×

4 ประเด็นปัญหาใหญ่เรื่องปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีทางประสาท

07.12.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

6 Mins. Read
  • อีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์จะใช้เทคโนโลยีทางประสาททำความเข้าใจสัญญาณไฟฟ้าในสมองซึ่งเป็น ‘ภาษา’ ที่เซลล์ประสาทใช้คุยกัน ต่อไปคอมพิวเตอร์จะเข้ามาเชื่อมต่อกับระบบในสมองมนุษย์ จนเราสามารถขยายขอบเขตการรับรู้ทั้งทางกายภาพและทางจิตให้กว้างไกลออกไปเกินสัมผัสทั้ง 5 ได้
  • เทคโนโลยีทางประสาทนั้นมีคุณแก่มนุษย์ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การเชื่อมต่อสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์อาจเปิดทางให้กลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีเข้ามาควบคุมและใช้ประโยชน์จากข้อมูลในสมองของประชาชนจำนวนมากได้ไม่ต่างจากการแฮ็กข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
  • เทคโนโลยีทางประสาทอาจทำให้ความมีตัวตนและความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้รับผิดชอบการกระทำนั้นเลือนลางไป จะสั่นคลอนระบบทางจริยธรรมและกฎหมายอย่างรุนแรง

สมมติว่าผู้ป่วยอัมพาตคนหนึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบแขนกลในห้องปฏิบัติการเพื่อเชื่อมต่อสมองของเขาเข้ากับคอมพิวเตอร์ (brain-computer interface หรือ BCI) โดยชิปที่ฝังอยู่ในสมองของเขาจะส่งสัญญาณไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อถอดรหัสและเรียนรู้สัญญาณประสาท จากนั้นคอมพิวเตอร์จะส่งสัญญาณไปยังแขนกลของเขาเพื่อให้เคลื่อนไหวตามที่เขานึก

 

วันหนึ่งผู้ป่วยรายนี้เกิดรู้สึกหงุดหงิดทีมนักวิจัยด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง แล้วจู่ๆ แขนกลที่สมองเขาควบคุมอยู่เกิดบีบแก้วจนแตกทำให้นักวิจัยที่อยู่ข้างๆ ได้รับบาดเจ็บ

 

มือกลนั้นเคลื่อนไหวไปตามที่ใจเขาคิดก็จริง แต่สาเหตุแท้จริงอาจเกิดจากตัวอุปกรณ์ทำงานผิดพลาดก็ได้ อีกทั้งเขาอาจไม่แน่ใจนักว่าความหงุดหงิดของเขาเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้หรือไม่

 

เผยคำเตือนหลังสมองมนุษย์ถูกหลอมรวมเข้ากับคอมพิวเตอร์

สถานการณ์นี้อาจเป็นเพียงเรื่องสมมติในตอนนี้ แต่ในอนาคตมันอาจเป็นความจริงที่สังคมจะได้เผชิญหน้ากับมันก็เป็นได้

 

นักประสาทวิทยาศาสตร์ แพทย์ รวมถึงนักคอมพิวเตอร์และวิศวกรชีวการแพทย์ กำลังสั่งสมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมองของมนุษย์ให้มากขึ้นจนเมื่อเราเข้าใจสมองอย่างแจ่มแจ้ง ขั้นต่อไปคือการประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์ต่างๆ มาซ่อมแซมหรือสร้างเสริมสมรรถนะสมองของมนุษย์ให้ก้าวล้ำ

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือเทคโนโลยีทางประสาท (neurotechnology)

 

ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์จะใช้เทคโนโลยีทางประสาททำความเข้าใจสัญญาณไฟฟ้าในสมองซึ่งเป็น ‘ภาษา’ ที่เซลล์ประสาทใช้คุยกัน ต่อไปคอมพิวเตอร์จะเข้ามาเชื่อมต่อกับระบบในสมองมนุษย์ จนเราสามารถขยายขอบเขตการรับรู้ทั้งทางกายภาพและทางจิตให้กว้างไกลออกไปเกินสัมผัสทั้ง 5 ได้

 

ในแง่ของการรักษาโรค แพทย์จะสามารถรักษาฟื้นฟูสมองที่บาดเจ็บจากการกระทบกระเทือน อาการอัมพาต ลมชัก ปวดหัวไมเกรน ไปจนถึงโรคทางจิตเวชต่างๆ ฯลฯ

 

กล่าวได้ว่าเทคโนโลยีทางประสาทนั้นมีคุณแก่มนุษย์ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การเชื่อมต่อสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์อาจเปิดทางให้กลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีเข้ามาควบคุมและใช้ประโยชน์จากข้อมูลในสมองของประชาชนจำนวนมากได้ไม่ต่างจากการแฮ็กข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ยังไม่นับประเด็นเรื่องความไม่เสมอภาคที่จะเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีมาเสริมการทำงานของสมองตนเองด้วย

 

ไม่กี่เดือนมานี้ กลุ่มมอร์นิงไซด์ (Mornignside Group) จับมือกับมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation) จัดงานประชุมเรื่องประเด็นจริยธรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางประสาท ณ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา

 

กลุ่มมอร์นิงไซด์เป็นกลุ่มที่เน้นการร่วมทุนเพื่อความเท่าเทียมทางสังคม สมาชิกในกลุ่มนี้มีทั้งนักประสาทวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยีทางประสาท แพทย์ นักจริยศาสตร์ และวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องความฉลาดของจักรกล ทั้งหมดมาจากสถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยหลากหลายประเทศทั่วโลก ทั้งยังมีตัวแทนจากกูเกิลและเคอร์เนล (Kernel) สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีทางประสาทจากลอสแอนเจลิสมาร่วมเป็นสมาชิกด้วย

 

ปัจจุบัน นักลงทุนผู้มั่งคั่งต่างวางเดิมพันกับอนาคตที่จะเกิดขึ้นจากการผสานขีดความสามารถของประสาทวิทยาศาสตร์และปัญญาประดิษฐ์ไว้ด้วยกัน บริษัทยักษ์ใหญ่สิบกว่าแห่งทั่วโลกกำลังแข่งกันประดิษฐ์เครื่องมือที่สามารถอ่านและเขียนข้อมูลลงไปในสมองได้ แน่นอนว่ามีเคอร์เนลและบริษัทนิวราลิงก์ (Neuralink) ของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในปีนี้ด้วย กลุ่มมอร์นิงไซด์คาดว่าบริษัทที่มุ่งแสวงหาผลกำไรเหล่านี้ลงเงินไปแล้วกว่าปีละ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังเพิ่มเงินลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเองก็มีการให้ทุนวิจัยในโครงการ BRAIN (ย่อมาจาก Brain Research through Advancing Innovative Neurotechnologies) หรือ ‘การวิจัยสมองผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีประสาทขั้นสูง’ ไปแล้วกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

ผลจากการลงทุนในงานวิจัยเหล่านี้เริ่มก่อให้เกิดนวัตกรรมเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อนักประสาทวิทยาศาสตร์ที่ป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) เขียนใบสมัครขอรับทุนวิจัยและส่งอีเมลด้วยการเชื่อมต่อสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์ในห้องแล็บของเขาเอง และทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University) ก็สามารถเชื่อมต่อสมองลิง 3 ตัวเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นโครงข่ายสมอง หรือ ‘Brainet’ เพื่อช่วยกันทำให้แขนกลเคลื่อนไหวได้สำเร็จ

 

ส่วนบริษัทแอปเปิ้ล, กูเกิล, ไมโครซอฟท์, เฟซบุ๊ก รวมทั้งสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอีกหลายแห่งก็กำลังพัฒนาอัลกอริทึมสำหรับโครงข่ายประสาทเทียม (artificial neural network) ซึ่งจะแบ่งหน่วยประมวลผลออกเป็นหน่วยเล็กๆ คล้ายคลึงกับเซลล์ประสาทในสมอง

 

ผลลัพธ์ที่เกิดจากหน่วยประมวลผลหนึ่งจะไปมีผลต่อหน่วยประมวลผลอื่นๆ ด้วย โครงข่ายประสาทเทียมจึงทำให้เครื่องจักรเกิดการเรียนรู้ (machine learning) ได้ ถ้าเราป้อนข้อมูลและกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการไว้ให้ชัดเจน

 

เทคโนโลยีนี้เอาชนะมนุษย์ไปได้เรียบร้อยแล้วในงานที่ไม่ต้องการความคิดสร้างสรรค์มากนัก เช่น การแข่งทายภาพสถานที่ท่องเที่ยว โปรแกรมของบริษัทกูเกิลสามารถระบุสถานที่ได้แม่นยำกว่านักเดินทางเสียอีก

 

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โครงข่ายประสาทเทียมกำลังจะได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากต้นแบบของการออกแบบในปัจจุบันได้มาจากการศึกษาวงจรประสาทของสัตว์ที่นอนอยู่นิ่งๆ ด้วยยาสลบ แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถสังเกตพฤติกรรมและควบคุมเซลล์ประสาทได้ทีละเป็นพันๆ เซลล์ในขณะที่สัตว์ทดลองตื่นอยู่

 

 

ต่อไปนี้คือข้อกังวลทั้ง 4 ประการที่กลุ่มมอร์นิงไซด์มีต่อเทคโนโลยีทางประสาทและปัญญาประดิษฐ์

 

1. ความเป็นส่วนตัวและการอนุญาต

จำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ทำให้นักวิจัยสามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลขนาดมหึมานี้มาหาความสัมพันธ์และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้มากมาย การศึกษาการพิมพ์ข้อความในหน้าจอสัมผัสก็ทำให้นักวิจัยระบุคร่าวๆ แล้วว่าใครมีอาการเบื้องต้นของโรคพาร์กินสันบ้าง หรือการวิเคราะห์ท่าทางเวลาถือสมาร์ทโฟนก็นำมาใช้วินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ได้แล้ว

 

ชุดคำสั่งที่นำมาใช้ทำการตลาดกับกลุ่มคนอย่างเจาะจง (target audience) การคำนวณเบี้ยประกัน ฯลฯ จะทรงพลังขึ้นมากหากใช้ข้อมูลสัญญาณสมองมาร่วมวิเคราะห์ด้วย ในอนาคตหากคลื่นสมองของคนจำนวนมากถูกอัพโหลดเข้าสู่อินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ง่าย จะเปิดโอกาสให้เหล่าแฮ็กเกอร์ บริษัทห้างร้านต่างๆ รวมถึงรัฐบาลติดตามและควบคุมสภาวะทางจิตใจของประชาชน (แบบอ้อมๆ) ได้อย่างไม่ยากเย็น

 

กลุ่มมอร์นิงไซด์เชื่อว่าพลเมืองทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะปกป้องข้อมูลทางสมองของตนเองได้ โดยอุปกรณ์ต่างๆ ต้องตั้งค่าแรกเริ่มที่จะไม่แบ่งปันข้อมูลสมองของผู้ใช้งาน และต้องมีการปกป้องข้อมูลในส่วนนี้เป็นอย่างดี ปัจจุบันผู้ใช้ส่วนมากมอบสิทธิ์ที่จะเข้าถึงความเป็นส่วนตัวให้แก่ผู้ให้บริการต่างๆ อาทิ การใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือสื่อสังคมออนไลน์ โดยไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าจะต้องยอมเสียสิ่งใดไปบ้าง

หากผู้ใช้ยอมให้นำข้อมูลไปใช้งาน จะต้องมีการระบุรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลนี้ วัตถุประสงค์ในการขอเก็บข้อมูล และระยะเวลาที่จะสำรองข้อมูลเอาไว้ในระบบ

 

กลุ่มมอร์นิงไซด์เสนอว่าการถ่ายโอนข้อมูลทางประสาทและสมองต้องได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวด เช่น มิให้มีการเสนอขายข้อมูลชุดนี้หรือยินยอมให้นำข้อมูลมาถ่ายโอนมาขายแลกกับค่าตอบแทน ซึ่งเทียบเท่าได้กับกฎหมายว่าด้วยการห้ามซื้อขายอวัยวะ

 

2. อัตลักษณ์บุคคล

ผลการวิจัยชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่ในปี ค.ศ. 2016 รายงานว่าชายคนหนึ่งที่ได้รับการผ่าตัดเพื่อกระตุ้นสมองส่วนลึก (deep brain stimulation) เพื่อรักษาอาการซึมเศร้าเมื่อ 7 ปีก่อน เกิดรู้สึกไม่แน่ใจขึ้นมาว่าความคิดและคำพูดของเขาเกิดจากอุปกรณ์กระตุ้นสมองที่ฝังอยู่ หรือจากภาวะซึมเศร้าที่ยังไม่หายดี หรือเกิดจากจิตใต้สำนึกส่วนลึกของเขาเองกันแน่

 

เทคโนโลยีทางประสาททำให้ความมีตัวตนและความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้รับผิดชอบการกระทำของตัวเองนั้นเลือนลางไปได้ ซึ่งจะไปสั่นคลอนระบบทางจริยธรรมและกฎหมายอย่างรุนแรง ต่อไปผู้คนที่ได้รับการตัดตั้งอุปกรณ์ในสมองอาจรู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะรับผิดชอบการกระทำของตนเอง นี่ยังไม่นับรวมการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ จากระยะไกลด้วยการคิด หรือการสร้างโครงข่ายจากสมองของมนุษย์หลายคนที่ทำสิ่งต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งจะทำให้ความคิดว่าเราเป็นใครและใครเป็นคนทำสิ่งนี้กันแน่ เป็นเรื่องไม่ชัดเจนอีกต่อไป

 

ดังนั้น อัตลักษณ์ของบุคคล และความสามารถในการเลือกกระทำของบุคคลจำเป็นต้องได้รับการปกป้องเช่นเดียวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน

 

กลุ่มมอร์นิงไซด์แนะนำให้เพิ่มกฎระเบียบเพื่อปกป้องสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางประสาทและจิตใจ หรือ ‘Neurorights’ ลงไปในสนธิสัญญานานาชาติ อาทิ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากปฏิญญาดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐ ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย ทางกลุ่มฯ จึงสนับสนุนให้นานาชาติร่วมกันร่างอนุสัญญาสากลเพื่อระบุการกระทำต้องห้ามอันเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางประสาทและความฉลาดของจักรกล

 

เอกสารแสดงความยินยอมที่มีอยู่ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปยังผลที่จะเกิดขึ้นทางกายจากความเสี่ยงในการผ่าตัด แทนที่จะพูดถึงอารมณ์ บุคลิกภาพ หรือแม้แต่ตัวตนของตัวเอง

 

3. การเสริมสมรรถนะ (augmentation)

อยากทำงานได้นานขึ้นโดยสมองไม่ล้า หรืออยากมีประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกระตุ้นประสาทโดยตรงไหม? เทคโนโลยีทางประสาทกำลังจะทำให้บริการการเสริมสมรรถนะในสมองกลายเป็นจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มมอร์นิงไซด์กังวลว่ามันอาจเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคมไปโดยสิ้นเชิง และทำให้เกิดการเหยียดชนชั้นรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ยังไม่นับรวมความพยายามในการสร้างกองกำลังทหารที่ได้รับการเสริมสมรรถนะทางจิตใจให้แข็งแกร่งขึ้นด้วย

 

ประเด็นนี้ทางกลุ่มมอร์นิงไซด์มองว่าเป็นเรื่องเทาๆ เพราะเรามิอาจรู้ได้ว่าเทคโนโลยีไหนจะส่งผลกระทบทางลบต่อมนุษย์ในอนาคต อย่างไรเสียก็ต้องกำหนดแนวทางเอาไว้ให้ชัดเจนว่าเทคโนโลยีการเสริมสมรรถนะตัวไหนที่ควรนำมาใช้งานในมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การควบคุมอย่างเข้มงวดอาจทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจประเภทนี้หนีลงไปอยู่ใต้ดิน จึงต้องร่วมพูดคุยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

4. อคติ (bias)

การเรียนรู้ของเครื่องจักรเกิดขึ้นได้เพราะมนุษย์เป็นผู้ป้อนคำสั่งและข้อมูลให้ ดังนั้น หากการสร้างโปรแกรมไม่ได้คิดไกลไปถึงความหลากหลายของกลุ่มคน ชนชั้น และอาชีพต่างๆ ในสังคม ย่อมทำให้เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นเกิดอคติเอนเอียงต่อบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นมาได้ ดังที่เคยเกิดเป็นข่าวใหญ่มาแล้ว เมื่อแอปพลิเคชันเรียนรู้และจดจำใบหน้าที่พัฒนาโดยบริษัทกูเกิลคิดว่าภาพผู้หญิงผิวสีรายหนึ่งเป็นกอริลลา ในทำนองเดียวกัน โปรแกรมคำนวณของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายแห่งสหรัฐอเมริกาทำนายว่านักโทษผิวสีมีโอกาสที่จะทำผิดซ้ำมากกว่านักโทษผิวขาว ซึ่งเป็นการทำนายที่ผิดพลาด

 

กลุ่มมอร์นิงไซด์จึงสนับสนุนให้มาตรการลดอคติเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับชุดคำสั่งที่จะป้อนเข้าสู่คอมพิวเตอร์ เช่นการป้อนข้อมูลของกลุ่มคนชายขอบเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการเรียนรู้

 

บทสรุป

แม้จะมีข้อแนะนำและหลักเกณฑ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเพียงใด แต่ประวัติศาสตร์ชี้ว่าในโลกธุรกิจ ผลประกอบการมักจะมาก่อนความรับผิดชอบทางสังคม นักประดิษฐ์ส่วนใหญ่แม้ในตอนแรกตั้งใจจะสร้างเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์แก่มนุษยชาติ แต่สุดท้ายก็มักเผชิญกับประเด็นปัญหาทางจริยธรรมที่แก้ไม่ตก

 

ก้าวแรกของการรับมือกับปัญหานี้อาจเป็นการสร้างความตระหนักในแง่จริยธรรมให้แก่ วิศวกร นักพัฒนา และนักวิจัย ตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรกของการเรียน การวิจัย หรือการทำงานในบริษัท

 

เทคโนโลยีทางประสาทอาจก่อให้เกิดประโยชน์ในทางการแพทย์และทางสังคมอย่างมหาศาล การจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์นี้ได้ เราต้องโน้มนำการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้เป็นไปในทางที่เคารพ คุ้มครอง และเปิดโอกาสให้คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ได้แสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising