Menu

แมวเป็นของแข็งและของเหลว? ทำไมชายแก่ถึงมีหูใหญ่? งานวิจัยสุดเพี้ยนที่คว้ารางวัล Ig Nobel 2017

HIGHLIGHTS:

5 Mins. Read

 

  • จุดประสงค์ของการมอบรางวัล Ig Nobel เป็นไปเพื่อการเฉลิมฉลองให้กับความแปลกแหวกแนว เชิดชูความคิดแสนบรรเจิดเลิศล้ำ และกระตุกต่อมความสนใจของประชาชนในด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และเทคโนโลยี
  • สาขาฟิสิกส์ มอบให้แก่ มาร์ค อองตวน ฟาร์แด็ง จากฝรั่งเศส สำหรับการใช้หลักพลศาสตร์ของไหล (Fluid Dynamics) มาตอบคำถามว่า ‘แมวสามารถเป็นได้ทั้งของแข็งและของเหลวพร้อมกันได้หรือไม่’
  • สาขากายวิภาคศาสตร์ มอบให้กับ เจมส์ ฮีธกอต นักวิจัยจากอังกฤษ สำหรับงานวิจัยทางการแพทย์ในหัวข้อ ‘ทำไมชายแก่ถึงมีใบหูใหญ่’

 

     ประกาศแล้ว! รางวัลอิกโนเบล หรือ Ig Nobel Prize ประจำปี 2017 ซึ่งเป็นประเพณีการให้รางวัลกับ ‘งานวิจัยที่ทำให้คนขบขัน แล้วค่อยทำให้ฉุกคิด’ (Research that makes people LAUGH and then THINK) จัดโดยนิตยสารว่าด้วยงานวิจัยที่ไม่น่าเป็นไปได้ (Annals of Improbable Research ซึ่งมีชื่อย่อว่า AIR)

     แม้จุดประสงค์ของการมอบรางวัลนี้เป็นไปเพื่อการเฉลิมฉลองให้กับความแปลกแหวกแนว เชิดชูความคิดแสนบรรเจิดเลิศล้ำ และกระตุกต่อมความสนใจของประชาชนในด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และเทคโนโลยี แต่ไม่ต้องบอกก็คงเดาออกว่ารางวัล ‘อิกโนเบล’ นั้นจงใจล้อเลียนรางวัล ‘โนเบล’ อันทรงเกียรติที่มอบให้แก่งานวิจัยที่สร้างคุณูปการแก่มนุษยชาติอย่างมหาศาล แม้กระทั่งชื่อ Ig Nobel เองก็มาจากคำว่า Ignoble ที่หมายถึงชาติกำเนิดที่ต่ำตมและความหยาบกระด้าง ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า Noble หรือความเป็นผู้ดีมีชาติตระกูล

     พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นที่โรงละครแซนเดอร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ล่าสุดงานในปีที่ 27 นี้จัดขึ้นภายใต้ธีม ‘ความไม่แน่นอน’ หรือ Uncertainty ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลจากนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลตัวจริงเป็นธนบัตรใบละ 10,000,000,000,000 เหรียญซิมบับเว (ซึ่งมีค่าน้อยกว่า 1 เหรียญสหรัฐ) มาดูกันเลยว่าปีนี้มีงานวิจัยจากสาขาใดบ้างที่ได้รับรางวัล

 

 

      1. สาขาฟิสิกส์ มอบให้แก่ มาร์ค อองตวน ฟาร์แด็ง (Marc Antoine Fardin) จากฝรั่งเศส สำหรับการใช้หลักพลศาสตร์ของไหล (Fluid Dynamics) มาตอบคำถามว่า ‘แมวสามารถเป็นได้ทั้งของแข็งและของเหลวพร้อมกันได้หรือไม่’

     มาร์คกล่าวว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจในการตอบคำถามนี้จากมีมบนอินเทอร์เน็ตที่บอกต่อกันว่า ‘แมวเป็นของเหลว’ เพราะมันสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างได้ไปตามกล่อง ขวด ลังกระดาษ หรือแม้แต่อ่างล่างหน้าในห้องน้ำ เขาจึงใช้วิทยาศาสตร์การไหล (Rheology) มาอธิบายความไหลของแมวซะเลย (แบบนี้ก็ได้เหรอ 555)

 

 

     2. สาขาสันติภาพ มอบให้แก่ทีมนักวิจัยจากสวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ ไมโล พูอาน (Milo Puhan), อเล็กซ์ ซัวเรส (Alex Suarez), คริสเตียน โลแคสสิโอ (Christian LoCascio), อัลเฟรด ซาห์น (Alfred Zahn), มาคัส เฮตซ์ (Markus Heitz) และออตโต แบรนลี (Otto Braendli) สำหรับการพิสูจน์ว่า การเป่าดิดเจอริดู (Didgeridoo) เป็นประจำจะช่วยรักษาอาการหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) และการนอนกรนอย่างได้ผล

     ดิดเจอริดูเป็นเครื่องเป่าของชนเผ่าพื้นเมืองออสเตรเลีย มีลักษณะเป็นท่อยาวกลวง ทีมนักวิจัยยืนยันว่าการฝึกดิดเจอริดู 5 ครั้งต่อสัปดาห์ติดต่อกัน 4 เดือน จะช่วยลดการนอนกรนและ OSA ได้ เพราะการจะเป่าให้เกิดเสียงได้นั้น ผู้เล่นจะต้องมีกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนต้นที่แข็งแรงพอสมควร ทำให้ยามนอนหลับ กล้ามเนื้อก็จะไม่หย่อนยานลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจ (สร้างสันติภาพและความสงบสงบสุขทางการนอนได้จริงด้วย)

 

 

     3. สาขาเศรษฐศาสตร์ มอบให้แก่คู่หูจากออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา แมทธิว ร็อกลอฟฟ์ (Matthew Rockloff) และแนนซี่ เกรียร์ (Nancy Greer) สำหรับการทดลองว่าการสัมผัสกับจระเข้ตัวเป็นๆ นั้นส่งผลต่อความต้องการที่จะเล่นพนันอย่างไร

     การทดลองนี้เกิดขึ้นในฟาร์มจระเข้น้ำเค็มแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย ผู้เข้าร่วมการทดลองที่อุ้มจระเข้ขนาด 1 เมตรก่อนเริ่มเล่นการพนันจะตื่นตัวมากขึ้น และแทงพนันหนักขึ้น ผลลัพธ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ได้มีความรู้สึกแย่ๆ หลังจากอุ้มจระเข้ (ในอนาคต ตามบ่อนการพนันอาจมีกิจกรรมกระตุ้นความตื่นตัวของนักพนันก่อนเข้าไปในบ่อน)

 

 

     4. สาขากายวิภาคศาสตร์ มอบให้กับ เจมส์ ฮีธกอต (James Heathcote) นักวิจัยจากอังกฤษ สำหรับงานวิจัยทางการแพทย์ในหัวข้อ ‘ทำไมชายแก่ถึงมีใบหูใหญ่’

     เจมส์สำรวจใบหูของผู้ชายจำนวน 206 คนที่มีอายุเฉลี่ย 54 ปี แล้วนำมาหาความสัมพันธ์ระหว่างอายุกับขนาดใบหู จนได้เป็นสมการทางคณิตศาสตร์ที่ทำนายได้ว่า เมื่อเราแก่ขึ้น ใบหูเราจะมีขนาดใหญ่ขึ้น 0.22 มิลลิเมตรต่อปี (เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ และหลายคนคงจะเคยสังเกตเห็นกัน)

 

 

     5. สาขาชีววิทยา มอบให้กับทีมนักวิจัยจากญี่ปุ่น บราซิล และสวิตเซอร์แลนด์ คาสึโนริ โยชิซาวา (Kazunori Yoshizawa), โรดริโก เฟอร์เรียรา (Rodrigo Ferreira), โยชิทากะ คามิมูระ (Yoshitaka Kamimura) และชาร์ลส์ ลีนฮาร์ด (Charles Lienhard) สำหรับการค้นพบแมลงถ้ำที่ตัวเมียดันมีองคชาติ ส่วนตัวผู้กลับมีช่องคลอด

     ทีมนักวิจัยค้นพบแมลงสกุล Neotrogla ในถ้ำแห่งหนึ่งที่บราซิล ตัวเมียจะใช้โครงสร้างที่คล้ายองคชาติสอดใส่เข้าไปในอวัยวะคล้ายช่องคลอดของตัวผู้ ซึ่งกินเวลายาวนาน 40-70 ชั่วโมง (นานข้ามวันกันเลยทีเดียว)

 

 

     6. สาขาพลศาสตร์ของไหล มอบให้แก่ ฮันจีวอน (Han Jiwon) จากเกาหลีใต้ สำหรับการศึกษาพลศาสตร์การกระฉอก เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อคนเดินถอยหลังขณะที่ถือถ้วยกาแฟอยู่ในมือ

     แม้จะระมัดระวังเพียงใด การเดินถือถ้วยกาแฟไม่ให้กระฉอกนั้นเป็นไปได้ยากเสมอ ผลการศึกษาโดยจีวอน ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นเด็กนักเรียน ม.ปลาย ให้คำตอบว่า มันเกิดขึ้นจากการสั่นพ้อง (Resonance) และวิธีแก้คือต้องถือด้วยการงุ้มมือลงครอบปากแก้วแล้วค่อยเดินถอยหลัง (ต้องวิจัยด้วยเหรอเนี่ย 55555)

     7. สาขาโภชนาการ มอบให้กับ เฟอร์นันดา อิโต (Fernanda Ito), เอ็นริโก เบอร์นาร์ด (Enrico Bernard) และโรดริโก ตอร์เรส (Rodrigo Torres) จากบราซิล แคนาดา และสเปน สำหรับรายงานทางวิทยาศาสตร์ฉบับแรก ว่าด้วยการพบเลือดของมนุษย์ในอาหารของค้างคาวดูดเลือดขาขน (Hairy-legged Vampire Bat)

     ปกติค้างคาวดูดเลือดสายพันธุ์ Diphylla ecaudata จะกินเลือดนกเป็นอาหารหลัก แต่สภาพป่าไม้ทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากจากการที่มนุษย์เข้ามาใช้พื้นที่ ทีมนักวิจัยได้ตรวจสอบดีเอ็นเอจากอุจจาระของค้างคาวแล้วพบว่า นอกจากไก่แล้วยังมีดีเอ็นเอของมนุษย์ปะปนมาด้วย แสดงให้เห็นถึงปริมาณนกที่ลดลงจนค้างคาวต้องหันมาดูดเลือดคนแทน (ราวกับเป็นต้นกำเนิดของแดร็กคิวลา)

     8. สาขาการแพทย์ มอบให้กับทีมนักวิจัยจากฝรั่งเศสและอังกฤษ ฌอง-ปิแอร์ โฮเยต์ (Jean-Pierre Royet), เดวิด มิวเนียร์ (David Meunier), นิโคลัส ตอร์เกต์ (Nicolas Torquet), แอนน์-มารี มูลี (Anne-Marie Mouly) และเถา เจียง (Tao Jiang) สำหรับการใช้เทคโนโลยีสแกนสมองตรวจดูการทำงานของสมองคนที่เกลียดชีส

     1 ใน 6 ของชาวฝรั่งเศสไม่ชอบชีส ทีมนักวิจัยจึงใช้เทคนิค fMRI วัดการทำงานของสมองในคนที่เกลียดชีสแล้วพบว่า สมองส่วนที่จะทำงานเมื่อได้รับรางวัลของพวกเขาจะถูกกระตุ้นเมื่อจ้องมองหรือได้ดมกลิ่นชีสเช่นเดียวกัน แสดงว่ามันเกี่ยวข้องการตอบสนองต่อความไม่ชอบใจด้วย (เริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ แต่อาจนำไปสู่การค้นพบเรื่องใหญ่ๆ)

 

 

     9. สาขาการรับรู้ มอบให้กับนักวิจัยจากอิตาลี สเปน และอังกฤษ มัตเตโอ มาตินี (Matteo Martini), อิลาเรีย บูฟาลารี (Ilaria Bufalari), มารี อองตัวเนตต์ สตาซี (Maria Antonietta Stazi)  และซัลวาโต มารี อักลอติ (Salvatore Maria Aglioti) สำหรับการแสดงให้เห็นว่าแฝดแท้จำนวนมากไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างใบหน้าตนเองกับคู่แฝดได้ด้วยรูปภาพ

     ทีมนักวิจัยให้แฝดแท้ทดสอบว่าพวกเขาสามารถแยกแยะใบหน้าของตัวเอง ของคู่แฝด และของเพื่อน ได้ถูกต้องแค่ไหน ผลปรากฏว่าฝาแฝดจะแยกใบหน้าตัวเองกับคู่แฝดไม่ค่อยออก เป็นเพราะภาพแทนตัวเองที่สร้างขึ้นในจิตใจนั้นไปซ้อนทับกับคู่ของตัวเอง ทำให้ในความเป็นจริงฝาแฝดจะต้องอาศัยข้อมูลจากประสาทสัมผัสอื่นๆ มาร่วมแยกแยะด้วย (ใครมีเพื่อนเป็นแฝดรีบกลับไปทดลองดู)

 

 

     10. สาขาสูติศาสตร์ มอบให้กับนักวิจัยจากสเปน มาริซ่า โลเปซ-เตฮอน (Marisa López-Teijón), อเล็กซ์ การ์เซีย-ฟาอูรา (Álex García-Faura), อัลเบอร์โต แปรตส์-กาลิโน (Alberto Prats-Galino) และลูอิส ปัลยาเรส อานิออร์เต (Luis Pallarés Aniorte) สำหรับการแสดงให้เห็นว่าทารกที่เจริญเติบโตอยู่ในครรภ์จะตอบสนองต่อดนตรีที่เล่นผ่านวิธีทางไฟฟ้าเชิงกล (Electromechanic) ในช่องคลอด มากกว่าดนตรีที่เล่นด้วยวิธีเดียวกันผ่านทางหน้าท้องของแม่

 

 

     ทีมนักวิจัยใช้เครื่องอัลตราซาวด์วัดการตอบสนองของทารกโดยดูจากการอ้าปากและแลบลิ้น พวกเขาคาดว่าเสียงจากลำโพงที่เดินทางผ่านช่องคลอดจะพบเจอกับสิ่งกีดขวางน้อยกว่าทางหน้าท้อง จึงได้ยินชัดเจนกว่า (ทดลองเพื่ออะไรเนี่ย ><)

 

     จะเห็นว่างานที่ได้รับรางวัลไปนั้น แม้ตอนฟังชื่อผลงานจะชวนน่าหัวเราะ แต่เมื่ออ่านรายละเอียดก็จะพบว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจแฝงอยู่ หลายต่อหลายงานเรียกได้ว่ากลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์และอยู่ในความสนใจของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ‘กฎ 5 วินาที’ ที่หลายๆ คนชอบอ้างเมื่อจะหยิบของที่ตกพื้นขึ้นมากินต่อ เป็นงานที่ได้รับรางวัลนี้เมื่อปี 2007 หรืออย่างในปี 2011 รางวัลสาขาคณิตศาสตร์มอบให้กับกลุ่มบุคคลที่ทำนายว่าโลกจะแตกในปี 1954, 1982, 1990, 1992, 1999, 1994 และ 2011 ซึ่งเป็นบทเรียนว่ามนุษยชาติควรจะระมัดระวังในการตั้งข้อสมมติทางคณิตศาสตร์และการคำนวณให้มากกว่านี้

     ประเทศไทยเองก็ไม่น้อยหน้า ในปี 2015 รางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์ตกเป็นของกองบังคับการตำรวจนครบาล สำหรับการเสนอเงินเพิ่มเติมให้กับตำรวจที่ไม่รับสินบน และในปี 2013 ทีมนักวิจัยไทยก็ได้รับรางวัลในสาขาสาธารณสุข สำหรับเทคนิคทางการแพทย์ที่บรรยายไว้ในรายงาน ‘การผ่าตัดเพื่อต่อองคชาติที่ถูกเฉือนซึ่งอุบัติขึ้นในสยาม’ ซึ่งยกเว้นในกรณีที่องคชาตินั้นถูกเป็ดกินไปแล้ว

     มาร์ก อับราฮัมส์ (Marc Abrahams) บรรณาธิการวารสารงานวิจัยที่ไม่น่าเป็นไปได้ ซึ่งรับหน้าที่เป็นพิธีกรในงานมอบรางวัลอิกโนเบลกล่าวปิดท้ายว่า “สำหรับคนที่ไม่ได้รับรางวัลในปีนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ได้รับรางวัล ขอให้โชคดีในปีถัดไป”

 

อ้างอิง:

 

2,347 VIEWS

RELATED STORIES