THE STANDARD https://thestandard.co/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 20 Oct 2026 13:21:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สรุปเหรียญรางวัลการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026 (20 ตุลาคม) https://thestandard.co/asian-para-games-2026-medal-20102026/ Tue, 20 Oct 2026 13:21:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1270336 ตารางสรุปเหรียญรางวัลการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026 วันที่ 20 ตุลาคม

🇹🇭 สรุปตารางเหรียญเอเชียนพาราเกมส์ 2026 อัปเดตผลงานล่าส […]

The post สรุปเหรียญรางวัลการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026 (20 ตุลาคม) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตารางสรุปเหรียญรางวัลการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026 วันที่ 20 ตุลาคม

🇹🇭 สรุปตารางเหรียญเอเชียนพาราเกมส์ 2026 อัปเดตผลงานล่าสุดของทัพนักกีฬาไทย

 

ทัพนักกีฬาพาราไทยเดินหน้าคว้าเหรียญรางวัลอย่างต่อเนื่องในศึกเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยล่าสุดเก็บไปแล้ว 8 เหรียญทอง 11 เหรียญเงิน และ 22 เหรียญทองแดง รวมทั้งสิ้น 41 เหรียญ

 

มาร่วมส่งกำลังใจเชียร์ทัพนักกีฬาพาราไทยในการแข่งขันที่เหลือ พร้อมลุ้นกันว่าทัพไทยจะเก็บเหรียญรางวัลเพิ่มเติมได้อีกเท่าไร ก่อนปิดฉากเอเชียนพาราเกมส์ 2026

 

ตารางสรุปเหรียญรางวัลการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026 วันที่ 20 ตุลาคม 1

 

ภาพประกอบ: สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post สรุปเหรียญรางวัลการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026 (20 ตุลาคม) appeared first on THE STANDARD.

]]>
Disney+ จับมือ ESPN ถ่ายทอดสด NBA 2026/27 ในไทย ทั้งฤดูกาลปกติ พร้อมเพลย์ออฟและ ไฟนอลส์ https://thestandard.co/disney-plus-espn-nba-thailand/ Tue, 20 Oct 2026 11:58:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1270312 สตีเฟน เคอร์รี นักบาสเกตบอลทีมโกลเดน สเตท วอร์ริเออร์ส เลี้ยงลูกบาสเกตบอลระหว่างการแข่งขัน NBA

Disney+ และ ESPN ประกาศความร่วมมือถ่ายทอดสดการแข่งขันบา […]

The post Disney+ จับมือ ESPN ถ่ายทอดสด NBA 2026/27 ในไทย ทั้งฤดูกาลปกติ พร้อมเพลย์ออฟและ ไฟนอลส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สตีเฟน เคอร์รี นักบาสเกตบอลทีมโกลเดน สเตท วอร์ริเออร์ส เลี้ยงลูกบาสเกตบอลระหว่างการแข่งขัน NBA

Disney+ และ ESPN ประกาศความร่วมมือถ่ายทอดสดการแข่งขันบาสเกตบอล NBA ให้แฟนกีฬาชาวไทยได้รับชมตั้งแต่ฤดูกาล 2026/27 เป็นต้นไป ภายใต้ข้อตกลงระยะยาวจนถึงฤดูกาล 2035/36 โดยสมาชิก Disney+ สามารถรับชมผ่าน ESPN บนแพลตฟอร์มได้ภายใต้แพ็กเกจสมาชิกเดิม

 

สำหรับฤดูกาล 2026/27 จะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฤดูกาลปกติ 80 เกม รวมถึงคู่สำคัญในวันพฤหัสบดี วันอาทิตย์ และวันจันทร์ พร้อมการแข่งขันรอบเพลย์ออฟสูงสุด 24 เกม ครอบคลุมรอบแรกและรอบรองชนะเลิศสาย

 

นอกจากนี้ ยังถ่ายทอดสดการแข่งขันรอบชิงแชมป์สายตะวันตก และรอบชิงชนะเลิศ NBA Finals ครบทุกเกมในฤดูกาล 2026/27 โดยสิทธิ์ถ่ายทอดสด NBA Finals ครบทุกเกมจะครอบคลุมฤดูกาล 2028/29, 2030/31, 2032/33 และ 2034/35 ด้วย

 

แฟนบาสเกตบอลยังสามารถติดตามการแข่งขัน NBA ในวันคริสต์มาสครบทั้ง 5 เกม รวมถึง NBA Draft, NBA All-Star Celebrity Game และการแข่งขันบางส่วนของ NBA Summer League พร้อมเสียงบรรยายภาษาอังกฤษ และรายการวิเคราะห์จาก ESPN เช่น NBA Tip Off, Inside the NBA และ Pardon The Interruption

 

ภาพ: Ezra Shaw / Getty Images

The post Disney+ จับมือ ESPN ถ่ายทอดสด NBA 2026/27 ในไทย ทั้งฤดูกาลปกติ พร้อมเพลย์ออฟและ ไฟนอลส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมลพรรณ กระราชเพชร เปิดมุมมองความสำเร็จของจอมพลังสาวไทย เมื่อทุกสถิติใหม่คือ ‘ก้าวต่อไป’ ไม่ใช่ ‘เส้นชัย’ https://thestandard.co/kamonpan-kraratpet-asian-para-games-bronze/ Tue, 20 Oct 2026 11:54:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1270309 กมลพรรณ กระราชเพชร นักกีฬายกน้ำหนักพาราทีมชาติไทยในการแข่งขัน

อย่างที่เราเคยย้ำเสมอครับว่า ความท้าทายของนักกีฬาแต่ละค […]

The post กมลพรรณ กระราชเพชร เปิดมุมมองความสำเร็จของจอมพลังสาวไทย เมื่อทุกสถิติใหม่คือ ‘ก้าวต่อไป’ ไม่ใช่ ‘เส้นชัย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมลพรรณ กระราชเพชร นักกีฬายกน้ำหนักพาราทีมชาติไทยในการแข่งขัน

อย่างที่เราเคยย้ำเสมอครับว่า ความท้าทายของนักกีฬาแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน เช่นเดียวกับความสำเร็จที่ไม่ได้วัดกันเพียงแค่เหรียญรางวัล

 

“หนูเลือกที่จะท้าทายตัวเองในสิ่งที่ไม่เคยทำ นั่นก็คือการสร้างสถิติใหม่” นี่คือเป้าหมายของ ‘แบม-กมลพรรณ กระราชเพชร’ นักกีฬายกน้ำหนักพาราทีมชาติไทย ที่ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD SPORT ไว้ก่อนเดินทางไปแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026

 

และผลงานที่เธอเพิ่งทำได้ในวันนี้ คือการคว้าเหรียญทองแดงในรุ่น 55 กิโลกรัมหญิง ด้วยการยกน้ำหนักได้ 112 กิโลกรัม พร้อมสร้างสถิติสูงสุดใหม่ของตัวเองในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ทำลายสถิติเดิม 108 กิโลกรัม ที่เคยทำไว้ในพาราลิมปิกเกมส์ 2024

 

“พอใจกับผลงานมากค่ะ ได้สถิติใหม่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้แล้ว”

 

“หนูเลือกที่จะท้าทายตัวเองในสิ่งที่ไม่เคยทำ นั่นก็คือการสร้างสถิติใหม่”

 

เรียนรู้จากคนอื่นเพื่อก้าวข้ามตัวเอง

 

เบื้องหลังการพิชิตเป้าหมายในเอเชียนพาราเกมส์ครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงความหวังที่จะคว้าเหรียญรางวัล แต่ยังเป็นความตั้งใจที่จะท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง ผ่านการฝึกซ้อมอย่างมีวินัยและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะสำหรับเธอ ทุกการแข่งขันคือโอกาสที่จะค้นหาว่าตัวเองยังพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน

 

“หนูชอบดูการแข่งขันของนักกีฬาแต่ละคน ดูว่าเขาใช้เทคนิคแบบไหน แล้วลองนำมาปรับกับตัวเองว่าเราสามารถทำแบบเขาได้ไหม”

 

แบม อธิบายถึงการพัฒนาตัวเองที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฝึกซ้อมตามตาราง แต่ยังรวมถึงการศึกษาคู่แข่งจากต่างประเทศ สังเกตเทคนิคและนำสิ่งที่เรียนรู้มาปรับใช้ให้เหมาะกับร่างกายของตัวเอง ตลอดจนศึกษาเรื่องอาหารและการดูแลร่างกายควบคู่กันไป

 

แบม เพิ่มเติมว่า ในประเทศไทยมีนักกีฬาที่มีรูปร่างใกล้เคียงกับเธอให้ศึกษาไม่มากนัก เธอจึงต้องมองออกไปยังเวทีระดับโลก เพื่อค้นหาวิธีพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ก้าวไปอีกระดับ

 

“ความอดทนกับวินัย ถึงเราจะเหนื่อยแค่ไหน นี่คือสิ่งที่หนูมองว่าจำเป็นต่อการพัฒนาตัวเอง เพราะการเพิ่มน้ำหนักที่ยกได้ไม่ใช่เรื่องของการใช้แรงให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำซ้ำๆ รู้จักร่างกาย และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง”

 

ความแข็งแกร่งไม่ได้อยู่แค่บนเวที

 

เบื้องหลังการยกน้ำหนักแต่ละครั้ง คือการดูแลตัวเองและปฏิบัติตามกิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ แบมเล่าว่าเธอต้องรับประทานอาหารให้ตรงเวลา รวมถึงแบ่งเวลารับประทานวิตามินและอาหารเสริมหลายช่วงตลอดวัน ควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมอย่างหนัก

 

“เลิกซ้อมก็นอนหมดแรงและต้องรีบนอน พอตื่นมาก็ต้องทำหน้าที่ต่อ เป็นแบบนี้ทุกวัน ความเหนื่อยล้ามาพร้อมกับความกดดัน โดยเฉพาะในช่วงก่อนจะได้รับโอกาสไปแข่งขันพาราลิมปิก เพราะหนูไม่แน่ใจว่าจะทำผลงานได้ดีพอที่จะผ่านการคัดเลือกหรือเปล่า”

 

แบม เล่าอีกว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการดูแลร่างกาย เพราะเธอต้องใช้แขนในการเคลื่อนไหวและทำกิจวัตรประจำวัน เมื่อเกิดอาการบาดเจ็บ ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฝึกซ้อม แต่ยังส่งผลไปถึงการใช้ชีวิตนอกสนามด้วย

 

“คนทั่วไปถ้าแขนเป็นอะไร อย่างน้อยก็ยังใช้ขาเดินได้ แต่เราเดินไม่ได้ ก็ต้องใช้แขนที่เจ็บปั่นรถอยู่ทุกวัน เพราะถ้าเกิดอาการบาดเจ็บก็ส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งหมด และต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าคนปกติ”

 

สำหรับแบม ความแข็งแกร่งจึงไม่ใช่การฝืนร่างกายโดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัด แต่คือการพยายามเดินหน้าต่อไปท่ามกลางความยากลำบาก โดยมีวินัยในการฝึกซ้อมและกำลังใจจากคนรอบข้างเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ

 

“ถ้าไม่มีใครคอยใส่ใจดูแลหรือมีแต่คนมองข้าม กำลังใจของเราก็จะถดถอย และอาจจะไม่มีกำลังใจสู้ เพราะรู้สึกว่าเราจะทำไปทำไม ทำไปก็ไม่มีใครรัก ทำไปก็ไม่มีใครเห็น”

 

ทุกสถิติใหม่คือก้าวต่อไป ไม่ใช่เส้นชัย

 

แม้จะสร้างผลงานในระดับโลกมาแล้ว แบมยังคงเดินหน้าพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยผลงานในการฝึกซ้อมของเธอขยับขึ้นจากประมาณ 110 กิโลกรัม เป็น 113 กิโลกรัม

 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนพัฒนาการของนักกีฬาที่ไม่หยุดอยู่กับความสำเร็จในอดีต แต่ยังคงมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอ

 

“เป้าหมายใหญ่ที่สุดหนูตั้งไว้อยู่ที่ 120 กิโลกรัม หนูต้องการพัฒนาตัวเองให้ไปถึงระดับที่สูงขึ้น โดยมองการแข่งขันแต่ละครั้งเป็นการเตรียมความพร้อมในอนาคต ถามว่าร่างกายจะสู้ไหวไหม หนูคิดว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของผู้หญิง ไม่ว่าจะมีรูปร่างหรือข้อจำกัดทางร่างกายเป็นอย่างไร จริงๆ แล้วมันวัดกันที่หัวใจมากกว่า”

 

แบม บอกเล่าเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญคือความต้องการที่จะทดลองศักยภาพของตัวเอง และกล้าที่จะทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน

 

“ถามว่าหนูเลือกเล่นกีฬาที่สบายกว่านี้ได้ไหม ก็ได้ แต่หนูเลือกที่จะท้าทายตัวเองในสิ่งที่ไม่เคยทำ”

 

เหรียญทองแดงในเอเชียนพาราเกมส์ครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าความสำเร็จในแง่ของเหรียญรางวัล แต่ยังเป็นอีกบททดสอบที่สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์จากการฝึกฝน ความอดทน และการพัฒนาตัวเองจากจุดที่เคยยืนอยู่

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของแบมอาจไม่ได้มีเพียงการยกน้ำหนักให้ได้มากขึ้นหรือคว้าอันดับที่ดีกว่าเดิม หากแต่เป็นการค้นหาคำตอบว่า เมื่อพยายามอย่างเต็มที่แล้ว เธอจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปได้ไกลขนาดไหน

The post กมลพรรณ กระราชเพชร เปิดมุมมองความสำเร็จของจอมพลังสาวไทย เมื่อทุกสถิติใหม่คือ ‘ก้าวต่อไป’ ไม่ใช่ ‘เส้นชัย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ สั่ง 3 กระทรวงต่อยอด IMF-World Bank ดันอุตฯ MICE- IP Finance-Soft Power กระจายรายได้ชุมชน https://thestandard.co/suphajee-three-ministries-imf-world-bank/ Tue, 20 Oct 2026 11:49:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1270305 ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ศุภจี สั่งบูรณาการ 3 กระทรวง พาณิชย์-วัฒนธรรม-ท่องเที่ย […]

The post ‘ศุภจี’ สั่ง 3 กระทรวงต่อยอด IMF-World Bank ดันอุตฯ MICE- IP Finance-Soft Power กระจายรายได้ชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ศุภจี สั่งบูรณาการ 3 กระทรวง พาณิชย์-วัฒนธรรม-ท่องเที่ยวฯ ต่อยอด IMF-World Bank ดันสินค้าไทย-Soft Power-ท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งบูรณาการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) เปิดเผยว่า จากการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 จะนำโอกาสมาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงการค้า วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและชุมชน สอดรับกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

โดยได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ต่อยอดการพัฒนาสินค้า สร้างแบรนด์ และเชื่อมโยงตลาด ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและการต่อยอดแนวคิด IP Finance รวมถึงสินค้าชุมชน อาทิ ผ้าไทยสำหรับตกแต่งบ้าน ถุงผ้าขาวม้า และอาหารไทย ให้มีมูลค่าและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

 

ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 1ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 2ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 3

 

ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมร่วมต่อยอดการผลักดันทุนทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งการแสดง มวยไทย และศักยภาพศิลปินไทย ให้ต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจและสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติ ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต่อยอดในภารกิจด้านการท่องเที่ยว มุ่งเชื่อมโยงอัตลักษณ์และกิจกรรมไทยเข้ากับการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงโอกาสจากธุรกิจ MICE เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ

 

“ทั้ง 3 กระทรวงต้องดำเนินต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการประชุม โดยเชื่อมตั้งแต่การพัฒนาสินค้าและบริการ การสร้างมูลค่าจากทุนทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการขยายช่องทางการค้าและการท่องเที่ยว พร้อมติดตามผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้โอกาสจากเวทีนานาชาติไม่หยุดอยู่เพียงการจัดงาน แต่ต่อยอดเป็นรายได้ที่กระจายสู่ผู้ประกอบการและชุมชน และเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว”

 

ขณะเดียวกัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผนึกกำลัง สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ นำกลไก MICE มาเชื่อมโยงภาคการผลิตไทยกับผู้ซื้อ นักลงทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ มุ่งยกระดับงานประชุมและแสดงสินค้าให้เป็นแพลตฟอร์มสร้างโอกาสทางธุรกิจ

 

ตั้งแต่การจับคู่ธุรกิจไปจนถึงคำสั่งซื้อ การส่งออก และการลงทุนที่เป็นรูปธรรม พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

 

โดยเฉพาะ SMEs อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก

 

โดยในปีงบประมาณ 2569 มีนักเดินทางกลุ่ม MICE 27.18 ล้านคน สร้างรายได้ 150,901 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ตลอดจนการสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน

 

ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 4ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 5

 

 

ยุทธนา อโนทัยสินทวี ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมหัตถกรรมสร้างสรรค์ ส.อ.ท. กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมหัตถกรรมสร้างสรรค์ ผลักดันศักยภาพงานหัตถกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านผลงานประติมากรรมร่วมสมัย ‘ONE THAILAND’ ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่ Creative Industry เชื่อมพลังงานคราฟต์ทั่วประเทศ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก

 

ผ่านแนวคิด Made in Thailand (MiT) ผสานวัสดุพื้นถิ่นและฝีมือช่างจากหลายภูมิภาค สู่ประติมากรรมร่วมสมัยต้อนรับการประชุม World Bank Group และ IMF Annual Meetings 2026 สะท้อนศักยภาพหัตถกรรมไทยในการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

 

โดย ONE THAILAND เกิดจากแนวคิดการนำภูมิปัญญา วัสดุ และฝีมือช่างจากหลายภูมิภาคมาผสานเป็นงานศิลปะร่วมสมัย โดยยังคงเอกลักษณ์และเรื่องราวของแต่ละท้องถิ่น พร้อมต่อยอดสู่การออกแบบและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าและแข่งขันในตลาดสากลได้

 

ผลงานประกอบด้วยประติมากรรม 2 ชิ้น ได้แก่ ONE THAILAND-WEAVING CONNECTIONS สื่อถึงการเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และภูมิปัญญาเข้าด้วยกัน และ ONE THAILAND-WEAVING THE FUTURE สะท้อนการต่อยอดองค์ความรู้ดั้งเดิมสู่อนาคตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

 

ทั้งสองชิ้นใช้วัสดุหัตถกรรมจากหลายจังหวัด เช่น บาติก ไม้ไผ่ กระจูด กก ผักตบชวา หวาย ใบตาล และป่านศรนารายณ์ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวัสดุท้องถิ่นในการพัฒนาเป็นผลงานที่มีคุณค่าทั้งด้านศิลปะ การออกแบบ และเศรษฐกิจ

 

แนวคิดดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับ Made in Thailand (MiT) เพื่อยกระดับภูมิปัญญาและผลิตภัณฑ์ไทยให้มีมูลค่าเพิ่ม สร้างโอกาสทางการตลาด และขยายศักยภาพของงานหัตถกรรมชุมชนสู่ตลาดสากล

The post ‘ศุภจี’ สั่ง 3 กระทรวงต่อยอด IMF-World Bank ดันอุตฯ MICE- IP Finance-Soft Power กระจายรายได้ชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนันรับมอบไม้เท้าเตือนไฟฟ้ารั่วในน้ำ 500 ชุด เตรียมส่งต่อผู้ประสบอุทกภัย-อาสาสมัครกู้ภัยตั้งเป้ากลับบ้านต้องปลอดภัย https://thestandard.co/yodchanan-water-electric-leak-detector-canes/ Tue, 20 Oct 2026 11:44:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1270298 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รับมอบนวัตกรรมไม้เท้าเตือนไฟฟ้ารั่วในน้ำ 500 ชุด จากทีมวิจัย

วันนี้ (20 ตุลาคม) ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐม […]

The post ยศชนันรับมอบไม้เท้าเตือนไฟฟ้ารั่วในน้ำ 500 ชุด เตรียมส่งต่อผู้ประสบอุทกภัย-อาสาสมัครกู้ภัยตั้งเป้ากลับบ้านต้องปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รับมอบนวัตกรรมไม้เท้าเตือนไฟฟ้ารั่วในน้ำ 500 ชุด จากทีมวิจัย

วันนี้ (20 ตุลาคม) ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รับมอบ นวัตกรรมอุปกรณ์ตรวจจับไฟฟ้ารั่วในน้ำ ได้แก่ ไม้เท้าระวังภัย และไม้เท้าพลิกชีวิต รวมทั้งสิ้น 500 ชุด จากสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) พร้อมตัวแทนทีมวิจัยเจ้าของนวัตกรรมประกอบด้วย รศ.วิเชษฐ์ ทิพย์ประเสริฐ รักษาราชการแทนอธิการบดี มทร.ล้านนา รศ.ดร.วันไชย คำเสน นักวิจัย และ ผศ.ดร.กิตติ เมืองตุ้ม จาก มรภ.อุตรดิตถ์ เพื่อนำไปกระจายช่วยเหลือและเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย

 

จากสถิติอุทกภัยในปี 2569 พบว่า ไฟฟ้ารั่วในน้ำเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตผู้ประสบภัยสูงเป็นอันดับ 2 รองจากการจมน้ำ (คิดเป็น 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด) เนื่องจากน้ำท่วมขังเป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้าที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทำให้ประชาชนที่สัญจรลุยน้ำและเผลอไปสัมผัสจุดที่มีไฟรั่ว รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้าช่วยเหลือ เสี่ยงต่อการถูกไฟฟ้าดูดจนเสียชีวิตได้ง่าย และเพื่อป้องกันการสูญเสียดังกล่าว รวพ. โดย บพท. จึงได้สนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรมไม้เท้าเตือนไฟฟ้ารั่วในน้ำ จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่ ไม้เท้าระวังภัย (มรภ.อุตรดิตถ์) และ ไม้เท้าพลิกชีวิต (มทร.ล้านนา) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สแกนหากระแสไฟฟ้ารั่วแบบไม่สัมผัส พร้อมส่งสัญญาณเตือนด้วยแสงไฟ LED และเสียง

 

สำหรับนวัตกรรมนี้ผ่านการทดสอบใช้งานจริงจนเห็นผล และได้ส่งมอบให้รัฐบาลเพื่อนำไปใช้ปกป้องชีวิตประชาชนและเจ้าหน้าที่ ทั้งในช่วงลุยน้ำท่วมและตอนสำรวจความปลอดภัยก่อนกลับเข้าบ้านหลังน้ำลด

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการนำวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม มาใช้แก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤต โดยเฉพาะจากสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมาซึ่งพบความสูญเสียจากกระแสไฟฟ้ารั่วเป็นจำนวนมาก นวัตกรรมไม้เท้าระวังภัย และ ไม้เท้าพลิกชีวิต ถือเป็นผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของนักวิจัยไทย ในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงและสามารถปกป้องชีวิตของพี่น้องประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

“ไม้เท้าที่ได้รับมอบทั้ง 500 ชุดนี้ จะถูกส่งต่อไปยังผู้ประสบอุทกภัย ตลอดจนเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกู้ภัยในพื้นที่เสี่ยง เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเตือนภัย ป้องกันอันตรายจากภัยเงียบอย่างกระแสไฟฟ้ารั่วจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ และเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตให้แก่ประชาชน ตอบรับนโยบายเป้าหมายของภาครัฐที่ต้องการให้ประชาชนสามารถกลับเข้าบ้านได้อย่างมั่นใจ ภายใต้แนวคิดกลับบ้านแล้วต้องปลอดภัย” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว

The post ยศชนันรับมอบไม้เท้าเตือนไฟฟ้ารั่วในน้ำ 500 ชุด เตรียมส่งต่อผู้ประสบอุทกภัย-อาสาสมัครกู้ภัยตั้งเป้ากลับบ้านต้องปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. กำชับทุกหน่วยบริหารงบจำกัด ยึดหลัก ‘งานไม่เสีย-ขวัญไม่เสีย’ เร่งประสานรัฐบาลขอจัดสรรเพิ่มแก้ปมเบี้ยเลี้ยง https://thestandard.co/police-chief-budget-allowance-policy/ Tue, 20 Oct 2026 11:22:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1270295 แฟ้มภาพผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงข่าว

วันนี้ (20 ตุลาคม) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำ […]

The post ผบ.ตร. กำชับทุกหน่วยบริหารงบจำกัด ยึดหลัก ‘งานไม่เสีย-ขวัญไม่เสีย’ เร่งประสานรัฐบาลขอจัดสรรเพิ่มแก้ปมเบี้ยเลี้ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงข่าว

วันนี้ (20 ตุลาคม) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงแนวนโยบายการบริหารจัดการงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยระบุว่า พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กำชับไปยังผู้นำหน่วยทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ จนถึงผู้กำกับการ ให้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณโดยยึด 2 หลักการสำคัญ ได้แก่

 

  1. งานไม่เสีย ภารกิจหลักของตำรวจในทุกด้าน โดยเฉพาะการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และการอำนวยความยุติธรรม จะต้องดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และประชาชนต้องไม่ได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการงบประมาณ
  2. ขวัญไม่เสีย ภายใต้สภาวะที่งบประมาณมีจำกัด การบริหารจัดการต้องไม่สร้างผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงาน โดยกำชับให้ดูแลสิทธิสวัสดิการอย่างเต็มที่เพื่อเสริมพลังในการทำงานเพื่อประชาชน และที่สำคัญการดำเนินการทุกขั้นตอนต้องถูกต้องตามระเบียบและข้อกฎหมาย

 

สำหรับกรณีที่มีข้าราชการตำรวจบางส่วนแสดงความกังวลใจเรื่องการปรับเบี้ยเลี้ยงนั้น โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ผบ.ตร. รับทราบถึงประเด็นดังกล่าวและไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้มอบหมายอำนาจให้ผู้บังคับบัญชาของแต่ละหน่วยงานเข้าไปบริหารจัดการและจัดสรรงบประมาณด้วยตนเอง หากพบข้อขัดข้องในการปฏิบัติ ให้เร่งรายงานมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน

 

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานงานไปยังรัฐบาลเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ รอง ผบ.ตร. สายงานบริหาร และสำนักงานงบประมาณและการเงิน เร่งหาแนวทางดำเนินการ เพื่อให้การขับเคลื่อนภารกิจของตำรวจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการดูแลสวัสดิการของกำลังพลอย่างเหมาะสม

The post ผบ.ตร. กำชับทุกหน่วยบริหารงบจำกัด ยึดหลัก ‘งานไม่เสีย-ขวัญไม่เสีย’ เร่งประสานรัฐบาลขอจัดสรรเพิ่มแก้ปมเบี้ยเลี้ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปปง. ขยายผลเครือข่ายเว็บพนัน ‘ชนนพัฒฐ์’ สั่งอายัดสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่ม 44 ล้านบาท ขีดเส้นผู้มีส่วนได้เสียยื่นหลักฐานแจงภายใน 30 วัน https://thestandard.co/amlo-seizes-digital-assets-gambling-network/ Tue, 20 Oct 2026 10:50:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1270292 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

วันนี้ (20 ตุลาคม) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน […]

The post ปปง. ขยายผลเครือข่ายเว็บพนัน ‘ชนนพัฒฐ์’ สั่งอายัดสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่ม 44 ล้านบาท ขีดเส้นผู้มีส่วนได้เสียยื่นหลักฐานแจงภายใน 30 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

วันนี้ (20 ตุลาคม) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการทางกฎหมายกับทรัพย์สินในคดีกลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เครือข่ายชนนพัฒฐ์ กับพวก

 

ก่อนหน้านี้ สำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายดังกล่าวไปแล้วจำนวน 3 ครั้ง รวมมูลค่าประมาณ 182 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง (คดีหมายเลขดำที่ ฟ 16/2569, ฟ 106/2569 และ ฟ 167/2569)

 

ล่าสุด จากการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ตรวจพบทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในเครือข่ายนี้เพิ่มอีก 1 รายการ ได้แก่ เงินและสินทรัพย์ดิจิทัลในบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่ารวมประมาณ 44 ล้านบาท

 

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เลขาธิการ ปปง. จึงได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 48 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวไว้ชั่วคราว (ตามคำสั่ง ย.243/2569)

 

ทั้งนี้ คำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน อย่างไรก็ตาม หากผู้ถูกยึดทรัพย์สินหรือผู้มีส่วนได้เสียประสงค์จะขอให้มีการเพิกถอนคำสั่ง สามารถยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อเลขาธิการ ปปง. พร้อมนำหลักฐานมาแสดงเพื่อพิสูจน์ว่าทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยต้องดำเนินการภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือ

The post ปปง. ขยายผลเครือข่ายเว็บพนัน ‘ชนนพัฒฐ์’ สั่งอายัดสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่ม 44 ล้านบาท ขีดเส้นผู้มีส่วนได้เสียยื่นหลักฐานแจงภายใน 30 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลัฟ คณาวุฒิ เตรียมจัดแฟนมีตติ้ง GULF CLUB 2026 : INFINITE PARTY 6 ธ.ค. นี้ https://thestandard.co/gulf-kanawut-fan-meeting-infinite-party/ Tue, 20 Oct 2026 10:45:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1270276 โปสเตอร์โปรโมตงานแฟนมีตติ้ง GULF CLUB 2026 : INFINITE PARTY ของ กลัฟ คณาวุฒิ

นักแสดงดาวรุ่งมากฝีมืออย่าง กลัฟ คณาวุฒิ ประกาศจัดแฟนมี […]

The post กลัฟ คณาวุฒิ เตรียมจัดแฟนมีตติ้ง GULF CLUB 2026 : INFINITE PARTY 6 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปสเตอร์โปรโมตงานแฟนมีตติ้ง GULF CLUB 2026 : INFINITE PARTY ของ กลัฟ คณาวุฒิ

นักแสดงดาวรุ่งมากฝีมืออย่าง กลัฟ คณาวุฒิ ประกาศจัดแฟนมีตติ้งส่งท้ายปีใน GULF CLUB 2026 : INFINITE PARTY หลังจากได้ร่วมเดินทางกับแฟนๆ มาตลอดระยะเวลา 8 ปี เพื่อตั้งใจสร้างความทรงจำดีๆ ส่งท้ายปีร่วมกันในแฟนมีตติ้งครั้งนี้

 

โดยคอนเซปต์ของแฟนมีตติ้งมาในธีม GULF CLUB 2026 : INFINITE PARTY พร้อมกิมมิกสัญลักษณ์อินฟินิตี้ที่สื่อความรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาถึง 8 ปีในวงการ สะท้อนถึงความรักที่แฟนๆ ส่งมอบให้กับเขาเสมอมา

 

เช่นเดียวกันกับภายในงาน กลัฟ คณาวุฒิ เตรียมตอบแทนความรักของแฟนๆ ทั้งโชว์สุดพิเศษและแขกรับเชิญสุดเซอร์ไพรส์ รวมถึงกิจกรรมสุดโปรดของเขากับการแข่งขันฟุตซอลนัดพิเศษ และปาร์ตี้สังสรรค์ที่จะทำให้แฟนมีตติ้งในครั้งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำดีๆ ที่มีร่วมกันกับแฟนๆ

 

GULF CLUB 2026 : INFINITE PARTY จะเปิดจำหน่ายบัตรในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ทางเว็บไซต์ gulfkanawutofc.com โดยบัตรราคา 7,500 / 5,500 / 3,500 / 2,500 บาท ซึ่งแต่ละที่นั่งจะได้รับเบเนฟิตที่แตกต่างกันและจะทำการรับ PHOTO WITH GULF BENEFIT ในวันที่ 5 ธันวาคม 2026 ก่อนที่แฟนมีตติ้งจะจัดขึ้นในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ ณ MCC HALL, THE MALL LIFESTORE BANGKAPI

 

สำหรับ กลัฟ คณาวุฒิ เป็นนักแสดงดาวรุ่งที่หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาเขาจากการรับบทเป็น หม่อมหลวงภูธเนศ จุฑาเทพ ในละครชุด ดวงใจเทวพรหม ตอน ลออจันทร์ อีกทั้งยังมีผลงานแสดงปัจจุบันอย่าง ตะวันลวง ที่กำลังออกอากาศอยู่อีกด้วย

 

ภาพ: GULF CLUB 2026 : INFINITE PARTY

 

อ้างอิง: https://www.instagram.com/p/DeqrgQQR3ER/?utm_source=ig_web_copy_link&psln=MzRlODBiNWFlZA==&srtk=MzRlODBiNWFlZA==

The post กลัฟ คณาวุฒิ เตรียมจัดแฟนมีตติ้ง GULF CLUB 2026 : INFINITE PARTY 6 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ฉันจะคิดถึงเธอทุกวัน” Ariana Grande ไว้อาลัยให้สุนัข Coco ที่เพิ่งจากไปในวัย 17 ปี https://thestandard.co/ariana-grande-mourns-dog-coco/ Tue, 20 Oct 2026 10:28:07 +0000 https://thestandard.co/ariana-grande-mourns-dog-coco/ Ariana Grande ถ่ายภาพร่วมกับ Coco สุนัขสัตว์เลี้ยงแสนรัก

Ariana Grande บอกลา Coco สุนัขสัตว์เลี้ยงแสนรักพันธุ์ดั […]

The post “ฉันจะคิดถึงเธอทุกวัน” Ariana Grande ไว้อาลัยให้สุนัข Coco ที่เพิ่งจากไปในวัย 17 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ariana Grande ถ่ายภาพร่วมกับ Coco สุนัขสัตว์เลี้ยงแสนรัก

Ariana Grande บอกลา Coco สุนัขสัตว์เลี้ยงแสนรักพันธุ์ดัชชุนด์ผสมเยอรมันเชพเพิร์ด ที่อยู่เคียงข้างเธอมายาวนาน 17 ปี

 

โดยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมาเธอได้โพสต์ข่าวร้ายถึงเรื่องการจากไปของ Coco ที่เผยให้เห็นซีรีส์ภาพโมเมนต์ที่น่ารักและอบอุ่นของทั้งสองทั้งหมด 17 รูป

 

Ariana Grande เขียนข้อความถึง Coco ว่า

 

“Coco ผู้อ่อนหวาน น่าทึ่ง และงดงามที่สุด…. ฉันภูมิใจในตัวเธอมากเหลือเกิน ขอบคุณสำหรับความรักที่เธอมีให้ และการทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ด้วยการมีอยู่ของเธอมาตลอด 17 ปีที่แสนวิเศษด้วย เธอทำให้ทุกหนแห่งที่เธอไปกลายเป็นสถานที่ที่สวยงามมากกว่าเดิม ฉันจะคิดถึงเธอในทุกๆ วัน และจะเก็บเธอเอาไว้ในใจเสมอ รักมากนะสาวน้อย”

 

สำหรับแฟนเพลงผู้ติดตาม Ariana Grande มายาวนานก็จะคุ้นเคยกับ Coco กันดีอยู่แล้ว เพราะสุนัขตัวน้อยตัวนี้อยู่เคียงข้างเธอมาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะกลายเป็นป๊อปสตาร์ระดับโลก โดยย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2012 ระหว่างที่ Ariana Grande กำลังอัดเสียงสำหรับอัลบั้มเดบิวต์ชุดแรก เธอโพสต์ Vlog เกี่ยวกับการทำเพลงคลิปแรกผ่าน YouTube ซึ่งในคลิปนั้นเธอได้พูดคุยกับ Coco เป็นเวลา 46 วินาที ราวกับการสัมภาษณ์ขนาดย่อมที่สร้างรอยยิ้มให้กับแฟนๆ

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Ariana Grande มีสัตว์เลี้ยงมากมายหลายตัว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการช่วยเหลืออุปถัมภ์สัตว์ที่ถูกทอดทิ้ง อย่าง Toulouse สุนัขพันธุ์บีเกิลผสมชิวาวาที่เธอรับเลี้ยงตั้งแต่ปี 2013 ที่เพิ่งมีอายุ 13 ปี เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และยังมี Myron สุนัขที่เธอเลี้ยงร่วมกับอดีตคนรัก Mac Miller ผู้ล่วงลับ โดย Ariana Grande เคยให้สัมภาษณ์ผ่าน Billboard ในปี 2015 ว่า

 

“จุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือสุนัขก็มาจากความรักสัตว์ของฉันเท่านั้นเอง สุนัขเป็นสิ่งที่ไร้พิษภัยที่สุด และเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นที่รักที่สุดในโลก พวกเขาแสดงให้เห็นเพียงแต่ความรักไร้เงื่อนไข และสมควรได้รับสิ่งนั้นกลับไปด้วยเช่นกัน”

 

ภาพ: Ariana Grande

 

อ้างอิง: https://people.com/ariana-grande-mourns-the-death-of-her-dog-coco-17-i-will-miss-you-every-day-12182480

The post “ฉันจะคิดถึงเธอทุกวัน” Ariana Grande ไว้อาลัยให้สุนัข Coco ที่เพิ่งจากไปในวัย 17 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการ-สส.-สื่อ รวม 8 คน ถูกร้องเอาผิดฐานอั้งยี่-ยุยงปลุกปั่น ปมถอดรหัสคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง https://thestandard.co/eight-accused-qr-code-ballot/ Tue, 20 Oct 2026 10:02:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1270260 ภาพกราฟิกข้อความเอาผิด 8 บุคคล ฐานอั้งยี่-ปลุกปั่น ปมถอดรหัส QR Code บัตรเลือกตั้ง

วันนี้ (20 ตุลาคม) ที่กระทรวงยุติธรรม ตัวแทนประชาชนในนา […]

The post นักวิชาการ-สส.-สื่อ รวม 8 คน ถูกร้องเอาผิดฐานอั้งยี่-ยุยงปลุกปั่น ปมถอดรหัสคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข้อความเอาผิด 8 บุคคล ฐานอั้งยี่-ปลุกปั่น ปมถอดรหัส QR Code บัตรเลือกตั้ง

วันนี้ (20 ตุลาคม) ที่กระทรวงยุติธรรม ตัวแทนประชาชนในนามสมมติว่า ‘นางสาว A’ ได้เข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พิจารณาดำเนินคดีกับบุคคลรวม 8 ราย ในความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

 

สืบเนื่องจากกรณีความพยายามถอดรหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลผู้มาใช้สิทธิ ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เข้าแจ้งความกับกองปราบปรามในกรณีเดียวกันนี้ไว้แล้วเช่นกัน

 

สำหรับรายชื่อบุคคลทั้ง 8 ราย ที่ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ ประกอบด้วย

 

  1. ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต (D-VOTE) มหาวิทยาลัยศรีปทุม
  2. ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DomeCloud
  3. ชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของเพจ M.I.B Marketing In Black
  4. สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง
  5. พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
  6. ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพสำนักข่าว Spacebar
  7. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
  8. ภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น

 

ข้อกล่าวหาดังกล่าวครอบคลุมความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ การเปิดเผยความลับของเอกสารที่ปิดผนึกไว้จนเกิดความเสียหาย การยุยงปลุกปั่นเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 116, 209 และ 322 รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 66

 

เนื้อหาในคำร้องระบุถึงพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ธรรมธีร์และพวก ได้ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง สส. ในการจัดการเลือกตั้งใหม่ของหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร โดยมีการลักลอบถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง พร้อมทั้งพยายามถอดรหัสแท่งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งถือเป็นความลับ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิว่าลงคะแนนเลือกตั้งให้กับผู้ใด

 

นอกจากนี้ ผู้ร้องยังระบุว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่กันเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการบ่อนทำลาย บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสังคมเป็นวงกว้าง เพื่อกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2569 เป็นโมฆะ

 

ด้านตัวแทนของกระทรวงยุติธรรมที่ออกมารับมอบหนังสือ ระบุว่า จะนำเรื่องดังกล่าวส่งต่อให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป

 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ สำนักงาน กกต. ได้มอบหมายให้ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ กกต. เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวในกรณีเดียวกันนี้ไว้แล้ว

 

ขณะที่ในส่วนของข้อพิพาทเรื่องบัตรเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50, มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง อีกทั้งไม่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด

The post นักวิชาการ-สส.-สื่อ รวม 8 คน ถูกร้องเอาผิดฐานอั้งยี่-ยุยงปลุกปั่น ปมถอดรหัสคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศิริโชค’ หอบหลักฐานชี้เป้า DSI ขยี้ปม ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ โยงเว็บพนันข้ามชาติ จี้รัฐบาลพิสูจน์ความจริงใจ https://thestandard.co/sirichok-brings-evidence-to-the-dsi-to-investigate/ Tue, 20 Oct 2026 09:28:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1270257 ศิริโชค โสภา เดินทางเข้าให้ข้อมูลและยื่นพยานหลักฐานต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ

วันนี้ (20 ตุลาคม) ศิริโชค โสภา อดีต สส. พรรคประชาธิปัต […]

The post ‘ศิริโชค’ หอบหลักฐานชี้เป้า DSI ขยี้ปม ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ โยงเว็บพนันข้ามชาติ จี้รัฐบาลพิสูจน์ความจริงใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริโชค โสภา เดินทางเข้าให้ข้อมูลและยื่นพยานหลักฐานต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ

วันนี้ (20 ตุลาคม) ศิริโชค โสภา อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้าให้ข้อมูลต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีเว็บไซต์พนันออนไลน์ข้ามชาติ ‘shuffle.com’ ซึ่งเชื่อมโยงกับ ไท่หยาง ซาง สามีของ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส. ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ที่เคยปรากฏข้อมูลการถือหุ้น

 

ศิริโชคระบุว่า การเข้าพบ DSI ครั้งนี้ ไม่ใช่การให้ข้อมูลเรื่องการซุกซ่อนบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. แต่เป็นประเด็นที่รุนแรงกว่า คือ ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ ของเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากสุชาดายอมรับต่อสาธารณะแล้วว่า รับทราบเรื่องสามีเกี่ยวข้องกับธุรกิจพนันออนไลน์มาตั้งแต่ก่อนและระหว่างดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการปราบปรามเว็บพนัน แต่เว็บไซต์ดังกล่าวยังคงเปิดให้บริการจนถึงวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงตั้งข้อสังเกตถึงเจตนาในการโยกย้ายมารับตำแหน่งดังกล่าว ว่าเป็นการเข้ามาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจหรือไม่

 

ในส่วนของพยานหลักฐาน ศิริโชคยืนยันว่าข้อมูลที่นำมาไม่ใช่ข้อมูลเก่า โดยมีทะเบียนหุ้น BVI (British Virgin Islands) อัปเดตล่าสุดปี 2567 พร้อมเอกสารรับรองจากกัวราเซา รวมถึงหลักฐานการแกะรอยเส้นทางการเงินบนบล็อกเชนที่พบว่า มีคนไทยเข้าไปเล่นพนันและโอนเงินผ่านคริปโตเคอร์เรนซีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รวมมูลค่ากว่า 118 ล้านบาท ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 อย่างชัดเจน เรื่องนี้ถือเป็นคดีอาญาแผ่นดิน DSI สามารถดำเนินการสืบสวนขยายผลหาผู้อยู่เบื้องหลังได้ทันทีโดยไม่ต้องมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ นอกจากนี้ ทาง ก.ล.ต. กำลังดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อยู่เช่นกัน

 

สำหรับประเด็นที่สุชาดาระบุว่าไม่รู้จักตนเอง และมองว่าเป็นการจับแพะชนแกะเพื่อหวังผลทางการเมือง ศิริโชคชี้แจงว่าไม่ได้เก็บมาใส่ใจ และยืนยันว่าการตรวจสอบครั้งนี้ทำในฐานะประชาชนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ ไม่ใช่ความแค้นส่วนตัวหรือเกมการเมืองในสภา จุดเริ่มต้นมาจากการสังเกตเห็นความผิดปกติระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงใช้ความเชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนแกะรอยเส้นทางการเงินจนพบพยานหลักฐานที่ชัดเจน และพร้อมนำข้อเท็จจริงมาหักล้างกันเพื่อประโยชน์ของสังคม มากกว่าการตอบโต้ด้วยวาทกรรม

 

ศิริโชคทิ้งท้ายว่า ต้องการให้ DSI รับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ เพื่อพิสูจน์ความจริงใจของทั้งองคาพยพรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในการแก้ปัญหาพนันออนไลน์ข้ามชาติที่เป็นภัยต่อสังคม พร้อมทั้งเป็นการพิสูจน์ข้อครหาทางการเมืองที่ว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ กำลังกลืนกินและครอบงำกลไกการตรวจสอบของรัฐตามที่สังคมตั้งข้อสังเกตจริงหรือไม่

 

ศิริโชค โสภา เดินทางเข้าให้ข้อมูลและยื่นพยานหลักฐานต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ 1ศิริโชค โสภา เดินทางเข้าให้ข้อมูลและยื่นพยานหลักฐานต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ 2ศิริโชค โสภา เดินทางเข้าให้ข้อมูลและยื่นพยานหลักฐานต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ 3ศิริโชค โสภา เดินทางเข้าให้ข้อมูลและยื่นพยานหลักฐานต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ 4

The post ‘ศิริโชค’ หอบหลักฐานชี้เป้า DSI ขยี้ปม ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ โยงเว็บพนันข้ามชาติ จี้รัฐบาลพิสูจน์ความจริงใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติงบกลางเพิ่ม 1.05 หมื่นล้านบาท เร่งเยียวยาน้ำท่วมกว่า 1.4 ล้านครัวเรือน สั่งลดขั้นตอนจ่ายเงินจบใน 2 วัน https://thestandard.co/cabinet-approves-flood-relief-budget/ Tue, 20 Oct 2026 09:23:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1270250 เอกภพ เพียรพิเศษ แถลงมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางเยียวยาน้ำท่วมเพิ่มเติม

วันนี้ (20 ตุลาคม) เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post ครม. อนุมัติงบกลางเพิ่ม 1.05 หมื่นล้านบาท เร่งเยียวยาน้ำท่วมกว่า 1.4 ล้านครัวเรือน สั่งลดขั้นตอนจ่ายเงินจบใน 2 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกภพ เพียรพิเศษ แถลงมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางเยียวยาน้ำท่วมเพิ่มเติม

วันนี้ (20 ตุลาคม) เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มเติมจำนวน 10,508,876,400 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 จำนวน 1,481,401 ครัวเรือน

 

โดยมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยงานรับงบประมาณและดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือผ่านธนาคารออมสิน พร้อมให้อำนาจในการถัวจ่ายข้ามจังหวัดและข้ามรายการได้ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

 

สำหรับผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยไปแล้ว 390,393 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 3,047,545,000 บาท โดยมีงบประมาณคงเหลือ 2,244,110,600 บาท อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดพบว่ามีผู้ลงทะเบียนและกรณีผู้เสียชีวิตรวม 2,096,152 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต 5 ราย ซึ่งคิดเป็นวงเงินที่ต้องให้ความช่วยเหลือรวม 15,800,532,000 บาท จึงมีความจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีกกว่า 1.05 หมื่นล้านบาท เพื่อให้เพียงพอและทั่วถึง

 

เอกภพ ย้ำว่า การที่ ครม. อนุมัติงบกลางเพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่างบประมาณเดิมหมดลง แต่เป็นการเตรียมงบประมาณรองรับผู้ประสบภัยที่ยื่นคำขอและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อให้การช่วยเหลือมีความต่อเนื่อง

 

นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งรัดกระบวนการตรวจสอบและจ่ายเงินให้รวดเร็วขึ้น โดย ปภ. จะใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลภายใน 1 วัน ก่อนส่งให้ธนาคารออมสินตรวจสอบความถูกต้องของเลขประจำตัวประชาชน การผูกบัญชีพร้อมเพย์ และสถานะบัญชี ซึ่งเดิมใช้เวลา 3 วัน ลดเหลือเพียง 1 วัน ทำให้ขั้นตอนการตรวจสอบของทั้งสองหน่วยงานใช้เวลารวมกันไม่เกิน 2 วัน

 

สำหรับการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ ข้อมูลผู้ลงทะเบียนจะถูกส่งให้หน่วยงานท้องถิ่น เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และกรุงเทพมหานคร เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายก่อนพิจารณาอนุมัติและส่งข้อมูลให้ ปภ. ดำเนินการจ่ายเงิน

 

อย่างไรก็ตาม เอกภพได้ระบุถึงข้อจำกัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า เนื่องจาก กทม. ไม่ได้เปิดระบบเชื่อมต่อข้อมูลผ่าน API กับแอปพลิเคชันทางรัฐ สำหรับเงินช่วยเหลือเพื่อซ่อมแซมบ้านและชดเชยความเสียหายต่อทรัพย์สิน จึงขอให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งตรวจสอบข้อมูลและลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับสิทธิอย่างทั่วถึง พร้อมขอย้ำว่าการลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายเป็นหน้าที่ของหน่วยงานท้องถิ่นตามกฎหมาย ไม่ใช่หน้าที่ของ ปภ. หรือธนาคารออมสิน

 

โฆษกรัฐบาลกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ที่ยังมีฝนตกหนัก โดยได้จัดเตรียมการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และเตรียมเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

The post ครม. อนุมัติงบกลางเพิ่ม 1.05 หมื่นล้านบาท เร่งเยียวยาน้ำท่วมกว่า 1.4 ล้านครัวเรือน สั่งลดขั้นตอนจ่ายเงินจบใน 2 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัยการสูงสุดออกแนวทางปฏิบัติรับ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เร่งยุติคดีการเมือง https://thestandard.co/attorney-general-guidelines-amnesty-law/ Tue, 20 Oct 2026 09:09:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1270244 สำนักงานอัยการสูงสุดออกแนวทางปฏิบัติรับ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม คดีการเมือง

สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ได้ออกหนังสือเวียนกำหนดแนวท […]

The post อัยการสูงสุดออกแนวทางปฏิบัติรับ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เร่งยุติคดีการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักงานอัยการสูงสุดออกแนวทางปฏิบัติรับ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม คดีการเมือง

สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ได้ออกหนังสือเวียนกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับพนักงานอัยการทั่วประเทศ ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยสั่งการให้เร่งตรวจสอบและพิจารณายุติการดำเนินคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2548 ถึง 2568 ครอบคลุมตั้งแต่ชั้นสอบสวนไปจนถึงชั้นศาลฎีกา รวมถึงการเพิกถอนหมายจับ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันและลดความขัดแย้งในสังคม

 

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (19 ตุลาคม) โกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด ได้ลงนามในหนังสือเวียนสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ อส 0007(พก2)/ว385 เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ภายหลังจากที่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569

 

และสืบเนื่องจากการที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อร้องขอให้มีการวางแนวปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและลดบาดแผลจากความขัดแย้งทางการเมือง

 

▪เปิด 6 แนวปฏิบัติอัยการ สั่งยุติคดี-เพิกถอนหมายจับ

 

สาระสำคัญของแนวทางปฏิบัติที่กำหนดให้พนักงานอัยการดำเนินการ มีรายละเอียดดังนี้

 

  1. การตรวจสอบคดี: ให้พนักงานอัยการเร่งตรวจสอบสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง ที่มีมูลเหตุจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 โดยเน้นย้ำให้พิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีและมูลเหตุจูงใจ มิให้พิจารณาแต่เพียงชื่อฐานความผิดที่ระบุไว้ในสำนวนเท่านั้น
  2. คดีในชั้นอัยการและคดีที่ยังไม่ยื่นฟ้อง: หากพิจารณาแล้วเห็นว่าบุคคลและการกระทำเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ให้ออกคำสั่ง “ยุติการดำเนินคดี” สำหรับสำนวนที่มีคำสั่งฟ้องแล้วแต่มิได้ยื่นฟ้องต่อศาล รวมถึงกรณีที่ยังเรียกหรือจับตัวผู้ต้องหาไม่ได้ ให้ยุติการฟ้องคดีเช่นเดียวกัน
  3. กรณีมีหมายจับและการควบคุมตัว: สำหรับคดีที่สั่งให้ยุติการฟ้อง ให้แจ้งให้งดจับผู้ต้องหาและให้พนักงานสอบสวนดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับต่อศาล ส่วนผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัว ฝากขัง หรือมีมาตรการจำกัดสิทธิ ให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเร่งด่วนเพื่อมิให้มีการจำกัดสิทธิของบุคคลเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต
  4. คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล: คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาแล้ว ให้พนักงานอัยการยื่นคำแถลงต่อศาลโดยเร็ว เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลในการสั่งยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
  5. คดีแพ่งที่หน่วยงานของรัฐเรียกค่าเสียหาย: กรณีอยู่ระหว่างการพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการ ให้ยุติการดำเนินคดีและส่งเรื่องคืนตัวความ ส่วนกรณีที่ฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ให้แจ้งหน่วยงานของรัฐที่เป็นตัวความส่งเรื่องให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด เมื่อได้รับผลคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าได้รับการนิรโทษกรรม ให้อัยการทำคำร้องขอให้ศาลสั่งยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดี พร้อมขอให้ศาลคืนค่าขึ้นศาลเป็นกรณีพิเศษ
  6. กรณีข้อเท็จจริงไม่ชัดเจน: หากมีข้อสงสัยว่าการกระทำเข้าข่ายตามกฎหมายหรือไม่ พนักงานอัยการสามารถสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกดำเนินคดีและมิให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น

 

ทั้งนี้ ณัฐวุฒิ ระบุผ่านโพสต์ข้อความ โดยแสดงความขอบคุณอัยการสูงสุดและพนักงานอัยการทุกท่านที่ตอบสนองและกำหนดแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจน ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการตามพระราชบัญญัติบรรลุผลอย่างราบรื่นและรวดเร็ว

 

โดยประเมินว่าหลังจากนี้จะยังคงมีการไต่สวนและดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ อีกหลายคดี ซึ่งการออกหนังสือเวียนฉบับนี้ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญอีกขั้นหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมในการจัดการปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

The post อัยการสูงสุดออกแนวทางปฏิบัติรับ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เร่งยุติคดีการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สทท. ชง 8 มาตรการเร่งด่วนฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน หลังสถานทูตจีนเตือนภัยลักพาตัวในไทย https://thestandard.co/tct-proposes-measures-chinese-tourist-safety/ Tue, 20 Oct 2026 09:08:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1270237 เอกสารแถลงการณ์สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเสนอ 8 มาตรการเร่งด่วนฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน

ความปลอดภัยกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง หล […]

The post สทท. ชง 8 มาตรการเร่งด่วนฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน หลังสถานทูตจีนเตือนภัยลักพาตัวในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกสารแถลงการณ์สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเสนอ 8 มาตรการเร่งด่วนฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน

ความปลอดภัยกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง หลังสถานทูตจีนเตือนพลเมืองระวังภัยลักพาตัวและการหลอกลวงด้วยข้อเสนองานค่าตอบแทนสูง

 

จากกรณี สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยออกคำเตือนเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ให้พลเมืองจีนวางแผนการเดินทางมาไทยอย่างรอบคอบและเพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย หลังเกิดเหตุลักพาตัวชาวจีนหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา โดยเน้นเตือนศิลปินและ Influencer ให้ระวังการถูกหลอกด้วยข้อเสนองานที่ให้ค่าตอบแทนสูง ก่อนถูกล่อลวงไปยังเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในเมียนมา

 

คำเตือนดังกล่าวแนะนำให้เลือกใช้บริการขนส่งและผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ไม่ขึ้นรถฟรีจากคนแปลกหน้าหรือคนรู้จักที่ไม่น่าไว้วางใจ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนสถานที่หรือเส้นทางกะทันหัน และแจ้งครอบครัวให้ทราบถึงตำแหน่งที่อยู่ระหว่างเดินทาง

 

โดยรายงานอ้างอิงจาก (South China Morning Post) ระบุถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องหลายกรณี เช่น เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ตำรวจจับกุมชายไทยวัย 30 ปีในจังหวัดตาก ซึ่งต้องสงสัยว่าหลอกชาวจีน 3 คนให้เดินทางเข้าไทยด้วยข้อเสนองานปลอม ก่อนพาไปยังพื้นที่ชายแดนเมียนมา

 

ขณะที่อีกกรณีหนึ่ง ครูสอนดนตรีจากเซี่ยงไฮ้หายตัวไประหว่างอยู่ในไทยเมื่อวันที่ 25 กันยายน และมีการเผยแพร่ข้อความตามหาผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานนักท่องเที่ยวจีนถูกลักพาตัวหลังขึ้นรถผิดคัน เพราะเข้าใจว่าเป็นรถของไกด์นำเที่ยว ก่อนจะหนีรอดได้ที่จุดตรวจของตำรวจ โดยมีรายงานว่าผู้เสียหายเหล่านี้เดินทางกลับจีนแล้วด้วยความช่วยเหลือจากสถานทูตจีนในกรุงเทพฯ

 

ด้าน ธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ระบุเมื่อเดือนมิถุนายนว่า คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทยในปี 2569 ลดลงเหลือประมาณ 7 ล้านคน จากเดิมที่คาดไว้ 9 ล้านคน

 

พร้อมชี้ว่า ความปลอดภัยเป็นความท้าทายสำคัญที่สุดของตลาดนักท่องเที่ยวจีน เพราะมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทาง

 

อีกทั้งข่าวอาชญากรรมที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นของจีน ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยด้วย

 

ล่าสุด จีระยุ จารุกิตติวรกานต์ เลขาธิการ สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน เลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานอนุกรรมการ วัฒนธรรม ท่องเที่ยวไทย-จีน แถลงการณ์ล่าสุดว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลและการเผยแพร่คำแนะนำด้านความปลอดภัยสำหรับพลเมืองจีนที่เดินทางมายัง ประเทศไทย

 

โดยมีการเน้นย้ำให้เพิ่มความระมัดระวังต่อการหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ อาทิ การชักชวนด้วยข้อเสนอการจ้างงานที่มีค่าตอบแทนสูง การลงทุน การดำเนินธุรกิจ การถ่ายทำ การแสดง ตลอดจนการใช้บริการรับส่งหรือการเดินทางที่จัดเตรียมโดยบุคคลหรือแหล่งที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

 

รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์นั้น สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ในฐานะองค์กรตัวแทนภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวของประเทศ มีความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว

 

เนื่องจากประเด็นด้าน ‘ความปลอดภัยและความเชื่อมั่น‘ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย

 

นอกจากนี้ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์และแพลตฟอร์มต่างๆ ในสาธารณรัฐ ประชาชนจีนสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว หากไม่มีการสื่อสารข้อเท็จจริงและมาตรการของประเทศไทยอย่างทันท่วงที อาจทำให้เหตุการณ์เฉพาะกรณีขยายตัวเป็นปัญหาความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในภาพรวม และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง การสำรองที่พัก การใช้บริการบริษัทนำเที่ยว สายการบิน ตลอดจนผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว

 

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเห็นว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยในสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ควรเป็นการโต้แย้งหรือปฏิเสธข้อห่วงกังวลของฝ่ายจีน แต่ควรแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยรับฟังและให้ ความสำคัญต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว พร้อมดำเนินมาตรการป้องกัน ปราบปราม และสร้างความเชื่อมั่น อย่างเป็นรูปธรรม

 

ธุรกิจท่องเที่ยวไทย-จีน ชง 8 มาตรการเร่งด่วน

 

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอเสนอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพิจารณาเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินมาตรการเร่งด่วน ดังต่อไปนี้

 

1. จัดตั้งกลไกประสานงานด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวไทย-จีน

 

บูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

พร้อมประสานสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว จีนได้อย่างรวดเร็ว

 

2. เร่งดำเนินการกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน

 

เพิ่มมาตรการตรวจสอบ ป้องกัน และดำเนินคดีกับเครือข่ายที่ใช้การท่องเที่ยว การจ้างงาน การลงทุน การถ่ายทำ การแสดง หรือกิจกรรมทางธุรกิจเป็นช่องทางในการหลอกลวงบุคคลเข้าสู่ประเทศไทย หรือใช้ประเทศไทยเป็นจุดเชื่อมโยงไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือประเทศเพื่อนบ้าน

 

พร้อมสื่อสารจุดยืนของประเทศไทยอย่างชัดเจนว่า “ประเทศไทยจะไม่ยอมให้ถูกใช้เป็นทางผ่าน ฐานปฏิบัติการ หรือพื้นที่สนับสนุนขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวง และการค้ามนุษย์ในทุกรูปแบบ”

 

3. จัดทำระบบตรวจสอบผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเข้าถึงได้พัฒนาระบบออนไลน์หรือ QR Code สำหรับตรวจสอบบริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบการรถรับส่ง และผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง โดยจัดทำอย่างน้อยในภาษาไทย อังกฤษ และจีน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบข้อมูลก่อนใช้บริการ

 

4. ยกระดับช่องทางช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจีน เพิ่มการประชาสัมพันธ์สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 และบริการช่วยเหลือภาษาจีน พร้อมพิจารณาพัฒนาช่องทางเฉพาะสำหรับการตรวจสอบข้อมูล แจ้งเหตุ และขอความช่วยเหลือ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงหน่วยงานของประเทศไทยได้ง่ายและรวดเร็วเพิ่มมาตรการป้องกันกลุ่มศิลปิน นักแสดง Influencer

 

5. เพิ่มมาตรการป้องกันสำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง โดยเฉพาะศิลปิน นักแสดง Influencer, Content Creator ผู้สมัครงาน นักลงทุน และผู้เดินทางเข้ามาดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจระยะสั้น โดยควรมีช่องทางสำหรับตรวจสอบผู้ว่าจ้าง บริษัทผู้ประสานงาน หนังสือเชิญ สถานที่ดำเนินกิจกรรม และบริการรับส่งก่อนเดินทางมายังประเทศไทย

 

6. ดำเนินยุทธศาสตร์สื่อสารเชิงรุกในตลาดจีนเห็นควรให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับภาคเอกชน จัดทำ China Tourism Confidence Communication

 

โดยไม่มุ่งสื่อสารเพียงข้อความว่า ‘ประเทศไทยปลอดภัย’ แต่ควรนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัย การดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด การช่วยเหลือผู้เสียหาย และช่องทางที่นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบและขอความช่วยเหลือได้จริง

 

7. หารือกับสถานเอกอัครราชทูตจีนและหน่วยงานของจีนอย่างเป็นทางการเพื่อรับฟังข้อกังวลและข้อมูลของฝ่ายจีนโดยตรง รวมถึงพิจารณากำหนดแนวทางความร่วมมือและการสื่อสารร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางมายังประเทศไทย

 

8. จัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนด้านตลาดจีน โดยเปิดโอกาสให้องค์กรภาคเอกชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับตลาดจีนโดยตรง อาทิ สมาคม ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน (TCTA) ตลอดจนสมาคมและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลจากตลาด ประเมินผลกระทบ และร่วมสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปยังเครือข่ายในประเทศจีน

 

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเห็นว่า การฟื้นฟูความเชื่อมั่นไม่สามารถดำเนินการด้วยการประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากมาตรการด้านความปลอดภัยที่ประชาชนสามารถมองเห็นตรวจสอบ และเข้าถึงได้จริง

 

หากประเทศไทยสามารถดำเนินการอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และประสานความร่วมมือกับฝ่ายจีนอย่างใกล้ชิด สภาฯ เชื่อว่าจะสามารถลดผลกระทบต่อความเชื่อมั่น รักษาความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวไทย-จีน และสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์ต่อตลาดต่างประเทศทั้งหมดในระยะยาว

 

ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมประสานเครือข่ายสมาคมและผู้ประกอบการ ภาคเอกชนทั่วประเทศ รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับตลาดจีน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล และร่วม สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปยังนักท่องเที่ยวและพันธมิตรในต่างประเทศ

 

อ้างอิง:

The post สทท. ชง 8 มาตรการเร่งด่วนฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน หลังสถานทูตจีนเตือนภัยลักพาตัวในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงการคลังออกแพ็กเกจช่วยน้ำท่วม 2569 ‘พักหนี้-ฟื้นฟู-ลดภาษี’ ครบทุกมาตรการที่ต้องรู้ https://thestandard.co/cabinet-approves-flood-relief-package-2569/ Tue, 20 Oct 2026 09:03:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1270242 กราฟิกสรุปแพ็กเกจมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2569 จากกระทรวงการคลัง ทั้งพักหนี้ สินเชื่อ และลดหย่อนภาษี

ครม. เห็นชอบมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัย แบ่งเป็น 3 ชุด ค […]

The post กระทรวงการคลังออกแพ็กเกจช่วยน้ำท่วม 2569 ‘พักหนี้-ฟื้นฟู-ลดภาษี’ ครบทุกมาตรการที่ต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกสรุปแพ็กเกจมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2569 จากกระทรวงการคลัง ทั้งพักหนี้ สินเชื่อ และลดหย่อนภาษี

ครม. เห็นชอบมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัย แบ่งเป็น 3 ชุด ครอบคลุมทั้งการพักหนี้และสินเชื่อจากแบงก์รัฐ การฟื้นฟู SMEs ด้วย Soft Loan 3 หมื่นล้านบาท และมาตรการภาษีสำหรับบ้าน รถ และผู้ประกอบการ

 

 

วันนี้ (20 ตุลาคม) ลวรณ แสงสนิท เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ มาตรการบรรเทาผลกระทบ ฟื้นฟู ผู้ประสบเหตุอุทกภัย ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 3 ชุด ได้แก่ มาตรการบรรเทา มาตรการฟื้นฟู และมาตรการด้านภาษี

 

มาตรการบรรเทา

 

ในส่วนของมาตรการบรรเทา จะดำเนินการช่วยเหลือด้านการเงิน โดยอาศัยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆ ตามกลุ่มผู้เสียหายและความต้องการของแต่ละกลุ่ม ดังนี้

 

1) พักหนี้แบงก์รัฐทั้ง 7 แห่ง นาน 6 เดือน พร้อมขยายเวลาการชำระหนี้ตามความเหมาะสม

 

2) สินเชื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0-1.99% ต่อปี กู้ไม่เกิน 40 ปี ผ่านธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ibank)

 

3) ออมสินให้สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง วงเงิน 50,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก

 

4) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกสินเชื่อหนุนอุปกรณ์การเกษตรไม่เกิน 5 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน กู้ไม่เกิน 15 ปี

 

5) ธนาคารออมสิน ibank และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D BANK) ออกสินเชื่อทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับผู้ประกอบการเพื่อการหมุนเวียนธุรกิจ วงเงินรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% – 3.25% นานสูงสุด 7 ปี

 

6) ผู้ประกอบการส่งออก-นำเข้า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ออกสินเชื่อทุนหมุนเวียน (Working Capital) ให้ไม่เกิน 20% ของวงเงินหมุนเวียนเดิม สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย โดยอิงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ระยะเวลากู้ไม่เกิน 1 ปี

 

7) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พักค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อและค่าจัดการการค้ำประกันนาน 6 เดือน

 

8) มาตรการอื่น ๆ ได้แก่ ธอส. ประนอมหนี้ให้กับลูกหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือนหรือพิจารณาเป็นรายกรณี รวมทั้ง ธอส. และ ibank ออกมาตรการสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย

 

มาตรการฟื้นฟู

 

กระทรวงการคลังเดินหน้าผ่านธนาคารออมสิน ออกโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้แก่สถาบันการเงิน วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

  • กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย (นับยอดรวมทุกธนาคาร)
  • อัตราดอกเบี้ย 2 แรก ไม่เกิน 3.50% ต่อปี
  • ตั้งแต่ปีที่ 3 – 5 ดอกเบี้ยไม่เกิน 5.00% ต่อปี
  • กู้นานไม่เกิน 5 ปี
  • ต้องนำไปซ่อมแซม ฟื้นฟูร้านค้า/โรงงาน หรือใช้เป็นทุนหมุนเวียนที่จำเป็นจากเหตุน้ำท่วม

 

นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติเห็นชอบให้แยกบัญชีมาตรการดังกล่าวเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA) ซึ่งเป็นการปรับให้รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบความเสี่ยงแทน และไม่ใช่การทำธุรกิจปกติของธนาคาร ช่วยให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำและผ่อนปรนเกณฑ์ได้อย่างเต็มที่

 

มาตรการภาษี

 

กระทรวงการคลังได้มีมาตรการภาษีเพื่อบรรเทาและฟื้นฟูผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2569 อีกจำนวน 4 มาตรการ ได้แก่

 

1) บ้านเสียหายจากน้ำท่วม ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท

 

หากบ้าน ห้องชุด หรือทรัพย์สินที่ติดตั้งอยู่กับอาคารได้รับความเสียหายจากอุทกภัย สามารถนำ ค่าซ่อมแซม ค่าทำความสะอาด และค่าวัสดุอุปกรณ์ มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 บาท

 

ผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของ ผู้เช่า หรือผู้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าว

 

มาตรการนี้ใช้กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่าง 15 พฤษภาคม – 31 ธันวาคม 2569 และต้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งทางราชการประกาศเป็นเขตประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

 

2) รถเสียหายจากน้ำท่วม ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาท

 

สำหรับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย สามารถนำ ค่าซ่อมแซมและค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อม มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30,000 บาท

 

ผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เช่าซื้อรถ

 

หากมีบ้านหรือรถได้รับความเสียหายมากกว่า 1 แห่งหรือมากกว่า 1 คัน จะต้องนำค่าใช้จ่ายทั้งหมดมารวมกันภายใต้วงเงินที่กำหนด ไม่สามารถแยกวงเงินตามจำนวนทรัพย์สินได้

 

3) ขยายเวลายื่นภาษีและชำระภาษีผู้ได้รับผลกระทบ

 

สำหรับผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือนำส่งภาษี รวมถึงผู้มีหน้าที่เสียอากรที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัยตามที่กรมสรรพากรกำหนด หากมีภาษีที่ต้องยื่นหรือชำระระหว่าง 1 กันยายน – 29 ธันวาคม 2569 จะได้รับการขยายกำหนดเวลาออกไปถึง 30 ธันวาคม 2569 ครอบคลุม

 

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล
  • ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
  • ภาษีธุรกิจเฉพาะบางกรณี
  • การขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน
  • การขยายเวลาครอบคลุมทั้งการยื่นแบบด้วยกระดาษและผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

 

4) ขยายเวลาภาษีสรรพสามิตผู้ประกอบการ

 

ผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้ประกอบกิจการสถานบริการที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย และมีภาระภาษีหรือกำหนดยื่นงบเดือนในช่วง กันยายน-ตุลาคม 2569 จะได้รับการขยายเวลายื่นแบบและชำระภาษี รวมถึงการยื่นงบเดือน ออกไปถึง 15 พฤศจิกายน 2569

 

นอกจากนี้ ยังขยายเวลายื่นคำขอใบอนุญาตผลิตและขายสุรา ยาสูบ และไพ่ สำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งใบอนุญาตหมดอายุระหว่าง 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569 ให้ยื่นคำขอได้ถึง 15 พฤศจิกายน 2569 โดยให้ถือว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตรายเดิม

 

5) โรงงานหรือธุรกิจที่เครื่องจักรเสียหาย

 

อีกมาตรการหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการ คือการ ยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนใหม่ ที่นำเข้ามาเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย ตามตอนที่ 84 ของพิกัดอัตราศุลกากร โดยใช้สิทธิได้ถึง 31 มีนาคม 2570

 

เครื่องจักรและชิ้นส่วนที่นำเข้าต้องนำไปใช้ในกิจการของผู้ได้รับสิทธิ และผู้ได้รับสิทธิต้องมีหนังสือรับรองการเป็นผู้ประสบอุทกภัยจากหน่วยงานที่กำหนด

 

ประกันภัยภัยพิบัติ คุ้มครองบ้านสูงสุด 1 แสนบาท

 

นอกจาก 4 มาตรการภาษีแล้ว ยังมีมาตรการด้าน ประกันภัยภัยพิบัติ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และสำนักงาน คปภ. ร่วมกันจัดทำขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติ

 

โครงการมีผลคุ้มครองตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 – 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็น 2 กรมธรรม์หลัก ได้แก่

 

  1. ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม คุ้มครองประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน
  2. ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติ วงเงินคุ้มครองรวมสูงสุด 2 ล้านบาทต่อคน

 

สำหรับผู้ประสบภัยที่ต้องการขอรับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สามารถยื่นผ่านช่องทางที่กำหนดของโครงการ และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมจากสำนักงาน คปภ.

The post กระทรวงการคลังออกแพ็กเกจช่วยน้ำท่วม 2569 ‘พักหนี้-ฟื้นฟู-ลดภาษี’ ครบทุกมาตรการที่ต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“โดนกองทัพ IO กระทืบ” เมื่อ ‘งูเห่า’ เบิกความต่อศาลในคดี 44 สส. เผยเบื้องหลังคนแตกแถวเจออะไร https://thestandard.co/key-messages-trembling-on-by-io/ Tue, 20 Oct 2026 08:59:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1270232 คารม พลพรกลาง และ เกษมสันต์ มีทิพย์ อดีต สส. พรรคก้าวไกล ขึ้นเบิกความในคดี 44 สส.

การพิจารณาคดี ‘44 สส.’ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในวันนี้ […]

The post “โดนกองทัพ IO กระทืบ” เมื่อ ‘งูเห่า’ เบิกความต่อศาลในคดี 44 สส. เผยเบื้องหลังคนแตกแถวเจออะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
คารม พลพรกลาง และ เกษมสันต์ มีทิพย์ อดีต สส. พรรคก้าวไกล ขึ้นเบิกความในคดี 44 สส.

การพิจารณาคดี ‘44 สส.’ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในวันนี้ (20 ตุลาคม) ศาลฎีกาไต่สวนพยานของฝ่ายผู้ร้องคือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นัดที่ 3 ซึ่งเป็นนักการเมืองทั้งหมด โดยเฉพาะอดีต สส. พรรคก้าวไกล ที่ย้ายสังกัด และถูกขนานนามจากผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสีส้มบางส่วนว่าเป็น ‘งูเห่า’

 

 

คารม พลพรกลาง และ เกษมสันต์ มีทิพย์ เป็นอดีต สส. กลุ่มแรกที่เบิกความในฐานะพยานของคดีนี้ โดยได้เปิดเผยเบื้องหลังขั้นตอนการจัดทำร่างเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มานำเสนอต่อสมาชิกพรรคก้าวไกลให้อภิปรายแสดงความคิดเห็น ก่อนร่วมลงชื่อเพื่อยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจากคำให้การของอดีต สส. ชี้ให้เห็นว่า ทั้ง 44 สส. ที่ร่วมลงชื่อนั้น ไม่ได้แปลว่าจะเห็นด้วยกับการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ทุกคน

 

ตัวแทนแต่ละฝ่ายที่ปรากฏตัวต่อหน้าศาลฎีกาในวันนี้ ประกอบด้วย

 

ผู้ร้อง (ป.ป.ช.): มอบหมายตัวแทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะทนายความ

 

ผู้คัดค้าน (44 อดีต สส.): ส่วนใหญ่มอบอำนาจให้ทนายความมาศาล นำโดย นิธิ ละเอียดดี, ธีรัจชัย พันธุมาศ และ สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ อดีต สส. กทม. พรรคก้าวไกล ว่าความและซักพยานด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังมีอดีต สส. หลายคนเข้าร่วมรับฟังการไต่ส่วน อาทิ พล.ต.ต. สุพิศาล ภักดีนฤนาท, สุรวาท ทองบุ, องค์การ ชัยบุตร, จรัส คุ้มไข่น้ำ, สุเทพ อู่อ้น และ นิติพล ผิวเหมาะ

 

พยาน (ฝ่ายผู้ร้อง): ประกอบด้วยนักการเมืองและอดีต สส. จำนวน 3 ปาก ประกอบด้วย

 

  1. สุชาติ ตันเจริญ นักการเมืองอาวุโส อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ในช่วงปี 2562-2566 ซึ่งพรรคก้าวไกลเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ปัจจุบันเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
  2. คารม พลพรกลาง อดีตรองโฆษกรัฐบาลในสมัยรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน เคยเป็น สส. พรรคอนาคตใหม่ มาจนถึงพรรคก้าวไกล ก่อนภายหลังจะย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยจนถึงปัจจุบัน
  3. เกษมสันต์ มีทิพย์ อดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ปัจจุบันเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

 

THE STANDARD เข้ารับฟังการไต่สวนพยานนัดที่ 3 บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีวันนี้ค่อนข้างแน่นหนากว่านัดที่ผ่านมา เพราะนอกจากผู้ติดตามของทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้านจะมากกว่าปกติ ยังมีกลุ่มนักเรียนประมาณ 15 คน จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เข้าร่วมศึกษาดูงานและรับฟังการพิจารณาคดีด้วย

 

สุชาติ ตันเจริญ เข้าประจำที่คอกพยานตั้งแต่เริ่ม โดย พล.ต.ต.สุพิศาล ได้เข้าไปจับมือและพูดคุยสั้นๆ เช่นเดียวกับธีรัจชัยที่ยกมือไหว้ทักทายจากที่นั่งของทนายฝ่ายผู้คัดค้าน ขณะที่ครอบครัวของ เกษมสันต์ มีทิพย์ เองได้ร่วมรับฟังการพิจารณาคดีด้วย

 

5 คนไม่ร่วมลงชื่อแก้ ม.112 เชื่อ สส. ไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง

 

คารม พลพรกลาง ในฐานะอดีต สส. พรรคก้าวไกล ได้เบิกความยืนยันต่อศาลหลายครั้งว่า ตนเองถือว่าออกจากพรรคไปแล้วโดยพฤตินัย และไม่ได้เข้าร่วมในกิจกรรมใดๆ ของพรรคในช่วงที่มีการหาเสียงด้วยนโยบายเสนอแก้ไขมาตรา 112 ตลอดจนถูกนำออกจากกลุ่มไลน์ของ สส. พรรคก้าวไกลในเวลานั้นด้วย

 

ศาล: พยานเป็นอดีต สส. พรรคก้าวไกล พรรคเคยมีการรวมชื่อ สส. เพื่อเสนอร่างกฎหมายมาก่อนหรือไม่ กระบวนการเป็นอย่างไร

 

คารม: พรรคมีคณะผู้จัดทำร่างกฎหมาย และนำมาเสนอต่อ สส. ให้ร่วมลงชื่อ ส่วนตัวผมไม่เคยเข้าร่วมในคณะผู้จัดทำ ถ้ามีการนำร่างกฎหมายมานำเสนอก็จะร่วมลงนาม

 

ในการเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 มี สส. กี่คนที่ไม่ร่วมลงชื่อ

 

คารม: มี สส. ประมาณ 5 คน ที่ส่วนตัวมีความใกล้ชิด เช่น ตัวผมเอง, นพ. เอกภพ เพียรพิเศษ, เกษมสันต์ มีทิพย์ และคนอื่นๆ

 

ศาล: ทำไมพยานจึงไม่ร่วมลงชื่อ

 

คารม: เข้าใจว่าเมื่อได้มาทำงานทางการเมือง มีวุฒิภาวะมากขึ้น จึงเห็นว่า สส. ไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่เช่นนั้นก็จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ด้วย สส. เว้นแต่จะมีมติพรรค แต่ถ้าเราไม่เห็นด้วยก็ใช้เอกสิทธิของ สส. ได้ แต่การเสนอกฎหมาย สส. ไม่ได้ทำได้ทุกอย่าง

 

ศาล: พรรคประชาชนมีศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation Center) หรือศูนย์ IO หรือไม่

 

คารม: ไม่ทราบ

 

ต่อมาทนายความของ ป.ป.ช. ได้ซักถามคารมว่า ในการเสนอร่างกฎหมายของพรรค ผู้ร่วมลงชื่อต้องรู้รายละเอียดเนื้อหาของร่างกฎหมายหรือไม่ คารมเบิกความว่า แม้ความเห็นของตนจะไม่สอดคล้องกับพรรค ก็อาจจะงดออกเสียง แล้วสุดท้ายพรรคจะดำเนินการอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับมติ

 

ทนายความ ป.ป.ช.: การเสนอแก้ไขมาตรา 112 สืบเนื่องจากการชุมนุมของประชาชนและเยาวชนมีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีสมาชิกและแกนนำของพรรคก้าวไกลเข้าร่วม รวมถึงประกันตัวให้เยาวชน ทำให้พรรคได้รับเสียงชื่นชมและกระแสตอบรับ จึงมีการนำเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 มาเป็นนโยบายใช่หรือไม่

 

คารม: ช่วงที่ผมเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ไม่มีการนำเรื่องมาตรา 112 มาหาเสียง แต่หลังจากผมไม่ได้ร่วมกิจกรรมของพรรคโดยพฤตินัย ได้เห็นปัญหาในการบริหารของพรรค เห็นตามข่าวว่ามีการรณรงค์เรื่องแก้ไข มาตรา 112 อีกทั้งพรรคยังเคยร้องขอให้ผมไปประกันตัวให้ พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ ‘เพนกวิน’ แต่ผมไม่ได้ทำ และช่วงพรรคก้าวไกลหาเสียง ผมก็ไม่ได้มีส่วนร่วม

 

ทนายความ ป.ป.ช.: หาก สส. ไม่ร่วมลงชื่อในร่างกฎหมาย พรรคจะดำเนินการอย่างไร

 

คารม: ผมมีความเห็นต่างจากเลขาธิการพรรค (ชัยธวัช ตุลาธน) ตั้งแต่แรก และโดนถล่มจากคนรักพรรค ถูกด่าทอในเรื่องที่ไม่เป็นจริง แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้หรือดำเนินคดี มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าผมเป็นงูเห่า ออกจากพรรคเพื่อเอาตัวรอด ผู้ที่กระทำไม่ใช่ 44 สส. แต่เป็นเครือข่าย

 

แก้ ม. 112 เสมือน ‘ลดเกราะกำบังสถาบันฯ’ เปลี่ยนประเทศตามแนวทาง ‘ผู้นำจิตวิญญาณ’

 

ขณะที่ เกษมสันต์ มีทิพย์ ได้เบิกความต่อศาลในทิศทางใกล้เคียงกับคารม โดยระบุว่า ในการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย พรรคจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุม สส. เพื่อให้อภิปรายแสดงความเห็นทุกครั้ง

 

ศาล: ทำไมพยานจึงไม่ร่วมลงชื่อในร่างกฎหมาย

 

เกษมสันต์: ด้วยสามัญสำนึก และโดยเหตุการณ์ในช่วงนั้น ทำให้ไม่สามารถร่วมลงชื่อได้จริงๆ เพราะเรารู้เจตนาในใจเรา ขณะนั้นมีความพยายามเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภาในการเสนอร่างแก้ไขให้บรรลุวัตถุประสงค์

 

ศาล: วัตถุประสงค์คืออะไร

 

เกษมสันต์: มาตรา 112 เป็นเกราะกำบังของสถาบันฯ ผมไม่มีหลักฐานแต่ตามที่มีน้องๆ ออกไปประท้วง มีการกระทำความผิด ทั้งพ่นสีกำแพงพระบรมมหาราชวัง เผารูป และพ่นข้อความตามสถานที่ต่างๆ ว่าต้องการปฏิวัติไม่ปฏิรูป สิ่งที่ผู้ชุมนุมอยากให้ประเทศนี้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ ‘ผู้นําทางจิตวิญญาณ’ ถ้าเกราะลดลง น้อง ๆ ที่ต้องคดีมาตรา 112 อาจจะใช้เรื่องนี้บีบสภาฯ ให้แก้ไขได้ จะเป็นก้าวหนึ่งที่ก้าวต่อไปสู่วัตถุประสงค์ปลายทาง

 

จากนั้นทนายความของ ป.ป.ช. ซักถามเกษมสันต์เกี่ยวกับขั้นตอนการถกเถียงแสดงความคิดเห็นของ สส. ต่อร่างกฎหมายดังกล่าวก่อนที่พรรคจะรวมชื่อเพื่อยื่นต่อสภาฯ

 

ทนายความ ป.ป.ช.: มีการมอบหมายตัวแทนของผู้เสนอกฎหมายเพื่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของสภาฯ หรือไม่ จำเป็นต้องเป็นระดับผู้นำของพรรคหรือไม่

 

เกษมสันต์: มีการตั้งตัวแทน เป็นผู้นำของพรรค เพราะการเสนอแก้ไขกฎหมายนี้เป็นงานของพรรคที่จะนำไปประชาสัมพันธ์ หรือเป็นของขายทางการเมือง นำไปบอกต่อให้คนที่เลือกเห็นว่าได้เสนอแก้ไขกฎหมายแล้ว

 

ทนายความ ป.ป.ช.: ในการชุมนุมเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ พรรคได้มีการสั่งให้ สส. ไปประกันตัวเยาวชน และมีการรวบรวมเงินเพื่อสนับสนุนการชุมนุมหรือไม่

 

เกษมสันต์: มี

 

ทนาย 44 สส. แตกตัว ‘งูเห่า’ รับประกัน “ไม่มีอคติด้านลบต่อสถาบันฯ”

 

หลังจากนั้น ทนายความฝ่ายผู้คัดค้านได้ซักถาม โดย นิธิ ละเอียดดี ทนายความ ได้ซักค้านพยานทั้ง 2 คน ให้ยอมรับถึงความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย เช่น คารม พลพรกลาง ซึ่งได้ลงมติไว้วางใจ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งขัดต่อมติพรรคก้าวไกล ขณะที่ เกษมสันต์ มีทิพย์ ได้ลาออกจากพรรคก้าวไกล แล้วไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยมาจนถึงปัจจุบัน

 

ด้าน ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้คัดค้านที่ 3 และเป็นทนายว่าความด้วยตนเอง ได้ซักถามพยานทั้ง 2 ด้วยคำถามคล้ายกันว่า ในการประชุม สส. เพื่อแสดงความเห็นต่อร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 ก่อนการรวมรายชื่อยื่นต่อสภาฯ นั้น พยานทั้งสองได้เห็นว่า ตนเองแสดงความคิดเห็นอย่างชัดแจ้งว่าไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขมาตรา 112 หรือไม่

 

คารม: ในการอภิปรายร่าง พ.ร.ก. โอนอัตรากำลังพลฯ ท่านก็เป็นคนที่เห็นตรงกับผมว่าต้องงดออกเสียง แต่ต้องทำตามมติพรรค ส่วนเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ผมไม่ได้ร่วมประชุม แต่คิดว่าท่านเป็นนักกฎหมาย ความคิดอ่านอาจต้องทำตามมติของพรรค แม้จะไม่เห็นด้วย

 

เกษมสันต์: วันที่ประชุม สส. ทุกครั้ง มีผู้คัดค้านแน่ แต่มีใครบ้าง ต้องกราบพี่ว่า ผมจำไม่ได้จริงๆ

 

ขณะที่ สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ในฐานะอดีต สส. กทม. พรรคประชาชน และผู้คัดค้านที่ 12 ได้ซักถามพยานทั้ง 2 คนเช่นเดียวกันว่า จากที่รู้จักกับตนเองเป็นการส่วนตัว ตนเองเคยมีพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสถาบันฯ หรือไม่ โดยพยานทั้งสองเบิกความในทิศทางเดียวกันว่า สมเกียรติมีทัศนคติที่เป็นบวกต่อสถาบันฯ

 

สมเกียรติ: หาก สส. ไม่ร่วมลงชื่อในร่างกฎหมายของพรรค จะเกิดอะไรขึ้น

 

เกษมสันต์: โดนกองทัพ IO กระทืบครับ ผมรู้ดี

 

เช่นเดียวกับทนายความของ สุรวาท ทองบุ และ องค์การ ชัยบุตร อดีต สส. พรรคก้าวไกล ได้สอบถามพยานทั้งสองว่า ผู้ร่วมลงชื่อทั้ง 44 คน ไม่ได้หมายความว่าเห็นด้วยกับการเสนอแก้ไขกฎหมายทุกคนใช่หรือไม่ โดยเกษมสันต์เบิกความว่าใช่ ซึ่งสอดคล้องกับคำถามของธีรัจชัยก่อนหน้านี้

 

ทนายผู้คัดค้าน (สุรวาท ทองบุ, องค์การ ชัยบุตร): จากที่พยานเบิกความว่า สส. มีความเห็นออกเป็น 3 กลุ่ม สุรวาทและองค์การจัดอยู่ในกลุ่มใด ระหว่าง 1. กลุ่มปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ 2. กลุ่มที่ไม่เห็นด้วย แต่ร่วมลงชื่อ และ 3. กลุ่มที่ไม่แสดงความเห็น แต่ยินยอมร่วมลงชื่อ

 

เกษมสันต์: ไม่อยู่ในกลุ่มที่ 1 แน่นอน แต่ไม่มั่นใจว่าเป็นกลุ่มที่ 2 หรือ 3 เพราะเวลาผ่านมานานแล้ว และไม่ได้บันทึกไว้ทั้งหมด

 

เอกสารสำคัญ แต่รองประธานสภาฯ ยังไม่ได้รับหรือไม่

 

สำหรับ สุชาติ ตันเจริญ ในฐานะรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ที่ได้รับมอบหมายจากประธานสภาฯ ในขณะนั้นให้รับผิดชอบงานด้านการบรรจุระเบียบวาระและพิจารณาร่างกฎหมาย ได้เบิกความชี้แจงขั้นตอนการพิจารณาร่างกฎหมาย รวมถึงอำนาจของสภาฯ ในการแจ้งต่อผู้เสนอร่างกฎหมายว่า ร่างดังกล่าวนั้นมีข้อบกพร่อง

 

สุชาติเบิกความสอดคล้องกับข้อมูลของเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในนัดที่ 2 ว่า สภาฯ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยว่า ร่างกฎหมายที่สมาชิกเสนอเข้ามาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่มีหน้าที่ในการตรวจสอบความถูกต้อง หรือแจ้งให้แก้ไข ‘ข้อบกพร่อง’ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ เพราะเป็นเรื่องที่ผู้บรรจุร่างกฎหมายเองก็ต้องระมัดระวัง และการเสนอความเห็นดังกล่าวเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สภาฯ สามารถทำได้

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหนึ่ง ธีรัจชัยตั้งข้อสังเกตว่า เอกสารผลการศึกษาของคณะกรรมการประสานงาน ฝ่ายกฎหมายของสภาฯ ที่สุชาติสั่งให้ตั้งขึ้นเพื่อศึกษาเทียบเคียงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า ไม่มีข้อความใดที่ระบุโดยตรงถึงการแก้ไขมาตรา 112 ว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการบั่นทอนสถาบันฯ ที่มีเจตนาล้มล้างการปกครอง ซึ่งธีรัจชัยชี้ว่า เป็นเอกสารที่สำคัญและเป็นคุณต่อผู้คัดค้านทั้ง 44 คน

 

ทว่าเอกสารดังกล่าวกลับไม่ถูกนำเสนอแนบมากับบันทึกข้อความที่เจ้าหน้าที่สภาฯ เสนอความเห็นต่อสุชาติ ทั้งที่เป็นเอกสารสำคัญ ทำให้สุชาติไม่รับทราบเนื้อหาในเอกสารผลการศึกษาดังกล่าว โดยสุชาติเบิกความยอมรับว่า จำไม่ได้ว่าได้รับเอกสารนั้นหรือไม่

 

ธีรัจชัย: ขั้นตอนของคณะกรรมการจริยธรรมสภา ตามแนวทางปฏิบัติ หาก สส. ถูกกล่าวหาเรื่องฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม จะต้องนําเข้าคณะกรรมการดังกล่าวก่อนใช่หรือไม่

 

สุชาติ: ถูกต้อง

 

ธีรัจชัย: ตั้งแต่พยานยังไม่เคยส่งกรณีของการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ดังกล่าวไปให้ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการจริยธรรม และไม่เคยมีเจ้าหน้าที่หรือสมาชิกแจ้งว่า มีเรื่องร้องเรียนดังกล่าวต่อคณะกรรมการจริยธรรมสภาฯ ใช่หรือไม่

 

สุชาติ: เท่าที่จำได้ ไม่มี

 

ธีรัจชัย: พยานได้ให้การต่อ ป.ป.ช. เมื่อ 12 กันยายน 2567 พนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้สอบถามพยานถึงข้อบังคับเรื่องคณะกรรมการจริยธรรมสภาฯ หรือมติของสภาฯ ที่ต้องใช้เสียงเห็นชอบ 2 ใน 3 ในการดำเนินการใช่หรือไม่

 

สุชาติ: ถูกต้อง

 

หลังการไต่สวนพยานที่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ศาลได้นัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง (ป.ป.ช.) นัดสุดท้ายในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่จะถึงนี้ โดยจะมีการไต่สวนพยานทั้งหมด 3 ปาก และหนึ่งในนั้นคือ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกรัฐบาล ในฐานะอดีต สส. พรรคก้าวไกล ร่วมเบิกความด้วย หลังจากนั้นจึงจะนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้าน (44 สส.) ซึ่งมีมากถึงกว่า 60 ปาก ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายนเป็นต้นไป

The post “โดนกองทัพ IO กระทืบ” เมื่อ ‘งูเห่า’ เบิกความต่อศาลในคดี 44 สส. เผยเบื้องหลังคนแตกแถวเจออะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เผยความคืบหน้าเยียวยาน้ำท่วมอนุมัติแล้ว 40% เตรียมส่ง SMS นัดลงพื้นที่ประเมิน สั่งฟันอาญากลุ่มจงใจแจ้งข้อมูลเท็จ-สวมสิทธิ https://thestandard.co/bma-flood-relief-progress-sms-inspection/ Tue, 20 Oct 2026 08:53:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1270224 ทวิดา กมลเวชช แถลงความคืบหน้าเงินเยียวยาน้ำท่วม กทม.

วันนี้ (20 ตุลาคม) ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพ […]

The post กทม. เผยความคืบหน้าเยียวยาน้ำท่วมอนุมัติแล้ว 40% เตรียมส่ง SMS นัดลงพื้นที่ประเมิน สั่งฟันอาญากลุ่มจงใจแจ้งข้อมูลเท็จ-สวมสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทวิดา กมลเวชช แถลงความคืบหน้าเงินเยียวยาน้ำท่วม กทม.

วันนี้ (20 ตุลาคม) ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องขอรับเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ล่าสุดมีประชาชนยื่นคำร้องผ่านแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ แล้วประมาณ 1 ล้านราย โดย กทม. ดำเนินการพิจารณาอนุมัติไปแล้วประมาณ 40% และคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะเร่งดำเนินการได้ถึง 70–80% เนื่องจากปริมาณคำร้องใหม่เริ่มชะลอตัวลง ขณะที่หน่วยงานส่วนกลางและสำนักงานเขตได้ระดมเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เร่งรัดการตรวจสอบอย่างเต็มกำลัง

 

ปัจจุบัน กทม. จัดแบ่งคำร้องตามสถานะการตรวจสอบออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

 

  1. กลุ่มสีเขียว: ข้อมูลตรงตามหลักเกณฑ์และฐานข้อมูล อนุมัติได้ทันทีโดยไม่ต้องขอเอกสารเพิ่ม (ทุกเขตดำเนินการกลุ่มนี้เรียบร้อยแล้ว)
  2. กลุ่มสีเหลือง (60%): ต้องตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม เช่น สิทธิการรับความช่วยเหลือ การอยู่อาศัยจริง และความเสียหาย ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่กำลังเร่งตรวจสอบ
  3. กลุ่มสีแดง (10%): กรณีที่ไม่เข้าเงื่อนไข เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักราชการ

 

รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า การตรวจสอบในกรุงเทพฯ มีความซับซ้อนเนื่องจากรูปแบบที่อยู่อาศัยหลากหลาย เช่น อาคารชุด แฟลต ห้องเช่า หรือการเช่าช่วง ซึ่งต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

 

สำหรับกรณีที่เพจสายไหมต้องรอด ตั้งข้อสังเกตเรื่องอาคารเช่าบางแห่งแจ้งจำนวนห้องเกินจริง (อาศัยจริง 20-30 ห้อง แต่ยื่นขอถึง 100 ห้อง) กทม. ยินดีรับข้อมูลเพื่อส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จจริง หากพบว่าจงใจปลอมแปลงเอกสาร สวมสิทธิ หรือแจ้งจำนวนห้องเกินจริง จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และหากรับเงินไปแล้วต้องคืนเงินตามขั้นตอน แต่หากเป็นความผิดพลาดโดยไม่เจตนา ประชาชนสามารถยื่นหลักฐานขออุทธรณ์ได้

 

สำหรับคำร้องที่ต้องลงพื้นที่ประเมินความเสียหายจริง กทม. ได้พัฒนาระบบแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าผ่าน SMS ไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ในระบบ เพื่อให้ประชาชนทราบกำหนดการและวางแผนรอรับการตรวจ คาดว่าจะเริ่มทยอยนัดหมายได้ตั้งแต่วันที่ 22–23 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยกระบวนการทำงานจะตรวจสอบอย่างรัดกุม 2 ขั้นตอน คือการคัดกรองข้อมูลในระบบหลังบ้าน และการลงพื้นที่ตรวจประเมินหน้างาน เพื่อลดความเสี่ยงในการจ่ายเงินผิดพลาด

 

กทม. ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ขยายเวลายื่นคำร้องออกไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ สำนักงานเขต, แอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ และเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th

 

นอกจากนี้ หลายสำนักงานเขตได้เพิ่มช่องทางรับภาพถ่ายและเอกสารผ่านอีเมลหรือ LINE OA เพื่อลดภาระการเดินทางและค่าใช้จ่ายในการพิมพ์เอกสาร รวมถึงเพิ่มจุดบริการในเขตที่มีผู้ยื่นคำร้องจำนวนมาก (สายไหม, คลองสามวา, ลาดกระบัง, มีนบุรี, บางกะปิ) ส่งผลให้สถานการณ์คิวที่เคยหนาแน่นในช่วงเช้ามืดเริ่มคลี่คลาย ประชาชนจึงสามารถทยอยเดินทางมาติดต่อได้ตามความสะดวกโดยไม่ต้องมารอคิวตั้งแต่เช้าตรู่

The post กทม. เผยความคืบหน้าเยียวยาน้ำท่วมอนุมัติแล้ว 40% เตรียมส่ง SMS นัดลงพื้นที่ประเมิน สั่งฟันอาญากลุ่มจงใจแจ้งข้อมูลเท็จ-สวมสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BUTTERBEAR และ BIANCABEAR ส่งซิงเกิลใหม่ ‘Butter Love’ แทนใจคนกำลังตกหลุมรัก https://thestandard.co/butterbear-biancabear-new-single-butter-love/ Tue, 20 Oct 2026 08:51:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1270205 BUTTERBEAR และ BIANCABEAR ในมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่ Butter Love

กลับมามอบความสุขผ่านเสียงเพลงอีกครั้งสำหรับ BUTTERBEAR […]

The post BUTTERBEAR และ BIANCABEAR ส่งซิงเกิลใหม่ ‘Butter Love’ แทนใจคนกำลังตกหลุมรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
BUTTERBEAR และ BIANCABEAR ในมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่ Butter Love

กลับมามอบความสุขผ่านเสียงเพลงอีกครั้งสำหรับ BUTTERBEAR มาสคอตคาแรกเตอร์หมีสีน้ำตาลขวัญใจคนไทย ที่ครั้งนี้จับมือพี่สาว BIANCABEAR ส่งซิงเกิลใหม่ Butter Love มอบความสดใสให้กับแฟนๆ พร้อมคว้าตัว พี่ฮง (Bangkokboy) และ ไบรอัน (โจ๊ก Iscream) มาร่วมในมิวสิกวิดีโอ

 

โดยซิงเกิลนี้เป็นผลงานของทีมโปรดิวเซอร์ MAW MU TEAM ถ่ายทอดเพลงแนวขี้เล่นสดใสสไตล์ BUTTERBEAR พร้อมความหมายเพลงน่ารักๆ แทนใจคนที่กำลังเกิดอาการตกหลุมรัก ยิ่งเข้าใกล้อีกฝ่ายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งหวั่นไหว ใจละลายเพราะตกหลุมรักอีกฝ่ายเข้าเสียแล้ว

 

นอกจากเพลงน่ารักๆ แล้ว ในมิวสิกวิดีโอยังได้อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ชื่อดังอย่าง พี่ฮง จาก Bangkokboy และ ไบรอัน หรือ โจ๊ก Iscream มาร่วมเป็นพระเอกให้กับ BUTTERBEAR และ BIANCABEAR เพิ่มความน่ารักสดใสแทนความหมายของเนื้อเพลงจนแฟนๆ ต้องยิ้มตาม

 

สำหรับ BUTTERBEAR และ BIANCABEAR เป็นมาสคอตคาแรกเตอร์น้องหมีจากร้านขนม BUTTERBEAR ที่ความน่ารักสดใสของทั้งคู่กลายเป็นขวัญใจคนไทย พร้อมส่งผลงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผลงานเพลง ผลงานการแสดง รวมถึงการคอลแลบกับแบรนด์ต่างๆ ทั้งยังเคยจัดแฟนมีตติ้งมาแล้วหลายประเทศอีกด้วย การกลับมาพร้อมซิงเกิลคู่กันครั้งนี้จึงถือเป็นอีกเพลงที่จะเติมเต็มเพลย์ลิสต์ของทุกคนด้วยความน่ารักสดใสไปกับ Butter Love สามารถรับชมมิวสิกวิดีโอทาง YouTube: Butterbear และฟังเพลงได้แล้วทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิง

 

ภาพ: Butterbear

 

อ้างอิง: https://youtu.be/EdaBuNGjMM8?si=hMjMkrw0CE-66OjV

The post BUTTERBEAR และ BIANCABEAR ส่งซิงเกิลใหม่ ‘Butter Love’ แทนใจคนกำลังตกหลุมรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลไฟเขียวกรอบเจรจา COP31-32 กางจุดยืนไทยดันเป้า Net Zero จี้ประเทศพัฒนาแล้วหนุนทุน-เทคโนโลยีสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ https://thestandard.co/thailand-approves-cop31-cop32-negotiation-framework/ Tue, 20 Oct 2026 08:51:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1270219 ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี

วันนี้ (20 ตุลาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนัก […]

The post รัฐบาลไฟเขียวกรอบเจรจา COP31-32 กางจุดยืนไทยดันเป้า Net Zero จี้ประเทศพัฒนาแล้วหนุนทุน-เทคโนโลยีสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี

วันนี้ (20 ตุลาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบท่าทีเจรจาของประเทศไทยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี 2569–2570 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประชุม COP31 ระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2569 ณ เมืองอันตัลยา สาธารณรัฐตุรกี ตลอดจนการประชุม COP32 และเวทีเจรจาที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติควบคู่กับการผลักดันความร่วมมือระดับโลกในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ

 

ท่าทีสำคัญของประเทศไทยบนเวทีเจรจาครั้งนี้ คือการเรียกร้องให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วแสดงบทบาทนำในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งเพิ่มการสนับสนุนด้านเงินทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักความเป็นธรรมและความรับผิดชอบร่วมกันตามขีดความสามารถ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายสูงสุดของไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

 

สำหรับประเด็นด้านเศรษฐกิจและพลังงาน ไทยมุ่งให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ ทั้งในรูปแบบเงินให้เปล่า ตราสารหนี้ และการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐกับเอกชน (PPP) พร้อมผลักดันกระบวนการ ‘การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม’ (Just Transition) โดยเน้นการพัฒนาทักษะแรงงานและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีประชาชนกลุ่มใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

ขณะเดียวกัน ไทยเตรียมผลักดันความร่วมมือด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นที่ภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ การจัดการไฟป่า และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังพร้อมสนับสนุนกลไกความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิตตามข้อ 6 ของความตกลงปารีส (Article 6) โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและมีมาตรการป้องกันการนับผลการลดก๊าซเรือนกระจกซ้ำซ้อน

 

ลลิดา กล่าวย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้เวที COP เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยี โดยยืนยันว่าการดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศต้องรักษาสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร แรงงาน และผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ กรอบท่าทีเจรจาดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางสำหรับผู้แทนไทยในการเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศ ยังไม่ใช่การจัดทำความตกลงที่ก่อให้เกิดพันธกรณีใหม่ทางกฎหมายแต่อย่างใด

The post รัฐบาลไฟเขียวกรอบเจรจา COP31-32 กางจุดยืนไทยดันเป้า Net Zero จี้ประเทศพัฒนาแล้วหนุนทุน-เทคโนโลยีสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจีปัดไม่รู้กระแสข่าวกระทรวงริมน้ำเปลี่ยนรัฐมนตรี บอกทำงานทุกวัน ไม่กังวลปรับครม. ชี้อำนาจอยู่ที่นายกฯ https://thestandard.co/suphajee-dismisses-cabinet-reshuffle-rumours/ Tue, 20 Oct 2026 08:49:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1270217 ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

วันนี้ (20 ตุลาคม) ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและ […]

The post ศุภจีปัดไม่รู้กระแสข่าวกระทรวงริมน้ำเปลี่ยนรัฐมนตรี บอกทำงานทุกวัน ไม่กังวลปรับครม. ชี้อำนาจอยู่ที่นายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

วันนี้ (20 ตุลาคม) ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกระแสข่าวกระทรวงริมน้ำจะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ว่า “ไม่ทราบเลย”

 

ส่วนไม่ถอดใจใช่หรือไม่ ศุภจีกล่าวว่า “ไม่ค่ะ ทำงานทุกวัน”

 

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีการเตรียมรับมือไว้อย่างไรบ้าง ศุภจีกล่าวว่า การอภิปรายทำให้เราได้มีโอกาสอธิบายว่าทำอะไรบ้าง ไม่มีอะไร เพราะไม่ได้เก็งข้อสอบ เพราะเรื่องที่เขาบอกมา เรื่องค่าครองชีพแพง ค่าสินค้าราคาแพง เรามีหน้าที่อธิบาย ไม่น่ามีอะไรเป็นพิเศษ

 

ส่วนหนักใจหรือไม่ เพราะเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกก็โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ศุภจีกล่าวว่า “ไม่เป็นไรเลยค่ะ ดีค่ะ จริงๆ แล้วถือเป็นโอกาสในการอธิบาย และเข้าใจว่าฝ่ายค้านมีหน้าที่ต้องถาม เรามีหน้าที่อธิบายแค่นั้นเอง”

 

ทั้งนี้ หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีการจับตาว่ากระทรวงพาณิชย์จะมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรี ศุภจีกล่าวว่า ไม่มีความกังวล เพราะการปรับคณะรัฐมนตรีเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี แล้วแต่นายกรัฐมนตรีว่าจะปรับอย่างไร

The post ศุภจีปัดไม่รู้กระแสข่าวกระทรวงริมน้ำเปลี่ยนรัฐมนตรี บอกทำงานทุกวัน ไม่กังวลปรับครม. ชี้อำนาจอยู่ที่นายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>