SOMEWHERE I BELONG ที่นี่ที่ของเรา – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_channel/somewhereibelong/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 06 Dec 2019 02:50:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.6 ที่ตรงนั้นของฉันหรือเปล่า https://thestandard.co/podcast/somewhereibelong6/ Fri, 06 Dec 2019 02:50:59 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=309706 somewhereibelong

กำกับพอดแคสต์โดย คงเดช จาตุรันต์รัศมี บรรยายเสียงโดย ใบ […]

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.6 ที่ตรงนั้นของฉันหรือเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
somewhereibelong

กำกับพอดแคสต์โดย คงเดช จาตุรันต์รัศมี

บรรยายเสียงโดย ใบเฟิร์น-อัญชสา มงคลสมัย

 

เหมี่ยว หญิงไทยวัย 30 ต้น ที่กำลังมีชีวิตสมบูรณ์พร้อมทั้งครอบครัวที่อบอุ่น การงานที่ก้าวหน้า แต่ในขณะเดียวกันเหมี่ยวกลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าในจิตใจที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ เธอได้รับโอกาสไปทำงานในซิลิคอนแวลลีย์ เธอตัดสินใจเดินทางไปใช้ชีวิตคนเดียวที่ต่างประเทศ สลับกับการมีชีวิตอยู่ที่เมืองไทยปีละ 3 เดือน แต่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเธอก็ไม่รู้สึกถูกเติมเต็มสักที่ แล้วตรงไหนกันแน่ที่เป็นที่ของเธอ

 


 

AP ที่ตรงนั้นของฉันหรือเปล่า

Final Draft 17 กันยายน 2019

 

บนภาพดำ / ตัวหนังสือขึ้นกลางภาพ / ซานฟรานซิสโก

 

ด้านหลังของเหมี่ยว หญิงสาววัย 30 ต้น กำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูคอนโดฯ หมายเลข 503 ข้างตัวของเธอมีกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 2 ใบ ถอนหายใจยาว ก่อนจะล้วงเอากุญแจในเสื้อโค้ตของเธอไขบานประตูนั้น รู้อยู่แก่ใจ มีแต่ความว่างเปล่าที่รอเธออยู่ บิดลูกบิด ประตูเปิดอ้าออก ภาพตัดดำ ได้ยินเพียงเสียงประตูที่ไม่มีใครใช้มา 3 เดือน ส่งเสียงแอดดังยาวยืด

 

ตัวหนังสือขึ้นกลางภาพ / กรุงเทพมหานคร / หลายปีที่แล้ว

 

คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กกางอยู่บนโต๊ะเตี้ยหน้าโซฟา บนจอคืออีเมลที่เธอเพิ่งได้รับ ข้อความภาษาอังกฤษ บริษัทแห่งหนึ่งที่ซานฟรานซิสโกคอนเฟิร์มเรื่องการเริ่มต้นทำงานของเธอกับที่นั่น 

 

บรรยากาศบนโต๊ะทานข้าวของเหมี่ยวกับแม่และพี่สาวอีกสองคนดูจะเงียบๆ ไปกว่าปกติ ห่างออกไปที่โซฟา พี่เขยของเธอกำลังเล่นกับลูกสาวฝาแฝดวัยขวบกว่าๆ หลานสาวสุดที่รักของเธอ พี่สาวคนโตเปรยออกมา “เอาเลย ยังไงก็ดีกว่าอยู่ที่นี่” แต่พี่สาวคนรองถาม “ทำไมถึงทำที่นี่ไม่ได้ เงินที่นั่นจะดีกว่าแค่ไหน” เหมี่ยวพยายามอธิบาย งานที่นี่มันไม่มีอะไรท้าทายเธออีกแล้ว รู้ว่าพูดไปก็ไม่เข้าใจ อาชีพของเธอคือการออกแบบโปรแกรมระบบคอมพิวเตอร์ให้กับองค์กรต่างๆ อาชีพที่เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคที่คนฟังฟังแล้วได้แต่งง 

 

เหมี่ยวรู้ตัวเอง ด้วยวัยใกล้ 30 ของเธอ เธอกินงานเป็นอาหาร การเจอกับปัญหาและแก้ไขมันลงได้ ทำให้เธอรู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีค่า สิ่งที่เติมเต็มความรู้สึกของเธอ อยู่ในโค้ดที่ประกอบไปด้วยตัวอักษรและตัวเลข ไม่มีใครเข้าใจ แม้ไม่ใช่งานที่โลกต้องรับรู้ แต่ทุกครั้งที่งานสำเร็จ ระบบต่างๆในองค์กรลูกค้ารันไปได้อย่างราบรื่น เธอจะรู้สึกฟินเหมือนเล่นเกมแล้วผ่านด่านไปได้อีกด่าน อยู่เมืองไทยมีแต่ด่านเดิมๆ จนมันง่ายไปหมดแล้ว เธอจึงต้องแสวงหาด่านใหม่ๆ ที่ยากยิ่งขึ้น เธออยากรู้ว่าตัวเองไปได้ไกลที่สุดที่ตรงไหน 

 

เหมี่ยวอาศัยอยู่กับแม่และพี่น้อง บ้านที่มีแต่ผู้หญิง บ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรรย่านฝั่งธนฯ พื้นที่เกือบ 100 ตารางวา บ้านที่มีพื้นที่มากมายขนาดนี้ แต่เหมี่ยวกลับรู้สึกว่า ไม่มีตรงไหนที่เป็นที่ของเธอจริงๆ

 

ภาพของเธอขณะกำลังทำงาน แต่จู่ๆ แม่ของเธอก็เปิดทีวีดู O Shopping เสียงดัง จนเธอต้องยกกลับทัพเดินหนี ตัดมาที่อีกห้องที่เธอมักจะใช้มาแอบหลบทำงาน กลับพบว่าพี่สาวของเธอกำลังกล่อมลูกให้หลับอยู่ พอจะหามุมสงบได้ แม่ก็ตะโกนเรียกเธอทานข้าว ทำงานอยู่สักพัก หลานๆ ก็วิ่งเข้ามานัวเนียหัวหูจนทำงานต่อไม่ได้ ภาพตัดไปเห็นเธอต้องหอบเอางานหลบไปทำงานที่ร้านกาแฟ ในยุคที่ยังไม่มี Free Wi-Fi บางครั้งเธอต้องออกไปซื้อของกับแม่โดยที่ยังมีเรื่องงานที่เธออยากจะทำ ด่านที่เธออยากจะแก้ วนเวียนอยู่ในหัวของเธอ พูดแบบเนิร์ดๆ เธอบ้างาน และอยากอยู่กับด่านของเธอเงียบๆ คนเดียว 

 

เหมี่ยวนอนมองแผ่นหลังแม่ของเธอที่นอนตะแคงอยู่ข้างๆ เธอยังนอนกับแม่ เอาฟูกที่นอนมาชนกัน แล้วนอนเรียงกันเป็นแพ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เล็กจนจะ 30 แล้ว น่าจะเป็นเพราะที่บ้านมีแต่ผู้หญิง ทำให้เธอไม่เคยคิดเรื่องจะหาแฟน ยิ่งพี่สาวแต่งงานแยกครอบครัวออกไปแล้ว ยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าจะต้องเป็นคนดูแลแม่เอง ความรู้สึกที่ทั้งอยากออกไปและต้องอยู่ดูแลแม่ ต่อสู้กันไปกันมาในตัวเธอมาตลอดหลายปี แผ่นหลังของแม่ เธอรู้ว่าแม่ยังไม่หลับ 

 

สนามบินสุวรรณภูมิ / ภาพทุกอย่างถูกตัดอย่างฉับไว / การสวมกอดที่สนามบิน / ภาพแทนสายตาของเหมี่ยวที่ขึ้นบันไดเลื่อน / แม่และครอบครัวของพี่สาวห่างออกไป / เดินในเทอร์มินัล / สายตาเหม่อลอย / ตัวเบาโหวง / มือกำ Boarding Pass ไว้แน่น

 

บนเครื่องบิน ที่นั่งส่วนใหญ่ปิดไฟนอนกันเงียบเชียบ แสงจากจอทีวีตรงหน้าสาดมาที่ใบหน้าของเหมี่ยวที่นั่งริมหน้าต่าง สายตาเธอไม่ได้ดูหนังในจอ กลับเบือนหน้าออกไปข้างนอก จ้องมองความมืด เอามือปิดปากตัวเองพยายามกลั้นเสียงร้องไห้ น้ำตาไหลในที่สุด

 

ภาพ Fade ดำ

 

ตัวหนังสือขึ้นกลางภาพ / ซานฟรานซิสโก

 

บานประตูถูกเปิดออก ห้องอพาร์ตเมนต์สีขาว ขนาดเกือบ 40 ตารางเมตร บริษัทเช่าไว้ให้เธออาศัย กล้องแพนกวาดไปเห็นห้องโล่งๆ ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใส ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน มองออกไปเห็นตึกฝั่งตรงข้ามถนน เป็นย่านที่เงียบสงบ แต่ไกลจากดาวน์ทาวน์ มีเพียงเครื่องเรือนไม่กี่ชิ้นเท่าที่จำเป็น หลังจากนี้เธอจะต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ยังไม่แน่ใจว่าจะรู้สึกอย่างไรกับห้องนี้ แต่อย่างน้อย เธอคงจะจัดสรรเวลาได้ตามใจตัวเอง ทำงานได้เต็มที่ กินเมื่ออยากกิน นอนเมื่ออยากนอน ไม่ต้องรีบกลับบ้าน ไม่ต้องแบ่งรีโมตทีวีให้ใครมาเปิดรายการที่ไม่ถูกใจ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะตื่นเวลาที่เธอทำอะไรตอนดึกๆ  

 

ภาพชีวิตที่ซานฟรานซิสโกของเหมี่ยวเริ่มต้นขึ้น เช็กแฮนด์กับนายหน้าคนที่มาติดต่องานให้เธอ บริษัทของเธอรับงานในรูปแบบของมือปืนรับจ้าง ลูกค้ารายไหนมีปัญหาเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ในองค์กร หรือมีความต้องการอะไรก็จะติดต่อมา ที่นี่จะส่งคนที่เหมาะกับงานออกไปจัดการเป็นโปรเจกต์ไป ภาพตัดฉับไว เหมี่ยวถูกส่งตัวออกไปจัดการงานต่างๆ หลากหลายองค์กร นั่งแช่อยู่หน้าแล็ปท็อปของตัวเองที่ต่อเข้ากับระบบของที่นั่น บนจอเต็มไปด้วย Coding เห็นเธอพยายามชี้ปัญหาต่างๆให้ลูกค้าดู สีหน้าลูกค้าเหมือนจะไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูดมากเท่าไรนัก เธอนั่งกดแป้นบนคีย์บอร์ดทั้งกลางวันและกลางคืน กัดเล็บยามคิดไม่ออก ด่านใหม่ที่ท้าทายสาแก่ใจ และสุดท้ายเธอก็แก้ปัญหาได้สำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่า ภาพสีหน้าของลูกค้าหลายคนพอใจ บ้างจับมือ บ้างสวมกอด กอดที่เธอยังต้องทำความคุ้นเคยมากกว่านี้ กอดจากคนที่ไม่ได้ใกล้ชิด ไม่ได้รู้สึกอบอุ่น หรือทำให้เธอเหงาน้อยลง

 

หน้าตู้เอทีเอ็ม ตัวเลขค่าแรงถูกโอนเข้าบัญชี เหมี่ยวมองด้วยรอยยิ้ม ภาพเหมี่ยวเดินซูเปอร์มาเก็ตเพียงลำพัง เลือกดูอาหารแช่แข็งที่เธอไม่คุ้นเคย แบกของที่ซื้อมาพะรุงพะรังขึ้นรถเมล์ กลับอพาร์ตเมนต์ โน้มตัวเหลียวมอง ดูถนนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่เลยป้าย ภาพเธอกลับถึงห้องและพบว่าทำกุญแจหาย รู้สึกหัวหมุน โดดเดี่ยว ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ภาพของเธอค้นของในตู้เย็น พูดกับเนื้อไก่แช่แข็ง บ่นกับพายแช่แข็ง เธอนั่งกินแซนด์วิชเย็นๆ คนเดียว บ่นพึมพำกับตัวเอง กดรีโมตทีวีดูข่าว พยายามจับใจความให้ได้รายละเอียด เหมือนมีเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้นไม่ไกลจากที่พักเธอ ภาพบัตรโทรศัพท์รายเดือนของเธอวางอยู่บนโต๊ะ บนบัตรนั้นมีรหัสที่ช่วยให้เธอติดต่อโทรกลับที่บ้านได้ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป เธอทักทายแม่ด้วยน้ำเสียงแจ่มใส แม่ถามสารทุกข์สุขดิบกับเธอ เธอยิ้มตอบ พยายามไม่ให้น้ำตาตัวเองไหลออกมา เธอถามแม่ว่า กินข้าวหรือยัง แม่ตอบเสียงใสถึงเมนูหมูอบที่วันนี้ทำให้หลานๆ ทาน เธอบอกว่า อยากกินด้วยจัง 

 

เหมี่ยวนอนอยู่บนฟูกเพียงลำพังในความมืด มีแสงจากไฟถนนด้านนอกลอดเข้ามา ดวงตายังลืมโพลง เสียงน้ำหยดดังมาจากตรงไหนสักแห่ง เธอลุกขึ้นเปิดไฟห้องน้ำเพื่อหาที่มาของเสียง แต่ก็ไม่เจอ กลับมาที่เตียงนอน เธอพยายามเอาหมอนอุดหูหนีออกจากเสียงหยดน้ำพวกนั้น ได้แต่พลิกตัวไปมาอย่างไร้ประโยชน์ ก่อนจะนิ่งลง ตาเหม่อลอยมองไปบนเพดาน นี่ไม่ใช่โปรเจกต์เล็กๆ สั้นๆ เหมือนที่สิงคโปร์หรือเซี่ยงไฮ้ งานเสร็จแล้วก็ยังต้องทำงานใหม่ต่อไป ไม่มีกำหนดกลับ เธอจะต้องมีชีวิตลำพังอยู่ที่นี่

 

ร้านอาหารไทย 

 

เหมี่ยวกำลังใช้ส้อมเขี่ยเส้นผัดไทยรสเลี่ยนจานโตที่วางตรงหน้า เหนื่อยอ่อนจากการทำงานที่เพิ่งเสร็จสิ้น บรรยากาศในร้านที่ลูกค้าเริ่มบางตา เด็กสาวพนักงานของร้านซึ่งเป็นคนไทยเดินเข้ามาคุยกับเธออย่างคุ้นเคย เหมี่ยวน่าจะเคยมาทานร้านอาหารที่นี่หลายครั้งแล้ว การได้คุยภาษาไทยบ้างทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ 

 

ภาพของเหมี่ยวกำลังลากกระเป๋าเดินทางและสัมภาระย้ายออกมาอยู่ร่วมอพาร์ตเมนต์กับน้องจากร้านอาหารไทย ที่นี่ตั้งอยู่กลางไชน่าทาวน์ น่าจะหาของกินง่ายขึ้น แม้จะใช้ห้องน้ำรวม แต่ก็แยกห้องใครห้องมันเป็นสัดส่วน ห้องกว้างกว่าที่เก่าเสียอีก ได้อยู่กับคนไทยบ้าง เธออาจจะพูดกับตัวเองน้อยลง แต่มันไม่ใช่ห้องใหม่ อพาร์ตเมนต์ทรงโบราณสีครีมหมองๆ ตามกาลเวลา โครงสร้างเพดานสูงแบบที่เราคุ้นเคยในหนังฮอลลีวูด แว่วเสียงผู้คนและรถราตลอดเวลา กล้องเคลื่อนไปจับสภาพร่องรอยจากเจ้าของเก่าที่ทิ้งไว้อยู่ตามมุมต่างๆในห้อง พื้นพรมสีเทามีรอยชื้นเป็นดวง คราบสนิมที่ซิงก์ล้างหน้า บนผนังมีรอยติดโปสเตอร์ หัวเตียงมีสลักตัวอักษรย่อของคู่รัก ที่ป่านนี้ก็คงเลิกรากันไปแล้ว และจนกระทั่งเส้นขนที่หล่นไว้บนที่นอน เธอรีบถลกผ้าปูที่นอนออก เปลี่ยนชุดใหม่เข้าไป พร้อมกับดูดฝุ่นในห้องให้เกลี้ยงเกลาที่สุด จากนี้ห้องนี้จะกลายเป็นห้องของฉันแล้ว ต้องไม่เหลือร่องรอยของใครในห้องนี้อีก เหมี่ยวติดตั้งกล้องข้างๆหน้าจอแล็ปท็อปของเธอ ต่อสัญญาณผ่าน Skype เสียงสัญญาณต่อสายฟังแล้วก็ชวนหงุดหงิดหู ไม่มีใครรับสาย นึกอยากจะออกแบบเสียงรอสายที่ฟังแล้วสบายใจกว่านี้ ให้ทาง Skype ฟรีๆ ในที่สุดสัญญาณภาพทางนั้นก็เริ่มขึ้น แม่กำลังอุ้มหลานสาวคนหนึ่งไว้บนตัก โบกมือทักทาย เธอหัวเราะร่าโบกมือต่อ น่าดีใจที่โลกนี้มี Skype แล้ว แม้สัญญาณจะไม่ค่อยชัดนัก แต่ก็ทำให้เธอได้เห็นหน้าคนในครอบครัวของเธอที่อยู่อีกซีกโลกได้ เธอยกกล้องหมุนไปรอบๆ อวดว่าห้องใหม่ที่เธออยู่กว้างขวางกว่าเดิมอย่างไร ทั้งที่รู้ว่ากำลังโฆษณาเกินจริง อัปเดตกับครอบครัว ตอนนี้เธอได้งานที่ใหม่แล้ว เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ชื่อ Oracle อยู่ในซิลิคอนแวลลีย์ ที่นี่เธอจะได้เจอด่านที่ท้าทายระดับโลกจริงๆ แม่ไม่เข้าใจหรอกว่ามันดีอย่างไร ได้แต่บอกว่าถ้ามันดีก็ดีแล้ว 

 

เหมี่ยวเริ่มทำงานที่ใหม่ ผลงานที่ผ่านมาทำให้เพื่อนร่วมงานยอมรับฝีมือเธออย่างรวดเร็ว ทุกคนล้วนมีฝีมือและมาจากหลากหลายชาติ ทักษะภาษาของเธอคล่องแคล่วขึ้น งานท้าทายสมใจอยาก น้องคนไทยชวนเธอไปกินข้าวกล่องด้วยกันในห้อง ได้พูดคุยหัวเราะมุกแบบไทยๆ ทำให้เธอหายเหงาไปบ้าง สักพักแฟนหนุ่ม ชายชาวเกาหลีของน้องคนนั้น ก็มาพร้อมพิซซ่าถาดใหญ่ ทั้งคู่ทักทายกันอย่างยิ้มแย้ม แม้จะไม่ได้ไล่ แต่เหมี่ยวรู้สึกว่าเธอไม่ควรอยู่ในห้องนั้นอีกต่อไป 

 

ภาพตัดไปเห็นเหมี่ยวกำลังรอคิวเข้าห้องน้ำ ไม่ว่างสักห้อง ได้ยินเสียงงึมงำบางอย่างออกมาจากห้องหนึ่ง ก่อนที่ประตูจะเปิดออกมา และพบว่ามีหนุ่มสาวชาวต่างชาติสองคนเดินออกมาจากห้องน้ำเดียวกัน ทั้งสองคนเห็นหน้าอึ้งๆ ของเหมี่ยวและหัวเราะ ก่อนจะเดินออกไปอย่างไม่สนใจ 

 

กลางดึก / เสียงทุบประตูดังลั่น กระชากเธอให้ตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน ใครบางคนตะโกนอยู่หน้าห้อง บิดลูกบิดพยายามที่จะเข้ามาในห้องของเธอ เธอหายใจไม่ทั่วท้อง ตั้งสติ ก่อนจะเดินออกไปมองลอดตาแมวที่ประตู ชายชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เธอไม่รู้จักยืนอยู่ตรงนั้น เธอถามออกไป คุณต้องการอะไร ฝรั่งคนนั้นตะโกนเรียกให้เธอออกมา ตอบมา อแมนด้า ฉันไม่ได้ชื่ออแมนด้า เธอตอบ แต่ชายคนนั้นไม่ฟัง เอาตัวกระแทกประตูครั้งแล้วครั้งเล่า จนเธอต้องผงะถอยหลังออก ได้แต่ตะโกน ออกไป อย่าเข้ามานะ กูไม่ได้ชื่ออแมนด้า ประตูหลุดผลัวะเข้ามา ชายคนนั้นอยู่ตรงหน้าของเธอ ท่าทางเมาไม่ได้สติ มองเธอด้วยความโกรธ ตะโกนลั่น อแมนด้าอยู่ที่ไหน ประตูห้องตรงข้ามเปิดออก หญิงสาวเชื้อสายจีนคนหนึ่งชะโงกออกมา แล้วรีบวิ่งมาหาชายคนนั้นบอกว่า ผิดห้องแล้วมึง ลากร่างชายคนนั้นเข้าห้องของเธอ พลางขอโทษเหมี่ยวที่ยังคงใจสั่น เหมี่ยวเดินไปปิดประตูห้อง กล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะกลับไปนอนที่เตียง แน่นอนว่านอนไม่หลับทั้งคืน

 

ไบรอันหนุ่มร่างใหญ่เคราครึ้ม ชอบสวมเสื้อยืดสีดำลาย Harley Davidson สวมบู๊ตหนังยาวหุ้มแข้ง เรียกว่าเป็นผู้ชายตามแบบฉบับที่ขี่มอเตอร์ไซค์คันโตทุกประการ แต่การที่เขาสามารถมองเห็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้เกิดปัญหากับลูกค้าและแก้มันได้สำเร็จ นอกจากจะทำให้คนในทีมชื่นชมเขาแล้ว ยังทำให้เหมี่ยวแอบทึ่ง และเมื่อเขามาชวนเธอไปกินข้าว เธอจึงไม่ปฏิเสธ 

 

ที่ผ่านมาแม้จะมีผู้ชายมากหน้าหลายตาเข้ามาพยายามจีบเธออยู่บ้าง แต่เหมี่ยวก็ไม่เคยสนใจจะเสียเวลากับเรื่องพวกนี้มาก่อน และเพราะอะไรก็ไม่รู้ เธอไม่ปฏิเสธไบรอัน อาจเป็นเพราะสายตาขี้เล่นอบอุ่นที่ขัดกับเคราครึ้มบนหน้า หรือความประทับใจในการใส่ใจรายละเอียดของเขา หรืออาจเป็นเพราะเหตุการณ์อแมนด้ากูอยู่ไหนในคืนก่อน ที่ทำให้เธอคิดว่าเธอควรมีใครสักคน 

 

ภายในร้านอาหาร ไบรอันเลือกจองร้านมื้อค่ำแสงสลัวแบบที่เราเห็นในหนัง ร้านแบบที่เหมี่ยวไม่เคยคิดจะมาทาน เขาถามเธอว่าอยากกินอะไร แต่ก็เป็นคนตัดสินใจเลือกจานที่เขาคิดว่าดีที่สุดให้เธอ ไวน์ที่ดีที่สุดสำหรับเธอ รู้สึกได้ว่าเขาใส่ใจ ทำการบ้านมาอย่างดี แต่ก็น่าอึดอัด ตลอดมื้อค่ำเขาพยายามปล่อยมุกตลกแบบฝรั่ง มุกตลกแบบที่เธอไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็พอจับจังหวะได้ว่าควรจะหัวเราะตอนไหน เธอแอบเหลือบมองดูนาฬิกาข้อมือแบบไม่ให้เขาสังเกตได้ เดตแรกเธอก็รู้ตัวแล้วว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาเลย นึกไม่ออกว่าเขาทำอะไรผิด แต่อาจจะเป็นเพราะการที่เขาเฝ้าพูดถึงแม่ที่เขาเป็นคนดูแล ไม่ต่างจากการที่แม่สำคัญที่สุดในชีวิตเหมี่ยว ทำให้เธอยังใจอ่อนให้โอกาสเขา หรือให้โอกาสตัวเอง ก็ไม่แน่ใจ 

 

ครั้งแล้วครั้งเล่าเหมี่ยวปล่อยตัวเองไปกับเขา ดูหนัง เดินเที่ยว ปล่อยให้เขาเลือกอาหารให้เธอ ร่วมทีมกันทำงานบ้าง แข่งกันในงานบ้าง และคอยปลอบใจเขาในเวลาที่เธอทำได้ดีกว่า เธอปล่อยให้เขาพาไปนั่งอยู่ท่ามกลางคนหลายพันในสนามแข่งบาสเกตบอลที่เต็มไปด้วยฝรั่งร่างใหญ่ ตะโกนเชียร์กีฬากันเย้วๆ ดูมีความสุขเหลือเกิน แต่เธอคิดถึงห้องของตัวเองมากกว่า ถึงจะเป็นห้องที่มีแต่เรื่องแย่ๆ หลายอย่างก็ตาม เธอพยายามบอกกับตัวเองว่า เอาน่ะ การมีใครสักคนอยู่ข้างๆ บ้าง ก็ยังดีกว่าการไม่มีใครมั้ง สุดท้ายเธอปล่อยให้ตัวเองซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์คันโตของเขา ให้เขาพาไปเดิน Hiking บนเขา นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอตอบตัวเองได้ว่าเธอชอบกิจกรรมนี้ ชอบที่ตัวเองได้อยู่เงียบๆ ท่ามกลางภูเขา ต้นไม้ และธรรมชาติขนาดมหึมา

 

เป็นเวลาเช้า / ฟ้าสว่างแบบที่ 8 โมงกว่าควรจะเป็น เหมี่ยวเดินลงจากอพาร์ตเมนต์ของเธอ รีบเร่ง เธอตัดสินใจเดินลัดทางตรอกเล็กๆ ด้านข้าง แทนที่จะเป็นทางติดถนนด้านหน้าเหมือนเคย แบกกระเป๋าๆ ทั้งๆ ที่มีแล็ปท็อปและข้าวของต่างๆ บรรจุอยู่ภายใน เช้าที่เงียบ อากาศดี ไม่มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่ง เธอเห็นชายผิวดำรูปร่างสูงผอมเดินสวนมาจากทางข้างหน้า สายตาเขามองมาที่เธอและเสไปมองทางอื่น รู้สึกได้ทันที อะไรสักอย่างกำลังจะเกิดขึ้น ระยะใกล้เกินกว่าจะหันหลังกลับ เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต ก่อนจะเลี้ยวเข้ามาประชิดตัวเธอ เธอผงะจะถอย แต่บางอย่างในกระเป๋าเสื้อนั้นชี้มาที่เธอแล้ว เขาบอกให้เธอหยุด เธอหยุด หยุดแทบจะหยุดหายใจไปด้วย เขาสั่งให้เธอส่งกระเป๋าของเธอมา เธอทำตามอย่างว่าง่าย เขารับมันและพร้อมจะวิ่งออกไป เธอได้สติและร้องขอแล็ปท็อปของเธอ งานทั้งหมดอยู่ในนั้น เขาหยิบมันออกมาและโยนมันลงไปกับพื้น ก่อนที่จะวิ่งหนีไป เธอรีบคว้าแล็ปท็อปของเธอขึ้นมา โชคดีที่มันยังไม่บุบสลาย รีบลุกขึ้น วิ่งตามไป พลางร้องให้คนช่วย มีผู้ชายแถวนั้นได้ยินเสียงแล้ววิ่งตามไป แต่ชายผิวดำลับตาจากหัวมุมตึกไปแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและง่ายดาย เธอพึ่งรู้สึกตัวว่าเธอกลัวแค่ไหน มือสั่น ปากสั่น เธอพบตัวเองอยู่ที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งความ สติยังไม่อยู่กับตัว ก่นด่าตัวเองในใจ มันอาจเป็นแค่โจรกระจอกแท้ๆ ในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตนั่นใช่ปืนจริงหรือเปล่า หรืออาจเป็นเพียงปากกาหรือนิ้วง่อยๆ ของมัน 

 

กลับไปนอนที่อพาร์ตเมนต์ น้องร้านอาหารไทยมาถามไถ่ด้วยความห่วงใย ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น เธอ Skype เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่สาวด้วยน้ำตา พยายามหัวเราะเยาะตัวเองให้ดูไม่ซีเรียส และย้ำนักย้ำหนาไม่ให้บอกเรื่องนี้กับแม่ กลางคืน เธอนอนลืมตาโพลงนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ภาพกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตตุงๆ ชี้มาทางเธอ เธอจินตนาการภาพตัวเองขัดขืนขายคนนั้น และกระสุนก็พุ่งผ่านกระเป๋าเสื้อนั้น ทะลุเข้ามายังร่างของเธอ เธอนอนหงายเลือดอาบเพียงลำพังในตรอกเล็กๆ นั่น ก่อนที่จะสะดุ้งตัวตื่นจากฝันร้าย คืนแล้วคืนเล่า เธอยังคงสะดุ้งตัวตื่นจากฝันร้ายที่มีภาพตัวเองนอนตายเดียวดายในตรอกนั้น แล้วร้องไห้ออกมา เธอยังคงนอยด์กับการเดินสวนคนผิวสีอีกนานนับหลายเดือน ไม่สามารถวางใจ Homeless ที่เดินอยู่เกลื่อนถนนในเมือง ทุกวันเธอยังคงออกไปทำงานและมองทางที่จะเลี้ยวไปตรอกเล็กๆ นั่นอย่างหวาดกลัว ที่ทำงาน ไบรอันเข้ามาปลอบใจ บอกว่าเธอควรจะย้ายเข้ามาอยู่กับเขา เขาจะเป็นคนดูแลเธอเอง ไม่ใช่ ฉันไม่ได้ต้องการคนดูแล ฉันดูแลตัวเองได้ ฉันต้องการที่ที่มันปลอดภัยกว่านี้ 

 

เธอเริ่มมองหาที่อยู่ใหม่ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องมาศึกษาการมีอสังหาริมทรัพย์ในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิด ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน วิกฤตเศรษฐกิจที่สหรัฐอเมริกา ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยต่ำลงจนอยู่ในระดับที่เธอสามารถเอื้อมถึง บานประตูเปิดออก เหมี่ยวเดินเข้าไปในห้อง 503 พร้อมกับนายหน้า มันเล็กกว่าที่เก่า แต่ก็เป็นห้องใหม่ พื้นปูนสีเขียวตุ่นทำให้มันดูแคบตามความเป็นจริง ครัวบิลด์อินปูเต็มฝั่งตรงข้าม ห้องน้ำกินพื้นที่มากกว่าความต้องการ รวมทั้งหมดไม่ใหญ่ไปกว่าห้องในโรงแรมเล็กๆ เสียงบรรยายสรรพคุณจากนายหน้าดังคลอการพิจารณา ราคานี้ได้ทั้งระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม อยู่ย่านใจกลางเมือง ข้างล่างคอนโดฯ มีซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน นี่คือข้อเสนอที่เธอหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว 

 

ภาพตัดมา กล่องสัมภาระต่างๆ กองอยู่ในห้อง อยู่อเมริกามาหลายปีแล้ว แต่พอย้ายที่อยู่ เธอพบว่าสัมภาระของเธอไม่ได้มากมายนัก พื้นที่เล็กๆ แค่ 30 ตารางเมตรต้นๆ  เท่านี้ก็พอที่จะเป็นพื้นที่ของฉันจริงๆ ห้องของฉัน ห้องน้ำของฉัน ฉันเป็นเจ้าของ ไม่ได้เช่าใคร แน่นอนว่าฉันจะต้องผ่อนมัน มันจะกลายเป็นภาระ แต่เป็นภาระที่ฉันเลือกเอง รู้สึกถูกโฉลกกับห้องนี้ ทั้งๆ ที่มันเป็นห้องที่เล็กที่สุดเท่าที่เคยอยู่มา เธอยังคงไม่วางใจกับการใช้ชีวิตข้างนอก เหตุการณ์วันนั้นทำให้เธอต่อรองกับทางบริษัท ที่จะขอทำงานจากที่พักของเธอ และส่งงานออนไลน์ ถึงวันที่เทคโนโลยีสามารถวิดีโอคอลมีตติ้งที่ไหนก็ได้ จริงๆ เธอน่าจะทำอย่างนี้ได้ตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งมาคิดออก ตัวงานทุกอย่างทำอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่มีความจำเป็นที่เธอจะต้องเดินทางไปออฟฟิศทุกวันแม้แต่น้อย ด้วยผลงานที่ทำให้ตอนนี้ตำแหน่งของเธออยู่ในระดับซีเนียร์ จึงไม่ยากที่บริษัทจะตกลงยินยอมกับข้อเสนอของเธอ 

 

พื้นที่ที่เธอใช้ในการมีชีวิตเล็กลงตามห้องที่เธออยู่ เธอพอใจที่จะใช้เวลาวนเวียนอยู่ในห้องพัก 503 เธอตื่นเต้นกับด่านใหม่ๆ ในการงานน้อยลงเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว เธอค้นพบว่าการจัดการชีวิตตัวเอง อาจเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นกว่า ตื่นเช้าลุกขึ้นมาจากเตียงนอนมานั่งทำงานกับแล็ปท็อปบนโต๊ะเล็กๆ มักทำให้สมองเธอแล่นและทำงานได้ดี อาบน้ำแต่งตัว ลงไปหาอาหารกินข้างนอกบางมื้อ ซื้อของแช่แข็งจากซูเปอร์มาร์เก็ตข้างล่างมาอุ่นกินบ้าง ไปเรียนโยคะบางเวลาที่มุมถนนถัดไป ทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ กับคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง กลับมาทำงานต่ออย่างมีสมาธิ ไม่นอนดึกจนเกินไป กลายเป็นว่ายิ่งจัดการเวลาได้ลงตัวยิ่งขึ้น งานของเธอก็ยิ่งก้าวหน้าขึ้น 

 

ไบรอันยังคงพยายามแวะเวียนเข้ามาในชีวิตเธอ เป็นเพื่อนที่ดีในวันที่เธอเหงา เธอใจอ่อนแม้กระทั่งไปหาแม่ของเขาที่บ้านอยู่ครั้งสองครั้ง ยอมตามใจแม้ในวันที่อยากอยู่คนเดียว 

 

จนกระทั่งวันที่เขาขอเธอแต่งงาน เธอรู้สึกเสียใจที่ปล่อยให้เขาเข้ามาในชีวิตนานเกินไป เพียงเพราะไม่อยากทำลายความรู้สึกของเขา ความเงียบของเธอแทนคำตอบได้อย่างชัดเจน สายตาไบรอันผิดหวัง เธอไม่สามารถชดเชยอะไรได้มากกว่านี้ การที่เธอเลือกทำงานอยู่แต่ในห้อง ที่ทำให้เธอชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น เธอพึงพอใจกับชีวิตที่ไม่ต้องการใครอีกคนเข้ามาเป็นเงื่อนไข และการที่เธอทำงานอยู่แต่ในห้องอีกนั่นแหละ ที่ทำให้ไบรอันค่อยๆ หายไปจากชีวิตของเธอในที่สุด 

 

เมื่อถึงตอนนี้เธอเริ่มมีความจัดเจนในการใช้ชีวิตลำพังมากขึ้น แอปพลิเคชันวีดอมปรากฏอยู่บนหน้าจอ เธอลงทะเบียน เข้าไปที่หน้ากิจกรรมต่างๆ คลาสเรียนทำขนม คลาสพิลาทิส หาเพื่อนร่วมเดิน Hikingในพาร์กสุดสัปดาห์ เธอลองร่วมกิจกรรม เข้าไปดูโปรไฟล์ของคนที่มาเลือกกิจกรรมนั้นๆ ก่อนจะตัดสินใจทักไป Hi แอปพลิเคชันนี้ทำให้เธอค้นพบเพื่อนใหม่ๆในกิจกรรมต่างๆ เธอเริ่มออกไปพบปะผู้คนบ้าง บางคนเจอกันหนเดียวก็เกินพอ บางคนเหมาะแค่ทำบางกิจกรรม บางคนอัธยาศัยดีพอที่จะเป็นเพื่อนกันต่อในเรื่องอื่นๆ ของชีวิต ผู้คนเข้าออกในชีวิตของเธอ มิตรสหายที่พอจะมีระยะห่าง ไม่ได้แชร์ทุกสิ่งอย่าง ทุกความรู้สึก เธอยังไม่เจอใครที่สนิทพอจะเชื้อเชิญเข้ามาในพื้นที่ของเธออีก แต่เธอก็พอใจที่จะเป็นแบบนี้ 

 

เสียงต่อสัญญาณไลน์ดังขึ้น ภาพวิดีโอคอลปรากฏ พี่สาวของเธอรับสาย กำลังวุ่นอยู่กับเจ้าตัวเปี๊ยกทั้งสอง เหมี่ยวยิ้มแป้นบอกข่าวดีเสียงดัง สัปดาห์หน้าจะกลับแล้วนะ  การมาถึงของไลน์ทำให้เธอสามารถวิดีโอคอลกับครอบครัวได้อย่างเสถียรกว่าเดิม และมันเสถียรพอที่มันจะยื่นข้อเสนอโควตากลับเมืองไทยได้นานถึง 3 เดือน บริษัทโอเค ตราบใดที่เธอยังสามารถประชุมและส่งงานจากที่นั่นได้ ล้อของเครื่องบินแตะลงตรงพื้นรันเวย์อีกครั้ง ใบหน้าของเธอปะทะลมร้อนตอนที่เดินออกมาจากตัวเครื่อง ลมร้อนที่เธอคุ้นเคยมา 30 ปี แต่พอห่างไปนานๆ มันกลับกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมกว่าที่เธอคิด ประตูเลื่อนเปิดออก แม่และครอบครัวพี่สาวยืนชะเง้อรออยู่อีกฝั่ง ภาพที่เหมือนของขวัญที่เธอรอคอย การสวมกอดทั้งน้ำตา แต่ต่างอารมณ์ไปจากวันที่จากลา หลานสาวทั้ง 2 คนตัวโตขึ้นมากจนเธออุ้มไม่ไหวแล้ว กระเป๋าเดินทางถูกกางออกคาไว้ ข้าวของถูกรื้อออกมาแล้วครึ่งหนึ่ง ในครัวแม่ของเหมี่ยวทำอาหารไว้รอต้อนรับแล้ว อาหารไทยรสมือแม่ที่ห่างจากลิ้นของเธอมานานทำให้เธอกินได้มากกว่าปกติ การได้กลับมานอนกับแม่อีกครั้ง ได้นอนกอดแม่อีกครั้งคือสิ่งที่เธอโหยหา และคิดถึงมาตลอดหลายปี แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น ไม่ต้องรอให้เธอหาย Jet Lag งานของเธอก็ต้องเริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนครึ่งเวลาไทย และไปจบเอาตอน 8 โมงเช้า เสียงกรนของแม่ แอบรบกวนโสตประสาทของเธอในการทำงาน แต่เงียบเกินไปก็ไม่ดี เธอพยายามสร้างบรรยากาศไม่ให้ตัวเองหลับไปเสียก่อน ต้องทำทุกอย่างเบาๆ เปิดเพลงเบาๆ ขยับตัวเบาๆ กลัวว่าแม่จะตื่น พอถึงวันที่ต้องมีประชุม เธอก็ยกธงยอมแพ้ ยอมย้ายไปทำงานที่ห้องอื่นแทน ในห้องทำงานของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยข้าวของที่ใครต่อใครมาโยนกองไว้ ห้องของเธอไม่ใช่ห้องของเธออีกต่อไปแล้ว กลายเป็นเพียงห้องเก็บของ เธอต้องแหวกหาพื้นที่เพื่อที่จะใช้ทำงาน เธอทำงานในความมืด ไม่ส่งเสียงดังโดยไม่จำเป็น เพลงไทยที่เธอไมได้ฟังมานานดังเบาๆ คลอค่ำคืนแห่งการทำงาน ในขณะที่ทุกคนหลับไปแล้ว 

 

การกลับมาบ้านไม่ยักจะช่วยให้เธอได้นอนกอดแม่อย่างที่ฝันไว้ ตอนเช้า เธอเข้านอนในตอนที่แดดกำลังส่องจากทางหน้าต่างมากระทบที่ตาของเธอ ต้องปิดม่านให้มืดที่สุด เสียงคนในบ้านเคลื่อนไหวมีชีวิตตามปกติ แต่รบกวนไม่ให้เธอข่มตาลงได้ เธอนอนบิดไปมา เอาหมอนมาอุดหูตัวเองและหลับไปได้ในที่สุด เสียงกรนระงม ไม่ทันบ่ายโมงก็ต้องสะดุ้งตื่นจากเสียงเคาะตะหลิวทำอาหารในครัว จะนอนต่อไปก็ไม่ไหว เมื่อลงมาชั้นล่าง เห็นอาหารที่แม่ทำเตรียมไว้ให้ มันก็คุ้มแหละที่จะตื่น 

 

ภาพถ่ายด้วยกล้องอย่างแฮนด์เฮลด์ช้าๆ จากช่วงเวลาที่เหมี่ยวใช้ชีวิตกลางวัน ราวกับคนละเมอ หัวชาๆ เดินตัวลอยๆตลอดเวลา เธอพยายามออกไปไหนต่อไหนกับครอบครัวพี่สาวและแม่ พยายามใช้ชีวิตตามเวลาปกติร่วมกับทุกคนให้มากที่สุด ไม่ว่าจะง่วงแค่ไหน ฝืนออกไปกินข้าวร้านอร่อยๆ กับครอบครัว ทั้งที่ตาจะปิด ตัดสลับกับการทำงานกลางดึกเพียงลำพัง ซื้อของเล่นเสื้อผ้าให้หลานๆ ตัดสลับกับรูดม่านปิดในยามเช้า พาแม่ไปรอคิวหมอแผนโบราณโดยที่เธอนั่งสัปหงก ตัดสลับกับการทิ้งตัวนอน ใส่หน้ากากปิดตา 

 

ที่แผนกซูเปอร์มาร์เก็ต ล้อของรถเข็นค่อยๆ ขยับไปทีละนิด เธอค้นพบว่าการเคลื่อนที่ให้มันผ่านไปแต่ละช่องประเภทสินค้าเป็นไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน แม่ของเธอหยุดเลือกของนั่นนี่แทบจะทุก 2 เมตร โดยเฉพาะแผนกของสด ของสดที่แม่จะเอากลับไปปรุงเป็นอาหารให้เธอกินแท้ๆ เธออดรู้สึกไม่ได้ว่าทุกอย่างมันเชื่องช้ากว่าสปีดที่เธอคุ้นเคยจริง

 

เธอเริ่มคิดถึงการกลับไปที่นั่น พื้นที่เล็กๆ ของเธอ ช่วงเวลาที่เธอจะได้เป็นอิสระอีกครั้ง เธอเสพติดการมีชีวิตอยู่คนเดียวไปแล้ว 

 

เหมี่ยวนอนมองแผ่นหลังของแม่ที่ยังคงนอนตะแคงหันหลังให้เธอ ไม่ต่างจากหลายปีที่แล้ว เธอรู้ว่าแม่ยังไม่หลับ เผลอแป๊บเดียว เหลือแค่อีกหนึ่งสัปดาห์ก็ต้องกลับไปที่นั่นแล้ว ทุกอย่างกลับเข้าไปสู่ลูปเดิมอีกครั้งอย่างน่าใจหาย แม่ของเธอเงียบลง ต่างคนต่างรู้ว่าใกล้จะถึงวันที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง ตอนอยู่ที่นั่นเธอนึกมาตลอดว่าการกลับมาบ้าน คือการกลับมาสู่ที่ที่เป็นของเธอ แต่ในที่สุดมันก็ไม่ใช่ ถ้าแม้แต่บนเตียงที่ได้นอนกอดแม่ตอนนี้ มันก็ยังไม่ใช่อย่างที่คิด แล้วที่ของเธอคือที่ไหน มีบางครั้งที่ภาพของเธอนอนเสียชีวิต ลำพังย้อนกลับเข้ามาในความคิด บางทีพื้นที่ของเธอ อาจจะกินพื้นที่ไม่ถึง 2 ตารางเมตร ตามขนาดโลงศพ

 

แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้นอีกครั้ง การสวมกอด ร้องไห้ร่ำลาที่สนามบิน การเสียน้ำตาบนเครื่อง เธอกลับมายืนที่หน้าห้องของตัวเองอีกหน ไขกุญแจเปิดประตู ภาพที่เห็นไปแล้วเมื่อต้นเรื่อง พาร่างกลับมาสู่พื้นที่ของเธอเองสมใจอีกครั้ง น้ำตาและความเหงาจุกในคอ โหวงว้างว่างเปล่า รอต้อนรับเธออย่างคุ้นเคย 

 

เธอเริ่มต้นแกะกระเป๋า เอาของออกมาจัดเก็บ แยกเสื้อผ้าที่ต้องซัก หยิบแล็ปท็อปออกมาเปิดเช็กงานที่ตัวเองต้องทำ เช็ดน้ำตาที่หยดเปื้อนบนคีย์บอร์ด ที่นั่นก็ไม่ใช่ที่ของเธอ กลับมาที่นี่แล้ว ก็ยังไม่ใช่อีกเหรอ 

 

เธอเริ่มกิจกรรมต่างๆ ที่จะเอามาถมความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้น ตารางชีวิตของเธอดำเนินไปอย่างหงอยเหงา ร้องไห้ทุกคืนตลอดทั้งเดือน งานทำให้เกมด่านใหม่เริ่มต้นอีกครั้ง แม้ไม่น่าตื่นเต้นเท่าเมื่อก่อนแต่ก็ทำกิจกรรมใหม่ๆ สุดสัปดาห์แทรกเข้ามา ธุระปะปังจิปาถะ เริ่มศึกษาอาหารออร์แกนิกที่จะช่วยรักษาสุขภาพเพื่อฆ่าเวลา 1 วันหมดไป วันถัดมาก็หมดไป หมดไปทีละวัน และทุกอย่างก็ค่อยๆ เข้าที่เข้าทาง กลางคืนเธอไม่ร้องไห้อีกต่อไป อย่างอัตโนมัติ เธอค่อยๆ เรียนรู้ที่จะพบว่าทุกอย่างเกิดขึ้นหมุนวนซ้ำเดิมอีกครั้ง ปีแล้วปีเล่า เรียนรู้ที่ทุกเช้าตื่นขึ้นมาจากฟูกที่นอน เพื่อนั่งทำงานบนโต๊ะเล็กๆ ออกไปฟิตเนสสัปดาห์ละ 3 วัน นัดเพื่อนแปลกหน้าออกไปเดิน Hiking บนเขาเดือนละครั้ง ได้โควตากลับบ้านปีละ 3 เดือน เรียนรู้ว่างานไม่ใช่เรื่องท้าทายในชีวิตอีกแล้ว เรียนรู้ว่าแม่แก่ลงทุกปีที่เจอกัน หลานสาวโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนความสูงกำลังแซงหน้าเธอไป เรียนรู้ที่จะร้องไห้ปีละ  1 เดือนหลังจากกลับจากเมืองไทย เธอเริ่มเรียนรู้ความหมายของที่ที่เป็นของเธอ 

 

ที่ของเธออาจจะไม่ใช่สถานที่ใดสถานที่หนึ่งในโลก ไม่ใช่ตลอดไป แต่เป็นเพียงบางช่วงเวลา ไม่ใช่ความรู้สึกตอนอยู่กับผู้คน แต่เป็นความรู้สึกตอนอยู่กับตัวเอง ที่ของเธอ อาจหมายถึงอาณาเขตพื้นที่เล็กๆ ในห้อง 503 แต่ก็อาจจะรวมไปถึงทุกย่างก้าว ที่เธอย่ำไปอย่างเงียบสงบ เวลาที่เธอไปเดินเขาอันกว้างใหญ่ ที่ของเธอคือการได้นั่งกินแซนด์วิชเย็นๆ และพูดกับมันเพื่อไม่ให้รอบตัวเงียบจนเกินไป หรือการเข็นรถเข็นตามแม่ในซูเปอร์มาร์เก็ตเวลาที่กลับมาเมืองไทย ที่ของเธอคือทั้งค่ำคืนที่ไม่มีแผ่นหลังของใครให้มอง และค่ำคืนที่มีแม่นอนกรนอยู่ตรงหน้า ที่ของเหมี่ยวจะอยู่ที่ไหนอาจไม่สำคัญ ทั้งอยู่คนเดียว ทั้งอยู่กับคนอื่น เรามีพื้นที่ของตัวเองบ้าง ถูกคนอื่นยึดไปบ้าง ตามใจตัวเองบ้าง ถูกเหนี่ยวรั้งบ้าง ปลดปล่อยบ้าง มีภาระบ้าง ตราบใดที่เรายังมีชีวิต เราก็ยังต้องผูกโยงกับผู้คน อิสรภาพที่ไร้ผู้คนผูกโยงไว้ อาจเป็นอิสรภาพที่เปลี่ยวเหงาเกินไป 

 

เสียงต่อสัญญาณไลน์ดังขึ้นอีกครั้ง และเมื่อได้ยินเสียงอีกฝั่งรับสาย เธอก็เรียนรู้ว่า มันเป็นเสียงที่ทำให้เธอมีความสุข

 

ฮัลโหลเหมี่ยว เป็นไงบ้างลูก 

 

วินาทีนั้น นั่นก็เป็นที่ของเธอ

 


 

Credits

 

Director & Script Writer คงเดช จาตุรันต์รัศมี

Narrator ใบเฟิร์น-อัญชสา มงคลสมัย

Episode Producer ภัชุพรรณ บุญจันทร์

Editor & Sound Engineer กิตติธัช ตระกูลไตรรัตน์

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.6 ที่ตรงนั้นของฉันหรือเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.5 Search for Paradise https://thestandard.co/podcast/somewhereibelong5/ Fri, 29 Nov 2019 10:40:32 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=308060 Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา

กำกับพอดแคสต์โดย คำขวัญ ดวงมณี, สุภพงส์ พงษ์พานิช สร้าง […]

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.5 Search for Paradise appeared first on THE STANDARD.

]]>
Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา

กำกับพอดแคสต์โดย คำขวัญ ดวงมณี, สุภพงส์ พงษ์พานิช

สร้างจากเรื่องจริงของ ทิชากร ภูเขาทอง, เอมอนันต์ อนันตลาโภชัย

 

ครั้งแรกของพอดแคสต์ที่คนฟังจะได้ร่วมสนุกในรูปแบบของเกมโชว์ที่จำลองชีวิตของ โจ้ แทรชเชอร์ และ คิลิน เอมอนันต์ มาให้ร่วมทายกันว่า ทั้งสองคนจะเลือกทางเดินไหนให้กับชีวิต เพราะบางครั้งเหตุผลอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นในการตัดสินใจ แต่การรู้จักความต้องการของตัวเองในช่วงเวลานั้นๆ ต่างหาก ที่จะพาเราให้พบคำตอบของชีวิต

 


 

สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับผู้ฟังทุกท่าน ทั้งทางบ้านและในห้องส่ง เข้าสู่รายการ THE STANDARD Podcast Somewhere I Belong Search For Paradise และนี่คือพอดแคสต์แรกที่ผู้ฟังจะได้รู้จักและตอบคำถามร่วมสนุกกับทางรายการ โดยดิฉัน ปอนด์ ภริษา ยาคอปเซ่น รับหน้าที่เป็นพิธีกรในวันนี้ค่ะ ในค่ำคืนนี้นะคะ แขกรับเชิญของเราเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคอมมูนิตี้ผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย และตอนนี้เราก็อยู่กับ คุณโจ้-ทิชากร ภูเขาทอง ผู้ก่อตั้งปาร์ตี้ Trasher ที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับไฟแรง มีผลงานออกมาให้พวกเราเห็นอยู่บ่อยๆ นะคะ และ คุณคิลิน-เอมอนันต์ อนันตลาโภชัย นักเขียนนิยายยูริอันดับต้นๆ ของประเทศไทย และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง The Kloset Cafe และ Book Club ที่เป็นพื้นที่ของชาวยูริ ที่พูดถึงความรักระหว่างผู้หญิงและผู้หญิงนั่นเองค่ะ เชิญพบกับแขกรับเชิญของเราทั้งสองได้เลยค่ะ

 

ทิชากร: สวัสดีครับ ผมโจโจ้-ทิชากร ภูเขาทอง อายุ 34 ปี

เอมอนันต์: คิลินค่ะ เป็นผู้ก่อตั้ง The Kloset เป็น Community Club ของชาวยูริ แล้วก็ส่วนตัวเป็นนักเขียนหนังสือยูริค่ะ

 

กติกาของรายการเราก็คือ เราจะให้แขกรับเชิญเปิดประสบการณ์ตามโจทย์ของรายการนะคะ และเมื่อถึงจุดพลิกผันของชีวิตของเขา คุณจะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการเลือกชอยส์ เพื่อคาดเดาการตัดสินใจหรือว่าเหตุการณ์ของแขกรับเชิญที่จะเกิดขึ้นต่อไปค่ะ 

 

และช่วงแรกของวันนี้ก็คือ ‘อดีตเคยแรง’ แหม ตัวตนจัดจ้านกันขนาดนี้ ผู้ชมหลายท่านคงสงสัยว่า ทั้งคู่จะมีวัยเด็กจัดจ้านกันขนาดไหน ที่นี่จะเป็นที่แรกที่ทั้งคู่จะมาเปิดอก นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลา ให้พวกเราได้รู้จักกับพวกเขากันมากขึ้น เชิญคุณโจ้เริ่มเลยค่ะ

 

ทิชากร: พ่อเราเป็นข้าราชการครู แม่เราก็จะเป็นแม่บ้าน ชอบเล่นไพ่ จริงๆ บ้านเราค่อนข้างจะอยู่ในฐานะปานกลาง ครอบครัวส่วนใหญ่เราอยู่ในบริเวณแบบมีป่า เราก็จะโตอยู่กับเด็กแถวนั้น เราเป็นเหมือนคนที่อยู่ต่างอำเภอ จันทร์ถึงศุกร์เราเข้ามาเรียนในเมือง แล้วตัวเองก็จะเหมือนเอาความเจริญจากในเมืองไปให้เด็กชนบท เสาร์-อาทิตย์ก็จะฟอร์มเด็กรอบๆ บ้าน แล้วก็มาตั้งเป็นคลับ เต้นในคอกหมูที่เขายังสร้างไม่เสร็จ เรามีความเพ้อเจ้อ จินตนาการมาตั้งแต่เด็ก บ้านเราเป็นบ้านแรกที่มีเครื่องวิดีโอเกม ทุกคนก็จะมารวมกันอยู่ที่บ้านเรา จริงๆ คุยกันแบบนี้ก็เริ่มจะคิดได้ว่า นี่ฉันก็เริ่มการทำ Trasher มาตั้งแต่สมัยนั้นเลยนะเนี่ย คือรู้สึกว่าในชีวิตเรา เราสู้ เราขับเคลื่อนตัวเองด้วยแพสชันมาตลอดชีวิต มีช่วงเวลาน้อยมากที่เราจะยอมทำเพื่อเอาใจใคร หรือจุดบางจุดที่เงินก็ไม่ได้ แต่จะทำ ทำเพราะอันนี้มีความสุข ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้นนะ แต่ก็พยายามที่จะบาลานซ์มันให้อยู่ตรงกลางที่สุด พอเราอยู่ด้วยตัวเองมาตั้งแต่ ป.2 ถูกย้าย เราก็จะอยู่กับเพื่อน เพราะฉะนั้นตั้งแต่ ป.2 เราคือ เพื่อน คนรอบข้าง จะมีอิทธิพลมากกับชีวิต

 

ถ้าถามถึงความรักครั้งแรกๆ ของโจ้ เป็นอย่างไรบ้างคะ

 

ทิชากร: ถ้าตอนเด็กกว่านี้ ชีวิตความรักนี่คือ เอาตั้งแต่มัธยมถึงมหาลัยเลยก็…ตุ๊ดตัวเล็กตัวน้อยคนหนึ่งที่หลงรักชายแท้ ความรักแบบรักเพื่อนสนิทที่ทำทุกอย่างให้เขา พอรักเขาก็จะช่วยเขาจีบผู้หญิง เรารู้สึกว่า เราจะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เขา จัดการทุกอย่างให้เขา ช่วยเขาจีบผู้หญิงคนนี้ด้วยการอัดเทป เพื่อให้เขาเอาไปให้ผู้หญิงทุกอาทิตย์เลย เป็นอยู่ระยะเวลาประมาณปีหนึ่ง นึกออกหรือเปล่า ปีหนึ่งที่มีมิกซ์เทปไปให้ แย่ที่สุดนะ ที่เรารู้สึกว่าแย่ที่สุดที่มันเป็นตราบาป ทุกวันนี้ก็คือ…

 

เอาล่ะค่ะ ก็ถึงช่วงที่เราจะให้ผู้ฟังตัดสินใจใน 10 วินาทีต่อไปนี้นะคะ คุณคิดว่า จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ระหว่าง 1. สวมรอยเป็นเพื่อนที่แสนดีคนนั้น เพื่อหวังจะแย่งเขากลับมาทีหลัง หรือ 2. ไปตบรุ่นน้องคนหนึ่งที่เข้ามาขัดขวางปฏิบัติการกามเทพของคุณโจ้ เลือกค่ะ ลองทายดูนะคะ คิดว่า ข้อ 1 หรือข้อ 2 และคำตอบได้แก่

 

ทิชากร: เคยไปตบรุ่นน้องมัธยมเพียงเพราะว่ารุ่นน้องไปขัดขวางความรักของผู้ชายกับผู้หญิงที่เราต้องการให้เขาเป็นคู่กัน ไปตบเขาโดยที่น้องเขาก็ไม่ผิดอะไรเลย ไปทำแบบละคร ด้วยความที่ดูละครเยอะไป ตบหน้าเสร็จแล้วก็บอกว่า “ถ้าแกไปฟ้องครูนะ ฉันจะเอาแกแรงกว่านี้แน่” ดูละครเยอะ เป็นอะไรโจ้ เธอเป็นอะไร แล้วสุดท้ายผู้ชายก็ทุ่นเราด้วย ผู้ชายก็ไม่คุยกับเรา ส่งข้อความมาบอกว่า อย่ามายุ่งกับกูอีก ตอนนั้นคือพังไปเลย เมื่อก่อนตอน ม.1 ม.2 ม.3 ม.4 ยังเป็นเด็กเรียนเก่ง ม.5 ช่วงที่รักผู้ชายคนนี้ อยู่อันดับสุดท้าย ติด ร. ติด มผ. จนไม่มีใครเอา ในความรู้สึกของตัวเองคือ น้อยเนื้อต่ำใจว่า ฉันเป็นตุ๊ด ตัวเล็ก ดำ ผอม คงไม่มีใครเอา เพราะฉะนั้นพอรักใครมันเลยทุ่มเต็มที่ มันเลยให้ทุกอย่าง ตอนนั้นจำได้ว่า เปรียบเทียบกับเพื่อนตุ๊ดอีกคนหนึ่งที่ขาว จีน ดูหมวยๆ ซึ่งเพื่อนผู้ชายคนนี้ที่เราชอบมาก ซึ่งเป็นชายแท้ มันปฏิเสธความรักจากเรา แต่อยู่ดีๆ มันไปได้กับเพื่อนตุ๊ดที่ขาว มันยิ่งทำให้เกิดการเปรียบเทียบว่า ด้วยรูปลักษณ์อย่างนี้ ฉันคงไม่เจอความรักที่แท้จริง ตอนนั้นก็คิดอย่างนั้นจริงๆ จนรู้สึกว่าตัวเองกู้ความเชื่อในตัวเองกลับขึ้นมาได้ตอน ม.6 ด้วยมายาคติแบบนางเอก นางร้าย หรืออะไรก็แล้วแต่ คอยดู ฉันจะทำให้แกเสียใจ ฉันจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ไม่มีฉัน ชีวิตแกพัง ชีวิตเราขับเคลื่อนด้วยความอิจฉา ด้วยการพิสูจน์ตัวเองมาตลอด ม.6 ชีวิตก็เหมือนดีขึ้นมาเรื่อยๆ

 

เราเคยคิดเสมอเลยว่า เพื่อนเราที่อยู่รอบๆ เรา จากที่ต่างอำเภอบ้านเรา ขอเรียกว่า บางสวรรค์ คือบ้านเรา ที่บางสวรรค์บางคนมีฐานะดีกว่าเราอีกนะ แต่เราเคยงงเสมอเลยว่า ทุกคนเขามีเงิน เขามีฐานะ เขามีการศึกษาดีกว่าเรา เข้ามากรุงเทพฯ เขาเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน แต่สุดท้ายทำไมทุกคนถึงไม่มีความทะเยอทะยานแบบเรา ที่อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่ อยากทำโน่น อยากทำนี่ ทุกคนกลับมาบ้าน มีลูก มีผัว แต่งงาน สเตปชีวิตทุกคนเป็นเหมือนกัน มีเราที่รู้สึกว่า เราไม่อยากกลับไปบ้านเกิด ชีวิตเราตอนนี้ กรุงเทพฯ คือบ้าน เราเข้าใจแหละว่า พ่อแม่เราอยู่ที่โน่นอะไรต่างๆ แต่เราสร้างทุกอย่างที่นี่ด้วยตัวเอง มันก็เลยกลายเป็นบ้านของเรา แม้แต่ที่ตัวเมือง สุราษฎร์ธานีนั่นก็ไม่ใช่บ้านเรา แต่กรุงเทพฯ มันคือบ้านของเรา จริงๆ ตอนที่อยู่สุราษฎร์ธานีเราก็ย้ายออกมาอยู่กับรุ่นพี่ ย้ายออกมาอยู่บ้านเช่าตั้งแต่เด็กๆ เลย เพราะว่าจริงๆ บ้านเราอยู่ในต่างอำเภอ เราถูกส่งมาเรียนในเมือง และก็อยู่ในบ้านเช่ากับรุ่นพี่ผู้หญิง 6-7 คน ตั้งแต่ ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 เพราะพ่อเราต้องการให้มีการศึกษาที่ดี เลยส่งมาในเมือง ซึ่งก็ยอมรับว่า การศึกษาไทยในต่างจังหวัดมันก็ตอบโจทย์ไม่ได้ เราเลยรู้สึกว่า ตัวเองโตมากับวัฒนธรรมบ้านเช่าตั้งแต่ ป.2 เปลี่ยนมาตลอด บ้านเช่าหลังแรกที่เราย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แล้วเราก็อยู่กับเพื่อนชื่อโต้ยกับคามิน เป็นเพื่อนสมัยมัธยมที่ย้ายมาอยู่ด้วยกันในห้องเช่าหลังแรกแถวราม 2 เป็นห้องใต้หลังคาที่อยู่กันเล็กๆ แต่นอนกัน 3 คน ตอนนี้ทั้งโต้ยและคามินเสียชีวิตหมดแล้ว เด็กต่างจังหวัด 3 คน ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ซึ่งมาตามหาความฝัน แต่สุดท้ายมันเหลือเราคนเดียว มันเจ็บปวดมาก สองคนนี้มันเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และเรารู้สึกคิดถึงเพื่อนสองคนนี้

 

เราเคยนั่งอ่านหนังสือเอนทรานซ์ด้วยกัน ไปซื้อชีตรามด้วยกัน และพวกมันสองคนเห็นพัฒนาการความฝันของเรามาตลอดว่า เราอยากเป็นอะไร เราอยากทำอะไร นั่งรถไปเช่าวิดีโอด้วยกัน เห็นเราเริ่มเขียนบท เริ่มเขียนไดอะรีต่างๆ แล้วสองคนนี้เราอยากให้มันเห็นว่า ตอนนี้เรามาถึงจุดที่ฝันที่เราอยากทำทุกอย่าง อยากเป็นผู้กำกับ อยากทำโน่นทำนี่ อยากออกทีวีสมัยก่อน เราเป็นได้ทุกอย่างแล้วนะ มันเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยสุราษฎร์ธานีที่เวลาเราอกหัก เรามีโปรเจกต์ เรามีความฝันอะไร มันจะขับรถมอเตอร์ไซค์มารับเรา แล้วไปนั่งคุยกันริมน้ำ เพื่อนสองคนนี้เป็นเพื่อนที่มีความสำคัญกับชีวิตมากๆ อย่างที่บอก พอเสียชีวิตไปแล้ว เราอยากให้มันเห็นว่า มึงก็มีส่วนที่ทำให้กูมาถึงจุดนี้ได้ จำได้เลยว่า ก่อนมันตาย มันเคยส่งข้อความมาในเฟซบุ๊กว่ามันภูมิใจในตัวเรามากนะ ไม่คิดเลยว่าเราจะมาถึงจุดนี้ได้

 

คราวนี้เริ่มอยากขยับขยาย อยากมีบ้านของตัวเอง เริ่มหาบ้านเช่าที่เป็นทาวน์เฮาส์ เช่ามาเรื่อยๆ เปลี่ยนสถานที่มาเรื่อยๆ เปลี่ยนเฮาส์เมตมาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีที่ไหนที่เรารู้สึกว่า พอเป็นบ้านเช่าอย่างนั้น ยิ่งพออยู่กับคนอื่น เราไม่สามารถที่จะเป็นเราได้ 100% แล้วอีกอย่างส่วนใหญ่ที่เราไปเจอ หลายคนที่เขาก็ไม่ได้อยากจะทำสถานที่ตรงกลางให้มันดีขึ้น ให้ความรู้สึกเป็นบ้านไง บ้านที่อารีย์นี้ก็เกิดจากการอยากขยาย อยากจริงจังกับการทำ Trasher แล้ว ก็เลยหาออฟฟิศที่ทุกคนสามารถมารวมตัว มาประชุมอะไรกันได้ แล้วก็เกิดจากความดัดจริตของตัวเอง อย่างไรเราก็อยากมีบ้าน อยากมีออฟฟิศสวยๆ ยอมแม้จะมีรายจ่ายที่ไม่เพียงพอต่อการจ่าย แต่ขอเอาสบายไว้ก่อน ก็ได้บ้านหลังนั้น ก็เป็นสไตล์ยุค 70 มีบันไดวน พื้นไม้ปาร์เกต์ คือทุกอย่างอย่างที่เราต้องการเลย ก็มาอยู่ ทำเป็นออฟฟิศ ตอนนั้นอยู่กัน 4 คน มีเรา มีเจนนี่ มีออม มีเจสัน จริงๆ อีกคนหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามีความสำคัญที่สุดในชีวิตเราก็คือ เจนนี่ ปาหนัน เป็นคนหนึ่งที่เรารู้สึกว่า เป็นน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่ากัน เป็นเพื่อน เป็นน้อง ที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้เหมือนกัน เพราะถ้าไม่ใช่เจนนี่ เราก็ไม่สามารถที่จะสร้างชื่อเสียง สร้างผลงานได้จนคนยอมรับมาถึงจุดนี้ เพราะเจนนี่ให้เราเต็มร้อย ให้เราในการดึงศักยภาพที่จะสร้างมิวสิกวิดีโอ ทำซีรีส์ หรืองานอะไรต่างๆ นานา งานไวรัลอะไรต่างๆ จนคนรู้จัก แล้วสุดท้ายได้มาอยู่บ้านเดียวกัน มันมีพื้นที่บางอย่างที่ในขณะที่ต่างคนต่างทำงาน เจนนี่ก็จะไว้ใจเรา บางทีเจนนี่ก็จะนั่งใส่ผ้าขนหนูผืนเดียวอยู่ห้องตรงกลาง เล่าว่า วันนี้ไปทำอะไรมาบ้าง มุกอะไรต่างๆ “พี่โจ้ว่าทำอย่างนี้ดีไหม” “หนูรับละครเรื่องนี้ดีไหม” คือในฐานะที่เราทำงานกับเจนนี่มา จนเรารู้ว่าทักษะหรือศักยภาพตรงไหนของเจนนี่ที่จะทำให้คนรักมัน ทำให้คนหัวเราะได้ เราก็จะสามารถให้คำแนะนำเจนนี่ได้ เจนนี่มันจะไว้ใจเราในการที่จะเลือกงานให้มัน หรือถ้าเราอยากจะทำงานอะไรสักอย่าง แล้วเราอยากได้เจนนี่ เจนนี่ก็เคลียร์คิวให้ หาเวลามาทำให้ เพราะเจนนี่รู้ว่า ถ้าทำกับเรา มันไว้ใจได้ งานมันจะดึงศักยภาพของมันออกมาได้เต็มร้อย อย่างการได้มาอยู่พื้นที่เดียวกัน บ้านเดียวกัน จริงๆ ก็สนิทกันมากขึ้น เมื่อก่อนแค่ทำงาน เจอกัน ก็ได้แชร์ ได้เห็นความเป็นเจนนี่ 

 

ท่านผู้ฟังคะ เส้นทางชีวิตของคุณโจ้ก็ค่อนข้างจะครบรสเหมือนแกงปักษ์ใต้เหมือนกันนะ เอาล่ะค่ะ ดิฉันว่าเรื่องเล่าของคุณคิลินก็คงจะหรอยแรงไม่แพ้กันแน่นอนนะคะ จากภาพลักษณ์ที่ดูมั่นใจของเธอ วัยเด็กของเธอนี่จะเป็นอย่างไร ติดตามฟังกันต่อเลยค่ะ

 

เอมอนันต์: เอาจริงๆ คิดว่าตัวเอง Born to be อุแว้ออกมาก็เป็นเลสเบี้ยน โดยการสังเกตตัวเองว่า เราชอบสัมผัสของผู้หญิง หอมกว่า นุ่มกว่า แล้วก็ซอฟต์กว่า เพราะว่าที่บ้านเป็นร้านโชห่วย เราจะโตมากับการนั่งนับกระสอบสาคูและลังกระทิงแดง แล้วมันจะมีผู้ชายที่เขาเรียกว่าจับกัง ที่จะมาดแมน เหงื่อไคล เรารู้สึกว่า อันนี้เราไม่ชอบ แต่เราไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร เราก็เลยพยศไปทางชอบรุ่นพี่จัง ชอบรุ่นพี่จังตอนนั้น มันก็มีแค่ ไม่ทอมก็คือผู้หญิง ถ้าคุณอยู่ในลุคทอม แปลว่าคุณเป็นผู้หญิงรักผู้หญิง ไม่มีเพศอื่น ถูกไหมคะ ณ ตอนนั้น จะมองว่าใครชอบผู้หญิงคือเป็นทอม และถ้าใครที่เดินกับทอม คือดี้ ก็จะมีความบอย เราก็ทำความรู้จักตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นเด็กที่กบฏในกฎที่ไม่เข้าท่าตั้งแต่ตอนนั้นเลย เป็นต้นว่า ห้ามซอยผม คุณจะลงโทษเราอย่างไรก็ได้ แต่เราจะซอยผม

 

โอ้โห แสดงว่าวีรกรรมเยอะแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ

 

เอมอนันต์: เยอะมาก ตอนเด็กๆ ขึ้นห้องปกครองถี่ค่ะ อาทิตย์หนึ่งอย่างน้อย 3 ครั้ง แต่พอโตมา เรามองลงไปแล้วมันเป็นชีวิตที่สนุกมาก สนุกมากกับการที่จีบรุ่นพี่ หรือว่า แอบชอบใคร แล้วก็รู้จักอะไรมากขึ้นในตอนที่เรารู้สึกว่าควรไม่ควร เป็นต้นว่ามีอาจารย์มาจีบ เป็นอาจารย์ผู้หญิง แต่งงานแล้ว มีลูก แต่ตอนนั้นพอพ่อแม่เขาทราบแล้วว่ามันไม่ค่อยโอเค เขาก็จัดการไป แต่เราก็เอ๊ะ อันนี้คิดแต่เด็กเลยนะว่า มันผิดที่เขาเป็นอาจารย์ หรือมันผิดที่เขาเป็นผู้หญิง

 

คุณคิลินค่อนข้างถือว่ามีอุดมการณ์ของตัวเองตั้งแต่เด็กเลยนะคะ หลังจากนั้นเป็นอย่างไรบ้างคะ

 

เอมอนันต์: ไปเมืองนอก เป็น AFS นะคะ เราไปเจอเมืองที่ถ้าสมัยก่อนคนไม่เคยไปเมืองนอกจะมองว่า อเมริกาจะเป็นที่ที่เจริญ พี่ไปอยู่ Wisconsin แล้วมันแบบ ยกมือทาบอก ถนนไม่มีเส้นว่ะ ถนนไม่มีเส้นแปลว่าโคตรบ้านนอก เสาไฟเป็นไม้ ประชากรมีแต่แกะ เป็ด วัว เป็นเมืองที่ปลูกโสม ภูเขา ประชากรที่เยอะที่สุดคือกวาง และมีฤดูล่ากวาง หนาวที่สุดคือ -40 องศาฯ บางสัปดาห์ปิดโรงเรียนทั้งสัปดาห์เลย เพราะว่าถนนสไลด์เกินกว่าจะขับรถหรือเดินได้ ไม่ต้องพูดเลย ประชากรเขาจะมีความคิดเกี่ยวกับเกย์อย่างไร ทั้งโรงเรียนประมาณ 250 คน ยิ่งกว่าหนองโคกเนินยายมี และทุกคนจะต้องไปล็อกเกอร์ ทั้งโรงเรียนมีเกย์คนเดียว จำได้เลยชื่อ แอนโทนี เป็นเกย์หล่อเหลา แอนโทนีมันก็มีความบราซิล น่ารักมาก ชอบศิลปะ เจาะ สัก และก็โดนบูลลี่ โดนเผาตู้ล็อกเกอร์ ที่โน่นเขาจะขับรถไปเองใช่ไหมคะ แอนโทนีจะโดนล็อกรถตลอด ไม่ให้ออก และแอนโทนีก็ยืนหยัดกับความเป็นเกย์ของกู แต่เราก็ไม่กล้าพูดนะว่าเราเป็น เราไม่กล้าพูดเลย และก็เอาอีกแล้ว มันจะมีคนที่ชอบพูดว่า ชอบผู้หญิงมันเป็นแฟชั่น เป็นวัยเด็ก พอโตขึ้นมาคุณจะชอบผู้ชาย ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้สึกอย่างนั้น แล้วยิ่งตอนนั้นเป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย มันมีพลัง เราก็ยิ่งรู้สึกว่า ไม่ เราไม่เกิดเคมีกับผู้ชาย เราเกิดเคมีกับผู้หญิงที่เรารู้สึกด้วย แต่ไม่ใช่ทุกคนนะคะ มันเหมือนที่กะเทยชอบพูดว่า นี่ ฉันไม่ได้ชอบผู้ชายทุกคนนะ เหมือนกัน พอฉันชอบผู้หญิงแล้วเพื่อนเริ่ม เฮ้ย เดี๋ยว ดูหน้าด้วย ฉันอาจจะไม่ได้ชอบเธอ

 

พอมันเป็นชีวิตทำงาน เรารู้สึกว่า อิสระมันมาแล้ว ถ้าเราไม่ได้พึ่งพ่อแม่แล้ว และเราสามารถเลี้ยงดูท่านได้บ้าง เรามีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม ขอบอกก่อนเลยว่า ก่อนหน้านั้นมีแฟนตั้งแต่อายุ 14 ปี ก็พาเข้าบ้านหมด เพื่อให้เขาเห็นว่า เราไม่ได้ไปไหน และคนที่พาเข้าไป ถ้าคนไหนไม่โอเค เราดูปฏิกิริยาพ่อแม่ ไม่ฝืน พ่อแม่รักเรา ถ้าคนนี้พ่อแม่ไม่โอเค เดี๋ยวสักพักมันจะมีวิธีห่างไปเอง พี่มีแฟนตอนนั้น ไม่รวม Puppy Love แบบเด็กๆ นะคะ น่าจะคนที่ 8 และเป็นคนที่เรารู้สึกว่า เขาเป็นวัยทำงานแล้วซีเรียส อันนี้จะเป็นจุดแตกหักเลยนะ เคยไหมที่เราไม่รู้เลยว่า สิ่งที่เผชิญอยู่คือความฝันหรือความจริง พอเราเอารักเป็นตัวตั้งนะ กับชีวิตทำงานที่เราพุ่งไปสุด และเราทำทุกอย่างเพื่อความสัมพันธ์ที่ดี แล้วมันออกมาแย่ มันออกมาแย่ด้วยความไม่เข้าใจ ด้วยจังหวะชีวิต ด้วยอายุที่ห่าง ด้วยความต่างทั้งหมด แต่เราเอารักเป็นตัวตั้งไว้ก่อน ถ้าฉันมีความรัก ต้องผ่านไปได้ทุกสิ่ง เราไม่รู้เลยว่า ฝันหรือจริง เวลาสุขสุขจัง เวลาทุกข์ทุกข์มาก และมันมีการทำร้ายร่างกาย 

 

คุณคิดว่า คุณคิลินจะเลือกจัดการกับช่วงเวลายากลำบากกับความสัมพันธ์นี้อย่างไร ระหว่าง 1. ห่างกันสักพัก ห่างกันสักพัก มันคงจะดีเสียกว่า หรือว่า 2. เก็บของ แพ็กหนี เพราะถึงเวลาแล้วสินะ ที่ฉันต้องโยกย้าย

 

เอมอนันต์: ไม่เคยเลยนะคะที่บอกเลิกแล้วจบด้วยดี จุดตัดคือหักดิบ และขนของออกมาเสมอ ไม่ได้เลือกความรัก เลือกตัวเอง และไม่เคยทิ้งงานเลย ขนของออกมา สิ่งที่ทำ เช่าโรงแรมที่ใกล้กับที่ทำงานที่สุด และเช่ารถเพื่อทำงานต่อไป อย่างไรก็ได้ คุณค่าคือผลงานและการใช้ชีวิต พังมากเหมือนกันนะคะ ย้ายออกยากนะ ยากพอๆ กับไล่ใครสักคนออกไปจากชีวิตเลย

 

ตอนนั้นอยู่ด้วยกันนานไหมคะ

 

เอมอนันต์: 2 ปีกว่า นานนะ แล้วมันเผชิญเรื่องมาด้วยกันเยอะ เช่น รถชน หรือว่าเรื่องที่มันสะเทือนไปถึงสถานะของสังคม ที่ต่างคนต่างอยู่ และเปลี่ยนแปลงแบบนั้น แต่ที่แย่ที่สุดคือ น่าจะเป็นเรื่องการทำร้ายร่างกาย มันจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่า ชีวิตเราจะ Fast & Furious กับคนรักได้ขนาดนี้ เช่น ขับรถบนซูเปอร์ไฮเวย์ความเร็วประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เขาขับนะคะ แล้วดึงเบรกมือขนาดนั้น เข้าใจความหมุนตอนนั้นนะคะ เข้าใจอาชีพสตันท์แมน เป็นอาชีพที่เราควรจะให้ความคารวะเขาเยอะๆ คนที่ชอบอะไรแบบนี้ สาเหตุที่เขาทำ ก็น่าจะเป็นอารมณ์ล้วนๆ นะคะ ใช้คำว่า เข้าใจมากขึ้น และถ้ารัก แปลว่ารักเราและเขาเท่ากัน รักเรามันมาด้วยครอบครัว หน้าที่ และความเป็นเรา ความสุขของเรา รักเขาเท่าที่รักเราเลย แต่เขาจะรักตัวเองแค่ไหนไม่รู้ แต่ต้องรักเราเท่าที่เรารักเรา เทียบกับวัยนั้นที่คิดถึงแต่เรามองว่าเรารัก และเขาไม่เข้าใจ มันคือการเรียกร้องกันและกัน เขาก็เรียกร้องและเขาก็ไม่รู้ ตอนนี้เขาแต่งงานไปแล้ว มีลูกไปแล้วนะคะ เข้าใจว่าเราเองก็อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เขาหรอก แต่เพราะเราต่างซื่อสัตย์กับคำว่ารักกัน เราก็เลยพยายามจะเบียดตัวเองในภาชนะที่เราไม่ได้พร้อม มันก็เถือไง และเจ็บปวด 

 

โอ้โห ทั้งสองนี่ก็ผ่านชีวิตรักที่โชกโชนมาเหมือนกันนะคะเนี่ย ท่านผู้ชมอาจจะสังเกตได้ว่า การที่เราเลือกทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่ผิดนะคะ แต่สิ่งสำคัญคือ การบาลานซ์ความสุขของตัวเรา โดยไม่ลืมที่จะรักตัวเองค่ะ 

 

และก็มาถึงช่วงสุดท้ายในรายการของเรา ซึ่งเราจะพูดถึงสเปซของแขกรับเชิญของเรา โดยทั้งคู่ก็ได้มีเรื่องราวมากมาย ก่อนตัดสินใจที่จะสร้างพื้นที่ของตัวเอง ในช่วงสุดท้ายนี้ เราจะไปฟังกันว่า ทั้งคู่ผ่านอะไรกันมาบ้าง ในช่วง Search for Paradise ตั้งแต่คุณคิลินเปิด The Kloset Book Club แห่งนี้ ก็ได้เป็นที่พักพิงของชาวยูริหลายๆ คนที่อยากจะพักจากความวุ่นวายของชีวิต เรามาฟังนิทานจากคุณคิลินกันดีกว่าค่ะทุกคน 

 

เอมอนันต์: มันเป็นอย่างนี้ก่อนนะคะ ในตอนที่เราไม่รู้จักเลยว่า มันมีนิยายหญิงรักหญิง มันก็เหมือนไม่มีสื่อที่มันตอบโจทย์ชีวิต พอเราดูซีรีส์อย่าง The L Word มันเป็นซีรีส์หญิงรักหญิงของอเมริกา ซึ่งนานมากแล้ว มันแฮปปี้ ไปอ่านนิยายหญิงชายมันก็ไม่อิน พอมาเจอคำว่ายูริ แล้วเขียนเอง และมีฐานแฟนคลับ เราเริ่มรู้สึกว่ามันมีความต้องการเนอะ พอเราจัดมีตติ้ง มีตติ้งเนี่ยเขามองเราผ่านไปเหมือนสุญญากาศ คือเขามาเพราะเรา แต่พอจบแล้วมันเป็นอาฟเตอร์ปาร์ตี้ เขาคุยกันเหมือนไม่มีอะไรขวางกั้น ดังที่สุด ไมค์เอาไม่อยู่ คุยกันทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน และแปลว่า เอ้า คนพวกนี้หาเพื่อน หาคนคุย และแชตมันไม่เหมือนมาเจอกันแล้วเมาท์อย่างนี้ ก็เลยหนแรกไปแล้ว ทีนี้มีหนสอง คนเยอะขึ้น คุยกันข้ามคืน เราก็เลยรู้สึกว่า เอ๊ะ ตัวที่เด็ดๆ ทั้งหลาย คาแรกเตอร์ของบุคคลที่เราสนุกเวลาอยู่ด้วย คนอื่นเขาสนุกเวลาอยู่ด้วยเหมือนกัน เรามานัดเจอกันบ่อยขึ้น ไม่พอ มันเหมือนเพื่อนสาวและอัปเดตชีวิตกัน เฮ้ย เดี๋ยวไปกินข้าวกัน แต่บังเอิญมันไม่ใช่เพื่อนสาว มันเป็นเพื่อนสาวรักสาว และมันไม่เหมือนการไปคุยกับเพื่อนที่เป็นเพศอื่นๆ เพราะเราจะไม่สามารถกริ๊งกรั๊งกัน เฮ้ย 11 องศาฯ ก็ไม่ได้ พอมันมีตรงนี้ปั๊บ เราก็เลยมองว่า เรามาทำรังของเรากันเถอะ แล้วเผื่อคนอื่นอย่างไรดี ในเมื่อเรายังต้องการ ถ้าเรามี Budget รวมกันมาเท่านี้แล้ว ทำไมเราไม่ทำอะไรที่มันตอบโจทย์ที่มากกว่านี้ ทุกคนชอบเล่นเกม ทุกคนชอบเล่นกีตาร์ ทุกคนชอบเล่นเกมกระดาน ทุกคนชอบอ่านหนังสือ ทำรัง ว่างเมื่อไรก็แวะมา ทีนี้พอว่างเมื่อไรก็แวะมา มันไม่ใช่แค่เพื่อนเราแล้ว มันมาทั้งคอมมูนิตี้ยูริเลย ก่อนจะทำลองเสิร์ชในกูเกิลคำว่า หญิงรักหญิง หรือว่าเลสเบี้ยน เราเจอแต่ผับ บาร์ หรือไม่ก็เป็นของฝรั่งที่เป็นอีเวนต์ หรืออาจจะเป็นสมาคมหญิงรักหญิงที่เขาจัดปาร์ตี้แบบกลางคืน แต่เรามองหน้ากัน และรู้สึกว่า ถ้าเราจะเที่ยว เราไม่ได้อยากเจอใครๆ เราจะเที่ยวด้วยกันเอง เพราะฉะนั้นอันนั้นไม่ตอบโจทย์เรา เราไม่ได้อยากเที่ยวกลางคืน เราอยากเมาท์กลางวัน นอนกลางวัน ทำงานกลางวัน เราก็เลยมาทำ The Kloset พอเขามา ทีนี้เราก็ เอ๊ะ ทำอย่างไรให้มันเกิดการ Ice Breaking ก็ทำกิจกรรมขึ้นมา ก็พยายามจัดปาร์ตี้ ปาร์ตี้ในที่นี้คือแบบอีเวนต์ มาเจอกัน มีเกมมาเล่น มาจับของขวัญ มีกิจกรรม Music Day ก็มีน้องหอบแซ็กโซโฟนมาเล่นด้วย มีน้องเอาไวโอลินมาเล่นด้วย มีน้องมานั่งเขียนนิยายที่นี่ มีคุณหมอแอบเวรมาหลับที่นี่ แวะมาซื้อกาแฟ มีแม่ของเด็กๆ ที่บอกว่าอยากมา พาน้องๆ มานอนเล่นเกมแบตแมนแล้วกลับ มีแม่ที่บอกว่า มาทำอะไรกันทุกเย็น แล้วมาชะเง้อดู เห็นเด็กติวกันอยู่ หรือบางทีน้องเขาไม่รู้มีเรื่องอะไรกับที่บ้านมา แล้วเขาพาคุณแม่มา แล้วเขาก็ง้อกันด้วยวิธีแบบ คุณแม่เขาเล่นกีตาร์พร้อมพวกเรา เล่นเพลง I Started A Joke ให้ลูกฟัง วันนั้นน้ำตาไหลนะ เรารู้สึกว่า จะมีแม่สักกี่คนที่รักในสิ่งที่ลูกรัก มันเป็นอะไรที่พี่ว่า บางทีเราแก้กันเองไม่ได้ที่บ้าน เราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม แล้วมันปลอดภัย โลกข้างนอกเขาอาจจะไม่ได้มีพื้นที่ให้เรายืน เพราะคนเราต่างกัน จะโทษ ข้างนอกก็ไม่ได้  ก็หาที่ยืนให้ถูก สร้างรังให้ตัวเองให้ถูก เท่านั้นเองค่ะ

 

แล้วคุณคิลินคิดอยากจะมีครอบครัวบ้างไหมคะ 1. อยากมี 2. ไม่อยากมี หรือว่า 3. ถูกทุกข้อ แล้วคุณคิดว่าเป็นข้อไหน

 

เอมอนันต์: พี่เชื่อในความรัก แต่พี่ไม่เชื่อในการครองคู่ของเพศเดียวกันที่เป็นหญิงรักหญิงในประเทศไทย ต้องเต็มประโยคนะ ถ้าเมืองนอก เช่น ถ้าพี่อยู่ที่อัมสเตอร์ดัม ไม่แน่ ถ้าพี่อยู่ในอเมริกา ในแอลเอ หรือว่าซานดิเอโก ไม่แน่ พี่ว่าโครงสร้างทางสังคมมันไม่ได้อำนวย มันต้องใช้พลังเยอะมากในการดำรง โครงสร้างทางสังคมถ้าสังเกต คนไทยเราจะเซนซิทีฟกับการที่พ่อแม่แก่และกำลังจะตาย จุดยึดต่อไปคืออะไร ถ้าคุณไม่มีครอบครัว ลูก สามี หรือภรรยา ถ้าพ่อแม่แก่ไปแล้วตาย เรายังมีครอบครัวอยู่นะ บางคนมีคู่เพราะกลัวเหงา กลัวไม่มีคนดูแล แต่เพศนี้มันไม่ได้มีอะไรยึด ไม่ว่าจะเป็นกรอบทางสังคมหรือกรอบทางความผูกพัน ในเชิงความรับผิดชอบต่อครอบครัว เช่น มีลูกกัน และหาเงินเพื่อส่งลูก ให้ตายเหอะ มันเลิกกันไม่ได้ เพราะเราต้องทำสิ่งนี้ให้มันสำเร็จ แบบนี้ก็ยาก ต่อให้จะมีคนมาบอกว่า ต่อให้เป็นผู้หญิงผู้ชายมันก็เลิกได้นะ แต่การขึ้นศาลและค่าสมรสเลี้ยงดู มันบังคับนะว่าเราจะอยู่ได้อย่างไร แล้วผู้หญิงกับผู้หญิงเอาอะไรมาบังคับ มันอยู่รอดยาก ความจริงคือความจริง ต่อให้คุณจะฝันว่า มันสวยแค่ไหน ความจริงคือ พอถึงจุดที่มันเป็นปัญหา จะมีสักกี่คนอยากแก้ จะมีสักกี่คนที่พร้อมเปลี่ยนและปรับ มันน้อยมาก

 

อึดอัดบ้างไหมคะกับสังคมทุกวันนี้

 

เอมอนันต์: ไม่นะ ถ้าเราเข้าใจความจริง เราจะอยู่ได้กับทุกอย่าง แต่ถ้าเราเรียกร้องแต่สิทธิ์ แต่ไม่มองความเป็นจริงก็อยู่ยาก เจ็บปวด เพราะความจริงคือความจริง ไม่ว่าสังคมจะเป็นอย่างไร มันก็อยู่ที่เราจะอยู่อย่างไร วางใจอย่างไร จะเอาความเข้าใจไปฝากไปกับคนอื่น หรือเราจะแฮปปี้กับตัวเอง ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องฝากความรักและตัวตนของเราไว้ที่ใคร

 

สำหรับคุณคิลินแล้ว เธออาจจะไม่ได้ต้องการมีพื้นที่เพื่อตอบสนองคนรัก หรือว่าสร้างครอบครัว แต่กลับมีพื้นที่ให้แก่คนที่ต้องการที่พักพิง และก็สามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยปราศจากความกังวลจากการถูกตัดสินโดยคนรอบข้าง เช่นเดียวกับการที่ใครบางคนได้กลับมาบ้าน และก็อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของเขา แต่บางครั้ง ในทางกลับกัน พื้นที่อยู่อาศัยของบางคน อาจจะไม่ใช่ที่ที่แสดงความเป็นตัวเองได้อย่างที่เราควรจะเป็น เรามาฟังประสบการณ์ตรงจากคุณโจ้กันค่ะ

 

ก่อนหน้านี้โจ้อยู่ที่ออฟฟิศกับ Trasher เปรียบเทียบกับบ้านเช่าที่เราย้ายมาล่าสุดกับที่นี่ มันมีอะไรคล้ายกันหรือว่าต่างกันอย่างไรบ้างคะ 

 

ทิชากร: จริงๆ อยู่กันเยอะๆ ก็อย่างที่บอกว่า ความต้องการของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน คนนี้ทำงานอยู่ที่บ้าน อีกคนหนึ่ง เจนนี่บางทีก็ต้องตื่นเช้านอนเร็ว เจสันก็ต้องทำครัวกลางคืน ความสำคัญมันไม่บาลานซ์ตลอด บางทีตัวเราเองจะทำงานต้องรอกลางคืน เพื่อที่จะให้สงบเงียบที่สุด จนสุดท้ายตอนช่วงที่พยายามที่จะตัดสินใจแล้วว่า เรามั่นใจในความสัมพันธ์ว่าเราอยากอยู่ด้วยกัน แล้วทอมก็ย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านที่อารีย์ ซึ่งห้องเราตอนนั้นมันก็ห้องแคบๆ ก็มีห้องน้ำส่วนตัว มีพื้นที่ตรงกลาง มันกว้างอยู่ แต่สุดท้ายพื้นที่ตรงกลาง มันก็เป็นพื้นที่ที่ต้องแชร์ เพราะฉะนั้นตัวเราไม่มีปัญหาหรอก อย่างตัวทอมเองเขาทำงานที่บ้าน เขาก็จะรู้สึกว่า เขาอยากมีพื้นที่เป็นของตัวเอง ตอนนั้นทะเลาะกันเพราะเขารู้สึกว่าไม่มีส่วนไหนในบ้านที่มันเป็นของเขา เขาย้ายเข้ามาอยู่กับเรา เพราะฉะนั้นเขารู้สึกไม่ Belong กับที่นั่น เขารู้สึกว่า นี่ไม่ใช่ชีวิตคู่อย่างที่เขาต้องการ เราอยากย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพราะว่าเราอยากมีชีวิตกัน 2 คน แต่ปัญหาจุกจิกเราก็ทะเลาะกันได้ กางเกงในหาย นอนอยู่ตอนเช้าเพื่อนเราต้องใช้ห้องน้ำ หรืออะไรเล็กๆ น้อยๆ มันไปจุดประกาย เรารู้สึกว่า สภาพจิตใจมันแย่มาก ตอนนั้นกลัวมากว่า เราจะอยู่รอดกันหรือเปล่าเนี่ย เราจะเลิกกันหรือเปล่าเนี่ย

 

เอาล่ะค่ะ ทำอย่างไรดีล่ะทีนี้ เพื่อนเราก็อยากอยู่ด้วย แฟนเราก็ต้องตามใจ ประคับประคองความสัมพันธ์กันอีก แบบนี้คุณโจ้จะเลือกอะไร ระหว่าง 1. เพื่อนต้องมาก่อน ผู้ไว้ทีหลัง มันเคลียร์กันได้ค่ะ หรือว่า 2. ผู้ต้องมาก่อน เพื่อนนี่พักไปได้เลยค่ะ

 

ทิชากร: ตอนนั้นรู้สึกว่า มันเป็นช่วงที่รู้สึกว่าความสัมพันธ์ตึงเครียด เรารู้สึกว่า ถ้าไม่ย้ายออก ถ้าไม่หาบ้านใหม่ มีสิทธิ์เลิกกันแน่ๆ เพราะมันมีปัญหาหยุมหยิมเล็กๆ น้อยๆ จากการอยู่ด้วยกันหลายๆ คน และมันเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่า เราต้องจริงจังแล้ว เราต้องพิสูจน์ว่า เราอยู่ด้วยกัน 2 คน ได้จริงๆ แล้วนะ ก็เลยเริ่มหาบ้านกัน เริ่มหาจากอินเทอร์เน็ต จนไปเจอบ้านในซอยสวนพลูนี่แหละ แต่พอดูแล้วรู้สึกเป็นบ้านที่ยังไม่ใช่ ก็เลยเดินดูมาเรื่อยๆ จนมาเจออพาร์ตเมนต์หลังนี้ ก็ขึ้นมาดูและรู้สึกว่ามันใช่มาก มันตอบโจทย์เรามาก สเปซดี ห้องที่ปลอดโปร่ง ย่านที่ทอมชอบ เพราะว่าทอมมีเพื่อนอยู่แถวนี้ด้วย และเขาก็แฮงเอาต์กันอยู่แถวนี้ มีคาเฟ่ อยู่ใจกลางเมือง แล้วก็รู้สึกว่า ทำให้เราจะได้ใช้ชีวิตด้วยกันมากขึ้น เห็นห้องครัวแล้วก็รู้สึก เฮ้ย เดี๋ยวเราจะได้ทำอาหารด้วยกัน มีกิจกรรม มีพื้นที่ให้เรามากมาย ก็เลยตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ และพอตั้งแต่มาอยู่ มันเปลี่ยนแปลงเรามาก สำหรับเรา เราสนุก นี่มันเป็นครั้งแรกที่เราสนุกกับการแต่งบ้าน เราหมดเงินไปกับการแต่งบ้านเยอะมาก โดยที่เราไม่สนใจเลย เมื่อก่อนเดือนหนึ่งเราหมดไปกับการซื้อเสื้อผ้าเป็นหมื่น ตอนนี้เราไม่ซื้อเสื้อผ้ามา 4-5 เดือนแล้ว ไม่คิดไปเดินสยาม แต่เราหมดไปกับการไปร้านเฟอร์นิเจอร์ ต้นไม้ ไม่เคยคิดที่จะสนใจมาก่อน นึกออกหรือเปล่า มีความสุขกับการตื่นมาตอนเช้า เปิดเพลงแจ๊สฟัง รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น รู้สึกว่า ตัวเองมีพื้นที่ ความสัมพันธ์เราก็ดีขึ้น เราทะเลาะกันน้อยมากในบ้านหลังนี้ เรารู้สึกว่า พอเราได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เราไม่มีความกดดันที่จะต้อง Pleaseใคร ในเวลาที่เราต้องการพื้นที่ส่วนตัว เราก็มีพื้นที่ส่วนตัวให้กันและกัน ไม่ต้องคุย มันมีโมเมนต์พอมีสเปซ บ้านที่มันใหญ่พอ เธอไปอยู่ในห้อง ฉันมาอยู่ตรงนี้ ต่างคนต่างอยู่กันก็ได้ พอเราอยากเจอกัน เราก็มานั่งดูหนังตรงกลางบ้าน รู้สึกว่า ความสัมพันธ์เรามันนิ่งขึ้นเยอะเลยตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ และก็มองเห็นอนาคตของเรามากขึ้นว่า วันหนึ่งถ้าเราจะมีบ้านของเราเอง ก็อาจจะมีบ้านลักษณะนี้ ยังคุยกับทอมเลยว่า นี่คือไลฟ์สไตล์ที่เราต้องการมาตั้งนานแล้ว แต่อะไรต่างๆ อุปสรรคในชีวิตที่ทำให้เราไม่ได้อย่างที่ต้องการ แต่ตอนนี้นี่คือบ้านในฝัน นี่คือชีวิตในฝันประมาณหนึ่ง ณ อายุเท่านี้ ตอนนี้ แต่ข้างหน้าไม่รู้มันจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ตอนนี้รู้สึกว่า เราทำงานหนักเพื่อสิ่งนี้

 

และก็จบกันไปแล้วนะคะ ทั้งคุณโจ้แล้วก็คุณคิลิน ทั้งสองท่านนี่ก็มีจุดตัดสินใจในชีวิตที่ทั้งคู่ได้เลือกที่จะออกมาสร้างพื้นที่ที่ทั้งคู่ต้องการจริงๆ เพื่อเติมเต็มความสุข แล้วก็สร้างความสัมพันธ์ให้ยั่งยืน อย่างที่คุณคิลินได้มอบพื้นที่ The Kloset ให้กับชาวยูริ แล้วก็อย่างที่คุณโจ้ได้เลือกบ้านสวนพลู เพื่อเป็นพื้นที่ให้คุณโจ้ได้พัฒนาความสัมพันธ์ด้วยความเข้าใจกับคู่รักของเขานะคะ 

 

สำหรับรายการของเราวันนี้ ขอขอบคุณแขกรับเชิญทั้งสองท่านของเรานะคะ และที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ ก็คือผู้ฟังที่น่ารักของเราทุกคนนะคะ ต้องขอขอบคุณ จาก THE STANDARD Podcast Somewhere I Belong Search For Paradise ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

 


 

Credits

 

Director & Script Writer คำขวัญ ดวงมณี

สุภพงส์ พงษ์พานิช

 

Subject เอมอนันต์ อนันตลาโภชัย

ทิชากร ภูเขาทอง

Editor จิรวัฒน์ วิรวังโส

Sound Recording ฐิติวัสส์ เพ็ชรวารี

วรงค์ ราชปรีชา

Final Mixing ธาดา ไมตรีเวช

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader ภาวิกา ขันติศรีสกุล

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.5 Search for Paradise appeared first on THE STANDARD.

]]>
Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.4 คบเด็กซื้อบ้าน https://thestandard.co/podcast/somewhereibelong4/ Fri, 22 Nov 2019 08:00:33 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=306210 Somewhere I Belong

กำกับพอดแคสต์โดย ธนชาติ ศิริภัทราชัย สร้างจากเรื่องจริง […]

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.4 คบเด็กซื้อบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Somewhere I Belong

กำกับพอดแคสต์โดย ธนชาติ ศิริภัทราชัย

สร้างจากเรื่องจริงของ กตัญญู สว่างศรี, ภากร จุ่งรุ่งเรือง และป๊อปปี้-รัชพงศ์ อโนมกิติ

 

เราจำเป็นต้องมีบ้านเป็นของตัวเองไหม? เบ๊น ธนชาติ ชายหนุ่มวัย 30 กำลังถามตัวเองด้วยความสับสน เพราะใครๆ ก็บอกว่า การมีบ้านคือการมีหนี้ก้อนใหญ่ เขาจึงเลือกคุยกับผู้ชาย 3 คนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ตัดสินใจออกไปมีพื้นที่ของตัวเองมาก่อนหน้า ทุกคนพูดตรงกันว่าเราไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ ดีหรือร้ายอย่างไรจนกว่าเราจะได้ออกไปเจอสิ่งใหม่ที่ดีกว่า และคำตอบเหล่านั้นก็ทำให้เขารู้ความต้องการของตัวเองชัดเจนมากขึ้น

 


 

ผมชื่อเบ๊น ธนชาติ ครับ ผมเป็นนักเขียนและผู้กำกับโฆษณา ผมเป็นคนที่มีชีวิตดี และมีทัศนคติในแง่บวกครับ เป็นคน Productive และมี Growth mindset และหมั่นตรวจสอบเป้าหมายของชีวิตตัวเองอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ผมยังมีบ้านที่ดีและน่าอยู่ครับ บ้านของผมอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร อยู่บนถนนราชพฤกษ์ ราคา 15-30 ล้านบาท แม้หลังของผมจะราคา 15 ล้านบาท และดูจนที่สุดในหมู่บ้าน แต่ชีวิตผมก็ค่อนข้างพอใจครับ บ้านของผมเป็นทรงโมเดิร์น ตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สแกนดิเนเวียน ปูพื้นด้วยไม้จริงจากรัฐ Oregon พื้นที่หลังบ้านทำเป็นบ้านดินเล็กๆ สามารถ ออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งได้ ทุกเช้าผมจะตื่นมาทำสแมชอโวคาโดแซนด์วิช และกาแฟ Cold brew จากเมล็ดพันธุ์ Single Origin จากนั้นก็นำมากินแกล้มระหว่าง เปิดอ่านนิตยสาร Monocle เพื่ออัพเดทเทรนด์ Digital Disruption ของโลก นี่แหละครับ Somewhere I Belong ของผม ที่ที่ผมมีความสุข ที่ที่ผม belong และก่อนจบพอดแคสต์ตอนนี้ ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขเหมือนผมครับ สวัสดีครับ 

 

เนี้ย! ผมก็อยากให้พอดแคสต์ตอนนี้ มันชิกๆ อภิรมย์เหมือนคนอื่นเหมือนกัน แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยครับ ความจริงแล้วก็คือ Somewhere I Belong ของผม ตั้งอยู่ข้างๆ  ชุมชนแออัดแห่งหนึ่งในฝั่งธนครับ ก็เป็นบ้านของอาโกวที่ผมอยู่อาศัยมาตั้งแต่เด็กน่ะครับ แน่นอนว่าภายในมันก็น่ารัก อบอุ่น และคุ้นเคย แต่ภายนอกรอบด้านก็วุ่นวาย โกลาหล และน่าขัดใจอยู่ เป็นครั้งคราว เพื่อให้เห็นภาพนะครับ นี่คือเสียงจริงที่ลอดออกมาในห้องผมครับ 

 

(เสียงคนทะเลาะกัน)

 

อันนั้นเสียงสามีภรรยาข้างบ้านเขาทะเลาะกันครับ และบางวัน

ก็มีเสียงรถพุ่มพวง ที่ประกาศวนลูปอยู่หน้าบ้านด้วย

 

(เสียงประกาศ)

 

แถมบางทีก็มีคน Super Productive ตื่นขึ้นมาต่อเติมกันสาดในตอนเช้าวันอาทิตย์อีกด้วย

 

(เสียงซ่อมบ้าน)

 

และไม่ใช่แค่เสียงดังเท่านั้นนะครับ ที่กระเด็นผ่านรั้วบ้านผมเข้ามา บางวันก็มาในรูปแบบเศษอาหาร ที่ถูกเทจากหน้าต่างบ้านข้างๆ บางวันเป็นขวดใส่ปัสสาวะ บางวันเป็นซากถุงยาง บางวันมีเสียงปืน หลายคืนมีเสียงรถหวอ หนักสุดคือบ้านผมเคยโดนคนกระโดดเข้ามาในบ้าน สามสี่ครั้งแล้วครับ เขาไม่ได้เป็นโจรเข้ามางัดอะไรหรอกฮะ เขาแค่ปีนเข้ามาในบ้าน ที่ใช้เป็นทางผ่านในการหนีตำรวจเข้ามากวาดล้างยาเสพติด 

 

พอมีเพื่อนบ้านแบบนี้ ผมกับอาโกวก็ต้องหาวิธีป้องกัน พวกเราเสริมกำแพงบ้านให้สูงขึ้น โดยติดไม้ระแนงและลวดหนามขึง ติดกล้องวงจรปิด และไฟอัตโนมัติส่องเมื่อมีคนเดินผ่านตอนกลางคืน มีปุ่มสัญญาณฉุกเฉินที่แผดเสียงดังไปถึงปากซอย และในบ้านก็เลี้ยง หมาเพิ่มอีก 3 ตัว ซึ่งพอทำทั้งหมดนี้แล้วเนี่ย มันก็อุ่นใจดีครับ แค่ว่าตื่นมาตอนเช้า ก็คิดว่าตัวเองตื่นในเรือนจำคลองเปรม และได้หัวข้อพอดแคสต์นี้ ร่อนออกมาจากนอกกำแพง ผมก็ยิ่งสงสัยว่า ทำไมบ้านที่ผมอยู่ มัน belong ประหลาดๆ วะ แบบนี้มันก็ควรจะเป็น Somewhere I Belong ปะวะ มันควรจะเป็น Somewhere I should not belong ปะวะ นี่คือความน่ากลัว คือการที่เรารู้สึกสนิทสนมกับความไม่โอเค นานเข้าๆ จนเรารู้สึกว่าโอเค อันนี้กับทุกเรื่องนะ เช่น งานที่เราทำไปอย่างนั้นๆ ความสัมพันธ์ที่ก็ไม่ Healthy พอชีวิตผมเป็นแบบนี้แล้วเนี่ย มันก็ต้องหาเพื่อนร่วมชะตากรรม ซึ่งพอคิดไว้แล้วเนี่ย กตัญญู สว่างศรี คือคนที่โผล่ขึ้นมาคนแรก 

 

กตัญญูเป็นสแตนด์อัพคอเมดี้ เป็นพิธีกร และก็เป็นเจ้าของบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง แล้วยูเนี่ยก็เป็นคนที่มีอดีตไม่ได้ต่างจากผมนักเลย คือแต่ก่อนก็อยู่บ้านในย่าน เรียลๆ ลุยๆ ตามสไตล์ชานเมืองกรุงเทพฯ เป๊ะเลย 

 

กตัญญู: จริงๆ มีหลายเรื่องมาก หลักๆ เนี่ยหมู่บ้านเดิมเรา เป็นทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งทาวน์เฮ้าส์นะ นึกภาพ อบอุ่น พูดคุย รู้จักกันทุกคน ในอีกแง่นึง คือเขาก็คุยกันโช้งเช้ง กินเหล้า ตั้งวง เสียงดัง อะไรอย่างเนี้ย ที่หมู่บ้านเนี้ยจะมีลำโพง และก็มีการกระจายเสียง คุณนึกๆ ดูนะ เราทำงานดึกๆ เสาร์อาทิตย์ เช้ามาแม่งมาละ เปิดเพลงอะไรอย่างเนี้ย เปิดเพลง เปิดเพลงทำไมวะ วันเด็กเนี่ยได้ยินละ ปีใหม่ เสียงแหลมๆ แล้วก็จะมีการทำบุญซึ่งออกลำโพงตลอดเวลา แล้วเหตุการณ์มันมีเรื่องนึงที่แบบหงุดหงิดมาก ก็คือ ครั้งนั้นมีการอบรมการเงิน คือเขาจะเอากลุ่มคนที่สนใจไปที่ซอยท้ายหมู่บ้าน แล้วก็พูดคุยกัน สอนกันตรงนั้น แล้ววันนั้นเขาดันสอนผ่านลำโพง แล้วมันเป็นตอนเช้า เรานอนอยู่เราก็แบบ หงุดหงิดเว้ย วันนั้นเราก็เดินลงไป แล้วก็หยิบหนังสือการเงิน เดินไปที่ที่เขาประชุมกัน แล้วก็เดินไปเรียกประธานหมู่บ้านที่เรารู้จักกัน บอกเขาว่า ขอโทษครับ ผมขอคุยด้วยแป๊บนึง หยิบหนังสือมา แล้วก็จำได้เลยก็คือ ไอที่เขาเรียนๆกันอยู่ ก็ต้องหยุด เพราะประธานเดินออกมา แล้วก็มีไอ้หนวดอยู่คนนึง ที่แบบเดินมาด้วยหน้าตาเกรี้ยวโกรธ แล้วก็บอกเขาว่า ผมอ่านหนังสือเชิงเศรษฐศาสตร์ครับ แล้วก็ผมสนใจการเงิน นี่คือหนังสือที่ผมอ่านอยู่ ผมมีความรู้เรื่องนี้อยู่ประมาณนึง แล้วก็ผมใช้เวลาในการเรียนกับมันไม่น้อย แต่ว่าผมไม่ใช้ตอนนอน ตอนนอนผมอยากนอน เพราะฉะนั้นถ้าจะเรียนกันอย่าผ่านลำโพง ให้ผมเรียนตอนนี้เลย ช่วยหยุดหน่อยได้ไหมครับ ผมคิดว่าคนอื่นเขาก็ฟังไม่รู้เรื่องหรอก คุยปล่อยผ่านลำโพงมา มันไม่ได้เรียน มันไม่ได้ตั้งใจกัน ผมคิดว่าขออนุญาตปิดแล้วกัน 

 

ธนชาติ: เนี้ย อุตส่าห์สุภาพแล้ว

 

กตัญญู: คือจริงๆเราคิดว่าเขาคงงงอะ เฮ้ย! นายเป็นอะไรกตัญญู แต่เขาก็ไปปิด แต่ก่อนเขาปิด มีผู้ใหญ่ในหมู่บ้านอีกคนนึง ซึ่งก็รู้เรื่องงาน เขาพูดออกลำโพงเลย เอาล่ะครับ สำหรับการเรียนในวันนี้ก็ อาจจะต้องขออนุญาตปิดลำโพงก่อน  เพราะว่ามีบางคนนั้นไม่พอใจ ที่เราได้เอาความรู้มาแบ่งปัน อู้หูย แดกเราอีก แดกเราทำไม ก็ต้องขอโทษๆ ด้วย ถ้าใครอยากจะได้รับความรู้ดีๆ ก็ให้มากันที่ท้ายซอย 1 ที่หมู่บ้านครับ ใจความประมาณนี้ เราก็หงุดหงิดเหมือนกันนะ แล้วเรารู้สึกว่าเพื่อนบ้านนี่เป็นปัจจัยสำคัญของชีวิต สัตว์ต่างๆ ก็จะติดอยู่กับภพชาติของตัวเอง เราคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกันเลย เวลาที่เราติดอยู่กับพื้นที่ที่เราเคยอยู่มันคุ้นชิน เราไม่รู้หรอกว่าอะไรมันดีกว่า ถ้าเราไม่เคยได้ไปลอง ถ้าเราไม่ได้เคยไปสัมผัสดู เราก็จะอยู่ตรงนั้นได้ มีความสุขอยู่ตรงนั้นได้ เพราะเราปรับตัวได้ เราเก่ง เราเปลี่ยนวิธีคิดได้ แต่พอมาอยู่ที่เนี้ย มันเริ่มย้อนกลับไป และก็เห็นว่า โอ้โห บ้านเดิมแย่ว่ะ ณ ตอนนั้นคือแม่ชวนเลย สิ่งสำคัญที่ทำให้รู้สึกอยากออกไปเลยคือ คือแม่ แม่เป็นคนที่เราสนิทมาก เราก็คุยกันหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นแม่เขาก็ มีความฝันอยากจะอยู่บ้านดีๆ เงียบสงบ คือต้องบอกว่า ในหมู่บ้านเราคุยกันหมดเลยนะ เมาท์ไอ้นั่น แต่งผัว นี่มีนู่นนี่นั่น แต่แม่เราเป็นคนเดียวเลยที่ ไม่ไปเมาท์ แต่คืออาจจะรับข้อมูลบ้าง จากวงหวยอะไรของแก ตามประสาชาวบ้าน แต่แม่เราแทบจะไม่มีเพื่อนบ้าน ไม่คบ คือแกชอบอยู่เงียบๆ สงบ และตอนที่เรามา เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มาดูบ้านน่ะ แม่อยากมา เราก็คิดว่า ชีวิตอะ เวลามันสำคัญเนอะ แม่เราก็แก่ตัวลงเรื่อยๆ 

 

ธนชาติ: แล้วเรารู้สึกยังไงบ้าง

 

กตัญญู: ดีกว่าเยอะ บ้านมันควรเป็นที่ที่สงบอะ มันควรเป็นช่วงเวลาที่แบบสงบ ได้พักผ่อน เมื่อก่อนตอนเด็กๆ เราคิดว่าบ้านมันแยกขาดเนอะ หมายถึงว่า บ้านที่ดี คือ บ้านหนึ่งเดียว แต่พอโตขึ้นมาเราก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย เพื่อนบ้านเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้มันจะมีอยากออกไปนั่งร้านกาแฟ มันอยากจะออกไปนั่งร้านที่นั่งอ่านหนังสือ ฟังเพลงเพราะๆ แต่ทุกวันนี้มันจะกลายเป็นว่าเราอยากหาเมล็ดกาแฟดีๆ เข้ามา และก็อยากชงที่บ้าน คือมันกลายเป็นว่าเราอยู่บ้านมากขึ้น ชีวิตเปลี่ยนคือเสาร์อาทิตย์ อยากกลับบ้าน อยากอยู่บ้าน สนุกที่จะอยู่บ้านมากขึ้น ชีวิตประจำวันผมเลยเช้ามาต้องแบบ ชงกาแฟ ต้มน้ำร้อน เอาเมล็ดกาแฟเทใส่ เปิดเพลง แล้วก็เปิดเครื่องทำควันของมูจิ คือเราต้องกระแดะนิดนึง มันเป็นไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ 

 

ธนชาติ: จริตดีๆ

 

กตัญญู: เอาจริงๆ แล้วน่าหมันไส้ แต่การถูกหมั่นไส้นั้น ดีกว่าการไปหมั่นไส้คนอื่น เนี่ยย คมคายนิดหน่อย แต่ว่ามันแฮปปี้มากนะ คือบางครั้งเมื่อก่อนเราเปิดทีวี ฟังข่าวตอนเช้า เราคิดว่ายุคนี้มันโชคดี เราเคยเปิดข่าวทิ้งไว้เจอข่าวฆาตกรรม แล้วมันเครียด เราเริ่มต้นชีวิต ด้วยการชงกาแฟ ฟังเพลง ขับรถ เปิดพอดแคสต์ที่มันมีประโยชน์กับเรา ชีวิตมันแบบโคตรดีเลย ได้ทั้งพัฒนาตัวเอง อารมณ์ และก็ความรู้ ความคิด 

 

ธนชาติ: ถึงตอนนี้ผมลองให้กตัญญูพาชมบ้านฮะ ผมก็เดินตั้งแต่ชั้นหนึ่งขึ้นไปถึง

ชั้นสุดท้ายเลยฮะ ซึ่งมันก็สวยตามที่มันพูดจริงๆ แหละ มีความคุมโทน ถึงขั้น OCD แฝงอยู่เรื่อยๆ ผมชวนคุยเรื่องการตกแต่งฮะ คืออยากรู้ว่า ทำไมมันต้องจัดเต็มขนาดนี้

 

กตัญญู: เราว่าความสวยมันชุบชูใจ ทุกๆ วันที่เราเข้าห้องน้ำ เรามองไปแล้วมันเพลิดเพลิน หรือว่าเราลงไปนั่งข้างล่าง ที่เราวางโต๊ะใหญ่ๆ แล้วมันเหมือนแบบ เรานั่งอยู่ในคาเฟ่ที่เปิดเพลงเพราะๆ มันมีป้ายโฆษณาอันนึง ของ AP นี่แหละ ที่เราชอบมาก อันนี้เป็นตั้งแต่เด็กแล้ว เราเริ่มต้นอย่างนี้ คือเราเคยไปทำงานร้านหนังสือ ที่เมืองปาย แล้วหัวหน้าตอนนั้นให้เงินมา 5,000 บาท แล้วบอกว่าซื้ออะไรเข้าร้านก็ได้ ยกเว้นของที่ไม่สวย แล้วมันก็กลายเป็นว่า อ๋อ ความสวยมันเป็นฟังก์ชั่นที่เราต้องการในชีวิต แล้วมีอยู่วันนึง เราคิดว่าน่าจะเป็น ของ AP บอกว่า Beautiful is Functional  นี่คิดแบบเรื่องนี้จริงจังเลยนะ คิดว่าแบบ เรามีชีวิตอยู่ เวลามันสำคัญ และการได้ใช้ช่วงเวลาต่างๆ ไปกับสิ่งที่มันสวย สิ่งที่มันดี และมันคือบ้าน มันคือพื้นฐาน 

 

ธนชาติ: อื้อหือ พอสัมภาษณ์ยูเสร็จนี่ ไฟมาทันทีเลย อันนี้คุณผู้ฟังอาจจะได้ยินแค่เสียง แต่จริงๆ ท่าทางความอินกับบ้านของยูมันโปรเจกต์ออกมาชัดเจนมาก จนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างผม รู้สึกได้จริงๆ เลยนะ ยิ่งพอกลับมาเจอบ้านของตัวเอง  เจอกับเสียงจากข้างบ้านเนี่ย  (เสียงประกาศจากลำโพง) ยิ่งอินกับบ้านดีๆ ของยูเข้าไปใหญ่เลย อีกอย่างผมสนใจอีกเรื่องก็คือ ความสวยงามภายในตัวบ้านก็สำคัญนะ เห็นด้วยกับยูมากๆ เลยว่าสิ่งแวดล้อมที่สวยมันมีผลต่อบรรยากาศของจิตใจ และทัศนคติของเราจริงๆ คุณผู้ฟังลองสังเกตโต๊ะทำงานของเรา พื้นที่แค่ตรงนั้นเมตรคูณเมตรกว่า เรายังอยากทำให้มันสวยรื่นรมย์เลย เราจัดสรร เราตกแต่ง เรามีมุมจุ๊กๆ จิ๊กๆ มีกรอบรูปมินิมัลตรงนี้ ตรงนี้มีต้นไม้เล็กๆ หน่อย อีกมุมเป็นเครื่องเขียนที่อยู่กับตัวกาชาปอง น่ารักๆ นี่ขนาดแค่โต๊ะไง แล้วกับบ้านเราล่ะ สิ่งที่หุ้มเราอยู่ทั้งตัวทุกวัน สิ่งที่เราตื่นมาเห็น สิ่งที่เรากลับจากข้างนอกมาเจอ มันส่งผลกับเราแค่ไหน แต่ก่อนที่จะดำเนินพอดแคสต์ต่อไปเนี่ย มันมีเรื่องซับซ้อนนิดนึงฮะ อันนี้ต่อไปเป็นเสียงของสปอนเซอร์นะฮะ 

 

สปอนเซอร์: คุณเบ๊นคะ พอดีอยากเพิ่มอะไรเข้าไปในพอดแคสต์สักหน่อยอะค่ะ พอดีคุณป๊อปปี้ The Face Men เขามาซื้อคอนโดกับทาง AP แล้วอยากให้คุณเบ๊นไปสัมภาษณ์เขาหน่อย เผื่อจะเอาอะไรมาใส่ได้อะค่ะ รบกวนหน่อยแล้วกันนะคะ อยากให้คุณเบ๊นไป Explore ดูค่ะ เผื่อจะได้อะไรเพิ่มเติม 

 

ธนชาติ: โอเคครับ ได้ครับ ก็ ไป ไปสัมภาษณ์ ป๊อปปี้ The Face Men กันครับ

 

ธนชาติ: ผมวาร์ปตัวไปยังสถานที่นัดหมายกับป๊อปปี้ที่กลางเมือง ก่อนจะถามเรื่องบ้าน ผมคุยเรื่องชีวิตของเขาก่อนนิดนึง เพื่อไม่ให้แห้งแล้งเกินไป ผมถามเขาไปอย่างมีสาระว่า การอยู่ในวงการบันเทิงมันสอนอะไรบ้าง 

 

ป๊อปปี้: สิ่งที่สอนผมที่สุด สอนให้เราเป็นตัวเองในวงการเนี้ย 

 

ธนชาติ: อะผมสรุปให้เลยนะฮะ คือวงการบันเทิงตอนนี้เนี่ยตัวละครมันเยอะมาก เราก็เลยต้องชัดเจนกับตัวตนของเราเอง เพื่อจะมีโอกาสทำให้ตัวเองโดดเด่นมากขึ้น เช่น ป๊อปปี้เขาเป็นเน้นเฮฮา ตลก เขาก็มุ่งไปสายนี้เต็มๆ เลยครับ ต่อมาผมก็เริ่มถามเขาเรื่องคอนโดที่เพิ่งซื้อมา 

 

ป๊อปปี้:ใช่ ผมพึ่งซื้อคอนโดครับ จริงๆ ผมควรจะคิดได้นานกว่านี้ละนะ

 

ธนชาติ: สรุปก็คือป๊อปปี้บ้านอยู่ไกล ก็ต้องเข้ามาทำงานในเมือง มันเสียเวลาเดินทางเยอะแยะ เลยซื้อคอนโดดีกว่า ถือว่าซื้อเวลาให้ชีวิตตัวเองมากขึ้น อีกอย่างคือเขาชอบอยู่คอนโด เพราะจะได้เจอผู้คนเยอะๆ เวลาเดินผ่านล็อบบี้ หรือไปฟิตเนส สรุปความคอนโดก็คือ เป็น Somewhere ที่ป๊อปปี้ belong แหละเนาะ จบ 

 

สปอนเซอร์: ขอบคุณค่ะคุณเบ๊น ชอบมากเลย 

 

ธนชาติ: กลับมาที่เส้นเรื่องหลักกันต่อ อันนี้ผมก็อยากรู้ว่าการอยู่ในบ้านที่มันสวยถูกใจ มันดีขนาดไหน อันนี้ไม่รู้จริงๆ เพราะตัวเองไม่เคยมีบ้านที่ ตัวเองดีไซน์มาก่อนเลย ประเด็นนี้ผมก็ไปคุยกับ พี่โอม ภากร เกริ่นนิดนึง พี่โอมเขาเป็นผู้กำกับโฆษณา และก็เป็นรุ่นพี่ที่มหาลัยผมเอง พี่โอมมีผลงานโดดเด่น ทั้งใน แล้วก็ต่างประเทศ เรียกว่าได้รางวัลโฆษณามาเพียบเลย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นก็คือวันนึงเนี่ย ผมไปชิลล์ที่ห้องพี่โอม แล้วห้องมันสวยมาก โคตรมูจิ คือเข้าใจแหละว่าเดี๋ยวนี้ ใครๆ ก็ตกแต่ง ห้องแนวญี่ปุ่นกันหมด แต่อันนี้คือเจแปนสุดจริงๆ มองผ่านๆ นึกว่าอยู่ Nakameguro แต่ตัดภาพกลับไปไม่กี่ปีพี่โอมยังอยู่กับบ้านเดิม กับพ่อแม่อยู่เลย บ้านแนวผู้หลักผู้ใหญ่ เชื้อสายจีน Baby Boomer

 

ภากร: อยู่ในบ้านเก่า เราจะอิดออดในการเดินลงมา อยู่ที่นั่นส่วนใหญ่จะอยู่แต่ในห้อง ยกเว้นเวลาลงมาดูบอลกับพ่อ นั่งคุยกับเขาอะไรอย่างนี้ถึงจะลงมา กว่าจะยอมออกมาใช้เวลานานเหมือนกันนะ บางทีเป็นชั่วโมง อยู่อย่างนั้น ง้อกแง้กๆ ทำอะไรอยู่อย่างนั้น พูดไปก็แบบดูไม่ดีอะกับพ่อแม่ ซึ่งบางทีมันไม่ได้เนกาทีฟขนาดนั้น แต่คือเรารู้สึกว่า ที่บ้านมันมีอะไรที่มัน ไม่ได้ตอบโจทย์เราตรงนั้น อันนี้แค่ในแง่ Artistic ล้วนๆ  Artistic แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เราว่าทุกคนก็น่าจะรู้สึกว่า ทุกคนอยากจะตื่นมาแล้วรู้สึกว่า ฮึ้ย บ้านเราสวย บ้านเราโอเค คือสังคมเราไม่ได้เป็นสังคมฝรั่ง ที่ต้องออกไปอยู่ บ้านเราไม่ได้มีวัฒนธรรมอะไรแบบนั้น แต่ว่าลึกๆ แล้วเราทุกคนก็อยากมีที่ที่ตัวเองดีไซน์ จริงๆ สำหรับเรามันเป็นเรื่องพื้นฐาน มันก็คือความ ต้องการพื้นที่ของตัวเอง เหมือนบ้านมัน 20 ปี แล้วเขารีโนเวตเราก็อยากเปลี่ยนเป็น พื้นไม้สีอ่อนแต่คือเขาก็แบบ เขาก็ไม่ค่อยอยากให้เปลี่ยน เพราะว่าพื้นปาร์เก้มันดีอยู่แล้ว เขารู้สึกว่าไม่อยากให้เปลี่ยน แต่สำหรับเรารู้สึกว่ามันทึบ บ้านจะไม่ค่อยสว่าง มีหน้าต่าง มีเหล็กดัด มันจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ ต่อให้เป็นครอบครัวเดียวกัน ยิ่งครอบครัวยิ่งต้องยอมเอาไว้เลย แต่ตอนนั้นตอนที่ทำห้องตรงนี้มัน เราก็อยากได้แบบไหน เราก็ทำแบบนั้น เอาให้ที่มันอยากได้จริงๆ ที่สุด เราจะทำอย่างที่เราต้องการ เพราะว่ามันอาจจะอัดอั้นมั้ง คุยกับอินทีเรียดีไซเนอร์เยอะ เขาเคยบอกว่า เป็นลูกค้าที่หา References มาเยอะที่สุด เท่าที่เคยเจอ Mindset ตอนนั้นคือเหมือน มันตึงมาก คือแบบเราจะเอา อย่างนี้ๆ ทีนี้มันทำอย่างนี้ไม่ได้ แล้วมันต้องทำอย่างไรมันถึงจะได้ คือเราจะเอาให้ได้ คิดว่าถ้าเกิดจะทำทั้งทีแล้วอย่าไปกั๊ก คือพอไปกั๊กแล้วมันจะคาใจอะ สมมติถ้าเอาให้สุดแล้วจริงๆ แล้วมันไม่ได้อย่างที่ต้องการ อย่างน้อยเราก็ไม่ได้รู้สึกแล้วไง 

 

ธนชาติ: ทีนี้สิ่งที่ผมอยากรู้คือ พอพี่โอมย้ายเข้ามา มีดินแดนของตัวเองแล้วเนี่ย ความรู้สึกอะไรแบบนี้มันต่างออกไปไหม 

 

ภากร: ช่วงแรกๆ ที่ตื่นมาเท่าที่จำได้เรารู้สึกว่า เหมือนในที่สุด เราก็ได้มาอยู่ในที่ของเราสักที เรารู้สึกว่าเออ ดีจังเลย ไปข้างนอกใช่ปะ เจอนู่นนี่นั่น แต่พอกลับมาที่ห้องเรารู้สึกว่า ฟรึ่บ โล่งได้ เรารู้สึกว่า เฮ้ยโอเค เหมือนได้ใช้เวลาของตัวเองแล้ว เราไม่ต้องเกร็งในการอยู่ที่นี่ บางช่วงของปี ตื่นมา ก็จะแบบ มันจะมีแสงจากข้างนอก ลอดเข้าไปเป็นเส้น เฮ้ยสวยว่ะ ตื่นมามันก็อารมณ์ดีแล้วไง เออตรงนี้มันเป็นที่ๆเรา อยู่แล้วสบาย บางทีมันก็แค่นั้น 

 

ธนชาติ: อือ พอคุยกับพี่โอมเสร็จปุ๊บ มันก็มีความรู้สึกที่ดีนะ คือเขาอยู่ ในบ้านดีๆ มันก็ดี ผมเข้าใจอะไรแนวนี้มากขึ้น คือยิ่งคุยมันยิ่งย้ำความสำคัญของความสวยงามเข้าไปอีก แต่ถึงจังหวะนี้ฮะ พอเริ่มรู้สึกว่ามันแหม่งๆ ละ ผมว่าพอดแคสต์เอพิโสดนี้ มีกลิ่นอายของความอกตัญญูยังไงไม่รู้ มีความทิ้งพ่อทิ้งแม่ ย้ายออกไปสิ่งแวดล้อมดีๆ กันเถอะ บ้านสวยๆ กันเถอะ เฮ้ยไม่ได้ดิ คือเวลาพูดเรื่องบ้าน เราไม่ได้หมายถึงสิ่งปลูกสร้างอย่างเดียวหรือเปล่า มันหมายถึงคนที่อยู่ข้างในนั้นด้วย คนที่ผูกพันกับเรามานาน เติบโตมากับเรา เขาเองก็มีส่วนสำคัญมากๆในคำว่า Belong เหมือนกันนะ และถ้าวันนึงผมออกไปมีพื้นที่ของตัวเอง ความหมายของคำว่า บ้านตรงนั้นจะหายไปไหม บ้านที่ผมอยู่กับมันมาตลอดชีวิต บ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำและความผูกพัน ผมเก็บคำถามนี้ลองไปคุยกับโกวดูครับ

 

โกว: โอ๊ยคิดเยอะ อย่ามา Emotional เกลื่อนกลาด 

ธนชาติ: โอเคได้ครับ

โกว: คนเราต้องรู้จักพาตัวเองไปในที่ที่ดีๆ ขึ้นสิวะ ทำเป็นคิดดีพๆ ผูกพันอยู่กับอดีต เย่ๆๆ มีเงิน มีงานทำมั่นคง ก็เก็บตังแล้วย้ายไปดิ 

ธนชาติ: ครับ เข้าใจแล้วครับ

โกว: อยู่บ้านเงียบกว่า ปลอดภัยกว่า มีสวนให้เดินอีก ส่วนบ้านนี้โกวว่าจะขายละ จะเก็บตังเดินทางไปกับเพื่อนในกรุ๊ปไลน์ 

 

พอเห็นโกวเริ่มไหล ผมก็เลยปล่อยยาวเลยฮะ 

 

โกว: อย่าอยู่ในที่ที่ตัวเองไม่ชอบ เพียงเพราะคุ้นเคยกับมัน ไม่เวิร์กหรอก 

 

กตัญญู: เวลาที่เราติดอยู่กับพื้นที่ที่เราเคยอยู่ มันคุ้นชิน เราไม่รู้หรอกว่าอะไรมันดีกว่า ถ้าเราไม่เคยได้ไปลอง มีความฝันเท่าไหร่ ใช้ชีวิตให้มันได้เท่าความฝัน 

 

ป๊อปปี้: ใหญ่ๆ สิดี หนักๆ สิชอบ งั้นคุณถ้าเจออะไรเบาๆ มา คุณก็ไปได้เท่านั้น

 

โกว: ส่วนความเป็นครอบครัว จะอยู่ที่ไหนเราก็บ้านเดียวกันอยู่แล้วแหละ

 

ภากร: เวลากลับบ้านไป เรารู้สึกว่า เราเข้าใจเขามากขึ้น กับตอนที่อยู่ทั้งวัน แม่ถามว่ากินอะไรหรือยัง บางทีขี้เกียจตอบ พอเราห่างออกมาแล้วเราได้กลับไป เราเข้าใจว่า กินข้าวยังของเขา มันมีความหมายมากขึ้น 

 

โกว: เข้าใจปะ เป็นคนรุ่นใหม่ อย่ายึดติด ที่ของเรา เราต้องเลือกเอง เพราะเราเป็นคนเดียวที่รู้ว่ามึงเป็นคนแบบไหน เท่านั้นแหละ จบ

 


 

Credits

 

Director & Script Writer ธนชาติ ศิริภัทรัย

Subject กตัญญู สว่างศรี

ภากร จุ่งรุ่งเรือง

รัชพงศ์ อโนมกิติ

Sound Mixing วรงค์ ราชปรีชา

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader พรนภัส ชํานาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.4 คบเด็กซื้อบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.3 กลับบ้าน https://thestandard.co/podcast/somewhereibelong3/ Fri, 15 Nov 2019 03:10:16 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=304166 Somewhere I Belong

กำกับพอดแคสต์โดย ณฐพล บุญประกอบ สร้างจากเรื่องจริงของ อ […]

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.3 กลับบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Somewhere I Belong

กำกับพอดแคสต์โดย ณฐพล บุญประกอบ

สร้างจากเรื่องจริงของ อุรุดา โควินท์

บรรยายโดย ยศวัศ สิทธิวงค์

 

หลังจาก เอ็ม ยศวัศ​ ได้อ่านนวนิยายเรื่อง หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา เขาตัดสินใจเดินทางกลับจังหวัดเชียงราย บ้านเกิด เพื่อคุยกับ อุรุดา โควินท์ ผู้เขียนนวนิยายเรื่องนี้ ชีวิตของ ‘เอ็ม ยศวัศ​’ กับ ‘อุรุดา’ มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง เป็นคนเชียงราย ใช้ชีวิตอยู่กับศิลปิน และรอนแรมไปในที่ต่างๆ เลยเกิดคำถามว่า ในระหว่างทาง ตัวตน ความฝัน การกลับบ้าน สำคัญอย่างไรกับชีวิต

 


 

เราจะมีบ้านของเรา พี่เลือกเชียงราย บ้านจะเริ่มก่อสร้างในเดือนเมษายน แค่รอ รอให้สายฝนจากไป สายฝนน้ันซึ่งต่อเนื่องเป็นแรมเดือน เราจะเดินทางไปหาฤดูร้อนด้วยกัน แต่พี่ตายในเช้าวันท่ี 13กุมภาพันธ์ วันพระใหญ่ ที่ฟ้าส่งนํ้ามาชําระชีวิตพี่ ฝนกระหน่ำจนถนนขาด นํ้าป่าทะลักเข้าบ้านเรา และฟ้าผ่าบนยอดเขาหลวง เปรี้ยง! เพียงครั้ง แต่ทุกคนได้ยิน… แล้วพบกันนะคะ ฉันกระซิบบนเปลือกตาพี่ พี่ได้ยินใช่ไหม

 

เริ่มนับหน่ึง จากเสียงกระซิบน้ัน บัดนี้ผ่านมาสิบปี และมันไม่ได้นานอย่างท่ีคิด

 

นี่คือบางส่วนจากบทนําของ หยดนํ้าหวานในหยาดนํ้าตา นวนิยายซึ่งบันทึกเรื่องราวของนักเขียนสองคนที่ใช้ชีวิตร่วมกันในหมู่บ้านกลางหุบเขาที่อําเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะคู่รัก คู่คิด และคู่ชีวิต ตลอดระยะเวลา 10 ปี จนกระทั่งนักเขียนหนุ่มได้ตายจากไป เหลือไว้เพียงความทรงจําที่หอมหวานและเจ็บปวด จนต้องใช้เวลาอีกสิบปี กว่าที่ คุณอุรุดา โควินท์ หรือชมพู จะกลับมาเขียนถึงมันได้อีกครั้ง 

 

ผมชื่อ เอ็ม-ยศวัศ สิทธวงค์ เป็นนักดนตรีค่าย 12SumRecords ในชีวิตนี้ผมอ่านหนังสือจบแค่ 2 เล่ม เล่มแรกคือ The Da Vinci Code และเล่มที่สองคือ หนังสือของพี่ชมพูเล่มนี้ ถึงชีวิตรักของนักเขียน 2 คน ในหุบเขา แม้จะไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนระทึกใจเหมือนการไขรหัสลับในงานศิลปะของ Da Vinci แต่เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนหนุ่มผู้แบกความคาดหวังจากความสําเร็จในอดีต กับนักเขียนมือใหม่ที่คอยเฝ้าประคอง และมองหาความสําเร็จจากสิ่งเรียบง่ายรอบตัว ทั้งหมดถูกบอกเล่าอย่างเปิดเผย จริงใจ จนเหมือนผมได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดียวกับนักเขียนทั้งสองคนตลอด 10 ปีนั้น จนถึงวันสุดท้ายที่ต้องบอกลา

 

ปีกแห่งความตายของพี่โบกสะบัดอยู่ข้างหลัง ฉันวิ่งโดยมีมันคลุมหลัง ข้างหน้าคือชีวิต ซึ่งฉันสัญญากับตัวเองว่าจะใช้อย่างคุ้มค่า ฉันพร้อมแล้ว ฉันจะเผชิญหน้ากับเรื่องเล่าและสายฝนน้ันอีกครั้ง

 

เสียงที่ได้ยินนั่นคือเสียงของวอลนัท แฟนผมเอง วอลนัทเป็นนักร้องเหมือนผม ปกติวอลนัทก็รับอ่านสปอต พากย์เสียงโฆษณา ซึ่งพอทํางานสายเดียวกัน ก็มีตีกันบ้างเป็นธรรมดา เราอาศัยอยู่ด้วยกันในห้องคอนโดเล็กๆ กลางกรุงเทพฯ สักพัก จริงๆ ถ้าพูดให้ถูกคือ ผมมาขออาศัยห้องวอลนัทอยู่มากกว่า ที่ใช้อัดอยู่นี่ก็ไมค์ของวอลนัทครับ

 

การได้ทํางานนี้ถือเป็นโชคดีมากๆ เพราะนอกจากจะได้ไปเจอนักเขียนที่ชอบแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ผมได้ กลับบ้านที่เชียงราย ซึ่งผมห่างหายไปพักใหญ่
 เอาจริงๆ คําว่า ‘กลับ’ นี่บอกอะไรเราหลายอย่าง ตอนเด็กๆ ผมเคยสงสัยว่าทําไมเราใช้คําว่า ‘กลับ’ ในการเดินทางกลับบ้าน แต่เราไปตลาด ไปโรงเรียน ไปแข่งคาราเต้ พอโตมาถึงเริ่มเข้าใจว่าในคําว่า ‘กลับ’ มันเหมือนมีแรงดึงดูดซ่อนอยู่

 

ผมว่าสถานที่ที่เราใช้คําว่า ‘กลับ’ มันคือที่ที่เรารู้สึกอุ่นใจ เป็นเจ้าของ เป็นตัวเอง รู้สึกปลอดภัยเป็นที่ที่เอาไว้ฟื้นพลัง สามารถวนเวียนมาหาได้เสมอ เราเลยต้อง ‘กลับ’ เพื่อจะตั้งหลักเดินหน้าไปหาสิ่งใหม่ไปสู้กับอะไรก็ตามที่อยู่ไกลออกไป พูดแล้วนึกถึงจุดเซฟในเกมภาษายังไงก็ไม่รู้

 

ยินดีต้อนรับ ‘กลับ’ เชียงรายครับ

 

บังเอิญมากที่พี่พูเป็นคนเชียงรายเหมือนผม พี่พูเรียนจบบัญชี ทํางานธนาคาร แล้วก็ลาออกเพราะอยากทํางานเขียนหนังสือมากกว่า จนกระทั่งพี่พูได้เจอกับ พี่กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เธอเลยตัดสินใจย้ายลงไป ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน จนกระทั่งพี่กนกพงศ์เสียชีวิตใน พ.ศ. 2549 เรื่องราวในช่วงเวลานั้นถูกถ่ายทอดออกมาใน หยดนํ้าหวานในหยาดนํ้าตา ซึ่งได้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2561

 

พี่พูกําลังทําอาหารเช้าให้กับกลุ่มเพื่อนจากสํานักพิมพ์ที่มาแวะค้างคืน ตอนโทร.คุยกัน พี่พูกําลังทํานํ้าพริก พอมาถึง พี่พูก็ยังทําอาหาร อย่างกับว่าพี่เขาไม่เคยออกจากครัวเลยนับตั้งแต่ผมวางหู

 

ตอนนี้พี่พูย้ายกลับมาอยู่เชียงราย มีบ้านอยู่บนที่ดินของน้องสาว โดยเปิดเป็นห้องพักและห้องสมุดเล็กๆ ให้คนที่รู้จักหรือคนที่ผ่านมา นักท่องเที่ยว หรือใครก็ตาม มาพักผ่อนในชื่อว่า ‘สมิงพระราหู บุ๊คคลับ’ อยู่ห่างจากสนามบินเชียงรายประมาณ 20 นาที ถ้าผ่านหอนาฬิกา ผ่านร้านเนื้อตุ๋น เลี้ยวเข้ามานิดเดียวก็จะถึง

 

บ้านชั้นเดียวยกพื้นขนาดกะทัดรัด 3 หลัง จับจองกันอยู่คนละมุม ในสวนที่เขียวครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่ พื้นปูด้วยกรวดเม็ดเล็กเกลี่ยเป็นทางเดินอย่างมีระเบียบ ด้านในมีบ้านซึ่งดัดแปลงเป็นบาร์ค็อกเทลกับห้องสมุดเล็กๆ ที่ปูด้วยเสื่อญี่ปุ่น ดูโปร่งสบาย น่านอนเล่นอ่านหนังสือ

 

อุรุดา: เราต้องการให้มันเป็นสถานที่ของเราที่มันอยู่แล้วสบายใจ ที่เราอยากชวนเพื่อนมา เป็นบ้านที่เราพูดได้เต็มปากว่ามันเป็นบ้านของนักเขียน แม้มันจะไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของเรา โดยแบบว่าทางกฎหมาย ให้เราได้รู้สึกเป็นอันดับแรกว่าเป็นบ้านของนักเขียน 2 คน ซึ่งมันมีความหมายต่อพี่มาก เพราะพี่เป็นคนที่อยากมีบ้านมาตลอด คือจริงๆ แล้ว ชีวิตถ้ามีบ้าน มีสามี มีลูกน่ารัก ก็จะไม่เป็นนักเขียนแล้ว มันเป็นความฝันแรก ในชีวิตของเด็กสาว คือจะมีบ้าน มีสามี มีลูก แล้วก็เป็นแม่บ้าน ไม่เคยอยากทํางานอะไรเลย แปลกไหม

 

ตลอดชีวิตมานี้พี่พูเคยนับไหมครับ ย้ายบ้านมาแล้วกี่หลัง

 

อุรุดา: โห อยู่บ้านหลังแรกของพี่คือบ้านที่ถนนที่อยู่กับพ่อแม่ ซึ่งเป็นบ้านอยู่บนที่ดินของตา พี่ก็อยู่ พี่อยู่หลังหนึ่ง ตาอยู่อีกหลังหนึ่ง แล้วก็มีบ้านเช่าของตา พี่ก็อยู่กับแม่หลังนั้นหลังที่หนึ่งเป็นบ้านของแม่ในความรู้สึก

 

นับตั้งแต่บ้านแม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดที่เชียงรายนี้ หลังที่สองและสามคือบ้านที่อยู่กับสามีเก่าที่เชียงใหม่ พอเลิกรากัน พี่พูจึงย้ายมาอยู่หอในกรุงเทพฯ แถวซอยจรัญสนิทวงศ์ ก่อนจะได้พบพี่กนกพงศ์ จึงค่อยตัดสินใจย้ายลงไปอยู่บ้านที่พรหมคีรีเป็นหลังที่ห้า พอพี่กนกพงศ์เสียชีวิต พี่พูจึงย้ายไปหลังที่หกคือคอนโดแถวเมืองทองธานี พี่พูหลบความเศร้า มาอยู่กรุงเทพฯ ได้สักระยะหนึ่ง น้องสาวจึงชวนกลับมาช่วยทําร้านอาหารที่เชียงราย โดยปรับปรุงโรงรถแม่ให้เป็นบ้านหลังที่เจ็ด ส่วนหลังที่แปดคือบ้านที่สามพรานของ พี่ต้น-อติภพ ภัทรเดชไพศาล แฟนคนปัจจุบัน และหลังสุดท้ายคือ สมิงพระราหูบุ๊คคลับ ที่เชียงรายแห่งนี้

 

อุรุดา: ทั้งชีวิตหลังนี้หลังที่เก้า และยังไม่ใช่ของตัวเองสักหลัง และยังไม่รู้สึกว่าเป็นหลังสุดท้าย คือคนเขาจะถามว่าอยากมีบ้านไหม จริงๆ อยากมี แต่ว่าถ้ามันมีไม่ได้ก็ไม่ต้องอยาก จะได้ไม่ทุกข์ จริงๆ มันง่ายมากกว่าที่เราจะไม่อยาก ก็คืออยู่ที่ไหนก็สมาทานว่าเป็นบ้านฉัน เออ นี่ก็บ้านฉัน ฉันอยากทําอะไรฉันก็จะทํา ทําไมฉันจะต้องมีชื่ออยู่ในโฉนด อยู่ 2 ปี ก็บ้านฉัน เจ้าของเขาจะมาเอา ฉันก็ไปหาบ้านฉันหลังใหม่

 

ถ้าตื่นขึ้นมาที่บ้านที่อำเภอพรหมคีรี ปกติจะได้ยินเสียงอะไรบ้างครับ

 

อุรุดา: ถ้าเป็นหน้าทุเรียนก็เสียงทุเรียนหล่นตุ้บ ตื่นทันทีเลย เพราะจะกิน เสียงใบไม้ เสียงมอเตอร์ไซค์ หลังคาก็จะมีต้นเงาะ มีกิ่งเงาะอยู่ เวลามีลม ใบไม้ก็จะครืดหลังคา แล้วเรานอนชั้นบนจะได้ยินชัดมาก แล้วก็เสียงฝน ถ้าวันไหนตื่นมาได้ยินเสียงฝน จะต้องรีบลุกเลย ชงกาแฟ อย่างไรก็ได้ต้องไม่หงอย แล้วก็เสียงพิมพ์ดีด หลังจากที่ชงกาแฟเสร็จแล้วก็จะได้ยินเสียงปั้กๆ โคตรดัง

 

แล้วเสียงของบ้านสมิงพระราหูที่เชียงรายหลังนี้ล่ะครับ

 

อุรุดา: เสียงนก แล้วก็มีเสียงแมลงบางคืน เสียงใบไม้พัด แล้วบางครั้งก็มีเสียงรถ แล้วก็มีเสียงเปียโนบ้าง ในวันที่เขา (อติภพ ภัทรเดชไพศาล – คู่ชีวิต) อารมณ์ดี คือถ้ามันอากาศดีมากกว่า ใช้คําว่าอากาศดีมากกว่า

 

อุรุดา: ตอนห้าวๆ นะ เคยเขียนว่า บ้านคือที่ที่พี่จากไป ไม่ใช่ที่ที่พี่จะกลับมา แต่พอพี่โตเป็นผู้ใหญ่ พี่พบว่า บ้านสําคัญสําหรับทุกคนเลย ถ้าคุณไม่มีพื้นที่ของตัวเอง คุณจะไม่สามารถแสดงศักยภาพของคุณได้เต็มที่ พี่ทํากับข้าวเก่ง สมมติพี่อยากทํากับข้าวให้คนกิน ไม่ต้องขายหรอก พี่อยากทํากับข้าวให้น้องกิน 8 คนอย่างนี้ พี่อยู่คอนโดเล็กๆ พี่จะทําอย่างไร มันไม่เวิร์ก อย่างพี่ต้น (อติภพ ภัทรเดชไพศาล) อยากเล่นเปียโน อยากสอนเปียโน ถ้าคุณไม่มีที่ คุณก็ทําไม่ได้ ถ้าคุณไม่มีบ้านของคุณ ไม่มีสถานที่ของคุณ คุณก็ทําไม่ได้ / คือเราสามารถทําให้มันเอื้อได้ แต่อันดับแรกเราต้องมีก่อน เราต้องมีที่ของเราก่อน ไม่อย่างนั้นบางอย่างที่เราอยากทํามันทําไม่ได้

 

แล้วพี่พูไม่ได้อยากเป็นเจ้าของบ้านแบบจริงๆ เหรอ มีโฉนดอะไรแบบนี้

 

อุรุดา: พี่มองว่า คําว่าเจ้าของมันไม่ใช่กรรมสิทธิ์ที่จะขายได้ สําหรับพี่มันคือช่วงเวลา เพราะสําหรับพี่ ชีวิตคือเวลา คือการเดินทางของเวลา ตั้งแต่เกิดจนตายใช่ไหม เพราะฉะนั้นการเป็นเจ้าของเวลาของพื้นที่นี้ในช่วงเวลาหนึ่งก็คือการเป็นเจ้าของชนิดหนึ่ง แล้วเราได้ใช้จากมัน ได้พัฒนามัน ได้เปลี่ยนมัน ได้ทําให้มันน่าอยู่ เพื่อเราได้มาใช้มัน พี่ก็พอใจแล้ว พี่ถือว่ามันเป็นบ้าน คําว่าบ้าน มันต้องหนึ่ง บอกความเป็นเรา แล้วก็สอง เป็นที่ที่เราภูมิใจที่จะบอกใคร แล้วก็เรา ต้องสามารถสร้างอะไรได้จากที่นี่ อยากทําอะไรต้องทำได้

 

แล้วพี่พูคิดเห็นภาพไหมว่าระยะยาวจริงๆ จะอยู่ที่ไหน

 

อุรุดา: พี่ไม่คิดไกลขนาดนั้นเลย รู้แต่ว่าอยู่กับพี่ต้นกับฮุ่ง (สุนัข) แค่นั้นแหละ แล้วก็ทำงานเขียน คือพี่มองเห็นแต่สิ่งที่พี่อยากทํา แต่ว่าพี่ยังไม่เห็นสถานที่ที่แท้จริงเลย คือชีวิตเรามันไม่แน่นอน มันเปลี่ยนเยอะมากเลย แล้วโลกมันก็เปลี่ยนเร็วด้วย เราไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะอยากใช้ชีวิตแบบไหน เรารู้แต่ว่าเราอยากทําอะไรงาน งานเขียนมันทำแน่ๆ เพราะฉะนั้นเราอยู่ที่ไหนก็ได้ คือคำว่าเจ้าของมันไม่ใช่กรรมสิทธิ์ที่จะขายได้สำหรับพี่นะ มันคือช่วงเวลา เพราะสำหรับพี่ชีวิตคือเวลา คือการเดินทางของเวลา ตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะฉะนั้นการเป็นเจ้าของเวลาของพื้นที่นี้ในช่วงเวลาหนึ่งก็คือการเป็นเจ้าของชนิดหนึ่ง แล้วเราได้ใช้จากมัน ได้พัฒนามัน ได้เปลี่ยนมัน ได้ทำให้มันน่าอยู่เพื่อได้มาใช้มัน แค่นั้นเราก็พอใจมากแล้ว เรายังไม่มีที่ที่แท้จริงของเราที่มันเป็นกรรมสิทธิ์ อาจจะกลับไปอยู่บ้าน พี่ต้นก็เป็นไปได้ เพราะว่าไม่ต้องเช่า เป็นของค่าใช้จ่ายสูงหน่อย แต่มันใกล้กรุงเทพฯ ร้อนหน่อยก็อยู่ห้องแอร์ไป มันอาจจะเป็นอย่างนั้น หรือเราแบบอาจจะไปเช่าบ้านที่เมืองพาน อยากอยู่เมืองพาน อากาศมันดี แล้วค่าเช่ามันถูก แต่เราอาจจะเสียค่าเดินทางหน่อยเวลามาซื้อของในเมือง คือมันต้องยืดหยุ่นตาม คือชีวิตเรามันไม่แน่นอน มันเปลี่ยนเยอะมากเลย แล้วโลกมันก็เปลี่ยนเร็วด้วยเราไม่รู้ในอนาคตเราจะอยากใช้ชีวิตแบบไหน

 

ถ้าถามพี่พูชอบอยู่ตรงส่วนไหนมากที่สุด นอกจากไปเก็บตามห้อง

 

อุรุดา: โต๊ะทํางาน คือทุกวันนี้คิดถึงโต๊ะทํางานที่สุด เพราะกลายเป็นว่า เราได้อยู่กับมันน้อยที่สุด พอเราทํางาน เราแบ่งให้กับการเขียนน้อยลง แต่ว่ายังไงเราก็ต้องรักษามันไว้อยู่ ก็อีกสักพักหนึ่งเราจะปรับ มันก็ยังเขียนได้ แต่ว่ามันเหมือนว่ามีเวลาให้มันน้อยลง

 

พอพี่ให้เวลาน้อยลง พี่รู้สึกผิดกับตัวเองไหม

 

อุรุดา: ไม่รู้สึกผิด เพราะทุกวันนี้พี่เลี้ยงมันอยู่ ความเป็นนักเขียนของพี่มันไม่ได้เลี้ยงพี่เลย นึกออกไหม คือมันมีช่วงหนึ่งที่พี่อยู่ได้ด้วยการเขียน เพราะว่าพี่เป็นนักเขียนที่ได้รายได้หลักจากนิตยสาร พอนิตยสารหมด รายได้ของพี่ลดลง คือตอนนั้นพี่ก็คิดว่าพี่จะทำอย่างไร พี่ก็บอกตัวเองว่าเดี๋ยวพี่เลี้ยงมันแล้วกัน คืออุรุดาที่เป็นนักเขียน พี่จะหาเงินเลี้ยงมัน ให้มันมีข้าวกิน มีที่อยู่ เสร็จแล้วเวลาที่เหลือก็ไปเขียนหนังสือ

 

ทุกวันนี้นอกจากเปิดบ้านเป็นที่พัก ซึ่งก็ไม่ได้ทําเพื่อเอากําไร พี่พูยังเป็นแม่ค้าขายนํ้าพริกออนไลน์ เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในบ้าน ผมสงสัยว่าแทนที่นักเขียนซึ่งประสบความสําเร็จระดับประเทศอย่างพี่พู ที่น่าจะอยู่ได้จากงานเขียนอย่างเดียว กลับต้องแบ่งเวลามาทำอาชีพเสริมไปด้วย แต่ก็อาจเป็นเช่นเดียวกับวงการหนัง วงการเพลง และวงการ ศิลปะอื่นๆ ในประเทศเรา ในฐานะคนทํางานเพลง ผมเข้าใจพี่พู

 

ถ้าอย่างนั้นทําไมพี่ถึงยังต้องหล่อเลี้ยงนักเขียนในตัวพี่ต่อไป

 

อุรุดา: พี่เชื่อว่างานเป็นของพี่ เป็นสิ่งเดียวที่พี่จะสามารถหยิบไปในโลกหน้า หรือพี่ตายแล้วก็ยังเป็นของพี่ คืองานเท่านั้น ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ผู้ชาย ไม่ใช่ลูก ไม่ใช่หมา แต่งานจะเป็นของพี่ตลอดไป มันจะมีชื่อพี่อยู่ในปกนั้น ถึงแม้ใครจะรู้หรือไม่รู้ แต่มันก็เป็นของพี่ ต่อให้มันไม่ได้เกี่ยวกับหนังสือ เป็นงานเล็กงานน้อย ถ้ามันเกิดประโยชน์กับคนอื่น แล้วนั่นก็คือสิ่งที่พี่ทําแล้วมันก็เกิดขึ้น แล้วมันก็เป็นของพี่ พี่คิดแบบนี้

 

ผมชอบคําหนึ่งใน หยดนํ้าหวานกับหยาดน้ำตา ที่พี่กนกพงศ์บอกกับพี่พูว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้ตั้งใจทํางาน เพราะงานจะปกป้องเราจากทุกสิ่ง”

 

อุรุดา: คําว่าปกป้อง อันดับแรกมันปกป้องพี่จากความรู้สึกของคนล้มเหลวก่อน เพราะพี่ไม่ใช่คนที่โผล่มาแล้วเก่ง พี่เป็นสาวแบงก์ที่พยายามจะเขียนหนังสือ เพราะฉะนั้นพี่ต้องเริ่มจากคนที่ไม่เก่งอยู่แล้ว อ่านหนังสือก็น้อย พี่จะมีความหวาดกลัว พี่จะมีความไม่มั่นใจ แล้วพี่พบว่าสิ่งที่มาช่วยพี่ได้คือการทํางานให้เยอะขึ้น เยอะขึ้นอีกๆ เพราะว่างานทุกอย่างมันก็คือทักษะ พอเราฝึกมันก็เก่งขึ้นๆ ใครดูถูกเรา เราก็ถมงานเข้าไป นี่ไงคือข้อดีของนักเขียน หรืออาจจะรวมการทําหนังด้วย ก็คือทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา เราเอามาใช้ได้หมดเลย มันไม่เคยสูญเปล่า ใครทําเราเจ็บ พอถึงจุดหนึ่งเรามีความรู้สึกว่าเราเอาใช้ได้หมดเลย ไม่ใช่เราเอาเขามาเขียนนะ แต่ความรู้สึกเหล่านั้น ความกดดันหรือว่าความอึดอัด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา วันหนึ่งเราเอามาใช้ เราหยิบมาใช้ได้หมดเลย มันคือลิ้นชักที่แบบยิ่งมีเยอะ ยิ่งเกิดขึ้นกับเราเยอะ เรายิ่งเอามาใช้ได้เยอะ มันใช้ได้หมด เพราะฉะนั้นนํ้าตาร้องไปเถอะ เดี๋ยวมาเปลี่ยนเป็นตัวหนังสือหมดเลย ไม่เคยเสียดายการร้องไห้ กินเข้าไป เปลี่ยนเป็นตัวหนังสือถึงวันหนึ่งก็กินได้ เพราะว่าหนังสือขายได้ กลายเป็นข้าว ถูกไหม มันกินได้ แล้วก็เราได้เรียนรู้ด้วย คือได้รู้จักความรักอีกแบบหนึ่ง

 

เห็นด้วยมากครับ ผมก็แต่งเพลงจากประสบการณ์ตัวเองล้วนๆ ก็เอาเรื่องราวต่างๆ ของผมมา ความเจ็บปวดนี่คือหม้อข้าวเลย แต่นั่นเลยเป็นเหตุผลหนึ่งที่พี่ ‘กล้า’ ผมใช้คําว่ากล้าเอาเรื่องราวของตัวเองมาเขียน โดยเฉพาะความทรงจําที่พี่มีกับพี่กนกพงศ์ จนออกมาเป็น หยดนํ้าหวานในหยาดน้ำตา

 

อุรุดา: คือเรื่องนั้นมันมีหลายความต้องการในการเขียนมากเลย ความต้องการส่วนตัวก็มี ความต้องการส่วนตัวก็คือ เราต้องการให้เห็นเขาเป็นมนุษย์ เราไม่อยากให้เห็นเขาเป็นรูปสลักแบบที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่าแม้แต่ตัวเองเขาเอง ถ้าเราถามเขา เราคิดว่าเขาอยากให้คนเห็นเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เขียนงานได้ คือก่อนที่คนมันจะคิดเป็นนักเขียนมันต้องเป็นมนุษย์ก่อน แต่มันเหมือนข้ามไป ด้วยความตายของเขา ทําให้กลายเป็นแบบมีรูปปั้น ซึ่งคนที่ฉันรู้จักหายไปไหน คนที่ฉันเคยอยู่ด้วย พี่บ่าวที่น้องรู้จัก ที่สมพรรู้จัก คนคนนั้นอยู่ไหน มันจะไม่มีเลยเหรอความรู้สึกส่วนตัวที่มันไม่จําเป็นก็ได้สําหรับคนอื่น แต่นี่คือความต้องการส่วนตัวของเราที่เราอยากจะเก็บเขาไว้ เพราะว่าสําหรับเขา เราคิดว่าอันนี้เขาจะไม่ตายทุกครั้งที่มีคนอ่าน เขาก็จะมีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่งชีวิตที่เราเคยเห็น

 

แล้วอย่างตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน อย่างผมเองทํางานสายเดียวกับแฟน พี่เคยเกิดความรู้สึกแบบแข่งกันหรือว่ากดดันกันบ้างไหมครับ

 

อุรุดา: ไม่มีความแข่งอะไรเลย ไม่รู้สึกแข่ง พี่กนกพงศ์ไม่ใช่คนที่เราจะแข่งได้เลย แล้วเขาก็เป็นคนที่ให้กําลังใจเรามาก คือถ้าไม่มีเขา พี่ก็คงไม่คิดเขียนเรื่องรักให้มันดีได้ คือเขาเป็นคนที่ชอบอ่านเรื่องรักด้วย คือเขาเป็นคนอ่านหลายๆ แบบ แล้วเขาก็บอกว่ามันดีได้ คืองานศิลปะมันมีเส้นบางๆ เส้นหนึ่งที่ถ้าพูข้ามมาได้มันก็จะดี แต่ถ้าพูอยู่ข้างล่างเส้นนี้ อย่างไรมันก็ไม่ดี คุณก็ไปหาเอาเอง คือจะเขียน คุณจะกําอะไรก็ได้ที่คุณอยากเขียน แล้วก็ไปหาเอาเองว่าจะทําอย่างไร จะเดินข้ามเส้นนั้นไปให้ได้ แล้วมันก็จะกลายเป็นงานเขียนที่ดี ให้หาให้เจอ มันไม่มีการแข่งขันเลย มันไม่มีความกดดันอะไร มันแค่มีความอึดอัดตรงที่มีเขาคนเดียวที่เห็นว่าเราเป็นนักเขียน ทั้งจังหวัดหรืออาจจะทั้งประเทศ และตอนนั้นก็คือเราก็ขาดการติดต่อกับเพื่อน แล้วเพื่อนก็คิดว่าพูมันคงไม่เขียนหนังสือแล้วมั้ง แล้วก็หายไปเลยจริงๆ เรื่องสั้นก็ไม่ค่อยมีตีพิมพ์ 3 ปีแรกช่วงที่ฝึกงึมๆ งำๆ มันก็จะมีความรู้สึกว่างเปล่าบ้าง แต่ไม่มีการแข่ง ไม่มีความรู้สึกว่าอยากแข่งขัน ต่างก็ให้กําลังใจกันมากกว่า แล้วห่วงเขาเพราะว่าเขาอาการหนักกว่าเรา คือการต่อสู้ของเขาคือการหนีความต้องการความสําเร็จที่มากขึ้น มันเหนื่อยกว่าคนที่ต้องการความสําเร็จเล็กๆ เอง คือถ้าวันนี้เขียนเรื่องสั้น พอใจได้ก็เฮได้แล้ว สําหรับพี่ความกดดันมันต่างกันมากเลย

 

ผมทําดนตรีใช่ไหมฮะ แล้วแฟนผมก็ทําเพลงเหมือนกัน คือต่างคนต่างทําเพลง แล้วบางทีมันอาจจะมีการแชร์กัน ผมอ่านหนังสือพี่แล้ว เห็นจังหวะที่ต้องยื่นต้นฉบับให้กันอ่าน แล้วคอมเมนต์ ผมอินมาก (หัวเราะ) มันมีความรู้สึกที่ว่า เวลาเราคอมเมนต์แล้วรู้สึกมันคอมเมนต์ยาก

 

อุรุดา: ใช่ ยาก แต่ถ้าคุณคอมเมนต์แฟนคุณได้ คุณคอมเมนต์ทุกคนในโลกได้หมดเลย คุณต้องหัด จะกลายเป็นทักษะที่ดี เพราะคุณจะรู้ว่าด้วยความจริงใจนะ ต้องด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ว่าเรากลัวเขาเสียใจ แต่ว่าเราจะทำอย่างไรให้คอมเมนต์แล้วเขาไม่ท้อ แต่เราก็สามารถพูดในสิ่งที่เราเห็นน่ะ เพื่อให้งานเขาพัฒนาขึ้นได้ แต่มองทางหนึ่ง มันก็เป็นการฝึกความแข็งแกร่งด้วย เพราะเดี๋ยวเขาออกไปเขาก็เจออีกเยอะ คนข้างนอก มันต้องพร้อม งานพอมันส่งออกไป มันก็เป็นสิทธิ์ของคนอื่นที่จะมองอย่างไรก็ได้ บางคนยังว่านิยายพี่เลยว่า ถ้าตัวละครไม่ได้ชื่อ กนกพงศ์ ก็เป็นเรื่องรัก น้ำเน่าเรื่องหนึ่ง พี่ก็ยังยอมรับเลย ถ้าเขาอ่านแล้วเขาคิดอย่างนั้น พี่ก็โอเค อ่านจบพี่ก็โอเคแล้ว พี่ไม่ได้เขียนงานขึ้นมาเพื่อคนทั้งโลก คือการเขียนหนังสือ หรือการทำงานศิลปะ มันเหมือนเราทำอะไรขึ้นมาแล้ว โยนลงไปในมหาสมุทร และเราไม่รู้ว่าปลาตัวไหนจะชอบกินมัน หรือสัตว์น้ำชนิดไหนจะชอบกินมัน ที่จะถูกใจมัน เราก็ปล่อยมันไป มันไม่ใช่ทุกตัวแย่งกันกิน เพราะเขาก็มีอะไรให้กินเยอะในมหาสมุทรนั้น ไม่ได้มีงานเราชิ้นเดียว

 

จริงๆ ผมมีคําถามที่แอบเก็บไว้ในใจตั้งแต่ได้อ่าน หยดนํ้าหวานในหยาดน้ำตา คือมันเล่ารายละเอียดในชีวิตส่วนตัวของทั้งคู่แบบค่อนข้างเปิดเผย โดยเฉพาะเรื่องเซ็กซ์ ผมถามได้ไหมครับว่า การที่พี่พูเขียนถึง เรื่องนี้มันมีผลกระทบอะไรกับชีวิตปัจจุบันไหม

 

อุรุดา: ถ้าเราเอางานมาก่อน เราก็ต้องยอมแลก คือคําว่างานจะปกป้องเรา คือเราต้องได้งานก่อน เราก็ต้องแลกสิ่งนี้ เพื่อให้ได้งาน เอาจริงๆ พี่เขียน หยดนํ้าหวานในหยาดน้ำตา พี่ก็ต้องแลกกับความสัมพันธ์ของพี่ต้นนะ หลายๆ เรื่องพี่จะเขียนเหรอ พี่ควรเขียนไหม มันจําเป็นไหม ทุกคนจะถามว่า เฮ้ย ฉากอีโรติก นี่มันจําเป็นไหม แต่พี่รู้ว่าพี่ต้องใส่ พี่รู้ว่ามันจําเป็น อย่างบางทีพี่เอาลง เขาเห็น คือเขาไม่อ่านนะ แต่ถ้าเขาเห็นพี่ก็จะรู้ เขาก็ถามว่าพูไม่ใส่ได้ไหม คือถ้าจะให้สมูท พี่จะไม่ใส่ แต่พี่ดื้อ พูบอกว่าพูจะไม่เขียน พูมี 2 อย่างเท่านั้น คือจะเขียนหรือไม่เขียน ถ้าพูเขียน ขอให้พูเขียนอย่างที่พูอยากเขียน ที่พูเห็นว่าพูต้องเขียน พูรู้ว่าพูต้องเขียน เพราะว่าเขาเป็นแบบนี้ เพราะสิ่งนี้สําคัญกับเขา เพราะว่าเซ็กซ์คือพลังงานของเขา มันคือพลังงานของคนคนนี้ ถ้าคุณไม่มีเลยสักฉาก มันก็ไม่ใช่เขาหรือเปล่า แล้วส่วนหนึ่งที่เราอยู่ด้วยกันได้จริงๆ ก็เพราะอันนี้ เพราะว่าเขาเป็นคนที่เชื่อว่า ถ้าเราเชื่อมโยงกันได้ ถ้าเราเข้ากันได้ในเรื่องนี้ ซึ่งมันยากมากสําหรับเขา เรื่องอื่นมันก็เข้ากันได้แล้ว มันก็คือการปลดปล่อยเขาหลายอย่าง คือเราจะไม่เขียนได้อย่างไร แต่เราก็ขี้คร้านจะไปอธิบาย เลยใช้วิธีดื้อเขียนเอา แล้วก็แลกเอา ก็ถ้าจะโกรธ ถ้าจะต้องเลิกกันเพราะเรื่องนี้ก็ให้มันเป็นไป แต่เราเชื่อแหละว่าไม่ แต่ถ้าจะโกรธกันยาวนาน สุดท้ายเขาก็เลิก เพราะพี่ก็จะบอกเขาเสมอว่า สุดท้ายสิ่งที่มันสําคัญที่สุดคือ พูปฏิบัติต่อต้นอย่างไร นั่นคือความรู้สึกที่พูมีให้ต้นในปัจจุบันนี้ มันสําคัญกว่าอะไรทั้งหมดเลยสําหรับพู แต่ถ้าว่าในงาน ถ้าพูอยากจะเขียน พูก็ต้องไปให้สุด ไม่อย่างนั้นพูจะเขียนทําไม

 

ผมมีเรื่องจะสารภาพ (หัวเราะ) ในชีวิตผมตั้งแต่ผมเกิดมาเนี่ย หนังสือที่ผมอ่านมีทั้งหมด 2 เล่ม เล่มแรกคือ Da Vinci Code เล่มที่สอง หยดนํ้าหวานในหยาดน้ำตา

 

อุรุดา: พี่ดีใจมากเลย สาธุ ตบหัวด้วย

 

แล้วก็ผมเกิดวันเดียวกับพี่กนกพงศ์

 

อุรุดา: เฮ้ย จริงเหรอ วันที่ 9 กุมภาฯ เหรอ อย่าตายวันเดียวกันนะ (หัวเราะ)

 

พี่กนกพงศ์เสียชีวิตหลังอายุครบ 40 ปี ได้เพียง 4 วัน ปีนี้ผมอายุ 30 นั่นแปลว่าตอนนี้ผมอายุเท่ากับพี่กนกพงศ์ ในช่วงเวลาที่ทั้งคู่เพิ่งย้ายไปอยู่ด้วยกันที่บ้านที่พรหมคีรีพอดี บ้านหลังที่ 5 ในชีวิตพี่พู

 

อุรุดา: นี่เอาขึ้นรถ เอาขึ้นเครื่องบินมาด้วยเหรอ

 

ใช่ครับ พอดีเวลากลับบ้านผมจะหนีบไปด้วย มันคือโต๊ะทํางานผมด้วยครับ (หัวเราะ) คือผมมีเมโลดี้ แล้วส่วนใหญ่ผมจะเริ่มจากฮัมมั่วๆ ครับ แล้วก็ยังไม่ได้ใส่เนื้อ มันมีเพลงหนึ่งที่แต่งมา เดี๋ยวก่อนนะ ลืมเมโลดี้ จะเล่นให้พี่ฟัง เดี๋ยวก่อนนะ ผมตั้งใจว่าอยากเขียนเพลงเกี่ยวกับการ ‘ปิ๊กบ้าน’ มานานมาก การกลับบ้านอะไรแบบนี้ มันก็ใช้เวลากับสถานที่อื่น แล้วอยากแต่งเพลงที่เกี่ยวกับความรู้สึกที่เราได้กลับมาที่บ้านหลังเก่า หรือความรู้สึกที่เห็นสภาพแวดล้อมเดิมๆ ที่มันยังอยู่ อาจจะเป็นสถานที่ของพี่ อาจจะไม่รู้เป็นบ้านหลังไหนใน 10 หลังนี้ ของผมอาจจะเป็นการพูดแทนค่าเป็นเชียงราย เหมือนแต่งเมโลดี้ไว้ เดี๋ยวลองฮัมให้พี่ฟังมั่วๆ

 

เสียง เอ็ม ยศวัศ ฮัมเมโลดี้ดังขึ้น

 

อันนี้ความรู้สึกคือกลับบ้าน เหมือนเป็นธีมหรือปักคําไว้อีก

 

อุรุดา: หรือว่าเราลงละเอียดไปอีกล่ะ ว่ากลับบ้านหมายถึงอะไร หรือทําไมอยากกลับบ้าน จะกลับบ้านตอนไหน อะไรแบบนี้ เอ้อ เราอยากเขียนถึงการกลับบ้าน แต่มันหมายถึงอะไรวะ เราจะกลับไปตอนไหนเหรอ แล้วทําไมเราต้องกลับ ตอนนี้เรายังอยากกลับไหม ลังเล ยังไม่อยากกลับ

 

แต่เมื่อไรที่เราถามปุ๊บ แล้วเราตอบปั๊บ คือตัดสินใจแล้ว อันนั้นคือความรู้สึก

 

อุรุดา: ใช่ เรายังลังเลใช่หรือเปล่า ถ้าเรายังลังเลก็แสดงว่า การกลับบ้านของเราเป็นเรื่องอนาคต หรือถ้าเอ็มหมายถึงเชียงรายก็แสดงว่าเป็นเรื่องของอนาคต แต่ทําไมเอ็มถึงอยากเขียน ตรงนี้ต่างหากที่พี่ว่ามันสําคัญ ความรู้สึกนี้คือยังไม่อยากกลับ จะให้กลับพรุ่งนี้ มีคนเตรียมบ้านไว้รอ แล้วเอ็มก็ยังไม่อยากกลับ แต่ทําไมเราอยากเขียนเรื่องการกลับบ้าน ความหมายของมันคืออะไร

 

เอาจริงๆ ผมไม่เคยถามตัวเองจริงจังเหมือนกันว่าผมคิดอย่างไรกับการกลับบ้าน ทําไมผมถึงอยากเขียนเพลงนี้กันแน่ ผมอยากจะบอกอะไรกับคนฟัง อย่างที่บอกว่า ผมแค่หลับตานึกถึงภาพบ้านผมที่นี่ นึกถึงคนที่อยู่ที่นี่ นึกถึงสถานที่ที่คุ้นเคย ว่ามันยังอยู่เหมือนเดิมหรือไม่

 

ผมโตมาในบ้านเดียวกับปู่กับย่า เป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ ยกพื้นใต้ถุนสูง ตั้งแต่เด็ก เราวิ่งเล่นเสียงดังบนบ้านไม้ พอเหยียบเท้าแรงๆ เข้าไป ไม้ก็จะดัง ปู่กับย่าก็จะคอยบ่นผมเบาๆ ว่า “เอ็มเบาๆ หน่อย” ตอนนั้นเรารู้สึกรำคาญมาก เรารู้สึกอยากออกไปจากที่นี่ แต่พอได้ย้อนกลับไป พอได้ห่างบ้านมา มันทำให้ผมคิดถึงเสียงบ่นอะไรอย่างนั้น เหมือนตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ตอนเช้าๆ ตื่นขึ้นมาเสียงแรกที่ได้ยินคือ เสียงไก่ในเล้าขันปลุกแต่เช้า ปู่กับย่าผมเป็นชาวนา ชาวสวน บริเวณรอบๆ บ้าน เลยเต็มไปด้วยต้นไม้และสวนผักที่ปลูกไว้ให้กิน ส่วนที่ผมชอบที่สุดก็คือใต้ถุนบ้าน มันคือสวนสนุกไพรเวตที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มีเสาให้ผมวิ่งหลบเล่น สวนข้างๆ มีพื้นดินสภาพดีที่ผมชอบไปขุดหลุมดีดลูกแก้ว เล่นพื้นที่ติดกัน อีกฝั่งเป็นสนามหญ้า พอตกเย็นผมชอบเตะบอลเล่นกับญาติและน้องชายผม เวลาวิ่งเล่นจะมีเสียงปู่ย่าตะโกนบอกให้เล่นระวังๆ กันหน่อย บางทีก็ชวนกินข้าวสลับกับเสียงพูดคุยของปู่กับย่ากับคนเฒ่าคนแก่ละแวกนั้น ตอนนี้ปู่บุญศรีอายุ 84 ส่วนย่าคําเอ้ยอายุ 80 ทั้งคู่ยังแข็งแรงดี

 

เวลาผ่านไป ผมโตขึ้น ปู่กับย่าแก่ขึ้น แต่ผมรู้สึกโชคดีที่บ้านเรายังเหมือนเดิม

 

จาก หยดนํ้าหวานในหยาดน้ำตา พี่พูเขียนถึงพี่กนกพงศ์ตลอดทั้งเรื่อง ผมเห็นภาพนักเขียนที่มีวินัยเข้มงวดและจริงจังกับงานมาก ผมเหมือนจะรู้จักเขา เพราะในบางจังหวะผมเหมือนเห็นภาพตัวเองสะท้อนอยู่ในชีวิตเขา จากการได้พบพี่พูทําให้ผมอยากรู้จักพี่กนกพงศ์ผ่านงานเขียนของเขาดู ผมเลยขอยืม แผ่นดินอื่น รวมเรื่องสั้นของเขามาอ่าน และสะดุดกับข้อความนี้ในบทนํา

 

“หลายปีมานี้ผมเกิดความรู้สึกว่างานหนักของนักเขียนไม่ได้อยู่ที่การนั่งตอกพิมพ์ดีดหามรุ่งหามคํ่า ทว่า กลับอยู่ท่ีการพยายามทําความเข้าใจชีวิตและสังคมเป็นสําคัญ การทําความเข้าใจดังกล่าวดําเนินควบคู่ไปกับการจัดระบบชีวิตตนเอง ประสานความคิด ความเช่ือ และศรัทธา เข้าเป็นหน่ึงเดียวกับกระบวนแห่งพฤติกรรม ในเมื่อเบื้องหลังของงานเขียนคือชีวิตทั้งชีวิต เบื้องหลังวรรณกรรมคือตัวตนสัมบูรณ์ของนักเขียน สัมฤทธิ์ผลของงานเขียน ย่อมมีรากฐานมาจากศักยภาพของชีวิต”

 

ผมไม่แน่ใจว่าเข้าใจความหมายของข้อความนี้ทั้งหมดหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าพี่กนกพงศ์กําลังหมายถึง ‘บ้าน’ ถ้าเบื้องหลังของเพลงคือตัวตนของผม ในฐานะนักแต่งเพลง ผลลัพธ์ของงานเพลงหรืองานเขียนของผมย่อมมีรากฐานมาจากชีวิต จากบ้านที่ผมอาศัยอยู่ตอนนี้ สภาพแวดล้อมในชีวิตของผม ณ ขณะนี้

 

ช่วงแรกที่ผมย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ใหม่ๆ ผมกลัวมาก ไม่รู้ทาง ขึ้นรถไฟฟ้าไม่เป็น ไม่มีคนรู้จัก กรุงเทพฯ เป็นสถานที่แปลกหน้า แต่พอเวลาผ่านไป ผมค่อยๆ สร้างความทรงจําและความสัมพันธ์จนเราคุ้นเคยกันมากขึ้น มาถึงตอนนี้ผมคิดว่า นอกจากจะ ‘กลับเชียงราย’ แล้ว ผมสามารถพูดคําว่า ‘กลับกรุงเทพฯ’ ได้เต็มปากสักที

 

ในชีวิตเราจะมี ‘บ้าน’ ได้กี่หลัง บ้านสมิงพระราหู บ้านในหุบเขาที่พรหมคีรี บ้านที่เชียงราย บ้านที่กรุงเทพฯ มันคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับโฉนดหรือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายอย่างที่พี่พูว่า สุดท้ายผมคิดว่าขอบเขตของบ้านน่าจะอยู่ในช่วงเวลาระหว่างเราเท่านั้นเอง ผมคิดว่าผมพอเข้าใจแล้วครับพี่พู อยากให้พี่ได้ลองฟังเพลงนี้ดูนะครับ

 

บนทางท่ีเคยเดินมาไกล แค่ต้องการตามใจให้ไปเจอความฝัน

วันน้ันถึงวันนี้มันก็ผ่านมานาน แต่ฉันก็ยัง

เดินวนเหมือนคนเดินหลงทาง และคือหน่ึงเสียงใจเรียกให้กลับไปหา

ท่ีแห่งน้ันที่ที่ฉันได้เคยเดินจากมา และท่ีนั่นก็คือบ้านหลังเก่า

ท่ีแห่งนี้มีความหมาย แม้ไม่กว้างใหญ่เหมือนท้องฟ้าท่ียาวไกล

แค่มีฉันกับเธอข้างกายจนวันสุดท้าย

ท่ีแห่งนี้มีความหมาย แม้ไม่กว้างใหญ่เหมือนท้องฟ้าท่ียาวไกล

แค่มีฉันกับเธอข้างกายจนวันสุดท้าย Credits

 


 

Director & Script Writer & Editor ณฐพล บุญประกอบ

Subject อุรุดา โควินท์

Narrator ยศวัศ สิทธิวงค์, สายทิพย์ วิวัฒนปฐพี

Producer ทรงพล จันทรสม

Editor รชตะ ทองรวย

Sound Mixing ยศวัศ สิทธิวงค์

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader ภาวิกา ขันติศรีสกุล

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.3 กลับบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.2 บันทึกของพวกเรา https://thestandard.co/podcast/somewhereibelong2/ Thu, 07 Nov 2019 11:29:41 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=301744

กำกับพอดแคสต์โดย วรรณแวว-แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ สร้างจากเร […]

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.2 บันทึกของพวกเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>

กำกับพอดแคสต์โดย วรรณแวว-แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์

สร้างจากเรื่องจริงของครอบครัวศรีทองดี

 

หลังจากสูญเสียแม่ แพร นัดดา จึงปรึกษากับ โลเล ผู้เป็นสามีว่าจะมีลูก เพื่อให้ความสัมพันธ์แม่ลูกกลับมาอีกครั้ง ครอบครัว ‘ศรีทองดี’ จึงมี โรมัน และนินจา เด็กชายตัวเล็กที่ร่วมเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ขณะที่ธุรกิจกำลังไปได้ดี แพร นัดดา กลับเกิดคำถามว่าเวลาที่หายไปกับการงานสามารถทำให้ชีวิตสมดุลด้วยการรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันได้ไหม ความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นกับครอบครัวนี้อีกครั้ง

 

บันทึกของแม่กับพ่อโรมัน

 

แพร-นัดดา ศรีทองดี เป็นแม่โรมันกับนินจา โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี เป็นพ่อโรมันกับนินจา หม่าม้าชอบทำกาแฟมาก ปะป๊าชอบวาดรูปมาก มีลูกชาย 2 คน น่ารักมาก พวกเราอยู่บ้านหัวหินมา 7 ปีแล้ว และนี่คือบันทึกวันสำคัญของพวกเรา

 

 24 กุมภาพันธ์ 2555 วันที่แม่จากไป

 

แพร: พอแม่เสีย เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถอยู่กรุงเทพฯ ได้แล้ว เพราะว่ามันมีความทรงจำมากเกินไป ในระหว่างที่จัดงานศพน่ะ เราต้องขับรถขึ้นทางด่วนไปที่วัด แล้วทุกวันที่ไปวัดเรารู้สึกว่าโลกมันไม่เหมือนเดิม ทั้งเมืองนี้มันไม่มีแล้ว ทั้งโลกนี้เราจะไม่ได้เจอแม่อีกแล้ว มันเป็นความรู้สึกว่าเราไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ในที่เดิม ถนนเส้นเดิม ร้านอาหารร้านเดิม ซูเปอร์มาร์เก็ตเดิมที่เคยไปกับแม่มาตลอดชีวิตได้ ทุกอย่างมันเปลี่ยนหมดเหมือนแค่วันนี้กับพรุ่งนี้ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว โลกมันเปลี่ยนเป็นอีกโลก โลกเดิมมันแตกสลายไปแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าไม่สามารถรับทั้งหมดนั้นได้ในตอนนี้ เราต้องไปอยู่ที่อื่นพักหนึ่ง ตอนนั้นพอมีทางเลือกคือพี่โลเลทำสตูดิโออยู่ที่หัวหิน ก็คือเป็นบ้านที่เราจะอยู่ด้วยกันนี่แหละ แต่เราคิดว่าจะไปๆ มาๆ กรุงเทพฯ-หัวหิน คือตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะย้ายออกไปอยู่ถาวร เพราะว่าเราไม่เคยย้ายออกไปอยู่นอกกรุงเทพฯ มาก่อน และไม่คิดว่าตัวเองจะอยู่ต่างจังหวัดได้ เพราะทุกอย่างของเราอยู่ที่นี่ ทั้งงาน เพื่อน ต่างจังหวัดหรือที่อื่นมันต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด คล้ายๆ กับว่าเรากลัวการเริ่มต้นใหม่ แต่ว่าในสถานการณ์นั้นมันคือการอยากเริ่มต้นใหม่ เราเลยแต่งงานแล้วก็ย้ายมาเลย ย้ายมาแบบที่ไม่เอาอะไรมาเลยสักอย่าง เพราะทุกอย่างที่กรุงเทพฯ มันเต็มไปด้วยความทรงจำ แม้กระทั่งรูปถ่ายหรือเสื้อผ้า ก็เลยเอามาแค่เสื้อผ้ากระเป๋าเดียวแล้วมาเริ่มต้นใหม่ที่นี่เลย

 

คืนแรกที่บ้านหัวหิน

 

แพร: พี่โลเลบอกว่าบ้านเสร็จแล้วนะ เดี๋ยวไปรับที่กรุงเทพฯ แล้วมาทดลองนอนกัน พอไปถึงก็คือมันโล่งมากจนเหมือนเรานอนในศาลาวัด การที่นอนกับพื้นแล้วเพดานบ้านสูงมันทำให้เราโคตรเวิ้งว้าง คือเราต้องมานอนกอดกันเพื่อให้มีพื้นที่แคบลงในเสื่อผืนหนึ่ง เราคิดกันว่าพรุ่งนี้เราไปซื้อเฟอร์นิเจอร์กันเลย เพราะมันโล่งไป

 

โลเล: ตื่นเช้ามาแสงแดดมันก็สาดเข้ามาอย่างสวย สดใสมาก แสงมันพาดเข้ามาเป็นลำเลย รู้สึกว่านี่คือบ้านของเราแล้ว เพราะว่าเราได้นอนแล้ว เราได้ประสบการณ์ร่วมกับพื้นที่นี้แล้ว แต่เดิมมันยังไม่มีชีวิตเลยล่ะ เพราะมันคือที่ก่อสร้าง เราไม่รู้หรอกว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่เราเดาว่าเราน่าจะรู้จักบ้านเรามากขึ้น

 

แพร: มันเป็นวันที่จำได้ เพราะว่ามันเป็นการเริ่มต้นใหม่สำหรับเราที่เหมือนมาจากศูนย์ คือตอนที่เราเกิดมาตอนเด็กๆ ความทรงจำเราไม่เคยมีบ้านที่โล่งแบบนี้ เกิดมาบ้านก็มีพ่อแม่ มีเฟอร์นิเจอร์แล้ว อันนี้คือการเดินเข้ามาในบ้านเปล่าๆ โอเค ชีวิตใหม่เรากำลังจะสร้าง บ้านใหม่ก็กำลังจะสร้าง ตอนนี้มันจะเป็นก้าวที่หนึ่งของเราเลย

 

วันที่บ้านมีชีวิต

 

แพร: ตอนที่เข้ามาแล้วต้นไม้มันไม่มีเลย เราก็รู้สึกว่าเหมือนอยู่ในทะเลทราย เลยรู้สึกว่าสิ่งแรกที่ต้องทำคือการปลูกต้นไม้ แล้วจริงๆ เราเป็นคนกลัวแดดมาก เพราะเรากลัวการเป็นฝ้า แต่อันนี้กลัวความแห้งแล้งมากกว่า เราเลยไปหาต้นไม้ก่อน ไปถามคุณลุงข้างบ้านก่อนว่ามีต้นอะไรที่มาปลูกได้ไหม เขามีต้นหมากสองต้นก็ลากมา ทำยังไงก็ได้ให้มันดูชุ่มชื้นกว่านี้ วันที่เราเดินออกมาจากบ้านวันหนึ่ง เรารู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมต้นนี้มันสูงขนาดนี้แล้ว แล้วต้นนั้นที่เราปลูกมันสูงเลยหัวเราแล้ว คือหันไปอีกทีต้นไม้มันโตและยึดติดกับดิน มันเติบโตและเบ่งบานของมันแล้ว เรารู้สึกเลยว่านี่คือที่ที่มีชีวิตแล้ว

 

โลเล: เราไม่คิดจะเอารูปวาดเรามาแต่งด้วยซ้ำไป แต่แพรบอกว่าอยากเอารูปมาติด ทำให้เราเห็นอะไรที่เราคาดเดาไม่ออก มันก็สวยดีนะ แล้วพอเราอยู่นานขึ้น เราก็มีของ เราก็รู้สึกว่าของบางอย่างก็วางเก็บไว้ กีตาร์ยังอยู่ในกล่อง มันก็รู้สึกว่าเธอน้อยใจนะว่าเราไม่เจอมันเลย ผมเลยเอาของเหล่านั้นออกมา เราอยากเห็นของที่เราชอบ ผมก็เริ่มแขวนกีตาร์เป็นแผง มีสิบตัวก็เรียงมัน แล้วก็นั่งมองมันด้วยความชื่นชอบ ผมไปปรินต์รูปมือเบสคนที่ชอบเอามาแปะ พอเราทำแบบนี้มันยิ่งเริ่มสนุก และรู้สึกว่ามันเป็นชีวิตของเรา นี่คือชีวิตของโลเล

 

วันที่ตัดสินใจมีลูก

 

แพร: ตอนที่เราคบกับพี่โลเลน่ะ เราสองคนชอบการท่องเที่ยวและการเดินทาง เราไม่มีภาพการมีลูกไปด้วย เพราะรู้สึกว่าการไปกันสองคนนี่เจ๋งมาก เพราะเราได้ลุยกันสนุกๆ แต่พอเราเสียแม่ไป ช่วงแรกเราฝันถึงแม่ทุกวันอยู่เกือบปี เราคิดอยู่ตลอดว่าเหมือนทำอะไรหาย และต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งถึงรู้ว่าไอ้ความสัมพันธ์นั้นแหละที่เราทำหายไป เรารู้สึกตัวเราเป็นรู และเราอยากทำให้รูนั้นหายไป แต่เราไม่สามารถสร้างแม่ใหม่ได้ แต่เราสามารถที่จะเป็นแม่ได้ เราก็เลยอยากได้ความสัมพันธ์ที่มันอบอุ่นมากอันนั้นกลับมา คือเราไม่ได้คิดว่าเราอยากมีลูกเพื่อจะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์หรืออะไรเลย เราอยากมีลูกเพื่อที่จะได้ความสัมพันธ์แม่ลูกนั้นกลับมา เราก็เลยบอกพี่โลเลว่าเราจะมีลูกเพราะเราอยากเป็นแม่ พรุ่งนี้ไปหาหมอกันเลย

 

โลเล: ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีลูก เฮ้ย มันคือไอเดียใหม่ในชีวิต บอกปั๊บเราก็โอเคเลย ไม่เคยคิดถึงเลยว่าจะเจออะไรข้างหน้า แพรเสนอมาเราก็สนุกด้วย

 

29 เมษายน 2556 วันที่โรมันดิ้น

 

แพร: เดือนที่ 7-9 นอนดูพุงของตัวเองแล้วก็เห็นพุงขยับเป็นคลื่น ไม่รู้ว่าขาหรือแขนวาดจากพุงข้างหนึ่งมาอีกข้างหนึ่ง เหมือนเรามีมนุษย์อยู่ในท้อง แล้วสร้างมนุษย์คนหนึ่งขึ้นมาจากถุงน้ำ 0.7 เซนติเมตร ตอนนี้มีแขน มีขา และกำลังขยับอยู่ในท้องเรา มันรู้สึกประหลาดใจมาก แปลกมากที่เรารู้สึกถึงเขาขึ้นมาทันที ตอนแรกอาจดูเวอร์ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราคุยกับลูกทุกวัน ความผูกพันมันเริ่มตรงนั้น เราคิดว่าคนท้องทุกคนต้องเจอ คนที่เป็นแม่มาก่อนก็จะมาบอกเราว่าเราจะไม่ว่างแล้วนะ ถ้าอยากเที่ยว อยากนอน ต้องทำตอนนี้ ถ้าลูกออกมาเราจะไม่ได้นอน ไม่ได้เที่ยว เราจะสูญเสียความเป็นส่วนตัวทุกอย่าง แต่เรากลับไม่ได้มองอย่างนั้นเลย เรากลับรู้สึกว่าเราได้มีชีวิตส่วนตัวมาแล้ว ทั้งชีวิตวัยรุ่น ชีวิตคู่กับพี่โลเล เราไม่มีความกังวลอะไรเลยที่ต้องสูญเสียอะไรที่เคยทำเป็นประจำ เราสนุกกับการเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำ ถ้าชีวิตเราเป็นหนังเรื่องหนึ่ง บทแรกคือกรุงเทพฯ พอแม่เสียก็คือจบภาคหนึ่ง เราเลยเริ่มต้นภาคสองด้วยการออกมาอยู่ที่ใหม่ มีการเดินทาง มีเพื่อนใหม่ มีงานใหม่ มีลูก พอลูกดิ้นนั่นแหละ เรารู้สึกว่ามันมาแล้ว มันจริงมาก เราเป็นแม่แล้ว ชัวร์!

 

12 กันยายน 2556 ที่โรมันเกิด

 

โลเล: ก็ถือเป็นวันที่แปลกประหลาดมากวันหนึ่ง เพราะว่าเราไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ ผมว่าการมีลูกมันมีความวิตกกังวลเหมือนกันนะว่าลูกจะออกมาปลอดภัยไหม ไม่รู้จะออกมาเป็นอย่างไร หน้าตาจะเป็นอย่างไร เราคิดอะไรไม่ออกเลย เราแทบไม่รู้จะวางตัวเองอย่างไร ไปนั่งรอที่โรงพยาบาลเงียบๆ เรานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามห้องอบเด็ก เดี๋ยวอีกไม่กี่นาทีนี้เราจะได้เจอตัวที่อยู่ในท้องแล้วนะ ทั้งกังวล ทั้งตื่นเต้น เรานั่งกระสับกระส่ายจนกระทั่งได้ยินเสียงร้อง อุแว้ อุแว้ ผ่านมาในอาคาร เฮ้ย! นี่ใช่เสียงลูกเราหรือเปล่านี่ มันน่าจะใช่นะ ผมคุยกับตัวเอง เสร็จแล้วก็มีพยาบาลเดินมาบอกว่า ใช่คุณพ่อน้องโรมันหรือเปล่า ออกมาแล้วหรือครับ ใช่หรือครับนี่ เฮ้ย! หน้าเขาพะงาบๆ นี่ลูกเราหรือ ทำไมหน้าตาเป็นแบบนี้ มันดูเหมือนมนุษย์ต่างดาว รู้สึกขำน่ะ

 

แพร: เสร็จแล้วพอเขาพามาห้องพักฟื้น พี่โลเลไปดูลูกมาแล้วล่ะ พี่โลเลถามว่าเห็นโรมันหรือยัง เราบอกว่าเห็นแล้ว เราถามว่าน่ารักไหม เขาบอกว่าไม่รู้ (หัวเราะ) คือเราทั้งสองคนไม่รู้จะพูดว่าน่ารักหรือว่าเราดีใจมาก เรารู้สึกได้ว่าพี่โลเลต้องรู้สึกเหมือนเรา มันเป็นวันที่สองที่เราต้องไปให้นม พอเขาเอาลูกมาอยู่ในแขนเรา คือรู้สึกว่าลูกเราโคตรน่ารักเลย แต่ไม่อยากพูด เพราะรู้สึกเวอร์ แต่อยู่ๆ พี่โลเลก็พูดขึ้นมาว่า ‘เราไม่เคยเห็นเด็กคนไหนน่ารักเท่าลูกเราเลย’ (หัวเราะ) ทำไมลูกเราน่ารักจัง เราบอกพี่โลเลเลยนะว่าห้ามตั้งความหวังอะไรเลย ขอให้ลูกแข็งแรงก็พอ และขอให้เขาเป็นเด็กที่มีความสุข เราไม่สนเลยนะว่าเขาจะโตมาแล้วเก่งไหม นั่นเป็นเรื่องที่เราไม่สนจริงๆ ไม่มีความคิดในการที่เราเป็นศิลปินแล้วลูกก็จะต้องเป็นศิลปิน คือจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้แข็งแรงและมีความสุข คิดตั้งแต่วันแรกที่ลูกเกิดเลย แค่นั้นคือพอ

 

วันธรรมดาวันหนึ่ง

 

โลเล: บ้านที่เคยดีไซน์ไว้ พอมีลูกก็เปลี่ยนไปอีก เพราะว่ามันรกมาก ตอนแรกเรามองไปก็ โอ้โห รกจังเลย เวียนหัวเหมือนกัน แต่พอดูไปดูมาสักพัก มันก็น่ารักของมันเนอะ คือเทปอะไรไม่รู้ ลูกวาดรูปก็ติดไว้ อะไรก็วางไม่เป็นที่เป็นทาง แต่มันมีเสน่ห์และมีชีวิต แต่เราก็ยอมรับว่านี่คือดีไซน์แบบหนึ่ง

 

แพร: แม่ต้องเป็นนักจัดการน่ะ ถ้าเราอยากจะทำอะไร เราต้องบริหารเวลา 24 ชั่วโมงให้เรามีช่วงที่ทำได้ มันทำให้เรากลายเป็นคนที่คิดก่อนทำเยอะมาก แล้วเราก็รู้สึกว่ามันทำให้เราเจอโอกาสให้เราได้ทำอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เคยทำ เพราะเราไม่สามารถทำอะไรแบบเดิมได้ เช่น วาดรูป วาดไม่ได้เลยเพราะไม่มีเวลา เราก็เลยคิดว่าเขียนหนังสือแล้วกัน เพราะเราคิดว่าความทรงจำ 3 ปีแรกเขาจะไม่มีวันจำได้ เราก็เลยคิดว่ามันน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะจดบันทึกอะไรพวกนี้ไว้ให้โรมัน เราเขียนมันทุกคืน คืนละเอสี่ แล้วมันก็กลายเป็นหนังสือ แม่โรมัน เราก็รู้สึกว่านี่คืองานใหม่ที่เราไม่เคยทำเลย เราไม่เคยเขียนหนังสือมาก่อน และเราก็ไม่คิดว่าจะมีหนังสือของตัวเอง แถมเป็นหนังสือเกี่ยวกับลูกในหมวดจิตวิทยาเด็ก เราไม่คิดว่าจะไปสู่จุดนี้ แต่เป็นงานชิ้นแรกที่ทำตอนที่มีลูกปีแรกแล้วรู้สึกดีมาก อยากเป็นกำลังใจให้แม่ทุกคนว่าเราทำอะไรไ้ด้เยอะนะตอนที่เรามีลูก ก็ทำเกี่ยวกับลูกนี่แหละ เรื่องเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ อยู่ที่การจัดการจริงๆ แม่ทุกคนทำได้

 

16 ธันวาคม 2558 

 

แพร: ช่วงที่โรมันเริ่มเดินได้ เราไม่สามารถจะหยุดถ่ายรูปโรมันได้ เพราะรู้สึกว่ามันเร็วขึ้นอีกแล้ว เพราะว่าตอนที่เราอุ้มโรมันตอนที่เป็นเบบี๋มันนานมากกว่าเขาจะเดินได้ แต่แป๊บเดียวเขาก็เดินได้แล้ว มันเหมือนเรากะพริบตา มันทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย เราต้องไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยที่ไม่ได้เก็บบันทึกอะไรไว้บ้างเลย มันเหมือนเราจะรู้สึกเสียดายนิดๆ ว่าต่อไปเด็กคนนี้จะไม่มีอีกแล้วที่งอแงง้องแง้งหาแม่ เด็กคนนี้จะหายไปในที่สุด เราเลยอยากถ่ายรูปเก็บเอาไว้ จริงๆ ไม่ได้เก็บให้โรมัน แต่เก็บให้ตัวเอง เพราะถึงวันหนึ่งที่เขากลายร่างเป็นผู้ใหญ่ คนที่จะนั่งดูรูปพวกนี้แล้วคิดถึงวันเก่าๆ คือเรา โดยที่เราเห็นภาพถ่ายนั้นภาพเดียว แต่ข้างหลังภาพมันอยู่ในใจเราหมดแล้ว

 

11 พฤษภาคม 2560 วันที่นินจาเกิด

 

โลเล: น้องจะออกมาแล้ว เราก็ไปโรงพยาบาลด้วย เราเลยเล่าให้โรมันฟังว่าตอนที่เกิดก็โผล่ออกมาจากห้องนี้แหละ แล้วเราก็วิ่งไป เดี๋ยวโรมันก็ต้องเป็นเหมือนกัน เดี๋ยวน้องจะออกมาแล้ว เราคอยฟังนะว่าเราจะได้ยินเสียงไหม เหมือนวันนั้นเลยที่โรมันเกิด แต่มีเพื่อนที่ลุ้นด้วยกัน จนกระทั่งได้ยินเสียงอุแว้ อุแว้ เราวิ่งกันไปดูหน้าตู้ นี่ไงโรมัน นี่นินจาไง 

 

แพร: วันที่นินจาเกิดแล้วโรมันไปดูน้องน่ะ โรมันก็เตรียมของเล่นไว้ให้น้องทันทีตั้งแต่วันแรก เพราะเขาเข้าใจว่าน้องออกมาปุ๊บก็เล่นกับโรมันได้เลย ตอนแรกเขางงและมีความน้อยใจนิดๆ ด้วยว่าทำไมน้องไม่ลุกขึ้นมาเล่นเสียที เขาไม่เข้าใจ เราก็ต้องอธิบายและทำให้รู้ว่าโรมันอยู่ทีมแม่ ตอนนี้โรมันกับแม่เราต้องแท็กทีมกันแล้วช่วยดูแลน้องจนกว่าน้องจะมาเล่นกับเราได้ โรมันก็เข้าใจและเป็นพี่ชายทันที เขารู้สึกว่าเขาเป็นผู้ปกครองนินจาคนหนึ่ง เขาจะต้องดูแล เช่น นินจาใส่รองเท้าไม่ได้ มา! พี่ใส่ให้ เขาจะทำเสียงพระเอกน่ะ พยายามจะเปลี่ยนผ้าอ้อมน้อง พยายามจะพาน้องไปนอน เขาเหมือนแม่เลย วิธีการที่แม่สอนน่ะ เราจะสอนด้วยการคุยกับโรมัน คุยกันยาวๆ เลย เขาก็ทำแบบนั้นกับนินจาที่ยังฟังไม่ได้ แต่เขาก็ใช้วิธีการคุย เรารู้สึกว่าการที่เขาคุยกับนินจาก็คือคุยกับตัวเองด้วย ก็ดีนะ

 

วันนี้เป็นพ่อลูกสองแล้ว

 

โลเล: ที่จริงแล้วเนี่ยการมีลูกคนที่หนึ่งกับคนที่สองเลี้ยงไม่เหมือนกันนะ เพราะคนแรกเราไม่เคยมีลูกมาก่อน เลยวุ่นวายไปหมดกับการหาว่าลูกมีอาการแบบนี้คืออะไร มีพฤติกรรมแบบนี้มันจะเป็นอะไร พอคนที่สองไม่มีเลย เราปล่อยเลย เอายังไงก็ว่ากันไปตามสถานการณ์ จะล้างก้นก็ง่ายมาก เปิดก๊อกน้ำล้าง ไม่ต้องมีทิชชู่เปียกอะไรให้ซับซ้อน ขับรถอยู่กลิ่นมาก็ เอ้า! อึแล้วเนี่ย ก็เลี้ยวรถกดน้ำล้าง ณ ป่าละเมาะ ทุกอย่างง่ายหมดเลย เหมือนเรามีลูกคนที่หนึ่งมาแล้ว ลูกคนที่สองก็ง่าย 

 

วันที่พบแก้วกาแฟเปลี่ยนชีวิต

 

แพร: ก่อนที่เราจะมีลูก เรากินกาแฟไม่เป็นเลย หมายความว่ากินแล้วมันขม ไม่ชอบกลิ่น แล้วพอลูกยังเล็กมาก ต้องอุ้มตลอดเวลาเพราะไม่มีพี่เลี้ยง ก็เลยไปนั่งร้านกาแฟทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งน้องเจ้าของร้านเขาถามว่าพี่ลองกินตัวนี้ไหม มันมีกลิ่นดอกไม้ด้วยนะ พอกินไปแล้วเราแปลกใจมาก เพราะมันไม่ขม พอเขาอธิบายว่ามันเป็นพันธุ์เอธิโอเปียนะ เราก็สงสัยว่ามีพันธุ์อื่นด้วยหรือ เขาบอกว่ามันมีเยอะมาก จากนั้นเราเลยเริ่มตามหากาแฟหลายสายพันธุ์ อยากรู้ว่ามันมีรสอะไรอีก ชิมไปชิมมารู้สึกว่าอยากทำ ก็ลองทำดู วันที่เราเทน้ำชงวันแรก เรารู้เลยว่าเราไปอีกโลกหนึ่งมา 3 นาที ถ้าเราจะทำกาแฟดริปแก้วหนึ่ง เรารวบรวมพลังทั้งหมดของเรา 3 นาทีนี่เราหายไปเลยจากโลกนี้ มันมีเสน่ห์จนเราอยากชงทุกวัน นี่แหละคือสิ่งที่เราอยากทำตลอดชีวิต เราเลยอยากทำร้าน มันจะเป็นภาคใหม่ของชีวิตเรา

 

วันแรกของโรนิน

 

แพร: เราคิดตลอดเลยว่าลูกค้าคนแรกของเราจะเป็นใคร แล้วลูกค้าคนแรกมักจะมาตอนวันที่เรายังไม่เปิดร้าน เพราะร้านยังไม่เสร็จ แต่ลูกค้าคนแรกคือคนที่เห็นว่ามันดึงดูดมากจนเขาต้องเข้ามาแล้วอยากจะกิน แล้วเราจะจำคนคนนั้นได้ ลูกค้าคนแรกที่เราชงกาแฟให้ดื่มก็คือ พี่ด้วง-ดวงฤทธิ์ บุนนาค เราตั้งใจทำมาก พี่ด้วงบอกว่าแค่เห็นตอนเราทำก็รู้สึกว่ามันอร่อยแล้ว กาแฟอะไรมันละเมียดขนาดนั้น เขาดื่มไปแล้วรู้สึกว่ามันเป็นกาแฟที่ประณีต ประทับใจเหมือนกันนะ เพราะเขาบอกว่าไม่เคยกินกาแฟที่ประณีตขนาดนี้มาก่อน เรากับพี่โลเลรู้ตัวอยู่แล้วว่าเราไม่ใช่นักธุรกิจ เราไม่เคยคิดเลยว่าการลงทุนต้องลงทุนเท่าไร ต้องคืนทุนเท่าไรถึงจะเรียกว่าคุ้ม เราคิดว่ามันขึ้นอยู่กับมุมมองแต่ละคนว่าความคุ้มค่าคืออะไร สำหรับเราคือชงกาแฟแก้วแรกมีคนกินแล้วอร่อย เราก็คุ้มแล้ว แค่พี่โลเลเขามีพื้นที่ได้ติดรูปขึ้นไปรูปหนึ่ง แล้วพื้นที่ศิลปะเป็นของตัวเอง นั่นก็คุ้มแล้ว แค่นั้นเราคุ้มมากแล้ว 

 

วันธรรมดาวันหนึ่ง

 

โลเล: ถ้าอยู่ที่ร้านแพรเขาต้องชงกาแฟ เราก็ดูลูก แล้วเวลาลูกง่วงนอนเราก็อุ้ม เวลาอุ้มแล้วลูกจะชอบถือสิ่งของเป็นประจำ แล้วเราก็สังเกตได้ว่าของหล่นเมื่อไร แสดงว่าเขาหลับแล้ว และตัวเขาจะหนักขึ้นหน่อยหนึ่ง ที่สำคัญคือเราต้องมีกระจกติดผนัง ลูกอยู่ข้างหลังเราจะไม่เห็นหน้าลูก แล้วเราจะต้องถามคนอื่นว่าเขาหลับหรือยัง ถ้าเราไม่มีคนถาม เราก็ต้องมีกระจกเพื่อจะดูว่าลูกหลับหรือยัง

 

18 สิงหาคม 2561

 

แพร: มีผู้ชายคนหนึ่ง เราก็รู้สึกคุ้นหน้าเขานะ เขาบอกว่าผมมาส่งพัสดุให้พี่ทุกอาทิตย์เลยครับ เขาบอกว่าเขาส่งจนอยากกิน นี่เรารู้สึกว่าโคตรทำให้หัวใจเราพองโต การที่เห็นเราทำจนอยากกิน จนต้องมานั่งกิน มันทำให้เราอยากทำให้เขาดีที่สุด แล้วเขาบอกว่ามันอร่อยมาก เขาไม่เคยกินกาแฟที่มันรสชาติแบบนี้เลย มันหอม พี่ทำแล้วมันดูน่ากินมาก เราเลยรู้สึกว่ารสชาติกาแฟมันไม่ได้อยู่แค่ในถ้วยนั้นหรอก มันอยู่ทั้งหมดเลย มันรวมถึงวิธีการชง อากาศในร้าน สี แสง ลูกๆ เสียง ทุกอย่างในร้านเราคือรสชาติของกาแฟแก้วหนึ่งที่เขาอยากกิน

 

23 มิถุนายน 2562

 

แพร: บ้านที่อยู่มาปีที่ 7 ต้นไม้ที่โตมาด้วยกันจนเรารู้สึกว่ามันโตได้ขนาดนี้เลยหรือ มันโตสูงเลยบ้านเลยนะ พอเราตื่นมาก็ขอชงกาแฟแก้วหนึ่งแล้วค่อยลงไปคุยกับต้นไม้ ชอบคุยกับดอกกุหลาบน่ะ แต่ก็มีคนเขียนในพันทิปเหมือนกันนะว่าต้องคุยกับดอกไม้แล้วมันจะออกดอก มันออกดอกเยอะมาก เราแค่รดน้ำไปแล้วพูดว่า ‘โดนตัวอะไรกัดมา นี่ใบแหว่งนะ ขอเอาออกหน่อยนะ แห้งมากเลย เมื่อวานลืมรดน้ำหรือเปล่า’ เหมือนบ่นกับต้นไม้ไป พอคุยเสร็จเราก็กินกาแฟแก้วหนึ่งที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ที่เป็นเพื่อนกัน มันรู้สึกสงบมาก รู้สึกว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตสงบ มีความสุข และเป็นประโยชน์ ทำตัวให้เป็นประโยชน์ 1-2 ครั้งต่อวันก็โอเค นั่นคือชีวิตประสบความสำเร็จแล้ว จุดประสงค์ของการมีชีวิตอยู่ของเรามีแค่นั้น

 

24 มิถุนายน 2562 วันที่ตัดสินใจปิดโรนิน

 

แพร: คือเวลาเรามาทำงานที่ร้าน พี่โลเลจะต้องเลี้ยงลูกข้างบน พอเวลาผ่านไปเรารู้สึกสงสารพี่โลเล ชีวิตของเขาคืองานศิลปะ ตอนนี้เรารู้สึกว่าเหมือนทำแต่ชีวิตของเรา ทั้งลูกและสามีของเราต้องมาอยู่ที่ร้านหมดเลย เพราะเราจะทำกาแฟ เรารู้สึกว่าชีวิตไม่สมดุลแล้ว เพราะพี่โลเลทำงานยาก มันต้องสมดุลแล้วแน่ๆ บางทีเราเห็นโรมันวิ่งลงไปข้างล่างแล้วบอกว่าเบื่อจังเลยแม่ คือเขาอยากได้พื้นที่การเล่นที่มากกว่าข้างบนนี้ เราเลยบอกพี่โลเลว่ากลับบ้านไปทำร้านที่บ้านเถอะ เราจะได้ทำกาแฟเหมือนเดิม แต่พี่โลเลจะได้วาดรูป ลูกจะได้เล่นที่บ้าน ปีหน้านินจาไปโรงเรียนกลับมาก็ได้กลับบ้านเลย ทุกคนได้อยู่บ้านแล้วทำสิ่งที่ตัวเองรักพร้อมกันหมด มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เราเลยกลับบ้านเลย วันต่อมาเราประกาศแล้วว่าเราจะปิดและย้ายไปที่โน่น เรารู้สึกดีมากกับความเปลี่ยนแปลง คือรู้สึกว่ามันใช่ มันเป็นเวลาที่ถูกต้องมาก ตอนนี้เรากลับบ้านได้แล้ว มันเป็นสิ่งที่โคตรดี และเรารู้แล้วว่า ‘บ้าน’ อยู่ไหน เราสามารถทำสิ่งที่รักอยู่ในบ้านที่เรารัก และอยู่กับคนที่เรารัก ดีมาก ไม่ได้คิดเลยนะว่า เฮ้ย เราจะย้ายไปตอนนี้โดยที่ที่นี่ยังไม่คืนทุนได้เลยหรือ เพราะเราลงทุนไปเยอะมากเลยนะ เรารู้สึกว่ามันคืนทุนไปตั้งแต่แก้วแรกที่เราชงไปแล้ว เรารู้สึกว่ามันคือภาคใหม่ไปแล้ว เรารู้สึกว่าไม่ได้ไปไหน แต่มันคือการกลับไปบ้าน อีกอย่างเราไม่เคยคิดว่าการชงกาแฟของเราเป็นบาริสต้า เราไม่คิดว่าคือผู้เชี่ยวชาญทางกาแฟหรืออะไรเลย เรารู้สึกว่าเป็น Home Brewer ตลอดเวลา เรารู้สึกว่าการกลับไปชงกาแฟที่บ้านมันเหมาะสมที่สุดแล้ว

 

วันนี้ของโลเล

 

โลเล: การที่เรามีลูกหรือเรามีภารกิจมากมาย เป็นภารกิจที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลยนะ ภารกิจเล็กๆ นี่แหละ เอาลูกเข้านอนบ้าง หรือว่าหาขนมให้ลูกกิน ทำให้ลูกไม่ร้อง ทำให้ลูกสนุก อะไรพวกนี้กลายเป็นว่าภารกิจที่สำคัญใหญ่โตเหมือนกัน เราต้องควบคุมให้มันมีความสุข ลองนึกถึงว่าเราจะต้องมีเวลาทำงานที่เราอยากทำ เป็นขีดจำกัดที่เรียกว่าเวลาน้อยมาก แล้วเราก็มีวิธีคิดของเราก็คือว่าต้องทำให้เราทำได้ ไม่ให้เรารู้สึกว่ามันเป็นภาระ เวลาเล็กๆ นี่แหละ แต่ต้องหาวิธีจัดการให้มันได้ มันเลยเป็นวิธีจัดการให้เราวาดรูปเร็วขึ้นมาก คิดเร็ว แก้ปัญหาได้เร็ว วิธีการวาดรูปสมัยก่อนเราต้องวางแผนเยอะ มันถูกวางแผนและคิดไว้ก่อน เพราะมีเวลาเยอะ สมมติเราจับกีตาร์ เราคิดว่าเล่นแบบไหนหรือคิดเพื่อสร้างงานอย่างไรแบบไหน กลับกลายเป็นว่าหลังๆ เราเล่นดนตรี เราอาจจะเล่นด้วยวิธีการง่ายและเร็ว เพราะเรามีเวลาไม่เยอะ แล้วเราอาจได้พบอะไรใหม่ๆ และมันก็จะมีความกระหายมากเลย กระหายที่จะหยิบจับกีตาร์ เหมือนเราจากมันมา หรือเราอยากวาดรูปมาก รู้สึกว่าต้องการปากกากับกระดาษ แล้วทุกครั้งที่เราได้ทำมันช่างเอร็ดอร่อย เพลินมาก แต่พอมันคิดแบบนี้จนชิน มันก็เป็นแพตเทิร์นแล้ว จะทำอะไรเราก็อยากโอบกอดสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ เหมือนเวลาอยู่กับลูก เราก็กอดลูกอย่างละมุนละไมจริงๆ ขับรถฟังเพลงเราก็รู้สึกว่าเพลงนี้มันเพราะ อาจเรียกว่าโลภมาก อยากทำทุกอย่าง อยากสัมผัสกับทุกอย่างให้มันได้อย่างเต็มที่ พอเวลามันมีน้อยนิด เรากลับรู้สึกว่าไอ้น้อยนิดน่ะ เราต้องเปิดใจและสัมผัสมันอย่างจริงใจ เมื่อเปิดใจเราจะลืมอดีต ลืมอนาคต เราจะอยู่ตรงนั้นอย่างอิ่มเอิบมาก แล้วเราจะพบข้อดีที่มันอาจจะดูธรรมดา เราคิดว่าทุกอย่างมีข้อดีหมดเลย ในความบ้านรก ในลูกขี้มูกไหล ลูกดื้อ หรือเด็กทะเลาะกัน เราก็ต้องมองหาข้อดี มันอาจเป็นประสบการณ์ที่ดีให้เราเรียนรู้

 

วันนี้ของแพร

 

แพร: บ้านเป็นที่ที่สำคัญมาก เพราะบ้านมันโตมากับเรา แล้วมันก็มีร่องรอยการใช้ชีวิตของเรา เป็นที่ที่เราสร้างครอบครัวมา ในบ้านมันมีส่วนประกอบเป็นโลกเล็กๆ หลายโลกอยู่ในนั้น แต่ว่าจะเชื่อมโยงคือบ้าน เราคิดว่าความสำคัญของการใช้ชีวิตคือเรารู้ว่าเราพอหรือยัง และเรารู้ว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุขจริงๆ จริงๆ แล้วมันยากนะ หลายคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะมีความสุข พอและเต็มตรงไหน สำหรับเราบ้านคือที่ที่พอและเต็มมาก จนเรารู้สึกว่าตายวันนี้ได้อย่างไม่เสียดาย เราได้อยู่บ้านชงกาแฟ ได้อยู่กับคนที่เรารัก นี่คือเต็มที่สุดแล้ว นี่คือพอแล้ว เราได้รวมสิ่งมีค่าทั้งหมดไว้แล้วที่บ้าน

 


Credits

 

Director & Script Writer & Editor วรรณแวว-แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ Subject ครอบครัวศรีทองดี

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader         ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์

 

 

 

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.2 บันทึกของพวกเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.1 วิมานขวัญทิพย์ https://thestandard.co/podcast/somewhereibelong1/ Fri, 01 Nov 2019 10:44:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=300244 Somewhere I Belong

  วันนี้ภูมิใจเสนอ เรื่องราวชีวิตในรั้วในวัง ความร […]

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.1 วิมานขวัญทิพย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Somewhere I Belong

 

วันนี้ภูมิใจเสนอ เรื่องราวชีวิตในรั้วในวัง ความรัก ความฝัน และการต่อสู้ของหญิงสูงศักดิ์ หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล

 

“วังก็คือบ้านนี่แหละ บ้านที่มีระดับหม่อมเจ้าอยู่เขาก็เรียกวังแล้ว มันคือราชาศัพท์​ แต่ไม่มานุ่งผ้าแถบหรือกระโจมอก แต่ว่าเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับเจ้านาย คือท่านปู่ ท่านเป็นหม่อมเจ้าองค์เดียวที่อยู่บ้าน มันจะมีบ้านหลังใหญ่ เราจะเรียกบ้านใหญ่ บ้านเล็กก็คือบ้านที่สร้างขึ้นมา ซึ่งพ่อแม่อยู่ตอนแต่งงาน แล้วเราก็อยู่บ้านนั้นมา แต่ท่านปู่อยู่ชั้นบนของท่านใหญ่ คุณย่าก็อยู่ชั้นล่างของบ้านใหญ่ เรามีความรู้สึกว่าบ้านใหญ่ ไม่ใช่พื้นที่ที่เราจะไปเอะอะมะเทิ่ง ค่อนข้างขลัง เพราะท่านปู่ประทับอยู่ที่นั่น แต่พี่เป็นหลานคนเล็กที่คอยกะล็อกกะแล็ก คอยวิ่งไปเฝ้าท่านได้ แต่ลูกผู้หญิงต้องตื่นเช้าลงมาช่วยงาน ปอกหอม ปอกกระเทียม วันนี้คุณย่าอยากทำขนมพาย พี่ก็โดนปั้นแป้งพาย ตอนเริ่มเขาก็หัดให้เราปั้นยุบๆ อย่างน้อยก็ให้เราได้จับได้ทำ ซึ่งนี่แหละพี่ถึงได้บอกว่ามันเป็นบทเรียนที่เราได้มาโดยไม่รู้ตัว

 

“จะบอกว่า สิ่งที่พี่ไม่รู้แล้วมารู้ตอนโตก็คือว่า พอถึงชั้นเรียนที่เราต้องเรียนราชาศัพท์ในวิชาภาษาไทย เราก็จะสงสัยว่าเรียนทำไม เพื่อนก็ท่องกันใหญ่ เราก็สงสัยว่าท่องทำไม พวกเธอไม่ได้ใช้ทุกบ้านทุกวันเหรอ เราคิดว่าทุกบ้านเขาพูดภาษาอย่างนี้ แต่พอดูหนังจักรๆ วงศ์ๆ ทำไมวังเขาเป็นอย่างนี้ วังเราไม่เป็นบ้าง พอมารู้ตอนหลังคือ เรายังมีเจ้าอยู่ในบ้าน แต่จริงๆ มันก็คือบ้านธรรมดาที่เรียกว่าวัง”

 

สำหรับปริศนา ชีวิตของหล่อนคงเริ่มต้นขึ้นเมื่อหล่อนเดินเข้าไปในงานเลี้ยงเต้นรำ ณ วังท่านชายพจน์ แต่สำหรับหม่อมหลวงขวัญทิพย์ ชีวิตของหล่อนนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่องานเลี้ยงเลิกรา และหล่อนตัดสินใจเดินออกจากวังเทวะเวสม์ แห่งราชสกุลเทวกุล

 

“ความรู้สึกตอนนั้นสำหรับผู้หญิงอายุ 23 ปี การตัดสินใจแต่งงาน เราไม่ได้หวังว่ามันจะมีการจบ นั่นคือข้อแรก เราอยากทำให้ดีที่สุด ส่วนข้อสอง การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในชีวิตอันนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น มีความสุขขึ้น ฉะนั้นมันก็เหมือนการตื่นเต้นของใหม่ในชีวิต และเราอยู่ในช่วงปรับตัว แต่ปรับตัวก็เรียกว่ามีความสุขพอควร เพราะมันไม่มีอะไรเป็นภาระหรือเป็นความทุกข์ใดๆ ก็เป็นความสุขระดับหนึ่ง และเป็นความตื่นเต้น กับการที่ได้ออกไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง เพราะเมื่อก่อนอยู่ที่บ้าน คุณแม่ของพี่ค่อนข้างเข้มงวด จะไปไหนก็ลำบาก กฎระเบียบเยอะ แต่ตอนนี้ฉันจะได้เป็นตัวของตัวเองเสียทีแล้ว พี่ก็แต่งงาน ในช่วงแรกตื่นเต้นดี พอแต่งงานได้สักไม่ถึงเดือน ก็เดินทางไปอยู่ที่อเมริกา เพราะว่าอดีตสามีเขามีกิจการอยู่ที่นั่น”

 

หล่อนตัดสินใจทิ้งงานที่ทำ ฝากชีวิตไว้กับผู้ชายคนหนึ่ง โบยบินตามเขาไปอเมริกา ดินแดนแห่งอิสรภาพสำหรับใครๆ แต่มันคงเป็นดินแดนแห่งความรักสำหรับหล่อน

 

“พี่กลับคิดว่าการไปอยู่ที่อเมริกาเป็นเรื่องดี เพราะว่าได้ใช้ชีวิตครอบครัว ได้ใช้ชีวิตคู่จริงๆ พี่อยู่ในเมืองเล็กๆ ชื่อว่าโอเชียนซีตี้ที่รัฐแมรีแลนด์ ที่นั่นเป็นเหมือนเมืองคนแก่ เพราะตกเย็นก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่ไปออกกำลัง เล่นเทนนิส ก็ตีกอล์ฟ ชีวิตครอบครัวเรียกว่าอยู่ดีจริงๆ ไม่มีการวอกแวกของกลุ่มเพื่อนที่พากันออกไปไหนต่อไหน ไม่มีการวอกแวกเรื่องผู้หญิง ทำงานเสร็จกลับมาบ้านแล้วใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน มีกลับมาเที่ยวกรุงเทพฯ บ้าง จนลูกสองคนเกิดที่โน่น”

 

และแล้วทั้งสองก็ได้ครองคู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป เช่นเดียวกับคู่ของวนิดาและพันตรีประจักษ์ แต่ที่นิยายทุกเรื่องไม่ได้บอกคือ เรื่องราวหลังจากจบบริบูรณ์ หลังจากช่วงเวลาของสายลมรักผ่านพ้น ก็เป็นเวลาของพายุแห่งความจริง

 

“พี่เชื่อว่าพี่ไม่ได้ตัดสินใจผิด แต่ตัดสินใจได้ดีที่สุดเท่าที่เด็กอายุ 23 ปี จะตัดสินใจได้ นั่นก็คือข้อแรก พ่อแม่ของเราเป็นเพื่อนกัน ดูว่าทางฝ่ายชายฐานะมั่นคง และที่สำคัญแก่กว่าพี่ 15 ปี ซึ่งตรงนี้ในอายุขนาดนั้น พี่เชื่อเลยว่ามันน่าจะดี ทีนี้เนื่องจากทางอดีตสามีพี่เป็นลูกชายคนเดียว พี่ก็คิดว่า ในเมื่อพ่อแม่ของเขาอยากอยู่กับหลาน ยิ่งหลานเป็นผู้ชาย ยิ่งตื่นเต้นมาก อะ กลับก็กลับ กลับมาเมืองไทยก็มีลูกคนที่สาม ผู้ชายเหมือนกัน พี่มานั่งย้อนคิดดูว่าการที่เราเห็นใจว่า คุณพ่อคุณแม่จะได้อยู่กับลูกกับหลานที่เมืองไทย พี่ว่านั่นคือการเริ่มต้นปัญหา

 

“การกลับมาอยู่เมืองไทย พี่ต้องเลี้ยงลูกเองอยู่แล้ว แต่มีผู้ช่วยบ้าง แต่อยากจะบอกว่า พี่อาจจะผิดที่ให้เวลากับลูกมาก เพราะเขายังเล็กทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกัน คุณผู้ชายก็เริ่มสนุกกับชีวิตที่เมืองไทย นั่นคือตีกอล์ฟ 7 วัน นั่นคือเพื่อนชวนไปไหนต่อไหนก็ไปหมด แต่พี่ก็ยังให้เกียรติด้วยการไม่ถืออะไร พี่ถามว่าเล่นกอล์ฟเสร็จจะกลับมากินข้าวที่บ้านไหม จนกระทั่งวันหนึ่งพี่ได้คำตอบว่า เช้าพี่เห็นหน้าอยู่ที่กรุงเทพฯ ตกเย็นพอโทร.ถามว่าจะกลับมากินข้าวที่บ้านหรือเปล่า นี่พี่ไม่ได้ตามนะคะ พี่ไม่ใช่คนตาม แต่จะได้เก็บอาหารไว้ให้ เขาตอบว่าไม่กลับหรอก อยู่เชียงราย พี่ก็ ‘หืม มันใช่ไหม กับชีวิตคู่’ เช้าอยู่ตรงนี้ เย็นไปอยู่ตรงโน้น แล้วเราคือใคร และสิ่งที่เราทำคืออะไร เราก็ทำให้ครอบครัวใช่ไหม ไม่เคยบกพร่องเรื่องครอบครัว หรือเขาอาจจะคิดว่าพี่ผิดก็ได้ พี่ไม่รู้ วันนั้นพี่ก็มานั่งมองว่าเราเป็นใครหรือ พี่เลยหันไปมองตลอดเวลาที่ผ่านมา มันเหมือนพี่อาจจะผิดเองที่ไม่เคยจ้ำจี้จ้ำไชถามอะไรทั้งสิ้น พี่มานั่งคิดว่าเราอยู่กับลูกมากเกินไปไหม เวลาเหล่านี้เราปล่อยเกินไปหรือเปล่า มันก็เลยกลายมาถึงจุดนี้ พี่นั่งดูต่อไป เขาไปทำงานให้ครอบครัวที่ต่างจังหวัด เขาเคยถามพี่บ้างไหมว่า เขาจะไปอยู่ยาวทางโน้น แรกๆ ก็บอกว่า วันธรรมดากลับมาอยู่กรุงเทพฯ เสาร์-อาทิตย์ถึงจะไปอยู่โน่น แต่ก็ไม่เกิดขึ้นจริง พอวันเกิดลูก ลูกก็ตั้งท่าว่าพ่อจะกลับมา แต่พ่อกลับโทร.มาบอกว่า พอดีมีเพื่อนมาเล่นกอล์ฟ มันเริ่มไปถึงลูก ซึ่งมันไม่ถูกต้องแล้ว พี่ไม่ได้ไม่เจรจานะ พี่คุย แต่พี่เชื่อว่าเขาเป็นคนไม่ชอบปัญหา พี่พยายามคุยแบบสามีภรรยาคุยกันว่า ลูกผู้ชาย 3 คน คุณอยู่กับลูกบ้างไหม ช่วยจัดเวลาบ้าง เขาบอกว่า พี่จะมาเรียกร้องอะไร เสียใจก็ไม่ได้ พอน้ำตาไหลปุ๊บก็หาว่าพี่ดูละครเยอะไป เขาไม่เข้าใจ ฉะนั้นพี่ก็เลยมีความรู้สึกว่า เราคงคุยกันไม่ได้”

 

หม่อมหลวงขวัญทิพย์กล้ำกลืนน้ำตาไว้ในอกตรม เหลือเพียงรักที่มีให้ลูกๆ เฝ้ารอวันที่…

 

“ความรู้สึกมันโดนวิดออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคิดอยู่ 10 ปี ลูกคนสุดท้องของพี่เป็นนาย เมื่อนั้นพี่ก็เลยเริ่มคุยกับเขา วันนั้นพี่หลอกเขาไปคุยบ้านพี่สาวสามี โดยมีพี่สาวคนโตของพี่ด้วย ทุกคนไม่รู้เลยว่าเชิญทุกคนมาทำไม พี่พาเขาไปด้วย สิ่งที่พี่พูดออกมา คนที่เข้าใจที่สุดคือพี่สาวของพี่เอง เพราะเขาอยู่กับเรามาตลอด เขาช่วยกันเลี้ยงลูกมา พี่ต้องเลี้ยงลูกเองอย่างไร เขาเข้าใจทันที เพราะว่าพี่เป็นคนพูดชัด พี่จะเคลียร์ลำดับขั้นตอนให้เรียบร้อย คนที่ไม่เข้าใจคนเดียวคือคุณผู้ชาย ไม่แม้แต่จะรู้ตัวว่าตัวได้ทำอะไรกับครอบครัว แต่พี่ก็ไม่ได้ผลีผลามนะ พี่บอกว่าพี่ให้เวลาเขา 1 ปีที่จะคิดว่าจะกลับมาใหม่อีกครั้งไหม โดยการอยู่ในบ้านเดียวกันนั่นแหละ แต่เขาแยกไปอยู่อพาร์ตเมนต์ข้างหน้า แต่อยู่ในบริเวณเดียวกัน แค่ 3 เดือน เขาก็เดินกลับมาบอกว่า เขาดีอยู่แล้ว เขาไม่ต้องเปลี่ยนอะไรอีกแล้ว เมื่อวันที่พี่จะหย่า พี่ก็คุยกับลูกปุ๊บ ลูกใช้คำหนึ่งว่า เราก็อยู่ของเราแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่เป็นไรหรอกคุณแม่ ลูกคนที่สองก็ซักขึ้นมาว่า แล้วทำไมคุณแม่ไม่เคยว่าคุณพ่อเลย พี่บอกเขาว่า จะว่าทำไม เขาเป็นพ่อ แม่อาจจะวันดีคืนดีเดินออกไปตกท่อตาย ใครจะมาดูลูก เขาก็ต้องดู ถ้าแม่ว่าเขา แล้วจะดูกันได้ไหม นี่เป็นอีกข้อหนึ่งที่พี่จะสอนผู้หญิงที่กำลังมีปัญหาในชีวิตคู่และมีลูก อย่าว่าพ่อให้ลูกฟังเด็ดขาด ไม่ว่าอย่างไรก็ตามอยู่ที่คุณกับเขา และจะดีชั่วอย่างไร ถ้าเราเลี้ยงลูกมาขนาดนี้ ลูกเห็นเองทุกอย่าง ลูกเลือกเองที่จะเป็นอย่างไร ลูกเลือกเองที่จะเข้าใจเรื่องราวอย่างไร แต่เราก็เคารพในความเป็นตัวเขา เขาไม่ใช่คนไม่ดี แต่เขาเป็นอย่างที่เราอยู่ด้วยกันไม่ได้ เพราะพี่ก็ไม่ได้บอกว่าพี่เป็นคนดี พี่ดีได้แค่นี้ พี่ร้ายได้แค่นี้ แต่พี่ก็เป็นตัวพี่ เพียงแต่ว่าเขาไม่ใช่คนที่จะอยู่กับคนครึ่งดีครึ่งร้ายอย่างพี่ได้มั้ง และพี่ก็รับเขาไม่ได้ในสิ่งที่เขาเป็น เขาอาจจะเป็นคนเรื่อยๆ สบายๆ แต่พี่รับไม่ได้ นี่แหละค่ะถึงได้บอกว่า ไม่ใช่ความผิดใคร หรือไม่ใช่ใครไม่ดี เพียงแต่ว่าเป็นสองคนที่ไม่ตรงกัน ต่อให้พี่คิดมานาน พี่ก็เครียดและเศร้าใจอยู่พักใหญ่ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงชีวิตอีกครั้งหนึ่งของพี่”

 

เมื่อพายุไม่ใช่เพียงความรักของหม่อมหลวงขวัญทิพย์จากไป แต่ยังพัดพาชีวิต จิตใจ ของผู้หญิงคนหนึ่งให้กระจัดกระจาย รอวันให้หล่อนกอบกู้ตัวเองกลับมาอีกครั้ง

 

“แต่สิ่งที่ให้พี่ก็คือ บทเรียนของลูกผู้หญิงคนหนึ่งที่ว่า คุณต้องแข็งแรงพอ คุณต้องกล้าที่จะตัดสินใจ ถ้าคุณยอมทนอยู่เพื่ออะไรก็ตาม คุณทิ้งชีวิตของคุณตรงนั้นเลยนะ ตอนหย่ามีคนบอกว่าพี่โง่ พี่ถึงเกลียดคำว่าโง่จับใจมาถึงทุกวันนี้ จะหย่าทำไม เขามีที่ดิน มีเงินทอง หย่าออกไปแล้วผู้หญิงอื่นก็เอาไปกินสิ ทำไมเราไม่กอดทะเบียนไว้ เราได้เปรียบ แต่พี่ก็มานั่งคิดในใจว่า ถ้าพี่กอดทะเบียนไว้ แต่พี่ไม่มีความสุข พี่จะมีชีวิตต่อไปอย่างไร นี่คือคำว่าโง่ในสายตาของคนบางคน ซึ่งเอาวัตถุเป็นหลัก เอาเงินเป็นหลัก”

 

เมฆฝนไม่คงอยู่ตลอดไป และฟ้าหลังฝนสดสวยเสมอ และแล้วก็ถึงวันที่ หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล ได้เป็นเจ้าของบ้านของตัวเองอีกครั้ง เช่นเดียวกับ พจมาน สว่างวงศ์ ผิดแต่เพียงว่า หล่อนเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องมีชายกลาง หรือชายใดๆ 

 

“บ้านหลังแรกของพี่อยู่กับพ่อแม่ พ่อแม่ไม่ได้ผิด เพราะลูกสาวใครก็หวง จะไปไหนก็ต้องอยู่ในสายตา ยิ่งพ่อแม่พี่รุ่นเก่าพี่ซ่าไม่ได้ พ่อถามตลอดว่าไปไหน อย่างไร ขนาดไปร้องเพลง ใครจะมาเกาะแกะก็ไม่ได้ เพราะพ่อแม่พี่นั่งโต๊ะหน้าเสมอ มาถึงบ้านหลังที่สองบ้านใหญ่ แต่ภาระพี่เยอะ พี่ต้องดูแลลูก แล้วมาเจอภาระในชีวิตคู่อีกว่า มันพูดคุยกันไม่ได้ มันไม่ได้อิสระอะไรเลย และทั้งสองบ้านมันทำให้พี่คิดว่าพี่ไม่ต้องการพื้นที่ใหญ่ๆ ในชีวิตแล้ว เพราะว่าวันหนึ่งเราเดินอยู่แค่กี่ห้อง แค่ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว วนไปอยู่อย่างนั้น แล้วคุณจะไปทำให้มันใหญ่ทำไม ยิ่งใหญ่ภาระก็เยอะ ดังนั้นพี่ถึงเลือกที่จะมาอยู่ในพื้นที่เล็กๆ เป็นบ้านที่สาม”

 

ในวัยนี้ หม่อมหลวงขวัญทิพย์ก็ได้ค้นพบว่า ขนาดของความสุขไม่ได้แปรผันตามขนาดของบ้านเลย

 

“ต้องขอบคุณลูกพี่ลูกน้องที่เข้าใจชีวิตพี่ เขาตกแต่งห้องให้เป็นตัวพี่อย่างมาก มันทำให้ทุกๆ มุมที่พี่เดิน ทุกๆ มุมที่พี่นั่ง ทุกๆ มุมที่พี่ใช้ มันเป็นตัวพี่มาก และพี่อิ่มใจในบ้านของตัวเอง และเป็นพื้นที่ส่วนตัวพื้นที่แรกของชีวิต ซึ่งมาตอนอายุ 57 ปี แต่มันกลายเป็นว่า พี่ไม่เหงากับพื้นที่ตรงนี้ที่อยู่คนเดียวเลย พี่ได้มีเวลาเป็นของตนเอง พี่อยากจะอาบน้ำกี่โมงก็ได้ พี่อยากจะนั่งเล่นตอนไหน นอนเล่นตอนไหน งีบตอนไหนก็ได้ พอหิวก็เปิดตู้เย็นทำอะไรกิน แต่มันเป็นความโล่ง ความสบายใจ”

 

ขณะที่หล่อนเปิดตู้เย็นทำอะไรกิน ห้วงเสี้ยววินาที หล่อนก็คิดได้ว่า

 

“คำว่าเหงา สิ่งเหล่านี้มันต้องตั้งระบบความคิดใหม่ค่ะ ทำไมคุณถึงบอกว่าเหงา ทำไมคุณไม่คิดว่าได้อยู่กับตัวเองเสียที นั่นคือการอยู่คนเดียวเหมือนกัน ถ้าคิดลบหน่อยก็เหงา ถ้าคิดบวกก็ได้อยู่กับตัวเองเสียที”

 

แล้วเรื่องหัวใจล่ะ หล่อนทำใจได้แน่แล้วหรือ 

 

“ถ้าจะมีใครข้างๆ อีกสักคนหนึ่ง พี่บอกเลยว่า พี่เป็นคนชอบมีความรัก แต่ถ้ามีความรักแล้วทำให้เราทุกข์ ก็ถอยไปเถอะ ขออยู่แบบนี้ ปลอดโปร่ง ในวันนี้มันคงไม่ต้องการความหวือหวาใดๆ แล้ว”

 

อนิจจา! ถ้ามันเป็นความทุกข์ หล่อนคงไม่กลับไปอีก ชีวิตที่ผ่านมา สอนบทเรียนบางบทแก่หล่อน

 

“พูดไปก็อาจจะหาว่าพี่โม้ แต่มีอีกจุดหนึ่งที่พี่คิดได้ว่า ชีวิตคนเราโดนเขียนมาแล้วว่า ณ เวลานี้เธอจะต้องเจออะไร ต้องสุข ต้องทุกข์ เจอกับใคร ทำให้เธอได้รัก ทำให้เธอได้มีความสุข หรือทำให้เธอได้มีความทุกข์ แต่สิ่งเหล่านั้นคือบทเรียน จำไว้ว่า พี่ระลึกกับตัวเองเสมอว่า ทุกวันนี้พี่มีความสุขได้เพราะบทเรียนที่ผ่านมา ถ้าไม่มีบทเรียนที่หนักหนาในแต่ละครั้งแต่ละครา พี่จะไม่มีการแก้ปัญหา และพี่ก็จะเป็นคุณหนูนั่งสบายๆ ทั้งชีวิตหรือ ประสบการณ์ในชีวิตจะมีหรือ มันจะทำให้เราสู้กับอะไรได้ไหม และจุดนั้นมันทำให้เราคิดว่าต้องแก้ปัญหาสิ มันต้องผ่านไปได้สิ ร้องไห้ได้ไหม ได้สิ ร้องเลย ไม่ห้าม เธอเป็นคน เธอเป็นผู้หญิง มีสิทธิ์ที่จะเสียใจ มีสิทธิ์ที่จะร้องไห้ แต่อย่าจมอยู่ตรงนั้น ลุกขึ้นยืน แล้วเดินต่อไป การทำร้ายตัวเองไม่ได้ช่วยอะไรเลย เมื่อผ่านตรงนั้นมาได้ จะบอกว่ามันก็คือความภูมิใจ มันภูมิใจในตัวเองน่ะ เพราะ​ฉะนั้นพี่พูดได้เต็มปาก ไม่ได้พูดจากอุดมคติหรือว่าความคิดใดๆ ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ ไม่มีอะไรที่คุณผ่านไปไม่ได้”

 

ความแกร่งกล้าของลูกผู้หญิงที่ต้องออกเดินทางตั้งแต่วัยยี่สิบ ก็พาให้หม่อมหลวงขวัญทิพย์กลับสู่อ้อมกอดของครอบครัวอีกครั้ง

 

“คำว่าครอบครัวของพี่มันอาจจะใหญ่ แต่นั่นคือไม่มีคำว่าสามีอยู่ด้วย ในวงแคบคือพี่กับลูก ลูกคือสามคนแรกที่เวลามีปัญหาพี่จะพุ่งเข้าไปหา ถัดจากนั้นวงของครอบครัวที่สองคือพี่น้องของพี่ ครอบครัวของพี่น้องพี่ พี่ถือว่าเป็นครอบครัว โดยเฉพาะพี่สาวคนโต พี่จะพุ่งไปขอความช่วยเหลือหรือความเห็น และวงที่สามคือครอบครัวสายท่านปู่เดียวกัน ซึ่งรวมแล้ว 40-50 ชีวิต พี่รู้สึกว่ามีมือคอยจะช่วยเรา มีมือคอยพยุงเรา คุณอาพี่ก็ช่วย แต่ความโชคดีของพี่ที่นอกเหนือจากที่พี่พูดถึงคือ คุณแม่ของอดีตสามีกับพี่สาวของอดีตสามี ซึ่งคุณแม่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ว่าพี่สาวเป็นกำลังใจให้พี่ วันที่พี่หย่า พี่จำได้เลยว่าเขากอดพี่ แล้วเขาพูดว่า ถึงน้องป้อมไม่ได้เป็นน้องสะใภ้ ก็ให้ถือเป็นน้องสาวพี่ ซึ่งนับจากวันนั้น เกิน 20 ปีแล้ว เขาก็ยังเป็นพี่สาวของพี่อย่างที่เขาพูดจริงๆ ไม่ว่าพี่จะขอความช่วยเหลืออะไร หรือพี่จะทำอะไร เขาจะมองเรา และคอยสนับสนุนเราเสมอมา”

 

หลังความสะบักสะบอมทั้งหมดในชีวิต มันทำให้หล่อนรู้สึกโชคดีเหลือเกิน

 

“และ ณ วันนี้ พี่ก็ก้าวมาสู่ในช่วงที่อยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุข ลูกทุกคนเลี้ยงตัวเองได้ อยู่ในวิถีของเขาเอง บทเรียนทั้งหมดที่เขาเจอทำให้ชีวิตของเขาสำเร็จในระดับหนึ่ง พี่ได้พบแล้วว่า พี่สามารถตัดความทุกข์ออกไปได้เยอะมาก พี่เหลือคนรอบข้างที่ทำให้พี่มีความสุข ชีวิตเรามาน่าจะเกินครึ่งแล้ว เราจะทุกข์อีกทำไม ถ้าเราตั้งใจไว้ว่า ตั้งแต่นี้ไปชีวิตเรา เราจะมีแต่ความสุข เพราะฉะนั้นอะไรที่ทุกข์ พี่ไม่เอาอีกแล้ว ดังนั้นพอคิดได้อย่างนี้ พี่ก็เริ่มลดความทุกข์ของตัวเอง นั่นก็คืออะไรที่ไม่ดีกับตัวเรา มันทำให้เราเป็นทุกข์ พี่ค่อยๆ ตัดมันออก หรือจบมันให้ได้ และไม่ไปแตะมันอีก คนไหนหรือสิ่งแวดล้อมใดๆ ที่ทำให้เราไม่มีความสุข พี่ก็พยายามขีดเส้นออกไปจากชีวิตเรา ไม่ต้องไปมีเรื่องกับใคร แค่ตั้งใจกับตัวเอง แล้วก็กันทุกสิ่งทุกอย่าง ค่อยๆ กันออกไป ให้กรอบชีวิตของเรามีแต่ความสุข”

 

ปริศนา วนิดา พจมาน ต่างพากันอิจฉาหม่อมหลวงขวัญทิพย์ พวกเธอไม่มีโอกาสเล่าเรื่องราวของตัวเองไปจนแก่ ไม่มีโอกาสพูดถึงความฝัน เป้าหมาย สิ่งที่อยากทำเฉกเช่นหล่อน 

 

“ถามว่ามีอะไรที่อยากทำไหม พี่ไม่ได้ตั้งเป้าอะไรเลย เพราะพี่กำลังสนุกกับทุกวันในชีวิต และขอบคุณทีละวัน เพราะช่วงที่ผ่านมาพี่มีคนที่จากไปแบบกะทันหันเยอะมาก มันเป็นเวลาที่เขาไม่ได้บอกอะไรเราก่อนเลย เพื่อนหรือผู้ใหญ่ที่ดูเหมือนแข็งแรงแล้วจากไป ทำให้เรามีความรู้สึก เราขอบคุณที่เรามีวันนี้ และเราจะทำวันนี้ของเราให้ดีที่สุด เพื่อที่พรุ่งนี้เราจากไป เราจะได้ไม่รู้สึกว่าเราเสียดายอะไรเลย”

 

และนั่นก็คือฉากและชีวิตของ หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล ผู้ซึ่งไม่ยอมรับโชคชะตาที่ใครกำหนด และไม่มีวันยอมให้วัยเลขห้ามาพันธนาการตัวเองไว้ แต่ขอเป็นผู้หญิงที่ลิขิตความสุข ความทุกข์ด้วยตัวเอง ท่านผู้ฟังเองก็เช่นกัน ไม่ว่าวัยไหน ทุกบททุกตอน คือนิยายชีวิตที่คุณเป็นผู้กำหนดเอง

 

จบบริบูรณ์


Credits

 

Director สิทธิศิริ มงคลศิริ

Subject ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล

 

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Narrator จักรวาล นาคนายม

Script Writer วรุณพร ตรีเทพวิจิตร

Sound Designer & Engineer อาทิตย์​ วงษ์เมตตา

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader       ภาวิกา ขันติศรีสกุล

Webmaster รพีพรรณ เกตุสมพงษ์

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.1 วิมานขวัญทิพย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>