/tomorrowisnow09/ Tue, 13 Nov 2018 10:12:39 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=146861

เคยสงสัยไหม…   ทำไมเมื่อก่อนผู้หญิงมีตัวเลือกในการ […]

The post FemTech คลื่นธุรกิจลูกใหม่ที่รันโดยผู้หญิง เพื่อผู้หญิง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เคยสงสัยไหม…

 

ทำไมเมื่อก่อนผู้หญิงมีตัวเลือกในการประกอบอาชีพน้อย

 

ทำไมคนทำสตาร์ทอัพส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย

 

ทำไมสินค้าบางอย่างก็ไม่เข้าใจหัวอกผู้หญิงเอาเสียเลย

 

แล้วทุกวันนี้สังคมเราเปิดกว้างสำหรับผู้หญิงอย่างเท่าเทียมแล้วหรือยัง

 

พอดแคสต์ Tomorrow is Now เอพิโสดนี้ ซู่ชิง-จิตต์สุภา ฉิน ชวนผู้หญิงสุดเก่งแห่งวงการสตาร์ทอัพ คุณอ้อ-พรทิพย์ กองชุน 
COO เเละผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta 
แพลตฟอร์มการลงทุนแบบเน้นคุณค่า และ หมอจิ๊บจี้-พ.ญ.พิรญาณ์ ธำรงธีระกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง Chiiwii แอปพลิเคชันที่ปรึกษาด้านสุขภาพสำหรับผู้หญิงมาพูดคุยกันถึง FemTech คลื่นธุรกิจลูกใหม่ที่รันโดยผู้หญิง เพื่อผู้หญิง

 

รู้จัก FemTech กันหน่อย

กระแส FemTech มีจุดเริ่มต้นมาจากความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์สนองอารมณ์หรือกระตุ้นเร้าความต้องการทางเพศของผู้หญิง ทั้งนี้ก็เพราะว่าเซ็กซ์ทอยในท้องตลาดส่วนใหญ่นั้นออกแบบโดยผู้ชาย และมักจะมีหน้าตารูปร่างประหลาด นักออกแบบหญิงจึงเกิดไอเดียออกแบบเซ็กซ์ทอยที่ดูเฟรนด์ลี่และสนองอารมณ์ของผู้หญิงได้จริง จนเกิดเป็นธุรกิจ SexTech นั่นเอง

 

Photo: Clue

 

นอกจากนี้ FemTech ยังครอบคลุมถึงสตาร์ทอัพที่คิดค้นพัฒนาอุปกรณ์อัจฉริยะ เพื่อสุขภาพสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เช่น แอปพลิเคชัน Clue ช่วยให้ผู้หญิงวางแผนการมีลูก หรือแม้แต่คุมกำหนดได้สะดวกง่ายดาย เพราะแอปฯ นี้จะช่วยบันทึกข้อมูลรอบประจำเดือนมา และคำนวณวันไข่ตกให้เสร็จสรรพ โดยไม่ต้องนับวันเองให้ยุ่งยาก

 

คุณอ้อแชร์ประสบการณ์ให้ฟังว่า เธอเคยใช้แอปพลิเคชันนี้ เพื่อวางแผนมีลูกหลังแต่งงาน

 

“เชื่อไหม สิ่งที่ตลกคือ ตลอดเวลาที่เราใช้เทคโนโลยีพวกนี้ กลับไม่ตั้งท้องเลย วิเคราะห์เอาเองว่าอาจเป็นเพราะเราเข้มงวดกับมันมากเกินไป เหมือนกลายเป็นหน้าที่ที่ต้องทำไปเสียอย่างนั้น แต่หลังจากเลิกใช้ไปได้ 1 เดือน เรากลับตั้งท้องเฉย อาจเพราะมันเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเครียด และเราก็รู้รูทีนร่างกายของตัวเองแล้วด้วย”

 

คุณอ้อยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ข้อดีของการใช้เทคโนโลยีมาช่วยดูแลสุขภาพสำหรับผู้หญิงอีกแรงก็คือ เราสามารถเก็บข้อมูลสถิติเกี่ยวกับสุขภาพได้ เพื่อคอยเช็กว่ารอบเดือนมาปกติไหม หรือแม้แต่บันทึกอารมณ์ความรู้สึกในแต่ละวัน ระบบจะช่วยวิเคราะห์และแนะนำว่าช่วงไหนเราควรปรับอารมณ์หรือเตรียมตัวรับมือกับอารมณ์แปรปรวนของตัวเองอย่างไรนั่นเอง

 

ฝ่ายคุณหมอจิ๊บจี้ชี้ว่า การคิดค้นนวัตกรรมในยุคนี้จะเริ่มจากดูว่าปัญหาเกิดจากอะไร ถ้าเป็นปัญหาสุขภาพของผู้หญิง ผู้หญิงก็ย่อมเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีกว่าจากประสบการณ์ของตนเอง เช่น เครื่องออกกำลังกาย Pelvic Floor First ที่จะช่วยเพิ่มความกระชับส่วนอุ้งเชิงกรานของผู้หญิง (Pelvic Floor) ป้องกันปัญหาปัสสาวะเล็ดของผู้สูงอายุ ซึ่งมักเกิดกับผู้หญิงที่เคยคลอดลูกมาก่อน และเป็นปัญหาที่ผู้หญิงเท่านั้นจึงจะเข้าใจ

 

 

โอกาสมาชัวร์ เพราะผู้หญิงกำลังครองโลก!

บริษัท Frost & Sullivan คาดการณ์ว่า มูลค่าของตลาดเฟมเทค (FemTech) จะแตะ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2025 ตั้งแต่แอปฯ ที่เกี่ยวกับสุขภาพและ Well-Being ของผู้หญิง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่ออกแบบโดยผู้หญิง เพื่อผู้หญิง

 

คุณอ้อมองว่า ตลาด FemTech นั้นใหญ่แน่นอน สังเกตได้จากจำนวนประชากรโลกมีสัดส่วนของผู้หญิงครึ่งต่อครึ่งกับผู้ชาย และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ในประเทศไทยเองก็มีจำนวนประชากรผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 1.2 ล้านคน และจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

 

ที่สำคัญผู้หญิงยังมีพลังในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่า 85% ของการจับจ่ายมาจากผู้หญิง ธุรกิจต่างๆ จึงพยายามพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อสร้าง Engagement กับผู้หญิงมากขึ้น จนเกิดเป็นเทรนด์ ‘Sheconomy’ ขึ้นมา

 

จากประสบการณ์การทำงาน Jitta คุณอ้อเริ่มเห็นแนวโน้มของผู้หญิงที่สนใจเรื่องการลงทุนเยอะขึ้น สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะผู้หญิงเลือกอยู่เป็นโสด และสัดส่วนของแม่เลี้ยงเดี่ยวก็เพิ่มขึ้น การวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญ จึงแนะนำให้พัฒนาฟีเจอร์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน เข้าใจง่าย เพื่อลดกำแพงที่ผู้หญิง รวมทั้งผู้ใช้คนอื่นๆ มองว่าการลงทุนเป็นเรื่องเข้าใจยาก

 

ด้านหมอจิ๊บจี้เล่าถึงที่มาของ Chiiwii ว่า ผู้ที่เข้ามาสอบถามปัญหาสุขภาพมักจะเป็นผู้หญิง เพราะรู้สึกอายและไม่กล้าบอกใคร จึงพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันสำหรับขอคำปรึกษาจากแพทย์โดยตรง โดยผู้ใช้สามารถเลือกแพทย์ นัดวันและเวลา รวมถึงพูดคุยผ่านการแชท เสียง หรือวิดีโอ

 

สังคมเปิดกว้าง แต่ยังไม่มากพอ

เมื่อถามว่าปัจจุบันวงการธุรกิจและวิชาชีพอื่นๆ เปิดพื้นที่ให้กับผู้หญิงมากเพียงพอแล้วหรือยัง ทั้งสองมองว่าเปิดกว้างมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับมีสัดส่วนเท่าๆ กัน โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บริหารนั้นมีผู้หญิงน้อยกว่ามาก ถ้าบริษัทสามารถดึงเอาจุดเด่นด้านดีของแต่ละฝ่ายมารวมกันก็จะกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วและมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

 

แล้วเราจะบาลานซ์ได้อย่างไร นี่คือ 5 ข้อแนะนำเกี่ยวกับการทำงานที่ไม่ควรพลาด

 

1. เปลี่ยนภาพจำเดิม ผู้ชายไม่จำเป็นต้องเก่ง Tech ผู้หญิงก็เก่งได้

หมดยุคของการแบ่งแยกตีตรา (Stereotype) ว่าเพศไหนต้องเรียนหรือทำงานสายอะไร ศักยภาพของผู้หญิงไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชาย เพราะสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสามารถความเชี่ยวชาญ ความชอบของแต่ละบุคคล และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย คุณหมอจิ๊บจี้ยังบอกกับเราว่า ปัจจุบันมีสัดส่วนของผู้หญิงในวงการแพทย์มากกว่าผู้ชายเสียอีก

 

2. เปลี่ยนทัศนคติใหม่ การมีลูกไม่ใช่อุปสรรค

ที่น่าตกใจคือ มีผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งระดับผู้บริหารในแวดวงเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาเพียงแค่ 15% เท่านั้น บริษัทยักษ์ใหญ่มักจะมีพนักงานผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชายในอัตรา 3:7 ซึ่งใน 3 คนนี้มีเพียงแค่ 1 คนเท่านั้นที่ก้าวไปถึงระดับผู้บริหารได้ ทั้งนี้ก็เพราะบริษัทมองว่า ผู้หญิงมีโอกาสจะต้องไปเลี้ยงดูลูกหรือดูแลครอบครัว อาจจะมี Commitment กับงานไม่มากพอ หรือไม่ก็ตัดสินใจลาออกด้วยเหตุผลอื่นในที่สุด

 

3. การปิดกั้นยังมีอยู่จริง

อีกข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจคือ องค์กรส่วนใหญ่มีผู้บริหารเป็นผู้ชาย เมื่อต้องเลือกผู้บริหารคนใหม่มารับช่วงต่อหรือทำงานด้วยก็อาจจะเกิดอคติโดยไม่รู้ตัว (Unconscious Biased) และมีแนวโน้มจะเลือกผู้ชายมากกว่าผู้หญิง นอกจากนี้ยังมีข่าวว่านักลงทุนในประเทศจีนประกาศว่าจะไม่ลงทุนกับสตาร์ทอัพที่มีซีอีโอเป็นผู้หญิง ทำให้เกิดกระแสโต้กลับ นักลงทุนและบริษัทกองทุนที่ไม่เห็นด้วยพากันประกาศว่าจะลงทุนในบริษัทที่มีผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้หญิงทันที เช่น Gobi Partner

 

4. เทรนด์สนับสนุนกำลังมา

ไม่ใช่แค่ VC แต่บรรดาศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพ Incubator และ Accelerator ก็ออกโรงสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยผู้หญิง เกิดการแข่งขัน Hackathon และโครงการ Women Entrepreneur เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเข้ามาพิตช์แข่งกัน ไอเดียใครน่าสนใจและมีศักยภาพโดดเด่นก็จะได้รับเงินทุนสนับสนุนไปปั้นธุรกิจต่อ ขณะที่กองทุนชื่อดังแห่งซิลิคอนแวลลีย์ 500 Startups เปิดตัวโครงการ 500 Women สำหรับลงทุนสนับสนุนผู้ก่อตั้งหญิงโดยเฉพาะ

 

5. อย่าสบประมาทตัวเอง และอย่าขัดขากันเอง

กว่าผู้หญิงจะก้าวไปถึงตำแหน่งระดับ C-Level ในสังคมการทำงานที่ผู้ชายเป็นใหญ่ได้ว่ายากแล้ว เจอผู้หญิงเขม่นกันเองอาจจะยิ่งแย่กว่า ที่จริงแล้วการอิจฉาเพื่อนร่วมงานเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ห้ามกันยาก ท้ายที่สุดแล้วสภาพแวดล้อมการทำงานและความเป็นมืออาชีพจะหล่อหลอมให้เรารู้จักแบ่งแยกหน้าที่กับความรู้สึกส่วนตัวได้เอง


แทนที่จะมองว่าการเป็นผู้หญิงเป็นอุปสรรค ลองมองข้ามเรื่อง ‘เพศ’ ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้ และมั่นใจในความสามารถและจุดยืนของตัวเอง เท่านี้เราก็บรรลุเป้าหมายได้เช่นกัน

 


สามารถฟังพอดแคสต์ Tomorrow is Now
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย


 

Credits

 

The Host จิตต์สุภา ฉิน

The Guests พรทิพย์ กองชุน, พ.ญ.พิรญาณ์ ธำรงธีระกุล

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer ปิยพร อรุณเกรียงไกร

Show Co-producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์  

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ
Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาวิกา ขันติศรีสกุล

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post FemTech คลื่นธุรกิจลูกใหม่ที่รันโดยผู้หญิง เพื่อผู้หญิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Voice is the new interface หรือนี่จะเป็นสิ่งใหม่แทนที่สมาร์ทโฟน https://thestandard.co/podcast/tomorrowisnow08/ Tue, 30 Oct 2018 07:50:01 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=139546

“Hey Siri, set up a meeting at 9.”   10 ปีที่ผ่านม […]

The post Voice is the new interface หรือนี่จะเป็นสิ่งใหม่แทนที่สมาร์ทโฟน appeared first on THE STANDARD.

]]>

“Hey Siri, set up a meeting at 9.”

 

10 ปีที่ผ่านมาระบบผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ หรือ Voice Assistant ได้พัฒนาแบบก้าวกระโดด และช่วยจัดการสารพัดสิ่งในชีวิตประจำวันของเรา เช่น เช็กสภาพอากาศ นัดประชุม บอกเส้นทางระหว่างขับรถ ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจไม่ต้องพกสมาร์ทโฟนอีกต่อไป แต่ใช้หูฟังอัจฉริยะที่รองรับคำสั่งผ่านเสียง

 

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราเริ่มแยกไม่ออกว่ากำลังคุยกับ AI หรือมนุษย์ ชีวิตเราจะดีขึ้นจริงไหม เราจะอยู่อย่างไรในยุคแห่ง AI

 

เอพิโสดนี้ ซู่ชิง-จิตต์สุภา ฉิน ชวน อาจารย์เต้-ดร.อรรถพล ธำรงรัตนฤทธิ์ จากภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์และการประมวลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP) มาพูดคุยเรื่อง Voice Techonology ว่าจะเปลี่ยนชีวิตของเราทุกคนไปอย่างไร

 


 

ทำไมระบบผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะจึงพัฒนาไปอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึง 10 ปี

เป็นการผสมผสานระหว่าง 2 ปัจจัย จุดเริ่มต้นจริงๆ คือ สมาร์ทโฟน ซึ่งตอนนี้เรามาถึงยุคที่ไม่ได้มีแค่โทรศัพท์มือถือ แต่รวมไปถึงอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ (Smart Device) และเทคโนโลยี Wearables เช่น Apple Watch และ Fitbit ซึ่งนับจำนวนก้าวและวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้นั่นเอง ระบบคอมพิวติงได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิม ไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์อีกต่อไป

 

ปัจจัยที่สองคือ ตัวอัลกอริทึม หมายถึง ชุดของโปรแกรมที่สามารถประมวลข้อมูลต่างๆ ออกมาในรูปแบบที่เราสามารถเข้าใจได้ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วเกิดการพัฒนาอัลกอริทึมตัวใหม่เรียกว่า Deep Learning ซึ่งนับเป็นเทคโนโลยีปฏิวัติโลกอย่างแท้จริง ส่งผลให้ Voice Technology พัฒนาแบบก้าวกระโดดไปในทิศทางที่ดีจนถึงขั้นที่นำไปประยุกต์ใช้กับอะไรก็ได้ ขายได้ และใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น Alexa ผู้ช่วยอัจฉริยะในบ้านของ Amazon นาฬิกา Apple Watch บนข้อมือ หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของทุกคน

 

เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของ Voice Assitant คืออะไร

เทคโนโลยีเบื้องหลังที่เป็นอินเทอร์เฟสด่านแรก คือ Deep Learning ที่จะแปลงเสียงเป็นตัวอักษรตามคำที่เราพูดออกไป จากนั้นจะมีอัลกอริทึมอีกชุดหนึ่งที่จะประมวลภาษาธรรมชาติ (NLP) ทำให้เทคโนโลยีเข้าใจว่าคนต้องการอะไร และประมวลผลออกมาเป็นคำสั่งที่ทำให้เราสามารถสั่งการได้ เช่น ตั้งนาฬิกาปลุก ปรับอุณหภูมิแอร์ เปิดทีวี Voice Assistant จะมีชุดคำสั่งรองรับการสั่งการของเราอยู่

 

 

ตอนนี้ Google Assistant สามารถโทรไปจองโต๊ะที่ร้านอาหารได้แล้ว โดยที่พนักงานไม่รู้ว่ากำลังคุยกับ AI เป็นไปได้ไหมว่าในอนาคตเราจะไม่สามารถแยกเสียงของระบบผู้ช่วยกับมนุษย์ได้เลย

เป็นไปได้ครับ ในบริบทนี้จริงๆ แล้วเจตนาของคนโทรหาร้านอาหารมีไม่กี่อย่าง เช่น เปิดกี่โมง รับจองได้ไหม ว่างเวลาไหนบ้าง ตามหลักภาษาศาสตร์เรียกว่า ‘Script’ ซึ่งเวลาเข้าร้านอาหาร เราจะมีสคริปต์อยู่ในหัวไม่กี่แบบ เช่น เดินเข้าร้านแล้วบอกว่า “2 คนครับ” ทั้งที่พนักงานยังไม่ได้ถามเรา ถ้าลองพูดแบบนี้ตอนไปหาหมอฟันก็คงไม่เวิร์ก นี่คือการนำภาษาศาสตร์มาใช้ในเทคโนโลยีจริงๆ นักภาษาศาสตร์สามารถเขียนโปรแกรมเข้าไปว่าการโทรหาร้านอาหารมีเจตนาอะไรบ้าง

 

ประเด็นที่สองซึ่งคนพูดถึงกันเยอะมากว่าน่าขนลุกขนพองกลับไม่ใช่ภาษา แต่เป็น Paralinguistics (ภาษาที่ช่วยแสดงกริยา) เพราะ Google Assistant พูดว่า “Umm…” คล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่างก่อนหรือแสดงความไม่แน่ใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักภาษาศาสตร์เติมเข้าไปให้มีความเป็นมนุษย์

 

ที่จริงเราสามารถโปรแกรมให้ Voice Assistant แกล้งพูดผิดก็ได้ การแยกความแตกต่างของการสนทนาระหว่าง AI กับมนุษย์นั้นเปรียบได้กับ Holy Grail หรือจุดสูงสุดของปัญญาประดิษฐ์เลยทีเดียว เราเรียกการทดสอบนี้ว่าทัวริง เทสต์ (Turing Test) โดยให้คนแชตกับคู่สนทนาโดยไม่เห็นหน้ากัน หากคนไม่สามารถแยกแยะได้ก็นับว่า AI ผ่านการทดสอบ ถ้าเราแยกไม่ออก 100% เมื่อไรแสดงว่าเทคโนโลยีไปถึงจุดสูงสุดแล้ว

 

Voice Assistant จะมาแทนที่สมาร์ทโฟนได้ไหม เหมือนหนังเรื่อง Her

มีแนวโน้มที่จะไปทางนี้ เพราะเสียงก็จัดเป็นอินเทอร์เฟสแบบหนึ่ง คีย์บอร์ด เมาส์ เป็นอินเทอร์เฟสที่เราใช้คุยกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีมา 30-40 ปีแล้ว ถ้ามองย้อนกลับไปมันไม่ใช่เรื่องธรรมชาติเลยที่เราจะคุยกับใครสักคนด้วยคีย์บอร์ด เพราะเราสื่อสารกันผ่านเสียง พอเกิดสมาร์ทโฟน ปุ่มก็หายไป กลายเป็นอินเทอร์เฟสใหม่ในรูปแบบทัชสกรีน แต่มันก็ยังไม่สะดวกเสียทีเดียว ปัจจุบันมีคนพยายามพัฒนาแอปพลิเคชันเดียวที่ทำได้ทุกอย่างครบวงจร แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เป็นธรรมชาติก็คือ การสื่อสารพูดคุยด้วยเสียง

 

ปีที่แล้วมีบทความหนึ่งได้เปิดเผยการทดสอบ Voice Assistant ของแต่ละค่ายว่าจะโต้ตอบคำพูดเหยียดเพศได้อย่างไร ปรากฏว่ามันไม่สามารถรับมือได้ดีเท่าไร คิดยังไงกับเรื่องนี้

ในกรณีนี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งพูดกับระบบผู้ช่วยส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งไม่ตรงกับเจตนาที่ระบบเคยป้อนข้อมูลเอาไว้ ผู้ช่วยส่วนตัวจึงต้องตอบกลับไปด้วยเจตนาที่ดีที่สุด อาจเป็นการคุยเล่น หรือหาหมายเลขสายด่วนเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ที่แม้อาจยังไม่ตอบโจทย์เสียจนมีการตั้งคำถามว่า ระบบเหล่านี้ช่วยได้แค่เรื่องทั่วไป แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาของมนุษย์จริงๆ

 

มนุษย์จะรับมือกับความฉลาดของเทคโนโลยีในอนาคตอย่างไร

การเขียนโปรแกรมเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 จริงๆ สมัยก่อนมนุษย์เรียนปรัชญา วรรณคดี ซึ่งใช้ทักษะการคิด การท่องจำ การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ปัจจุบันเราเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ การออกแบบ เรียนภาษาที่ 2-3 มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แต่ทักษะคลื่นลูกใหม่ที่จะเข้ามามีความสำคัญในศตวรรษนี้ คือ Computational Thinking ซึ่งก็คือ การคิดเชิงคำนวณระบบระเบียบ ซึ่งแตกต่างจากคณิตศาสตร์ หลายประเทศทั่วโลกเริ่มสนใจและส่งเสริมให้เด็กรู้จักแก้ปัญหาด้วยทักษะนี้ เพราะทุกอาชีพในอนาคตต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน เช่น นักกฎหมายที่ใช้อัลกอริทึมช่วยตรวจสอบสัญญาก็ควรเข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร มีข้อบกพร่องอย่างไรบ้าง

 


สามารถฟังพอดแคสต์ Tomorrow is Now
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย


 

Credits

 

The Host จิตต์สุภา ฉิน

The Guest ดร.อรรถพล ธำรงรัตนฤทธิ์

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer ปิยพร อรุณเกรียงไกร

Show Co-producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์  

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post Voice is the new interface หรือนี่จะเป็นสิ่งใหม่แทนที่สมาร์ทโฟน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ARTIFICIAL POET SOCIETY: เมื่อ AI กลายร่างเป็นนักเขียนนิยาย! https://thestandard.co/podcast/tomorrowisnow03/ Tue, 21 Aug 2018 07:21:15 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=115136

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้านิยายที่แต่งโดย AI กลายเป็นหนังสือระด […]

The post ARTIFICIAL POET SOCIETY: เมื่อ AI กลายร่างเป็นนักเขียนนิยาย! appeared first on THE STANDARD.

]]>

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้านิยายที่แต่งโดย AI กลายเป็นหนังสือระดับ Best Seller ที่ครองใจนักอ่านทั่วโลกไม่แพ้ Harry Potter เป็นไปได้แค่ไหนที่ผลงานของ AI จะขึ้นแท่นนิยายคลาสสิกตลอดกาลเหมือนกับผลงานขึ้นหิ้งของ วิลเลียม เชกสเปียร์ เมื่อถึงตอนนั้นแล้ว เราจะยังมอง AI เป็นเครื่องจักรกลที่ไม่มีหัวใจ ไร้ความคิดสร้างสรรค์อยู่หรือเปล่า

 

Tomorrow is Now เอพิโสดนี้ ซู่ชิง-จิตต์สุภา ฉิน ชวน อาจารย์อาร์ท-อรรถพล ปะมะโข จากภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้เขียนบทความวิจัยเกี่ยวกับวรรณกรรมดิจิทัล มาพูดคุยถึงบทบาทของ AI ในวงการวรรณกรรมว่าก้าวหน้าไปถึงไหน แล้วนักเขียนจะตกงานกันไหม

 

รู้จักประเภทของ AI

เราสามารถแบ่งประเภทของ AI ตามระดับของความฉลาด 3 ระดับ คือ

    • Artificial Narrow Intelligence (ANI)

หมายถึง AI ที่ถูกพัฒนาให้มีความสามารถเฉพาะทาง และทำงานได้บางอย่างเท่านั้น แต่ยังไม่มีระบบความคิดที่ซับซ้อนแบบมนุษย์ เรียกกันว่า ‘Weak AI’

    • Artificial General Intelligence (AGI)

หมายถึง AI ที่มีระดับสติปัญญาใกล้เคียงกับมนุษย์ ปัจจุบันยังไม่มีใครที่สามารถพัฒนา AI ไปถึงขั้นนี้ได้สำเร็จ แต่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เรียกกันว่า ‘Strong AI’

    • Artificial Super Intelligence (ASI)

หมายถึง AI ที่ก้าวข้ามระดับสติปัญญาและขีดความสามารถของมนุษย์ไปสู่ขั้นที่เหนือกว่ามนุษย์ที่ฉลาดที่สุดในโลก เรียกว่า ‘SuperIntelligence’ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้คนกังวลกันมากที่สุดว่า สุดท้าย AI จะกลายเป็นภัยคุกคามต่อมวลมนุษยชาติ

 

 

เมื่อคนจับมือกับ AI แต่งนิทานสไตล์พี่น้องตระกูลกริมม์

The Princess and The Fox นิทานก่อนนอนในแอปพลิเคชัน Calm เป็นผลงานของสตูดิโอ Botnik ที่นำโปรแกรม AI-Generated Text Prediction มาใช้แต่งนิทานให้มีกลิ่นอายและสไตล์การเขียนเหมือนกับพี่น้องตระกูลกริมม์ (The Grimm Brothers) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่อง ‘ความดาร์ก’ เป็นพิเศษ แต่รู้หรือไม่ว่า AI ยังมีจุดบกพร่องด้านการใช้ภาษาที่ไม่เป็นธรรมชาติ (Natural Language) เนื้อหาและภาษาจึงดูแปลกประหลาดหรือไม่เมกเซนส์อยู่บ้าง

 

Botnik ใช้โปรแกรม Text Prediction เลือกคำในการแต่งนิยาย
Photo: Botnik

 

รู้หรือไม่ AI แต่งนิยายมานานกว่า 60 ปีแล้ว

ที่จริงแล้ววรรณกรรมที่แต่งโดย AI เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคแรกๆ ของการประดิษฐ์คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก เช่น

– Love Letter ของคริสโตเฟอร์ สเตรชีย์ ซึ่งพัฒนาโปรแกรมเขียนจดหมายรักขึ้นมาในปี 1952

– Eliza เป็นโปรแกรมแชตบอตยุคแรกๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นในปี 1966

– โปรแกรม Tale-Spin ผลงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของ เจมส์ มี-ฮัน เป็นระบบอัลกอริทึมที่สร้างขึ้นในปี 1976 มาเพื่อเล่านิทาน มีความซับซ้อนสูงมาก

 

Human or Bot?

เมื่อวรรณกรรมญี่ปุ่นเรื่อง The Day a Computer Writes a Novel ที่แต่งโดย AI ผ่านเข้ารอบการประกวดรางวัล Nikkei’s Shinichi Hoshi Literary Award นำไปสู่การตั้งคำถามว่า เราจะสามารถแยกแยะได้ไหมว่าวรรณกรรมเรื่องไหนเป็นฝีมือของ AI หรือมนุษย์ อ.อรรถพลได้อธิบายวิธีสังเกตความแตกต่างแบบง่ายๆ ไปจนถึงการทดสอบของทัวริง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ อลัน ทัวริง นักคณิตศาสตร์ชื่อดังของโลก เสนอขึ้นเพื่อทดสอบว่า เครื่องจักรสามารถคิดได้อย่างมนุษย์หรือไม่

 

นิยายของ AI จะเป็นผลงานคลาสสิกระดับโลกได้ไหม

งานศิลปะหรืองานวรรณกรรมทุกแขนงถูกเขียนขึ้นโดยอ้างอิงจากประสบการณ์ของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 นั่นคือ รูป รส กลิ่น เสียง แต่ที่ผ่านมา AI ยังมีจุดอ่อนด้านความคิดสร้างสรรค์ เพราะไม่สามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึก หรือเข้าใจความคิดซับซ้อนได้ จึงเป็นที่ถกเถียงกันว่า เราจะยอมรับคุณค่าทางวรรณกรรมที่เครื่องจักรสร้างสรรค์ขึ้น เช่นเดียวกับวรรณกรรมทั่วไปหรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องใช้ ‘เกณฑ์อื่น’ ในการตัดสิน

 

ถ้านักเขียนไม่อยากตกงานต้องทำอย่างไร

จริงๆ แล้ววรรณกรรมเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน หนทางที่ดีที่สุดก็คือ การปรับตัวและเปิดใจรับใช้ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์งานศิลปะนั่นเอง


via GIPHY

 


Credits

 

The Host จิตต์สุภา ฉิน
The Guests อรรถพล ปะมะโข

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Episode Producer  ปิยพร อรุณเกรียงไกร

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ
Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์
Proofreader ภาวิกา ขันติศรีสกุล

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์

The post ARTIFICIAL POET SOCIETY: เมื่อ AI กลายร่างเป็นนักเขียนนิยาย! appeared first on THE STANDARD.

]]>
LOVE 4.0: แอปฯ หาคู่ กับ AI ในคราบคิวปิดจะช่วยให้เราเจอรักแท้ได้ไหม https://thestandard.co/podcast/tomorrowisnow02/ Tue, 07 Aug 2018 06:17:49 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=112188

รักแท้ รักคืออะไร เมื่อความสัมพันธ์ของคนยุคใหม่ไม่ได้เก […]

The post LOVE 4.0: แอปฯ หาคู่ กับ AI ในคราบคิวปิดจะช่วยให้เราเจอรักแท้ได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>

รักแท้ รักคืออะไร เมื่อความสัมพันธ์ของคนยุคใหม่ไม่ได้เกิดจากพรหมลิขิตหรือบุพเพสันนิวาส แต่มีเทคโนโลยีแสนฉลาดอย่าง AI อยู่เบื้องหลัง ซู่ชิง-จิตต์สุภา ชวนคุยเรื่อง AI ในแง่มุมของความรักความสัมพันธ์ของคนยุค 4.0 ที่จะซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในอนาคต AI จะช่วยให้เราสมหวังและเจอคนที่ ‘ใช่’ อย่างไร มนุษย์รักกับหุ่นยนต์ได้หรือไม่ หาคำตอบกันได้ในพอดแคสต์ Tomorrow Is Now

 

Photo: giphy.com
  

ปัดซ้ายขวา หารักแท้ผ่านแอปฯ หาคู่

หลายคนอาจเคยทักแชต จีบกัน หรือหาคู่ในโลกออนไลน์มาบ้าง ปัจจุบันแอปพลิเคชันหาคู่เริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง มีรูปแบบและฟีเจอร์หลากหลายมาตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน แค่ปัดขวา ก็หาคนคุยแก้เหงาสักคน (หรือ 2-3 คน) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และอาจสานต่อความสัมพันธ์ไปเป็นคู่เดต คู่รัก คู่ชีวิต (หรือไม่ก็คู่นอน) แอปฯ ที่ดังไปทั่วโลกก็เช่น ทินเดอร์ (Tinder) และกรายน์เดอร์ (Grindr) ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่ม LGBTQ ฝั่งไทยก็มีแอปฯ ฝีมือคนไทย คู่อัพ (Kooup) ที่มีวิธีจับคู่ไม่เหมือนใคร

 

คนนี้มาแรง สัญชาตญาณบอก?

ระบบอัลกอริทึมสามารถคัดกรอง ‘คู่เดต’ ให้เรา โดยวิเคราะห์จากข้อมูลส่วนตัว เช่น ประวัติ รสนิยม ไลฟ์สไตล์ งานอดิเรก ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงแล้ว อัลกอริทึมจะช่วยเราก้าวข้ามอคติของการตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกก่อนได้หรือเปล่า

 

ชอบจริง หรือแค่เฟลิร์ตขำๆ ให้ AI ทำนายกัน

แอปฯ หาคู่จะไม่ได้ทำหน้าที่แค่ ‘แมตช์’ เรากับคนที่ใช่ จากรูปโปรไฟล์หรือสเปกเท่านั้น แต่จะพัฒนาไปถึงขั้นอ่านอารมณ์ของอีกฝ่ายได้ว่ารู้สึกอย่างไร มีหลายบริษัทที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่เข้าใจความรู้สึกของคน เช่น ใช้ Deep Learning จำแนกประเภทของอารมณ์ความรู้สึก จากสีหน้า ท่าทาง กระทั่งน้ำเสียงของผู้ใช้ ผ่านเทคโนโลยี Facial Recognition แม้แต่ร้านค้าก็เริ่มใช้เทคโนโลยีเหล่านี้วิเคราะห์อารมณ์ของลูกค้า เพื่อพัฒนาบริการและสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ดีขึ้น บางครั้งการได้รู้ตั้งแต่แรก ก็ทำให้คนเรา move on ได้เร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลา

 

Photo: Affectiva

 

รักแท้ หรือแค่ผลของอัลกอริทึม

ซีรีส์ Black Mirror ของ Netflix ได้นำเสนอแง่มุมของความรักความสัมพันธ์ในโลกอนาคตอย่างน่าสนใจในเอพิโสด ‘Hang the DJ’ ซีซัน 4 หนังเรื่องนี้เล่าถึงยุคที่ผู้คนหวังว่า AI จะช่วยเราตามหารักแท้จนเจอ โดยวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการแมตช์และกำหนดว่าใครจะต้องอยู่กับใคร นาน 1 คืนหรือ 5 ปี เพื่อพิสูจน์ว่าทั้งสองเป็น ‘คู่แท้’ กันจริงๆ ระบบจะรันหาคู่ให้เราไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ ‘คนที่ใช่’ คำถามก็คือเราจะยอมรับ ‘คู่แท้’ ที่ AI จัดให้หรือเปล่า

 

 

ภาพยนต์เรื่อง Her (2013) กำกับโดยสไปก์ จอนซ์

 

แล้วเราจะรักกับ AI หรือหุ่นยนต์ได้ไหม

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราตกหลุมรักกับ AI ที่แสนฉลาดและเข้าใจเราดีที่สุด หรือหุ่นยนต์ในอนาคตเกิดมีหัวใจขึ้นมา ความรักระหว่างจักรกลอัจฉริยะกับมนุษย์จะเป็นจริงได้หรือไม่ หรือสุดท้ายจะกลายเป็นรักต้องห้าม ผิดศีลธรรม

 

Photo: giphy.com

 


 

Credits

 

The Host จิตต์สุภา ฉิน

The Guests ภูมิชาย บุญสินสุข, ปวริศา ตั้งตุลานนท์, อธิษฐาน กาญจนะพงศ์, ปิยพร อรุณเกรียงไกร

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Episode Producer ปิยพร อรุณเกรียงไกร

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Graphic Design Interns ธัญญา ศิริสัมพันธ์, พันธิตรา หอมเดชนะกุล

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post LOVE 4.0: แอปฯ หาคู่ กับ AI ในคราบคิวปิดจะช่วยให้เราเจอรักแท้ได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Smart Home เมื่อของใช้ในบ้านฉลาดขึ้น แล้วชีวิตเราจะดีขึ้นด้วยจริงหรือเปล่า https://thestandard.co/podcast/tomorrowisnow01/ Tue, 24 Jul 2018 09:11:00 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=109632

ซู่ชิง-จิตต์สุภา ฉิน ชวนคุยเรื่อง Smart Home ในแง่มุมที […]

The post Smart Home เมื่อของใช้ในบ้านฉลาดขึ้น แล้วชีวิตเราจะดีขึ้นด้วยจริงหรือเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซู่ชิง-จิตต์สุภา ฉิน ชวนคุยเรื่อง Smart Home ในแง่มุมที่หลากหลาย ไล่ตั้งแต่ของชิ้นไหนในบ้านที่ควรฉลาดขึ้น มีอะไรที่ฉลาดมากแล้วในทุกวันนี้ หรือมีข้าวของเครื่องใช้ชิ้นไหนหรือเปล่าที่ไม่ต้องฉลาดก็ได้ และในอนาคต บ้านจะฉลาดไปถึงไหน ด้านลบของความอัจฉริยะมีบ้างไหม รับฟังกันได้ในพอดแคสต์ Tomorrow Is Now

 


Smart Home คือบ้านที่กำลังฉลาดขึ้น รู้ใจคนมากขึ้น อุปกรณ์ในบ้านเริ่มสื่อสารกันเองได้ผ่านอินเทอร์เน็ต กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Internet of Things ส่งผลให้หลายแบรนด์เริ่มพัฒนาอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านให้มีประสิทธิภาพ และตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

 

หลอดไฟอัจฉริยะ Philips Hue

สามารถเปิด-ปิดผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน มีโหมดตามอารมณ์ของผู้ใช้งาน มีลูกเล่นแปลกใหม่ที่เหนือจินตนาการ อย่างแสงจำลองคล้ายแสงเหนือที่ขั้วโลก หรือแสงสีชมพูแบบดอกซากุระ ควบคุมผ่านแอปและระบบ Voice Control เช่น Google Home, Apple Homepod และ Amazon Echo

 

https://www.youtube.com/watch?v=QJt7PfUfgt8

 

ตู้เย็นอัจฉริยะ (Smart Fridge)

เชื่อมต่อกับแอปบนสมาร์ทโฟน เช็กผ่านแอปได้ว่ามีอะไรขาดเหลือบ้าง เพราะมีกล้องที่ติดตั้งไว้ภายใน บันทึกข้อมูลสินค้า วันที่ผลิตและวันหมดอายุได้ มีฟีเจอร์สอนทำอาหาร คำนวณปริมาณแคลอรี่ ไปจนถึงสั่งซื้อของออนไลน์ แถมบางรุ่นยังมีระบบเปิดประตูตู้เย็นอัตโนมัติไว้ช่วยเวลาถือของเต็มมืออีกด้วย

 

https://www.youtube.com/watch?v=WTT83C3Ot4Q


เครื่องชงกาแฟอัจฉริยะ SMARTER

ที่ใช้ระบบ AI คอยสังเกตพฤติกรรมการนอนของผู้ใช้ ทำงานร่วมกับนาฬิกา Fitbit ประมวลผลออกมาให้เครื่องชงกาแฟจัดปริมาณคาเฟอีนที่เหมาะสมกับสภาพความพร้อมของผู้ใช้ในแต่ละวัน เช่น นอนน้อย จัดกาแฟช็อตใหญ่ นอนพอดี จัดกาแฟพอเหมาะ โดยที่คนใช้ไม่ต้องออกแรงชงเองเลย

 

 

อะไรในบ้านที่ไม่ต้องฉลาดก็ได้


ตู้พับผ้า?

สิ่งประดิษฐ์ที่มีหน้าตาคล้ายตู้เสื้อผ้า ที่เมื่อเราใส่เสื้อที่ต้องการพับลงไป ข้างในระบบตรวจสอบดูว่าสิ่งที่เราใส่เข้าไปคือเครื่องแต่งกายประเภทไหน เสื้อเชิ้ต เสื้อยืด กางเกง กระโปรง จากนั้นจึงใช้แขนกลไกพับให้เบ็ดเสร็จอัตโนมัติ สำหรับบางคนอาจมองว่าไม่มีประโยชน์ เพราะใช้เวลานานและราคาแพง แต่สำหรับแม่บ้านที่ต้องดูแลเสื้อผ้าของคนทั้งครอบครัว ก็อาจช่วยอำนวยความสะดวก และทำให้เขามีเวลาส่วนตัวไปทำสิ่งอื่นเพิ่มขึ้นก็เป็นได้  

 

https://www.youtube.com/watch?v=mvwYd03ssB8

 

ถังขยะ?

จำเป็นต้องฉลาดไหม เช่น สามารถส่งข้อความเตือนเข้ามาในสมาร์ทโฟนว่าขยะเต็มแล้ว ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นขนาดนั้น เพราะเราสามารถไปเช็กดูเองได้ไม่ยาก หรือมีความสามารถในการแยกขยะ แยกประเภท อะไรรีไซเคิลได้ อะไรรีไซเคิลไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนา Smart Bin อยู่ แต่ยังใช้ไม่จริง


บ้านแห่งอนาคตในอุดมคติ

 

บ้านที่รู้ใจคนอยู่อาศัย

เข้าใจพฤติกรรมของคนอยู่อาศัยอย่างแท้จริง เสมือน AI ที่เรียนรู้นิสัยจนทำงานได้ถูกใจผู้ใช้งาน เริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น เปิดไฟอัตโนมัติเมื่อเราถึงบ้าน เปิดแอร์ด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม รวมถึงใส่ใจไปถึงการประหยัดพลังงาน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ชีวิตเจ้าของบ้านดีขึ้นรอบด้าน

 

บ้านที่ช่วยประหยัดพลังของผู้อยู่อาศัย

ทำให้ผู้อยู่อาศัยได้บริหารเวลาการใช้ชีวิตเสียใหม่ บ้านที่ทำความสะอาดตัวเองได้ ไม่สกปรก หรือไม่ต้องลงแรงทำความสะอาดนานเกินไป อย่างเช่น ไม่ต้องเสียเวลาล้างแอร์แบบเดิมๆ แต่เพิ่มพัฒนาการใหม่ๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีแอร์ที่เริ่มปฏิบัติการด้วยการควบคุมของแอปพลิเคชันได้แล้ว สามารถบอกให้รู้ว่า ส่วนไหนของแอร์ต้องการดูแลเป็นพิเศษ ส่วนไหนกำลังมีปัญหาต้องการซ่อมแซม

 

บ้านที่ปลอดภัยมากขึ้น

เทรนด์ปัจจุบันที่กำลังเป็นที่สนใจคือ การเติบโตของอัตราผู้สูงวัยในสังคมที่มีมากขึ้น เมื่อผู้สูงอายุต้องอยู่บ้านโดยลำพัง ตอนนี้มีนวัตกรรมที่ช่วยมอนิเตอร์ความเป็นอยู่ของคนในบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เช่น เทคโนโลยีตรวจจับการเคลื่อนไหว ทำให้รู้ว่าคนที่อยู่บ้านปลอดภัย หรืออยู่ตำแหน่งไหนของบ้าน มีตัวคอยตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนในระดับที่ผิดปกติ เกิดการหกล้ม คนที่คอยดูมอนิเตอร์อยู่ก็จะรู้ทันที และสามารถช่วยเหลือได้ทันเวลา

 

บ้านที่มาพร้อมหุ่นยนต์

นอกจากหุ่นยนต์จะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบาย มันอาจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คอยแก้เหงา คอยเป็นเพื่อน เหมือนสมัยนี้ที่บางครั้งคนก็หันมาคุยกับระบบปฏิบัติการอย่าง Siri เวลาเหงา ในอนาคตอาจมีหุ่นยนต์ที่โต้ตอบ เล่นมุกตลก หรือแชร์บทสนทนาที่ถูกใจคนใช้มากขึ้นก็เป็นได้

 


 

Credits

 

The Host จิตต์สุภา ฉิน

The Guests ภูมิชาย บุญสินสุข, นทธัญ แสงไชย, ปวริศา ตั้งตุลานนท์, เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Episode Producer ปิยพร อรุณเกรียงไกร

Episode Editor ชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Shownote ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Proofreader ภาวิกา ขันติศรีสกุล

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post Smart Home เมื่อของใช้ในบ้านฉลาดขึ้น แล้วชีวิตเราจะดีขึ้นด้วยจริงหรือเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>