×
Menu
8265

เรารักกันได้อย่างไร? นักวิทย์ถอดรหัสความรักในสมอง ควบคุมให้หนูรักกันได้!

20.06.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

4 mins read
  • ในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ครองคู่แบบผัวเดียวเมียเดียว หนึ่งในนั้นคือ หนูแพรรีโวล (Microtus ochrogaster) สัตว์ฟันแทะชนิดหนึ่งที่จะมีคู่ครองเดียวตลอดชีวิต
  • ผลการวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมพบว่า แพรรีโวลตัวเมียกลุ่มที่ได้รับการกระตุ้นด้วยแสงเลเซอร์จะใช้เวลาอยู่กับหนุ่มตัวเมื่อวานมากกว่าหนุ่มแปลกหน้า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการกระตุ้น กล่าวได้ว่า นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์กลไกในสมองที่ทำให้เกิดความรัก และควบคุมให้หนูแพรรีโวลแสดงพฤติกรรมรักกันได้!

    ‘ความรัก’ ความรู้สึกที่พรรณนาออกมาเป็นคำพูดได้ยากยิ่ง เมื่อก่อนเป็นเพียงคนแปลกหน้า ไฉนความรู้สึกแปลกๆ จากส่วนลึกของหัวใจจึงยินยอมให้เข้ามาใกล้ชิดจนกลายเป็นคนที่ขาดกันไม่ได้ในที่สุด

     เชื่อเถอะว่านักวิทยาศาสตร์เองก็อยากรู้กลไกในสมองที่ก่อให้เกิดความรักขึ้นมาไม่แพ้ทุกคน

     นักมานุษยวิทยาชีวภาพ เฮเลน ฟิชเชอร์  ได้แบ่งความรักออกเป็น 3 ระยะ โดยยึดตามปริมาณสารสื่อประสาทกลุ่มต่างๆ ในสมอง

     เริ่มต้นจากความรักในลักษณะ ความหื่นกระหาย (Lust) ที่มีฮอร์โมนเพศเป็นตัวขับเคลื่อน เป็นพฤติกรรมขั้นพื้นฐานที่มีความต้องการจะส่งต่อยีนสู่รุ่นถัดไปเป็นแรงผลัก

     ต่อมาได้แปรเปลี่ยนเป็น ความหลงใหล (Attraction) สารอะดรีนาลิน (adrenaline) จะทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หัวใจเต้นแรง ริมฝีปากแห้งผาก และจู่ๆ ก็ลิ้นพันกันเวลาที่ได้อยู่ต่อหน้าคนที่ชอบ สารโดพามิน (dopamine) จะทำให้เรารู้สึกดีเสมือนกับว่าถูกหวยรางวัลที่ 1 มีความรู้สึกเป็นคนพิเศษของกันและกัน และเป็นช่วงเวลาที่ได้แต่เฝ้าเพ้อคิดถึงชนิดที่ว่าขาดกันไม่ได้

     ทว่ารักที่ยืนยาวจนถึงขั้นอยากที่จะสร้างครอบครัวร่วมกันนั้นเกิดขึ้นจากฮอร์โมนออกซีโทซิน (oxytocin) และวาโซเพรสซิน (vasopressin) ที่จะหลั่งออกมาเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเวลามีเซ็กซ์จนถึงจุดสุดยอด ความรักในระยะนี้เรียกว่า ความผูกพัน (Attachment)

     กล่าวได้ว่า ความรักเป็นสิ่งที่มีสัมพันธ์กับสารเคมีในสมองอย่างแยกจากกันไม่ได้

 

     คำถามคือ แล้วนักวิทยาศาสตร์รู้ได้อย่างไร?

     ส่วนหนึ่งมาจากการวัดปริมาณฮอร์โมนเพื่อเทียบเคียงไปกับพฤติกรรมและสภาพจิตใจ รวมถึงการสแกนสมองในช่วงเวลาต่างๆ แต่ปัญหาในการศึกษาเรื่องนี้คือ พฤติกรรมของมนุษย์มีความหลากหลายและซับซ้อนมากๆ

     ล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอมอรี เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา นำโดย อลิซาเบธ เอ. อมาเดอี ต้องการศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของคู่รักที่รักเดียวใจเดียว กล่าวคือเมื่อตกลงเป็นแฟนกันแล้วก็ไม่เปลี่ยนคู่ครองอีก (monogamy) แต่ด้วยความซับซ้อนของมนุษย์ ทำให้พวกเขาต้องหันไปศึกษาในสัตว์ทดลองที่มีความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียวดูก่อน

     ในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ครองคู่แบบผัวเดียวเมียเดียว หนึ่งในนั้นคือ หนูแพรรีโวล (Microtus ochrogaster) สัตว์ฟันแทะชนิดหนึ่งที่จะมีคู่ครองเดียวตลอดชีวิต แถมยังเฝ้าพะเน้าพะนอคลอเคลีย เลียขนให้กัน แชร์ที่นอนกัน แถมช่วยกันเลี้ยงดูลูกอีกต่างหาก

     นักวิจัยสนใจสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรักสองส่วน ส่วนแรกคือ mPFC (Medial Prefrontal Cortex) ซึ่งอยู่บริเวณสมองส่วนหน้า ส่วนที่สองคือ NAcc (Nucleus Accumbens) ซึ่งอยู่ลึกลงไปในเนื้อสมอง

     ทีมวิจัยได้ฝังขั้วไฟฟ้าเข้าไปในเนื้อสมอง เพื่อดูว่าสมองสองส่วนนี้สื่อสารกันอย่างไร ในขณะที่แพรรีโวลตัวเมียกำลังพลอดรักกับตัวผู้

     ผลการทดลองพบรูปแบบบางอย่างที่น่าสนใจ นั่นคือสมองส่วน mPFC จะสร้างสัญญาณไฟฟ้าขึ้นๆ ลงๆ ที่มีความถี่ 5 เฮิรตซ์ ในขณะที่สมองส่วน NAcc จะสร้างคลื่นอยู่ที่ความถี่ 80-84 เฮิรตซ์ แต่ความแรงของสัญญาณจะเปลี่ยนไปตามสัญญาณจาก mPFC กล่าวได้ว่า สมองสองส่วนนี้มีการทำงานที่สอดคล้องกัน ซึ่งสรุปได้สั้นๆ ว่า mPFC ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจจะไปควบคุมการทำงานของ NAcc ที่ทำให้เกิดความรู้สึกดี จนทำให้เกิดอาการรักใคร่ชอบพอกันในที่สุด

     เมื่อสังเกตให้ลึกลงไปมากกว่านั้น ทีมนักวิจัยพบว่า หนูแพรรีโวลตัวเมียที่สมองมีการส่งสัญญาณสื่อสารเชื่อมต่อแรงกว่าจะแสดงอาการเข้าไปคลอเคลียกับตัวผู้มากกว่าตามไปด้วย และสัญญาณจะยิ่งทวีกำลังแรงขึ้น เมื่อตัวเมียมีเพศสัมพันธ์กับตัวผู้เป็นครั้งแรก!

     การทำงานระหว่างสมองส่วน mPFC กับ NAcc นี้เองที่อาจเรียกได้ว่าเป็นวงจรแห่งความรักที่เกิดขึ้นในสมอง

     นักวิทยาศาสตร์ทราบมานานแล้วว่า NAcc ไม่ได้ตอบสนองแต่เพียงเรื่องของความรักเท่านั้น แต่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สัตว์กลุ่มต่างๆ รวมถึงมนุษย์ เกิดความรู้สึกดีจนถึงขั้น ‘ฟิน’ เมื่อได้กินอาหารอร่อยๆ และโดยเฉพาะยิ่ง เมื่อถึงจุดสุดยอด ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานสำหรับการดำรงเผ่าพันธุ์

     อย่างไรก็ตาม ความสอดคล้องระหว่างสัญญาณจาก mPFC-NAcc ที่ขึ้นลงไปด้วยกันอาจไม่ได้แปลว่าสมองส่วนหน้าจะไปควบคุมสมองส่วนที่ทำให้ฟินได้จริง ทีมนักวิจัยจึงทดลองเพิ่มเติมให้ชัดเจนขึ้นไปอีกด้วยการส่งยีนที่ทำให้เซลล์ประสาทไวต่อแสงเข้าไปที่สมองส่วน mPFC ของหนูแพรรีโวล ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมการทำงานของสมองส่วนนี้ได้ดังใจด้วยแสงเลเซอร์ (เทคนิคดังกล่าวเรียกว่า ออปโตเจเนติกส์ (Optogenetics) ซึ่งเป็นงานวิจัยที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้)

     ในวันแรก แพรรีโวลตัวเมียจะได้เข้าไปใช้เวลากับแพรรีโวลหนุ่มที่ยังไม่เคยเจอกันมาก่อนเป็นเวลาราว 3 ชั่วโมง และในขณะนั้นจะได้รับการกระตุ้นจากแสงเลเซอร์ที่สมองส่วน mPFC ด้วยความถี่ 5-6 เฮิรตซ์เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง วันต่อมา แพรรีโวลสาวจะต้องเลือกว่าจะไปคลอเคลียกับชายหนุ่มหน้าใหม่หรือชายหนุ่มที่เพิ่งเจอกันเมื่อวาน ผลการวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมพบว่า แพรรีโวลตัวเมียกลุ่มที่ได้รับการกระตุ้นด้วยแสงเลเซอร์จะใช้เวลาอยู่กับหนุ่มตัวเมื่อวานมากกว่าหนุ่มแปลกหน้า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการกระตุ้น

     กล่าวได้ว่า พวกเขาพิสูจน์กลไกในสมองที่ทำให้เกิดความรัก และสามารถควบคุมให้หนูแพรรีโวลแสดงพฤติกรรมรักกันได้!

     “มันมหัศจรรย์มากที่เราสามารถควบคุมพฤติกรรมทางสังคมด้วยการกระตุ้นวงจรประสาทโดยใช้แสงที่สั่งการจากระยะไกล” แซก จอห์นสัน หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวเสริม

     ขั้นต่อไป ทีมนักวิทยาศาสตร์จะต้องหาคำตอบให้ได้ว่าสารสื่อประสาทอย่างโดพามินและออกซีโทซินมีส่วนเกี่ยวข้องกับวงจรแห่งความรักนี้ได้อย่างไร

     หวังว่าในอนาคต เมื่อมนุษย์เราเข้าใจกลไกการเกิดความรักเป็นอย่างดีแล้ว ความรู้สึกโรแมนติกของมนุษย์เราจะไม่ลดลงตามไปด้วย

 

ภาพประกอบ: narissara k.

อ้างอิง:

  • www.nature.com/nature/journal/v546/n7657/full/nature22381.html
  • www.sciencedaily.com/releases/2017/05/170531133331.htm
  • www.psychologytoday.com/blog/the-mindful-self-express/201603/the-science-love-and-attachment
  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR