×

น้ำแข็งอาร์กติกแอบละลายแบบเงียบๆ แต่กำลังจะกลายเป็นมหันตภัยร้ายทำลายโลก

04.08.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

4 Mins. Read
  • เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ภูเขาน้ำแข็งก้อนหนึ่งแตกหักออกมาจากหิ้งน้ำแข็งบริเวณชายฝั่งของประเทศกรีนแลนด์ ภูเขาน้ำแข็งก้อนนี้มีพื้นที่เพียง 177 ตารางกิโลเมตร ซึ่งนับว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับภูเขาน้ำแข็งที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกก่อนหน้านี้
  • แต่ภูเขาน้ำแข็งเล็กๆ นี้กลับสร้างผลกระทบที่เลวร้ายกว่า เนื่องจากหิ้งน้ำแข็งนี้คอยกั้นไม่ให้ธารน้ำแข็งปีเตอร์มันน์ (Petermann Glacier) ซึ่งตั้งอยู่บนแผ่นดินไหลลงสู่มหาสมุทรเร็วเกินไป
  • ถ้าหิ้งน้ำแข็งนี้พังทลายไปจนหมด ธารน้ำแข็งปีเตอร์มันน์ซึ่งมีปริมาณน้ำแข็งคิดเป็น 10% ของทั้งหมดที่มีบนเกาะกรีนแลนด์ จะไหลลงสู่มหาสมุทรได้โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นถึง 30 เซนติเมตร!

     ไม่นานมานี้ ทั่วโลกแตกตื่นกับข่าวภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่แตกออกจากหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี (Larsen C) ที่ขั้วโลกใต้ แต่อันที่จริงเหตุการณ์ดังกล่าวอาจไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำทะเลมากนัก รวมทั้งอาจไม่ได้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน ทว่าเหตุการณ์เดียวกันที่เกิดขึ้นที่ขั้วโลกเหนือนั้นน่ากังวลกว่ามาก

     เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ภูเขาน้ำแข็งก้อนหนึ่งแตกหักออกมาจากหิ้งน้ำแข็งบริเวณชายฝั่งของประเทศกรีนแลนด์ ภูเขาน้ำแข็งก้อนนี้มีพื้นที่เพียง 177 ตารางกิโลเมตร ซึ่งนับว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับภูเขาน้ำแข็งที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกก่อนหน้านี้ซึ่งกินพื้นที่ถึง 5,800 ตารางกิโลเมตร แต่ภูเขาน้ำแข็งเล็กๆ นี้กลับสร้างผลกระทบที่เลวร้ายกว่า เนื่องจากหิ้งน้ำแข็งนี้คอยกั้นไม่ให้ธารน้ำแข็งปีเตอร์มันน์ (Petermann Glacier) ซึ่งตั้งอยู่บนแผ่นดินไหลลงสู่มหาสมุทรเร็วเกินไป

     หากน้ำแข็งที่วางอยู่บนแผ่นดินแตกหัก ละลาย แล้วไหลลงสู่มหาสมุทร มันจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้น้ำทะเลหนุนสูงขึ้น

 

Photo:  DOMINIQUE FAGET/AFP

 

     ลอว์เรนซ์ ไดก์ (Laurence Dyke) นักวิจัยจากสำนักสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งเดนมาร์กและกรีนแลนด์ (Geological Survey of Denmark and Greenland) ให้ความเห็นว่า ธารน้ำแข็งปีเตอร์มันน์เคลื่อนตัวเร็วขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และปล่อยน้ำแข็งจากบริเวณตอนกลางของกรีนแลนด์ลงสู่มหาสมุทรด้วยอัตราเร็วขึ้นเรื่อยๆ และขณะเดียวกันหิ้งน้ำแข็งที่เคยช่วยชะลอการเคลื่อนที่ของธารน้ำแข็งก็ค่อยๆ หายไปตามความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่เกิดขึ้น

     “กล่าวได้ว่านี่เป็นลางบอกเหตุร้าย มันน่ากังวลมากเลยว่า ที่บริเวณอื่นๆ ของกรีนแลนด์จะเป็นอย่างไร ในเมื่อธารน้ำแข็งขนาดใหญ่เปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วมากถึงขนาดนี้” ลอว์เรนซ์กล่าวเสริม

     จริงๆ แล้วการละลายของภูเขาน้ำแข็งไม่ใช่ปัญหาเพียงอย่างเดียว เพราะมันจะนำไปสู่การขยายตัวของรอยแยกที่อยู่เหนือธารน้ำแข็ง ซึ่งอาจทำให้มันแตกหักเร็วขึ้น ซ้ำยังมีรอยแยกตรงกลางของหิ้งน้ำแข็งที่ปกติจะไม่เกิดขึ้น ข่าวร้ายคือ มันอาจทำให้รอยแยกที่มีอยู่แล้วทางด้านข้างเชื่อมเข้าหากัน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ 150 ปีที่นักวิทยาศาสตร์ติดตามธารน้ำแข็งของกรีนแลนด์มา

     หิ้งน้ำแข็งที่โอบล้อมธารน้ำแข็งปีเตอร์มันน์อยู่นี้สูญเสียน้ำแข็งไปในปริมาณมาก ถ้าหิ้งน้ำแข็งนี้พังทลายไปจนหมด ธารน้ำแข็งปีเตอร์มันน์ซึ่งมีปริมาณน้ำแข็งคิดเป็น 10% ของทั้งหมดที่มีบนเกาะกรีนแลนด์ จะไหลลงสู่มหาสมุทรได้โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นถึง 30 เซนติเมตร!

     นักวิทยาศาสตร์ต่างออกคำเตือนว่า ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นได้ถึง 90 เซนติเมตรภายในศตวรรษนี้ และเป็นที่แน่นอนว่าการสลายตัวของธารน้ำแข็งแถบอาร์กติกจะทำให้ตัวเลขนี้เพิ่มสูงขึ้นอีกมาก

     งานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature เมื่อต้นปีที่ผ่านมาระบุว่า น้ำแข็งที่กรีนแลนด์มีอัตราการละลายเร็วขึ้น 5 เท่าในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากอุณหภูมิพื้นผิวโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ภูเขาน้ำแข็งส่วนบนๆ ละลายและน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นจะไปละลายน้ำแข็งจากทางด้านล่าง

     “ทั้งสภาพอากาศและน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น เป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่จะคอยเร่งการละลายให้เกิดเร็วขึ้น มันเหมือนกับธารน้ำแข็งนั้นกำลังถูกบดเคี้ยวอย่างช้าๆ และนี่เองที่ทำให้เกิดการถอยร่นขนานใหญ่” ลอว์เรนซ์กล่าว

     แอนเดรียส มึนเชา (Andreas Muenchow) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้กรีนแลนด์เหลือหิ้งน้ำแข็งอยู่เพียง 2 แผ่นเท่านั้น

     ข้อมูลอุณหภูมิจากใต้ผิวน้ำแข็งยืนยันว่า อุณหภูมิของน้ำทะเลค่อยๆ สูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอจนทำให้แผ่นน้ำแข็งละลาย และเมื่อไม่มีแผ่นน้ำแข็งปกคลุม กระแสน้ำอุ่นจากมหาสมุทรอาร์กติกก็จะไหลเข้ามายังหิ้งน้ำแข็งตามทิศทางลมได้โดยง่าย

     “มันเป็นน้ำหยดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและไหลหยดติ๋ง…ติ๋ง…ติ๋ง จนทำให้ธารน้ำแข็งพังทลายในที่สุด มันไม่จำเป็นหรอกที่จะต้องเป็นเหตุการณ์ใหญ่อย่างการแตกหักที่สังเกตได้ กระแสน้ำข้างใต้ที่ค่อยๆ กัดเซาะไปทีละนิดๆ ตลอดทั้งปีนี่แหละที่จะเป็นตัวกำหนดว่าหิ้งน้ำแข็งจะอยู่หรือจะไป” แอนเดรียสกล่าวทิ้งท้าย

 

Cover Photo: MARTIN BUREAU/AFP

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising