THE STANDARD https://thestandard.co/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 03 Jun 2026 12:40:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘สีหศักดิ์’ ถึงปารีส ร่วมเวทีประชุม OECD 2026 เดินหน้าดันไทยเข้าเป็นสมาชิกภายในปี 2571 https://thestandard.co/sihatsak-oecd-thailand-member/ Wed, 03 Jun 2026 12:40:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1214318 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม OECD ที่กรุงปารีส

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post ‘สีหศักดิ์’ ถึงปารีส ร่วมเวทีประชุม OECD 2026 เดินหน้าดันไทยเข้าเป็นสมาชิกภายในปี 2571 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม OECD ที่กรุงปารีส

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในระดับรัฐมนตรีประจำปี 2026 (Organisation for Economic Co-operation and Development Ministerial Council Meeting: OECD MCM) ในหัวข้อหลัก Getting Industrial Policies Right for Open Markets, Growth and Prosperity ณ สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

 

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งหารือแนวทางการกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาระบบการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้าง เป็นธรรม และยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

 

นอกจากนี้ การเข้าร่วมประชุมถือเป็นโอกาสของไทยในการหารือและแลกเปลี่ยนในประเด็นระดับโลก ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก OECD และหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสนับสนุนการขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกของไทยให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2571

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม OECD ที่กรุงปารีส 1สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม OECD ที่กรุงปารีส 2สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม OECD ที่กรุงปารีส 3สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม OECD ที่กรุงปารีส 4

The post ‘สีหศักดิ์’ ถึงปารีส ร่วมเวทีประชุม OECD 2026 เดินหน้าดันไทยเข้าเป็นสมาชิกภายในปี 2571 appeared first on THE STANDARD.

]]>
OECD หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลางกดดันการเติบโต ดันเงินเฟ้อกลับมาสูงอีกครั้ง https://thestandard.co/oecd-global-economy-energy-crisis/ Wed, 03 Jun 2026 12:28:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1214309 โลโก้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

OECD ชี้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำ […]

The post OECD หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลางกดดันการเติบโต ดันเงินเฟ้อกลับมาสูงอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

OECD ชี้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก สร้างแรงกระแทกด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต พร้อมเตือนหากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงปี 2027 การเติบโตทั่วโลกอาจชะลอลงเหลือเพียง 1.8%

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เปิดเผยรายงาน Economic Outlook ฉบับล่าสุด โดยระบุว่า ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ หลังจากที่สร้างผลกระทบให้เกิดแรงกระแทกด้านพลังงาน (Energy Shock) ซึ่งกำลังผลักดันแรงกดดันเงินเฟ้อและกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ

 

OECD ระบุว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ ทำให้ต้องจัดทำประมาณการเศรษฐกิจภายใต้ 2 สมมติฐานหลัก ได้แก่

 

1. กรณีความขัดแย้งจำกัดระยะเวลา (Time-Limited Disruption)

 

สถานการณ์พลังงานและการค้าของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับทยอยกลับสู่ระดับปกติตั้งแต่กลางปี 2026 และทำให้ผลกระทบด้านอุปทานพลังงานค่อยๆ คลี่คลาย

 

2. กรณีความขัดแย้งยืดเยื้อ (Prolonged Disruption)

 

การหยุดชะงักของการผลิตและส่งออกพลังงานในภูมิภาคยังดำเนินต่อไปจนถึงปี 2027 จะส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ความเสี่ยงด้านอุปทานรุนแรงขึ้น และภาวะการเงินโลกตึงตัวมากขึ้น ซึ่งจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างและยาวนานกว่าเดิม

 

เตือนต้นทุนเศรษฐกิจจะสูงขึ้นหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

 

Mathias Cormann เลขาธิการ OECD กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ปี 2026 ด้วยแรงส่งที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มกลับอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

เขาระบุว่า ยิ่งการหยุดชะงักดำเนินต่อไปนานเท่าใด ต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น พร้อมเสนอแนะว่า หากรัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการช่วยเหลือทางการคลัง ควรเป็นมาตรการเฉพาะกลุ่มและมีระยะเวลาจำกัด เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ และยังคงแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน

 

นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ควรเร่งยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ พัฒนาทักษะแรงงาน และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างการเติบโตและผลิตภาพในระยะยาว

 

เศรษฐกิจโลกอาจโตเพียง 2.8% ในปี 2026

 

ภายใต้สมมติฐานที่ความขัดแย้งคลี่คลายในระยะเวลาอันเหมาะสม OECD คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจาก 3.4% ในปี 2025 เหลือ 2.8% ในปี 2026 ก่อนฟื้นกลับสู่ระดับ 3.1% ในปี 2027

 

สำหรับประเทศเศรษฐกิจหลัก OECD ประเมินว่า

 

  • สหราชอาณาจักร จะขยายตัว 2.0% ในปี 2026 และชะลอลงเหลือ 1.8% ในปี 2027
  • ประเทศกลุ่มยุโรป เติบโต 0.8% ในปี 2026 ก่อนเร่งขึ้นเป็น 1.2% ในปี 2027
  • จีนจะเติบโต 4.5% ในปี 2026 และชะลอลงเป็น 4.3% ในปี 2027

 

หากวิกฤตยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกเสี่ยงชะลอเหลือ 1.8%

 

OECD เตือนว่า หากปัญหาการผลิตและการส่งออกพลังงานในภูมิภาคอ่าวอาหรับยืดเยื้อไปจนถึงปี 2027 เศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบรุนแรงมากขึ้น

 

ในกรณีดังกล่าว อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงเหลือเพียง 2.1% ในปี 2026 และ 1.8% ในปี 2027 โดยผลกระทบจะรุนแรงเป็นพิเศษในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และประเทศกำลังพัฒนาที่เปราะบางต่อการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและอาหาร

 

ขณะที่กลุ่มประเทศ OECD จะเติบโตเพียง 0.9% ในปี 2026 และ 0.5% ในปี 2027 ต่ำกว่ากรณีสถานการณ์คลี่คลายซึ่งคาดว่าจะเติบโต 1.5% และ 1.7% ตามลำดับ

 

เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเป็นความเสี่ยงอีกครั้ง

 

OECD ระบุว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศเกิดใหม่

 

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังผลักดันต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมได้ส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ โดยเฉพาะต้นทุนการเกษตรและราคาอาหาร

 

ในกรณีความขัดแย้งคลี่คลายภายในระยะเวลาจำกัด OECD คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของกลุ่ม G20 จะเพิ่มขึ้นจาก 3.4% ในปี 2025 เป็น 4.0% ในปี 2026 ก่อนลดลงสู่ 3.1% ในปี 2027 เมื่อแรงกดดันด้านพลังงานและอาหารเริ่มบรรเทา

 

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อัตราเงินเฟ้ออาจปรับตัวสูงกว่าประมาณการดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

 

แนะรัฐบาลลดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า

 

Stefano Scarpetta หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ OECD กล่าวว่า รัฐบาลยังมีเครื่องมือหลายด้านในการช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะขาดแคลนอุปทานพลังงาน โดยเฉพาะต่อครัวเรือนเปราะบางและธุรกิจขนาดเล็ก

 

อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนมากขึ้นว่า โลกจำเป็นต้องเร่งลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลายขึ้น เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและลดความเปราะบางต่อวิกฤตในอนาคต

 

OECD ยังแนะนำให้รัฐบาลดำเนินมาตรการช่วยเหลือด้านราคาพลังงานแบบเฉพาะเจาะจงและชั่วคราว ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังและลดความเสี่ยงจากแรงกระแทกด้านพลังงานในระยะยาว

 

ภาพ: Achim Wagner/ Shutterstock

อ้างอิง:

The post OECD หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลางกดดันการเติบโต ดันเงินเฟ้อกลับมาสูงอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 จ่อขึ้นภาษีอีก 60 ประเทศ ‘ไทย’ โดนด้วยอีก 12.5% จากปมนำเข้าสินค้าผลิตจาก ‘การบังคับใช้แรงงาน’ https://thestandard.co/us-tariffs-thailand-forced-labor/ Wed, 03 Jun 2026 12:18:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1214305 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 จ่อขึ้นภาษี 60 ประเทศ ไทยโดนด้วย 12.5%

สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 จ่อขึ้นภาษี […]

The post สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 จ่อขึ้นภาษีอีก 60 ประเทศ ‘ไทย’ โดนด้วยอีก 12.5% จากปมนำเข้าสินค้าผลิตจาก ‘การบังคับใช้แรงงาน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 จ่อขึ้นภาษี 60 ประเทศ ไทยโดนด้วย 12.5%

สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 จ่อขึ้นภาษี 60 เขตเศรษฐกิจ ไทยโดนด้วยอีก 12.5% จากปมนำเข้าสินค้าที่ผลิตจาก ‘การบังคับใช้แรงงาน’ แต่ยังเปิดช่องให้ไทยยื่นอุทธรณ์ได้ ด้านดร.พิพัฒน์ KKP แนะไทยเร่งยกระดับมาตรฐานแรงงานสากล รับมือมาตรการกีดกันทางการค้าโลกยุคใหม่ เพื่อให้ได้อัตราภาษีลดลงเหลือ 10% หลังกัมพูชา มาเลเซีย ไต้หวัน และอินโดนีเซียต่างก็ทำข้อตกลงลักษณะนี้ไปแล้ว

 

 

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้มีคำวินิจฉัยภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายว่าด้วยการค้าปี 1974 ว่าการกระทำ นโยบาย และการปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึง ‘ประเทศไทย’ ล้มเหลวในการกำหนดหรือบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labor) ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อการค้าสหรัฐฯ โดยเสนอเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% จากสินค้าส่งออกไทยทุกประเภท ยกเว้นสินค้าในบัญชียกเว้น (Annex A)

 

โดยเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า “การที่คู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเราละเลยที่จะจัดการกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลให้แรงงานชาวอเมริกันถูกบีบให้ต้องแข่งขันในระดับสากลบนสนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม”

 

พร้อมกล่าวต่อว่า “เราจะไม่ทนต่อความเหลื่อมล้ำนี้อีกต่อไป แม้คู่ค้าบางรายได้เริ่มดำเนินการในขั้นต้นเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับแล้ว ซึ่งรวมถึงการดำเนินการผ่านข้อตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) และข้อผูกพันในข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน อย่างไรก็ตาม คู่ค้าของเราแต่ละรายจะต้องดำเนินการให้มากกว่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการค้าจะไม่ไปส่งเสริมและตอกย้ำการใช้แรงงานบังคับให้ฝังรากลึกในระดับโลกอย่างบิดเบือน”

 

เปิดรายชื่อ 60 เขตเศรษฐกิจโดนภาษี ไทยโดน 12.5%

 

USTR ระบุถึงการแบ่งกลุ่มจัดเก็บภาษีดังกล่าวเป็น 2 อัตรา โดยระบบเศรษฐกิจที่มีมาตรการห้าม ‘บางส่วน’ หรือมีข้อผูกพันที่จะบังคับใช้กฎหมายผ่านข้อตกลงทางการค้า จะถูกเสนอให้จัดเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 10% ขณะที่ระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ไม่มีกลไกดังกล่าวจะถูกเสนอให้จัดเก็บในอัตรา 12.5%

 

โดยระบบเศรษฐกิจจำนวน 54 แห่งต่อไปนี้ ละเลยที่จะกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แอลจีเรีย แองโกลา อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บาฮามาส บาห์เรน บังกลาเทศ บราซิล กัมพูชา ชิลี สาธารณรัฐประชาชนจีน โคลอมเบีย คอสตาริกา สาธารณรัฐโดมินิกัน อียิปต์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา กายอานา ฮอนดูรัส ฮ่องกง อินเดีย อิรัก อิสราเอล ญี่ปุ่น จอร์แดน คาซัคสถาน คูเวต ลิเบีย มาเลเซีย โมร็อกโก นิวซีแลนด์ นิการากัว ไนจีเรีย นอร์เวย์ โอมาน เปรู ฟิลิปปินส์ กาตาร์ รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ศรีลังกา สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน ไทย ตรินิแดดและโตเบโก ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร อุรุกวัย เวเนซุเอลา และเวียดนาม

 

ขณะที่ ระบบเศรษฐกิจจำนวน 6 แห่งต่อไปนี้ ละเลยที่จะบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน

 

ไทยทำอย่างไรต่อ? ยื่นคำร้องขอเข้าชี้แจงภายใน 22 มิ.ย. ส่งเอกสารภายใน 6 ก.ค.

 

สำหรับกระบวนการขั้นต่อไป USTR จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียและสาธารณชน โดยมีกำหนดให้ยื่นคำร้องขอเข้าชี้แจงภายในวันที่ 22 มิถุนายน และยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 6 กรกฎาคม ก่อนที่ USTR จะจัดฟังสรุปและกระบวนการไต่สวนสาธารณะอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาขั้นสุดท้ายก่อนประกาศบังคับใช้มาตรการจริงต่อไป

 

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่า ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่เรียกเก็บภายใต้กฎหมาย IEEPA ขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ภาษีที่ไทยต้องเผชิญลดลงเหลือเพียง 10% ภายใต้มาตรา 122 ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม มาตรา 122 มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ใช้ได้เพียง 150 วันและจะหมดอายุราววันที่ 24 กรกฎาคมนี้

 

อย่างไรก็ตาม ไทยกลับโดนสหรัฐฯ สอบสวนภายใต้ Section 301 ของกฎหมายการค้า ซึ่งไม่มีเพดานอัตราภาษีและไม่มีวันหมดอายุ ใน 2 ประเด็น ได้แก่ กำลังการผลิตเกินความจำเป็น (Excess Manufacturing Capacity) และ แรงงานบังคับ (Forced Labor) นี้

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์) ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมเจรจาการค้าสหรัฐอเมริกา (ทีมไทยแลนด์) เพื่อขับเคลื่อนการเจรจามาตรการภาษี และปกป้องสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

 

KKP วิเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์ไทยรอด แต่สินค้าเกษตร-อาหารแปรรูปยังน่าห่วง

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ผ่าน Facebook โดยตั้งข้อสงสัยว่า 60 ประเทศที่โดนนับเป็น 99% ของการนำเข้าสหรัฐ และในบรรดาประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ 15 อันดับแรก อยู่ใน List นี้หมดเลย แค่โดน 10% หรือ 12.5% เรียกว่าโดนกันถ้วนหน้าและก็อาจจะสงสัยได้ว่าสหรัฐฯ เอามาตรการนี้มาแทน reciprocal tariff หรือเปล่า

 

ดร.พิพัฒน์กล่าวต่อว่า ข่าวดีคือสินค้าส่งออกหลักของไทยอย่าง อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดได้รับการยกเว้น ไม่ว่าจะเป็น HDD คอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือจอแสดงผล รายการยกเว้นนี้สอดคล้องกับที่เคยกำหนดไว้ในมาตรการภาษีตอบโต้ก่อนหน้า สะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ของโลกอยู่

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ ได้รับผลกระทบจริง คือสินค้าที่ไม่อยู่ในรายการยกเว้น เช่น อาหารทะเลแปรรูป (ทูนา กุ้ง) ข้าว อาหารกระป๋อง ผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และชิ้นส่วนยานยนต์บางประเภท ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่น้อย

 

แนะไทยเร่งยกระดับมาตรฐานแรงงานสากล รับมือมาตรการกีดกันทางการค้าโลกยุคใหม่

 

ดร.พิพัฒน์ระบุต่อว่า ทางออกมีชัดเจน ประเทศที่ผูกพันตนในการออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับผ่านข้อตกลงทวิภาคี (ART) จะได้อัตราภาษีที่ลดลงเหลือ 10% โดยกัมพูชา มาเลเซีย ไต้หวัน และอินโดนีเซียต่างก็ทำข้อตกลงนี้ไปแล้ว ส่วนไทยยังไม่ได้ดำเนินการ กำหนดส่งความเห็นลายลักษณ์อักษรคือ 6 กรกฎาคม และมีการพิจารณาสาธารณะวันที่ 7 กรกฎาคม

 

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าผลการสอบสวนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คือการที่ทุกอย่างมาบรรจบกันในเวลาเดียวกัน Section 122 จะหมดอายุราววันที่ 24 กรกฎาคม การพิจารณาเรื่องแรงงานบังคับเสร็จสิ้นวันที่ 7 กรกฎาคม

 

และผลการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตเกินก็กำหนดออกมาในช่วงเวลาเดียวกัน หากทั้งสองมาตรการ Section 301 บังคับใช้พร้อมกันในวันที่ Section 122 หมดอายุ ไทยอาจเผชิญกับภาษีใหม่หลายชั้นโดยไม่มีช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ สหรัฐฯ ยังมีการสอบสวน Section 301 อีกหลายเรื่องที่อยู่ในท่อ ครอบคลุมประเด็นดิจิทัล ภาคบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา และอื่นๆ

 

แต่ที่สำคัญกว่าคือ สิ่งที่สหรัฐฯ น่าจะต้องการจริงๆ คือ กดดันให้แต่ละประเทศทำข้อตกลงการค้าทวิภาคี (ART) ที่ครอบคลุมหลายประเด็นพร้อมกัน ทั้งด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การเปิดตลาด และการลดการพึ่งพาสินค้าจีน ประเทศที่ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้เร็วไม่เพียงแต่จะได้ภาษีที่ต่ำลง แต่ยังได้ความแน่นอนและความสัมพันธ์ทางการค้าที่มั่นคงกว่า

 

สำหรับไทย ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การเจรจาลดภาษี แต่อยู่ที่ข้อตกลง ART อาจมาพร้อมกับเงื่อนไขเปิดเสรีที่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งภาคเกษตร บริการดิจิทัล การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และมาตรฐานแรงงาน

 

บางเรื่องก็อาจจะส่งผลดีต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในขณะที่บางเรื่องก็อาจจะมีผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาดบ้าง

 

การเจรจาจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่เป็นกำหนดทิศทางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า และหาทางเพื่อปรับตัวและลดผลกระทบในระยะสั้น” ดร.พิพัฒน์ระบุ

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 จ่อขึ้นภาษีอีก 60 ประเทศ ‘ไทย’ โดนด้วยอีก 12.5% จากปมนำเข้าสินค้าผลิตจาก ‘การบังคับใช้แรงงาน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือฟริเกตลำใหม่กับโจทย์อธิปไตยทางเทคโนโลยีและโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย https://thestandard.co/thai-frigate-tech-sovereignty-defense/ Wed, 03 Jun 2026 12:10:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1214301 ภาพเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชในทะเล

เมื่อเรือรบไม่ใช่แค่ยุทโธปกรณ์ แต่คือโอกาสสร้างอุตสาหกร […]

The post เรือฟริเกตลำใหม่กับโจทย์อธิปไตยทางเทคโนโลยีและโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชในทะเล

เมื่อเรือรบไม่ใช่แค่ยุทโธปกรณ์ แต่คือโอกาสสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

งบประมาณกว่า 17,000 ล้านบาทสำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ของกองทัพเรือไทย กำลังถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของประเทศในรอบหลายปี

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

 

ท่ามกลางการแข่งขันของอู่ต่อเรือจากต่างประเทศ 6 รายที่ยื่นซองประกวดแบบและใกล้จะประกาศผู้ชนะเข้าไปทุกขณะ คำถามที่ถูกถามมากที่สุดในเวลานี้อาจเป็นเรื่องของแบบเรือ สมรรถนะ หรือระบบอาวุธที่จะติดตั้งบนเรือเพื่อใช้ปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติและรักษาอธิปไตยเหนือเขตทางทะเล

 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง โครงการดังกล่าวกำลังเปิดประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ประเทศไทยจะได้เพียง ‘เรือรบ’ หรือจะได้ “ขีดความสามารถทางเทคโนโลยี” กลับมาพร้อมกันด้วย ซึ่งเป็นโจทย์ในเรื่องความคุ้มค่ากับโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับงบประมาณมหาศาลที่ใช้ไป

 

และในยุคที่ข้อมูล ซอฟต์แวร์ และเครือข่ายการสื่อสารกลายเป็นหัวใจของการทำสงครามสมัยใหม่ การครอบครองแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากประเทศเจ้าของยุทโธปกรณ์ไม่สามารถควบคุมระบบที่อยู่ภายในได้อย่างแท้จริง

 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านคำว่า ‘อธิปไตยทางเทคโนโลยี’ (Technology Sovereignty) ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวข้อสำคัญในแวดวงความมั่นคงทั่วโลก และเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในโครงการฟริเกตลำใหม่ของไทยด้วย

 

เมื่อสงครามยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่จำนวนอาวุธ

 

ในอดีต ความได้เปรียบทางทหารมักถูกวัดจากจำนวนกำลังพล รถถัง เรือรบ หรือเครื่องบินรบที่แต่ละประเทศครอบครอง หรือที่เรียกว่า ‘สงครามสมมาตร’ (Symmetric Warfare) หรือ ‘สงครามตามแบบ’ (Conventional Warfare) ซึ่งวัดว่าใครมีศักยภาพด้านฮาร์ดแวร์เหนือกว่า ก็อาจเป็นผู้ชนะในสมรภูมิ

 

แต่บทเรียนจากสงครามยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการแข่งขันทางทหารในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในช่วงหลัง กำลังชี้ให้เห็นภาพที่แตกต่างออกไป นั่นคือเทรนด์ของสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การทำสงครามไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

 

ประเทศหรือตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ซึ่งใช้ต้นทุนต่ำกว่า ก็สามารถสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศที่มีฮาร์ดแวร์เหนือกว่าได้ โดยหนึ่งในปัจจัยชี้วัดผู้ชนะ นอกจากเทคโนโลยีโดรนที่มีราคาถูกกว่ากันมากแล้ว กองทัพที่สามารถรับรู้สถานการณ์ได้ก่อน วิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วกว่า และตัดสินใจตอบสนองได้แม่นยำกว่า ก็มักเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบด้วย ดังนั้นในสนามรบยุคใหม่ ความเร็วในการตัดสินใจจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้จำนวนอาวุธ

 

การบูรณาการข้อมูลจากเรดาร์ โซนาร์ ดาวเทียม อากาศยานไร้คนขับ เครื่องบิน และหน่วยรบภาคพื้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ และส่งต่อให้ผู้บังคับบัญชาในเวลาอันสั้นที่สุด จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำสงครามสมัยใหม่

 

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงหันมาให้ความสำคัญกับระบบที่อยู่ ‘หลังฉาก’ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control: C2) ระบบอำนวยการรบ (Combat Management System: CMS) และระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link: TDL)

 

แม้ชื่อของระบบเหล่านี้อาจไม่คุ้นหูประชาชนทั่วไป แต่สำหรับกองทัพสมัยใหม่แล้ว ระบบดังกล่าวเปรียบเสมือน ‘สมอง’ และ ‘ระบบประสาท’ ของการรบทั้งระบบ

 

จากโดรนสู่ซอฟต์แวร์: เมื่อขีดความสามารถที่แท้จริงอยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์ม

 

หนึ่งในบริษัทไทยที่กำลังพัฒนาขีดความสามารถด้านนี้คือ RV Connex ซึ่งแต่ก่อนเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พัฒนาอากาศยานไร้คนขับ หรือ UAV เป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทาง RV Connex ก็กำลังขยายบทบาทจากการพัฒนาแพลตฟอร์มไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบอำนวยการรบที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับกองทัพ

 

รศ. ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์ ประธานบริษัท RV Connex กล่าวว่า ปัจจุบัน RV Connex มุ่งพัฒนาระบบครบวงจร ตั้งแต่การรับข้อมูล การวิเคราะห์ ไปจนถึงการตัดสินใจและการสั่งการ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ระบบอำนวยการรบ (CMS) และระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (TDL) ที่บริษัทพัฒนาขึ้นนั้น มีศักยภาพในการติดตั้งบนเรือฟริเกตลำใหม่เพื่อใช้งานจริงได้

 

CMS: สมองของเรือฟริเกต

 

หากเปรียบเรือฟริเกตเป็นร่างกายมนุษย์ เรดาร์และโซนาร์คือดวงตาและหู

 

ระบบอาวุธคือแขนขา ระบบ Combat Management System หรือ CMS ก็คือสมองนั่นเอง

 

CMS ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากเซนเซอร์ทุกชนิดบนเรือ ไม่ว่าจะเป็นเรดาร์ โซนาร์ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ หรือข้อมูลจากหน่วยรบอื่น ก่อนประมวลผลเป็นภาพสถานการณ์เดียว

 

ผู้บังคับบัญชาสามารถมองเห็นภาพรวมของสนามรบ ประเมินภัยคุกคาม จัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย และสั่งการใช้อาวุธได้จากระบบเดียว ยิ่งข้อมูลมีจำนวนมากขึ้น ความสำคัญของ CMS ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

TDL: เครือข่ายที่ทำให้ทุกหน่วยรบเห็นภาพเดียวกัน

 

ในขณะที่ CMS ทำหน้าที่เป็นสมอง Tactical Data Link หรือ TDL เปรียบเสมือนระบบประสาทที่เชื่อมโยงทุกหน่วยรบเข้าด้วยกัน

 

ระบบดังกล่าวทำให้เรือรบ เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ อากาศยานไร้คนขับ และศูนย์บัญชาการภาคพื้น สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้แบบเรียลไทม์

 

ตัวอย่างเช่น หาก UAV ตรวจพบเป้าหมายกลางทะเล ข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งผ่าน TDL ไปยังเรือฟริเกต ก่อนที่ CMS จะประมวลผลและสั่งการระบบอาวุธได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

 

แนวคิดนี้คือหัวใจของ Network-Centric Warfare หรือการรบแบบเครือข่าย ซึ่งกำลังเป็นแนวทางหลักของกองทัพสมัยใหม่ทั่วโลก

 

อธิปไตยทางเทคโนโลยี: เมื่อการมีเรือไม่ได้แปลว่าควบคุมเรือได้สมบูรณ์เสมอไป

 

นอกเหนือจากคำถามว่าเรือมีสมรรถนะเพียงใดแล้ว ประเด็นสำคัญที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในแวดวงความมั่นคงไทย คือเรื่องอธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technology Sovereignty) ซึ่งคำนี้หมายถึงสิทธิ์ของประเทศในการควบคุม เข้าถึง แก้ไข และพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีด้านความมั่นคงได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากใคร

 

แล้วประเทศไทยจะสามารถควบคุมระบบที่อยู่ภายในเรือลำนั้นได้มากน้อยเพียงใด

 

ในเอกสารประกอบการพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกต ‘ประเด็นอธิปไตยทางเทคโนโลยี การส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ’ ซึ่งเขียนโดย RV Connex ถึงกองทัพเรือ ชี้ว่า โลกในปัจจุบันมีความผันผวนอย่างมาก เหตุการณ์ความขัดแย้งในยูเครน ตะวันออกกลาง และอินโด-แปซิฟิก สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติโดยไม่มีสิทธิ์ควบคุมนั้น จะกลายเป็นปัญหาได้ หากเจ้าของเทคโนโลยีตัดสินใจระงับการสนับสนุน

 

เมื่อภัยคุกคามในปัจจุบันมีลักษณะเป็นสงครามผสมผสาน (Hybrid Warfare) ที่ครอบคลุมทั้งมิติทางทหาร ไซเบอร์ เศรษฐกิจ และข้อมูลข่าวสาร ซอฟต์แวร์จึงเป็นหัวใจสำคัญของระบบอาวุธ ดังนั้นเมื่อมีความเสี่ยงที่ระบบอาวุธสมัยใหม่ ซึ่งควบคุมด้วยซอฟต์แวร์จะถูก ‘ปิดสวิตช์’ ได้จากระยะไกล การส่งเสริมให้เรือฟริเกตใช้ซอฟต์แวร์ไทยทั้งระบบ CMS และ TDL จึงเป็นข้อควรพิจารณาอย่างจริงจัง ท่ามกลางบริบทใหม่ของโลก

 

เพราะหากประเทศเจ้าของอาวุธไม่สามารถเข้าถึงหรือควบคุมระบบต่างๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ ก็อาจส่งผลต่อความสามารถในการพึ่งพาตนเองในระยะยาวได้

 

“การครอบครองเรือรบโดยไม่มีสิทธิ์ในซอฟต์แวร์ เปรียบเสมือนการซื้อรถยนต์ที่คนอื่นถือกุญแจ” วรรณธา หวังธนสกุล กรรมการบริษัท RV Connex กล่าว

 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มผลักดันแนวคิด Technology Sovereignty อย่างจริงจัง

 

อย่างไรก็ตาม มีคำถามเกิดขึ้นตามมาว่า แล้วปัจจุบันนี้ระบบอำนวยการรบและระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีที่พัฒนาโดยคนไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทต่างชาติแล้วหรือยัง ในการที่จะติดตั้งบนเรือรบที่ใช้ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

 

อนาลโย กอสกุล นักสังเกตการณ์การทหารอิสระ และแอดมินเพจ thaiarmedforce,com ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันระบบอำนวยการรบของไทยยังไม่ได้ถูกใช้งานในเรือรบลำใด ดังนั้นตามทฤษฎีจึงถือว่า เรายังไม่สามารถทราบแน่ชัดว่า ระบบอำนวยการรบที่พัฒนาโดยคนไทย มีขีดความสามารถมากน้อยเพียงใด เพราะยังไม่ผ่านการพิสูจน์

 

แต่อนาลโยให้มุมมองที่น่าสนใจเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้เปรียบเหมือน “ไก่กับไข่” ว่าอะไรเกิดก่อนกัน กล่าวคือ ถ้ากองทัพไทยไม่ใช้งานระบบอำนวยการรบของไทย ก็จะไม่มีทางได้รับการพิสูจน์เพื่อยืนยันประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้ารัฐบาลและกองทัพมีนโยบายที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างแท้จริง และต้องการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นในประเทศ กองทัพก็มีความจำเป็นที่จะต้องจัดหาระบบของคนไทยเข้าประจำการก่อน เพื่อทดสอบขีดความสามารถและพิสูจน์ประสิทธิภาพในการใช้งาน

 

วิธีการอาจเป็นการจัดหาระบบลงเรือขนาดเล็ก เช่น เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง หรือเรือสนับสนุน และเมื่อใช้งานแล้วก็ควรจะมีการพัฒนาต่อเนื่องและจัดซื้อเพื่อใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประเทศอย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรือตุรกีใช้เป็นโมเดลพัฒนาทั้งสิ้น

 

อนาลโยกล่าวว่า คำถามแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้ากองทัพและรัฐบาลมีความชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรม เพราะหากเราต้องการมีขีดความสามารถด้านนี้ในประเทศไทย เราจะไม่ถามว่าคนไทยทำได้มีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง แต่คำถามควรจะเป็นว่า ในการสร้างระบบอำนวยการรบที่มีประสิทธิภาพด้วยฝีมือคนไทยจะต้องใช้วิธีการและกระบวนการอย่างไรบ้างมากกว่า

 

บทเรียนจากต่างประเทศ: ไม่มีชาติใดก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาวุธด้วยการเป็นเพียงผู้ซื้อ

 

งบประมาณ 17,000 ล้านบาท สามารถซื้ออะไรได้บ้าง? สำหรับกองทัพเรือไทย คำตอบคือเรือฟริเกตลำใหม่

 

แต่สำหรับหลายประเทศทั่วโลก งบประมาณระดับนี้ไม่ได้ใช้ซื้อเพียงเรือรบ หากยังใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เทคโนโลยี และบุคลากรที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี

 

หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน หลายประเทศที่ปัจจุบันกลายเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ล้วนเคยอยู่ในจุดเดียวกับประเทศไทยมาก่อน พวกเขาเคยเป็นผู้นำเข้า เคยพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเคยเผชิญคำถามเดียวกันว่า ประเทศของตนจะสามารถสร้างขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้จริงหรือไม่

 

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศเหล่านั้น ไม่ได้เกิดจากบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่ราย แต่เกิดจากการที่รัฐบาลมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยการกำหนดเงื่อนไขการจัดหา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และมาตรการ Offset (การชดเชยทางเศรษฐกิจจากงบประมาณที่สูญเสียไปกับการซื้ออาวุธ) ที่มุ่งสร้างขีดความสามารถภายในประเทศอย่างจริงจัง

 

ในบทความนี้จะยกตัวอย่างการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกี เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ดี และอาจเป็นโมเดลให้ไทยถอดแบบมาใช้ได้

 

ตุรกี: จากผู้นำเข้า สู่ผู้ส่งออกเรือรบ

 

กรณีของตุรกีถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เมื่อเริ่มโครงการ MILGEM หรือ National Ship Program ในปี 2004 ตุรกียังพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก และมีสัดส่วนการพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพียงประมาณ 20% แต่ตุรกีมีนโยบายชัดเจนว่า ในอนาคตเรือรบจะต้องสร้างเองในประเทศ

 

รัฐบาลตุรกีเลือกใช้โครงการเรือรบเป็นสายพานพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยกำหนดให้คู่สัญญาต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี ช่วยให้เกิดการพัฒนาระบบในประเทศ และส่งเสริมผู้ประกอบการภายในประเทศให้เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน

 

ผลลัพธ์คือ ในเวลาเพียงสองทศวรรษ สัดส่วนการพึ่งพาตนเองในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกี เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็นประมาณ 85% ในปี 2024 และมีบริษัทกว่า 200 แห่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ MILGEM

 

และเรือฟริเกตชั้น Istanbul ลําแรกที่เข้าประจําการในเดือนมกราคม 2024 นั้น ก็เป็นการสร้างในประเทศตุรกีทั้งลํา

 

จากประเทศผู้นำเข้า ตุรกีกลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธมูลค่ากว่า 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และสามารถส่งออกเรือรบไปยังหลายประเทศทั่วโลก

 

เกาหลีใต้: สร้างอุตสาหกรรมระดับโลกผ่านนโยบายรัฐ

 

ในช่วงทศวรรษ 1970 เกาหลีใต้แทบไม่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นของตัวเอง แต่รัฐบาลใช้การจัดหาอาวุธเป็นเครื่องมือสร้างขีดความสามารถในประเทศ ผ่านนโยบายการให้คู่สัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการภายในประเทศ และการกำหนดสัดส่วนการผลิตภายในประเทศอย่างเข้มข้น โดยมีหน่วยงานชื่อ DAPA (Defense Acquisition Program Administration) ที่มีอํานาจควบคุมการจัดหาอาวุธอย่างเบ็ดเสร็จ หน่วยงานนี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดสัดส่วนผลิตภัณฑ์ในประเทศ 80% ต่อต่างประเทศ 20% ในทุกโครงการจัดหา นอกจากนี้ DAPA ยังควบคุมการเจรจาราคา การถ่ายทอดเทคโนโลยี สัดส่วนเนื้องานท้องถิ่น (Local Content) และ Offset อย่างเข้มงวด

 

ปัจจุบันจะเห็นว่าเกาหลีใต้มีบริษัทอาวุธชั้นนำอย่าง Hanwha, Hyundai Heavy Industries และ LIG Nex1 ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ จากประเทศที่เคยพึ่งพาสหรัฐฯ ทั้งหมด วันนี้เกาหลีใต้กลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธอันดับ 9 ของโลก โดยผลิตและส่งออกเรือรบ รถถัง และเครื่องบินรบได้เอง และตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกอาวุธ Top 4 ของโลกในอนาคต

 

อินโดนีเซีย: ใช้อำนาจผู้ซื้อสร้างอุตสาหกรรมของตนเอง

 

สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียก็เป็นอีกตัวอย่างที่ดี รัฐบาลกำหนด Local Content ขั้นต่ำ 35% สำหรับโครงการจัดหาอาวุธ และเมื่อรวมมาตรการ Countertrade และ Offset แล้ว สัดส่วนผลประโยชน์ที่ต้องกลับคืนสู่ประเทศต้องไม่ต่ำกว่า 85%

 

แนวทางดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตอาวุธต่างชาติที่ต้องการชนะการแข่งขัน ไม่สามารถเสนอขายอาวุธเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องเสนอการลงทุน การผลิต และการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายในประเทศควบคู่กันไปด้วย

 

อินโดนีเซียจึงไม่ได้ใช้การจัดหาอาวุธเพียงเพื่อเสริมกำลังรบ แต่ยังใช้เป็นเครื่องมือสร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วย

 

แล้วประเทศไทยควรได้อะไรจากงบประมาณ 17,000 ล้านบาท

 

คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทย โครงการฟริเกตวงเงิน 17,000 ล้านบาท จะเป็นเพียงการใช้จ่ายด้านความมั่นคง หรือจะเป็นการลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ

 

เอกสารประกอบโครงการประเมินของ RV Connex ชี้ว่า หากมีนโยบาย Local Content และ Offset ที่ชัดเจน เม็ดเงินจากโครงการจัดหาอาจไหลกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้ประมาณ 20-30% หรือคิดเป็นมูลค่า 3,400-5,100 ล้านบาท

 

เม็ดเงินดังกล่าวไม่ได้หมายถึงรายได้ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่หมายถึงการจ้างงานวิศวกร นักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิจัย ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการ SME ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ภายในประเทศ

 

ในหลายประเทศ ผลประโยชน์จากโครงการลักษณะนี้ไม่ได้จบลงเมื่อเรือถูกส่งมอบ

 

แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ที่สามารถเติบโตต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี

 

ฟริเกตลำใหม่: การตัดสินใจที่อาจกำหนดอนาคตอุตสาหกรรมป้องกันไทย

 

บทเรียนจากตุรกี เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และอีกหลายประเทศ ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ไม่มีชาติใดก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอาวุธระดับโลกได้จากการเป็นเพียง ‘ผู้ซื้อ’ แต่ทุกประเทศล้วนเริ่มต้นจากการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ใช้อำนาจการจัดซื้อของรัฐเป็นเครื่องมือ และสร้างพื้นที่ให้ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศเติบโตควบคู่ไปกับการจัดหาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

สำหรับประเทศไทยกำลังมีโอกาสตัดสินใจบนทางแยกเดียวกัน ไทยจะสามารถเปลี่ยนจาก ‘ผู้ซื้ออาวุธ’ ไปเป็น ‘ผู้สร้างเทคโนโลยี’ ในอนาคตได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องวางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ เพราะไม่มีใครเก่งมาแต่เกิด แต่เราสามารถเรียนรู้ในระหว่างทางที่เราสร้างมันขึ้นมา

 

แฟ้มภาพ: เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช / Wikipedia

The post เรือฟริเกตลำใหม่กับโจทย์อธิปไตยทางเทคโนโลยีและโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 3-9 มิถุนายน 2569 https://thestandard.co/life-this-week-3-9-june-2026/ Wed, 03 Jun 2026 09:59:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1214297 ภาพกิจกรรมและสถานที่น่าสนใจในสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 3-9 มิถุนายน 2569

เชื่อว่าหลายคนน่าจะยังมูฟออนจากวันหยุดที่เพิ่งผ่านมาได้ […]

The post LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 3-9 มิถุนายน 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกิจกรรมและสถานที่น่าสนใจในสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 3-9 มิถุนายน 2569

เชื่อว่าหลายคนน่าจะยังมูฟออนจากวันหยุดที่เพิ่งผ่านมาได้ไม่เต็มร้อย ยิ่งช่วงนี้มองออกไปนอกหน้าต่างทีไรก็เจอแต่ท้องฟ้าที่ครึ้มฝนแทบตลอดเวลา เห็นบรรยากาศแบบนี้บางทีก็แอบอยากจะทิ้งตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มนุ่มๆ แล้วปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆ แบบไม่ต้องทำอะไรเลย แต่จะปล่อยเวลาอุดอู้อยู่ห้องจนหมดสัปดาห์ก็น่าเสียดายแย่!

 

 
 

รีบลุกมาสลัดความขี้เกียจทิ้งไป แล้วมาปลุกเอนเนอร์จีในตัวเองกันดีกว่า LIFE This Week สัปดาห์นี้ เราจึงคัดกิจกรรมสำหรับสายแอ็กทีฟมาให้ครบ ไม่ว่าจะเป็น งานวิ่ง คลาสพิลาทิส และแอโรบิก หรือใครที่อยากเดินเล่นฮีลใจกับนิทรรศการศิลปะมู้ดดี และตลาดงานคราฟต์สุดเก๋เราว่าก็เพลินเช่นกัน

 

ถ้าหากว่าพร้อมกันแล้วปักหมุดลิสต์นี้ไว้เลย แล้วชวนเพื่อน ครอบครัว และคนรู้ใจ ออกไปเอ็นจอยไปด้วยกัน!

 

ภาพกิจกรรมและสถานที่น่าสนใจในสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 3-9 มิถุนายน 2569 1

 

MONSTER RUN NOW. SIP BREW LATER

 

เริ่มต้นเช้าวันเสาร์แบบปลุกเอนเนอร์จีให้สนุกสุดเหวี่ยง ไปกับงาน ‘วิ่ง’ ที่นำ ‘กาแฟ’ มารวมไว้ด้วยกัน! ใครที่เป็นสายแอ็กทีฟและคอฟฟีเลิฟเวอร์ บอกเลยว่าตอบโจทย์สุดๆ ซึ่งจะออกสตาร์ตวิ่งระยะ 10 กิโลเมตรรับแสงยามเช้า ที่ไม่ว่าใครจะวิ่งเพซไหนเลือกวิ่งตามสปีดของตัวเองได้

 

นอกจากนี้ยังมีโซน SIP & COFFEE EXPERIENCE ที่คอยเสิร์ฟความสดชื่นกันครบทั้งกาแฟดริปและโคลด์บรูว์นุ่มๆ แถมยังมี DJ Session ให้โยกเบาๆ คูลดาวน์ร่างกาย พร้อมเวิร์กช็อปดริปกาแฟให้สายคาเฟ่ได้อัปสกิลกันด้วย

 

When: วันที่ 6 มิถุนายน 2569

Time: เวลา 06.00-08.00 น.

Where: Seacon Square, ศรีนครินทร์

Dress Code: สีดำ

More Info: Monster.runbkk

 

ภาพกิจกรรมและสถานที่น่าสนใจในสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 3-9 มิถุนายน 2569 2

 

PRIDE RUN

 

สำหรับงานวิ่งนี้คือลืมเรื่องการทำเวลาหรือการรักษาเพซไปได้แล้ว แล้วงัดสกิลการโพสท่าสับๆ แข่งกันแทน ให้สมกับงานวิ่ง LGBTQIA+ ที่แสดงออกถึงตัวตนความหลากหลายได้อย่างเต็มที่ โดยเส้นทางจะเริ่มต้นออกสตาร์ทกันที่สวนลุมพินี ก่อนจะวิ่งไปจบที่โรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok นอกจากนี้ในงานยังมี Ballroom Culture, เวิร์กช็อปเต้น Voguing, โชว์ Drag, มุมกิจกรรม Wellness ไปจนถึงเพลิดเพลินไปกับขนมเครื่องดื่มธีม Pride ให้กินกันแบบฟินๆ

 

When: วันที่ 6 มิถุนายน 2569

Time: เวลา 06.00-10.00 น.

Where: เริ่มต้นที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 (สวนลุมพินี) แล้วไปจบที่โรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok
Dress Code: EXPRESS YOURSELF แต่งตัวในแบบที่สะท้อนความเป็นตัวเองออกมาอย่างเต็มที่

More Info: Sabai Run Club Bangkok

 

ภาพกิจกรรมและสถานที่น่าสนใจในสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 3-9 มิถุนายน 2569 3

 

Matcha Hour Social Run

 

เอาใจสายเฮลตีที่เป็นมัตฉะเลิฟเวอร์กันบ้าง กับซิตี้รันไซส์มินิสุดอบอุ่นและเป็นกันเองแบบสุดๆ! วิ่งในระยะทางเบาๆ 5 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่วอร์มอัปยืดเส้นยืดสายแบบ Dynamic กับพื้นฐานการวิ่งที่ถูกต้อง (Fundamental of Running) และ Running Drill ซึ่งหากว่าใครเป็นมือใหม่หัดวิ่งบอกเลยว่าได้ทริกดีๆ กลับไปอัปสกิลแน่นอน ก่อนจะปิดท้ายความฟินด้วยไฮไลต์อย่าง Matcha Hour ให้ทุกคนได้จิบชาเขียวแก้วโปรด เติมความสดชื่นฮีลร่างกาย ไปพร้อมกับฟังเพลงเพลินๆ จาก DJ ปล่อยจอยกันสุดๆ

 

When: วันที่ 6 มิถุนายน 2569

Time: เวลา 06.00-09.30 น.

Where: MATCHA HOUR BKK (BTS เสนานิคม), จตุจักร, กรุงเทพฯ

Dress Code: ใส่เสื้อสีขาว

More Info: 

 

ภาพกิจกรรมและสถานที่น่าสนใจในสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 3-9 มิถุนายน 2569 4

 

Pride & Bite Run

 

ใครว่าวงการวิ่งจะต้องสายเฮลตี้เท่านั้น! เราว่าไม่จริงเพราะงานนี้เอาใจสายวิ่งที่รักการกินเป็นชีวิตจิตใจ กับเบอร์เกอร์ชิ้นโตๆ จากร้านเบอร์เกอร์ระดับตำนานที่เปิดคอยต้อนรับตลอด 24 ชั่วโมงอย่าง 25 Degrees Bangkok ยามเช้าตรู่ ด้วยระยะทางวิ่งชิลๆ เพียง 4.5 กิโลเมตร วิ่งเสร็จก็มานั่งจิบกาแฟพูดคุย Socialize ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ และที่สำคัญความพิเศษของงานนี้คือเขาจัดขึ้นในช่วง Pride Month พอดี ทำให้ทุกคนที่รักในการแต่งตัว สามารถจัดเต็มสีสันตามสไตล์ของตัวเองได้เลย

 

When: วันที่ 7 มิถุนายน 2569

Time: เวลา 06.00-08.00 น.

Where: 25 Degrees Bangkok, สีลม, บางรัก

Dress Code: สีสันจัดเต็ม

More Info: neighborfoot 

 

ภาพกิจกรรมและสถานที่น่าสนใจในสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 3-9 มิถุนายน 2569 5

 

ม่วนหลาย Pride Night Run

 

ใครที่ไม่ถนัดตื่นเช้าแต่อยากได้ฟีลวิ่งสนุกๆ กลางเมือง ต้องห้ามพลาด City Run งานนี้ ‘ม่วนหลาย Pride Night Run’ กับระยะทางเบาๆ แค่ 4-5 กิโลเมตร วิ่งแบบ Social Pace สไตล์หางเครื่อง เน้นเอนจอยไม่เน้นทำเวลา แถมพอวิ่งเสร็จปุ๊บก็มีเครื่องดื่มเย็นๆ ชื่นใจรอให้จิบ และจอยไปกับเสียงดนตรีลูกทุ่งจังหวะมันๆ พร้อมกิจกรรมเติมความม่วน ความแซ่บ ให้สนุกกันต่อยาวๆ ตลอดคืน

 

* เปิดให้ลงทะเบียนแล้วตั้งแต่วันนี้!

 

When: วันที่ 27 มิถุนายน 2569 (เปิดให้ลงทะเบียนแล้วตั้งแต่วันนี้)

Time: เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

Where: theCOMMONS Saladaeng, สีลม

Dress Code: ชุดแฟนซี ธีม ‘ลูกทุ่งในดวงใจ’

 

More Info: 

 

ภาพกิจกรรมและสถานที่น่าสนใจในสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 3-9 มิถุนายน 2569 6

 

Unlock Your Experience

 

ใครที่อยากหาสเปซสีเขียวสำหรับยืดเส้นยืดสายรับเช้าวันหยุด ต้องมางานนี้เลย! ‘Unlock Your Experience’ สเปเชียลคลาสยามเช้าสำหรับสายรักสุขภาพได้มาขยับร่างกายแบบชิลๆ กลางสวนสวยของอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ

 

กิจกรรมในงานจะเน้นคลาสออกกำลังกายบนเสื่อที่ช่วยกระตุ้นร่างกายและปลุกเอนเนอร์จีให้ฟีลเฟรชรับวันใหม่ งานนี้เตรียมมาแค่ชุดออกกำลังกายตัวเก่งก็พอ เพราะทางงานเขาเตรียมเสื่อ (Mat) ไว้ให้ปูเล่นกันครบทุกคน ได้มาสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า แถมหลังจบคลาสยังมี Goodie Bag แจกให้ติดไม้ติดมือกลับไปฮีลใจต่อที่บ้านด้วย

 

When: วันที่ 6 มิถุนายน 2569

Time: เวลา 06.00-09.00 น.

Where: อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

More Info: 

 

 

 

ภาพกิจกรรมและสถานที่น่าสนใจในสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 3-9 มิถุนายน 2569 7

 

T-DANCE

 

ใครว่าเต้นแอโรบิกต้องไปแค่ที่สวนสาธารณะเท่านั้น! งานนี้จะพาทุกคนมาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ สลัดความขี้เกียจเช้าวันอาทิตย์ทิ้งไป แล้วมาขยับร่างกายแบบสับๆ กับฟลอร์ T-DANCE สุดมัน ซึ่งกิมมิกความสนุกของงานนี้คือการยกเอาไวบ์การเต้นแอโรบิกสไตล์สวนลุมฯ มาไว้กลางร้านแบบเป๊ะๆ ให้ทุกคนได้มาปล่อยจอย เต้นออกสเตปเรียกเหงื่อไปพร้อมกันกับจังหวะเพลงสนุกๆ

 

When: วันที่ 7 มิถุนายน 2569

Time: เวลา 10.00-13.00 น.

Where: TDERM, สุขุมวิท 63, คลองตันเหนือ, วัฒนา

More Info: TDERM.BANGKOK 

 

 

ภาพกิจกรรมและสถานที่น่าสนใจในสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 3-9 มิถุนายน 2569 8

 

ช่างชุ่ยตลาดไฟฉาย

 

เปลี่ยนมู้ดจากงานเรียกเหงื่อ มาเดินทอดน่องชิลๆ ในบรรยากาศช่วงค่ำกันสักหน่อย! กับตลาดนัดกลางคืนคอนเซปต์สุดยูนีค ที่ชวนทุกคนมาเปิดไฟฉายส่องหาสไตล์ที่ใช่และเป็นตัวเองกันให้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นหลากสไตล์ ของสะสมยุค 90s สุดคลาสสิก ไปจนถึงของแปลกหายากที่รอให้เราไปรับ สำหรับใครที่ชอบความคราฟต์ ความวินเทจ หรืออยากหาอินสไปร์ใหม่ๆ ในการแต่งตัว บอกเลยว่าไวบ์งานนี้ดีมาก เหมาะกับการไปเดินปล่อยจอยสุดๆ

 

When: วันที่ 5-7 มิถุนายน 2569

Time: เวลา 18.00-00.00 น.

Where: ช่างชุ่ย, Creative Park ปิ่นเกล้า

More Info: ChangChuiBKK 

 

ภาพกิจกรรมและสถานที่น่าสนใจในสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 3-9 มิถุนายน 2569 9

 

Hidden Book Bar 2026

 

เชื่อมั้ยว่าหนังสือเล่มที่ใช่ มักจะพาเราไปเจอผู้คนและรสชาติที่ถูกใจเสมอ เหมือนกับเทศกาลหนังสือในคอนเซปต์ ‘Hidden Stories – เรื่องราวที่ซ่อนอยู่’ จับเอาตัวอักษร เครื่องดื่ม ดนตรี และศิลปะมาเบลนด์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

 

ไฮไลต์ที่บอกเลยว่าต้องลองคือ ‘Drink your Stories’ กิจกรรมที่บาร์เทนเดอร์จะคอยรับฟังเรื่องเล่า ความรัก หรือความลับของคุณ แล้วนำไปตีความก่อนจะดีไซน์ออกมาเป็นเครื่องดื่มแก้วพิเศษที่มีเพียงแก้วเดียวในโลก! (ใครไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ก็มีเมนูม็อกเทลนะ)

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีมุมให้ดิ่งลึกไปกับความรู้สึกอีกเพียบ ทั้งร้านหนังสือที่จัดหมวดหมู่ตาม ‘เฉดอารมณ์’ (Healing / Escape / Sad) ให้เราเลือกเล่มที่ตรงกับใจที่สุด, มุม Book Swap ให้พกหนังสือเล่มโปรดมาเขียน Post-it แลกเปลี่ยนความรู้สึกกับคนแปลกหน้า, ห้องพักใจกลางงาน Projection Art, ตลาดงานคราฟต์สุดกิ๊บเก๋ ไปจนถึงโซนบอร์ดเกมให้นั่งเมกเฟรนด์ใหม่ๆ เคล้าเสียงดนตรีสด ฟีลลิ่งเหมือนหลุดเข้าไปในบาร์ลับจริงๆ เลยล่ะ

 

When: ตั้งแต่วันนี้ – 7 มิถุนายน 2569

Time: เวลา 10.00-22.00 น.

Where: ชั้น 1, มันมัน ศรีนครินทร์ – ห้างสรรพศิลป์คราฟท์

More Info: MMAD MunMun Art Destination

 

 

ภาพกิจกรรมและสถานที่น่าสนใจในสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 3-9 มิถุนายน 2569 10

 

AMOLN Pop-Up Store & Fine Fragrance Collection

 

สำหรับสาย Niche Perfume และคนรักกลิ่นหอมสไตล์สแกนดิเนเวียนต้องตื่นเต้นกับสิ่งนี้ AMOLN (อามอลน์) แบรนด์น้ำหอมและไลฟ์สไตล์สุดมินิมอลจากเมืองมัลเมอ ประเทศสวีเดน การันตีความเรียบหรูด้วยการเป็นแบรนด์ผู้ผลิตน้ำหอมและเทียนหอมสำหรับพระราชวังแห่งสวีเดน ได้เปิดป๊อปอัพที่กรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว Fine Fragrance Collection คอลเลกชันน้ำหอมชุดแรกของแบรนด์ให้ได้สัมผัสกันแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

 

ความน่าสนใจของน้ำหอมคอลเลกชันแรกนี้ มาพร้อมความเข้มข้นระดับ Eau de Parfum สูงถึง 25% ซึ่งเป็นมาตรฐานของ Fine Perfumery ช่วยให้กลิ่นค่อยๆ เผยเลเยอร์ซับซ้อนบนผิวและติดทนนาน โดยแบรนด์ได้ร่วมงานกับ 3 นักปรุงน้ำหอมชื่อดังจากฝรั่งเศส อย่าง Nejla Barbir, Jean-Michel Duriez และ Vincent Ricord รวมกันรังสรรค์ออกมาเป็นน้ำหอม 7 กลิ่นซิกเนเจอร์ที่ไร้ข้อจำกัดเรื่องเพศและสะท้อนตัวตนได้อย่างอิสระ

 

นอกจากน้ำหอมแล้ว ภายใน Pop-Up Store ยังจัดเต็มทั้งเทียนหอมซิกเนเจอร์ เครื่องหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ของสะสมรุ่นลิมิเต็ดที่มีจำหน่ายเฉพาะในกรุงเทพฯ รวมถึงเมนูเครื่องดื่มและไอศกรีมสูตรพิเศษที่ดีไซน์มาจากกลิ่นหอมของ AMOLN ให้ได้ลิ้มลองกันด้วย

 

When: วันนี้ – 11 มิถุนายน 2569

Where: CentralwOrld ชั้น 1 (บริเวณระหว่างร้าน Dior และ Starbucks)

More Info: AMOLN

 

 

 

ภาพกิจกรรมและสถานที่น่าสนใจในสัปดาห์ LIFE This Week วันที่ 3-9 มิถุนายน 2569 11

 

Museum of Monsters

 

เชื่อว่าลึกๆ แล้วเราทุกคนน่าจะมี ‘ความทรงจำ’ หรือ ‘ความผิดพลาด’ บางอย่างที่พยายามวิ่งหนีและซุกซ่อนมันไว้ลึกๆ จนวันเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านั้นอาจค่อยๆ ก่อตัวกลายเป็น ‘มอนสเตอร์’ ในใจเราโดยไม่รู้ตัว

 

นิทรรศการศิลปะมู้ดดีพๆ อย่าง ‘Museum of Monsters’ จะพาทุกคนหันกลับไปทำความเข้าใจกับบาดแผลในอดีตอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้ง เพราะบางทีการเดินเข้าไปโอบกอดมอนสเตอร์ในใจ และยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเองนี่แหละ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฮีลใจและเติบโตที่เวิร์กที่สุดก็ได้

 

When: ตั้งแต่วันนี้ – 21 มิถุนายน 2569

Time: เวลา 10.00-20.00 น.

Where: RCB Galleria 5, ชั้น 3, River City Bangkok

More Info: rivercitycontemporary 

 

ภาพ: Courtesy of Brand

The post LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 3-9 มิถุนายน 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินมั่นใจชายแดนไทย-กัมพูชายังคุมได้ ทหารต้องอดทนอดกลั้น ย้ำไม่มีสอบนักการเมืองไทยเอี่ยวบ่อนช่องสะงำ https://thestandard.co/anutin-border-casino-politicians/ Wed, 03 Jun 2026 09:42:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1214283 อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (3 มิถุนายน) ที่พรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล น […]

The post อนุทินมั่นใจชายแดนไทย-กัมพูชายังคุมได้ ทหารต้องอดทนอดกลั้น ย้ำไม่มีสอบนักการเมืองไทยเอี่ยวบ่อนช่องสะงำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (3 มิถุนายน) ที่พรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตอนนี้ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ โดยฝ่ายความมั่นคงและกองทัพสามารถดูแลแนวเขตประเทศไทยได้อย่างเต็มที่

 

ส่วนการเจรจาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ขอให้เป็นไปตามขั้นตอน ประเทศไทยไม่ได้มีความเดือดร้อนอะไรกับการที่เรายังไม่ได้เจรจาเรื่องเขตแดน จากการที่เรายกเลิก MOU2544 ใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่ ขอให้เชื่อว่ารัฐบาลจะทำทุกอย่างให้ประเทศไทยอยู่บนพื้นฐานความเข้มแข็ง และไม่ก่อความเดือดร้อนใดๆ ให้กับคนในประเทศ

 

ส่วนที่วานนี้ (2 มิถุนายน) ทหารกัมพูชาไม่ยอมให้ทหารไทยปักเขตแดนในพื้นที่ช่องบกจังหวัดอุบลราชธานี จนเกิดการโต้เถียงกัน อนุทินกล่าวว่า ก็เป็นแบบนี้ทุกวัน เขาถึงเรียกกันว่าการยั่วยุ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของกรณีที่เรายังไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เจ้าหน้าที่และทหารใช้ความอดทนอย่างเต็มที่ เราไม่เคยเป็นฝ่ายยั่วยุ ต้องนิ่งต่อสถานการณ์ ทำให้ประเทศของเราเป็นประเทศที่เข้มแข็งและเป็นที่ยำเกรง

 

ส่วนที่ประชาชนชายแดนเริ่มหมดความอดทน และมีความกังวลต่อการยั่วยุของทหารกัมพูชา อนุทินกล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องกังวล ทุกอย่างวันนี้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สถานการณ์ห่างกันมาก วันนี้ความสงบเกิดขึ้นตามแนวชายแดน ซึ่งตั้งแต่เราลงนามในข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ก็ยังไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้วิตกกังวล

 

ส่วนที่ สวรรธน์ พวงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรวมพลัง เปิดเผยว่า บ่อนที่ช่องสะงำ ถูกถล่มเป็นที่สุดท้ายเพราะเชื่อมโยงกับนักการเมืองไทย อนุทิน กล่าวว่า ไปฟังทุกคนแบบนี้ไม่ได้ รัฐบาลมีการข่าวของรัฐบาล มีแผนการป้องกันแนวชายแดนและป้องกันประเทศ ส่วนกองทัพก็มีความพร้อมมีความเข้มแข็ง อาวุธยุทโธปกรณ์ไม่มีขาดตกบกพร่อง และแสนยานุภาพของกองทัพไม่ได้ลดน้อยถอยลง รัฐบาลดูแค่นี้ เรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องยิบย่อยที่กุขึ้นมา ตราบใดที่ไม่ได้เกิดขึ้นในดินแดนไทย แล้วใครจะไปเดือดร้อน

 

“สิ่งที่เขาทำอยู่ฝั่งนั้นไม่ว่าจะเป็นพวกสแกมเมอร์ กองทัพเราก็จัดการเรียบวุธหมดแล้วไม่ใช่หรอ และผู้ที่เดือดร้อนก็ถูกส่งกลับประเทศของเขาไปหมดแล้ว ส่วนผู้ทำผิดก็ถูกดำเนินคดี ถูกยึดทรัพย์ไปตั้ง 3-4 หมื่นล้านแล้ว ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ ท่ามกลางคำว่า ไม่มีผลงาน ท่ามกลางคำว่าไม่ได้ทำอะไร ถ้าไปฟังเสียงลือเสียงเล่าอ้างก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี” อนุทินกล่าว

 

อนุทินย้ำด้วยว่า ไม่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ามีนักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รับรองว่ามีศักยภาพดีกว่าคนที่ออกมาไลฟ์สด

 

“ของจริงเขาไม่ไลฟ์สดกันหรอก เรื่องของความมั่นคง ไม่มีใครออกมาพูดอะไร ที่ออกมาพูดออกมาไลฟ์ออกมาปั่นป่วน พวกนี้จริงๆ แล้วเป็นภัยสังคม ต้องส่งไปศรีธัญญา ส่วนจะเอายอดไลก์หรือไม่นั้น ไม่รู้เขาครับ” อนุทินกล่าว

The post อนุทินมั่นใจชายแดนไทย-กัมพูชายังคุมได้ ทหารต้องอดทนอดกลั้น ย้ำไม่มีสอบนักการเมืองไทยเอี่ยวบ่อนช่องสะงำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้สร้าง Stranger Things จะเปิดเผยชะตากรรมที่แท้จริงของ Eleven ในปี 2046 https://thestandard.co/stranger-things-eleven-fate-reveal-2046/ Wed, 03 Jun 2026 09:10:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1214279 แมตต์ ดัฟเฟอร์, มิลลี บ็อบบี บราวน์ และรอสส์ ดัฟเฟอร์ ในงานอีเวนต์

Stranger Things ผลงานยอดนิยมจาก Netflix จบบริบูรณ์ไปแล้ […]

The post ผู้สร้าง Stranger Things จะเปิดเผยชะตากรรมที่แท้จริงของ Eleven ในปี 2046 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมตต์ ดัฟเฟอร์, มิลลี บ็อบบี บราวน์ และรอสส์ ดัฟเฟอร์ ในงานอีเวนต์

Stranger Things ผลงานยอดนิยมจาก Netflix จบบริบูรณ์ไปแล้วในซีซันที่ 5 เมื่อช่วงสิ้นปี 2025 หลังใช้เวลาออนแอร์ยาวนานถึงเกือบ 10 ปี ซึ่งถึงแม้จะเรียกได้ว่าเรื่องราวของเหล่าตัวละครส่วนใหญ่จบลงอย่าง ‘Happy Ending’ แต่สิ่งที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงในหมู่แฟนซีรีส์ก็คือจุดจบของ Eleven เด็กสาวพลังจิต ตัวละครหลักของเรื่องที่รับบทโดย Millie Bobby Brown

 

ในอีพีสุดท้ายของ Stranger Things ที่มีความยาวกว่า 2 ชั่วโมงได้ปิดท้ายชะตากรรมของ Eleven แบบปลายเปิดอย่างคลุมเครือ โดยให้ผู้ชมคาดเดากันเองว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง หรือหายไปพร้อมกับการทำลายโลก Upside Down เพื่อเสียสละให้คนรัก ครอบครัว และ เพื่อนๆ อย่าง Mike, Will, Dustin, Lucas, Max, Steve, Nancy และ คนอื่นได้เดินหน้าใช้ชีวิตอย่างสงบตามที่เธอตั้งใจเอาไว้จริงๆ

 

ไม่มีใครที่จะล่วงรู้ถึงคำตอบเรื่องนี้ดีไปกว่าสองพี่น้องผู้สร้าง Stranger Things อย่าง Matt และ Ross Duffer โดยล่าสุดทั้งสองเผยผ่านรายการ พอดแคสต์ Happy, Sad Confused หลังจากที่ซีรีส์จบลงไปนานหลายเดือนว่า พวกเขาจะเปิดเผยชะตากรรมที่แท้จริงของ Eleven ในอนาคต หากแต่ไม่ใช่ในเร็ววันนี้

 

“ถ้าเรายังคงได้คุยกันเรื่อง Stranger Things ที่รายการนี้ในอีก 20 ปีข้างหน้า เราก็จะให้คำตอบในอีก 20 ปีข้างหน้าเหมือนกัน” Ross Duffer กล่าว

 

สองพี่น้อง Duffer Brothers เผยด้วยว่า แฟนซีรีส์บางส่วนตีความกันว่าซาวนด์ตอนท้ายเรื่องที่ฟังดูคล้ายกับเสียง ‘หัวใจเต้น’ เป็นดั่งสัญลักษณ์และการบอกใบ้ว่า Eleven ยังมีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ตาม เหล่านักแสดงนำส่วนใหญ่กลับเชื่อในทิศทางตรงข้ามว่า Eleven ตายไปแล้วจริงๆ และบางคนยังเปิดเผยความคิดเห็นของพวกเขาออกสื่อด้วย

 

Matt Duffers กล่าวถึงการสัมภาษณ์ของ Sadie Sink และ Gaten Matarazzo ผู้รับบท Max และ Dustin ว่า “พวกเขาไม่เคยพูดแบบนั้นกับผมเลย และผมต้องคุยกับพวกเขาเรื่องนี้ ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรื่องผิด แต่ก็น่าสนใจดีที่ทุกคนสรุปเอาเองโดยไม่ได้คุยกับเราก่อน เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ตัวละครของพวกเขาเชื่อ คือพวกเขาเป็นนักแสดงที่ดีนะ ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

 

ภาพ: Theo Wargo/Getty Images

อ้างอิง: https://www.nme.com/news/tv/stranger-things-creators-to-reveal-elevens-fate-in-2046-3946280

The post ผู้สร้าง Stranger Things จะเปิดเผยชะตากรรมที่แท้จริงของ Eleven ในปี 2046 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาร์ลส์ เลอแคลร์ ต่อสัญญาระยะยาวกับเฟอร์รารี https://thestandard.co/leclerc-ferrari-contract-extension/ Wed, 03 Jun 2026 08:40:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1214273 ชาร์ลส์ เลอแคลร์ นักแข่งรถฟอร์มูลาวันของทีมเฟอร์รารี ในชุดแข่งสีแดง

เฟอร์รารี ประกาศต่อสัญญากับ ชาร์ลส์ เลอแคลร์ อย่างเป็นท […]

The post ชาร์ลส์ เลอแคลร์ ต่อสัญญาระยะยาวกับเฟอร์รารี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาร์ลส์ เลอแคลร์ นักแข่งรถฟอร์มูลาวันของทีมเฟอร์รารี ในชุดแข่งสีแดง

เฟอร์รารี ประกาศต่อสัญญากับ ชาร์ลส์ เลอแคลร์ อย่างเป็นทางการ ก่อนการแข่งขัน Monaco Grand Prix สุดสัปดาห์นี้ โดยทีมระบุว่า ข้อตกลงฉบับใหม่จะทำให้นักขับชาวโมนาโกอยู่กับทีมต่อไปในอีกหลายฤดูกาลข้างหน้า

 

เลอแคลร์ ในวัย 28 ปี อยู่กับเฟอร์รารีมาตั้งแต่เข้าร่วมอะคาเดมีของทีมในปี 2016 ก่อนก้าวขึ้นสู่ทีม F1 ในเวลาต่อมา ปัจจุบันเขารั้งอันดับ 3 ในตารางคะแนนสะสมฤดูกาล 2026 ตามหลัง คิมี อันโตเนลลี และ จอร์จ รัสเซลล์ สองนักขับจากเมอร์เซเดส

 

เจ้าของหมายเลข 16 กล่าวหลังเซ็นสัญญาว่า เขามีความสุขอย่างยิ่งที่ได้สานต่อเส้นทางกับเฟอร์รารี สโมสรที่เขาฝันอยากเป็นส่วนหนึ่งมาตั้งแต่วัยเด็ก พร้อมย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดคือการพาทีมกลับไปคว้าแชมป์โลกอีกครั้ง

 

“การเป็นนักขับเฟอร์รารีคือความฝัน และเป็นความรับผิดชอบที่ผมไม่เคยมองข้าม ผมจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อพาทีมกลับไปอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น และเพื่อแฟนๆ ทุกคน” เลอแคลร์กล่าว

 

The post ชาร์ลส์ เลอแคลร์ ต่อสัญญาระยะยาวกับเฟอร์รารี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงคลังปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐฯ เน้นตรวจสอบข้อมูลการเงินรายบุคคล เตรียมปูทางสู่ Negative Income Tax https://thestandard.co/finance-ministry-welfare-card-nit/ Wed, 03 Jun 2026 08:22:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1214269 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปเกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

คลังปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการ เน้นตรวจสอบข้อมูลการเงินรายบ […]

The post กระทรวงคลังปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐฯ เน้นตรวจสอบข้อมูลการเงินรายบุคคล เตรียมปูทางสู่ Negative Income Tax appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปเกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

คลังปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการ เน้นตรวจสอบข้อมูลการเงินรายบุคคล ปูทาง ‘Negative Income Tax’ คัดเข้มหาผู้เปราะบางจริง ใช้ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยช่วยเก็บกลุ่มตกหล่น พร้อมเปิดช่องทางอุทธรณ์ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์

 

 
 

วันนี้ (2 มิถุนายน) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในการปรับเกณฑ์และทบทวนสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้มีความเข้มงวดมากขึ้นเพื่อให้มั่นใจได้ว่า ผู้ได้รับสิทธิคือคนรายได้น้อยที่ลำบากจริง โดยเน้นตรวจสอบข้อมูลทางการเงินและทรัพย์สินรายบุคคลมากขึ้น ซึ่งมีความแม่นยำกว่าเกณฑ์เดิมที่อิงเพียงรายได้เฉลี่ยของครอบครัว

 

ที่สำคัญกว่านั้น ลวรณระบุว่าการจัดทำข้อมูลผู้รับสวัสดิการเป็นรายบุคคล ช่วยทำให้ข้อมูลรายได้ของผู้รับสวัสดิการมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำ Negative Income Tax รายบุคคลในอนาคตอีกด้วย

 

“เพื่อให้เกิดฐานข้อมูลเดียวกัน และพัฒนาต่อยอดไปเป็น Negative Income Tax อันนี้คือเหตุหลักในการเปลี่ยนจากเกณฑ์ครอบครัว มาเป็นเกณฑ์บุคคล” ลวรณกล่าว

 

โดยลวรณย้ำว่า ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐควรเป็นผู้ที่อยู่ในตลาดแรงงาน และเป็นผู้มีฐานะเปราะบางจริง ซึ่งกระทรวงการคลังจะทบทวนสิทธิของกลุ่มผู้ได้รับสิทธิเดิม 13.18 ล้านคน จากฐานข้อมูลเมื่อปี 2565 และจะเก็บตกผู้ที่ยังไม่ได้รับสิทธิ จากฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย

 

เปิดเกณฑ์ใหม่ผู้ถือบัตรสวัสดิการ

 

สำหรับคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่ สามารถสรุปได้ดังนี้

 

1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

 

2) ไม่เป็นบุคคลต้องห้าม 9 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

 

  • ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
  • ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา
  • ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
  • พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี
  • ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ
  • ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน
  • ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้
  • ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
  • ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร

 

3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

 

4) ไม่มีบัตรเครดิต

 

5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท

 

6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี

 

7) ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้

 

  • ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร
  • บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา
  • กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่
  • กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่

 

8) ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปเกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1

 

วิธีการลงทะเบียนรับสิทธิรอบใหม่

 

ผู้มีสิทธิเดิม ต้องยืนยันสิทธิภายใน 4-21 มิถุนายน 2569 ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่

 

  • แอปฯ เป๋าตัง และแอปฯ ทางรัฐ
  • เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
  • เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  • หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง : ธนาคารกรุงไทยฯ (KTB) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (BAAC) ธนาคารออมสิน (GSB) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (GHB) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ibank)

 

โดยจะประกาศผลวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทางที่เปิดรับสมัคร ยกเว้นเครื่อง ATM

 

สำหรับผู้ได้รับสิทธิกลุ่มใหม่ ที่ผ่านการคัดกรองจากฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย จะต้องยืนยันตัวตนตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านแอปฯ เป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง โดยสามารถใช้สิทธิสวัสดิการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปเกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2

 

เปิดช่องทางอุทธรณ์ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์

 

สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบได้ตั้งแต่วันที่ 17- 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทาง ดังนี้

 

  • แอปฯ เป๋าตัง และแอปฯ ทางรัฐ
  • เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
  • หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง: ธนาคารกรุงไทยฯ (KTB) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (BAAC) ธนาคารออมสิน (GSB) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (GHB) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ibank)

 

โดยจะต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

 


อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง


 

Negative Income Tax คืออะไร

 

ทั้งนี้ Negative Income Tax (NIT) ถือเป็นการจัดสวัสดิการที่จัดสรรผ่านระบบภาษีอากร โดยจูงใจให้คนทำงานและมีรายได้มากขึ้น โดยมักแบ่งเป็น 3 ช่วงรายได้ ได้แก่ ช่วงจูงใจได้เงินโอนเพิ่มขึ้น (Phase-in) ช่วงได้เงินโอนคงที่ (Plateau) ช่วงเงินโอนลดลง (Phase-out)

 

นอกจากนี้ Negative Income Tax ยังเป็นนโยบายที่ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เคยประกาศว่า จะนำนโยบายนี้มาใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2570

 

“แนวคิดของ Negative Income Tax คือ หากรายได้ถึงเกณฑ์ต้องมาเสียภาษี แต่หากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็มารับสวัสดิการ ดังนั้นทุกคนต้องยื่นแบบภาษี ผู้มีรายได้น้อยก็ต้องยื่นเพื่อยืนยันว่ามีรายได้น้อยจริงๆ เราตั้งเป้าว่าปี 2570 จะเริ่มใช้ได้จริง ตอนนี้ก็กำลังเดินหน้าพัฒนาระบบต่างๆ อยู่” ลวรณ เคยระบุ

 

ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ ‘สภาพัฒน์’ เคยอธิบายว่า “Negative Income Tax เป็นกลไกให้ความช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และเป็นการรวมระบบการให้ความช่วยเหลือไว้ในระบบเดียว ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้รูปแบบหนึ่ง”

The post กระทรวงคลังปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐฯ เน้นตรวจสอบข้อมูลการเงินรายบุคคล เตรียมปูทางสู่ Negative Income Tax appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เดินตลาดศรีย่าน เช็กกระแสไทยช่วยไทย พลัส พบปะประชาชน แจกเครื่องดื่ม-ทุเรียน https://thestandard.co/pm-visits-market-thai-chuay-thai-plus/ Wed, 03 Jun 2026 08:13:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1214263 นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เดินพบปะประชาชนและผู้ค้าในตลาดศรีย่าน

วันนี้ (3 มิถุนายน) เวลา 12.40 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายก […]

The post นายกฯ เดินตลาดศรีย่าน เช็กกระแสไทยช่วยไทย พลัส พบปะประชาชน แจกเครื่องดื่ม-ทุเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เดินพบปะประชาชนและผู้ค้าในตลาดศรีย่าน

วันนี้ (3 มิถุนายน) เวลา 12.40 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ไตรสุรี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ย่านศรีย่าน กรุงเทพมหานคร เพื่อพบปะประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 โดยมีการไลฟ์สดผ่าน Facebook ส่วนตัว

 

ช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรี ได้แวะซื้อผลไม้จากร้านประจำ โดยจ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส ก่อนจะแวะทักทายประชาชนและเข้าไปเลือกซื้อสินค้าในร้านขายของชำ โดยเลือกซื้อเงาะกระป๋อง ระหว่างนั้นมีประชาชนเข้ามาทักทาย พร้อมกล่าวว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส ใช้งานได้ดีมาก สะท้อนให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี โดยมีประชาชนทุกเพศทุกวัยมาขอถ่ายภาพร่วมกับนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เดินข้ามถนนไปยังร้านจิว ลูกชิ้นปลาเยาวราช ซึ่งเป็นร้านที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมถ่ายภาพทำท่าพลัส ร่วมกับเจ้าของร้าน ก่อนแวะร้านจำหน่ายเครื่องครัว เลือกซื้อช้อนสเตนเลสตราม้าลาย จำนวน 2 กล่อง และกล่องใส่รองเท้า โดยชำระเป็นเงินสด

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้แวะซื้อน้ำจากร้านกาแฟภายในพื้นที่ โดยสั่งเมนูนมชมพู และซื้อทุเรียน แจกวินมอเตอร์ไซค์ แวะพูดคุยทักทายผู้ประกอบการและประชาชนที่มาใช้บริการอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก โดยมีประชาชนขอถ่ายภาพและให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง

 

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เดินพบปะประชาชนและผู้ค้าในตลาดศรีย่าน 1นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เดินพบปะประชาชนและผู้ค้าในตลาดศรีย่าน 2นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เดินพบปะประชาชนและผู้ค้าในตลาดศรีย่าน 3นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เดินพบปะประชาชนและผู้ค้าในตลาดศรีย่าน 4

The post นายกฯ เดินตลาดศรีย่าน เช็กกระแสไทยช่วยไทย พลัส พบปะประชาชน แจกเครื่องดื่ม-ทุเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Richard Mille เปิดบูติกแห่งแรกในไทยที่โรงแรม Siam Kempinski https://thestandard.co/richard-mille-opens-thai-boutique/ Wed, 03 Jun 2026 07:56:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1214255 ภาพบรรยากาศภายในบูติก Richard Mille แห่งแรกในประเทศไทยที่โรงแรม Siam Kempinski Bangkok

Richard Mille เปิดบูติกแห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางกา […]

The post Richard Mille เปิดบูติกแห่งแรกในไทยที่โรงแรม Siam Kempinski appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายในบูติก Richard Mille แห่งแรกในประเทศไทยที่โรงแรม Siam Kempinski Bangkok

Richard Mille เปิดบูติกแห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ภายในโรงแรม Siam Kempinski Bangkok นับเป็นบูทีคแห่งที่ 13 ของแบรนด์ในเอเชีย และเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจในภูมิภาค โดยแบรนด์มองว่าประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญที่มีความชื่นชอบในงานฝีมือชั้นสูงและนาฬิกาลักชัวรี

 

บูติกแห่งใหม่มีพื้นที่กว่า 3,000 ตารางฟุต ออกแบบภายใต้แนวคิดที่ผสานเอกลักษณ์ของ Richard Mille เข้ากับศิลปะ สถาปัตยกรรม และธรรมชาติของไทยในมุมมองร่วมสมัย พร้อมไฮไลต์อย่างพื้นที่สาธิตการประกอบนาฬิกาที่เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสความประณีตของงานฝีมือและเทคโนโลยีการผลิตเรือนเวลา

 

นอกจากนี้ บูติกยังได้รับการออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่จัดจำหน่ายสินค้า ด้วยห้องรับรองและพื้นที่พักผ่อนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมไทย เพื่อมอบประสบการณ์ด้านการต้อนรับและไลฟ์สไตล์ ควบคู่ไปกับการนำเสนอโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูงของแบรนด์แก่ลูกค้าชาวไทยและนักเดินทางจากทั่วโลก

 

ภาพ: Richard Mille

The post Richard Mille เปิดบูติกแห่งแรกในไทยที่โรงแรม Siam Kempinski appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติไม่กังวลคริสตั้งโต๊ะแถลงปมรับเงินโยกข้าราชการกทม. บอกอย่าพูดอย่างเดียว หากมีหลักฐานให้ไปยื่น ป.ป.ช. พร้อมรับการตรวจสอบ https://thestandard.co/chatchart-kris-bma-officials-probe/ Wed, 03 Jun 2026 07:52:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1214251 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. แถลงข่าวพร้อมข้อความ 'ตั้งคนที่ผลงาน ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง'

วันนี้ (3 มิถุนายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าร […]

The post ชัชชาติไม่กังวลคริสตั้งโต๊ะแถลงปมรับเงินโยกข้าราชการกทม. บอกอย่าพูดอย่างเดียว หากมีหลักฐานให้ไปยื่น ป.ป.ช. พร้อมรับการตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. แถลงข่าวพร้อมข้อความ 'ตั้งคนที่ผลงาน ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง'

วันนี้ (3 มิถุนายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีที่ คริส โปตระนันทน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ จะตั้งโต๊ะแถลงเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ไม่เป็นธรรม ว่า ดี เอาเลย ซึ่งสมาชิกบางคนเคยเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) มาก่อน และสมาชิกบางคนก็ยังชวนเราไปทำทีมด้วยกัน แต่หากมีอะไรก็บอกมาเลย ส่วนตัวก็จะฟังข้อมูลจากคริสแถลงด้วย

 

สำหรับกรณีที่มีการเปิดเผย ว่า มีการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขตนั้น ชัชชาติ ระบุว่า แจ้งได้เลย แต่ถ้าใครพูดอะไรก็ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง หากมีหลักฐานตนเองคงไม่รอดมาจนถึงปัจจุบัน เพราะเรื่องความโปร่งใส ทุจริต มีคนพร้อมที่จะเล่นงานอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่า เรื่องซื้อขายตำแหน่งเราไม่ทำอยู่แล้ว เพราะเป็นจุดแห่งความหายนะ ถ้าท่านมีประสบการณ์ เคยทำมา หรือ รู้มาจากไหน เอาข้อมูลมาเลย และไปแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่ามาพูดอย่างเดียว และต้องรับผิดชอบ เพราะช่วงนี้มีการเลือกตั้ง การให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับผู้สมัคร มีผลทางอาญา ต้องรับผิดชอบตัวเอง

 

อย่างไรก็ตาม ตนเองให้ทีมกฎหมายคอยดูอยู่แล้ว และส่วนตัวได้เจอกับคริสบ่อย แต่ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ ทำไมต้องมาพูดตอนนี้ มีอะไรแอบแฝงหรือไม่ แต่เราไม่ได้กลัว มีอะไรขอแค่บอก ทั้งส่วนที่มีคนไปรับเงิน หรือ แอบอ้างชื่อตนเอง ขอให้บอกชื่อมา จะไปจัดการให้ถูกต้อง

 

ส่วนจะตั้งรับการดิสเครดิตทางการเมือง ชัชชาติ กล่าวว่า ต้องพูดความจริงกัน หากมีข้อมูลและเป็นจริง ก็ต้องเอาผิด แต่เชื่อว่าเราทำงาน หากไปรับเงิน เพื่อแต่งตั้ง สุดท้ายแล้วไม่มีทางดีไปกว่าทีมงาน เพราะการตั้งทีมงานที่ทุจริต เราจะมีผลงานได้อย่างไร หากนำคนที่ทุจริตเข้ามาก็จะไปทุจริตต่อ ผลงานก็จะไม่ได้รับการปฏิบัติ จึงไม่มีเหตุผลที่จะไปทำในตรงนี้ เพราะอนาคตยังอีกยาวไกล หากคริสมั่นใจ ก็ขอให้แถลง และแจ้งความดำเนินคดีได้เลย พร้อมยืนยันว่า ไม่มีระบบอากง ซึ่งเป็นคำที่แต่งตั้งขึ้นมา แนวทางปฏิบัติของเราในการแต่งตั้งทีมงาน ที่ตนเองต้องรับผิดชอบ และตนเองพร้อมรับการตรวจสอบ ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายตามนโยบาย จะต้องเป็นคนที่เก่ง มีความสามารถ สะท้อนออกมาเป็นผลงาน นั่นคือสิ่งที่สำคัญ

 

ชัชชาติยังย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ตนเองยังไม่เห็นปัญหา หากเหตุการณ์รุนแรงขึ้น ก็ไม่เป็นไร แต่เราจะยืนของเราให้มั่นคง เราเป็นมา 4 ปี และคุยกับทีมงาน ว่า ช่วงสุดท้ายจะมีแบบนี้ออกมาจำนานมาก ถ้ามีเหตุก็ควรพูดก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่กังวล ถ้ามีอะไรก็ชี้แจงมา จะได้ไปดำเนินกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

ชัชชาติยังระบุว่า ปัญหากรุงเทพไม่มีที่สิ้นสุด เพราะปัญหามีทุกหย่อมหญ้า นั่นคือเหตุผลที่ต้องลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และนำไปแก้ไข คนที่บอกว่าจะแก้ปัญหาให้หมด 100% นั้นเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เราต้องลงพื้นที่ ทำงาน ทำงาน ทำงานต่อไป ขณะเดียวกันก็มีบางคนชมว่าชีวิตดีขึ้น ขณะที่บางคนบอกว่าทีมงานเราประชาสัมพันธ์ไม่เก่ง ซึ่งมองว่า ไม่เป็นไรเพราะชีวิตประชาชนไม่ได้ดีขึ้นเพราะการประสัมพันธ์ แต่ดีขึ้นเพราะน้ำท่วมแล้วลดลงเร็ว มีไฟฟ้า มีการศึกษาที่ดี มีถนนหนทางที่ดีขึ้น จะเป็นสิ่งที่สะท้อนในผลเลือกตั้งเอง แต่ก็ยินดีน้อมรับทุกคำติชม

 

ชัชชาติยังยืนยันด้วยว่า ไม่เคยแต่งตั้ง สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เพราะมีการแต่งตั้งมาก่อนแล้ว และตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ยอมรับว่า เคยแต่งตั้ง ธงทอง จันทรางศุ เป็นประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT) เพราะเชื่อว่าเป็นนักกฎหมายที่มีคุณภาพ ดูแลประชาชน

The post ชัชชาติไม่กังวลคริสตั้งโต๊ะแถลงปมรับเงินโยกข้าราชการกทม. บอกอย่าพูดอย่างเดียว หากมีหลักฐานให้ไปยื่น ป.ป.ช. พร้อมรับการตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพต ชญานิษฐ์ และ ออฟโรด กันตภณ ร่วมประชันบทบาทใน ‘มุ่ยเฟย (Muifei)’ เริ่มตอนแรก 17 มิ.ย. นี้ https://thestandard.co/muifei-pat-offroad-series/ Wed, 03 Jun 2026 07:28:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1214247 ภาพโปรโมตซีรีส์ ‘มุ่ยเฟย (Muifei)’ แสดงนำโดย แพต ชญานิษฐ์ และ ออฟโรด กันตภณ

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับ มุ่ยเฟย (Muifei) ซีรีส์ดราม่า-ระท […]

The post แพต ชญานิษฐ์ และ ออฟโรด กันตภณ ร่วมประชันบทบาทใน ‘มุ่ยเฟย (Muifei)’ เริ่มตอนแรก 17 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมตซีรีส์ ‘มุ่ยเฟย (Muifei)’ แสดงนำโดย แพต ชญานิษฐ์ และ ออฟโรด กันตภณ

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับ มุ่ยเฟย (Muifei) ซีรีส์ดราม่า-ระทึกขวัญ จาก True CJ Creations นำแสดงโดย แพต ชญานิษฐ์, ออฟโรด กันตภณ, หน่อง ธนา และ เฟรช อริศรา เตรียมออกอากาศตอนแรก 17 มิถุนายนนี้

 

โดยโปรเจกต์นี้ถูกเปิดตัวครั้งแรกในงานประกาศไลน์อัพ 9+1 THE NEW ORIGINALS : TRUECJ UNIVERSE เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2025 ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการถ่ายทำ ซึ่งเป็นผลงานจากผู้กำกับมากฝีมืออย่าง เพชร วรายุ ซึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะเกิดขึ้นในยุค 90 ที่มาพร้อมกับความเข้มข้นครบรส ซึ่งนอกจากนักแสดงนำแล้ว ยังมีนักแสดงมากฝีมืออีกมากมายทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ ที่จะมาร่วมประชันความระทึกขวัญในซีรีส์เรื่องนี้

 

มุ่ยเฟย (Muifei) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อ พิธีกรรมและแรงอาฆาตจากผู้รับเคราะห์แทนคนทั้งหมู่บ้าน สู่วิญญาณอาฆาตที่จะกลับมาล้างแค้นคนที่เคยทำร้าย มุ่ยเฟย (แพต ชญานิษฐ์) หญิงสาวชนเผ่าผู้มีหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ในหมู่บ้านบนดอย เป็นร่างทรงม้าขี่ เพื่อรับเคราะห์กรรมแทนคนในหมู่บ้าน จนเธอได้เจอกับ ภูมิ (ออฟโรด กันตภณ) ชายหนุ่มจากในเมือง และเธอเกิดมีความรักต้องห้าม จึงต้องหนีจากหมู่บ้าน เธอต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจนถูกหลอกให้มาขายตัวและถูกทารุณกรรมปางตาย เป้าหมายเดียวของเธอคือการกลับมาแก้แค้นนับตั้งแต่จุดเริ่มต้น กลายเป็นวิญญาณอาฆาตที่ออกล่าคนที่ทำร้ายเธออย่างสาสม

 

สำหรับ แพต ชญานิษฐ์ เป็นนักแสดงมากฝีมือที่โลดแล่นอยู่ในวงการมาอย่างยาวนาน การเป็นส่วนหนึ่งในซีรีส์เรื่องนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่แฟนๆ ไว้วางใจและต่างรอติดตามชมฝีมือการแสดงของเธอ ในส่วนของ ออฟโรด กันตภณ เป็นศิลปินและนักแสดงดาวรุ่งจาก OPEN LABEL ซึ่งครั้งนี้ก็ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งใหม่ให้แฟนๆ ได้รอติดตามเช่นกัน โดย มุ่ยเฟย (Muifei) จะออกอากาศทุกวันพุธ เวลา 20:00 น. เริ่มตอนแรก 17 มิถุนายนนี้ ทาง TrueVisions NOW

 

ภาพ: TRUECJ

 

อ้างอิง: https://x.com/truecjcreations/status/2061408668223242335?s=20

The post แพต ชญานิษฐ์ และ ออฟโรด กันตภณ ร่วมประชันบทบาทใน ‘มุ่ยเฟย (Muifei)’ เริ่มตอนแรก 17 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากปิโตรเคมีขาลงสู่พลังงานยุคใหม่ ‘กนอ.’ ลุ้น PDP 2026 พลิกโฉมมาบตาพุด รุกลงทุนไฮโดรเจน-SMR https://thestandard.co/ieat-map-ta-phut-energy-hydrogen-smr/ Wed, 03 Jun 2026 07:14:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1214243 ภาพมุมสูงนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

หลังวิกฤตตะวันออกกลาง ด้วยเทรนด์โลก ถนนทุกสายต่างมุ่งสู […]

The post จากปิโตรเคมีขาลงสู่พลังงานยุคใหม่ ‘กนอ.’ ลุ้น PDP 2026 พลิกโฉมมาบตาพุด รุกลงทุนไฮโดรเจน-SMR appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

หลังวิกฤตตะวันออกกลาง ด้วยเทรนด์โลก ถนนทุกสายต่างมุ่งสู่พลังงานสะอาด ส่งผลให้ กนอ.ปรับแผนเปลี่ยนเกมจากปิโตรเคมีขาลง สู่พลังงานแห่งอนาคต เดินหน้ามาบตาพุดเฟส 3

 

หากแผน PDP ฉบับใหม่คลอด พร้อมดึงลงทุนพลังงานยุคใหม่ ทั้งไฮโดรเจน SMR ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนให้ความสนใจจำนวนมาก โดย ‘วราวุธ’ ถก 10 บิ๊กคอร์ป ปลดล็อกเงื่อนไข EEC เร่งเครื่องมาบตาพุดสู่ฮับอุตสาหกรรมสีเขียวภูมิภาค

 

THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่ความคืบหน้าโครงการท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด ระยะที่ 3 กับ สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โดยสุเมธ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งใน 4 เมกะโปรเจ็กต์โครงสร้างพื้นฐานของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าประมาณ 93,625 ล้านบาท

 

ด้วยการถมทะเลพื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี และยังมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางพลังงานของประเทศ โดยการก่อสร้างจะแบ่งเป็น 2 ช่วง

 

โดยช่วงที่ 1 เป็นงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ระบบสาธารณูปโภคทั้งหมด เช่น ขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ ท่าเทียบเรือบริการ ระบบถนน ระบบขนส่งทางท่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

 

ขณะที่เอกชนคู่สัญญาคือ บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (Gulf MTP) ได้สิทธิพัฒนาท่าเรือก๊าซและพื้นที่หลังท่าประมาณ 200 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี พร้อมรองรับการนำเข้า LNG ได้ 11 ล้านตันต่อปีอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

 

ภาพมุมสูงนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 1

 

“งานก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ยังคงเดินหน้าตามแผน ภาคเอกชนบางส่วนได้เริ่มเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่มีการถมทะเลแล้ว สำหรับพื้นที่ส่วนอื่นอยู่ระหว่างการปรับสภาพ รอให้ดินและตะกอนมีความมั่นคงก่อนพัฒนาโครงการเพิ่มเติม และคาดว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบภายใน 2 ปี”

 

ลุ้นคลอดแผน PDP 2026

 

ส่วนช่วงที่ 2 เป็นพื้นที่พัฒนาท่าเรือและพื้นที่ธุรกิจ (Superstructure) แบ่งเป็นพื้นที่แปลง A และ C

 

“ยอมรับว่ามีความความล่าช้า หลังจากรัฐบาลยังไม่เคาะรูปแบบ ร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) หรือเป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) และต้องรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) PDP เพื่อทบทวนแนวทางการพัฒนาพื้นที่ใหม่ ด้วยเหตุที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขาลง น้ำมันมีความผันผวนสูง เราจำเป็นต้องรอความชัดเจนรัฐบาล” สุเมธ กล่าว

 

สุเมธ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ซึ่งเดิมพื้นที่แปลง A และแปลง C ได้วางแนวทางการลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost ประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับนั้น จะมาจากการดำเนินกิจการท่าเรือ สินค้าเหลว และคลังสินค้า หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ส่วน กนอ.จะมีรายได้จากค่าให้สิทธิการร่วมลงทุน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าดำเนินการท่าเรือ ค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านท่า

 

“ตอนนี้เราเตรียมทบทวนแนวทางใหม่ซึ่งก็ได้เสนอเรื่องต่อ ครม. ไปแล้ว เรามีแนวคิดให้เป็นการลงทุนแบบ G2G หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับสถานการณ์พลังงานในอนาคต ซึ่งเบื้องต้น เสนอไว้ประมาณ 6 รูปแบบ จึงต้องรอว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร”

 

พลิกโอกาสปิโตรฯขาลง ดึงลงทุนพลังงานยุคใหม่

 

สำหรับพื้นที่ ช่วงที่ 2 เตรียมไว้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหลัก แต่ด้วยบริบทโลกที่เปลี่ยนสู่พลังงานสะอาด ทำให้ภาครัฐต้องกลับมาทบทวนว่าอุตสาหกรรมใดควรเข้ามาใช้พื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศระยะยาว

 

แม้ว่าเดิมทีโครงการถูกออกแบบให้การพัฒนาระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เดินหน้าไปพร้อมกัน

 

ดังนั้น พื้นที่ตรงส่วนนี้จึงเปลี่ยนแนวทางให้ใช้ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งเชื้อเพลิงสะอาด พลังงานไฮโดรเจน โซล่าร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ทุกรูปแบบ

 

หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

“ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใดเข้ามาลงทุน เนื่องจากต้องรอความชัดเจน PDP ก่อน ส่งผลให้การพัฒนาโครงการอาจล่าช้ากว่ากรอบเดิมที่วางไว้”

 

โดยตามแผนเดิมกำหนดลงนามสัญญาร่วมทุนและเริ่มก่อสร้างในปี 2567 ก่อนเปิดดำเนินการในปี 2569

 

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะมีนักลงทุนเข้ามาใช้พื้นที่อย่างแน่นอน เนื่องจากขณะนี้มีทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติแสดงความสนใจจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง

 

ภาพมุมสูงนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 2

 

ขณะเดียวกัน กนอ. ยังคงเดินหน้าดูแลผลกระทบต่อชุมชนประมงในพื้นที่ โดยได้จ่ายเงินเยียวยารอบแรกให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ยังมีบางกลุ่มที่เห็นว่ายังได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จึงมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประมง เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ สำหรับโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 มีพื้นที่รวมประมาณ 1,000 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ถมทะเลประมาณ 450 ไร่ และพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคอีกกว่า 600 ไร่ ในจำนวนนี้ประมาณ 200 ไร่ กำหนดให้รองรับ LNG Terminal ของกลุ่ม ปตท. เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวของประเทศ มีการแบ่งพื้นที่เป็นแปลง A B C

 

โดยแปลง B ให้ Gulf MTP ทำท่าเรือก๊าซ LNG ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดให้บริการปี 2572

 

ในขณะที่แปลง A ตามแผนเดิมคือท่าเรือขนส่งสินค้าเหลว ปิโตรเคมี และเคมิคอลต่างๆ และแปลง C จะเป็นคลังสินค้า โรงไฟฟ้า โรงงานเหล็ก โครงการก่อสร้างทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2572

 

ด้านวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังจากหารือร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใหญ่ 10 บริษัทในพื้นที่ EEC ภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหา ทั้งปลดล็อกกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน

 

ภาพมุมสูงนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 3

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การเข้าถึง Renewable Energy ตอบโจทย์มาตรฐาน ESG ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก

 

เอกชนชงรัฐเร่งปลดล็อกลงทุน 5 ข้อ

 

  1. เร่งผลักดันระบบการเข้าถึงพลังงานเสรี การใช้สาธารณูปโภคร่วม (Common Utilities)
  2. สนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับเป้าหมาย RE100 จากแรงกดดันจากมาตรการลดคาร์บอนและกติกาการค้าสีเขียวโลก โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ของยุโรป ที่กำลังเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย
  3. ต้องการให้รัฐร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว สนับสนุนพลังงานสะอาดต้นทุนต่ำ และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ไฮโดรเจน และระบบดักจับคาร์บอน (CCUS)
  4. เรียกร้องให้ปฏิรูประบบอนุญาตภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน EIA/EHIA ผ่านระบบดิจิทัลและ One Stop Service รวมถึงเปิดพื้นที่ Regulatory Sandbox เพื่อทดลองนวัตกรรมใหม่ทางอุตสาหกรรม
  5. การผลักดันท่าเรืออัจฉริยะ หรือ Smart Port เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์

 

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการลำเลียงวัตถุดิบ

 

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ที่ไทยกำลังเจอความเสี่ยงจากภาวะซุปเปอร์เอลนีโญ รัฐบาลเตรียมพื้นที่อ่างเก็บน้ำไว้รองรับรวมถึงแผนการผันน้ำพื้นที่แล้ว

 

“เราจะปรับให้มาบตาพุดเป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม สู่ฮับอุตสาหกรรมสีเขียวภูมิภาค

 

หลังวิกฤตการแข่งขันอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกกดดัน แข่งขันรุนแรง และกำลังเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดจากจีน บวกกับเหตุวิกฤตตะวันออกกลาง ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรลดลงและการลงทุนใหม่ชะลอตัว” วราวุธ กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Shutterstock / Ben Petcharapiracht

The post จากปิโตรเคมีขาลงสู่พลังงานยุคใหม่ ‘กนอ.’ ลุ้น PDP 2026 พลิกโฉมมาบตาพุด รุกลงทุนไฮโดรเจน-SMR appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติเปิดมิติใหม่ เปลี่ยนป้ายหาเสียงเป็นพื้นที่ศิลปะ ยันประหยัดงบฯ-รายงาน กกต. แล้ว ไม่หวั่นคนจำเบอร์ไม่ได้ https://thestandard.co/chadchart-campaign-art-signs/ Wed, 03 Jun 2026 07:05:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1214236 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ

วันนี้ (3 มิถุนายน) ที่สยามสแควร์วัน ชัชชาติ สิทธิพันธุ […]

The post ชัชชาติเปิดมิติใหม่ เปลี่ยนป้ายหาเสียงเป็นพื้นที่ศิลปะ ยันประหยัดงบฯ-รายงาน กกต. แล้ว ไม่หวั่นคนจำเบอร์ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ

วันนี้ (3 มิถุนายน) ที่สยามสแควร์วัน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขึ้นรถแห่มายังสยามสยามสแควร์ เพื่อเปิดตัวป้ายหาเสียงชื่อว่า ‘เอ้า…เปิด’ ที่ติดหน้าลิฟต์ ของห้างสยามสแควร์วัน โดยทำเป็นรูปการ์ตูนชัชชาติ พร้อมข้อความว่า เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติ สร้างความหวัง กรุงเทพทำงาน พร้อมแสดง QR Code สำหรับสแกนอ่านนโยบายของชัชชาติ

 

โดยชัชชาติ ได้กระโดดออกจากลิฟต์ พร้อมทำท่าสัญลักษณ์ เบอร์ 9 และแหวกอก สอดคล้องกับป้ายหาเสียง ก่อนเปิดเผยว่า วันนี้เป็นการเปิดตัวป้ายหาเสียงที่เป็นงานศิลปะ ซึ่งมาจากไอเดียที่คิดว่า ทำไมป้ายหาเสียงน่าเบื่อและรกรุงรัง จึงอยากเปลี่ยนป้ายหาเสียงเป็นงานศิลปะที่ให้ศิลปินมาแสดงผลงาน และมีความเชื่อมโยงกับนโยบาย ไม่ใช่โชว์แต่หน้าของตนเอง และเบอร์ผู้สมัคร

 

ชัชชาติกล่าวอีกว่า ทีมงานจึงไปติดต่อศิลปินหลายคนให้เวียนกันมา ซึ่งครั้งนี้เป็นของ สารัตถะ จึงเสถียรทรัพย์ หรือ นายแก่น ศิลปิน และกราฟิกดีไซเนอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังเพจ และแอคเคาต์ ชื่อ Uninspired by current events ที่ช่วยเอานโยบายไปตีความ ทำเป็นรูป พร้อมย้ำว่า ใช้งบประมาณค่อนข้างน้อย เนื่องจากเป็นการเช่าเพียงแค่ 15 วินาที หมุนเวียนกันไป คนที่จะดูจึงต้องมีความตั้งใจ และรู้สึกว่าป้ายนี้แสดงนโยบายได้หลายนโยบาย และทำให้เมืองมีสีสัน มีความสวยงาม โดยเมื่อครบสัปดาห์ก็จะเปลี่ยนศิลปินคนใหม่

 

ชัชชาติกล่าวอีกว่า สำหรับคอนเซ็ปในการติดป้ายหาเสียงที่บริเวณลิฟต์ มาจากช่วงที่ไปเปิดสะพานบริเวณถนนพรานนก ที่ตนเองไม่อยากให้งานของกรุงเทพมหานครมีพิธีรีตองอะไรมาก อยากให้ยึดประชาชนเป็นหลัก เพราะเวลาเป็นสิ่งมีค่า และประชาชนอยากให้เรารับใช้ให้เต็มที่ และไม่อยากทำงานให้ยืดเยื้อ พร้อมย้ำว่า การทำป้ายหาเสียงครั้งนี้ได้รายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งหมดแล้ว

 

ชัชชาติยังไม่กังวลว่า การทำป้ายหาเสียงดังกล่าวจะส่งผลต่อการจดจำเบอร์ แต่อยากเปลี่ยนแนวคิดใหม่ พยายามไม่อยู่กับที่ ซึ่งมีคนบอกว่าผู้ว่าเดิมจะได้ของเดิมหรือไม่ ต้องบอกว่าไม่ใช่เลย แม้ร่างกายเดิม แต่ จิตใจและแนวคิดใหม่ทุกวินาที นี่คือหัวใจของการบริหาร ต้องมีพื้นที่ให้ศิลปินได้สร้างสรรค์ผลงาน จึงนำมาผสมผสาน ส่วนการจดจำเบอร์ของผู้สูงอายุ ก็ต้องพยายามลงพื้นที่ มีป้ายลงไปเสริมในพื้นที่ชุมชนให้มากขึ้น

 

ส่วนผลตอบรับแคมเปญการหาเสียง ชัชชาติกล่าวว่า ทีมงานแฮปปี้ แต่ก็ต้องรอผลตอบรับจากประชาชน พร้อมขอบคุณศิลปิน และมองว่าศิลปินกับการเมืองไม่ค่อยไปด้วยกัน แต่เราอยากให้ไปด้วยกันได้

 

สำหรับป้ายหาเสียงดังกล่าว ถือเป็นป้ายหาเสียงแนวใหม่ พร้อมกันนี้ ป้ายหาเสียงรูปแบบใหม่นี้ยังติดอยู่ที่ประตูของรถไฟฟ้า รวมถึง บิลบอร์ดโดยรอบสยามสแควร์ และบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ถนนจตุรทิศ มุ่งหน้าแยกมักกะสัน

 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ 1ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ 2ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ 3ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ 4ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ 5ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ 6ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ 7ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ 8ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ 9ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ 10ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ 11ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำท่าสัญลักษณ์เบอร์ 9 พร้อมป้ายหาเสียงศิลปะ 12

The post ชัชชาติเปิดมิติใหม่ เปลี่ยนป้ายหาเสียงเป็นพื้นที่ศิลปะ ยันประหยัดงบฯ-รายงาน กกต. แล้ว ไม่หวั่นคนจำเบอร์ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมโรคยันโควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบในไทยต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 68 ยังไม่รุนแรงเพิ่ม พร้อมเฝ้าระวัง-ติดตามใกล้ชิด https://thestandard.co/ddc-covid-nb181-thailand-monitoring/ Wed, 03 Jun 2026 06:51:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1214220 ภาพกราฟิกแสดงเชื้อไวรัสโควิด-19

วันนี้ (3 มิถุนายน) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบค […]

The post กรมควบคุมโรคยันโควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบในไทยต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 68 ยังไม่รุนแรงเพิ่ม พร้อมเฝ้าระวัง-ติดตามใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงเชื้อไวรัสโควิด-19

วันนี้ (3 มิถุนายน) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์โรคโควิด 19 และการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) การเฝ้าระวังเหตุการณ์ และการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ โดยข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคแตกต่างจากสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้านี้

 

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 พบผู้ป่วยโควิด 19 จำนวน 4,156 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 30-39 ปี รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 20-29 ปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แม้จะมีการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลแต่จำนวนผู้ป่วยยังคงต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง

 

สำหรับข้อมูลการเฝ้าระวังสายพันธุ์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568-23 เมษายน 2569 พบว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่ตรวจพบในประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 50.95 รองลงมา ได้แก่ JN.1 ร้อยละ 24.97 และ XEC ร้อยละ 9.14 โดยสายพันธุ์ NB.1.8.1 ตรวจพบและแพร่ระบาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568

 

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้สายพันธุ์ NB.1.8.1 จะมีการกลายพันธุ์บางตำแหน่งที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแพร่กระจายและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่จากข้อมูลทางระบาดวิทยาและข้อมูลทางคลินิกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานว่าก่อให้เกิดอาการรุนแรงหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้า โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังมีอาการในลักษณะเดียวกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ และน้ำมูก

 

ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังโรคติดเชื้อทางเดินหายใจและการเปลี่ยนแปลงของเชื้อก่อโรคที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลเฝ้าระวัง 26 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมการเฝ้าระวังโรคทางเดินหายใจที่สำคัญ รวมถึงโรคโควิด 19 ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่น ๆ โดยตัวอย่างจากผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังจะได้รับการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และหากพบสัญญาณผิดปกติหรือการเปลี่ยนแปลงของเชื้อที่อาจมีนัยสำคัญต่อสาธารณสุข จะมีการส่งตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อจำแนกสายพันธุ์และประเมินความเสี่ยงเชิงลึก ทำให้ประเทศไทยสามารถติดตามสถานการณ์และตรวจจับความผิดปกติของเชื้อได้อย่างทันท่วงที

 

“ระบบเฝ้าระวังของประเทศไทยยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการติดตามจำนวนผู้ป่วย การเฝ้าระวังเหตุการณ์การระบาดเป็นกลุ่มก้อน และการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และตอบสนองต่อความเสี่ยงทางสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

 

ด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังในปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณการระบาดในวงกว้างหรือการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงของโรคที่แตกต่างจากแนวโน้มที่เคยพบในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โรคโควิด 19 ยังคงเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักมีการรวมกลุ่มของประชาชนในพื้นที่ปิดมากขึ้น

 

กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัดหรือเมื่อมีอาการป่วยทางเดินหายใจ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย และหากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือน้ำมูก ควรตรวจคัดกรองเบื้องต้นและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

The post กรมควบคุมโรคยันโควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบในไทยต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 68 ยังไม่รุนแรงเพิ่ม พร้อมเฝ้าระวัง-ติดตามใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
30 ปี ‘ฟอร์ด’ ในไทย ชูบริการหลังการขายสร้าง Brand Loyalty สู้ศึกตลาดรถยนต์ https://thestandard.co/ford-thailand-after-sales-loyalty/ Wed, 03 Jun 2026 06:45:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1214216 สุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย

หลังจากที่ รายงานข่าวระบุว่า Ford ประเทศไทย เดินหน้าซื้ […]

The post 30 ปี ‘ฟอร์ด’ ในไทย ชูบริการหลังการขายสร้าง Brand Loyalty สู้ศึกตลาดรถยนต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย

หลังจากที่ รายงานข่าวระบุว่า Ford ประเทศไทย เดินหน้าซื้อโรงงานเดิมของ Suzuki ที่ระยอง ตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะฐานการผลิตหลักของ Ford ในเอเชียแปซิฟิก

 

หลังลงทุนในไทยสะสมกว่า 1.33 แสนล้านบาทตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โดยโรงงานแห่งใหม่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการผลิต เสริมประสิทธิภาพซัพพลายเชนและรองรับการเติบโตของตลาดยานยนต์ในอนาคต สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพแรงงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

 

ล่าสุด ฟอร์ด ประเทศไทย เดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งกลยุทธ์ด้านบริการหลังการขายในวาระครบรอบ 30 ปีของการดำเนินธุรกิจในไทย ชูแนวคิด ‘ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง’

 

สุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย ระบุว่า ความสำเร็จสะท้อนผ่านคะแนนความพึงพอใจลูกค้า (NPS) ที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง รวมถึงการได้รับการจัดอันดับด้านบริการเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มแบรนด์รถยนต์ยอดนิยม จากการสำรวจของดิฟเฟอเรนเชียล ปี 2569

 

ขณะที่อัตราการกลับมาใช้บริการศูนย์ฟอร์ดสูงถึง 83% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แม้ในกลุ่มรถที่มีอายุใช้งานมากกว่า 23 ปี

 

“17% ยอดขายทุกเดือนเป็นลูกค้าเก่า ส่วนกลุ่มชิ้นส่วนอะไหล่ไทยและเวียดนามเป็นคู่แข่งกัน แต่ไทยมีอะไหล่เยอะสุดในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งสามารถควบคุมราคาได้ ดังนั้น สิ่งที่เชื่อมั่นและยึดถือเป็นหลักปฏิบัติมาโดยตลอดคือ ‘Treat Customers Like Family’ หรือการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว”

 

โดยให้ความสำคัญทั้งคุณภาพบริการ ความสะดวก และการดูแลลูกค้าตลอดอายุการใช้งานรถยนต์ ผ่านการลงทุนด้านเครือข่ายศูนย์บริการ บุคลากร และระบบกระจายอะไหล่อย่างต่อเนื่อง

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฟอร์ดได้พัฒนานวัตกรรมบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริการซ่อมด่วนภายใน 60 นาที, โปรแกรม Ford Care, ระบบคำนวณค่าบำรุงรักษาล่วงหน้า และเทคโนโลยีแว่นตาอัจฉริยะช่วยซ่อมระยะไกล ที่ช่วยให้แก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ครั้งแรกถึง 96%

 

นอกจากนี้ ยังมีบริการ Mobile Service Vehicle (MSV) และบริการรับ-ส่งรถ (PUD) ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงระบบนัดหมายออนไลน์ผ่าน Ford app, เว็บไซต์ และ LINE Official Account โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Ford app มากกว่า 130,000 ราย

 

ล่าสุด ฟอร์ดยังต่อยอดโปรแกรมสะสมคะแนน Ford Rewards Club ผ่าน LINE OA ซึ่งมีสมาชิกแล้วกว่า 70,000 บัญชี พร้อมพัฒนาระบบสมาชิก 5 ระดับ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้าและเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการใช้บริการ

 

ทั้งนี้ ฟอร์ดลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านบริการหลังการขาย ทั้งเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ บุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐานสากล และการเพิ่มศักยภาพของศูนย์กระจายอะไหล่

 

ทั้งหมดนี้ คือรากฐานที่ทำให้ฟอร์ดสามารถ ส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ครบวงจรและยั่งยืนได้” สุรวัฒน์กล่าวเพิ่มเติม

 

สุรวัฒน์ ย้ำว่า บริการหลังการขายถือเป็นหัวใจสำคัญ ของการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ และจะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมบริการใหม่ ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเสริมความแข็งแกร่งในตลาดยานยนต์ไทยต่อไป

The post 30 ปี ‘ฟอร์ด’ ในไทย ชูบริการหลังการขายสร้าง Brand Loyalty สู้ศึกตลาดรถยนต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์แจง กรณีกัมพูชาใช้กลไกประนอมภาคบังคับ ชี้ไม่ได้แก้ไขปัญหา หวังผลทางการเมือง พร้อมดันไทยเข้าเวที OECD https://thestandard.co/sihasak-cambodia-conciliation-oecd/ Wed, 03 Jun 2026 06:38:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1214212 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ […]

The post สีหศักดิ์แจง กรณีกัมพูชาใช้กลไกประนอมภาคบังคับ ชี้ไม่ได้แก้ไขปัญหา หวังผลทางการเมือง พร้อมดันไทยเข้าเวที OECD appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกัมพูชาแจ้งใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แก้ปัญหา MOU 44 ว่า ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง และปิดประตูการเจรจาอื่นๆ โดยมีเจตนาหวังผลทางการเมือง

 

ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศยังกล่าวถึงการเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ว่า ไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาและยกระดับมาตรฐานให้เทียบเท่ากับประเทศสมาชิก

 

สีหศักดิ์ชี้ กัมพูชาใช้กลไกบังคับ หวังผลทางการเมือง

 

เมื่อวานนี้ (2 มิถุนายน) สีหศักดิ์แสดงความคิดเห็นถึงกรณีกัมพูชาแถลงเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) เขตแดนและพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลว่า การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง พร้อมย้ำว่า ข้อมูลที่กัมพูชานำเสนอยังคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

 

รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอธิบายว่า สาเหตุหลักที่ไทยตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เป็นเพราะตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เกิดขึ้น เจตนารมณ์ที่แท้จริงของไทยคือการเริ่มต้นเจรจาใหม่ภายใต้ UNCLOS ซึ่งไม่ใช่การยกเลิกเพื่อหลีกเลี่ยงพันธกรณีตามที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง

 

สีหศักดิ์ชี้แจงว่า ไทยสนับสนุนการเจรจาทวิภาคีก่อนเป็นลำดับแรก หากไม่เป็นผลจึงค่อยพิจารณากลไกอื่น เช่น การประนอมโดยสมัครใจ แต่การที่กัมพูชาเลือกลัดขั้นตอนไปสู่กลไกภาคบังคับ ซึ่งต้องใช้เวลายาวนาน เหมือนกรณีออสเตรเลียและติมอร์-เลสเตที่ใช้เวลา 2 ปี จะยิ่งทำให้การกำหนดเขตแดนและการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนล่าช้าออกไป

 

ทั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไทยตั้งข้อสังเกตถึงการกระทำของฝ่ายกัมพูชาว่า อาจต้องการกำหนดเงื่อนไขเพื่อสร้างความได้เปรียบ หรืออาจทำเพื่อตอบสนองต่อกระแสการเมืองภายในประเทศ มากกว่าการมุ่งแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีที่แท้จริง

 

“แต่สิ่งที่อยากจะเรียน คือ มันไม่ได้ไปสู่การแก้ไขปัญหา ฝ่ายกัมพูชาในเมื่อตัดสินใจไปเส้นทางนี้ ก็ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของเขาด้วย”

 

สีหศักดิ์กล่าวว่า การที่กัมพูชาเลือกปิดประตูการเจรจาเรื่องอาณาเขตทางทะเล ย่อมส่งผลกระทบต่อการพูดคุยในมิติอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงตามแนวชายแดนผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี

 

เพราะแม้กัมพูชาจะมีความประสงค์ให้เกิดความคืบหน้าในประเด็นเหล่านี้ แต่พื้นฐานสำคัญที่สุดของการเจรจาคือ ‘ความไว้เนื้อเชื่อใจ’ และ ‘ความจริงใจ’ ที่มีต่อกัน หากปราศจากสิ่งนี้ การเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนย่อมเป็นไปได้ยาก

 

สีหศักดิ์เน้นย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้หวั่นไหวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและได้เตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้าระยะหนึ่งแล้ว ทั้งการเตรียมผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไทย และการหารือร่วมกับที่ปรึกษากฎหมายชาวฝรั่งเศสระหว่างการเดินทางเยือนกรุงปารีส เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านข้อกฎหมาย

 

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยจะเร่งดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะทูตานุทูตโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้กัมพูชาใช้เวทีระหว่างประเทศในการสร้างความชอบธรรมเพียงฝ่ายเดียว โดยไทยมีความมั่นใจเต็มที่ในข้อมูลและศักยภาพที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างถึงที่สุด

 

ชี้แจงความคืบหน้าไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD

 

สำหรับความคืบหน้าในการกระบวนการขอเข้าเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่ไทยตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2571 นั้น ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนระหว่างการเจรจาและยกระดับมาตรฐานภายในประเทศให้สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐาน OECD ทั้งในมิติด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมถึงการปรับปรุงระบบภาษีและการป้องกันการฉ้อโกง

 

อนึ่ง สีหศักดิ์ชี้แจงว่า การเดินทางมาร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีของ OECD ในครั้งนี้ ถือเป็นการประชุมที่สำคัญที่สุด โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานหลักของไทยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสภาพัฒน์ฯ เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของรัฐบาลไทย

 

รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า เวทีนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หลังมีความล่าช้ามาหลายปีจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง

 

สีหศักดิ์ยังทิ้งท้ายว่า การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีเสถียรภาพทางเสียงในสภา ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสร้างความมั่นใจในด้านความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการเจรจาเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD และเป็นการส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเดินหน้าและพร้อมกลับมาผงาดบนเวทีโลกอีกครั้ง

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ

The post สีหศักดิ์แจง กรณีกัมพูชาใช้กลไกประนอมภาคบังคับ ชี้ไม่ได้แก้ไขปัญหา หวังผลทางการเมือง พร้อมดันไทยเข้าเวที OECD appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเรือย้ำปิดด่าน 100% ส่งกลับผู้ต้องโทษชาวกัมพูชาแค่ภารกิจตามกฎหมาย ไม่ใช่การเปิดชายแดน https://thestandard.co/navy-repatriates-cambodian-ex-convicts/ Wed, 03 Jun 2026 06:34:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1214208 เจ้าหน้าที่ไทยควบคุมตัวชาวกัมพูชาที่พ้นโทษเพื่อส่งกลับประเทศบริเวณชายแดน

วันนี้ (3 มิถุนายน) พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองท […]

The post กองทัพเรือย้ำปิดด่าน 100% ส่งกลับผู้ต้องโทษชาวกัมพูชาแค่ภารกิจตามกฎหมาย ไม่ใช่การเปิดชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ไทยควบคุมตัวชาวกัมพูชาที่พ้นโทษเพื่อส่งกลับประเทศบริเวณชายแดน

วันนี้ (3 มิถุนายน) พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ เวลา 11.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ได้สนับสนุนการปฏิบัติงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในการส่งกลับชาวกัมพูชาที่พ้นโทษและสิ้นสุดกระบวนการยุติธรรมของไทยแล้ว จำนวน 30 คน พร้อมผู้ติดตาม 3 คน ผ่านจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งบุคคลกลุ่มดังกล่าวเป็นผู้ที่เคยกระทำความผิดในคดีต่างๆ อาทิ ความผิดเกี่ยวกับการหลบหนีเข้าเมือง ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และความผิดอาญาอื่นๆ

 

ภายหลังพ้นโทษแล้ว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีหน้าที่ดำเนินการส่งกลับออกนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 โดยเจ้าหน้าที่มีอำนาจกำหนดช่องทางและวิธีการส่งกลับที่เหมาะสมตามกฎหมาย เพราะไม่มีสิทธิพำนักอยู่ในประเทศไทยได้อีกต่อไป

 

กองทัพเรือขอยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการส่งกลับบุคคลต่างด้าวหลังพ้นโทษตามกระบวนการทางกฎหมาย และไม่ใช่การเปิดด่านหรือผ่อนคลายมาตรการควบคุมชายแดนแต่อย่างใด โดยมาตรการปิดจุดผ่านแดนยังคงบังคับใช้อย่างเข้มงวด 100% ตลอดแนวชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบ กองทัพเรือยังคงปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงชายแดน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มกำลัง เพื่อป้องกันการลักลอบเข้า-ออกราชอาณาจักรและการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ พร้อมคุ้มครองผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติอย่างต่อเนื่อง

 

เจ้าหน้าที่ไทยควบคุมตัวชาวกัมพูชาที่พ้นโทษเพื่อส่งกลับประเทศบริเวณชายแดน 1เจ้าหน้าที่ไทยควบคุมตัวชาวกัมพูชาที่พ้นโทษเพื่อส่งกลับประเทศบริเวณชายแดน 2เจ้าหน้าที่ไทยควบคุมตัวชาวกัมพูชาที่พ้นโทษเพื่อส่งกลับประเทศบริเวณชายแดน 3เจ้าหน้าที่ไทยควบคุมตัวชาวกัมพูชาที่พ้นโทษเพื่อส่งกลับประเทศบริเวณชายแดน 4เจ้าหน้าที่ไทยควบคุมตัวชาวกัมพูชาที่พ้นโทษเพื่อส่งกลับประเทศบริเวณชายแดน 5

The post กองทัพเรือย้ำปิดด่าน 100% ส่งกลับผู้ต้องโทษชาวกัมพูชาแค่ภารกิจตามกฎหมาย ไม่ใช่การเปิดชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทบ.ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี https://thestandard.co/thai-army-21-gun-salute-queen-birthday/ Wed, 03 Jun 2026 06:29:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1214199 ทหารยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท้องสนามหลวง

วันนี้ (3 มิถุนายน) เวลา 12.00 น. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ […]

The post ทบ.ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทหารยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท้องสนามหลวง

วันนี้ (3 มิถุนายน) เวลา 12.00 น. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ยิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณท้องสนามหลวง

 

ทั้งนี้ การยิงสลุตถือเป็นธรรมเนียมที่ทั่วโลกยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ เพื่อแสดงความเคารพแก่ชาติ ธง หรือบุคคล โดยเป็นการยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ คำว่า ‘สลุต’ มีรากศัพท์มาจากคำว่า ‘Salutio’ ในภาษาละติน

 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการตราพระราชกำหนดการยิงสลุตขึ้นใหม่ คือ การยิงสลุต ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2455) ซึ่งกำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า 4 กระบอก และแบ่งประเภทการยิงสลุตออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ สลุตหลวง (แบ่งเป็นสลุตหลวงธรรมดา 21 นัด และสลุตหลวงพิเศษ 101 นัด), สลุตข้าราชการ และสลุตนานาชาติ

 

พระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ. 131 ถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ. 2483 จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางราชการจึงได้รื้อฟื้นประเพณียิงสลุตขึ้นมาใหม่เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2491 เนื่องในพระราชพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

 

ทหารยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท้องสนามหลวง 1ทหารยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท้องสนามหลวง 2ทหารยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท้องสนามหลวง 3ทหารยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท้องสนามหลวง 4ทหารยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท้องสนามหลวง 5ทหารยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท้องสนามหลวง 6ทหารยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท้องสนามหลวง 7ทหารยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท้องสนามหลวง 8ทหารยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท้องสนามหลวง 9ทหารยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท้องสนามหลวง 10

The post ทบ.ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี appeared first on THE STANDARD.

]]>