THE STANDARD https://thestandard.co/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 14 May 2026 12:13:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ชนหมัด’ ครั้งแรก ชัชชาติ-ชัยวัฒน์ โคจรมาพบกัน ประเดิมสนามชิงผู้ว่าฯ กทม. กลางงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ https://thestandard.co/bangkok-governor-candidates-meet/ Thu, 14 May 2026 12:13:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1207296 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร

สนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครน่าจับตายิ่งขึ้น […]

The post ‘ชนหมัด’ ครั้งแรก ชัชชาติ-ชัยวัฒน์ โคจรมาพบกัน ประเดิมสนามชิงผู้ว่าฯ กทม. กลางงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร

สนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครน่าจับตายิ่งขึ้น เมื่อวันนี้ (14 พฤษภาคม) เกิดการ ‘ชนหมัด’ กันเป็นครั้งแรกของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ‘โจ’ แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชน หลังจากทั้ง 2 คน โคจรมาพบกันบนลานแอโรบิกภายในสวนจตุจักร

 

ทั้งนี้ ในกิจกรรม ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ เป็นความร่วมมือระหว่างไทยรัฐและกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่พลิกโฉมพื้นที่ลานแอโรบิกเดิมภายในสวนจตุจักร ให้กลายเป็นลานความสนุกสไตล์หน้าฮ้านหมอลำ

 

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการนำทัพเต้นแอโรบิกโดยตัวแม่แห่งวงการเพลงลูกทุ่ง ‘ฮาย-อาภาพร นครสวรรค์’ ที่มาร่วมสร้างสีสัน และชวนประชาชนออกกำลังกายในจังหวะหน้าฮ้านสุดเร้าใจ

 

การพบกันของชัชชาติและชัยวัฒน์ เป็นสัญญาณตอกย้ำว่าสนามแข่งขันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) กำลังจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะชัชชาติที่มีแนวโน้มจะลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ ก่อนครบวาระดำรงตำแหน่งช่วงกลางเดือนนี้ เพื่อลงสนามชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ สมัยที่ 2 อย่างเต็มตัว

 

ขณะที่ชัยวัฒน์จากพรรคประชาชนเองก็เป็นอีกหนึ่งตัวเต็ง เพราะเป็นพรรคการเมืองที่กวาดเก้าอี้ สส. ทั้ง 33 เขต ทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯ มาแล้วในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

 

ภายในกิจกรรมนี้ ยังพบผู้ประกาศตัวลงแข่งขันในสนามเลือกตั้ง กทม. รายอื่นอีก เช่น มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แกนนำกลุ่ม ‘กรุงเทพบินได้’ ซึ่งอยู่ระหว่างการสรรหาผู้เหมาะสมมาลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ด้วยเช่นกัน

 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร 1ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร 2ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร 3ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร 4ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร 5ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร 6ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร 7ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร 8ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร 9ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร 10ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร 11ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พบปะกันในงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ ที่สวนจตุจักร 12

The post ‘ชนหมัด’ ครั้งแรก ชัชชาติ-ชัยวัฒน์ โคจรมาพบกัน ประเดิมสนามชิงผู้ว่าฯ กทม. กลางงาน ‘มักม่วน หน้าฮ้าน กลางเมือง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สอดสร้อยมาลา: ระบำแห่งความเปลี่ยนแปลงในกงล้อประวัติศาสตร์ที่หมุนวน https://thestandard.co/sodsroi-mala-dance-history/ Thu, 14 May 2026 12:00:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1207231 ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์

  *บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาละคร   ท่ามกลา […]

The post สอดสร้อยมาลา: ระบำแห่งความเปลี่ยนแปลงในกงล้อประวัติศาสตร์ที่หมุนวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์

ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ 1

 

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาละคร

 

ท่ามกลางละครพีเรียดที่มักผลิตซ้ำเรื่องราวชิงรักหักสวาทในรั้วในวัง สอดสร้อยมาลา ของช่อง One 31 ภายใต้การกำกับของ สันต์ ศรีแก้วหล่อ กลับเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านชีวิตผู้หญิงและจังหวะก้าวที่เปลี่ยนไปของนาฏศิลป์ไทยในช่วงเวลาที่สยามเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่แนวคิดมักแบ่งออกเป็นสองฝ่าย แต่เมื่อเห็นโลโก้กระทรวงวัฒนธรรม และThailand Creative Culture Agency (THACCA) ก็ยอมรับถึงความใจกว้างสนับสนุนให้เนื้อหาละครไทยสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่ได้อวยยศฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่สร้างสมดุลอย่างน่าสนใจ

 

สอดสร้อยมาลา บอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในช่วงปลายรัชกาลที่ 6 การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เรื่อยเลยมาจนถึงยุคทองของภาพยนตร์ไทย ผ่านชีวิตของนางรำหลวงชื่อดังสองคนคือสร้อย (มาเบล-สุชาดา สอนพันธ์ และหมิว-ลลิตา ปัญโญภาส) และมาลา (เอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลีกุล และคัทลียา แมคอินทอช) ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ยังเด็ก จนกระทั่งเข้าสู่วัยสาว ความ ‘รักเพื่อน’ ก็เปลี่ยนเป็น ‘รักแรก’ ในใจของสร้อย ขณะที่มาลาไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะมุ่งมั่นในจารีตด้วยใจรักในนาฏศิลป์ไทย กลายจุดเริ่มต้นความบาดหมาง

 

ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ 2

 

สร้อยพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้มาลาหันมาสนใจถึงขั้นลาออกจากคณะละครหลวงเพื่อไปเป็นนางเอกละครร้องซึ่งเป็นความบันเทิงแนวใหม่ในสมัยนั้น ในช่วงเวลาเดียวกันมาลาเริ่มมีหนุ่มมาติดพันทั้งท่านชายราม (กระทิง-ขุนณรงค์ ประเทศรัตน์) เชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ และพลโทพร้อม (เข้ม-หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล) นายทหารหัวก้าวหน้าที่มาลามีใจถึงขั้นหมั้นหมาย แต่ด้วยแนวคิดทางการเมืองและเหตุการณ์วุ่นวายหลายอย่างทำให้มาลาต้องตัดสินใจแต่งงานกับท่านชายรามแทน ขณะที่ความบาดหมางกับสร้อยก็ดูจะคลี่คลายไป แต่ด้วยกงล้อแห่งยุคสมัยทำให้ทั้งสองคนเหมือนอยู่กันคนละขั้วจนไม่อาจจะกลับมาเป็น ‘เพื่อนรัก’ กันได้เหมือนเดิม  

 

สารภาพตามตรงว่าพอเห็นชื่อ ‘พี่หมิว’ กับ ‘พี่แหม่ม’ มายืนประชันหน้ากันในมาตรฐานการผลิตของช่อง One31 ก็ทำให้ละครเรื่องนี้น่าดูขึ้นมาเลย ยิ่งผนวกกับการที่ช่อง One31 เลือกใส่ความเป็นยูริในละครพีเรียดฟอร์มยักษ์ก็ขอซูฮกที่หยิบกระแสซอฟต์พาวเวอร์ของไทยมาดึงดูดความสนใจได้ดีทีเดียว และชอบมากกว่าเดิมที่ประเด็น ‘ยูริ’ ถูกดึงกลับเข้าประเด็นความเป็นเพื่อนอย่างรวดเร็วเพื่อปูทางสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่กว่าคือเรื่องสังคมและอุดมการณ์ในแบบย่อยง่ายถูกจริตไทยอีกต่างหาก

 

ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ 3

 

หัวใจสำคัญของเรื่องคือการสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสังคมผ่านชีวิตของนางรำสองคนที่เป็นเหมือนกระจกเงาของยุคสมัย มาลา คือตัวแทนของจารีตดั้งเดิมผู้พยายามประคองศิลปะชั้นสูงให้คงความบริสุทธิ์ท่ามกลางยุคสมัยที่อำนาจเก่ากำลังหมดแรง ในขณะที่ สร้อย คือตัวแทนของวิวัฒนาการ พร้อมจะปรับตัวสู่สิ่งใหม่ อย่างการก้าวไปสู่นางเอกละครร้อง และต่อยอดไปสู่โลกภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อบันเทิงชนิดใหม่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคสร้างชาติ

 

ความสัมพันธ์ระหว่างมาลาและสร้อยที่เคยผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง จึงต้องพังทลายลงที่ไม่น่าใช่แค่ความเข้าใจผิดส่วนตัว แต่เพราะทั้งคู่ยืนอยู่คนละฝั่งของประวัติศาสตร์ เมื่อโลกหมุนไปสู่ยุครัฐนิยมของจอมพล ป พิบูลสงคราม ที่ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นความล้าหลัง และการรำไทยต้องถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ มาลาจึงกลายเป็นผู้แพ้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในขณะที่สร้อยกลายเป็นดาวเด่นที่ยอมแลกตัวตนเพื่อการอยู่รอด

 

ขณะที่ประเด็นทางการเมืองถูกเล่าผ่านตัวละครฝ่ายชายทั้งท่านชายราม และ พลโทพร้อม เพื่อตัวแทนของกลุ่มอำนาจเก่าและอำนาจใหม่ที่อยู่บนฝั่งซ้ายและขวาสายกลาง แล้วเพิ่มตัวละครสุดโต่งทั้งสองข้าง ทำให้เห็นความพยายามสร้างสมดุลของทั้งคู่ เรียกว่าทั้งเห็นใจในความพยายามรักษาจารีตของฝ่ายหนึ่งพอๆ กับที่เข้าใจความกระหายใคร่รู้ในศิวิไลซ์ของอีกฝ่าย ที่แน่ๆ ทั้งสองฝ่ายทำไปด้วยความเชื่อที่ตนคิดว่าดีที่สุดสำหรับประเทศ 

 

ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ 4

 

ละครเรื่องนี้ไม่ได้ให้น้ำหนักไปที่ขั้วการเมืองใดขั้วหนึ่งมากเกินไป แต่กลับสำรวจว่า “อดีต” ส่งผลต่อ “ปัจจุบัน” อย่างไร ตัวละครรุ่นใหญ่อย่าง สร้อยสุดา (หมิว ลลิตา) และ แม่ครูมาลา (แหม่ม คัทลียา) คือภาพสะท้อนของผลลัพธ์จากความขัดแย้งในอดีตที่ยังไม่ได้รับการสะสาง ความเป็นศัตรูของทั้งคู่จึงเข้มข้นขึ้นตามอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนระอุ 

 

สิ่งหนึ่งที่กระแทกใจคือประโยค Keyword ที่ถูกย้ำซ้ำๆ ในเรื่องว่า “คนไทยยังไม่พร้อม” ซึ่งบทละครของ พิมพ์มาดา พัฒนอลงกรณ์ หยิบมาใช้ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ประโยคนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเล่าบรรยากาศช่วงปลายรัชกาลที่ 6 จนถึง พ.ศ. 2475 เท่านั้น แต่มันคือการตั้งคำถามมาถึงปี 2569 ว่าผ่านเกือบศตวรรษ ทำไมวาทกรรมนี้ยังคงส่งเสียงกังวานอยู่ในสังคมไทย และเราใช้เวลาเกือบร้อยปีเรียนรู้อะไรบ้าง. 

 

ตราบใดที่ยังมีความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการสะสาง และตราบที่ ‘คนไทยยังถูกมองว่าไม่พร้อม’ สังคมเราก็เปรียบเสมือนการรำที่หมุนวนอยู่กับที่ท่าเดิม สวยงามแต่ไม่มีวันไปถึงจุดหมาย และสุดท้ายเหยื่อที่แท้จริงก็คือเหล่า ‘ดอกไม้’ ที่ถูกเด็ดทิ้งไปในนามของคำว่า ‘ความมั่นคง’ และ ‘ความเจริญ’ นั่นเอง

 

นี่คือละครที่คุณไม่ควรพลาด ไม่ใช่เพียงเพราะความสนุก แต่เพราะมันคือการมองกระจกสะท้อนหน้าประวัติศาสตร์ที่เราอาจจะยังไม่เคยข้ามผ่านมันไปได้จริงๆ

 

*สอดสร้อยมาลาฉายทุกวันพุธ – พฤหัสบดี เวลา 20:30 น.

 

ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ 5

The post สอดสร้อยมาลา: ระบำแห่งความเปลี่ยนแปลงในกงล้อประวัติศาสตร์ที่หมุนวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท.ขยายเวลาผ่อนคลาย LTV อีก 1 ปี ถึงมิ.ย. 70 หลังดีมานด์อ่อนแอ เซ่นพิษเศรษฐกิจ-สงคราม ยันไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไร https://thestandard.co/bot-extends-ltv-easing/ Thu, 14 May 2026 11:54:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1207280 ภาพกราฟิกประกาศขยายเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย

ธปท.ขยายเวลาผ่อนคลาย LTV อีก 1 ปี เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 […]

The post ธปท.ขยายเวลาผ่อนคลาย LTV อีก 1 ปี ถึงมิ.ย. 70 หลังดีมานด์อ่อนแอ เซ่นพิษเศรษฐกิจ-สงคราม ยันไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกประกาศขยายเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย

ธปท.ขยายเวลาผ่อนคลาย LTV อีก 1 ปี เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2570 หลังดีมานด์ที่อยู่อาศัยยังอ่อนแอจากเศรษฐกิจชะลอ และสงครามตะวันออกกลาง กระทบต้นทุนผู้ประกอบการ-กำลังซื้อครัวเรือน ยืนยันยังไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไร

 

วันนี้ (14 พฤษภาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) เห็นควรให้ขยายระยะเวลาการผ่อนคลายเกณฑ์การกำหนดเพดานอัตราส่วนการปล่อยสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value : LTV) สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี จากเดิมหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ขยายเป็นวันที่ 30 มิถุนายน 2570 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

  • ให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันอยู่ที่ 100% สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งกรณี (1) มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และ (2) มูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังแรก
  • การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

 

ภาพกราฟิกประกาศขยายเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย 1

 

การขยายระยะเวลาการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ครั้งนี้ ธปท. มีวัตถุประสงค์เพื่อประคับประคองความเชื่อมั่นและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยที่ผ่านมาอุปสงค์ของที่อยู่อาศัยยังอ่อนแอตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเพิ่มเติม ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

 

คณะกรรมการฯ ประเมินว่า การขยายระยะเวลาการผ่อนเกณฑ์ LTV ดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการให้สินเชื่อและในช่วงที่ผ่านมายังไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไรที่ผิดปกติแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ %LTV คือ อัตราสูงสุดที่สามารถบบบมูลค่าหลักประกัน แต่วงเงินกู้ที่สถาบันการเงินจะอนุมัติขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเสี่ยงของลูกหนี้ร่วมด้วย

 

โดยเกณฑ์นี้ใช้สำหรับผู้ที่ทำสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ รวมถึงสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เช่น สินเชื่อ top up เช่น สินเชื่อตกแต่งบ้าน และสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ที่มีการทำสัญญาภายในช่วงเวลาที่ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV

 

 

The post ธปท.ขยายเวลาผ่อนคลาย LTV อีก 1 ปี ถึงมิ.ย. 70 หลังดีมานด์อ่อนแอ เซ่นพิษเศรษฐกิจ-สงคราม ยันไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รอเสนอ ครม.สัปดาห์หน้า ประเดิมใช้พ.ร.ก.เงินกู้ลอตแรก https://thestandard.co/thai-help-thai-plus-loan-scheme/ Thu, 14 May 2026 11:25:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1207269 ภาพโลโก้โครงการไทยช่วยไทย พลัส

คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เห็นชอบโครงการ ‘ไท […]

The post คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รอเสนอ ครม.สัปดาห์หน้า ประเดิมใช้พ.ร.ก.เงินกู้ลอตแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้โครงการไทยช่วยไทย พลัส

คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เห็นชอบโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เตรียมเสนอ ครม. 19 พ.ค. นี้ ใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทลอตแรก อัดมาตรการคนละครึ่ง พลัสและเพิ่มเงินบัตรคนจน กระตุ้นการใช้จ่ายและช่วยร้านค้ารายย่อย

 

วันนี้ (14 พฤษภาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า ที่ประชุม คกง. ครั้งที่ 2/2569 มีมติเห็นชอบโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ แล้ว เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในรายละเอียดต่อไป

 

สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ประกอบด้วย 2 มาตรการหลัก ได้แก่ ‘คนละครึ่งพลัส’ และการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

 

โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการคนละครึ่งพลัส ขณะที่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลังจะดูแลในส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

 

ลวรณกล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นโครงการแรกที่ใช้เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดย พ.ร.ก. ระบุชัดเจนว่าสามารถนำเงินกู้นี้ มาใช้ในโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้

 

ทั้งนี้ รูปแบบของโครงการคนละครึ่งพลัสจะเป็นการร่วมจ่ายในสัดส่วน 40:60 โดยภาครัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40%

 

นอกจากนี้ คกง.ยังได้มอบหมายให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จัดทำแบบฟอร์มรายละเอียดการขอใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. ทั้งในส่วนมาตรการเยียวยาและการเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้หน่วยงานราชการที่ต้องการขอใช้เงินกู้สามารถศึกษาหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่างๆ ได้ผ่านเว็บไซต์ ก่อนจะนำรายละเอียดดังกล่าวเผยแพร่บนเว็บไซต์กระทรวงการคลังต่อไป

 

ก่อนหน้านี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัสจะเปิดให้ประชาชน 30 ล้านคนเข้าร่วม โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% หรือช่วยเหลือคนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและสนับสนุนร้านค้ารายย่อย

 

ส่วนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีผู้ได้รับสิทธิ 13.2 ล้านคน รัฐจะเพิ่มวงเงินช่วยเหลืออีก 700 บาท รวมเป็นเดือนละ 1,000 บาท โดยจะแบ่งจ่ายเป็น 2 รอบ เนื่องจากอยู่ระหว่างการเปิดลงทะเบียนและพิจารณาสิทธิใหม่

 

ในวันเดียวกัน ดร.เอกนิติระบุเพิ่มเติมว่า หาก คกง. เห็นชอบ โครงการจะถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในสัปดาห์หน้า วันที่ 19 พฤษภาคม ก่อนเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนวันที่ 25 พฤษภาคม และเริ่มใช้สิทธิตามไทม์ไลน์เดิมในวันที่ 1 มิถุนายน 2569

The post คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รอเสนอ ครม.สัปดาห์หน้า ประเดิมใช้พ.ร.ก.เงินกู้ลอตแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.ศธ. กางแผนลดภาระงานครู ควบรวมโครงการซ้ำซ้อน-จ่อยกเลิกโรงเรียนสีขาว ปี 70 หวังคืนครูสู่ห้องเรียน https://thestandard.co/education-ministry-reduces-teacher-workload/ Thu, 14 May 2026 11:14:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1207265 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ กำลังประชุมหารือ

วันนี้ (14 พฤษภาคม) ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวง […]

The post รมช.ศธ. กางแผนลดภาระงานครู ควบรวมโครงการซ้ำซ้อน-จ่อยกเลิกโรงเรียนสีขาว ปี 70 หวังคืนครูสู่ห้องเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ กำลังประชุมหารือ

วันนี้ (14 พฤษภาคม) ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2 อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานในการหารือร่วมกับฝ่ายนโยบายและแผนของหน่วยงานในสังกัด ศธ. เพื่อทบทวนกิจกรรมโครงการที่เข้าไปสู่สถานศึกษาที่จะช่วยลดภาระงานครูอย่างเป็นระบบ

 

อัครนันท์กล่าวว่า ปัญหาที่ตนอยากเข้ามาดำเนินการแก้ไขมากที่สุดในช่วงแรกของการทำงาน คือการช่วยลดภาระงานของครู ตนอาสารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าขอเข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วยตนเอง เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อมีการลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากครูผู้ปฏิบัติงาน พบว่าครูจำนวนมากรู้สึกท้อแท้กับภาระงานเอกสารจากโครงการที่ซ้ำซ้อน และต้องการเวลาเพื่อทุ่มเทให้กับการสอนมากกว่าการทำเอกสารเพื่อรับการประเมิน

 

“จากนี้ผมจะเร่งนำโครงการทั้งหมดของทุกหน่วยงานมากางดู เพื่อควบรวมโครงการที่มีเป้าหมายคล้ายกัน ผ่านโมเดล ‘การประเมิน 1 ครั้ง ครอบคลุมหลายโครงการ’ สำหรับโครงการที่ละเอียดอ่อนทางสังคม จะมีการวางแผนการสื่อสารอย่างรอบคอบเพื่อให้การดำเนินงานราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ส่วนโครงการโรงเรียนสีขาว ซึ่งคุณครูสะท้อนผ่านช่องทางต่างๆ ทราบว่า ยังยกเลิกไม่ทันในงบประมาณปี 69 แต่ในงบประมาณปี 70 จะมีการแก้ปัญหาโครงการนี้อย่างแน่นอน” อัครนันท์กล่าว

 

อัครนันท์กล่าวว่า ตนให้ความสำคัญกับทุกเสียงของคุณครู จึงต้องทำให้เกิดผลสำเร็จในระดับปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงนโยบายบนแผ่นกระดาษ พร้อมกันนี้เราจะส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังโรงเรียนด้วยว่า กระทรวงฯ จะไม่ทำแบบเดิม สิ่งไหนที่ซ้ำซ้อนและยกเลิกได้ เราจะยกเลิก สิ่งไหนรวมได้ เราจะนำมาบูรณาการรวมกัน เพื่อลดภาระงานเอกสาร คืนความสุข และคืนเวลาให้ครูได้กลับไปดูแลนักเรียนในห้องเรียนอย่างแท้จริง

 

ส่วนการขับเคลื่อนศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพกระทรวงฯ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการการทำงานร่วมกันให้เป็นระบบ และต้องปรับจูนทิศทางทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ เพื่อที่จะปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพความปลอดภัยและเยียวยาทั้งนักเรียนและครูอย่างครอบคลุมในทุกมิติ

The post รมช.ศธ. กางแผนลดภาระงานครู ควบรวมโครงการซ้ำซ้อน-จ่อยกเลิกโรงเรียนสีขาว ปี 70 หวังคืนครูสู่ห้องเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 สมาคมยานยนต์ไทยยื่นข้อเสนอรัฐ ออก 8 มาตรการฉุกเฉิน ต่อลมหายใจห่วงโซ่อุปทานไทย หวังช่วยอุตฯ ยานยนต์ไทย พ้น ‘หน้าผาอุตสาหกรรม’ https://thestandard.co/thai-auto-associations-propose-8-emergency-measures/ Thu, 14 May 2026 11:05:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1207261 สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

10 สมาคมยานยนต์และชิ้นส่วนสัญชาติไทยผนึกกำลังยื่นหนังสื […]

The post 10 สมาคมยานยนต์ไทยยื่นข้อเสนอรัฐ ออก 8 มาตรการฉุกเฉิน ต่อลมหายใจห่วงโซ่อุปทานไทย หวังช่วยอุตฯ ยานยนต์ไทย พ้น ‘หน้าผาอุตสาหกรรม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

10 สมาคมยานยนต์และชิ้นส่วนสัญชาติไทยผนึกกำลังยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ปลุกมาตรการ ‘ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า’ และคุมเข้ม Local Content หวั่นไทยสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ กลายเป็นเพียง ‘ตลาดบริโภค EV ราคาถูก’ แต่ไร้ฐานการผลิต

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

วันนี้ (14 พฤษภาคม) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกับอีก 9 สมาคมสัญชาติไทย ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งมีสมาชิกรวมกันมากกว่า 1,500 ราย ร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วมครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล มุ่งรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจของชาติ

 

สุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยว่า ปัจจุบันค่ายรถยนต์เริ่มปรับกลยุทธ์จาก ‘การผลิต’ เป็น ‘การนำเข้า’ รถ EV สำเร็จรูป (CBU) จากจีนโดยใช้สิทธิภาษี 0% ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสูญเสียคำสั่งซื้ออย่างรุนแรง

 

ทั้งนี้ สมาคมฯ ประเมินว่า หากไร้การควบคุม เมื่อมาตรการ EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี 2570 ไทยจะเผชิญกับ ‘หน้าผาอุตสาหกรรม’ ที่ค่ายรถไม่มีภาระผูกพันในการผลิตชดเชย และจะเปลี่ยนไปนำเข้า 100% ทันที

 

สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 1

 

เจาะ 8 มาตรการฉุกเฉิน

 

ในการนี้ ทางกลุ่มสมาพันธ์ฯ จึงได้เสนอมาตรการฉุกเฉินครอบคลุม 8 ด้าน ดังนี้

 

1. ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต (ลงทุนแลกโควตา)

 

เสนอให้ขยายส่วนต่างภาษีสรรพสามิต ระหว่างรถนำเข้า (CBU) และรถผลิตในไทยให้มากกว่า 8% เพื่อจูงใจให้เกิดการผลิต โดยใช้ระบบโควตานำเข้าอัตราภาษีต่ำแลกกับการลงทุนจริง เช่น สถานีชาร์จสาธารณะ หรือศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่

 

2. ยกระดับเกณฑ์ Local Content

 

บังคับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศไทย (Thai Material Content) อย่างน้อย 20% ของสัดส่วนมูลค่าเพิ่ม 40% เพื่อป้องกันการนำเข้าชิ้นส่วนแบบยกชุดมาประกอบเพียงอย่างเดียว

 

3. การส่งเสริมการใช้ ‘ชิ้นส่วนร่วม’ (Common Parts)

 

กำหนดให้ค่ายรถต้องจัดซื้อชิ้นส่วนที่มีมูลค่าสูงและผู้ผลิตในไทยมีศักยภาพ เช่น แชสซีส์ หรือตัวถัง จากในประเทศเท่านั้นจึงจะได้สิทธิลดหย่อนภาษี

 

4. ปรับปรุงนโยบาย BOI คุ้มครองผู้ประกอบการไทย

 

ปิดรับการส่งเสริมในกลุ่มที่คนไทยทำได้เองแล้ว ยกเว้นจะเป็นการร่วมทุน (JV) ที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% และตรวจสอบการจ้างงานหรือใช้เครื่องจักรจริงอย่างเข้มข้น

 

5. แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ (G2G)

 

ให้รัฐเจรจาระดับรัฐต่อรัฐเพื่อจัดการโควตาและราคาวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น อะลูมิเนียม หรือแร่หายาก ให้ผู้ผลิตไทยเข้าถึงต้นทุนที่เท่าเทียมกับจีน

 

6. ยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O)

 

ตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier อย่างน้อย Tier 3 เพื่อป้องกันการ ‘สวมสิทธิ์สินค้า’ จากต่างประเทศมาแอบอ้างเป็นสินค้าไทย

 

7. การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)

 

บังคับเปิดช่องทางเชื่อมต่อ (Open Interface) ให้ซอฟต์แวร์ไทยเข้าไปมีส่วนร่วม และกำหนด KPI ที่วัดผลได้จริงไม่ใช่เพียงตัวเงิน

 

8. การส่งเสริมการทดสอบในประเทศ

 

บังคับให้มีการทดสอบและปรับจูนระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) ในห้องปฏิบัติการของไทย เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ขั้นสูงสู่บุคลากรไทย

 

สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 2

สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)

 

“ข้อเสนอที่เร่งด่วนที่สุด คือการปฏิรูปภาษีสรรพสามิต รองลงมาก็คือการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ BOI โดยอยากให้ BOI ส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจที่ประเทศไทยไม่มี ส่วนธุรกิจใดที่ผู้ประกอบการไทยทำได้อยู่แล้ว อยากให้มุ่งผลักดันผู้ประกอบการในประเทศมากกว่า” สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าว

 

ยัน ‘ไม่ใช่การกีดกัน แต่คือการรักษาอธิปไตยเศรษฐกิจ’

 

สุโรจน์ ย้ำชัดว่า ข้อเสนอทั้ง 8 ข้อนี้ ไม่ได้มีเจตนาปิดกั้นรถ EV นำเข้า หรือทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์

 

“เราต้องการให้การแข่งขันเป็นธรรม ระหว่างบริษัทที่ลงทุนจริง สร้างห่วงโซ่อุปทานในไทย กับบริษัทที่เน้นนำเข้ามาจำหน่ายเพียงอย่างเดียว รัฐบาลต้องเลือกว่าจะเป็นเพียงตลาดบริโภค EV ราคาถูก หรือจะรักษาฐานการผลิตที่มั่นคงของโลกไว้”

 

การลงนามครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็น ‘ก้าวแรกของการต่อลมหายใจ’ เพื่อรักษาอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักของ GDP ประเทศ (ประมาณ 14%) และรักษาการจ้างงานกว่า 600,000 ตำแหน่ง ก่อนที่พายุแห่งการเปลี่ยนผ่านจะทำให้ทุกอย่างสายเกินแก้

The post 10 สมาคมยานยนต์ไทยยื่นข้อเสนอรัฐ ออก 8 มาตรการฉุกเฉิน ต่อลมหายใจห่วงโซ่อุปทานไทย หวังช่วยอุตฯ ยานยนต์ไทย พ้น ‘หน้าผาอุตสาหกรรม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ยันมาตรการเปลี่ยนผ่านในพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ‘จำเป็น-เร่งด่วน’ โต้ฝ่ายค้าน ปมลดภาษีน้ำมัน แก้ไม่ตรงจุด https://thestandard.co/ekniti-insists-that-the-transition-measures-in-the/ Thu, 14 May 2026 10:49:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1207255 ‘เอกนิติ’ ยันมาตรการเปลี่ยนผ่านในพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ‘จำเป็น-เร่งด่วน’ โต้ฝ่ายค้าน ปมลดภาษีน้ำมัน แก้ไม่ตรงจุด

วันนี้ (14 พฤษภาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกร […]

The post ‘เอกนิติ’ ยันมาตรการเปลี่ยนผ่านในพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ‘จำเป็น-เร่งด่วน’ โต้ฝ่ายค้าน ปมลดภาษีน้ำมัน แก้ไม่ตรงจุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ยันมาตรการเปลี่ยนผ่านในพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ‘จำเป็น-เร่งด่วน’ โต้ฝ่ายค้าน ปมลดภาษีน้ำมัน แก้ไม่ตรงจุด

วันนี้ (14 พฤษภาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวยืนยันว่า มาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาท ในพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีความจำเป็นและเร่งด่วน รอ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อีก 5 เดือน ‘ไม่ได้’ โดยเปรียบมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นดัง ‘ยาที่ออกฤทธิ์ช้า จึงยิ่งต้องกินเร็ว’

 

 
 

“คนเราป่วยอยู่ เราต้องให้ยาที่เห็นผลในระยะยาวด้วย แม้ยาจะออกฤทธิ์นาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องรอ งบฯ ปี 70 อีก 5 เดือนถึงจะเริ่มกินก็ได้ นี่คือความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกินวันนี้ ยาที่ออกฤทธิ์ช้า จึงยิ่งต้องกินเร็ว” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้น หลังจากเมื่อ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้านได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 โดยยื่นคำร้องขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ เนื่องจากมองว่ามาตรการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน

 

เตือน! หากไม่มีเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เศรษฐกิจไทยจ่อเจอวิกฤตอีกหลายระลอก

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยืนยันอีกว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีความจำเป็นต่อสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างยิ่ง เนื่องจาก วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตค่าครองชีพ ที่มีผลกระทบเป็นระลอก ต่างจากวิกฤตครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา

 

“วิกฤตครั้งนี้เริ่มจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไร แต่ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นจนเกิดเป็นวิกฤตพลังงาน และจะส่งผ่านไปยังต้นทุนค่าขนส่ง จนกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยสะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายน 2569 ที่พลิกกลับมาเป็นบวกอยู่ที่ 2.9% หากเป็นอย่างนี้ต่อไป สิ่งที่จะตามมาคือ วิกฤตเศรษฐกิจหดตัว เพราะเมื่อต้นทุนสูงขึ้น ธุรกิจขนาดใหญ่อาจมีกำไรสะสมและรองรับได้ ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กจะไม่สามารถแบกรับต้นทุนไหวและขาดทุนทันที ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างตามมาได้ หากประชาชนไม่มีรายได้จากการจ้างงาน ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเช่นกัน”

 

ดร.เอกนิติอธิบายต่อว่า ถ้าประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนผ่านพลังงานตั้งแต่ช่วงเกิดสงคราม รัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 ป่านนี้ ประเทศไทยจะไม่ต้องเดือดร้อนจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน เหมือนดั่งประเทศจีนที่วันนี้แทบไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางเลย เพราะเริ่มกระบวนการดังกล่าวมาตั้งแต่ 10 ปีก่อน

 

ดร.เอกนิติเปิดเผยอีกว่า ในพ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะทำโครงการที่ช่วยเยียวยาค่าครองชีพ ควบคู่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไปพร้อมๆ กัน เช่น การส่งเสริมให้บ้านติดโซลาร์เซลล์ พร้อมช่วยลดค่าไฟไปด้วย รวมถึงการช่วยผู้ประกอบการเปลี่ยนรถหัวลากและรถกระบะขนส่งให้หันมาใช้ไบโอดีเซล B20 มากขึ้น

 

ชี้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ไม่ช่วยแก้ปัญหาแบบตรงจุด

 

ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมกันแถลงข้อกังขาต่อ พ.ร.ก. กู้ 400,000 ล้านบาทที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรคประชาธิปัตย์มองว่า มีวิธีอื่นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องตรา พ.ร.ก. กู้เงิน ผ่านการลดภาษี หรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต

 

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน ดร.เอกนิติ มองว่าการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เป็นข้อเสนอที่ไม่ตอบโจทย์ โดยยกตัวอย่างจากประสบการณ์ที่เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิตช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยว่า การลดภาษีสรรพสามิตครั้งนั้น ทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาท และสุดท้าย ก็ต้องกู้เงินมาทดแทนรายได้ที่หายไปอยู่ดี

 

ไม่เพียงเท่านั้น ดร.เอกนิติยังระบุอีกด้วยว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นการเยียวยาแบบเหวี่ยงแหไม่ตรงจุด เพราะการลดภาษีเป็นการอุดหนุนแบบเหมารวม ซึ่งแปลว่าคนรวยที่มีกำลังรับมือวิกฤต เช่น คนขับรถเบนซ์ รถ BMW ก็ได้รับประโยชน์นี้ไปด้วย ดังนั้นการนำเงินกู้ที่มีอยู่อย่างจำกัดมาทำโครงการเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Target) เพื่อช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยและกลุ่มเปราะบาง จึงมีความคุ้มค่าและตรงจุดมากกว่า

 

“การลดภาษีสรรพสามิต คนขับรถเบนซ์ก็ช่วย คนขับรถ BMW ก็ช่วย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังในการดูแลตัวเอง เพราะงั้นไม่ดีกว่าเหรอครับ ที่เราจะใช้เงินที่มีอยู่อย่างจำกัดมาช่วยคนกลุ่มเปราะบางตัวเล็กตัวน้อย” ดร.เอกนิติ

 

ดร.สันติธาร แนะเตรียมรับมือ ‘อาฟเตอร์ช็อก’ เศรษฐกิจ

 

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงมาก โดยอ้างอิงจากรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ว่าหากราคาน้ำมันยังสูงต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ในปีหน้าเศรษฐกิจทั่วโลกก็มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะตกต่ำหรือเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ได้

 

นอกจากนี้ ดร.สันติธารยังยกข้อมูลประเมินจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาเสริมว่า แม้ตัวเลข GDP ของไทยอาจจะไม่ติดลบ แต่ ‘รายได้ของแรงงาน’ ในปีนี้น่าจะติดลบ ซึ่งถือว่าผิดปกติและหนักหนามาก เพราะช่วงก่อนโควิดรายได้แรงงานเคยเติบโตอยู่ที่ประมาณ 4.7% – 4.8% แม้แต่ปีที่แล้วก็ยังบวกอยู่ที่ 1% – 2%

 

เมื่อของแพงขึ้น แต่กำลังซื้อ (Purchasing power) มีแนวโน้มตกต่ำลง ผู้คนส่วนใหญ่จะรัดเข็มขัดมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจรายย่อย (SMEs) มีแนวโน้มล้มเลิกกิจการไป จนนำไปสู่การเลิกจ้างและมีผู้คนตกงาน นอกจากนี้ การท่องเที่ยวก็อาจได้รับผลกระทบจากค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น

 

สถานการณ์ดังกล่าว เปรียบดัง ‘อาฟเตอร์ช็อก’ ที่จะตามมาหลังแผ่นดินไหว รัฐบาลจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ ไม่ใช่แค่นั่งดูเฉยๆ ด้วยเหตุนี้ ดร.สันติธารจึงชี้ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ควบคู่ไปด้วย เพราะแผนดังกล่าวจะช่วยลดค่าครองชีพและลดต้นทุนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว และยังอาจช่วยสร้างการจ้างงานจากภาคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ได้อีกด้วย จึงจำเป็นต้องทำเป็นแพ็กเกจคู่กันทั้งการเยียวยาระยะสั้นและการลดต้นทุนระยะยาว

 

ส่วนข้อครหามาตรการติดตั้งโซลาร์ว่ามีมูลค่าเพิ่ม (Value-Added) เพียงเล็กน้อย ดร.สันติธาร ระบุว่า เป็นประเด็นที่ต้องรักษาสมดุล (Balance) แม้บางอย่าง ภาคเอกชนไทยจะไม่สามารถผลิตเองได้ แต่รัฐบาลก็จะพยายามผลักดันให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศให้ได้มากขึ้น และมีการระบุไว้ในแผนโครงการข้อ 2.3 แล้ว

 

ทั้งนี้ ตามแผนงานข้อ 2.3 ของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านมีการระบุไว้ว่า แผนงานหรือโครงการเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่

The post ‘เอกนิติ’ ยันมาตรการเปลี่ยนผ่านในพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ‘จำเป็น-เร่งด่วน’ โต้ฝ่ายค้าน ปมลดภาษีน้ำมัน แก้ไม่ตรงจุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
DIOR IN LOS ANGELES คอลเล็กชันครูซแรกของ Jonathan Anderson https://thestandard.co/dior-cruise-collection-los-angeles/ Thu, 14 May 2026 10:43:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1207251 JISOO, Anya-Taylor Joy, Sabrina Carpenter และ Miley Cyrus ร่วมชมแฟชั่นโชว์ Dior Cruise 2027 ที่ LACMA

และแล้วเราก็ได้เห็นแฟชั่นโชว์ของ Jonathan Anderson ที่ […]

The post DIOR IN LOS ANGELES คอลเล็กชันครูซแรกของ Jonathan Anderson appeared first on THE STANDARD.

]]>
JISOO, Anya-Taylor Joy, Sabrina Carpenter และ Miley Cyrus ร่วมชมแฟชั่นโชว์ Dior Cruise 2027 ที่ LACMA

และแล้วเราก็ได้เห็นแฟชั่นโชว์ของ Jonathan Anderson ที่ Dior แบบครบลูป ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย โอต์กูตูร์ และล่าสุดกับ Cruise 2027 ที่เดินทางไปจัดยังพิพิธภัณฑ์ศิลปะ LACMA ในลอสแอนเจลิส โดยมีแขกสำคัญ อาทิ JISOO, Anya-Taylor Joy, Mikey Madison, Sabrina Carpenter และ Miley Cyrus ไปชมด้วย

 

แฟชั่นโชว์ครั้งนี้เห็นได้ชัดตั้งแต่ทีเซอร์แล้ว ว่าแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ของแบรนด์ในฮอลลีวูด ตั้งแต่การที่ Christian Dior ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมในปี 1955 จากเรื่อง Stazione Termini ของ Vittorio De Sica ไปจนถึงคำกล่าวอันโด่งดังของ Marlene Dietrich ที่ว่า ‘No Dior, No Dietrich!’

 

เซ็ตดีไซน์ได้ใช้พื้นที่ของ David Geffen Galleries ที่เพิ่งเปิดใหม่เมื่อต้นเดือนนี้ โดยเล่นกับโคมไฟถนนประดับตกแต่ง (เหมือนกับหน้าลาน Urban Light ของศิลปิน Chris Burden) และรถยนต์เปิดประทุนวินเทจที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอเมริกันและชีวิตเมือง

 

เสื้อผ้าครั้งนี้ Jonathan ผสมทั้งอัตลักษณ์เก่าและใหม่ ตั้งแต่การย้อนไปถึงแจ็กเก็ตจากคอลเล็กชัน Spring/Summer 1949 ที่ Marlene Dietrich ใส่ในภาพยนตร์เรื่อง Stage Fright ของ Alfred Hitchcock และเป็นจุดเริ่มต้นของลายพิมพ์ดอกป๊อปปี้แคลิฟอร์เนีย ซึ่งต่อเนื่องมาจากคอลเล็กชัน Fall/Winter 2026 ที่ว่าด้วยเรื่องของดอกไม้เป็นหลัก ไม่ได้มีลายพิมพ์หนังสือพิมพ์อย่างที่ดีไซเนอร์ได้เรียกน้ำย่อยเอาไว้มากเท่าไหร่นัก

 

รวมไปถึงฝั่งผู้ชายที่มีการแทรกลุคหมวกโดย Philip Treacy ที่เขียนว่า Dior, Buzz และ Star สื่อความหมายความเป็นเมืองแห่งดาราและอินฟลูเอนเซอร์ ในชุดสูทประดับเลื่อมระยิบระยับ เสื้อเชิ้ตแบบชุดนอนจับคู่กับกางเกงหนัง เสื้อเชิ้ตสไตล์อเมริกันดั้งเดิม และเสื้อผ้าลายพิมพ์กราฟฟิกกับศิลปิน Ed Ruscha

 

ส่วนฝั่งเครื่องหนัง กระเป๋ารุ่น Saddle กลับมาครั้งแรกในยุคของ Jonathan Anderson ทรงกระโปรงรถที่ปรับโฉมให้เรียบง่ายขึ้น กระเป๋าทรงบักเก็ตประดับเหรียญ Dior Médaillon กระเป๋ารุ่น Dior Bow และกระเป๋าสะพายไหล่ฐานรูปพระจันทร์เสี้ยว ไปจนถึงรองเท้าตกแต่งด้วยดอกไม้และเลื่อม

 

JISOO, Anya-Taylor Joy, Sabrina Carpenter และ Miley Cyrus ร่วมชมแฟชั่นโชว์ Dior Cruise 2027 ที่ LACMA 1JISOO, Anya-Taylor Joy, Sabrina Carpenter และ Miley Cyrus ร่วมชมแฟชั่นโชว์ Dior Cruise 2027 ที่ LACMA 2JISOO, Anya-Taylor Joy, Sabrina Carpenter และ Miley Cyrus ร่วมชมแฟชั่นโชว์ Dior Cruise 2027 ที่ LACMA 3JISOO, Anya-Taylor Joy, Sabrina Carpenter และ Miley Cyrus ร่วมชมแฟชั่นโชว์ Dior Cruise 2027 ที่ LACMA 4JISOO, Anya-Taylor Joy, Sabrina Carpenter และ Miley Cyrus ร่วมชมแฟชั่นโชว์ Dior Cruise 2027 ที่ LACMA 5JISOO, Anya-Taylor Joy, Sabrina Carpenter และ Miley Cyrus ร่วมชมแฟชั่นโชว์ Dior Cruise 2027 ที่ LACMA 6JISOO, Anya-Taylor Joy, Sabrina Carpenter และ Miley Cyrus ร่วมชมแฟชั่นโชว์ Dior Cruise 2027 ที่ LACMA 7JISOO, Anya-Taylor Joy, Sabrina Carpenter และ Miley Cyrus ร่วมชมแฟชั่นโชว์ Dior Cruise 2027 ที่ LACMA 8JISOO, Anya-Taylor Joy, Sabrina Carpenter และ Miley Cyrus ร่วมชมแฟชั่นโชว์ Dior Cruise 2027 ที่ LACMA 9

The post DIOR IN LOS ANGELES คอลเล็กชันครูซแรกของ Jonathan Anderson appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. ขยายผลคลังแสงพัทยาโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชี้ ‘หมิงเฉิน’ ระดับบอส เล็งใช้ระบบ One Police สแกนต่างชาติทั่วประเทศ https://thestandard.co/police-investigate-pattaya-arsenal-linked-call-center-boss/ Thu, 14 May 2026 10:10:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1207235 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าว

วันนี้ (14 พฤษภาคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล. […]

The post ตร. ขยายผลคลังแสงพัทยาโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชี้ ‘หมิงเฉิน’ ระดับบอส เล็งใช้ระบบ One Police สแกนต่างชาติทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าว

วันนี้ (14 พฤษภาคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีความมั่นคงกรณีการจับกุม หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนพร้อมคลังอาวุธสงคราม

 

โดยระบุว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินล่าสุด พบความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์และเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการด่วนให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ เร่งขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐานในทุกมิติ

 

โดยอยู่ระหว่างการวิเคราะห์เส้นทางการเงิน ความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคล ตลอดจนตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกประเทศ เพื่อพิสูจน์ความเกี่ยวพันกับขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ทั้งระบบ ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการสืบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน จากข้อมูลการสืบสวนเชิงลึกในเบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่สามารถยืนยันได้ว่า หมิงเฉิน ซัน ไม่ใช่สมาชิกกลุ่มอาชญากรในระดับปฏิบัติการหรือระดับล่าง

 

เนื่องจากกลุ่มผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงไปบังคับใช้แรงงานมักเรียกกลุ่มผู้ต้องหาชาวจีนในลักษณะนี้ว่า บอส อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหาจะมีบทบาทหรืออำนาจสั่งการในระดับใดนั้น ยังคงต้องรอผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเพิ่มเติม

 

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันทุกหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการข้อมูลร่วมกันอย่างใกล้ชิด ส่วนประเด็นการพิจารณาว่าจะโอนสำนวนคดีไปอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือไม่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประเมินศักยภาพการทำงานของพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2

 

ซึ่งหากหน่วยงานในพื้นที่ยังมีขีดความสามารถในการดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ยังไม่มีความจำเป็นต้องโอนคดีแต่อย่างใด ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ให้ความสำคัญกับคดีนี้ในระดับสูงสุด โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบของกลางด้วยตนเองตั้งแต่ช่วงแรกเกิดเหตุ พร้อมมอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ กำกับดูแลทิศทางการทำคดีอย่างใกล้ชิด

 

นอกจากนี้ ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ทางการไทยได้ประสานข้อมูลด้านการข่าวกับทางการจีนมาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า หมิงเฉิน ซัน ไม่มีรายชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังระดับสากล (Watch List) และไม่มีประวัติเป็นบุคคลต้องสงสัยในการก่ออาชญากรรมในประเทศต้นทางแต่อย่างใด จากกรณีดังกล่าว ส่งผลให้ทางการไทยต้องนำมาทบทวนและยกระดับมาตรการคัดกรอง เฝ้าระวังชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศให้มีความเข้มข้นและรัดกุมมากยิ่งขึ้น

 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้เน้นย้ำถึงนโยบายเชิงรุกว่า ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเร่งเดินหน้ามาตรการ One Police ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบบุคคลต่างชาติ โดยได้ยกตัวอย่างความสำเร็จจากปฏิบัติการกวาดล้างนอมินีบนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังจากการสั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ดำเนินการเอกซเรย์ข้อมูลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักและลงทุนทั่วประเทศอย่างเข้มงวด

The post ตร. ขยายผลคลังแสงพัทยาโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชี้ ‘หมิงเฉิน’ ระดับบอส เล็งใช้ระบบ One Police สแกนต่างชาติทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภราดร เผยภูมิใจไทยเคาะ 19 พ.ค. ชงร่างแก้รัฐธรรมนูญใหม่ ตามประชามติ 21 ล้านเสียง เลี่ยงซ้ำรอยตีตกร่างวาระ 3 https://thestandard.co/phumjaithai-propose-constitution-amendment-may-19/ Thu, 14 May 2026 09:48:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1207222 ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์

วันนี้ (14 พฤษภาคม) เวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภราด […]

The post ภราดร เผยภูมิใจไทยเคาะ 19 พ.ค. ชงร่างแก้รัฐธรรมนูญใหม่ ตามประชามติ 21 ล้านเสียง เลี่ยงซ้ำรอยตีตกร่างวาระ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์

วันนี้ (14 พฤษภาคม) เวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่า ไม่ให้ความสำคัญกับเสียงประชามติของประชาชน 21 ล้านเสียง ที่ต้องการให้เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในรัฐสภาชุดที่ผ่านมานั้น

 

ภราดรกล่าวว่า ตนเคยแสดงความเห็นไปแล้วว่า ในมุมของรัฐบาล การไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในรัฐสภา เป็นเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาฯ ที่ผ่านมา เคยเป็นเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การยุบสภา เนื่องจากเกิดความขัดแย้งเรื่องการตัดอำนาจ สว. 1 ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

“หากรัฐบาลยืนยันร่างกลับไป ก็อาจคาดการณ์ได้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสภาฯ คงไม่ต่างจากเหตุการณ์ก่อนยุบสภา และเชื่อว่าวาระ 3 ก็คงไม่สามารถโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ส่งผลให้เสียเวลา เพราะจะไม่สามารถเสนอญัตติที่มีลักษณะเดียวกันได้อีกภายในสมัยประชุมเดียวกัน และอาจทำให้เจตนารมณ์ของผู้ที่ออกไปทำประชามติเสียไป” ภราดร กล่าว

 

ภราดร กล่าวว่า เมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ จึงเป็นเหตุอันชอบธรรมที่ สส.และพรรคการเมืองจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ โดยพรรคภูมิใจไทยจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมพรรคในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งขณะนี้ได้ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้แล้ว หากที่ประชุมพรรคเห็นชอบ ก็จะใช้รายชื่อ สส.ของพรรคจำนวน 192 คน เสนอร่างแก้ไขเพียงพรรคเดียว เนื่องจากมีจำนวนเพียงพอตามเงื่อนไข 1 ใน 5 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 

ทั้งนี้ เนื้อหาหลักของร่างใหม่ จะไม่นำประเด็นปัญหาในร่างเดิมกลับมาเขียนไว้ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันและสามารถเดินหน้าต่อได้ พร้อมกำหนดให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจากการคัดเลือกผ่านกลไกรัฐสภา โดยเปิดให้ผู้สนใจสมัครเข้ามา

 

ภราดร ยังกล่าวถึงกรณีสภาผู้แทนราษฎรยังไม่พิจารณาให้ความเห็นชอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ 4 แสนล้านบาท ว่า รัฐบาลยังคงสามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 และวันนี้ช่วงบ่ายคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.ชุดนี้ ได้มีการประชุมไปแล้ว จึงสามารถเดินหน้าต่อได้ ส่วนขั้นตอนในสภาผู้แทนราษฎร จะรอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

The post ภราดร เผยภูมิใจไทยเคาะ 19 พ.ค. ชงร่างแก้รัฐธรรมนูญใหม่ ตามประชามติ 21 ล้านเสียง เลี่ยงซ้ำรอยตีตกร่างวาระ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ตั้ง ‘ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์’ หัวหน้าพูดคุยสันติสุขฯ ให้อำนาจเจรจากลุ่มผู้เห็นต่าง-ผู้ก่อเหตุ พร้อมประสานผู้อำนวยความสะดวกต่างประเทศ https://thestandard.co/prime-minister-appoints-peace-talks-chief/ Thu, 14 May 2026 09:39:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1207218 ภาพนายกรัฐมนตรีขณะลงนามคำสั่งแต่งตั้งหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้

วันนี้ (14 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐ […]

The post นายกฯ ตั้ง ‘ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์’ หัวหน้าพูดคุยสันติสุขฯ ให้อำนาจเจรจากลุ่มผู้เห็นต่าง-ผู้ก่อเหตุ พร้อมประสานผู้อำนวยความสะดวกต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายกรัฐมนตรีขณะลงนามคำสั่งแต่งตั้งหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้

วันนี้ (14 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 148/2569 เรื่อง แต่งตั้งหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568-2570 มุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมในการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน

 

เพื่อให้การขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดเหตุรุนแรง และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (5) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งแต่งตั้ง ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘Chief of Peace Dialogue’

 

ทั้งนี้ ให้หัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

 

  • ดำเนินการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้กับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐและผู้ก่อเหตุรุนแรง ตามนโยบาย แนวทาง หรือมาตรการที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี กำหนด
  • ประเมินและวิเคราะห์ท่าทีและทัศนคติของกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐและผู้ก่อเหตุรุนแรง รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาตกลงใจเชิงนโยบายต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • ประสานงานกับผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือบุคคลในต่างประเทศ
  • แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน ตลอดจนที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือมอบหมายบุคคลได้ตามความเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการแล้วให้รายงานต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบ
  • รายงานผลการปฏิบัติต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี ตามห้วงระยะเวลาที่เหมาะสม
  • ดำเนินการอื่นตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี มอบหมาย

 

นอกจากนี้ ให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่เลขานุการของหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ และจัดกำลังปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวอย่างทันท่วงทีตามที่ได้รับการร้องขอ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติอาจร้องขอต่อส่วนราชการ เพื่อจัดส่งข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ในสังกัดไปช่วยปฏิบัติงาน โดยถือเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานตามปกติ แล้วแต่กรณี และอาจให้ไปช่วยปฏิบัติงานเต็มเวลา บางเวลา หรือนอกเวลาก็ได้

 

อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นของหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

The post นายกฯ ตั้ง ‘ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์’ หัวหน้าพูดคุยสันติสุขฯ ให้อำนาจเจรจากลุ่มผู้เห็นต่าง-ผู้ก่อเหตุ พร้อมประสานผู้อำนวยความสะดวกต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกทริปประวัติศาสตร์ ทำไมทรัมป์พามหาเศรษฐี-นักธุรกิจ 17 คนไปเยือนจีน? https://thestandard.co/trump-china-trip-17-ceos/ Thu, 14 May 2026 09:26:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1207214 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมคณะผู้แทนเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง

การประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐอเมริกา กำลังได้รับการจับตามองใ […]

The post เจาะลึกทริปประวัติศาสตร์ ทำไมทรัมป์พามหาเศรษฐี-นักธุรกิจ 17 คนไปเยือนจีน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมคณะผู้แทนเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง

การประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐอเมริกา กำลังได้รับการจับตามองในแวดวงธุรกิจครั้งใหญ่ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พาคณะผู้แทน 34 ชีวิตเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งในการพบกันระดับรัฐ

 

 

มีการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ประกอบด้วยผู้นำธุรกิจยักษ์ใหญ่ถึง 17 คนที่มีความมั่งคั่งรวมกันทะลุหลักล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หนึ่งในนั้น คือ เจนเซน หวง CEO Nvidia ที่ทรัมป์ถึงกับต่อสายชักชวน และจอดเครื่องรับที่รัฐอะแลสกาในวินาทีสุดท้าย นับเป็นการส่งสัญญาณว่า ‘ธุรกิจต้องมาก่อน’ แม้การเจรจาภาคการเมืองจะสำคัญไม่แพ้กันก็ตาม

 

คำถามที่น่าสนใจคือ บรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้บินข้ามโลกไปเพื่อเจรจาหรือต่อรองอะไรกับทางการจีน ทริปนี้มีวาระอะไรซ่อนเร้นหรือไม่ THE STANDARD เปิดลิสต์รายชื่อว่ามีใครอยู่บนเครื่องบินของทรัมป์บ้าง แล้วพวกเขาเดินทางไปเพื่ออะไร?

 

ใครไปเยือนจีนกับทรัมป์บ้าง

 

ตามรายงานหน้าสื่อ ทรัมป์พาคณะรัฐมนตรี ผู้แทนธุรกิจ และคนใกล้ชิด ขึ้นเครื่องบิน Air Force One มาเข้าร่วมในการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ รวมทั้งสิ้น 34 คน โดยแบ่งออกเป็นรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว 17 คน และผู้แทนทางธุรกิจ 17 คน

 

กลุ่มคนวงใน, คณะรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวประกอบด้วย

 

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
  • อีริก ทรัมป์ บุตรชายของทรัมป์
  • ลารา ทรัมป์ ภรรยาของ อีริก ทรัมป์
  • มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
  • สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
  • พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
  • เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้า
  • ไมเคิล คราตซิออส ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประธานาธิบดี
  • เจมส์ แบลร์ รองหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว
  • สตีเวน ชุง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารทำเนียบขาว
  • สตีเฟน มิลเลอร์ รองหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาวฝ่ายนโยบาย
  • โรเบิร์ต กาเบรียล รองที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ
  • โบ แฮร์ริสัน รองหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว
  • รอสส์ เวิร์ธธิงตัน ผู้อำนวยการฝ่ายร่างสุนทรพจน์ ทำเนียบขาว
  • วอลต์ นอตา ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการห้องทำงานรูปไข่
  • โมนิกา ครอว์ลีย์ หัวหน้าฝ่ายพิธีการทูต
  • เดวิด เพอร์ดู เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศจีน

 

ขณะที่กลุ่ม CEO และผู้แทนทางธุรกิจชั้นนำ แบ่งออกเป็น 17 คน ได้แก่ บริษัทเทคโนโลยี, การเงิน การบินและอวกาศ การเกษตร และสาธารณสุข โดย Forbes รายงานว่า ผู้บริหารทั้งเครื่องบินมีความมั่งคั่งรวมกันเป็นมูลค่าสูงถึงล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

  • บริษัทเทคโนโลยี: ทิม คุก (CEO Apple), จิม แอนเดอร์สัน (CEO Coherent), ดีนา พาวเวลล์ แมคคอร์มิค (ประธานและรองประธานคณะกรรมการ Meta), ซานเจย์ เมห์โรทรา (ประธานและ CEO Micron), เจนเซน หวง (CEO Nvidia), คริสเตียโน อามอน (ประธานและ CEO Qualcomm – เคยเข้าร่วมการเยือนจีนในปี 2017) และ อีลอน มัสก์ (CEO Tesla และ SpaceX)
  • บริษัทการเงิน: แลร์รี ฟิงก์ (CEO BlackRock), สตีเฟน ชวาร์ซแมน (CEO Blackstone), เจน เฟรเซอร์ (CEO Citigroup), เดวิด โซโลมอน (CEO Goldman Sachs), ไมเคิล มีบาค (CEO Mastercard) และ ไรอัน แมคอินเนอร์นีย์ (CEO Visa)
  • บริษัทการบินและอวกาศ: เคลลี ออร์ตเบิร์ก (CEO Boeing) และ แลร์รี คัลป์ (ประธานกรรมการและ CEO GE Aerospace)
  • บริษัทการเกษตรและสาธารณสุข: ไบรอัน ไซก์ส (ประธานและ CEO Cargill) และ จาค็อบ เธย์เซน (CEO Illumina)

 

แวนซ์ไม่เดินทางไป-รูบิโออยู่ในรายชื่อแบนทางการจีน แต่อาศัยช่องโหว่ทางภาษา

 

ทั้งนี้ มีรายงานจาก CNA ว่า รูบิโอถูกแบนจากทางการจีน ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิก หลังเคยกล่าวหาว่า จีนละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายครั้ง แต่ปรากฏว่า ทางการปักกิ่งใช้ช่องว่างทางภาษา โดยสะกดชื่อของเขาในพยางค์แรกเป็นคำอื่น ตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025

 

นักการทูตที่ไม่เปิดเผยตัวตนเชื่อว่า จีนทำการเปลี่ยนแปลงชื่อของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เพราะรูบิโออยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งรวมถึงการห้ามเดินทางเข้าประเทศ ขณะที่สถานทูตจีนประจำสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาตอบกลับในประเด็นดังกล่าว

 

ส่วน เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้เดินทางไปด้วย โดยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เขาเหมือนตัวละครในภาพยนตร์ Home Alone ที่ต้องเฝ้าบ้าน (ทำเนียบขาว) อย่าง เควิน แมคคัลลิสเตอร์ เพราะทรัมป์และคณะเดินทางไปจีนหมด พร้อมกับให้เหตุผลว่า เขาไม่ได้ไปด้วย เพราะหน่วยอารักขา (Secret Service) ไม่ให้ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีเดินทางไปไหนพร้อมกัน

 

CEO แต่ละคนไปทำอะไรในการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ

 

  • มีการคาดการณ์ว่า มัสก์ในฐานะเจ้าของ Tesla และ SpaceX กำลังเจรจาขอใบอนุญาตเพื่อให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxis) ในจีน ขณะที่ต้องการผลักดันยอดขายหุ่นยนต์ AI ของตนเองในตลาดจีน
  • นอกจากนี้ มัสก์ยังมีแผนจะซื้ออุปกรณ์ผลิตแผงโซลาร์จากซัพพลายเออร์จีนมูลค่า 2.9 พันล้านดอลลาร์ แต่ดีลนี้อาจสะดุด เพราะจีนกำลังพิจารณาจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้นโยบายกีดกันทางการค้า
  • Reuters เผยบทความวิเคราะห์ว่า มัสก์เป็นทั้งไอดอลระดับโลกและภัยคุกคามความมั่นคงในสายตาจีน โดยในฐานะไอดอล เขามีผู้ติดตามถึง 2.3 ล้านคนใน Weibo จนได้รับฉายาว่า ‘พี่หม่า’ (Ma Ge) และเป็นแรงบันดาลใจให้ค่ายรถไฟฟ้าจีน ซึ่งก็พยายามเลียนแบบเทคโนโลยีของมัสก์
  • อย่างไรก็ตาม กองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) กังวลบทบาทของ Starlink มาก จากกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยกลัวว่า สหรัฐฯ จะใช้เทคโนโลยีนี้ในเอเชีย ซึ่งบีบให้จีนต้องรีบพัฒนาเทคโนโลยี
  • แต่มีความเชื่อว่า มัสก์กับรัฐบาลจีนมีผลประโยชน์ตรงกันเกือบ 100% ทั้งเรื่อง EV, รถยนต์ไร้คนขับ, AI, หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และอินเทอร์เฟซเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ แม้คู่แข่งอย่าง BYD หรือ Chery จะพัฒนาไล่ตามมาติดๆ แต่ Tesla ยังถูกมองว่า เป็นต้นแบบด้านซอฟต์แวร์และนวัตกรรมที่ค่ายรถจีนต้องศึกษา
  • ส่วน เจนเซน หวง CEO Nvidia กำลังหาทางออกจากมาตรการจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ หลังไม่สามารถขายชิปให้กับจีน ขณะที่ปักกิ่งต้องการผลักดันเทคโนโลยีภายในประเทศอย่างการใช้ชิปที่ผลิตเองโดยบริษัท Huawei
  • ล่าสุด สำนักข่าว Reuters รายงานว่า สหรัฐฯ ได้อนุมัติให้บริษัทจีนประมาณ 10 แห่ง เช่น Alibaba, Tencent, ByteDance และ JD.com รวมถึงบริษัทตัวแทนอย่าง Lenovo และ Foxconn สามารถซื้อชิป AI ของ Nvidia รุ่น H200 ได้ โดยจำกัดที่รายละ 7.5 หมื่นตัว
  • รายงานระบุว่า ทรัมป์เจรจาให้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ส่วนแบ่งรายได้ 25% จากยอดขายชิป โดยมีเงื่อนไขว่า ชิปต้องถูกส่งผ่านดินแดนสหรัฐฯ ก่อนส่งไปจีน เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมส่งออกโดยตรง
  • อย่างไรก็ดี ทางการจีนมีความกังวลว่า หากนำเข้าชิปจากสหรัฐฯ จะทำให้โครงการพัฒนาชิป AI ของประเทศอ่อนแอลง ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่า การที่หวงเดินทางไปกับทรัมป์เป็นความพยายามครั้งสำคัญในการปลดล็อกการขายชิป H200 ที่ค้างคาอยู่
  • ส่วนการไปของออร์ตเบิร์ก CEO Boeing เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์ล็อตใหญ่ของสายการบินจีน ซึ่งอาจมีจำนวนสูงถึง 500 ลำ โดยออร์ตเบิร์กเคยระบุว่า ดีลนี้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ 100%
  • ปัจจุบัน มีรายงานว่า Boeing กำลังเสียเปรียบอย่างหนักให้กับคู่แข่งอย่าง Airbus ที่กวาดดีลจากจีนไปแล้วกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2025
  • ขณะที่ BBC หมายเหตุว่า การเยือนจีนของเมห์โรทรา CEO Micron น่าสนใจมาก เพราะจีนเคยสั่งแบนชิปของ Micron ในปี 2023 โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคง ซึ่งคาดว่า เขาอาจไปแก้ปัญหาและฟื้นฟูธุรกิจในจีนโดยตรง
  • สำหรับการไปของกลุ่มผู้บริหารด้านการเงิน อย่าง Blackstone, BlackRock, Goldman Sachs, Citigroup, Visa และ Mastercard อาจเป็นการรวมพลังผลักดันให้จีนเปิดเสรีและลดมาตรการกีดกัน เพื่อให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้าถึงตลาดภาคการเงินของจีนได้มากขึ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า เขาต้องการให้จีนเปิดเสรียิ่งขึ้น
  • ปิดท้ายที่ CEO จาก Cargill ยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตร มีการคาดการณ์ว่า เขาจะไปเจรจาให้จีนกลับมาซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ อย่างถั่วเหลืองอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ จีนได้หันไปนำเข้าถั่วเหลืองจากบราซิลและอเมริกาใต้ เพื่อตอบโต้นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์

 

ภาพ: Evan Vucci / Reuters

อ้างอิง:

The post เจาะลึกทริปประวัติศาสตร์ ทำไมทรัมป์พามหาเศรษฐี-นักธุรกิจ 17 คนไปเยือนจีน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Louis Vuitton เตรียมจัดแฟชั่นโชว์ Cruise 2027 ณ พิพิธภัณฑ์ The Frick Collection ที่นิวยอร์ก https://thestandard.co/louis-vuitton-cruise-2027-frick-collection-new-york/ Thu, 14 May 2026 09:21:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1207210 ภาพบรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ The Frick Collection ที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานแฟชั่นโชว์ Louis Vuitton Cruise 2027

Louis Vuitton จะจัดแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่น Cruise 2027 ณ […]

The post Louis Vuitton เตรียมจัดแฟชั่นโชว์ Cruise 2027 ณ พิพิธภัณฑ์ The Frick Collection ที่นิวยอร์ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ The Frick Collection ที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานแฟชั่นโชว์ Louis Vuitton Cruise 2027

Louis Vuitton จะจัดแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่น Cruise 2027 ณ The Frick Collection ที่มหานครนิวยอร์กในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ ซึ่งจะนับเป็นครั้งแรกที่ทางพิพิธภัณฑ์เปิดพื้นที่ให้ใช้สำหรับการจัดแฟชั่นโชว์ และยังเป็นการเริ่มต้นการเป็นสปอนเซอร์ชิประยะเวลา 3 ปีของ Louis Vuitton กับ The Frick Collection อีกด้วย

 

Nicolas Ghesquière ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ฝั่งเสื้อผ้าผู้หญิงของ Louis Vuitton เลือกโลเคชันที่มีความสำคัญด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมอันน่าหลงใหลแห่งนี้ให้เป็นสถานที่แห่งการนำเสนอคอลเล็กชัน Cruise 2027 ที่ซึ่งเขาจะถ่ายทอดบทสนทนาผ่านแฟชั่นลุคและคัลเจอร์ในวงกว้าง โดยเขาเผยผ่าน WWD ว่า

 

“ที่แห่งนี้รายล้อมไปด้วยงานศิลปะชั้นเอกจากยุคเรเนสซองส์เป็นต้นมา เราได้ก้าวเข้าสู่บทสนทนาภายในสถานที่ที่ศิลปะ ประวัติศาสตร์ และความงาม ได้รับการอนุรักษ์รักษาและยกย่องมาอย่างยาวนาน อีกทั้งมันยังเป็นก้าวสำคัญแห่งการเริ่มต้นการผูกมิตรที่มีความหมายกับทางสถาบันผู้อุทิศให้กับความเป็นเลิศและมรดกตกทอดทางวัฒนธรรม และเป็นการย้ำเตือนถึงความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมกับพื้นที่แห่งศิลปะที่เป็นแรงบันดาลใจและยกระดับการถ่ายทอดงานครีเอทีฟของ Louis Vuitton ด้วย”

 

Louis Vuitton จะเริ่มต้นการเป็นสปอนเซอร์ชิปให้กับ The Frick Collection ด้วยการจัดฟรีอีเวนต์ที่พิพิธภัณฑ์ในทุกวันศุกร์แรกของทุกเดือน ไปจนถึงเดือนพฤษภาคมปี 2027 โดยเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน และทางแบรนด์จะเป็นผู้สนับสนุนหลักสำหรับการจัดนิทรรศการใหญ่ของ The Frick Collection ทั้งหมด 3 งาน เริ่มต้นด้วยงาน Siena, the Art of Bronze: 1450 to 1500 ที่จะเปิดแสดงในเดือนตุลาคมนี้

 

ภาพ: Louis Vuitton & Borja B. Hojas/WireImage
อ้างอิง: https://wwd.com/fashion-news/designer-luxury/louis-vuitton-cruise-2027-location-frick-1238944504/

The post Louis Vuitton เตรียมจัดแฟชั่นโชว์ Cruise 2027 ณ พิพิธภัณฑ์ The Frick Collection ที่นิวยอร์ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมการขนส่งทางบกแจงดราม่ารถพุ่มพวง วิ่งในทำเนียบฯ ชี้ใช้ในพื้นที่ปิด เตรียมดันกฎหมายรถเศรษฐกิจชุมชน คุมความปลอดภัยควบคู่สร้างรายได้ https://thestandard.co/transport-dept-clarifies-pum-puang-van-incident/ Thu, 14 May 2026 09:18:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1207206 ภาพรถลักษณะรถพุ่มพวงจอดอยู่ภายในบริเวณทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (14 พฤษภาคม) กรมการขนส่งทางบก ออกเอกสารชี้แจงกรณ […]

The post กรมการขนส่งทางบกแจงดราม่ารถพุ่มพวง วิ่งในทำเนียบฯ ชี้ใช้ในพื้นที่ปิด เตรียมดันกฎหมายรถเศรษฐกิจชุมชน คุมความปลอดภัยควบคู่สร้างรายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถลักษณะรถพุ่มพวงจอดอยู่ภายในบริเวณทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (14 พฤษภาคม) กรมการขนส่งทางบก ออกเอกสารชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ภาพการขับขี่รถลักษณะรถพุ่มพวง ภายในบริเวณทำเนียบรัฐบาล จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความถูกต้องตามกฎหมาย โดยยืนยันว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นการจัดอีเวนต์เพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์ซอฟต์พาวเวอร์ด้านสินค้าเกษตร ซึ่งดำเนินการภายในพื้นที่ปิด หรือพื้นที่จำกัดเฉพาะภายในทำเนียบรัฐบาล ไม่ได้มีการนำรถออกวิ่งบนทางสาธารณะที่มีการจราจรทั่วไป

 

กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า กิจกรรมดังกล่าวอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่สามารถควบคุมได้ และมีวัตถุประสงค์เชิงสัญลักษณ์เพื่อการสื่อสารภาพลักษณ์เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกยอมรับว่า สังคมให้ความสนใจประเด็นความปลอดภัยและการนำรถดัดแปลงลักษณะต่างๆ มาใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โดยปัจจุบันยังพบรถที่ใช้ในวิถีชีวิตชุมชนจำนวนมาก เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หรือรถเกษตรกรรมบางประเภท ที่อาจไม่สามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายปัจจุบัน เนื่องจากโครงสร้างรถไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางวิศวกรรมสำหรับรถยนต์ทั่วไป

 

ขณะเดียวกัน กรมการขนส่งทางบกเห็นว่า ยานพาหนะลักษณะดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน จึงอยู่ระหว่างพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายและระเบียบรองรับกลุ่มรถเศรษฐกิจชุมชน เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนประเภทอื่น ๆ

 

สำหรับแนวทางสำคัญในการยกร่างกฎหมาย ประกอบด้วย

 

  • สนับสนุนการสร้างรายได้ โดยผลักดันให้รถสามารถรับรองสถานะได้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพรายย่อยใช้เครื่องมือทำกินได้อย่างมั่นคง
  • กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย โดยพิจารณาหลักเกณฑ์ทางเทคนิคให้เหมาะสมกับลักษณะรถแต่ละประเภท เพื่อให้มีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน

 

กรมการขนส่งทางบกย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตประชาชน สนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน และยกระดับความปลอดภัยในการใช้รถบนท้องถนนควบคู่กันไป เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนภายใต้มาตรฐานที่เหมาะสม

The post กรมการขนส่งทางบกแจงดราม่ารถพุ่มพวง วิ่งในทำเนียบฯ ชี้ใช้ในพื้นที่ปิด เตรียมดันกฎหมายรถเศรษฐกิจชุมชน คุมความปลอดภัยควบคู่สร้างรายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุ้มครองสันติภาพ-เสถียรภาพ ‘ช่องแคบไต้หวัน’ จุดร่วมใหญ่สุดของจีน-สหรัฐฯ https://thestandard.co/china-us-taiwan-strait-peace-stability/ Thu, 14 May 2026 08:49:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1207202 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พบปะหารือกัน

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างหารือกับโดนัลด์ ท […]

The post คุ้มครองสันติภาพ-เสถียรภาพ ‘ช่องแคบไต้หวัน’ จุดร่วมใหญ่สุดของจีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พบปะหารือกัน

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในกรุงปักกิ่งวันนี้ (14 พฤษภาคม) ว่า การคุ้มครองสันติภาพและเสถียรภาพใน ‘ช่องแคบไต้หวัน’ เป็นจุดร่วมใหญ่ที่สุดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

 

สีจิ้นผิงกล่าวว่า ปัญหาไต้หวันเป็น ‘ประเด็นสำคัญที่สุด’ ในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ซึ่งหากจัดการอย่างเหมาะสม ความสัมพันธ์ทวิภาคีโดยรวมจะมีความมั่นคง แต่หากจัดการอย่างไม่เหมาะสม ทั้งสองประเทศจะเกิดการปะทะและอาจถึงขั้นเกิดความขัดแย้ง ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง

 

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงย้ำว่า ‘เอกราชไต้หวัน’ และ ‘สันติภาพข้ามช่องแคบ’ นั้นเข้ากันไม่ได้เหมือน ‘ไฟกับน้ำ’

 

การเน้นย้ำจุดยืนของผู้นำจีนครั้งนี้เกิดขึ้น ขณะที่ทรัมป์ พร้อมด้วยสมาชิกคณะรัฐมนตรี และบรรดาผู้นำธุรกิจยักษ์ใหญ่ของโลกในสหรัฐฯ เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 วัน (13-15 พฤษภาคม) นับเป็นครั้งแรกที่ทรัมป์เยือนจีนในรอบเกือบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2017

 

ทรัมป์กล่าวว่า เขารอคอยจะได้ ‘หารือครั้งใหญ่’ กับสีจิ้นผิง ผู้คนบางส่วนบอกว่านี่อาจเป็นการประชุมสุดยอดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยทรัมป์ยังได้กล่าวชื่นชมว่า สีจิ้นผิงคือผู้นำที่ยิ่งใหญ่

 

นอกจากนี้ทรัมป์ยังกล่าวถึงคณะผู้แทนระดับสูงจากแวดวงธุรกิจของสหรัฐฯ ที่เดินทางมาพร้อมกับเขา โดยทรัมป์ระบุว่า การร่วมเดินทางเยือนจีนของพวกเขาถือเป็นการแสดงความเคารพต่อจีนและคณะผู้นำของจีน และพวกเขารอคอยจะได้ทำการค้าและธุรกิจกับจีน ทั้งยังรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นมิตรสหายกัน และความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กำลังจะดียิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

 

ภาพ: Brendan Smialowski / Reuters

 

อ้างอิง: สำนักข่าวซินหัว

The post คุ้มครองสันติภาพ-เสถียรภาพ ‘ช่องแคบไต้หวัน’ จุดร่วมใหญ่สุดของจีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัศจรรย์วันทอง และ INHERIT เผยภาพแรก ก่อนเปิดตัวที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ https://thestandard.co/thai-films-unveil-first-look-cannes/ Thu, 14 May 2026 08:44:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1207198 ภาพแรกของภาพยนตร์เรื่อง อัศจรรย์วันทอง และ INHERIT ที่จะไปเปิดตัวที่เทศกาลหนังเมืองคานส์

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทยเมื่อ อัศจรรย์วันทอ […]

The post อัศจรรย์วันทอง และ INHERIT เผยภาพแรก ก่อนเปิดตัวที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแรกของภาพยนตร์เรื่อง อัศจรรย์วันทอง และ INHERIT ที่จะไปเปิดตัวที่เทศกาลหนังเมืองคานส์

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทยเมื่อ อัศจรรย์วันทอง และ INHERIT เปิดภาพแรกเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในตลาดภาพยนตร์ระดับโลก Marché du Film ณ เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส

 

โดย 2 ภาพยนตร์นี้ถือเป็นภาพยนตร์รีเมกที่สื่อสารความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นการนำวรรณคดีไทยมาเล่าใหม่อย่าง อัศจรรย์วันทอง จาก Black Dragon Entertainment ที่มาพร้อมการประชันบทบาทของนักแสดงมากฝีมือ นำโดย อิ้งค์ วรันธร, หมาก ปริญ และ กลัฟ คณาวุฒิ ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวโศกนาฏกรรมรักในรูปแบบใหม่ ผ่านฝีมือผู้กำกับอย่าง มุก ปิยะกานต์

 

ในขณะที่ INHERIT (Working Title) ภาพยนตร์จาก GDH ที่เป็นผลงานจาก โต้ง บรรจง ผู้กำกับชื่อดังได้พาตำนานสุดหลอนของไทยอย่าง คุณยายวรนาฏ กลับมาสร้างความหลอนอีกครั้งในบริบทที่ร่วมสมัยมากขึ้น ถ่ายทอดผ่านนักแสดงนำอย่าง ใหม่ ดาวิกา ร่วมกับทีมนักแสดงอีกคับคั่ง อาทิ ใบปอ ธิติยา, นก สินจัย, จุ๋ย วรัทยา, มาร์ค ภาคิน และ ไทย ชญานนท์

 

เรียกว่าวงการภาพยนตร์ไทยกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้อย่างหลากหลายและสื่อสารเสน่ห์ของภาพยนตร์ไทยให้ปรากฏสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก ติดตามชมภาพยนตร์น่าจับตามองทั้งสองเรื่องได้เร็วๆ นี้

 

ภาพ: Blackdragon_ent, gdh559 / X

 

อ้างอิง: https://x.com/gdh559/status/2054471714382447032?s=20

The post อัศจรรย์วันทอง และ INHERIT เผยภาพแรก ก่อนเปิดตัวที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
INGU ชวน ‘แซนต้า พงศภัค’ ร่วมงาน SKIN LAB 2 เปิดประสบการณ์ IN U Supplement [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ingu-skin-lab-santa-pongsapak/ Thu, 14 May 2026 08:30:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1206598 INGU

แซนต้า-พงศภัค อุดมโภชน์ ร่วมสร้างสีสันให้กับงาน SKIN LA […]

The post INGU ชวน ‘แซนต้า พงศภัค’ ร่วมงาน SKIN LAB 2 เปิดประสบการณ์ IN U Supplement [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
INGU

แซนต้า-พงศภัค อุดมโภชน์ ร่วมสร้างสีสันให้กับงาน SKIN LAB 2 ในฐานะ Special Guest ของ IN U Supplement แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อการดูแลผิวจากภายในสู่ภายนอก ภายใต้ INGU SKIN ที่ชวนผู้เข้าร่วมงานเปิดประสบการณ์การดูแลผิวแบบองค์รวม ณ CentralWorld ลาน Eden 1 ระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคม 2569

 

INGU

 

การปรากฏตัวของแซนต้าในวันที่ 10 พฤษภาคม เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงาน โดยศิลปินหนุ่มได้ร่วมพูดคุยและแชร์ไลฟ์สไตล์การดูแลตัวเอง พร้อมสร้างโมเมนต์ใกล้ชิดกับแฟนคลับผ่านกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งช่วง Lucky Fans และการถ่ายภาพคู่แบบ 1:1 ซึ่งช่วยเติมบรรยากาศของงานให้คึกคักยิ่งขึ้น

 

INGU

 

สำหรับการร่วมงาน SKIN LAB 2 ครั้งนี้ IN U Supplement นำเสนอแนวคิดการดูแลผิวจากภายในสู่ภายนอก ผ่านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 2 รายการหลัก ได้แก่ AstaNext+ และ AstaDaily โดยทั้งสองผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมสำคัญคือสารสกัดแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) จาก NatAxtin® ประเทศชิลี

 

แอสตาแซนธินดังกล่าวมีแหล่งกำเนิดจากสาหร่ายสายพันธุ์ Haematococcus pluvialis ซึ่งเติบโตในบริเวณทะเลทราย Atacama หนึ่งในพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมร้อนและแห้งแล้งที่สุดในโลก สาหร่ายชนิดนี้สามารถสร้างแอสตาแซนธินเพื่อปกป้องตัวเองจากสภาวะแวดล้อมที่รุนแรง จึงถูกนำมาต่อยอดเป็นสารสกัดที่มีบทบาทด้านการต้านอนุมูลอิสระ และประยุกต์ใช้กับแนวทางการดูแลสุขภาพผิวจากภายใน

 

AstaNext+ ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวอย่างรอบด้าน ด้วยสูตร 8-in-1 Vitamin Complex ที่รวมสารสกัดและวิตามินสำคัญ เช่น Astaxanthin, CoQ10, Grape Seed, Grape Skin, Green Tea Extract, Vitamin E, Vitamin C และ Vitamin D3 เพื่อช่วยสนับสนุนการดูแลผิวที่อ่อนล้าให้แลดูสุขภาพดี และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องเจอปัจจัยแวดล้อมในชีวิตประจำวัน

 

ส่วน AstaDaily เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นดูแลตัวเองในทุกวัน โดยมีส่วนผสมหลักคือ Astaxanthin และ Vitamin E ในรูปแบบ Tocotrienol และ Tocopherol เน้นการเติมสารอาหารพื้นฐานที่ร่างกายต้องการ และช่วยสนับสนุนสุขภาพผิวให้ดูดีอย่างเป็นธรรมชาติ

 

 

การเข้าร่วมงาน SKIN LAB 2 ของ IN U Supplement จึงเป็นการสื่อสารแนวคิดการดูแลผิวแบบองค์รวม ที่ไม่ได้มองเฉพาะการบำรุงจากภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับการดูแลจากภายในผ่านสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อสนับสนุนสุขภาพผิวในระยะยาวอย่างสมดุล

 

ผู้สนใจสามารถติดตามบรรยากาศและรายละเอียดเพิ่มเติมจาก IN U Supplement ผ่านช่องทางของแบรนด์

The post INGU ชวน ‘แซนต้า พงศภัค’ ร่วมงาน SKIN LAB 2 เปิดประสบการณ์ IN U Supplement [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 หน่วยงานรัฐ เสี่ยงคอร์รัปชันสูง กกร. แฉ ‘สินบน-เส้นสาย’ ยังฝังลึกระบบราชการไทย เงินใต้โต๊ะพุ่งหลักแสน https://thestandard.co/thai-government-agencies-high-corruption-risk/ Thu, 14 May 2026 08:26:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1207191 ภาพประกอบเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการไทย

กกร. เผยผลสำรวจเอกชน 89.1% สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันทวีความ […]

The post 10 หน่วยงานรัฐ เสี่ยงคอร์รัปชันสูง กกร. แฉ ‘สินบน-เส้นสาย’ ยังฝังลึกระบบราชการไทย เงินใต้โต๊ะพุ่งหลักแสน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการไทย

กกร. เผยผลสำรวจเอกชน 89.1% สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันทวีความรุนแรง ชี้สถานการณ์แย่ลงในรอบ 3 ปี พบประสบการณ์ตรงการเรียกรับผลประโยชน์ยังสูง ทั้งเงินใต้โต๊ะ การใช้ตัวกลาง และกระทบต้นทุนสัญญารัฐ ราว 11-15% พร้อมเปิด 10 หน่วยงานเสี่ยงสินบนสูงสุด

 

 

วันที่ 14 พ.ค. 2569 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผล ‘การสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ’

 

โดยสำรวจตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ จำนวน 401 ราย ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม-10 เมษายน 2569 พบว่า ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง

 

ภาพประกอบเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการไทย 1

 

โดย 89.1% ของภาคธุรกิจระบุว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรค (ปานกลางถึงมากที่สุด) ต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ 51.2% มองว่า แนวโน้มคอร์รัปชันแย่ลงเมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา และ 51% ระบุว่า ความยุ่งยากในการติดต่อราชการ ‘เพิ่มขึ้น’ ขณะที่มีเพียง 3% ที่บอกว่า ‘ลดลง’

 

ประเด็นสำคัญจากผลการสำรวจประสบการณ์ตรงของภาคธุรกิจ

 

  • 60.9% ของผู้ขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐพบการสื่อเป็นนัยหรือร้องขอสิ่งตอบแทนในการยื่นขออนุญาต ‘ครั้งล่าสุด’
  • 45.9% ของบริษัทยืนยันว่าเคยจ่ายเงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่รัฐเพื่ออำนวยความสะดวก
  • 37.3% ยืนยันว่าอุตสาหกรรมของตนต้องจ่ายเงินพิเศษเพื่อให้ได้สัญญาภาครัฐ เฉลี่ย 11-15% ของมูลค่าสัญญา
  • รูปแบบสินบนที่พบบ่อยที่สุด เงินสด (46.6%) ของขวัญ/เลี้ยงรับรอง (23.1%) และการบริจาค/สปอนเซอร์ (18.7%)
  • ในการประกวดราคาครั้งล่าสุด พบสัญญาณน่ากังวล 27.3% มีบุคคลอ้างว่า ‘ช่วยให้ชนะ’ และ 27.3% ได้รับ ‘ใบ้’ ว่าควรใช้ตัวกลาง/ที่ปรึกษาบางราย
  • สาเหตุหลักที่ภาคธุรกิจยอมจ่ายสินบน ขั้นตอนซับซ้อน (29.1%), กฎหมายเปิดช่องดุลพินิจมากเกินไป (25.0%), แก้ปัญหาจากการทำผิดระเบียบ (18.8%)
  • 52.3% ของภาคธุรกิจไม่มีความเชื่อมั่นในช่องทาง Whistleblowing ของรัฐ นอกจากนี้แล้ว 43.7% ระบุว่า ‘ไม่กล้าร้องเรียนเลย’ แม้จะพบการเรียกรับผลประโยชน์

 

จัดอันดับหน่วยงานตามความเสี่ยงสินบน

 

ผลสำรวจรอบนี้เป็นครั้งแรกที่เปิดเผยข้อมูลระดับหน่วยงาน ประกอบด้วย (1) อัตราการเสนอสิ่งตอบแทนต่อจำนวนครั้งที่ติดต่อ และ (2) มูลค่าเฉลี่ยสินบนต่อครั้ง

 

เปิดชื่อหน่วยงานที่มีอัตรา ‘เสนอให้สิ่งตอบแทน’ สูงสุด 10 อันดับ

 

 

ภาพประกอบเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการไทย 2

 

10 หน่วยงานที่มี ‘มูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงสุด’ (จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง)

 

ภาพประกอบเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการไทย 3

 

ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องเชิงนโยบายของ กกร. มาตรการที่ภาคธุรกิจต้องการมากที่สุดคือ การนำระบบ E-Government/E-Procurement มาใช้ลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับเอกชน ตามด้วยการเพิ่มโทษผู้ทุจริตและการปฏิรูประเบียบให้โปร่งใส และสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเพื่อ ‘ถอนรากถอนโคน’ ปัญหาสินบนและทุจริต คือ การปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอน (Regulatory Guillotine) การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data/Open Contracting) เช่น TOR ผลการประมูล และงบประมาณโครงการให้ประชาชน ตรวจสอบได้โดยไม่ต้องร้องขอ

 

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะทำงานฯและประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในวันที่ 15 พ.ค.นี้ คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน จะประชุมหารือกับ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมไทย โดยเราเตรียมข้อเสนอแนวทางการแก้ปัญหาที่อยากให้ภาครัฐดำเนินการอย่างเร่งด่วน

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เป็นเพียงประเด็นด้านธรรมาภิบาลเท่านั้น หากแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ ต้นทุนธุรกิจ ความเชื่อมั่นนักลงทุน ตลอดจนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”

 

ตัวเลขที่ปรากฏในวันนี้จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรตระหนัก และร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง กกร. เชื่อมั่นว่า ความโปร่งใสต้องเริ่มต้นจากการยอมรับข้อเท็จจริง

 

ภาพ: Shutterstock AI Generator

The post 10 หน่วยงานรัฐ เสี่ยงคอร์รัปชันสูง กกร. แฉ ‘สินบน-เส้นสาย’ ยังฝังลึกระบบราชการไทย เงินใต้โต๊ะพุ่งหลักแสน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์กรุงศรีคาดหุ้นไอพีโอกลับมาคึกคัก ปี 70 หลังปีก่อน พบหลายบริษัทกลับมารื้อแผนระดมทุน https://thestandard.co/krungsri-ipo-market-expected-to-recover/ Thu, 14 May 2026 08:25:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1207185 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ 'กรุงศรีชี้หุ้นไอพีโอ ใกล้กลับมาคึกคัก หลังมูลค่าระดมทุนปีก่อนหายไป 10 เท่า'

‘แบงก์กรุงศรี’ คาดหุ้นไอพีโอจะเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง […]

The post แบงก์กรุงศรีคาดหุ้นไอพีโอกลับมาคึกคัก ปี 70 หลังปีก่อน พบหลายบริษัทกลับมารื้อแผนระดมทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ 'กรุงศรีชี้หุ้นไอพีโอ ใกล้กลับมาคึกคัก หลังมูลค่าระดมทุนปีก่อนหายไป 10 เท่า'

‘แบงก์กรุงศรี’ คาดหุ้นไอพีโอจะเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งในปี 2570 หลังหลายบริษัทเริ่มกลับมารื้อแผนระดมทุนอีกครั้ง แต่คาดมูลค่าระดมทุนปีนี้อาจยังใกล้เคียงกับปีก่อนที่ซบเซาอย่างหนัก

 

 
 

จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มูลค่าระดมทุนของหลักทรัพย์ไอพีโอ ทั้ง SET, mai และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทั้งในส่วนของ PFUND และ REIT เมื่อปี 2568 รวมกันเหลือเพียง 8.1 พันล้านบาท ลดลงจากช่วงพีคที่เคยสูงถึงประมาณ 1 แสนล้านบาท

 

ประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มูลค่าระดมทุนของหลักทรัพย์ไอพีโอในปีนี้น่าจะใกล้เคียงกับปีก่อน แต่เชื่อว่าน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยธนาคารเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากหลายบริษัทที่เริ่มกลับมาเดินหน้าแผนระดมทุนอีกครั้ง จากก่อนหน้าที่ชะลอแผนไปตามภาวะตลาด ขณะที่บริษัทอื่นๆ ที่ยังไม่ได้มีแผนจะระดมทุนก็เริ่มเดินหน้าแผนมากขึ้น

 

“สำหรับหุ้นไอพีโอ ลูกค้ากลับมาอัปเดตเอกสารเตรียมเข้าตลาดอีกครั้ง แต่อาจต้องใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี ในการเตรียมตัว ทำให้จะเริ่มเห็นไอพีโอกลับมาคึกคักในปีหน้า ส่วนกองรีทที่ซบเซามาพอสมควรจะเริ่มกลับมามากขึ้น เพราะนักลงทุนเริ่มหันมามอง yield product มากขึ้น ทำให้กองรีทกลับมาน่าสนใจ”

 

สำหรับปีนี้กองรีทน่าจะกลับมาคึกคักมากขึ้นเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา จากกองรีทเดิมที่จดทะเบียนอยู่ก่อนแล้ว และต้องการขยายการลงทุน ขณะที่นักลงทุนก็มองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2564 – 2568 สถิติการระดมทุนของหลักทรัพย์ไอพีโอในตลาดหุ้นไทยเป็นดังนี้

 

  • ปี 2568 หุ้นไอพีโอรวม 18 บริษัท ระดมทุนรวม 8,151.70 ล้านบาท
  • ปี 2567 หุ้นไอพีโอรวม 32 บริษัท ระดมทุนรวม 20,450.89 ล้านบาท
  • ปี 2566 หุ้นไอพีโอรวม 40 บริษัท ระดมทุนรวม 38,259.50 ล้านบาท
  • ปี 2565 หุ้นไอพีโอรวม 42 บริษัท ระดมทุนรวม 97,852.50 ล้านบาท
  • ปี 2564 หุ้นไอพีโอรวม 41 บริษัท ระดมทุนรวม 98,125.09 ล้านบาท
  • ปี 2563 หุ้นไอพีโอรวม 28 บริษัท ระดมทุนรวม 136,043.88 ล้านบาท
  • ปี 2562 หุ้นไอพีโอรวม 32 บริษัท ระดมทุนรวม 90,838.78 ล้านบาท
  • ปี 2561 หุ้นไอพีโอรวม 22 บริษัท ระดมทุนรวม 81,572.53 ล้านบาท
  • ปี 2560 หุ้นไอพีโอรวม 42 บริษัท ระดมทุนรวม 106,279.62 ล้านบาท
  • ปี 2559 หุ้นไอพีโอรวม 27 บริษัท ระดมทุนรวม 52,657.53 ล้านบาท

 

หวั่นสงครามยืดเยื้อกระทบสินเชื่อ

 

การปล่อยสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ต่ำกว่าเป้าหมายการเติบโตที่วางไว้ 2-4% อย่างไรก็ตาม ประกอบเชื่อว่า ยอดการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในไตรมาส 2 – 4 จะค่อยๆ ฟื้นตัว และทำให้การเติบโตทั้งปีทำได้ตามเป้าหมาย

 

ปัจจุบันเริ่มเห็นการฟื้นตัวของยอดปล่อยสินเชื่อในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น เฮลธ์แคร์​ พลังงาน อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ขณะเดียวกันก็เห็นความท้าทายเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้บางอุตสาหกรรมชะลอลง

 

“เราไม่อยากให้สงครามยืดเยื้อนาน ยิ่งนานจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้า” ประกอบกล่าว “โดยภาพรวมคุณภาพสินเชื่อยังอยู่ในระดับที่ดี แต่ต้องติดตามใกล้ชิด หากสงครามยืดเยื้อ ในไตรมาส 2 – 4 ต้องดูว่าผลกระทบจะมาในรูปแบบใด”

 

ส่วนสินเชื่อยั่งยืนที่ธนาคารปรับเพิ่มเป้าหมายจาก 2.5 แสนล้านบาท เป็น 3.5 แสนล้านบาท เพราะลูกค้าขนาดใหญ่พยายามปรับการกู้เงินหรือระดมทุนเป็น Green Finance มากขึ้น ไม่ว่าจะกลุ่มพลังงานหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่ลูกค้าระดับกลางยังขอเวลาใช้แก้ปัญหาธุรกิจก่อน แต่ก็เห็นการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น

The post แบงก์กรุงศรีคาดหุ้นไอพีโอกลับมาคึกคัก ปี 70 หลังปีก่อน พบหลายบริษัทกลับมารื้อแผนระดมทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนเสนอตั้ง กมธ. วิสามัญสอบการใช้จ่ายตาม พ.ร.ก. กู้เงิน เปิดช่องดึงฝ่ายบริหารเข้าร่วมกลั่นกรอง https://thestandard.co/people-party-proposes-committee-to-probe-loan-spending/ Thu, 14 May 2026 08:21:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1207181 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคป […]

The post พรรคประชาชนเสนอตั้ง กมธ. วิสามัญสอบการใช้จ่ายตาม พ.ร.ก. กู้เงิน เปิดช่องดึงฝ่ายบริหารเข้าร่วมกลั่นกรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เตรียมเสนอญัตติด่วนเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

 

พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความเห็นชอบกับการจัดตั้งคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว โดยระบุถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการคลังของประเทศในปัจจุบันที่มีพื้นที่จำกัด การพิจารณาอนุมัติและการใช้จ่ายเงินกู้ในสถานการณ์นี้จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างตรงเป้าหมายและตรงจุดมากที่สุด

 

สืบเนื่องจากภายหลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ได้เริ่มปฏิบัติงานแล้ว และคาดว่าจะมีการส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการต่างๆ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินอย่างเร็วที่สุดในช่วงสุดสัปดาห์นี้

 

ณัฐพงษ์ระบุในวันนี้ (14 พฤษภาคม) ว่า หากรัฐบาลไม่ได้มีความตั้งใจที่จะสอดไส้โครงการหรือปกปิดข้อมูล ก็ไม่มีเหตุผลความจำเป็นใดที่จะขัดขวางการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างโปร่งใส

 

โดยในอดีตที่มีการตรา พ.ร.ก. เงินกู้ เช่น ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบเช่นเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรจึงมีหน้าที่ต้องให้ข้อเสนอแนะและช่วยกลั่นกรองโครงการต่าง ๆ เพื่อให้การเยียวยาตรงกลุ่มเป้าหมายสูงสุด

 

สำหรับข้อท้วงติงที่ว่าควรให้มีการใช้จ่ายเงินเกิดขึ้นก่อนจึงจะสามารถตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบได้นั้น ณัฐพงษ์อธิบายว่า กระบวนการดังกล่าวอาจเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากตามกระบวนการปกติ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนการเสนอร่างพระราชบัญญัติ การพิจารณารายละเอียด การอนุมัติงบประมาณ ตลอดจนการติดตามประเมินผลการใช้จ่าย การตรวจสอบ พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้จึงอยู่ในขอบเขตอำนาจการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรในทุกขั้นตอนเช่นกัน

 

ส่วนเหตุผลที่เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแทนการมอบหมายให้คณะกรรมาธิการสามัญชุดที่มีอยู่แล้วเป็นผู้ตรวจสอบ ณัฐพงษ์ชี้แจงว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญจะมีองค์ประกอบของตัวแทนที่ครบถ้วนมากกว่า โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้มีตัวแทนจากฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีเข้ามาร่วมพิจารณา แม้ในทางการเมือง การใช้คณะกรรมาธิการสามัญอาจทำให้ตำแหน่งประธานตกเป็นของพรรคฝ่ายค้าน แต่พรรคประชาชนต้องการให้คณะกรรมาธิการชุดนี้มีตัวแทนจากฝ่ายบริหารเข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้การพิจารณาการกู้เงินเป็นไปอย่างรอบคอบและโปร่งใสมากที่สุด

 

ปัจจุบัน ญัตติด่วนเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบและบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตาม หากสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องกัน ก็สามารถใช้วิธีเสนอเป็นญัตติด่วนด้วยวาจาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เกิดการลงมติจัดตั้งคณะกรรมาธิการได้ในทันที

The post พรรคประชาชนเสนอตั้ง กมธ. วิสามัญสอบการใช้จ่ายตาม พ.ร.ก. กู้เงิน เปิดช่องดึงฝ่ายบริหารเข้าร่วมกลั่นกรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>