×

การผ่าตัดย้ายศีรษะมนุษย์เป็นไปได้จริงหรือ?

07.07.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

5 mins read
  • เซอร์จิโอ คานาเวอร์โร ประสาทศัลยแพทย์ชาวอิตาเลียนได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการผ่าตัดปลูกถ่ายศีรษะมนุษย์ (Head Transplantation) โดยตั้งชื่อโครงการผ่าตัดนี้ว่า HEAVEN ซึ่งย่อมาจาก Head Anastomosis Venture
  • ย้อนไปในปี ค.ศ. 1970 โรเบิร์ต ไวท์ ศัลยแพทย์ชาวอเมริกันและคณะ ได้ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายศีรษะในลิงวอก (Rhesus Monkey) เป็นครั้งแรก แต่ลิงที่ได้รับการผ่าตัดมีชีวิตอยู่ได้เพียง 8 วัน
  • โครงการผ่าตัดย้ายศีรษะมนุษย์ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อถกเถียงมากมาย ไม่ว่าจะในแง่ของความเป็นไปได้จริงทางวิทยาศาสตร์ ความเสี่ยงที่ผู้ป่วยต้องเจอซึ่งอาจน่าหวั่นเกรงกว่าความตาย รวมทั้งความเหมาะสมด้วยประการต่างๆ

     ในปี ค.ศ. 2013 เซอร์จิโอ คานาเวอร์โร (Sergio Canavero) ประสาทศัลยแพทย์ชาวอิตาเลียนได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการผ่าตัดปลูกถ่ายศีรษะมนุษย์ (Head Transplantation) ผ่านการตีพิมพ์บทความทางวิชาการซึ่งเขาตั้งชื่อโครงการผ่าตัดนี้ว่า HEAVEN ซึ่งย่อมาจาก Head Anastomosis Venture

     หลักการคือ ศีรษะจากร่างกายของผู้ป่วยจะถูกเปลี่ยนไปเชื่อมต่อกับร่างกายใหม่ที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นของผู้บริจาคที่อยู่ในภาวะสมองตาย โดยการแยกส่วนศีรษะออกจากลำตัวจะใช้มีดชนิดคมพิเศษเพื่อป้องกันการบอบช้ำของเนื้อเยื่อ และรักษาสภาพของศีรษะและร่างกายนั้นไว้ในอุณหภูมิที่เย็นพอเหมาะ แล้วใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อไขสันหลังที่เขาเรียกว่า GEMINI ยึดติดศีรษะและร่างกายเข้าด้วยกันโดยใช้สาร Polyethylene Glycol (PEG) เป็นเสมือนกาวที่ประสานให้เส้นใยประสาทในไขสันหลังได้ซ่อมแซมตัวเองและเชื่อมต่อกันใหม่

     หลังจากกระบวนการผ่าตัดและประกอบร่างผ่านไป ผู้ป่วยจะต้องรักษาตัวอยู่ในสภาวะโคม่าเป็นระยะเวลานับเดือนจึงจะสามารถฟื้นขึ้นมาในร่างกายใหม่นั้นได้

     อย่างไรก็ตาม สิ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ยังไม่เกิดขึ้นจริงกับมนุษย์ แต่เชื่อไหมว่าเคยมีความพยายามผ่าตัดในลักษณะนี้มาแล้วในลิง

โครงการผ่าตัดย้ายศีรษะมนุษย์ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อถกเถียงมากมาย ไม่ว่าจะในแง่ของความเป็นไปได้จริงทางวิทยาศาสตร์ ความเสี่ยงที่ผู้ป่วยต้องเจอ ซึ่งอาจน่าหวั่นเกรงกว่าความตาย รวมทั้งความเหมาะสมด้วยประการต่างๆ

ภาพวาดการผ่าตัดย้ายศีรษะในลิง แสดงการเย็บติดหลอดเลือดใหญ่บริเวณคอ

Photo: link.springer.com

 

ย้อนอดีตผ่าตัดย้ายศีรษะลิงที่อาจอันตรายเกินไปสำหรับคน

     ย้อนไปในปี ค.ศ. 1970 โรเบิร์ต ไวท์ (Robert White) ศัลยแพทย์ชาวอเมริกันและคณะ ได้ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายศีรษะในลิงวอก (Rhesus Monkey) เป็นครั้งแรก หลังการผ่าตัดพบว่าลิงสามารถเคี้ยว กลืนอาหาร เคลื่อนไหวลูกตา และมีสัญญาณสมองที่บ่งชี้ว่ามันรู้ตัว แต่ด้วยปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือดและอาการแทรกซ้อนต่างๆ ลิงที่ได้รับการผ่าตัดนั้นจึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง 8 วัน

     “หากจะไปไกลถึงขั้นคิดผ่าตัดในมนุษย์ ควรจะผ่านการทดลองซ้ำที่ประสบผลสำเร็จในลิงไพรเมตให้ได้เสียก่อน” สตีเฟ่น เลแธม (Stephen Latham) นักชีวจริยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล (Yale University) วิจารณ์โครงการของคานาเวอร์โร ทั้งยังกล่าวเสริมด้วยว่า หากคิดจะเสนอการทดลองนั้นในลิงขึ้นมาจริงๆ ก็คงยากที่จะผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการจริยธรรมงานวิจัยได้ จึงยังไม่ต้องคิดไกลถึงขั้นทดลองเพื่อรักษาในคน

     ซึ่งเลแธมให้ความเห็นว่าการผ่าตัดย้ายศีรษะนั้นอันตรายเกินไปเมื่อเทียบกับความจำเป็นของผู้ป่วย ยกตัวอย่างกรณีอัมพาตทั้งตัวที่เกิดจากการบาดเจ็บอย่างรุนแรงบริเวณไขสันหลังระดับคอ สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญควรทำในกรณีนี้คือเลือกการรักษาที่เสี่ยงน้อยกว่า หากมีเทคโนโลยีที่ช่วยเชื่อมต่อไขสันหลัง ก็ควรพัฒนาเทคโนโลยีนั้นเพื่อนำไปรักษาความเสียหายที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด ไม่ใช่การข้ามขั้นตอนไปเปลี่ยนร่างกายใหม่ให้ผู้ป่วย

     นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเชิงจริยศาสตร์อีกหลายประเด็นที่ต้องใคร่ครวญกันอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นว่าด้วยเรื่องไคเมร่า (Chimera) ซึ่งในที่นี้หมายถึงมนุษย์ที่มีสมองของบุคคลหนึ่ง แต่มีร่างกายและพันธุกรรมของบุคคลอื่น และอาจจะยิ่งยุ่งยากไปอีกหากมีการสืบพันธุ์เพื่อส่งต่อพันธุกรรมเกิดขึ้น!

     คานาเวอร์โรก็ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้สั้นๆ.ในผลงานตีพิมพ์อันลือลั่นของเขา กล่าวคือเขาไม่คำนึงถึงปัญหาเชิงจริยศาสตร์มากนัก แต่สิ่งที่คานาเวอร์โรยืนยันหนักแน่นคือ แนวทางการรักษาอันเป็นความหวังให้กับผู้ที่ป่วยด้วยโรคที่ยากจะเยียวยา ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่ไขสันหลัง รวมทั้งโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้สภาพร่างกายย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ โดยที่สมองและความรู้สึกนึกคิดยังคงดีอยู่

     โครงการผ่าตัดย้ายศีรษะมนุษย์ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อถกเถียงมากมาย ไม่ว่าจะในแง่ของความเป็นไปได้จริงทางวิทยาศาสตร์ ความเสี่ยงที่ผู้ป่วยต้องเจอ ซึ่งอาจน่าหวั่นเกรงกว่าความตาย รวมทั้งความเหมาะสมด้วยประการต่างๆ จนกระทั่งปี ค.ศ. 2015 โลกก็ได้รู้จักกับบุคคลที่สมัครใจจะเป็นมนุษย์คนแรกที่ผ่านกระบวนการผ่าตัดนั้น

“เทคโนโลยีการผ่าตัดนี้ก็เหมือนกับก้าวแรกของมนุษย์ในอวกาศ และในอนาคตมันจะช่วยเหลือผู้คนได้มากมายแม้แต่คนที่โชคร้ายกว่าผม”

Valery Spiridonov

Photo: businessinsider.com

 

ความเสี่ยงที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวัง

     “เทคโนโลยีการผ่าตัดนี้ก็เหมือนกับก้าวแรกของมนุษย์ในอวกาศ และในอนาคตมันจะช่วยเหลือผู้คนได้มากมายแม้แต่คนที่โชคร้ายกว่าผม” วาเลอรี สปิริโดนอฟ (Valery Spiridonov) กล่าวถึงการผ่าตัดย้ายศีรษะอย่างเข้าใจความเสี่ยงและเปี่ยมความหวัง เขาคือผู้รับอาสาในภารกิจสุดท้าทาย

     สปิริโดนอฟเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ชาวรัสเซียวัยสามสิบปี เขาป่วยด้วยโรคเวิร์ดนิก-ฮอฟฟ์แมนน์ (Werdnig-Hoffmann Disease) ซึ่งเป็นโรคเซลล์ประสาทไขสันหลังเสื่อมที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมและไม่มีทางรักษาหาย ทำให้เขามีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงและฝ่อลีบจนส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว สปิริโดนอฟมีความสนใจในนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอยู่เป็นทุนเดิม เขาจึงเห็นว่าการรับอาสาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรับโอกาสครั้งสำคัญเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่จะเป็นพื้นฐานและให้ประโยชน์แก่คนรุ่นต่อไป ซึ่งแผนการผ่าตัดย้ายศีรษะของเขาจะเกิดขึ้นภายในปี ค.ศ. 2017 นี้

     นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 เป็นต้นมา เรื่องราวของสปิริโดนอฟก็อยู่ในความสนใจของผู้คน รวมทั้งตัวคานาเวอร์โรเองก็ได้ปรากฏตัวผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้โครงการ HEAVEN ของเขาเป็นที่จับตามอง ซึ่งนับเป็นงานใหญ่ที่ใช้ทั้งบุคลากรจำนวนนับร้อย เงินทุนหลักสิบล้าน และมากด้วยเดิมพัน ถึงแม้โครงการนี้จะถูกตั้งคำถามมามากแค่ไหน แต่ความมุ่งมั่นของคานาเวอร์โรก็ไม่ได้ลดลง

 

Dr. Xiaoping Ren and Dr. Sergio Canavero

Photo: newsweek.com

 

ถ้าอเมริกาไม่ทำ จีนทำแน่”

     คานาเวอร์โรได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ในปี ค.ศ. 2015 ว่า “ถ้าอเมริกาไม่ทำ จีนทำแน่” ต่อมาในเดือนมกราคมปี ค.ศ. 2016 เขาร่วมมือกับเสี่ยวปิง เร็น (Xiaoping Ren) ศัลยแพทย์จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ฮาบิน ประเทศจีน (Harbin Medical University, China) เขาประกาศว่าทีมวิจัยของเร็นประสบผลสำเร็จในการผ่าตัดย้ายศีรษะของลิงตัวหนึ่งไปปลูกถ่ายบนร่างกายของลิงอีกตัว

     การผ่าตัดนี้ทำขึ้นเพื่อทดสอบขั้นตอนในการรักษาระดับการไหลเวียนเลือดในสมองขณะทำการย้ายศีรษะ รวมทั้งการรักษาสภาพชิ้นส่วนศีรษะและร่างกายในอุณหภูมิต่ำ หลังการผ่าตัดผ่านไป 20 ชั่วโมง ลิงสามารถอยู่รอดได้โดยไม่มีความเสียหายทางระบบประสาท ทีมวิจัยจึงได้ทำการุณยฆาตให้ลิงเสียชีวิตลงเพราะการทดลองประสบความสำเร็จแล้ว

     ในเดือนกันยายนปี ค.ศ. 2016 ทีมนักวิทยาศาสตร์จากเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกาได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่แสดงการทดลองเชื่อมต่อไขสันหลังของหนู โดยใช้สาร Texas-PEG ซึ่งมีส่วนผสมของนาโนแกรฟีน (Graphene Nanoribbons) ร่วมกับการใช้ไฟฟ้ากระตุ้นเส้นประสาททำให้ไขสันหลังที่ขาดเชื่อมต่อกันใหม่ และพบว่าหลังการผ่าตัดสองสัปดาห์ หนูสามารถกลับมาเดิน ยืนด้วยขาหลังและกินอาหารเองได้ นอกจากนี้ ทีมจากเกาหลีใต้ยังได้ทดสอบการใช้สาร PEG แบบดั้งเดิมเชื่อมต่อจุดที่ขาดหลังจากได้ผ่าตัดไขสันหลังของสุนัขให้แยกออกจากกัน โดยพวกเขาใช้สุนัขเพียงตัวเดียวและไม่มีกลุ่มควบคุม แล้วพบว่าหลังจากการผ่าตัดผ่านไปสามสัปดาห์สุนัขตัวนั้นกลับมาเดินได้

     อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ทั่วไปจำนวนมากยังคงไม่มั่นใจกับผลการทดลองเหล่านั้น ทั้งในเรื่องของจำนวนสัตว์ทดลองที่มีเพียงตัวเดียวซึ่งทำให้ข้อมูลขาดน้ำหนัก และขาดหลักฐานภาพถ่ายในระดับเนื้อเยื่อหรือระดับเซลล์เพื่อยืนยันว่าไขสันหลังที่ขาดเชื่อมต่อกันใหม่ได้จริง นอกจากนี้มีผู้แสดงความกังวลว่างานวิจัยที่นำเสนอมาเหล่านี้ยังไม่สามารถรับรองผลการผ่าตัดที่ปลอดภัยในมนุษย์ได้

 

ภาพจำลองการผ่าตัด – เมื่อเนื้อเยื่อรอบลำคอถูกเปิดออก หลอดเลือดใหญ่บริเวณคอของทั้งสองร่างจะถูกเชื่อมต่อกันด้วยท่อ แล้วศีรษะจะถูกแยกออกพร้อมกัน ก่อนจะทำการย้ายศีรษะผู้ป่วยสู่ร่างกายใหม่

Photo: youtube.com

 

จับตาการย้ายศรีษะมนุษย์ครั้งแรกของโลก!

     “การผ่าตัดปลูกถ่ายศีรษะครั้งแรกจะเกิดขึ้นที่ประเทศจีน และสปิริโดนอฟไม่ใช่บุคคลแรกที่จะได้รับการผ่าตัดนี้แล้ว” คำแถลงดังกล่าวถูกประกาศเมื่อเดือนเมษายนปี ค.ศ. 2017 ซึ่งเป็นการยืนยันว่าโครงการดังกล่าวยังดำเนินต่อไปและการผ่าตัดครั้งแรกจะมีขึ้นภายในปลายปีนี้หรืออาจเป็นต้นปี ค.ศ. 2018 โดยศัลยแพทย์ผู้นำทีมผ่าตัดคือเร็นและคานาเวอร์โร ส่วนผู้บริจาคร่างกายและผู้ที่ศีรษะจะถูกย้ายไปปลูกถ่ายบนร่างกายนั้นคือชาวจีนที่ยังไม่เปิดเผยตัวตน แผนการผ่าตัดของสปิริโดนอฟนั้นยังคงมีอยู่เพียงแต่ยังไม่กำหนดชัดเจนว่าเมื่อใด

     ล่าสุดในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2017 ที่เพิ่งผ่านมานี้ เร็นและคานาเวอร์โรได้ตีพิมพ์งานวิจัยทดลองเชื่อมต่อไขสันหลังหนู โดยมีหนูที่ถูกทดลองทั้งหมด 15 ตัว และมี 9 ตัวที่ได้รับการต่อติดไขสันหลังด้วยสาร PEG ส่วนหนูที่เหลือคือกลุ่มควบคุม การทดลองนี้มีการใช้เทคนิค DTI (Diffusion Tensor Imaging) ที่สแกนเส้นใยประสาทในไขสันหลังเพื่อตรวจสอบการเชื่อมต่อในการทดลองครั้งนี้ด้วย

     28 วันหลังผ่าตัดผลปรากฏว่าหนูที่ไขสันหลังถูกเชื่อมต่อด้วยสาร PEG สามารถกลับมาเดินได้ และไม่มีช่องว่างระหว่างมัดเส้นประสาทที่กลับมาเชื่อมกันในไขสันหลังของหนูเหล่านั้น โดยมีหนูสองตัวที่ทีมวิจัยอ้างว่าฟื้นฟูจนกลับมาเป็นปกติ

     เจอร์รี่ ซิลเวอร์ (Jerry Silver) นักประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์นรีเซิร์ฟ โอไฮโอ (Case Western Reserve University, Ohio) ได้วิจารณ์งานดังกล่าวว่ายังให้ข้อมูลที่คลุมเครือและแสดงหลักฐานไม่เพียงพอ ซิลเวอร์เห็นว่าเทคนิคที่นำมาใช้ตรวจสอบการเชื่อมต่อกันของเส้นประสาทในไขสันหลังนั้นต้องเป็นการถ่ายภาพเนื้อเยื่อที่ละเอียดถึงระดับกำลังขยายของกล้องจุลทรรศน์ และเขายังไม่เห็นด้วยกับเทคนิคที่ทีมวิจัยนำมาใช้ตรวจสอบพฤติกรรมและการเคลื่อนไหวของหนู

     นอกจากนี้ ยังมีผู้คนในแวดวงวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นอีกว่า สิ่งที่คานาเวอร์โรกำลังทำอยู่นั้นยังห่างไกลกับการนำมาใช้ในมนุษย์อยู่มาก โดยในทางการแพทย์นั้นสิ่งที่ท้าทายและจะต้องข้ามผ่านให้ได้ในขั้นตอนการผ่าตัดก็คือ การรักษาระดับการไหลเวียนเลือดภายในสมอง และรักษาเซลล์สมองให้มีชีวิต การเชื่อมต่อไขสันหลังที่ต้องมั่นใจว่าปลายเส้นประสาทไม่ได้งอกใหม่แบบข้ามกันไปโดยที่ไม่ได้เชื่อมกันเป็นทางเดียว และหลังการผ่าตัดจะต้องควบคุมอาการเจ็บปวดของผู้ป่วย รวมทั้งภาวะระบบภูมิคุ้มกันปฏิเสธอวัยวะใหม่ ที่ถึงแม้จะมีการตรวจสอบความเข้ากันได้ระหว่างผู้รับและผู้บริจาคแล้ว แต่อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นก็เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวัง

     ด้วยท่าทีที่ไม่สั่นคลอน คานาเวอร์โรยังคงยืนยันว่าสิ่งที่เขากำลังพัฒนาอยู่นั้นคือการปฏิวัติวงการแพทย์ ซึ่งคานาเวอร์โรและทีมวิจัยน่าจะมีผลการทดลองอื่นๆ.ที่น่าสนใจให้ได้ติดตามกันอีกภายในปีนี้

 

อ้างอิง: 

 

คลิปน่าสนใจ

FYI

Vladmir Demikhov ศัลยแพทย์ในสมัยสหภาพโซเวียตและสุนัขสองหัวที่เขาทดลองผ่าตัดขึ้นมา

Photo: viralnova.com

การปลูกถ่ายศีรษะกับความท้าทายในอดีต

     ความพยายามในการผ่าตัดปลูกถ่ายศีรษะมีขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1908 โดยศัลยแพทย์ชาวฝรั่งเศส อเล็กซิส คาร์เรล (Alexis Carrel) และนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ชาลส์ กูธรี (Charles Guthrie) พวกเขาได้ผ่าตัดศีรษะของสุนัขตัวหนึ่งไปปลูกถ่ายบนคอของสุนัขอีกตัวที่ยังมีศีรษะอยู่ แล้วพยายามเชื่อมต่อหลอดเลือดใหญ่เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงทั้งสองสมองได้ แต่สุนัขดังกล่าวอาการแย่ลงและถูกการุณยฆาตภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น

     ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1950 นักวิทยาศาสตร์และศัลยแพทย์ในสมัยอดีตสหภาพโซเวียต วลาดิเมียร์ เดมิโคฟ (Vladimir Demikhov) ได้ทำการทดลองผ่าตัดปลูกถ่ายศีรษะสุนัขสองหัวอีกครั้ง เขาประสบผลสำเร็จในการรักษาระดับการไหลเวียนเลือด และสามารถผ่าตัดเชื่อมต่อระบบหลอดเลือดหัวใจให้กับทั้งสองศีรษะได้ และมีรายงานว่ามีสุนัข 4 ตัวที่อยู่รอดหลังผ่าตัดมากกว่า 2 ปี

วาเลอรี สปิริโดนอฟและระบบสั่งการ Clever Chair ที่เขาพัฒนา

Photo: indiegogo.com

สปิริโดนอฟกับความเป็นนักบุกเบิก

     แม้แผนการที่จะเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายศีรษะจะถูกปรับเปลี่ยนไป แต่สปิริโดนอฟก็ได้สร้างความก้าวหน้าให้กับโลกด้วยการคิดค้นวีลแชร์อัจฉริยะเครื่องแรกที่มีระบบนำร่องที่สั่งการผ่านเสียงและการสัมผัส โดยโครงการ ‘Clever Chair’ หรือวีลแชร์อัจฉริยะนี้ได้รับการสนับสนุนผ่านเว็บไซต์ระดมทุน Indiegogo ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะแหล่งรวมความคิดสร้างสรรค์เพื่อการต่อยอดเชิงธุรกิจ

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising