×

สำรวจกระเป๋าหน้าท้องของจิงโจ้ มีไว้ทำไม และมีประโยชน์อย่างไร

11.07.2021
  • LOADING...
กระเป๋าหน้าท้อง จิงโจ้

เมื่อนึกถึงประเทศออสเตรเลีย สิ่งหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ที่ทุกคนต้องรู้จักนั่นคือ จิงโจ้ และลักษณะพิเศษที่จิงโจ้แตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วๆ ไปก็คือ ‘กระเป๋าหน้าท้อง’ ซึ่งลักษณะพิเศษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มที่เรียกว่า มาร์ซูเพียล (Marsupial) นอกจากจิงโจ้แล้ว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นที่มีกระเป๋าหน้าท้อง ได้แก่ โคอาลา, ชูการ์ไกลเดอร์, วอมแบต, พอสซัม, โอพอสซัม, แทสมาเนียนเดวิล และอีกมากมายเกือบ 400 ชนิดที่เราอาจจะไม่คุ้นชื่อ โดยส่วนมากพวกมันส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปออสเตรเลีย และมีอีกส่วนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือ แต่เหตุใดเราจึงไม่พบพวกมันที่อื่น พวกสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องพวกนี้มาจากไหนกันแน่ แล้วการที่มันมีกระเป๋าหน้าท้องมีประโยชน์อย่างไร?

 

ปัจจุบันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมถูกแบ่งออกเป็น 3 พวกหลักๆ ก็คือ

 

1. พวกโมโนทรีม (Monotreme) ที่ออกลูกเป็นไข่ ซึ่งไข่จะฟักเป็นตัวและอาศัยอยู่ในกระเป๋าหน้าท้อง ในปัจจุบันมีเหลืออยู่เพียง 4 ชนิดเท่านั้น ได้แก่ ตุ่นปากเป็ด 1 ชนิด และตัวกินมดหนาม (Echidna) อีก 3 ชนิด พวกมันถูกพบได้ในออสเตรเลียและนิวกินี

 

2. พวกมาร์ซูเพียล (Marsupial) ที่ออกลูกเป็นตัว และลูกอ่อนจะอาศัยอยู่ในกระเป๋าหน้าท้องของแม่จนกว่าจะพัฒนาเต็มที่ เช่น จิงโจ้ และอื่นๆ ที่กล่าวไปแล้ว

 

3. พวกพลาเซลตัล (Placental) ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีจำนวนมากที่สุด โดยตัวอ่อนจะถูกห่อหุ้มด้วยรกที่พัฒนาอยู่ในครรภ์ของแม่ อวัยวะต่างๆ ของตัวอ่อนจะมีการพัฒนาจนค่อนข้างสมบูรณ์ก่อนที่จะคลอดออกมา ตัวอย่างเช่น มนุษย์นั่นเอง

 

จากหลักฐานทางพันธุกรรม รวมไปถึงซากดึกดำบรรพ์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าบรรพบุรุษของพวกมาร์ซูเพียลที่เรียกว่า เมทาเธอเรียน (Metatherian) ถือกำเนิดขึ้นในบริเวณที่เป็นประเทศจีนเมื่อกว่า 125 ล้านปีก่อน หรือในช่วงกลางยุคครีเทเชียส หลังจากนั้นพวกเมทาเธอเรียนก็อพยพข้ามไปยังแผ่นดินที่เป็นอเมริกาเหนือในปัจจุบัน (สมัยนั้นแผ่นดินยังเชื่อมติดกันหมด) และมาร์ซูเพียลชนิดแรกก็ถือกำเนิดขึ้นที่นั่น ก่อนที่จะวิวัฒนาการและแพร่กระจายไปยังอเมริกาใต้ แอนตาร์กติก และในที่สุดก็ไปถึงออสเตรเลียได้ก่อนที่แผ่นดินจะมีการแยกออกจากกัน

 

ในขณะเดียวกัน พวกพลาเซลตัลที่วิวัฒนาการและอพยพมาทีหลังไม่สามารถข้ามไปยังออสเตรเลียได้ทัน แผ่นดินออสเตรเลียจึงกลายเป็นสวรรค์ของพวกมาร์ซูเพียลมาจนถึงทุกวันนี้ ในขณะเดียวกันพวกมาร์ซูเพียลที่เคยอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ก็ลดจำนวนลง สาเหตุนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด และยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในวงการชีววิทยา

 

แล้วการมีกระเป๋าหน้าท้องมันดีอย่างไร?

 

กระเป๋าหน้าท้องมีลักษณะเป็นผิวหนังที่พับห่อเป็นถุง ภายในเป็นผิวเปลือยไม่มีขน และมีหัวนมอยู่ในนั้น วิวัฒนาการกำเนิดกระเป๋าหน้าท้องนั้นยังเป็นเรื่องลึกลับ

 

กระเป๋าหน้าท้องไม่ได้มีประโยชน์แค่ใช้เป็นที่ปกป้องลูกน้อย ทั้งจากศัตรูและสภาพภูมิอากาศ แต่มันมีความสำคัญอย่างมากในการทำให้ระยะเวลาในการตั้งครรภ์ของแม่ลดน้อยลง

 

การตั้งครรภ์นั้นเป็นกระบวนการที่อันตราย และมีความเสี่ยงสูงที่สุดกระบวนการหนึ่งของสัตว์ทุกชนิด เพราะอย่างแรกเลย การตั้งครรภ์ทำให้น้ำหนักของแม่เพิ่มขึ้น และมีรูปร่างที่เปลี่ยนไป การเคลื่อนที่จึงทำได้ลำบากขึ้น มีความเสี่ยงต่อผู้ล่ามากขึ้น ดังนั้นการตั้งครรภ์สั้นๆ แล้วคลอดลูกออกมาเลี้ยงต่อในกระเป๋าทำให้แม่จิงโจ้ไม่ต้องแบกรับน้ำหนักมากเป็นระยะเวลานาน แม่จิงโจ้สามารถที่จะเลือกทิ้งลูกไว้นอกกระเป๋าเพื่อเอาชีวิตรอดได้เมื่อต้องหนีผู้ล่า ในขณะที่แพะไม่มีทางเลือก ต้องอุ้มท้องที่มีน้ำหนักมากเป็นเวลานาน ซึ่งอาจจะทำให้มันหนีนักล่าไม่ทันการณ์ได้

 

นอกจากนี้ ในช่วงตั้งครรภ์นั้นระบบภูมิคุ้มกันของแม่สามารถทำอันตรายให้กับลูกได้ ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของมนุษย์ที่แม่และลูกมีหมู่เลือด Rh ไม่ตรงกัน ร่างกายของแม่ที่มีหมู่เลือด Rh ลบ จะสร้างแอนติบอดีขึ้นมาทำลายเซลล์เม็ดเลือดของลูกที่มีหมู่เลือด Rh บวก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการแท้งได้

 

นอกจากนี้ความผิดปกติทางกายภาพอื่นๆ ในช่วงตั้งครรภ์ก็อาจเป็นอันตรายกับแม่ได้ด้วย เช่น อาการครรภ์เป็นพิษ ดังนั้นยิ่งลูกอยู่ในครรภ์นานเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงต่ออันตรายมากขึ้นเท่านั้น การตั้งครรภ์สั้นๆ และคลอดลูกออกมาเลี้ยงต่อในกระเป๋าจึงเป็นข้อได้เปรียบ

 

และอย่างสุดท้าย การตั้งครรภ์ในระยะสั้นๆ แล้วคลอดลูกออกมาเลี้ยงต่อในกระเป๋า สามารถทำให้แม่จิงโจ้พร้อมที่จะผสมพันธุ์รอบต่อไปได้เร็ว โดยทั่วไปแล้วเวลาที่เราเห็นจิงโจ้มีลูกตัวเล็กๆ โผล่ออกมาเล่นนอกกระเป๋า ก็มักจะบอกได้ว่าอาจมีลูกตัวเล็กหมายเลข 2 อีกตัวอยู่ในกระเป๋า และอาจกำลังตั้งครรภ์ลูกหมายเลข 3 อยู่ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจิงโจ้จึงเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือ ประโยชน์ของกระเป๋าหน้าท้องในสัตว์อย่างจิงโจ้ ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยมานาน

 

ปิดท้ายด้วยชีวิตสัตว์ชนิดหนึ่งที่น่าสนใจและหลายคนอาจจะไม่รู้จักนั่นคือ มัลการา (Mulgara) ซึ่งเป็นสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องที่กินเนื้อเป็นอาหาร!

 

หลักฐานทางพันธุกรรมทำให้นักวิทยาศาสตร์จำแนกมัลการาออกเป็น 2 ชนิด โดยชนิดที่พบได้ยาก และมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มีชื่อว่า มัลการาหางวงเดือน (Crest-tailed Mulgara) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า 𝐷𝑎𝑠𝑦𝑐𝑒𝑟𝑐𝑢𝑠𝑐𝑟𝑖𝑠𝑡𝑖𝑐𝑎𝑢𝑑𝑎 (แปลว่า เจ้าตัวหางฟู) ที่มีหางเป็นรูปจันทร์เสี้ยว มัลการาเป็นนักล่าขนาดเล็ก มีความยาวจากปลายจมูกถึงโคนหางประมาณ 20 เซนติเมตร และมีน้ำหนักไม่เกิน 200 กรัม จึงว่องไวและปราดเปรียวมาก พวกมันล่าแมลง แมงมุม จิ้งเหลน หรือหนูขนาดเล็กเป็นอาหาร ชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นทะเลทรายแห้งแล้งใจกลางทวีปออสเตรเลีย

 

แม้ว่าจะหน้าตาคล้ายสุนัขตัวเล็กๆ แต่มัลการานั้นมีความใกล้ชิดกับจิงโจ้ หรือชูการ์ไกลเดอร์มากกว่าสุนัขและแมวเสียอีก เพราะมันมี ‘กระเป๋าหน้าท้อง’ นั่นเอง

 

แต่กระเป๋าหน้าท้องของเจ้ามัลการานั้นไม่ได้เป็นถุงชัดเจนเหมือนในจิงโจ้ แต่มีลักษณะเป็นเหมือนหนังย่นๆ พับอยู่ ภายในมีเต้านม 8 เต้า นั่นหมายความว่ามันสามารถมีลูกได้ถึง 8 ตัวพร้อมกันเลยทีเดียว

 

มัลการาตัวเมียจะโตเต็มวัยเมื่ออายุครบ 1 ปี และเมื่อผสมพันธุ์แล้วจะใช้เวลาตั้งครรภ์เพียง 39 วันเท่านั้น ระยะเวลาการตั้งครรภ์ที่สั้นนั้นทำให้ลูกที่เกิดมายังมีพัฒนาการไม่สมบูรณ์ และมีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่ว เมื่อออกจากครรภ์มาใหม่ๆ มันต้องไต่เข้าไปอาศัยอยู่ในกระเป๋าหน้าท้องอีกระยะหนึ่งเพื่อเติบโตต่อในนั้น โดยใช้เพียงการดมกลิ่นนำทางเพื่อปีนป่ายไปยังกระเป๋าหน้าท้องของแม่

 

ความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งของมัลการา คือการหลับลึก (Torpor) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ร่างกายลดอัตราการเผาผลาญพลังงานลง เพื่อประหยัดพลังงาน ทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม เมื่อหลับลึกแล้วระบบประสาทรับรู้ต่างๆ จะถูกปิด พวกมันไม่สามารถถูกปลุกขึ้นมาได้ทันทีเหมือนการหลับปกติ แต่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งถึงจะตื่น นับเป็นช่วงที่เสี่ยงต่อนักล่าเป็นอย่างมาก พวกมันจึงต้องเลือกสถานที่ในการหลับลึกที่ปลอดภัย เช่น ในโพรงใต้ดิน มัลการาจะมีกระบวนการหลับลึกนี้ในช่วงกลางคืน โดยเฉพาะในคืนที่อากาศหนาวมากๆ กระบวนการนี้ทำให้มันสามารถอาศัยอยู่ในเขตทะเลทราย ซึ่งอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนต่างกันมาก นอกจากมัลการาแล้ว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ ในทะเลทรายก็สามารถหลับลึกแบบนี้ได้เช่นกัน (การหลับลึกนั้นคล้ายกับการจำศีล (Hibernation) แต่ในขณะที่การจำศีลนั้นใช้เวลาในการนอนหลับหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน แต่การหลับลึกนั้นเกิดขึ้นได้ทุกวัน)

 

นอกจากมัลการาแล้วยังมีมาร์ซูเพียลที่เป็นนักล่าอีกเกือบ 70 ชนิดกระจายอยู่ทั่วออสเตรเลีย ซึ่งน้อยคนนักจะรู้จัก แม้แต่คนออสเตรเลียเอง น่าเศร้าที่สัตว์เหล่านี้เริ่มต้นวิวัฒนาการขึ้นมาในดินแดนที่ไม่มีศัตรูมากนัก พวกมันดูจะปรับตัวได้ไม่ดีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ต่างถิ่นที่ถูกนำเข้ามาโดยมนุษย์ โชคดีที่ในปัจจุบันมีการดำเนินโครงการศึกษาวิจัยเพื่ออนุรักษ์เจ้านักล่าตัวน้อยนี้ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ และมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ (UNSW) เพื่อให้สิ่งมีชีวิตดังกล่าวอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างยาวนาน

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising