<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?><articles><UUID>TSTD202608101119</UUID><time>1786360746</time>		<article>
			<ID>12311610</ID>
			<nativeCountry>TH</nativeCountry>
			<language>th</language>
			<publishCountries><country>th</country></publishCountries>
			<startYmdtUnix>1784113340000</startYmdtUnix>
			<endYmdtUnix>2099732540000</endYmdtUnix>

			<title>ฟิตร่างกายลุย Hybrid Race กับโปรแกรมฝึกแบบ Team Under Armour</title>
			<category>LIFE</category>

			<publishTimeUnix>1784113340000</publishTimeUnix>
			<publishTime>2026-07-15 18:02:20</publishTime>
			<updateTimeUnix>1784114528000</updateTimeUnix>
			<updateTime>2026-07-15 18:22:08</updateTime>
			<contents>
				<image>
					<title>ฟิตร่างกายลุย Hybrid Race กับโปรแกรมฝึกแบบ Team Under Armour</title>
					<description>ฟิตร่างกายลุย Hybrid Race กับโปรแกรมฝึกแบบ Team Under Armour</description>
					<url>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-1.jpg</url>
					<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-1.jpg</thumbnail>
				</image>
								<text>
					<content>
					<![CDATA[
					<p>นอกจากจะเป็นที่พูดถึงกันในทุกกลุ่มของสายฟิตสายลุยแล้ว แต่ ‘Hybrid Race’ กีฬาสายวิ่งผสมสายฟิตเนสก็กำลังเป็นเป้าหมายที่รอการพิชิตของใครหลาย ๆ คนอย่างแน่นอน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แน่นอนว่าหลากหลายผู้พิชิตและหลากหลายทีมกำลังเตรียมตัวอย่างเข้มข้น รวมถึงที่ RYSE Arena เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมาที่เหล่า TeamUA หรือ Team <a href="https://thestandard.co/tag/Under-Armour/" target="_blank" rel="dofollow noopener">Under Armour</a> ทั้ง 22 คนก็ได้เริ่มออกมา Full Body Shake เรียกเหงื่อเรียกแรงกันอย่างเข้มข้น ในอีก 5 สัปดาห์ข้างหน้าที่จะให้สายฟิตทุกคนได้ท้าทายตัวเองกันอีกครั้งในปีนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231147" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-1.jpg?x61689" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 1" width="1280" height="1700" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2>ฟิต 5 สัปดาห์ก่อนแข่งกับ Under Armour</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ระยะเวลา 5 สัปดาห์ของแคมป์ฝึกซ้อม Team UA จะได้เจอกับโปรแกรมที่วางรากฐานการพัฒนาศักยภาพร่างกายอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจากการปรับพื้นฐานการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนจะไต่ระดับความเข้มข้นไปสู่การจำลองสถานการณ์ในสนามแข่งจริง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231148" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-2.jpg?x61689" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 2" width="2500" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ช่วงสัปดาห์แรกเริ่มด้วยการทดสอบ Movement Foundation เพื่อประเมินความพร้อม จากนั้นสร้าง Aerobic Base เสริมความทนทาน และยกระดับสู่ Strength Endurance สำหรับสถานีที่ใช้พละกำลัง พร้อมฝึกเทคนิค Transition การคุมเพซ และวางกลยุทธ์เฉพาะตัว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231149" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-3.jpg?x61689" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 3" width="2500" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อเข้าสู่โค้งสุดท้าย จะเน้น Race Simulation เพื่อฝึกซ้อมภายใต้ความกดดันและความเหนื่อยล้าจริง ก่อนเข้าช่วง Taper เพื่อลดการซ้อม ให้ร่างกายได้ฟื้นฟูและสะสมพลังงานเต็มเปี่ยมสำหรับวันแข่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231151" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-4.jpg?x61689" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 4" width="2500" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2>เผยโฉม ‘Team UA’ ก่อนลง Full Body Shake</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับสัปดาห์แรกของ Team Under Armour ทั้ง 22 คนได้มาพบหน้ากันเพื่อทำความรู้จักและ Ice Breaking แบบฉบับสายฟิตสายลุยที่จะมาทำความรู้จักกันขณะ Planking และ Squat เรียกเหงื่อ ซึ่งแต่ละคนเดินเข้ามาพร้อมเป้าหมายที่แตกต่างกัน ทั้งการทำลายสถิติเดิมของตัวเอง หรือกลับมาทวงฟอร์มหลังผ่านสนามมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็น Junior (@ju.nio.r12) และ Jaynoppa (@jaynoppa), Emma Arocha (@emmarchh), Pim Pimkanok (@pimmypiam) Pipe Kamtapong (@pipekubkib) นอกจากนี้ยังมี ‘รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น’ หนึ่งในนักกีฬา Under Armour มาเข้าร่วม Full Body Shakeout ในฐานะ Team UA ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231152" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-5.jpg?x61689" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 5" width="1920" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดยสำหรับคลาสสัปดาห์แรก TEAM UA เริ่มด้วย Easy Run ก่อนฝึกคุมแรงที่สถานี SkiErg และ RowErg ต่อด้วยโจทย์คู่อย่าง Sled Push ร่วมกับ Farmer Hold ที่ต้องถือ Kettlebell ให้มั่นคงขณะเพื่อนดัน Sled</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231153" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-6.jpg?x61689" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 6" width="2500" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ครึ่งหลังทวีความเข้มข้นด้วย Burpee Broad Jump, Wall Ball, Walking Lunge และท่าท้าทายใจอย่าง Sandbag Reverse Lunge, Ab-mat Sit-up กับ Bearhug Sandbag Carry ในเวลาจำกัด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231154" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-7.jpg?x61689" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 7" width="1920" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้เป็นท่าที่คุ้นเคย แต่เมื่อฝึกต่อเนื่อง บททดสอบจริงคือการคุมหายใจและรักษาฟอร์มเพื่อออมแรง คลาสนี้ช่วยให้ทุกคนพบจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุง เพื่อเตรียมลุยต่อสำหรับการแข่งที่กำลังจะเข้ามา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231155" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-8.jpg?x61689" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 8" width="1920" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2>เทรนก่อนเจอสนามจริงแบบ Team UA ได้กับยิมพาร์ตเนอร์</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากใครอยากฝึกร่างกายให้พร้อมกับเวทีท้าทายตัวเองใน Hybrid Race แบบ Team UA ก็ไม่ต้องอิจฉาไป เพราะ Under Armour เปิดโอกาสให้ทุก ๆ คนที่อยากเตรียมตัวก่อนลง Hybrid Race ได้เข้ามาฝึกในระบบเดียวกันด้วย โดยโปรแกรมนี้ร่วมมือกับยิมพาร์ตเนอร์ 3 แห่ง ได้แก่ RYSE Arena, ONTRACK Campus (เขตพระโขนง) และ FIT:D Thailand</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231156" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-9.jpg?x61689" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 9" width="1920" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ละคลาสจะเป็นการค่อย ๆ ทำความเข้าใจองค์ประกอบที่จำเป็นต่อ Hybrid Race ตั้งแต่การสร้าง Aerobic Base การเพิ่ม Strength Endurance การควบคุมเพซ ไปจนถึงการฝึก Transition ระหว่างการวิ่งและสถานีต่าง ๆ ก่อนนำทุกอย่างมาทดลองร่วมกันผ่าน Race Simulation</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231157" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-10.jpg?x61689" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 10" width="1280" height="1700" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้สนใจร่วมซ้อมแบบ Team UA สามารถรับ Training Class Pass (3 เครดิต) เมื่อซื้อสินค้าครบ 6,900 บาทที่ Under Armour Brand House เพื่อเข้าเซสชันกับยิมพาร์ตเนอร์และแบ่งปันให้เพื่อนได้ โดยผู้ที่เข้าครบ 3 คลาสตามเงื่อนไข จะได้รับสิทธิ์ลงทะเบียน Race Simulation เพื่อทดสอบความพร้อมของร่างกาย จังหวะเปลี่ยนสถานี และแผนการแบ่งแรงก่อนเจอสนามจริง สามารถรับรายละเอียดและโค้ดลงทะเบียนได้จากทีมงานหน้าร้าน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2>มาทดสอบตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเองไปอีกขั้น</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในการฝึกซ้อมสัปดาห์แรกนี้ Under Armour ได้ให้การสนับสนุนผู้ท้าชิง Hybrid Race อย่างเต็มที่กับทุกคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน โดยมีระบบสนับสนุนตลอดเส้นทาง ทั้งโปรแกรมฝึก โค้ช ยิมพาร์ตเนอร์ เสื้อผ้าอุปกรณ์ และการฟื้นฟูร่างกาย ทำให้แบรนด์เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการฝึก ความรู้ และคอมมูนิตี้ เพื่อผลักดันแนวคิด Make Athletes Better ให้เกิดขึ้นจริงผ่านการลงมือทำ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231158" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-11.jpg?x61689" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 11" width="2500" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับใครที่กำลังมอง Hybrid Race เป็นเป้าหมายถัดไป อย่ารีรอให้ใกล้วันแข่ง เวลานี้คือเวลาที่ดีที่สุดแล้วที่จะได้ท้าทายตัวเอง และพัฒนาตัวเองไปในอีกขั้นก่อนการแข่งจริงในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231159" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-12.jpg?x61689" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 12" width="1920" height="1280" /><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231160" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-13.jpg?x61689" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 13" width="1920" height="1280" /></p>
					]]>
					</content>
				</text>
			</contents>
			<recommendArticles>
									<article>
							<title>BOYNEXTDOOR ขึ้นแท่นเป็นโกลบอลแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Under Armour</title>
							<url>https://thestandard.co/boynextdoor-under-armour-ambassador/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/boynextdoor-under-armour-ambassador-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>UNDER ARMOUR X MARINE SERRE แคปซูลคอลเล็กชันเพื่อฉลอง 30 ปีของแบรนด์กีฬา</title>
							<url>https://thestandard.co/under-armour-marine-serre-capsule/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/06/under-armour-marine-serre-1.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>สเตฟเฟน เคอร์รี แยกทาง Under Armour หลังร่วมงานกันนาน 13 ปี</title>
							<url>https://thestandard.co/stephen-curry-parts-under-armour/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2025/11/stephen-curry-parts-under.jpg</thumbnail>
						</article>
						</recommendArticles>
			<author>thestandard.co</author>
			<sourceUrl>https://thestandard.co/under-armour-hybrid-race-training/</sourceUrl>
		</article>

			<article>
			<ID>12404621</ID>
			<nativeCountry>TH</nativeCountry>
			<language>th</language>
			<publishCountries><country>th</country></publishCountries>
			<startYmdtUnix>1786359584000</startYmdtUnix>
			<endYmdtUnix>2101978784000</endYmdtUnix>

			<title>เปิดแผลงบประมาณปี 2570 ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่ ก่อนฐานะการคลังประเทศไทยล่มสลาย</title>
			<category>News</category>

			<publishTimeUnix>1786359584000</publishTimeUnix>
			<publishTime>2026-08-10 17:59:44</publishTime>
			<updateTimeUnix>1786359584000</updateTimeUnix>
			<updateTime>2026-08-10 17:59:44</updateTime>
			<contents>
				<image>
					<title>เปิดแผลงบประมาณปี 2570 ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่ ก่อนฐานะการคลังประเทศไทยล่มสลาย</title>
					<description>เปิดแผลงบประมาณปี 2570 ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่ ก่อนฐานะการคลังประเทศไทยล่มสลาย</description>
					<url>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/thailand-fiscal-crisis-budget-1.jpg</url>
					<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/thailand-fiscal-crisis-budget-1.jpg</thumbnail>
				</image>
								<text>
					<content>
					<![CDATA[
					<p>สุขภาพการคลังของประเทศไทยสามารถเรียกได้อยู่ในภาวะ ‘โคม่า’ และต้องการการผ่าตัด เนื่องจากเมื่อพิจารณาดูจาก ‘ประวัติผู้ป่วย’ หรือ ‘ดุลงบประมาณ’ ซึ่งเป็นผลรวมสุทธิของรายรับและรายจ่ายของรัฐบาล พบว่า ประเทศไทยมีรายจ่ายสูงกว่ารายรับ หรือ ‘ขาดดุลงบประมาณ’ มานานกว่า 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2548</p>
<p>&nbsp;</p>
<div style="background: #fff; border-radius: 16px; padding: 20px; box-shadow: 0 10px 25px rgba(0,0,0,0.12); max-width: 600px;">
<div style="margin-bottom: 12px;">
<h2 style="font-size: 22px; font-weight: bold;">ประเด็นสำคัญ</h2>
<div style="height: 6px; background-color: #e62227; margin-top: 6px; width: 100%;">&nbsp;</div>
</div>
<ul style="padding-left: 20px; margin: 0; list-style: disc;">
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section1">งบประมาณปี 2570 ‘ฝีแตก’ ภาพสะท้อนวิกฤตการคลัง</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section2">หมอเอกนิติย้ำ ฝียังไม่แตก รัฐบาลแค่ ‘เปิดแผล’ เร่งผ่าตัด เพิ่มความโปร่งใส</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section3">เปิดแผล ปม ‘รายจ่ายประจำ’ ที่ตัดทอนไม่ได้พุ่งแตะ 73.6% ของงบประมาณ</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section4">รายจ่ายบุคลากรไทยแตะ 39.5% ของงบทั้งหมด สะท้อนค่าเสียโอกาสไทยสูงเทียบต่างชาติ</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section5">เปิดแผน ‘ปฏิรูปราชการไทย’ ยุคใหม่ ‘รัฐจิ๋วแต่แจ๋ว’ ในแบบ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section6">เปิดข้อเสนอ ‘ศ. ดร. อธิภัทร’: ทำ Mission Audit ลดขนาดระบบราชการ ก่อนลดคน</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section7">เปิดข้อเสนอ ‘เพียงพนอ’ ย้ำเร่งกิโยตินกฎหมาย ลดบทบาทรัฐเป็น Facilitator</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section8">เปิดข้อเสนอ ‘แพตทริเซีย’ หนุน Right Sizing-ยกเป็นนโยบายระดับชาติ</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section9">‘รายได้รัฐบาลไทย’ โตไม่ทันรายจ่าย อีกสาเหตุสำคัญของปัญหาการคลัง</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section10">เปิดปมหนี้สาธารณะไทยยัง ‘ซุกซ่อน’ ความเสี่ยงอยู่</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section11">เปิดห้อง กมธ. งบฯ ปี 70 ถ่ายทอดสดครั้งแรก</a></li>
</ul>
</div>
<p>&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
<p>โดยภาวะที่รัฐบาลมีรายได้ ‘ไม่พอ’ รายจ่ายนี้ส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณมายาวนานกว่า 20 ปีจนทำให้มูลหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 66.87% ต่อ GDP ณ 30 มิถุนายน 2569</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อพิจารณาจากวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้กำหนดกรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 3,788,000 ล้านบาท โดยมีประมาณการรายได้สุทธิ 3,000,000 ล้านบาท พบว่าไทยจะต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีกปีจำนวน 788,000 ล้านบาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้ในร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ไทยเตรียมทำงบประมาณขาดดุลต่ออีกปี อย่างไรก็ตาม เมื่อดูไส้ในพบว่า รายจ่ายลงทุน ซึ่งเป็นเม็ดเงินขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ กลับลดลง 8.4% จากปีก่อนหน้า สวนทางกับรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นถึง 5% จากปีก่อนหน้า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“รายจ่ายลงทุนคือหัวใจของงบประมาณ เราจะเห็นว่า ประเทศจะพัฒนาไปทางไหน ขึ้นอยู่กับรายจ่ายลงทุน ถ้ารายจ่ายลงทุนน้อยเท่าไหร่ การเติบโตหรือว่าการพัฒนาประเทศก็เป็นไปได้ยาก” ฐากูร จุลินทร ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) กล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section1" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">งบประมาณปี 2570 ‘ฝีแตก’ ภาพสะท้อนวิกฤตการคลัง</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 25 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ซึ่งมีวาระเรื่องด่วนในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งนำเสนอโดย <a href="https://thestandard.co/tag/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A8/" target="_blank" rel="dofollow noopener">เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</a> รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดยศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนแรกของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยระบุว่าโครงสร้างงบประมาณปี 2570 สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังทางการคลังที่เปรียบเสมือน ‘ฝีแตก’</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พร้อมกล่าวต่อว่า แม้ภาพรวมงบประมาณจะเพิ่มขึ้นเพียง 7,400 ล้านบาท และมีการประมาณการรายได้ที่ 3 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 79,000 ล้านบาท) แต่รัฐบาลยังคงต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลในระดับสูง การขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ต่อ GDP ได้กลายเป็นความปกติใหม่ที่สะท้อนว่ารายได้ของรัฐขยับตามไม่ทันค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดยรายจ่ายลงทุนถูกปรับลดลงไปถึง 70,000 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้นสวนทางกัน กว่า 70% ของหน่วยรับงบประมาณในระดับกรมได้รับงบประมาณลดลงจากปี 2569 โดยเฉพาะหน่วยงานที่ถืองบลงทุนจำนวนมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section2" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">หมอเอกนิติย้ำ ฝียังไม่แตก รัฐบาลแค่ ‘เปิดแผล’ เร่งผ่าตัด เพิ่มความโปร่งใส</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงถึงสาเหตุที่ทำให้รายจ่ายลงทุนลดลง และรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 มาจากการที่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตนกำกับดูแลสำนักงบประมาณด้วย จึงได้กำชับให้สำนักงบประมาณ ‘เลิกทำแบบในอดีต’ หรือการตั้งงบประมาณแบบหมกเม็ดไว้ หรือตั้งให้ไม่เต็ม เมื่อหน่วยงานต่างๆ มีงบประมาณไม่พอ จึงค่อยไปล้วง ‘เงินคงคลัง’ แล้วค่อยไปใช้คืนทีหลัง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดังนั้น เมื่อเลิกซุก เลิกหมกเม็ด รายจ่ายประจำจึงพุ่งขึ้นจากแผลเก่าในอดีตที่ไม่เคยเปิดเผย ทำให้งบลงทุนต้องลดลงไป 70,000 ล้านบาท เพราะรัฐบาลต้องการรักษาวินัยการคลัง หรือตั้งเป้าให้ลดจากขาดดุล 4.4% ของ GDP เหลือ 3.9% ของ GDP ก็คือตัวเลข 788,000 ล้านบาท ซึ่งลดการขาดดุลจากปีที่แล้ว 860,000 ล้านบาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“วันนี้ ผมมองตัวเองเป็นหมอรักษาโรค เราต้องเปิดแผลเลยให้ชัดเจน งบต่างๆ ต้องทำให้โปร่งใส เปิดแผลให้ชัดจะได้รักษาให้ถูกต้อง ผมไม่ใช่หมอที่แค่มาบรรยายโรค แต่ผมตั้งใจที่จะมาผ่าตัดรักษาโรคของการที่งบประมาณเราขาดดุลเรื้อรังมาอย่างยาวนาน ฝีมันยังไม่แตกหรอกครับ เพราะเราเปิดเผยโปร่งใส แล้วเรามาช่วยกันรักษา มาช่วยกันผ่าตัด นี่คือความตั้งใจจริงๆ ครับ” ดร.เอกนิติกล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section3" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">เปิดแผล ปม ‘รายจ่ายประจำ’ ที่ตัดทอนไม่ได้พุ่งแตะ 73.6% ของงบประมาณ</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ฐากูร จุลินทร ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการวิเคราะห์ ‘ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570’ ว่ารายจ่ายลงทุนในปีงบ 2570 ที่ 7.89 แสนล้านบาทนั้น มีสัดส่วนเพียง 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (มาตรา 20 ไว้พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดให้ต้องมีรายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดยรายจ่ายลงทุนถูกเบียดบัง ส่วนหนึ่งเพราะรายจ่ายที่ยากต่อการลดทอนครองสัดส่วนไปถึง 73.6% ของงบประมาณแล้ว ได้แก่</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>รายจ่ายบุคลากรภาครัฐ (เช่น เงินเดือน สวัสดิการ กบข. บุคลากรท้องถิ่น) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 39.5%</li>
<li>รายจ่ายชำระหนี้ (เงินต้น และดอกเบี้ย) คิดเป็นประมาณ 12.2%</li>
<li>รายจ่ายเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม (เช่น เรียนฟรี ประกันสังคม ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กองทุนประชารัฐ ซึ่งไม่สามารถตัดทอนได้) คิดเป็น 15%</li>
<li>รายจ่ายชดใช้เงินคงคลังคิดเป็น 1.9%</li>
<li>รายจ่ายคืนเงินให้รัฐวิสาหกิจ เนื่องจากจ่ายเงินแทนรัฐในกิจกรรมกึ่งการคลังคิดเป็น 0.4%</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section4" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">รายจ่ายบุคลากรไทยแตะ 39.5% ของงบทั้งหมด สะท้อนค่าเสียโอกาสไทยสูงเทียบต่างชาติ</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อพิจารณาเข้าไปในไส้ในมากขึ้นพบว่า รายจ่ายด้านบุคลากรภาครัฐมีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รายจ่ายบุคลากรภาครัฐในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 สูงกว่า 8 แสนล้านบาท โดยจำนวนนี้คิดเป็นภาระรวม 37.9% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่มีขนาดสูง เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศที่มีระดับพัฒนาใกล้เคียงกันอย่าง ฟิลิปปินส์ (35%) และมาเลเซีย (29.6%) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle Income) ซึ่งมีรายจ่ายบุคลากรภาครัฐคิดเป็นเพียง 20.9% ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“รายจ่ายบุคลากรของไทยมีขนาดสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ สะท้อนถึง ‘ค่าเสียโอกาส’ กล่าวคือ เวลาที่เราเก็บภาษีมาได้ 100 บาท เราต้องเสียเกือบ 40 บาทไปใช้กับเรื่องของบุคลากร ขณะที่ประเทศอื่นคู่แข่ง เช่น มาเลเซีย สามารถจัดสรรบริการภาครัฐได้ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าเราอย่างมีนัยสำคัญ” ศ. ดร. อธิภัทร กล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ศ. ดร. อธิภัทร กล่าวต่อว่า รายจ่ายสวัสดิการบุคลากรภาครัฐไทยเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว (ราว 90%) จากระดับเกือบ 3 แสนล้านบาทในปี 2560 มาอยู่ที่เกือบ 6 แสนล้านบาทในปี 2570 ขณะที่จำนวนหรือกำลังคนภาครัฐในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ค่อนข้างคงที่ระหว่าง 3.0-3.2 ล้านคน (ระหว่างปี 2561-2567) สะท้อนว่า รายจ่ายบุคลากรภาครัฐต่อคนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% ต่อปี สะท้อนว่า โจทย์สำคัญอาจจะไม่ได้อยู่ที่การลดกำลังคน แต่ควรดูต้นทุนต่อคนมากกว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1240460" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/thailand-fiscal-crisis-budget-reform-1.jpg?x61689" alt="กองธนบัตรบาทไทยและแผนที่ประเทศไทย สื่อถึงวิกฤตการคลังและงบประมาณ 1" width="4000" height="2246" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section5" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">เปิดแผน ‘ปฏิรูปราชการไทย’ ยุคใหม่ ‘รัฐจิ๋วแต่แจ๋ว’ ในแบบ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากปัญหาต้นทุนบุคลากรภาครัฐดังกล่าวทำให้เกิดแนวคิด ‘ปฏิรูปราชการไทย’ ซึ่งได้รับการผลักดันโดย ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ซึ่งควบตำแหน่งผู้รับผิดชอบการปรับโครงสร้างข้าราชการไทยตามที่เคยได้นำเสนอในการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดยปกรณ์ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ 4 ข้อ เพื่อขับเคลื่อนระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย โปร่งใส เพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่และลดภาระทางการคลังของประเทศในระยะยาว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ข้อแรกคือการ ‘รีดไขมันส่วนเกิน’ รัฐบาลตั้งเป้าลดจำนวนข้าราชการจาก 3 ล้านคน ให้เหลือประมาณ 2 ล้านคน โดยใช้มาตรการ ‘ตรึงกำลังคน’ ไม่รับบุคลากรเพิ่ม และยุบตำแหน่งที่ว่างลงหลังเกษียณอายุ พร้อมกับปัดตกร่างแนวคิดขยายอายุเกษียณเกิน 60 ปี เพราะมองว่าเป็นการยืดปัญหาและปิดกั้นโอกาสของคนรุ่นใหม่ แต่จะกระตุ้นด้วยระบบ ‘เออร์ลีรีไทร์’ (Early Retirement) จ่ายเงินก้อนจูงใจ 8-12 เท่าของเงินเดือน สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 หรือ 50 ปีขึ้นไป เพื่อนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปปรับเพิ่มฐานเงินเดือนและสวัสดิการให้ข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ภารกิจต่อมาคือ ‘ยุบและรื้อทิ้งสิ่งที่ซ้ำซ้อน’ เตรียมกวาดล้างหน่วยงานที่หมดความจำเป็น โดยจะประเดิมยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ตามด้วย ป.ย.ป. และองค์การมหาชนที่ไม่ผ่านการประเมิน รวมถึงการเดินหน้ายุบ ‘สำนักงานสาขาในภูมิภาค’ ของส่วนกลางที่ทำงานทับซ้อนกับผู้ว่าราชการจังหวัด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ ปกรณ์ยังเตรียมรื้อโครงสร้างค่าตอบแทนผู้บริหารท้องถิ่นเพื่ออุดช่องโหว่ความเหลื่อมล้ำระดับประเทศ โดยเปิดเผยว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ปลัดเทศบาลมีเงินเดือนและค่าตอบแทนเยอะกว่าปลัดกระทรวง ซึ่งดูแลคนทั้งประเทศและรับผิดชอบภารกิจมหาศาล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>รัฐบาลจึงเตรียมให้กรมบัญชีกลางเข้ามาคุมมาตรฐานบัญชีให้มีความโปร่งใส พร้อมดัน ‘นโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน’ เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนนำเงินมาบริจาคช่วยท้องถิ่นขนาดเล็ก แลกกับการลดหย่อนภาษี ปรับสวัสดิการของข้าราชการอย่างค่ารักษาพยาบาล ก็เล็งเปลี่ยนไปใช้รูปแบบ ‘ระบบประกันสุขภาพ’ แทน เพื่อให้รัฐสามารถคุมเพดานงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีได้อย่างชัดเจน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จิกซอว์ชิ้นสุดท้ายคือ Better Regulation for Better Life หรือการมีกฎหมายที่สมเหตุสมผลและมีเท่าที่จำเป็น รัฐบาลจะนำ AI และระบบออนไลน์มาทำงานธุรการแทนคนเพื่อความรวดเร็ว พร้อมมุ่งแก้ไขกฎกระทรวงที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจมากเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นต้นตอหลักของการเรียกรับสินบน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1240461" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/thailand-fiscal-crisis-budget-reform-2.jpg?x61689" alt="กองธนบัตรบาทไทยและแผนที่ประเทศไทย สื่อถึงวิกฤตการคลังและงบประมาณ 2" width="1080" height="1350" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section6" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">เปิดข้อเสนอ ‘ศ. ดร. อธิภัทร’: ทำ Mission Audit ลดขนาดระบบราชการ ก่อนลดคน</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ. ดร. อธิภัทรเน้นย้ำว่า รัฐบาลไม่ควรเริ่มต้นการปฏิรูปด้วยการลดคนหรือทำโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) เพราะหากลดคนโดยไม่ลดขนาด สุดท้ายระบบราชการก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานหรือจ้างคนกลับเข้ามาใหม่อยู่ดี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ ได้ยกกรณีศึกษาของ แคนาดา โดยระบุว่า ในช่วงปี 2537–2540 (ค. ศ. 1994–1997) แคนาดาได้ทำการปฏิรูประบบราชการเนื่องจากเผชิญกับวิกฤตการคลัง ขาดดุลปีงบประมาณต่อเนื่องยาวนานถึง 15–20 ปี ซึ่งมีสถานการณ์คล้ายคลึงกับประเทศไทยในปัจจุบัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อมีการกลับมาทบทวนประเมินผลอีกครั้งในปี 2550 (ค. ศ. 2007) พบว่าแคนาดากลับประสบความล้มเหลวในบางมิติ เพราะสุดท้ายแล้วภาครัฐจำเป็นต้องว่าจ้างคนกลับเข้ามาทำงานใหม่อยู่ดี สาเหตุสำคัญมาจากบางหน่วยงานไม่ได้ลดขนาด แต่มุ่งลดคนเป็นหลัก โดยไม่ได้พิจารณาว่างานหรือภารกิจใดยังต้องทำอยู่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดังนั้น ศ. ดร อธิภัทรจึงแนะต่อว่า ภาครัฐจึงควรเริ่มจากการทบทวนภารกิจ (Mission Audit) ก่อนว่า ภารกิจอะไรที่ยังต้องทำอยู่ ภารกิจใดควรที่ให้เอกชนทำ ภารกิจใดที่ตอนนี้ AI ทำได้หมดแล้ว แล้วค่อยมาปรับโครงสร้างของกระทรวงต่างๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section7" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">เปิดข้อเสนอ ‘เพียงพนอ’ ย้ำเร่งกิโยตินกฎหมาย ลดบทบาทรัฐเป็น Facilitator</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>เพียงพนอ บุญกล่ำ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวในรายการว่า รัฐบาลควรลดบทบาทเหลือเป็นเพียงผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยหลีกเลี่ยงการทำธุรกิจแข่งกับเอกชนในตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ เช่น ธุรกิจโทรคมนาคมและสื่อสาร แต่ให้รัฐเน้นบทบาทดูแลบริการสาธารณะที่จำเป็น เช่น การศึกษา สาธารณสุข และ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนและเอกชน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรแบ่งภารกิจเป็น Core และ Non-core: โดยแยกแยะงานหลักที่รัฐต้องทำกับงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก (Non-core) ออกจากกัน แล้วใช้วิธีการจ้างเหมาบริการภายนอก (Outsource) สำหรับภารกิจที่รัฐไม่จำเป็นต้องทำเอง โดยยกตัวอย่างกระทรวงต่างประเทศที่ให้เอกชนทำพาสปอร์ตหรือวีซ่า ซึ่งแม้จะเป็นข้อมูลส่วนตัวแต่ก็มีหลายประเทศที่บริหารจัดการด้วยการ outsource ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พร้อมทั้งย้ำว่า รัฐบาลไม่ปฏิรูปด้วยการ ‘หารยาว’ (Across-the-board cuts) โดยไม่เห็นด้วยกับการสั่งลดงบประมาณหรือลดคนแบบเฉลี่ยเท่ากันทุกหน่วยงาน เช่น ตั้งเป้าตัดลด 10% เท่ากันหมด เพราะจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหน่วยงานเฉพาะทางที่ยังขาดแคลนและจำเป็นต้องมีบุคลากร เช่น แพทย์ พยาบาล หรือฝ่ายกฎหมาย และผู้ตรวจคดีภาษีของกรมสรรพากร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรยุบและควบรวมหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน จากการพิจารณางบประมาณพบว่าบางหน่วยงานมีภารกิจคาบเกี่ยวซ้ำซ้อนจนแทบแยกไม่ออก จึงควรยุบหรือรวมหน่วยงานเหล่านี้เข้าด้วยกัน รวมถึงการทบทวนความซ้ำซ้อนในกลุ่มกองทุนต่างๆ องค์การมหาชน และรัฐวิสาหกิจ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และอีกแนวทางสำคัญ คือ ‘การกิโยตินกฎหมาย’ (Regulatory Guillotine) เพียงพนออ้างอิงข้อมูลจาก TDRI ว่าหากหั่นกฎหมายซ้ำซ้อนออกไปได้จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศได้ถึง 1.3 แสนล้านบาทต่อปี พร้อมกับการจัดการปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“ไทยมีกฎหมายมากไปกว่าแสนฉบับ รวมพวกระเบียบกฎหมายลำดับรองด้วย แต่ถ้านับแค่กฎหมายหลักราวหมื่นหกฉบับ ขณะที่มีความพยายามกิโยตินกันมา 20 ปีแล้วก็ยังไม่ค่อยไปไหน” เพียงพนอกล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section8" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">เปิดข้อเสนอ ‘แพตทริเซีย’ หนุน Right Sizing-ยกเป็นนโยบายระดับชาติ</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ระบุว่า หนุนการปฏิรูปแบบหาขนาดที่เหมาะสมของระบบราชการ (Right Sizing) อย่างไรก็ตาม แพตทริเซียยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาข้อมูลกำลังคนและงบประมาณในปัจจุบันกระจัดกระจายไปตามหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงาน ก.พ. ที่ดูแลข้าราชการพลเรือนเพียงส่วนเดียว ขณะที่องค์กรอิสระ องค์การมหาชน และท้องถิ่นต่างมีอำนาจบริหารจัดการและเพิ่มอัตรากำลังเองจนไม่มีใครมองเห็นภาพรวมทั้งหมด ดังนั้นจึงเสนอว่าควรมีนโยบายระดับชาติที่เข้ามาดูแลภาพรวมนี้อย่างเป็นระบบ (Holistic)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“รัฐบาลมีนโยบายทั้ง Early Retire, Downsizing, Rightsizing แพทมองว่า Wording ที่ถูกคือ Rightsizing ของระบบราชการ” แพตทริเซียกล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แพตตริเซียอธิบายเพิ่มว่า “ปัจจุบัน ข้อมูลบุคลากรข้าราชการกระจายมาก และไม่มีใครที่ดูภาพรวมทั้งหมดว่า จริงๆ แล้วงบบุคลากรหรือว่า Right Size ทั้งหมดคืออะไร เนื่องจากองค์กรอิสระก็มีอำนาจส่วนตัวที่จะเพิ่มอัตราหรือเพิ่มเงินเดือน จึงควรมีนโยบายระดับชาติที่ดูภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มคน หรือเพิ่มเงินเดือน ไม่ได้เป็นอำนาจ (Autonomy) ของแต่ละหน่วยงาน”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ แพตริเซียยังได้กล่าวถึงแนวคิดการปรับสวัสดิการและค่าตอบแทนสำหรับข้าราชการเข้าใหม่ (New Package for Newcomers) ว่าเริ่มมีการหารือในหลายเวที เนื่องจากมีความจำเป็นต้องปรับตัวและมองภาพรวมของการจัดการระบบข้าราชการบรรจุใหม่ทั้งหมด เพื่อปรับปรุงให้มีความเป็นธรรมให้ข้าราชการรุ่นใหม่สามารถอยู่ได้จริงในปัจจุบัน รวมถึงเพื่อดึงดูดและรักษาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ (Talents) เอาไว้ในระบบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แพตริเซียกล่าวว่า สำหรับการรับข้าราชการเข้าใหม่ มีความเป็นไปได้สูงที่ระบบและข้อตกลงทุกอย่างอาจจะถูกเปลี่ยนใหม่ เช่นเดียวกับในอดีตที่รัฐบาลเคยเปลี่ยนรูปแบบมาใช้ระบบ กบข. มาแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section9" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">‘รายได้รัฐบาลไทย’ โตไม่ทันรายจ่าย อีกสาเหตุสำคัญของปัญหาการคลัง</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตามข้อมูลจากกระทรวงการคลังพบว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลในปีงบประมาณ 2568 (ล่าสุด) อยู่ที่ 2,825,755 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 61,245 ล้านบาท (ต่ำกว่า 2.1%) จากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ และการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ ‘สัดส่วนรายได้ต่อ GDP’ ในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 14.96% ปรับตัวลดลงจากปีก่อน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขณะที่สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) ได้ฉายภาพความเสี่ยงด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไทย ไว้ในรายงาน ‘วิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570’ ไว้ ดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โครงสร้างการจัดเก็บรายได้ภาครัฐมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากการกระจุกตัวอยู่ใน 3 ภาษีหลักสูงถึง 62.14% ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (27.61%) ภาษีเงินได้นิติบุคคล (22.75%) และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (11.78%) ซึ่งมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับ GDP (ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงระหว่าง 0.97-0.99) โดยเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ของรัฐจะหดตัวอย่างรุนแรง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>PBO ยังชี้ว่า ลักษณะการกระจุกตัวดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ 2 ประการ ดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>1) การกระจุกตัวของฐานรายได้ทำให้งบประมาณมีความเปราะบางต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง เมื่อใดก็ตามที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือเผชิญกับวิกฤตภายนอก ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มมีแนวโน้มที่จะหดตัวพร้อมกัน เนื่องจากทั้งกำไรของภาคธุรกิจและการบริโภคภาคเอกชนได้รับผลกระทบในทิศทางเดียวกัน ภาวะดังกล่าวอาจส่งผลให้รายได้จัดเก็บจริงต่ำกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณสูงกว่าเป้าหมายที่แผนการคลังระยะปานกลางกำหนดไว้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>2) ภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นแหล่งรายได้ขนาดใหญ่ที่สุดมีความอ่อนไหวต่อระดับการบริโภคของครัวเรือน ในสภาวะที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น ทั้งจากราคาพลังงาน ราคาอาหาร หรือต้นทุนการขนส่ง ครัวเรือนมักปรับลดการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลให้ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงโดยตรง และเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อประมาณการรายได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างรายได้การคลังอย่างเป็นระบบเพื่อยกระดับฐานะการเงินการคลังให้สามารถรองรับภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการดำเนินโครงการเศรษฐกิจเชิงกระตุ้นและการขยายขอบเขตสวัสดิการสาธารณะ ซึ่งประกอบด้วยการขยายฐานภาษี การปิดช่องว่างในระบบภาษี การทบทวนการยกเว้นภาษี และการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section10" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">เปิดปมหนี้สาธารณะไทยยัง ‘ซุกซ่อน’ ความเสี่ยงอยู่</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในกรอบตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง กำหนดกรอบเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ไม่เกิน 70% ของ GDP โดยอยู่ที่ 66.87% ต่อ GDP ณ 30 มิถุนายน 2569 นอกจากนี้ ตามคำพูดของ ดร.เอกนิติ ยังยืนยันมาตลอดว่า จะรักษาวินัยการเงินการคลังไว้ โดยจะไม่ยอมให้ระดับหนี้สาธารณะของไทยเกินเพดานในระยะกลาง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม งานศึกษา PBO ได้ประมาณการหนี้สาธารณะระยะ 5 ปี โดยใช้กรอบพลวัตหนี้สาธารณะของ IMF (Debt Dynamics Tool) พบว่าภายใต้ฉากทัศน์ฐาน (Baseline) สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มีแนวโน้มทะลุเพดาน 70% ในปี 2571 ที่ระดับ 70.20% และแตะจุดสูงสุดที่ 70.37% ในปี 2572 ซึ่งสูงกว่าประมาณการของแผนการคลังระยะปานกลางฯ ที่ 69.78% และ 69.52% ตามลำดับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดยสาเหตุหลักมาจากการขาดดุลงบประมาณเบื้องต้น ประกอบกับภาระจากพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนหนี้อีก 1.36% ต่อ GDP ในปี 2570</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ หากคำนวณรวมภาระหนี้กึ่งการคลังตามมาตรา 28 เข้าไปด้วย พบว่า หนี้สาธารณะไทยได้เกินเพดาน 70% ตั้งแต่ปี 2569 (72.57%) และจะพุ่งแตะระดับสูงสุดถึง 76.73% ในปี 2572</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ PBO ได้ทดสอบความอ่อนไหวต่อปัจจัยมหภาคทีละปัจจัย และการจำลองเชิงสถิติด้วย Monte Carlo Simulation โดยขนาดแรงกดดันอ้างอิงจากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวแปรมหภาคในอดีต พบว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นความเสี่ยงรุนแรงที่สุด โดยหากอัตราการเติบโต GDP ลดลง 2.63 จุดเปอร์เซนต์ (percentage point: pp.) จากกรณีฐาน สัดส่วนหนี้สาธารณะในปี 2573 จะสูงถึงร้อยละ 78.71 หรือสูงกว่ากรณีฐานถึง 8.69 pp.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อพิจารณาภาระชำระคืนต้นเงินกู้เพิ่มขึ้นเป็นระดับสูงสุดในช่วง 10 ปี มีรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 141,423.3 ล้านบาท คิดเป็น 3.7% ของวงเงินงบประมาณรวม สะท้อนถึงภาระหนี้เดิมที่เริ่มเบียดบังพื้นที่งบประมาณ และอาจลดความสามารถภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณเพื่อภารกิจใหม่ หรือการลงทุนด้านอื่นๆ ที่จำเป็น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตามข้อมูลรายงานความเสี่ยงทางการคลัง ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่จัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง พบว่า ในงบประมาณ 2568 สัดส่วนภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ 10.24% สะท้อนถึงความสามารถในการจัดเก็บรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น (ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>รายงานความเสี่ยงทางการคลังยังระบุว่า “แม้ว่าสภาพคล่องในการกู้ยืมเงินภายในประเทศที่ยังมีเสถียรภาพ แต่จากยอดหนี้คงค้างที่เพิ่มขึ้นในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจัยลบเชิงโครงสร้างจากภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น อยู่ที่ประมาณ 1.5% ต่อ GDP เช่นกัน และทำให้ประเทศไทยไม่เหลือกันชน (Buffer) เชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการควบคุมระดับหนี้สาธารณะอีกต่อไป”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“ประเทศไทยอาจก้าวเข้าสู่จุดที่เริ่มสูญเสียความยั่งยืนด้านหนี้ได้ ดังนั้น นอกเหนือจากการดำเนินการปรับสมดุลทางการคลังให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัดแล้ว การเร่งรัดปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบภาครัฐเพื่อให้เศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางสามารถขยายตัวได้ใกล้เคียงศักยภาพ จึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการรักษาความยั่งยืนด้านหนี้ของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” รายงานระบุ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section11" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">เปิดห้อง กมธ. งบฯ ปี 70 ถ่ายทอดสดครั้งแรก</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เป็นพัฒนาใหม่ในปีนี้ คือการเปิดให้มีการถ่ายทอดสด (Live) ‘การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายฯ 2570’ ให้ประชาชนทั่วไปได้รับฟังเป็นครั้งแรก ก็ยิ่งทำให้สาธารณชนมองเห็น ‘ความไม่มีประสิทธิภาพ’ ในการใช้เงินงบประมาณของภาครัฐ ที่มาจากภาษีของคนทั้งประเทศมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>รวมถึงได้นำไปสู่การตีแผ่ความจริงและความน่ากังวลของงบประมาณรายจ่ายปี 2570 หลายประเด็น รวมไปถึงประเด็นเรื่อง ‘งบของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร’ ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้แสดงความเห็นในลักษณะของการ ‘ไม่รับรองงบการเงิน’ ซึ่งในทางมาตรฐานการบัญชีถือเป็นสถานการณ์ขั้นวิกฤตที่สะท้อนว่าผู้สอบบัญชีพบข้อจำกัดในการตรวจสอบอย่างกว้างขวางจนไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของฐานะทางการเงินได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดยประเด็นดังกล่าวมาจากการอภิปรายของ เพียงพนอ บุญกล่ำ กรรมาธิการในสัดส่วนพรรคประชาชน ซึ่งได้หยิบยกรายงานผู้สอบบัญชีของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำหรับงบการเงินของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 ขึ้นมาพิจารณา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เพียงพนอระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ สตง. ปฏิเสธการรับรองงบการเงิน เกิดจากการพบรายการความผิดปกติที่มีมูลค่ารวมระดับแสนล้านบาทปรากฏอยู่ในหน้าแรกของรายงาน โดยประเด็นที่พบความบกพร่องของหลักฐานอย่างชัดเจนคือบัญชีลูกหนี้เกษตรกร ซึ่งระบุยอดรวมไว้ที่ 8,482 ล้านบาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่เมื่อ สตง. เข้าทำการตรวจสอบ กลับพบว่ามีเอกสารหลักฐานที่สามารถยืนยันความมีอยู่จริงได้เพียงประมาณ 700 กว่าล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ยอดเงินอีกกว่า 7,000 ล้านบาท ไม่สามารถค้นหาเอกสารหลักฐานใดๆ มาประกอบได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“งบที่ไม่สามารถเชื่อถือได้ เราจะตรวจสอบได้อย่างไร จะพูดได้อย่างไรว่านี่คือการทำงานที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ถ้าเราเข้าใจความหมายของคำว่าธรรมาภิบาลจริง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“การที่มีงบหน้าตาแบบนี้ ไม่รู้ว่าใช้เงินอย่างไรไม่รู้ว่าลูกหนี้ มีจริงหรือไม่ นี่คือปัญหาใหญ่ และตัวเลขไม่ใช่น้อยๆ” เพียงพนอกล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อีกประเด็นจากห้อง กมธ. งบฯ ปี 70 ที่ได้รับความสนใจคือ ‘คลาวด์กลางภาครัฐ’ ที่มีกรรมาธิการหลายคนให้ความสนใจกับงบที่เพิ่มขึ้นนี้ โดยพบว่างบก้อนใหญ่ทุ่มลงไปที่สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งได้งบเพิ่มจากปีก่อนถึง 92% และในจำนวนนั้น เกินครึ่งใช้ไปกับการผลักดันโครงการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เกือบ 5 พันล้านบาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดยวทันยา บุนนาค กมธ. สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ห่วงเรื่องความซ้ำซ้อน แม้จะมีการจัดทำระบบคลาวด์กลางแบบรวมศูนย์ แต่ยังพบการจัดซื้อจัดจ้างคลาวด์แยกในหน่วยงานภายใต้กระทรวงเดียวกัน เช่น หน่วยงานความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) 86 ล้านบาท สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ 33 ล้านบาท และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) 10 ล้านบาท นอกจากนี้ รวมกระทรวงอื่นๆ มีถึง 26 กระทรวงที่จัดซื้อจัดจ้างชุดข้อมูล ด้วยงบประมาณรวม 7,680 ล้านบาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ด้านวิสุทธิ์ ตันตินันท์ กมธ. สัดส่วนพรรคประชาชน มีความกังวลสอดคล้องกันต่อกรณีที่กระทรวง DE ของบประมาณคลาวด์กลางราว 5 พันล้านบาท แต่หน่วยงานอื่นก็มีการของบประมาณคลาวด์แยกไปอีกประมาณ 3 พันล้านบาท จึงสอบถามถึงสัดส่วนการใช้งานจริง เพราะยังมีหลายหน่วยงานสะท้อนว่า ระบบคลาวด์กลางเต็มและไม่สามารถจองพื้นที่ใช้งานได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขณะที่ เพียงพนอ บุญกล่ำ กมธ. สัดส่วนพรรคประชาชน ได้สอบถามความหมายของระบบคลาวด์กลางว่าแตกต่างจากคลาวด์ในรายงานประจำปีของ NT อย่างไร มีความทับซ้อนกันในเชิงงบประมาณและวัตถุประสงค์หรือไม่ และหากกระทรวงอื่นๆ เริ่มดำเนินการระบบคลาวด์ของตนเองไปแล้ว จะสามารถนำมารวมเป็นคลาวด์กลางได้อย่างไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ท่ามกลางกระแสความกังวลว่า อาจไม่มีการเปิดให้ถ่ายทอดสดในห้องคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายฯ แล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เพียงพนอ บุญกล่ำ กล่าวกับ THE STANDARD ว่าสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดในห้องอนุกรรมาธิการฯ ด้วย อย่างไรก็ตาม อย่างน้อย การถ่ายทอดสดในห้อง กมธ. ก็ควรมีต่อไป เนื่องจากพัฒนาการนี้ทำให้ผู้มีส่วนร่วมทุกคนเตรียมตัวอย่างดีขึ้น ตัวอย่างเช่น คนถามก็ต้องถามมีเหตุมีผล คนตอบก็ต้องเตรียมข้อมูลมากขึ้น และเป็นแบบอย่างที่ดีของหลักการภาครัฐระบบเปิด (Open Government) ที่ช่วยทำให้ประชาชนผู้เสียภาษีรู้ว่า ภาษีของตนจะถูกใช้อย่างไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สอดคล้องกับแพตตริเซีย มงคลวนิช ที่สนับสนุนแนวคิด Open Government เนื่องจากมองว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่ภาครัฐต้องมีและต้องปรับตัว เนื่องจากปัจจุบันภาคประชาชนและประชาสังคมให้ความสนใจและเรียกร้องข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
					]]>
					</content>
				</text>
			</contents>
			<recommendArticles>
									<article>
							<title>เมิร์ซ เอสเธติกส์ จับมือ นาโนเทค สวทช. ผนึกกำลังวิจัย Aesthetic Longevity ปูทางสู่การดูแลผิวเฉพาะบุคคล [PR NEWS]</title>
							<url>https://thestandard.co/merz-aesthetics-nanotec-aesthetic-longevity/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/เมิร์ซ-.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>ศุภจี เปิดเกม 4 คณะทำงานเศรษฐกิจ เร่งปลดล็อกกฎ ดันชุมชน-เอสเอ็มอีเป็นเครื่องยนต์ใหม่</title>
							<url>https://thestandard.co/supajee-economic-committees-unlock-sme-community/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/supajee-economic-committees-unlock-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>สุรศักดิ์ ชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้าบอร์ดเศรษฐกิจ ลุ้นเคาะเงิน-ระบบสัปดาห์หน้า</title>
							<url>https://thestandard.co/surasak-thai-plus-economic-board/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/surasak-thai-plus-economic-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
						</recommendArticles>
			<author>thestandard.co</author>
			<sourceUrl>https://thestandard.co/thailand-fiscal-crisis-budget-reform/</sourceUrl>
		</article>

			<article>
			<ID>12404722</ID>
			<nativeCountry>TH</nativeCountry>
			<language>th</language>
			<publishCountries><country>th</country></publishCountries>
			<startYmdtUnix>1786359905000</startYmdtUnix>
			<endYmdtUnix>2101979105000</endYmdtUnix>

			<title>F FOREVER IN BANGKOK คอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ของตำนานรักแรกแห่งเอเชีย</title>
			<category>Culture</category>

			<publishTimeUnix>1786359905000</publishTimeUnix>
			<publishTime>2026-08-10 18:05:05</publishTime>
			<updateTimeUnix>1786359905000</updateTimeUnix>
			<updateTime>2026-08-10 18:05:05</updateTime>
			<contents>
				<image>
					<title>F FOREVER IN BANGKOK คอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ของตำนานรักแรกแห่งเอเชีย</title>
					<description>F FOREVER IN BANGKOK คอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ของตำนานรักแรกแห่งเอเชีย</description>
					<url>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/f-forever-bangkok-concert-1.jpg</url>
					<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/f-forever-bangkok-concert-1.jpg</thumbnail>
				</image>
								<text>
					<content>
					<![CDATA[
					<p>เก็บตกภาพบรรยากาศคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ที่แฟนๆ ชาวไทยรอคอยกันมากว่า 20 ปี กับคอนเสิร์ต F✦FOREVER 1st World Tour in Bangkok ที่นักแสดง Jerry Yan, Vanness Wu, Vic Chou และนักร้องนำวง Mayday อย่าง Ashin รวมตัวกันมาเยือนเมืองไทยและมอบการแสดงอันน่าประทับใจให้กับแฟนๆ เมื่อวันที่ 1-2 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค อารีน่า</p>
<p><a style="display: inline-flex!important; align-items: center!important; gap: 8px!important; background: #e62227!important; color: #fff!important; padding: 10px 20px!important; border-radius: 8px!important; text-decoration: none!important; border-bottom: none!important; box-shadow: none!important; font-size: 14px!important; font-weight: 600!important; font-family: -apple-system,sans-serif!important; line-height: 1.3!important; text-transform: none!important; white-space: nowrap!important; margin: 16px 0!important;" href="#photos" target="_self"><img decoding="async" style="width: 17px!important; height: 17px!important; display: block!important; filter: invert(1) brightness(2)!important;" src="https://unpkg.com/lucide-static/icons/camera.svg" alt="" />ดูภาพข่าว</a></p>
<p>คอนเสิร์ตครั้งนี้ถูกจัดแสดงในรูปแบบเวที 360 องศา ที่แฟนๆ สามารถเห็นภาพรวมของโชว์ได้โดยรอบ ซึ่งพวกเขาก็เตรียมเพลงฮิตและการแสดงโปรดักชันจัดเต็มมาให้แฟนๆ ชมกันหลายโชว์ ไม่ว่าจะเป็นเพลงของ F4 เช่น Forever Forever, Always Be My Bro, Zai Zhe Li Deng Ni, Ask For More, เพลงโซโล่ของแต่ละคน, เพลงของ Mayday และเพลงในตำนานที่ใครๆ ก็ร้องได้อย่าง Liu Xing Yu</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทั้ง 4 คนยังเตรียมคำพูดภาษาไทยมาพูดให้แฟนๆ ฟังกันหลายประโยค รวมทั้งประโยคที่ทำแฟนคลับกรี๊ดกันเสียงดังที่สุดอย่างคำว่า ‘อยู่ไม่ไหวๆ’ ที่มาจากเพลงฮิต YAYAYA และในช่วงปิดท้ายโชว์ Ashin ยังปรากฏตัวในชุดไทย ซึ่งโมเมนต์นี้ก็ทำเอาแฟนๆ ประทับใจไปตามๆ กัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นับว่าการกลับมาของพวกเขาในครั้งนี้เติมเต็มหัวใจของแฟนซีรีส์ F4 ที่รอคอยพวกเขามายาวนานกว่า 20 ปีอย่างแท้จริง และคอนเสิร์ตครั้งนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขายังคงเป็นตำนานรักแรกแห่งเอเชียไม่มีวันเปลี่ยนแปลง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #999999;"><strong style="color: #999999;">ภาพ:</strong><span style="color: #999999;"> Live Nation Tero</span></span></p>
<div id="photos">&nbsp;</div>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1240466" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/f-forever-bangkok-concert-1-1.jpg?x61689" alt="ภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต F FOREVER 1st World Tour in Bangkok ที่มี Jerry Yan, Vanness Wu, Vic Chou และ Ashin แสดงบนเวที 360 องศา 1" width="850" height="550" /><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1240467" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/f-forever-bangkok-concert-2.jpg?x61689" alt="ภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต F FOREVER 1st World Tour in Bangkok ที่มี Jerry Yan, Vanness Wu, Vic Chou และ Ashin แสดงบนเวที 360 องศา 2" width="850" height="550" /><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1240468" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/f-forever-bangkok-concert-3.jpg?x61689" alt="ภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต F FOREVER 1st World Tour in Bangkok ที่มี Jerry Yan, Vanness Wu, Vic Chou และ Ashin แสดงบนเวที 360 องศา 3" width="850" height="1280" /><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1240469" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/f-forever-bangkok-concert-4.jpg?x61689" alt="ภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต F FOREVER 1st World Tour in Bangkok ที่มี Jerry Yan, Vanness Wu, Vic Chou และ Ashin แสดงบนเวที 360 องศา 4" width="850" height="1280" /><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1240470" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/f-forever-bangkok-concert-5.jpg?x61689" alt="ภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต F FOREVER 1st World Tour in Bangkok ที่มี Jerry Yan, Vanness Wu, Vic Chou และ Ashin แสดงบนเวที 360 องศา 5" width="850" height="550" /><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1240471" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/f-forever-bangkok-concert-6.jpg?x61689" alt="ภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต F FOREVER 1st World Tour in Bangkok ที่มี Jerry Yan, Vanness Wu, Vic Chou และ Ashin แสดงบนเวที 360 องศา 6" width="850" height="550" /></p>
					]]>
					</content>
				</text>
			</contents>
			<recommendArticles>
									<article>
							<title>ROOM NO. FREEN CONCERT เปิดประตูสู่ความประทับใจในคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกของ ฟรีน สโรชา</title>
							<url>https://thestandard.co/room-no-freen-concert/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/room-no-freen-concert-1.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>โฟร์ท ณัฐวรรธน์ เตรียมจัดคอนเสิร์ตเดี่ยว 16-18 ต.ค. นี้ ณ BITEC Live</title>
							<url>https://thestandard.co/fourth-nattawat-solo-concert/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/fourth-nattawat-solo-concert-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>CONCERT CHECKLIST รวมลิสต์คอนเสิร์ตน่าไปประจำเดือนสิงหาคม 2026</title>
							<url>https://thestandard.co/concert-checklist-august-2026/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/concert-checklist-august-2026-1.jpg</thumbnail>
						</article>
						</recommendArticles>
			<author>thestandard.co</author>
			<sourceUrl>https://thestandard.co/f-forever-bangkok-concert/</sourceUrl>
		</article>

			<article>
			<ID>12391623</ID>
			<nativeCountry>TH</nativeCountry>
			<language>th</language>
			<publishCountries><country>th</country></publishCountries>
			<startYmdtUnix>1786072061000</startYmdtUnix>
			<endYmdtUnix>2101691261000</endYmdtUnix>

			<title>Rhode ทำยอดขายสูงถึง 893 ล้านบาทภายใน 1 วันกับซัมเมอร์คอลเล็กชันล่าสุด</title>
			<category>Lifestyle</category>

			<publishTimeUnix>1786072061000</publishTimeUnix>
			<publishTime>2026-08-07 10:07:41</publishTime>
			<updateTimeUnix>1786072353000</updateTimeUnix>
			<updateTime>2026-08-07 10:12:33</updateTime>
			<contents>
				<image>
					<title>Rhode ทำยอดขายสูงถึง 893 ล้านบาทภายใน 1 วันกับซัมเมอร์คอลเล็กชันล่าสุด</title>
					<description>Rhode ทำยอดขายสูงถึง 893 ล้านบาทภายใน 1 วันกับซัมเมอร์คอลเล็กชันล่าสุด</description>
					<url>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/rhode-summer-collection-sales-cover.jpg</url>
					<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/rhode-summer-collection-sales-cover.jpg</thumbnail>
				</image>
								<text>
					<content>
					<![CDATA[
					<p>Rhode แบรนด์ที่ก่อตั้งโดย <a href="https://thestandard.co/tag/Hailey-Bieber/" target="_blank" rel="dofollow noopener">Hailey Bieber</a> ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ที่เปิดตัวแบรนด์เมื่อปี 2022 โดยล่าสุดบริษัทแม่อย่าง e.l.f. Beauty ได้รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2027 ตามปีงบประมาณบริษัท ซึ่งนับตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนมิถุนายนปีนี้ ที่พบว่ามียอดขายสูงขึ้น 36% ในจำนวน 479.4 ล้านดอลลาร์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถึงแม้ว่าบริษัทจะมียอดขายเติบโตขึ้นติดต่อกันมาถึง 30 ไตรมาส แต่ความสำเร็จของแบรนด์ Rhode ที่ e.l.f. Beauty เข้าซื้อกิจการมาในปี 2025 ด้วยสนนราคา 1 พันล้านดอลลาร์ เป็นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในการประชุมนักลงทุนประจำไตรมาสแรกของปี 2027 โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์ทำยอดขายได้ 160 ล้านดอลลาร์ภายในช่วงเวลาดังกล่าว โดย Tarang Amin ผู้บริหารแห่ง e.l.f. Beauty เผยว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“Rhode เป็นแบรนด์แห่งปรากฏการณ์ ผมทำงานอยู่ในการตลาดผู้บริโภคมานาน 35 ปี แต่นี่น่าจะเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่พิเศษสุดที่ผมเคยพบเจอมาเลย สิ่งที่ Rhode นำมาสู่บริษัทของเราคือการเติบโตครั้งยิ่งใหญ่ และ เราเชื่อว่า Rhode อาจกลายเป็นแบรนด์ บิวตี ที่ทำรายได้สุทธิต่อปีถึง 1 พันล้านดอลลาร์ได้ไวที่สุด ด้วยองค์ประกอบของการคัดสรรประเภทโปรดักต์และโมเดลด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าอันแข็งแกร่งได้ส่งผลให้ความต้องการสินค้าในหมู่ผู้บริโภคสูงเป็นประวัติการณ์ไปแล้ว”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Tarang Armin เล่าถึงความสำเร็จของการเปิดตัว Rhode ที่ร้าน Sephora ในอเมริกาเหนือและยุโรปตั้งแต่ช่วงท้ายปี 2025 รวมไปถึงการวางจำหน่าย Rhode ผ่านร้านรีเทล Mecca ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่สุดท้ายแล้วแบรนด์ดังกล่าวก็ขึ้นท็อปอันดับ 1 ของแบรนด์ บิวตี ของทั้งสองร้าน และด้วยกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม บริษัทจึงเตรียมขยายธุรกิจ Rhode สู่ร้าน Sephora อีก 19 ประเทศทั่วพื้นที่ยุโรป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนั้น Tarang Armin ยังกล่าวถึงซัมเมอร์คอลเล็กชันล่าสุดของ Rhode ที่เปิดตัวในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาและกลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียจนกระทั่งสามารถทำยอดขายแบบ Direct-to-Consumer ได้ถึง 27 ล้านดอลลาร์ หรือราว 893 ล้านบาทภายใน 1 วัน โดยนับสถิติลูกค้าใหม่ได้ 90,000 ชีวิต และยังมีลูกค้าอีก 70% ที่กลับมาซื้อของแบรนด์ Rhode ซ้ำๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #999999;"><strong style="color: #999999;">ภาพ:</strong><span style="color: #999999;"> Rhode</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #999999;"><strong style="color: #999999;">อ้างอิง:</strong><span style="color: #999999;"> <a style="color: #999999; text-decoration: underline;" href="https://www.glossy.co/beauty/rhode-sells-27-million-dtc-in-one-day-plots-19-country-expansion/" target="_blank" rel="noopener">https://www.glossy.co/beauty/rhode-sells-27-million-dtc-in-one-day-plots-19-country-expansion/</a></span></span></p>
					]]>
					</content>
				</text>
			</contents>
			<recommendArticles>
									<article>
							<title>Hailey Bieber ขึ้นแคมเปญ Miu Miu คอลเล็กชัน Fall/Winter 2026</title>
							<url>https://thestandard.co/hailey-bieber-miu-miu-campaign/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/hailey-bieber-miu-miu-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>Jung Saem Mool เตรียมเข้าตลาดอเมริกาครั้งแรก ด้วยการขายที่ Sephora</title>
							<url>https://thestandard.co/jung-saem-mool-sephora-us-launch/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/jung-saem-mool-sephora-cover-1.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>Jung Saem Mool เตรียมเข้าตลาดอเมริกาครั้งแรก ด้วยการขายที่ Sephora</title>
							<url>https://thestandard.co/jung-saem-mool-sephora-us/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/jung-saem-mool-sephora-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
						</recommendArticles>
			<author>thestandard.co</author>
			<sourceUrl>https://thestandard.co/rhode-summer-collection-sales/</sourceUrl>
		</article>

			<article>
			<ID>12247104</ID>
			<nativeCountry>TH</nativeCountry>
			<language>th</language>
			<publishCountries><country>th</country></publishCountries>
			<startYmdtUnix>1782732506000</startYmdtUnix>
			<endYmdtUnix>2098351706000</endYmdtUnix>

			<title>ชมคลิป: ปตท. ในสมรภูมิพลังงานโลก: รับมือความไม่แน่นอนอย่างไร ให้มั่นคงและยั่งยืน? | THE STANDARD WEALTH</title>
			<category>Video</category>

			<publishTimeUnix>1782732506000</publishTimeUnix>
			<publishTime>2026-06-29 18:28:26</publishTime>
			<updateTimeUnix>1782735228000</updateTimeUnix>
			<updateTime>2026-06-29 19:13:48</updateTime>
			<contents>
				<image>
					<title>ชมคลิป: ปตท. ในสมรภูมิพลังงานโลก: รับมือความไม่แน่นอนอย่างไร ให้มั่นคงและยั่งยืน? | THE STANDARD WEALTH</title>
					<description>ชมคลิป: ปตท. ในสมรภูมิพลังงานโลก: รับมือความไม่แน่นอนอย่างไร ให้มั่นคงและยั่งยืน? | THE STANDARD WEALTH</description>
					<url>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/06/631484_0E1_0.jpg</url>
					<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/06/631484_0E1_0.jpg</thumbnail>
				</image>
									<text>
						<content>
						<![CDATA[
							<iframe width="932" height="516" src="https://www.youtube.com/embed/lTlAQRdEvkc" title="ชมคลิป: ปตท. ในสมรภูมิพลังงานโลก: รับมือความไม่แน่นอนอย่างไร ให้มั่นคงและยั่งยืน? | THE STANDARD WEALTH" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
						]]>
						</content>
					</text>
								<text>
					<content>
					<![CDATA[
					<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเร่งเครื่องสู่พลังงานสะอาด หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของชาติคือ &#8220;ประเทศไทยจะรักษาความมั่นคงทางพลังงานไปพร้อมกับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้อย่างไร?&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน จาก THE STANDARD WEALTH ได้รับเกียรติพูดคุยกับ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เพื่อเจาะลึกวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ภายใต้การนำทัพในการสร้างสมดุลแห่ง Energy Trilemma</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">#PTT #ปตท #EnergyTransition #NetZero #TheStandardWealth</span></p>
<p>&nbsp;</p>
					]]>
					</content>
				</text>
			</contents>
			<recommendArticles>
									<article>
							<title>PTT ประกาศกำไรสุทธิ Q1/69 ทะลุ 2.5 หมื่นล้านบาท โต 10.4% ฝ่าพายุภูมิรัฐศาสตร์ แต่ Q2/69 จับตาความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อ</title>
							<url>https://thestandard.co/ptt-q1-profit-q2-risks-69/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/05/ptt-q1-profit-q2-1.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>ขยายพอร์ตอสังหาฯ! EnCo บริษัทลูก ปตท. จับมือ i-Store ปั้นธุรกิจ Self Storage นำร่องดอนเมือง พร้อมศึกษาโอกาสร่วมทุนถือหุ้น i-Store ในอนาคต</title>
							<url>https://thestandard.co/enco-istore-self-storage-don-muang/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/05/enco-istore-self-storage-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>ถอดรหัส ปตท. รักษาสมดุล ‘ความมั่นคงชาติ-ผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น’ ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก ไทยจะมีน้ำมันใช้ได้นานแค่ไหน</title>
							<url>https://thestandard.co/ptt-balances-energy-security-shareholders/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/05/ptt-balances-energy-security.jpg</thumbnail>
						</article>
						</recommendArticles>
			<author>thestandard.co</author>
			<sourceUrl>https://thestandard.co/pttplc-interview/</sourceUrl>
		</article>

			<article>
			<ID>12401135</ID>
			<nativeCountry>TH</nativeCountry>
			<language>th</language>
			<publishCountries><country>th</country></publishCountries>
			<startYmdtUnix>1786330789000</startYmdtUnix>
			<endYmdtUnix>2101949989000</endYmdtUnix>

			<title>ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง</title>
			<category>Opinion</category>

			<publishTimeUnix>1786330789000</publishTimeUnix>
			<publishTime>2026-08-10 09:59:49</publishTime>
			<updateTimeUnix>1786330789000</updateTimeUnix>
			<updateTime>2026-08-10 09:59:49</updateTime>
			<contents>
				<image>
					<title>ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง</title>
					<description>ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง</description>
					<url>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/thaisecuritystrategyneighbors.jpg</url>
					<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/thaisecuritystrategyneighbors.jpg</thumbnail>
				</image>
								<text>
					<content>
					<![CDATA[
					<p style="text-align: right;"><em>“เนื้อควายมีรสชาดเหมือนกันเสมอในสองฝากฝั่งของเส้นเขตแดน”</em></p>
<p style="text-align: right;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><em>Sitting Bull</em></p>
<p style="text-align: right;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><em>ผู้นำเผ่าอินเดียนแดงในการต่อสู้กับการขยายพื้นที่ของรัฐบาลอเมริกัน</em></p>
<p style="text-align: right;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><em>“สงครามมีเจตนาเพียงประการเดียวคือ การเบี่ยงเบนประเด็นจากปัญหาสังคม”</em></p>
<p style="text-align: right;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><em>Albert Marius Soboul</em></p>
<p style="text-align: right;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><em>นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส</em></p>
<p style="text-align: right;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><em>“ความไร้เหตุผลมักจะทำให้สงครามเกิดได้ง่าย”</em></p>
<p style="text-align: right;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><em>George H. Quester</em></p>
<p style="text-align: right;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><em>นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน</em></p>
<p>&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
<div style="background: #fff; border-radius: 16px; padding: 20px; box-shadow: 0 10px 25px rgba(0,0,0,0.12); max-width: 600px;">
<div style="margin-bottom: 12px;">
<h2 style="font-size: 22px; font-weight: bold;">ประเด็นสำคัญ</h2>
<div style="height: 6px; background-color: #e62227; margin-top: 6px; width: 100%;">&nbsp;</div>
</div>
<ul style="padding-left: 20px; margin: 0; list-style: disc;">
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section1">กล่าวนำ</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section2">ความเชื่อเรื่อง “กำแพงสูง”</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section3">ยุคสงครามเย็น สู้กับภัยคอมมิวนิสต์ด้วยกัน</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section4">ยุคโลกาภิวัตน์ หากินด้วยกัน</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section5">ยุคปัจจุบัน- กลับมาทะเลาะกันใหม่ด้วยเรื่องชาตินิยม</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section6">อนาคตที่ยุ่งยาก</a></li>
</ul>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section1" style="border-left: 12px solid #e62227; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">กล่าวนำ</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในบริบทของนโยบายต่างประเทศไทยนั้น ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับบรรดารัฐเพื่อนบ้านเป็นหัวข้อหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการทำยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงไทย เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์กับรัฐข้างเคียงที่มีแนวพรมแดนติดต่อกัน หรือมีสถานะเป็น “รัฐเพื่อนบ้าน” ที่ไม่ต่างไปจากความเป็นเพื่อนบ้านข้างเคียงในชีวิตประจำวันของเรา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับรัฐเล็กแล้ว ชีวิตประจำวันของความเป็นรัฐนั้น มีเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวโยงกับเพื่อนบ้าน หรือบางทีเรื่องราวเหล่านี้ก็กลายเป็นปัญหาได้ไม่ยาก อันเป็นผลมาจากการมีชายแดนติดต่อกัน หรือในประวัติศาสตร์สงครามของรัฐเล็กเช่นนี้ ถ้ารบก็เป็นการรบกับเพื่อนบ้านข้างเคียงเท่านั้น เพราะรัฐเหล่านี้ไม่มีขีดความสามารถที่จะทำการรบระยะไกลเช่นรัฐมหาอำนาจใหญ่ แต่ในหลายครั้ง บรรดารัฐเล็กก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ใช่จะต้องรบกันไปเสมอ หรือเป็นช่วงที่ปลอดจาก “สงครามเพื่อนบ้าน”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ก็ไม่ได้บอกแบบ “โลกสวย” ว่าไม่มีสงคราม จะไม่ได้หมายถึงว่าไม่มีปัญหาระหว่างรัฐที่มีชายแดนติดต่อกัน หรือบอกว่า ความสัมพันธ์ทุกอย่างเดินไปอย่างราบเรียบสบายๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ความเป็นรัฐที่มีแนวพรมแดนเช่นนี้จึงมีนัยทางภูมิรัฐศาสตร์อีกว่า รัฐเหล่านี้จะต้อง “อยู่ร่วมกันตราบชั่วฟ้าดินสลาย” เพราะความเป็นจริงของภูมิศาสตร์คือ ไม่ชอบกันอย่างไร … จะเกลียดกันอย่างไร ก็ย้ายหนีจากกันไม่ได้ หรือต่อให้สร้างสิ่งกีดขวางใดๆ ในทางกายภาพ ก็ใช่ว่าจะตัดพื้นที่ให้ “ขาดจากกัน” ได้ในทางภูมิศาสตร์ หรือ “แยกขาดจากกัน” ได้ในทางภูมิรัฐศาสตร์</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section2" style="border-left: 12px solid #e62227; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">ความเชื่อเรื่อง “กำแพงสูง”</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในสภาพที่เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น ผู้คนจึงมักมีความเชื่อเสมอว่า วิธีการป้องกันชายแดนที่ดีที่สุดคือ การสร้างสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก หรือเพื่อป้องกันการเข้าตีทางทหารของฝ่ายข้าศึก ไม่ต่างจากชีวิตประจำวันที่เชื่อว่า วิธีป้องกันภัยที่ดีที่สุดให้แก่บ้านของเราคือ สร้างรั้วให้สูงและแข็งแรง แล้วภัยจากภายนอกจะเข้ามาไม่ได้ เช่น อย่างน้อยขโมยและโจรจะเข้ามาไม่ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม สิ่งกีดขวางที่ถูกสร้างขึ้นอาจจะใช้กีดขวางบางสิ่งบางอย่างได้บ้างในบริบทของความเป็นรัฐ เช่น กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานของชนเผ่าทางเหนือ แต่ก็ใช่ว่ากำแพงเมืองจีนจะป้องกันข้าศึกจากภายนอกได้ตลอดไป เพราะในยุคต่อมาก็มีชนเผ่ามองโกลและพวกแมนจู สามารถบุกทำลายกำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในยุคปัจจุบันคือ แนว “กำแพงทรัมป์” ที่แบ่งเส้นเขตแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก เพื่อป้องกันการเข้ามาของผู้อพยพผิดกฎหมายจากอเมริกาใต้ ซึ่งก็ท้าทายอย่างมากว่า กำแพงของทรัมป์จะสามารถป้องกันปัญหาผู้อพยพได้จริงเพียงใด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สิ่งที่ท้าทายอย่างมากคือ ระบบรั้วป้องกันชายแดนแบบไฮเทคของอิสราเอล หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “Iron Dome” ซึ่งได้รับการยอมรับว่า เป็นระบบป้องกันชายแดนที่ดีที่สุดของโลก แต่สุดท้ายก็กลายเป็นความล้มเหลว ที่กลุ่มติดอาวุธฮามาสสามารถบุกทำลายแนวป้องกันนี้ และนำกำลังเข้าไปก่อเหตุรุนแรงในดินแดนของอิสราเอลได้อย่างคาดไม่ถึง จนกลายเป็นสงครามกาซ่าในเวลาต่อมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ข้อสังเกตอย่างสังเขปในข้างต้นว่า ยุทธศาสตร์ในแบบสร้าง “สิ่งกีดขวางชายแดน” ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบใดก็ตาม อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ในการปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐเพื่อนบ้านได้จริง สภาวะที่ “สิ่งกีดขวางชายแดน” ไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ความเชื่อที่วางน้ำหนักไว้กับการสร้างสิ่งกีดขวางเช่นนี้ ว่าที่จะจริงแล้ว อาจไม่แตกต่างจาก “กำแพงทรัมป์” ซึ่งก็เป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงอย่างมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องราวเช่นนี้ จึงเป็นดังประเด็นชวนคิดว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น เราคงจะมียุทธศาสตร์อย่างไร ดังที่กล่าวแล้วว่า ในความเป็นจริงทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมนั้น ไทยไม่สามารถอยู่ในภาวะของการมีความขัดแย้งระยะยาว หรือที่อาจใช้ในภาษาของสงครามในยุคปัจจุบันได้ว่า ไทยจะต้องไม่อยู่ในสภาวะที่เป็น “Forever War” คือตกอยู่ในสภ่าพของ “สงครามตลอดกาล“ กับรัฐเพื่อนบ้าน ที่มองไม่เห็น “แสงสว่างของสันติภาพ” ที่ปลายอุโมงค์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดังนั้น การคิดเรื่องนโยบายไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านนั้น จึงต้องพิจารณาถึงสภาวะแวดล้อมที่เป็นจริงทางยุทธศาสตร์ จะคิดด้วยการวางจินตนาการบนรูปแบบความสัมพันธ์ของโลกในอดีตเช่น ในยุคก่อนการกำเนิดของรัฐสมัยใหม่นั้น อาจจะไม่ตอบปัญหาเรื่อง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น เราไม่อาจคิดถึงความสัมพันธ์เช่นนี้ในตัวแบบของยุคกรุงศรีอยุธยา หรือเชื่อว่า เราจะบุกเข้าตีประเทศเพื่อนบ้านเช่นที่กองทัพราชอาณาจักรอยุธยาเคยรุกเข้าตีจนถึงเมืองหลวงของเพื่อนบ้านมาแล้ว เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section3" style="border-left: 12px solid #e62227; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">ยุคสงครามเย็น สู้กับภัยคอมมิวนิสต์ด้วยกัน</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากมองย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บรรดารัฐอาณานิคมเริ่มก่อตัวเป็นรัฐเอกราช ไม่ว่าจะเป็นการได้รับเอกราชด้วยความยินยอมจาการสมัครใจของมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม หรือได้มาด้วยการทำสงครามเรียกร้องเอกราช ก็ตาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ฉะนั้นโลกยุคหลังสงครามโลก จึงเป็นโลกของ “ยุคได้รับเอกราช” ของบรรดาชาติอาณานิคมต่างๆ อันนำไปสู่การกำเนิดของบรรดา “ประเทศใหม่” (The New Nations)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ้นจากสยาม (หรือประเทศไทย) แล้ว บรรดาเพื่อนบ้านที่เคยทำสงครามต่อกันมานั้น ล้วนเคยถูกรัฐมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมเข้ายึดครองทั้งสิ้น อันเป็นผลให้สภาวะแวดล้อมรอบตัวสยามคือ รัฐเจ้าอาณานิคมดำรงอยู่ทั้ง 2 ฝากฝั่งของเส้นพรมแดน … สยามจึงเสมือนถูกโอบล้อมจากรัฐมหาอำนาจตะวันตก ด้านตะวันตกและด้านใต้ของเส้นพรมแดนคือ “จักรวรรดิอังกฤษแห่งอินเดีย” (the British India) และด้านตะวันออกคือ “จักรวรรดิฝรั่งเศสแห่งอินโดจีน” (French Indochina)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อรัฐเหล่านี้ได้รับเอกราชในยุคสงครามเย็น สิ่งที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ “สงครามปลดปล่อย” ที่ขับเคลื่อนโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และไม่มีประเทศไหนในภูมิภาคไม่มีสงครามคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นในบ้าน รวมทั้งในไทยเองก็ตาม และสงครามคอมมิวนิสต์เป็นปัญหาความมั่นคงที่ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลในภูมิภาคต้องเผชิญ และเป็น “โจทย์ความมั่นคง” ที่ทั้งรัฐมหาอำนาจภายนอกและบรรดารัฐเล็กๆ ในภูมิภาค ได้ร่วมกันต่อสู้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐเพื่อนบ้านจึงถูกกำหนดจากโจทย์ความมั่นคงเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นผลของการเชื่อมต่อของพรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค และประเด็นอีกส่วนที่เห็นชัดคือ ปัญหาการขยายตัวของอุดมการณ์และสงครามคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ไม่ใช่เรื่องของประเทศหนึ่งประเทศใดเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คำถามหลักในสภาวะของสงครามเย็นคือ สงครามคอมมิวนิสต์จากเพื่อนบ้านจะขยายเข้าไทยหรือไม่?</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดังนั้นในสภาวะเช่นนี้ นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไทยจึงมีนัยถึงการป้องกันการขยายตัวของสงครามในประเทศเพื่อนบ้านไม่ให้ลุกลามเข้าไทย ขณะเดียวกัน ก็ไม่ปล่อยให้เกิดสถานการณ์ที่ลากไทยให้ต้องรบกับเพื่อนบ้าน เพราะการทำเช่นนั้น จะทำให้สงครามภายนอกขยายตัวเข้ามาในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สภาวะดังกล่าว ทำให้ไทยต้องหาทางสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองมากที่สุด ยุทธศาสตร์เดิมที่เน้นเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับรัฐเพื่อนบ้าน อาจจะไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในยุคหลังการสิ้นสุดของสงครามเวียดนามในปี 1975 (พ.ศ. 2518) ที่มีนัยโดยตรงถึงการถอนตัวทางทหารของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค ประกอบกับปัญหาสงครามกลางเมืองในกัมพูชาที่จบลงในปี 1979 (พ.ศ. 2522) ด้วยชัยชนะของกองทัพเวียดนาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผลจากความพลิกผันเช่นนี้ยิ่งทำให้นักความมั่นคงไทยต้องคิดถึงปัญหาทางยุทธศาสตร์ของไทยมากขึ้น สภาวะทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในปี 1975 และสภาวะเช่นนี้้เปลี่ยนซ้ำอีกครั้งในปี 1979 จนเป็นดังการสร้างความเข้มข้นของสงครามเย็นในภูมิภาค และภูมิภาคแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจนในมิติทางอุดมการณ์ และไทยกลายเป็น “รัฐแนวหน้า” (Frontline State) ของสงครามภูมิภาค</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section4" style="border-left: 12px solid #e62227; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">ยุคโลกาภิวัตน์ หากินด้วยกัน</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ ไทยไม่สามารถดำรงอยู่ในความขัดแย้ง หรือตกอยู่ในภาวะ “สงครามเย็น” กับรัฐเพื่อนบ้านได้อย่างยาวนาน หรือที่ใช้ในสำนวนของภาษาสงครามสมัยปัจจุบันคือ ไทยจะต้องไม่เข้าไปติดกับ “สงครามตลอดกาล” หรือ “Forever War” ที่สงครามมีระยะเวลานาน อันอาจจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในสภาวะเช่นนี้ ไทยต้องไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งกลายเป็นความสัมพันธ์ด้านหลักระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน จนทำให้ไทยไม่สามารถขยับตัวไปสู่การจัดการปัญหาอื่นๆ ได้ นอกจากเตรียมรับ “สงครามชายแดน” ซึ่งภาระสงคราม/ความขัดแย้งเช่นนี้ จะไม่ช่วยให้ไทยสร้าง “บทบาทนำ” ในเวทีภูมิภาคได้เลย มีแต่จะมีปัญหาต่อเนื่องไปไม่หยุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุด เราคงต้องให้เครดิตกับบรรดา “นักยุทธศาสตร์แห่งบ้านพิษณุโลก” ที่กล้าเสนอแนวคิดแบบฝ่ากระแส และยังต้องยกเครดิตให้กับความกล้าหาญของอดีตนายกฯ ชาติชาย ชุณหวัณ ด้วยการนำเสนอนโยบายแบบพลิกขั้วคือ “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ที่จากเดิมนโยบายไทยต่อเพื่อนบ้านจะเน้นในเรื่องของ “ปัจจัยสนามรบ” เป็นสำคัญ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดังนั้น นับจากรัฐบาลยุคนายกฯ ชาติชาย ในปี 1988 (พ.ศ. 2531) เป็นต้นมา แนวคิดของ “ยุทธศาสตร์บ้านพิษณุโลก” ได้กลายเป็นทิศทางหลักของความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน แม้จะมีรัฐประหารมาเป็นตัวคั่นเวลาทางการเมือง แต่ทิศทางหลักเช่นนี้ ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ดังเช่นที่เราเห็นนโยบายเช่นนี้ในยุคนายกฯ <a href="https://thestandard.co/tag/ทักษิณ-ชินวัตร/" target="_blank" rel="dofollow noopener">ทักษิณ ชินวัตร</a> ในช่วงปี 2001-2006 (พ.ศ. 2544-2549)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>รัฐบาลไทยในยุคต่อๆ มา ได้ยึดถือเอา “ปัจจัยสนามการค้า” เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นประเด็นที่สอดรับกับการเติบโตของไทยในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย “กระแสโลกาภิวัตน์” และทั้งยังเน้นถึงทฤษฎี “การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ” (Economic Interdependence) ประกอบกับปัจจัยสงครามและความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ลดความสำคัญลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่า อีกทั้ง การเน้นในเรื่องของการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านนั้น สอดรับอย่างมากกับการขับเคลื่อนโลกด้วยกระแสโลกาภิวัตน์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อาจกล่าวได้ว่า นโยบาย “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ดำรงอยู่เป็นยุทธศาสตร์ของไทยต่อเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนาน อย่างน้อยก็นับจากรัฐบาลนายกฯ ชาติชาย จนถึงรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ดังได้กล่าวแล้วว่า แม้จะมีรัฐบาลมาเป็น “ตัวคั่นเวลา” แต่ก็มิได้เกิดการเปลี่ยนทิศทางของนโยบายดังกล่าวแต่อย่างใด “สนามการค้า” มีความสำคัญมากกว่า “สนามรบ” เสมอในนโยบายต่างประเทศไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ด้วยเหตุแทรกซ้อนในช่วงรัฐบาลแพทองธารได้เกิดความขัดแย้ง จนนำไปสู่การใช้กำลังทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้น อันส่งผลให้กระแสชาตินิยมขยายตัวมากขึ้นในสังคมของทั้ง 2 ประเทศ และเป็นกระแสที่มีความเป็น “สุดโต่ง” มากขึ้นจากสังคมทั้งสอง เนื่องจากเกิดการรบถึง 2 ครั้งในปี 2025 (พ.ศ. 2568)</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section5" style="border-left: 12px solid #e62227; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">ยุคปัจจุบัน- กลับมาทะเลาะกันใหม่ด้วยเรื่องชาตินิยม</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผลจากกระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นจากสงครามเช่นนี้ เปิดโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลในเวลาต่อมา อันส่งผลให้ความสนใจกับปัจจัยทางเศรษฐกิจแบบเดิม ถูกลดความสำคัญลงด้วยเสียงของฝ่ายชาตินิยมสุดโต่ง ที่ดูจะมีทิศทางสนับสนุนสงครามเป็นทิศทางหลัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ประกอบกับตัวนายกฯ อนุทินเอง ก็มีท่าทีไปในทิศทางเช่นนั้นด้วย จนนโยบายต่างประเทศไทยเสมือนกับเกิด “การพลิกทิศทางยุทธศาสตร์” อีกแบบด้วยการใช้ “ยุทธศาสตร์ชาตินิยม” เป็นปัจจัยนำ หรือที่อาจเรียกได้ว่า “กระแสนำการทหาร และการเมืองตาม”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดังนั้น ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอนุทินคือการ “เปลี่ยนสนามการค้า เป็นสนามรบ” ขณะเดียวกัน ก็เสมือนเป็นการพาประเทศไทยให้ติดอยู่กับสภาวะ “สงครามตลอดกาล” กับรัฐเพื่อนบ้าน (Forever War) เนื่องจากจนปัจจุบัน ก็ยังไม่เห็นโอกาสที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ด้วยการเจรจาทางการทูตให้สำเร็จได้จริง และต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมาไม่จบ จนสภาวะเช่นนี้ ได้กลายเป็น “สงครามน้ำลาย” ข้ามเส้นเขตแดน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขณะเดียวกัน เมื่อสงครามน้ำลายที่ถูกผสมด้วยกระแสชาตินิยมแล้ว โอกาสที่ “พี่น้องสองฟากของเส้นเขตแดน” จะกลายเป็นศัตรูไม่จบ และเกิดสภาวะ “ไม่มีใครยอมใคร” ที่พร้อมจะนำไปสู่สงครามครั้งใหม่ได้เสมอ ดังจะเห็นได้ในปัจจุบันว่า กระแสชาตินิยมที่สนับสนุนการแก้ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ยังคงดำรงสถานะเป็น “กระแสหลัก” ทั้งในสื่อและในสังคม แม้กระแสเช่นนี้ อาจจะลดลงบ้างในปีปัจจุบัน แต่ทิศทางของกระแสดังกล่าวยังมีแรงขับเคลื่อนอยู่ค่อนข้างมาก ประกอบกับคงปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลเองก็คาดหวังว่า การเคลื่อนไปกับกระแสชาตินิยม จะเป็นปัจจัยในการสร้างคะแนนเสียงให้กับรัฐบาลทั้งในปัจจุบันและในอนาคต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ในอีกด้านหนึ่ง การเกาะอยู่กับกระแสชาตินิยมแบบสุดโต่ง ทำให้รัฐบาลเน้นการสื่อสารกับสังคมภายในที่ชื่นชอบ “ลัทธิชาตินิยม” มากกว่าจะสื่อกับสังคมภายนอกที่เน้นในเรื่องของความถูกต้องของข้อมูลในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ หรือเกิดสภาพของการเสนอนโยบายในแบบ “ถูกใจ” (กับสังคมภายใน) มากกว่าต้องการความ “ถูกต้อง” ในทางหลักการ หรือข้อเท็จจริง หรือในอีกทางทำให้เกิดสภาพที่รัฐบาลไทย “ไม่สนใจ” หลักการระหว่างประเทศเท่าที่ควร อันส่งผลให้ไทยไม่ได้รับความสนับสนุนจากเวทีระหว่างประเทศมากนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section6" style="border-left: 12px solid #e62227; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;">อนาคตที่ยุ่งยาก</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>การติดกับดักเช่นนี้ จึงเป็นการลดทอนบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาคไปอย่างน่าเสียดาย เพราะความริเริ่มทั้งหมดของรัฐบาลไทยในปัจจุบันมุ่งอยู่กับเรื่องกัมพูชา จนดูเหมือนเราแทบจะลืมเรื่องพม่า เรื่องภาคใต้ และเรื่องความมั่นคงอื่นๆ ในเวทีสากลไปอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้ ไทยดูจะไม่สนใจเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” เท่าใดนัก มีแต่ความสนใจเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์ท้องถิ่น” ที่ยึดโยงอยู่กับเรื่องของชายแดนและเส้นเขตแดน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เราคงต้องตระหนักว่า นโยบายต่างประเทศไทยไม่ได้มีแต่ปัญหากัมพูชาเท่านั้น และโจทย์พม่าที่รออยู่ข้างหน้าก็เป็นเรื่องใหญ่ และปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คงหนีไม่พ้นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ท้าทายผู้นำไทยอยู่ทุกวัน … เป็นความท้าทายทุกวันที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ด้วย แต่เราก็ดูจะยังไม่เห็นคำตอบเหล่านี้เท่าใดนัก เว้นแต่การเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยและคณะในช่วงที่ผ่านมา และถูกถ่ายทอดด้วยเสียงเพลง “เถียนมี่มี่” นั้น เป็นคำตอบในตัวเองที่ไม่จำเป็นต้องถกแถลงให้เสียเวลาว่า “ไทยยืนกับจีนเต็มตัวแล้ว”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เอ … บทความนี้ขึ้นต้นด้วยเรื่องเพื่อนบ้าน แต่ทำไมกลับมาจบลงที่จีน … หรือว่า วันนี้ถ้าจะถกเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน ก็อาจจะต้องถกเรื่องบทบาทของจีนด้วย เพราะสักวันหนึ่ง จีนอาจจะขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาค จนเกิดสภาพที่อิทธิพลของจีน “ประชิด” แนวชายแดนไทย และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้ในอนาคต หรือไม่ใช่เรื่อง “เหลือเชื่อทางภูมิรัฐศาสตร์” อย่างแน่นอน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ว่าที่จริงวันนี้ แนวเส้นเขตแดนไทยก็ประชิดอยู่กับเขตอิทธิพลของ “จีนเทา” ในหลายพื้นที่อยู่แล้ว แม้พื้นที่เหล่านั้นจะอยู่ในรัฐเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงสังคมไทยจะยอมรับความจริงเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม!</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #999999;"><strong>ภาพ:</strong> Niphon Subsri via ShutterStock</span></p>
					]]>
					</content>
				</text>
			</contents>
			<recommendArticles>
									<article>
							<title>นายกฯ สั่งเด็ดขาดคดียิงนายก อบจ.นนทบุรี ติง ‘ฉลอง’ ยังนั่งแถลงข่าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น</title>
							<url>https://thestandard.co/pm-anutin-nonthaburi-shooting-chalong/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/pm-anutin-nonthaburi-shooting-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>ไชยชนก ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพ-มั่นคง ไม่รู้กระแส 10 สส.กล้าธรรม ซบภูมิใจไทย ชี้ปรับ ครม. 1 ปีแค่กรอบประเมิน โยนนายกฯ ตัดสินใจ</title>
							<url>https://thestandard.co/chaiyachonok-government-stable-cabinet-reshuffle/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/chaiyachonok-government-stable-cabinet-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>นายกฯ ยืนยัน ‘ฉลอง เรี่ยวแรง’ ปัจจุบันเป็นฆาตกร ดำเนินคดีเต็มที่ ไม่มีข้อยกเว้น</title>
							<url>https://thestandard.co/anutin-chalong-murderer-prosecution/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/08/anutin-chalong-murderer-prosecution-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
						</recommendArticles>
			<author>thestandard.co</author>
			<sourceUrl>https://thestandard.co/thai-security-strategy-neighbors/</sourceUrl>
		</article>

	</articles>
<!--
Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: https://www.boldgrid.com/w3-total-cache/

Page Caching using Disk: Enhanced (Requested URI is rejected) 

Served from: _ @ 2026-08-10 18:19:06 by W3 Total Cache
-->