×

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อภูเขาน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดหลุดออกจากแผ่นน้ำแข็งใหญ่

14.07.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

5 Mins. Read
  • สถานการณ์ของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี เลวร้ายลงมาก เมื่อภาพถ่ายจากดาวเทียมขององค์การนาซา (NASA) และดาวเทียมเซนทิเนล-1 (Sentinel-1) ขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency หรือ ESA) ยืนยันว่ามีภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่หลุดออกมาจากลาร์เซน ซี เมื่อช่วงวันที่ 10-12 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้
  • นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อภูเขาน้ำแข็งที่หลุดออกมานี้ว่า A68 กินพื้นที่ประมาณ 5,800 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่ากรุงเทพฯ ประมาณ 3.6 เท่า และหนักมากกว่า 1 ล้านล้านตัน นับเป็นภูเขาน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา
  • นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าหากลาร์เซน ซี พังทลายไปจนหมด จะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 10 เซนติเมตร!

     ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2017 ทีมนักวิทยาศาสตร์จากโครงการ Impact of Melt on Ice Shelf Dynamics and Stability หรือ MIDAS แห่งสหราชอาณาจักร นำผลการสังเกตการณ์น้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้เผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นกับรอยแตกขนาดมหึมาบนหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี (Larsen C) ซึ่งเป็นหิ้งน้ำแข็ง (Ice shelves) ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรแอนตาร์กติกา รายงานเมื่อต้นปีให้ข้อมูลว่ารอยแตกนี้กำลังจะทำให้เกิดภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่หลุดออกมาในไม่ช้า

 

หิ้งน้ำแข็ง (Ice Shelves) เป็นส่วนของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ยื่นออกไปในทะเล

ดังนั้นเมื่อหิ้งน้ำแข็งแตกออกมา จะส่งผลให้น้ำแข็งลอยออกสู่มหาสมุทรและระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น

 

     ล่าสุดสถานการณ์ของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี เลวร้ายลงมาก เมื่อภาพถ่ายจากดาวเทียมขององค์การนาซา (NASA) และดาวเทียมเซนทิเนล-1 (Sentinel-1) ขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency หรือ ESA) ยืนยันว่ามีภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่หลุดออกมาจากลาร์เซน ซี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการแตกหักนี้เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 10-12 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้

     นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อภูเขาน้ำแข็งที่หลุดออกมานี้ว่า A68 กินพื้นที่ประมาณ 5,800 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่ากรุงเทพฯ ประมาณ 3.6 เท่า มีปริมาตร 960,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นความจุของเขื่อนภูมิพลได้ 70 เขื่อน) และหนักมากกว่า 1 ล้านล้านตัน นับเป็นภูเขาน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา การพังทลายในครั้งนี้ทำให้ลาร์เซน ซี เล็กลงไป 12% และทำให้ภูมิประเทศของคาบสมุทรแอนตาร์กติกาเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

Photo: www.esa.int

 

     มาร์ก ดริงก์วอเตอร์ (Mark Drinkwater) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาธารน้ำแข็งแห่ง ESA ให้ความเห็นว่าชะตากรรมของ A68 นั้นยากจะคาดเดา มันอาจจะลอยนิ่งๆ อยู่แถวนี้สักพัก ก่อนที่กระแสลมและน้ำจะทำให้ภูเขาน้ำแข็งขนาดย่อมๆ หลุดออกมาจาก A68 แล้วลอยขึ้นเหนือมุ่งไปยังหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ (Falkland Islands) ซึ่งอาจสร้างปัญหาให้กับการเดินเรือแถบช่องแคบเดรก (Drake Passage) บริเวณรอยต่อระหว่างทวีปอเมริกาใต้และทวีปแอนตาร์กติกา

     การแตกหักครั้งใหญ่นี้ทำให้เกิดการโต้เถียงครั้งใหญ่ในหมู่นักธารน้ำแข็งวิทยา เพราะการเปลี่ยนสภาพของก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ในครั้งนี้มีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ยังไม่มีใครทราบคำตอบที่ชัดเจนว่าอุณหภูมิของอากาศและน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของรอยแตกนี้อย่างไร แต่ไม่มีใครปฏิเสธว่าการแตกหักในครั้งนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมือมนุษย์

     คริส บอร์สตาด (Chris Borstad) นักวิทยาธารน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยกลางแห่งสฟาลบาร์ (University Centre in Svalbard) ประเทศนอร์เวย์ ลงความเห็นว่า “เราคาดการณ์ได้ว่า แผ่นน้ำแข็งที่ตกอยู่ภายใต้ปรากฏการณ์โลกร้อนนั้นจะค่อยๆ บางลงและพังทลายในที่สุด”

     ข้อมูลที่โครงการ MIDAS มีอยู่ อันเกิดจากการสำรวจและติดตามแผ่นน้ำแข็งมาหลายปี ยืนยันว่าหลังจากที่ A68 หลุดออกไปแล้ว ลาร์เซน ซี จะมีเสถียรภาพน้อยลงและเสี่ยงต่อการพังทลายตามมา “แต่การแตกหักครั้งต่อไปอาจเกิดขึ้นในอีกหลายปีหรือหลายทศวรรษ” เอเดรียน ลักแมน (Adrian Luckman) หัวหน้าทีมสำรวจกล่าวเสริม

     การแตกหักออกมาในรอบนี้แม้จะยังไม่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลมากนัก กล่าวคือ ระดับน้ำทะเลอาจจะสูงขึ้นเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ไม่แตกต่างไปจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี ทว่าผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังและจับตามองกันให้ดี

 

Photo: www.esa.int

 

     ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้แม้จะปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งเหมือนกัน แต่ทั้งสองที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ต่างกัน

     โดยขั้วโลกเหนือประกอบไปด้วยแผ่นน้ำแข็งจำนวนมากที่ลอยอยู่กลางมหาสมุทรอาร์กติก หากละลายหายไป แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของสัตว์แถบขั้วโลก แต่จะไม่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น (เหมือนกับน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในแก้วน้ำ แม้น้ำแข็งจะละลายจนหมดก็ไม่ทำให้ระดับน้ำในแก้วน้ำไม่เพิ่มสูงขึ้น) แต่ในทางกลับกัน ที่ขั้วโลกใต้ น้ำแข็งส่วนใหญ่วางอยู่บนพื้นดิน ถ้าหากธารน้ำแข็งบนแผ่นดินเคลื่อนตัวลงมาสู่มหาสมุทร จะเปรียบเทียบได้กับการเติมน้ำแข็งก้อนใหม่ลงไปในแก้วทำให้ระดับน้ำในแก้วจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

     ก่อนหน้าที่ลาร์เซน ซี จะเป็นข่าวใหญ่ในปีนี้ หิ้งน้ำแข็งลาร์เซน เอ และลาร์เซน บี ที่อยู่ถัดไปทางตอนเหนือได้ละลายหายไปจนหมดสิ้นแล้วในปี ค.ศ. 1995 และ ค.ศ. 2002 ตามลำดับ

     นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าหากลาร์เซน ซี พังทลายไปจนหมดจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 10 เซนติเมตร!

     ในอนาคตข้างหน้าหากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นในระดับหลายเมตร เกาะแก่งต่างๆ จำนวนมากจะหายไป เมืองตามชายฝั่งทั้งหลายอาจจะจมอยู่ใต้บาดาล (แน่นอนว่ารวมถึงกรุงเทพฯ ด้วย) การกัดเซาะชายฝั่งจะรุนแรงขึ้น พายุขนาดใหญ่และฝนตกจะเกิดถี่ขึ้น น้ำเค็มจะรุกคืบเข้ามาสู่แหล่งน้ำจืดและทำให้เกิดปัญหาดินเค็ม ผู้คนกว่าร้อยล้านคนจะต้องประสบอุทกภัยที่บ่อยขึ้นและหนักขึ้น รวมถึงต้องอพยพย้ายถิ่นออกจากบ้านเรือนที่จะจมอยู่ใต้น้ำไปตลอดกาล

     เหตุการณ์ข้างต้นจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่มันจะเป็นสิ่งที่คนรุ่นถัดไปจะต้องเผชิญแน่นอนถ้าการร่วมมือกันเพื่อหยุดยั้งผลกระทบของมนุษย์ที่มีต่อสภาพอากาศนั้นยังไม่เกิดขึ้น

 

ที่มา:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising