ความดี Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/ความดี/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 19 Jun 2018 20:56:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไมถึงชอบคิดลบ มองโลกในแง่ร้าย แล้วดาร์กแค่ไหนถึงต้องไปหาหมอ https://thestandard.co/podcast/ruok14/ Tue, 12 Jun 2018 06:35:46 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=97046

ถ้าลองสังเกตเพื่อนรอบตัวเวลาแสดงความคิดเห็นต่อข่าวหรือส […]

The post ทำไมถึงชอบคิดลบ มองโลกในแง่ร้าย แล้วดาร์กแค่ไหนถึงต้องไปหาหมอ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าลองสังเกตเพื่อนรอบตัวเวลาแสดงความคิดเห็นต่อข่าวหรือสถานการณ์ต่างๆ จะมีบางคนที่แสดงอาการไม่ไว้ใจ ไม่เชื่อว่าใครจะทำดี และคิดว่าโลกนี้ไม่มีความสวยงามจนบางครั้งชอบเรียกตัวเองว่าเป็นพวก ‘สายดาร์ก’ อยู่เป็นประจำ

 

R U OK เอพิโสดนี้ ปอนด์ ยาคอปเซ่น และ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้วยการเคลื่อนไหว จะมาทำความเข้าใจคนสายดาร์กว่าทำไมถึงรู้สึกว่าโลกที่เขาอยู่ทุกวันนี้เต็มไปด้วยสิ่งร้ายๆ บางครั้งไม่เชื่อในความดีและความสามารถของใครแม้กระทั่งตัวเอง เขาป่วยไหม และทำอย่างไรถ้าคนใกล้ตัว มองโลกในแง่ร้าย ขนาดนี้

 


 

เมื่อความคิดเป็นเรื่องห้ามไม่ได้ จึงดีร้ายได้ตลอดเวลา

หากเราลองสำรวจความคิดตัวเองจะพบว่าเรามีความคิดและความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวมากมาย บางความคิดเราก็ชวนให้แปลกใจ เพราะไม่มีสาเหตุ บางความคิดก็ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมีมุมมองแบบนั้น นั่นเพราะความคิดของเราเกิดขึ้นจากการสั่งสมประสบการณ์ที่มีต่อโลก แล้วมันทับซ้อนกันอยู่หลายต่อหลายชั้น เมื่อต้องปะทะกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ชุดความคิดจึงแสดงออกมาโดยที่เราไม่รู้ตัว

 

เมื่อสังเกตต่อจะพบว่าความคิดของเรานั้นมีทั้งบวกและลบ บางอย่างเราก็เลือกเชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องดีๆ เชื่อว่าคนจะทำดี เชื่อว่าเราจะทำได้ แต่บางเรื่องเรากลับระแวงแคลงใจ คิดว่าต้องมีลับลมคมใน โดยที่เราก็ไม่สามารถหาเหตุผลว่าทำไมเราจึงคิดอย่างนั้น แต่พอมองคนรอบตัว เราอาจพบว่ามีบางคนที่คิดลบอยู่เป็นประจำ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการก่นด่าฟ้าที่ไม่มีแดดว่าเป็นวันที่หดหู่และเป็นวันที่แย่ หรือเมื่อเห็นใครสักคนที่ทำความดีเพื่อสาธารณะก็ไม่เชื่ออย่างสนิทใจว่าทำไปด้วยจิตกุศล คิดว่าต้องมีลับลมคมใน หรือบ้างก็ว่าเพื่อสร้างภาพและประชาสัมพันธ์ตัวเองก็มี ไม่เพียงแค่ไม่ศรัทธาในความดี บางครั้งคนที่คิดลบอาจเกิดความไม่ไว้วางใจในความสัมพันธ์แม้กระทั่งในระดับเพื่อน คิดว่าคนที่เข้ามาคบหากันด้วยความไม่จริงใจต้องการผลประโยชน์ หรือระแวงว่าจะใส่ร้ายกันอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นแล้วเมื่อคนเหล่านี้มีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต แทนที่จะโอบรับด้วยความตื่นเต้นท้าทาย แต่กลับตั้งท่าปฏิเสธด้วยคำพูดที่ว่า ‘ไม่ดีหรอก’ ‘ไม่ได้หรอก’ โดยที่ไม่มองเห็นความเป็นไปได้อื่นๆ

 

คนที่ตั้งท่าว่าร้ายโลกแบบนี้มีทั้งที่รู้ตัวว่าคิดลบจนเป็นนิสัย แต่อาจไม่รู้ว่าทำไมถึงมีความคิดแบบนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่รู้ตัวเลยว่าความคิดที่มีต่อโลกของตัวเองนั้นมืดหม่นและร้ายสักแค่ไหน แต่ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหน การมองโลกในแง่ร้ายจะมีที่มาที่ไปเสมอ

 

ทำไมคนถึง มองโลกในแง่ร้าย

1. เพราะเชื่อว่าความดีเป็นเรื่องของการกระทำมากกว่าศีลธรรม

บางคนคิดว่าความดีเป็นเรื่องนามธรรมเกินไปจนไม่สามารถนิยามได้อย่างชัดเจนว่าแบบไหนที่เรียกว่าดี แถมความดียังเป็นเรื่องที่เลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามการให้ความหมาย คนกลุ่มนี้เลยมองความดีในเรื่องของการกระทำมากกว่าเรื่องของศีลธรรม และเมื่อมองเห็นเพียงแค่ตัวการกระทำจึงทำให้ตั้งข้อสงสัยต่างๆ นานา เช่น ทำไมถึงทำ ทำไปเพราะอะไร ประโยชน์ที่ได้จากการกระทำนี้คืออะไร เช่น การให้เงินขอทาน สำหรับบางคนอาจรู้สึกว่าคือการทำดี แต่บางคนที่มองเพียงแค่การกระทำและตัดเรื่องบาปบุญคุณโทษออกอาจรู้สึกว่าเป็นการต่อวงจรธุรกิจที่ผิดกฎหมาย และเป็นการหวังผลให้ตัวคนให้มีความสุข คนที่มองโลกลักษณะนี้จึงกลายเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายไปโดยปริยาย

 

2. เพราะเชื่อในการวิพากษ์วิจารณ์

บางคนเชื่อว่าการวิพากษ์วิจารณ์จะนำไปพาไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของสังคม จึงตั้งคำถามต่างๆ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีการทำงานในเชิงโครงสร้างอย่างไร มีผลต่อโครงสร้างอื่นของสังคมอย่างไร และเชื่อว่าการตั้งคำถามต่อทุกอย่างจะทำให้สังคมเกิดการพัฒนา คำถามเหล่านั้นจึงทำให้ดู ‘ลบ’ และ ‘ร้าย’ เพราะบางครั้งก็เป็นการทำลายความเชื่อเดิมที่เคยเชื่อกันมา เช่น เมื่อมีศิลปินคนหนึ่งลุกขึ้นมาวิ่งระดมทุนเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาล สายวิพากษ์จึงพากันตั้งคำถามว่าเขาคนนั้นทำไปทำไม มันจะเป็นไปได้ไหมที่ศิลปินคนหนึ่งจะลุกขึ้นมาทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน การกระทำของศิลปินคนนี้เป็นกระทำที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่บิดเบี้ยว และไม่ได้ช่วยให้ปัญหาการทุจริตลดน้อยลงไป ความคิดเหล่านี้จึงถูกแสดงออกมาดู ‘ลบ’ และ ‘ดาร์ก’ กว่าคนทั่วไป ซึ่งเขาเหล่านั้นอาจจะไม่ตั้งใจ แต่เป็นเพราะการเรียนการศึกษาที่ทำให้เขารื้อสร้างทางความคิด (Deconstruction) ทำให้เขาแสดงความคิดเห็นด้วยการตั้งคำถามแบบนั้น

 

หรืออีกตัวอย่างที่เห็นคือสายวิพากษ์มักจะตั้งคำถามต่อสิ่งที่ปฏิบัติต่อกันมาจนเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ผูกโยงกับความเชื่อและสิ่งที่คนยึดถือ เมื่อตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านั้นที่ค่อนข้างเซนซิทีฟจึงดูไม่ตรงกับความดีงามของคนส่วนใหญ่ เช่น การตั้งคำถามเกี่ยวกับความเคารพผู้ใหญ่ในสังคมไทย การเชื่อสิ่งที่ครูสอน การเคารพกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น

 

คนที่เชื่อในการวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนใหญ่จะมาจากการศึกษาเล่าเรียนที่หล่อหลอมให้มองโลกแบบนั้น แต่อีกกลุ่มหนึ่งที่แม้ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนด้านการรื้อสร้างทางความคิด แต่ก็เชื่อในการวิจารณ์คนอื่น ซึ่งเราสามารถพบเห็นได้อยู่เป็นประจำอย่างการแสดงความคิดเห็นทางอินเทอร์เน็ตที่อาจไม่ได้เป็นความเชื่อ แต่คิดว่าเป็นสิทธิ์ในการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น อาจเพราะเรื่องเหล่านั้นเป็นที่พูดถึง คนเหล่านั้นเป็นคนสาธารณะ จึงคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้

 

สาเหตุของการ มองโลกในแง่ร้าย

แม้ว่าความคิดของคนมองโลกในแง่ร้ายจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ไม่เชื่อถือในความดีงาม ความสำเร็จ กับกลุ่มที่เชื่อในวิถีของการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่ว่าความคิดนั้นจะแสดงออกออกมาแบบไหน สาเหตุใหญ่ที่ทำให้คนคนหนึ่งมีความคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโลกจนกลายเป็นนิสัยและไม่เหลือเผื่อความดีงามมักมาจาก 2 สาเหตุสำคัญ

 

1. เกิดจากการหล่อหลอมของคนรอบข้าง

อาจเป็นครอบครัวที่ปลูกฝังความคิดเห็นแบบนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจไม่รู้ว่าวิธีการนี้จะส่งผลให้คนในครอบครัวเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปโดยปริยาย เช่น พ่อแม่ที่แสดงความคิดด้านลบต่อสถานการณ์ต่างๆ ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ลูกก็จะซึมซับและฝังแน่นความคิดแบบนี้

คล้ายกับพ่อแม่ฝังซอฟต์แวร์การรับรู้นี้ให้กับลูก ลูกจึงแสดงออกไปในทิศทางเดียวกัน เพราะคิดว่าการแสดงความคิดเห็นต่อโลกแบบนี้เป็นทางเดียวที่ทำได้

2. เกิดจากกลไกของตัวเองแล้วถูกฝึกจนเป็นนิสัย

หลายคนอาจเคยหวังอะไรไว้มากๆ แล้วสุดท้ายก็ไม่ได้ตามที่หวังไว้ จึงบอกกับตัวเองว่า ‘ไม่ได้หรอก’ ‘ไม่มีหรอก’ ‘ไม่จริงหรอก’ พูดกับตัวเองอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะไม่อยากให้ตัวเองผิดหวังซ้ำ เหมือนเตรียม ‘เบาะใจ’ ไว้รองรับเวลาที่ตัวเองเฟล ซึ่งความคิดเหล่านี้จะค่อยๆ สร้างนิสัยให้ตัวเองปฏิเสธและไม่เชื่อในสิ่งที่ควรจะได้รับในที่สุด

 

ในความร้ายยังมีความดี

เล่ากันมาเสียตั้งยาวจนรู้สึกว่าการมองโลกลบๆ นั้นเต็มไปด้วยข้อเสีย แต่ธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปก็จะมีทั้งดีและร้ายสลับกันไปตามเหตุผลและสถานการณ์ การมองโลกในแง่ดีเพียงอย่างเดียวแบบที่หลายคนค่อนแคะว่าเดินเล่นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์นั้นก็ไม่ใช่เรื่องดีเสียทั้งหมด เพราะการไม่คิดเผื่อใจอะไรไว้เลยแบบสุดโต่งมักทำให้เราไม่ระวังภัยหรือคาดการณ์อะไรไว้ก่อนล่วงหน้า เมื่อเจอความผิดหวังจากเรื่องราวที่ได้เจอหรือจากความสัมพันธ์จึงเจ็บหนักและยากที่จะฟื้นฟู ส่วนในขณะเดียวกัน คนที่มองโลกในแง่ร้ายจนไม่คิดถึงความเป็นไปได้ของความดีงามก็อาจไม่เคยได้สัมผัสถึงความสวยงามของทุ่งลาเวนเดอร์ที่เคยแซะคนอื่นไว้บ้างเลยก็ได้

 

ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสียอย่างที่หลายคนว่าไว้ การมองโลกในด้านลบไว้บ้างจึงเป็นเหมือนการเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมรับสถานการณ์ที่จะต้องเจอ ซึ่งหลายครั้งอาจเป็นประโยชน์ในเชิงอาชีพ เพราะบางคนฝึกทักษะการมองสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) จึงเหมาะสำหรับการทำอาชีพผู้บริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ให้กับองค์กรในแง่เชิงธุรกิจ หรือแม้แต่การเป็นวิศวกรด้านความปลอดภัย (Safety Engineer) ก็ยังต้องอาศัยทักษะการมองความเลวร้ายไว้เป็นพื้นฐานด้วยเช่นกัน

 

มองโลกในแง่ร้ายขนาดไหนถึงต้องไปพบแพทย์

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่ามนุษย์โดยทั่วไปจะมองสถานการณ์ร้ายดีสลับกันไปตามประสบการณ์และวิจารณญาณของตัวเอง แต่ก็มีบางครั้งเหมือนกันที่อาการคิดลบนั้นปราศจากเหตุผลและห้ามตัวเองไม่ได้ที่จะไม่คิดอย่างนั้นจนรู้สึกว่าตัวเองน่าจะมีความผิดปกติบางอย่าง ถ้าสงสัยและคิดว่าการไปหาจิตแพทย์ยังไม่ใช่ทางออกแรก ลองถามตัวเองดูก่อนก็ได้ว่าจากเรื่องที่เกิดขึ้น เรายังสามารถหาความดีงามจากมันได้อยู่หรือเปล่า หรือเราสามารถเห็นความคิดด้านดีอื่นๆ จากความเลวร้ายที่เราเจออยู่ตรงหน้าได้ไหม ถ้ายังพอบอกตัวเองได้ว่าเราไม่เห็นต้องคิดกับมันลบขนาดนั้นก็ยังถือว่าเป็นคนที่สุขภาพจิตดีอยู่

 

แต่ถ้าเมื่อไรที่รู้สึกว่าความคิดด้านลบนั้นทำงานจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ มีความวิตกกังวลก้อนใหญ่อยู่หลังหัว มีความคิดเลวร้ายต่อคนนั้นคนนี้ หรือรู้สึกว่าเสียงที่ลั่นขึ้นมาในหัวที่มีต่อโลกใบนี้และที่มีต่อตัวเองไม่มีอะไรดีงามและเกินการควบคุม ถ้าเป็นอย่างนี้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาทันที เพราะอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคทางจิตเวชที่เราคิดไม่ถึงก็ได้

 

อยู่แบบดาร์กๆ โอเคไหม

ถ้าลองสำรวจความคิดแล้วพบว่าตัวเองยังพอ ‘Healthy’ ยังพอมองเห็นความคิดด้านอื่นที่ยังดีงาม แต่ก็เลือกที่จะไม่เชื่อหรือไม่รู้สึกอย่างนั้นก็ไม่ใช่ความผิดอะไร เพราะถ้ารู้สึกว่าการโลกสวยมันออกจะขวยเขินหรือขัดกับตัวเราจนเกินไป เลยเลือกตัวเองให้อยู่ฝั่งดาร์กหน่อยๆ แล้วรู้สึกเท่กว่าก็ไม่ใช่ปัญหา เพียงต้องสำรวจตัวเองอยู่เป็นประจำว่าความคิดที่เราเป็นอยู่นั้นมันนำพามาซึ่งปัญหาในชีวิตประจำวันบ้างหรือเปล่า เช่น เรารู้สึกไม่ไว้ใจใครจนรู้สึกหวาดระแวงเกินไป หรือการมองโลกในแง่ร้ายเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาด้านความสัมพันธ์ คิดว่าทุกคนที่เข้ามาในชีวิตจะมีแต่คนที่ไม่จริงใจหรือไม่ก็หวังผลประโยชน์ ถ้าคิดแบบนี้อยู่ตลอดเวลาไม่เวิร์กแน่ๆ

 

ความคิดเราเป็นเรื่องสนุก ถ้ายังพอควบคุมได้ ลองเล่นกับความคิดตัวเองดูก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าอยู่แต่ฝั่งดาร์กจนเคยชิน ลองพาความคิดตัวเองไปสู่ฝั่งโลกสวยที่สุดดูบ้างก็น่าจะเป็นเรื่องสนุกดี เพราะมันจะพาเราไปเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ไม่เคยคิดถึง เพราะการเอาตัวเองอยู่ท่ามกลางความคิดเลวร้ายมืดหม่นก็อาจใจร้ายกับตัวเองเกินไป เพราะหลายครั้งความคิดที่เราตั้งไว้อาจบั่นทอนความสุขเราได้ง่ายๆ จนทำให้เราคิดว่าความสุข ความดี ความสำเร็จ ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองควรได้รับ

 

ลองพาความคิดตัวเองไปด้านบวก โอบกอด ให้อภัย และบอกตัวเองบ้างก็ได้ว่าความสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนคู่ควรจะได้รับ และเราเองมีค่าพอที่จะได้รับความสุขนั้น

 


 

Credits

The Hosts ปอนด์ ยาคอปเซ่น

ดุจดาว วัฒนปกรณ์

 

Show Creator อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Episode Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic.com

The post ทำไมถึงชอบคิดลบ มองโลกในแง่ร้าย แล้วดาร์กแค่ไหนถึงต้องไปหาหมอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาหนิง นิรุตติ์ เชื่อว่า สิ่งที่น่าสะสมที่สุดคือ ความดี https://thestandard.co/podcast/randomwisdom01/ Wed, 11 Apr 2018 17:01:08 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=83100

นิรุตติ์ ศิริจรรยา หรือ อาหนิง นักแสดงที่คนทั้งในและนอก […]

The post อาหนิง นิรุตติ์ เชื่อว่า สิ่งที่น่าสะสมที่สุดคือ ความดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

นิรุตติ์ ศิริจรรยา หรือ อาหนิง นักแสดงที่คนทั้งในและนอกวงการบันเทิงต่างยอมรับ ผู้ชายที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 70 ปี มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างไร ค้นพบอะไรในการใช้ชีวิตสงบเงียบ และมีอะไรที่เขาอยากถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจชีวิต

 


 นักแสดงคือสินค้าและลูกจ้าง

“ผมต้องเชื่อฟังผู้กำกับ เพราะผู้กำกับคือคนที่ใหญ่ที่สุดในกองถ่าย อาทำอย่างนี้ไม่ได้ อาต้องทำอย่างนั้น ฉากนี้อาต้องร้องไห้ ผมจะไปบอกผมไม่ทำ แค่นี้ดีแล้ว มันไม่ใช่ นักแสดงเป็นสินค้า ผู้กำกับคือผู้พัฒนาสินค้า เขากำลังพัฒนาตัวผม แล้วเอาออกไปขายจนเป็นที่นิยมของผู้บริโภค”


“เรามีงานต้องรับผิดชอบ ที่ผมบอกว่าไม่ได้ดูละครที่ตัวเองเล่น เพราะว่าบางครั้งวันที่ละครเราออก เราทำงาน และเวลาทำงานของนักแสดงเขาเริ่มกันตั้งแต่ตี 5 กว่าจะกลับถึงบ้านก็เที่ยงคืนแล้ว คุณจะบอก ผู้กำกับครับ ผมขอเบรกไปดูละครที่ผมเล่นก่อนได้ไหม หรือขอนั่งดูย้อนหลังก่อนได้ไหม มันก็ไม่ได้ เราต้องทำงาน เราเป็นลูกจ้าง ขอให้คิดอยู่ตลอดเวลาว่า เราคือลูกจ้าง ไม่ว่าคุณจะเป็นพระเอก 50 ตุ๊กตาทอง คุณก็ยังเป็นลูกจ้าง ถ้าเขาไม่จ้างคุณก็ไม่มีวันได้ตุ๊กตาทอง คิดอันนี้ไว้ให้หนัก อย่าไปหลงตัวว่าฉันเก่ง ฉันแน่ ฉันเป็นผู้นำของนักแสดงเหล่านี้ ถ้าไม่มีเรา เขาหาคนอื่นได้นะ เพราะเราก็คือสินค้าชนิดหนึ่ง มันไม่ใช่โทรศัพท์ออกมารุ่นใหม่ ตกน้ำได้ ไม่พัง แต่ถ้าเราตกน้ำเราจมนะ ฉะนั้นคนที่เขาพยายาม ไม่ยอมตกน้ำ เขาก็จะอยู่แทนคุณ”

อย่าไปหลงตัวเองที่คนอื่นเรียกเราว่า ซูเปอร์สตาร์ เราไม่ได้อยู่ในอวกาศ เราไม่ใช่ดาว เรายังเดินอยู่บนพื้นดิน เราแค่ลูกจ้างเขา ไม่มีใครจ้างเรา เราก็ดับวูบไปเท่านั้นเอง

 

การทำงานคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต

“ถ้าคุณรำคาญกับอาชีพ อย่าอยู่ ผมเข้ามาแสดงเรื่องแรก โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะมีเรื่องที่สองหรือไม่ แต่ผมรักงานนี้ และผมไม่รำคาญที่จะต้องทำอะไรซ้ำๆ ผมคิดว่าการทำงานเป็นการเรียนไม่รู้จบ ผมมีโอกาส และมีโชคที่ได้ค้นพบตัวเองว่าเราชอบอาชีพแบบนี้ ผมก็เลยลาออกจากสายการบิน เพื่อเข้าสู่อาชีพการแสดง ผมไม่ได้จบมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนการแสดง แต่ผมยังเรียนรู้อยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันนี้ ผมก็ยังเรียนไม่จบ”

 

ต้องเข้าใจตัวเอง และต้องเข้าใจคนอื่น

“ถ้าผมไม่รู้ในสิ่งที่ผมทำ ผมจะกลัวมาก ถ้าไม่รู้ แล้วสักแต่พูดไป มันจะได้อะไร เราต้องรู้และเข้าใจในสิ่งที่เราพูด และคิดว่ามันดีมีประโยชน์ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจก็จะทำไปผิดๆ เหมือนมอเตอร์ไซค์ที่เขาใส่ไซเลนเซอร์เก็บเสียงมา เราก็ไปถอดมันออก แล้วก็ไปขี่อย่างเมามันในอารมณ์ มีความสุขอยู่คนเดียว คุณก็จะทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ เพราะเราทำงานเป็นกลุ่ม ทั้งครอบครัว ทั้งบริษัท ทั้งประเทศ หรือกับเพื่อนเราก็ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนว่ามีนิสัยไม่เหมือนกัน กินก็ไม่เหมือนกัน นอนก็ไม่เหมือนกัน อยู่ก็ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นเราต้องเข้าใจเพื่อนเราทุกคน หรือคนในครอบครัวเราเองนิสัยก็ยังไม่เหมือนกัน และถ้าหากว่าคุณยังไม่เข้าใจคนในครอบครัว คุณจะมาเข้าใจผมหรือคนอื่นได้อย่างไร”

 

 

อย่าตัดสินใครง่ายๆ

“นักแสดงไม่ใช่คนวิเศษ ไม่มีใครวิเศษหรอก พวกเขาก็เหมือนคุณนั่นแหละ หรือบางคนอาจเลวกว่าคุณก็ได้ ผมไม่ได้มาด่าพวกเดียวกันเอง แต่ผมหมายถึง ความเป็นปุถุชน ทุกคนเท่ากันหมด นักแสดงไม่ได้วิเศษกว่าเรา เพียงแต่เรารู้จักเขาเท่านั้น คุณเห็นเขาเลวมากในการแสดง ตัวจริงเขาอาจจะดีมากก็ได้ อย่าด่วนตัดสินใครง่ายๆ ถ้าเรายังไม่รู้จักตัวตนของเขาเลย”

 

ชีวิตควรมีระบบจัดการและวางแผน

“คุณต้องมีระบบจัดการหรือวางแผนชีวิตตั้งแต่คุณตื่น วันนี้กลับบ้าน พรุ่งนี้คุณจะทำอะไร ไม่ใช่จัดการว่า ไม่มีอะไรทำ ตื่นมา 6 โมงเช้า มาดูพระอาทิตย์ขึ้น แล้วกลับไปนอนต่อ มันไม่ใช่ เดี๋ยวพรุ่งนี้มันก็ขึ้นอีก พรุ่งนี้ผมไปทำงานเช้า ผมก็ตื่นเช้าได้ ผมก็ดูมันได้ ผมก็รับอากาศสดชื่นได้ มันอยู่ที่ระบบการจัดการและการวางแผน มันต้องควบคู่กันไปอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เด็กจนบรรลุนิติภาวะ ผมก็ยังดำเนินแผนของผมอยู่อย่างนี้ ถ้าคุณไม่มีระบบจัดการในชีวิต คุณจะจัดการใครได้ คนงานผมก็มี สุนัขผมก็เลี้ยง อาหารการกินเนี่ย คุณจะกินของหวานก่อนไหมล่ะ หรือจะเอาของหวานไปกินพร้อมกับข้าว มันก็ล้มละลาย”

 

 

ทำตั้งแต่พอมี และค่อยๆ ทำ

“เริ่มต้นทำตั้งแต่เราพอมี ไม่ใช่รอให้มีก่อนแล้วค่อยไปทำ มันไม่มีวันสำเร็จ เพราะต่อให้มีแล้ว รวยแล้ว มันก็จะมีอะไรมาดึงคุณไป มีปีศาจรออยู่อีกมากมาย แค่มีโอกาส หรือพอมีบ้าง ทำสักครึ่งหนึ่งที่มี เหลืออีกครึ่งหนึ่งเก็บไว้ ค่อยๆ ทำ เช่นเดียวกับการแสดง เช่นเดียวกับความดี เช่นเดียวกับการเรียนรู้ คุณก็เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่น้อยๆ จนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย ทำปริญญาโท ด็อกเตอร์ มันก็เริ่มต้นมาจากน้อยๆ แล้วค่อยๆ ทำทั้งนั้น อาชีพการงานเราก็เช่นกัน ไม่มีใครมาถึงก็แสดง แล้วมีชื่อเสียง แล้วมีสตางค์มากมายเลยทันที ไม่มีหรอก ทุกคนต้องผ่านความสาหัสของชีวิตมากมาย ทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้นั่นแหละ”

 

สะสมทำไม ในเมื่อสุดท้ายเราก็จากไป

“จะสะสมไว้ทำไม เรามาอาศัยในโลกนี้ชั่วคราวเท่านั้น ใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุด ทำความดีให้มากที่สุด วันหนึ่งเราก็จากโลกนี้ไป จะอะไรกันนักหนา เพราะที่สุดแล้วคุณก็เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง แต่ว่ามันมีกิเลสไงมนุษย์ อยากได้อยากมีไปเพื่ออะไร เพื่ออวดเท่านั้นเอง อวดว่าฉันมีมากกว่าใคร อวดว่าคนอื่นไม่มีแต่ฉันมี แล้วมันทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้”

ผมเกิดมาบนโลกใบนี้ผมมีความสุขแล้ว ไม่ต้องสะสมอะไร เพราะวันหนึ่งผมก็ไม่ได้เป็นเจ้าของที่นี่ ต่อไปใครจะมาอยู่ที่นี่ก็ไม่รู้ แค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด อยู่ให้มีความสุขที่สุด ไม่เบียดเบียนใครที่สุด แล้ววันหนึ่งก็จากที่นี่ไป เท่านั้นเอง


Credits


Intro Voice-over
มนต์ชัย วงศ์กิตติไกรวัล

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Episode Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์, ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Photographer ศศิพิมพ์ อนันตกรณีวัฒน์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post อาหนิง นิรุตติ์ เชื่อว่า สิ่งที่น่าสะสมที่สุดคือ ความดี appeared first on THE STANDARD.

]]>