THE STANDARD https://thestandard.co/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 14 Jul 2026 03:11:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รัฐบาลจับมือญี่ปุ่น-UNIDO ติดตั้งระบบกำจัดสารหนูปนเปื้อนน้ำข้ามพรมแดน ดึงเมียนมา-สปป.ลาว ร่วมเฝ้าระวัง https://thestandard.co/thailand-japan-unido-arsenic-water/ Tue, 14 Jul 2026 03:11:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1230270 ภาพเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลไทย ญี่ปุ่น และ UNIDO ร่วมหารือความร่วมมือแก้ปัญหาสารหนูในน้ำ

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนั […]

The post รัฐบาลจับมือญี่ปุ่น-UNIDO ติดตั้งระบบกำจัดสารหนูปนเปื้อนน้ำข้ามพรมแดน ดึงเมียนมา-สปป.ลาว ร่วมเฝ้าระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลไทย ญี่ปุ่น และ UNIDO ร่วมหารือความร่วมมือแก้ปัญหาสารหนูในน้ำ

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนจากปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำข้ามพรมแดน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น องค์การระหว่างประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ติดตั้งระบบกำจัดสารหนู และยกระดับการบริหารจัดการคุณภาพน้ำอย่างเป็นระบบ

 

ลลิดา กล่าวว่า สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เดินหน้าความร่วมมือกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำและการปนเปื้อนของโลหะหนักข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และลุ่มแม่น้ำโขง

 

ลลิดา กล่าวว่า ความร่วมมือในระยะแรกจะจัดทำแผนบริหารจัดการสารหนูแบบบูรณาการ สนับสนุนชุดตรวจสอบคุณภาพน้ำ (Test Kits) พร้อมฝึกอบรมการใช้งานให้กับหน่วยงานและชุมชน เพื่อเสริมสร้างระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำโดยชุมชน รวมทั้งติดตั้งระบบกรองกำจัดสารหนูสำหรับระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำที่สะอาดและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยมีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2569 เพื่อหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเริ่มดำเนินงานในพื้นที่

 

นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษยังได้ร่วมกับ JICA จัดทำโครงการ Third Country Training Program (TCTP) เพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ด้านการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำและตะกอนดินของไทย เมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อยกระดับการบริหารจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน

 

“รัฐบาลเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการยกระดับระบบเฝ้าระวังและการบริหารจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในการใช้น้ำอุปโภคบริโภค และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว” ลลิดา กล่าว

The post รัฐบาลจับมือญี่ปุ่น-UNIDO ติดตั้งระบบกำจัดสารหนูปนเปื้อนน้ำข้ามพรมแดน ดึงเมียนมา-สปป.ลาว ร่วมเฝ้าระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขตจตุจักร รายงานความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารย่านลาดพร้าว ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตสะสม 30 ราย บาดเจ็บ 76 ราย https://thestandard.co/lat-phrao-restaurant-fire-deaths/ Tue, 14 Jul 2026 03:09:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1230266 ภาพมุมสูงเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารย่านลาดพร้าว มีควันและซากปรักหักพัง

วันนี้ (14 กรกฎาคม) สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ได […]

The post เขตจตุจักร รายงานความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารย่านลาดพร้าว ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตสะสม 30 ราย บาดเจ็บ 76 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารย่านลาดพร้าว มีควันและซากปรักหักพัง

วันนี้ (14 กรกฎาคม) สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ได้รายงานสถานการณ์ความคืบหน้าโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ร้านอาหาร โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 09.00 น.พบว่ายอดผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บยังคงมีจำนวนเพิ่มขึ้น

 

ยอดผู้เสียชีวิตสะสมจากเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ที่ 30 ราย โดยในจำนวนนี้สามารถดำเนินการพิสูจน์และทราบอัตลักษณ์บุคคลแล้ว 27 ราย และยังคงอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลอีก 3 ราย ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นนั้น มีจำนวน 2 รายที่เป็นการเปลี่ยนสถานะจากผู้ป่วยอาการวิกฤต (เคสสีแดง) มาเป็นผู้เสียชีวิต (เคสดำ) เนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหวในเวลาต่อมา

 

ในส่วนของตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บรวมสะสมอยู่ที่ 76 ราย โดยสามารถจำแนกตามความรุนแรงของกลุ่มอาการและเพศได้ดังนี้:

 

  • กลุ่มอาการสีแดง (อาการรุนแรง/วิกฤต): รวมทั้งสิ้น 25 ราย (แบ่งเป็น เพศชาย 11 ราย และเพศหญิง 14 ราย)
  • กลุ่มอาการสีเหลือง (อาการปานกลาง): รวมทั้งสิ้น 15 ราย (แบ่งเป็น เพศชาย 7 ราย และเพศหญิง 8 ราย)
  • กลุ่มอาการสีเขียว (อาการเล็กน้อย): รวมทั้งสิ้น 36 ราย (แบ่งเป็น เพศชาย 16 ราย และเพศหญิง 20 ราย)

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มสีเขียวที่มีอาการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยจำนวน 36 รายนั้น แพทย์ได้ทำการรักษาและอนุญาตให้เดินทางกลับบ้านได้ทั้งหมดแล้ว

 

ทั้งนี้ สำนักงานเขตจตุจักรยืนยันว่า ยังคงเดินหน้าบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งเยียวยาให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทุกราย ตลอดจนอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและญาติของผู้สูญเสียอย่างต่อเนื่องต่อไป

The post เขตจตุจักร รายงานความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารย่านลาดพร้าว ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตสะสม 30 ราย บาดเจ็บ 76 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dracula เป็นเพลงแรกของ JENNIE และ Tame Impala ที่ติด Top 5 บนชาร์ต Billboard Hot 100 https://thestandard.co/jennie-tame-impala-dracula-billboard-top5/ Tue, 14 Jul 2026 03:06:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1230262 ภาพ JENNIE และ Tame Impala ประกอบเพลง Dracula ที่ติดอันดับ Top 5 Billboard Hot 100

ซิงเกิลฮิต Dracula ของ Tame Impala ในเวอร์ชันรีมิกซ์ที่ […]

The post Dracula เป็นเพลงแรกของ JENNIE และ Tame Impala ที่ติด Top 5 บนชาร์ต Billboard Hot 100 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ JENNIE และ Tame Impala ประกอบเพลง Dracula ที่ติดอันดับ Top 5 Billboard Hot 100

ซิงเกิลฮิต Dracula ของ Tame Impala ในเวอร์ชันรีมิกซ์ที่ฟีเจอริงกับ JENNIE สร้างสถิติใหม่บนชาร์ตเพลงอีกครั้งด้วยการไต่ขึ้นสู่อันดับที่ 5 บนชาร์ต Billboard Hot 100 ซึ่งถือเป็นการติดอันดับที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาของเพลงนี้ โดยสัปดาห์ก่อนหน้าเพลง Dracula ยังอยู่ในอันดับที่ 8 และมีแนวโน้มจะติดอันดับสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

สถิติใหม่ของเพลงนี้ทำให้ JENNIE ติดชาร์ตเพลงสำคัญในอันดับสูงที่สุด ตั้งแต่เธอเคยเดบิวต์มา และเธอก็กลายเป็นศิลปินหญิงเดี่ยวเคป๊อปคนที่ 2 ต่อจาก ROSÉ ที่สามารถติด Top 5 ในประวัติศาสตร์ชาร์ต Billboard Hot 100 ด้วยเช่นกัน

 

สำหรับซิงเกิลเพลง Dracula ของ Tame Impala เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนั้นเขาชวนให้ JENNIE มาร่วมทำเวอร์ชันรีมิกซ์ด้วยกันในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2026 ก่อนที่เพลงนี้จะกลายเป็นเทรนด์ฮิตและชาเลนจ์ในโซเชียลมีเดีย และกลับมาได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จนสามารถกลับมาขึ้นชาร์ตอันดับสูงอีกครั้งในช่วงเดือนที่ผ่านมา

 

ภาพ: jennierubyjane / Tame Imapala / Instagram

 

อ้างอิง:
https://www.koreatimes.co.kr/entertainment/k-pop/20260714/dracula-featuring-jennie-reaches-new-peak-on-billboard-100

The post Dracula เป็นเพลงแรกของ JENNIE และ Tame Impala ที่ติด Top 5 บนชาร์ต Billboard Hot 100 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คืบหน้าทุจริตสอบท้องถิ่น ปลัดมหาดไทยจ่อเพิกถอนบรรจุ 5,000 ราย ปกรณ์นัดสรุปผลสอบเฟสแรก https://thestandard.co/local-exam-corruption-revoke-5000/ Tue, 14 Jul 2026 02:44:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1230258 อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อรรษิษฐ์ สัมพันธรั […]

The post คืบหน้าทุจริตสอบท้องถิ่น ปลัดมหาดไทยจ่อเพิกถอนบรรจุ 5,000 ราย ปกรณ์นัดสรุปผลสอบเฟสแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า วันที่ 15 กรกฎาคม คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) จะประชุม และเมื่อมีผลอย่างไร ก็จะส่งไปยังคณะกรรมการกลาง ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตัดสินขั้นสุดท้าย หากคณะกรรมการกลางเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง หรือมีการทุจริต ก็ต้องมีมติเพิกถอนการบรรจุ

 

เมื่อถามว่า จะไม่มีปัญหาการถูกฟ้องกลับใช่หรือไม่ หากผู้ที่ถูกเพิกถอนเป็นผู้บริสุทธิ์ อรรษิษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้มีหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่แล้ว เป็นหน้าที่ของเรา การทำหน้าที่ย่อมมีปัญหาอยู่ตลอด แต่เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง อย่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ว่า “ถ้าวันนี้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้”

 

เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่นได้แล้วหรือไม่ อรรษิษฐ์ กล่าวว่า ใครที่อยู่ในกระบวนการกระทำความผิด กระทรวงมหาดไทยได้สอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นภายใน 7 วัน และตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงแล้ว ส่วนตำรวจจะตรวจสอบเส้นทางการเงิน การให้ปากคำ และการสอบสวน โดยบุคคลที่ถูกจับกุมล้วนมีรายชื่ออยู่ในสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทุกหน่วยงานต่างทำหน้าที่ของตนเอง และผู้ที่กระทำผิดทั้งหมดต้องถูกดำเนินคดี

 

เมื่อถามว่า จะมีการเปิดเผยรายชื่อข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมหรือไม่ อรรษิษฐ์ กล่าวว่า การสอบวินัยร้ายแรงไม่ได้ดำเนินการเฉพาะผู้ที่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบเบื้องต้นเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาพยานแวดล้อมทั้งหมดด้วย ใครที่เกี่ยวข้องหรือพัวพันต้องดำเนินการทั้งหมด ส่วนจะเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่นอีกหรือไม่ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งได้กำหนดกรอบการดำเนินงานตามข้อมูลที่มีไว้แล้ว

 

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการเชื่อมโยงไปยังนักการเมืองในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ อรรษิษฐ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่เฉพาะในส่วนที่รับผิดชอบ หากเป็นบุคคลภายนอก ป.ป.ช. จะเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนตำรวจจะออกหมายจับเพิ่มเติม หากมีข้อมูลและพยานหลักฐานเพียงพอ

 

เมื่อถามว่า จำนวนข้าราชการที่บรรจุไปแล้วและพบความผิดปกติเรื่องคะแนน ซึ่งจะส่งให้คณะกรรมการกลางพิจารณาเพิกถอน มีจำนวนเท่าใด อรรษิษฐ์ กล่าวว่า “ก็อย่างที่บอก 5,000 กว่าคน”

 

ก่อนหน้านั้น ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 2/2569 ในช่วงบ่ายวันนี้ว่า การประชุมวันนี้ ซึ่งมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธาน คณะทำงาน จะมีเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มาสรุปผลการสอบสวนเบื้องต้น ว่าพบอะไรบ้าง หรือมีประเด็นใดที่น่าตกใจหรือไม่ ก่อนรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบในเบื้องต้นถึงผลการตรวจสอบ ส่วนรายงานฉบับต่อไปจะเป็นการรายงานช่องว่างที่พบจากการตรวจสอบ

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ล็อตแรกมีอะไรที่น่าตกใจหรือไม่ ปกรณ์ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นรายละเอียด หลังการประชุมจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เดี๋ยวจะเสียขบวน

 

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่นว่า หากรับเป็นคดีพิเศษ จะต้องเชิญหลายหน่วยงานมาร่วมดำเนินการ ส่วนในวันที่ 15 กรกฎาคม จะต้องรายงานความคืบหน้าให้ปกรณ์หรือไม่นั้น ขณะนี้คดียังอยู่ในชั้นสืบสวน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการดำเนินการของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยดีเอสไอรับสืบสวนในประเด็นที่เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากรับเป็นคดีพิเศษ ดีเอสไอก็จะดำเนินการตรวจสอบด้วย

The post คืบหน้าทุจริตสอบท้องถิ่น ปลัดมหาดไทยจ่อเพิกถอนบรรจุ 5,000 ราย ปกรณ์นัดสรุปผลสอบเฟสแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.สธ. รอยืนยันทางการ ผู้เสียชีวิตเหตุโรงเบียร์เพิ่มรายที่ 29 เผยเจ้าของร้านยังอาการหนัก https://thestandard.co/public-health-beer-factory-fire-death/ Tue, 14 Jul 2026 02:02:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1230254 ภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พัฒนา พร้อมพัฒน์ กำลังให้สัมภาษณ์

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล พัฒนา พร้อมพัฒน์ ร […]

The post รมว.สธ. รอยืนยันทางการ ผู้เสียชีวิตเหตุโรงเบียร์เพิ่มรายที่ 29 เผยเจ้าของร้านยังอาการหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พัฒนา พร้อมพัฒน์ กำลังให้สัมภาษณ์

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการดูแลผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ว่า เมื่อวานนี้ (13 กรกฎาคม) ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลราชวิถี พบว่ายังมีผู้ป่วยเคสแดง 3 ราย และเคสสีเหลือง 1 ราย ซึ่งทีมแพทย์ได้ดูแลอย่างเต็มที่

 

ทั้งนี้ ผู้ได้รับบาดเจ็บกระจายเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 17 แห่ง โดยในช่วง 72 ชั่วโมงแรก กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกรุงเทพมหานครและโรงพยาบาลเอกชน ได้ประเมินความเพียงพอของเตียงผู้ป่วย หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลหนึ่งไปยังอีกโรงพยาบาลหนึ่ง เพื่อรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลในเครือข่ายก็สามารถรองรับได้

 

นอกจากนี้ ยังมีทีม M-PAC ของกรมสุขภาพจิต เข้าไปดูแลผู้ประสบเหตุในกลุ่มสีเหลืองและสีเขียว รวมถึงทีม SEhRT ของกรมอนามัย ที่เข้าไปดูแลผู้ที่สูดดมควันไฟ เพื่อติดตามอาการเกี่ยวกับทรวงอกและระบบทางเดินหายใจ พร้อมย้ำว่ากระทรวงสาธารณสุขได้จัดทีมลงพื้นที่ดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มที่

 

พัฒนา ยอมรับว่า ยังมีผู้ป่วยอีกหลายรายที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีบาดแผลจากเพลิงไหม้ และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งต้องเฝ้าระวังการติดเชื้ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วง 7 วันแรกที่ถือเป็นช่วงเสี่ยงสูง ทีมแพทย์จะดูแลอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้รับรายงานว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย แต่ขอรอการยืนยันอย่างเป็นทางการก่อน

 

เมื่อถามย้ำว่า ผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นรายที่ 29 ใช่หรือไม่ พัฒนา กล่าวว่า หากข้อมูลถูกต้องก็จะเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 29 แต่ขอรอตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง ส่วนเจ้าของร้านขณะนี้ทราบว่ายังอยู่ในกลุ่มเคสแดง ซึ่งวันนี้จะมีการประเมินอาการอีกครั้ง เนื่องจากผู้ป่วยแผลไฟไหม้ต้องใช้เวลารักษาระยะยาว เช่นเดียวกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

The post รมว.สธ. รอยืนยันทางการ ผู้เสียชีวิตเหตุโรงเบียร์เพิ่มรายที่ 29 เผยเจ้าของร้านยังอาการหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Justin และ Hailey Bieber ซื้อคอนโดที่นิวยอร์กในราคากว่า 400 ล้านบาท https://thestandard.co/justin-hailey-bieber-buy-new-york-condo/ Tue, 14 Jul 2026 01:38:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1230250 ภาพคอนโดหรูบนถนน Leroy Street ในย่าน West Village แมนแฮตตัน นิวยอร์ก

Justin และ Hailey Bieber ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในลอสแอนเจ […]

The post Justin และ Hailey Bieber ซื้อคอนโดที่นิวยอร์กในราคากว่า 400 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคอนโดหรูบนถนน Leroy Street ในย่าน West Village แมนแฮตตัน นิวยอร์ก

Justin และ Hailey Bieber ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในลอสแอนเจลิส ได้ทำการซื้อคอนโดสุดหรูบนถนน Leroy Street เลขที่ 160 ในย่าน West Village แห่งแมนแฮตตัน มหานครนิวยอร์ก ด้วยสนนราคา 12 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 400 ล้านบาท นับเป็นการซื้อที่อยู่อาศัยในแถบ East Coast อย่างเป็นทางการครั้งแรกของพวกเขา

 

คอนโดแห่งนี้ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Ian Schrager Company ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิก Herzog & de Meuron และก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ในปี 2017 โดยเจ้าของห้องคอนโดของ Justin Bieber คนก่อนเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผู้เป็นประธานและผู้บริหารแห่ง Parkland Group นาม Steven Brauser ได้ทำการซื้อยูนิตนี้เมื่อปี 2018 ในราคา 10.5 ล้านดอลลาร์ และเพิ่งประกาศขายที่แห่งนี้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยตั้งราคาเอาไว้ที่ 12 ล้านดอลลาร์

 

ที่พักแห่งใหม่ของ Justin และ Hailey Bieber มีขนาดประมาณ 2,800 ตารางฟุต ประกอบไปด้วย 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ และมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของแม่น้ำ Hudson River อย่างชัดเจน ซึ่งหนึ่งในห้องนอนนั้นได้รับการดีไซน์โดยบริษัท Interior Marketing Group ให้ออกมาเป็นห้องเด็กที่มาพร้อมกับผนังกระดานดำ และทั้งสองก็เลือกที่จะเก็บกิมมิกนี้ไว้เพื่อให้ Jack Blues Bieber ลูกชายของพวกเขาได้มีพื้นที่สำหรับความสร้างสรรค์ โดยในคอนโดแห่งนี้ยังมีสระว่ายน้ำอินดอร์ขนาด 70 ฟุต, ศูนย์ฟิตเนส, สปา, ห้องเด็กเล่น และที่จอดรถส่วนตัวที่พร้อมให้บริการสำหรับผู้อยู่อาศัย

 

ปัจจุบันครอบครัว Bieber อาศัยอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ราคา 25.8 ล้านดอลลาร์ในรั้ว Beverly Park แห่งลอสแอนเจลิสเป็นหลัก และพวกเขายังมีบ้านพักตากอากาศราคา 16.6 ล้านดอลลาร์ใน The Madison Club ที่เมือง La Quinta รวมไปถึงบ้านริมทะเลสาบใน Ontario แคนาดา โดยสำหรับคอนโดที่นิวยอร์กของทั้งสองก็มีคนดังหลายคนที่เป็นเจ้าของยูนิตในอาคารนี้ ทั้ง Ben Stiller, Liv Tyler, Daniel Radcliffe และ Sarah Jessica Parker

 

ภาพ: Travis Mark / Getty Images

 

อ้างอิง
https://robbreport.com/shelter/celebrity-homes/justin-hailey-bieber-buy-west-village-condo-1238441255/

The post Justin และ Hailey Bieber ซื้อคอนโดที่นิวยอร์กในราคากว่า 400 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. ทลายเครือข่ายลักลอบขนน้ำมันเถื่อน 36 ล้านลิตรส่งเมียนมา สำแดงเท็จไปลาว ทำรัฐสูญภาษีกว่า 226 ล้าน https://thestandard.co/oil-smuggling-myanmar-tax-loss/ Tue, 14 Jul 2026 01:35:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1230246 เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเรือขนส่งน้ำมันที่ถูกจับกุม

วานนี้ (14 กรกฎาคม) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บั […]

The post ตร. ทลายเครือข่ายลักลอบขนน้ำมันเถื่อน 36 ล้านลิตรส่งเมียนมา สำแดงเท็จไปลาว ทำรัฐสูญภาษีกว่า 226 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเรือขนส่งน้ำมันที่ถูกจับกุม

วานนี้ (14 กรกฎาคม) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปนม.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และชวลิต พุฒพิสุทธิ์ นายด่านศุลกากรเชียงแสน นำกำลังเจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าตรวจสอบกลุ่มขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

 

หลังสืบสวนพบความผิดปกติของกลุ่มขบวนการที่มีพฤติการณ์ลักลอบส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงกลาโหม ที่กำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมในเขตควบคุมตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบส่งออกน้ำมันไปสนับสนุนกลุ่มทุนอิทธิพล ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศเมียนมา ทว่าจากการแกะรอยเชิงลึกพบว่า กลุ่มผู้กระทำผิดได้ใช้วิธีสำแดงเอกสารการส่งออกอันเป็นเท็จ โดยระบุปลายทางตบตาเจ้าหน้าที่ว่าเป็นการส่งไปยัง สปป.ลาว

 

พล.ต.อ.ธัชชัย เปิดเผยว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้เบื้องต้นได้เข้าทำการตรวจสอบเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศจำนวน 1 ลำ ซึ่งทาง ศปนม.ตร. ตรวจพบหลักฐานแน่ชัดว่าเรือลำดังกล่าวลักลอบบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนเกือบ 400,000 ลิตร มุ่งหน้าไปส่งยังประเทศเมียนมา โดยไม่ได้มีการเดินทางไปส่งยัง สปป.ลาว ตามที่ระบุไว้ในเอกสารแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น ทางสืบสวนยังเชื่อว่ามีเรือขนส่งอีกหลายลำที่มีพฤติการณ์สวมรอยในลักษณะเดียวกันนี้

 

จากการขยายผลเส้นทางและปริมาณการเดินเรือพบว่า ขบวนการลักลอบส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มนี้ทำกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ โดยมีปริมาณน้ำมันที่ถูกลักลอบส่งออกไปแล้วรวมกว่า 36.5 ล้านลิตร ส่งผลให้รัฐบาลต้องสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีที่เกี่ยวข้อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 226 ล้านบาท

 

ซึ่งในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานภาคีเครือข่ายอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลทางบัญชีและเส้นทางการเงินอย่างละเอียด เพื่อสาวไส้ไปให้ถึงตัวการใหญ่ ต้นตอของขบวนการ และผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดในทุกระดับชั้น เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

The post ตร. ทลายเครือข่ายลักลอบขนน้ำมันเถื่อน 36 ล้านลิตรส่งเมียนมา สำแดงเท็จไปลาว ทำรัฐสูญภาษีกว่า 226 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชนนพัฒฐ์’ สส.กล้าธรรม เข้าพบ DSI รับทราบ 2 ข้อหาหนัก เอี่ยวองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หลังปิดสมัยประชุม https://thestandard.co/chonnanpat-dsi-transnational-crime-charges/ Tue, 14 Jul 2026 01:29:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1230242 ภาพชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.กล้าธรรม เดินทางเข้าพบ DSI เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา

สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมสภ […]

The post ‘ชนนพัฒฐ์’ สส.กล้าธรรม เข้าพบ DSI รับทราบ 2 ข้อหาหนัก เอี่ยวองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หลังปิดสมัยประชุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.กล้าธรรม เดินทางเข้าพบ DSI เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา

สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติ 308 เสียง ต่อ 126 เสียง ไม่เห็นด้วยในการส่งตัว ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม ไปรับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เนื่องจากยังอยู่ระหว่างสมัยประชุมสภาและได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งมีการปิดสมัยประชุมสภาไปเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมานั้น

 

ล่าสุดเมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ได้ประสานฝ่ายกฎหมายและเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 150/2568 ที่ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ชั้น 9 เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการ

 

โดยคดีดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่กล่าวหาผู้ต้องหารวม 27 ราย ในความผิดเกี่ยวกับการจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์และฟอกเงิน ซึ่งชนนพัฒฐ์เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา แต่ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ขยายผลพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังต่างประเทศ จึงได้หารือร่วมกับอัยการสูงสุด

 

ซึ่งเห็นชอบให้ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 มอบหมายให้ดีเอสไอดำเนินการสอบสวนต่อในฐานะคดีความผิดนอกราชอาณาจักร และมีคำสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 2 ข้อหาหนัก คือ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชนนพัฒฐ์เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวและทีมงานฝ่ายกฎหมาย โดยพยายามเดินหลบเลี่ยงสื่อมวลชนและยืนหันหลังบริเวณหน้าลิฟต์ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้บันทึกภาพหน้าตรงได้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอจะพาก้าวขึ้นไปยังห้องสอบสวนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน

 

ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเปิดเผยว่า ภายหลังการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมและสอบปากคำเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนไม่ได้มีการควบคุมตัวชนนพัฒฐ์ไว้ เนื่องจากผู้ต้องหาเดินทางมาแสดงตนตามนัดหมาย มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งชัดเจน และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี จึงเข้าหลักเกณฑ์การปล่อยตัวชั่วคราว โดยหลังจากนี้ดีเอสไอจะเร่งสรุปสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นทางคดี ส่งไปยังสำนักงานอัยการคดีพิเศษ เพื่อให้อัยการสูงสุดพิจารณามีคำสั่งทางคดีต่อไป

The post ‘ชนนพัฒฐ์’ สส.กล้าธรรม เข้าพบ DSI รับทราบ 2 ข้อหาหนัก เอี่ยวองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หลังปิดสมัยประชุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปกรณ์ยันแนวคิดปรับสวัสดิการ ขรก.มีตัวเลือก ไม่บังคับ มอง แพทย์-ตร.-ขรก.ประจำใช้ระบบเดียวกันทั้งประเทศไม่ได้ อิงตามลักษณะงาน https://thestandard.co/pakorn-civil-servant-welfare-choice/ Tue, 14 Jul 2026 01:13:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1230238 ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ปกรณ์ นิลประพันธ์ […]

The post ปกรณ์ยันแนวคิดปรับสวัสดิการ ขรก.มีตัวเลือก ไม่บังคับ มอง แพทย์-ตร.-ขรก.ประจำใช้ระบบเดียวกันทั้งประเทศไม่ได้ อิงตามลักษณะงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีกรมบัญชีกลางเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นการพิจารณาปรับแก้ พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เพื่อลดค่าใช้จ่าย ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเราจะได้ข้อมูลกลับมาแยกแยะความต้องการของแต่ละคนเป็นอย่างไร สุดท้ายจะนําความเห็นทั้งหมดมาพิจารณาว่ามีความต้องการกี่ประเภท มีอะไรบ้าง จัดกลุ่มอย่างไร และจะบริหารจัดการต่อไปอย่างไร ซึ่งจะต้องใช้เวลาสักระยะ ไม่ได้ชัดเจนภายใน 1-2 วัน เพราะเราต้องคิดให้เยอะ

 

ปกรณ์กล่าวอีกว่า จากที่รับฟังความคิดเห็นมา บางคนบอกอยากได้บํานาญ หรือบางคนคิดว่าสามารถบริหารเงินของเขาได้ดีกว่า เป็นเรื่องที่เราต้องรับฟังทั้งหมด ยืนยันว่าเป็นการใช้เหตุผล ไม่ได้ใช้อารมณ์หรือดราม่า

 

ส่วนกรณีที่มีเสียงสะท้อนว่า หากคุมเข้มเรื่องสวัสดิการมาก จะทําให้คนเก่งไม่กล้าเข้ามาในระบบราชการนั้น ปกรณ์ มองว่า ไม่แน่ เป็นการคาดคิดไปก่อน แต่ส่วนตัวคิดว่าคนที่อยู่ในระบบมานาน และใกล้เข้าบํานาญคงไม่อยากเสียเวลานั้น ส่วนข้าราชการใหม่ที่เข้ามาก็จะดูว่าเป็นไปได้หรือไม่ และจะมีตัวเลือกให้เลือก

 

ปกรณ์ยังอธิบายเพิ่มเติมถึงการจ้างงานในระบบราชการ ว่า ตามกฎหมายของ สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นการจ้างอย่างเดียวกัน ทุกคนจ้างเหมือนกัน รายได้ตอบแทนคล้ายกัน แต่ลักษณะงานแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่กฎหมายไทยใช้ระบบโบราณ ระบบเดียวใช้กับทั้งหมด จึงทําให้เกิดปัญหา เช่น บุคลากรทางการแพทย์พยาบาลที่เข้าเวร ตํารวจเข้าเวร ข้าราชการประจำ เมื่อใช้ระบบเดียวกันจึงเกิดปัญหา ฉะนั้นจึงควรมีความหลากหลายในการบริหารจัดการมากกว่านี้ โดยตนได้มอบให้ ก.พ. ไปพิจารณาว่าระบบควรเป็นอย่างไรและปรับอย่างไร แต่ที่แน่ๆ จะไม่ใช่ระบบเดียวใช้กับทั้งหมดแน่นอน เพราะระบบการจ้างจะต้องทําให้สอดคล้องกับลักษณะงาน

 

ส่วนความชัดเจนที่จะต้องดําเนินการให้ทันในปีงบประมาณ 2570 ปกรณ์ กล่าวว่า จะพยายามให้ทัน เพราะเวลาทํางานจะต้องมีเป้าหมายไม่ใช่ดูข้อมูลหรือพูดไปเรื่อยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ยืนยันว่าจะไม่บังคับให้ทุกคนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะมีตัวเลือกให้เลือก

The post ปกรณ์ยันแนวคิดปรับสวัสดิการ ขรก.มีตัวเลือก ไม่บังคับ มอง แพทย์-ตร.-ขรก.ประจำใช้ระบบเดียวกันทั้งประเทศไม่ได้ อิงตามลักษณะงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.สาธารณสุข เผยยอดเจ็บวิกฤตเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงลาดพร้าว 27 ราย สั่งระดมทีม MCATT ดูแลใจผู้รับผลกระทบ https://thestandard.co/lat-phrao-fire-critical-injuries-mcatt/ Tue, 14 Jul 2026 01:11:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1230234 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและหน้ากากอนามัยสีเขียวขณะลงพื้นที่

วานนี้ (13 กรกฎาคม) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระท […]

The post รมว.สาธารณสุข เผยยอดเจ็บวิกฤตเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงลาดพร้าว 27 ราย สั่งระดมทีม MCATT ดูแลใจผู้รับผลกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและหน้ากากอนามัยสีเขียวขณะลงพื้นที่

วานนี้ (13 กรกฎาคม) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางลงพื้นที่ โรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าเยี่ยมและติดตามอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เพลิงไหม้สถานบันเทิงย่านลาดพร้าวอย่างใกล้ชิด พร้อมแถลงความคืบหน้าการบริหารจัดการสถานการณ์ด้านการแพทย์และสาธารณสุขล่าสุด

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ข้อมูลภาพรวมการดูแลรักษาผู้ประสบภัย ณ เวลา 16.30 น. มีผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ รวม 17 แห่ง จำนวนทั้งสิ้น 74 ราย ล่าสุดได้รับรายงานว่ามีผู้ป่วยทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตเพิ่มที่โรงพยาบาลอีก 1 ราย ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมจากเหตุการณ์นี้เพิ่มขึ้นเป็น 28 ราย

 

สำหรับรายละเอียดการจำแนกอาการของผู้บาดเจ็บที่ยังอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ มีดังนี้:

 

  • ผู้ป่วยสีเขียว (บาดเจ็บเล็กน้อย): จำนวน 32 ราย แพทย์ประเมินอาการแล้วปลอดภัยและอนุญาตให้จำหน่ายกลับบ้านได้ทั้งหมด

 

ผู้ป่วยที่ยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล: รวม 41 ราย แบ่งเป็น

 

  • ผู้ป่วยสีแดง (อาการวิกฤต): จำนวน 27 ราย
  • ผู้ป่วยสีเหลือง (อาการปานกลาง): จำนวน 14 ราย

 

ในส่วนของโรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมการแพทย์ เบื้องต้นได้รับดูแลผู้บาดเจ็บรวม 8 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยสีแดง 6 ราย สีเหลือง 1 ราย และสีเขียว 1 ราย โดยในวันนี้ทีมแพทย์ได้ประเมินความจำเป็นและดำเนินการส่งต่อผู้ป่วยสีแดงที่มีแผลไฟไหม้รุนแรงไปยังหอผู้ป่วยเฉพาะทางไฟไหม้ (Burn Unit) ของโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

 

  • ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเลิดสิน จำนวน 1 ราย
  • ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี จำนวน 1 ราย
  • ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จำนวน 1 ราย

 

สำหรับผู้ป่วยสีเขียว 1 รายได้รับการจำหน่ายกลับบ้านแล้ว ทำให้ปัจจุบันโรงพยาบาลราชวิถีคงเหลือผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาตัว 4 ราย (ผู้ป่วยสีแดง 3 ราย และสีเหลือง 1 ราย)

 

นอกจากการรักษาทางร่างกายแล้ว กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) จากโรงพยาบาลศรีธัญญา จำนวน 7 คน ประกอบด้วย แพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาลจิตเวช และนักวิชาการสาธารณสุข ลงพื้นที่ตั้งจุดปฏิบัติการร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุข 51 สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ณ กองอำนวยการ MRT ลาดพร้าว เพื่อเยียวยาจิตใจและประเมินสภาพจิตผู้ที่ได้รับผลกระทบและผู้อยู่ในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด

 

ขณะเดียวกัน กรมอนามัยได้ส่งทีมปฏิบัติการอนามัยสิ่งแวดล้อม (SEhRT) เข้าสมทบกับสำนักงานเขตจตุจักร เพื่อประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโดยรอบ จากการตรวจสอบเบื้องต้นในรัศมีประมาณ 100 เมตร ยังไม่พบกลุ่มควันไฟหรือกลิ่นเหม็นที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำในการป้องกันตนเอง พร้อมทั้งมอบหน้ากากอนามัยชนิด N95 ให้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อความปลอดภัยต่อไป

 

ภาพ: *เน้นเสื้อขาวแมสก์เขียว*

The post รมว.สาธารณสุข เผยยอดเจ็บวิกฤตเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงลาดพร้าว 27 ราย สั่งระดมทีม MCATT ดูแลใจผู้รับผลกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองปราบฯ จับครบ 3 ผู้ต้องหาแก๊งทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ตั้งข้อหาหนัก ‘อั้งยี่-ซ่องโจร’ ป.ป.ช. เตรียมเข้าร่วมสอบปากคำพรุ่งนี้ https://thestandard.co/local-government-exam-corruption/ Mon, 13 Jul 2026 14:02:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1230227 ภาพเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยมีการเบลอใบหน้า

ความคืบหน้าคดีทุจริตสอบเข้าเป็นข้าราชการสังกัดกรมการปกค […]

The post กองปราบฯ จับครบ 3 ผู้ต้องหาแก๊งทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ตั้งข้อหาหนัก ‘อั้งยี่-ซ่องโจร’ ป.ป.ช. เตรียมเข้าร่วมสอบปากคำพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยมีการเบลอใบหน้า

ความคืบหน้าคดีทุจริตสอบเข้าเป็นข้าราชการสังกัดกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย หลังจากทางกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (กก.2 บก.ป.) ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง

 

วันนี้ (13 กรกฎาคม) พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผบก.ป. ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน จนกระทั่งศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาสำคัญในเครือข่ายนี้จำนวน 3 ราย เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

 

ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายที่ถูกออกหมายจับ ประกอบด้วยบุคคลระดับข้าราชการและบุคลากรของสถานศึกษาชื่อดัง

 

  • วิน (หรือ อัศวิน) ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมมหาวิทยาลัย
  • ศตพร ซึ่งเป็นน้องสาวของวิน
  • จ่าสิบตรี ดร.พิชิต (หรือ จ่าพิชิต) ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์

 

โดยผู้ต้องหาทั้งหมดถูกดำเนินคดีใน 3 ข้อหาหนัก

 

  • ความผิดฐานเป็นอั้งยี่และซ่องโจร
  • ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
  • ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ

 

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ครบทั้ง 3 รายแล้ว โดยแยกเป็นรายบุคคลดังนี้:

 

  • วิน : พยายามหลบหนีออกนอกประเทศ แต่ชุดสืบสวนได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สปป.ลาว จนกระทั่งสามารถควบคุมตัวไว้ได้เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานราชการเพื่อรับตัวข้ามแดนกลับมาสอบปากคำที่กองบังคับการปราบปราม
  • ศตพร : ถูกเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.2 บก.ป. บุกเข้าจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ภายในมหาวิทยาลัย ปัจจุบันถูกควบคุมตัวไว้ที่กองบังคับการปราบปราม
  • จ่าสิบตรี ดร.พิชิต : ถูกจับกุมตัวได้ล่าสุดในวันนี้ (13 กรกฎาคม) โดย พล.ต.ท.กฤษฎา, พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์, พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ ร่วมกับ พล.ต.ต.ไพรัช พุกเจริญ ผบก.ตม.4 นำกำลังเข้าควบคุมตัวได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคาย ขณะเตรียมหลบหนี และกำลังอยู่ระหว่างการควบคุมตัวเพื่อนำมาสอบปากคำเพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันพรุ่งนี้ (14 กรกฎาคม) เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเดินทางมายังกองบังคับการปราบปราม เพื่อร่วมสอบปากคำผู้ต้องหา และนำข้อมูลไปประกอบสำนวนการสอบสวนในส่วนของ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายขั้นสูงสุดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป

 

ภาพ: *เบลอหน้าคนใส่หมวก*

The post กองปราบฯ จับครบ 3 ผู้ต้องหาแก๊งทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ตั้งข้อหาหนัก ‘อั้งยี่-ซ่องโจร’ ป.ป.ช. เตรียมเข้าร่วมสอบปากคำพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอเชียนเกมส์ 2026 ไทยส่งนักกีฬา 690 คน ตั้งเป้าอย่างน้อย 15 เหรียญทอง https://thestandard.co/asian-games-thailand-athletes-gold-medals/ Mon, 13 Jul 2026 12:24:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1230223 ภาพกราฟิกสรุปข้อมูลการส่งนักกีฬาไทยเข้าร่วมเอเชียนเกมส์ 2026 พร้อมเป้าหมายเหรียญทอง

วันนี้ (13 กรกฎาคม) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดการแ […]

The post เอเชียนเกมส์ 2026 ไทยส่งนักกีฬา 690 คน ตั้งเป้าอย่างน้อย 15 เหรียญทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปข้อมูลการส่งนักกีฬาไทยเข้าร่วมเอเชียนเกมส์ 2026 พร้อมเป้าหมายเหรียญทอง

วันนี้ (13 กรกฎาคม) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดการแถลงข่าวความพร้อมของทัพนักกีฬาไทย ก่อนเข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569

 

 

THE STANDARD SPORT สรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ ตั้งแต่จำนวนนักกีฬา งบประมาณ เป้าหมายเหรียญทอง ไปจนถึงเงินอัดฉีดและความพร้อมของทัพไทย ก่อนออกเดินทางสู่มหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย

 

▪เอเชียนเกมส์ 2026 แข่งวันไหน?

 

การแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จะมีขึ้นระหว่าง 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น

 

▪ไทยส่งนักกีฬาไปกี่คน?

 

ไทยยืนยันส่งนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ 690 คน จาก 43 สมาคมกีฬา เข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งจะไม่รวมกีฬาพาเดลอีก 4 คน เนื่องจากปัจจุบัน สมาคมกีฬาพาเดลแห่งประเทศไทยยังไม่ได้รับการรับรองเป็นสมาคมกีฬาภายใต้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จึงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและเดินทางไปแข่งขันด้วยงบประมาณของสมาคมเอง

 

โดยสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันว่าจะไม่มีการลดจำนวนนักกีฬาที่ผ่านหลักเกณฑ์การคัดเลือก

 

▪งบประมาณใช้เท่าไร?

 

เบื้องต้น กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ อนุมัติงบแล้ว 131 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่งบประมาณทั้งหมด โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จะดำเนินการจัดหางบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายของทัพนักกีฬาไทยทั้งหมด

 

เรื่องนี้ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันว่าจะไม่มีการตัดงบประมาณหรือลดจำนวนนักกีฬาที่ผ่านหลักเกณฑ์การคัดเลือก โดยค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง เบี้ยเลี้ยง และที่พักจะได้รับการสนับสนุนตามแผนเดิม

 

รวมถึงงบเพิ่มเติมของอีก 3 สมาคมกีฬา วงเงินประมาณ 6 ล้านบาท ซึ่ง กกท. และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติจะเป็นผู้รับผิดชอบจัดสรรงบดังกล่าว

 

ส่วนกีฬาพาเดลจะใช้งบประมาณของสมาคมกีฬาเอง จึงไม่ได้รวมอยู่ในวงเงินสนับสนุนของภาครัฐในครั้งนี้ครับ

 

▪กระทรวงกีฬาคาดหวังกี่เหรียญทอง?

 

เบื้องต้น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งเป้าคว้าอย่างน้อย 15 เหรียญทอง

 

อย่างไรก็ตาม จะมีการประชุม Meet the Press อีกครั้งในเดือนสิงหาคม เพื่อยืนยันเป้าหมายและความคาดหวังของแต่ละสมาคมกีฬาอย่างเป็นทางการ

 

▪เงินอัดฉีด ‘เหรียญรางวัล’ ได้เท่าไร?

 

กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ยืนยันว่าจะใช้อัตราเงินรางวัลตามหลักเกณฑ์เดิม พร้อมปรับเป็นโอนตรงเข้าบัญชีนักกีฬา เพื่อให้ได้รับเงินรวดเร็วขึ้น โดยมีอัตราดังนี้

 

🥇 เหรียญทอง 2,000,000 บาท

 

🥈 เหรียญเงิน 1,000,000 บาท

 

🥉 เหรียญทองแดง 500,000 บาท

 

▪KPI ของเอเชียนเกมส์ครั้งนี้วัดจากอะไร?

 

ทนุเกียรติ จันทร์ชุม รองผู้ว่าการ กกท. ระบุว่า การประเมินผลงานจะไม่ได้ดูเฉพาะจำนวนเหรียญรางวัล แต่จะพิจารณาผลสัมฤทธิ์ในหลายด้าน ทั้ง

 

  • ผลงานการแข่งขัน
  • ธรรมาภิบาลของสมาคมกีฬา
  • การบริหารจัดการ
  • ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ

 

ซึ่งทั้งหมดจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณในอนาคต

 

▪ตอนนี้ทัพไทยพร้อมแค่ไหน?

 

ธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาไทย เปิดเผยว่า ได้ส่งรายชื่อนักกีฬาเรียบร้อยแล้ว 690 คน

 

ส่วนในวันที่ 20 กรกฎาคม ทั้ง 43 สมาคมกีฬาจะเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เพื่อสรุปรายละเอียดเรื่องกำหนดการเดินทาง ที่พัก และการบริหารจัดการในช่วงการแข่งขัน ก่อนออกเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น

The post เอเชียนเกมส์ 2026 ไทยส่งนักกีฬา 690 คน ตั้งเป้าอย่างน้อย 15 เหรียญทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศสิงห์ ลุยคดีพ่อล่วงละเมิดลูกสาววัย 12 ปี จนจับกุมได้ ค้านประกันตัว https://thestandard.co/yotsing-mp-father-abuse-arrest/ Mon, 13 Jul 2026 12:17:46 +0000 https://thestandard.co/yotsing-mp-father-abuse-arrest/ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ สส.พรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่ติดตามคดี

วันนี้ (13 กรกฎาคม) จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ สมาชิกสภ […]

The post ยศสิงห์ ลุยคดีพ่อล่วงละเมิดลูกสาววัย 12 ปี จนจับกุมได้ ค้านประกันตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ สส.พรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่ติดตามคดี

วันนี้ (13 กรกฎาคม) จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต 4 และรองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ สส.ฉะเชิงเทรา เขต 3 พรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าคดีเด็กหญิงวัย 12 ปี ถูกพ่อแท้ๆ ล่วงละเมิดทางเพศ ในพื้นที่ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ทันทีที่ครอบครัวผู้เสียหายร้องขอความช่วยเหลือ โดยไม่ปล่อยให้คดีเงียบหายแม้แต่วันเดียว

 

การขับเคลื่อนคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด จากการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง จ่าเอก ยศสิงห์ กับ นางปวีณา หงสกุล และ พ.ต.อ.บัณฑิต ธรรมอนันต์ ผกก.สภ.บางปะกง ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้เป็นพ่อ ผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้ว เตรียมควบคุมตัวฝากขังต่อศาลในวันที่ 13 กรกฎาคม พร้อมคัดค้านการประกันตัวทุกกรณี เพื่อไม่ให้ผู้ต้องหามีโอกาสเข้าใกล้เด็กหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้อีก

 

ไม่เพียงเดินหน้าด้านคดีเท่านั้น จ่าเอก ยศสิงห์ ยังผลักดันการเยียวยาผู้เสียหายแบบครบวงจร โดยประสาน จิพาภรณ์ ตามชู กฤษณสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา (ผอ.สชง.) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม, เบญญาภา ทองสัมฤทธิ์ ยุติธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา, ปิยะนาถ พูลพิพัฒน์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดฉะเชิงเทรา (พมจ.) และภาณุพล ทองดี หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อดูแลสิทธิการรับเงินเยียวยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็ก และช่วยเหลือครอบครัวอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

 

จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวอย่างหนักแน่นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะเทือนใจคนทั้งสังคม เพราะอันตรายเกิดจากบุคคลที่เด็กควรไว้วางใจมากที่สุด

 

“บ้านควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก เพราะบ้านคือจุดเริ่มต้นของทุกชีวิต เป็นที่แรกที่เด็กควรได้เรียนรู้ความรัก ความอบอุ่น และความไว้วางใจ ไม่ใช่สถานที่ที่ทำให้เด็กต้องหวาดกลัว”

 

“ความปลอดภัยในบ้านไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่สังคมจะมองข้ามได้ เมื่อใดที่เด็กถูกทำร้าย เราทุกคนมีหน้าที่ต้องช่วยกันหยุดความรุนแรง อย่าเพิกเฉยต่อสัญญาณผิดปกติ และอย่าปล่อยให้คำว่า ‘เรื่องในครอบครัว’ กลายเป็นกำแพงปิดบังการกระทำผิดต่อเด็ก”

 

จ่าเอกยศสิงห์ ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า จะเกาะติดทั้งกระบวนการทางคดีและการช่วยเหลือครอบครัวจนถึงที่สุด เพราะภารกิจไม่ได้จบเพียงการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ต้องทำให้เด็กกลับมารู้สึกปลอดภัย ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม และก้าวเดินต่อในชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

 

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของพรรคกล้าธรรมที่ชัดเจน คือ ‘ทำจริง แก้จริง อยู่เคียงข้างประชาชน’ ไม่ใช่การเมืองที่รอเพียงเสียงสะท้อน แต่เป็นการเมืองที่ลงมือทันทีเมื่อประชาชนเดือดร้อน โดยเฉพาะเมื่อผู้เสียหายคือเด็กและผู้ที่อ่อนแอที่สุดในสังคม พรรคกล้าธรรมยืนยันว่าจะเป็นที่พึ่งที่ประชาชนไว้วางใจได้ในทุกวิกฤต

 

เพราะเด็กทุกคนสมควรเติบโตในบ้านที่มีความรัก และบ้านทุกหลังต้องเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ของคนในครอบครัว

The post ยศสิงห์ ลุยคดีพ่อล่วงละเมิดลูกสาววัย 12 ปี จนจับกุมได้ ค้านประกันตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
British Museum ที่ลอนดอน เตรียมเปิดตัวนิทรรศการ BTS THE CITY ARIRANG ตุลาคมนี้ https://thestandard.co/british-museum-bts-city-arirang-london/ Mon, 13 Jul 2026 12:14:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1230215 ภาพโปรโมตงานนิทรรศการ BTS THE CITY ARIRANG ที่ British Museum

British Museum พิพิธภัณฑ์แห่งประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒ […]

The post British Museum ที่ลอนดอน เตรียมเปิดตัวนิทรรศการ BTS THE CITY ARIRANG ตุลาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมตงานนิทรรศการ BTS THE CITY ARIRANG ที่ British Museum

British Museum พิพิธภัณฑ์แห่งประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งกรุงลอนดอน ได้จับมือกับวง BTS ในการเตรียมเปิดตัวนิทรรศการพิเศษที่มาในรูปแบบ Art Trail ในชื่อ BTS THE CITY ARIRANG ซึ่งจะจัดแสดงในโซน Korea Foundation Gallery ภายในมิวเซียม หลังจากที่วงได้ไปสร้างปรากฏการณ์ด้วยการแสดงคอนเสิร์ต ณ Tottenham Hotspur Stadium ที่อังกฤษ ต่อหน้าแฟนเพลงจำนวนมหาศาลไปทั้งหมด 2 รอบเมื่อสัปดาห์ก่อน

 

BTS THE CITY ARIRANG เป็นนิทรรศการที่เชื่อมโยงงานชิ้นสำคัญในประวัติศาสตร์ของเกาหลีเข้ากับหัวใจหลักของอัลบั้ม ARIRANG ของวง BTS ที่พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงพื้นบ้านเกาหลีและเรื่องราวประวัติศาสตร์การอัดเสียงและเผยแพร่เพลงเหล่านี้ครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาของนักศึกษา 7 คน โดยงานนี้เป็นดั่งสะพานเชื่อมระหว่างมรดกตกทอดอันเก่าแก่ของเกาหลีกับวัฒนธรรมเคป๊อปยุคโมเดิร์นอย่างลงตัวผ่านการนำเสนอผลงานทั้งหมด 5 ชิ้นที่ได้รับการเลือกเฟ้นโดยภัณฑารักษ์ Sang Ah Kim

 

ชิ้นงานที่ได้รับการจัดแสดงในงานนี้ก็มีทั้ง Sarangbang ห้องสำหรับการเรียนรู้ สร้างสรรค์ และบทสนทนาดั้งเดิมที่สร้างขึ้นเท่ากับห้องขนาดจริงในประวัติศาสตร์, งานประติมากรรมเครื่องเคลือบเซรามิก Moon Jar ที่ใช้กรรมวิธีโบราณในการปั้นโดยขึ้นรูปครึ่งวงกลม 2 ชิ้นก่อนที่จะนำมาเชื่อมกันในภายหลัง และยังมีสิ่งของเก่าแก่จากยุคสมัยอาณาจักรซิลลาที่สร้างแรงบันดาลใจด้านครีเอทีฟให้กับผู้คนมาหลายยุค ไปจนถึงเสียงของระฆังศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเจ้าซองด็อกมหาราชที่ปรากฏอยู่ในเพลง No. 29 จากอัลบั้ม ARIRANG ของ BTS

 

BTS THE CITY ARIRANG จะจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2027 และยังมีกิจกรรม Art Trail ที่แฟนๆ สามารถร่วมสนุกด้วยการสะสมสแตมป์จากโลเคชั่นต่างๆ ที่ระบุไว้บนแพลตฟอร์ม Weverse อีกด้วย

 

ภาพ: BIGHIT Music

อ้างอิง:
https://www.britishmuseum.org/visit/object-trails/bts-city-arirang-korea-gallery-trail

The post British Museum ที่ลอนดอน เตรียมเปิดตัวนิทรรศการ BTS THE CITY ARIRANG ตุลาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สมุดพกผู้รับเหมา’ เริ่มใช้แล้ว คุมเข้มงานก่อสร้างรัฐ หักคะแนนผู้รับเหมาทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน แบนประมูลสูงสุด 2 ปี https://thestandard.co/contractor-report-card-construction/ Mon, 13 Jul 2026 12:10:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1230211 อุปกรณ์ก่อสร้าง เช่น ตลับเมตร เครื่องคิดเลข และแบบแปลน

กรมบัญชีกลางเริ่มใช้มาตรการประเมินผลงานผู้รับเหมางานก่อ […]

The post ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ เริ่มใช้แล้ว คุมเข้มงานก่อสร้างรัฐ หักคะแนนผู้รับเหมาทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน แบนประมูลสูงสุด 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุปกรณ์ก่อสร้าง เช่น ตลับเมตร เครื่องคิดเลข และแบบแปลน

กรมบัญชีกลางเริ่มใช้มาตรการประเมินผลงานผู้รับเหมางานก่อสร้างภาครัฐกับโครงการตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป หวังคัดกรองผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ลดปัญหาเสนอราคาต่ำแต่ทิ้งงาน พร้อมกำหนดบทลงโทษตั้งแต่พักสิทธิประมูล ลดระดับชั้น ไปจนถึงเพิกถอนทะเบียนในกรณีร้ายแรง

 

 
 

วันนี้ (13 กรกฎาคม) แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง ได้เริ่มบังคับใช้ มาตรการ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ ภายใต้ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่รับงานภาครัฐ และสร้างกลไกติดตามผลการปฏิบัติงานผ่านระบบสะสมคะแนนความเสียหาย

 

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายแก้ปัญหาผู้รับเหมาที่เสนอราคาต่ำเพื่อชนะการประมูล แต่ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามมาตรฐาน จนก่อให้เกิดความล่าช้า ทิ้งงาน หรือสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยกำหนดบทลงโทษที่เข้มข้นขึ้นสำหรับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติผิดสัญญา ไม่เป็นไปตามหลักวิชาช่าง หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

 

ระเบียบฉบับใหม่ครอบคลุมงานก่อสร้าง ดังนี้

 

  • โครงการที่มีมูลค่าสัญญาตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ของ 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรน้ำ และกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • งานอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารชุมนุมคน
  • โครงการก่อสร้างทุกประเภทที่มีมูลค่าสัญญาตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป

 

ที่ประกาศจัดซื้อจัดจ้างและลงนามสัญญาตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

 

ใช้ระบบสะสมคะแนน คัดกรองผู้รับเหมางานรัฐ

 

หัวใจของมาตรการคือการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้รับเหมาตลอดอายุสัญญาและช่วงรับประกันผลงาน ผ่านระบบ ‘คะแนนความเสียหาย’ (Performance Score)

 

ตัวอย่างเกณฑ์การให้คะแนน ได้แก่ กรณีถูกบอกเลิกสัญญา หรือปฏิบัติงานต่ำกว่ามาตรฐานวิชาช่างจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จะได้รับคะแนนความเสียหาย 60 คะแนน ขณะที่กรณีก่อให้เกิดอันตรายสาหัส จะได้รับ 30 คะแนน

 

คะแนนดังกล่าวจะถูกนำมาสะสมเพื่อใช้ประเมินผู้ประกอบการ หากถึงเกณฑ์ที่กำหนด จะถูกระงับสิทธิยื่นข้อเสนอหรือทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยกำหนดระยะเวลาสูงสุด 720 วัน

 

ผู้ประกอบการยังสามารถอุทธรณ์ผลการประเมินได้ภายใน 7 วันทำการหลังได้รับแจ้งผลผ่านระบบ e-GP และคะแนนความเสียหายจะถูกลบเมื่อครบ 2 ปี หรือหากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่ใช่ความผิดของผู้ประกอบการ หน่วยงานของรัฐจะต้องลบคะแนนดังกล่าวทันที

 

ทำผิดซ้ำ เสี่ยงลดระดับชั้น-เพิกถอนทะเบียน

 

นอกจากการพักสิทธิรับงานแล้ว ระเบียบใหม่ยังกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีคะแนนความเสียหายสะสมตั้งแต่ 120 คะแนนขึ้นไป ถูกปรับลดระดับชั้นผู้ประกอบการครั้งละ 1 ระดับ ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยกำหนดโทษสูงสุด 1,440 วัน

 

ส่วนกรณีที่ถูกปรับลดระดับจนอยู่ในระดับต่ำสุด หรือกระทำผิดร้ายแรงจากการปฏิบัติงานต่ำกว่ามาตรฐานวิชาช่างหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต จะถูกเพิกถอนรายชื่อออกจากทะเบียนผู้ประกอบการ แต่สามารถยื่นขอขึ้นทะเบียนใหม่ได้เมื่อพ้นระยะเวลา 2 ปี

 

แพตริเซียกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้หน่วยงานของรัฐสามารถคัดเลือกผู้รับเหมาที่มีศักยภาพและมีประวัติการทำงานที่ดีมากขึ้น ลดปัญหาการเสนอราคาต่ำเพื่อชนะการประมูลแต่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามสัญญา รวมถึงลดความเสี่ยงการทิ้งงานและยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างของภาครัฐในระยะยาว

The post ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ เริ่มใช้แล้ว คุมเข้มงานก่อสร้างรัฐ หักคะแนนผู้รับเหมาทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน แบนประมูลสูงสุด 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลตั้งระบบ ‘CHECKED’ ต่อยอด ‘Connect the Dots’ เชื่อมข้อมูลธุรกรรม ปิดเส้นทางเงินเทา หนุนไทยสู่ Financial Hub https://thestandard.co/checked-system-financial-hub/ Mon, 13 Jul 2026 12:01:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1230207 ภาพมือยื่นซองเงินสินบนในสำนักงาน สื่อถึงการทุจริตและเงินผิดกฎหมาย

รัฐบาลตั้ง ‘CHECKED’ เชื่อมข้อมูลธุรกรรมการเงิน ต่อยอด […]

The post รัฐบาลตั้งระบบ ‘CHECKED’ ต่อยอด ‘Connect the Dots’ เชื่อมข้อมูลธุรกรรม ปิดเส้นทางเงินเทา หนุนไทยสู่ Financial Hub appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือยื่นซองเงินสินบนในสำนักงาน สื่อถึงการทุจริตและเงินผิดกฎหมาย

รัฐบาลตั้ง ‘CHECKED’ เชื่อมข้อมูลธุรกรรมการเงิน ต่อยอด Data Bureau ปิดช่องโหว่เงินผิดกฎหมาย เดินหน้าปิด 4 ช่องโหว่สำคัญ ร้านทอง สินทรัพย์ดิจิทัล ธุรกรรมต้องสงสัย และบริษัทนอมินี

 

 

วันนี้ (13 กรกฎาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (Connect the Dots) เผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการติดตามเส้นทางเงินผิดกฎหมายผ่านการพัฒนาระบบ ‘Consent-driven Hub for Exchange of Compliance Knowledge and Encrypted Data’ หรือ ‘CHECKED’ ซึ่งเป็นระบบเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ให้บริการทางการเงิน เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการเคลื่อนย้ายเงินได้อย่างครบวงจร

 

“ที่ผ่านมาเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายอาชญากรรมทางการเงินมักถูกโอนผ่านหลายช่องทาง ทั้งบัญชีธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล ร้านค้าทองคำ และบริษัทนิติบุคคล ก่อนส่งออกนอกประเทศ ขณะที่แต่ละหน่วยงานต่างถือข้อมูลเฉพาะส่วนของตน ทำให้ไม่มีหน่วยงานใดเห็นเส้นทางเงินทั้งหมด ส่งผลให้การติดตามทรัพย์สินและสกัดกั้นธุรกรรมทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ด้าน วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ระบบ CHECKED เป็นการ ต่อยอดแนวคิด Data Bureau โดยเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญของผู้ทำธุรกรรม ทั้งข้อมูลตัวตน (Profile) พฤติกรรมการทำธุรกรรม (Behavior) และการเคลื่อนไหวของเงิน (Inflow-Outflow) ระหว่างหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย

 

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวจะไม่รวบรวมข้อมูลไว้ที่ศูนย์กลาง แต่เป็นการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้สิทธิการเข้าถึงตามกฎหมายและมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้หน่วยงานสามารถตรวจสอบเส้นทางเงินได้รวดเร็วขึ้น จากเดิมที่ต้องประสานขอข้อมูลเป็นรายหน่วยงาน

 

วินิจกล่าวว่า ปัจจุบันแต่ละหน่วยงานมีการเชื่อมโยงข้อมูลบางส่วนอยู่แล้ว แต่ระบบ CHECKED จะช่วยให้การเชื่อมโยงครอบคลุมทุกมิติของธุรกรรมทางการเงิน และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแลทางการเงินของไทย รวมถึงสนับสนุนการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Financial Hub

 

เดินหน้าปิด 4 ช่องโหว่เส้นทางเงินผิดกฎหมาย

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังติดตามความคืบหน้ามาตรการสำคัญ 4 ด้าน เพื่อปิดช่องทางที่มิจฉาชีพและเครือข่ายฟอกเงินนิยมใช้เคลื่อนย้ายทรัพย์สิน ได้แก่

 

  • คุมเข้มธุรกรรมร้านทอง

 

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดให้ร้านทองรายใหญ่ที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์รายงานธุรกรรมที่ชำระเป็นเงินบาท พร้อมให้สถาบันการเงินเพิ่มการตรวจสอบลูกค้าที่ซื้อทองคำในปริมาณผิดปกติ เพื่อป้องกันการใช้ทองคำเป็นช่องทางฟอกเงิน

 

  • ยกระดับการกำกับสินทรัพย์ดิจิทัล

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เดินหน้าบังคับใช้หลักเกณฑ์ Travel Rule ให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้โอนและผู้รับทุกครั้ง เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางสินทรัพย์ดิจิทัลได้ตามมาตรฐานสากล

 

  • เร่งรายงานธุรกรรมต้องสงสัย

 

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผลักดันให้ผู้ประกอบธุรกิจรายงานธุรกรรมต้องสงสัยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและอายัดเส้นทางเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

  • ตรวจเข้มบริษัทนอมินี

 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบริษัทที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือกรรมการเข้าข่ายเป็นนอมินี เพื่อป้องกันการใช้บริษัทบังหน้าในการฟอกเงินหรือเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายออกนอกประเทศ

 

“เมื่อระบบ CHECKED เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเห็นเส้นทางเงินได้ครบวงจร เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบธุรกิจและนักลงทุน พร้อมยกระดับมาตรฐานระบบการเงินไทยให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และรองรับเป้าหมายการพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Financial Hub) ในระยะยาว” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ภาพ: PeopleImages / Shutterstock

The post รัฐบาลตั้งระบบ ‘CHECKED’ ต่อยอด ‘Connect the Dots’ เชื่อมข้อมูลธุรกรรม ปิดเส้นทางเงินเทา หนุนไทยสู่ Financial Hub appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนยืนยัน ‘อนุทิน’ เยือนจีน 16-20 ก.ค. พบ สีจิ้นผิง ร่วมประชุม AI โลก https://thestandard.co/anutin-china-xi-ai-conference/ Mon, 13 Jul 2026 11:34:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1230201 อนุทิน ชาญวีรกูล และ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

สถานทูตจีนประจำประเทศไทยยืนยันว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายก […]

The post จีนยืนยัน ‘อนุทิน’ เยือนจีน 16-20 ก.ค. พบ สีจิ้นผิง ร่วมประชุม AI โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล และ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

สถานทูตจีนประจำประเทศไทยยืนยันว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม ตามคำเชิญของรัฐบาลจีน พร้อมเข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (World AI Conference 2026: WAIC) และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก

 

วันนี้ (13 กรกฎาคม) Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความบน Facebook โดยยืนยันว่า อนุทินจะเยือนจีนวันที่ 16-20 กรกฎาคม โดยระหว่างการเยือนครั้งนี้ นายกฯ ไทย จะพบกับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน รวมถึง หลี่ เฉียง นายกฯ จีน และ จ้าว เล่อจี้ ประธานคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน

 

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า นี่เป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของอนุทินนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศ และสะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี

 

ฝ่ายจีนยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศว่า จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี ญาติที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี พร้อมระบุถึงวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2025 โดยผู้นำของทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องร่วมกันในการผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีนกับไทย เพื่อเปิดศักราชใหม่ของ 50 ปีทองในความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ

 

จีนระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือที่ก้าวหน้าในหลายด้าน ทั้งการค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล การบินและอวกาศ วิทยาศาสตร์ การศึกษา วัฒนธรรม และสาธารณสุข

 

นอกจากนี้ จีนยังแสดงความคาดหวังว่า การเยือนครั้งนี้จะช่วยสืบสานมิตรภาพ กระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในทุกมิติ ผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีน-ไทยให้เกิดความคืบหน้า สนับสนุนการพัฒนาสู่ความทันสมัยของทั้งสองประเทศ และร่วมส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

 

อนึ่ง การเยือนจีนของอนุทินครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเคลื่อนไหวของภาคประชาชน หลังมีกลุ่มนักเคลื่อนไหวจัดการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจีนรับผิดชอบต่อปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่ในเมียนมา

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD, Maxim Shemetov / Reuters

The post จีนยืนยัน ‘อนุทิน’ เยือนจีน 16-20 ก.ค. พบ สีจิ้นผิง ร่วมประชุม AI โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเล็งปรับรูปแบบสวัสดิการ ‘ข้าราชการรุ่นใหม่’ ย้ำไม่แตะบำนาญคนเดิม ด้านกรมบัญชีกลาง เปิดเฮียริงแก้กฎหมายสิทธิรักษาพยาบาล 4 ด้าน https://thestandard.co/government-civil-servant-welfare-reform/ Mon, 13 Jul 2026 11:23:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1230197 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงแนวคิดรัฐบาลปรับสวัสดิการข้าราชการรุ่นใหม่ และกรมบัญชีกลางเปิดรับฟังความเห็นแก้สิทธิรักษาพยาบาล 4 ด้าน

รัฐบาลเล็งปรับรูปแบบสวัสดิการข้าราชการเข้าใหม่ ย้ำสิทธิ […]

The post รัฐบาลเล็งปรับรูปแบบสวัสดิการ ‘ข้าราชการรุ่นใหม่’ ย้ำไม่แตะบำนาญคนเดิม ด้านกรมบัญชีกลาง เปิดเฮียริงแก้กฎหมายสิทธิรักษาพยาบาล 4 ด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงแนวคิดรัฐบาลปรับสวัสดิการข้าราชการรุ่นใหม่ และกรมบัญชีกลางเปิดรับฟังความเห็นแก้สิทธิรักษาพยาบาล 4 ด้าน

รัฐบาลเล็งปรับรูปแบบสวัสดิการข้าราชการเข้าใหม่ ย้ำสิทธิของข้าราชการเก่ายังคงเดิม กรมบัญชีกลางเผยกำลังเปิดรับฟังความเห็น (Hearing) แก้ พ.ร.ฎ. สวัสดิการรักษาพยาบาล 4 ด้าน เพื่อปิดช่องโหว่ทุจริต หลังภาระงบแตะระดับ 9 หมื่นล้านบาทต่อปี

 

 

วันนี้ (13 กรกฎาคม) แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ตอบคำถามผู้สื่อข่าวประเด็นโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการ (Early Retirement) ว่ากรมบัญชีกลางมีหน้าที่สนับสนุนด้านข้อมูลแก่ผู้กำหนดนโยบาย และตามหลักการแล้ว จะไม่มีการตัดสิทธิบำเหน็จบำนาญของข้าราชการเดิม แต่คาดว่าจะเป็นการปรับรูปแบบสวัสดิการ สำหรับข้าราชการเข้าใหม่

 

แพตริเซียกล่าวต่อว่า จากการสำรวจความคิดเห็นเพื่อศึกษาการปรับรูปแบบสวัสดิการสำหรับข้าราชการเข้าใหม่พบว่า ข้าราชการรุ่นใหม่หลายคนที่อยู่ในวัยต่ำกว่า 30 ปี ให้ความสำคัญกับโครงสร้างสวัสดิการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น แทนการได้รับเงินบำนาญรายเดือนหลังเกษียณ เนื่องจากต้องการนำเงินไปลงทุนสร้างความมั่งคั่งด้วยตนเอง

 

“ข้าราชการอายุประมาณ 30 บอกเองเลยว่าต้องการความชัดเจน จะไม่มีเงินบำนาญตอนแก่ก็ไม่เป็นไรเลย แต่อยากได้เงินไปลงทุนเอง เพราะมี กบข. อยู่แล้ว อยากจะออมเพิ่มเอง ขอแค่มีเงินเดือนที่อยู่ได้ จะได้ไปวางแผนชีวิตได้ว่าจะซื้อบ้าน รถ เมื่อไร ซึ่งน่าสนใจนะ เพราะเด็กๆ ไม่ได้คิดเหมือนเราที่อายุ 50 กว่านะคะ” แพตริเซียกล่าว

 

สำหรับแนวคิดการปฏิรูประบบสวัสดิการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. พิจารณาแนวทางโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) ภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐและลดภาระรายจ่ายประจำในระยะยาว

 

เปิดเฮียริง แก้ พ.ร.ฎ. สวัสดิการรักษาพยาบาล 4 ประเด็น

 

แพตริเซียกล่าวต่อว่า ท่ามกลางภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้น กรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการบริหารจัดการสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จึงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแก้ไขพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เพื่ออุดช่องโหว่การบริหารจัดการและป้องกันการทุจริต โดยย้ำว่าเป็นการ ปรับปรุงกฎหมายเดิม ไม่ใช่การยกเลิกสิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการ

 

“ปัจจุบันกรมบัญชีกลางดูแลผู้มีสิทธิรักษาพยาบาลประมาณ 5 ล้านคน โดยมากกว่าครึ่งเป็นผู้สูงวัยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ส่งผลให้งบประมาณค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 90,000 ล้านบาทต่อปี”

 

แพตริเซียกล่าวอีกว่า แม้มูลค่าความเสียหายจากการทุจริตสะสมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะอยู่ที่ประมาณ 250 ล้านบาท แต่กรมบัญชีกลางต้องตรวจสอบธุรกรรมการรักษาพยาบาลมากถึง 35 ล้านรายการต่อปี ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ด้านการตรวจจับการทุจริตทั่วประเทศเพียง 6 คน จึงอยู่ระหว่างหารือเพื่อนำเทคโนโลยีและระบบวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาช่วยตรวจจับความผิดปกติได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

โดยการเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแก้ไขพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) มีสาระสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่

 

1. บังคับเบิกจ่ายสิทธิค่ารักษาโดยตรงกับกรมบัญชีกลางเท่านั้น

 

โดยสถานพยาบาลที่เข้าร่วมจะต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและลดความเสี่ยงการทุจริต

 

2. เปิดทางให้ครอบครัวเลือกใช้ ‘สิทธิข้าราชการ’ หรือ ‘สิทธิบัตรทอง’

 

กฎหมายฉบับเดิมกำหนดให้บิดา มารดา คู่สมรส และบุตร ต้องใช้สิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการเป็นลำดับแรก แต่ร่างใหม่จะเปิดโอกาสให้ข้าราชการเลือกได้ว่าจะให้บุคคลในครอบครัวใช้สิทธิข้าราชการของตนหรือไม่

 

หากไม่ใช้ ก็สามารถเลือกใช้สิทธิบัตรทองหรือประกันสังคมแทนได้ แต่เมื่อเลือกแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนไปมาได้

 

3. ทุจริต 1 คน ตัดสิทธิทั้งครอบครัว

 

หากตรวจพบการทุจริต เช่น การนำสิทธิไปรับยาจากหลายโรงพยาบาลเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ จะมีบทลงโทษให้ตัดสิทธิรักษาพยาบาลของทั้งครอบครัว รวมถึงตัวข้าราชการผู้ถือสิทธิ เนื่องจากสถิติที่ผ่านมา การทุจริตจำนวนมากเกิดจากบุคคลในครอบครัวของข้าราชการ

 

4. เพิ่มความโปร่งใส

 

กำหนดให้สถานพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีความโปร่งใสในการสั่งจ่ายยาและการจัดทำสัญญาต่างๆ ตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อยกระดับการกำกับดูแลระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล

The post รัฐบาลเล็งปรับรูปแบบสวัสดิการ ‘ข้าราชการรุ่นใหม่’ ย้ำไม่แตะบำนาญคนเดิม ด้านกรมบัญชีกลาง เปิดเฮียริงแก้กฎหมายสิทธิรักษาพยาบาล 4 ด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.อว. หารือเทคโนปทุมวัน ปรับเรียนไฮบริดลดเผชิญหน้า คุมเข้มวันสถาปนาฯ เชื่อปิดเทอมล่วงหน้าช่วยป้องกันเหตุได้ https://thestandard.co/pathumwan-hybrid-learning-prevent-conflict/ Mon, 13 Jul 2026 11:09:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1230193 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. หารือ รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

วันนี้ (13 กรกฎาคม) ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มส […]

The post รมว.อว. หารือเทคโนปทุมวัน ปรับเรียนไฮบริดลดเผชิญหน้า คุมเข้มวันสถาปนาฯ เชื่อปิดเทอมล่วงหน้าช่วยป้องกันเหตุได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. หารือ รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

วันนี้ (13 กรกฎาคม) ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เมืองทองธานี รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ รักษาราชการแทนอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ได้เข้าพบและรายงานผลการดำเนินงานของสถาบันต่อ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

 

ในการหารือครั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้หยิบยกประเด็นสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือกับช่วงวันครบรอบสถาปนาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ซึ่งมักเป็นช่วงเวลาที่เกิดปัญหาความขัดแย้งเป็นประจำ ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญเพื่อกำหนดทิศทางในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การประกาศปิดภาคเรียนก่อนกำหนดนั้น เป็นมาตรการเพื่อการป้องปรามและป้องกัน เนื่องจากว่าทางสถาบันปทุมวันจะมีกิจกรรมวันครบรอบ ซึ่งวันครบรอบมักจะเกิดปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวขึ้น การตัดสินใจให้ปิดก่อนจึงไม่ใช่การหนีปัญหา แต่เป็นการหาทางป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย

 

ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ชี้แจงเพื่อคลายข้อกังวลในเรื่องผลกระทบต่อการศึกษาว่า จะไม่ทำให้เสียเวลาเรียนแต่อย่างใด เนื่องจากทางสถาบันได้ใช้โมเดลการเรียนแบบออนไลน์ควบคู่กับระบบไฮบริดเข้ามาช่วย ซึ่งโมเดลดังกล่าวนอกจากจะเป็นการปรับรูปแบบการสอนแล้ว ยังถือเป็นหนึ่งในมาตรการเชิงรุกที่สำคัญเพื่อช่วยลดการเผชิญหน้าและป้องกันความขัดแย้งภายในสถาบัน โดยเน้นการเรียนในภาคปฏิบัติจากสถานที่ทำงานจริง ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนไปด้วย และทำงานไปด้วย ซึ่งถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้เรียนระหว่างศึกษาอีกทางหนึ่ง

 

จากการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่ารูปแบบการเรียนการสอนแบบไฮบริดนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงและตอบโจทย์ชีวิตจริง จนมีเยาวชนให้ความสนใจเข้ามาเรียนเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านตัวเลขยอดนักศึกษาปัจจุบันของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ที่พุ่งสูงถึง 1,800 คน จากเดิมที่มีเพียง 1,100 คน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะวิชาชีพนั้น กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก

 

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการลดความขัดแย้งในระยะยาว ศ.ดร.ยศชนัน ได้นำเสนอการใช้ยุทธศาสตร์ ‘ปทุมวันโมเดล’ เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ โดยใช้หลักการ ‘3 ป. 1 พ.’ ซึ่งประกอบไปด้วย

 

  • ป.1 การป้องกัน: การวางมาตรการล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดเหตุ
  • ป.2 การป้องปราม: การเฝ้าระวังและระงับยับยั้งพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง
  • ป.3 การปราบปราม: การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เน้นใช้กับบุคคลภายนอกที่เข้ามาสร้างความวุ่นวาย
  • พ. การพัฒนา: การยกระดับคุณภาพชีวิตและการศึกษาของเยาวชนเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

 

ด้าน รศ.ดร.เสถียร ได้รายงานถึงความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ในประเด็นที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชน ว่า สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันกำลังเดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างเต็มที่ โดยได้รายงานความสำเร็จของการศึกษาไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งขจัดอุปสรรคและเชื่อมโยงระบบการเรียนรู้ให้มีความต่อเนื่อง เพื่อให้เยาวชนไทยสามารถเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพได้อย่างไม่มีสะดุด

 

นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังได้เดินหน้าโครงการยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเด็กชายขอบ โดยนำเสนอรายงานกิจกรรมที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การเรียนกาญจนบุรี สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการดึงกลุ่มเด็กชายขอบเข้าสู่ระบบการศึกษา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของสถาบัน

 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. หารือ รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน 1ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. หารือ รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน 2ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. หารือ รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน 3

The post รมว.อว. หารือเทคโนปทุมวัน ปรับเรียนไฮบริดลดเผชิญหน้า คุมเข้มวันสถาปนาฯ เชื่อปิดเทอมล่วงหน้าช่วยป้องกันเหตุได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์ชี้กติกาการค้าโลกถูกเขียนใหม่ แนะไทยกระจายตลาด-ขยาย FTA ดึงลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่ม https://thestandard.co/commerce-world-trade-rules-thailand-fta-investment/ Mon, 13 Jul 2026 10:59:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1230186 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ 'โลกแบ่งขั้ว ความมั่นคงทางเศรษฐกิจมาก่อนต้นทุน' และคำว่า 'Wealth / Economic UPDATE'

กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่ากติกาการค้าโลกกำลังถูกเขียนขึ้น […]

The post กระทรวงพาณิชย์ชี้กติกาการค้าโลกถูกเขียนใหม่ แนะไทยกระจายตลาด-ขยาย FTA ดึงลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ 'โลกแบ่งขั้ว ความมั่นคงทางเศรษฐกิจมาก่อนต้นทุน' และคำว่า 'Wealth / Economic UPDATE'

กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่ากติกาการค้าโลกกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ ท่ามกลางโลกาภิวัตน์ที่อ่อนแรงและการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ พร้อมแนะให้ไทยใช้ยุทธศาสตร์ ‘Minimize ผลกระทบ – Maximize โอกาส’ ด้วยการกระจายตลาด ขยายเครือข่าย FTA และดึงดูดการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ

 

 
 

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ ‘ยุทธศาสตร์การค้า การลงทุน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก’ ในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคมนี้

 

โลกแบ่งขั้ว ความมั่นคงทางเศรษฐกิจมาก่อนต้นทุน

 

ดร.กิริฎาระบุว่า การค้าโลกกำลังเผชิญการแบ่งขั้ว มาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น และการรวมกลุ่มผ่านความตกลงทวิภาคีหรือเฉพาะกลุ่มมากขึ้น รวมถึงความร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่างประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางและเล็ก เช่น Future of Investment and Trade (FIT) Partnership ที่มีสิงคโปร์และนิวซีแลนด์ร่วมก่อตั้ง

 

ขณะเดียวกัน แนวคิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security) ทั้งด้านพลังงาน, อาหาร และความน่าไว้วางใจระหว่างคู่ค้า เริ่มมีน้ำหนักมากกว่าการพิจารณาเฉพาะต้นทุนและประสิทธิภาพ

 

ดร.กิริฎามองว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งสหรัฐอเมริกา, กลุ่มจีนและพันธมิตร, กลุ่มยุโรป และกลุ่มประเทศที่รักษาความสมดุลอย่างอินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย ซึ่งนำไปสู่การปรับโครงสร้างใน 4 ด้าน คือ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และระบบการเงินและสกุลเงิน

 

3 แนวทางที่ไทยต้องเร่งทำ

 

ดร.กิริฎาเสนอว่า ไทยมีจุดแข็งทั้งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ การรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ ความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่าย FTA แต่โอกาสจะไม่เกิดขึ้นเอง ไทยจึงต้องดำเนิน 3 แนวทางสำคัญ

 

แนวทางแรกคือการกระจายตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าเพื่อลดการกระจุกตัว โดยปัจจุบันสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกสำคัญ ขณะที่จีนเป็นแหล่งนำเข้าหลัก ไทยจึงควรกระจายการส่งออกเพื่อลดการกระจุกตัวในตลาดสหรัฐอเมริกา และกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาจีนมากเกินไป

 

แนวทางที่สองคือการขยายและยกระดับเครือข่าย FTA ซึ่งปัจจุบันไทยมี 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 เขตเศรษฐกิจ คิดเป็นราว 60% ของมูลค่าส่งออก โดยมีทั้งฉบับที่รอมีผลบังคับใช้อย่างไทย-EFTA, ไทย-ภูฏาน และไทย-ศรีลังกา และที่อยู่ระหว่างเจรจาอย่างไทย-สหภาพยุโรป ตลอดจน FTA ไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อาเซียน-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา

 

แนวทางที่สามคือการพัฒนาฐานการผลิตและดึงดูดการลงทุนที่มี Local Content สูง เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าในประเทศ

 

ดร.กิริฎาระบุว่า มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด ส่วนการลงทุนในประเทศปี 2568 ขยายตัว โดยคำขอรับส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นมากในกิจการศูนย์ข้อมูลและอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แต่ย้ำว่าความสำเร็จไม่ควรวัดจากวงเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว หากต้องเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เพื่อไม่ให้ไทยเป็นเพียงฐานประกอบสินค้า

 

สำหรับภาคธุรกิจ ดร.กิริฎาแนะให้กระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่อย่างลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และแอฟริกา ปรับสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวเพื่อรองรับกติกาการค้าที่เข้มงวดขึ้น และใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุน

The post กระทรวงพาณิชย์ชี้กติกาการค้าโลกถูกเขียนใหม่ แนะไทยกระจายตลาด-ขยาย FTA ดึงลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>