THE STANDARD https://thestandard.co/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 03 Aug 2026 13:24:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 มูลนิธิกระจกเงาชง 6 ข้อถึงตำรวจ ยกระดับระบบติดตามคนหายทั่วประเทศ ย้ำ ‘แจ้งได้ทันที ไม่ต้องรอ 24 ชั่วโมง’ หลังโศกนาฏกรรมชลบุรี https://thestandard.co/mirror-foundation-police-missing-persons-system/ Mon, 03 Aug 2026 13:24:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1237777 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อเสนอ 6 ข้อของมูลนิธิกระจกเงาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยกระดับระบบติดตามคนหายทั่วประเทศ

วันนี้ (3 สิงหาคม) ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ออก […]

The post มูลนิธิกระจกเงาชง 6 ข้อถึงตำรวจ ยกระดับระบบติดตามคนหายทั่วประเทศ ย้ำ ‘แจ้งได้ทันที ไม่ต้องรอ 24 ชั่วโมง’ หลังโศกนาฏกรรมชลบุรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อเสนอ 6 ข้อของมูลนิธิกระจกเงาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยกระดับระบบติดตามคนหายทั่วประเทศ

วันนี้ (3 สิงหาคม) ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ออกแถลงการณ์เสนอแนวทางพัฒนาระบบติดตามคนหายต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายหลังเกิดโศกนาฏกรรมกรณีคนหายตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมในพื้นที่จังหวัดชลบุรี โดยระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับระบบบริหารจัดการคนหายของประเทศไทย เพื่อให้สามารถติดตามและช่วยเหลือผู้สูญหายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกรณีที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตและการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม

 

มูลนิธิกระจกเงาเสนอแนวทางต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 6 ข้อ ดังนี้

 

  • ยกระดับกลไกบริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม

 

เสนอให้ยกระดับคณะกรรมการบริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม ให้มีโครงสร้างชัดเจนและมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำ เพื่อทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ประสานงาน ประชาสัมพันธ์ รวมถึงติดตามคดีคนหายร่วมกับสถานีตำรวจและหน่วยงานเครือข่ายทั่วประเทศ

 

  • พัฒนาฐานข้อมูลคนหายออนไลน์ระดับประเทศ

 

เสนอให้พัฒนาระบบรับแจ้งเหตุและฐานข้อมูลคนหายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลทั่วประเทศ เพื่อให้การรับแจ้ง การสืบค้นข้อมูล การตรวจเทียบกับศพนิรนาม และการติดตามช่วยเหลือคนหายทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

  • พัฒนาศักยภาพและทัศนคติของเจ้าหน้าที่

 

ควรสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่เหมาะสมต่อคดีคนหายแต่ละประเภท โดยเฉพาะกรณีที่มีความเสี่ยงต่อการถูกกระทำความรุนแรงหรือตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม เนื่องจากการเริ่มติดตามอย่างทันท่วงทีอาจช่วยลดความสูญเสียร้ายแรงได้

 

  • ย้ำ ‘คนหายแจ้งได้ทันที ไม่ต้องรอ 24 ชั่วโมง’

 

มูลนิธิกระจกเงาเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหนังสือเวียนกำชับสถานีตำรวจทั่วประเทศ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องว่า การแจ้งความคนหายสามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 24 ชั่วโมง และเมื่อได้รับแจ้งแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการติดตามค้นหาตามแนวทางที่กำหนดโดยทันที

 

  • เพิ่มการอบรมด้านสืบสวนคดีคนหาย

 

เสนอให้มีการอบรมและทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับการสืบสวนติดตามคนหายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แนวทางการทำงานของเจ้าหน้าที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้สูญหาย รวมถึงป้องกันอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการสูญหาย

 

  • ตั้งระบบประเมินความเสี่ยงตั้งแต่นาทีแรกที่รับแจ้ง

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรกำหนดหลักเกณฑ์ประเมินระดับความเสี่ยงของคดีคนหายตั้งแต่ขั้นตอนรับแจ้ง เพื่อใช้กำหนดระดับความเร่งด่วนในการสืบสวนติดตาม การระดมกำลัง และการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกรณีที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม การเสียชีวิต หรือการได้รับอันตราย

 

มูลนิธิกระจกเงาระบุว่า ข้อเสนอทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อพัฒนากลไกติดตามคนหายของประเทศไทยให้เป็นระบบเดียวกัน สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและตอบสนองต่อเหตุได้อย่างรวดเร็ว เพราะในคดีคนหายที่มีความเสี่ยงต่ออาชญากรรม ‘เวลา’ ตั้งแต่ช่วงแรกของการสูญหายอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อโอกาสในการติดตามและช่วยเหลือผู้สูญหายได้อย่างทันท่วงที

The post มูลนิธิกระจกเงาชง 6 ข้อถึงตำรวจ ยกระดับระบบติดตามคนหายทั่วประเทศ ย้ำ ‘แจ้งได้ทันที ไม่ต้องรอ 24 ชั่วโมง’ หลังโศกนาฏกรรมชลบุรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้อม ภาวุธ ปัดดีลคดี Forex แลกอวย TH-AI Passport ลั่น ‘ถ้าแลกได้คงไม่มายืนตรงนี้‘ พร้อมโต้เส้นเงิน 800 ล้านบาท https://thestandard.co/pawut-denies-forex-thai-passport/ Mon, 03 Aug 2026 12:56:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1237761 ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

วันนี้( 3 สิงหาคม )ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ภาวุธ […]

The post ป้อม ภาวุธ ปัดดีลคดี Forex แลกอวย TH-AI Passport ลั่น ‘ถ้าแลกได้คงไม่มายืนตรงนี้‘ พร้อมโต้เส้นเงิน 800 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

วันนี้( 3 สิงหาคม )ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าพบพนักงานสอบสวนกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ เป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมง เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีซื้อขายฟอเร็กซ์ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2

 

ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต, นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และร่วมกันฟอกเงิน

 

ภายหลังให้ปากคำภาวุธ ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนด้วยสีหน้ามั่นใจ โดยระบุว่า ตนได้นำพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดมาชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว ครอบคลุมเส้นทางการเงินทุกรายการ และยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอย่างบริสุทธิ์ใจ พร้อมแสดงความพร้อมหากพนักงานสอบสวนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

 

“ถ้ามันแลกกับผลทางคดีได้ ผมคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้ ฉะนั้น ไม่มีเรื่องการแลกผลคดีแน่นอนครับ” ภาวุธกล่าว

 

ภาวุธ ยังชี้แจงถึงกระแสข่าวเรื่องเส้นทางการเงินจำนวนกว่า 800 ล้านบาทว่า ในการสอบปากคำวันนี้ พนักงานสอบสวนไม่ได้มีการแจ้งพฤติการณ์หรือตั้งข้อซักถามเกี่ยวกับยอดเงินดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนยอดเงินที่มีความเชื่อมโยงราว 28 ล้านบาทนั้น ยืนยันว่าเป็นเงินที่ได้จากการเทรดทองคำและกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งสามารถชี้แจงที่มาที่ไปได้อย่างโปร่งใส และมั่นใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์หรือการหลอกลวงประชาชน

 

ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือหลังจากมีคดี Forex เกิดขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เดินหน้าตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport นั้น ภาวุธ ชี้แจงว่า ด้วยความที่โครงการนี้ มันเริ่มต้นจากการที่ตนได้อภิปราย และด้วยความที่ตนอยู่ในคณะกรรมาธิการ 2 ชุด และตนก็เป็นประธานของ 2 อนุกรรมาธิการ ฉะนั้น ในช่วงหลัง ตนได้ไปลุยงานด้านกรรมาธิการค่อนข้างเยอะ จึงทำให้เห็นว่าทางกรรมาธิการของพรรคเองก็มีคนทำงานเรื่องนี้โดยตรง ฉะนั้น พอมีคนทำด้านนีัโดยตรง และไหนตนจะมีคดีความเรื่องนี้อีก (คดี Forex) จึงจำเป็นที่ทางพรรคก็จะมีคนมาดูเรื่องโครงการนี้โดยตรงแทนตน

 

ส่วนหลังจากนี้ตนก็อาจจะลดบทบาทลงบ้าง เพราะงานเยอะ และ สส.ที่ทำงานด้านนี้ก็ไม่ได้มีเพียง สส.ไอซ์ แต่ก็มีพรรคอื่น ๆ อีกด้วยที่ทำงานด้านนีั และตอนนี้ตนก็มีงานเกี่ยวกับแพลตฟอร์มต่างชาติ การปฏิรูปกฎหมาย พองานมันเยอะ ก็ไม่ใช่ว่าจะทิ้ง แต่การที่เราไปวิเคราะห์ตัวโครงการ TH-AI Passport ไว้เช่นนั้น มันก็เพราะเป็นงานที่อยู่ตรงหน้าพอดี ก็เลยวิเคราะห์ไปตามรูป แต่ก็ได้ขอโทษไปแล้วว่าอาจจะพูดในมุมหนึ่ง แต่ตนไม่ได้มีเจตนาใด ๆ

 

ทั้งนี้ หลังจากที่ตนได้คุยกับ สส.ไอซ์ ก็มีความเข้าใจกันมากขึ้น มีการสื่อสารกันในพรรค คงไม่มีอะไรผิดใจกัน ส่วนกรณีว่าเป็นการออกมาพูดเพราะจะแลกผลทางคดี Forex หรือไม่นั้น ถ้ามันแลกกับผลทางคดีได้ ตนคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้ ฉะนั้น ไม่มีแน่นอน แต่แค่เป็นการวิจารณ์ตามหน้าที่ เพราะในมุมของ สส. แต่ละคน ก็มีมุมวิจารณ์ต่างกัน แต่เราเคยเป็นนักธุรกิจ ก็วิจารณ์ในมุมที่มันน่าจะเป็นประโยชน์

The post ป้อม ภาวุธ ปัดดีลคดี Forex แลกอวย TH-AI Passport ลั่น ‘ถ้าแลกได้คงไม่มายืนตรงนี้‘ พร้อมโต้เส้นเงิน 800 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI-ชิป-Data Center หนุนตลาดอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงไทยโตแรง 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ‘BOI’ ดัน New Growth Engine https://thestandard.co/thai-electronics-ai-chip-data-center/ Mon, 03 Aug 2026 12:52:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1237757 ภาพคนงานในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

PCB-AI-Data center ดันตลาด Advanced Electronics ไทยโตแร […]

The post AI-ชิป-Data Center หนุนตลาดอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงไทยโตแรง 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ‘BOI’ ดัน New Growth Engine appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนงานในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

PCB-AI-Data center ดันตลาด Advanced Electronics ไทยโตแรง 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ BOI ชี้ทุนนอกไหลเข้าทะลุ 9 แสนล้านบาท ยอดคำขอ 3 ปี กว่า 880 โครงการ ขึ้นแท่นอุตสาหกรรมยุคใหม่ New Growth Engine โอกาสไทยเชื่อม Global Supply Chain

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะเจ้าภาพการจัดงาน THECA เปิดเผยว่า ปีนี้ บีโอไอได้ขยายบทบาทจัด Workforce Pavilion หรือโซนพัฒนาศักยภาพบุคลากรขึ้นเป็นครั้งแรก โดยบีโอไอและสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษา การจับคู่งาน (Job Matching) และสร้างโอกาสสมัครงานและฝึกงานกับบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมโลก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว

 

ภาพคนงานในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 1

 

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566-มิถุนายน 2569) บีโอไอได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงรวม 880 โครงการ มูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบชิป การผลิตและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) การประกอบแผงวงจร (PCBA) ตลอดจนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

 

โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม PCB และวัตถุดิบ ซึ่งมีคำขอรับการส่งเสริมรวม 224 โครงการ มูลค่ากว่า 331,000 ล้านบาท

 

สะท้อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม PCB และ PCBA ที่ครบวงจรมากขึ้น และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาค รองรับการเติบโตของ AI ยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อัจฉริยะในอนาคต

 

“ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของโลก ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิต PCB ชั้นนำของโลก โดยผู้ผลิต PCB รายใหญ่ที่สุดของโลกกว่าครึ่งหนึ่งเลือกไทยเป็นฐานการผลิต และเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย ดังนั้นงาน THECA ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก”

 

นอกจากเป็นการปักหมุดประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิต PCB และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคแล้ว ยังจะเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมคนไทยและผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ให้ได้ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ เป็น New Growth Engine ที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต

 

ด้านพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดอุตสาหกรรม Advanced Electronics ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 48,000-52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

โดยกลุ่ม Semiconductor และ Advanced Packaging มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 15- 20% ต่อปี

 

“กลุ่ม AI Server และ Data Center Electronics คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 18-22% ต่อปี สะท้อนว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค”

 

แคนิส ชุง นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง กล่าวเสริมว่า เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก และความร่วมมือระหว่างประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

 

โดย THECA 2026 ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของภูมิภาคและ ‘ประตูสู่เอเชีย’ สำหรับผู้ประกอบการและผู้ซื้อทั่วโลก

 

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง (HKPCA) เตรียมจัดงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) ภายใต้แนวคิด “Innovating PCB and Advanced Electronics with Next-Gen Packaging” ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

 

ภาพ: Shutterstock AI

 

The post AI-ชิป-Data Center หนุนตลาดอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงไทยโตแรง 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ‘BOI’ ดัน New Growth Engine appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอไปรษณีย์ไทยยอมรับ ThailandPostMart แข่งแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นเรื่องยาก ชูข้อมูลพื้นที่จากบุรุษไปรษณีย์เป็นจุดแข็งที่คู่แข่งใช้เงินเลียนแบบไม่ได้ https://thestandard.co/thailandpostmart-foreign-competition-postmen-data/ Mon, 03 Aug 2026 12:34:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1237752 ภาพบุรุษไปรษณีย์พร้อมข้อความเกี่ยวกับข้อมูลพื้นที่ที่เป็นจุดแข็งของไปรษณีย์ไทย

ก้าวใหม่ ‘ไปรษณีย์ไทย’ ไม่ใช่แค่ส่งของอีกต่อไป แต่ขอเป็ […]

The post ซีอีโอไปรษณีย์ไทยยอมรับ ThailandPostMart แข่งแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นเรื่องยาก ชูข้อมูลพื้นที่จากบุรุษไปรษณีย์เป็นจุดแข็งที่คู่แข่งใช้เงินเลียนแบบไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบุรุษไปรษณีย์พร้อมข้อความเกี่ยวกับข้อมูลพื้นที่ที่เป็นจุดแข็งของไปรษณีย์ไทย

ก้าวใหม่ ‘ไปรษณีย์ไทย’ ไม่ใช่แค่ส่งของอีกต่อไป แต่ขอเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมทุก Touch Point สู่โซลูชันเชิงธุรกิจ พร้อมอัปเกรดแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ที่เปิดมาตั้งแต่ 8 ปี สู่การสร้างรายได้ให้ชุมชนปีละ 600–700 ล้านบาท แต่ยังยอมรับตรงๆ ว่าการแข่งกับแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีขนาดและทรัพยากรมหาศาลเป็นเรื่องยาก

 

 
 

ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยถึงผลประกอบการในปี 2568 ไปรษณีย์ไทยมีรายได้รวม 22,172.57 ล้านบาท โดยรายได้จากการขนส่งและโลจิสติกส์คิดเป็น 10,712 ล้านบาท มีกำไรก่อนหักภาษีและรายการอื่นๆ 450 ล้านบาท

 

“ยอมรับว่าปีที่ผ่านมาการทำธุรกิจไม่ง่ายเลย เนื่องจากต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์”

 

ขณะที่ผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 11,368.25 ล้านบาท โตขึ้น 2.98% และปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 1.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 51.33%

 

รองลงมาคือบริการไปรษณียภัณฑ์ 34.92% และบริการระหว่างประเทศ 7.86% ถือว่าเติบโตเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะเจอความท้าทายด้านต้นทุนน้ำมันแต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการและการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยคาดว่ารายได้ EMS ตลอดปี 2569 จะยังสูงกว่า 10,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาบริษัทได้บริหารจัดการต้นทุนในทุกมิติและมีการปรับใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดผลกระทบ โดยรวมแล้วถือว่าตั้งรับได้ค่อนข้างดี เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของบอร์ดบริหารที่ต้องการเห็นผลบวกในทุกมุม เพราะหลังจากที่บริษัทเคยประสบปัญหาขาดทุนในอดีต แต่ปัจจุบันก็สามารถกลับมาทำกำไรได้แล้ว

 

“ส่วนเป้าสิ้นปี จริงๆ ก็อยากได้กำไร แต่ภายในองค์กรจะให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดมากกว่าตัวเลขกำไร ซึ่งบางครั้งมันมีเรื่องของทางบัญชีที่ควบคุมยาก แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นต้องมาดูว่ากระแสเงินสดจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้าเพิ่มขึ้นก็หมายความว่ายังมีรายรับกับรายจ่ายที่สอดคล้องกัน”

 

เปิดแผนปี 2569–2570 ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลและพันธมิตร

 

ดร. ดนันท์ กล่าวต่อถึงสถานการณ์ที่เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้ใช้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไปรษณีย์ไทยจึงวางกลยุทธ์ ‘RelationSHIFT’ เพื่อต่อยอดการเติบโตขององค์กรจากการเน้นปริมาณการขนส่งไปสู่การสร้างคุณค่าจากข้อมูล โดยมีแนวทางหลักคือเข้าใจผู้ใช้บริการให้ลึกขึ้นและสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร ใช้ระบบ CRM ข้อมูล พัฒนาบริการโซลูชันและโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าโดยเปลี่ยนการเติบโตจากแบบ Volume-Based ไปเป็น Value-Based

 

สำหรับแผนงานในช่วงปี 2569–2570 มุ่งยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี AI นำข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้ใช้บริการมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างการเติบโตร่วมกับลูกค้า ตามด้วยผู้ประกอบการ และพันธมิตร โดยมุ่งสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโลกจริงกับโลกดิจิทัล เช่น ระบบส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หากปลายทางยังไม่มีตู้จดหมายดิจิทัล เอกสารสามารถถูกพิมพ์ออกมาแล้วส่งเป็นแผ่นกระดาษถึงหน้าบ้านให้ผู้รับได้

 

นอกจากนี้ ยังเปิดตัว ‘Prompt Pass’ แพลตฟอร์มเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านการยืนยันความถูกต้อง เช่น ทรานสคริปต์การศึกษา ช่วยให้การสมัครงานและกระบวนการต่างๆ รวดเร็วขึ้น โดยผู้ใช้งานสามารถส่งข้อมูลดิจิทัลไปยังบริษัทโดยตรงโดยไม่ต้องใช้เอกสารกระดาษ ช่วยลดความยุ่งยากในชีวิตประจำวันของผู้คน โดยไปรษณีย์ไทยคาดว่า บริการใหม่ๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับองค์กรได้ถึงราว 60% ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า

 

ยอมรับแพลตฟอร์มรายเล็ก สู้ต่างชาติ ที่เป็น Global Scale ได้ยาก

 

ผู้สื่อข่าวสอบถามต่อถึงแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ที่เปิดให้บริการมานานประมาณ 8 ปี วันนี้สามารถขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับแพลตฟอร์มต่างชาติบ้างหรือยัง

 

ดร.ดนันท์ อธิบายว่า แพลตฟอร์มในประเทศยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งในประเทศ แต่ยอมรับว่าการแข่งกับแพลตฟอร์มระดับโลกเป็นเรื่องยาก เพราะขนาดและทรัพยากรต่างกัน และต้องบอกว่า Global Scale และ Local Scale มันคนละเรื่องกัน ดังนั้นเป้าหมายของบริษัทจึงไม่ใช่การเติบโตเทียบเท่าแพลตฟอร์มต่างชาติ แต่เน้นการเข้าไปช่วยเหลือและตอบโจทย์ผู้ประกอบการอย่างตรงจุดมากกว่า

 

โดยปัจจุบัน ThailandPostMart สามารถสร้างยอดขายให้ชุมชนได้ประมาณ 600-700 ล้านบาทต่อปี หลังจากมีการขยายช่องทางการขายและเชื่อมโยงผู้ประกอบการชุมชนให้เข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น แม้จะไม่มีงบโฆษณาเท่ากับแพลตฟอร์มต่างชาติ แต่เน้นชูจุดเด่นในเรื่องของการลดต้นทุนให้ผู้ขายและเป็นช่องทางตรงในการจำหน่ายสินค้า

 

ต่อจากนี้ก็มีแผนเพิ่มการจับคู่ผู้ซื้อผู้ขาย โดยใช้ความได้เปรียบของการที่บุรุษไปรษณีย์มีข้อมูลในพื้นที่ ทำให้รู้ว่าผู้บริโภคตัวจริงอยู่ที่ไหน ซึ่งช่วยให้แบรนด์หรือพาร์ตเนอร์สามารถส่งสินค้าไปทดสอบและขยายตลาดไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด ซึ่งเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งหรือแพลตฟอร์มต่างชาติไม่สามารถใช้เงินทุนเลียนแบบได้

 

พร้อมหนุนรัฐดัน OCN ดึง Data การชอปปิงกลับไทย หยุดพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ

 

พร้อมกันนี้ยังแสดงความเห็นถึงแนวคิดของภาครัฐที่เตรียมพัฒนา Open Commerce Network (OCN) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแห่งชาติ ดร. ดนันท์ อธิบายให้เห็นภาพว่าแพลตฟอร์มจะไม่ได้มีหน้าตาเหมือนแอปพลิเคชันทั่วไป แต่จะเป็นแพลตฟอร์มหลังบ้านสำหรับดึงดูดผู้ขายที่รัฐต้องการสนับสนุน โดยผูกสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของรัฐเข้าไป

 

ขณะที่ประโยชน์ของแพลตฟอร์มนี้คือการดึงข้อมูลพฤติกรรมการซื้อขายของคนไทยกลับมาเป็นของประเทศ เพราะปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้ตกไปอยู่กับแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งหมด ทำให้ไทยไม่รู้แม้กระทั่งว่าสินค้าที่คนไทยซื้อเยอะที่สุดคืออะไร เมื่อไม่รู้ปัญหาที่ตามมาคือไม่สามารถพัฒนาสินค้าให้เป็นที่ต้องการของตลาดได้

 

ซึ่งมองว่าถ้ารัฐบาลไม่ขับเคลื่อนอย่างจริงจังโครงการนี้คงไม่เกิด แต่ถ้าต้องการทำจริงๆ ไปรษณีย์ไทยก็พร้อมที่จะเข้าไปสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับภาครัฐ

The post ซีอีโอไปรษณีย์ไทยยอมรับ ThailandPostMart แข่งแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นเรื่องยาก ชูข้อมูลพื้นที่จากบุรุษไปรษณีย์เป็นจุดแข็งที่คู่แข่งใช้เงินเลียนแบบไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
True IDC เจรจาขอสินเชื่อ 6.67 หมื่นล้านบาท ผุดดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ชานเมืองกรุงเทพฯ รับไทยปั้นตัวเป็นฮับ AI ภูมิภาค https://thestandard.co/true-idc-loan-data-center-thailand-ai/ Mon, 03 Aug 2026 12:25:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1237748 โลโก้ True IDC

บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือ True IDC ผ […]

The post True IDC เจรจาขอสินเชื่อ 6.67 หมื่นล้านบาท ผุดดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ชานเมืองกรุงเทพฯ รับไทยปั้นตัวเป็นฮับ AI ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ True IDC

บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือ True IDC ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ของไทย อยู่ระหว่างเจรจาขอสินเชื่อมูลค่าราว 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.67 หมื่นล้านบาท) เพื่อก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ตามรายงานของ Bloomberg เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้

 

 
 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่ไทยกำลังผลักดันตัวเองสู่การเป็นศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์และบริการคลาวด์ของภูมิภาค

 

สำหรับโครงสร้างของสินเชื่อก้อนนี้ แหล่งข่าวระบุว่าจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยส่วนแรกราว 1.8 พันล้านดอลลาร์ (ราว 6 หมื่นล้านบาท) เป็นสกุลเงินดอลลาร์ ส่วนอีก 2 ก้อนที่เหลือจะเป็นสกุลเงินบาท และอาจมีอายุสินเชื่อ 5 ปี

 

เงินที่ได้จะถูกนำไปใช้ก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่บริเวณชานเมืองกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม การเจรจากับธนาคารยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และรายละเอียดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ขณะที่ True IDC ยังไม่ตอบกลับคำขอความเห็นจาก Bloomberg

 

ไทยเร่งดึงเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI

 

การขอสินเชื่อของ True IDC เกิดขึ้นในช่วงที่ไทยกำลังเร่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนหลักพันล้านดอลลาร์ ในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ระดับไฮเปอร์สเกล

 

โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ไทยเพิ่งอนุมัติโครงการลงทุนมูลค่ารวม 9.58 แสนล้านบาท (ราว 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์) ซึ่งรวมถึงแผนขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของบริษัท TikTok System (Thailand) ขณะที่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีรายอื่นที่เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว ยังมีทั้ง Google ในเครือ Alphabet, Amazon และ Microsoft

 

สำหรับ True IDC เป็นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลสำหรับงาน AI ภายใต้ Ascend Group ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Group ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของ CP Group โดยปัจจุบันบริษัทเปิดให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ 4 แห่งในไทย และอีก 1 แห่งในเมียนมา

 

ดีลดาต้าเซ็นเตอร์คึกคัก สวนทางตลาดสินเชื่อร่วมที่ซบเซา

 

กระแส AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว กำลังผลักดันให้เกิดดีลดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แม้ว่าตลาดสินเชื่อร่วมจากหลายธนาคาร (Syndicated Loan) ในภูมิภาคโดยรวมจะอยู่ในภาวะซบเซาที่สุดในรอบ 16 ปีก็ตาม

 

โดยล่าสุด Stack Infrastructure ในเครือ Blue Owl Capital กำลังขอสินเชื่อร่วมมูลค่า 8.5 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 5.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.97 แสนล้านบาท) เพื่อใช้กับโครงการล่าสุดในเมืองเมลเบิร์น

 

ขณะที่ AirTrunk ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในเครือ Blackstone เพิ่งปิดดีลกู้เงินสีเขียว (Green Loan) มูลค่า 2.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 7.67 หมื่นล้านบาท) สำหรับโครงการใหม่ในมาเลเซีย

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.35 บาท ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

 

The post True IDC เจรจาขอสินเชื่อ 6.67 หมื่นล้านบาท ผุดดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ชานเมืองกรุงเทพฯ รับไทยปั้นตัวเป็นฮับ AI ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
กกท.เปิดแคมเปญ ‘ALL IN ASIAN GAMES’ ชวนคนไทยร่วมเชียร์เอเชียนเกมส์ 2026 https://thestandard.co/sat-all-in-asian-games/ Mon, 03 Aug 2026 12:15:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1237738 ภาพเมืองไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น พร้อมโลโก้แคมเปญ ALL IN ASIAN GAMES

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดตัวแคมเปญ ‘#มากกว่ามหกร […]

The post กกท.เปิดแคมเปญ ‘ALL IN ASIAN GAMES’ ชวนคนไทยร่วมเชียร์เอเชียนเกมส์ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเมืองไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น พร้อมโลโก้แคมเปญ ALL IN ASIAN GAMES

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดตัวแคมเปญ ‘#มากกว่ามหกรรมกีฬา ALL IN ASIAN GAMES’ เพื่อสร้างบรรยากาศการติดตามการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่เมืองไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 พร้อมชวนคนไทยทุกเจเนอเรชันร่วมส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาไทยผ่านกิจกรรมและคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ

ดูภาพข่าว 

ภายใต้แคมเปญดังกล่าว กกท. เตรียมเปิดตัว Asian Games 2026 Ambassador รวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลายวงการ และเผยช่องทางรับชมการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ ได้แก่ NBT, T Sports 7, ช่อง 9 MCOT HD, ONE 31, MONOMAX SPORTS, ไทยรัฐทีวี 32, PPTV และ AIS PLAY

 

อีกหนึ่งไฮไลต์ของเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ คือการบรรจุ 6 ชนิดกีฬาใหม่ ได้แก่ เทคบอล, พาเดล, จักรยาน BMX ฟรีสไตล์, เซิร์ฟ, ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) และเทควันโดเสมือนจริง (Virtual Taekwondo) ซึ่งหลายชนิดกีฬาถือเป็นความหวังใหม่ของไทยในการลุ้นคว้าเหรียญรางวัล

 

กกท. ระบุว่า กิจกรรมภายใต้แคมเปญ ALL IN ASIAN GAMES จะทยอยเปิดตัวตลอดเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของแฟนกีฬา และร่วมส่งแรงเชียร์ไปยังนักกีฬาไทยตลอดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026

 

เตรียมติดตามกิจกรรมและคอนเทนต์ภายใต้แคมเปญ #มากกว่ามหกรรมกีฬา ALL IN ASIAN GAMES ที่จะทยอยเปิดตัวตลอดเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2569 พร้อมอัปเดตความเคลื่อนไหวได้ทาง Facebook: SAT Thailand Sports Nation, Stadium TH และ THE STANDARD SPORT

 

 

ภาพเมืองไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น พร้อมโลโก้แคมเปญ ALL IN ASIAN GAMES 1ภาพเมืองไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น พร้อมโลโก้แคมเปญ ALL IN ASIAN GAMES 2ภาพเมืองไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น พร้อมโลโก้แคมเปญ ALL IN ASIAN GAMES 3ภาพเมืองไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น พร้อมโลโก้แคมเปญ ALL IN ASIAN GAMES 4ภาพเมืองไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น พร้อมโลโก้แคมเปญ ALL IN ASIAN GAMES 5ภาพเมืองไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น พร้อมโลโก้แคมเปญ ALL IN ASIAN GAMES 6

The post กกท.เปิดแคมเปญ ‘ALL IN ASIAN GAMES’ ชวนคนไทยร่วมเชียร์เอเชียนเกมส์ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟิล์ม รัฐภูมิ ปฏิเสธทุกข้อหาคดี Forex สางปมเส้นเงิน 25 ล้าน ยันไม่รู้จัก โค้ชเจมส์-ป้อม ภาวุธ เตรียมหอบหลักฐานยื่นเพิ่ม https://thestandard.co/film-rattapoom-denies-forex-charges/ Mon, 03 Aug 2026 11:39:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1237727 ฟิล์ม รัฐภูมิ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังเข้าให้ปากคำคดี Forex

วันนี้ (3 สิงหาคม) เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ศูนย์ราชการฯ อ […]

The post ฟิล์ม รัฐภูมิ ปฏิเสธทุกข้อหาคดี Forex สางปมเส้นเงิน 25 ล้าน ยันไม่รู้จัก โค้ชเจมส์-ป้อม ภาวุธ เตรียมหอบหลักฐานยื่นเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟิล์ม รัฐภูมิ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังเข้าให้ปากคำคดี Forex

วันนี้ (3 สิงหาคม) เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม นักแสดง พร้อมด้วย ทนายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช เปิดเผยกับสื่อมวลชน ภายหลังเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ในฐานะผู้ต้องหาคดีหลอกลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งใช้เวลาในการสอบปากคำยาวนานกว่า 6 ชั่วโมง

 

ทนายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช เปิดเผยว่า วันนี้ลูกความได้รับทราบข้อกล่าวหาทั้งหมดแล้ว เช่น การประกอบกิจการฝึกอบรม เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาด และการเป็นนายหน้าให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งทางเราได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

 

สำหรับประเด็นคำถามเรื่องเส้นทางการเงิน 142 ล้านบาท ที่มีกระแสข่าวว่ารัฐภูมิรับโอนจากภูริทัต (พี่ชาย) นั้น ทนายประมาณยืนยันว่า เป็นเรื่องยกเมฆ ไม่มีอยู่จริง โดยข้อเท็จจริงพบเพียงเส้นทางการเงินจาก บริษัท อีเทอร์เวลธ์ จำกัด ที่โอนเข้าบัญชีของรัฐภูมิ รวมยอดประมาณ 25 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดสะสมระยะเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2562-2569)

 

ทนายประมาณ อธิบายเพิ่มเติมว่า บริษัท อีเทอร์เวลธ์ จำกัด มีชื่อเดิมคือ บริษัท แมสค์ คิ้วท์ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2559 ทำธุรกิจจำหน่ายหน้ากากอนามัย โดยในช่วงปี 2563-2565 ซึ่งเป็นช่วงสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจหน้ากากอนามัยเติบโตมาก จึงทำให้มีกระแสเงินไหลเวียนระหว่างบริษัทกับรัฐภูมิ ก่อนที่ในปี 2565 บริษัทจะเปลี่ยนชื่อเป็น อีเทอร์เวลธ์ จำกัด เพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับซอฟต์แวร์

 

ทนายประมาณ เน้นย้ำว่า เส้นทางการเงินที่เข้ามายังบัญชีของรัฐภูมิ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงประชาชน (Forex) ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2568-2569 แต่อย่างใด ส่วนยอดเงินอื่นๆ ที่โอนไปมาระหว่างรัฐภูมิและพี่ชาย เช่น ยอด 11 ล้านบาท หรือ 4 ล้านบาท ก็สามารถชี้แจงที่มาที่ไปได้ทั้งหมด

 

นอกจากนี้ ในประเด็นของบริษัท Payment Gateway ต่างๆ (เช่น บริษัท เรนนี่ คอปเปอเรชั่น จำกัด) ที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงนั้น ทนายประมาณชี้แจงว่า บริษัทเหล่านี้เป็นเพียงตัวกลางรับชำระเงิน ดังนั้น เงินที่โค้ชเจมส์ (ธีรพงษ์ คงแก้ว) ชำระผ่าน Payment Gateway จึงเป็นการกระจายจ่ายตามปกติของระบบ และไม่ได้มีความเชื่อมโยงทางตรงมาถึงรัฐภูมิแต่อย่างใด

 

ด้าน รัฐภูมิ เปิดเผยความรู้สึกว่า ภายหลังจากการชี้แจงข้อกล่าวหา ตนรู้สึกสบายใจขึ้นมาก เพราะได้ทราบไทม์ไลน์ที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์แต่ละช่วงเกี่ยวข้องกับเรื่องใด สำหรับ บริษัท แมสค์ คิ้วท์ จำกัด (หรือ อีเทอร์เวลธ์ จำกัด) ตนยอมรับว่าเคยเป็นผู้ถือหุ้นจริง แต่ถือในสัดส่วนเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งถือว่ามีบทบาทน้อยมากในการบริหารงาน และยืนยันว่าในช่วงปี 2568-2569 ตนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวแล้ว

 

“ส่วนพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาว่าผมมีการชักชวน หรือทำหน้าที่เป็นโบรกเกอร์นั้น ทางพนักงานสอบสวนก็ไม่ได้มีหลักฐานในส่วนนี้ เพราะผมไม่เคยชักชวนใครลงทุนเลย และทางพนักงานสอบสวนก็ไม่ได้มีการสอบถามหรือกล่าวหาถึงความเชื่อมโยงกับบริษัท HFM จำกัด หรือบริษัท QRS Global แต่อย่างใด” รัฐภูมิ กล่าว

 

ในช่วงท้าย รัฐภูมิ ได้ยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่า ตนเองไม่รู้จักและไม่มีความสนิทสนมส่วนตัวกับ โค้ชเจมส์, มัลลิกา (ผู้บริหาร QRS) รวมถึง ภาวุธ ซึ่งทนายประมาณได้กล่าวย้ำว่า กรณีของรัฐภูมิและภาวุธ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนละช่วงเวลาและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย ทั้งนี้ รัฐภูมิเตรียมรวบรวมเอกสารเส้นทางการเงินเพิ่มเติมในช่วงปี 2562 (กรณี Payment Gateway) เพื่อนำมายื่นประกอบการชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนในภายหลังต่อไป

The post ฟิล์ม รัฐภูมิ ปฏิเสธทุกข้อหาคดี Forex สางปมเส้นเงิน 25 ล้าน ยันไม่รู้จัก โค้ชเจมส์-ป้อม ภาวุธ เตรียมหอบหลักฐานยื่นเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบช.ก. เผยคดีทุจริตสอบ แจ้งข้อหาแล้ว 5 ราย จับตา อดีตอธิบดี สถ. เตรียมเข้าพบสัปดาห์นี้ จ่อชง ป.ป.ช. ฟันต่อ https://thestandard.co/dla-exam-corruption-probe/ Mon, 03 Aug 2026 11:25:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1237720 พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. แถลงข่าวความคืบหน้าคดีทุจริตสอบ

วันนี้ (3 สิงหาคม) ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก. […]

The post ผบช.ก. เผยคดีทุจริตสอบ แจ้งข้อหาแล้ว 5 ราย จับตา อดีตอธิบดี สถ. เตรียมเข้าพบสัปดาห์นี้ จ่อชง ป.ป.ช. ฟันต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. แถลงข่าวความคืบหน้าคดีทุจริตสอบ

วันนี้ (3 สิงหาคม) ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีคดีทุจริตการสอบ ภายหลังพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหารวม 13 ราย ให้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาว่า

 

ปัจจุบันมีผู้ต้องหาเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้วจำนวน 5 ราย ส่วนที่เหลืออีก 8 ราย ได้ทำเรื่องขอเลื่อนการเข้าพบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดยคาดว่าอดีตอธิบดีจะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาได้ภายในสัปดาห์นี้

 

ขณะที่ผู้ต้องหาที่ขอเลื่อนอีก 7 ราย ให้เหตุผลว่าอยู่ระหว่างการประสานงานกับทนายความ ซึ่งเป็นการขอเลื่อนเข้าพบเป็นครั้งแรก และคาดว่าจะทยอยเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนได้ในช่วงต้นสัปดาห์หน้า

 

สำหรับผู้ต้องหา 5 รายที่เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนแล้ว ประกอบด้วยข้าราชการที่ถูกตรวจพบภายในบ้านพักในวันเกิดเหตุจำนวน 4 ราย และบุคลากรจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) 1 ราย ได้แก่ เรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเข้าให้การในฐานะพยานมาแล้ว

 

โดยการเข้าพบครั้งนี้เป็นการมารับทราบข้อกล่าวหาในฐานะผู้ต้องหา ซึ่งเรืองเดชยังคงยืนยันคำให้การเดิม เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาเป็นที่เรียบร้อย และยังไม่มีความจำเป็นต้องเรียกตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติมในขณะนี้

 

พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้พยานหลักฐานปรากฏชัดเจนแล้วว่ามีเจ้าพนักงานเข้าไปมีส่วนร่วมกับการกระทำความผิด โดยข้อกล่าวหาของผู้ต้องหาแต่ละรายจะลดหลั่นกันไปตามพฤติการณ์ มีทั้งข้อหาร่วมกันกระทำความผิดและข้อหาเป็นผู้สนับสนุน

 

ทั้งนี้ เมื่อพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำเสร็จสิ้น จะดำเนินการส่งสำนวนทั้งหมดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้พิจารณาว่า จะมอบหมายให้ทาง บช.ก. ดำเนินการต่อ หรือทาง ป.ป.ช. จะเป็นผู้ไต่สวนเอง โดยคาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนส่งให้ ป.ป.ช. ได้ทั้งหมดภายในวันพุธที่ 12 สิงหาคมนี้

The post ผบช.ก. เผยคดีทุจริตสอบ แจ้งข้อหาแล้ว 5 ราย จับตา อดีตอธิบดี สถ. เตรียมเข้าพบสัปดาห์นี้ จ่อชง ป.ป.ช. ฟันต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทำอะไรทำให้สุด’ ทักษะก้าวข้ามความกลัว สไตล์ มิลลิ ดนุภา https://thestandard.co/milli-overcome-fear-success/ Mon, 03 Aug 2026 11:16:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1237716 ภาพ มิลลิ ดนุภา แรปเปอร์หญิงไทยชื่อดัง

การก้าวขึ้นเป็นแรปเปอร์หญิงไทยที่มีชื่อเสียงระดับ Globa […]

The post ‘ทำอะไรทำให้สุด’ ทักษะก้าวข้ามความกลัว สไตล์ มิลลิ ดนุภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ มิลลิ ดนุภา แรปเปอร์หญิงไทยชื่อดัง

การก้าวขึ้นเป็นแรปเปอร์หญิงไทยที่มีชื่อเสียงระดับ Global ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความกล้าที่จะเป็นตัวเอง ‘มิลลิ-ดนุภา คณาธีรกุล’ เผยผ่านรายการ The Secret Sauce: The Future Gen ซีรีส์พิเศษของ THE STANDARD ร่วมกับ Hi-Q ว่า เธอเชื่อว่าการสนับสนุนจากครอบครัวและการไม่ยอมแพ้ต่อความผิดหวัง คือทักษะสำคัญที่ช่วยสร้างตัวตนที่แข็งแกร่ง

 

🟡 พื้นที่ปลอดภัยจากครอบครัวที่หล่อหลอมความกล้าแสดงออก

 

จุดเริ่มต้นของการมีความมั่นใจและกล้าเป็นตัวเอง เกิดจากรากฐานการเลี้ยงดูที่มอบอิสระอย่างเต็มที่ มิลลิเล่าว่าพ่อแม่ของเธอทำงานเป็นไกด์และเลี้ยงลูกมาแบบลุยๆ พาซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปทำงานด้วยตั้งแต่เด็ก การผลักดันจากที่บ้านไม่ได้มาในรูปแบบของการส่งไปเรียนพิเศษราคาแพง แต่คือการเปิดกว้างและไม่ห้ามทำกิจกรรมที่ชอบ เธอจึงออกไปหาโอกาสด้วยตัวเองเสมอ เช่น การไปฝึกเต้น B-Boy ฟรี หรือรวมกลุ่มเต้น Cover Dance กับเพื่อน

 

ครอบครัวมีกติกา คือผลการเรียนต้องไม่ต่ำกว่าเกรด 3 หากทำไม่ได้ต้องหยุดทำกิจกรรมทุกอย่าง กฎที่ชัดเจนนี้สร้างความรับผิดชอบในตัวเองสูงมาก โดยพื้นที่ปลอดภัยจากที่บ้านช่วยให้เธอได้ทดลองความชอบโดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาด และก่อร่างสร้างตัวตนจนกลายเป็นศิลปินที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน

 

🟡 ก้าวข้ามความกลัวด้วยการลงมือทำแบบไม่เผื่อใจ

 

วัยรุ่นหลายคนมักกลัวความผิดหวัง แต่มิลลิที่เคยไปออดิชันไม่ผ่านนับครั้งไม่ถ้วนก้าวข้ามมันมาได้ด้วยคำถามง่ายๆ ของคุณพ่อที่มักจะถามว่า “ทำเต็มที่แล้วหรือยัง ถ้ารู้ว่าตัวเองทำเต็มที่แล้วก็ไม่มีอะไรต้องมานั่งเสียใจทีหลัง” ทำให้เธอตั้งปณิธานหลังจากนั้นว่าไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องทำให้สุด จำฝังใจมาตั้งแต่ตอนตัดสินใจลงสมัครเป็นประธานนักเรียน

 

นอกจากนั้น สิ่งที่ทำให้มิลลิกลายเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นในวงการ K-Pop คือการกล้าเสี่ยงและพาตัวเองไปเจอความท้าทายใหม่ในรายการ ‘Show Me The Money’ เธอเปรียบเทียบการไปแข่งรายการนี้ที่เกาหลีใต้ว่าเหมือนการเดินเข้าถ้ำเพื่อหาอาวุธใหม่ แม้ต้องเผชิญการซ้อมที่หนักหน่วง แต่เธอทุ่มเทสุดตัว เลือกที่จะไม่ถอยหนีพร้อมบอกตัวเองว่า ถ้ารู้สึกว่าตัวเองยังไม่คู่ควร ก็ต้องผลักดันตัวเองให้คู่ควรกับสิ่งนั้นให้ได้

 

🟡 ทักษะสำคัญสำหรับเด็กยุคอนาคตในมุมมิลลิ ดนุภา

 

การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตไม่ใช่แค่เรื่องของพรสวรรค์ มิลลิได้แชร์แนวคิดทักษะที่เด็กยุคใหม่ควรมีเพื่อสร้างรากฐานชีวิตที่แข็งแรง

 

🔸 การยอมรับตัวเอง: วัยรุ่นมักเติบโตมาในสังคมที่กดดันให้ต้องประสบความสำเร็จ การเรียนรู้ที่จะยอมรับความรู้สึกตัวเองและใจดีกับตัวเองบ้าง จะช่วยให้เราค่อยๆ เติบโตไปตามจังหวะชีวิตโดยไม่ต้องรีบร้อน

 

🔸 การเงินและการลงทุน: การจะทำสิ่งที่รักให้ยั่งยืนต้องอาศัยทักษะการเงิน เธอเลือกลงทุนทั้งในกองทุนรวม Bitcoin และที่ดิน เพื่อสร้างอิสระทางการเงินให้ครอบครัวได้ไปเที่ยว Disneyland แบบซื้อบัตรทางด่วนพิเศษได้อย่างมีความสุข

 

🔸 การส่งต่อจิตวิญญาณ: เทคโนโลยีอย่าง AI สามารถทุ่นแรงในการทำงานได้ แต่สิ่งที่คอมพิวเตอร์เลียนแบบไม่ได้คือจิตวิญญาณและประสบการณ์ชีวิตจริงที่ศิลปินถ่ายทอดออกมาผ่านผลงาน

 

การค้นหาความฝันไม่ใช่เส้นทางที่ต้องวิ่งแข่งกับใคร การกล้าลองทำสิ่งใหม่ ใจดีกับตัวเองเมื่อทำพลาด และหมั่นขอบคุณตัวเองอยู่เสมอ คือวัคซีนชั้นดีที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้จิตใจ ครอบครัวที่พร้อมเข้าใจและมอบอิสระอย่างมีขอบเขต จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้เด็กยุคใหม่เติบโตไปเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองได้อย่างแท้จริง

 

The post ‘ทำอะไรทำให้สุด’ ทักษะก้าวข้ามความกลัว สไตล์ มิลลิ ดนุภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี ร่วมหารือกำหนดทิศทางความร่วมมือแห่งอนาคต https://thestandard.co/anutin-indonesia-cooperation-talks/ Mon, 03 Aug 2026 11:06:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1237712 อนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูบียันโต ในพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ

วันนี้ (3 สิงหาคม) เวลา 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงจา […]

The post อนุทิน เยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี ร่วมหารือกำหนดทิศทางความร่วมมือแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูบียันโต ในพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ

วันนี้ (3 สิงหาคม) เวลา 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงจาการ์ตา ซึ่งตรงกับเวลาประเทศไทย) ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ

ดูภาพข่าว 

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงทำเนียบประธานาธิบดี นายปราโบโว ซูบียันโต (H.E. Mr. Prabowo Subianto) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ โดยผู้นำทั้งสองได้เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วยการบรรเลงเพลงชาติของทั้งสองประเทศ การยิงสลุต 19 นัด และการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ

 

จากนั้นได้พบปะทักทายกับเยาวชนที่มารอต้อนรับ พร้อมแนะนำคณะผู้แทนทั้งสองฝ่าย ก่อนถ่ายภาพร่วมกันบริเวณหน้าธงชาติของทั้งสองประเทศ

 

พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการครั้งนี้สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย

 

พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี และเจตนารมณ์ร่วมของทั้งสองประเทศในการต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

 

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีอินโดนีเซียจะเข้าหารือกลุ่มเล็ก ต่อด้วยการหารือทวิภาคีเต็มคณะ ก่อนร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญจำนวน 2 ฉบับ และการแถลงข่าวร่วมของทั้งสองประเทศ

 

 

อนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูบียันโต ในพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ 1อนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูบียันโต ในพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ 2อนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูบียันโต ในพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ 3อนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูบียันโต ในพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ 4

The post อนุทิน เยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี ร่วมหารือกำหนดทิศทางความร่วมมือแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปภารกิจอนุทิน เยือนอินโดนีเซีย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ประกาศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย – อินโดนีเซีย https://thestandard.co/anutin-indonesia-economic-diplomacy-strategic-partnership/ Mon, 03 Aug 2026 10:58:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1237704 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ขณะเยือนอินโดนีเซีย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมห […]

The post สรุปภารกิจอนุทิน เยือนอินโดนีเซีย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ประกาศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย – อินโดนีเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ขณะเยือนอินโดนีเซีย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา ในทริปเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม ตามคำเชิญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย

 

 
 

การเยือนครั้งนี้ถูกจับตามองว่ามีความสำคัญ และถือเป็นการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีอนุทิน เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ตามธรรมเนียมปฏิบัติของอาเซียน อีกทั้งยังเป็นการเยือนอินโดนีเซียครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี

 

โดยมีรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงติดตามไปด้วย ได้แก่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

และนี่คือรายละเอียดภารกิจที่จะเกิดขึ้นระหว่างการเยือนอินโดนีเซียของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ในครั้งนี้ ซึ่งมีหลายวาระสำคัญที่น่าจับตามอง และเป็นไปตามแนวนโยบายการทูตเชิงรุกที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ในคำแถลงนโยบาย เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจไทย

 

ขับเคลื่อนความร่วมมือ ประกาศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย – อินโดนีเซีย

 

กำหนดการสำคัญในวันแรกของการเยือน คือการหารือระดับผู้นำ (Leaders’ Consultation) ครั้งที่ 2 ร่วมกับ ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะด้านความมั่นคง อาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และความสัมพันธ์ระดับประชาชน – ประชาชน รวมถึงความร่วมมือในกรอบอาเซียน

 

นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศ จะร่วมเป็นสักขีพยานแลกเปลี่ยนเอกสาร 2 ฉบับ คือ แผนการความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย – อินโดนีเซีย ปี 2569 – 2573 และบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านการศึกษา

 

ขณะที่วันพรุ่งนี้ (4 สิงหาคม) นายกรัฐมนตรีจะร่วมในพิธีเปิดงานฟอรัมภาคธุรกิจ (Business Forum) ซึ่งจัดโดยหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซียร่วมกับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจและผลักดันโอกาสการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ MOU ร่วมกัน 4 ฉบับ

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปพบกับเกา คิม ฮอร์น เลขาธิการอาเซียน ที่สำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค ก่อนที่จะมีการกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของประเทศไทยต่ออาเซียน

 

นอกจากนี้ เขายังมีกำหนดการไปพบกับตัวแทนจากภาคเอกชนของอินโดนีเซียเพื่อสำรวจความร่วมมือทางธุรกิจ ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงเย็น

 

การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ขยายการเข้าถึงตลาดใหญ่สุดในอาเซียน

 

การเยือนครั้งนี้ เป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกของรัฐบาล เพื่อใช้ความสัมพันธ์ระดับผู้นำเป็นกลไกเปิดประตูทางเศรษฐกิจ ต่อยอดความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย- อินโดนีเซีย ไปสู่โครงการและความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความมั่นคง ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การศึกษา และความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ

 

การค้าและการลงทุน เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือระหว่างผู้นำไทยและอินโดนีเซีย โดยรัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ระบุเป้าหมายของรัฐบาล ที่ตั้งใจจะใช้การหารือในระดับผู้นำเพื่อผลักดันโครงการที่เป็นรูปธรรมภายใต้ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและอินโดนีเซีย

 

โฆษกรัฐบาลชี้ว่า อินโดนีเซียมีประชากรประมาณ 280 ล้านคน เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดในอาเซียน ทำให้เป็นตลาดสำคัญ แหล่งลงทุน และเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพสำหรับธุรกิจไทย

 

รัฐบาลมองว่า ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ จะช่วยขยายการเข้าถึงตลาดอินโดนีเซียสำหรับสินค้าและบริการของไทย และเสริมสร้างความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน และส่งเสริมการลงทุนในทั้งสองทิศทาง

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมองเห็นโอกาสสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ของไทยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในการขยายการดำเนินงานในอินโดนีเซีย

 

โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างประโยชน์ที่นอกเหนือไปจากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล รวมถึงตลาดที่กว้างขึ้นสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารของไทย การท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น การสร้างงาน และการพัฒนาแรงงาน

 

โดยประเทศไทยยังแสวงหาการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีในภาคส่วนที่ทั้งสองประเทศมีจุดแข็งที่เสริมซึ่งกันและกัน

 

“การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างผู้นำทั้งสองเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ดีให้เป็นโอกาสสำหรับการค้า การลงทุน และการสร้างรายได้” รัชดา กล่าว และเสริมว่า

 

“รัฐบาลต้องการให้นโยบายต่างประเทศเสริมสร้างเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม”

 

มุ่งเน้นวาระระดับภูมิภาค

 

ไทยและอินโดนีเซีย ถือเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียน และยังคงมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของภูมิภาค โดยในการหารือเต็มคณะระหว่างอนุทินและปราโบโว คาดว่า ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นระดับภูมิภาค ทั้งเรื่องความเป็นเอกภาพของอาเซียนและความสามารถของอาเซียนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงในทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนประเด็นความมั่นคง, การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค, อาหาร, พลังงาน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไปจนถึงปัญหาใหญ่อย่างอาชญากรรมข้ามชาติ

 

ในเรื่องเศรษฐกิจนั้น คาดว่าทั้งสองฝ่ายจะหารือเกี่ยวกับมาตรการเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจระหว่างกันมากขึ้น เพื่อส่งเสริมอาเซียนให้เป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจ

 

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่สำนักเลขาธิการอาเซียน คาดว่านายกรัฐมนตรีอนุทิน จะนำเสนอวิสัยทัศน์ของไทยสำหรับอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว มีความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมุ่งสู่การเติบโตที่สมดุลและยั่งยืน

 

ขณะที่รัชดา ชี้ว่า การเยือนอินโดนีเซียครั้งนี้ จะสะท้อนให้เห็นถึงแนวนโยบายด้านการต่างประเทศของไทย ที่มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ การรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตำแหน่งการเจรจาทางเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาที่มีการแข่งขันและความไม่แน่นอนในระดับโลกสูง

 

ภาพ : REUTERS/Willy Kurniawan

 

อ้างอิง:

 

The post สรุปภารกิจอนุทิน เยือนอินโดนีเซีย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ประกาศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย – อินโดนีเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
HYBE เตรียมเดบิวต์เกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ TUIDE วันที่ 24 ส.ค. นี้ https://thestandard.co/hybe-tuide-girl-group-debut/ Mon, 03 Aug 2026 10:55:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1237700 ภาพโปรโมตเกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ TUIDE จากค่าย HYBE

ค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่ของวงการเพลงเคป๊อป HYBE เตรียมเดบิว […]

The post HYBE เตรียมเดบิวต์เกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ TUIDE วันที่ 24 ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมตเกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ TUIDE จากค่าย HYBE

ค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่ของวงการเพลงเคป๊อป HYBE เตรียมเดบิวต์เกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ ‘TUIDE’ ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ โดยวงจะอยู่ภายใต้การดูแลของค่ายลูกอย่าง ABD และมีสมาชิกทั้งหมด 7 คน ได้แก่ SEOHEE, SEOYEON, ELENA, JIA, SAKI, SEAH และ YI HANI ซึ่งพวกเธอก็เตรียมจะเปิดตัวอีพีเดบิวต์ที่มีชื่อว่า TUNE & PLAY ด้วยเช่นกัน

 

โดยสมาชิกแต่ละคนในวงก็มาจากเกาหลี สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น เพื่อให้ภาพลักษณ์ของวงมีความหลากหลาย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสามารถเข้าถึงแฟนๆ ทั่วโลกได้ ซึ่งทางค่าย ABD เผยว่าผลงานเพลงของวงจะผสมผสานดนตรีที่แตกต่างกัน พร้อมก้าวข้ามขอบเขตของวัฒนธรรม ภาษา และนำกระแสใหม่มาสู่วงการดนตรีระดับโลก

 

ทั้งนี้ ค่าย ABD มีชื่อย่อมาจาก A Bold Dream (ความฝันอันกล้าหาญ) โดยค่ายนี้ถือเป็นค่ายย่อยของ HYBE ที่เน้นสร้างกลุ่มศิลปินหญิง โดยมี Han Sung Soo โปรดิวเซอร์ชื่อดังที่เคยดูแลวง SEVENTEEN, TWS, IZ*ONE และ After School มาเป็นผู้บริหาร ร่วมกับทีมงานผู้คร่ำหวอดในวงการบันเทิงอีกหลายคนมาร่วมสร้างสรรค์งาน ซึ่งก็ต้องมารอติดตามกันต่อไปว่าพวกเขาจะนำพาแนวทางของ TUIDE ไปในทิศทางใดบ้าง

 

ภาพ: TUIDE

 

อ้างอิง:
https://www.koreatimes.co.kr/entertainment/k-pop/20260803/hybes-new-girl-group-tuide-to-debut-aug-24-with-ep-tune-play

 

The post HYBE เตรียมเดบิวต์เกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ TUIDE วันที่ 24 ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. กางแผนรับมือฝนตกหนัก-น้ำท่วม สั่งตั้งศูนย์บรรเทาภัย 50 เขต พร้อมประสานปริมณฑลจัดการน้ำไร้รอยต่อ https://thestandard.co/bma-flood-plan-rain/ Mon, 03 Aug 2026 10:51:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1237696 เจ้าหน้าที่ กทม. เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม

วันนี้ (3 สิงหาคม) ณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิ […]

The post กทม. กางแผนรับมือฝนตกหนัก-น้ำท่วม สั่งตั้งศูนย์บรรเทาภัย 50 เขต พร้อมประสานปริมณฑลจัดการน้ำไร้รอยต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ กทม. เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม

วันนี้ (3 สิงหาคม) ณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงมาตรการเชิงรุกในการเตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำและแผนฉุกเฉิน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.)

 

โดยระบุว่า กทม. ได้ยกระดับการเตรียมความพร้อมภายใต้ แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2569 ควบคู่กับแผนเผชิญเหตุ พร้อมสั่งการให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขึ้นในทุก 50 สำนักงานเขต เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที โดยมีมาตรการปฏิบัติงานที่เข้มข้นในหลายมิติ ดังนี้

 

ปลัด กทม. ได้มอบหมายให้สำนักงานเขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมอุปกรณ์และบุคลากรเพื่อลงพื้นที่แก้ไขปัญหาทันที โดยมุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนน้ำท่วมขัง พื้นที่ลุ่มต่ำ เขตเศรษฐกิจ และชุมชนริมคลอง พร้อมกำชับให้ตรวจสอบและลอกท่อระบายน้ำในถนนสายรองและซอยย่อยไม่ให้มีขยะอุดตัน

 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (BEST) และเจ้าหน้าที่เทศกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร และเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือกรณีรถยนต์ขัดข้องหรือเครื่องยนต์ดับกลางน้ำท่วมขังสูง โดยจะประสานงานร่วมกับสำนักการระบายน้ำ (สนน.) เพื่อสนับสนุนการระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

 

ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม จะทำหน้าที่ติดตามกลุ่มฝนผ่านเรดาร์ พร้อมตรวจสอบระดับน้ำในคลองและแม่น้ำเจ้าพระยาตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันได้เตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำอย่างเต็มพิกัด ประกอบด้วย ประตูระบายน้ำ 244 แห่ง, สถานีสูบน้ำ 207 แห่ง, อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ 5 แห่ง และบ่อสูบน้ำ 371 แห่ง ซึ่งผ่านการบำรุงรักษาให้พร้อมใช้งาน 100%

 

อีกทั้งยังได้ดำเนินการพร่องน้ำ ในคลองและแก้มลิงให้อยู่ในระดับต่ำตามเกณฑ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับน้ำฝน ลดความเสี่ยงน้ำท่วม ส่วนพื้นที่ก่อสร้างโดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า ได้กำชับผู้รับจ้างให้เปิดทางระบายน้ำและดูแลท่อระบายน้ำชั่วคราวอย่างเข้มงวด พร้อมจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำประจำพื้นที่

 

สำหรับแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน กทม. ได้เตรียมรถสูบน้ำเคลื่อนที่ 12 คัน พร้อมเครื่องสูบน้ำสำรอง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และอุปกรณ์ส่องสว่าง เข้าดูแลจุดเสี่ยง นอกจากนี้ สำนักการระบายน้ำยังได้อุดหนุนเครื่องสูบน้ำเครื่องยนต์อีกจำนวน 200 เครื่อง แจกจ่ายให้ 6 กลุ่มเขต เพื่อติดตั้งเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำ

 

ในกรณีกระแสไฟฟ้าขัดข้อง กทม. ได้ประสานการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เข้าดำเนินการตัดแต่งกิ่งไม้ตามแนวสายไฟ ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันสัตว์รบกวน และตรวจสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง พร้อมจัดเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรับประกันว่าการทำงานของสถานีสูบน้ำและอุโมงค์ระบายน้ำจะไม่สะดุดลง

 

เพื่อการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ กทม. ได้ประสานความร่วมมือกับจังหวัดปริมณฑลและกรมชลประทาน (โดยเฉพาะสำนักงานชลประทานที่ 11) ในการประเมินปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน ระดับน้ำทะเลหนุน และความจุของพื้นที่ปลายทาง

 

โดยการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำในพื้นที่รอยต่อ เช่น สถานีสูบน้ำเปรมใต้ สถานีสูบน้ำหนองจอก และสถานีสูบน้ำคลองประเวศบุรีรมย์ จะถูกกำหนดเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำร่วมกัน เน้นการระบายน้ำออกจากกรุงเทพฯ ให้เร็วที่สุด โดยไม่สร้างผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้การสั่งการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามการแจ้งเตือนสถานการณ์ฝนแบบเรียลไทม์ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของ กทม. ได้แก่ เว็บไซต์ dds.bangkok.go.th, pr-bangkok.com และช่องทางโซเชียลมีเดีย Facebook และ X (Twitter) ของ @BKK_BEST

 

หากประชาชนพบเหตุน้ำท่วมขังหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเหตุได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านแอปพลิเคชัน Traffy Fondue, สายด่วน กทม. 1555 หรือ โทร. 0 2248 5115

The post กทม. กางแผนรับมือฝนตกหนัก-น้ำท่วม สั่งตั้งศูนย์บรรเทาภัย 50 เขต พร้อมประสานปริมณฑลจัดการน้ำไร้รอยต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่เกมอุ่นเครื่อง! อูไน เอเมรี ยกแมตช์ดวลบีจี ปทุม คือบททดสอบก่อนลุยพรีเมียร์ลีก https://thestandard.co/emery-villa-bg-pathum-test/ Mon, 03 Aug 2026 10:31:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1237682 อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกมอุ่นเครื่องกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด

อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ยืนยันว่าการอุ่นเครื่องก […]

The post ไม่ใช่แค่เกมอุ่นเครื่อง! อูไน เอเมรี ยกแมตช์ดวลบีจี ปทุม คือบททดสอบก่อนลุยพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกมอุ่นเครื่องกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด

อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ยืนยันว่าการอุ่นเครื่องกับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ จะไม่ใช่เกมอุ่นเครื่องทั่วไป เพราะเขาจะยกเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของทีม ก่อนเปิดฤดูกาล 2026/27 ทั้งในศึกพรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

ดูภาพข่าว 

อูไน เอเมรี เปิดเผยว่า รู้สึกยินดีที่ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีของสโมสร พร้อมชื่นชมการต้อนรับจากแฟนบอลชาวไทยที่อบอุ่นเกินความคาดหมาย และหวังว่าการมาเยือนครั้งนี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์กับแฟนบอลในภูมิภาคเอเชียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 

“เราไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการต้อนรับ เพราะเรารู้ดีว่าในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย มีแฟนบอลพรีเมียร์ลีกจำนวนมาก พวกเขาติดตามการแข่งขันและติดตามสโมสรของเราอยู่เสมอ

 

“สำหรับเรา พรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก คือเป้าหมายหลักของฤดูกาล ดังนั้นทุกเกมในช่วงปรีซีซันจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อม เพื่อรักษามาตรฐานที่ทีมสร้างไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และยกระดับทีมให้พร้อมที่สุดก่อนเริ่มฤดูกาลใหม่” อูไน เอเมรี กล่าว

 

ขณะเดียวกัน กุนซือชาวสเปนมองว่า เกมกับบีจี ปทุมฯ จะไม่ใช่งานง่าย เพราะเจ้าถิ่นจะลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลของตัวเองด้วยความมุ่งมั่น บวกกับทีมของเขาจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจากเมืองไทย

 

แต่เป้าหมายของวิลลาคือการยกระดับความฟิต ปรับระบบการเล่น และเปิดโอกาสให้นักเตะที่เพิ่งกลับมาจากภารกิจทีมชาติและฟุตบอลโลกได้ลงสนามเรียกจังหวะ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่

 

ด้าน เอียน มัตเซน แบ็กซ้ายของทีม กล่าวทักทายแฟนบอลไทยด้วยคำว่า “สวัสดีครับ” พร้อมเผยว่าประทับใจกับการต้อนรับตั้งแต่เดินทางถึงโรงแรม และหวังว่าทุกคนจะได้เห็นเกมที่สนุก รวมถึงเก็บความทรงจำที่ดีร่วมกันในแมตช์นี้

 

สำหรับเกมอุ่นเครื่องระหว่าง บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พบ แอสตัน วิลลา จะมีขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคม เวลา 19.30 น. ที่สนามทรู บีจี สเตเดียม โดยเปิดแฟนโซนตั้งแต่เวลา 14.00 น. ก่อนเปิดประตูสนามเวลา 17.30 น.

 

โดยบัตรเข้าชมมีราคา 3,200, 2,800, 2,000 และ 1,400 บาท สามารถซื้อได้ผ่าน Ticketmaster Thailand

 

 

อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกมอุ่นเครื่องกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด 1อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกมอุ่นเครื่องกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด 2อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกมอุ่นเครื่องกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด 3อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกมอุ่นเครื่องกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด 4อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกมอุ่นเครื่องกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด 5อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกมอุ่นเครื่องกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด 6อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกมอุ่นเครื่องกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด 7อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกมอุ่นเครื่องกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด 8อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกมอุ่นเครื่องกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด 9อูไน เอเมรี กุนซือแอสตัน วิลลา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกมอุ่นเครื่องกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด 10

The post ไม่ใช่แค่เกมอุ่นเครื่อง! อูไน เอเมรี ยกแมตช์ดวลบีจี ปทุม คือบททดสอบก่อนลุยพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Romeo Beckham ขึ้นแคมเปญ ‘Always Denim’ ของ Tommy Hilfiger https://thestandard.co/romeo-beckham-tommy-hilfiger-always-denim/ Mon, 03 Aug 2026 10:23:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1237668 Romeo Beckham ในชุดเดนิมจากแคมเปญ ‘Always Denim’ ของ Tommy Hilfiger

Tommy Hilfiger เปิดตัวแคมเปญเดนิม ‘Always Denim’ สำหรับ […]

The post Romeo Beckham ขึ้นแคมเปญ ‘Always Denim’ ของ Tommy Hilfiger appeared first on THE STANDARD.

]]>
Romeo Beckham ในชุดเดนิมจากแคมเปญ ‘Always Denim’ ของ Tommy Hilfiger

Tommy Hilfiger เปิดตัวแคมเปญเดนิม ‘Always Denim’ สำหรับคอลเล็กชัน Fall 2026 โดยให้ Romeo Beckham ลูกชายของ David และ Victoria Beckham มาขึ้นแคมเปญร่วมกับครีเอทีฟอีกหลายคน

 

Romeo Beckham ถ่ายแคมเปญ Always Denim โดยมีฉากหลังเป็นโรงแรม Mark Hotel แห่งมหานครนิวยอร์ก ร่วมกับ Yasmin Wijnaldum นางแบบชาวดัตช์และผู้นำเทรนด์คนสำคัญแห่งยุค รวมไปถึงเหล่านักสร้างสรรค์หลากหลายวงการ โดยพวกเขาได้มารวมตัวกันบนชั้นดาดฟ้า และต่างก็สวมใส่ไอเท็มเดนิม เพื่อถ่ายทอดสไตล์ความเป็นอเมริกันแท้ของแบรนด์ Tommy Hilfiger ในยุคโมเดิร์น

 

ไอเท็มไฮไลต์จากคอลเล็กชัน Fall 2026 ที่ปรากฏอยู่ในแคมเปญนี้ ก็คือกางเกงยีนส์แบ็กกี้ทรงหลวมรุ่น Theo ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 90 และกางเกงยีนส์ทรงกระบอกรุ่น Dover ของผู้ชาย นอกจากนั้นยังมีกางเกงยีนส์เอวสูงรุ่น Sarah และกางเกงยีนส์เอวต่ำรุ่น Daisy สำหรับฝั่งผู้หญิงด้วย

 

Tommy Hilfiger ที่ผลิตไอเท็มเดนิมมาตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ในยุค 1980 ก่อนที่จะเปิดตัวไลน์ Tommy Jeans ในปี 1996 พูดถึงแคมเปญนี้ว่า “เดนิมเป็นสิ่งที่นำเสนอตัวตนออกมาได้ดีที่สุดแล้วสำหรับผม เมื่อครั้งที่เป็นวัยรุ่นที่เติบโตในเมืองเอลมิรา ผมจะขับรถเข้านิวยอร์กซิตี้เพื่อซื้อกางเกงยีนส์ นำมาปรับแต่งใหม่ และขายไอเท็มเหล่านั้นจากท้ายรถ

 

ตลอดทุกยุคสมัยที่ผ่านมา เดนิมมีบทบาทสำคัญทั้งในแวดวงดนตรี วัฒนธรรมในวัยรุ่น และการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้คน แต่กลับไม่เคยสูญเสียความอยู่เหนือกาลเวลาของมันไปเลย แคมเปญนี้คือการเฉลิมฉลองมรดกตกทอดเหล่านั้นผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ และแสดงให้เห็นถึงความคลาสสิกที่ยังคงถูกนำมาจินตนาการใหม่ในแบบของแต่ละคน”

 

ภาพ: Tommy Hilfiger

 

อ้างอิง
https://th.fashionnetwork.com/news/Tommy-hilfiger-taps-romeo-beckham-for-fall-2026-denim-campaign,1857743.html

The post Romeo Beckham ขึ้นแคมเปญ ‘Always Denim’ ของ Tommy Hilfiger appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ มาแน่! นำร่อง 5 แสนสิทธิ์ เตรียมหารือ ‘คลัง’ สัปดาห์นี้ หวังเคาะงบทันใช้ช่วง Low Season https://thestandard.co/thai-tiew-thai-plus-low-season/ Mon, 03 Aug 2026 10:13:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1237659 ภาพอินโฟกราฟิกโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส พร้อมรายละเอียดเงื่อนไขและสิทธิ์

ภาคการท่องเที่ยวเตรียมรับอานิสงส์ระลอกใหม่ เมื่อกระทรวง […]

The post จับตา ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ มาแน่! นำร่อง 5 แสนสิทธิ์ เตรียมหารือ ‘คลัง’ สัปดาห์นี้ หวังเคาะงบทันใช้ช่วง Low Season appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส พร้อมรายละเอียดเงื่อนไขและสิทธิ์

ภาคการท่องเที่ยวเตรียมรับอานิสงส์ระลอกใหม่ เมื่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในประเทศภายใต้ชื่อโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ด้วยวงเงิน 1,750 ล้านบาท นำร่อง 500,000 สิทธิ์ ล่าสุดเตรียมหารือกระทรวงการคลังสัปดาห์นี้เพื่อสรุปแหล่งเงินทุน หวังอัดฉีดเม็ดเงินให้ทันช่วง Low Season ในเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้

 

 
 

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุถึงรายละเอียดและทิศทางของโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ มีหลักการคล้ายคลึงกับโครงการในอดีตอย่าง ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ หรือ ‘เที่ยวคนละครึ่ง’ โดยรัฐบาลจะเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทาง

 

เบื้องต้นโครงการนี้จะจำกัดอยู่ที่ 500,000 สิทธิ์ ใช้วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 1,750 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสนับสนุนที่พัก 1,500 ล้านบาท และงบคูปอง 250 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดสิทธิประโยชน์ดังนี้

 

  • ส่วนลดค่าที่พัก ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรมที่พัก สิทธิ์ละไม่เกิน 3,000 บาทต่อหนึ่งสิทธิ์
  • คูปองท่องเที่ยว (Voucher) โดยจะแจกคูปองมูลค่า 500 บาทต่อสิทธิ์ ซึ่งความพิเศษในครั้งนี้คือการ เปิดกว้างมากขึ้น จากเดิมที่ใช้ได้เฉพาะค่าอาหาร จะขยายให้สามารถครอบคลุมไปถึงค่าสปา การนวด หรือบริการด้านการท่องเที่ยวอื่นๆ ได้ด้วย

 

จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญในครั้งนี้คือ การปรับลดเงื่อนไขเพดานสิทธิ์การใช้งานต่อบุคคลลง จากเดิมในโครงการลักษณะเดียวกันที่เคยให้สูงสุดถึง 10 สิทธิ์ต่อคน ครั้งนี้จะเหลือเพียง 5 สิทธิ์ต่อคน เพื่อลดการกระจุกตัวและช่วยให้เกิดการกระจายสิทธิ์ไปยังประชาชนคนอื่นๆ ได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยการรับสิทธิ์จะใช้ระบบ มาก่อนได้ก่อน หรือ First Come, First Served ใครจองก่อนมีสิทธิ์ก่อน

 

ปลดล็อกข้อจำกัดเมืองรอง-วันธรรมดา หวนใช้แอป ‘เป๋าตัง’

 

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ คือการทลายข้อจำกัดเดิมๆ ทั้งหมด โดยรัฐมนตรีฯ ระบุว่าได้มีการเชิญตัวแทนภาคเอกชน ทั้งสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA), ผู้ประกอบการสายการบิน และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มาร่วมหารือ

 

“ทุกภาคส่วนเห็นพ้องต้องกันว่า ครั้งนี้ไม่ต้องจำกัดเมืองหลักหรือเมืองรอง เพื่อให้ใช้งานได้ง่าย เพราะจากประสบการณ์ปีที่แล้ว สิทธิ์ของเมืองรองเหลือเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังยกเลิกเงื่อนไขที่เคยบังคับว่าเมืองรองต้องใช้เฉพาะช่วงสุดสัปดาห์หรือวันธรรมดา โดยให้สามารถใช้ได้เหมือนกันทุกวัน ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ”

 

ส่วนแพลตฟอร์มที่จะนำมาใช้รับสิทธิ์ จะกลับไปใช้แอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ของธนาคารกรุงไทย เนื่องจากประชาชนมีความคุ้นชิน ระบบมีเสถียรภาพ และตอบโจทย์เรื่องความง่ายในการใช้งานสูงสุด

 

โจทย์ใหญ่ ‘แหล่งเงินทุน’ ชี้ชะตาไทม์ไลน์โครงการ

 

อย่างไรก็ตาม โครงการจะเริ่มต้นได้เมื่อใดนั้น ขึ้นอยู่กับ “แหล่งที่มาของเงินทุน” ซึ่งรัฐมนตรีฯ เตรียมหารือกับกระทรวงการคลังภายในสัปดาห์นี้ โดยมีฉากทัศน์ 3 แนวทาง ได้แก่

 

  • การใช้เงินกู้ เป็นทางเลือกหลัก หากกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วว่าสามารถใช้เงินกู้ในก้อน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ได้ เนื่องจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว สายการบิน และรถโดยสาร ต่างได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จะสามารถนำเรื่องเข้า ครม. และอนุมัติใช้ได้ทันทีในเดือนกันยายนถึงตุลาคม ซึ่งตรงกับความต้องการของเอกชนที่อยากให้กระตุ้นในช่วง Low Season
  • การใช้งบกลาง ปี 2569 หากใช้เงินกู้ไม่ได้ อาจต้องพึ่งพางบกลางของปีงบประมาณปัจจุบัน แต่ยอมรับว่าเป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายปีงบประมาณ และรัฐบาลจำเป็นต้องสำรองเงินก้อนนี้ไว้สำหรับรับมือภัยพิบัติหรือน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น
  • การใช้งบกลาง ปี 2570 หากต้องรองบกลางของปีงบประมาณหน้า ก็มีโอกาสเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ เป็นต้นไป จะมีข้อจำกัดใหญ่คือ ระยะเวลาการเริ่มโครงการจะไปตกอยู่ในช่วง High Season พอดี ซึ่งภาคธุรกิจมองว่าโรงแรมส่วนใหญ่มักจะเต็มอยู่แล้ว การกระตุ้นอาจไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งหากต้องใช้เงินก้อนนี้จริง อาจต้องพิจารณาเลื่อนโครงการไปใช้ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ปีหน้าแทน

 

“ถ้าคุยกับกระทรวงการคลังในสัปดาห์นี้และเข้าเงื่อนไขการใช้เงินกู้ จะทราบผลภายในสัปดาห์เดียว และใช้เวลาทำเรื่องประมาณ 1-2 สัปดาห์เพื่อเสนอ ครม. หากทัน ก็จะได้ใช้โครงการนี้ในช่วงกันยายน-ตุลาคมนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วง High Season อย่างแน่นอน” รัฐมนตรีฯ กล่าวทิ้งท้าย

The post จับตา ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ มาแน่! นำร่อง 5 แสนสิทธิ์ เตรียมหารือ ‘คลัง’ สัปดาห์นี้ หวังเคาะงบทันใช้ช่วง Low Season appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะสว. ลงพื้นที่ BWG สระบุรี ตรวจระบบจัดการกากอุตสาหกรรม แนะเปิดข้อมูลเชิงรุก หลังบริษัทอุทธรณ์คำสั่งกรมโรงงานฯ https://thestandard.co/senators-bwg-industrial-waste-appeal/ Mon, 03 Aug 2026 10:10:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1237655 คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่ตรวจสอบระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG

คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำ […]

The post คณะสว. ลงพื้นที่ BWG สระบุรี ตรวจระบบจัดการกากอุตสาหกรรม แนะเปิดข้อมูลเชิงรุก หลังบริษัทอุทธรณ์คำสั่งกรมโรงงานฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่ตรวจสอบระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG

คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG จังหวัดสระบุรี รับฟังข้อมูลและตรวจสอบระบบจัดการกากอุตสาหกรรม ระบบฝังกลบ และการจัดการน้ำเสีย พร้อมเสนอให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลและสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่ BWG ระบุว่าได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งตามมาตรา 39 ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว

ดูภาพข่าว 

 
 

วันนี้ (3 สิงหาคม) พล.ท. สุกิจ ทั่งทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสระบุรี ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน เปิดเผยว่า เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วย นิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล รองประธานกรรมการฯ และคณะสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะและกากอุตสาหกรรมของ BWG ที่ตำบลห้วยแห้ง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

 

การลงพื้นที่ครั้งนี้มี เลิศชัย สกลเสาวภาคย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ตรีพงษ์ กลันทปุระ อุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

 

นิทัศน์กล่าวภายหลังรับฟังข้อมูลและตรวจพื้นที่หลุมฝังกลบว่า ธุรกิจกำจัดกากอุตสาหกรรมเป็นกิจการที่ประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยธรรมชาติ บริษัทจึงควรเพิ่มการสื่อสารเชิงรุก เปิดเผยข้อมูลและอธิบายกระบวนการจัดการของเสียให้สังคมเข้าใจมากขึ้น เพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเมื่อเกิดข้อสงสัยหรือกระแสข่าว

 

ด้าน นวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า หลังรับฟังข้อมูลและกระบวนการดำเนินงาน เห็นว่าการจัดการขยะและกากอุตสาหกรรมเป็นภารกิจที่มีความสำคัญต่อทั้งระบบสิ่งแวดล้อมและภาคอุตสาหกรรม

 

BWG แจงใช้ระบบฝังกลบเชิงวิศวกรรม

 

ตัวแทน BWG ชี้แจงต่อคณะสมาชิกวุฒิสภาว่า บริษัทพร้อมเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและรับทราบกระบวนการดำเนินงาน โดยระบุว่าการฝังกลบกากอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นการขุดหลุมแล้วนำของเสียฝังลงดินโดยตรง แต่ใช้ระบบฝังกลบเชิงวิศวกรรม ซึ่งประกอบด้วยคันดิน ระบบรองพื้นและวัสดุป้องกันการรั่วซึม ระบบรวบรวมน้ำชะกาก รวมถึงระบบบำบัดน้ำเสีย

 

บริษัทระบุว่า น้ำชะกากที่เกิดจากความชื้นของของเสียหรือน้ำที่สัมผัสกับของเสียโดยตรง จะถูกรวบรวมเข้าสู่ระบบบำบัด ก่อนนำน้ำที่ผ่านกระบวนการกลับมาใช้ภายในพื้นที่ เช่น รดต้นไม้ รดถนน และลดฝุ่น โดยบริษัทอ้างว่าไม่มีการระบายน้ำที่ผ่านการบำบัดดังกล่าวออกนอกพื้นที่โรงงาน

 

สำหรับการเฝ้าระวังการรั่วซึม BWG ระบุว่า มีบ่อสังเกตการณ์น้ำใต้ดินรอบพื้นที่ เพื่อนำตัวอย่างมาตรวจเปรียบเทียบคุณภาพน้ำทั้งบริเวณเหนือน้ำและท้ายน้ำ รวมถึงติดตามคุณภาพน้ำใต้ดิน น้ำผิวดิน และสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขที่กำหนด

 

ส่วนการจัดการกากอุตสาหกรรม บริษัทระบุว่ามีการแยกของเสียอันตรายออกจากของเสียไม่อันตราย โดยของเสียอันตรายจะต้องผ่านกระบวนการลดความเป็นอันตราย เช่น การปรับสภาพกรด-ด่าง หรือการทำให้ของเสียแข็งตัว ก่อนเข้าสู่กระบวนการฝังกลบ เพื่อลดโอกาสการชะละลายของสารปนเปื้อน

 

อุทธรณ์คำสั่งมาตรา 39 ยืนยันต้องแยก ‘น้ำในระบบ’ กับ ‘น้ำทิ้ง’

 

สำหรับกรณีคำสั่งตามมาตรา 39 ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม BWG ระบุว่า บริษัทได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งแล้ว โดยมีความเห็นว่าการพิจารณาข้อเท็จจริงควรแยกระหว่างน้ำที่อยู่ภายในระบบรวบรวมและบำบัดของโรงงาน กับน้ำทิ้งที่ระบายออกนอกพื้นที่

 

บริษัทให้เหตุผลว่า การตรวจพบสารในระบบรวบรวมและบำบัดน้ำชะกากภายในโรงงาน ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่ามีการปล่อยมลพิษออกสู่ลำน้ำสาธารณะ และเห็นว่าจำเป็นต้องมีหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงแหล่งกำเนิดกับผลกระทบภายนอกได้อย่างชัดเจน

 

BWG ยังระบุว่า พื้นที่ตำบลห้วยแห้งและบริเวณคลองตะเข้เป็นระบบลุ่มน้ำที่มีกิจกรรมหลายประเภท ทั้งชุมชน เกษตรกรรม ปศุสัตว์ และโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษควรพิจารณาข้อมูลในภาพรวมของลุ่มน้ำ ไม่ควรสรุปจากผลตรวจเฉพาะจุดหรือข้อมูลในบางช่วงเวลา

 

ทั้งนี้ ข้อความดังกล่าวเป็นคำชี้แจงของบริษัทภายหลังถูกดำเนินการตามคำสั่งของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งกระบวนการอุทธรณ์ยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องติดตามผลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษาดูงาน

 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คณะอาจารย์และนักศึกษาสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เข้าศึกษาดูงานด้านการจัดการกากอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมของ BWG เพื่อเรียนรู้กระบวนการปฏิบัติงานจริงนอกห้องเรียน

 

รศ.ดร. บุญชัย วิจิตรเสถียร หัวหน้าสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การนำนักศึกษาไปศึกษาระบบจัดการของเสียอันตรายในสถานที่จริง ช่วยให้นักศึกษาเห็นกระบวนการทำงานและข้อจำกัดในภาคปฏิบัติ ตลอดจนเปิดโลกทัศน์และเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต

 

การลงพื้นที่ของคณะสมาชิกวุฒิสภาครั้งนี้จึงมีข้อเสนอสำคัญให้ BWG สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับระบบจัดการกากอุตสาหกรรม มาตรการควบคุมมลพิษ และผลการติดตามด้านสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและทำความเข้าใจกระบวนการดำเนินงานได้ ขณะที่ประเด็นข้อพิพาทและคำสั่งของกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังต้องติดตามข้อเท็จจริงและผลการพิจารณาจากหน่วยงานที่มีอำนาจต่อไป

 

 

คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่ตรวจสอบระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG 1

คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่ตรวจสอบระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG 2

คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่ตรวจสอบระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG 3

คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่ตรวจสอบระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG 4

คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่ตรวจสอบระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG 5

คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่ตรวจสอบระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG 6

คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่ตรวจสอบระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG 7

คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่ตรวจสอบระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG 8

The post คณะสว. ลงพื้นที่ BWG สระบุรี ตรวจระบบจัดการกากอุตสาหกรรม แนะเปิดข้อมูลเชิงรุก หลังบริษัทอุทธรณ์คำสั่งกรมโรงงานฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดวิสัยทัศน์ ‘เพ็ชร ชินบุตร’ เลขาฯ กอช. คนใหม่ ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกแตะ 3 ล้านคน จัดระเบียบ ‘หวยเกษียณ’ ให้แล้วเสร็จในปีนี้ https://thestandard.co/phet-chinbutr-goc-members-lottery/ Mon, 03 Aug 2026 10:06:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1237640 ภาพ เพ็ชร ชินบุตร เลขาธิการ กอช. คนใหม่

เปิดวิสัยทัศน์ ‘เพ็ชร ชินบุตร’ เลขาฯ กอช. คนใหม่ ตั้งเป […]

The post เปิดวิสัยทัศน์ ‘เพ็ชร ชินบุตร’ เลขาฯ กอช. คนใหม่ ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกแตะ 3 ล้านคน จัดระเบียบ ‘หวยเกษียณ’ ให้แล้วเสร็จในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เพ็ชร ชินบุตร เลขาธิการ กอช. คนใหม่

เปิดวิสัยทัศน์ ‘เพ็ชร ชินบุตร’ เลขาฯ กอช. คนใหม่ ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกอีก 140,000 คนภายในสิ้นปี ดันสมาชิกแตะ 3 ล้านคน พร้อมเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินกองทุนเป็น 18,000 ล้านบาท และเร่งจัดระเบียบโครงการ ‘หวยเกษียณ’ ให้พร้อมภายในปีนี้

 

 
 

วันนี้ (3 สิงหาคม) เพ็ชร ชินบุตร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เผยวิสัยทัศน์กับสื่อมวลชนครั้งแรกนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเผยว่าจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ของปีนี้ เพิ่มจำนวนสมาชิกให้ได้อีก 1.4 แสนคน ตามเกณฑ์การประเมินของ ทริส เรตติ้งส์ (Tris Rating)

 

เพ็ชรเผยว่า จะเพิ่มจำนวนสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ ผ่านการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในการดึงผู้ที่ประกอบอาชีพ ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพอื่นควบคู่ด้วย และไม่ได้เป็นผู้ประกันตนประกันสังคม ราว 1-2 หมื่นคน จากจำนวน ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ ทั้งหมดราว 50,000-60,000 อำเภอ

 

นอกจากนี้ยังตั้งเป้าดึงเยาวชนให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น โดยเน้นที่กลุ่มอายุ 15-18 ปี ราว 20,000 คน จากทั้งหมด 200,000 คน โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนรุ่นใหม่รู้จักกองทุนการออมแห่งชาติมากขึ้น

 

ขณะที่สมาชิกในส่วนที่เหลือจะเน้นดึงจากกลุ่มอาชีพอิสระ เช่น เกษตรกร ไรเดอร์ ค้าขาย แม่บ้าน

 

“เรื่องเร่งด่วนของผมตอนนี้คือ ทำยังไงให้ประชาชนเข้าถึงการออมได้ง่าย ออมได้เร็ว โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 15 ปี” เพ็ชรกล่าว

 

สถานะกองทุนในปัจจุบัน

 

ปัจจุบัน กองทุนการออมแห่งชาติ มีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 2,894,483 คน แบ่งเป็นสมาชิกที่ออมเงินสม่ำเสมอราว 2 แสนราย สมาชิกที่ออมเงินบ้างแต่ไม่ต่อเนื่องราว 6 แสนคน ส่วนที่เหลืออีกราว 2 ล้านคนเป็นสมาชิกที่เข้ามาแล้วไม่มีการเคลื่อนไหวทางบัญชี โดยเพ็ชรตั้งใจว่าจะเพิ่มจำนวนสมาชิกให้ได้เป็น 5 ล้านคนภายในเร็วๆ นี้ แต่ไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน

 

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กองทุนมีมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้น 16,297.16 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินออมจากสมาชิกราว 11,000 ล้านบาท และเป็นเงินที่รัฐสมทบอีกราว 5,000 ล้านบาท โดยเพ็ชรตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินกองทุนให้ได้เป็น 18,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี

 

โดย ณ วันที่ 3 สิงหาคม กองทุนการออมแห่งชาติ มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 3.12% แบ่งมีอัตราผลตอบแทนจากเงินฝากประจำอยู่ที่ 1.12% และสามารถเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้ 1.2% จากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปีที่ 0.98%

 

ต่อยอดดึงแรงงานไทยในต่างประเทศเข้า กอช.

 

เพ็ชรมองว่าเป้าหมายระยะยาวของ กอช. คือการเพิ่มสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีเงินออมเพียงพอจนไม่ตกอยู่ในภาวะยากจนจากราว 30% เป็น 50% ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย เพราะแม้แต่นิวซีแลนด์เองยังต้องใช้เวลาถึง 35 ปี นับตั้งแต่วางเป้าหมายในลักษณะเดียวกัน

 

ที่สำคัญ เพ็ชรระบุว่า หากสามารถเพิ่มจำนวนสมาชิกได้ 1.4 แสนคนได้สำเร็จ จะทำให้กองทุนการออมแห่งชาติมีสมาชิกรวมเป็น 3 ล้านคน

 

สำหรับเป้าหมายขั้นต่อไปในการเพิ่มสมาชิกให้เป็น 5 ล้านคน เพ็ชรจะหารือกับกระทรวงแรงงาน ในการดึงแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ เช่น อิสราเอล มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ทั้งหมดราว 4-5 แสนคนให้เข้าเป็นสมาชิก

 

จัดระเบียบ ‘หวยเกษียณ’ ให้เสร็จในปีนี้

 

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ ‘สลาก กอช.’ หรือโครงการ ‘หวยเกษียณ’ ที่ริเริ่มในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพ็ชรระบุว่าอยู่ระหว่างการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จนประกาศใช้เป็นกฎหมาย รวมถึงพัฒนาระบบเทคโนโลยีของ กอช. เพื่อรองรับโครงการดังกล่าว

 

ทั้งนี้ เพ็ชรตั้งเป้าจะดำเนินการด้านกฎหมายกับ ระบบเทคโนโลยีให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ แต่จะเริ่มขายในปีหน้าหรือไม่นั้น ให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนดอีกที

 

กองทุนการออมแห่งชาติคืออะไร

 

กองทุนการออมแห่งชาติ คือ กองทุนบำนาญภาคสมัครใจที่จัดตั้งโดยรัฐบาล เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ในวัยเกษียณให้แก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระและนอกระบบ โดยมีเงินสมทบจากรัฐบาลและการันตีผลตอบแทน

 

โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

 

  • มีสัญชาติไทย อายุ 15-60 ปีบริบูรณ์
  • ไม่เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคม (ยกเว้นผู้ประกันตน มาตรา 40 ที่เลือกทางเลือกที่ 1)
  • ไม่เป็นข้าราชการหรือสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
  • ไม่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 

เงื่อนไขการออมและเงินสมทบจากรัฐ

 

ออมเงินสะสมขั้นต่ำครั้งละ 50 บาท สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี โดยมีรัฐบาลช่วยจ่ายเงินสมทบเพิ่มให้ตามช่วงอายุของสมาชิก สูงสุดไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี

 

  • อายุ 15-30 ปี: รัฐสมทบ 50% ของเงินออม
  • อายุ >30-50 ปี: รัฐสมทบ 80% ของเงินออม
  • อายุ >50-60 ปี: รัฐสมทบ 100% ของเงินออม

 

สิทธิประโยชน์

 

  • รับเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีพเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์
  • เงินสะสมและผลประโยชน์ทบต้นสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน

The post เปิดวิสัยทัศน์ ‘เพ็ชร ชินบุตร’ เลขาฯ กอช. คนใหม่ ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกแตะ 3 ล้านคน จัดระเบียบ ‘หวยเกษียณ’ ให้แล้วเสร็จในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ICRC ยืนยัน ‘อองซานซูจี’ ยังติดต่อกับครอบครัวได้ กัณวีร์ชี้ ยังไม่ใช่สัญญาณวิกฤตคลี่คลาย ขอจับตาดู มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย https://thestandard.co/icrc-aung-san-suu-kyi-myanmar-crisis/ Mon, 03 Aug 2026 09:42:26 +0000 https://thestandard.co/icrc-aung-san-suu-kyi-myanmar-crisis/ อองซานซูจีกำลังตัดเค้กสีชมพู

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ยืนยันว่า ผู้แทนของ […]

The post ICRC ยืนยัน ‘อองซานซูจี’ ยังติดต่อกับครอบครัวได้ กัณวีร์ชี้ ยังไม่ใช่สัญญาณวิกฤตคลี่คลาย ขอจับตาดู มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อองซานซูจีกำลังตัดเค้กสีชมพู

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ยืนยันว่า ผู้แทนขององค์กรเข้าเยี่ยม อองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมาในวันนี้ (3 สิงหาคม) โดยย้ำว่า การเยี่ยมเป็นไปตามมาตรฐาน และได้มีการพูดคุยกับอดีตผู้นำเป็นการส่วนตัว

 

 

ขณะที่ กัณวีร์ สืบแสง อดีตหัวหน้าพรรคพลวัต แสดงความคิดเห็นว่า ไม่ควรตีความการเข้าถึงของ ICRC เกินกว่าข้อเท็จจริง เพราะการเข้าเยี่ยมครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า วิกฤตการเมืองเมียนมากำลังคลี่คลาย พร้อมจับตาการเยือนของ มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมาในวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้

 

ICRC ระบุอย่างไรบ้าง

 

ICRC ออกแถลงการณ์ว่า ผู้แทนขององค์กรได้เข้าพบกับอองซานซูจีจริง โดยการเยี่ยมเป็นไปตามมาตรฐาน และได้รับโอกาสให้พูดคุยกับอดีตผู้นำเมียนมา พร้อมย้ำว่า เธอสามารถแลกเปลี่ยนข่าวสารกับครอบครัวได้

 

ขณะที่ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจากการเยี่ยม จะถูกส่งต่อให้หน่วยงานที่ควบคุมตัวโดยตรง และเป็นความลับตามแนวทางการทำงานขององค์กร

 

พร้อมกันนี้ ICRC ยืนยันว่า จะเดินหน้าประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาและขยายการเข้าถึงสถานที่ควบคุมตัวในเมียนมา

 

สำหรับรายละเอียดที่มีการเผยแพร่ สำนักประธานาธิบดีเมียนมาระบุว่า ICRC เข้าพบอองซานซูจีในเช้าวันนี้ แต่ไม่ได้เปิดเผยสถานที่หรือรายละเอียดของการหารือ ขณะที่ยังมีการเผยแพร่ภาพซูจีกำลังตัดเค้กสีชมพู ซึ่งเขียนข้อความว่า ‘สุขสันต์วันเกิด ป้าซู 19.6.2026’ ทำให้มีการคาดเดาว่า ภาพดังกล่าวอาจถ่ายขึ้นระหว่างการฉลองวันเกิดครบรอบ 81 ปีของเธอ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

 

กัณวีร์ชี้ ภาพพบอองซานซูจียังไม่ใช่สัญญาณว่าวิกฤตคลี่คลาย

 

กัณวีร์แสดงความเห็นบน Facebook ส่วนตัวว่า หากการเข้าเยี่ยมดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ถือเป็นพัฒนาการที่ควรได้รับการต้อนรับในมิติด้านมนุษยธรรม เพราะอย่างน้อยสะท้อนว่า ผู้ถูกควบคุมตัวยังสามารถได้รับการเข้าถึงจากองค์กรที่ยึดหลักความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม และความเป็นอิสระ

 

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ไม่ควรตีความการเข้าถึงของ ICRC เกินกว่าข้อเท็จจริง เพราะการเข้าเยี่ยมครั้งนี้ไม่ใช่การรับรองความชอบธรรมของรัฐบาลทหาร และไม่ได้หมายความว่า วิกฤตการเมืองเมียนมากำลังคลี่คลาย แต่เป็นการเปิด ‘พื้นที่ทางมนุษยธรรม’ ที่ทุกฝ่ายควรรักษาไว้ เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

 

กัณวีร์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เหตุใด ICRC จึงสามารถเข้าพบอองซานซูจีได้ ขณะที่ผู้แทนพิเศษอาเซียนและอีกหลายฝ่ายยังไม่สามารถเข้าถึงเธอ โดยมองว่า ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่หลักการทำงานของ ICRC ซึ่งไม่ได้เข้าไปเพื่อเจรจาทางการเมืองหรือกดดันรัฐบาล แต่ดำเนินงานภายใต้หลักมนุษยธรรม ความเป็นกลาง และการรักษาความลับ จึงได้รับความไว้วางใจให้เข้าถึงผู้ถูกควบคุมตัวในหลายประเทศ

 

ส่วนการแก้ไขวิกฤตเมียนมาในภาพรวมยังต้องอาศัยกระบวนการทางการเมือง การเจรจาที่ครอบคลุมทุกฝ่าย และการปฏิบัติตามฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน ซึ่งยังห่างไกลจากความเป็นจริง

 

กัณวีร์สรุปว่า ข่าวดังกล่าวอาจสร้างความหวังในด้านมนุษยธรรม แต่ไม่ควรถูกตีความว่า วิกฤตเมียนมาใกล้สิ้นสุด พร้อมย้ำว่า พื้นที่ทางมนุษยธรรมต้องได้รับการคุ้มครอง ขณะที่หลักการทางการเมืองต้องไม่ถูกลดทอน โดยการเข้าถึงผู้ได้รับผลกระทบต้องไม่แลกกับหลักการ และหลักการก็ไม่ควรกลายเป็นอุปสรรคต่อการช่วยชีวิตผู้คน

 

เขายังทิ้งท้ายว่า ต้องจับตาดูการเยือนประเทศไทยของ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมาระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคมต่อว่า จะมีการเปิดพื้นที่ทางการเมืองสู่สันติภาพได้หรือไม่

 

อ้างอิง:

ภาพ: Text สั้น

The post ICRC ยืนยัน ‘อองซานซูจี’ ยังติดต่อกับครอบครัวได้ กัณวีร์ชี้ ยังไม่ใช่สัญญาณวิกฤตคลี่คลาย ขอจับตาดู มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. สั่งสอบปมผู้ต้องหาฆ่าพี่น้องรัสเซียซัดทอดรับยาเสพติดจากตำรวจ ลงโทษวินัย-อาญาเด็ดขาด https://thestandard.co/police-investigate-russian-murder-drug-claim/ Mon, 03 Aug 2026 09:37:46 +0000 https://thestandard.co/police-investigate-russian-murder-drug-claim/ ภาพผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

วันนี้ (3 สิงหาคม) พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแ […]

The post ผบ.ตร. สั่งสอบปมผู้ต้องหาฆ่าพี่น้องรัสเซียซัดทอดรับยาเสพติดจากตำรวจ ลงโทษวินัย-อาญาเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

วันนี้ (3 สิงหาคม) พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า ฑนา หรือ ‘ป๋อง’ ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย ได้รับยาเสพติดมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ จังหวัดชลบุรี

 

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้รับทราบถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว และไม่ได้นิ่งนอนใจต่อข้อกล่าวหาที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร โดยได้สั่งการด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด รอบคอบ และเป็นธรรมที่สุด

 

ทั้งนี้ ผบ.ตร. ได้กำชับการปฏิบัติงานอย่างเด็ดขาดว่า หากผลการตรวจสอบพบว่ามีข้าราชการตำรวจนายใดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของการสนับสนุน รู้เห็นเป็นใจ หรือเรียกรับผลประโยชน์จริง จะต้องถูกดำเนินการขั้นเด็ดขาดทั้งทางวินัยและทางอาญาโดยไม่มีการละเว้น หรือให้ความช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อทำความจริงให้ปรากฏต่อสังคม และรักษาไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีของข้าราชการตำรวจโดยรวม

The post ผบ.ตร. สั่งสอบปมผู้ต้องหาฆ่าพี่น้องรัสเซียซัดทอดรับยาเสพติดจากตำรวจ ลงโทษวินัย-อาญาเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>